View Full Version : "-the REtail REtreat-"


Pages : [1] 2 3

Chad
September 15th, 2004, 06:04 AM
Fly Now to open new Pattaya factory outlet


SUJINTANA HEMTASILPA

Fly Now Group, a major Thai fashion house, will open its third provincial factory outlet in Pattaya on Oct 15 as part of a bid to double its sales of out-of-season and contract-branded merchandise to 300 million baht next year from 150 million baht last year.

Subsidiary FN Factory Outlet Co is already operating two Fly Now factory outlets, one in Phetchaburi and another in Kanchanaburi.

Fly Now manufactures and distributes fashion apparel, leather goods and furniture under its own brand and six other house brands. In addition, it produces fashion products as an original equipment manufacturer (OEM) for well-known international brand owners.

Preecha Songwatana, the chief executive officer of FN Factory Outlet, said the company's outlet sales last year amounted to 150 million baht and were expected to rise to 200 million this year.

Outlet sales accounted for about 20% of the company's total revenue which is projected to be one billion baht this year.

About 60% of the company's revenue is from domestic sales and the rest, or 40%, comes from exports.

Mr Preecha said he expected that his company's turnover this year would grow by about 10% from last year.

He said he preferred to expand his business slowly, while carefully taking into account all related factors. For this reason, he said, the company would operate no more than five factory outlets, at least initially.

``If we run more than five, we might not be able to supply high-quality products to all the outlets sufficiently,'' Mr Preecha said.

The Pattaya outlet, to be located in front of the Chomjan Hotel in Chon Buri's Bang Lamung district, will require a 30-million-baht investment, the same as its second outlet in Kanchanaburi.

The Phetchaburi outlet is part of the company's factory.

Product offerings at Fly Now outlets also include leather wear and furniture under the company's own brands and those produced for international brand owners.

Out-of-season products of the company's house brands at Fly Now outlets are sold at more than 50% off the regular retail prices. OEM products without their international brand labels are about three or four times cheaper than the same products sold by the brand owners, said Mr Preecha.

Now that many other businesses in Thailand are setting up their own factory outlets, Mr Preecha said Fly Now outlets differentiated themselves from the others by selling high-quality products at value-for-money prices, while other outlets tended to market low-priced products of generally inferior quality.

Source : Bangkokpost : Sep 15, 2004

Chad
September 15th, 2004, 06:15 AM
Fly Now for Pattaya

Sasithorn Ongdee


FN Factory Outlet Co, a distribution unit of the Fly Now Group, is spending Bt30 million to build a new factory outlet store in Pattaya.

The new store is part of the company’s plans to build out its outlet stores over the next five years to reach Bt200 million in sales this year, according to Preecha Songwatana, chief executive. The company also plans to open some outlets overseas, particularly in other Asian countries.

Once the newest location is running next month, it will bring to three the number of FN outlets. Preecha said the new outlet would boast some 2,000 square metres of sales floor. It will be similar to the two existing outlets in Phetchaburi and Kanchanaburi, but without a factory section. The stores will not sell its parent’s Fly Now brand.

“Though the fashion products sold in FN factory outlets are not labelled with the Fly Now brand name, they have the same high quality as those with the Fly Now label in department stores,” Preecha said.

FN Factory Outlets sell apparel, footwear, leather accessories and bedding. Fly Now’s factories make both its own brand and brands on contract for other companies.

The outlets posted combined revenues of Bt150 million last year, which represents about 20 per cent of Fly Now Group’s total revenue. He said the company would open more factory outlets over the next few years, but not more than 10 overall.

After working for the Fly Now Group’s import and export unit, Chor Songwatana, Preecha’s eldest daughter, has also been assigned to oversee FN’s factory outlets.

Fly Now is a Thai brand that has also made inroads overseas.

The company operates four stores under the Fly Now moniker, in addition to 10 apparel sections and 18 leather goods sections in department stores domestically.

Source : THE NATION : Sep 15, 2004

Chad
September 15th, 2004, 06:29 AM
พาต้ายอมสลัดคราบเก่าในรอบ8ปี กลุ่มโรงหนังรุมจีบขอร่วมทำเลทอง

ห้างสรรพสินค้าพาต้าได้ฤกษ์แปลงโฉมปิ่นเกล้าครั้งใหญ่ในครบ 8 ปี หวังปรับสู่ศูนย์การค้า ตั้งเป้าเสร็จทันฉลองรับปีใหม่ เทสัดส่วนพื้นที่ขาย 25-30% พร้อมโละซูเปอร์มาร์เก็ตให้พันธมิตรใหม่ร่วมดันยอดโตแบบก้าวกระโดด 10-15% ระบุหากมีธุรกิจใหม่ดูดลูกค้าดีกว่ายินดียุบสวนสนุกชั้น 3 เผยกลุ่มโรงหนังยักษ์ใหญ่รุมจีบขอปันพื้นที่ทำเลทอง

นายอุดม เสริมศิริมงคล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า จำกัด เปิดเผย "ผู้จัดการรายวัน" ว่า ขณะนี้บริษัทได้เปิดเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย เพื่อร่วมกันปรับปรุงห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้าทั้งภายในและภายนอกให้ทันสมัยภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากกว่าเดิม คาดว่าการเจรจาดังกล่าวจะสามารถสรุปได้ภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้าเป็นอย่างช้า เพราะต้องการที่จะเร่งปรับปรุงให้เสร็จก่อนต้นเดือนธ.ค. เพื่อต้อนรับเทศกาลฉลองรับปีใหม่

การปรับปรุงห้างสรรพสินค้าครั้งนี้ถือว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 7-8 ปี โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์การค้า จึงจำเป็นต้องดึงผู้เช่าชั้นนำเข้ามาร่วมเปิดให้บริการภายในศูนย์ฯ เพื่อช่วยเสริมสร้างให้ธุรกิจมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10-15% หลังการปรับ

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมารายได้ของห้างฯ อยู่ในภาวะทรงตัวมาตลอด แต่ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะยอดรายได้ไม่หดตัวลงในขณะที่มีค้าปลีกเกิดใหม่ในย่านนี้เป็นจำนวนมาก โดยมีลูกค้าหมุนเวียนต่อวันในปัจจุบันประมาณ 10,000 คนต่อวัน พร้อมกับมีฐานสมาชิกพาต้า เมมเบอร์ การ์ด 30,000 คน

ในเบื้องต้นบริษัทวางงบประมาณการปรับปรุงไว้ 20-30 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบในส่วนการปรับปรุงของบริษัทเอง แต่พันธมิตรรายใหม่ที่เข้ามาก็จะมีงบในการลงทุนเพิ่มเติมจากนี้ โดยวางแนวทางในการปรับปรุง พื้นที่ตั้งแต่ชั้นใต้ดิน - ชั้น 4 ส่วนชั้น 5 ซึ่งเป็นศูนย์ไอทีที่เคยปรับไปนั้นจะคงรูปแบบเดิม รวมถึง ชั้น 6 -7 ซึ่งเป็นสวนสัตว์ก็จะยังคงเปิดให้บริการเช่นเดิม

พร้อมกับแบ่งสัดส่วนพื้นที่ 25-30% ของจำนวนพื้นที่ขายในห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 30,000 ตร.ม. ให้เป็นส่วนของพลาซ่าและพันธมิตรผู้เช่าพื้นที่รายใหม่ ซึ่งการเข้ามาของพันธมิตรใหม่จะเป็นเพียงการเช่าพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่การเข้ามาถือหุ้นในบริษัท แต่รูปแบบธุรกิจของพันธมิตรใหม่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับแผนกสินค้าแต่ละแผนกของพาต้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะต้องดูธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาก่อน หากซ้ำกับแผนกเดิมที่มีอยู่ก็จะต้องยุบแผนกนั้นหรือโยกย้ายไปชั้นอื่นเพื่อความเหมาะสม โดยในส่วนของพลาซ่าที่ต้องการให้มีเฉพาะชั้น 1-3 เท่านั้น

"แนวความคิดที่จะปรับปรุงห้างฯ มีอยู่นานแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ทำเองคนเดียวไม่ไหว สอดรับกับมีพันธมิตรติดต่อมา และมีความคิดที่ตรงกัน ซึ่งถ้าถามว่าวันนี้หากไม่มีพันธมิตรเข้ามา พาต้าก็ยังอยู่ได้ และตราบใดที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญากัน ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้"

ชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นชั้นซูเปอร์มาร์เก็ตและฟูดคอร์ท มีพื้นที่ 3,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่หลักที่ต้องการเปิดโอกาสให้พันธมิตรใหม่เข้ามาบริหารมากที่สุด เนื่องจากการบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตเพียงสาขาเดียวจะยากกว่าบริหารหลายสาขาเหมือนกับซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ

ส่วนชั้น 1 ปัจจุบันเป็นชั้นจัดโปรโมชั่นในทุกสัปดาห์ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า มีพื้นที่ 4,000 ตร.ม. ชั้น 2 และ 3 มีพื้นที่ 3,000 ตร.ม.เท่ากัน เป็นชั้นจำหน่ายเครื่องแต่งกาย ชุดชั้นในชายและหญิง ซึ่งชั้น 3 มีลานสวนสนุก ที่อยู่ระหว่างพิจารณาหากพันธมิตรใหม่มีธุรกิจอื่นที่น่าสนใจและดีกว่า อาจจะยกเลิกแผนกสวนสนุก ในขณะที่ชั้น 4 เป็นชั้นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อีเล็คทรอนิกส์ บนพื้นที่ 2,500 ตร.ม. ซึ่งชั้นนี้ก็จะต้องดูเงื่อนไขของพันธมิตรใหม่ด้วย

กลุ่มโรงหนังรุมจีบขอพื้นที่
นายอุดมกล่าวต่อว่า ในส่วนพื้นที่ด้านข้างอาคารห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นมารอบทั้งปีกซ้ายและขวา ที่มีแมคโดนัลด์ และเคเอฟซี อาจจะมีการปรับปรุงบ้าง แต่ในส่วนของโรงภาพยนตร์ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการเพียง 2 โรง เนื่องจากอีก 1 โรงหลังจากที่ถูกไฟไหม้ก็ไม่ได้เปิดให้บริการอีกเลย ขณะนี้มีกลุ่มผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์เครือยักษ์ใหญ่ 2-3 รายติดต่อขอเช่าพื้นที่เพื่อเข้ามาบริหารโรงภาพยนตร์ให้เช่นกัน

แต่เนื่องจากบริษัทยังไม่สามารถหาพื้นที่ตามที่ผู้ประกอบการต้องการพื้นที่อย่างน้อย 2 ไร่เพื่อเปิดเต็มรูปแบบได้ ในระยะเวลาอันใกล้จึงอาจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากบริษัทสามารถปรับพื้นที่ใหม่ได้ทั้งหมดและสามารถให้พื้นที่ด้านหน้าได้ก็จะได้เห็นพันธมิตรโรงหนังรายใหม่เข้ามา


โดย ผู้จัดการออนไลน์ : 15 กันยายน 2547 09:31 น.

Chad
September 15th, 2004, 06:34 AM
"ฟู้ดแลนด์"ซุปเปอร์ฯพันธุ์ไทยแท้

ปักธงผุดสาขาใหม่แข่งค้าปลีกเทศ

บ. ฟู้ดแลนด์ฯ - "ฟู้ดแลนด์" ซุปเปอร์มาร์เก็ตพันธุ์ไทยแท้ สวนกระแสค้าปลีกเทศแข่งเดือดทุ่ม 150 ล้านบาทยึดทำเลย่านจรัญสนิทวงศ์ ผุดสาขาแรกของฝั่งธน เผยคุณภาพสินค้าดี บริการเยี่ยม ตรึงลูกค้ารอยัลตี้สูง ย้ำแผนในอนาคตเตรียมตั้งศูนย์กระจายสินค้า-โรงงานทำอาหารสำเร็จรูปเพิ่ม

นายศุภมิตร สุรงค์สิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ผู้บริหาร "ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต" เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทในการขยายสาขาเปิดให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น จะเน้นการบริหารจัดการให้แต่ละสาขาที่มีอยู่ยืนด้วยตัวเองอย่างมั่นคงก่อน ที่จะเปิดสาขาใหม่ เนื่องจากฟู้ดแลนด์เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนไทย 100% เม็ดเงินที่จะใช้ในการลงทุนแต่ละครั้งค่อนข้างจำกัด แต่จุดแข็งอีกด้านของฟู้ดแลนด์คือบริษัทมีแลนด์แบงก์หลายแห่งอาทิ หัวหิน ประชาชื่น และสุขาภิบาล 1 ซึ่งหากทำเลใดมีศักยภาพและบริษัทมีความพร้อมก็สามารถลงทุนได้ทันที แม้ภาวะการแข่งขันในปัจจุบันจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการค้าปลีกจากต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทยเยอะมาก และการแข่งขันที่รุนแรงยังส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายต้องล้มเลิกกิจการไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสาขาทั้ง 8 แห่ง ซึ่งได้แก่สาขาในกรุงเทพฯ 6 แห่งคือ พัฒพงษ์,ถ.เพชรบุรี, หัวหมาก ,ลาดพร้าว ,รามอินทรา ,สุขุมวิท และต่างจังหวัด 2 แห่ง คือ ถ.ศรีนครินทร์ จ.สมุทรปราการ และพัทยา จ.ชลบุรี นั้นสามารถทำยอดขายรวมกันได้เกือบ 3,000 ล้านบาท โดยสาขาที่ทำยอดขายได้สูงสุดได้แก่ สาขาสุขุมวิท ลาดพร้าว และพัทยา ซึ่งแต่ละสาขามีระบบการบริหารจัดการที่มั่นคง ทำให้บริษัทตัดสินใจที่จะขยายสาขาที่ 9 คือที่ถ.จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเป็นการเปิดให้บริการในฝั่งธนบุรีเป็นแห่งแรก โดยเริ่มทดลองเปิดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนกันยายนนี้

"การทดลองเปิดสาขาจรัญสนิทวงศ์ที่ผ่านมา ถือว่ามีจำนวนลูกค้าเข้ามาให้บริการเป็นที่น่าพอใจ เพราะที่นี่มีพื้นที่ที่ได้มาตรฐานตามที่ฟู้ดแลนด์กำหนดทุกอย่าง ด้วยเนื้อที่ 4 ไร่เศษ สามารถจัดทำเป็นพื้นที่ขายได้ 1,000-1,200 ตารางเมตร สามารถจอดรถได้กว่า 100 คัน มีสินค้ามากว่า 13,000-14,000 รายการ และใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 150 ล้านบาท จะทำให้ฟู้ดแลนด์ยังคงตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านผู้ให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างต่อเนื่อง" นายศุภมิตรกล่าว

ทั้งนี้จุดเด่นของฟู้ดแลนด์ คือความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสด ซึ่งปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายภายในฟู้ดแลนด์จะแบ่งสัดส่วนออกเป็น ผลิตภัณฑ์ประเภท Food 60% และ non-food 40%
และในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร จะเน้นจำหน่ายสินค้าสด 25% อาทิ เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อวัว อาหารทะเล ผักสดประเภทต่างๆทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อเมริกา อาร์เจนติน่า ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักซึ่งเป็นกลุ่มครอบครัว ที่ต้องการสินค้าดีมีคุณภาพ นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในฟู้ดแลนด์คือ ไส้กรอก ซึ่งบริษัทมีโรงงานผลิตและจำหน่ายเฉพาะที่ฟู้ดแลนด์ภายใต้แบรนด์ บุชเช่อร์ ช้อยส์ และโรงงานผลิตเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์โอเวน เฟรช ซึ่งก็ผลิตและจำหน่ายเฉพาะในฟู้ดแลนด์เท่านั้นเช่นกัน "เรานำเข้าสินค้า 10-20% ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สร้างให้ฟู้ดแลนด์มีความแตกต่างจากซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่น ในขณะที่ราคาจะใกล้เคียงและไม่สูงเท่าที่คิด อีกทั้งการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุของ การชั่งน้ำหนัก และบริการส่งถึงรถ ก็กลายเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีกับฟู้ดแลนด์อย่างต่อเนื่องอีกด้วย"

นายศุภมิตรกล่าวต่อไปว่า บริษัทมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นใหม่ ที่ถนนอ่อนนุช ซึ่งมีพื้นที่กว่า 20 ไร่ หลังจากที่เปิดให้บริการครบ 12 สาขา จากปัจจุบันที่ศูนย์กระจายสินค้ามีอยู่ที่สาขาลาดพร้าว ซึ่งพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการจัดสต็อกสินค้าและ
กระจายสินค้าอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ในเร็วๆนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป (Ready-To-Eat) เพิ่มขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยในเบื้องต้นจะเน้นการเพิ่มเมนูอาหารให้มีความหลากหลายมากขึ้นก่อน

สำหรับจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการในปัจจุบัน วันธรรมดา จะมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 3,000-3,500 คนต่อสาขาต่อวัน ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 4,000-4,500 คนต่อสาขาต่อวัน โดยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 250 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ในปีนี้บริษัทคาดว่าฟู้ดแลนด์จะมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% จากสาขาเดิมที่มีอยู่ และการเปิดสาขาใหม่คาดว่าจะช่วยผลักดันให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5-10%

Source : Siam Turakij : Sep 15, 2004

Chad
September 15th, 2004, 06:35 AM
"อากิโกะ"
จับแบรนด์ยุ่น ปั้นสินค้าไทย

กระชากใจวัยทีน

"ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ ทุกอย่างแย่หมด แต่ทำเลดีหาง่าย บุคคลากรดีๆมีเยอะวัตถุดิบราคาถูก เพราะใครๆก็อยากขาย จึงเป็นโอกาสให้เราได้เกิด แม้จะกล้าๆ กลัวๆ"

"อากิโกะ" (aki-ko) ร้านขนมขบเคี้ยวชื่อญี่ปุ่น ที่กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยบุคคลิกโดดเด่นของ "เด็กหญิงน่าบึ้ง" กลับเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดความสนใจและการจดจำที่ดีได้ มากกว่าตัวสินค้าเสียอีก และในเวลาไม่นาน (อีกครั้ง) "เด็กหญิงน่าบึ้ง" คนนี้ก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองกลายมาเป็นคาร์แรคเตอร์ที่มีมูลค่ามหาศาลได้

เพราะจากร้านจำหน่ายขนมขบเคี้ยวในแบบเคาน์เตอร์ หรือคีออสเล็กๆตามห้างสรรพสินค้าวันนี้อาจจะได้เห็นรูปอากิโกะ เด็กหญิงน่าบึ้งไปปะอยู่บนกล่องนม กระเป๋า เสื้อสายเดี่ยวก็เป็นได้

จากปี 2542 ถึงปัจจุบันด้วยเวลาเพียง 5 ปี ที่"อากิโกะ"แจ้งเกิดในเมืองไทย คงมีลูกค้าไม่กี่รายที่รู้ว่า "อากิโกะ"เป็นร้านขายขนมของคนไทย 100% ด้วยชื่อ ร้าน สินค้า และทุกๆอย่างที่เป็นอากิโกะ ไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกได้เลยว่าเป็นสินค้าของคนไทย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดในปัจจุบันกับสาขาทั้ง 39 แห่งกลับเป็นคำตอบของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี แต่กว่าจะมีวันนี้บทเรียนที่ต้องจดจำกลับเกิดขึ้น ตั้งแต่"อากิโกะ"ยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป

