Chad
October 26th, 2005, 03:49 AM
Continues from here : http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=134573&page=25&pp=20
|
View Full Version : -RETAIL RETREATS- part II Chad October 26th, 2005, 03:49 AM Continues from here : http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=134573&page=25&pp=20 BKKinTO October 26th, 2005, 05:32 AM รวมคนรัก "ดร.มาร์ตินส์" ต่อยอดแบรนด์จากยุคสู่ยุค แผนเชื่อมรอยต่อ "แฟนดั้งเดิม" สู่ "แฟนรุ่นใหม่" เกมตลาดที่ ดร.มาร์ตินส์ ใช้เป็นแกนนำกับการหวนคืนสู่เวทีแข่งขันตลาดรองเท้าพรีเมียมในไทย ด้วยเป้าหมายหมื่นคู่ในรอบปีแรก กว่า 45 ปีที่ ดร.มาร์ตินส์ ทำความรู้จัก และอยู่ในหัวใจของคนไทยที่นิยมรองเท้าบูตทรงเท่แม้ในช่วงเวลาที่อ่อนพลังด้านการสื่อสารและทำตลาดอย่างจริงจังก็ตาม การหวนสู่เวทีแข่งขันในตลาดพรีเมียมครั้งนี้ จึงมาพร้อมกับการดึงเอาเครือข่าย "สาวก" ที่ภักดีต่อแบรนด์ ที่แม้จะข้ามผ่านช่วงอายุไปจากกลุ่มเป้าหมายที่ตั้ง แต่จะเป็นจุดแข็งที่เชื่อมผ่านระหว่าง "รุ่น" สู่ "รุ่น" ได้เป็นอย่างดี การเดินทางของ ดร.มาร์ตินส์ เริ่มเด่นชัดในไทยเมื่อ ดร.มาร์ตินส์ แอร์แวร์ สิงคโปร์ ผู้ผลิตและดูแลการจัดจำหน่ายรองเท้า ดร.มาร์ตินส์ ในภูมิภาคเอเชีย แต่งตั้ง โอทีที ฟุตแวร์ เป็นผู้จัดจำหน่าย แผนการตลาดในไทยจึงเริ่มต้น "ตลาดรองเท้าผู้ชายยังโตได้อีก เหตุพฤติกรรมชายเอเชียชอบแต่งตัวและตามแฟชั่น" เอสเตอร์ ลอห์ ผู้จัดการทั่วไปและผู้จัดการฝ่ายการตลาด (เอเชีย) บริษัท ดร.มาร์ตินส์ แอร์แวร์ สิงคโปร์ จำกัด ผู้ผลิตและดูแลการจัดจำหน่ายรองเท้า ดร.มาร์ตินส์ ในภูมิภาคเอเชีย กล่าว สำหรับในเอเชียถือเป็นตลาดอันดับ 3 ที่คาดว่าจะมีอัตราเติบโตในอนาคต รองจากตลาดยุโรป และอเมริกา โดยเฉพาะในไทยซึ่งถือเป็นประเทศที่ 11 ที่มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เปิดตลาด ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา "ไทยเป็นประเทศที่มีความทันสมัย และก้าวทันแฟชั่นไม่แพ้ประเทศอื่น จึงได้นำ ดร.มาร์ตินส์ เข้ามาทำความรู้จักกับคนไทยเพิ่มขึ้น" สำหรับแผนการตลาดนั้น สุดา ทรงอุดมวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป โอทีที ฟุตแวร์ เผยว่า จะเริ่มนำเข้าเพียง 30 รุ่นในช่วงแรก และเป็นกลุ่มรองเท้าผู้ชาย โดยจะแบ่งออกเป็น 3 เซ็กเมนท์ด้วยกัน คือ สมาร์ท เวิร์กกิ้ง, คลาสสิก และ Casual ทั้ง 3 รุ่นจะมีกลุ่มเป้าหมายเด่นชัด สมาร์ท เวิร์กกิ้ง จะเป็นกลุ่มคนทำงานที่อาจมีอายุราว 30 ปีขึ้นไปที่รู้จัก และมีประสบการณ์ สวมใส่ ดร.มาร์ตินส์ มาก่อนในอดีต และมีอายุที่สูงขึ้น ขณะที่ 2 รุ่นที่เหลือก็จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบ และลักษณะการใช้งาน แม้จะเป็นที่รู้จักกับฐานลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าอยู่แล้ว แต่ด้วยระยะเวลาของแบรนด์ 45 ปี ทำให้ฐานลูกค้ากลุ่มนี้มีอายุที่เติบโตขึ้น การเข้ามาทำตลาดใหม่ในไทยอีกครั้ง จึงจะใช้วิธีการสื่อสารกับ Core Target หลัก ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้จะแบรนด์นี้อยู่เข้าเข้ามามีส่วนสนับสนุน หนึ่งในกิจกรรมเริ่มต้น เป็นการจัดอีเวนท์ "Wear One Get One Free" โดยหวังที่จะดึงแผนพันธุ์แท้ที่สวมใส่ ดร.