View Full Version : Our Neighbour : Cambodia ‎part 2


Pages : [1] 2 3

napoleon
December 6th, 2009, 06:40 PM
Part 1 http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=573819

Discuss for Economic, Development Projects.


No Stupid Politics and Stupid Nationalism


กระทู้โครงการต่างๆ เศรษฐกิจสำหรับนักลงทุนไทย


PHNOM PENH | Projects & Construction

http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=648569

napoleon
December 6th, 2009, 06:44 PM
http://www.big.com.kh/

http://www.big.com.kh/images/vision.jpg

http://www.big.com.kh/images/home.jpg

http://www.big.com.kh/images/vision.jpg

http://www.big.com.kh/images/hov.jpg

napoleon
December 6th, 2009, 06:45 PM
http://i545.photobucket.com/albums/hh398/kmr1/01-12-2009/pop1.jpg

http://i545.photobucket.com/albums/hh398/kmr1/01-12-2009/pop2.jpg

http://i545.photobucket.com/albums/hh398/kmr1/01-12-2009/pop3.jpg

StarRiver under construction
http://i545.photobucket.com/albums/hh398/kmr1/01-12-2009/DSC01235.jpg

:)

napoleon
December 6th, 2009, 06:49 PM
200 Thai trawlers to seek Cambodian fishing licenses


TRAT, Dec 2 (TNA) – Operators of some 200 Thai trawlers on Thursday will seek licences to fish in Cambodian waters at a temporary office opposite Cambodia's Koh Kong Resort, said Thitikorn Lohakup, chairman of the Trat Fisheries Association.

Cambodian fisheries concession applications procedures will resume beginning Thursday following finalisation of regulations by the Koh Kong authorities, who agreed Tuesday to allow Thai fishermen to seek and renew their licences.

Mr Thitikorn said that the newly-appointed Koh Kong governor set up a committee to be responsible for issuing and renewing the licences. The committee will review relevant details and categorise the type of trawlers as well as the fishing equipment they use.

The chief of the Trat fisheries association added that this period is appropriate for fishing. If the procedure is completed quickly, it will be beneficial to Thai fishermen.

Last week, Cambodian Defence Minister Gen Tea Banh gave assurances that Cambodia has not closed its waters near Koh Kong as earlier reported. He explained that fisheries concession procedures were being amended and that it would not affect the livelihoods of either Thais or Cambodians. (TNA)

Imperfect Ending
December 6th, 2009, 09:52 PM
No Stupid Politics and Stupid Nationalism




how about smart ones?

chalat82
December 7th, 2009, 05:35 PM
how about smart ones?


^^ I don't think you belong in that category. 55555555 =X

Thai01
December 7th, 2009, 08:22 PM
I love the projects! :O

napoleon
December 8th, 2009, 07:57 AM
ประมงไทยแห่ขอสัมปทานจับปลาเขมร

Posttoday วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552


เจ้าของเรือประมงใน จ.ตราด แห่ขอสัมปทานจับปลาในน่านน้ำเขมรกว่า 80 ลำแล้ว

นายฐิติกร โลหะคุปต์ นายกสมาคมประมง จังหวัดตราด เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. มีเรือประมงไทยเกือบ 80 ลำ เข้าไปต่อใบอนุญาตหรือซื้อตั๋วน้ำในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชาแล้ว ซึ่งการต่อใบอนุญาตไม่ประสบปัญหา และง่าย กว่าการต่อใบอนุญาตในคราวก่อน
ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มอบสิทธิขาดในการจัดระเบียบให้กับคณะกรรมการชุดเดียว คือนายพัด สุภาภา ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา พล.ร.ต.เตีย โสกา รองผบ.ทหารเรือ และนายบุญเลิด พราหมณ์เกสร ผวจ.เกาะกง เป็นผู้รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดดังกล่าว จะเป็นคนกำหนดพื้นที่ทำประมง คิดค่าตั๋วน้ำ และออกตั๋วน้ำให้กับเรือประมงไทยทุกลำ เพื่อความสะดวก ควบคุมได้ง่าย และป้องกันมิให้หน่วยงานอื่น เช่น ตำรวจน้ำ ประมง ศุลกากร หรือหน่วยงานที่เคยออกตั๋วผีให้กับเรือประมงไทย เพื่อป้องกันการทำทุจริต

สำหรับค่าสัมปทานหรือซื้อตั๋วน้ำนั้น คณะกรรมการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะคิดตามขนาดของเรือประมง เช่น เรืออวนครอบขนาดต่ำกว่า 8 วา จะคิด 3 หมื่นบาท/30 วัน มากกว่า 8 วา จะคิด 4.5 หมื่นบาท/ 30 วัน ในพื้นที่กำหนด (เป็นล็อก) หากมากกว่านี้ จะต้องคำนวณเพิ่มขึ้นตามอัตรา แต่จะมีส่วนลดให้บ้าง

ด้านนายประเสริฐ ศิริ ประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวว่า การต่อใบอนุญาตเรือประมงไทยเป็นไปด้วยความสะดวก แม้จะติดขัดในเรื่องธุรการบ้างเพราะมีการเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ในการประสานงาน 3 วันที่ผ่านมามีเรือประมงไทยเข้ามาติดต่อสัมปทานแล้วไม่ต่ำกว่า 80 ลำ และสามารถเข้าไปทำประมงได้ทันที ซึ่งเชื่อว่าจะมีเรือประมงกว่า 300 ลำเข้ามาทำประมงในน่านน้ำกัมพูชา

sansano
December 8th, 2009, 09:31 AM
กาสิโนชายแดนเขมร-เวียดนามเจ๊งไปอีกแห่ง


http://pics.manager.co.th/Images/552000016139302.JPEGภาพถ่ายวันที่ 28 พ.ย.2552 หรือปลายเดือนที่แล้ว ด่านชายแดนหม็อกบ่ายในยามบ่ายแดดเปรี้ยงผู้คนไม่พลุกพล่าน เจ้าหน้าที่เวียดนามที่นั่นกล่าวว่า ปีนี้เงียบเหงากว่าปีที่แล้ว นักพนันที่ข้ามไปเสี่ยงโชคทางฝั่งบาเว็ต (Bavet) ของกัมพูชามีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด สถานกาสิโนหรูแห่งหนึ่งเพิ่งปิดตัวเองลงเมื่อต้นเดือน ธ.ค.นี้ นักท่องเที่ยวทั่วไปก็ลดจำนวนลงเช่นกัน


ASTVผู้จัดการออนไลน์-- โรงแรมกาสิโนควีนคราวน์ (Queen Crown) ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดากาสิโนสุดหรู 4-5 แห่งที่ด่านชายแดนบาเว็ต-หม็อกบ่าย (Bavet-Moc Bai) ระหว่างกัมพูชากับเวียดนามได้ปิดกิจการลงตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นมาหลังจาก ไม่มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการ ไม่มีรายได้ทำให้ล้มละลาย

ตามรายงานของวิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาเขมร โรงแรมกาสิโนควีนคราวน์ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ 2548 ปัจจุบันจ้างพนักงานถึง 300 คน ทั้งหมดต้องออกหางานใหม่

ผู้สื่อข่าวของ "ASTVผู้จัดการ" ที่ติดตามคณะของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ไปที่ด่านม็อคบ่าย ทางฝั่งเวียดนามในสัปดาห์ปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา กล่าวว่า ด่านพรมแดนที่เคยคลาคล่ำด้วยชาวต่างชาติที่ข้ามเข้าไปเสี่ยงโชคในดินแดน กัมพูชากลับเงียบเหงาลง ไม่มีรถยนต์หรูจอดเรียงรายกันเป็นแถวอย่างที่เคยได้เห็นในช่วงปี 2549-2550 ซึ่งเป็นยุคบูมของกิจการกาสิโนที่นั่น

จากการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ที่ด่านหม็อกบ่าย นักเสี่ยงโชคที่ข้ามแดนเข้าไปในกัมพูชากลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ชาวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวเวียดนามเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังมีนักเสี่ยงโชคจากเกาหลีอีกจำนวนหนึ่งด้วย


http://pics.manager.co.th/Images/552000016139301.JPEGภาพถ่ายวันที่ 28 พ.ย.2552 หรือปลายเดือนที่แล้ว บรรดานายหน้ากรูเข้ารายล้อมรถยนต์หรูที่ด่านหม็อกบ่าย (Moc Bai) ของเวียดนาม พยายามเสนอบริการ ตลอดจนช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการข้ามไปเสี่ยงโชคทางฝั่งบาเว็ต (Bavet) ของกัมพูชา วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา โรงแรมกาสิโนใหญ่แห่งหนึ่งที่บาเว็ต ได้ปิดตัวเองลง หลังจากไม่มีลูกค้าไปใช้บริการ คนงานราว 300 คนเคว้ง
ทางฝั่งหม็อกบ่าย ไม่มีโรงแรมกาสิโนขนาดใหญ่เช่นทางฝั่งบาเว็ต มีเพียงโรงแรมที่ได้รับอนุญาตให้มี "เครื่องเล่นเกม" สำหรับนักท่องเที่ยว ทางการที่นั่นมุ่งพัฒนาหม็อกบ่ายให้เป็นแหล่งช็อปปิ้ง โดยให้เปิดร้านค้าขายสินค้าปลอดภาษีที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง ให้ประชาชนสองฝั่งไปซื้อหาได้ โดยจำกัดมูลค่าที่ซื้อได้ในแต่ละวัน

โรงแรมกาสิโนควีนคราวน์เป็นเพียงหนึ่งในสถานบริการคล้ายกันนี้เกือบ 30 แห่งที่ ตั้งเรียงรายตามแนวชายแดนกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวงก่อนหน้านี้ว่า ปิดตัวเองลงอย่างเงียบๆ ไปแล้วหลายแห่ง

อย่างไรก็ตามกำลังมีการก่อสร้างโรงแรมกาสิโนอีก 1 แห่งใน ที่บริเวณด่านแปร็กจัก-ส่าเสีย (Prek Chak-Xa Xia) จ.แก๊บ (Kep) ของกัมพูชา กับ จ.เกียนซยาง (Kien Giang) ของเวียดนาม ซึ่งอยู่ห่างจากด่านชายแดนบ่าเว็ต-หม็อกบ่าย ลงไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร โดยมีกำหนดเปิดให้บริการปี 2552

กาสิโนดังกล่าวเป็นแห่งแรกและเป็นของกลุ่มทุนสัญชาติอเมริกัน จากทั้งหมด 3 แห่งที่ได้รับอนุญาตจากางการกรุงพนมเปญ เจ้าหน้าที่ที่ด่านแปร็กจัก กล่าวในสัปดาห์ปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา.
.
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2552 11:47 น.

sansano
December 8th, 2009, 09:52 AM
เขมรเดินเครื่องเขื่อนกำจายหน่วยแรกโดยจีนสร้าง

http://pics.manager.co.th/Images/552000016146001.JPEGภาพเอเอฟพีวันที่ 7 ธ.ค.2552 นายกรัฐมนตรีฮุนเซนและทูตจีนประจำกรุงพนมเปญร่วมทำพิธีเปิดหน่วยปั่นไฟแรก เขื่อนกำจาย (Kamchay) และเดินตรวจเยี่ยมการก่อสร้างซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปลายปี 2554 มีกำลังปั่นไฟรวม 193.2 เมกะวัตต์

ซินหัว/ASTVผู้จัดการออนไลน์-- กัมพูชาได้เปิดเดินเครื่องหน่วยผลิตไฟฟ้าหน่วยที่ 1 ของเขื่อนกำจาย (Kamchay) ในวันอังคาร (7 ธ.ค.) ที่ผ่านมา ขณะที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนกล่าวชื่นชมรัฐบาลจีนที่ช่วยสร้างเขื่อน ไฟฟ้าแห่งนี้ ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าใช้ในภาคใต้กับอีกส่วนหนึ่งส่งไปยังกรุงพนมเปญ

นรม.กัมพูชา กับ เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญได้เดินทางไปยังเขตก่อสร้าง จ.กัมโป้ต (Kampot) เพื่อร่วมกันทำพิธีเปิดเขื่อนส่วนที่สร้างเสร็จแล้ว ในวันอังคาร (7 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

ในการปราศรัยที่มีขึ้นหลังจากตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้า กำจาย ขนาด 193 เมกะวัตต์ นายกฯ ฮุนเซนกล่าวว่า "จีนเป็นผู้สร้างแหล่งพลังงานให้กับกัมพูชา"

นอกจากนั้น นรม.กัมพูชายังได้กล่าวว่าชื่นชมอีกว่าเป็นที่รู้กันดีว่าประเทศจีนได้สร้าง เขื่อนไฟฟ้าไม่เพียงเฉพาะแต่ในประเทศตัวเอง แต่ยังไปช่วยสร้างเขื่อนขึ้นในอีกในหลายๆ ประเทศในแอฟริกา และในกัมพูชาบางส่วนด้วย

การก่อสร้างเขื่อนกัมจายดำเนินมาได้ครึ่งทางแล้ว ด้วยการลงทุนโดยบริษัทซิโนไฮโดร (Sinohydro Corporation) จากประเทศจีน เพิ่งจะมีการเปิดเดินเครื่องปั่นไฟหน่วยแรกจากทั้งหมด 5 หน่วยที่กำลังติดตั้ง เมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 2554 เขื่อนแห่งนี้จะมีกำลังผลิตรวม 193 เมกะวัตต์

นอกเหนือไปจากโครงการเขื่อนแห่งนี้แล้ว ยังมีการสร้างเขื่อนไฟฟ้าขึ้นอย่างน้อยอีก 4 แห่งใน 2 จังหวัด คือ จ.โพธิสัตว์ (Pursat) กับ จ.เกาะกง (Koh Kong) โดยบริษัทจากจีนเช่นเดียวกัน

เขื่อนผลิตไฟฟ้าอีก 2 แห่ง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคีรีรมย์ จ.เกาะกง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกประมาณ 120 กม. พร้อมจะผลิตไฟฟ้าแล้ว ด้วยกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์.


http://pics.manager.co.th/Images/552000016146002.JPEGภาพเอเอฟพีวันที่ 7 ธ.ค.2552 คณะตรวจเยี่ยมของฝ่ายกัมพูชากับฝ่ายจีนเดินดูงานก่อสร้างเขื่อนกำจาย (Kamchay) ที่ลงทุนโดยกลุ่มซิโนไฮโดร (Sinohydro) จากจีน ซึ่งหน่วยปั่นไฟแรกกำลังผลิต 10 เมกะวัตต์พร้อมใช้แล้ว


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2552 13:44 น.

Imperfect Ending
December 8th, 2009, 09:59 AM
^^ I don't think you belong in that category. 55555555 =X

5555555 =X

sansano
December 9th, 2009, 02:56 AM
"เพื่อไทย" เพื่อเขมร? ขำๆ น้องๆ สวนกุหลาบแปรอักษร

http://pics.manager.co.th/Images/552000016190104.JPEGดูภาพชุดจากบนอัฒจันทร์วันนั้น มีคำถามโตๆ จากน้องๆ มัธยม ไปยังพรรคและบรรดาลิ่วล้อของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร.. "เพื่อไทย..หรือเพื่อเขมร?"

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- กำลังเป็นที่ฮือฮากันทางฟอร์เวิร์ดเมล์ขณะนี้ไม่มีอะไรเกินภาพเหตุการณ์แปร อักษร ในวันปิดการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีครั้งที่ 25 ของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ได้แทรกเนื้อหาทางการเมืองเข้าไปในกิจกรรมการกีฬาอย่างแหลมคม และ มีความหลากหลาย ซึ่งแตกต่างไปจากสถาบันอื่น

ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ยังได้นำภาพแปรอักษรเหล่านั้น ออกเผยแพร่ผ่านทาง Twitpic.com Tweeter.com และ Facebook กับเว็บไซต์อีกหลายแห่ง

สวนกุหลาบได้สอดแทรกเนื้อหาเสียดสีทางสังคมและการเมืองอย่างหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องราววัฒนธรรมเกาหลีที่ไหลบ่าเข้าสู่สังคมของเยาวชนไทย ภาพยนตร์ Transformer 2 ที่กำลังฮิตติดอันดับในหม่เยาวชน อื้อฉาวคาวดารา หมีแพนด้าสองแม่ลูกที่สวนสัตว์ จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงการสมานสามัคคีระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยคนหนึ่ง กับนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ซึ่งนำไปสู่การก่อเกิดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จนถึงการก่อเกิดของพันธมิตรต่างเผ่าพันธุ์ "ฮุนษิณ-ทักเซน" แบบผลัดกันรุกผลัดกันรับ

ยังมีอีกฉากหนึ่งบนอัฒจันทร์เป็นภาพนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมข้อคงวามกำกับว่า "Chance for Hope" ..โอกาสสำหรับความหวัง

การแปรอักษรคราวเดียวกันโรงเรียนสวนกุหลาบยังสอดแทรกเรื่องราวขบวนการยุติธรรมไทย ที่นายก่อเกียรติ สุขธนะ อดีตรองหัวหน้าพรรคกิจสังคมที่ต้องคดีทุจริตและพ้นโทษออกมาแล้ว และ การต้อนรับนายราเกซ สักเสนา "พ่อมดการเงิน" ผู้อื้อฉาว

นอกจากนั้นยังมีการแปรอักษรเป็นรูป “คนหน้าเหลี่ยม” พร้อมคำถาม “Where Are You?” และ ชักชวนให้ “Come Back to Thailand” อีกด้วย

แต่แหลมคมที่สุดคงไม่มีอะไรเกินคำถามโตๆ บนอัฒจันทร์ สำหรับพรรคการเมืองของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ... "พท.เพื่อใคร?" เพื่อไทย หรือ..เพื่อเขมร?

การแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี จัดขึ้นทุกๆ สองปี ระหว่างโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนอัสสัมชัญ และ โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ

พิธีปิดการแข่งขันครั้งนี้มีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุฬานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองคมนตรี ศิษย์เก่าสวนกุหลาบอีกคนหนึ่ง เป็นประธานในพิธี.


http://pics.manager.co.th/Images/552000016190101.JPEGหลินฮุ่ยกับหลินปิง สองแม่ลูกยอดฮิต ก่อนจะถูกสองแม่ลูกอีกคู่หนึ่งในกรุงพนมเปญมาเกทับ



http://pics.manager.co.th/Images/552000016190102.JPEGการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง



http://pics.manager.co.th/Images/552000016190103.JPEGและการก่อกำเนิดของพันธมิตรข้ามเผ่าพันธุ์ที่มีแต่เสียงสาปแช่งติดตามมา



http://pics.manager.co.th/Images/552000016190105.JPEGวัฒนธรรม "เคป๊อป" แรงเหลือเกิน



http://pics.manager.co.th/Images/552000016190106.JPEGใครหว่า? หน้าตาคุ้นๆ



http://pics.manager.co.th/Images/552000016190107.JPEGใต้อัฒจันทร์ลงไปก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง-- "แพนด้ารังแกฉัน"

อ่านกิจกรรมอื่นๆ เกี่ยวกับฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีครั้งที่ 25, ลิงค์อีกมากมาย
ชมภาพการแปรอักษรของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอีกจำนวนหนึ่งทาง Twitpic
ภาพอื่นๆ บนเว็บบล็อก "จตุรมิตรไลฟ์"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ธันวาคม 2552 05:02 น.

napoleon
December 9th, 2009, 04:49 PM
ชาวประมงตราดมึน"เกาะกง"เข้มค่าต๋งแถมขีดเส้นแค่11ไมล์

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4165 ประชาชาติธุรกิจ


ผู้ว่าฯเกาะกงเข้มใบอนุญาตเรือทุกชนิดและเขตทำประมง หลังไฟเขียวเปิดน่านน้ำ คาด 7-10 วันรู้ผล ชาวประมงรับกฎเกณท์ใหม่ได้หรือไม่ เพราะเขตลดระยะทำการประมงชายฝั่งจาก 12 ไมล์ เหลือ 11 ไมล์ทะเล แถมจำกัดเขตเฉพาะภายในจังหวัดเกาะกง หากเกินเลยเข้าน่านน้ำจังหวัดกัมปงโสม ต้องขออนุญาตอีกทอด


นายฐิติกรณ์ โลหะคุปต์ นายกสมาคมประมงจังหวัดตราด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา นายบุญเลิศ พราหมเกษร ผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกง ได้ประกาศอนุญาตให้ออกใบอนุญาตหรือตั๋วเรือให้เรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในกัมพูชาได้ตามปกติ ภายหลังหยุดต่อใบอนุญาตมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ได้ปรับระบบการออกค่าใบอนุญาตเป็นระบบและชัดเจนมากขึ้น คือเรือทุกชนิด ทุกประเภท ต้องขออนุญาตและกำหนดเขตให้ทำการประมงเฉพาะน่านน้ำจังหวัดเกาะกง ในระยะ 11 ไมล์จากเดิม 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง และกำหนดโทษการฝ่าฝืนที่รุนแรงโดยจับและปรับในอัตราที่สูง

นายฐิติกรณ์เปิดเผยว่า การขออนุญาตจะมีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ของฝ่ายกัมพูชามาให้บริการที่บริเวณชายแดนเกาะกง โดยเจ้าของเรือประมงจะต้องนำใบทะเบียนเรือ รูปไต๋เรือ รูปเรือประมงมายื่นขอใบอนุญาตและเสียค่าใบอนุญาตตามกำหนดตามชนิดและขนาดของเรือทำประมงและเครื่องมือทำการประมง ซึ่งระยะเวลาที่กำหนดให้ทำการประมงแตกต่างกัน เช่น เรืออวนครอบขนาด 8 วา เสียค่าตั๋วเรือลำละ 30,000 บาท ขนาดเกินกว่า 8 วา ค่าตั๋ว ลำละ 45,000 บาท ทำประมงได้ 30 วัน ถ้าเป็นเรืออวนซั้งขนาดใหญ่ มีเรืออวนล้อมปั่นไฟ 4 ลำ ค่าตั๋ว 130,000 บาท ทำประมงได้ 45 วัน ทั้งนี้จับปลาได้เฉพาะเขตน่านน้ำจังหวัดเกาะกงในระยะ 11 ไมล์ทะเล

"ตอนนี้มีเรือประมงเริ่มขออนุญาตแล้ว 70-80 ลำ จากเรือทั้งหมดประมาณ 200 ลำ ส่วนเรือที่ขออนุญาตไว้หมดอายุ 25 ธันวาคมมีเล็กน้อย หลังจากนั้นต้องขออนุญาตใหม่เช่นกัน ในระยะ 7 วันต่อจากนี้จะทราบว่าปริมาณปลาที่จับได้ภายใต้การจัดระบบใหม่ ชาวประมงไทยจะอยู่ได้หรือไม่ หรือแน่ใจว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนอกระบบ เพราะการจำกัดเขตพื้นน้ำที่จับปลาปริมาณปลาจะลดลง โดยเฉพาะระยะที่ให้จับปลาลดเหลือ 11 ไมล์ทะเลจาก 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง" นายฐิติกรณ์กล่าว

ทางด้านนายปัญจะ ไชยศิริ นายกสมาคมประมงคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เปิดเผยว่า กฎระเบียบใหม่ของกัมพูชามีความเข้มงวดมากขึ้นทั้งการขออนุญาตไม่ว่าเรือขนาดเล็กขนาดใหญ่ต้องขออนุญาตทั้งหมด และการลงโทษมีจับและปรับ หากไม่เสียค่าปรับจะไม่ปล่อยเด็ดขาด ทั้งนี้หากมีการทำการประมงล่วงล้ำไปเขตพื้นที่น่านน้ำจังหวัดใกล้เคียงอย่างเช่นกัมปงโสม จะต้องขออนุญาตตั๋วเรือจาก กัมปงโสมใหม่เพิ่มขึ้น

ส่วนค่าขออนุญาตจะเพิ่มขึ้นทุกชนิดและขนาดของเรือทำประมง อย่างอวนลากที่เคยเสีย 60,000 บาท เพิ่มเป็น 70,000 บาท หรือถ้าเป็นอวนล้อมที่จับปลาขนาดเล็ก ๆ จะเสียสูงกว่าปกติ เพราะกัมพูชาถือว่าทำลายพันธุ์ปลา เจ้าของเรือประมงสามารถส่งเอกสารขอจัดทำตั๋วเรือ ได้ที่ท่าเทียบเรือฝั่งไทยด้านบ้านหาดเล็ก เพื่อรวบรวมส่งต่อให้เจ้าหน้าที่สำนักงานฝั่งจังหวัดเกาะกง

ทางด้านนายประเสริฐ ศิริ ประธานหอการค้าจังหวัดตราด และผู้เชี่ยวชาญชายแดนตราด-เกาะกง เปิดเผยว่า คาดว่าการปรับระบบการจัดเก็บค่าน้ำไม่มีผลกระทบต่อชาวประมงไทย ค่าใบอนุญาตไม่ได้เพิ่มขึ้น เรือที่ออกไปจับปลาแต่ละเดือนปริมาณปลาที่จับได้จะมีรายได้เป็น 10 เท่าของค่าน้ำ ระบบการทำประมงระหว่างจังหวัดตราด-เกาะกง ที่ไม่เหมือนใคร น่าจะเป็นผลดีต่อชาวประมงไทยเพราะเสียค่าน้ำรายเดือน ชาวประมงจะรู้ว่าช่วงไหนจะจับปลาได้มากน้อย จะเลือกออกเรือในช่วงเวลาที่จับปลาได้มากในแต่ละเดือน

หน้า 23

sansano
December 11th, 2009, 02:29 AM
เขมรผลิตเกลือไม่พอใช้ ต้องนำเขาจากจีน

http://pics.manager.co.th/Images/552000016282102.JPEGภาพถ่ายวันที่ 26 พ.ย. 2552 หรือปลายเดือนที่แล้ว ชาวนาเกลือกำลังทำงานในผืนนาที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดตา ระหว่างทางในท้องที่ จ.แก๊บ (Kep) ไปยังชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้ ผลิตเกลือไม่พอใช้ในปีนี้ต้องนำเข้าจากจีน แต่ละปีต้องใช้เกลือปริมาณมาก เพราะต้องใช้ในอุตสาหกรรมปลาแห้ง และปลาเจ่า ในช่วงต้นปี

พนมเปญโพสต์ - บรรดาผู้ผลิตเกลือชาวเขมรต่างมุ่งเป้าเพิ่มผลผลิตเกลือในฤดูกาลที่จะมาถึง นี้ให้ได้ทั้งหมดอย่างน้อย 90,000 ตัน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศหลังจากฤดูกาลที่ผ่านมาต้องประสบกับ สภาวะอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบต่อผลผลิตเกลือได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้

นายหลีเส็ง (Ly Seng) ประธานสมาคมผู้ผลิตเกลือกัมพูชา ระบุว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายหมายถึงการสูญเสียผลผลิตเกลือทำให้ในฤดูกาลผลิตที่ผ่าน มา (พ.ย. 2551 -พ.ค. 2552) ผลิตเกลือได้เพียง 30,000 ตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนทั้งหมด 100,000 ตัน ทำให้ทางสมาคมต้องนำเข้าเกลือเป็นครั้งแรกเพื่อให้พอกับความต้องการทั้งหมด 120,000 ตัน

"เรามีประสบการณ์ในภาวะขาดแคลนเกลือเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา เนื่องจากการผลิตมีน้อยกว่าความต้องมาก ถ้าเราไม่สามารถผลิตเกลือได้มากเท่ากับที่เราวางแผนไว้ กัมพูชาจะต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนเกลือเช่นเดียวกับปีก่อนนี้" นายเส็งกล่าว

อากาศร้อนและแห้งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตเกลือด้วยการทำให้น้ำ ทะเลที่กักอยู่ในนาเกลือระเหยออกไปจนเหลือแต่ผลึกเกลือ แต่ฝนที่ตกก่อนฤดูอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมาทำให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาด ไว้ ทำให้ทางสมาคมฯต้องขออนุญาตจากรัฐเมื่อเดือนมิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา นำเข้าเกลือจำนวน 60,000 ตันจากประเทศจีน

นายเส็งยังกล่าวเพิ่มเติมว่าอีกว่า ในตอนนี้เกลือจำนวน 30,000 ตันได้ถูกส่งเข้ามาแล้ว ส่วนอีก 20,000 ตันที่เหลือจะนำเข้ามาในปลายเดือน ธ.ค. เพื่อรองรับกับปริมาณความต้องการที่จะพุ่งสูงในเดือนม.ค. 2553 นี้ ซึ่งชาวกัมพูชาจำเป็นต้องนำเกลือไปใช้ในการทำ "ประฮ๊อก" (Prahok) หรือ "ปลาเจ่าเขมร"

เกลือที่นำเข้ามาจากจีนมีราคาประมาณ 110 ดอลล่าร์ต่อตัน และสามารถนำไปขายให้พ่อค้าขายส่งได้ในราคา 120 ดอลลาร์ต่อตัน

http://pics.manager.co.th/Images/552000016282101.JPEG
ภาพจากพนมเปญโพสต์ แม่ค้าในตลาดที่กรุงพนมเปญนั่งตักเกลือใส่ถุงแบ่งขาย ปีนี้กัมพูชาผลิตเกลือได้ไม่พอกับความต้องการภายในประเทศจนต้องนำเข้าจากจีน
นายชุนฮิน (Chhun Hin) ผู้อำนวยการ สำนักงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และพลังงาน จ.กัมโป๊ต (Kampot) ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ทำนาเกลือทั้งหมด 4,400 เฮกตาร์ ระบุว่าผู้ผลิตเกลือในท้องถิ่นสามารถผลิตเกลือได้ตั้งแต่ 120,000-200,000 ตันต่อฤดูกาล ในช่วงที่ภูมิอากาศถูกต้องตามฤดูกาล

"เราหวังว่าผลผลิตเกลือที่ได้จะมากเกินกว่าแผนที่เราวางไว้สำหรับปี 2553 เพราะสภาพภูมิอากาศตอนนี้ดีกว่าปี 2551 ที่ผ่านมา" นายฮินกล่าว

เจาหน้าที่ผู้นี้กล่าวอีกว่าอ้างอิงข้อมูลสภาพภูมิอากาศของกรมอุตุ นิยมวิทยา กัมพูชาจะสามารถผลิตเกลือได้ประมาณ 120,000 ตันในฤดูกาลนี้ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน

กัมพูชาจะสามารถผลิตเกลือได้ประมาณ 180,000 ตันต่อปี ซึ่งนำเกลือส่วนเกินจากที่ต้องใช้ภายในประเทศส่งออกได้ด้วย นายเส็งกล่าว่า สมาคมผู้ผลิตเกลือจะหยุดนำเข้าเกลือในปีหน้าถ้าผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถเพิ่ม ปริมาณการผลิตเกลือได้เท่ากับเมื่อก่อนนี้

"เรานำเข้าเกลือเฉพาะเมื่อผลผลิตเกลือมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการเท่านั้น" นายเส็งกล่าว.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2552 01:19 น.

sansano
December 14th, 2009, 03:59 AM
ตลาดหุ้นพนมเปญเปิด ได้เวลา"ฮุนเซน"จะต้องหุบปาก
http://pics.manager.co.th/Images/552000016424201.JPEG
นักลงทุนเกาหลีทุ่มมหาศาลสำหรับโครงการเมืองใหม่กรุงพนมเปญ การก่อสร้างล่าช้าไปบ้างในปีนี้ แต่ก็ยังดำเนินต่อไป ส่วนที่เป็นย่านธุรกิจและการเงิน กำลังจะผุดขึ้นมาให้เห็นในปีหน้า ตลาดหุ้นพนมเปญก็จะอยู่ที่นี่ จะเปิดใช้ได้ต้องรอจนถึงปลายปี 2553 แต่การซื้อขายไม่ต้องรออาคาร

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- การเปิดตลาดหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้ อาจจะช่วยให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น มาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า "หุ้น" นั้นอ่อนไหวต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ที่ประจำในกรุงพนมเปญมาหลายปีให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์"

"เท่าที่เราทราบจะเริ่มซื้อขายกันในปลายปีนี้ ในประเทศที่มีความล่อแหลมอย่างมากทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและการเงิน" นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่สามารถจะระบุชื่อได้กล่าว ระหว่างการสนทนากับผู้สื่อข่าวจากประเทศไทยและเวียดนามกลุ่มหนึ่งที่ จ.แก๊บ (Kep) สัปดาห์ปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

"ผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อย ตลาดหุ้นพนมเปญจะทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศไทยพัฒนาไปในทางบวกมากขึ้น มีอีกหลายอย่างที่กัมพูชาจะต้องเรียนจากตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยที่อื่นไม่อาจแทนที่ได้" นักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกันกล่าว

"ไม่เฉพาะแต่ฮุนเซนเท่านั้นที่จะต้องเงียบลง รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วย จะพูดจากโผงผางแบบไม่ระวังเช่นทุกวันนี้คงไม่ได้ ไม่งั้นพวกเขาจะได้รู้รสชาติว่า สถานการณ์จะย่ำแย่เพียงไรหากวันข้างหน้าคำพูดคำจาทำให้ราคาหุ้นตกลง อย่างมหาศาล" นักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกันกล่าว

ปัจจุบันมีประมาณ 10 บริษัทที่พร้อมจะนำหุ้นออกจำหน่ายแก่นักลงทุน รวมทั้งธนาคารเอซีลีดา (Acleda Bank) ธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย ขณะที่กลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ใกล้ชิดกับฮุนเซน ไม่ว่าจะเป็นโสกกง (Sok Kong) กลุ่มโรงแรมสุขะ (Sokha Group) หรือ กลุ่มรอยัล (Royal Group) ล้วนแต่มีแผนจะเข้าระดมทุนทั้งสิ้น

ตามรายงานของสื่อในกรุงพนมเปญวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่ามา รัฐบาลกัมพูชาโดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังได้เซ็นสัญญากับนักลงทุนจาก เกาหลี เพื่อก่อสร้างเขตธุรกิจการเงินขึ้นภายในอาณาบริเวณแคมโคซิตี้ (CAMKO City) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจของประเทศ ลุ่มทุนจากเกาหลีได้รับสัมปทานที่ดินในย่านนี้เป็นเวลา 99 ปี กับเงินลงทุนราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นของประเทศจะอยู่ในบริเวณนี้
http://pics.manager.co.th/Images/552000016424202.JPEGการก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไป สัปดาห์ปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มีการเซ็นสัญญาเช่าซื้อที่ดินและสัญญาก่อสร้างอาคารสำนักงานของตลาดหลัก ทรัพย นักเศรษฐศาสตร์ที่ประจำอยู่ในกรุงพนมเปญกล่าวว่า ถึงเวลาบรรดาผู้นำต้องหุบปากให้สนิท[/INDENT]
ตลาดหลักทรัพย์พนมเปญ เป็นเรื่องที่มีการพูดกันมานานกว่า 10 ปี แต่อาจจะเป็นจริงได้ในปลายปี 2553 เมื่อการก่อสร้างอาคารสถานที่แล้วเสร็จ ด้วยเงินทุนประมาณ 6 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กระทรวงเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า เรืองนี้ล่าช้ามานานแล้ว และไม่จำเป็นจะต้องรออาคารสถานที่ แต่อาจจะเริ่มเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป

แต่นักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกันกล่าวกับ "ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์" ที่เมืองแก๊บว่า ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ง่าย กัมพูชายังไม่มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง กฎหมายการธนาคารหละหลวมและขาดธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง

"กฎหมายยังไม่เท่าไร ทุกคนทราบดีว่ากฎหมายที่นี่ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองเป็นผู้ชีขาด สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีกถ้าหากการเมืองไม่นิ่ง" นักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกันกล่าว.


http://pics.manager.co.th/Images/552000016424203.JPEGโครงการเมืองใหม่พนมเปญของนักลงทุนจากเกาหลีมีอายุสัมปทานนานถึง 99 ปี ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางชานเมืองหลวง การพัฒนาเฟสที่ 1 เริ่มจากด้านที่ติดกับทะเลสาบ ในเขต อ.รุสสีแก้ว การก่อสร้างจะดำเนินต่อไปจนถึงเฟสสุดท้ายในปี 2563 หรือตลอด 10 ปีข้างหน้า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2552 00:39 น.

sansano
December 15th, 2009, 08:12 AM
.......

napoleon
December 16th, 2009, 10:30 AM
กัมพูชาเมืองใหม่กลับมาสร้างต่อแล้วดีใจด้วยครับ อีกหน่อยส่งพวกวิศวกร สถาปนิคไทยไปดูงาน

napoleon
December 19th, 2009, 06:00 PM
เขมรเร่งสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปูทางพัฒนาท่าเรือสีหนุวิลล์

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4168 ประชาชาติธุรกิจ


หมายเหตุ - ในฉบับนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมา ที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เชิญผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศสำรวจเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทางใต้ของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมีรายละเอียดดังนี้

ท่าเรือสีหนุวิลล์ (PAS) ในจังหวัด สีหนุวิลล์ หรือในชื่อเดิม "กัมปงโสม" กำลังเป็นความหวังของภาคธุรกิจในกัมพูชาและเป้าหมายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) โดยสมบูรณ์ภายในปี 2554

นายนอง โสเยท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ทันกับการใช้งานตามเป้าหมาย ที่สำคัญเพื่อให้ท่าเรือสีหนุวิลล์มีความสามารถในการรองรับ ปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ใน 10 เดือนแรกของปี 2552 ท่าเรือสีหนุวิลล์มีการขนส่งสินค้าและตู้

คอนเทนเนอร์ทั้งหมดทั้งขาออกและขาเข้าจำนวน 1,574,676.722 รายการ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ (รวมน้ำมัน) 1,322,706.356 รายการ และส่งออกสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 251,970.366 รายการ โดยน้ำมันเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งเข้ามาผ่านท่าเรือแห่งนี้มากที่สุด

ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญที่ขนส่งผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์คือเสื้อผ้า สิ่งทอ ซึ่งส่งออกไปในตลาดใหญ่ ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม นายวา โสนาท รอง ผู้อำนวยการท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ผลประกอบการของท่าเรือในปีนี้ลดลงจากปีก่อนถึง 20% ในช่วงระหว่าง ม.ค.-ต.ค. โดยในปีนี้ท่าเรือมีรายได้ประมาณ 19.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อปี 2551 มีรายได้ทั้งหมด 28.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือมีปริมาณลดลง 11% และมีตู้คอนเทนเนอร์ลดลง 23% ซึ่งสาเหตุสำคัญของปริมาณสินค้าที่ลดลง นายวาระบุว่า เนื่องจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผู้ขนส่งสินค้าบางรายได้เปลี่ยนไปใช้ท่าเรือไก๋แม็บในทางใต้ของเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อ มิ.ย. 2552 แทน

แต่ในอนาคต เมื่อการก่อสร้างและเขตเศรษฐกิจพิเศษเปิดทำการเต็มรูปแบบ ผู้บริหารท่าเรือสีหนุวิลล์เชื่อมั่นว่าสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านและจากทั่วโลกจะเข้ามาที่กัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าจากกัมพูชาจะสามารถส่งออกไปในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างและจัดตั้งใกล้ท่าเรือสีหนุวิลล์นี้มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 70 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นเขตส่งเสริมการส่งออก (EPZ) 50% ส่วนที่เหลือจะประกอบไปด้วยสำนักงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สาธารณูปโภค พื้นที่สีเขียว ถนนและเส้นทางคมนาคม โกดังสินค้า ที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เริ่มก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA ยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุนให้กู้ในการก่อสร้างและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้มูลค่า 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษาในโครงการด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์แห่งนี้ยังไม่ได้ปรับกระบวน การพิธีการด้านศุลกากรตามมาตรฐานการดำเนินการเดียวกัน หรือ single window ภายใต้ข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสอดคล้อง สะดวก และมีแนวปฏิบัติในทางเดียวกัน

ขณะที่นายนองระบุว่า ขั้นตอนพิธีการศุลกากรและการทำงานประสานกันในระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศนั้นมีการใช้ระบบ single window แต่ไม่ใช่การดำเนินการภายใต้ข้อตกลงของอาเซียนแต่อย่างใด

หน้า 10

sansano
December 21st, 2009, 09:37 AM
เอดีบีให้เขมรเท่าตัวเป็น $84 ล้านฟื้นทางรถไฟกัมโป้ต

http://pics.manager.co.th/Images/552000016677601.JPEGรถไฟขบวนนี้มีเพียง 2 ตู้โดยสารจอดที่สถานีกรุงพนมเปญ วิ่งให้บริการไปยังเมืองพระตะบอง เพียงสัปดาห์ละเที่ยว และวิ่งแบบ "ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง" ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารพัฒนาเอเชียกล่าวว่า ทั้งรางและอุปกรณ์ล้วนเก่าและมีสภาพทรุดโทรมเนื่องจากถูกปล่อยทิ้งมานาน หากไม่เร่งฟื้นฟูบูรณะจะใช้การไม่ได้ทั้งหมด เอดีบีได้เพิ่มเงินกู้ให้กัมพูช่อีกเท่าตัว เพื่อพัฒนาช่วงพนมเปญ-กัมโป้ต ให้ข่ายรถไฟ 600 กม.ทั้งประเทศให้บริการได้ในปี 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน-- ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เพิ่มเงินกู้อีกเท่าตัว เป็น 84 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยกัมพูชาฟื้นฟูทางรถไฟที่เก่าแก่ทรุดโทรม ให้สามารถเดินรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างระหว่างกุรงพนมเปญกับ จ.กัมโป้ต (Kampot) ที่อยู่ใกล้กับชายแดนเวียดนามได้ในปี 2554 และ ระบบทางรถไฟระยะทาง 600 กิโลเมตรให้บริการได้ในปี 2556

เงินกู้ทั้งหมดคิดเป็น 60% ของโครงการฟื้นฟูบูรณะและก่อสร้างทางรถไฟที่มีมูลค่า 141 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งช่วงสุดท้าย 48 กม.ไปยังชายแดนไทยที่ถูกทำลายในช่วงสงครามด้วย เอดีระบุในคำแถลงฉบับหนึ่งที่ออกโดยสำนักงานใหญ่ในนครมะนิลาวันพฤหัสบดี (17 ธ.ค.) นี้

"ทางรถไฟที่ได้รับการยกระดับนี้จะทำให้กัมพูชาอยู่ในตำแหน่งศูนย์ กลางการขนส่งของอนุภูมิภาคอย่างแท้จริง สร้างงานใหม่ๆ และสร้างโอกาสทางธุรกิจในแขนงการผลิตและบริการขนส่ง" นายปีเตอร์ บร๊อค (Peter Broch) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านการขนส่ง ประจำแผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอดีบีกล่าวในคำแถลง

ข่ายรถไฟแห่งชาติใหม่ในกัมพูชาจะเชื่อมประเทศนี้โดยตรงกับข่ายทาง หลวงแห่งชาติกับท่าเรือในแม่น้ำทั้งในกรุงพนมเปญ เชื่อมข่ายทางรถไฟเข้ากับถนนและระบบการขนส่งทางน้ำภายใน เชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกัมพูชา กับเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงใน เวียดนาม เชื่อมศูนย์อุตสาหกรรมและ ลอจิสติกส์ในกรุงเทพฯ กับนครโฮจิมินห์ นายบร็อคกล่าว

นักเศรษฐศาสตร์คนเดียวกันนี้ยังกล่าวอีกว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเร่งฟื้นฟูบูรณะทางรถไฟกัมพูชาก่อนจะใช้การ ไม่ได้ เนื่องจากถูกปล่อยปะละเลยมานาน อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมหนัก

เงินกู้ของเอดีบีไปจากกองทุนพัฒนาเอเชีย (Asian Development Fund) มีระยะใช้คืน 32 ปี ระยะปลอดหนี้ 8 ปี อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปีในช่วงปลอดเงินต้น และ 1.5% ตลอดเวลาที่เหลืออยู่ คำแถลงระบุ

เอดีบีกำลังช่วยกัมพูชาก่อสร้างและยกระดับถนนสายสั้นๆ 20 กม.ใน จ.แก๊บ (Kep) ที่อยู่ติดกับกัมโป้ต เพื่อเชื่อมเข้ากับด่านชายแดน จ.เกียนซยาง (Kien Giang) ของเวียดนาม ซึ่งจะทำให้ระเบียงขนส่งใต้สายเลียบฝั่งทะเลเชื่อมต่อได้ตลอดสาย จากเวียดนามไปจนถึงชายแดนไทยที่ จ.ตราด.


http://pics.manager.co.th/Images/552000016677602.JPEGภาพจาก www.tommickx.files.wordpress.com ปี 2551 สถานีรถไฟกัมโป้ต (Kampot) อายุกว่า 100 ปี ยังมีสถาพใช้การได้ ปัจจุบันที่นั่นมีคลังสินค้าที่ดำเนินการโดยเอกชน มีขบวนตู้ขบวนขนส่งสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปูนซีเมนต์ จ.กัมโป้ต เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมซีเมนต์ของประเทศ รวมทั้งซีเมนต์กัมโป้ตของเครือซีเมนต์ไทยด้วย เอดีบีกำลังช่วยกัมพูชาฟื้นฟูบรุณะทางรถไฟเก่าแก่สายนี้



http://pics.manager.co.th/Images/552000016677603.JPEGภาพจาก flickr.com/photos/keithkelly ถ่ายเดือน ส.ค.2550 สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำกัมโป้ต ที่ได้รับการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ หลังยุคเขมรแดงพังทลายลงไป เอดีบีกล่าวว่าการช่วยกัมพูชาฟื้นฟูบูรณะก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ใหม่ จะทำให้ข่ายทางรถไฟในกัมพูชารวมระยะทาง 600 กม.เปิดใช้การได้อย่างสมบูรณ์ได้ในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2552 01:32 น.

sansano
December 21st, 2009, 11:12 AM
เขมรเร่งสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปูทางพัฒนาท่าเรือสีหนุวิลล์

http://www.prachachat.net/news-photo/prachachat/2009/12/lsc02211252p1.jpgหมายเหตุ - ในฉบับนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมา ที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เชิญผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศสำรวจเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทางใต้ของ กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมีรายละเอียดดังนี้

ท่าเรือสีหนุวิลล์ (PAS) ในจังหวัด สีหนุวิลล์ หรือในชื่อเดิม "กัมปงโสม" กำลังเป็นความหวังของภาคธุรกิจในกัมพูชาและเป้าหมายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) โดยสมบูรณ์ภายในปี 2554

นายนอง โสเยท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ทันกับการใช้งานตามเป้าหมายที่สำคัญเพื่อให้ท่าเรือสีหนุวิลล์มีความสามารถในการรองรับ ปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ใน 10 เดือนแรกของปี 2552 ท่าเรือสีหนุวิลล์มีการขนส่งสินค้าและตู้

คอนเทนเนอร์ทั้งหมดทั้งขาออกและขาเข้าจำนวน 1,574,676.722 รายการ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ (รวมน้ำมัน) 1,322,706.356 รายการและส่งออกสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 251,970.366 รายการ โดยน้ำมันเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งเข้ามาผ่านท่าเรือแห่งนี้มากที่สุด

ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญที่ขนส่งผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์คือเสื้อผ้า สิ่งทอ ซึ่งส่งออกไปในตลาดใหญ่ ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม นายวา โสนาท รอง ผู้อำนวยการท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ผลประกอบการของท่าเรือในปีนี้ลดลงจากปีก่อนถึง 20% ในช่วงระหว่าง ม.ค.-ต.ค. โดยในปีนี้ท่าเรือมีรายได้ประมาณ 19.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อปี 2551 มีรายได้ทั้งหมด 28.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือมีปริมาณลดลง 11% และมีตู้คอนเทนเนอร์ลดลง 23% ซึ่งสาเหตุสำคัญของปริมาณสินค้าที่ลดลง นายวาระบุว่า เนื่องจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจขณะเดียวกัน ผู้ขนส่งสินค้าบางรายได้เปลี่ยนไปใช้ท่าเรือไก๋แม็บในทางใต้ของเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อ มิ.ย. 2552 แทน

แต่ในอนาคตเมื่อการก่อสร้างและเขตเศรษฐกิจพิเศษเปิดทำการเต็มรูปแบบ ผู้บริหารท่าเรือสีหนุวิลล์เชื่อมั่นว่าสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากทั่วโลกจะเข้ามาที่กัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าจากกัมพูชาจะสามารถส่งออกไปในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างและจัดตั้งใกล้ท่าเรือสีหนุ วิลล์นี้มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 70 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นเขตส่งเสริมการส่งออก (EPZ) 50% ส่วนที่เหลือจะประกอบไปด้วยสำนักงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สาธารณูปโภค พื้นที่สีเขียว ถนนและเส้นทางคมนาคม โกดังสินค้า ที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เริ่มก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA ยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุนให้กู้ในการก่อสร้างและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ นี้มูลค่า 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษาในโครงการด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์แห่งนี้ยังไม่ได้ปรับกระบวน การพิธีการด้านศุลกากรตามมาตรฐานการดำเนินการเดียวกัน หรือ single window ภายใต้ข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสอดคล้อง สะดวก และมีแนวปฏิบัติในทางเดียวกัน

ขณะที่นายนองระบุว่าขั้นตอนพิธีการศุลกากรและการทำงานประสานกันในระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศนั้นมีการใช้ระบบ single window แต่ไม่ใช่การดำเนินการภายใต้ข้อตกลงของอาเซียนแต่อย่างใด

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4168 ประชาชาติธุรกิจ

sansano
January 2nd, 2010, 01:13 PM
เสาหลักเศรษฐกิจใหม่ของกัมพูชา


http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/01/02/images/news_img_93586_1.jpgครอบครัวชาวกัมพูชา ณ ด่านช่องจอม-โอลเสม็ด ชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2010/01/02/images/news_img_93586_2.jpgหมู่บ้านร้านค้าของชาวกัมพูชา ลงไปทางโอลเสม็ด จ.อุดรมีชัย


นับจากการปฏิรูปเศรษฐกิจของกัมพูชาในปี 1989 เป็นต้นมา การพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพิงอยู่กับอุตสาหกรรมสำคัญ 3 เสาหลัก คือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง จนกระทั่งกัมพูชามาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำตั้งแต่ปลายปี 2008 เรื่อยมาถึงต้นปี 2009 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม 3 เสาหลัก ดังนี้

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของกัมพูชา ที่นำรายได้เข้าประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป แต่ยอดการส่งออกอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2007 โดยคิดเป็นสัดส่วนลดลงร้อยละ 46 ในเดือนธันวาคม 2007 สหรัฐอเมริกาสั่งนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าจากกัมพูชามีมูลค่า 188 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐฯ ทำให้การสั่งนำเข้าเสื้อผ้าจากกัมพูชาใน เดือนมกราคม 2008 ลดลงร้อยละ 6.3 คิดเป็นมูลค่า 202 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อมาช่วงกลางปีในเดือนกันยายน สหรัฐฯ ทั้งนำเข้าเสื้อผ้าคิดเป็นมูลค่า 230.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สรุปโดยรวมใน 9 เดือนแรกของปี 2008 สหรัฐฯ สั่งนำเข้าเสื้อผ้าจากกัมพูชาเป็นมูลค่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เช่นเดียวกันการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปลดลง

วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบให้ยอดการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าลดลง เสาหลักเศรษฐกิจของกัมพูชาเสานี้จึงถูกสั่นคลอน จากสถิติปี 2007 ในกัมพูชามี โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าประมาณ 300 โรง มีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมนี้ประมาณ 350,000 คน เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจยอดการส่งออกลดลง จึงมีโรงงานทยอยปิดกิจการลงจากต้นปีถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2008 ประมาณ 30 โรง ส่งผลให้มีคนว่างงานถึง 20,000 คน และมีบางโรงงานปิดเพื่อย้ายฐานผลิตไปยังแหล่งใหม่ที่มีปัญหาเรื่องแรงงานกับ ต้นทุนต่างๆ น้อยกว่า ได้แก่ เวียดนาม บังกลาเทศ และอินเดีย

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นเสาหลักเศรษฐกิจอีกเสาหนึ่งของกัมพูชาที่ นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ดังรายงานของจังหวัดเสียมราฐ ซึ่งสำนักข่าว AKP (Agence Kampuchean – Presse) นำข้อมูลมาเปิดเผยว่า มีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2007 ถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การท่องเที่ยวของกัมพูชาในปี 2008 เติบโตอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ดังสถิติการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชารายงานว่า ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน มียอดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในกัมพูชาจำนวน 818,108 คน จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม มียอดรวมทั้งหมดจากเดือนมกราคม – สิงหาคม จำนวน 1.4 ล้านคน

การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ๆ เคยเข้ามา อาทิ เกาหลีใต้ เมื่อประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และการอ่อนตัวของค่าเงินวอน (won) นักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากที่สุด ในปี 2007 มีจำนวนเกือบ 330,000 คน แต่มาช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2008 ลดเหลือจำนวน 201,732 คน ตามมาด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่ลดจำนวนลง

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2008 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชากลับ ทรุดลงไปอีก ไม่เพียงแต่ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเท่านั้น ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 แห่งในประเทศไทยอีกด้วย เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เพราะประเทศไทยเป็นประตูสู่กัมพูชาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าไปชมความงดงามของปราสาทนครวัดและนครธม

อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นเสาหลักเศรษฐกิจที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยส่วนใหญ่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างในกัมพูชา โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ในระยะ 2-3 ปีมานี้ มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในกรุงพนมเปญ

นับจากปี 2006 เป็นต้นมา รัฐบาลกัมพูชาได้ อนุมัติการลงทุนของต่างชาติมีมูลค่าสูงถึง 4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมูลค่าสูงนี้มาจากการอนุมัติการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของบริษัท Camko City มาในเดือนมกราคม 2008 บริษัท Yon Woo จากเกาหลีใต้ ประกาศว่าบริษัทมีโครงการก่อสร้างตึกสูง 42 ชั้น ชื่อ Gold Tower งบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอาคารรวมสำหรับที่พักอาศัยและร้านค้าพาณิชย์ บริษัทได้รับอนุมัติโครงการจากรัฐบาลกัมพูชาเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2007 โดยมีเป้าหมายก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2011 นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อื่นๆ ได้แก่ โครงการก่อสร้างตึกระฟ้าสูง 53 ชั้นของบริษัท GS Engineering and Construction โครงการนี้จะเริ่มก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2008 และมีกำหนดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2012

โครงการก่อสร้างต่างๆ ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากเกาหลีใต้เช่นเดียวกันได้ประสบ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จึงมีการลดขนาดโครงการลง เพราะการตัดทอนงบประมาณก่อสร้าง

เมื่อ 3 เสาหลักเศรษฐกิจต่างซวนเซหลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชาจึงพยายามมองหาเสาหลักเศรษฐกิจเสาใหม่ได้ค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศให้ดำเนินไปได้

เสาเกษตรกรรม รัฐบาลกัมพูชาได้ หันกลับมาหาเสาหลักเศรษฐกิจด้านเกษตรกรรมดั้งเดิม หลังจากต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2008 ต่อต้นปี 2009 ซึ่งตลอดปี 2008 ที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาต้อง ต่อสู้กับการควบคุมสภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และเชื้อเพลิงที่ถีบตัวสูงขึ้น

ตัวอย่าง จากข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจแห่งกัมพูชา (The Economic Institute of Cambodia – EIC) ราคาข้าวสารในเดือนพฤษภาคม 2008 มีราคากิโลกรัมละ 3,150 เรียล (Riel) ต่อมาช่วงไตรมาสที่ 3 ราคาแพงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 3,200 เรียล พอมาถึงไตรมาสที่ 4 สภาวะเงินเฟ้อได้ลดลง ในต้นเดือนพฤศจิกายน ราคาข้าวสารลดเหลือกิโลกรัมละ 2,900 เรียล ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ราคาข้าวสารกิโลกรัมละ 2,700 เรียล

ปัญหาสภาวะเงินเฟ้อได้ส่งผลกระทบต่อ ประชาชนผู้ยากจนให้ต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหารเพราะราคาอาหารที่แพงขึ้น อย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างที่แสดงให้เห็นข้างต้น ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลกัมพูชาจึงดำเนินการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยการออกคำสั่งห้ามการส่งออกข้าวไปต่างประเทศเป็นเวลา 2 เดือน จุดประสงค์เพื่อให้ราคาข้าวในตลาดกัมพูชาถูกลง ต่อมากระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง รายงานว่าปริมาณข้าวของกัมพูชาใน ปี 2008 มีข้าวเปลือกเหลือกว่า 2.5 ล้านตัน และยังมีข้าวเหลืออีกกว่า 1 ล้านตัน ที่จะต้องส่งออก จึงไม่มีปัญหาขาดแคลนข้าว ดังนั้นในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลกัมพูชาได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

อีกมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวสารแพง ในเดือนมีนาคม รัฐบาลกัมพูชาสั่ง การให้กระทรวงพาณิชย์นำข้าวสำรองของรัฐออกมาจำหน่ายให้กับประชาชน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและป้องกันข้าวในตลาดขึ้นราคา ทั้งนี้ นายจอม ประสิทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้บริษัทกรีนเทรด ส่งข้าวสารไปจำหน่ายยัง 7 กรุง/จังหวัด ได้แก่ กรุงพนมเปญ กัมปงธม กัมปงจาม เสียมราฐ พระตะบอง ตาแก้ว และกันดาล ซึ่งเป็นการช่วยเหลือด่วนแก่ประชาชน

ปัญหาเรื่องข้าวในกัมพูชาที่ประสบในปี 2008 ไม่ใช่การขาดแคลนแต่อย่างใด ความจริงรัฐบาลกัมพูชามี ข้าวสำรองนับหมื่นตัน ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนหากเกิดภัยพิบัติต่างๆ ปริมาณข้าวเปลือกสามารถแปรรูปเป็นข้าวสารเลี้ยงดูประชาชนได้พอเพียง แต่ปัญหากลับกลายเป็นว่าข้าวสารมีราคาแพงขึ้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงแล้วกัมพูชาใน ระยะ 2-3 ปีมานี้สามารถผลิตข้าวได้มากพอเพียงเลี้ยงประชาชนในประเทศ และยังมีเหลือส่งออกจำหน่ายด้วย ยกตัวอย่าง ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีของปี 2007/2008 กัมพูชามีผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ 6.4 ล้านตัน และแบ่งไว้สำหรับส่งออกจำนวน 2.6 ล้านตัน ซึ่งการส่งออกข้าวของกัมพูชาส่วนใหญ่จะไปยังประเทศไทยและเวียดนาม

รัฐบาลกัมพูชามอง หามาตรการในระยะยาวไว้คอยรองรับไม่ให้ราคาอาหารแพงขึ้น ด้วยคิดว่าการเพิ่มผลผลิตอาหารให้มากขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนจะ เป็นการช่วยพยุงราคาอาหารไม่ให้สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อประชาชนให้เดือดร้อน จากเหตุผลดังกล่าว รัฐบาลกัมพูชาจึงพยายามส่งเสริมเสาหลักเศรษฐกิจการเกษตร และเรียกร้องให้ประชาชนหันกลับมาทำนาทำไร่ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปได้

ดังเช่นนายกรัฐมนตรีฮุน เซนได้เรียกร้องให้เกษตรกรกัมพูชาเพิ่ม ผลผลิตอาหาร ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ฯลฯ ซึ่งกำลังมีราคาดีอันเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตอาหารทั่วโลก ฉะนั้นนับเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างกัมพูชาที่จะเร่งเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ เพื่อการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน จึงขอให้เกษตรกรกัมพูชาเร่งผลักดันผลผลิตการเกษตรของตนให้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับการสนับสนุนด้านการเกษตร รัฐบาลกัมพูชาได้ เร่งพัฒนาสร้างเขื่อนและระบบชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ และส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถทำนาได้ถึงปีละ 2 ครั้ง คือการทำนาปีและนาปรัง ตัวอย่าง ในจังหวัดกัมปงธมสามารถทำนาปรังได้ผลผลิตสูง ในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังเดือนพฤษภาคม 2008 เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้ 76,282 ตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 18,824 เฮกตาร์ (ประมาณ 117,650 ไร่) คิดเฉลี่ยผลผลิตข้าว 4 ตันต่อ 1 เฮกตาร์ (6.25 ไร่)

การที่มีผลผลิตข้าวนาปรังเพิ่มสูงนี้มา จากการมีแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับทำนา ได้แก่ เขื่อน 30 กันยายน คลองชลประทานคลองจีนิด เขื่อนโอซวาย เขื่อนโอเมียน เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้นทางจังหวัดกัมปงธมยังสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรสร้างอ่างเก็บ กักน้ำ ขุดลอกคลองเพื่อใช้ในการทำนาปรังบริเวณทุ่งทางตอนใต้ทางหลวงหมายเลข 6 จนถึงปากแม่น้ำทะเลสาบ จึงส่งผลให้พื้นที่ทำนาปรังขยายออกไปอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่คุกคามสถานภาพเกษตรกรกัมพูชา ได้แก่ ปัญหาน้ำมันขึ้นราคา ปัญหาปุ๋ยขึ้นราคา และปัญหาไม่มีที่ดินทำกินของเกษตรกร เป็นต้น

การส่งเสริมเสาหลักเศรษฐกิจใหม่ด้าน เกษตรของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้แสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการสนับสนุนแผนการความร่วมมือค้าข้าวของ ประเทศผู้ผลิตข้าว (cartel) อีกด้วย

ที่มาของแผนการเป็นความคิดริเริ่มของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทย ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2008 ปรารถนาจะเห็นประเทศผู้ผลิตข้าวร่วมมือกันค้าแทนการแข่งขันแย่งชิงตลาด ต่อมาต้นเดือนพฤษภาคม นายสมัคร สุนทรเวช แถลงว่ากลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ได้บรรลุข้อตกลงการจัดตั้งความร่วมมือกันค้าข้าวใช้ชื่อว่า “องค์การประเทศผู้ส่งออกข้าว” (Organization of Rice Exporting Countries – OREC) ตามแบบองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC)

วัตถุประสงค์ ของการจัดตั้ง OREC ก็เพื่อกำหนดราคาข้าวที่จะส่งออกร่วมกันของประเทศผู้ผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านอาหาร และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารในทุกพื้นที่ทั่วโลก จะไม่มีการกักตุนข้าวเพื่อปรับราคาให้สูงขึ้นในช่วงที่อาหารขาดแคลน ทั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก OREC และทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้แสดงทัศนะต่อการจัดตั้งองค์การ OREC ว่า เห็นชอบในแผนการจัดตั้งความร่วมมือใดๆ ก็ตาม ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้าวทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

สรุป
รัฐบาลกัมพูชาหวัง จะพึ่ง 3 เสาหลักเศรษฐกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า การท่องเที่ยว และก่อสร้างต่อไปในยามเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกคงไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมาพึ่งพิงเสาหลักการเกษตร ซึ่งไม่ได้เป็นเสาใหม่แต่ประการใด เป็นเสาหลักดั้งเดิมของกัมพูชาด้วยซ้ำ เพราะพื้นฐานประเทศกัมพูชาเป็น สังคมเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบทและประกอบอาชีพการเกษตร และเสาหลักเศรษฐกิจการเกษตรนี้จะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญสำหรับเลี้ยงดู ประชาชนและประเทศชาติต่อไป

กรุงเทพธุรกิจ โดย : วัชรินทร์ ยงศิริ
วันที่ 2 มกราคม 2553 13:53

sansano
January 8th, 2010, 06:56 AM
"ฮุนเซน" ประกาศยึดแผ่นดินต่อ ส่งสัญญาณปิดปากฝ่ายค้าน


http://pics.manager.co.th/Images/553000000223503.JPEGภาพหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล วันที่ 7 ม.ค.2553 "สมเด็จทั้งสาม" เฮงสัมริน เจียซิม และฮุนเซน ในพิธีรำลึกครบรอบปีที่ 31 ซึ่งฝ่ายค้านเรียกว่าเป็นการฉลอง "การรุกรานและการยึดครองของเวียดนาม" ไปในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกัมพูชายืนยันอีกครั้งหนึ่ง เลือกตั้งสมัยต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้าก็ยังจะส่งฮุนเซนลงสมัคร เพื่อเป็นผู้นำต่อไป

ASTVผู้จัดการรายวัน-- รัฐบาลและพรรคประชาชนกัมพูชาได้จัดพิธีชุมนุมในวันพฤหัสบดี (7 ม.ค.) นี้ รำลึกครบรอบปีที่ 31 เหตุการณ์ที่ทหารเวียดนามเข้าไปช่วยโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงของกลุ่มโปลโป้ต เอียงซารี เขียวสัมพันธ์ ขณะที่ประธานพรรคคือ นายเจียซิมประกาศว่า จะส่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซนลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า

การฉลอง "วันแห่งชัย" ยังมีขึ้นท่ามกลางเสียงเตือนของผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดว่า จะจับกุมทุกคนที่กล่าวหาว่าตนเองเป็น "ข้าทาส" ของเวียดนาม

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันศาล จ.สวายเรียง ได้ออกหมายจับนายสมรังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านกรณีที่นำราษฎรในท้องถิ่นถอนหลักหลักหมายปักปันเขตแดนกับ เวียดนามออกจากที่นา ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว โดยกล่าวว่าเป็นการฮุบดินแดนกัมพูชาของฝ่ายเวียดนาม

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า รัฐบาลฮุนเซนกำลังรณรงค์เพื่อปิดปากพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเพียงพลังเดียวในการเมืองและสังคมปัจจุบัน ที่ยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ที่อยู่ในอำนาจมา 25 ปีในขณะนี้ ขณะที่กัมพูชายังคงเป็นประเทศยากจนที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโลก

เศรษฐกิจที่เคยเติบโตในระดับสูงในเฉลี่ยปีละ 10% ช่วงหลายปีมานี้ตกต่ำลง อันเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าส่งออกที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักกลับทรุดหนัก เนื่องจากตลาดปลายทางมีปัญหา โรงงานปิดลงนับร้อยแห่งในปีที่ผ่านมา คนงานกว่า 30,000 คน ว่างงาน

ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เคยเป็นแหล่งรายได้อันดับ 2 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง เช่นเดียวกันกับเงินรายได้เข้าประเทศ ทั้งนี้ด้วยสาเหตุจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดกับประเทศไทยได้ซ้ำเติมทำให้แหล่งท่องเที่ยวปราสาทหินโบราณ ในจังหวัดเสียมราฐเงียบเหงาไปถนัด

การก่อสร้างที่เคยเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ ผลผลิตมวลรวมภายใน ไดเงียบเหงาลงเช่กัน โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในเมืองหลวงหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด เนื่องจากผู้ลงทุนในแขนงนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากเกาหลีประสบปัญหาการ เงินภายในประเทศ

รัฐบาลฮุนเซนไม่ได้แสดงคงวามกระตือรือร้นล้นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่มีมาตรการกระตุ้นใดๆ ออกมาตลอดกว่า 1 ปีมานี้ และ ใช้นโยบาย "รอให้โลกตะวันตกแก้ปัญหาของพวกเขาเอง" และ เศรษฐกิจของกัมพูชาก็จะดีขึ้น


http://pics.manager.co.th/Images/553000000223501.JPEG"แผ่นดินนี้ของเรานะ"-- ภาพเอเอฟพีวันที่ 7 ม.ค.2553 ประธานพรรคประชาชนกัมพูชาซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และ ประธานวุฒิสภา พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีฯ ฮุนเซน ระหว่างงานเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 31 การยึดอำนาจจากเขมรแดงกลุ่มโปลโป้ต ในพิธีจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่พรรคในกรุงพนมเปญ
ฮุนเซนกล่าวก่อนที่จะมีการเฉลิมฉลองครบรอบปีสำคัญในครั้งนี้ ว่า จะไม่ยอมขออภัยโทษให้แก่นายสมรังสีเป็นอันขาด และ มีแนวโน้มที่เจนว่า ศาลกำลังจะตัดสินให้ผู้นำฝ่ายค้านมีความผิดทางอาญาซึ่งโทษจำคุก ขณะที่เจ้าตัวยังคงอยู่ในต่างประเทศ

นางมูสุจัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสงรังสีอีกคนหนึ่งถูกฮุนเซนดำเนินคดีตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว และศาลตัดสินให้เธอมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งมีโทษจำคุกเช่นเดียวกัน การอุทธรณ์ของ สส.ฝ่ายค้านไม่เป็นผล และ ปัจจุบันกำลังต่อสู้ในชั้นฎีกา

สภาผู้แทนที่พรรครัฐบาลกุมเสียงข้างมากได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเมื่อปี ที่แล้วห้ามการเดินขบวนประท้วงใดๆ ตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ในสัปดาห์นี้ก่อนจะถึงพิธีฉลองในวันพฤหัสบดีได้มีการโปรยใบปลิวทั่ว กรุงพนมเปญ มีเนื้อหาโจมตีรัฐบาลครอบงำประชาชนและสังคม ปิดกั้นไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีปากเสียง กดขี่ปราบปรามประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ราษฎรออกจากที่ทำกินเพื่อฮุบที่ดินเป็นของตน หรือ นำไปให้นายทุนต่างชาติเช่าระยะยาวตั้งแต่ 30-90 ปี