"คุณบุญชัย พัวพัฒนขจร" รองประธาน บริษัท ไซแมค รีเทล จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท
ฟรุ๊ตเนท จำกัด และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มสร้างแบรนด์ "อากิโกะ" ขวัญใจวัยรุ่นในขณะนี้ เล่าให้ฟังว่าบริษัทเริ่มประสบปัญหา แม้ว่าเราจะเป็นบริษัทรับจ้างผลิตและส่งออกเป็นหลัก แต่ด้วยเศรษฐกิจในไทยที่ย่ำแย่ รวมไปถึงทั่วโลกด้วย ทำให้เริ่มเรียนรู้ว่าจะหากินโดยอาศัยผู้อื่นไม่ได้แล้ว แต่เศรษฐกิจฟองสบู่ใครที่จะลงทุนก็คิดหนัก เพราะมีแต่คนเลิกกิจการเพราะสู้ไม่ไหว ช่วงแรกทุกคนก็คิดว่าหันมาทำตลาดในไทยเองจะดีกว่า แต่เราเคยแต่รับจ้างผลิตก็ไม่มีประสบการณ์ คิดว่าคงทำไม่ไหว ซึ่งช่วงนั้นก็คิดว่าเอาล่ะถึงเวลาแล้วหากไม่ทำ ก็ไม่รู้จะใช้ช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะเท่านี้อีก แม้บทสรุปจะออกมาแบบกล้าๆกลัวๆ ทำให้เราต้องทำการบ้านอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีประสบการณ์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเข้าไปอีก เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม

กว่า 20 ปีที่กลุ่มบริษัท ฟรุ๊ตเนท จำกัด สวมวิญญาณนักผลิตขนมขบเคี้ยว (Snac)ให้แบรนด์ดังๆในยุโรป อเมริกา และเอเซียกว่า 30 ประเทศทั่วโลก กลายเป็นความเชี่ยวชาญส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้บริษัทมีความมั่นใจ และก้าวข้ามมาเป็นผู้จัดจำหน่ายเต็มตัวในปัจจุบัน

คุณบุญชัยยืนยันว่า ช่วงนั้นไม่ได้คิดว่าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส แต่เรากลับมองว่าเป็นจังหวะที่ดีมากกว่า เพราะการลงทุนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ และมีเงินทุนไม่มากนักด้วยแล้ว เป็นเรื่องที่หนักมากๆ แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง ช่วงนั้นจะหาทำเลดีๆได้ง่ายมาก เพราะใครๆก็ไม่กล้าลงทุน ในขณะที่เจ้าของทำเลเองก็ยากให้คนมาลงทุน ค่าเช่าพื้นที่จึงไม่แพง มีคนตกงานเยอะการหาคนเก่งๆมาร่วมงานก็ง่าย วัตถุดิบ แพคเกจ โรงพิมพ์ทุกอย่างก็ราคาถูกเพราะใครๆก็ยากขาย สภาพรวมของเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะของถูก แต่กลับมามองที่ตลาด กำลังซื้อไม่มีเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ

โจกย์แรกคือจะทำอย่างไรให้เขาซื้อ ครั้งแรกไม่มีใครนึกห่วงเรื่องสินค้าเพราะเรารู้ว่าผลิตภัณฑ์เราดีแค่ไหน แต่จะทำอย่างไรให้เขาซื้อเป็นโจกย์ที่ยากมาก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน อย่างไร จะจ้างมืออาชีพมาช่วยก็ไม่มีเงิน ก็ลองศึกษาตลาดดูทั้งตลาดในประเทศ ต่างประเทศ ว่าสินค้าที่มีอยู่ควรจะเหมาะกับคนกลุ่มไหน ซึ่งมาสรุปว่า เป็นวัยรุ่น ทั้งจากเรื่องของตัวสินค้า พฤติกรรมของวัยรุ่น ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤตผู้ใหญ่ คนทำงาน คนมีครอบครัว จะไม่ค่อยกล้าใช้เงินเพราะรู้สึกว่าไม่มีความมั่นคงเท่าไร แต่วัยรุ่นไม่ใช่ คนกลุ่มนี้ยังซื้อสินค้าต่อเนื่อง กำลังซื้อไม่ตก จึงเริ่มสำรวจพฤติกรรม และความต้องการ พร้อมกับนำมาปรับให้เข้ากันทุกอย่าง..ทุกอย่างจริงๆ โดยเฉพาะชื่อ "อากิโกะ"

ถามว่าทำไมต้องเป็นชื่อญี่ปุ่นก็เพราะประเทศญี่ปุ่นมีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่องของขนม ลูกอมมากที่สุดในโลก หากเป็นเรื่องแฟชั่นก็ต้องฝรั่งเศส อิตาลี ดังนั้นหากจะสร้างชื่อให้สะดุดหู ก็ต้องใช้ชื่อญี่ปุ่น แต่ชื่ออย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องหาอะไรที่เตะตาควบคู่กันไป จึงพยายามสร้างสัญลักษณ์ก็มาเลือกอีกว่า จะใช้ภาพเด็กผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์เพราะผลการสำรวจบอกว่า ผู้ที่สนใจจะซื้อสินค้าประเภทนี้ 70%เป็นผู้หญิง แต่หากเป็นภาพเด็กหญิงยิ้มแย้มแจ่มใส น่ารักๆ ก็คงไม่เตะตา จึงน่าจะเลือกเด็กหญิงน่าบึ้งแทน ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด เพราะเพียงเห็นสัญลักษณ์เด็กหญิงน่าบึ้ง ทุกคนก็จะถามว่าคืออะไร มาจากไหน และเริ่มสืบเสาะที่มา

ความนิยมของ"อากิโกะ"ไม่ได้แค่เกิดขึ้นจากสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะยอดขายที่สูงเกินคาด ขณะที่สินค้าไม่พอขาย จนผู้บริหารทุกคนต้องลงมือมาแพ็คสินค้าเอง

"เราคาดว่ายอดขายแต่ละวันคงได้ประมาณ 7,000-12,000 บาทต่อวันต่อสาขาก็อยู่ได้แล้ว แต่สำหรับสาขาแรกที่ขายมียอดขายถึง 60,000 บาทต่อวัน ซึ่งคำนวนไม่ถูกเหมือนกันว่ายอดขายทะลุเป้ามากี่เปอร์เซ็นต์"

จากสาขาแรกที่สยาม ดีลคัฟเวอรี่ (ปัจจุบันปิดแล้วย้ายมาเปิดที่บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยามแทน) "อากิโกะ"เริ่มขยายสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พร้อมกับก้าวเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถลงทุนได้เองตามที่ตลาดต้องการ จึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพด้านการเงินและมีความพร้อมด้านการบริหารมาลงทุน และไม่ใช่เพียงเปิดให้บริการในเมืองไทยเท่านั้น กับเส้นทางระดับสากลในวันนี้ "อากิโกะ" ก็กลายเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี มาเลเซีย ภายใต้แบรนด์ของคนไทยที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ยืนด้วยตัวเอง และหายใจด้วยตัวเอง ของกลุ่มนักธุรกิจไทยพันธุ์แท้

ณ วันนี้ "aki-ko" จึงไม่ใช่เป็นเพียงศูนย์รวมขนมขบเคี้ยวนานาชนิด แต่ aki-ko กลายเป็นเพื่อนคลายเหงา คลายเศร้า และสร้างรอยยิ้มให้กับวัยรุ่นได้ทุกเมื่อยามต้องการ ส่วนใครที่ยังไม่มีโอกาสไปเยือนร้านอากิโกะ ก็ต้องรีบไปก่อนที่จะเอ้าท์นะจ๊ะ


Source : Siam Turakij : Sep 15, 2004

Chad
September 15th, 2004, 06:38 AM
เซ็นทรัลภูเก็ตละลิ่วลั่นถึงเวลาขยายสาขา

เซ็นทรัล รีเทล ชักติดใจ หลังสาขาภูเก็ตเปิดตัวแรงจัด ยอดขายล้นทะลัก ลั่นพร้อมลงทุนเปิดห้างเพิ่มอีกปีละแห่ง สุ่มเงียบเล็งทำเลทองล่วงหน้า วอนผู้ว่าฯ ภูเก็ตขยับเวลาปิด-เปิดให้ หวังดูดกำลังซื้อนักท่องเที่ยวที่ช็อปกันสนั่น

หลังจากการเปิดตัว "เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต" ได้รับการต้อนรับอย่างล้มหลาม บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินการห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พร้อมที่จะเปิดศักราชการลงทุนรอบใหม่อีกครั้ง

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี กล่าวว่า จากนี้ไปห้างเซ็นทรัลจะเน้นการขยายสาขามากขึ้น หลังจากได้หยุดการขยายสาขาตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และเพิ่งมาเปิดเซ็นทรัล พระราม 2 เมื่อปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าไว้อย่างน้อยปีละ 1 แห่ง โดยจะเน้นไปในตลาดต่างจังหวัด และไม่จำกัดเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น

สำหรับเวลาเปิด-ปิดศูนย์การค้านั้น นางสาววัลยายืนยันว่าจะทำตามนโยบายของภาครัฐ ยกเว้นร้านค้าที่มีทางเข้าออกแยกออกจากศูนย์ก็สามารถเปิดได้ตามเวลาปกติ แต่ขณะนี้ได้เจรจาขอให้นายอุดมศักดิ์ อัศวรางกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พิจารณาเพื่อเสนอขอผ่อนผันเวลาเปิดปิด เนื่อง จากภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว ลูกค้าส่วนมากจะมาใช้บริการในตอนกลางคืน

"เดิมเรามีแผนจะเปิดตั้งแต่ 10.30 น. ไปปิดในช่วง 22.30 น. เพื่อรองรับลูกค้าที่กลับจากการท่องเที่ยวช่วงกลางวัน และตอนค่ำ" นางสาววัลยากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เซ็นทรัล รีเทลได้ส่งทีมงานออกสำรวจพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง และพบว่ามีทำเลที่น่าสนใจเหมาะแก่การลงทุนอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจของยักษ์ใหญ่รายนี้เป็นพิเศษ

ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทลได้เปิดดำเนินการศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเป็นต้นมา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ระหว่างถนนวิชิตสงคราม และเฉลิมพระเกียรติ ใช้เงินลงทุนในราว 2 พันล้านบาทเศษ อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะเสร็จและให้บริการทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมนี้

เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ยังเป็นศูนย์การค้าที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกที่อยู่ภายใต้การบริหารของเซ็นทรัล รีเทล จากที่ผ่านมาศูนย์การค้าของเซ็นทรัลจะอยู่ภายใต้บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา เป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาที่ 14

ศูนย์การค้าแห่งนี้ ประกอบด้วย เซ็นทรัล ดีพารŒทเมนต์สโตร์ ในรูปแบบมินิ ชิดลม ร้านค้าในเครือของเซ็นทรัล อาทิ พาวเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต ออฟฟิศดีโป้ โฮมเวิร์ค มาร์เก็ตเพลสบายท็อป ฯลฯ โซนพลาซ่า โซนแฟชั่นระดับโลก โซนจิวเวลรี่ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์โคลีเซี่ยม ร้านอาหารแนวใหม่ และศูนย์รวมสินค้าไทยชั้นดี

นางสาววัลยากล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 กันยายนเป็นต้นมา มีลูกค้าหมุนเวียนเฉลี่ยวันละ 5 หมื่นคน เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในจำนวนนี้ 30-40% เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

"ในส่วนของพฤติกรรมผู้บริโภคจังหวัดภูเก็ตมีความต้องการไม่ต่างจากคนกรุงเทพฯ แต่ต่างกันตรงที่คนภูเก็ตต้องการซื้อของขนาดไซซ์ที่ใหญ่กว่าคนกรุงเทพฯ"

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจกล่าวต่อว่า หลังจากเปิดให้บริการแล้ว คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ปีละ 3 พันล้านบาท และจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 10% ในอนาคต การเปิดตัวครั้งนี้เซ็นทรัลได้เตรียมงบฯโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ 35 ล้านบาท

นางสาววัลยากล่าวว่า ภูเก็ตมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด ค่าครองชีพสูงกว่าทุกๆ ที่ การแข่งขันจึงมีไม่มาก และไม่เคยมีศูนย์การค้าเต็มรูปแบบมาก่อน โดยก่อนหน้านี้ภูเก็ตมีธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เปิดดำเนินการรวม 4 แห่งคือ โรบินสัน บิ๊กซี โลตัส แม็คโคร แต่ละแห่งยังมีความชัดเจนในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย จึงเชื่อว่าจะไม่แย่งลูกค้ากันเอง

นางสาววัลยากล่าวเสริมอีกว่า สำหรับภาพรวมตลาดค้าปลีกในภูเก็ต มีอัตราการเติบโตปีละ 20-30% โดยลูกค้าส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง การลงทุนครั้งนี้ยังมีการจ้างแรงงานในท้องถิ่นถึง 1,500 คน

Source : Prachachat Turakij : Sep 13, 2004

kiku99
September 16th, 2004, 05:17 AM
oh, so Akiko is expanding overseas huh. cool. maybe to Taiwan would be good since they seem to like Japanese goods:)

kiku99
September 16th, 2004, 05:29 AM
กิฟฟารีนทะลวงฐานวัยโจ๋กระเป๋าหนัก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2547 20:44 น.


ผู้จัดการรายวัน - กิฟฟารีนเกี่ยวก้อย 2 พันธมิตรระดับโลก ทุ่มงบ 20 ล้านเปิดตัวนวัตกรรมใหม่เขย่าวงการปากกาแต้มสิว"แพททรีนา แอคเน่ เพ็น" หวังเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นสิวง่ายและมีกำลังซื้อสูง คาดสิ้นปียอดขายสินค้าใหม่นี้ 100,000 แท่ง

นางนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับบริษัท ดีเอสเอ็ม นิวทริชั่น โพรดักส์ จากสวิสเซอร์แลนด์และชวาน สตาบิโล จากเยอรมนีคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ปากกาทาสิว "แพททรีนา แอคเน่ เพ็น" เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นสิวง่ายและมีกำลังซื้อที่สูง ในราคาแท่งละ 532 บาท แต่ถ้าเป็นสมาชิกกิฟฟารีนจะได้รับส่วนลด 25% โดยสินค้าจะขายผ่านทางระบบเอ็มแอลเอ็ม

"ตำแหน่งของแพททรีนาเป็นสินค้าที่มีอินโนเวทีฟและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ตัวนี้จะมียอดขายประมาณ 1 แสนแท่งและจะช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นเพิ่มเป็น 20% จากเดิมมี 10% " นางนลินี กล่าว

ทั้งนี้ "แพททรีนา" เปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรกในกลุ่มสปาและอโรมาเธอราพีไปเมื่อ 2 ปีแล้ว โดยจะวางขายเฉพาะต่างประเทศเท่านั้น ส่วน "แพททรีนา แอคเน่ เพ็น" นับเป็นตัวที่ 2 ของกลุ่มนี้และเป็นครั้งแรกในกลุ่มที่เปิดตัวในไทย โดยจะเริ่มวางขายในไทยในวันที่ 18 กันยายนนี้ พร้อมกับอีก 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ โฟมล้างหน้าและครีมแต้มสิว


ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนมีประมาณกว่า 1,000 รายการ แบ่งสัดส่วนตามยอดขายเป็นกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับร่างกาย 70% กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ 20% และอื่นๆ 10% โดยปัจจุบันกิฟฟารีนมีสมาชิกอยู่ประมาณ 3 ล้าน 4 แสนคน และค่าสมาชิกตลอดชีพราคา 160 บาท ซึ่งเพิ่งเพิ่มราคาเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว จากเดิม 100 บาท เพราะบริษัทฯต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบแคทตาล็อกใหม่ อีกทั้งต้นทุนราคากระดาษก็แพงขึ้น


ด้านงบทางการตลาดบริษัทฯใช้ปีละ 40-50 ล้านบาทในการทำกิจกรรมและโฆษณาผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งตัวใหม่นี้กิฟฟารีนได้ใช้งบทางการตลาด 20ล้านบาท ผ่านทางภาพยนตร์โฆษณา ที่จะเริ่มออกอากาศในวันที่ 1 ต.ค. นี้

การทำตลาดในต่างประเทศกิฟฟารีนมีการขยายตลาดกว่า 30 ประเทศ โดยขณะนี้กิฟฟารีนมีศูนย์บริการที่ต่างประเทศ 2 แห่ง คือ ฮ่องกงและสวิสเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ "แพททรีนา แอคเน่ เพ็น" กิฟฟารีนจะเปิดตัวที่ฮ่องกงในลักษณะดีไซน์เป็นแพคควบคู่กับโฟมล้างหน้า ซึ่งจะแตกต่างจากตลาดไทยที่ขายแยก เนื่องจากตลาดฮ่องกงมีการแข่งขันกันสูงและกิฟฟารีนเองก็เป็นแบรนด์ใหม่ โดยจะขายผ่านทางร้านค้าปลีกในราคา 750 บาท

สำหรับยอดขายของบริษัทฯ เฉลี่ยมียอด 190-200 ล้านบาทต่อเดือน คาดว่าช่วง 4 เดือนสุดท้ายที่เหลือจะช่วงที่มียอดขายดีกว่า 8เดือนแรกที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆมาก โดยปีนี้บริษัทฯ คาดปิดยอดรายได้ 2,300 ล้านบาทและมีอัตราการเติบโตขึ้น 10% จากปีที่แล้ว

Chad
September 16th, 2004, 04:45 PM
Expansion plan for Future Park


Kwanchai Rungfapaisarn




Land developer Pipatanasin Co Ltd, part of the Wanglee family's business group, plans to develop a giant one-stop retail and entertainment complex in Rangsit by opening new retail and entertainment complexes in the vicinity of the Future Park shopping complex there.

The move is aimed at developing a shopping and entertainment destination to attract the more than 3 million residents of the Rangsit and Pathum Thani areas, as well as from other localities.

Pimpaka Wanglee, managing director of Rangsit Plaza Co Ltd, said about 130,000 people visit Future Park Rangsit each day.

Pimpaka said the mega-complex would be developed on a 400-rai plot next to Future Park Rangsit.

The company is looking for new retail and entertainment attractions.

"We want to achieve a good merchandising mix in the area," said Pimpaka.

She said Pipatanasin recently signed a contract with Major Cineplex, operator of a multiplex movie-theatre chain, to develop a three-level theatre and retail complex on 10 rai next to Future Park Rangsit.

The new complex, to open in March next year, will have between 14 and 16 theatres.

Together with the 14 theatres at Future Park Rangsit managed by Entertainment Golden Village (EGV), another multiplex |operator, this will be one of the largest theatre complexes in Thailand.

Other retail attractions in the area are Home Pro, specialising in home products, located on a 15-rai plot; Office Depot, a speciality office-products store covering 5 rai; and Big C Super Centre at the Future Park, which has more than 20,000 square metres of retail space.

Pimpaka said Big C Super Centre plans to add another 3,000 square metres of retail space and renovate the store under a discount-store concept. It will be the first Big C outlet to do so.

Future Park Rangsit yesterday announced its largest-ever annual promotion, with discounts of between 10 per cent and 70 per cent.

About 700 retail outlets are participating in the promotion, which runs from September 28 to October 7.

The campaign includes a lucky draw for a Bt1-million cash prize as well as a chance to buy a Mazda Protege LX(M) at half-price.