มาร์ตินส์ อยู่แล้วมาร่วมงาน 50 คนแรกจะได้รับรองเท้า 1 คู่ วิธีนี้จะกระตุ้นการรับรู้ให้กับตลาดได้อีกทางนอกจากพริ้นท์แอดที่ใช้กับแมกกาซีนเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างพิจารณาที่จะเปิดช่องทางการจัดจำหนายที่เป็น แฟลกชิพ สโตร์ ขึ้นที่สยามเซ็นเตอร์ โดยหวังว่าเอาท์เล็ตนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเพิ่มเติมจากช่องทางจัดจำหน่ายหลักในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ชิดลม ลาดพร้าว บางนา ภูเก็ต และเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา สำหรับในช่วงแรกนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ 3,000 คู่ และจะเพิ่มเป็น 10,000 คู่ ในรอบปีแรกนี้ โดยจะมีราคาขายคู่ละ 2,400-5,000 บาท Chad October 26th, 2005, 05:41 AM I cant imagine wearing Marten in Bangkok..:laugh: Chad October 26th, 2005, 05:42 AM "ไพร้ซ"ชี้ไทยติดท็อปเทนน่าลงทุนค้าปลีก ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส จัดไทยติดอันดับ 9 ของโลก ที่ธุรกิจค้าปลีกสดใส น่าสนใจในการลงทุน-ศักยภาพการเติบโตสูง ขณะที่จีน อินเดีย ตุรกี เวียดนาม รัสเซีย ติดอันดับท็อปไฟฟ์ เผยไฮเปอร์มาร์เก็ตและเอาต์เลตในจีน-อินเดียมีบทบาทสูง รายงานข่าวจากไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สเปิดเผยถึงผลการจัดอันดับประเทศที่มีความน่าสนใจที่สุดสำหรับการลงทุนของธุรกิจค้าปลีกและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคว่า จากผลการศึกษาวิจัย ชื่อ "From Beijing Budapest : Winning Brands, Winning Formats ครั้งที่ 4" หรือ "จากปักกิ่งสู่บูดาเปสต์-จากชัยชนะของแบรนด์และชัยชนะของรูปแบบการค้าใหม่ ครั้งที่ 4" เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเจ็ดประเทศถือได้ว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจที่สุดในการลงทุนค้าปลีก ได้แก่ จีน อินเดีย ตุรกี เวียดนาม รัสเซีย โรมาเนีย และบัลแกเรีย ทั้งนี้ นายซาค-เอเตียน เดอ เซแคลร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ระบุว่า โดยเฉพาะในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง การลงทุนก็ยิ่งมีความท้าทายอย่างมาก หากบริษัทห้างร้านมีการพัฒนาสินค้าหรือรูปแบบการค้าใหม่ๆ ที่ตรงรสนิยมของลูกค้า ก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้น "การปรับเปลี่ยนนโยบายการขยายตลาดไปสู่ตลาดที่มีการเติบโตสูงถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่บริษัทค้าปลีกควรยึดถือปฏิบัติ และการที่จะประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั้น บริษัทต่างๆ ควรพิจารณาถึงความท้าทายที่จะต้องเผชิญในการขยายตลาดก่อนที่จะทำโอกาสนั้นให้เป็นจริง" พร้อมกันนี้ รายงานของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สยังได้เรียงลำดับประเทศที่มีศักยภาพการเจริญเติบโตสูงที่สุด 20 อันดับ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม บัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย สโลวะเกีย สโลวีเนีย และตุรกี โดยเฉพาะจีน และอินเดีย นั้น ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต (hypermarkets) ร้านขายสินค้าลดราคา และร้านขายสินค้าราคาพิเศษจากโรงงาน (outlets) เป็นรูปแบบที่มีอิทธิพลต่อสถานการณ์การค้าปลีกในทั้งสองประเทศนี้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยดังกล่าวยังแสดงทรรศนะด้วยว่า ทั้งนักลงทุนใหม่และนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการจะรวมกิจการกับธุรกิจท้องถิ่น ยังคงเป็นทางเลือกด้านกลยุทธ์ที่ยังใช้ได้ ในขณะนี้ที่กระแสตลาดค้าปลีกเติบโตเริ่มอิ่มตัว และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเผชิญกับสิ่งท้าทายคือการบริหารจัดการให้พนักงานที่ดีให้อยู่กับองค์กร