การขับไล่ที่เป็นปัญหารุนแรงในกัมพูชาและยังเกิดขึ้นในทุกหัวระแหง

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า รัฐบาลฮุนเซนครองอำนาจอยู่ได้โดยใช้วิธีครอบงำ และ ข่มขู่คุกคาม ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ปิดหูปิดตาประชาชน คุกคามสื่อที่ไม่เข้าข้างรัฐบาล และ เข้าควบคุมกระบวนการยุติธรรม เป็นระบอบการเมืองที่ไร้การตรวจสอบและประเทศนี้ยังไม่มีกฎหมายป้องกันและ ปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง


http://pics.manager.co.th/Images/553000000223505.JPEGภาพรอยเตอร์วันที่ 7 ม.ค.2553 ฮุนเซน "นายกฯ ชั่วนิรันดร" รับไหว้บรรดาสมาชิกพรรคขณะเดินทางถึงเพื่อร่วมพิธีรำลึก 31 ปีเหตุการณ์ที่กองทัพเวียดนามเข้ายึดกรุงพนมเปญ ขับไล่รัฐบาลแขมรแดงกลุ่มโปลโป้ตออกไป และตั้งคณะผู้นำปัจจุบันขึ้นบริหารประเทศแทน พรรครัฐบาลประกาศย้ำล่วงหน้า 4 ปี จะส่งฮุนเซนลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้าอีก.
วันที่ 7 ม.ค.2552 กองทัพเวียดนามที่มีกำลังพลเรือนแสนได้เข้ายึดกรุงพนมเปญ ขับไล่รัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดงฝ่ายโปลโป้ตและพรรคคอมมิวนิสต์ กัมพูชาที่นิยมในลัทธิเหมาเจ๋อตงออกไป ตั้งรัฐบาลใหม่ของเขมรแดงอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยเจียซิม เฮงสัมริน เพ็ญสุวรรณ และฮุนเซน ขึ้นแทน ผู้นำกลุ่มนี้ยังอยู่ในอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลเขมรแดงของโปลโป้ตต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตล้มตายของราษฎร เขมรราว 1.7 ล้านคนในช่วง 3 ปีที่อยู่ในอำนาจ ทั้งหมดเสียชีวิตจากการถูกสังหาร ถูกให้ทำงานหนัก อดอยาก และ ล้มตายเพราะโรคระบาด ปัจจุบันคณะตุลาการระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ กำลังไต่สวนหาความรับผิดชอบจากบรรดาผู้นำที่ยังมีชีวิตอยู่

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์วันที่ 7 ม.ค.2522 ได้ทำให้กองทัพเวียดนามต้องยึดครองกัมพูชาต่อมาอีก 10 ปี ท่ามกบางสงครามกลางเมืองที่มีทหารเวียดนามเสียชีวิตไปกว่า 50,000 คน ยังไม่ทราบจำนวนชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตในช่วงเดียวกัน

ฮุนเซนเคยประกาศมีหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชาวกัมพูชาจะไม่เลือก หรือจนกว่าจะมีอายุครบ 90 ปี หรือ “อยู่ในตำแหน่งจนวันตาย”

http://pics.manager.co.th/Images/553000000223504.JPEG
ภาพหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล วันที่ 7 ม.ค.2553 ปีนี้ พิธีรำลึกครบรอบปีที่ 31 "วันแห่งชัย" ปีนี้จัดขึ้นภายในที่ทำการใหญ่ของพรรคประชาชนกัมพูชา ฝ่ายค้านกับชาวเขมรในต่างแดนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า มันคือ "วันแห่งอัปยศ" ต่างหาก และเสนอให้จัดฉลองวันเซ็นสัญญาสันติภาพกรุงปารีส 23 ต.ค.2534 แทน


http://pics.manager.co.th/Images/553000000223502.JPEG
ภาพหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล วันที่ 7 ม.ค.2553 วงปี่พาทย์ของ "ยุวชนพรรคประชาชน" กำลังบรรเลงระหว่างงานพิธีรำลึกครอบรอบปี่ 31 ที่เวียดนามช่วยโค่นล้มระบอบเขมรแดงของโปลโป้ต และ นำเขมรแดงกลุ่มเจียซิม ฮุนเซน เฮงสัมริน ขึ้นบริหารประเทศแทน กลุ่มนี้ยังอยู่ในอำนาจมาอยู่มาจนถึงปัจจุบัน หลังกุมไกรัฐ กลไกการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมเอาไว้ในมือทั้งหมด
หลายปีมานี้ฮุนเซนได้กำจัดคู่แข่งทางการเมืองสำคัญไปแล้วหลายคนด้วย วิธีการต่างๆ รวมทั้งกรมพระนโรดมรณฤทธิ์ อดีตหัวหน้าพรรคฟุนซินเปกที่เคยร่วมจัดตั้งรัฐบาลและเป็น "นายกรัฐมนตรีแฝด" กับฮุนเซนในยุคหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องลี้ภัยในต่างแดน เนื่องจากต้องโทษจำคุกคดีหมิ่นประมาท ไม่ต่างกับนายรังสี

ผู้นำพรรคฝ่ายค้ากัมพูชาจะใช้เวลาส่วนข้างมากในต่างประเทศ เพื่อรณรงค์หาการสนับสนุนจากชาวเขมรที่อาศัยทำกินในต่างแดน และร่วมการประชุมสัมมนาทางการเมืองวงต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศ

ถ้าหากถูกศาลตัดสินจำคุกก็เท่ากับว่า นายรังสีจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านภายในประเทศได้อีกต่อไป และอาจจะถูกสภาฯ ที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากลงมติถอดออกจากตำแหน่งได้

ปัญหาการเมืองและความไม่สงบอาจประทุขึ้นมาในกัมพูชาอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ โดยมีปัญหาเศรษฐกิจหนุนส่ง.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2553 11:48 น.

napoleon
January 12th, 2010, 06:19 PM
CATS returns to Cambodia

Bangkokpost Published: 12/01/2010 at 12:00 AM


The Cambodian government has returned the management of Cambodia Air Traffic Services to Samart Corporation, the firm says.

Samart executive vice chairman Sirichai Rasameechan yesterday told the Stock Exchange of Thailand that all Thai staff had been allowed to return to their duties at CATS.

He did not say when Phnom Penh returned the firm to Samart.

The Cambodian government in November ordered CATS's Thai staff to stop work after Phnom Penh charged Sivarak Chutipong, a CATS engineer, with spying by supplying a classified flight plan of fugitive former prime minister Thaksin Shinawatra to a Thai diplomat.

CATS is a wholly-owned subsidiary of Samart. It has a contract to provide air traffic control services in Cambodia for 32 years, from 2001 to 2033.

Meanwhile, the Cambodian government has rejected a demand by Foreign Minister Kasit Piromya to dismiss Thaksin as an adviser before relations between the two countries can improve.

Mr Kasit's comments appeared yesterday in Britain's Financial Times newspaper, which quoted him as saying Cambodian Prime Minister Hun Sen ''must delink himself from Thaksin; otherwise, there cannot be normalisation of diplomatic relations, pure and simple''.

Cambodian government spokesman Phay Siphan said the October appointment of Thaksin was an internal matter for Cambodia.

''It's not fair to link Thaksin to diplomatic relations with Cambodia,'' he said. ''As an independent state, we exercise our sovereign rights.''

Phay Siphan said Cambodia stood ready to resume normal diplomatic relations with its neighbour ''at 10 minutes' notice'' and placed the blame for the diplomatic impasse on the administration of Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

''They have to remember who broke that relationship,'' the spokesman said. ''They broke it, so they need to normalise it. They try to link Thaksin to their own politics, but Cambodia is not a threat to the Thai nation.

''Anything can be resolved by good relations and good cooperation. ''Thailand does not have the right to order any nation to obey. Even the US, China and Russia don't do that.''

Cambodia's appointment of Thaksin as an economic adviser to the Cambodian government and as a personal adviser to Hun Sen saw relations between the two nations plunge to their lowest point in years.

Bangkok considered the appointment of Thaksin, the de facto opposition leader even though he has been barred from politics, as interference in its internal affairs.

Thaksin faces a two-year jail sentence after being convicted in 2008 of abuse of power, but Cambodia rejected an extradition request filed by Bangkok during a Thaksin visit in November to Phnom Penh.

In the diplomatic row surrounding Thaksin's visit, both nations recalled their ambassadors and other senior embassy staff. The ambassadors have yet to return.

Thaksin fled Thailand and has lived in self-imposed exile, mostly in Dubai, since August 2008.

sansano
January 15th, 2010, 10:22 AM
จีนสร้างอีกเขื่อน $558 ล้าน เขตป่าสงวนเกาะกง


http://pics.manager.co.th/Images/553000000647501.JPEGภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ถ่ายจากบนรถโดยสาร เห็นสภาพป่าต้นน้ำลำธารกับความหลากหลายทางชีวะภาพอันสมบูรณ์ ของเขตเขากระวัญ (Cardamom) ในท้องที่ จ.เกาะกง จังหวัดนี้กำลังจะกลายเป็น "หม้อไฟ" ของประเทศ จะมีเขื่อนผลิตไฟฟ้านับสิบแห่ง

ASTVผู้จัดการายวัน—บริษัทจีนอีกแห่ง หนึ่งกำลังจะก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำใน จ.เกาะกง (Koh Kong) ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา มูลค่าการลงทุน 558 ล้านดอลลาร์ ในจังหวัดนี้ยังมีทำเลที่เหมาะสมสามารถสร้างเขื่อนได้อีกกว่า 10 แห่ง

บริษัทหัวเตียน (Huadian Corp) ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาบริษัทด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ของจีนจะเป็นผู้ลงทุนในโค รการเขื่อนที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ปี 2552 เป็นสัมปทานแบบ BOT ระยะเวลา 30 ปี นายอิธปราง (Ith Praing) รัฐมนตรีช่วยกระทรวงอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และพลังงานของกัมพูชา เปิดเผยเรื่องนี้ในกรุงพนมเปญ

"บริษัทจากจีนต้องใช้เวลาหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนสำหรับโครงการก่อ สร้างและได้แหล่งทุนในที่สุด การก่อสร้างจึงจะเริ่มต้นขึ้นในเร็วๆ นี้" นายปรางกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวอีกว่า บริษัทหัวเตียนได้เซ็นความตกลงกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ของจีนสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่มีการเปิดเผยชื่อโครงการเขื่อนล่าสุด แต่เข้าใจว่าจะเป็นเขื่อนตาไต (Ta Tay) ขนาดกำลังปั่นไฟ 246 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนขนาดใหญ่อันดับ 2 ในเขตเทือกเขากระวัญ (Kravanh)

ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วกลุ่มซิโนไฮโดร (Sinohydro) ของจีนอีกแห่งหนึ่ง ได้เปิดเดินเครื่องปั่นไฟหน่วยที่ 1 จากทั้งหมด 5 หน่วยที่เขื่อนกำจาย (Kamchay) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.กัมโป้ต (Kampot)

"เป้าหมายของรัฐบาลคือลดราคาค่าไฟให้ถูกลงเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ เข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น" นายปรางกล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า กัมพูชาจะมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการภายในปี 2554 หรือ 2555

ปัจจุบันกัมพูชาปั่นไฟได้เพียง 300 เมกะวัตต์ ยังขาดไฟฟ้าอีกมากขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวกว่า 10% ต่อปีในช่วงหลายปีมานี้

ค่าไฟฟ้าในกัมพูชาเฉลี่ยอยู่ที่ 0.20 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของค่าไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยและเวียดนาม โดยกัมพูชาวางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีก 9 แห่ง ภายในปี 2562 เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้ 1,942 เมกะวัตต์

http://pics.manager.co.th/Images/553000000647503.JPEG
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ถ่ายจากบนรถโดยสาร เห็นสะพานพุมดวง เหนือลำน้ำอาไต (Stung Atay) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขาคาร์ดามอม (หรือเขากระวัญในภาษท้องถิ่น) จ.เกาะกง บริษัทจีนอีกแห่งหนึ่งกำลังสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำสายนี้ ช่วงที่อยู่ในเขต จ.โพธิสัตว์ (Pursat)

นายดมยุกเฮียง (Dom Yuk Heang) รองผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกง กล่าวก่อนหน้านี้ะกงกำลังจะเป็น “หม้อไฟ” สำหรับประเทศ ซ่างในปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างเขื่อนนับ 10 แห่งในพื้นที่ของจังหวัด

นายเฮือง เปิดเผยเรื่องนี้ในเดือน พ.ย.2552 ระหว่างบรรยายสรุปต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งนำผู้สื่อข่าวจาก 4 ประเทศ ไทย อินโดนีเชีย กัมพูชาและเวียดนาม สำรวจถนนระเบียงขนส่งสายใต้เลียบชายฝั่งทะเล ภายใต้ความร่วมมือในกรอบกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงหรือ GMS

ตามเอกสารแผนการพัฒนาด้านการพลังงานและเหมืองแร่ของจังหวัด นอกจากเขื่อนตาไตแล้ว ยังมีโครงการรุสสีชุมเหนือกับรุสสีชุมใต้ (Russie Chhum Ler- Russie Chhum Krom) ที่ปั่นไฟรวมกันได้ 300 เกมะวัตต์ เขื่อนคีรีรม 3 (Kirirom 3) เขื่อนไชยอาแรง (Chhay Araeng) และ สตึงแม่ตึก (Stung Me Teuk) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทยเสนอลงทุน แต่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ตัดสินใจ.

http://pics.manager.co.th/Images/553000000647502.JPEG
ภาพแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 7 ธ.ค.2552 บริษัทซิโนไฮโดร (Sinohydro Corp) ได้เปิดเดินเครื่องปั่นไฟหน่วยแรกของเขื่อนกัมจาย (Kamchay) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.กัมโป้ต (Kampot) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ หน่วยแรกนี้มีกำลังปั่นไฟเพียง 10 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 5 หน่วย 193.2 เมกะวัตต์ ปัจจุบันในกัมพูชากำลังมีการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าถึง 10 แห่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2553 15:30 น.

Narongchai_thi
January 25th, 2010, 10:05 PM
http://samrainsyparty.org/archives/achieve_2010/January/Entire%20Package%20(Rev%203)%20in%20Khmer-English.pdf

The accusation by Sam Rainsy toward Hun Sen's Viet-Cambodian border mark scandal.

napoleon
January 28th, 2010, 08:01 AM
จำคุก 'สม รังสี' ทำลายเสาปักเขต-เสี้ยมเกลียดชาติ

Thairath 28/01/2010


ศาลกัมพูชาตัดสิน จำคุก 'สม รังสี' คู่ต่อกรคนสำคัญของสมเด็จฮุน เซน เป็นเวลา 2 ปี ฐานไม่มารายงานตัวตามหมายนัด ทำลายทรัพย์สิน และยุยงให้เกิดการแบ่งแยกด้านเชื้อชาติ...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 27 ม.ค.ว่า ศาลกรุงพนมเปญของกัมพูชา ตัดสินคล้อยหลัง ให้จำคุกนายสม รังสี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านสม รังสี คู่ต่อกรคนสำคัญของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นเวลา 2 ปี เพราะไม่มาปรากฏตัวต่อศาลตามหมายนัด ผู้สนับสนุนและทนายความของนายสม รังสี เผยว่านายสม รังสี ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยตัวเองอยู่ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาทำลายทรัพย์สิน และยุยงให้เกิดการแบ่งแยกด้านเชื้อชาติ

เหตุเกิดเมื่อ 25 ต.ค.ปีที่แล้ว เมื่อนายสม รังสี เรียกร้องให้ชาวบ้านที่ถูกไล่ที่ ถอนเสาไม้หลักปักปันเขตแดนพื้นที่ติดกับเวียดนาม โฆษกพรรคสม รังสี แถลงว่าเขาไม่รู้สึกประหลาดใจตรงไหนเลย เพราะศาลเป็นเครื่องมือของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี พรรครัฐบาล เพื่อปิดปากพรรคฝ่ายค้าน และจะไม่อุทธรณ์คำตัดสิน เพราะศาลเป็นแค่หุ่นเชิด และโรงหนังโรงละคร

นอกจากนี้ นายสม รังสี ยังถูกศาลสั่งปรับเงิน 2,000 ดอลลาร์ และสั่งให้จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายสำหรับเสาปักปันเขตแดนด้วย 14,000 ดอลลาร์ ขณะที่ชาวบ้านสองคน ผู้เข้ารื้อถอนเสาปักปันเขตแดน เพื่อประท้วงการปักปันเขตแดนของรัฐบาลกับเวียดนาม ถูกศาลตัดสินจำคุกด้วย คนละ 1 ปี

.................

การลงนามในข้อตกลงพรมแดน ระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อครั้งนายกรัฐมนตรีฟาน วัน ไก แห่งเวียดนาม ได้มาเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ช่วงเดือนตุลาคม 2548 เพื่อขจัดข้อบาดหมางการความตึงเครียดระหว่างกันและสร้างข้อตกลงหุ้นส่วนทางความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership of Cooperation แบบทวิภาคี )

Narongchai_thi
January 28th, 2010, 04:00 PM
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011026

"ฮุนเซน" อึ้งกิมกี่ฝ่ายค้านรุกทวงคืนดินแดนจากเวียดนาม

ASTVผู้จัดการรายวัน-- พรรคฝ่ายค้านสมรังสี ออกคำแถลงฉบับหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จัดการกับดินแดนที่ถูกฝ่ายเวียดนามฮุบเอาไป ตามแนวชายแดน และปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่รัฐบาลยังคงนิ่งเงียบ

คำแถลงที่ออกจากรัฐสภาในนามพรรคสมรังสี ลงวันที่ 24 ม.ค.2552 ถูกนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของพรรคในวันจันทร์นี้ ซึ่งในนั้นได้เรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการ "ป้องกันและปกป้องอธิปไตยของกัมพูชา"

คำแถลงได้อ้างอิงถึง "หลักฐานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน" ที่แสดงให้เห็นว่า เวียดนามได้ปักหลักหมุดแบ่งเขตแดน ล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชาตั้งแต่ 100-500 เมตร ในท้องนิคมสัมโรง (Samrong) อ.จันเตรีย (Chantrea) จ.สวายเรียง (Svay Rieng) ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว อาณาบริเวณดังกล่าวมีการปักหลักหมุดกำหนดเขตแดนจำนวน 4 หลัก คือ หลักที่ 184-187

นายรังสีผู้นำฝ่ายค้านเดินทางลงพื้นที่ในวันที่ 25 เดือนเดียวกัน หลังได้รับการร้องเรียน และได้นำราษฎรเจ้าของที่นาถอนหลักหมุดแบ่งเขตแดนหลักที่ 185 ออกไปจากผืนนาที่ทำกินมาชั่วอายุคน

การกระทำดังกล่าวทำให้สภาผู้แทนราษฎรที่พรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมาก ลงมติยกเลิกสิทธิคุ้มครองผู้นำฝ่ายค้าน เปิดทางให้มีการดำเนินคดี ทำให้นายรังสีต้องลี้ภัยในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หลักฐานสำคัญอันประกอบด้วนแผนที่หลายฉบับ ทั้งที่เป็นปัจจุบันและในประวัติศาสตร์ รวมทั้งเอกสารประกอบคดีของศาล จ.สวายเรียง ล้วนยืนยันว่า การกล่าวหาเกี่ยวกับ “เวียดนามฮุบดินแดน” ของผู้นำฝ่ายค้านนั้นเป็นความจริง

คำแถลงของพรรคสมรังสี ได้อ้างถึงหลักฐานสำคัญอันอันประกอบด้วย แผนที่มาตรส่วน 1: 100000 หมายเลข SGI1952 ที่อดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสจัดทำขึ้น และรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีเจ้านโรดมสีหนุ ส่งมอบเพื่อเก็บรักษาไว้ที่องค์การสหประชาชาติในเดือน มี.ค.2507 แผนที่มาตราส่วน 1:50000 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดน จ.สวายเรียง

พรรคสมรังสียังแสดงภาพถ่ายดาวเทียมที่ใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ในการช่วยระบุ แนวเส้นเขตแดนที่ถูกต้อง ซึ่งทั้งหมดนำขึ้นแสดงไว้บนเว็บไซต์ http://tinyurl.com/yzkd94t และ พร้อมจะนำหลักฐานฉบับจริงไปแสดงต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากรัฐบาลฮุนเซนในวันจันทร์ที่ผ่านมา และยังไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศหรือคณะกรรมการชายแดนระดับชาติคนใดออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากที่เคยท้าทายให้นายรังสี หาหลักฐานประกอบการกล่าวหาการสูญเสียดินแดน

เวียดนามส่งกองทัพมหึมาข้ามพรมแดนกัมพูชาเข้ายึดกรุงพนมเปญได้สำเร็จในวันที่ 7 ม.ค.2522 โค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงของกลุ่มโปลโป้ต-เอียงสารีกับเคียวสมพรที่เป็นปรปักษ์ลง นำกลุ่มผู้นำเขมรแดงชุดปัจจุบันคือ เพ็ญสุวรรณ-เจียซิม-เฮงสัมรินและฮุนเซน ขึ้นสู่อำนาจแทน

ยกเว้นเพียงเพ็ญสุวรรณ เพียงคนเดียว อีก 3 คนยังคงอยู่ในอำนาจมาจนถึงวันนี้

การมีปัญหากับเวียดนามจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลฮุนเซนพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด และทุกครั้งที่มีปัญหาที่ชายแดนตะวันออกฮุนเซนจะสร้างเหตุการณ์ขึ้นที่ชายแดนตะวันตกติดกับไทย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนออกจากความขัดแย้งที่ชายแดนเวียดนาม.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มกราคม 2553 22:08 น.

Narongchai_thi
January 28th, 2010, 04:02 PM
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000012089

"ฮุนเซน" ตาขาวปิดปากฝ่ายค้าน ศาลจำคุก "สม รังสี" 2 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2553 18:39 น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- รัฐบาลฮุนเซนมืดบอด ศาลจังหวัดสวายเรียง (Svay Rieng) ไม่รับฟังและไม่ยอมรับหลักฐานใดๆ ในการไต่สวน และได้พิพากษาเมื่อวันพุธ (27 ม.ค.) นี้ให้จำคุกนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีนำราษฎรถอนหลักหมุดปักปันเขตแดนที่ฝ่ายเวียดนาม ปักลงในนาข้าวของชาวบ้าน อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2552

การไต่ส่วนและอ่านคำพิพากษามีขึ้น ในขณะที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านยังคงลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เขายังถูกศาลสั่งปรับเป็นเงินอีกกว่า 12,000 ดอลลาร์

คราวเดียวกันนี้ศาลยังตัดสินจำคุกราษฎรในท้องถิ่นอีก 2 คน ซึ่งเป็นเจ้าของที่นา คือ นายพรุมเจีย (Prum Chea) อายุ 41 ปี กับนางมาศศรี (Meas Srey) วัย 39 ปี ด้วยความผิดเดียวกัน บุคคลทั้งสอง ยังถูกสั่งปรับร่วมกันอีก 1,250 ดอลลาร์ ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์ดืมอัลปึล ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

การถูกตัดสินโทษจำคุกกำลังจะทำให้นายรังสีพ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหมดบทบาททางการในรัฐสภาไป กัมพูชาจะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านที่แข็งขันและกล้าต่อกรกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ที่อยู่ในอำนาจมานาน 24 ปี

การพิพากษาดังกล่าวเป็นที่คาดเอาไว้ล่วงหน้า และมีขึ้นขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ แสดงคงวามวิตกกังวลว่า รัฐบาลฮุนเซนกำลังจะใช้กฎหมายและระบบศาลที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาล ในการกำจัดฝ่ายค้านและคู่แข่งอื่นๆ ให้หมดไปจากเวทีการเมือง

"การตัดสินใจดังกล่าวเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกอย่างตัดสินล่วงหน้าเอาไว้ทั้งหมด และ ศาลก็แสดงได้สมจริง" นายลองรี (Long Ry) สส.พรรคสมรังสี ให้ความเห็นหลังมีการพิพากาษาในตอนบ่ายวันเดียวกัน

นายสมสุกง (Sam Sokong) ทนายความฝ่ายจำเลยกล่าวว่า ศาลไม่ยอมรับหลักฐานเอกสารใดๆ ประกอบการพิจารณาคดี โดยอ้างว่า นายรังสีกระทำความผิดตามกฎหมายความมั่นคง ที่จัดทำโดยองค์การปกครองชั่วคราวแห่งสหประชาชาติหรือ UNTAC เมื่อก่อนนี้

"ผมไม่สามารถยอมรับคำตัดสินได้ เพราะว่าไม่มีการรับหลักฐานและข้อพิสูจน์ใดๆ ไปใช้ในการพิจารณาคดีด้วย" นายสุกง กล่าวกับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์วันเดียวกัน

แต่นายฟายสีฟาน (Phay Siphan) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใครๆ ก็สามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ศาลดำเนินการตามกฎหมาย.. "เราใช้กฎหมายอยู่ฉบับเดียวกัน"

วันอาทิตย์ (24 ม.ค.) ที่ผ่านมาด้วยความช่วยเหลือของนักวิชาการประวัติศาสตร์และบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาชายแดนในฝรั่งเศส พรรคสมรังสี ได้นำหลักฐานชิ้นสำคัญออกเผยแพร่ยืนยันว่า ฝ่ายเวียดนามปักหลักหมุดเขตแดนล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา ทางด้าน จ.สวายเรียง ซึ่งนายรังสีนำราษฎรถอนออกไปจากนาข้าวของพวกเขา

หลักฐานที่ผู้นำฝ่ายค้านนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ ประกอบด้วยแผนที่ฝรั่งเศสซึ่งทำขึ้นในสมัยอาณานิคม แผนที่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในยุคใหม่ แผนที่จัดทำขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจีพีเอส (GPS) ตลอดจนแผนที่ที่ศาล จ.สวายเรียงจัดร่างเอง เพื่อใช้ประกอบการพิจาณาคดี รวมทั้งรูปถ่ายจากสถานที่จริงอีกจำนวนมาก ทั้งหมดยืนยันว่า ฝ่ายเวียดนามได้ปักหลักหมุดเขตแดนหลักที่ 164-167 ลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชา

วันอังคารที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับล่างของฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่งได้ออกตอบโต้ฝ่ายค้าน ระบุแต่เพียงว่าเอกสารทั้งหมดที่นายรังสีนำออกแสดงนั้นเป็น "ของปลอม" แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรอีก

อย่างไรก็ตามในรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการชายแดน หรือ CDC (Cambodian Border Commission) ที่เผยแพร่ในวันที่ 30 ธ.ค.2552 ได้ระบุชัดเจนว่า ปัญหาสำคัญที่ชายแดนด้านตะวันออกก็คือ การที่ฝ่ายเวียดนามขุดคลองขึ้นมาโดยไม่ตรงแนวเขตแดนที่แท้จริง ซึ่งทำให้ราษฎรในพื้นที่แถบนั้นจะต้องยึดถือเอาเป็นเส้นเขตแบ่งเขตแดน

หลักฐานต่างๆ ที่นายรังสีนำออกเผยแพร่ล้วนแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะยึดลำคลองที่เวียดนามขุดในปี 2522 หลังส่งกองทัพมหึมาเข้ายึดครองกัมพูชา เป็นเส้นเขตแดน หลักหมุดปักปันเขตแดนทั้ง 4 หลัก ก็ยังอยู่ลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชาตั้งแต่ 100-500 เมตร

ตามรายงานของ CDC การปักปันเขตแดนกับเวียดนามดำเนินการไปตามสนธิสัญญาชายแดนระหว่างสองประเทศที่เซ็นกันในปี 2528 (ขณะที่ทหารเวียดนามนับแสนคนยังประจำอยู่ในกัมพูชา) กับสนธิสัญญาชายแดนแดนฉบับเพิ่มเติมที่เซ็นกันเมื่อปี 2548 เกี่ยวกับพรมแดนและปักปันเขตแดน ซึงระบุให้เลิกใช้แผนที่มาตรส่วน 1:100,000 ภายใต้สนธิสัญญากรุงบอนน์และ ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่สองฝ่ายจัดทำขึ้นใหม่ภายใต้สนธิสัญญาปี 2528

จะเห็นได้ว่าภายใต้สนธิสัญญาเขตแดนปี 2528 กัมพูชาได้สูญเสียดินแดนให้แก่เวียดนามไปอย่างมหาศาล แต่รัฐบาลฮุนเซนที่อยู่ในอำนาจมา 24 ปีไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้และใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนออกจากปัญหาชายแดนทางทิศตะวันออก

ตามรายงานดังกล่าว คณะกรรมาธิการชายแดนร่วมกัมพูชา-เวียดนาม ตกลงจะปักหลักแบ่งเขตแดนรวมทั้งหมด 375 หลัก และ จนถึงสิ้นปี 2552 สองฝ่ายได้กำหนดจุดที่ตั้งหลักเขตแดนได้ทั้งหมด 229 หลัก คิดเป็น 73% ของหลักเขตแดนทั้งหมดที่จะต้องปักปัน และในปีนี้ 2553 มีจะกำหนดจุดปักปันเขตแดนให้ได้อีก 13%

จนถึงปัจจุบันมีการปักหลักเขตแดนที่ชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม เสร็จแล้วทั้งหมด 160 หลัก (43%) สองฝ่ายกำหนดปักปันเขตแดนตามจุดผ่านแดนและด่านชายแดนต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนอื่น ตั้งแต่ด่านแปร็กจัก (Prak Chak) ชายแดน จ.แก๊บ (Kep) ที่อยู่ใต้สุด ไปจนถึงด่านชายแดนที่อยู่บนสุด ใน จ.รัตนคีรี (Rattanakiri).

Narongchai_thi
January 28th, 2010, 04:08 PM
"สมรังสี" ตีแสกหน้า "ฮุนเซน" ท้าทวงดินแดนคืนแลกกลับไปติดคุก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2553 20:51 น.

ASTVผู้จัดการรายวัน--- ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา สมรังสีกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (28 ม.ค.) ว่า พร้อมจะเดินทางกลับกัมพูชาเพื่อติดคุก 2 ปีตามคำพิพากษาของศาลเมื่อวันพุธ แต่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน จะต้องทวงดินแดนที่ถูกฮุบเอาไปคืนจากเวียดนาม

"ผมติดคุกไม่สำคัญ แต่การสูญเสียดินแดนให้แก่ต่างชาติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด"

ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวในประเทศและผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงพนมเปญ ผ่านวิดีโอลิงค์จากกรุงปารีสว่า หลักฐานที่พรรคเผยแพร่ยืนยันได้ชัดเจนที่สุด รัฐบาลฮุนเซนยอมสูญเสียดินแดนให้แก่เวียดนามโดยไม่ได้ขัดขืน

นายรังสียังตั้งเงื่อนไขให้รัฐบาลปล่อยตัวชาวบ้านอีก 2 คนที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกคนและคืนที่นาให้แก่ครอบครัวของคนทั้งสอง ตนเองพร้อมจะกลับไปมอบตัวและติดคุก.

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000012777

napoleon
February 8th, 2010, 07:42 PM
Thai plant prompts Cambodia to rebuild its sugar industry

Bangkokpost Published: 8/02/2010 at 12:00 AM


Despite looming concerns over a labour shortage, Cambodia is launching a bid to bring the local sugar industry to life, not only to cut the country' reliance on huge imports but also to eventually become a sugar-exporting country.

Sacks of freshly produced raw sugar are lined up at KSL’s plant in Cambodia, the first new sugar mill to begin operating in the country in more than 40 years.

The $100-million mill of Thailand's Khon Kaen Sugar Industry Plc (KSL), which began production last month, is the first sugar-processing facility to operate in Cambodia in more than 40 years.

The opening of the sugar mill marks the resurgence of an industry that was destroyed, along with many other businesses, during the strife that began in the 1960s and the subsequent rule of the Khmer Rouge in the 1970s.

Located in Koh Kong on the border with Thailand, the new facility has kindled Cambodia's hopes of developing an agricultural sector that provides better income opportunities for local farmers in addition to rice, corn and cassava.

Cambodia, a net sugar importer, buys roughly 300,000 tonnes a year from Thailand alone, according to the Thai Commerce Ministry.

Speaking at the opening ceremony of KSL's Koh Kong plant, Prime Minister Hun Sen expressed his hope that Cambodia will develop beyond the shipments of raw agricultural produce to become an exporter of sugar, processed rice, cassava, corn and other crops in the future.

To attract sugar producers, Cambodia offers a 90-year concession for sugarcane plantation areas of up to 20,000 hectares (125,000 rai) each.

In addition to KSL, Thailand's fourth-largest sugar producer, the top-ranked Mitr Phol Sugar group has also weighed the possibility of investing in such a facility in northern Cambodia over the next couple of years.

Both KSL, Thailand's only listed sugar miller, and Mitr Phol have operated sugar mills in neighbouring Laos.

Mitr Phol president Isara Vongkusolkit and KSL chief executive Chamroon Chinthammit shared the same view that both Cambodia and Laos provide a huge opportunity for the sugar industry's development.

However, KSL acknowledges the constraints on labour availability in Cambodia.

KSL's project, which comprises a cane plantation, harvesting, and sugar production, requires as many as 8,000 workers during the crushing season and approximately 2,000 in the off-season.

"The challenges we are facing is the shortages of skilled labour to operate the sugar mill and of unskilled labour for sugarcane harvesting," Mr Chamroon said. "Meanwhile, the uneven climate patterns in Cambodia make it hard for us to achieve the targeted sugarcane yield."

Recognising the problem, Hun Sen has vowed to help KSL secure the required labour and promised another 3,000 hectares to fulfil its development of a 20,000-hectare sugarcane plantation.

The prime minister brushed aside growing concerns about labour shortages in the country, saying this was more due to the lack of knowledge about employment opportunities at the sugar factory, he said.

Christian Rees, project manager for sugar at London-based Tate & Lyle, said it would be a shame if a labour shortage obstructed Cambodia's bid to develop the high-potential sugar industry.

Tate & Lyle, the largest sugar importer in the United Kingdom, has signed a five-year contract to buy all of KSL's output in Cambodia and Laos.

Even though Laos is about one year ahead of Cambodia, the two countries are considered as having equal opportunity to develop their local sugar industries to supply the global market, Mr Rees said.

Chalush Chinthammit, KSL's assistant vice-president for business development and production, said Cambodia offered greater prospects for the sugar industry. Its port gives the country a geographical advantage for shipping sugar to Thailand and Vietnam.