Source : THE NATION : Sep 16, 2004

kiku99
September 17th, 2004, 05:32 AM
whoa, very big plan of Future Park. that's cool. too bad, it's pretty far from my house.

atom
September 17th, 2004, 06:06 AM
Nice to hear this news from the biggest shopping centre in Thailand :)

atom
September 17th, 2004, 08:28 AM
ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตทุ่มงบ 80 ล้านบาท ปรับพื้นที่ชั้น BF ใหม่ สร้าง "Gourmat Park" เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้ากลุ่มครอบครัว คนทำงาน นักธุรกิจ และนักศึกษา ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมเลี้ยงสังสรรค์ และรับประทานอาหารนอกบ้าน

นางสาวพิมพ์ผกา หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการบริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เปิดเผยว่า ปีนี้มีนโยบายเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ภายในศูนย์การค้าฯหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการจัดหมวดหมู่สินค้าให้เกิดความชัดเจน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้ากลุ่มครอบครัว คนทำงาน นักธุรกิจ และนักศึกษา ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมเลี้ยงสังสรรค์ และรับประทานอาหารนอกบ้าน

ล่าสุดใช้งบ 80 ล้านบาท ปรับพื้นที่ชั้น BF ใหม่ สร้าง "Gourmat Park" เป็นศูนย์รวมการพบปะสังสรรค์เพื่อรับประทานอาหารที่สมบูรณ์แบบแห่งใหม่ ความพร้อมและโดดเด่นของ "Gourmet Park" คือ เมนูอาหารกว่า 5,500 เมนู จาก 194 ร้านอาหาร บนพื้นที่ 23,000 ตารางเมตร ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งที่ทันสมัย

เมื่อ "Gourmat Park" เปิดให้บริการคาดว่าน่าจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นนักศึกษา ครอบครัว และคนทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการศูนย์การค้าฯ 140,000 ต่อวัน มีการใช้จ่ายในศูนย์การค้าฯ เฉลี่ยคนละ 1,007 บาท/วัน

และจากการขยายตัวของเมืองในอีก 3 ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. 2550 คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการของศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เพิ่มขึ้นถึง 170,000 คน/ วัน ในจำนวนนี้คาดว่าจะใช้บริการร้านอาหารประมาณ 80,000 คน/วัน

ผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2547

Isan
September 17th, 2004, 11:59 PM
Published on Sep 17, 2004

The Mall Group Co Ltd is putting its renovation funds where the money is, which means spending Bt100 million on a makeover for each of its profitable beauty halls.

As beauty halls have helped the company weather many a sales slump, half of The Mall Bang Kapi’s Bt200-million renovation budget will go towards sprucing up the cosmetics department. The company expects to spend the same amount on the beauty halls in each of its seven department stores and The Emporium outlet over the next three years.

The next branch to get a facelift will be The Emporium, beginning next year, as the company continues renovating its Bang Khae and Tha Phra branches of The Mall.

The company has not yet arrived at a renovation budget for each branch yet. Design work is still in progress.

Renovations for the Bang Kapi beauty hall include gradually phasing out seven self-service brands, expanding the hall by 500 square metres to 2,500 and setting aside 100 square metres for a new men’s skincare department, said Thipvipa Chantapasa, senior manager of The Mall Group Co Ltd.

One year after the renovations, she expects sales to have increased by 50 per cent.

While renovating stores, the company reassesses each brand of every department and selects only the strongest to remain, she said. It also regularly negotiates with new companies vying to get their products on The Mall’s shelves.

However all branches will not carry the same brands, Thipvipa said. The choices will depend on the income levels of shoppers at each location.

After the Bang Kapi outlet renovations are finished in November, the company will turn its attention to The Emporium, where it plans to expand the beauty hall by 600 square metres to 3,100, she said. Ten brands will be removed and replaced by at least 10 others from Italy, Japan and Thailand. The store will carry six skincare brands for men: Shiseido, Lancome, Homme, Clarins, Biotherm, Clinique, and Aramis.

The company expects revenue from men’s skincare segment to generate 10 per cent of total revenue from the beauty halls.

Thipvipa said high oil prices have not affected sales of cosmetics and beauty products because “women still want to look beautiful at all times”. The company’s Beauty Card programme has 40,000 members, who receive discounts and gifts with purchases. Membership has doubled since a year ago last September.

The Mall expects all of its cosmetics halls to generate a combined revenue of Bt3.2 billion this year, compared with Bt2.5 billion last year. Cosmetics and beauty products account for 10 per cent of the retailer’s sales.

Nitida Asawanipont

The Nation

kiku99
September 19th, 2004, 06:07 AM
กาโตว์เฮ้าส์ชี้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งงัดลูกเล่นขนมพระจันทร์ทูโทน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2547 14:32 น.


กาโตว์เฮ้าส์ประเมินตลาดเบเกอรี่มีแนวโน้มเติบโตอีก แต่การแข่งขันเริ่มรุนแรงขึ้น ชี้อาจจะมีรายใหม่เข้าตลาดอีก ต้องเร่งปกป้องแชร์ ไม่ลงทุนผลีผลาม เผยต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกว่า 30% ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้งัดลูกเล่นไส้ทูโทน วางเป้าทั้งปีโต15%

นางสาวปาริฉัตร ไหลสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาโตว์ เฮ้าส์ จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจร้านเบเกอรี่มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆจะเข้าสู่ตลาดอีก เนื่องจากตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยมีกระแสว่ารายใหญ่จะเข้าตลาดไทยอีกเช่น เบรดทอล์ค เป็นต้น

ทั้งนี้ธุรกิจที่อยู่ในไลน์เดียวกันเป็นคู่แข่งโดยตรงกับกาโตว์เฮ้าส์เช่น ยามาซากิ วิลเลจ อินแอนด์เอ้าท์ เป็นต้น นอกนั้นก็จะเป็นเบเกอรี่ทั่วไป ส่วนแบรนด์อย่างโอบองแปง เดลี่ฟรองซ์นั้นไม่ถือเป็นคู่แข่งโดยตรง ซึ่งในฐานะที่กาโตว์เฮ้าส์เป็นรายเก่าทำมานานกว่า 17 ปี ก็ต้องพยายามปกป้องรักษาส่วนแบ่งและตลาดเอาไว้ให้ได้ โดยปีนี้กาโตว์เฮ้าส์ตั้งเป้ารายได้เติบโตไว้ 15%

เนื่องจากการลงทุนเปิดสาขานั้นต้องใช้เงินมาก และต้องมั่นใจว่าสามารถสร้างความคุ้มค่าการลงทุนได้ โดยปีนี้เปิดสาขาใหม่ 3 แห่งคือ คาร์ฟูร์สาขาบางใหญ่และเพชรเกษม และเดือนหน้าจะเปิดที่เทสโก้โลตัสพระรามหนึ่ง ซึ่งถึงสิ้นปีนี้จะมีสาขาครบ 44 สาขา และปีหน้ายังคงเน้นเปิดในกรุงเทพฯและเปิดตามดิสเคานต์สโตร์เป็นหลัก และจะมีการปรับปรุงสาขาเก่าๆที่เปิดมานานแล้วด้วย

ปัจจุบันกาโตว์เฮ้าส์มีสาขากระจายในหลายพื้นที่ เช่น ในท็อปส์ 11 สาขา ในศูนย์การค้าเช่นเดอะมอลล์ และในโมเดิร์นเทรด ซึ่งการขยายตัวในโมเดิร์นเทรดจะมีมากตามการขยายตัวของตลาด

นางสาวปาริฉัตร กล่าวด้วยว่า นอกจากการแข่งขันที่รุนแรงแล้ว ขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบหลายตัวก็มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นด้วยเช่น หมู ไข่ ไส้กรอกแฮม โดยเฉพาะหมูหยองราคาเพิ่มขึ้นกว่า 30% แต่บริษัทก็ไม่สามารถปรับราคาเพิ่มตามสัดส่วนต้นทุนได้ แต่ปรับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองในบางรายการสินค้า เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคมากเกินไป

สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้ กาโตว์เฮ้าส์ ยังคงเน้นการผลิตด้วยมือแบบสดๆวันต่อวันจำนวน ประมาณ 200-300 ชิ้นต่อวัน โดยปีนี้ผลิตออกมาทั้งหมด 11 ไส้ 14 ชนิด มีลูกเล่นคือแบบทูโทนที่มี 2 รสชาติในชิ้นเดียวกัน รวมถึงการออกไส้ใหม่ๆคือ ชาเขียว-ชาไทย, พุทรา-ชาไทย, บัวหิมะงาดำ, บัวหิมะชาเขียว-ชาไทย โดยขายราคา59-72 บาท ซึ่งจัดทำโปรโมชันคือ ซื้อ 2 ชิ้นลด 10%, ซื้อ 4 ชิ้นลด 15%, ซื้อ 20 ชิ้นขึ้นไปลด 20% ทั้งนี้จะขายผ่านสาขาของกาโตว์ เฮ้าส์เท่านั้น

"การทำตลาดขนมไหว้พระจันทร์ของกาโตว์เฮ้าส์จะเน้นกลยุทธ์เรื่องของรสชาติและไส้เป็นหลัก ไม่เน้นการทำปริมาณที่มาก เพราะเราผลิตแบบโฮมเมดสดๆทุกวัน เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าของกาโตว์เฮ้าส์เป็นหลัก" นางสาวปาริฉัตรกล่าว

Chad
September 19th, 2004, 02:09 PM
I love moon cake!!!, especially "Green tea stuffed" and "Lotus seed"....but theyr just so fattening....:D

Chad
September 20th, 2004, 05:56 AM
Rangsit Plaza to open B80m Gourmet Park



Rangsit Plaza Co has spent 80 million baht to create a new dining area covering 23,000 square metres at its Future Park Rangsit shopping centre in Pathum Thani.

Managing director Pimpaka Wanglee said rapid expansion of the capital's northern suburbs would help increase daily traffic at the centre from 140,000 to 170,000 visitors over the next three years. Of that total, 80,000 are likely to either dine or purchase take-away food from restaurants in the centre.

She said the new Gourmet Park zone would be opened early next month, featuring 194 food shops with a total of 5,500 different dishes on their menus.

Apart from Thai restaurants, several ethnic restaurants will be represented, ranging from European to Chinese, Japanese, Vietnamese, Italian and Muslim cuisine, she said.

Gourmet Park has been divided into two zones: Robinson and Central, named for the department stores to which they are adjacent, each featuring different dc{AAC}or.

The Robinson zone has been decorated in a European style to appear colourful and trendy. The Central zone features an American style with darker colours and a feeling of luxury. The target groups of the Gourmet Park are students, families and working people living in Greater Bangkok's northern suburbs, said Ms Pimpaka.



Source : Bangkokpost : Sep 20, 2004

kiku99
September 20th, 2004, 01:09 PM
I love moon cake!!!, especially "Green tea stuffed" and "Lotus seed"....but theyr just so fattening....:D
i know me too:)

Zimoune
September 22nd, 2004, 05:57 AM
http://www.bday.net/pic/22092004/20-p3.jpg
Erawan Bangkok, the new boutique mall, is making its shopping centre even more high-tech by becoming the first in Thailand to install a counting system to assess the number of customers and their trends.

Vitoon Wongkusolkij, the chairman of Amarin Development which operates Erawan Bangkok said: “Erawan Bangkok will be the first mall in Thailand to install the shoppers’ counting system. This system, provided by SkyWave Engineering, will help Erawan Bangkok gather information about customer behaviour such as the number of shoppers during the peak hours. This data will help our marketing activities and assessments.”

From this database, meaningful reports can be generated and used to evaluate the centre’s performance, assist in advertising and promotional activities and justify the renewal of rents and leases. KN Tan, sales and marketing director of SkyWave said: “The shoppers’ counting system helps retail establishments such as shopping malls obtain vital data, and that is the number of visitors.”

Business Day
Sept 22, 2004

Zimoune
September 22nd, 2004, 05:59 AM
If it is like in Gaysorn, many people enter but not buy!! Will be interesting, i like that idea...

kiku99
September 22nd, 2004, 11:25 AM
becomig more hi-tech mall now:) I know, Gaysorn is just like passing way from Childlom station to Central World Plaza.:)

atom
September 23rd, 2004, 04:41 AM
เซ็นทรัล กว้านซื้อที่ย่านแจ้งวัฒนะเพิ่มให้ครบ 30 ไร่ หลังได้ที่ผืนงามจาก"บรรหาร" บริเวณตึกซอฟแวร์พาร์ค ใกล้เมืองทองธานี ตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างภายในปี 2550 ชี้ถึงจังหวะลงทุนเพิ่ม หลังพักมานานนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ โชว์รายได้ปีนี้โต 15%ด้วยยอดรวม 6,000 ล้านบาท

แหล่งข่าว บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การขยายสาขาใหม่บนถนนแจ้งวัฒนะอยู่ในแผนงานที่คณะกรรมการบริษัทกำลังพิจารณาอยู่ แม้การศึกษาจะได้ข้อยุติ ตรงที่ดินบริเวณฝั่งตรงข้ามตึกซอฟแวร์ พาร์ค ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และผลเจรจาคืบหน้าไปมากแล้ว แต่เนื่องจากที่ดินผืนดังกล่าวมีเนื้อที่แค่ 10 กว่าไร่ ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาเป็นศูนย์การค้า ที่ต้องมีเนื้อที่อย่างน้อย 30 ไร่ขึ้นไป จึงจะเข้ากับรูปแบบที่เซ็นทรัลถนัดและคุ้มค่าสำหรับการลงทุน

ดังนั้น ผู้บริหารของบริษัทจึงกำลังพยายามเจรจาหาซื้อที่เพิ่มเติม จากเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวมีการพัฒนาไปแล้วบางส่วน และมีผู้ประกอบธุรกิจเต็นท์รถมือสองอยู่หลายเจ้า แต่เชื่อว่าคงได้ข้อสรุปภายในไม่ช้านี้ เนื่องจากเซ็นทรัล มีความตั้งใจมาก ในการขยายสาขาศูนย์การค้าในทำเล ถนนแจ้งวัฒนะ โดยตั้งเป้าจะเริ่มงานก่อสร้างได้ภายในปี 2550 หลังการก่อสร้างสาขาถนนพระราม 9 แล้วเสร็จ

"ถนนแจ้งวัฒนะต่อเนื่องถึงจังหวัดนนทบุรี เป็นทำเลที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง สังเกตจากบรรดาดิสเคาสโตร์ใหญ่ ทั้งบิ๊กซี เทสโก้โลตัส แม็คโคร คาร์ฟูร์ ต่างพร้อมใจมาเปิดที่นี่ หน่ายราชการสำคัญๆก็ล้วนมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ แสดงให้ให้กำลังซื้อของประชาชนที่ดีมาก แต่สิ่งที่ขาดในทำเลนี้ คือศูนย์การค้า และศูนย์การค้าเดิมที่ใกล้ที่สุดก็คือเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าลูกค้ายังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากปัญหาเรื่องการจราจร ทำให้เซ็นทรัลมีความคาดหวังกับการเปิดสาขาใหม่นี้สูงมาก"

นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการเงินและบัญชี บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยังมีทิศทางการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา บริษัทฯ จึงถือเป็นจังหวะที่ดีในการขยายการลงทุนในช่วงเวลานี้ แม้จะมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันและมาตรการเปิดปิดศูนย์การค้ามากระทบบ้าง แต่ทุกอย่างก็ยังถือว่าปกติ โดยคาดว่าปีนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทจะโตขึ้น 15% ด้วยยอดรายได้ประมาณ 6,000 ล้านบาท

"ขณะนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างการเร่งหาเงินทุน เพื่อขยายสาขาโดยมีโครงการที่เด่นๆเช่นโครงการเซ็นทรัลฯรัตนาธิเบศร์ ซึ่งจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนเมษายนปีหน้า โครงการเซ็นทรัล เวิลด์ ในส่วนของพลาซ่า โครงการเซ็นทรัลฯ พระราม 9 ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปีพ.ศ.2550 รวมถึงโครงการอื่นๆที่กำลังเจรจาและเป็นข่าวอยู่ โดยจะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องอีกหลายโครงการ"

ทั้งนี้หากกระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ทั้งเรื่องกองทุน เรื่องแผนขยายกิจการ จะส่งผลให้อัตราการเติบโตของบริษัทฯในช่วงปี 2549 และปี 2550 อยู่ในระดับเฉลี่ย 30%เนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้มีพื้นที่เช่าและรายได้จากค่าเช่าเพิ่มตามไปด้วย โดยคาดว่าปี 2549 บริษัทฯจะมีพื้นที่ประมาณ 700,000 ตารางเมตร และปี 2550 จะมีพื้นที่เช่าประมาณ 920,000 ตารางเมตรจากปัจจุบันอยู่ที่ 606,000 ตารางเมตร

อนึ่ง บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ในรูปของศูนย์การค้าและสำนักงานให้เช่า โดยภายในโครงการประกอบด้วย ร้านค้าจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ศูนย์การค้า,ห้างสรรพสินค้า,ร้านอาหาร,พื้นที่จัดแสดงสินค้าและลานอเนกประสงค์, อาคารสำนักงานและลานจอดรถ สำหรับศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่ สาขา ลาดพร้าว ,บางนา,ปิ่นเกล้า,รามอินทรา,พระราม 3,พระราม 2 ,จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดชลบุรี

ฐานเศรษฐกิจ 23 ก.ย. - 25 ก.ย. 2547

atom
September 23rd, 2004, 05:17 AM
นางสาวรีน่า อุดมคุณธรรม รองประธานกรรมการ บริษัท ภูเก็ต สแควร์ จำกัด ผู้บริหารโครงการ จังซีลอน ภูเก็ต เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมงบประมาณ 80 ล้านบาททำการตลาด จังซีลอน ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ กำหนดเปิดให้บริการเดือน ม.ค.2548 โดยบริษัทเตรียมส่งมอบพื้นที่ให้กับร้านค้าและผู้เช่าต่างๆ ภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งมีผู้เช่าเต็มพื้นที่หมดแล้ว รวมประมาณกว่า 200 ร้านค้า

โครงการมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นมากกว่า 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ทั้งหมด 55 ไร่ หรือ 2 แสน ตร.ม. คิดเป็นพื้นที่ขาย 7.5 หมื่น ตร.ม. โดยจะมีร้านค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศที่ยังไม่เคยเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยเข้ามาลงทุนเปิดสาขาในจังซีลอนเป็นแห่งแรก อาทิ กลุ่มร้านอาหาร 6 ร้าน ร้านเสื้อผ้า 3 ร้าน ผับ 4 ร้าน เช่น ร้านฮูเตอร์เป็นร้านอาหารจากอเมริกา ร้านอินโดจีน ร้านเลมพิกา ร้านโลลิต้า ร้านซันเดค ร้านมิสเกอ เป็นต้น สร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับการเปิดบริการของเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ก่อนหน้านี้ เชื่อว่ามีความแตกต่างในจุดขายระหว่างกันอย่างชัดเจน และจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยจังซีลอนเน้นลูกค้าชาวต่างชาติ 70% คนไทย 30% ขณะที่เซ็นทรัลรองรับกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นหลัก

ทางด้านกำลังซื้อของคนในภูเก็ตนั้น จากการสำรวจนักท่องเที่ยวพบว่า จะมีการใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อวัน และจะพักอาศัยในภูเก็ตประมาณ 10-14 วัน ซึ่งนอกจากการเล่นน้ำทะเลแล้วก็ยังต้องการพักผ่อนในรูปแบบอื่นอีก ซึ่งศูนย์แบบไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์นี้ สามารถตอบสนองความต้องการได้ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายคนเดินเข้าศูนย์เฉลี่ย 50,000 คนต่อวัน โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวในศูนย์นี้ประมาณ 1,000 บาทต่อคน

กรุงเทพธุรกิจ พฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2547

kiku99
September 24th, 2004, 03:55 AM
'โดยจะมีร้านค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศที่ยังไม่เคยเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยเข้ามาลงทุนเปิดสาขาในจังซีลอนเป็นแห่งแรก '
wow, even before Bangkok eh :) and Hooters is finally coming to Thailand;)

Chad
September 25th, 2004, 04:18 AM
สื่อโฆษณาในห้องน้ำติดลมบน

สื่อโฆษณาภายในห้องน้ำเริ่มที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองหลวง เพราะเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง ห้างสรรพสินค้าหรือปั๊มน้ำมัน

นักการตลาดรายหนึ่งให้ความเห็นว่า สื่อโฆษณาในห้องน้ำถือเป็นสื่อที่มีแนวโน้มเติบโตดี และเริ่มได้รับความนิยมจากกลุ่มเจ้าของสินค้า เนื่องจากว่า มีค่าใช้จ่ายไม่สูง สื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ที่สำคัญคือ พฤติกรรมของคนเวลาเข้าห้องน้ำจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยเฉลี่ย 3-5 นาที ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะมีสมาธิมากที่สุด สามารถจดจำสิ่งต่างๆที่เห็นได้อย่างดี ในเวลาที่ปฎิบัติกิจส่วนตัว เพราะจะไม่มีอะไรมาดึงดูดสายตาและความรู้สึก ทำให้เมื่อมองเห็นภาพโฆษณา ถ้อยคำ ตางๆ มีโอกาสที่จะจดจำได้มากขึ้น ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการหลายรายที่เคลื่อนตัวเองเข้าสู่สื่อโฆษณาประเภทนี้มากขึ้น เพื่อรองรับกับเทรนด์ของตลาด

อันที่จริงแล้วสื่อโฆษณาในห้องน้ำ เดิมที่เรารู้จักและพบเห็นกันมาตลอดคือ ภาพโปสเตอร์โฆษณาธรรมดานั่นเอง เหมือนกับเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ปรกติ ที่เห็นในหนังสือ นิตยสารทั่วไป เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งที่วางมาวางอยู่ผนังห้องน้ำเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สื่อในห้องน้ำมีการพัฒนามากขึ้นอย่างหลากหลาย มีการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆเข้ามานำเสนอทั้งในรูปแบบทีวีจอพลาสม่าแอลซีดี หรือดิจิตอลทีวีในอนาคต ซึ่งจะทำให้มีความหลากหลายดึงดูดความสนใจของคนที่พบเห็น รวมทั้งแรงดึงดูดที่จะเชิญชวนให้เจ้าของสินค้าและบริการตัดสินใจใช้งบประมาณมาลงสื่อแบบนี้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ส่วนสถานที่ที่จะพบสื่อแบบนี้ก็มีกว้างขึ้นทั้งในร้านอาหาร ผับ ภัตตาคาร สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงภาพยนตร์ รวมไปถึงปั๊มน้ำมันที่เริ่มมีแล้ว

นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปรินทร์ โปรดักชั่น จำกัด เป็นอีกรายหนึ่งที่สนใจกระโดดเข้าสู่สื่อในห้องน้ำ แต่เขามาในรูปแบบของสื่อจอพลาสม่าและถือเป็นรายแรกที่ใช้จอพลาสม่ากับแอลซีดีติตดั้งในห้องน้ำในรูปแบบที่เรียกว่า "In-Restroom Multimedia" ซึ่งถือได้ว่าเป็นสื่อแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในไทย ที่มีการใช้สื่อเคลื่อนไหวได้แบบนี้ภายในห้องน้ำ

สื่อใหม่ของปรินทร์ฯประเดิมกับห้องน้ำในโรงหนังเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ไปแล้วเป็นแห่งแรกโดยมีการเซ็นสัญญากันไปไม่นานนี้

โดยจะมีการลงทุนติดตั้งจอโทรทัศน์ พลาสม่าขนาด 42 นิ้ว 1 จอต่อ 1 ห้องน้ำชาย ส่วนห้องน้ำหญิง จะติดตั้งจอแอลซีดี ขนาด 15 นิ้ว จำนวน 1 จอต่อห้องน้ำ 2 ห้อง ซึ่งคาดว่าเป็นปริมาณที่พอเหมาะต่อการสัญจรไปมาของผู้คนที่เข้าห้องน้ำ ขณะนี้เริ่มทยอยติดตั้งแล้วโดยเริ่มที่เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์สาขารัชโยธิน และอยู่ระหว่างการทยอยติดตั้งในสาขาอื่นๆอีก คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้

สำหรับบริษัทปรินทร์ฯรายนี้ก็เคยทำธุรกิจสื่อโฆษณาในห้องน้ำอยู่แล้วแต่ไม่ได้เป็นระบบใหม่อย่างที่เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ เช่นศูนย์การค้า โรงหนัง สนามบิน เป็นต้น เป็นสื่อโฆษณาภาพนิ่ง เช่น ตามผนังห้องน้ำ พื้นพรม เสา ตู้ไฟ เป็นต้น โดยมีลูกค้าที่ใช้บริการรายใหญ่ๆอย่างเช่น เดอะมอลล์งามวงศ์วาน ท่าพระ บางแค บางกะปิ, อาคารบุญมิตร มหาวิทยาลัยเอแบค ร้าน13เหรียญบางสาขา โออิชิสาขาพหลโยธินและทองหล่อ เป็นต้น

นายปรินทร์ คาดว่าจะสามารถทำยอดขายโฆษณาได้ 60 ล้านบาทภายใน 1 ปี และจะคุ้มทุนกับงบประมาณที่ลงทุนไปกับการติดตั้งในเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์

ค่ายพีโอวีก็เป็นอีกรายที่ทำสื่อโฆษณาในห้องน้ำ แต่ยังคงเป็นในรูปแบบที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือโปสเตอร์เท่านั้น แต่ก็เตรียม แผนที่จะขยายรูปแบบสื่อใหม่ ๆอีกทั้งกระแสที่เวลานี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทางพันธมิตรที่จะร่วมมือกันรุกธุกริจสื่อแบบใหม่

ล่าสุดก็มีอีกบริษัทที่ได้รับสัมปทานสื่อโฆษณาในห้องน้ำกับปั๊มน้ำมันเจ๊ท โดยได้รับสิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ผ่านสื่อโฆษณาในผนังห้องน้ำเพียงรายเดียว และขณะนี้ก็เริ่มทยอยติดตั้งและมีลูกค้าให้ความสนใจลงโฆษณาพอสมควร


Source : ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2547 09:24 น.

Chad
September 25th, 2004, 04:20 AM
"โกลบอลฯ"ตั้งทีมเจาะพื้นที่ตั้งสื่อจีบพีโอวีร่วมลุย-เจาะโมเดิร์นเทรด

"โกลบอลเอสเตทมีเดีย" เปิดเกมรุก ตลาดสื่อดิจิตอลทีวี ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาทในปีแรก คาดปีหน้าลงอีกไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท เร่งหาพันธมิตรร่วมรบ สร้างความแข็งแกร่ง เล็งร่วมทุนผู้ประกอบการสื่อโฆษณาในห้องน้ำรายใหญ่ พีโอวี ลุยหาเครือข่ายเพิ่มขึ้นในโมเดิร์นเทรดหวังติดตั้งจอพลาสมา หลังบุกขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว คาดสิ้นปีรายได้ 400 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/asp-bin/Thumbnail.aspx?ID=198180
"โกลบอลเอสเตทมีเดีย" เปิดเกมรุก ตลาดสื่อดิจิตอลทีวี คาดสิ้นปีรายได้ 400 ล้านบาท


นายก้องเกียรติ เหงียนระวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอสเตท มีเดีย จำกัด เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายวัน" ว่า การแข่งขันธุรกิจทางด้านสื่อดิจิตอลมีเดียในเวลานี้มีความรุนแรงอย่างมาก เพราะเป็นสื่อใหม่และได้รับความนิยมมากขึ้นจากเจ้าของสินค้าและบริการรวมไปถึงบรรดาเอเจนซี่ที่ซื้อสื่อด้วย ทำให้มีผู้ประกอบการเริ่มเข้ามาในตลาดมากขึ้น และมีการนำเสนอพัฒนาสื่อดิจิตอลในรูปแบบใหม่ออกมาอยู่เสมอ

เขายืนยันด้วยว่า โกลบอล เอสเตท มีเดีย ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยบริษัทโกลบอล เอสเตท จำนวน 40% ( ทำธุรกิจหลักทางด้านการขายสื่อโฆษณาอสังหาริมทรัพย์ ) เป็นบริษัทฯที่ทำธุรกิจสื่อดิจิตอลมีเดียใหญ่ที่สุดและมีปริมาณสื่อมากที่สุดในตลาดรายหนึ่ง จากตลาดรวม ซึ่งมีผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 4-5 รายที่มีบทบาทในตลาด โดยมูลค่าตลาดของสื่อประเภทดิจิตอลนี้คาดว่าจะมีประมาณ 700 ล้านบาทมีการเติบโต 10% จากมูลค่าตลาดโฆษณาโดยรวมที่มีมากกว่า 70,000 ล้านบาท

จากการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ดังนั้นบริษัทฯจึงต้องปรับตัวทั้งในด้านการหาพันธมิตร การขยายธุรกิจ และเครือข่ายเพื่อรักษาตลาดเอาไว้ ล่าสุดบริษัทฯอยู่ระหว่างการเจรจาเป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้ประกอบการสื่อโฆษณาหลายรายเพื่อร่วมมือกับดำเนินธุรกิจซึ่งจะส่งผลดีทั้งในแง่ของการ ขยายฐานตลาด การพัฒนาช่องทางการตลาด และการขายสื่อโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการขยายธุรกิจให้มีความครบวงจรมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่บริษัทฯดำเนินงานหลักทางด้านสื่อประเภทจอพลาสมา


โดยหนึ่งในกลุ่มที่บริษัทฯเจรจาด้วย คือ บริษัทพีโอวี ซึ่งทำสื่อโฆษณาในห้องน้ำ และมีสื่อโฆษณาในสถานที่ต่างๆอีกจำนวนมากในหลายรูปแบบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างดี และมีความน่าสนใจในตัวธุรกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดและแนวทางของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมมือกันได้อย่างไรบ้าง และในรูปแบบใด โดยอาจจะเป็นการเข้าถือหุ้นไขว้กันหรือการที่บริษัทถือหุ้นฝ่ายเดียวก็ได้

อย่างไรก็ตามเขาคาดว่า อย่างน้อยที่สุดภายในสิ้นปีนี้น่าจะมีโครงการที่สามารถสรุปการเจรจาร่วมมือกกันได้ประมาณ 1 โครงการจากทั้งหมด 3 โครงการ ที่เป็นแผนงานขนาดใหญ่

นอกจากนั้นแล้วยังมีการขยายเครือข่ายและช่องทางในการติดตั้งจอพลาสมาทีวีเพื่อการโฆษณาอีกมาก ซึ่งขณะนี้มีการเจรจากับทางดิสเคานท์สโตร์หลายรายรวมไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตและคอนวีเนียนสโตร์ที่เป็นเชนใหญ่ๆทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้โลตัส หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น แต่ยังไม่มีการสรุปกับรายใด ซึ่งแต่ละรายที่เจรจานั้นก็จะมีรูปแบบการติดตั้งจอสื่อที่ต่างกันไปตามความเหมาสม

ทั้งนี้บริษัทฯได้ตั้งทีมงานขึ้นมาอีก 1 ทีม เพื่อทำหน้าที่ในการมองหาและเจรจากับเจ้าของพื้นที่ที่อยู่ในเป้าหมายที่บริษัทฯจะขอสัมปทานทำสื่อโฆษณาโดยตรง แยกจากทีมที่ทำตลาดหาลูกค้าลงโฆษณา เพื่อที่จะทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทฯได้ร่วมเป็นพันธมติรกับทางบริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด ผู้รับสิทธิ์สัมปทานการบริหารพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่โฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ในการรับช่วงบริหารต่อทางด้านสื่อทีวีจอพลาสมา จำนวน 22 สถานี ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วสามารถติดตั้งจอทีวีได้แล้ว 12 จุด และมีแผนที่จะติดตั้งอีก 6 จุด ทั้งนี้มีแผนที่จะติดตั้งเฉลี่ยสถานีบีทีเอสละ 2 จอ ขนาด 42 นิ้ว เป็นจอพลาสมาของแอลจี ส่วนที่สยามเซ็นเตอร์บริษัทฯมีจอจำนวน 6 จุดไว้บริการลูกค้าที่สนใจลงโฆษณา

เขากล่าวด้วยว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มดำเนินงานอย่างจริงจัง และยังอยู่ในช่วงของการลงทุน บริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งด้าานของการวางเครือข่ายให้พร้อมสมบูรณ์แบบ ค่าเช่าที่ ค่าจอพลาสมา ซึ่งคาดว่าในปีหน้าจะยังมีการลงทุนต่อเนื่องอีกประมาณ 200 ล้านบาท เพราะจะมีการขยายเครือข่ายและพันธมิตรการทำธุรกิจมากขึ้น โดยศูนย์ควบคุมเครือข่ายหรือ Network Operating Center อยู่ที่ถนนอโศก

สำหรับการคิดค่าบริการกับลูกค้านั้น จะคิดเป็นแพคเกจคือ ราคาเหมารวม 150,000 บาทต่อแพคเกจต่อเดือนซึ่งจะได้ยิงโฆษณา 1 นาทีทุกจอที่มีอยู่อย่างน้อยที่สุดนาน 1 เดือน ขณะนี้มีประมาณ 46 จอ ซึ่งมีแบบเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯมีแผนที่จะตั้งราคาหลายแพคเกจเพื่อเป็นทางเลือกให้กับบลูกค้า เนื่องจากว่า สินค้าบางอย่างก็ไม่ต้องการที่จะโฆษณาแบบกว้างเหมือนเหวี่ยงแห อีกทั้งจะทำให้บรัทฯหาลูกค้าได้ง่ายและมากขึ้นเพราะมีทางเลือกหากหลาย

ลูกค้าที่ผ่านมามีหลายประเภทแต่ที่มีมากที่สุดเช่น สินค้าคอนซูเมอร์ ซึ่งการติดต่อหาลูกค้าบริษัทฯทำทั้งสองทางคือ การขายตรงและการขายผ่านเอเจนซี่ ที่มีการติดต่อกับบริษัทซื้อสื่อรายใหญ่ประมาณ 3 ราย

ส่วนผลประกอบการของบริษัทฯในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 400 ล้านบาท และตั้งเป้าภายในปีหน้าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 600-700 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นเพราะมาจากการขยายจำนวนจอมากขึ้น


Source : ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2547 09:24 น.

Chad
September 25th, 2004, 04:34 AM
7-11ผูกขาดลูกค้าสะดวกซื้อ เข็นสมาร์ทเพิร์ส เปลี่ยนพฤติกรรมคนซื้อและร้านค้า

เซเว่นอีเลฟเว่นเข็นบัตรสมาร์ทเพิร์ส ล่อคนไทยใช้ต้นปีหน้า มั่นใจลูกค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านใบ ทุ่ม 150 ล้านบาทนำเข้าเครื่องอ่านบัตร 1 หมื่นเครื่อง กระจายทั่วประเทศปีหน้า คุยมีพันธมิตรหลัก10ราย และอีก54รายจ่อคิวเข้าร่วม พร้อมต่อยอดหากำไรจากเครือข่ายด้วย ฐานข้อมูลส่วนตัวลูกค้า





นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด เปิดเผยว่า จากการศึกษาและเก็บข้อมูล รวมถึงการเจรจากับพันธมิตร ตลอดระเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ทำให้มั่นใจ ในจุดเด่นและข้อดีของบัตรสมาร์ทเพิร์ส ซึ่งเป็นเสมือนกระเป๋าเงินสดใบหนึ่งแต่เป็นมากกว่าบัตรเดบิต บัตรเครดิตหรือบัตรอื่นๆที่เคยมี ว่าจะสามารถมาทดแทนเงินเหรียญ และธนบัตรต่างๆ และมั่นใจอีกเช่นกันว่าภายในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้หรือภายใน พ.ศ.2551 จะมีลูกค้าใช้บัตรสมาร์ทเพิร์ส ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านใบ เพราะสิ่งเหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงของโลก หากไม่ใช้ตอนนี้อีก 20-30ปี ทุกคนก็ต้องใช้หลีกหนีไม่ได้แน่


ทั้งนี้บริษัทฯได้ตั้งงบประชาสัมพันธ์กว่า 100 ล้านบาทเพื่อให้บัตรสมาร์ทเพิร์ส เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและคาดว่าทำได้ไม่ยาก เพราะมีการเตรียมงานมาอย่างดี โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่เกินไตรมาส 1 พ.ศ.2548 และได้จัดตั้ง บริษัท ไทยสมาร์ท เทอร์มินอล จำกัด ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการตัวเครื่องรับบัตรสมาร์ทเพิร์ส โดยจะสั่งนำเข้าจำนวน 10,000 เครื่องราคาเครื่องละ 15,000 บาท ภายในปีหน้า และให้เริ่มติดตั้งภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนกว่า 3,000 ร้าน พร้อมกับมีแผนขยายการติดตั้งไปร้านค้าปลีกอื่นๆเพิ่มเติม


"จะเกิดอะไรขึ้นหาก ร้านทุกร้านต้องมีเครื่องรับสมาร์ทเพิร์ส หากไม่มีก็ขายของไม่ได้ หรือ ประชาชนจะเรียกร้องให้มีเครื่องรับไว้ให้บริการ เพราะรู้สึกสะดวกกว่า รวดเร็วกว่า และสังคมก็รู้สึกถึงคุณประโยชน์ เหล่านี้คือสิ่งที่พยายามให้เกิดขึ้น "


ทั้งนี้พันธมิตรหลักทั้ง 10 ราย และอีกกว่า 54 บริษัท ที่ได้ติดต่อขอร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภาคธุรกิจค้าปลีก ต่างเข้าใจตรงกันว่า บัตรสมาร์ทเพิร์ส เป็นโครงการที่คุ้มค่าน่าลงทุนอย่างยิ่ง เฉพาะตัวเครื่องรับเอง คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปีหรือน้อยกว่านั้น เนื่องจากการเป็นแหล่งสร้างรายได้มหาศาล ที่เก็บจากร้านค้าและบริษัทที่ใช้บริการ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ต้องตั้งบริษัทบริษัท ไทยสมาร์ท เทอร์มินอล จำกัด มารับผิดชอบโดยเฉพาะ หรือตัวบริษัทไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด ก็มีรายได้มากมายจากให้บริการด้านเครือข่าย ทั้งการเคลียริ่ง การชำระเงิน รวมถึงข้อมูลในบัตรของลูกค้าที่สามารถขายต่อได้อีก