โดยการสร้างแรงจูงใจ การฝึกอบรม และการรักษาพนักงาน รายงานชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของการพัฒนาแบรนด์จะต้องอยู่บนความสมดุลของการผสมผสานของสินค้า ภาพลักษณ์ของสินค้า แบรนด์ดังระดับโลกต้องมีความสมดุลกับรสนิยมของตลาดในแต่ละประเทศ รวมทั้งการผสมผสานกันอย่างลงตัวของวัฒนธรรมและการกลมกลืนระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม Source: Matichon/Prachachat : Oct 20, 2005 satit28 October 26th, 2005, 07:55 AM I cant imagine wearing Marten in Bangkok..:laugh: i can.......... wet stinky heavy tired......... some models are made in thailand arent they???......... Chad October 27th, 2005, 04:19 AM I think so. Chad October 27th, 2005, 04:19 AM "ไมเนอร์"รุกหนักเสื้อผ้าแฟชั่น ทุ่มงบฯผุดช็อปเพิ่ม100แห่ง ไมเนอร์ฯไม่สน ศก.ฉวยโอกาสรุกหนักเสื้อผ้าแฟชั่น ทุ่มงบฯ 200 ล้านเปิดช็อปอีก 100 แห่ง เตรียมขนแบรนด์ใหม่ลุยขยายฐาน พร้อมส่งแบรนด์ดัง เอสปรี-บอสสินี่ รุกต่างจังหวัด มั่นใจสิ้นปียอดขายเสื้อผ้าทะลุ 850 ล้าน นายจักรพงษ์ เฉลิมชัย รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน ) ผู้นำเข้าแบรนด์เสื้อผ้า และเครื่องสำอางจากต่างประเทศเปิดเผยว่า ขณะนี้ แม้ว่าการแข่งขันของตลาดเสื้อผ้านำเข้าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่แนวทางการดำเนินงานของไมเนอร์จากนี้ไปการรุกตลาดมากขึ้น ด้วยการขยายสาขาอย่างเต็มที่โดยมีแผนเปิดช็อปทั้งสิ้น 100 แห่ง ใช้งบฯลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท รวมถึงเน้นรีโนเวตช็อปต่างๆ ให้มีความทันสมัย แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่เอื้อมากนัก และจะเน้นเปิดช็อปที่เป็นสแตนด์อะโลนมากขึ้น เพื่อสร้างความโดดเด่น นายจักรพงษ์กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้บริษัทจะเน้นขยายฐานลูกค้าและเปิดตลาดใหม่ๆ โดยจะเน้นเปิดช็อปของแบรนด์ EDC BY ESPRIT ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น เน้นความเป็นแฟชั่นมากกว่าเอสปรี โดยจะเปิดเพิ่มอีก 3 ช็อป จากปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง รวมถึงรุกเปิดช็อปของ ESPRIT COLLECTION แบรนด์ที่เจาะกลุ่มคนทำงานเป็นหลัก โดยเปิดเพิ่มอีก 5 แห่ง จากที่มีอยู่ 7 แห่ง ใช้งบฯลงทุนอยู่ที่ 2-3 ล้านบาทต่อสาขา นอกจากนี้ยังมีแผนนำเอสปรีและบอสสินี่ ไปรุกในต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย ช่วงปลายปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบฯ 12 ล้านบาท เปิดช็อปสแตนด์อะโลนของเอสปรีถือเป็นเมกะสโตร์ ด้วยพื้นที่ถึง 450 ตารางเมตร ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้ สาขาดังกล่าวจะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ มีสินค้าครบไลน์ ที่สำคัญสาขานี้ถือเป็นสาขาที่ 100 ของ เอสปรี ซึ่งจะมีการจัดงานฉลองด้วย และเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี บริษัทได้นำแบรนด์เอสปรี และแรมเพจมาร่วมงาน Thailand Bestbuys 2005 ที่จัดขึ้นในวันที่ 2-11 ธันวาคมนี้ ด้วยการลดราคา 50-80% ปีนี้คาดว่ายอดขายเอสปรีจะสามารถปิดได้ที่ 850 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่มียอดขายมากที่สุดของไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ที่มียอดรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% พร้อมกันนี้ นายจักรพันธ์ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันไมเนอร์ฯ มีแบรนด์ทั้งสิ้น 10 แบรนด์ ซึ่งครบถ้วนในแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตามบริษัทยังต้อง การนำเข้าแบรนด์ดังๆ เข้ามาต่อเนื่อง และตั้งเป้าใน 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีแบรนด์ทั้งสิ้น 20 แบรนด์ ซึ่งปีนี้บริษัทได้นำเข้าแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ ได้แก่ RAMPAGE เสื้อผ้าวัยรุ่น จากสหรัฐ ชุดว่ายน้ำ PANOS จากสวีเดน และล่าสุดเป็นกระเป๋าและรองเท้า TIMBERLAND และปีหน้ามีแผนนำเข้าอีกอย่างน้อย 1 แบรนด์ และจะใช้แบรนด์บอสสินี่ขยายไลน์ออกไปจับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น "ที่ผ่านมาไมเนอร์ได้ปรับนโยบาย โดยจะนำเข้าเฉพาะแบรนด์ใหญ่ๆ มีชื่อเสียง และต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า 300-500 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี แบรนด์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีศักยภาพ การตอบรับจากลูกค้าก็น้อย ทำให้ไม่คุ้มกับการทำตลาด" พร้อมกันนี้ นายจักรพงษ์ยังกล่าวถึงภาพรวมของตลาดเสื้อผ้านำเข้าที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากกำลังซื้อที่ลดลง ประกอบกับห้างหลายๆ แห่งได้มีการปรับพื้นที่ขาย และคาดว่าปีนี้ตลาดเสื้อผ้านำเข้าน่าจะเติบโตอยู่ที่ 15-20% ขณะที่เสื้อผ้าในประเทศโตไม่ถึง 5% Source: Matichon/Prachachat : Oct 25, 2005 Chad October 27th, 2005, 04:32 AM "เอ็มโพเรียม"ชูภาพช็อปปิ้งหรู ทุ่มงบฯติดตั้งสื่อใหม่จอ3มิติ ดิ เอ็มโพเรียม-สยามพารากอนย้ำภาพผู้นำแหล่งช็อปปิ้งหรู ผนึกแอป โซลูท อิมแพคทุ่มงบฯก้อนโตเปิดตัวสื่อใหม่จอ 3 มิติ "ดิจิทัลมัลติมีเดีย" แห่งแรกในเอเชีย ติดตั้งจอปูพรม 260 จุด นายเกรียงศักดิ์ ตันติภิภพ กรรมการผู้จัดการ ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น The ultimate shopping complex ของดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ในด้านความเป็นผู้นำแห่งแฟชั่นลักเซอรี่และไลฟ์สไตล์ที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าระดับบนมาโดยตลอด บริษัทได้ร่วมมือกับ แอปโซลูท อิมแพคในการนำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดทางด้านเทคโนโลยี 3 มิติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับโฉมของดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในเอเชียที่มีการนำจอ 3 มิติเข้ามาใช้ภายในศูนย์การค้า "เราจะติดตั้งทุกชั้นตั้งแต่ชั้นจีถึงชั้น 5 ในบริเวณจุดสำคัญต่างๆ อาทิ บริเวณทางเชื่อมรถ ไฟฟ้า BTS ชั้น 2 หน้าลิฟต์ walkway และ stardome ของทุกชั้น ทั้งหมดจำนวน 61 จอ ซึ่งจอที่นำมาติดตั้งมี 2 ขนาด คือ 40" และ 45" ใช้งบประมาณทั้งสิ้นในการติดตั้งรวมกว่า 70 ล้านบาท โดยจอ 3 มิติดังกล่าวจะเปิดตลอดเวลาทำการ ทั้งในส่วนของ ดีพาร์ตเมนต์สโตร์และศูนย์การค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่พร้อมๆ กับการเผยโฉมใหม่สไตล์ปารีสของดิ เอ็มโพเรียมได้ในงาน "Ooh la la la Emporium" วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2548 นี้" นายเกรียงศักดิ์กล่าว ขณะที่นายปริน ชนันทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอปโซลูท อิมแพค จำกัด ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาแบบครบวงจรระบบดิจิทัล 3 มิติ เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวเครือข่ายสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียนวัตกรรมใหม่ล่าสุดเป็นแห่งแรกในเมืองไทย