"Cambodia has treated the sugar industry very well with incentives such as tax exemption. The sector draws large-scale investments to the country and at the same time helps develop the economy of its rural provinces," Mr Chalush said.

Cambodia's well-developed textile and garment industry is mostly owned by foreigners, putting the local people at risk of job losses if the companies decide to move out one day, he said.

"In contrast, the agricultural sector helps create sustainable employment in rural areas, so Cambodians will not have to leave the country to seek jobs abroad," said Mr Chalush.

"Like Thailand, Cambodia has realised that agriculture should be the area it should focus on for economic development."

Despite the labour shortage in Cambodia, KSL continues to target expansion partly by increasing cane production to 2 million tonnes per crop. As well, it plans to build a $20-million ethanol plant in the next phase to export ethanol to Asean, China, Japan, and the EU.

napoleon
March 2nd, 2010, 04:33 PM
พลังงานเล็งเจรจากัมพูชาขุดเจาะปิโตรฯในอ่าวไทย

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 2/03/2010


กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเผยเตรียมเจรจากัมพูชาขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย เพื่อหาพลังงานทดแทน

iนายสุนทร รัตนวราหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการเจาะสำรวจ และพัฒนาปิโตรเลียมในอ่าวไทย ประจำปี 2553 โดยมี นายทรงภพ พลจันทร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานมาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ จ.ชลบุรี เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากการขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย

นายสุนทร กล่าวว่า ในการระดมความคิดเห็นของประชาชนนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าหลายคนไม่สนใจ แต่เมื่อเกิดผลกระทบขึ้นมาก็จะมีการร้องเรียนเกิดขึ้น จึงต้องมาริเริ่มโครงการกันใหม่เสียเวลา จึงอยากให้ในการประชุมระดมความคิดเห็นจากประชาชน ให้ทุกคนสนใจมาร่วมการประชุมเพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ นายทรงภพ พลจันทร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าวว่า ในการขุดเจาะหาปิโตรเลียมบริเวณอ่าวไทยได้ทำการขุดเจาะไปแล้วประมาณ 300 บ่อ มากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่แหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นอกจากนี้ยังมีการขุดเจาะในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีอีกด้วย

ทั้งนี้ในอนาคตทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติร่วมกับพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการขุดเจาะอีก 5 บริษัท ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่มีการขุดเจาะปิโตรเลียมทั้งหมด 23 จังหวัด เพื่อวางมาตรการและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้จะต้องเร่งเจรจากับกัมพูชา เกี่ยวกับการขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย เพื่อหาพลังงานมาทดแทน เพราะหยุดการเจรจามานานแล้ว

นอกจากนี้ทางกระทรวงพลังงานมีการตั้งเป้าลดการนำเข้าน้ำมัน โดยใช้พลังงานทดแทนจากเอทานอล ไบโอดีเซล โดยจะเพิ่มจาก 2%-5% รวมทั้งใช้แก๊ส NGV มาปรับใช้ในรถยนต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกมีท่อแก๊ส NGV ผ่านแทบทุกจังหวัด

ขณะนี้กำลังผลักดันเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาราคาแก๊ส NGV ให้มีการปรับราคาไม่เกินครึ่งหนึ่งของน้ำมันดีเซล ส่วนการใช้พลังงานของประเทศไทยในขณะนี้จะต้องมีการปรับรูปแบบเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน กังหันลมมาผลิตไฟฟ้า ในที่สุดก็คงไม่พ้นพลังงานนิวเคลียร์เพราะถือว่าเป็นพลังงานที่ถูกที่สุด ส่วนความฝันของกระทรวงพลังงานจากมีโรงไฟฟ้า 1 ตำบล 1 เมกกะวัตต์ โดยใช้ไบโอแก๊สจากมูลสัตว์ หรือเหง้ามันสำปะหลัง

"ส่วนการสำรวจการใช้พลังงานขณะนี้พบว่า การใช้น้ำมันในระบบการขนส่งของไทยยังใช้รถยนต์ในการขนส่ง ทำให้สูญเสียพลังงานในส่วนนี้ไป 36% ของน้ำมันทั้งประเทศ และมีการใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ประเทศญี่ปุ่นใช้รถไฟขนคน ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้รถไฟขนส่งสินค้า ทำให้ลดการใช้พลังงานอย่างมากมาย ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งปรับปรุงในเรื่องระบบการขนส่งใหม่ อาจะใช้ทางเรือจากกรุงเทพฯ มาศรีราชา หรือประจวบคีรีขันธ์มาชลบุรี และระบบโลจิสติสส์ เพื่อลดการใช้พลังงาน เพราะอนาคตน้ำมันมีราคาแพงแน่นอน" นายทรงภพกล่าว

sansano
March 4th, 2010, 01:47 PM
จีนสร้าง 2 เขื่อนในเกาะกงลงทุนกว่า $1,000 ล้าน

http://pics.manager.co.th/Images/553000003236401.JPEG
ภาพ แฟ้มเอเอฟพีวันที่ 7 ธ.ค.2552 บริษัทซิโนไฮโดร (Sinohydro Corp) เปิดเดินเครื่องปั่นไฟหน่วยแรกของเขื่อนกัมจาย (Kamchay) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.กัมโป้ต (Kampot) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ หน่วยแรกนี้มีกำลังปั่นไฟเพียง 10 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 5 หน่วย 193.2 เมกะวัตต์ ปัจจุบันในกัมพูชากำลังมีการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าถึง 10 แห่ง

ASTVผู้จัดการรายวัน-- บริษัทจีนจะเริ่มสร้างเขื่อนใหญ่ 2 แห่ง ใน จ.เกาะกง ของกัมพูชาในเดือน มี.ค.-เม.ย.ศกนี้ โดยหวังว่าทั้งสองแห่งจะชวยแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าในประเทศได้

นายสุยแสม (Suy Sem) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ได้กล่าวในวันอังคาร (2 มี.ค.) ว่า เขื่อนกั้นลำน้ำตาไต (Stung Tatai) จะมีกำลังปั่นไฟ 246 เมกะวัตต์ จะเริ่มสร้างขึ้นในเดือน มี.ค. นี้ และ เขื่อนรุสสีจรุมใต้ (Lower Russei Chrum) กั้นลำน้ำชื่อเดียวกัน จะมีกำลังปั่นไฟ 388 เมกะวัตต์ เริ่มสร้างในเดือน เม.ย.

บริษัทอุตสาหกรรมหนักแห่งชาติจีน (China National Heavy Machinery Corporation) เป็นผู้ลงทุนและก่อสร้างเขื่อนตาไต ด้วยเงินทุน 540 ล้านดอลลาร์ ส่วนบริษัทไชน่าหัวเตี่ยนฮ่องกง (China Huadian Hong Kong) เป็นผู้ลงทุนโครงการรุสสีจรุมใต้ มูลค่า 496 ล้านดอลลาร์ การก่อสร้างจะใช้เวลา 3-4 ปี

ปัจจุบันค่าไฟฟ้าแพงลิ่วเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนจากต่างชาติและการ เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา บริษัทจากจีน รัสเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม สาธารณรัฐเชค และสิงคโปร์ ได้รับใบอนุญาตให้ศึกษาความเป็นไปได้ ในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ามากกว่า 21 แห่งในทั่วประเทศ

ปัจจุบันกัมพูชามีเขื่อนผลิตไฟฟ้า 2 แห่ง มีกำลังปั่นไฟรวมกันเพียง 13 เมกะวัตต์ และ เขื่อนอีกแห่งหนึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโดยบริษัทซิโนไฮโดร (Sinohydro Corp) จากจีน เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์จะมีกำลังปั่นไฟรวม 193 เมกะวัตต์.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มีนาคม 2553 13:45 น.

napoleon
March 7th, 2010, 09:57 PM
ครีมหน้าเด้งญวน ดับสาวเขมร สั่งห้ามขายฝั่งไทย

Thairath 8/03/2010


เตือน ร้านค้าฝั่งไทย ห้ามนำครีมผิวขาว เบ๋าดั๋ม ของประเทศเวียดนาม มาขายในประเทศไทย หลัง ลูกสาว ร.ต.อ.เขมร เกิดแพ้ยา จนหน้าลอกและตับวายเฉียบพลัน ดับอนาถ...

ครีมทาผิวขาวสุดอันตรายรายนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา ประมาณ 14.00 น.วันที่ 7 มี.ค. 2553 ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ได้รับการประสานจาก จนท.สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขออำนวยความสะดวกให้ จนท.หน่วยกู้ภัย อป.พร.เทศบาลเมืองอรัญประเทศ นำรถปิคอัพบรรทุกศพหญิงสาวชาวเขมร ที่เข้ามาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว ผ่านด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ไปส่งให้ญาติในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา

เมื่อรถบรรทุกศพ มาถึงด่านตรวจร่วมของทหารพราน ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา หน้าด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จนท.ทหารพราน ได้ทำการตรวจสอบพบว่าเป็นศพหญิงสาวห่อด้วยผ้าขาว เมื่อเปิดบริเวณแขนพบว่าผิวลอกเป็นแผ่นๆ จึงสอบถามญาติและ จนท.หน่วยกู้ภัย ทราบว่าหญิงสาวชาวเขมรที่เสียชีวิต ชื่อ น.ส.โซ๊ะวัน จวน อายุ 23 ปี เป็นบุตรสาวของ ร.ต.อ.ซาเมือน จวน อายุ 48 ปี รอง ผบ.พัน ตชด.911 ประจำกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา แพทย์ฯระบุสาเหตุการตายของหญิงสาวชาวเขมรคือ ตับวายเฉียบพลัน

ส่วนสาเหตุ นั้น ร.ต.อ.ซาเมือน จวน รอง ผบ.พัน ตชด.911 ของกัมพูชา ได้เปิดเผยให้ จนท.ทหารพรานฟังว่า ลูกสาวตนชื่อ น.ส.โซ๊ะวัน จวน อายุ 23 ปี ซึ่งกำลังจะแต่งงานเร็วๆ นี้ ได้ไปซื้อครีมลอกผิว หรือครีมทาผิวขาว ยี่ห้อเป็นภาษาเวียดนามอ่านว่า เบ๋าดั๋ม เป็นกระปุกพลาสติกสีขาวมีฝาปิด ราคากระปุกละ 50 บาท ลักษณะเป็นครีมสีเหลืองและมีผงดำๆ ผสมอยู่ในครีม

โดยซื้อมาจากตลาดปอยเปต มาทาตัวเพื่อต้องการให้ผิวขาวเพื่อเตรียมเข้าพิธีแต่งงาน โดยซื้อมาใช้เมื่อวันที่ 2 มี.ค.53 และ น.ส.โซ๊ะวัน จวน ได้นำครีมดังกล่าวมาทาทั่วตัว ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชม. ก็เกิดอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก ญาติๆจึงพาส่งโรงพยาบาลปอยเปต เป็นเวลา 2 วัน น.ส.โซ๊ะวัน จวน ได้เกิดอาการแพ้อย่างหนักผิวลอกออกมาเป็นแผ่นๆและหมดสติ โรงพยาบาลปอยเปต จึงส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลมงคลบุรี จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา แต่แพทย์ไม่รับ

ร.ต.อ.ซาเมือน จวน จึงประสาน เจ้าหน้าที่สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ปทก. ของฝ่ายไทย ขอส่ง น.ส.โซ๊ะวัน จวน ส่งมารักษาที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ ฝั่งไทย เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2553 เวลา 19.00 น.และแพทย์โรงพยาบาลอรัญประเทศ ได้ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว เนื่องจากอาการหนัก และได้เสียชีวิตเมื่อเช้าวันนี้ที่ 7 มี.ค.53

ร.ต.อ.ซาเมือน จวนฯเผยอีกว่า เชื่อว่าสาเหตุที่บุตรสาวเสียชีวิต เกิดจากการใช้ยาทาผิวขาวหรือยาลอกผิว ที่ผลิตในประเทศเวียดนาม ลูกสาวได้ซื้อมาทาตัวเพื่อลอกให้ผิวขาวแล้วเกิดอาการแพ้รุนแรงจนผิวหนังลอกจนกระทั่งมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วรู้สึกเสียใจมากเพราะลูกสาวกำลังจะแต่งงานเร็วๆนี้ จากการสอบถามแพทย์บอกว่าเกิดจากการแพ้ครีมรุนแรง เนื่องจากครีมผสมสารปรอทด้วย ทำให้ร่างกายดูดซึมสารปรอทเข้าไปมากทำให้เกิดอาการตับวายเฉียบพลัน

ต่อมา ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา เมื่อทราบว่าสาเหตุการตายของหญิงสาวชาวกัมพูชามาจากใช้ครีมลอกผิวที่ผลิตในประเทศเวียดนาม และมีวางจำหน่ายในตลาดปอยเปต ฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามตลาดโรงเกลือ เกรงว่าครีมดังกล่าวซึ่งถือว่าอันตรายเกรงจะมีการลักลอบเข้ามาวางจำหน่ายในตลาดโรงเกลือ เกรงนักท่องเที่ยวชาวไทยหลงซื้อไปใช้อาจเกิดอันตรายแก่ชีวิต จึงสั่งการให้ จนท.ออกทำการตรวจสอบและประชาสัมพันธ์ สั่งห้ามพ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมรนำครีมลอกผิว ซึ่งผลิตในประเทศเวียดนามเข้ามาจำหน่ายในตลาดโรงเกลือ อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ เมื่อมีการนำกำลังเข้าทำการตรวจสอบ พบว่ามีพ่อค้า แม่ค้า ชาวเขมรจำนวน 4 ร้านค้าในตลาดโรงเกลือ นำครีมผิวขาว ยี่ห้อ เบ๋าดั๋ม มาวางจำหน่าย เมื่อ จนท.เข้าสอบถามพบว่าครีมดังกล่าวขายดีมาก มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวเขมรมาหาซื้อไปทาเพื่อทำให้ผิวขาวเป็นจำนวนมาก เหลือติดร้านเพียงแค่ ร้านละ 2-3 กระปุกเท่านั้น โดยขายราคากระปุกละ 50 บาท และช่วงนี้สินค้าขาดตลาด จากนั้น จนท.ได้ทำการตรวจยึดครีมดังกล่าวพร้อมทั้งสั่งห้ามนำเข้ามาจำหน่ายอีกเด็ด ขาด

ทางด้านนายสำราญ เดชศรี จนท.ด่านอาหารและยาอรัญประเทศ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามทางโทรศัพท์ ซึ่งนายสำราญ เผยว่า จากการตรวจสอบทราบว่าเคยมีการนำครีมดังกล่าวมาจำหน่ายใน ตลาดโรงเกลือ แต่ปัจจุบันผู้ค้ามีการหลบซ่อนไว้ทำให้บางร้านไม่มีโชว์หน้าร้านทำให้ จนท.ตรวจสอบยาก แต่จากการตรวจสอบที่เคยตรวจมาพบว่าครีมดังกล่าวมีส่วนผสมของสารไฮโดควิโนน หรือสารปรอท ซึ่งเป็นสารต้องห้าม ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ดังนั้นการจำหน่ายครีมดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่ง ด่านอาหารและยาอรัญประเทศ จะได้ประสาน จนท.สาธารณะสุข ให้ส่ง จนท.มาตรวจสอบที่ตลาดโรงเกลือ ในวันพรุ่งนี้ที่ 8 มี.ค.53

sansano
March 25th, 2010, 05:21 AM
ด้วยภาษีนำเข้า 0% ข้าวเขมรเริ่มออกลุยตลาดยุโรป
http://pics.manager.co.th/Images/553000004400302.JPEG
ภาพรอยเตอร์วันที่ 17 มี.ค.2553 ราษฎรในท้องถิ่นกับสุนัขของเขา เดินลงไปยังสันทรายที่เคยเป็นท้องน้ำ ในลำน้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านเกาะด๊าด (Koh Dach) ทางตะวันออกกรุงพนมเปญ ปีนี้สัญญาณแห่งความแห้งแล้งมาให้เห็นแต่เนิ่น แต่กัมพูชาเชื่อว่ายังไงก็จะผลิตข้าวได้มากมาย เหลือส่งออกไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน ขณะนี้เริ่มทยอยส่งขายตลาดอียู ตามโครงการ "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่อาวุธ" ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า

ASTVผู้จัดการรายวัน—กัมพูชาเริ่มส่งข้าวไปจำหน่ายในหลาย ประเทศยุโรป ทั้งยุโรปตะวันตก ตะวันออก รวมทั้งรัสเซียด้วย หลังจากสหภาพยุโรปประกาศไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา ภายใต้โครงการ "ทุกอย่างนอกจากอาวุธ" (Everything But Arms) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2552 เป็นต้นมา

อียูกำหนดโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อ ช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาคือ ไทยกับเวียดนามไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว

ทางสมาคมอุตสาหกรรมฯได้ทำสัญญาขายข้าวจำนวน 48 ตันให้กับประเทศเยอรมนี 120 ตันให้ลิธัวเนีย 360 ตันให้โปแลนด์ อีก 480 ตันให้กับรัสเซีย รวมมูลค่า 567,840 ดอลลาร์ โดยเริ่มส่งให้ระหว่างวันที่ 27 มี.ค.- 7เม.ย.ศกนี้ หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์กล่าว

สมาคมฯ ตั้งความหวังว่าในปี 2553 นี้จะสามารถส่งออกข้าวสู่ตลาดยุโรปได้ 7,000-10,000 ตันซึ่งมีมูลค่า 3.1-4.5 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ในเดือน ม.ค. ได้ส่งออกไปยุโรปแล้ว 144 ตัน และ ในเดือน ก.พ. อีก 480 ตัน

นายเหมา ธุรา (Mao Thura) ผู้ช่วยรัฐมนตรีการค้ากัมพูชา กล่าวว่าปีนี้กัมพูชาผลิตข้าวได้มากขึ้น และ ยังได้รับการลดหย่อนภาษีจากอียูด้วย

"ข้อตกลงเกี่ยวกับภาษีที่ยุโรปให้กับกัมพูชาถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ ข้าวของกัมพูชาจะเข้าไปแข่งกับข้าวจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกไปยังยุโรปเช่นกัน" รัฐมนตรีคนเดียวกันกล่าว

http://pics.manager.co.th/Images/553000004400301.JPEG
ชาวนาใน จ.กันดาล (Kandal) กำลังไถผืนนาที่แห้งผาก ภาพรอยเตอร์วันที่ 18 มี.ค.2553 ปีนี้ภัยแล้งเริ่มลามตั้งแต่ต้นปี ข่มขู่คุกคามต่อการปลูกข้าวเพื่อส่งออก แต่กัมพูชาเชื่อว่าปีนี้จะมีเหลือบริโภคภายในประเทศราว 2 ล้านตัน ขณะนี้ข้าวจากกัมพูชาเริ่มออกไปสู่ตลาดสหภาพยุโรปแล้ว โดยปลายทางไม่เก็บภาษีนำเข้าตามโครงการ "ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากอาวุธ" เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
ในเดือน พ.ค.นี้ สมาคมฯ จะจัดประชุมระหว่างผู้ซื้อจากยุโรปและผู้ผลิตข้าวในประเทศ เพื่อให้การซื้อขายเป็นระบบมากขึ้น ขณะที่กำลังเร่งการเพิ่มผลผลิต. เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ คนหนึ่งกล่าว

การให้สิทธิประโยชน์ของอียูยังมีออกมาในขณะที่ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองประเทศตะวันออกกลางคือ คูเวตกับกาตาร์กำลังเข้าเข้าลงทุนผลิตข้าวในกัมพูชา ขณะที่สื่อในประเทศนี้กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐบาล ได้ให้สัมปทานที่นาแก่ทุนต่างชาตินับแสนไร่ ยังไม่นับรวมพื้นที่สวนยางและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ

มาตรการของอียูกำลังจะทำให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนด้านการเกษตรใน กัมพูชาได้รับประโยชน์ถ้วนหน้า รวมทั้งกลุ่มทุนใหญ่จากไทย คือ ไทยเบฟเวอเรจ หรือ "กลุ่มเบียร์ช้าง" เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ที่มีโครงการโรงงานอาหารสัตว์ ไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาลในประเทศนี้

ในช่วงสองปีมานี้กัมพูชาผลิตข้าวได้มากจนเหลือส่งขายต่างประเทศ แต่ก็ยังมีปริมาณน้อย แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าส่งออกเอาไว้ประมาณ 8 ล้านตันต่อปีในปี 2558 แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างต้องทำก่อนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาษี 0% ของสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่

ตามตัวเลขของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ปี 2551 กัมพูชาส่งออกข้าวเพียงประมาณ 500,000 ตัน ในนั้นเพียง 2,700 ตันที่ไปถึงประเทศยุโรป และ ทำ เงินได้เพียงประมาณ 2 ล้านดอลลาร์.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2553 01:44 น.

sansano
March 27th, 2010, 10:05 AM
วาระสุดท้ายของ "รถไฟไม้ไผ่" ใกล้เข้ามา

http://pics.manager.co.th/Images/553000004535301.JPEGภาพพนมเปญโพสต์ นักท่องเที่ยวทดลองนั่งรถไฟไม้ไผ่ไปตามรางรถไฟ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เมื่อการฟื้นฟูบูรณะรางรถไฟแล้วเสร็จ รถไฟไม้ไผ่นี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนรางอีกต่อไป

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- อนาคตของ "รถไฟไม้ไผ่" ที่รับใช้ชาวเขมรระดับรากหญ้ามานานกว่า 10 ปี แขวนอยู่บนเส้นด้าย อีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็จะถูกกวาดออกจากรางทั้งหมด เมื่อรถไฟกัมพูชาเปิดใช้การได้เป็นปรกติ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

เครื่องจักรชนิดนี้ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างง่าย ทำด้วยไม้และมีไม้ไผ่ขัดสานเป็นที่นั่ง เชื่อมต่อเข้ากับชุดล้อโลหะ ติดเครื่องยนต์ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์ของเรือ และ แล่นไปตามรางรถไฟเก่า ขนส่งสินค้าและผู้คนในระยะสั้น มาตั้งแต่สงครามกลางเมืองยุติลง

อย่างไรก็ตามยุคของรถไฟไม้ไผ่ใกล้จะยุติลงแล้ว เมื่อบริษัท Toll Holdings จำกัดจากออสเตรเลีย กับกลุ่มโรยัลกรู๊ป (Royal Group) ในกัมพูชา ก่อสร้างและฟื้นฟูยกระดับทางรถไฟแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า ใต้ระบบสัมปทาน

กระทรวงโยธาธิการและขนส่งระบุว่าเมื่อโครงการซ่อมแซมรางรถไฟเสร็จ สมบูรณ์ รถไฟไม้ไผ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนรางอีก รถไฟจะกลับมาให้บริการอีกครั้ง วันละหลายเที่ยวและด้วยความเร็วสูง อาจเป็นอันตายได้ หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์อ้างคำกล่าวของนายโต๊ด จันกุศล (Touch Chankosal) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดังกล่าว

การซ่อมแซมทางรถไฟเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับ สถานีรถไฟในชุมชนอุดัมบัง (Odambang) จ.พระตะบอง เนื่องจากคนเหล่านี้เลี้ยงชีพด้วยการให้บริการชาวเขมรและนักท่องเที่ยวด้วย รถไฟไม้ไผ่

ความจริงพาหนะชนิดนี้เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1970 โดยเจ้าหน้าที่รถไฟ นำมาใช้ในการซ่อมรางรถไฟ โดยวิ่งไปบนรางด้วยการใช้ไม้ค้ำยันคล้ายกับการถ่อเรือ และในยุคเขมรแดงครองเมือง รถไฟไม้ไผ่ถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงทหารเวียดนามและทหารกัมพูชาเข้าสู่สนามรบ

นายนุนนาน (Nun Nan) คนขับรถไฟไม้ไผ่วัย 38 ปี กล่าวว่า รถไฟไม้ไผ่รับผู้โดยสารได้ถึง 15 คน หรือ ข้าว 1.5 ตันได้สบายๆ

แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็จะรับเพียง 8 คน เพื่อความปลอดภัย นานนานรับนักท่องเที่ยว 2 รอบต่อวัน ในราคา 10 ดอลลาร์ต่อคน ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวราว 30 คนเดินทางไปที่สถานีรถไฟพระตะบองเพื่อทดลองนั่ง นายนานกล่าวกับพนมเปญโพสต์


http://pics.manager.co.th/Images/553000004535302.JPEGภาพพนมเปญโพสต์ คนขับรถไฟไม้ไผ่ชาวเขมรกำลังจะว่างงาน รัฐยาลกำลังฟื้นฟูบูรณะระบบรถไฟของประเทศ เมื่อ "ม้าเหล็ก" ออกแล่นให้บริการ รถไฟไม้ไผ่ก็จะถูกกวาดออกจากราง
"ตอนที่เราขับเจ้ารถไฟไม้ไผ่ เราต้องระวังสัตว์ที่วิ่งข้ามราง เพราะเมื่อรถไฟไม้ไผ่วิ่งด้วยความเร็วจะต้องใช้ระยะ 4-5 เมตรรถถึงจะหยุดสนิท" นายนานกล่าว

"สำหรับผมคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวให้ชมระหว่างทาง หรอก มีแค่ทุ่งนาและพุ่มไม้ข้างทาง ผมเดาว่าพวกเขาคงแค่อยากได้ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่จากการนั่งรถไฟไม้ ไผ่มากกว่าที่จะนั่งชมวิว"

ปัจจุบันกัมพูชามีทางรถไฟอยู่ 2 สาย โดยสายแรกมีความยาว 386 กม. ตรงจากกรุงพนมเปญไปยังชายแดนไทย สร้างโดยรัฐบาลฝรั่งเศสในสมัยอาณานิคม ซึ่งสร้างขึ้นในปี 2485 และอีกสายหนึ่งสร้างเสร็จในปี 2512 จากกรุงพนมเปญไปยังสีหนุวิลล์

ทางรถไฟส่วนมากได้รับความเสียหายในสมัยเขมรแดง เนื่องจากมีการฝังระเบิดไว้ใต้รางเพื่อทำให้เส้นทางคมนาคมขนส่งถูกตัดขาด โดยเฉพาะในเส้นทางระหว่างพระตะบองกับกำปงชะนัง ที่ยู่ใกล้พนมเปญ

แต่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งบอกว่า ลองนั่งรถไฟไม้ไผ่เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในประเทศอื่นๆ อยากจะลองนั่งดูสักครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป พนมเปญโพสต์กล่าว.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2553 13:31 น.

sansano
March 29th, 2010, 04:38 PM
ปีนี้เขมรมีข้าว 3 ล้านตัน กอดคอเวียดนามลุยฟิลิปปินส์
.
http://pics.manager.co.th/Images/553000004593501.JPEG
ภาพถ่ายวันที่ 25 พ.ย.2552 ผืนนาใน จ.แก๊บ (Kep) กว้างไกลสุดสายตา ขณะที่ชาวนาเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ที่นี่อยู่ห่างจากจากชายแดนเวียดนามเพียง 20 กม.เศษ กัมพูชายังมีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวอีกมากมาย รอเพียงระบบชลประทานที่ทันสมัย ประเทศนี้ประกาศจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เทียมบ่าประเทศเพื่อนบ้านภายในปี 2558

ASTVผู้จัดการรายวัน -- ในปี 2553 นี้ ดูเหมือนว่า กัมพูชาผลิตข้าวได้ถึง 7.25 ล้านตัน และมีเหลือส่งออกถึง 3.1 ล้านตัน แต่การค้าข้าวของประเทศ กลับขาดความสามารถในการดำเนินการและขายข้าวออกไป ทั้งนี้ เป็นการระบุของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา ปลายสัปดาห์ที่แล้ว

นับเป็นตัวเลขใหม่ หลังจากประมาณการก่อนหน้านั้น ระบุว่า ประเทศนี้จะมีข้าวส่งออกเพียง 2 ล้านตันเท่ากับปีที่แล้ว

“วิธีที่เร็วที่สุดในการเพิ่มปริมาณส่งออกข้าวของกัมพูชา คือ การเปลี่ยนเส้นทางการค้าข้าวอย่างไม่เป็นทางการ มาเป็นการส่งออกข้าวอย่างเป็นทางการ การผลิตในระยะยาว และข้อจำกัดในด้านโครงสร้างพื้นฐาน” หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์อ้างรายงานดังกล่าว

ปัญหาสำคัญ ก็คือ อุตสาหกรรมข้าวขาดแคลนแหล่งเงินทุนสำหรับการค้าและการผลิต รายจ่ายในการส่งออกที่สูงมาก รวมไปถึงข้อจำกัดในโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง

ปีที่แล้วผู้ค้าจากไทยและเวียดนามซื้อข้าวจากกัมพูชาไปเป็นมูลค่า 631 ล้านดอลลาร์ แต่กัมพูชายังต้องการเงินทุนอีก 311 ล้านดอลลาร์ ไปสนับสนุนเงินภาคอุตสาหกรรมนี้ โดยในปี 2551 และ 2552 มีเงินทุนกู้ยืมเพียง 18 ล้านดอลลาร์ที่นำไปสนับสนุนการผลิต อีก 58 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้ในการส่งออก

สภาฯ กล่าวว่า หนทางแก้ไขในระยะสั้น อาจรวมถึงการทำสัญญากับเวียดนามในส่วนของคลังสินค้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายการขน ส่งสินค้าจากท่าเรือกัมพูชา การขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย และการส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรปภายใต้ข้อตกลงทางการค้า เป็นต้น

รายงานระบุว่า กัมพูชาอาจผลิตข้าวได้มากถึง 15 ล้านตันในปี 2558 เมื่อหักส่วนที่จะใช้บริโภคภายในประเทศออกแล้ว จะยังมีเหลือส่งออกถึง 8 ล้านตัน

นายยังแสงกุมา (Yang Saing Koma) ประธานศูนย์การศึกษาและพัฒนาเกษตรกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายทางการผลิตและความจำเป็นที่จะ ต้องปรับปรุงระบบชลประทานและเทคโนโลยีในการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูง ขึ้น

“ผมคิดว่าวิธีเดียวที่รัฐบาลจะบรรลุเป้าหมายของการทำให้กัมพูชา สามารถผลิตข้าวได้มากที่สุด คือ การวางแผนให้การสนับสนุนเกษตรกรที่ช่วยให้พวกเขาสามารถปลูกข้าวได้ 2 ครั้งต่อปี” เจ้าหน้าที่คนเดียวกัน กล่าว

การเปิดเผยตัวเลขประมาณการใหม่นี้มีขึ้น ขณะที่ผู้ค้าเริ่มส่งออกข้าวไปยังตลาดสภาพยุโรป ตามโครงการ “ทุกสิ่งที่อย่างนอกจากอาวุธ” โดยอียูนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดโดยไม่เก็บภาษีนำ เข้า

ข้าวกัมพูชายังสามารถแทรกเข้าไปถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก และรัสเซียอีกด้วย ถึงแม้จะยังมีปริมาณไม่มากก็ตา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มีนาคม 2553 18:49 น

napoleon
March 31st, 2010, 10:20 PM
"ปิโตรนาส" มาเลฯ บ๊ายบาย ปิดปั๊มแห่งสุดท้ายในเขมร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 มีนาคม 2553 03:13 น.