สำหรับคำถามเรื่องการผูกขาดทั้งในส่วนข้อมูลลูกค้าและการกีดกันคู่แข่ง จะซ้ำรอยธุรกิจร้านเซเว่นอีเลฟเว่นหรือไม่นั้น นายก่อศักดิ์ ชี้แจงว่า คงไม่ถูกหากจะพูดอย่างนั้น เพราะทุกวันนี้ยังร้านค้าคู่แข่งของเซเว่นฯเกิดขึ้นทุกวัน และยังมีทำเลดีๆอีกมากมายที่เซเว่นฯไม่ได้ไป แต่ต้องยอมรับว่าการทำก่อนย่อมได้เปรียบ โดยบริษัทฯถือเป็นรายแรกที่กล้าลงทุน ทำบัตรสมาร์ทเพิร์ส และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ขณะนี้เชื่อว่าแม้บริษัทอื่นจะมีเงินมากเท่าไหร่ก็เข้ามาไม่ทันแน่ ส่วนเรื่องข้อมูลถือเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าจะมีพฤติกรรมการยอมรับเรื่องบัตรสมาร์ทเพิร์สมากน้อยแค่ไหน


ด้านนายเฉลิมชัย ฉัตรชัยกนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ บริษัทไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด กล่าวว่าข้อมูลที่ได้จาก บัตรสมาร์ทเพิร์ส ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปในเชิงประชากรศาสตร์(Demographics) เช่น ชื่อ ที่อยู่ เพศ อายุ อาชีพ รายได้ ข้อมูลไลฟ์สไตล์ หรือที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต(Psychographics)เช่นงานอดิเรก กิจกรรมที่ทำเป็นประจำ และข้อมูลการจับจ่ายใช้สอย (Purchase Behavior) เช่น แบรนด์ที่ใช้ ขนาดสินค้าที่ซื้อ


โดยลูกค้าจะต้องซื้อบัตรในราคาประมาณ 250 บาท ซึ่งบัตรนี้จะเสมือนเป็นกระเป๋าเงินของตน และต้องเติมเงินในมูลค่าไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับการนำไปใช้ซื้อสินค้า โดยบัตรสมาร์ทเพิร์ส จะมีชิพฝังไว้บนบัตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดจากประเทศเยอรมันและเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ซิพที่มีหน่วยความจำสูงหรือ สามารถอ่านและลบข้อมูลได้กว่า 1 แสนครั้ง ทำให้เก็บข้อมูลได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ของร้านค้าและการใช้งาน


สำหรับข้อมูลที่ได้ทำให้ร้านค้าสามารถใช้บริการระบบ Loyalty Marketing & CRM หรือใช้ระบบการตลาดเฉพาะบุคคลในแต่ละ Segment มาสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนแนวคิดที่ว่า ลูกค้ากลุ่มที่ต่างกัน ควรได้รับการดูแลที่ต่างกันไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ถือบัตรได้อย่างเหมาะสม ทำให้เกิดความพึงพอใจ ความจงรักภักดี ต่อสินค้าและร้านค้า และส่งผลให้ร้านค้าที่เป็นพันธมิตร ลดค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการ มียอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้น


โดยบัตรสมาร์ทเพิร์ส ใช้เทคโนโลยีContactlessแบบสแกน ในการชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบของคนไทยที่ รีบเร่ง ทำอะไรต้องให้ง่ายและสะดวก เพราะแค่แตะ บัตรสมาร์ทเพิร์ส กับเครื่องรับ ที่ติดตั้งตามร้านค้าต่างๆ เครื่องจะหักเงินจากบัตรโดยอัตโนมัติ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 30 วินาที รวมถึงการเป็น Combi Crad หรือบัตรทีใช้เทคโนโลยี Contact แบบเสียบเพื่อเติมเงินลงในบัตร ผ่านทางเอทีเอ็มและร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา โดยจะเริ่มอย่างเต็มรูปแบบในต้นปี 2548



Source : Than Sretthakij : Sep 25, 2004

kiku99
September 25th, 2004, 05:57 AM
wow, LCD screen in restroom eh. :) cool:)

Chad
September 25th, 2004, 06:08 AM
Yeh, now there are Plasma Screen TVs in every Major Cineplex Restrooms...very cool :)

Chad
September 28th, 2004, 09:10 AM
"IKEA" To opens in Bangna

อีเกียยักษ์เฟอร์นิเจอร์บุก กาแรนท์โมเบลปรับตัวสู้ต่างชาติ

'อีเกีย'สวีเดน ซื้อที่ทำเลบางนา เดินหน้าทำตลาดเต็มรูปแบบในไทย ด้านกาแรนท์โมเบล เผยคู่แข่งต่างชาติใช้อาวุธอาฟตา เตรียมบุกประเทศไทย สั่งดัน 2 แบรนด์ใหม่ ขยายฐานลูกค้ารับศึก


นางสาวผาณิต ชวชัยชนานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท กาแรนท์ โมเบล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ต่างชาติเตรียมพร้อมเข้ามาทำตลาดในประเทศ เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่ลดลงตามสนธิสัญญาอาฟตา ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ลดจาก 20% เหลือ 5% แล้วในปัจจุบัน และจะลดลงเป็น 0% ในอนาคต ซึ่งคาดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะใช้โอกาสนี้เข้ามาทำตลาดจำนวนมาก ซึ่งธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กในประเทศจะได้รับผลกระทบ ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาทำตลาดในไทยแล้ว คือ คอร์ท จากอังกฤษ ซึ่งเปิดสาขา ที่ภูเก็ต และบริษัท อีเกีย จากสวีเดน ที่มีการวางแผนซื้อที่ก่อสร้างร้านสาขาแรก บนพื้นที่เขตบางนา คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดหลังจากภาษีนำเข้าลดลงเป็น 0% ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่น่ากลัวที่สุด เพราะมีเครือข่ายในประเทศใหญ่ๆ 10 กว่าประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน รวมถึงมียอดการสั่งของจำนวนมากจากซัปพลายเออร์หลายส่วน ครั้งละมากกว่า 1,000ล้านบาท ทำให้ต้นทุนเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกมาก

นางสาว ผาณิต กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการปรับตัวรับการแข่งขัน บริษัทจึงมีแผนการส่งเสริมการผลิตในส่วนของที่นอน และโซฟามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ในประเทศอีก 1 ราย เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ในส่วนดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมนำเข้าเฟอร์นิเจอร์อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ชุดเครื่องครัวแบรนด์ Kitchen Areal และเฟอร์นิเจอร์โซฟาแบรนด์ Dnelinear ประเทศอิตาลี พร้อมกับ เปิดบริษัทลูก คือ บริษัท แอลลิแกน เฟอร์นิเจอร์ จำกัด นำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากประเทศอิตาลีและเยอรมนี สไตล์ ออริจินัล โมเดิร์น คลาสสิก และโอเรียลทอลมิกซ์ เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่ผู้บริโภคระดับบน ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2548

Source : Bangkok Business News : Sep 28, 2004

BKKinTO
September 28th, 2004, 09:43 AM
Good news to have Ikea in Thailand.I'm a big fan :) By the way,The editor should have known that it is I-kea not E-kea.I mean to pronounce. Is there any way to tell them that to correct it?

Chad
September 28th, 2004, 02:06 PM
It's funny how Thai can pronouce "I" both way "I" and "E", just like this word that may coursed the Editor confusion..."Idiot"...it's "e-diet"..not "i-diet"......I guess...:D

kiku99
September 29th, 2004, 01:21 AM
i also like IKEA. but i wonder if it will very success in Thailand though. since we have so many local furniture makers here.:) and i think they have to change their concept a bit. actually i am not sure how it works in other countries. but in the U.S., if you buy furnitures like desk, table...they come in pieces, and you have to put them altogether. i think it's quite complicated especially for people who never done it before. so i guess since the labor is pretty cheap in thailand, they have to offer that service:) IMO

Zimoune
September 29th, 2004, 05:47 AM
What you say is true Kiku99... that concept is good for western europe and US 'cause people prefer to pay less (a lot less) and put the pieces together by themself, than buy double price the same thing already build-up. But in Thailand the difference will not be that much 'cause cost of labour is low. So let say that it is always fun to put the pieces together (enjoy your Sunday ;)) and with the booming in property market, it will always have some market for furniture shops!!!!

rayman
September 29th, 2004, 10:58 AM
cool, all my furniture in my room is from ikea

Speed
September 29th, 2004, 02:12 PM
I just got back from Hong Kong and they have a big Ikea store right in the city...Its great! and I was just wondering why they dont have one in Bangkok....Im glad one is coming....many cool items that I cant find in existing stores here and really good prices too...

Isan
September 29th, 2004, 10:53 PM
I just got back from Hong Kong and they have a big Ikea store right in the city...Its great! and I was just wondering why they dont have one in Bangkok....Im glad one is coming....many cool items that I cant find in existing stores here and really good prices too...

Can go to neighborhood -Singapore for shopping ;)

Is a fun @ IKEA

Taipei also a good place too :)

Chad
September 30th, 2004, 05:29 AM
"ซีท โบ๊ต" สบช่องรุกตลาดเรือยอชท์ รับคนไทยคลั่งกิจกรรมเอาต์ดอร์


"ซีท โบ๊ต" ผู้ประกอบการเรือยอชท์รายใหญ่ สบช่องตลาดท่องเที่ยวบูม ไลฟ์สไตล์คนไทยคลั่งกิจกรรมเอาต์ดอร์ ประกาศรุกตลาด ขนเรือยอชท์ขึ้นศูนย์การค้าหรู ดิ เอ็มโพเรียม หวังขยายฐานลูกค้าไฮโซ-คนรุ่นใหม่ เล็งบริการปาร์ตี้เปิดตลาดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่


นางสาวเรืองรัตน์ เบญจฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีท โบ๊ต จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจต่อเรือยอชท์รายใหญ่ เปิดเผยถึงแผนและกลยุทธ์ใหม่ในการขยายตลาดว่า จะมุ่งไปยังตลาดโรงแรม 5 ดาวที่เติบโตตามตลาดท่องเที่ยว รวมถึงเตรียมการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มไฮโซและคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนไทยที่เปลี่ยนไป โดยใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมเอาต์ดอร์เพิ่มขึ้น ประกอบกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเริ่มหันมาให้ความสนใจกับกีฬาขับเรือเร็ว และเรือมอเตอร์ ยอชท์ ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว

ทั้งนี้จากการเริ่มเปิดตลาดกลุ่มโรงแรมในปี 2545 สามารถขยายตลาดเรือสปีดโบต และเรือมอเตอร์ยอชท์ เข้าสู่ตลาดโรงแรมและตลาดในส่วนราชการซึ่งเป็นตลาดหลักเดิมของบริษัท พบว่าปัจจุบันมียอดการสั่งผลิตเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นจำนวนกว่า 100 ลำ ทำให้บริษัทมีคิวต่อเนื่องยาวไปถึงปี 2548

อย่างไรก็ตาม ตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังมีการเติบโตสูงคือ คนรุ่นใหม่ หรือเศรษฐีใหม่ บริษัทจึงมีแนวคิดขยายตลาดไปสู่กลุ่มนี้ ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบทำกิจกรรมเอาต์ดอร์มากขึ้น

จับมือ ดิ เอ็มโพเรียม เข็นเรือขึ้นห้างดูดลูกค้า

สำหรับกิจกรรมการตลาดแนวใหม่ ซึ่งจะจัดขึ้นเพื่อขยายฐานการตลาดนั้น บริษัทได้จับมือกับศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม นำเรือสำราญประเภท มอเตอร์ ยอชท์ (Motor Yacht) มาจัดแสดงให้กับลูกค้าชม โดยเรือที่นำมาจัดแสดงมีจุดเด่นด้านความคล่องตัว ความเร็ว ซึ่งรุ่นที่จะนำมาจัดแสดงในวันที่ 1-12 ต.ค.นี้ คือเรือรุ่น Sport Cruiser ขนาด 43 ฟุต 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่น และระบบปรับอากาศและระบบเครื่องเสียงมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท รวมถึงเรื่อรุ่น Runabout ขนาด 20 ฟุตและ 14 ฟุต เป็นเรือขนาดเล็กที่ให้ความคล่องตัว เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวทั้งในแม่น้ำและทะเล และผู้ที่เริ่มเล่นเรือในระดับราคา 2 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท

การเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ รวมถึงตลาดโรงแรมที่กำลังขยายตัว รับกับตลาดท่องเที่ยวที่กลับมาบูมอีกครั้ง โดยนอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมเพิ่มบริการใหม่ๆ เช่น ปาร์ตี้เรือยอชท์ ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดท่องเที่ยวแบบใหม่ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

สำหรับบริษัท ซีท โบ๊ต จำกัด เป็นผู้นำในธุรกิจเรือครบวงจร ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปี โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ผนึกกำลังกับผู้ผลิตเครื่องยนต์รายใหญ่ระดับโลกคือ Mercury Marine เพื่อขยายตลาดในประเทศไทย โดยการผนึกกับพันธมิตรใหญ่รายนี้ ส่งผลให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเปิดตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์และกีฬาขับเรือ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา บริษัทยังได้รับไลเซ่นให้เป็นผู้ผลิตเรือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา โดยล่าสุดได้ส่งมอบเรือยอชท์ที่ผลิตจากประเทศไทยมูลค่ากว่า 80 ล้านบาทให้กับลูกค้ารายหนึ่งในต่างประเทศ

Source : Bangkok Business News : Sep 30, 2004

Chad
September 30th, 2004, 07:57 AM
เซ็นทรัลฮุบบาสกิ้น

เซ็นทรัลฯฮุบ หุ้นบาสกิ้น -รอบบิ้นส์ พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ "บี-อาร์ ไทยแลนด์" อ้างเสริมความคล่องตัวด้านบริหารจัดการ ยุบสาขาคีออสเน้นขยาย สแตน อโลนด์ เผยแผน 5 ปีขยายสาขารวม 150 สาขา ลงทุนร่วม 700 ล้านบาท





นายรณชิต มหัทธนะพฤกธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัดหรือซีอาร์จี ผู้บริหารแบรนด์เคเอฟซี พิซซ่า ฮัท มิสเตอร์ โดนัท อานตี้แอนส์ บาสกิ้นรอบบิ้นส์และสเต็ก ฮันเตอร์ เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี47 ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปถือหุ้น 100% ในบริษัทบาสกิ้น รอบบิ้นส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท บี-อาร์ ( ไทยแลนด์ )จำกัด จากเดิมสัดส่วนการถือหุ้นมาจากซีอาร์จีและบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกาฝ่ายละครึ่งเป็นลักษณะการร่วมทุนทำให้แผนหรือนโยบายทางการตลาดร่วมกันต้องกำหนดร่วมกัน


สำหรับบริษัทบี-อาร์ ไทยแลนด์ทำหน้าที่บริหารงานโรงงานผลิตไอศกรีมป้อนให้กับร้านบาสกิ้นรอบบิ้นส์และผลิตไอศกรีมซอร์ฟเสิร์ฟให้กับร้านเคเอฟซี โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จึงไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนด้านโรงงานเพิ่มเติมแต่อย่างใด


ผลจากการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ทำให้ซีอาร์จีมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการสาขาร้านไอศกรีมบาสกิ้นรอบบิ้นส์ในประเทศไทยเต็มตัว จากเดิมที่การขยายสาขานั้นบริษัทแม่ให้ความสำคัญกับการขยายในรูปแบบคีออสมากกว่า แต่หลังจากนี้ซีอาร์จีจะเน้นขยายสาขาสแตน อโลนด์ที่มีการบริการแบบเทเบิล เซอร์วิสเป็นหลักเพราะเห็นว่าเหมาะกับผู้บริโภคคนไทย


นอกจากการขยายสาขาเองแล้วซีอาร์จียังสามารถขายแฟรนไชส์ซีได้ แต่ขณะนี้บริษัทให้ความสำคัญการขยายสาขาเองมากกว่า ส่วนสาขาแฟรนไชส์ซีในขณะนี้มีสาขามากกว่า 10 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่แหล่งท่องเที่ยว เช่น สมุยและภูเก็ต เป็นต้น


จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นแผนของซีอาร์จีที่ต้องการรุกตลาดไอศกรีมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยการปรับภาพลักษณ์ของร้านให้ดูสดใสกว่าในอดีตเพราะต้องการขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ใหญ่ คนวัยทำงาน นอกจากนั้นในอนาคตจะมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังอีกด้วย


รายงานของศูนย์วิจัยกสิการ พบว่าตลาดรวมไอศกรีมปี 47 มีมูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี แบ่งเป็นตลาดไอศกรีมพรีเมี่ยม 900 ล้านบาท ไอศกรีมระดับกลาง 7,200 ล้านบาท และไอศกรีมระดับล่าง 900 ล้านบาท ส่วนร้านไอศกรีมที่ให้บริการแบบเทเบิล เซอร์วิสในตลาดที่มีอยู่ในขณะนี้ได้แก่ อาเก้นดาส สเวนเซ่นส์ บาสกิ้น-รอบบิ้นส์ และมิกกี้มูส์


ทางด้านภาพรวมของซีอาร์จีขณะนี้รายได้อันดับหนึ่งมาจากแบรนด์เคเอฟซี รองลงมาคือมิสเตอร์โดนัท ซึ่งประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้วางจำหน่ายโดนัท บอนเดอริง ยอดขายสามารถแซงพิซซ่า ฮัท เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ส่วนอันดับสี่และห้า ใกล้เคียงกันระหว่าง อานตี้แอนส์กับบาสกิ้น รอบบิ้นส์ ส่วนอันดับสุดท้ายคือแบรนน้องใหม่ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเองอย่างสเต็ก ฮันเตอร์ ซึ่งจนถึงขณะนี้มี 5 สาขา


"ยอดขายของซีอาร์จีในช่วงครึ่งปีแรกตก 1,482 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 46 ที่มียอดขายประมาณ 1,311 ล้านบาท โดยยอดขายของมิสเตอร์ โดนัท มีความโดดเด่นมาก จนสามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์มีทำรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 แทนพิซซ่า นอกจากนั้นบริษัยังมีแผนลอนซ์แบรนด์ใหม่ๆเพิ่ม โดยอาจเป็นไปได้ที่จะสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองเพราะจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากกว่าการเป็นซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศ"นายรณชิต กล่าวและว่า


ปัจจุบันทั้ง 6 แบรนด์มีจำนวนสาขารวม 350 สาขา แบ่งเป็นเคเอฟซี 110 สาขา มิสเตอร์ โดนัท 136 สาขา,บาสกิ้น รอบบิ้นส์ 37 สาขา,อานตี้ แอนส์ 39 สาขา, พิซซ่า ฮัท 23 สาขาและสเต็ก ฮันเตอร์ 5 สาขา คาดว่าถึงสิ้นปี47จะขยายสาขาเพิ่ออีก 24 สาขา รวมเป็น 374 สาขา


ส่วนแผนระยะยาวอีก 5 ปีข้างหน้าบริษัทวางแผนขยายสาขาปีละไม่ต่ำกว่า 30 สาขารวม 150 สาขา โดยใช้งบลงทุนประมาณ 600-700 ล้านบาท ส่งผลอีก 5 ปีซีอาร์จีจะมีสาขารวมทั้งสิ้น 431 สาขาและมีอัตราการเติบโตประมาณ 7-10%

Source : Than Sretthakij : Sep 29, 2004

Speed
September 30th, 2004, 03:33 PM
Can go to neighborhood -Singapore for shopping ;)

Is a fun @ IKEA

Taipei also a good place too :)

Yes, can go to Sin for shopping but furniture stuff too much trouble dragging things on the airplane :)

Taipei has a BIG Ikea on Tun Hwa North Road (one of the main avenues)....I used to shop there when I lived there on Jenai Circle ;) but prices much higher....Bangkok Ikea will be great!

Isan
September 30th, 2004, 04:04 PM
Taipei's IKEA seems a bit over priced compare to HKG but same in Singapore and even be more competitive with mostly item too :)

I used to be @ Nanking E. Rd. that store location convenience to shopping

Once I found a very attractive local brand furniture store, resemble as IKEA inside at The Mall, Ramkhamhaeng

Fashionable and price pretty ;)

Speed
September 30th, 2004, 09:44 PM
Taipei's IKEA seems a bit over priced compare to HKG but same in Singapore and even be more competitive with mostly item too :)

I used to be @ Nanking E. Rd. that store location convenience to shopping

Once I found a very attractive local brand furniture store, resemble as IKEA inside at The Mall, Ramkhamhaeng

Fashionable and price pretty ;)

Yes, Taipei is TOO EXPENSIVE!! almost as bad as Osaka and Tokyo....cant wait for Bangkok Ikea......

Chad
October 1st, 2004, 03:30 AM
RETAILING: Rents rising up along with sales

Owners need more innovative displays as floor costs jump

Kwanchai Rungfapaisarn

Retail sales are expected to jump 19 per cent over the next two years to Bt1.8 trillion in 2006, according to an international research firm.

But all this growth is coming at a price – for retail space.

Euromonitor also forecasted that retail sales would hit Bt1.52 trillion this year, up 8.5 per cent from Bt1.4 trillion in 2003. Due to the steady growth in Thailand’s and the rest of Southeast Asia’s retail industry, modern retailers are now faced with a new challenge of making the most of their space due to increasing rents.

“Retail space is now getting expensive and retailers need to find better solutions on how to utilise their retail space,” said Ben Wong, project director of Singapore Exhibition Services, which organises trade fairs, including the upcoming Retail Industry Trade Event 2004.

He said retail space is becoming more costly in Thailand, Singapore and the Philippines.

Still, he praised the Thai retail business as “very exciting”. Local retailers are always trying to improve themselves and are always looking to the future. But they still face challenges.

“Today, retailers need to find a modern way of presenting so many ranges of products in a fixed area, and it becomes a challenge to them. What the local retailers need to take into account is how they design their stores and that they are well-adapted for people’s lifestyles,” he said.

That means not only focusing on beautiful store designs, but also on what their customers need. Store design must drive sales and pull shoppers to the store.

“Retailers must consider the space layout, mentality appeal of shoppers, as well as traffic patterns of how shoppers move and walk in the store,” he said.

Wong has helped organise 19 different types of exhibitions, ranging from retail products to industrial equipment and machinery.

Wong said that good visual displays would draw the attention of shoppers, build a retailer’s image and create brand awareness for their products. It has to meet the needs of modern consumers, who prefer convenience by having all products they need in one place.

That means store or merchandise displays need to appeal to local requirements.

“Today retailers have to concern themselves with setting a good plan for merchandising and their visual displays. The challenge is how they can customise these aspects to their local buyers,” Wong said.

Wong said the retail trade is flourishing all over Asia and stores are focusing more on giving their customers the best shopping experience.

“Shopping is now becoming a ‘lifestyle’,” Wong said.

The Retail Industry Trade Event 2004 will be held in Singapore between October 27 and 29 and is expected to attract more than 8,000 visitors from around the world.

More than 200 retailers from Thailand are expected.

The event is staged for retailers to network, share their experiences, and learn about the latest retail information and modern retail business practices.

Source : THE NATION : Oct 1, 2004

Chad
October 2nd, 2004, 05:47 PM
http://img.photobucket.com/albums/v171/chady/erawan_2.jpg

http://img.photobucket.com/albums/v171/chady/erawan_3.jpg

http://img.photobucket.com/albums/v171/chady/erawan_1.jpg

Chad
October 2nd, 2004, 05:47 PM
http://img.photobucket.com/albums/v171/chady/erawan_head.jpg

BKKinTO
October 2nd, 2004, 07:29 PM
Nice ads

kiku99
October 3rd, 2004, 02:12 PM
yeah nice ads. only one more month. btw, i don't think that Siam Paragon could be open by the end of this year nah IMO. Just passed by the construction site recently, seems like lot of jobs still need to be done. i thought the plan was to be opened this year though:)

Speed
October 3rd, 2004, 02:28 PM
yeah nice ads. only one more month. btw, i don't think that Siam Paragon could be open by the end of this year nah IMO. Just passed by the construction site recently, seems like lot of jobs still need to be done. i thought the plan was to be opened this year though:)

kiku-san, I think "Erawan Mall" will open this year and "Siam Paragon" will open end of next year... :) "Erawan Mall" is much smaller than "Siam Paragon" so I think its very possible that it will open soon

kiku99
October 3rd, 2004, 02:54 PM
oh ic. i misunderstood it then:)

ซินเซียร์เผยเพชรโลกปรับราคา10%ทุ่ม100ล.เปิดสาขาสยามพารากอน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2547 15:13 น.



เจ้าของร้านเครื่องประดับ ซินเซียร์ จิวเวอร์รี่


ร้านเครื่องประดับซินเซียร์ไม่หวั่นยอดขายยังดีอยู่แม้ไทยเจอวิกฤตหลายอย่าง พร้อมทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เตรียมเปิดสาขา 2 ที่สยามพารากอน เผยขณะนี้ราคาเพชรในตลาดโลกปรับตัวขึ้น10%ครั้งแรกในรอบ 10 ปี เพราะเพชรหายากและคนหันมาบริโภคเก็บเพชร ล่าสุดร่วมกับไพร์ม เนเจอร์มอบบัตรกำนัลเลือกซื้อเครื่องประดับ 1 ล้านบาท

นางบุปผา กิ่งชัชวาลย์ เจ้าของร้านเครื่องประดับ ซินเซียร์ จิวเวอร์รี่ เปิดเผยว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของร้านซินเซียร์ยอดขายเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้จะมีวิกฤตเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมาก เช่น น้ำมันปรับขึ้นราคา เป็นต้น และผู้บริโภคมีความฉลาดในการเลือกซื้อเพชรมากขึ้น และคาดว่าภายในปลายปีนี้ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันจะเป็นช่วงที่ยอดขายสูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากคนจะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ทางร้านยังได้มีการปรับการดีไซน์ของเพชรให้ดูทันสมัย เพื่อรองรับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเสพความสวยงาม


ทั้งนี้ปีหน้าซินเซียร์เตรียมเปิดร้านสาขาใหม่เป็นแห่งที่ 2 ตั้งอยู่ที่สยามพารากอน บนพื้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งภายในร้านจะมีชั้นลอยอยู่ด้วย โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เดิมทีซินเซียร์มีร้านอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี ก่อนที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วจะย้ายมาที่เอ็มโพเรียม

ส่วนกิจกรรมทางการตลาดทางร้านมีการจัดตลอดทั้งปี อาทิ เมื่อช่วงเดือนที่แล้วได้ร่วมกับนิตยสารมาดาม ฟิกาโร่ แจกเพชรมูลค่า 5 แสนกว่าบาท และล่าสุดซินเซียร์ได้ร่วมกับบริษัท ไพร์ม เนเจอร์ และบริษัทมิลเลนเนียม ออโต้ ภายใต้แคมเปญ "พรีลูด ทู พาราไดซ์" โดยผู้ที่จองซื้อที่ดินขนาด 200-400 ตารางวา จะได้รับบัตรกำนัลเลือกซื้อเครื่องประดับของซินเซียร์ได้ในวงเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่14-17 ต.ค. นี้ที่ลานชั้น 1ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า

Isan
October 3rd, 2004, 03:47 PM
Ex-Sogo / Amarin Plaza La :)

Chad
October 3rd, 2004, 03:49 PM
Siam Paragon Opens in 2005, Kiku...:)

Chad
October 8th, 2004, 05:20 PM
Gaysorn welcomes 10 top brands to pull in foreigners

Nitida Asawanipont

Up to 10 high-end local and international brands will take up residence at Gaysorn Plaza by the end of the year as part of the luxury shopping complex’s efforts to strengthen and maintain its brand mix.

Fafuen Temboonkiat, executive director of Gaysorn owner GS Property Management, said the shopping complex selected brands that would mix well with existing brands to attract more foreign visitors, especially from Asia.

He said the brands included Moschino, Bangkok Fashion Society, Greyhound, Playhound and local brand Sarit. Some of the new brands will replace existing tenants that plan to leave Gaysorn, he said, and others would move into a 3 to 4-per-cent area of the complex that is currently unoccupied.

The shopping centre will also bring in two new restaurants and an Internet cafe.

Chan Srivikorn, managing director of GS Property Management, said each tenant was able to generate 20-40 per cent higher revenue in the second year of operations after Gaysorn’s renovation.

Gaysorn will continue to arrange activities to attract customers, he added.

Those activities include Christmas lights and decorations, New Year

celebrations and special shopping activities. Gaysorn will also build awareness through magazines and newspapers, cooperate with credit-card operators and organise special promotions for the guests of nearby luxury hotels.

Gaysorn will ask hotels to place brochures offering Tourist Privilege Programme in their rooms to attract more customers. It will also apply SMS and e-mail technology to communicate with customers.

The shopping complex will launch an ad campaign next year called Colours of Gaysorn, to feature various colours in fashion industry that present Gaysorn as a fashion leader.

Chan said traffic within Gaysorn had increased from 12,000 to 15,000 people per day during the second year of operation.

Kibsan Beck, marketing consultant of GS Property Management, said the challenge next year was not to increase traffic, but to make temporary visitors become permanent visitors. He said the shopping complex had to keep doing research and development to maintain its position.

Chan said the emergence of Siam Paragon shopping complex next year would not affect Gaysorn because they are different types of shopping experiences.

Gaysorn expects to achieve Bt240 million in revenue by year’s end, triple the figure before the complex’s renovation.

He said tenants expected revenue growth of 20-25 per cent in the third year of operations.

Chan called on the government to rearrange taxes for all goods, not just luxury products, as they are currently far too complex. Adjusting the tax will help lower taxation for various high-end products and ease working process of logistic systems as a whole.

After the government agrees to adjust the tax, he said, shopping complexes would have to discuss matters with high-end brands and arrange big events to inform people that brandnames in Thailand are getting cheaper.

Source : THE NATION : Oct 8, 2004

kiku99
October 8th, 2004, 07:03 PM
ซีเอ็มจีมุ่ง“เฮาส์แบรนด์”รับสิทธิ์ทำตลาดแบรนด์เอฟซียูเค

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2547 17:57 น.



เซ็นทรัลเทรดดิ้งดึงเอฟ ซี ยู เค (fcuk) บุกตลาดไทยเต็มรูปแบบ ผุดช่องทางจำหน่ายเพิ่ม ด้านเซ็นทรัลเผยบริษัทมีนโยบายเพิ่มเฮาส์แบรนด์ มั่นใจสิ้นปีโตตามเป้า 20%

นายเนล วิลเลี่ยมส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เฟร็นช์ คอนเนคชั่น ยูเค จำกัด (มหาชน) เจ้า-v’แบรนด์ เอฟ ซี ยู เค หรือเฟร็นช์ คอนเนคชั่น ยูเค (fcuk : FRENCH CONNECTION UK) จากประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาให้บริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ปหรือซีเอ็มจี เป็นผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดให้กับเสื้อผ้าและอุปกรณ์เครื่องแต่งกายต่างๆ ของเอฟ ซี ยู เค ในประเทศไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอฟ ซี ยู เคกลุ่มเสื้อผ้าเข้ามาทำตลาดในไทย

ก่อนหน้านี้เอฟ ซี ยู เคได้เข้ามาในไทยเฉพาะกลุ่มน้ำหอม มีกลุ่มบูทส์เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย ในขณะที่ประเทศรอบข้างของไทยมีแบรนด์เอฟ ซี ยู เคนานแล้ว อาทิ ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเตรียมที่จะเปิดตัวที่ประเทศออสเตรเลียเป็นลำดับต่อไป โดยมีสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่ประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง

แบรนด์เสื้อผ้าเอฟ ซี ยู เค จับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงและผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-35 ปี ราคาจำหน่าย 1,290 – 4,990 บาท โดยเซ็นทรัลเทรดดิ้งได้ทดลองนำเข้าเอฟ ซี ยู เคมาทำตลาดในไทยตั้งแต่ 6 เดือนที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าเซนกับเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต แบบครบไลน์ทั้งเสื้อผ้าของผู้หญิง 150 รายการและผู้ชาย 120 รายการ และเปิดเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้าผู้ชายที่เซ็นทรัล ชิดลม

ในเดือนพ.ย.มีแผนที่จะขยายเคาน์เตอร์เสื้อผ้าผู้หญิงในเซ็นทรัล ชิดลม ปีหน้ามีแผนเปิดเคาน์เตอร์อีก 4 แห่ง คือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ดิ เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน และสาขาบางกะปิ ตั้งเป้าเปิดร้านใหญ่อย่างน้อย 1 แห่ง
ตลาดเอเชียมีแนวโน้มดีที่สุดเติบโต 30% แม้ว่ากลุ่มเสื้อผ้าผู้หญิงจะมีคู่แข่งมาก โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มียอดขายอันดับ 1 รองมาเป็นฮ่องกง ซึ่งฐานการผลิตสำคัญ คือ จีน 35% อินเดีย 25% และ 40% ผลิตในประเทศแถบยุโรป

นางกุณฑล โชติศาลิกร ผู้อำนวยการ APP & ACC 1 บริษัท เซ็นทรัล เทรดดิ้ง จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป กล่าวต่อว่า เอฟ ซี ยู เค เป็นแบรนด์นำเข้าแบรนด์แรกในปีนี้ ซึ่งหลังจากที่เอฟ ซี ยู เคเปลี่ยนชื่อแบรนด์จากเฟร็นช์ คอนเนคชั่น มาเป็นเอฟ ซี ยู เคพร้อมกับปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น ก็กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในยุโรป

ปัจจุบันสัดส่วนแบรนด์นำเข้าที่มีอยู่ในเครือ 70% เฮาส์แบรนด์ 30% ทางเซ็นทรัลฯ เองมีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนของสินค้าเฮาส์แบรนด์ให้มากขึ้น แต่ในปีหน้าก็เตรียมที่จะนำเข้าแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาด้วย ในปีนี้กลุ่มเสื้อผ้านำเข้าบริษัทตั้งเป้าเติบโต 15-20% โดยยอดขาย 8 เดือนแรกมีอัตราการเติบโตไปแล้ว 20% ซึ่งในปี 2546 กลุ่มดังกล่าวเติบโตได้เพียง 10% ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้

kiku99
October 8th, 2004, 07:05 PM
too bad, there is no Planet Hollywood at Gaysorn anymore. :) i think Gaysorn should have more unique brands that can't be found anywhere else in Bangkok. since now most of stores there are the same as those in Emporium or other upscale malls:)

Chad
October 8th, 2004, 07:29 PM
There will be new stuffs at Siam Paragon ; Dolce & Gabana, Michael Kors, Alexander Mcqueen, Balanciaga, Rochas and Tiffany & Co....those are only as far as I know...:)

BKKinTO
October 9th, 2004, 10:33 AM
How can I find what stores are opening at The Siam Paragon? and wow Tiffany & Co is coming to Thailand,so highend.I love the shop here in toronto.look just fabulous and classy.By the way,Love to see FCUK in stand alone type rather than in the department stores.

Isan
October 9th, 2004, 11:04 AM
How can I find what stores are opening at The Siam Paragon? and wow Tiffany & Co is coming to Thailand,so highend.I love the shop here in toronto.look just fabulous and classy.By the way,Love to see FCUK in stand alone type rather than in the department stores.

More world class outlet will be opened inside

Siam Paragon shopping complex 98% complete

Project (http://skyscrapercity.com/showthread.php?t=121242)

cHemon
October 9th, 2004, 12:02 PM
More world class outlet will be opened inside

Siam Paragon shopping complex 98% complete

Project (http://skyscrapercity.com/showthread.php?t=121242)

98% complete?!!

i don't think so na.

kiku99
October 9th, 2004, 04:13 PM
wow, Tiffany & Co in Bangkok. that's cool. Maybe Thaksin's son should open Virtu phone store there as well;)

Chad
October 9th, 2004, 04:44 PM
wow, Tiffany & Co in Bangkok. that's cool. Maybe Thaksin's son should open Virtu phone store there as well;)


haha, His son already did...;)

Speed
October 9th, 2004, 09:50 PM
98% complete?!!

i don't think so na.

I think press announcement by Siam Paragon said that underground structural portion of project is 98% complete...I think that might be correct...the above ground structure is coming up fast too!! :)

kiku99
October 10th, 2004, 02:22 PM
haha, His son already did...;)
huh really? where? i thought we don't have an actual store in Thailand. that's cool.

Chad
October 10th, 2004, 05:37 PM
I'm not sure where, but remember the opening ceremony at Plaza Atthinee Hotel with all auctions going on, and Mr. Prachamaleenont got the Vertu phone and AIS number 09-999-9999 with price tag at 10 Million baht around July this year I think.

kiku99
October 11th, 2004, 03:47 PM
999-9999 oh i thought that is a bad number to call ;) just like in the movie:D

ทุ่ม10ล้านลบภาพห้างโซโก เอราวัณแบงค็อกเปิด24พ.ย.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2547 18:02 น.