ASTVผู้จัดการรายวัน/พนมเปญโพสต์ - บริษัทปิโตรนาสกัมพูชา บริษัทน้ำมันสัญชาติมาเลเซีย ได้เตรียมปิดปั๊มน้ำมันที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียว เตรียมถอนตัวออกจากกัมพูชาอย่างเงียบๆ ในเดือน เม.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายน้ำมันรายที่สองที่เลิกกิจการออกจากกัมพูชาในช่วง 2-3 ปีนี้ เจ้าหน้าที่ของบริษัทเปิดเผยในวันจันทร์ (29 มี.ค.) ที่ผ่านมา

"เรารู้สึกตกใจอย่างมากเมื่อบริษัทบอกกับพวกเราว่าพวกเขาจะถอนการลงทุนในกัมพูชาในเดือน เม.ย. นี้" พนักงานคนเดิมซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อกล่าวกับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์

ในบันทึกภายในที่ส่งมาจากเจ้าหน้าที่ชาวกัมพูชาทั้งหมด 29 คนของปิโตรนาส ถึงฝ่ายบริหารในเดือน พ.ย. ระบุว่า พวกเขารู้สึกเสียใจที่ได้ยินข่าวการถอนตัวของบริษัท
และยังได้ขอเงินชดเชยคนละ 5,000 ดอลลาร์ นานสูงสุด 6 เดือนตามกฎหมาย เพื่อให้พนักงานสามารถไปเริ่มกิจการขนาดเล็กไว้เลี้ยงชีพ พนักงานบางคนได้กล่าวกับพนมเปญโพสต์ว่า ปิโตรนาสจ่ายเงินให้กับพนักงานบางคน คนละ 1,000 ดอลลาร์ในรูปของเช็ก บางคนได้มากกว่านั้นแต่ก็ยังน้อยกว่าจำนวนที่พนักงานร้องขอ

การถอนตัวของบริษัทปิโตรนาสในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามหลังการถอนกิจการของบริษัทเชลล์ ในปี 2550 หลังจากปิโตรนาสถอนออกไป จะทำให้ในปัจจุบันกัมพูชามีบริษัทตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเหลือ 11 บริษัท

บริษัทน้ำมันจากมาเลเซียเปิดกิจการในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2537 พร้อมกับสถานีจำหน่ายทั้งหมด 19 แห่งและค่อยๆ ยุบลง นอกจากนั้นยังมีกิจการค้าส่งน้ำมันและจัดส่งน้ำมันไปยังโรงไฟฟ้า แต่ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่องจากปริมาณ 10,000 ตันต่อเดือน ในปี 2549 เหลือเพียง 2,000 ตันต่อเดือนในวันนี้ ปิโตรนาสได้ขายทรัพย์สินและใบอนุญาตให้กับบริษัท American Lube Co Ltd ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันในกัมพูชา

ฝ่ายบริหารปิโตรนาสกัมพูชาและบริษัทที่ซื้อใบอนุญาต ยังไม่ได้ออกแถงใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้.

sansano
April 5th, 2010, 10:00 AM
กลุ่มทุนใหญ่ข้างกาย "ฮุนเซน" ขยับโครงการ "ริเวียร่าเอเชีย"


http://pics.manager.co.th/Images/553000004888001.JPEGแผนที่ทำขึ้นใหม่แสดงที่ตั้งหาดสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ ของกัมพูชา กับเกาะรง (หรือเกาะรัง) และ เกาะกง ที่อยู่เหนือขึ้นไป กับฟุก๊วก (Phu Quoc) เกาะใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยของเวียดนามถัดลงไปทางใต้ ทั้งหมดกำลังได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เชื่อมโยงเข้าเป็น "ริเวียร่าแห่งเอเชีย" แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลเทียบชั้นภูเก็ต สมุยและบาหลีในอินโดนีเซีย ตามแผนการพัฒนาตลอดช่วง 10-20 ปีข้างหน้า

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- การพัฒนาโครงการโรงแรมรีสอร์ต กาสิโนและกอล์ฟสุดหรูบนเกาะใหญ่อันดับ 2 ในทะเลอ่าวไทยของกัมพูชาเริ่มขึ้นแล้ว โดยวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา รอยัลกรู๊ป (Royal Group) ของออกญากิตเม้ง (Kith Meng) ได้เซ็นสัญญา มอบให้กลุ่มบริษัทสก๊อตวิลสัน (Scott Wilson Group Plc) สำรวจและศึกษาทางด้านสภาพแวดล้อม ตลอดจนจัดทำบทวิเคาะห์ผลกระทบทางสังคมของโครงการ

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของโครงการพัฒนาเกาะรง (Koh Rong) หรือเกาะรัง ที่อาจจะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ตลอดระยะ 20 ปีข้างหน้า

โรยัลกรู๊ปซึ่งเป็นหุ้นส่วนในธนาคารเอเอ็นแซ็ดกัมพูชา (ANZ Cambodia) และ เป็นผู้ร่วมทุนกับบริษัทจากออสเตรเลียสัมปทานเดินรถไฟในประเทศ ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลตั้งแต่ปี 2550 ให้พัฒนาเกาะรงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อันทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เจ้าสัวกิตเม้งให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดในปี 2552 เชื้อเชิญผู้ลงทุนที่สนใจเข้าร่วมการพัฒนา เกาะท่องเที่ยวใหญ่ที่มีสัญญาเช่ายาวนานถึง 99 ปี เท่ากับที่อังกฤษเช่าเกาะฮ่องกงจากจีน หลังจากนั้นข่าวคราวได้เงียบหายไป เช่นเดียวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในสีหนุวิลล์อีกจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

นอกจากศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ แล้ว กลุ่มสก๊อตวิลสัน ยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พัฒนาถนน บนเกาะ พัฒนาเส้นทางการเดินเรือระหว่างเกาะกับฝั่งและไปยังปลายทางอื่นๆ และสร้างสนามบินอีก 1 แห่ง กับแหล่งบริการเพื่อที่ให้สามารถเริ่มธุรกิจท่องเที่ยวได้ในทันที

บริษัทนี้กล่าวในคำแถลงฉบับหนึ่งว่า ซึ่งเกาะรงอยู่ห่างจากสิงคโปร์กับฮ่องกงเพียง 3 ชั่วโมง กำลังจะเป็น "ริเวียร่าแห่งเอเชีย" ถัดจากเก่าภูเก็ต กับสมุยของไทย และ บาหลีในอินโดนีเซีย

เกาะรงอยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 30 นาทีบนเรือโดยสาร มีพื้นที่ราว 80 ตารางกิโลเมตรประชากรราว 1,500 คน อาศัยตามหมู่บ้านชาวประมง

ที่นั่นรู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวเผชิญภัยมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ ทศวรรษที่ 1970 เป็นแหล่งของหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสปานกระจกเงา ปะการังมีสภาพสมบูรณ์พร้อมความหลากหลายทางชีวะนานาพันธุ์ใต้ผืนน้ำ ป่าโกงกางเขียวชอุ่ม ต้องขอบคุณสงครามยาวนานในกัมพูชาที่ช่วยรักษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดีตลอด 3 ทศวรรษ


http://pics.manager.co.th/Images/553000004888002.JPEGภาพถ่ายดาวเทียมของกูเกิ้ลเอิร์ธ แสดงที่ตั้งเกาะรง (หรือเกาะรัง) เกาะใหญ่อันดับ 2 ของกัมพูชาในอ่าวสีหนุวิลล์ ซึ่งรอยัลกรู๊ป (Royal Group) กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลฮุนเซนได้รับสัมปทาน 99 ปี พัฒนาขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ "ริเวียร่าแห่งเอเชีย"
ปัจจุบันที่นั่นเป็นแหล่งตกปลายอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของนักเย่อจากทั่ว โลก ไม่แพ้ทะเลเกาะกง

กลุ่มสก๊อตวิลสันระบุในคำแถลงว่า เกาะรงจะถูกพัฒนาให้เป็น "สวรรค์ตลอดกาล" (Forever Paradise) เป็นเกาะท่องเที่ยวแห่งแรกในเอเชียที่มีการวางแผนอนุรักษ์สภาพแวดล้อมโดย สมบูรณ์ เป็นรีสอร์ตระดับท็อปเอ็นด์

"เรื่องราวของเกาะรงจะคล้ายๆ กับสมุยกับภูเก็ตเมื่อ 30ปีก่อน" เดวิด สิมิสเตอร์ (David Simister) ประธานบริษัทซีบีอาร์อีประเทศไทย (CBRE Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและเป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวของโครงการนี้กล่าว

อย่างไรก็ตามมองในภาพรวมเกาะรงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนการที่ใหญ่กว่า ในการพัฒนาชายทะเลอ่าวไทยของกัมพูชาที่สีหนุวิลล์ให้เป็น "พัทยาแห่งที่สอง" อันหมายถึงการเป็นปลายทางของคาราวานและขบวนของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก.


สีหนุวิลล์กับเกาะใหญ่น้อยตามชายฝั่งยังมีอะไรมากมายให้สำรวจ

http://pics.manager.co.th/Images/553000004888003.JPEG

http://pics.manager.co.th/Images/553000004888004.JPEG


http://pics.manager.co.th/Images/553000004888005.JPEG

http://pics.manager.co.th/Images/553000004888006.JPEG

http://pics.manager.co.th/Images/553000004888007.JPEG
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2553 10:55 น.

sansano
April 5th, 2010, 05:49 PM
เขมรให้ต่างชาติเป็นเจ้าของคอนโด ฟื้นอสังหาฯ เน่า

http://pics.manager.co.th/Images/553000005038701.JPEG
ช่วยๆ กัน-- ภาพเอเอฟพีถ่ายวันที่ 5 เม.ย.2553 อาคารที่กำลังก่อสร้างในกรุงพนมเปญ หลายโครงการได้หยุดชงักลงเมื่อปีที่แล้ว อันเป็นผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐสภากัมพูชาเพิ่งผ่านกฏหมายฉบับหนึ่งให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของที่อยู่ อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมหรืออะพาร์ทเม้นต์ได้ โดยไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน อันเป็นมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพยน์ที่ซบเซา.

เอเอฟพี (พนมเปญ)- รัฐสภากัมพูชาได้อนุมัติกฎหมายในวันนี้ (5 เม.ย.) ให้ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เช่น อะพาร์ทเมนต์และอาคารสำนักงานได้ ตามเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อทรัพย์สินที่ปล่อยให้เช่า เช่นอาคารและอะพาร์ทเมนต์ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินในอาคารเหล่านั้น ได้ผ่านมติสภาทั้งหมด 85 เสียงจาก 96 เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมประชุมลงคะแนนในวันจันทร์ (5 เม.ย.) นี้

นายอิมชุนลิม (Im Chhun Lim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการที่ดิน บอกรัฐสภาว่ากฎหมายจะกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาและนำมาซึ่งการลง ทุนจากต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น และกฎหมายจะมีผลหลังจากการอนุมัติจากวุฒิสภากัมพูชาและจากสมเด็จพระนโรดมยุว นาถสีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงลงพระปรมาภิไธย

ภายใต้กฎระเบียบเดิม การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติสามารถกระทำผ่านชื่อของผู้ที่มี สัญชาติกัมพูชาและชาวต่างชาติหลายคนไม่อยากเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินของ พวกเขาให้กับหุ้นส่วนที่เป็นชาวท้องถิ่นเหล่านี้

อย่างไรก็ตามได้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในปี 2548 เพื่ออนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของอาคารชุดได้ แต่กลับไม่มีการนำกฎหมายฉบับนั้นออกประกาศใช้

แม้จะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ แต่โครงการก่อสร้างอาคารและตึกระฟ้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กลับเฟื่องฟู อย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในกรุงพนมเปญ

แต่หลายโครงการได้หยุดหรือชะลอตัวลงเนื่องจากกัมพูชาได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงจากวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศได้เติบโตกว่า 10% จากการส่งออกสิ่งทอและรายได้จากการท่องเที่ยว.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2553 22:15 น.

Omegadestiny
April 12th, 2010, 12:33 AM
ว้าวฯ กัมพูชา มีบอร์ดส่วนตัวเเล้วนะ ทุกท่าน
:cheers:

trewut
April 12th, 2010, 05:44 AM
ว้าวฯ กัมพูชา มีบอร์ดส่วนตัวเเล้วนะ ทุกท่าน
:cheers:

อยากให้มีบอร์ดลาวด้วยจักเถื่อ :cheers:

sansano
April 20th, 2010, 01:13 PM
ปลาเขมรเนื้อหวาน ต่างชาติขยับเข้าลงทุนส่งออก

http://pics.manager.co.th/Images/553000005720701.JPEGภาพถ่ายวันที่ 24 พ.ย.2552 แม่ค้าปลากำลังกุลีกุจอชั่งปลาสดให้ลูกค้าในตลาดเมืองเกาะกง กัมพูชาเป็นแหล่งผลิตปลาสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปลาน้ำจืดที่ยังมีมากมายในแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะที่การประมงทางทะเลกำลังรอการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาขึ้นมาแข่งกับ เพื่อนบ้าน ปัจจุบันธุรกิจผลิตปลาส่งออกกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์--- เพิ่งจะมีการเปิดเผยขอมูลว่า ในแต่ละปีไทยกับเวียดนามนำเข้าปลาแช่แข็งจากกัมพูชาปริมาณมหาศาล แต่ตลาดก็กำลังขยายออกไปอย่างกว้าง และบริษัทต่างชาติเริ่มเข้าไปทำกำไรจากการส่งออก

ตามตัวเลขของกระทรวงเกษตรกัมพูชา ปีที่แล้วมีการส่งออกปลาถึง 30,000 ตัน มูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2551 ที่ส่งออกปลาสด 20,000 ตันกับปลาแปรรูป 10,000 ตัน เพิ่มขึ้นราว 5,000 ตันจากปี 2550 ปริมาณส่งออกปีที่แล้วไม่ได้ลดลง แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างหนักก็ตาม

"เราก็ไม่ได้คิดว่าจะส่งออกมากมายขนาดนั้น เพระว่ายังจะต้องเหลือให้พอบริโภคภายในประเทศด้วย" หนังสือพิมพ์ในกัมพูชาอ้างคำสัมภาษณ์ของนายซัมนอว์ (Sam Nav) รองอธิบดีกรมประมง

ปี 2552 ทั่วกัมพูชาจับปลาได้ราว 465,000 ตัน เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ในนั้น 390,000 ตันเป็นปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า โตนเลสาบ (Tonle Sap) ทะเลสาบใหญ่ใจกลางประเทศเป็นแหล่งปลาที่อุดมสมบูรณ์ แม้ว่าปริมาณจะลดลงในช่วงปีหลังๆ นี้เนื่องจากจับกันมาก


http://pics.manager.co.th/Images/553000005720702.JPEGภาพถ่ายวันที่ 24 พ.ย.2552 แม่ค้าสาวกำลังจัดแจงกับปลาขณะรอลูกค้าภายในตลาดสดเกาะกง กัมพูชาเป็นแหล่งผลิตปลาน้ำจืดที่สำคัญ ในขณะที่การเพาะเลี้ยงยังไม่แพร่หลายและการประมงน้ำเค็มยังล้าหลัง ปัจจุบันธุรกิจผลิตปลาส่งออกกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน

กัมพูชาเป็นแหล่งผลิตปลาช่อนทะเล ปลาพระพง กุ้งลอบสเตอร์ ปูและกุ้งทะเล ตลาดส่งออกมีตั้งแต่ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม ลูกค้าสองรายหลังนี้ต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กัมพูชาผลิตได้ไม่พอ

ความต้องการของตลาดที่สูงขึ้นได้ทำให้บริษัทต่างชาติหลายแห่งเข้าไป ปักหลักในสีหนุวิลล์ เมืองท่าเรือและท่าแพปลาใหญ่ที่สุด สร้างห้องเย็นผลิตปลาแช่แข็งและแปรรูปสำหรับส่งออก

บริษัทแคนาเดียนนอทิสโก (Canadian Nautisco Seafood Manufacturing) เป็นรายล่าสุดที่เข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการผลิตและส่งออกปลากับอาหารทะเล บริษัทนี้ลงทุนราว 4 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานขึ้นในสีหนุวิลล์โดยเล็งไปยังตลาดแคนาดา ยุโรปตะวันออก ญี่ปุ่น รัสเซีย รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ตามบริษัทจากแคนาดาผลิตกุ้งแช่แข็งได้เพียง 500 ตันต่อเดือนเท่านั้น ที่เหลือล้วนเป็นผู้ผลิตส่งออกรายเล็ก โอกาสสำหรับการลงทุนเรื่องนี้จึงมีอีกมาก สื่อในกัมพูชากล่าว.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2553 12:01 น.

sansano
April 20th, 2010, 01:24 PM
เวียดนามฮุบตลาดเขมร $2 พันล้าน จัดงานถี่ยิบสินค้าไทยตกแผง


http://pics.manager.co.th/Images/553000005720901.JPEGภาพถ่ายวันที่ 23 พ.ย.2552 นักท่องเที่ยวจากเวียดนามกำลังชมกระเป๋าถือหลากสีหลากดีไซน์อย่างใจจดใจจ่อ ที่ร้านค้าบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด สินค้าไทยเป็นสินค้าคุณภาพเยี่ยมในเวียดนาม แต่ในขณะเดียวกันสินค้าจากเวียดนาม ก็กำลังเข้าครองตลาดแทนสินค้าไทยในกัมพูชา ด้วยสาเหตุที่หลากหลาย

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- ในที่สุดสินค้าโภคภัณฑ์จากเวียดนามก็เข้าแทนที่สินค้าไทยอย่างสมบูรณ์ตามคาด สองฝ่ายเชื่อว่ามูลค่าการค้าขายในปี 2553 จะทะลุเป้า 2,000 ล้านดอลลาร์ มีการประกาศเรื่องนี้ในงานแสดงสินค้าเวียดนาม ที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญ ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

เป็นการแสดงสินค้าเวียดนามครั้งที่ 9 ในประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดผู้บริโภค 14 ล้านคน ที่ยังมีรายได้ต่ำ แต่นิยมสินค้าที่คุณภาพยอมรับได้และราคาถูก

งานแสดงสินค้าครั้งล่าสุด "ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมกิจกรรมทางการค้าเท่านั้น หากยังเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ จากเวียดนามได้แสดงสินค้าคุณภาพและการมีฐานะอันมั่นคงในตลาดประเทศเพื่อน บ้าน" สำนักข่าววีเอ็นเอของทางการเวียดนามกล่าว

นายหวูกิมแฮง (Vu Kim Hanh) ประธานศูนย์ศึกษาและให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจเวียดนามบอกกับวีเอ็นเอว่า ปีนี้มีธุรกิจและผู้ผลิต ผู้ค้าจากเวียดนามเข้าร่วม มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เวียดนามจัดแสดงสินค้าถี่ๆ ปีละ 2-3 ครั้ง นอกจากกรุงพนมเปญแล้วยังขยายไปสู่เมืองใหญ่ใกล้ชายแดนไทย เช่น พระตะบองกับเสียมราฐด้วย และทุกครั้งจะไปพร้อมกับการแสดงทางวัฒนธรรม และ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งตรวจรักษาโรคฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่สินค้าจากเวียดนาม

นอกจากสินค้าประเภทอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนแล้ว ปัจจุบันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเวียดนามก็ได้รับ ความนิมมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถเข้าแทนที่สินค้าที่ผลิตจากจีนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะสินค้าคุณภาพ ขณะที่มีภาพรวมอยู่ว่า สินค้าจากจีนคุณภาพต่ำ ราคาถูกกว่าเพียงเล็กน้อย สินค้าไทยคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคาแพง

ตามรายของสื่อในกัมพูชาในปัจจุบันอุปกรณ์ก่อสร้าง อุปกรณ์ตบแต่งบ้านจากเวียดนาม รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับงานฝ้าเพดาน อุปกรณ์มุงหลังคา ปูพื้นและผนัง ตลอดจนสุขภัณฑ์ ผลิตจากเวียดนามได้เข้าแทนที่สินค้าผลิตจากจีนและไทยอย่างสมบูรณ์

เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อมูลของผู้ค้าทางฝั่งไทย ในจังหวัดชายแดนติดกับกัมพูชา

"ดูที่บ้านเราตอนนี้อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์จากเวียดนาม หาได้ในร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างเกือบจะทุกแห่ง เกือบจะทุกจังหวัด คุณภาพพอยอมรับได้แต่ราคาถูกกว่าของไทย" ผู้ค้าและส่งออกที่ท่าเรือเอกชนใหญ่ที่สุดใน จ.ตราด บอกกับ "ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์" ปลายเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

"สำหรับเสื้อผ้า ซึ่งไทยผลิตได้คุณภาพดีที่สุด ดีไซน์สวยงามที่สุด เป็นที่นิยมของชาวกัมพูชา แต่ต้องยอมรับว่าเราได้สูญเสียตลาดให้แก่เวียดนามไปแล้ว" ผู้ส่งออกที่ไม่ประสงค์จะให้ระบุชื่อกล่าว

นายเยียวกิมเฮียน (Yeav Kim Hean) ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์สถานทูตกัมพูชาประจำกรุงฮานอย บอกกับวีเอ็นเอว่า "ขณะนี้เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ผลิตสินค้าในเวียดนาม ในขณะที่ชาวกัมพูชากำลังเปลี่ยนความนิยมจากสินค้าไทย"

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่กรณีพิพาทชายแดนด้านปราสาทพระวิหารปะทุขึ้นมา กัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการรณรงค์ไม่ใช้ ไม่ซื้อสินค้าและบริการจากประเทศไทย และบรรยากาศเช่นนี้ไม่เอื้ออำนวยให้กับงานแสดงสินค้าไทยในกรุงพนมเปญ ซึ่งทำให้ต้องงดจัดมาอย่างน้อย 3 งานตั้งแต่นั้น

http://pics.manager.co.th/Images/553000005720902.JPEG
ภาพถ่ายวันที่ 23 พ.ย.2552 คนงานที่ท่าเรือ ส.กฤตะวัณ ท่าเรือเอกชนใหญ่ที่สุดที่ชายแดน จ.ตราด กำลังขนหีบห่อบรรจุสินค้าลงเรือ เตรียมส่งไปยังลูกค้าในกัมพูชาที่ จ.เกาะกง ผู้ค้าที่นั่นกล่าวว่าไทยได้สูญตลาดกัมพูชาไปแล้วหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูง มีเพียงสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันเท่านั้นทียังมีการสั่งซื้อสม่ำเสมอ
ตามตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมการค้าเวียดนาม (Vietnam Trade Promotion Agency) ในช่วง 3 ปีมานี้สินค้าเวียดนาม สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาเพิ่มขึ้นถึง 40% โดยอาหารทะเล อุปกรณ์กับเครื่องมือก่อสร้าง และอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้น 67-80% ในช่วงเดียวกันนี้

สินค้าส่งออกที่ขายดีมากยังรวมทั้งบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งได้เข้าแทนที่บะหมี่จากไทยอย่างสมบูรณ์แม้ว่าผู้บริโภคจะบอกว่า ไม่คุ้นและไม่อร่อยเท่ากับของไทยก็ตาม

ความขัดแย้งชายแดนที่กลายเป็นการเผชิญหน้าทางทหารในปี 2551 ได้ทำให้ผู้ผลิตบะหมี่ยี่ห้อไทยรายหนึ่งในกรุงพนมเปญต้องเปลี่ยนชื่อ และ ภัตตาคารอาหารไทยยอดนิยมแห่งหนึ่งในเมืองหลวงต้องปลดป้ายลง เปลี่ยนชื่อใหม่เช่นกัน

สินค้าเวียดนามที่ขายดีในกัมพูชายังประกอบด้วยเครื่องใช้พลาสติก บุหรี่ ขนมขบเคี้ยว เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลไม้สดและแปรรูป เหล็กก่อสร้าง เครื่องมือการเกษตร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ขณะเดียวกันเวียดนามได้นำเข้าวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้า อะไหล่รถยนต์เก่า สินค้าจากไม้ และยางพารา จากกัมพูชา

ตามตัวเลขของฝ่ายเวียดนาม ปี 2552 มูลค่าการค้ากัมพูชา-เวียดนามพุ่งขึ้นเป็น 1,600 ล้านดอลลาร์ จาก 1,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2551

ยังไม่มีตัวเลขที่เป็นปัจจุบัน แต่สถิติของกรมศุลกากรไทยระบุว่า ห้าเดือนแรกของปี 2552 การค้าขายกัมพูชา-ไทย มีมูลค่ารวม 633.17 ล้านดอลลาร์ ลดลง 31% จาก 922.89 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปี 2551

กัมพูชาซื้อสินค้าจากไทยรวมมูลค่า 614 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องสำอาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชาเพียง 18.9 ล้านดอลลาร์ เป็นผลผลิตการเกษตร เสื้อผ้าใช้แล้ว เศษเหล็กกับปลาแห้ง

นางจิระนัน วงศ์มงคล ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญคาดว่า การค้าสองฝ่ายตลอดปี 2552 อาจจะลดลงถึง 40% เป็นประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ จาก 2,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2551 แต่ก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก มากกว่าความสัมพั

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2553 12:39 น.

napoleon
April 27th, 2010, 11:24 AM
กัมพูชายกเลิกกฎหมายห้ามชาวเกาหลีใต้แต่งงานกับหญิงเขมร

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:55:18 น. มติชนออนไลน์


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ว่า กัมพูชาได้ยกเลิกกฎหมายห้ามชาวเกาหลีใต้แต่งงานกับหญิงกัมพูชาแล้ว ภายหลังได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อต่อสู้กับการลักลอบค้ามนุษย์ ด้วยการแต่งงานหลอก ๆ โดยมีกฎเกณฑ์บังคับต่าง ๆ รวมทั้งข้อกำหนดชาวเกาหลีใต้และหญิงกัมพูชาที่แต่งงานกันต้องใช้ชีวิตแต่งงานที่แท้จริงร่วมกันด้วย

การยกเลิกนี้มีขึ้นหลังจากกัมพูชาเพิ่งตัดสินคดีจำคุก 10 ปีนักจับคู่รายหนึ่งฐานนำผู้หญิงกัมพูชา 25 คน ออกนอกประเทศ เพื่อเป็นนายหน้าติดต่อหาคู่กับให้ผู้ชายเกาหลีใต้ ท่ามกลางรายงานว่า มีผู้หญิงกัมพูชาจำนวนมากถูกสามีชาวเกาหลีใต้ทำร้ายร่างกาย ขณะที่ผู้จัดหาผู้หญิงกัมพูชามักจะได้เงินค่าตอบแทนเป็นกำไรอย่างงาม



ทั้งนี้ ตามสถิติระบุว่า จำนวนผู้หญิงกัมพูชาที่แต่งงานกับชาวเกาหลีใต้ได้เพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าจาก 551 ราย ในปี 2008 เป็น 1,372 รายเมื่อปีที่แล้ว

sansano
May 3rd, 2010, 03:28 AM
ปีนี้เขมรจัดแรกนาที่ปราสาทบายน พระโคเสวยถั่ว-ข้าวโพดเหมือนเดิม

http://pics.manager.co.th/Images/553000006439701.JPEG
เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2510 ที่กัมพูชาจัดพิธีแรกนาขึ้นที่เสียมราฐ แต่พระโคก็ยังเสวยถั่วกับขาวโพดเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าคำทำนายแตกต่างกัน

ASTVผู้จัดการรายวัน-- กัมพูชาจัดพิธีแรกนาขึ้นที่ "ลานคชสาร" (Lean Chul Damrei) ภายในบริเวณปราสาทบายนวันอาทิตย์ (2 พ.ค.) ทีผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่จัดพิธีนี้ขึ้นในเสียมราช ในขณะที่โหรหลวงพยากรณ์ว่าปีนี้ พืชผลจะได้ผลดี

สมเด็จพระบรมนาถสีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีที่จัดขึ้นใกล้กับปราสาทนครวัดครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2510 ในยุคที่ สมเด็จนโรดมสีหนุทรงเป็นพระมหาอุปราช

โดยปรกติทุกปีพิธีแรกนาจะจัดขึ้นบริเวณ "ลานพระเมร" ที่หน้าพระบรมมหาราชวังในกรุงพนมเปญ เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่ามีปีนี้มีหลายเหตุการณ์บรรจบกันพอดีที่เสียมราฐ เช่นเทศกาลการท่องเที่ยวพระพุทธศาสนา ในช่วงเทศกาลวิสาขะบูชา ในบริเวณปราสาทบายน ระหว่างวันที่ 27-29 เม.ย.ที่ผ่านมา และงานท่องเที่ยวนครวัดที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

เทศกาลวิสาขะบูชาในกัมพูชากับพม่า จะมีก่อนในประเทศไทยประมาณ 1 เดือน ขณะที่ชาวพุทธในเวียดนามฉลองเทศกาลนี้พร้อมชาวพุทธในประเทศไทย

พิธีแรกนาจัดขึ้นโดยมีทูตานุทูตเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งเฮงสัมริน ประธานรัฐสภา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอีกหลายคน ท่ามกลางนักท่องเที่ยวราว 100,000 จากทุกสารทิศที่มุ่งไปยังปราสาทนครวัด

ปีนี้พระโคเสวยถั่วกับข้าวโพด โดยไม่สนใจกระยาหารที่จัดไว้ในอีก 5 ถาด คือ ข้าว หญ้า งา สุราและน้ำ ซึ่งทำให้ นายกองแกง โหรหลวง ประกาศว่าปีนี้พืชผลต่างๆ จะได้ผลดีมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสองสิ่งที่พระโคเสวย

พึงสังเกตว่าปีนี้พระโคยังเสวยถั่วกับข้าวโพดเช่นเดียวกับปีที่แล้ว แต่คำทำนายเมื่อปีที่แล้วกลับเป็นว่า การทำนาจะได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ขณะที่ถั่วกับข้าวโพดที่พระโคเสวยจะได้ผลดี

อย่างไรก็ตามปี 2552 กัมพูชาสามารถรอดพ้นจากภัยพายุเกดสะหนาได้ และ ผลิตข้าวได้ถึง 7.3 ล้านตัน ซึงทำให้นายกรัฐมนตีกัมพูชาประกาศว่าจะมีเหลือส่งออกถึง 3.5 ล้านตันข้าวเปลือก.


Accompanying Photos Courtesy of the Deum Ampil



http://pics.manager.co.th/Images/553000006439702.JPEGพญาแรกนา



http://pics.manager.co.th/Images/553000006439703.JPEGเทวีแรกนา


http://pics.manager.co.th/Images/553000006439704.JPEG
"เขมรมุง" กำลังควบพาหนะไปยังปราสาทบายน ในเขตโบราณสถานนครธม ซึ่งกำลังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวต่อเนื่อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2553 01:09 น.

napoleon
May 13th, 2010, 01:16 PM
ร้อนจัดพนมเปญต้องหมุนเวียนดับไฟครั้งละ 1-2 ชั่วโมง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 พฤษภาคม 2553 23:28 น.


ASTVผู้จัดการรายวัน -- ทางการกรุงพนมเปญต้องดับไฟเป็นช่วงๆ ในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นและยังผลิตได้ไม่พอ ซึ่งทำให้เมืองหลวงยิ่งร้อนระอุ

หนังสือพิมพ์แคมโบเดียเดลี อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ากัมพูชา (Electricite Du Cambodge) ว่า อากาศที่ร้อนจัดทำให้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นถึง 10% ซึ่งเกินความสามารถที่ผลิตได้ ทำให้เครื่องปั่นไฟเสียหาย เนื่องจากใช้งานเกินกำลัง จึงต้องหมุนเวียนดับไฟตามเขตต่างๆ คราวละ 1 หรือ 2 ชั่วโมงในแต่ละวัน

เจ้าหน้าที่คนเดียวกัน กล่าวว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าในพนมเปญต้องการไฟฟ้า 270 เมกะวัตต์ แต่ EDC ผลิตได้เพียง 240 เมกะวัตต์ เท่านั้น สำนักข่าวซินหัวของจีนกล่าว

นายแก้ว รัตนาค ผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้า กล่าวว่า มีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟฟ้าไม่พอใช้ รวมทั้งการสร้างถนนหนทาง การซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เพื่อเตรียมรับฤดูฝน ซึ่งล้วนทำให้ต้องการไฟฟ้ามากกว่าปกติ

นายอูม รีนา รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรแหล่งน้ำ กล่าวว่า เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ อากาศร้อนวิกฤตมาก ใน จ.พระตะบอง และเสียมราฐ อุณหภูมิสูงเฉลี่ย 41 องศาเซลเซียส มาตั้งแต่สิ้นเดือน เม.ย.

ขณะที่ เสียมราฐ พระตะบอง และ ศรีโสภณ ใช้ไฟฟ้าที่ซื้อจากไทย ผ่านสายส่งจาก จ.สระแก้ว ในกรุงพนมเปญกลับใช้ไฟฟ้าที่ผลิตโดยเครื่องปั่นไฟพลังงานดีเซล ของบริษัทจากมาเลเซีย และยังผลิตได้ไม่พอกับความต้องการ

ในกัมพูชากำลังมีการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างน้อย 5 แห่ง เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว หน่วยปั่นไฟหน่วยแรกของเขื่อนกำจาย (Kamchay) จาก ใน จ.กัมโป้ต (Kampot) ทั้งหมด 5 หน่วย เริ่มเดินเครื่องแล้ว แต่ก็พอใช้แค่ในจังหวัดภาคใต้

เขื่อนอีก 2 แห่งในเขตป่าสงวนทางตะวันตกกรุงพนมเปญ ซึ่งมีกำลังปั่นไฟรวมกันกว่า 400 เมกะวัตต์ จะส่งไฟฟ้าไปยังเมืองหลวงได้ในปี 2555

napoleon
May 23rd, 2010, 09:13 PM
ต่างชาติ เที่ยวกัมพูชาเพิ่ม 10.55 %

Thannews 23/05/2010


กระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชารายงาน ในช่วง 4เดือนแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเยือนกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.55 เป็นจำนวน 884,657 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันกับปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 800,243 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวจาก จากเวียตนามมากที่สุดเป็นออันดับ 1 และจาก เกาหลีใต้เป็นอันดับ 2 โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.39 และ 31.81 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2009 ส่วนนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.25 มากเป็นอันดับ 3

napoleon
May 24th, 2010, 08:02 PM
Samart seeking partner for Cambodia air-traffic venture Burma and Laos expansion targets

Bangkokpost Published: 24/05/2010 at 12:00 AM


Samart Corporation, the country's leading communications equipment firm, is in negotiations with a few prospective foreign partners for a joint venture in its air traffic management services in Cambodia.


Foreign shareholding in CATS would be capped at 40%, says Mr Watchai.
The strategic move is in preparation for listing its Cambodia Air Traffic Services (CATS) Co on the local stock market to raise capital by the end of this year.

The wholly owned subsidiary of Samart is also moving aggressively to expand its air traffic control services into Burma and Laos this year to increase overseas revenue.

Watchai Vilailuck, the president of Samart Corp, said three to four potential air traffic management companies in Europe have expressed interests to purchase shares in CATS for a partnership. He declined to specify names but said the firms are the world's leading business scale.

"A conclusion is expected to be settled soon. We would limit the maximum foreign shareholding at 40% in CATS," he said in an interview.

Mr Watchai said seeking a strategic partner was primarily intended to further expand business into other countries and develop business portfolio.

Listing CATS on the fledgling Cambodian stock exchange, meanwhile, is aimed at increasing liquidity, broadening service availability in the market and enhancing its financial standing. It also gives investors in Cambodia an opportunity to acquire shares in the company.

The proceeds from the listing would be used for business expansion and development, he added.

Mr Watchai said air traffic control service was a cash cow for Samart, thanks to its sustainable long-term growth in revenue and profit.

The company had already reached the break-even point after a one-time investment of $30 million during the startup, he added.

CATS was granted an exclusive 32-year licence by the Cambodia government under a build-operate-transfer agreement to develop and operate the entire civil air traffic control and navigation system in Cambodia.

CATS posted $3 million in net profit in 2009. The company earned US$23.07 million in revenue last year, compared with $12.6 million in the first year of its licence in 2002. Its first-quarter revenue this year was $6.27 million.

The company managed 47,476 flights last year, compared with 31,425 flights in 2002. The flight number in the first quarter of this year totalled 12,724.

Mr Watchai said CATS expected revenue to grow by 10% this year, thanks to a recovering global economy and a surge in tourist numbers in Cambodia.

The company is spending $7 million to expand its radar system and navigation platform in Sihanu city to broaden its service network.

CATS now operates air traffic control services at domestic and international airports in eight cities in Cambodia.

"We are looking to expand our air traffic control service in other countries in Indochina to increase revenue from overseas businesses," Mr Watchai said.

napoleon
June 12th, 2010, 07:47 PM
พื้นที่รับน้ำชลประทานกัมพูชาเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

Thannews วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010 เวลา 19:33 น.


Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 กระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยากัมพูชา (Ministry of Water Resources and Meteorology ) รายงาน ว่า พื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับน้ำจากกิจการชลประทานในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวภานในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยในปี 2008 มีพื้นที่รับน้ำชลประทานจำนวนถึง 827,373 เฮกตาร์ จากจำนวนพื้นที่ 428,480 เฮกตาร์ ในปี 2000 และคาดการณ์ว่า พื้นที่รับน้ำชลประทานทั่วประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ 1.12 ล้านเฮกตาร์ รายงานระบุด้วยว่า การขยายเครือข่ายชลประทานช่วยขยายพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งในปี 2008 มีพื้นที่ใช้ปลูกข้าว ร้อยละ 31.63 จากพื้นที่ 2.6 ล้านเฮกตาร์ ขณะในปี 2000 มีพื้นที่ปลูกข้าวเพียง ร้อยละ18 จากพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2.3 ล้านเฮกตาร์ กัมพูชาเป็นประเทศกสิกรรม ร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด 14 ล้านคน เป็นชาวนา และกัมพูชากำลังส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศ

พร้อมตั้งความหวังจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปีที่แล้ว กัมพูชาผลิตข้าวได้จำนวนกว่า 7 ล้านตัน และเตรียมส่งผลผลิตประมาณครึ่งหนึ่งไปยังตลาดโลก กระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยากัมพูชา (Ministry of Water Resources and Meteorology ) รายงาน ว่า พื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับน้ำจากกิจการชลประทานในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวภานในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยในปี 2008 มีพื้นที่รับน้ำชลประทานจำนวนถึง 827,373 เฮกตาร์ จากจำนวนพื้นที่ 428,480 เฮกตาร์ ในปี 2000 และคาดการณ์ว่า พื้นที่รับน้ำชลประทานทั่วประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ 1.12 ล้านเฮกตาร์ รายงานระบุด้วยว่า การขยายเครือข่ายชลประทานช่วยขยายพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งในปี 2008 มีพื้นที่ใช้ปลูกข้าว ร้อยละ 31.63 จากพื้นที่ 2.6 ล้านเฮกตาร์ ขณะในปี 2000 มีพื้นที่ปลูกข้าวเพียง ร้อยละ18 จากพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2.3 ล้านเฮกตาร์ กัมพูชาเป็นประเทศกสิกรรม ร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด 14 ล้านคน เป็นชาวนา และกัมพูชากำลังส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศ พร้อมตั้งความหวังจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปีที่แล้ว กัมพูชาผลิตข้าวได้จำนวนกว่า 7 ล้านตัน และเตรียมส่งผลผลิตประมาณครึ่งหนึ่งไปยังตลาดโลก /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt; mso-para-margin:0in; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;}

กระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยากัมพูชา (Ministry of Water Resources and Meteorology ) รายงาน ว่า พื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับน้ำจากกิจการชลประทานในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวภานในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยในปี 2008 มีพื้นที่รับน้ำชลประทานจำนวนถึง 827,373 เฮกตาร์ จากจำนวนพื้นที่ 428,480 เฮกตาร์ ในปี 2000 และคาดการณ์ว่า พื้นที่รับน้ำชลประทานทั่วประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ 1.12 ล้านเฮกตาร์ รายงานระบุด้วยว่า การขยายเครือข่ายชลประทานช่วยขยายพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งในปี 2008 มีพื้นที่ใช้ปลูกข้าว ร้อยละ 31.63 จากพื้นที่ 2.6 ล้านเฮกตาร์ ขณะในปี 2000 มีพื้นที่ปลูกข้าวเพียง ร้อยละ18 จากพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2.3 ล้านเฮกตาร์

กัมพูชาเป็นประเทศกสิกรรม ร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด 14 ล้านคน เป็นชาวนา และกัมพูชากำลังส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศ พร้อมตั้งความหวังจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปีที่แล้ว กัมพูชาผลิตข้าวได้จำนวนกว่า 7 ล้านตัน และเตรียมส่งผลผลิตประมาณครึ่งหนึ่งไปยังตลาดโลก

Home Hug
June 16th, 2010, 04:40 AM
พนมเปญวันนี้

http://farm4.static.flickr.com/3316/4603782361_5f3d036d11_b.jpg

http://farm3.static.flickr.com/2783/4533478352_8237551d84_b.jpg

http://farm2.static.flickr.com/1371/4596878211_f3b2f5d657_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4006/4597490020_bc5756ea97_b.jpg

http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=202307.0

Home Hug
June 16th, 2010, 04:42 AM
ต่อ

http://farm3.static.flickr.com/2564/3898183054_687e228a22_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4048/4611836246_c9590463b2_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4068/4611219099_3a01c18b96_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4033/4611239469_14a7a74dc6_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4007/4632258220_8ab1ea47c7_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4010/4631647799_97da48db57_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4001/4631655627_d341289f3c_b.jpg

Home Hug
June 16th, 2010, 04:45 AM
มีอีก

http://farm5.static.flickr.com/4048/4629011276_71b7b8afb1_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4043/4542353489_c32c79a0bc_b.jpg

http://farm3.static.flickr.com/2431/4062972504_d9b31ab646_b.jpg

http://farm3.static.flickr.com/2717/4537395660_b0b754611d_b.jpg

http://farm5.static.flickr.com/4004/4590523619_4886dc7db7_o.jpg

http://farm4.static.flickr.com/3559/3434377687_25cd62e3cf_b.jpg

Home Hug
June 16th, 2010, 04:47 AM
มีอีกครับ สุดท้ายแล้ว

http://farm3.static.flickr.com/2445/3937858168_b7379d4103_b.jpg

http://farm4.static.flickr.com/3308/4589112637_3370dd593b_b.jpg

http://farm3.static.flickr.com/2705/4311048817_3d9f50c09e_b.jpg

http://farm3.static.flickr.com/2737/4168870039_3002c07c6a_b.jpg

Goddess
June 16th, 2010, 09:12 AM
ชอบฟุตบาทเค้าจังกว้างขวางน่าเดินดี

napoleon
June 23rd, 2010, 10:18 PM
ญี่ปุ่นทุ่มกว่า 4 พันล้านหนุนกัมพูชาสร้างสะพานข้ามโขง

Posttoday 23 มิถุนายน 2553 เวลา 18:38 น.


กัมพูชาย้ำเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศในภูมิภาค ไม่เพียงแต่กัมพูชาเท่านั้น


สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานวันนี้ (23 มิ.ย.) ว่า ทางการญี่ปุ่นตกลงเซ็นสัญญาข้อตกลงที่จะให้เงินช่วยเหลือมูลค่าราว 131 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,241 ล้านบาท) กับทางรัฐบาลกัมพูชา เพื่อใช้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ซึ่งตามรายงานระบุว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ยาวที่สุด อีกทั้งยังจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งหลักภายในภูมิภาคอีกด้วย

โครงสร้างของสะพานดังกล่าวซึ่งข้ามจากเมืองนึกเลือง (Neak Leoung) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยคาดว่าการก่อส้างจะเริ่มต้นในอีกไม่ช้านี้ เพื่อที่จะให้ทันกับกำหนดการที่จะแล้วเสร็จในปี 2558

มาซะฟูมิ คูโรกิ ทูตญี่ปุ่นกล่าวกับผู้สื่อข่าวในระหว่างการเช็นสัญญาข้อตกลงดังกล่าวว่า สะพานแห่งนี้จะเป็นทางขนถ่ายผู้คนและสินค้าเข้ามายังกัมพูชา และพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาค

ทั้งนี้ กัมพูชากำลังระดมก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ภายใต้ความช่วยเหลือจากทางผู้บริจาคเงินช่วยเหลือจากต่างชาติปัจจุบันนักเดินทางจะต้องใช้เรือข้ามฝาก เพื่อข้ามแม่น้ำไปยังเมืองนึกเลือง

ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชากล่าวว่า สะพานดังกดล่าวจะเป็นสิ่งอำนวยคตวามสะดวกในการเดินทางของผู้คน และการขนส่งสินค้าระหว่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จีน และไทยอีกด้วย

"สะพานแห่งนี้สำคัญมากไปเพียงสำหรับชาวกัมพูชา แต่สำหรับทุกประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขง" ฮอร์ นัมฮงกล่าว

sansano
June 25th, 2010, 10:17 AM
เขมรตื่นเต้นยกใหญ่ เปิดสะพานลอยฟ้าข้ามแยกแห่งแรก


http://pics.manager.co.th/Images/553000009296601.JPEGภาพเอเอฟพีวันที่ 23 มิ.ย.2553 นายกฯ กัมพูชาฮุนเซน เดินนำหน้าขบวนขึ้นบนสะพานข้ามแยกเพื่อทำพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการ มีท่านผู้หญิงสตรีหมายเลข 1 กับ ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ ตามหลังอย่างกระชั้น ผู้นำคนนี้นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ นี่เป็นสะพานลอยฟ้าข้ามสี่แยกแห่งแรกในประวัติศาสตร์ 500 ปีย้อนหลังของประเทศ หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึลที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกล่าว

ASTVผู้จัดการออนไลน์--ชาวพนมเปญพากันตื่นเต้นที่ได้เห็น สะพานลอยฟ้าข้ามสี่แยกใหญ่ผุดขึ้นเป็นแห่งแรกในเมืองหลวง และเปิดใช้วันพฤหัสบดี (24 มิ.ย.) ที่ผ่านมา หลายคนพาสมาชิกครอบครับขึ้นไปที่นั่นเพื่อรำลึกการเปิดใช้วันแรก

"เป็นความภาคภูมิใจที่เรามีสะพานลอยฟ้าแห่งแรก มันใหญ่โตเอาการสำหรับประเทศของเรา และผมได้เห็นในชีวิตนี้ สักพักผมจะพาภรรยา ลูกๆ หลานๆ ขึ้นไปเดินหรือขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นไป เพื่อรำลึกวันแรกที่เปิดใช้" นายสม วรรณา ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่กล่าวกับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง

"ผมดีใจมากที่เรามีสะพานลอยฟ้า เพราะเราไม่เคยมีมาก่อน และชาวเขมรเราสามารถเดินหรือขับรถขึ้นไปได้" นางหิ่ม สุขะ ประกอบอาชีพครูกล่าว

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดใช้สะพานลอยฟ้า โดยตัดริบบิ้นบนกึ่งกลางสะพาน มีบรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นายแก๊บ จุ๊กเตมา (Kep Chuktema) ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 1,000 คน หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึลกล่าว

สะพานข้ามแยกที่ปลายถนนมุนีวงศ์ มีความยาว 308 เมตรเศษ ช่วงสูงสุดจากพื้น 5.2 เมตร กว้าง 14 เมตร แบ่งเป็น 2 ช่องจราจร ก่อสร้าง 1 ปี จนเสร็จเดือนที่แล้ว มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ ด้วยความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่คับคั่งในย่านชานเมือง

ดืมอัมปึล ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกล่าวว่า นับเป็นสะพานลอยฟ้าแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ และ กำลังจะก่อสร้างอีก 1 แห่งในพนมเปญ

เมืองหลวงกัมพูชาเป็นเมืองเล็ก แต่การจราจรตัดขัดสาหัสมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีร้านอาหาร 277 แห่ง โรงแรม 135 แห่ง เรือนพักอีก 332 แห่ง ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นเป็น 800,000 คัน รถยนต์ชนิดต่างๆ อีก 170,000 คัน อุบัติเหตุเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหลักเกิดจากการขับขี่โดยประมาท

"คนอาจจะไม่ห่วงชีวิตอื่นๆ แต่ควรจะห่วงชีวิตของตัวเอง" นรม.กัมพูชากล่าวในตอนหนึ่ง ระหว่างปราศรัยหลังทำพิธีเปิดสะพาน ดืมอัมปึลกล่าว.
http://pics.manager.co.th/Images/553000009296602.JPEG

ภาพเอเอฟพีวันที่ 23 มิ.ย.2553 สะพานลอยฟ้าข้ามสี่แยกที่ถนนมุนีวงศ์ ราคา 6 ล้านดอลลาร์ ก่อสร้างด้วยเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ กำลังจะเริ่มก่อสร้างแห่งที่ 2 และกำลังจะมีอีกหลายแห่ง สื่อที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลกล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2553 13:51 น.

toptap
June 25th, 2010, 11:52 AM
สายไฟบางแห่งก็เก็บลงดินแหะ เจ๋งอะ เขมร

napoleon
June 25th, 2010, 12:17 PM
รูปสะพานจากกระทู้เขมร

http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1114247

Phnom Penh sky bridge (Overpass) at night.
http://i888.photobucket.com/albums/ac82/khmerMBR/Skybridgeatnight.jpg

sansano
June 28th, 2010, 05:32 PM
กัมพูชาบูมลงทุนชายทะเลอ่าวไทย อยากเป็นเจ้าของที่ผืนใหญ่ต้องรีบ


http://pics.manager.co.th/Images/553000009054701.JPEGภาพแฟ้มวันที่ 24 พ.ย.2552 โครงการปลูกป่าชายเลนที่หมู่บ้านเปียมกระโสบ (Peam Krasoap) จ.เกาะกง ทำให้ชายทะเลที่นั่นกลายเป็นสวรรค์วิมานสำหรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง เกาะกงมีศักยภาพสูงมากสำหรับการลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์-- มองไป 10-20 ปีข้างหน้า ชายฝั่งทะเลของกัมพูชากำลังจะเป็นแหล่งลงทุนสำคัญแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ รัฐบาลเตรียมการคลอดแผนแม่บทพัฒนา 4 จังหวัด ที่เรียงรายตั้งแต่ชายแดน จ.ตราด ของไทยจนถึงชายแดน จ.เกียนซยาง (Kien Giang) เวียดนาม

แผนแม่บทเป็นการต่อยอดแผนพัฒนา จ.พระสีหนุ ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมการผลิต การท่องเที่ยว การค้า การขนส่งทางทะเลและทางอากาศ ซึ่งจะต้องใช้เงินทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ หรือ นับล้านล้านบาท

"มันจะเป็นแผนการที่ดีเยี่ยม เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากัมพูชาสู่อนาคต" นายอิ่มชุนลิ้ม (Im Chhun Lim) รัฐมนตรีกระทรวงบริหารที่ดิน พัฒนาเขตเมืองและก่อสร้าง กล่าวถึงเรื่องนี้ ระหว่างการประชุมสัมมนานัดหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้

รัฐมนตรีผู้นี้กล่าวว่า สีหนุวิลล์ เมืองเอกของ จ.พระสีหนุ (Preah Sihanouk) จะเป็นเสมือน "หัวมังกร" เป็นหัวหอกการพัฒนาจังหวัดชายฝั่ง ตั้งแต่เกาะกง ติดชายแดนไทย จ.กัมโป้ต (Kampot) และ จ.แก๊ป (Kep) ที่มีชายแดนติดเวียดนาม

พระสีหนุได้รับความสนใจจากทุนต่างชาติอย่างมาก นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นของนักลงทุนจากจีนเริ่มเป็นรูปเป็น ร่าง โรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหินขนาด ขนาด 100 เมกะวัตต์ของกลุ่มทุนจากมาเลเซีย ก็กำลังจะผุดขึ้นมา

หาดทรายนับสิบแห่งถัดไปจากท่าเรือ เกือบจะไม่มีที่ดินว่าง ทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเข้าไปจับจอง และ เกาะใหญ่น้อยกลายเป็นเขตสัมปทานเกือบทั้งหมดแล้ว พร้อมกับโครงการร้อยล้านถึงหลายพันล้านดอลลาร์

รัฐบาลกัมพูชาให้สัมปทานที่ดิน 50-99 ปี เพื่อดึงดูดทุนไปพัฒนาให้สีหนุวิลล์ กับเกาะใหญ่น้อยนอกชายฝั่ง เป็นปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก และ บนบกเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกและการค้า

เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะมี ที่ดินผืนใหญ่ในครอบครอง เพื่อการทำมาหากินในอนุภูมิภาคตลอด 99 ปีข้างหน้า

จังหวัดชายฝั่งทะเลกัมพูชาอยู่บนทางหลวงระหว่างประเทศ ตามแผนระเบียงขนส่งสายใต้ชายฝั่งทะเล (Southern Coastal Transport Corridor) ของธนาคารพัฒนาเอเชีย เชื่อมต่อ 3 ประเทศเพื่อนบ้าน


http://pics.manager.co.th/Images/553000009054702.JPEGภาพแฟ้มวันที่ 24 พ.ย.2552 อีกด้านหนึ่งของเขตป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุด สมบูรณ์ที่สุดในกัมพูชา ด้วยความช่วยเหลือของหลายหน่วยงาน รวมทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย ทำให้ที่นี่เขียวขจีอีกครั้งหลังถูกตัดจนเกลี้ยงในช่วงทศวรรษที่ 1990 เพื่อเผาถ่านส่งขายไทย



http://pics.manager.co.th/Images/553000009054703.JPEGภาพแฟ้มวันที่ 24 พ.ย.2552 ถ่ายจากชั้นบนของโรงแรมอาเซียน มองไปยัง "สะพานเกาะกง" ของเจ้าสัวหลียงฟัต หรือ "พัด สุภาพา" ที่ข้ามไปยัง จ.ตราดของไทย โรงแรมกับเกสต์เฮ้าส์กำลังผุดขึ้นขนานไปกับชายฝั่งท่าน้ำเกาะกง


http://pics.manager.co.th/Images/553000009054704.JPEGภาพแฟ้มวันที่ 25 พ.ย.2552 ใกล้ๆ กับท่าเรือสีหนุวิลล์ มองเห็นท่าเรือด่วน ที่ย้ายบริการไปจากเกาะกง หลังเปิดใช้ทางหลวงเลข 48 ที่นี่เป็นจุดเชื่อมต่อไปยัง จ.กัมโป้ท (Kampot) จ.แก๊บ (Kep) กับเกาะฟุก๊วก (Phu Quoc) ใน จ.เกียนซยาง (Kiem Giang) เวียดนาม รัฐบาลกัมพูชากำลังส่งเสริมการลงทุนตลอดชายฝั่งทะเลภาคใต้

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ จ.พระสีหนุ ดูฟู่ฟ่า แต่จังหวัดใกล้เคียงยังเงียบเหงา

การลงทุนด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงของ จ.เกาะกง ยังไม่กระเตื้อง นักลงทุนจากจีนไปที่นั่นเพื่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า แผนก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนเกาหลี ยังไม่ได้เริ่ม เนื่องจากพิษเศรษฐกิจโลก

จ.กัมโป้ต ปัจจุบันยังเป็นแหล่งลงทุนผลิตซีเมนต์ของบริษัทจาก ไทย จีนและเวียดนาม และเขื่อนผลิตไฟฟ้าจากจีน ทั้งๆ ที่ชายทะเลแถบนี้มีศักยภาพสูงมากสำหรับการท่องเที่ยว และ ปีที่แล้วเอดีบีได้ช่วยพัฒนาทางรถไฟจากพนมเปญตรงไปที่นั่น

ส่วน จ.แก๊บ ซึ่งเคยเป็นเมืองพักตากอากาศใยยุคอาณานิคม ริมทะเลอ่าวไทยมีโรงแรมรีสอร์ต ร้านอาหารและสถานบริการต่างๆ ผุดขึ้นมากมาย ถนนช่วงปลายที่พุ่งไปยังชายแดนแปร็กจัก-ส่าเสีย (Prek Chak-Xa Xia) ติดเวียดนาม จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ พร้อมกาสิโนใหม่อีก 2-3 แห่ง

เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่า แผนแม่บทจะกำหนดทิศทางการพัฒนาเขตชายฝั่งทะเลภาคใต้อย่างผสมผสาน เพื่อไปสู่อนาคต 20 ปีข้างหน้า ทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความโปร่งใส ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ตามที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ.

http://pics.manager.co.th/Images/553000009054705.JPEG
ภาพแฟ้มวันที่ 25 พ.ย.2552 มอเตอร์ไซค์กำลังแล่นผ่านโรงแรมขนาดเล็กหนึ่งในไม่กี่แห่งริมถนนชายทะเลที่ เมืองแก๊บ (Kep) ที่นี่เคยเป็นแหล่งพักตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม และห่างจากชายแดนเวียดนามราว 80 กม. วิลล่าหลายแห่งกำลังผุดขึ้นที่นั่น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2553 21:08 น.

napoleon
July 1st, 2010, 07:57 PM
กัมพูชาเตรียมผลิตน้ำมันปี 2555

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:42:44 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


กัมพูชาเผยพร้อมเดินหน้าสูบน้ำมันครั้งแรกธันวาคม 2555 หวังใช้ศักยภาพแหล่งพลังงานนอกชายฝั่ง


นายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และประธานการปิโตรเลียมกัมพูชา เปิดเผยว่า จะเริ่มผลิตน้ำมันหยดแรกใน 2 ปีข้างหน้า


กัมพูชาถือเป็นรัฐน้ำมันรายต่อไปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากมีการค้นพบแหล่งน้ำมันเมื่อปี 2548 แต่การผลิตยังไม่ได้เดินหน้า ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการแบ่งรายได้ระหว่างรัฐบาลและค่ายน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกันอย่างเชฟรอน


นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้เตือนบริษัทน้ำมันเมื่อเดือนเมษายนว่า อาจยกเลิกสัญญา หากแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งยังไม่เริ่มผลิตน้ำมันภายในปลายปี 2555


อเอฟพีระบุว่า มีการประเมินว่ากัมพูชาเป็นแหล่งของน้ำมันหลายร้อยล้านบาร์เรล แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะขุดพบมากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังไม่รู้ว่ารายได้จากน้ำมันจะถูกนำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กัมพูชาหรือไม่ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเตือนว่า ยังเร็วเกินไป ที่จะประเมินว่ามีน้ำมันใต้ท้องทะเลเท่าใด


เมื่อปีที่ผ่านมา รายงานของ Global Witness วิพากษ์ว่า เชฟรอนไม่สามารถเปิดเผยจำนวนเงินที่ควักจ่ายอย่างผิดกฎหมายเพื่อให้ได้สิทธิขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของกัมพูชา พร้อมเรียกกัมพูชาว่าเป็น "Country for Sale"

Omegadestiny
July 5th, 2010, 04:56 PM
หนังไทยย้อนยุค เรื่องกัมพูชา ครับ

กัมพูชา เป็นหนังปี 2528 ที่เล่าเรื่องของโซ ซอม บัค เด็กชายชาวกัมพูชาที่สูญเสียพ่อแม่ไปในสงครามระหว่างคนขเมรที่ในขณะนั้นแตกออกเป็นสามฝ่าย แล้วยังถูกกระหนาบตีจากทหารเวียดนามอีกชั้นหนึ่ง หลังจากหมู่บ้านของเขาโดนทหารเวียดนามบุกและสังหารพ่อแม่ของเขาอย่างเหี้ยมโหด เขาแบกน้องคนเล็กขึ้นหลังและออกพเนจรไปอย่างไม่รู้หนด้วยหวังว่าจะได้ไปถึงชายแดนไทย ที่ที่เขาเรียกว่าสวรรค์ หากระหว่างทางเขาต้องผเชิญหน้ากับทหารเวียดนามจอมโหด ได้รู้จักกับทหารเขมรฝ่ายซอนซานที่ปลุกจิตสำนึกรักชาติกู้แผ่นดินให้กับเขา จนในที่สุดเขาต้องตัดสินใจเลือกว่าจะพาน้องข้ามไปไทย หรือยืนหยัดสู้อยู่ที่บ้านเกิด



dOPBgT06vbE

napoleon
July 14th, 2010, 01:59 PM
โรคเก่ากำเริบ เขมรเลื่อนเปิดตลาดหุ้นไปปีหน้า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2553 15:17 น.


ASTVผู้จัดการรายวัน -- การเปิดตลาดหุ้นกัมพูชา ซึ่งเป็นความหวังอันเรืองรองของวงการธุรกิจและการลงทุนของประเทศ มีอันต้องเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า หลังจากเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งจากปลายปีที่แล้ว โดยรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ กล่าวว่า ต้องการเวลามากขึ้นสำหรับเตรียมความพร้อมในหลายด้าน

สถานีวิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมร รายงานเรื่องนี้ในภาคค่ำวันจันทร์ โดยอ้างคำกล่าวของนายเกียต ชน (Keat Chhon) รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินกัมพูชา ในการแสดงปาฐกถาต่อที่ประชุมทางเศรษฐกิจนัดหนึ่ง ที่เมืองแดจอน (Daejeon) ประเทศเกาหลี ในตอนค่ำวันอาทิตย์

“เราจะต้องระมัดระวัง และเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าจะต้องทำอะไรอีกบ้างเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเลี่ยงความเสี่ยง" นายชนกล่าวต่อทีประชุมหัวข้อ “Asia 21: Leading the Way Forward” ซึ่งเป็นการประชุมทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค วีโอเอ (ภาษาเขามร) กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์กรุงโซล กับรัฐบาลเกาหลีได้ช่วยเหลือกัมพูชา ในการเปิดตลาดหุ้นแห่งแรก หลังได้พยายามมานานกว่า 10 ปี

รองนายกฯ กัมพูชา กล่าวว่า ทางการได้เตรีมแปรรูปรัฐวิสาหกิจชั้นนำจำนวนหนึ่ง เพื่อนำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรวมทั้งการท่าเรือพิเศษสีหนุวิลล์ การประปากรุงพนมเปญและบริษัทโทรคมนาคมกัมพูชา (Telecom Cambodia) ด้วย

ยังไม่มีกำหนดฤกษ์ใหม่สำหรับเปิดตลาดหุ้น แต่ นายชน กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจต่างๆ เหล่านั้น ต้องการเวลาเตรียมตัวมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกันกับคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังมองหาหุ้นส่วนในการร่วมพัฒนากิจการของตลาดหุ้น และให้ความรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการซื้อขาย

จนถึงวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นพนมเปญ จะใช้เงินเรียล (Riel) ซึ่งเป็นเงินกัมพูชา หรือจะใช้ดอลลาร์ นอกจากนั้น ก็ยังไม่การตอบสนองจากภาคธุรกิจของประเทศนี้อย่างเพียงพอ จนแน่ใจได้ว่าตลาดหุ้นจะได้รับความนิยมแค่ไหน

สำหรับลาวประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดหุ้นเวียงจันทน์มีกำหนดเปิดอย่างแน่นอนในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฉลองครบรอบปีที่ 450 การก่อตั้งนครหลวง ขณะที่การก่อสร้างอาคารที่ทำการกำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว สื่อของทางการลาว กล่าว

http://a.imageshack.us/img97/8822/34340630.jpg (http://img97.imageshack.us/i/34340630.jpg/)


เจ้าหน้าที่ของ "แคมโกซิตี้" (CamKo City) โครงกาารเมืองใหม่ กำลังอธิบายประกอบโมเดล แสดงย่านธุรกิจการเงินในกรุงพนมเปญ ตามโครงการก่อสร้าง 20 ปีของนักลงทุนเกาหลี ในภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 25 ก.ย.2552 ตลาดหุ้นพนมเปญจะตั้งอยู่ภายในนี้ อาคารที่ทำการกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่ทางการประกาศเลื่อนการเปิดออกไปปีหน้า

napoleon
July 17th, 2010, 03:30 PM
เขมรเป็นเจ้าภาพ ฝึกซ้อมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ

Thairath 17/07/2010

กัมพูชาทำพิธีเปิดการฝึกซ้อมปฏิบัติการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศครั้งใหญ่ เป็นครั้งแรกของประเทศ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "อังกอร์ เซนติเนิล" มีกำหนดเวลา 2 สัปดาห์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจาก จ.กัมปงสปือว่า กัมพูชาทำพิธีเปิดการฝึกซ้อมปฏิบัติการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศครั้งใหญ่ เป็นครั้งแรกของประเทศ ที่ฐานทัพทางใต้กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "อังกอร์ เซนติเนิล" มีกำหนดเวลา 2 สัปดาห์ มีบุคลากรทหารกว่า 700 คนจาก 23 ประเทศเข้าร่วม และมีกองทัพบกสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุน โดยเน้นเรื่องการให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ของสหประชาชาติ

นายกฯ ฮุน เซน กล่าวเปิดการประชุมว่า จากเดิมท่ีเคยได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ บัดนี้ กัมพูชาจะส่งทหารไปช่วยรักษาสันติภาพในประเทศอื่นบ้าง

napoleon
July 27th, 2010, 08:15 PM
Bangkok Hospital to build third facility in Cambodia

By THE NATION Published on July 28, 2010


Bangkok Hospital Medical Centre plans to build a third hospital in Phnom Penh now that its two existing facilities in Cambodia are operating at full capacity.


CEO Chatree Duangnet recently said the new hospital would be of a similar size to and offer much the same services as Bangkok Hospital in Soi Soonvijai, Bangkok.


The company expects the third hospital to complete construction and become operational by the end of next year.


The investment budget for the new facility has yet to be finalised, he said.


Bangkok Hospital is also planning to open medical centres in Vietnam and Laos in the second half of this year, following the success of the first such clinic in Burma, said Chatree.


The number of Burmese patients coming to Bangkok Hospital in Thailand in the first half of this year increased by 40 per cent year on year.


As regards investment in Thailand, Bangkok Hospital will allocate Bt700 million to set up a hospital in Khao Yai, in Nakhon Ratchasima province. It will be a medium-size facility with 60 to 70 beds, and the company expects to complete construction by the end of this year.


The CEO said earlier that Bangkok Hospital had purchased land on Mitraphab Road adjacent to the Outlet Village, and that it was designing the new hospital.


Chatree said foreign patient numbers, particularly those from the Middle East, had rebounded to the normal level since the end of the political mayhem in May.


For example, patient numbers from the United Arab Emirates and Qatar in the first half of the year increased by 5 per cent and 105 per cent, respectively.


Bualuang Securities forecast in its research that the net profit of Bangkok Dusit Medical Services (BMDS), which owns Bangkok Hospital, in the third and fourth quarters of this year would be markedly higher than in the second quarter, when the hospital was affected by the political turmoil. Besides, it is the high season for Middle East patients visiting Thailand for medical purposes.


The brokerage estimated BMDS's second-quarter net profit at Bt312 million, its lowest quarterly earnings this year. This would represent 7-per-cent year-on-year growth, but a drop of 59 per cent quarter on quarter.


Spending per patient increased by 7 per cent in the first quarter and 5 per cent in the second quarter, despite a decline in the number of patients. This was largely due to a rise in the number of patients visiting the Kingdom for the treatment of complex diseases.

sansano
July 28th, 2010, 04:05 AM
ฉันทนาเขมรสุดทนโดนขูดแรงงานเลือดซิบ ตบเท้าประท้วง

http://pics.manager.co.th/Images/553000011010304.JPEGสู้ๆๆๆ สู้ต่อไป-- ภาพรอยเตอร์วันที่ 27 ก.ค.2553 สหภาพแรงงานเสรีจัดการชุมนุมประท้วงขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แต่ก็ยังมีผู้เข้าร่วมประท้วงถึง 3,000 คน นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของคนงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อ ผ้าส่งออก ที่ถูกนายจ้างต่างชาติกดค่าแรงให้ต่ำเพื่อทำกำไรสูงสุดมาตลอด

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- คนงานโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในกรุงพนมเปญราว 3,000 คนหยุดงานประท้วงเมื่อวันอังคาร (27 ก.ค.) เรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างเงินเดือนเป็นเดือนละ 75 ดอลลาร์ จาก 60 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ตำรวจปราบจลาจลกว่า 100 นาย พร้อมโล่ กระบอง ปืนยาว พร้อมกระบองไฟฟ้า เข้าสลายการชุมนุม

ตำรวจผลักดันให้ผู้ประท้วงกลับเข้าทำงาน ทำให้พนักงานหญิงได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 9 คน ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อออนไลน์หลายแห่ง

ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ตำรวจปราบจลาจลใช้กระบองฟาดคนงานหญิงล้มลงกับพื้นหลายคน ก่อนจะหวดต่อไป หลายคนถูกจี้ด้วยกระบองไฟฟ้า

โรงงานดังกล่าวเป็นของนักลงทุนจากมาเลเซีย ผลิตเสื้อผ้าให้กับยี่ห้อดังระดับโลกหลายยี่ห้อ รวมทั้งแก๊บ (Gap) เบเนตตอง (Benetton) อาดิดาส (Adidas) และ พูม่า ด้วย

นางศรี กิมเฮง ประธานสหภาพแรงงานเสรีกล่าวว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเป็นคนงานหญิง ที่ถูกตำรวจโดยคำสั่งศาล ให้เคลียร์พื้นที่ ผลักดันออกจากท้องถนน เพื่อให้กลับเข้าทำงานในโรงงาน แต่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่มีผู้ไดได้รับบาดเจ็บ การเข้าเคลียร์พื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทำให้การชุมนุมประท้วงยุติลง

ตามกฎหมายของกัมพูชา การชุมนุมเดินขบวนตั้งแต่ 200 คนขึ้นไปจะต้องขออนุญาตจากทางการท้องที่ และจะจัดกิจกรรมดังกล่าวได้จะต้องได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น เมื่อไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการทำผิดกฎหมาย และผู้เสียหายมีสิทธิ์ขอคำสั่งศาล ให้ผู้จัดการประท้วงต้องปฏิบัติตาม

วันอาทิตย์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมาคนงานราว 500 คน ของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งหนึ่งจัดการชุมนุมประท้วงคล้ายกันนี้ และด้วยจุดประสงค์เดียวกัน ตำรวจปราบจลาจลเข้าสลายการชุมนุมและบังคับให้คนงานกลับไปทำงานตามปกติ

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าส่งออก ทำรายได้ให้แก่ประเทศมากเป็นอันดับ 3 โดยมีมูลค่ารวม 2,300 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ลดลงจาก 2,900 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน อันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปลดการสั่งซื้อลง

อุตสาหกรรมนี้จ้างแรงงานราว 300,000 คนทั่วประเทศ แต่ปีที่แล้วมีคนงานต้องว่างงานเกือบ 30,000 คน เนื่องจากโรงงานหลายแห่งปิดตัวลง

อย่างไรก็ตามหบายปีมานี้นักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก ได้เข้าไปใช้แรงงานราคาถูกของชาวเขมร ทำให้รอบๆ กรุงพนมเปญมีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดต่างๆ หลายร้อยแห่ง.

http://pics.manager.co.th/Images/553000011010301.JPEG
โคตะระแมน-- ภาพรอยเตอร์วันที่ 27 ก.ค.2553 ตำรวจปราบจลาจลเขมรใช้โล่กำบังตัวเอง บังไปดันไป ทุบไป บังคับให้คนงานหญิงเหล่านี้ กลับเข้าโรงงานทำงานตามปกติ และยุติการประท้วงเรียกร้องการขึ้นค่าแรง



http://pics.manager.co.th/Images/553000011010302.JPEGภาพรอยเตอร์วันที่ 27 ก.ค.2553 ท่าทางขึงขังตึงตัง ตำรวจปราบจลาจล ควงกระบองไล่ต้อนพนักงานหญิงโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของต่างชาติแห่งนี้ ออกไปให้พ้นจากท้องถนนตามคำสั่งศาล เพื่อให้กลับเข้าทำงานต่อไป

http://pics.manager.co.th/Images/553000011010303.JPEG

ภาพรอยเตอร์วันที่ 27 ก.ค.2553 สหภาพแรงงานเสรีกัมพูชาจัดการชุมนุมประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ก็มีผู้เข้าร่วมถึง 3,000 นับเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุด อีกครั้งหนึ่งของแรงงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออก ที่ถูกนายจ้างต่างชาติกดค่าแรงอย่างหนักมาตลอด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2553 03:29 น.