อัมรินทร์ พลาซ่าทุ่ม 10 ล้านบาทล้างภาพโซโก เร่งอัดสื่อโปรโมต “เอราวัณ แบงค็อก” พร้อมอวดโฉม 24 พ.ย.นี้ เผยเหลือที่ว่างเพียง 5% รอลุ้น 2 แบรนด์แฟชั่นเสียบ ล่าสุด เปิดตัว “เวลเนส แอนด์ บิ้วตี้ เซ็นเตอร์”

นายอนุพงษ์ หวังพงษ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อัมรินทร์ พลาซ่า จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าบูติคมอลล์ “เอราวัณ แบงค็อก” เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการเอราวัณ แบงค็อก ว่า ขณะนี้ดำเนินการไปกว่า 90% แล้วภายใต้งบลงทุนตามการประมาณไว้ 300 ล้านบาท และเหลือพื้นที่เช่าที่ยังไม่เซ็นสัญญาเพียง 5% ของพื้นที่ขายรวม 7,000 ตร.ม. ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะรองรับผู้เช่าได้อีก 2 ราย ที่เป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นเท่านั้น ส่วนโซนอาหารเออร์เบิล คิทเช่นและโซนสุขภาพและความงามเซ็นสัญญากับผู้เช่าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

เอราวัณ แบงค็อกพร้อมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 พ.ย.นี้ แต่จะทยอยเปิดให้บริการในบางส่วนได้ตั้งแต่ปลายเดือนต.ค. ซึ่งกำหนดการเปิดให้บริการอาจจะล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเปิดในเดือนต.ค.นี้ ทั้งนี้ เป็นเพราะระบบการตกแต่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทำให้กลุ่มผู้เช่าเข้าตกแต่งร้านได้ช้า

บริษัทจะใช้งบประมาณเฉพาะ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้อีก 10 ล้านบาท สำหรับการสร้างแบรนด์เอราวัณ แบงค็อก ให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักมากขึ้น และงบสำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว ซึ่งบริษัทจะต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่และลบภาพความเป็นโซโกในความทรงจำของกลุ่มลูกค้าให้ได้ โดยเริ่มส่งทีเซอร์โฆษณาบนตัวรถและในรถไฟฟ้าบีทีเอสไปบ้างแล้ว และจะอัดโฆษณาต่อในสื่อนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ

หลังจากที่เอราวัณ แบงค็อกเปิดจะยิ่งทำให้ภาพของช้อปปิง สตรีทในย่านราชประสงค์ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ได้ปรึกษาหารือกันตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสมาคมฯ แล้วว่าภาพลักษณ์ของแต่ละศูนย์ที่เป็นสมาชิกจะไม่แข่งกันเอง แต่จะหาจุดขายที่แตกต่างกันเพื่อเป็นชอปปิ้ง สตรีท

ล่าสุด ได้เปิดตัวโซนสุขภาพและความงาม “เวลเนส แอนด์ บิ้วตี้ เซ็นเตอร์” (Wellness and Beauty Center) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 คอนเซ็ปต์หลักของเอราวัณ แบงค็อก ที่รวมผู้ประกอบการให้บริการด้านสุขภาพและความงามทั้งภายในและภายนอกทั้งหมด 6 ร้าน บนพื้นที่ 25% ของพื้นที่ขาย 7,000 ตร.ม. ประกอบด้วย ไฮโดร เฮลท์ (Hydro Health), วีนัส บิวตี้ แอนด์ เวลเนส เซ็นเตอร์ (Venus Beauty & Wellness Center), เนเจอร์ ทัช (Nature Touch), บอดี้ บาลานช์ (Body Balance), ฮาว เมย์ แฮร์ เอ็กซ์พีเรียล (How May Hair Experience), อาย แกลอรี่ (Eye Gallery)

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ก.ค. ปี 2546 หลังจากที่ศูนย์การค้าโซโก้เลิกกิจการ โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 13,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่ขาย 7,000 ตร.ม. แบ่งเป็น โซนศูนย์รวมแฟชั่น 45% โซนเออร์เบิล คิทเช่น 30% และโซนศูนย์สุขภาพและความงาม 25% และคงราคาค่าเช่าเฉลี่ยที่ 1,400-2,500 บาทต่อตร.ม. ตั้งแต่เริ่มเปิดขายโครงการ คาดว่ามีผู้เข้าศูนย์ต่อวัน 8,000 – 10,000 คน

Chad
October 12th, 2004, 06:20 AM
ยักษ์ค้าปลีกซุ่มปั้นโมเดลธุรกิจใหม่ แก้ปมผังเมือง-ที่ดินหมดสต๊อก

ค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลังพิงฝา ใบอนุญาตก่อสร้างในมือร่อยหรอ เดินหน้าสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ใช้พื้นที่น้อยกว่าเก่า หวังรอดช่องกฎกระทรวงที่คุมเข้มจนกระดิกไม่ออก ชี้หากขยายสาขาเพิ่มไม่ได้อาการหนักแน่ๆ คนในวงการจับตา เทสโก้ โลตัส ความพร้อมเหนือคู่แข่งหลายขุม ล่าสุดบิ๊กซีจับมือค้าปลีกภูธร ผุดสาขามหาสารคามเพิ่มอีก

ผลจากการออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเมื่อวันที่ 3 กันยา ยน 2547 ที่ผ่านมาของกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นเหมือนกับการปิดประตูตายไม่ให้ค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวอย่างสิ้นเชิง หลังจากก่อนหน้านี้คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงแค่ประกาศกระทรวงเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลจากการปรับเปลี่ยนจากกฎกระทรวงเป็นประกาศกระทรวงในครั้งนี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกทั้งเทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, คาร์ฟูร์ รวมทั้งแม็คโคร เริ่มมองหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ใช้พื้นที่น้อยลงกว่าเดิม และไม่ขัดกับกฎกระทรวง เพื่อไม่ให้การขยายสาขาของตัวเองต้องหยุดชะงักไป เนื่องจากมองว่าการขยายสาขาแบบเดิมเริ่มตีบตันขึ้นเรื่อยๆ

แหล่งข่าวในวงการค้าปลีก เปิดเผย "ประชา ชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต่างเตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่ แม้จะยังมีความเป็นไปได้ว่าภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ในต้นปีหน้าพรรคไทยรักไทยซึ่งมีโอกาสย้อนกลับมาเป็นคณะรัฐบาลใหม่จะยอมแก้ไขกฎกระทรวงนี้เพื่อให้การขยายสาขาไม่ปิดตายเหมือนเวลานี้ เพราะรู้ดีว่าถ้าธุรกิจค้าปลีกเปิดสาขาใหม่ๆ ไม่ได้ จะทำให้การพัฒนาในเชิงธุรกิจช้าลง

"ทั้งโลตัส บิ๊กซี คาร์ฟูร์ แม็คโคร ทั้งหมดนี้มีหุ้นส่วนรายใหญ่เป็นยักษ์ใหญ่ในระดับโลกทั้งสิ้น และที่ผ่านมายักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้ทำธุรกิจไฮเปอร์ มาร์เก็ตอย่างเดียว แต่มีธุรกิจค้าปลีกในมือหลากหลายมาก" แหล่งข่าวกล่าว

เปิดทางค้าปลีกขนาดเล็ก

แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า กฎกระทรวงที่ออกมาส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่มีปัญหาในการขยายสาขา แต่จะทำให้ค้าปลีกขนาดเล็กที่ใช้พื้นที่ไม่มากเติบโตขึ้น แต่ปัญหาคือค้าปลีกเป็นธุรกิจที่สร้างการเติบโตจากการขยายสาขา เช่นเดียวกับอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่จะเพิ่มตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น

"ต้องยอมรับว่าหากเพิ่มสาขาไม่ได้ก็ยากที่จะสร้างการเติบโตให้เกิดขึ้นได้ เป็นสาเหตุให้คาร์ฟูร์ซึ่งมาทีหลังคู่แข่งรายอื่นและมีสาขาน้อยกว่าพยายามดิ้นรนให้มีการแก้ไขปัญหานี้"

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเทสโก้ โลตัส เป็นค่ายที่มีความพร้อมในเรื่องนี้ เพราะมีโมเดลค้าปลีกในไทยหลากหลายที่สุด และเชื่อว่าในปีหน้าการขยายสาขาในรูปคอนวีเนี่ยนสโตร์ผ่านเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส จะชัดเจนยิ่งกว่าปีนี้อีก โดยส่วนหนึ่งจะเข้าไปแทนที่ไทเกอร์มาร์ทที่มีปัญหาในการดำเนินธุรกิจจนต้องปิดตัวเองลง

"เทสโก้ โลตัส ภาพจะชัดมาก ส่วนบิ๊กซีก็เตรียมการเรื่องนี้ไว้บ้างแล้วแม้ที่ผ่านมาจะไม่ประสบผลสำเร็จกับลีดเดอร์ไพรซ์ มีแต่คาร์ฟูร์ที่อยากขยายสาขาในรูปไฮเปอร์มาร์เก็ตเหมือนเดิมต่อไป" แหล่งข่าวกล่าว

แม็คโครซุ่มปั้นโมเดลใหม่

แหล่งข่าวเชื่อว่าในปีหน้าภาพการปรับตัวจะชัดเจนอย่างยิ่ง เนื่องจากเกือบทุกค่ายทำเลในมือใกล้จะหมดลงแล้ว ส่วนการเข้าไปเช่าใช้พื้นที่จากกลุ่มค้าปลีกท้องถิ่นเพื่อขยายสาขาค่อนข้างยุ่งยากในทางปฏิบัติ ยกตัวอย่างแม็คโครใบอนุญาตก่อสร้างในมือใบสุดท้ายได้หมดไปแล้ว เป็นปัญหาให้ผู้บริหารต้องขบคิดว่าในปีหน้าจะสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างไร เพราะการเพิ่มยอดขายในแนวดิ่งไม่มีทางสู้การขยายตัวในแนวระนาบได้

ขณะที่นางสุชาดา อิทธิจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ยอมรับกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม็คโครต้องหาทางสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจให้ได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักก็ตาม

"เรากำลังดูโมเดลธุรกิจใหม่ๆ อยู่ แต่ตอนนี้ยังบอกอะไรมากไม่ได้" นางสุชาดากล่าว

หวั่นคู่แข่งทิ้งห่าง

ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การที่เทสโก้ โลตัส มีช่องทางในการขยายสาขาอยู่เสมอเป็นเหมือนแรงกดดันไปถึงคู่แข่งรายอื่นๆ เพราะหากปล่อยให้ เทสโก้ โลตัส ขยายสาขาไปรายเดียวตามลำพังก็จะทำให้ถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

รายงานข่าวในวงการค้าปลีกเปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้เทสโก้ โลตัส จะขยายสาขาในจังหวัดพิจิตร และมหาสารคาม โดยใช้โมเดลธุรกิจที่ต่างออกไป นั่นคือ จับมือเป็นพันธมิตรค้าปลีกในต่างจังหวัดที่เปิดให้บริการอยู่ก่อนแล้วเปิดร้านค้าในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้นมา ในขณะที่บิ๊กซีเริ่มจะใช้โมเดลเดียวกันในจังหวัดมหาสารคามเช่นกัน แต่เป็นสเกลใหญ่กว่า

รายงานข่าวระบุอีกว่า บิ๊กซี ใช้วิธีจับมือกับ บริษัท ร้อยเอ็ดพลาซ่า จำกัด ที่ได้ขยายการลงทุนเข้าไปยังจังหวัดมหาสารคาม ด้วยการจะเปิดศูนย์ การค้าในชื่อ "สารคาม พลาซ่า" ห่างจากห้างเสริมไทยที่เทสโก้ โลตัส จะเข้าไปเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต เพียง 2-3 กิโลเมตรเท่านั้น

เชื่อโซลูชั่นนี้ลงตัว

นายสรายุทธ์ ชาติบัญชากร ผู้บริหาร บริษัท ร้อยเอ็ดพลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ได้เพิ่มพื้นที่ของสารคาม พลาซ่า อีก 10,000 ตารางเมตร จากเดิมที่มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่จะเข้ามาเปิดสาขาแบบเต็มรูปแบบในจังหวัด

ทั้งนี้ บิ๊กซีจะเช่าพื้นที่บริเวณชั้นบนของห้างสารคาม พลาซ่า ทั้งหมด 10,000 ตารางเมตร นาน 30 ปี ส่วนชั้นล่างบริษัทจะทำเป็นส่วนของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้บริหารเอง

นายสรายุทธ์เชื่อด้วยว่า จากนี้ไปภาพการจับมือเป็นพันธมิตร ระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นและผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่จะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์แบบนี้

"การขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรับกับการเช่าพื้นที่ของบิ๊กซีทำให้แผนการเปิดให้บริการต้องเลื่อนจากเดือนพฤศจิกายนออกไปเล็กน้อยเป็นประมาณปลายไตรมาสที่ 2 ปีหน้า" นายสรายุทธ์กล่าว

ชี้ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

นายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด ในฐานะผู้บริหารสมาคมห้างสรรพสินค้าไทย หรือทีดีพี (TDP : Thai Department Store Pool) มองว่า ภาพที่เกิดขึ้นถือเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการค้าปลีกภูธร เพราะหากไม่ปรับตัวด้วยแนวทางดังกล่าวก็อาจจะทนแรงเสียดทานไม่ไหวและจะต้องปิดกิจการไปในที่สุด

"สมาชิกของเราที่ตอนนี้มีอยู่ 10 แห่ง ขณะนี้มีห้างในต่างจังหวัดติดต่อเข้ามาขอเป็นสมาชิกอีก 4 แห่ง เป็นภาคเหนือ 2 แห่ง ภาคใต้ 2 แห่ง ซึ่งเราก็มีการร่วมมือกันในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรสมาชิกร่วมกัน การจัดโปรโมชั่นต่างๆ ร่วมกัน การสั่งสินค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ" นายวิโรจน์กล่าว


Source : Prachachat/Matichon : Oct 9, 2004

kiku99
October 12th, 2004, 05:03 PM
Wellness complex set to open at Erawan
Published on October 12, 2004

Erawan Bangkok is the latest to jump on the beauty and wellness bandwagon with a complex opening on the fourth floor of its premises in Ratchaprasong.

The Erawan Wellness and Beauty Centre brings together

five outlets under one roof

occupying some 2,000 square metres of retail space as part of a larger shopping, eating and

fashion complex replacing

the defunct Sogo Department Store.

The Venus Beauty & Wellness Centre offers skin rebalancing, Nature Touch provides aromatherapy massage, Body Balance uses high-tech equipment for muscle firming, aqua massage, and natural hair treatment, and Eye Gallery offers eye examination and consultation and a wide selection of eye glasses.

“Our Erawan Bangkok complex, which will officially open on November 24, will offer three major retail concepts including urban kitchens and international cuisines, affordable fashion and accessories, and a wellness and beauty centre,” said Anuphong Wangphongsawasd, CEO for business development of Amarin Plaza Plc, which operates the Erawan Bangkok complex.

He said the new centre had been developed to cater to “modern urban people”, who are particularly health- and beauty-conscious.

The new centre would both make the Erawan Bangkok stand out and complement other retail complexes in the Ratchaprasong area, he claimed.

Erawan Bangkok is also a member of Ratchaprasong Square Trade Association. The shopping complex coordinates with other members in the area including Gaysorn Plaza, Maneeya Shopping Plaza, Central World Plaza, and the Intercontinental Hotel to promote Ratchaprasong as Bangkok’s main shopping destination, he said.

Kwanchai Rungfapaisarn

The Nation

Chad
October 13th, 2004, 07:13 AM
เซ็นทรัลเร่งปรับโฉมหวังโต15%ต่างชาติรุมจีบฟู้ดลอฟท์ปีหน้ารู้ผล

ห้างเซ็นทรัลเร่งปรับโฉมทุกสาขา คาดเพิ่มยอดไม่ต่ำกว่า 10-15% เผยผลสำรวจซูเปอร์แบรนด์เซ็นทรัลติดแบรนด์ไทยแบรนด์แรกในเอเชีย แย้มต่างชาติรุมจีบทั้งส่วนห้างฯ และฟู้ด ลอฟท์ไปลงทุน เร่งศึกษาตั้งเป้า 1 ปีรู้ผล ล่าสุด ทุ่ม 60 ล้านบาทจัดงานฉลองครบรอบ 57 ปี

นางยุวดี พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่าแผนการปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขาได้เริ่มทยอยปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้สาขาบางนาและปิ่นเกล้าเป็น 2 สาขาแรกที่ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วตามแนวคิดหลักที่เน้นความทันสมัยและในปีหน้าจะเริ่มปรับที่สาขาลาดพร้าว

ส่วนสาขาชิดลมจะปรับปรุงเสร็จครบภายในสิ้นปี 2548 ซึ่งขณะนี้ชั้น 4 ที่เป็นแผนกสินค้าผู้ชายและชั้น 6 แผนกสินค้าเด็กได้ปรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ชั้น 2 ที่เป็นแผนกสินค้าผู้หญิงและในปีหน้าวางแผนปรับชั้น 1, 3 และ 5 ให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับหาบริการใหม่ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มกลุ่มร้านอาหารให้มากขึ้นและจะต้องย้ายไปอยู่ชั้น 6 ซึ่งหลังจากปรับคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15%

นายอลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัดกล่าวต่อว่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภค ทำให้ผลการสำรวจการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภคทั่วเอเชียของซูเปอร์แบรนด์ พบว่า เซ็นทรัลเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำได้เป็นลำดับที่ 114 จาก 1,000 เป็นแบรนด์ และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงของการสำรวจครั้งนี้

นอกจากนี้ มีนักลงทุนชาวต่างประเทศหลายรายติดต่อเสนอให้เซ็นทรัลไปลงทุนเปิดห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน ตะวันออกกลาง รวมถึงฟู้ด ลอฟท์ด้วยเช่นกันที่นักลงทุนเหล่านี้ให้ความสนใจ

อย่างไรก็ตาม ทางห้างฯ จะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการไปลงทุนในต่างประเทศให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย วิธีการทำตลาดให้ประสบความสำคัญ กฎหมาย ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้อีก 1 ปีจะสามารถให้รายละเอียดดังกล่าวได้ชัดเจนมากขึ้น

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้รัฐบาลมีนโยบายประหยัดพลังงานด้วยมาตรการขอความร่วมมือเปิดห้างช้าลงและปิดห้างเร็วขึ้นนั้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขายเพียงเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เชื่อมั่นว่าจะกลับมาเหมือนเดิม โดยเฉพาะช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ที่เซ็นทรัลเองก็จะมีแคมเปญใหญ่อีก 2-3 แคมเปญซึ่งตั้งแต่มีนโยบายดังกล่าวมา การใช้จ่ายต่อหัวต่อคนของผู้บริโภคก็ยังอยู่ที่ประมาณ 800-900 บาท ส่วนชิดลมเฉลี่ยใช้จ่าย 1,000 -1,200 บาท และยังมั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดขายจะยังคงตามเป้า 20,000 ล้านบาทเช่น เดิม เติบโต 10% ล่าสุด ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 60 ล้านบาทในการจัดงานฉลองครบรอบ 57 ปี "57 Anniversary Celebrations Party"

"การเปิดของศูนย์การค้าสยาม พารากอนในปลายปี 2548 ทำให้หลายฝ่ายมองว่าจะกระทบต่อยอดขายของเซ็นทรัล ชิดลม ซึ่งทางห้างฯ มองว่า จะไม่กระทบ เนื่องจากมีจุดยืนที่แตกต่างกัน ซึ่งที่ผ่านมาชิดลมก็ไม่มีเอนเตอร์เทนเมนต์เหมือนศูนย์การค้ารอบข้าง แต่ยอดขายก็ยังเติบโตดีมาตลอด แสดงให้เห็นว่าลูกค้าที่เข้ามาเดินชิดลมเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อสินค้าจริง" นายอลันกล่าว


Source : Manager : Oct 13, 2004

Chad
October 18th, 2004, 04:05 AM
Roundup/Metrosexual: Top-end brands signal boom in men’s skincare


Having existed on the sidelines in Thailand for decades, men’s skincare could become a significant segment in the cosmetics market next year.

Nitida Asawanipont

Men’s skincare products accounted for 5 per cent of the Bt5-billion skincare market in 2003, said Lancome brand manager Apinya Sevatasai.

This year the market is expected to bulge with the arrival of two high-end entrants, Shiseido and Lancome.

When products for men were introduced in Thailand decades ago the market responded poorly to the mass commercial brands, said Apinya.

Demand picked up last year after a range of high-end brands entered the market, and more have shown up this year, including Biotherm, Shiseido, Clinique, Aramis and Clarins.

Apinya said that men’s behavioural trends were changing on a global level, with Thailand only a few steps behind. This was reflected in a 15-per-cent increase in the global market for men’s skincare products last year.

The media have helped boost sales and shape a new culture of cosmetics. Images of men with white, clean and clear skin have slowly replaced the tall, dark and handsome stereotype that dominated over the past six or seven years, causing a shift in women’s perceptions of what physical criteria make up their perfect partner.

A senior executive in the advertisement industry said that nowadays more men were using foundation on their faces during the day and applying night cream before going to bed.

Apinya sees this as a weathervane for change, and one that will lead to bigger profits.

The emerging sub-industry will also get a boost when large shopping complexes like The Mall develop men’s departments in their “beauty zones”.

The Mall opened a 100-square-metre area for men’s care at its new-look Bang Kapi branch in the capital early this month and plans to have certified zones in all seven branches of The Mall and one at The Emporium within three years.

Thipvipa Chantapasa, senior manager of The Mall Group Co Ltd, said the company was interested in developing these special areas for men who might otherwise be afraid to approach counters of each high-end brand.

She said the men’s skincare zone should generate 10 per cent of the total revenue from the beauty department.

Despite the growing demand, however, companies are not pumping much money into advertising for men’s skincare products, said Sohn Chongsrichan, CEO of advertising agency and brand consulting firm Y&R.

Citing a major brand like Shiseido, he said it would need to buy ad space in men’s magazines to broaden its market share and help enlarge the market.

Brands will spend four times less on magazine advertising for men’s products than for women’s, or about Bt1 million, he estimated.

“There won’t be any TV ads [yet] because men aren’t ready to see companies trying to convince them to use these beauty products. Magazines are the best way to let men learn about the products and become familiar with them,” said Sohn.


Source : THE NATION : Oct 18, 2004

kiku99
October 19th, 2004, 02:31 AM
Central should expand overseas. and Food Loft is totally awesome. I just took my former boss (American) there, and he really loved it.

Chad
October 20th, 2004, 08:25 PM
เทสโก้กรีนสโตร์แห่งแรกของโลกผุดในไทย

เทสโก้ โลตัสอวดโฉมสาขาพระราม 1 ดึงกำลังซื้อผู้บริโภคย่านเจริญผลก่อน 3 วัน วันเปิดจริงเตรียมเชิญนายกฯ ร่วมเป็นแขกพิเศษ พร้อมลุยเปิดรูปแบบเอ็กซ์เพรสและคุ้มค่าอีกอย่างละ 1 แห่ง

http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=208463

นายจัสติน บาร์เน็ท รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ขณะนี้เทสโก้ โลตัสพร้อมเปิดให้บริการสาขาพระราม 1 ซึ่งเป็นสาขาที่ 49 ของเทสโก้ โลตัสแล้ว โดยจะทดลองเปิดให้บริการช่วง 3 วันแรก (19 – 21 ต.ค.) ในเวลา 11.00 –20.00 น.ก่อน หลังจากนั้นจะเปิดให้บริการในเวลาปกติตามแนวทางของรัฐบาล และจะเปิดตัวสาขาดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ต.ค. ทั้งนี้ คาดว่านายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะมาร่วมในงานอย่างไม่เป็นทางการนัก

เทสโก้ โลตัส สาขาพระราม 1 เป็นสาขาที่ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมทั้งหมด 32,000 ตร.ม. มีพื้นที่ขาย 9,000 ตร.ม. ใช้งบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับการเช่าที่ดินระยะเวลา 30 ปี 400 ล้านบาท และเป็นงบสำหรับค่าตกแต่งและลงทุนสร้างในรูปแบบกรีน สโตร์อีก 600 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในทำเลใจกลางเมือง

นอกจากนี้สาขาดังกล่าวยังเป็นสาขาแรกของการทดลองระบบกรีน สโตร์ หรืออาคารสีเขียวและสาขาแรกของโลก ที่ใช้พลังงาน 25% จากแสงอาทิตย์แปลงเป็นกระแสไฟฟ้า โดยสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 600,000 หน่วยต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 12.5% ของความต้องการทั้งหมดในอาคาร

ทั้งนี้ บริษัทได้นำเข้าเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของการแปลงกระแสไฟฟ้า โดยเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่รองจากประเทศไทยในแถบเอเชียตอนนี้มีเพียงประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นการทำใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ของอาคารของรัฐบาล จึงนับว่าเทสโก้ โลตัสเป็นเอกชนรายแรกที่กล้าลงทุนทดลองสร้างกรีน สโตร์ขึ้นมาเพื่อช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยจะศึกษาและประเมินผลที่ได้รับกับความคุ้มค่าในการลงทุน เพื่อเป็นแนวทางในการใช้กับสาขาอื่นๆ ที่มีอยู่หรือสาขาใหม่ที่จะเปิด

ความพิเศษอีกสิ่งหนึ่งของเทสโก้ โลตัสสาขาพระราม 1 ที่ลูกค้าอาจจะมองไม่เห็น คือ การเพิ่มเครื่องวัดระดับปริมาณออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในบริการพื้นที่ขาย หากมีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนลดลงเครื่องดังกล่าวจะฉีดน้ำยาเฟรชออกมาทันทีเพื่อปรับระดับอากาศในบริเวณที่มีคนหนาแน่น ทำให้ลูกค้าไม่อัดอัดในการเลือกซื้อสินค้า

ปัจจุบันเทสโก้ โลตัสรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตมีทั้งหมด 49 สาขาทั่วประเทศ (รวมสาขาพระราม 1) และมีรูปแบบเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในปั๊มน้ำมันอีก 33 สาขา และจะเปิดสาขาใหม่ที่บางนาในวันที่ 21 ต.ค. นี้ รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตมี 1 สาขา และรูปแบบคุ้มค่าขณะนี้มี 10 สาขา และเตรียมที่จะเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดสกลนคร อีก 1 สาขาในวันที่ 29 ต.ค. รวมเป็น 11 สาขาในเดือนต.ค.นี้


Source : Manager Online : Oct 20, 2004

Chad
October 20th, 2004, 08:27 PM
'Green' hypermarket shaping up

BOONSONG KOSITCHOTETHANA

http://www.bangkokpost.com/Business/201004_bus01.jpg
" This is no gimmick," says Tesco Lotus vice-president Kasidit Manopinives as he explains the rooftop photovoltaic energy system at the Rama I store. - APICHART JINAKUL


At first glance, Bangkok's latest Tesco Lotus outlet on Rama I Road in Pathumwan looks just like any of the dozens of others that the British retailer has built _ a low-rise concrete block painted creamy white with large plate glass windows all around.

But from a bird's-eye view, the building's high-tech touches become visible.

Slightly over half of its roof area, about the size of three football pitches combined, is covered with hundreds of photovoltaic (PV) solar energy panels.

The canopy on the store's main entrance, the storefront and even the benches out front are made of PV panels that turn sunlight into electricity.

Welcome to Tesco Lotus's ''Green Store'', a 600-million-baht retailing complex that incorporates a number of cutting-edge energy conservation and environmentally friendly features, including the region's largest rooftop solar energy system.

The Rama I store represents a pioneering approach by Tesco Lotus to addressing energy-saving and environmental protection issues at its commercial buildings in Thailand. Tesco points to the new operation as tangible proof of its sincere efforts to save energy.

Tesco Lotus, the largest hypermarket chain in Thailand, has voluntarily spent some 88 million baht on increasing its use of renewable energy sources, reducing water waste, stringent pollution controls and efforts aimed at making its stores healthy places to work in.

The company hopes to use the innovations introduced at its 49th Thai store _ the first of its kind in Tesco's global network _ at all of its new stores in Thailand, following an evaluation period.

''This is no gimmick. We want to demonstrate Tesco's willingness to invest in innovative and socially beneficial projects in Thailand and lead the way so that others will follow,'' said Kasidit Manopinives, vice-president for property services at Tesco Lotus.

The centrepiece of its ''green'' initiatives is the 75-million-baht rooftop PV system, supplied by Shell Solar (part of the Royal Dutch/Shell group), with a capacity to produce 460 kilowatts of power, or 600,000 units of electricity per year.

The PV system covers 7,376 square metres, or 54% of the total roof area, with excess electricity output from the system to be fed into the Metropolitan Electricity Authority (MEA) grid.

However, electricity produced from the solar panels will provide only 12.5% of the Rama I building's consumption, for a cost saving of 1.6 million baht per year. The balance of its electricity needs will still come from the public grid.

With the current high cost of solar panels, the electricity from the PV system is five to six times more expensive than simply plugging into the public grid, according to Christophe Inglin, managing director of Shell Solar Singapore Pte Ltd.

But there are benefits. The PV system, installed with no government support, will reduce peak demand on the grid with the added benefit of offsetting 400 tonnes of carbon dioxide emissions from Thailand's fossil-fuel power plants.

Among other innovative features at Tesco Lotus's Green Store are:

- Extensive use of laminated glass skylights that reduce heat gain while maximising ambient light in the building.

- Reduced-flow faucets and chilled, condenser water for air-conditioning.

- Lower energy consumption through the use of an integrated chiller plant equipped with a sophisticated energy management system.

- A rainwater collection system to supplement the supply from the building's cooling tower.

- Use of recycled, treated water in toilets.

- Replacing R-22 refrigerant with ozone-friendly R-407 (as required by the European Union) for use in small air-conditioners, and using R-404A and R134A for large refrigeration systems and chiller plants.

Mr Kasidit said that Tesco Lotus had spent 180 million baht on an energy conservation programme at its 48 stores over the past two years, which has resulted in energy savings of 145 million baht a year.


Source : Bangkokpost : Oct 20, 2004

Zimoune
October 21st, 2004, 05:25 AM
that si good... maybe they wanna ask to open over night with that ;)

kiku99
October 22nd, 2004, 02:22 AM
อัมรินทร์ตั้งศูนย์การค้าท่องเที่ยว ฉีกแนวค้าปลีกย่านราชประสงค์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2547 17:52 น.


อัมรินทร์ พลาซ่า สร้างจุดต่างแข่งกระแสการแข่งขันดุของค้าปลีกย่านราชประสงค์ เร่งศึกษาการเป็นศูนย์การค้าเพื่อการท่องเที่ยว เล็งเทพื้นที่กว่า 24,000 ตร.ม. ทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว พร้อมตั้งศูนย์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว คาดไตรมาส 3 ปี 2548 เปิดให้บริการ หวังจับกลุ่มทั้งคนไทยและเทศ ล่าสุด นำร่องจับมือ ททท.และสทน.จัดงาน เที่ยวไทย...มหัศจรรย์แห่งดอกไม้

นายเสรี ศิรินพวงศากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการขายและการสื่อสาร ศูนย์การค้า อัมรินทร์ พลาซ่า (โซโก) เปิดเผยว่า จากการแข่งขันของศูนย์การค้าย่านราชประสงค์ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ศูนย์การค้า อัมรินทร์ พลาซ่า มีการปรับตัว ด้วยการปรับปรุงพื้นที่ พร้อมปรับฟังก์ชั่นสินค้าใหม่ๆ โดยพื้นที่ในส่วนของ เอราวัณ แบงค็อก ได้ใช้ในเรื่องของบูติคมอลล์ ขายสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ

แต่ทั้งนี้เพื่อสร้างความแตกต่าง และเป็นอีกจุดเลือกหนึ่งในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าของเรา จึงมีแนวคิดที่แบ่งพื้นที่เป็นศูนย์การค้าเพื่อการท่องเที่ยว ภายใต้ชื่อ "มินิแทรเวลเซ็นเตอร์" เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงการออกร้านสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะใช้พื้นที่รวมประมาณ 24,000 ตร.ม. ตั้งแต่บริเวณด้านหน้าของศูนย์ เข้าไปถึงภายในศูนย์ บริเวณชั้น 1

ขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการออกแบบ และประเมินเงินงบประมาณค่าก่อสร้าง คาดว่าจะสรุปได้ในเร็วๆนี้ และสามารถเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2548 ตั้งเป้าผู้ใช้บริการเป็นคนไทย 70% และต่างชาติ 30% นอกจากนี้ยังมี ศูนย์ข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยว รวมถึงห้องสมุดด้านการท่องเที่ยว ไว้คอยบริการให้กับลูกค้า พื้นที่ประมาณ 2,000 ตร.ม.

"ศูนย์การค้าย่านราชประสงค์ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ช้อปปิง เซ็นเตอร์ และเอนเตอร์เทนเมนต์ในรูปแบบอื่นๆ แต่เรามองว่า สินค้าและข้อมูลท่องเที่ยว เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของคนไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งในย่านนี้มีลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว ซึ่งหากผู้ที่ต้องการข้อมูลและคำปรึกษาด้านการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ถึง ททท. หรือเข้าเว็บไซต์ เพียงมาเดินช้อปปิงที่เรา ก็มีข้อมูลด้านนี้ไว้คอยบริการ" นายเสรีกล่าว

ล่าสุด ทางศูนย์ฯ ได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ(สทน.) จัดงาน เที่ยวไทย...มหัศจรรย์แห่งดอกไม้ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 ต.ค.-4 พ.ย. 2547 ที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า เพื่อนำร่องโครงการดังกล่าว ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ พร้อมการออกร้านของบริษัททัวร์ นำเสนอแพคเกจทัวร์ และจุดหมายของการท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์และแอร์ไลน์ชั้นนำต่างๆ

นอกจากนั้นในเดือน พฤศจิกายน ทางศูนย์ได้เตรียมจัดงานที่เป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอีก 2 งาน คือ งานเที่ยวที่ไหนดี ...ที่อีสาน ระหว่างวันที่ 19-21 พ.ย.47 และงานอันซีน...พาราไดซ์ ระหว่างวันที่ 24-29 พ.ย. 47 สำหรับในปีหน้า กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมจัดกิจกรรม ในรูปแบบเช่นดังที่กล่าวมา โดยจะเป็นแผนประจำปี ซึ่งระยะเวลาการจัด และคอนเซ็ปต์ จะไม่ทับซ้อนกับงานที่ททท.จัดขึ้นในแต่ละปี แต่จะเป็นการเกื้อหนุนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวให้มากกว่า

นางสาว มัสลิน สุขพัฒนานรากุล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ กล่าวว่า ทางสมาคมได้รับเชิญเข้ามาร่วมจัดกิจกรรมและออกบูท โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งสมาชิกของสมาคมที่เป็นบริษัททัวร์ต่างๆ จะร่วมออกบูท 16 บูท จาก 32 บริษัท ทั้งนี้ในเบื้องต้นยังไม่คาดหวังรายได้จากการขายแพคเกจภายในงานนี้ แต่จะเป็นการให้ข้อมูลกับลูกค้าประกอบการตัดสินใจ ส่วนยอดขายจะตามมาภายหลัง

Chad
October 23rd, 2004, 06:26 PM
Finally, The Amarin is joining the new rival-list :cool:

Chad
October 23rd, 2004, 09:02 PM
Siam Future development's Esplanade, Ratchadapisek :

http://www.siamfuture.com/OurProperties/rachada/rachada_day.jpg

http://www.siamfuture.com/OurProperties/rachada/rachada_night.jpg

Plot Map :

http://www.siamfuture.com/OurProperties/rachada/map_rachada.jpg

Ground Floor Plan :

http://www.siamfuture.com/OurProperties/rachada/layout_grd.gif

kiku99
October 24th, 2004, 04:08 AM
wow. :eek: i like the design. so it will be right next to the RS tower then. :okay: very nice location.

kiku99
October 24th, 2004, 05:40 PM
FAST-FOOD CHAIN: A&W plans to add 50 branches 10/15/2004

Major image revamp also in the works


US-based fast food chain A&W plans to add 50 more branches in Thailand in the next three to five years and renovate 28 existing restaurants, the company’s marketing manager said yesterday.


Prawit Pongpetbundit said A&W Restaurants (Thailand) Co Ltd will branch out into department stores and stand-alone restaurants after maintaining a quiet marketing strategy for the last three years.


He said 80 per cent of current branches are situated at PTT, Jet and Shell Oil petrol stations.


A&W will open new branches on Sunday at The Mall Ramkhamhaeng, on October 15 at The Mall in Banthadthong and October 23 at The Mall in Vibhavadee-Rangsit Road.


Prawit said Yum Restaurants International Group, the company’s owner, wanted A&W to change its image because the company had been quiet for so long.


The company will also change its slogan from “All American Food” to “More Than The Usual”. The slogan will also be changed at all branches in Southeast Asia.


Other changes will include staff uniforms, more training systems and more information communications technology.


The company aims to put about 25 of the new branches in department stores. It wants an area of at least 100 square metres in each store, he said, but that will be difficult because space is limited and most of the good locations are already occupied.


A&W plans to invest Bt22 million next year to open four more branches in department stores and kiosks.


Prawit said A&W would also renovate restaurants to give them a more relaxed feel. Dark brown tones would be added with rectangular tables with a similar look to Starbucks and Coffee Bean.


The first to be renovated will be the branch at Fashion Island shopping complex at a cost of Bt5 million. The next two branches will be at Siam Square and Panthip Plaza.


The company has already invested Bt21.2 million to open new branches and make renovations at Fashion Island.


It plans to finish renovations at all branches by next year with an average cost of Bt5 million for each.


Prawit said A&W needed to do something new so that people will start thinking of A&W as a fashionable place to eat.


He said A&W will also develop menus to target youngsters aged between 18 and 24 and young parents aged between 30 and 34.

Author : Nitida Asawanipont
Source : The Nation

Chad
October 24th, 2004, 09:36 PM
"โรเบอร์ต้า" แบรนด์ดังอิตตาลี บุกพารากอนเจาะกระเป๋าไฮโซ

"โรเบอร์ต้า" แบรนด์ตรงจากอิตาลี เข้าตีตลาดในไทย เจาะไฮโซ พร้อมเปิดชอปในสยามพารากอน มองประเทศไทยเทียบเท่าต่างประเทศ ชี้ตลาดในเอเชียเมีความเป็นแฟชั่นไม่แพ้ที่อื่น ตั้งเป้ายอดขายในเอเชียประมาณ 500 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ


นางจูเลียนา ดิ คาร์มีริโน ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าภายใต้แบรนด์ "โรเบอร์ต้า" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกว่า การทำตลาดในประเทศแถบเอเชียเป็นตลาดที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดในเรื่องของแฟชั่น และได้ทำแบรนด์ในต่างประเทศมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนการที่มาทำตลาดในประเทศไทยคาดว่าน่าจะได้รับจากกลุ่มคนวัยรุ่น และกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อที่อยู่ในระดับสูง เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยยกระดับความเป็นผู้นำแฟชั่น หลังจากที่ได้ทำแบรนด์อื่นเช่น กุชชี่ แชแนล วิตตอง มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยกลุ่มเหล่านี้ได้รับการตอบรับจากในยุโรป และอเมริกาค่อนข้างมาก ส่วนในประเทศไทย จะมีการนำสินค้าเข้ามาในจำหน่ายบางสินค้าเท่านั้น สำหรับแบรนด์ "โรเบอร์ต้า" ในช่วงแรกจะนำสินค้าประเทศกระเป๋าเข้ามาทำตลาดก่อน จากนั้นถ้าได้รับการตอบรับจากคนไทยเพิ่มขึ้น ก็จะมีการนำสินค้าจำพวกเสื้อผ้า น้ำหอม สินค้าครบวงจร เข้ามาตีตลาดในไทยเพิ่มมากขึ้น


สำหรับแนวทางการทำตลาดในประเทศไทยในปี 2547 จะเน้นการทำตลาด CRM และฐานลูกค้าเป็นหลัก ส่วนในแง่ของสินค้านั้นก็จะมีการนำเข้าสินค้าลอนซ์ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ของแฟชั่น และให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าให้ครบถ้วน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่มนักธุรกิจ และแวดวงไฮโซ เป็นต้น โดยในช่วงเปิดตลาดในครั้งแรกนั้น เตรียมนำสินค้าประเภทกระเป๋าเข้ามาก่อน แต่ทั้งหมดนี้ก็จะเน้นเครื่องหนังเป็นหลัก และค่อยๆ ทยอยนำสินค้าให้ครบวงจรมากขึ้นเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย


"สำหรับเทรนด์สินค้าของเราจะเน้นไปที่การทำสีสันของสินค้าให้มีความ&#