Ten
July 28th, 2010, 05:37 AM
เห็นาภาพแล้วนึกถึงกรุงเทพสมัยโบราณ

sansano
July 29th, 2010, 06:30 PM
“ฮุนเซน” โอเคทุนเกาหลี ผุดกาสิโนใหญ่เสียมราฐ


http://pics.manager.co.th/Images/553000011131001.JPEGซี อีโอเขมร-- ใช้บ้านเป็นสถานสำนักงานเจรจาธุรกิจระดับชาติ ทุกอย่างก็ง่าย.. นายเฮียง จูคิม (Hyung Joo Kim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มอินเตอร์ซิตี้ นำคณะเข้าพบหารือนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ที่บ้านพัก "วิมานเอกราช"วันพฤหัสบดี (29 ก.ค.) สำหรับโครงการโรงแรมกาสิโนใหญ่มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ในเสียมราฐ ยกเว้นเพียงแห่งเดียวในกรุงพนมเปญ รัฐบาลฮุนเซน ยังไม่เคยอนุมัติโครงการกาสิโน ตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่แนวชายแดนกับเพื่อนบ้านมาก่อน

ASTVผู้จัดการรายวัน -- บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่จากเกาหลีทุ่มทุน 400 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงแรมรีสอร์ตที่มีศูนย์ประชุม สนามกอล์ฟ และศูนย์บันเทิงครบวงจร รวมทั้งกาสิโนขนาดใหญ่สไตล์เวกัส ที่เมืองเสียมราฐ

การก่อสร้างจะเริ่มในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเปิดให้บริการต้นปี 2555 โดยตั้งเป้าดูดนักเสี่ยงโชคชาวจีน ที่เดินทางเข้ากัมพูชามากขึ้นทุกปี รวมทั้งนักพนันจากไทย มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ด้วย

นายเจมส์ โช (James Cho) รองประธานกลุ่มอินเตอร์ซิตี (Intercity Group) ร่วมกับคณะผู้บริหารเข้าพบหารือโครงการนี้กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ที่บ้านพักในกรุงพนมเปญ ในวันพฤหัสบดี (29 ก.ค.)

ผู้บริหารของอินเตอร์ซิตี้ หวังว่า จะมีนักท่องเที่ยวกับนักเสี่ยงโชคที่ประสงค์จะหนีให้ไกลจากแสงสีในเมืองใหญ่ เช่น มาเก๊า และ สิงคโปร์ ซึ่งเสียมราฐของกัมพูชาเป็นทางเลือกสมบูรณ์ที่สุด ขณะที่ธุรกิจพนันกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายโช เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ว่า ภายในโรงแรมรีสอร์ตหรู จะมีศูนย์การค้ากับศูนย์การประชุม พร้อมสนามกอล์ฟขนาด 18 หลุม

“สำหรับชาวจีน การที่มีชนชั้นกลางชาวจีนเข้ามามากขึ้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับเป็นตลาดที่ดีมาก” ทั้งนี้ เนื่องจากบ่อยครั้งทางการคอมมิวนิสต์ห้ามประชาชนจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางเข้า เล่นการพนันที่มาเก๊า และมีระเบียบเกี่ยวกับการออกวีซ่าที่เข้มงวด ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีปัญหานี้

ในขณะที่กาสิโนเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศไทย ชาวไทยกลับเป็นลูกค้าหลักของสถานกาสิโนตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม กาสิโนแห่งใหม่ของกลุ่มทุนเกาหลี เป็นแห่งแรกที่กัมพูชาอนุญาตให้ตั้งขึ้นห่างจากชายแดน ยกเว้นเพียงแห่งเดียวของนากาคอร์ป (NgaCorp) จากมาเลเซีย ที่ได้รับสัมปทานไปจนถึงปี พ.ศ.2608 ทำธุรกิจนี้แต่ผู้เดียวในกรุงพนมเปญกับรัศมี 200 กม.โดยรอบ


http://pics.manager.co.th/Images/553000011131002.JPEGซี อีโอ vs ซีอีโอ-- นายเฮียง จู คิม ซีอีโอของอินเตอร์ซิตี้กรู๊ป จากเกาหลี ได้รับการต้อนรับจาก (ซีอีโอ) นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ที่บ้านพักวิมานเอกราชวันพฤหัสบดี (29 ก.ค.) นี้ นายกฯ กัมพูชาอนุมัติให้กลุ่มทุนใหญ่จากเกาหลี่ สร้างโรงแรมกาสิโนขนาดใหญ่สไตล์เวกัส ในเมืองเสียมราฐ
การท่องเที่ยวนำรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออก ตามตัวเลขของกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน ปี 2551 กัมพูชามีรายได้ 19 ล้านดอลลาร์จากกาสิโนทั้ง 29 แห่ง ที่ตั้งเรียงรายตามชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน คือ ไทย และเวียดนาม

รายได้นี้ลดลงเหลือ 17 ล้านดอลลาร์ ในปี 2552 ซึ่งการท่องเที่ยวซบเซาลง เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจถอดถอยทั่วโลก

ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ากัมพูชา เกือบ 2.2 ล้านคน เกือบทั้งหมดเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองเสียมราฐ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัด

ตามรายงานในเว็บไซต์ casinogamblingweb.com อินเตอร์ซิตี้กรุ๊ปจะดำเนินโครงการเบลลัส อังกอร์ รีสอร์ต แอนด์ ซิตี้ (Bellus Angkor Resort and City) ร่วมกับหุ้นส่วนอีก 2 ราย คือ MGM Resorts International กับ ฮาราส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ (Harrah's Entertainment) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ กลุ่มแรกอยู่ในมาเก๊า ส่วนกลุ่มหลังยังไม่เคยมีธุรกิจในเอเชียมาก่อน

สำหรับอินเตอร์ซิตี้กรู๊ป โรงแรมรีสอร์ต กาสิโน และสนามกอล์ฟเสียมราฐ จะเป็นโครงการลงทุนใหญ่ที่สุดถัดจากมาเก๊าและสิงคโปร์

โครงการเบลลัส อังกอร์ฯ ประกอบด้วย โรงแรมจำนวน 3 หลัง มีสวนน้ำขนาดใหญ่ สนามกอล์ฟ 18 หลุมจำนวน 3 แห่ง ออกแบบโดย เดวิด แม็คเลย์ คิดด์ (David McLay Kidd) โปรกอล์ฟระดับโลก เว็บไซต์เดียวกันกล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2553 19:11 น.

napoleon
July 30th, 2010, 02:16 PM
ไทย-กัมพูชาลั่นกลองประจันหน้า การค้ารอเวลาเป็นอัมพาต

Posttoday 30 กรกฎาคม 2553 เวลา 08:44 น.


โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

กรณีพิพาทปราสาทพระวิหารได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ด้วยแนวโน้มที่อาจรุนแรงไม่แพ้กับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยังผลให้ทั้งสองฝ่ายต้องลดระดับทางการทูตและเผชิญหน้าด้วยอาวุธตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณชายแดนใกล้กับปราสาทพระวิหารอันเป็นศูนย์กลางแห่งข้อพิพาท

การเผชิญหน้าเมื่อปีที่แล้วนั้น ผลกระทบด้านการเมืองนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การปะทะคารมระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย โดยที่ฝ่ายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มักแสดงท่าทียั่วโทสะฝ่ายไทยอยู่เสมอมา ยังผลให้การเผชิญหน้ายิ่งระอุเดือดมากขึ้น

ในเวลาต่อมา ไทยและกัมพูชาสามารถคลายปมเงื่อนความขัดแย้งในระดับหนึ่ง แต่ความขัดแย้งยังไม่จบสิ้น และรอเวลาที่จะระเบิดขึ้นอีกครั้ง ดังที่มีเค้าลางอยู่ในขณะนี้

ในด้านการเมืองมีโอกาสที่จะร้อนฉ่า และอาจถึงขั้นเลือดตกยางออกเหมือนที่แล้วๆ มา ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะตกอยู่ในภาวะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการค้าระดับทวิภาคี จำเป็นต้องพิจารณา 2 ระดับ เนื่องจากที่ผ่านมานั้น แม้ไทยกับกัมพูชาจะเขม่นกันในประเด็นปราสาทพระวิหารและอีกสารพัดปัญหาจนแทบทำให้ความสัมพันธ์เกือบหยุดชะงัก แต่ปรากฏว่าการค้ากลับมีความเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้าม

ในปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่ความขัดแย้งพุ่งทะลุปรอทเป็นครั้งแรก และเป็นปีที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ปรากฏว่า มูลค่าการค้าขายโดยรวมคึกคักอย่างมาก โดยสูงถึง 2,130.3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะการค้าตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุด ปรับเพิ่มขึ้นถึง 36.1% เมื่อเทียบกับปี 2550

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชายังคึกคัก เนื่องจากความขัดแย้งในประเด็นปราสาทพระวิหารในปี 2551 วนเวียนอยู่ที่การต่อต้านรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช มากกว่าการต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา หรือเป็นความขัดแย้งที่กระจุกตัวอยู่ในไทยเป็นหลัก

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2552 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ในด้านการเมืองและสถานการณ์ทั่วไป การเผชิญหน้าในประเด็นปราสาทพระวิหารกระฉอกออกจากไทยไปกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ขัดแย้ง รวมถึงการปะทะอย่างซึ่งๆ หน้าระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ จนนำไปสู่การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาที่ลงนามในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ไม่เพียงเท่านั้น ไทยและกัมพูชายังลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากที่ฮุนเซนแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ การตอบโต้อย่างรุนแรงยังขยายวงอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นที่ฮุนเซนท้าทายให้ไทยปิดด่าน ห้ามการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศ

ผลที่ตามมาก็คือ การค้าระหว่างสองประเทศตกต่ำอย่างรุนแรง โดยลดลงถึง 22.16% ที่มูลค่า 1,658.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของการค้าตามแนวชายแดนทิ้งตัวลง 9.81% ที่มูลค่า 4.53 ล้านบาท

แต่แล้วเมื่อสถานการณ์การเผชิญหน้าคลี่คลายลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปีนี้ การค้าระหว่างไทยกัมพูชากลับมาคึกคักเช่นเดิม โดยในช่วง 5 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 425 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวถึง 51.43% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

จะเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศจะขึ้นและลงไปตามอุณหภูมิการเมือง และมีแนวโน้มที่จะกลับสู่สภาวะเดิม หรือกลับมาดีกว่าเดิมได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสิ่งใดๆ ก็ย่อมมีข้อยกเว้น

ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา จำกัดวงอยู่เฉพาะระดับรัฐบาลเท่านั้น ในภาคประชาชน ซึ่งเป็นพลวัตหลักของการค้าขาย มักไม่นำประเด็นนี้มาเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชาชนกัมพูชาส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจเท่าใดนักกับท่าทีของไทยต่อการทวงคืนประสาทพระวิหาร

แต่วันนี้เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในภาคประชาชนบ้างแล้ว

หลังจากที่มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวในกัมพูชาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้ง และเรียกร้องให้ประชาชนกัมพูชาโดยทั่วไปเข้าร่วม “วันแห่งความโกรธแค้นประเทศไทย” ซึ่งทำให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ปรากฏว่าท่าทีเช่นนี้เริ่มกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อการค้าที่เริ่มดีขึ้น

ดังจะเห็นได้จากการค้าตามแนวชายแดนในวันที่มีกำหนดการจัดงานซบเซาลงในทันทีในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร อันเป็นสถานที่ที่เป็นหัวใจของความขัดแย้ง

สาเหตุมาจากชาวกัมพูชาไม่กล้าเข้ามาค้าขายในไทย เพราะกลัวจะตกเป็นเป้าของความแค้นเสียเอง ส่วนคนไทยก็ไม่กล้าเข้ามาซื้อขายในเขตกัมพูชาด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกัน

หากความบาดหมางลงลึกจนถึงระดับพื้นฐานเช่นนี้ คงยากที่ความเคลื่อนไหวด้านการค้าจะลงเร็วขึ้นเร็วเหมือนดังที่เป็นมา

เมื่อบวกเข้ากับการเผชิญหน้ากลางเวทีประชุมยูเนสโก และการเผชิญหน้าในระดับที่ร้อนแรงและดุเดือดยิ่งกว่าภายหลังที่ประชุมมีมติใดๆ ออกมาแล้ว ผลลัพธ์ต่อภาคการค้าที่จะติดตามมาอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในระดับเป็นทางการมีโอกาสที่มูลค่าทางการค้าจะดิ่งฮวบลงอีก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสั่งปิดด่านหรือมีการกระทำใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อการค้าตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะด้วยอาวุธ หรือการตอบโต้ทางการทูตในระดับที่เลวร้ายยิ่งกว่าการเรียกทูตกลับเมื่อปี 2552

แต่การค้าระดับนี้ มีเงื่อนไขที่จะต้องกังวลอีกอย่างหนึ่ง

หากไทยยังทะเลาะกับกัมพูชาไม่หยุดหย่อน จะยังผลให้ฐานะของไทยในฐานะประเทศคู่ค้าอันดับต้นๆ ของกัมพูชายิ่งถดถอยไปเรื่อยๆ จากเมื่อปีที่แล้วไทยเพิ่งสูญเสียอันดับ 3 ให้กับจีน และอาจเสียฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ให้กับชาติอื่นที่กำลังมาแรงในกัมพูชา อย่าง เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน

บางคนอาจไม่ยี่หระกับการสูญเสียตลาดอย่างกัมพูชา โดยมองว่าเป็นเพียงประเทศเล็กๆ อีกทั้งมูลค่าการค้ายังไม่มากมายนักเมื่อเทียบกับการค้าขายระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆ

กระนั้นการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชามีมูลค่าซ่อนเร้นที่ไม่ได้มีการสำรวจเป็นมูลค่ามหาศาล

กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า แท้จริงแล้วกัมพูชาเป็นตลาดที่ช่วยรองรับสินค้าเกษตรที่กำลังจะล้นตลาดในไทย อีกทั้งยังรองรับสินค้าอุตสาหกรรมที่ตกเกรด ทำให้สินค้าสามารถระบายออกสู่ตลาดได้ ช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งจะยังผลให้รัฐบาลไทยต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้หากการเผชิญหน้าจนถึงขั้นปิดชายแดนจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างที่ประเมินไม่ได้ต่อภาคการผลิตของไทยที่ “พึ่งพา” ตลาดกัมพูชาอยู่เสมอมา ยังไม่นับผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบก่อนใคอื่น

ผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์อีกประการคือ เม็ดเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจกาสิโนและการท่องเที่ยวมูลค่ามหาศาลจะเหือดหายไปในทันที ซึ่งในส่วนนี้ย่อมกระทบอย่างรุนแรงต่อเอเยนต์ธุรกิจท่องเที่ยวของไทย รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ดังจะเห็นได้จากยอดจองทัวร์ไปยังกัมพูชาเมื่อปีที่แล้วดิ่งวูบลงในช่วงความขัดแย้งถึงขีดสุด

คำถามก็คือหากธุรกิจกาสิโนและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ กัมพูชาจะยอมอ่อนข้อให้ไทยหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าไทยเป็นลูกค้ารายหลักที่นำเงินมหาศาลเข้ากัมพูชาจากธุรกิจทั้งสองด้าน

โชคร้ายที่กัมพูชามีแผนสำรองในเรื่องนี้เอาไว้แล้ว

ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเกาหลีใต้จะเปิดตัวกาสิโนขนาดยักษ์มูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐในเมืองเสียมเรียบ เพื่อหวังดึงนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ เพราะเป็นกลุ่มใหญ่ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและทำธุรกิจยังกัมพูชามากขึ้นทุกขณะ

จะเห็นได้ว่าวันนี้กัมพูชามีทั้งเกาหลีและจีนคอยประคับประคองการลงทุนและการค้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ การค้ากับไทยจึงมีแนวโน้มที่น่ากังวลอย่างมาก และมีโอกาสสูงที่รัฐบาลกัมพูชาจะปิดด่านหากคิดที่จะยั่วโทสะของไทย หรือไทยเป็นฝ่ายปิดเพราะความแค้นเคือง หรือทั้งสองประเทศเกิดควาบาดหมางรุนแรงทางการทูต

หรือในกรณีที่เสียงปืนเกิดลั่น และตามมาด้วยการนองเลือดตามแนวชายแดนขึ้นอีกครั้ง

napoleon
August 3rd, 2010, 05:34 PM
แรงงานกัมพูชาทะลักเข้าไทย-มาเลย์ครึ่งปีแรกเพิ่ม 2 เท่าตัว

Thannews วันอังคารที่ 03 สิงหาคม 2010 เวลา 22:13 น.

สำนักงานจัดหางานแห่งกัมพูชา (CRA) ในสังกัดกระทรวงแรงงานและอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ชาวกัมพูชาที่ไปเป็นผู้ใช้แรงงานในมาเลเซียและไทยเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยกัมพูชาส่งแรงงานถูกกฎหมายจำนวน 5,776 คน (หญิง 3,543 คน และชาย 2,233 คน) ไปยังมาเลเซียในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 1,925 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน กัมพูชาส่งแรงงานถูกกฎหมายจำนวน 2,409 คน (หญิง 1,124 คน และชาย 1,285 คน) มายังประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 803 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ในมาเลเซียนั้น แรงงานหญิงจะถูกจ้างไปเป็นแม่บ้านและคนช่วยขายของ ส่วนแรงงานชายจะถูกจ้างไปทำงานในอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนในประเทศไทยนั้น แรงงานเกือบทั้งหมดจะทำงานในโรงงานและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

kenos
August 3rd, 2010, 06:06 PM
^^
ปัญหาเขาพระวิหารพื้นที่ทับซ้อนนี้ใช้การเมืองนำการทหารจะได้มั้ยครับ ไม่เห็นมีความจำเป็นจะต้องไปรบกันฆ่ากันไปเพื่ออะไร ผมจะเสนอแนวทางวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหานี้กับพื้นที่ทับซ้อนดูดังนี้ครับ

ใช้การพูดคุยกันในระดับรัฐบาลมากกว่าทหารเจรจากัน ผมขอเสนอให้ประเทศไทยก็ทำเรื่องเสนอพื้นที่เขาพระวิหารด้านล่างที่เป็นของไทยเข้าไปเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน ส่วนการจัดการพื้นที่ทับซ้อนก็เปลี่ยนให้เป้นพื้นที่พัฒนาร่วมในกรณีที่บริเวณพื้นที่นั้นมีทรัพยากรก็ให้แบ่งโดยการรังวัดขนาดพื้นที่ทับซ้อน สมมุติในกรณีในพื้นที่มีบ่อน้ำมันถ้าออยู่ตรงจุดกึ่งกลางพอดีก็ให้แบ่งฝ่ายละ 50 : 50 แต่ถ้ามีการเอนเอียงไปในพื้นที่ฝั่งไหนมากกว่ากันก็ให้แบ่ง 60 : 40 โดยฝ่ายที่จะได้ 60% คือฝ่ายที่มีพื้นที่ครบครองทรัพยากรมากกว่าหรือวัดจากจุดกึ่งกลางแล้วอยู่ในฝั่งพื้นที่ทับซ้อนของฝ่ายนั้นมากกว่ากัน ไม่ว่าจะเรื่องเขาพระวิหารพื้นที่ทับซ้อนรวมไปถึงการพบเจอทรัพยากรก็แบ่งๆกันไปไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทับซ้อน กัมพูชา พม่า ลาว มาเลเซีย ตายไปเราก็พกเอาไปด้วยไม่ได้แบ่งกันใช้แบ่งกันรวยเพื่อนบ้านดีเราก็ดีการค้าการขายมันจะได้ซัพพอร์ตกันได้สะดวก พอจะโอเคมั้ยครับ

ไม่จำเป็นที่จะต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างเพราะเรื่องแค่นี้แล้วการแบ่งแบบนี้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพื่อนบ้านรวยเราก็รวยดีกว่าเป็นแบบทุกวันนี้คาราคาซังจะทำอะไรกันก็ทำไม่ได้ การทูตจะได้สนิทกันแน่นมากขึ้นมีปัญหาอะไรก็ปรึกษากันคุยกันได้ มีมิตรรอบบ้านมีมิตรใกล้บ้านดีกว่ามีมิตรไกลบ้าน ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันละทีนี้มันจะอยู่กันยังไงในเมื่อคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็มีเท่ากันทั้งคนไทยและคนกัมพูชารบกันให้ตายไปข้างยังไงคนที่ตายก็เป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ของเสียหายมันสร้างใหม่ได้แต่ชีวิตคนที่ตายมันสร้างใหม่ไม่ได้ ฝ่ายรัฐต้องเปลี่ยนท่าทีระหว่างกันขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนจะแสดงความมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำและกล้าตัดสินใจมากกว่ากัน ส่วนอีกฝ่ายจะมีวุฒิภาวะในการคิดไตร่ตรองรึเปล่า ประโยชน์มันเกิดแบบวินวินโซลูชั่นไม่มีฝ่ายไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบประชาชนทั้งสองประเทศก็จะอยู่กันได้อย่างมีความสุขภายใต้ประชาคมอาเซียน

napoleon
August 4th, 2010, 07:35 PM
ตลาดหุ้นเขมรเปิด ก.ค.ปีหน้า “ฮุนเซน” ฟุ้งจีดีพีปีนี้พรวด 5%

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2553 18:30 น.


ASTVผู้จัดการรายวัน-- ตลาดหุ้นพนมเปญได้ฤกษ์ใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซนกล่าวว่า จะเริ่มการซื้อขายในเดือน ก.ค.ปีหน้า ขณะที่คาดว่าปีนี้ผลผลิตมวลรวมภายในจะขยายตัวถึง 5% เนื่องจากทั่วโลกเริ่มฟื้นจากวิกฤติ

นายกฯ กัมพูชาระบุดังกล่าว ระหว่างปราศรัยในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจบใหม่ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ในวันพุธ (4 ส.ค.) ทั้งนี้เป็นรายงานของศูนย์ข่าวดืมอัมปึลในกรุงพนมเปญ

ฮุนเซนยังเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติ เน้นการลงทุนในแขนงอุตสาหกรรมการเกษตร รวมทั้งการจัดสร้างโรงสีเพื่อสีข้าวสำหรับส่งออก ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก สำนักข่าวที่ใกล้ชิดกับพรรครัฐบาลกล่าว

ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ จะขยายตัว 5% จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติ "เราจะต้องพยายามขยายตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้นเพื่อผลผลิตของเรา รักษาตลาดเดิมไว้และขยายสู่ตลาดแห่งใหม่" ดืมอัมปึล อ้างคำกล่าวของฮุนเซน

หลายปีมานี้เศรษฐกิจกัมพูชาเคยขยายตัวสูงกว่า 10% ต่อปี การส่งออกเสื้อผ้ากับการท่องเที่ยวเป็นพลังขับดันหลัก และแขนงอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นจุดแข็งสร้างรายจากการส่งออกราว 34% ของทั้งหมด

ขณะเดียวกันแขนงเสื้อผ้าส่งออกกำลังฟื้นจากภาวะซบเซาเมื่อปีที่แล้ว ยอดส่งออกในช่วง 6 เดือนปีนี้เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว และ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว 11% ทำรายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ากัมพูชา 2 ล้านคน ทำรายได้ 2,000 ล้านดอลลาร์

ครึ่งแรกของปี 2553 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเชื่อว่าตลาดหุ้นจะดึงดูดเงินลงทุนได้มากขึ้น แต่นายเกียตชน (Keat Chhon) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน ได้เปิดเผยในเกาหลีเดือนที่แล้ว ว่าต้องเลื่อนไปเปิดปีหน้า เนื่องจากทุกฝ่ายต้องการเวลาเตรียมการมากขึ้น

นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอีกว่า ปีนี้มีการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับแขนงผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนซึ่งมีเงินทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์.

napoleon
August 6th, 2010, 12:27 PM
THAI extends maintenance service at Cambodian airports

By The Nation 6/08/2010


Thai Airways International's Technical Department and Societe Concessionaire De L'Aeroport (SCA), the airport operator of Cambodia, have signed a four-year extension contract for aircraft maintenance services at Phnom Penh International Airport and Siem Reap International Airport .

This four-year contract is an extension of the previous agreement made in 2004 for handling such airlines as Asiana Airlines, China Airlines, Korean Airlines, and Silk Air.


Nicolas Deviller, CEO of SCA, said the agreement will enhance the airports' services for carriers serving medium range destinations and, in the future, the prospected companies with long haul flights. Aircraft maintenance, which requires high level of expertise, is a major driving force for the development of the Kingdon's international airports.


Captain Montree Jumrieng, managing director of THAI Technical Department, said the contract would be carried out in line with the IATA Standard Ground Handling Agreement

napoleon
August 19th, 2010, 06:58 PM
ขุนทหารใหญ่กองทัพเวียดนาม นำคณะเยือนเขมร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2553 04:55 น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- พล.ท.อาวุโส เลวันซวุง (Le Van Dung) หัวหน้ากรมใหญ่การเมืองกองทัพประชาชนเวียดนาม กำลังนำคณะเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 4 วัน ในขณะนี้ เพื่อกระชับสัมพันธ์ด้านกลาโหม และการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกองทัพของสองประเทศ

พล.ท.ซวุง ซึ่งเป็นกรรมการกลางคนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เริ่มการเยือนในวันจันทร์ (16 ส.ค.) ที่ผ่านมา และมีกำหนดเข้าพบหารือข้อราชการกับ พล.อ.เนียงพัด (Neang Phat) ปลัดกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ทั้งนี้ เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์กวานโดยเญินซเวิน (Quan Doi Nhan Dan) หรือ “กองทัพประชาชน” ฉบับเมื่อวันพุธ

การเยือนดังกล่าวอยู่ในโครงการแลกเปลี่ยนการเยือนเป็นปกติระหว่างนายทหารระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ตามความตกลงระหว่างสองประเทศและกระทรวงกลาโหมของทั้งสองฝ่าย สื่อของกองทัพประชาชนเวียดนาม กล่าว

พล.ท.ซวุง ยังกล่าวอีกว่า กรมใหญ่การเมืองกองประชาชนเวียดนาม กับ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเวียดนาม มีความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยฝ่ายเวียดนามจะฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกองงทัพกัมพูชา ขณะที่ พล.อ.เนียงพัด กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสองฝ่ายจะพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป

หัวหน้ากรมใหญ่การเมืองกองทัพเวียดนาม ยังมีกำหนดเข้าเยี่ยมคำนับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน กับ รัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.เตียบัญ ด้วย รวมทั้งนำคณะไปเยี่ยมชมฐานทัพเรือราม (Ream) ใน จ.พระสีหนุ

หลายปีก่อนเวียดนามได้มอบเรือลาดตระเวนติดปืนให้แก่กองทัพกัมพูชาจำนวน 2 ลำ โดยอ้างว่า เพื่อใช้ในการลาดตระเวนน่านน้ำ ป้องกันโจรสลัด และการค้ายาเสพติด และการค้าที่ผิดกฎหมายต่างๆ

การเยือนของนายทหารระดับสูงจากเวียดนาม ยังมีขึ้นในขณะที่กัมพูชากำลังโหมกระพือกล่าวหา ว่า ไทยมีนโยบายจะรุกรานด้วยกำลังทหาร

napoleon
August 27th, 2010, 12:32 PM
เขมรไม่ง้อไทย แต่ไปอ้อนอินเดีย ขอทุนให้นักศึกษา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 สิงหาคม 2553 03:16 น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์—รัฐบาลกัมพูชาได้เรียกร้องต่อรัฐบาลอินเดีย ขอการสนับสนุนให้นักศึกษากัมพูชาได้ไปศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยบานาราสฮินดู (Banaras Hindu University) สำนักข่าวพีทีไอ (Press Trust of India) รายงานเรื่องนี้โดยอ้างการเปิดเผยของผู้บริหารของ BHU

สถาบันดังกล่าวก่อตั้งในปี พ.ศ.2459 หรือกว่า 90 ปีมาแล้ว ที่เมืองพาราณสี (Varanasi) รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) ทางตอนเหนือ เป็นมหาวิทยาลัยสังกัดรัฐบาลกลาง และได้ชื่อเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ เป็นมหาวิทยาลัยแบบเรียนประจำใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ เป็นข้อมูลในวิกีพีเดีย

นายเชียงวุน (Chheang Vun) ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ กับความร่วมมือระหว่างประเทศจากกัมพูชา นำคณะจำนวน 10 คน เข้าพบหารือเรื่องนี้กับ นายดีพี ซิงห์ (D P Singh) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยดังกล่าว และเอ่ยขอทุนการศึกษาในสาขาการเกษตร การท่องเที่ยว การเคหะ การโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่นักศึกษาจากกัมพูชา พีทีไอกล่าว

ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยในกัมพูชากับมหาวิทยาลัยบานาราส และ นายซิงห์ ได้บอกกับฝ่ายกัมพูชาว่า จะรับพิจารณาเรื่องนี้ สำนักข่าวของทางการอินเดียกล่าว

ปลายปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ได้สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการกัมพูชาหยุดรับการช่วยเหลือด้านการศึกษาจากไทย และไม่ให้ส่งนักศึกษากัมพูชามาศึกษาในประเทศไทยอีก แม้ว่าจะได้รับทุนจากรัฐบาลไทยก็ตาม รวมทั้งให้เรียกนักศึกษาที่กำลังศึกษาในประเทศด้วยทุนของรัฐบาลไทยกลับประเทศด้วย

ผู้นำกัมพูชา ประกาศว่า จะออกค่าใช้จ่ายให้นักศึกษาเหล่านั้น ศึกษาเล่าเรียนในกัมพูชาต่อไป

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก รัฐบาลไทยประกาศมาตรการ “หยุดให้การช่วยเหลือ” หลังจากกัมพูชาแต่งตั้งนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ไทยต้องการนำตัวมาลงโทษ ให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งได้ทำให้นายกรัฐมนตรีกัมพูชาสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ทบทวนและยกเลิกความช่วยเหลือจากไทยทั้งหมด เป็นการตอบโต้

นายกอยเกือง (Koy Kuong) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชากล่าวเมื่อวันอังคารว่า กัมพูชาไม้ต้องการความช่วยเหลือใดๆ จากไทย และไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักศึกษาจากกัมพูชาจำนวนมากที่เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนสาขาวิชาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในกรุงเทพฯ รวมทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงต่างๆ ทั้งหมดมาเรียนด้วยทุนของครอบครัวไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล และยังเรียนในประเทศไทยต่อไปตามปกติ

sansano
August 30th, 2010, 01:48 PM
เขมรกำลังจะมี “ตึกระฟ้า” หลังแรก สูง 22 ชั้น

http://pics.manager.co.th/Images/553000012826901.JPEG
ภาพจำลองอาคารพนมเปญทาวเวอร์สูง 22 ชั้น กำลังจะเป็น "ตึกระฟ้า" หรืออาคารสูงที่สุดหลังแรก เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

ASTVผู้จัดการออนไลน์ — กำลังจะมีการทำพิธีเปิดอาคารสูงหลังแรกในกรุงพนมเปญสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็น “ตึกระฟ้า” หลังแรก เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศ อีก 1 หลังที่สูงกว่า กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการในเดือน ก.ย.นี้เช่นเดียวกัน ในขณะที่อีกหลายหลังกำลังก่อสร้าง

อาคารสูง 22 ชั้น เป็นของบริษัท ฮุนไดแอมโก (Hyundai Amco) จากเกาหลี เป็นอาคารเช่าสำหรับทำสำนักงาน ซึ่งผู้อำนวยการบริษัท กล่าวว่า ปัจจุบันมีการติดต่อกับผู้เช่าที่มีศักยภาพจำนวน 250 ราย และเชื่อว่า ครึ่งหนึ่งจะเซ็นสัญญาในเร็วๆ นี้ หลังจากอาคารเปิดทำการในวันที่ 2 ก.ย.

นายซุงซูคิม (Sung Soo Kim) กล่าวกับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ว่า จากข้อมูลการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศในกัมพูชา การท่องเที่ยว การส่งออก และนำเข้า รวมทั้งบริษัทธุรกิจที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชากำลังกระเตื้องกลับคืนมา ไม่ได้อยู่ในช่วงขาลงอีกแล้ว

อาคารสูงในกรุงพนมเปญส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า คิดอัตราระหว่าง 20-40 ดอลลาร์ต่อตารางเมตร อาคารของธนาคารคานาเดีย (Canadia Tower) สูง 27 ชั้น มีกำหนดเปิดให้เช่าชั้นล่างๆ ของอาคารในเดือน ก.ย.นี้เช่นกัน

ยังคงมีการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมหรูสูงกว่า 40 ชั้น ในเมืองหลวงของกัมพูชา ด้วยทุนของนักลงทุนเกาหลี ซึ่งทุกอย่างล่าช้าลงในช่วงปี 2551-2552 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

หลายปีมานี้ทางการได้อนุญาตให้บริษัทจากต่างชาติจำนวนหนึ่งเข้าลงทุน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งโครงการ “แคมโคเมืองใหม่” (Camko New City) ในชานกรุงพนมเปญ ซึ่งประกอบด้วยอาคารสูงหลายหลัง เพื่อให้เป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจและการเงินของประเทศ

การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทำให้ที่ดินในเมืองหลวงมีค่าขึ้นมาทันที ปัจจุบันยังคงมีการขับไล่ราษฎรออกจากที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายกรณีใช้ความรุนแรงที่ได้รับการประณามจากองค์การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ เพื่อนำที่ดินไปให้แก้บริษัทที่ได้รับสัมปทานเพื่อโครงการพัฒนา

ในขณะที่เมืองเสียมราฐซึ่งเป็นศูนย์กลางของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว รัฐบาลจำกัดความสูงของอาคารเอาไว้ไม่เกิน 4 ชั้น (นัยว่าเพื่อไม่ให้สูงเกินความสูงของปราสาทนครวัด) แต่ในเมืองหลวงไม่มีข้อจำกัด

กรุงพนมเปญจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีอาคารสูงผุดขึ้นมาหลายหลัง กลายเป็นเมืองหลวงที่ดูทันสมัย ฟู่ฟ่า และเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจกับการลงทุน แม้ว่าในปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร 14 ล้านคน จะยังมีฐานะยากจนต่ำกว่ามาตรฐานความยากจนที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติก็ ตาม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2553 12:49 น.

sansano
September 1st, 2010, 02:40 AM
เขมรหาทุนทำท่าเรือท่องเที่ยวเชื่อม จ.แก๊บ-ฟุก๊วกเวียดนาม


http://pics.manager.co.th/Images/553000012943801.JPEGแผนที่ทำขึ้นใหม่จาก Google Earth Map แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเกาะฟุก๊วก กับเมืองต่างๆ ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในเวียดนามและในกัมพูชา ที่กำลังจะเชื่อมต่อการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน แหล่งท่องเที่ยวใหม่เหล่านี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.แก๊บ (Kep) จังหวัดใหม่ล่าสุดของกัมพูชา

ASTVผู้จัดการรายวัน-- ทางการ จ.แก๊บ (Kep) ในภาคใต้กัมพูชากำลังมองหานักลงทุนสร้างท่าเรือท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เพื่อนำนักท่องเที่ยวจากที่นั่นไปยังเกาะฟุก๊วก เกาะท่องเที่ยวในอ่าวไทยของเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเงินทุนราว 20 ล้านดอลลาร์

ปัจจุบันเวียดนามกำลังพัฒนาเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศให้เป็นปลายทาง ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาค เชื่อว่าภายในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวไปที่นั้นปีละ 2-3 ล้านคน 35-40% เป็นชาวต่างชาติ

แก๊บเป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายทะเลของกัมพูชมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม มีพระราชฐานของอดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุอยู่ที่นั่น ปัจจุบันมีการลงทุนสร้างโรงแรมรีสอร์ตจำนวนมาก การคมนาคมสะดวก และยังยู่บนเส้นทางที่เรียกว่าระเบียงขนส่งสายใต้เลียบฝั่งทะเล (Southern Coastal Trasport Corridor) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย

ตามข้อมูลของ จ.แก๊บ ครึ่งแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวไปที่นั่นกว่า 409,000 คน กว่า 50,000 คนเป็นชาวต่างประเทศ เทียบกับ 277,000 คนกับต่างชาติอีก เพียงไม่ถึง 5,000 คน ในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว สำนักข่าวเวียดนามวีเอ็นเอกล่าว

อย่างไรก็ตามการเดินทางโดยเรือจากเมืองแก๊บ เทียบกับจากเมืองแหร็กหยา (Rach Gina) จ.เกียนซยาง (Kien Giang) ในเวียดนาม อาจจะมีระยะทางเท่าๆ กัน ในขณะที่คาดว่าอีกไม่นานจะมีเที่ยวบินจากสีหนุวิลล์ไปยังเกาะฟุก๊วกเช่นกัน. .

http://pics.manager.co.th/Images/553000012943802.JPEGbr>ภาพ จาก www.nguyentl.free.fr น้ำทะเลใสแจ๋วราวกระจกที่ริมหาดทรายบนเกาะฟุก๊วก โรงแรมรีสอร์ตกำลังผุดขึ้นหลายแห่ง สนามบินแห่งใหม่สร้างมาตั้งแต่ปลายปี 2551 ซึ่งจะทำให้เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ขึ้นลงได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2553 02:14 น.

pon
September 1st, 2010, 05:58 AM
^^
หาดทรายสวย น้ำใสใช้ได้เลยนะครับ

Goddess
September 1st, 2010, 08:11 AM
ฟุก๊วกหรือเกาะตราลนี่ดูยังไงก็อยู่ในน่านน้ำเขมรนะ อิอิ

Tornado
September 1st, 2010, 12:41 PM
ฟุก๊วกหรือเกาะตราลนี่ดูยังไงก็อยู่ในน่านน้ำเขมรนะ อิอิ
Agree :)

sansano
September 1st, 2010, 04:43 PM
“ฮุนระฟ้า” น้ำลายแตกฟอง เขมรจะสร้างตึกสูงที่สุดในเอเชีย

http://pics.manager.co.th/Images/553000012980906.JPEG
ภาพจาก Google Earth Map เกาะพิกเกิดจากการทับถมของตะกอนที่บริเวณปากแม่น้ำโตนเลสาปไหลหลงสู่แม่น้ำ โขงซึ่งเมื่อก่อนป็นอาณาบริเวณที่เคยเป็นคุ้งน้ำกว้างขวาง เริ่มปรากฎเป็นแผ่นดินขึ้นมาเมื่อปี 2537 ต่อมาก็ทับถมกว้างออกไป เริ่มมีคนเข้าอยู่อาศัยและกลายเป็นทำเลทอง ให้บริษัทเอกชนสัมปทาน 70 ปี ตามมาด้วยการไล่ที่และถมที่ จนกระทั่งเพิ่มขึ้นเป็น 75 เฮกตาร์ หรือเกือบ 470 ไร่ ตึกระฟ้าสูงที่สุดในเอเชียของฮุนเซนจะอยู่ที่นี่ หากหาเงินทุนได้สัก 2,000 ล้านดอลลาร์งานนี้ก็มีลุ้น.. แต่จะสร้างเพื่ออะไร?

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประกาศจะสร้างตึกสูงที่สุดเอเชีย บนเกาะกลางเมื่อน้ำโขงในกรุงพนมเปญ สูงเสียดฟ้า 555 เมตร ซึ่งทำให้ดูไบทาวเวอร์ในตะวันออกกลาง ไต้หวันไทเปทาวเวอร์ด้อยลงและ อาคารปิโตรนาส "ทวินทาวเวอร์" ในกัวลาลัมเปอร์เล็กลงอีก

ฮุนเซนประกาศเรื่องนี้ในวันพุธ (1 ก.ย.) ระหว่างพิธีประทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

"มันจะเป็นตึกสูงที่สุดในเอเชีย" ฮุนเซนกล่าว

อาคารดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "ไดมอนด์ไอส์แลนด์" บนเกาะพิก ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสำนักงานให้เช่าทันสมัย ของนักลงทุนต่างชาติกับทุนท้องถิ่น แต่นรม.กัมพูชาไม่ได้เปิดเผยว่าอาคารสูงที่สุดในเอเชียจะสูงกี่ชั้น และ ยังไม่ทราบเกี่ยวกับเงื่อนเวลาดำเนินการ

ไดมอนด์ไอส์แลนด์แตกย่อยออกเป็นหลายโครงการบนเกาะในแม่น้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านเขต อ.จัมการมอน ทั้งหมดมีพื้นที่เพียง 75 เฮกตาร์ (เนื้อที่ 487 ไร่) เท่านั้น ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้วเป็นหย่อมๆ รวมทั้งการสร้างสะพาน แต่ไม่เคยมีตึกระฟ้าสูง 555 เมตรอยู่ในโครงการ

การก่อสร้างทั้งหมดมีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2559 แต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ลงทุนซึ่งรวมทั้งธนาคารคานาเดียในกัมพูชาได้ประกาศเลื่อนโครงการออก ไป

"ผมกำลังจะส่งแผนการนี้ให้กระทรวงพัฒนาเมือง (และบริหารจัดการที่ดิน) พิจารณา" ผู้นำกัมพูชากล่าว

ไดมอนด์ไอส์แลนด์ใช้เงินทุนเริ่มต้นเพียง 200 ล้านดอลลาร์เท่านั้น และ ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุนที่คาดว่าจะต้องใช้หลายพัน ล้านดอลลาร์ในการก่อสร้างทั้งโครงการ

----------
โปรดเลื่อนลงเพื่ออ่านต่อ

2http://pics.manager.co.th/Images/553000012980902.JPEG



ภาพจำลองโครงการไดมอนด์ไอส์แลนด์ "เกาะเพ็ชร" ซึ่งไม่มีโครงการตึกระฟ้ารวมอยู่ด้วย นรม.กัมพูชาเปิดเผยว่า จะนำเรื่องนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนดู

ไปชมภาพในฝันอื่นๆ บนเกาะเพชร


3http://pics.manager.co.th/Images/553000012980903.JPEG



4
http://pics.manager.co.th/Images/553000012980904.JPEG


5http://pics.manager.co.th/Images/553000012980905.JPEG


หลายปีมานี้กัมพูชาได้อนุมัติโครงการก่อสร้างตึกสูงไปหลายแห่ง ในแผนการพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจการเงินและสร้างเขตเมืองใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากเกาหลีและมาเลเซีย มีมูลค่าตั้งแต่ไม่กี่ร้อยล้านดอลลาร์ จนถึงกว่า 1,000 ล้าน และ 2,000 ล้าน

แต่วิกฤติเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 251-2552 ทำให้โครงการชะลอตัวหรือหยุดชะงัก บางโครงการล้มเลิกไป

สัปดาห์นี้เพิ่งจะมีการเปิดใช้อาคารพนมเปญทาวเวอร์ (Phnom Penh Tower) ในเมืองหลวง เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าของนักลงทุนจากเกาหลี ความสูง 22 ชั้น เป็น “ตึกระฟ้า” หลังแรกในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความสูง 512 เมตร สูงกว่า 160 ชั้น ปัจจุบันดูไบทาวเวอร์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตึกสูงที่สุดในโลก ส่วนอาคารปิโตรนาสของมาเลเซีย ได้ชื่อเป็นตึกแฝดสูงที่สุดในโลก สูง 452 เมตรจำนวน 88 ชั้น

ส่วนในเวียดนามเพื่อนบ้าน เดือน ก.ค.ที่ผ่านมากลุ่มปิโตรเวียดนามประกาศการก่อสร้างอาคารสูง 528 เมตร ในกรุงฮานอย ด้วยเงินทุน 1,200 ล้านดอลลาร์ เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นตึกระฟ้าสูงอันดับ 2 ในเอเชีย ถัดจากอาคารดูไบทาวเวอร์

แต่ทั้งหมดกำลังจะถูกอาคารสูงของฮุนเซนบดบังรัศมี.

----------

หลายอย่างสร้างใกล้เสร็จแล้วเหมือนกัน


6http://pics.manager.co.th/Images/553000012980907.JPEG



7http://pics.manager.co.th/Images/553000012980908.JPEG



8http://pics.manager.co.th/Images/553000012980910.JPEG



และบัดนี้..เศรษฐีถูกท้าทาย


9http://pics.manager.co.th/Images/553000012980901.JPEG



ดูไบทาวเวอร์ยืนตระหง่านสูงที่สุดในโลก ในดินแดนที่ห้อมล้อมด้วยทะเลทราย อาคารของกลุ่มปิโตรเวียดนามในกรุงฮานอยกำลังจะเป็นอันดับ 2 แต่ทั้งหมดกำลังถูกผู้นำประเทศยากจนที่สุดในโลกแห่งหนึ่งท้าทาย...

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2553 15:36 น.

Humble NK
September 1st, 2010, 04:51 PM
ผังเมืองเค้าสวยดีนะครับ

http://pics.manager.co.th/Images/553000012980906.JPEG

napoleon
September 1st, 2010, 07:12 PM
เขมรปฏิเสธเงินช่วยเหลือสร้างถนนจากไทย

Nation 1 กย. 2553 07:20 น.


กัมพูชา ปฏิเสธ เงินจำนวน 41,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในการสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการสร้างถนน จากการรายงานของสื่อไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาโดย นายกอย เกือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าววานนี้(30) ว่า กัมพูชาจะไม่รับเงินกู้ยืม และโครงการสร้างถนนจะดำเนินไปอย่างเสรี อีกทั้งกัมพูชาก็ไม่เคยร้องขอสินเชื่อนี้ และ ไม่ต้องการเงินนี้ด้วย ซึ่งกัมพูชาจะใช้งบประมาณของตนเองเพื่อสร้างถนน และ

โครงการนี้จะดำเนินไปในทิศทางที่ดี ตามรายงานระบุ ความคิดเห็นของนายกองเกือง ถือเป็นการพลิกคำพูดจากวันก่อนในการแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเงินกู้จากไทย ที่เขากล่าวว่า "ยินดีต้อนรับเงินช่วยเหลือทุกรูปแบบโดยปราศจากเงื่อนไข" ซึ่งก่อนหน้านี้ ตามการรายงานของสื่อไทย อ้างคำกล่าวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่กล่าวขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าจะมีการกลับมาพิจารณาการให้ความช่วยเหลือจากทางการไทยอีกครั้ง ในสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการขยายทางหลวงสาย 68 เชื่อมต่อกับชายแดนไทยกับจังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้เมื่อเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ประกาศยกเลิกเงินช่วยเหลือจากไทยทั้งหมด หลังเกิดความขัดแย้งทางการทูต หลังกัมพูชาแต่งตั้ง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลกัมพูชา ขณะที่

นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนนั้นไม่ทราบจุดยืนของกัมพูชาเกี่ยวกับเงินทุน แต่ประเทศไทยก็พร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีกับกัมพูชา

KhimNawa
September 1st, 2010, 08:59 PM
เขมรเตรียมสร้างตึกสูงสุดในเอเชีย
วันพุธ ที่ 01 กันยายน 2553 เวลา 22:51 น


วันนี้ (1ก.ย.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาได้อนุมัติแผนแม่บท การก่อสร้างอาคารระฟ้าในกรุงพนมเปญ ขนาดความสูง 555 เมตร (1,820 ฟุต) ซึ่งจะกลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดในทวีปเอเชีย โดยอาคารจะอยู่ห่างจากพระราชวังหลวงในกรุงพนมเปญประมาณ 1 กม. ก่อสร้างโดยบริษัทโอเวอร์ซีส์ แคมโบเดีย อินเวสต์เมนต์ คอร์ป ของนายปัง เขียว เซ หนึ่งในนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้ระบุว่า การก่อสร้างจะเริ่มเมื่อใด หรือใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่นายทัช สามนาง ผจก. โครงการ เผยว่า โครงการนี้จะใช้ทุนก่อสร้างราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันอาคารสูงสุดของกัมพูชา คืออาคารแคนาเดีย ทาวเวอร์ ในกรุงพนมเปญ ความสูง 115 เมตร (377 ฟุต) และอาคารที่ครองแชมป์สูงสุดในเอเชียในปัจจุบันคือ ไทเป 101 ในกรุงไทเป เมืองหลวงไต้หวัน ซึ่งมีความสูง 508 เมตร (1,667 ฟุต) ใช้ทุนก่อสร้าง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคยครองแชมป์ตึกสูงที่สุดในโลกนับตั้งแต่ปี 2547 ก่อนจะถูกโค่นเมื่อเดือน ม.ค. ปีนี้ โดยอาคารเบิร์จ คาห์ลิฟา ในนครรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีความสูง 828 เมตร (2,717 ฟุต).

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=5&contentID=89217

( จากเวปจะมีรูปภาพด้วยนะครับ แต่ผมเอาลงไม่เป็น )


ปล. งงกะข่าว แล้ว UAE ไม่ได้อยู่เอเชียรึไง ทำไมบอกว่าที่จะสร้างที่เขมรจะสูงสุดในเอเชีย ...

Goddess
September 1st, 2010, 09:11 PM
^^
ในรูปลิงค์ข้างบนเป็นตึกโกลทาวเวอร์42คับสูง 192 เมตร
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=573861

KhimNawa
September 1st, 2010, 09:47 PM
^^
ในรูปลิงค์ข้างบนเป็นตึกโกลทาวเวอร์42คับสูง 192 เมตร
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=573861

งั้นผมขออภัยที่เข้าใจผิดละกันนะครับ พอดีไม่ได้มีความรู้เรื่องตึกของแต่ละประเทศเท่าไหร่ แต่แค่อยากเสนอจรงเนื้อข่าวมากกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงครับผม..:)

napoleon
September 9th, 2010, 02:16 PM
บริษัทจีนทุ่ม 3 พันล้านดอลล์ลงทุนกัมพูชา

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:48:52 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บริษัทจีนประกาศทุ่มเงิน 3 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และแปรรูปโลหะในกัมพูชา


เอพีอ้างการให้สัมภาษณ์ของเอียง โสฟัลเลธ ผู้ช่วยของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ว่า หลิน เซียง หวาง ประธานบริษัทของจีนได้เปิดเผยข้อเสนอการลงทุนระหว่างการพบปะกับผู้นำกัมพูชา โดยบริษัทเออร์ดอส อิเล็กทริคัล พาวเวอร์ แอนด์ เมทัลเลอร์จิคัล มีแผนลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ในจังหวัดพระสีหนุ (Preah Sihanouk) อีกทั้งจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะสำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออก


ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในกัมพูชายังคงด้อยพัฒนา และโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้กัมพูชายังซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและไทยด้วย


แม้เออร์ดอส ซึ่งมีบริษัทมิตซุย แอนด์ โค ของญี่ปุ่นถือหุ้นอยู่ 25% ไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาของโครงการดังกล่าว แต่นายเอียงเผยว่า นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ให้การสนับสนุนแผนนี้อย่างเต็มที่


ข้อมูลจากสถานทูตจีนระบุว่า ปัจจุบัน จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติแถวหน้าของกัมพูชา โดยมีบริษัทจีนราว 349 แห่งลงทุนในโครงการต่างๆ ในกัมพูชา ได้แก่ เกษตรกรรม ก่อสร้าง และเขื่อน

napoleon
September 11th, 2010, 08:05 PM
พลิกโฉมเมืองประตูอินโดจีน...สระแก้ว ปั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-กัมพูชา

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4244 ประชาชาติธุรกิจ


ในอดีตจังหวัดสระแก้วเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ ชายแดน แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก และยังตั้งเป้าที่จะบรรลุถึงวิสัยทัศน์ "เมืองงามชายแดนบูรพาน่าอยู่ ประตูสู่ อินโดจีน ถิ่นอุตสาหกรรมการเกษตร เขตท่องเที่ยวเชิงนิเวศ"

ศักยภาพของสระแก้ว อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลางประกอบด้วย สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี มีพื้นที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯและชายฝั่งทะเลตะวันออก อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง และมีเส้นทางคมนาคมสะดวกเชื่อมต่อกับภูมิภาคอื่นทั้งภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่าง และจังหวัดชายแดนของกัมพูชา คือ บันเตีย เมียนเจย และเสียมราฐ ที่ตั้งของนครวัด-นครธม

ที่สำคัญคือ เป็นฮับ (hub) ของศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ตลาด แต่ที่รู้จักกันดี คือ ตลาดโรงเกลือ โดยมีเงินสะพัดวันละกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่สถิติการส่งออก-นำเข้าบริเวณด่านบ้านคลองลึก อรัญประเทศ ก็มีมูลค่าสูงสุดในกลุ่มด่านการค้าในภาคตะวันออกทั้ง 6 ด่าน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่การส่งออกไปตลาดกัมพูชาเท่านั้น แต่สินค้าไทย ไปไกลถึงประเทศเวียดนาม

เกตเวย์ส่งออกกัมพูชา-เวียดนาม

ตัวเลขการค้าด่านคลองลึก อรัญประเทศ ในปี 2550 มีมูลค่าการค้ารวม 19,224.21 ล้านบาท แบ่งเป็นการ ส่งออก 17,870.36 ล้านบาท นำเข้า 1,353.85 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 16,516.51 ล้านบาท ปี 2551 มูลค่าการค้ารวม 28,907.44 ล้านบาท ส่งออก 26,749.86 ล้านบาท นำเข้า 2,157.58 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 24,592.28 ล้านบาท

ปี 2552 มูลค่าการค้ารวม 23,396.06 ล้านบาท ส่งออก 21,456.59 ล้านบาท นำเข้า 1,939.47 ล้านบาท ดุลการค้า 19,517.12 ล้านบาท และตัวเลขล่าสุดระหว่างเดือนตุลาคม 2552-กรกฎาคม 2553 มีการส่งออก-นำเข้า 22,891.76 ล้านบาท



ประเภทสินค้าส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกในปี 2551 คือ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ รถยนต์ อะไหล่รถจักรยานยนต์ อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ รถไถ ผ้าถัก สุกร เสาโทรคมนาคม แต่ในปี 2552 สินค้าส่งออก 10 อันดับแรก เปลี่ยนไป อันดับ 1 คือ สุกร รองลงมาคือ อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ เครื่องยนต์ รถยนต์ อะไหล่รถ จักรยานยนต์ ผ้าถัก รถจักรยานยนต์ ปุ๋ยเคมี และยางรถยนต์ สำหรับสินค้านำเข้า คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลือง เศษอะลูมิเนียม เศษเหล็ก เสื้อผ้าสำเร็จรูป เศษกระดาษ เศษทองแดง และเสื้อผ้าใช้แล้ว

"ศานิตย์ นาคสุขศรี" ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แม่ทัพใหญ่ที่ร่วมบุกเบิกปลุกปั้นเมืองสระแก้วให้ก้าวขึ้นสู่ประตู อินโดจีนย้ำว่า สระแก้วเป็นเมืองแห่งอนาคตที่จะเชื่อมสู่อินโดจีนไปกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งเศรษฐกิจกำลังขยายตัวมาก เป็นตลาดใหม่ที่จะมารองรับสินค้าไทยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจังหวัดสระแก้วจึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ขณะนี้ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาโครงการพัฒนาโครงข่ายด้านโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจังหวัด โครงการจัดตั้งสถานีขนถ่ายสินค้าและคลังสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ตอนกลาง และกลุ่มประเทศในแถบอินโดจีน

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเมืองชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพเมืองสระแก้วและฝั่งกัมพูชา เพื่อพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก

5 พื้นที่แคนดิเดตเขต ศก.พิเศษ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันชัย รัตนวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูล พบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จังหวัดสระแก้ว มี 5 แห่ง ได้แก่ 1) พื้นที่ตำบล ป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ อยู่ใกล้กับตัวเมืองอรัญประเทศ ตลาดโรงเกลือและด่านผ่านแดนถาวรคลองลึกประมาณ 8 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวก มีอ่างเก็บน้ำที่ปรับปรุงเป็นขนาดใหญ่ได้

นอกจากนี้ ฝั่งตรงข้ามในประเทศกัมพูชามีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมไว้แล้ว คือ นิคมอุตสาหกรรมโอเนียง (Poipate O"Neang Industrial Estate) โดยมีถนนตัดตรงจากชายแดนกัมพูชา-ไทยจนถึง ถนนหมายเลข 5 กิโลเมตรที่ 11 ห่างจากชายแดนคลองลึก 11 กิโลเมตร ซึ่งรอการเชื่อมต่อโครงข่ายกับประเทศไทย แต่มีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถเจรจาใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยอาจทำเป็นจุด custom checking ร่วมกันเพื่อลดกระบวนการตรวจสอบสินค้าซ้ำซ้อน

2) บ้านหนองเอี่ยน ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ อยู่ตรงข้ามเมือง ปอยเปต กัมพูชา เป็นที่นามีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม มีชุมชนหนาแน่นปานกลาง ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน แต่ฝั่งกัมพูชามีชุมชน หนาแน่น เป็นปัญหาต่อการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระหว่าง 2 ประเทศ และอยู่ไกลจากตัวเมืองอรัญประเทศ และด่านคลองลึก

3) จุดผ่อนปรนบ้านหนองปรือ ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ อยู่ตรงข้ามตำบลมาลัย อำเภอมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีพื้นที่ว่างเปล่าจำนวนมากแต่เป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง อยู่ไกลด่านคลองลึก และบริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชามีชุมชนและสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ขาดความพร้อมของโครงข่ายการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อกับประเทศไทย

4) จุดผ่อนปรนบ้านเขาดิน ตำบล เขาดิน อำเภอคลองหาด อยู่ตรงข้ามบ้านพนมได (บ้านกิโล 13) อำเภอสำเภาลูน จังหวัดพระตะบอง เป็นพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกองทัพบกใช้ในกิจการความมั่นคง ยากต่อการพัฒนา มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้า-ออก และอยู่ไกลจากด่านคลองลึก 58 ก.ม.

5) จุดผ่อนปรนบ้านโนนหมากมุ่น กิ่งอำเภอโคกสูง อยู่ฝั่งตรงข้ามศุลกากร บึงตากวน กัมพูชา อยู่ห่างจากด่านศุลกากรอรัญประเทศ 48 ก.ม. การคมนาคมไม่สะดวก ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน

"หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนและหน่วยงานในสระแก้ว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2553 ที่ประชุมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พื้นที่ตำบลป่าไร่มีความเหมาะสมที่สุด แต่ยังต้องศึกษาเชิงลึกเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ควรมีพื้นที่ประมาณ 2 พันไร่ ถ้าสามารถพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนได้ จะสามารถลดปัญหาเรื่องแรงงานกัมพูชาทะลักหรือลักลอบเข้าประเทศได้"

ดร.วันชัยกล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง สถานีขนถ่ายสินค้า ด่านศุลกากร ซึ่งอาจดำเนินการเป็นเฟสแรกภายในปี 2555 ส่วนเฟส 2 ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หากแล้วเสร็จในปี 2558 จะรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยมีเป้าหมายหลักที่จะสร้างเขต "การผลิตเดียว และตลาดเดียว" ซึ่งจะต้องมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรีทั้งวัตถุดิบ เงินทุน และแรงงาน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

(อ่านต่อฉบับหน้า : เปิดโมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษ)

หน้า 23

http://img688.imageshack.us/img688/9263/59921363.jpg (http://img688.imageshack.us/i/59921363.jpg/)

napoleon
September 12th, 2010, 06:58 AM
กัมพูชายิ้มร่า ไอเอ็มเอฟเผยเศรษฐกิจปีนี้เติบโต 5 % ปีหน้า6 %

วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 11:22:15 น. มติชนออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ว่า โอลาฟ อันเตอร์โรเบอร์โดเออร์สเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาปีนี้ คาดว่าจะเติบโตราว 4.5-5 % และ 6 % ในปีหน้า สาเหตุจากปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกสิ่งทอ และการท่องเที่ยว ซึ่งมีอัตราการเติบยโต 10-20 % ในช่วงไตรมาสที่สอง ขณะที่ภาคกสิกรรม ยังเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาด้วย ขณะเดียวกัน กัมพูชา ก็ควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การลงทุนด้านสาธารณูปโภคในพื้นที่ชนบท และการขยายแหล่งการเติบโตอื่น ๆ ของประเทศ แต่สำหรับอุตสาหกรรมด้านการก่อสร้าง ซึ่งเคยเติบโตในอัตราเลขสองหลักในช่วงที่ผ่านมา ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดูเหมือนจะชะลอตัวเชื่องช้า

napoleon
September 13th, 2010, 03:54 PM
คนงานรง.เสื้อผ้ากัมพูชากว่า 6 หมื่นคน ประท้วงขอขึ้นค่าแรง หลังศก.ฟื้นตัว

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 15:05:37 น. มติชนออนไลน์

เอเอฟพี รายงานว่า แรงงานชาวกัมพูชากว่า 60,000 คนในโรงงานเสื้อผ้าเริ่มต้นหยุดงานประท้วง ซึ่งนับเป็นซีรีส์ล่าสุดของแรงงานในเอเชียที่ลุกขึ้นมาต่อต้านนายจ้าง เพื่อเรียกร้องขอส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่เติบโตขึ้น


อัต ทัน ประธานสหภาพแรงงานแห่งกัมพูชา ระบุว่า แรงงานกว่า 60,000 คน จากโรงงานกว่า 40 แห่ง รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอปรับขึ้นค่าแรง โดยพวกเราจะรวมตัวกันประท้วงต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ


อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าของกัมพูชา ซึ่งผลิตเสื้อผ้าให้แบรนด์ดังๆ อาทิ แก๊พ เบเนตอง (Benetton) อาดิดาส และพูม่า ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของกัมพูชาที่ดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติจำนวนมาก และสร้างงานกว่า 345,000 ตำแหน่ง


การสไตรก์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชากำหนดค่าแรงขั้นต่ำสำหรับพนักงานในโรงงานเสื้อผ้าและรองเท้าไว้ที่ 61 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่สหภาพแรงงานระบุว่า อัตราเงินเดือนดังกล่าวไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย ทั้งค่าอาหาร ที่พัก และการเดินทาง โดยเรียกร้องอัตราเงินเดือนที่ 93 ดอลลาร์


อย่างไรก็ตาม กัมพูชา ซึ่งมีประชากรกว่า 30% จากทั้งหมด 14 ล้านคน มีรายได้น้อยกว่า 50 เซนต์ต่อวัน พึ่งพาอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ซึ่งในปีที่แล้วอุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกลดลงเหลือ 2.69 พันล้านดอลลาร์ จาก 3.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2551 แต่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ สถานการณ์การส่งออกกระเตื้องขึ้น โดยการส่งออกโต 13.4% มีมูลค่า 1.63 พันล้านดอลลาร์


ทั้งนี้ แรงงานในหลายประเทศของเอเชียต่างรวมตัวประท้วงเป็นระยะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่บังกลาเทศไปจนถึงจีน เพื่อให้นายจ้างปรับเงื่อนไขการทำงานให้ดีขึ้น

Imperfect Ending
September 16th, 2010, 09:08 PM
Gold tower 42 stops at 31

Gold tower 42 stands unfinished with 31 floors completed after developers confirmed Monday construction had temporarily halted on Phnom Penh's largest skyscraper.
http://www.phnompenhpost.com/images/stories/news/national/2010/100913/gold_tower_42.jpg

Monday, 13 September 2010 20:46
Soeun Say

CONSTRUCTION at Phnom Penh’s Gold Tower 42 has been temporarily suspended, with developers unable to confirm when work will restart on the much-anticipated US$240 million skyscraper.

When finished, Gold Tower was set to become the tallest building in the capital at 192 metres high, dwarfing the 32-storey Canadia Tower at 118.1 metres. But so far, just 31 storeys of structure, being built on the corner of Sihanouk and Monivong Boulevards, stand complete.

“It is true that we have, since the beginning of this month, temporarily put it on hold,” said Kim-KW, a South Korean project director at developer Yon Woo Cambodia Co, yesterday.

“We will continue progress again, but at the moment we don’t know when,” he added.

Kim K-W refused to reveal the reason for the decision. But an administrator, who asked not to be named, added: “It is just a temporary suspension. We see that the economic situation is not getting better.”...

read the full story in tomorrow’s Phnom Penh Post or see the updated story online from 3PM UTC/GMT +7 hours.

--

napoleon
September 18th, 2010, 05:38 PM
สำรวจศักยภาพการค้า-โลจิสติกส์ สระแก้ว-พนมเปญ-โฮจิมินห์

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4246 ประชาชาติธุรกิจ


ในช่วงวันที่ 3-6 กันยายน 2553 นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยคณะอาจารย์ที่ศึกษาระบบโครงข่ายโลจิสติกส์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายอนุรักษ์ เทียนทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และคณะได้เดินทางศึกษาดูงานระหว่างชายแดนไทย (สระแก้ว)-กัมพูชา (เส้นทางหมายเลข 6)-โฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม

คณะสำรวจใช้รถบัสขนาดเล็กของกัมพูชา จุดสตาร์ตอยู่ที่ด่านพรมแดนคลองลึก จ.สระแก้ว ผ่านด่านปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งเดิมเรียกว่า เมืองศรีโสภณ มุ่งตรงสู่พนมเปญ โดยผ่านเมืองสำคัญคือ จ.พระตะบอง ใช้เส้นทางหมายเลข 6 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนลาดยาง 2 เลน รถยนต์วิ่งเลนขวาและใช้พวงมาลัยซ้าย

ความเจริญหรือชุมชนเมืองกระจุกตัว อยู่บริเวณใกล้ด่านปอยเปตเท่านั้น จากนั้นตลอดสองข้างทางขนาบด้วยทุ่งนากว้างใหญ่ เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขัง ไม่มีภูเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นการทำนาหว่านที่มีแปลง ขนาดใหญ่กว่าแปลงนาของไทย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่การคมนาคมก็ค่อนข้างสะดวก มีรถขนส่งสินค้าประปราย



อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่สะดวก เพราะรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าของไทยข้ามไปฝั่งปอยเปตได้แค่ 3 ก.ม. และต้องขนถ่ายสินค้าใส่รถของกัมพูชาเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังพนมเปญ และจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทยสูงขึ้น

ก่อนนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนาม MOU ทดลองให้รถขนส่งสินค้าข้ามไปฝั่งกัมพูชาได้ 40 คัน แต่เมื่อเกิดปัญหาเขาพระวิหาร ทำให้ความร่วมมือชะงักไปจนถึงปัจจุบัน

"พระตะบอง" เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ เศรษฐกิจดี การค้าขายคึกคัก มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ร้านค้าใหม่ ๆ เป็นหน้าด่านรองรับสินค้าจากไทย

ส่วนที่ จ.โพธิสัต พบว่ามีสินค้าไทยวางจำหน่ายเต็มไปหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องปรุงอาหาร, ผงชูรส, สบู่, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็นำเข้าจากเมืองไทย ทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ซึ่งเป็นแหล่งระบายผลไม้ล้นตลาดของจันทบุรี ตราด ได้เป็นอย่างดี

หลังจากนั้น เข้าสู่เขต จ.กัมปงชนัง เป็นแหล่งปลูกตาลโตนดเช่นเดียวกับ จ.เพชรบุรี ของไทย และถึงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาในช่วงค่ำพอดี

ตลอดเส้นทางสระแก้ว-พนมเปญ สภาพถนนถือว่าอยู่ในสภาพดี ทางเรียบไม่มีภูเขาสูงคดเคี้ยว แต่ส่วนใหญ่ไม่มี ไหล่ถนน บางช่วงมีหมู่บ้าน ชุมชน ตลาดการค้า ขนาบสองข้างทาง การขับรถต้องใช้ความระมัดระวัง ขณะที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์วิ่งได้ไม่เกิน 60 ก.ม./ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจเข้มเป็นระยะ ๆ

วันรุ่งขึ้นเดินทางจากพนมเปญสู่ชายแดนบาเวต-ด่านชายแดนม็อกไบ เวียดนาม (Bavet-Moc Bai Border) ผ่านถนนหมายเลข 1 ช่วงที่ออกจากตัวเมืองพนมเปญ มีสภาพขรุขระมาก น้ำท่วมขัง การก่อสร้างถนนใหม่จะเสร็จในอีก 2-3 ปี ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงถึงท่าเรือ "เนื๊ยกเลือง" (Neak Lueang) เป็นท่าเรือสำคัญบนแม่น้ำโขง ห่างจากท่าเรือพนมเปญ 60 ก.ม. ต้องนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำโขงแล้วเดินทางต่ออีกราว 92 ก.ม.ถึงด่านบาเวต ซึ่งพัฒนาเป็นชุมชนเมืองดูทันสมัย มีกาสิโน 3 แห่งเปิดบริการนักเสี่ยงโชค

สภาพอาคารของด่านบาเวต และด่านม็อกไบ มีขนาดใหญ่ทันสมัย แยกคนและรถขนสินค้าออกจากกันชัดเจน หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามแล้วต้องเปลี่ยนไปใช้รถและไกด์ของเวียดนาม ระยะทางห่างจากชายแดนถึŧ