ที่ได้รับสิทธิ์ในการติดตั้งสื่อจอ 3 มิติภายในศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียมและสยามพารากอน โดยในส่วนของสยามพารากอนที่จะเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของธุรกิจค้าปลีกของเมืองไทย ที่คาดว่าจะดึงดูดผู้คนทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100,000 คนต่อวัน โดยจะติดตั้งจอ 3 มิติ 260 จอ โดยใช้งบประมาณการลงทุนกว่า 320 ล้านบาท ใน 2 โครงการ นายปรินกล่าวว่า ทั้งนี้บริษัทใช้เทคโนโลยีจาก X3D Technologies GmbH CO., LTD. ประเทศ เยอรนนี ซึ่งเป็นผู้ผลิตจอ 3 มิติแห่งแรกของโลก และบริษัทได้เป็นผู้จัดจำหน่ายสื่อโฆษณา 3 มิติบริษัทแรกและบริษัทเดียว โดยผู้ชมสามารถมองเห็นภาพได้ด้วยตาเปล่าและไม่ต้องใช้แว่น 3 มิติ มองเห็นภาพในทุกมุมกว้างถึง 120 องศาในทุกสภาพแสง จึงทำให้ผู้ชมหลายกลุ่มสามารถรับชมภาพในเวลาพร้อมๆ กันได้คมชัดเหมือนจริง "เครือข่ายสื่อดิจิทัลมัลติมีเดียในวันนี้มีความน่าสนใจและทันสมัย โดยการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมานำเสนอการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และกลยุทธ์ทางการตลาดสมัยใหม่ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างแบรนด์และการบริหารด้านการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคตอันใกล้นี้การจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานนอกและในสถานที่จะมีความตื่นตาตื่นใจมากขึ้น และเรียกเสียงตอบรับจากผู้ชมจำนวนมากผ่านการถ่ายทอดสดจากจอ 3 มิติเพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับคนในยุคดิจิทัล" นายปรินยังกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการในการให้เช่าจอสำหรับการจัดงานนอกสถานที่ หรือการจัดงานแสดงสินค้ารวมถึงการเพิ่มเครือข่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำแห่งอื่น อาคารสำนักงาน สนามกอล์ฟ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ Source : Matichon/Prachachat : Oct 25, 2005 satit28 October 28th, 2005, 02:04 PM เอสปรี-บอสสินี่ รุกต่างจังหวัด.......... its tru............ now we have over here in KK too........ (only womens wear).......... Chad October 31st, 2005, 01:47 PM เซเว่นฯเปิดร้าน'คัดสรร/ KUDSAN' ย้ำกลยุทธ์ห้องที่สาม-ฟู้ดคอนวีเนียน http://www.manager.co.th/imageupload/images/548000018330702.JPEG เซเว่นอีเลฟเว่นรุกหนักค้าปลีก ผุดร้านแบรนด์น้องใหม่ชื่อ “คัดสรร” ตามกลยุทธ์ห้องที่สาม โฟกัสสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ฟู้อคอนวีเนียนสโตร์ ประเดิมสาขาแรกที่ซอยแบริ่ง ปีหน้าเปิดทดลองอีก 3 จุด ก่อนประเมินผล นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยว่า บริษัทฯมีนโยบายชัดเจนที่จะต่อยอดธุรกิจของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นอกไปในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะทางด้านอาหาร เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ อีกทั้งจะยังเป็นการตอกย้ำทิศทางของเซเว่นอีเลฟเว่นที่จะเป็นฟู้ดคอนวีเนียนสโตร์ด้วย จากคอนเซ็ปต์การพัฒนาห้องที่สามของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พัฒนาในส่วนของร้านบุ๊คสไมล์ไปแล้ว โดยจะเปิดติดเป็นคูหาที่สามต่อจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในสาขาที่มีทำเลเหมาะสมต่อการเปิดร้านหนังสือและร้านสื่อบันเทิง เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของลูกค้าซึ่งกันและกันและได้รับความสำเร็จอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังเปิดแบบสแตนด์อโลนด้วย ซึ่งขณะนี้ได้เปิดบริการร้านบุ๊คสไมล์ไปจำนวนมากแล้ว ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัวร้านแบรนด์ใหม่ชื่อว่า “คัดสรร” (KUDSAN) เปิดติดเป็นคูหาที่สามต่อจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเหมือนกับร้านบุ๊คสไมล์ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเปิดทดลองสาขาแรกเมื่อเดือนที่แล้วที่ เซเว่นอีเลฟเว่นสาขาซอยแบริ่งสุขุมวิท 107 ซึ่งหน้าร้านจะมีป้ายชื่อว่า “คัดสรร” แยกออกมา โดยภายในส่วนบริการใหม่นี้จะเน้นการขายอาหารเป็นหลัก ทั้งเบเกอรี่ ขนมปัง กาแฟคั่วบดสด และเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งตามแนวคิดนั้นหากบางสาขามีพื้นที่มากก็อาจจะมีที่นั่งบริการเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงของการทดลองเปิดเท่านั้น ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ ต้องระเวลาอีกสักระยะและในปีหน้ามีแผนที่จะเปิดสาขาแบบนี้อีกประมาณ 3-4 แห่งกระจายในทำเลที่ต่างกัน เพื่อดูถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละทำเลเพื่อนำมาสรุปผลอีกครั้ง สำหรับแผนการขยายสาขาของเซเว่นฯนั้นเป็นไปตามเป้าหมาย โดยตั้งเป้าเปิด 450 สาขา ขณะนี้เปิดได้แล้วกว่า 350 สาขา และภายในปีหน้าก็วางแผนเปิดอีก 450 สาขา โดยปัจจุบันมีสาขาเปิดแล้ว 3,200 สาขา ถึงสิ้นปีนี้จะมีประมาณ 3,300 สาขา ขณะที่สาขาในปั๊มปตท.นั้น ขณะนี้มีเปิดประมาณ 330 สาขาคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 400 สาขา ปีหน้าวางแผนเปิดเพิ่มอีก 100 สาขาในปั๊มปตท. โดยผลประกอบการของเซเว่นอีเลฟเว่นช่วง 9 เดือนแรกปีนี้มีอัตราการเติบโต 8% Source : Manager : Oct 31, 2005 Chad November 1st, 2005, 07:17 AM "เอ็มโพเรี่ยม"ชี้ค้าปลีกปี49 ปรับเกมอิงลูกค้าเก่า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ระบุสถานการณ์ค้าปลีกปี 49 เกมแข่งขันมุ่งจับตลาดบน อิงลูกค้าเก่ารายบุคคล หลังขยายฐานลูกค้าใหม่เริ่มยาก ด้านศูนย์ชานเมือง “เหนื่อย” กลางเมืองยังเป็น “ขาขึ้น” รับแบบแผนการใช้ชีวิตเปลี่ยน-ชอปปิงเพื่อการลงทุนมากขึ้นส่งผลเพชร-นาฬิกาขายดี พร้อมทุ่ม 70 ล้านเปิดโฉมใหม่สไตล์ปารีเซียง 4 พ.ย.นี้ โชว์ไฮไลต์สวนพฤกษาแนวดิ่งในร่มสูงสุดในโลก-จอ 3 มิติแห่งแรกในเอเชีย นางอัจฉรา อัมพุช ผู้ช่วยรองประธานกรรมการบริหาร ซิตี้มอลล์ กรุ๊ป และนายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ กรรมการผู้จัดการ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ชอปปิง คอมเพล็กซ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกปี 2549 ว่า ปัจจัยลบต่างๆ ที่รุมเร้าตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตลอดจนภาวการณ์แข่งขันทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าของตัวเองมากขึ้น ผู้ประกอบการจัดสรรงบการตลาดสูงขึ้น ตามกลยุทธ์ทางตลาดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นรายบุคคลมากขึ้น และมุ่งรักษาฐานลูกค้าเก่าให้ได้มากที่สุดเพราะการสร้างฐานลูกค้าใหม่เริ่มยากขึ้นจากการทำซีอาร์เอ็มของแต่ละราย “ปีหน้าการทำตลาดแบบแมสไม่ได้ผล ผู้บริโภคทุกวันนี้เป็นมืออาชีพแล้วในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คนที่แข็งแกร่งจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และคนอ่อนแอก็จะอ่อนแอลงทุกคนต้องทำการบ้านหนักไม่งั้นหลุด” นายเกรียงศักดิ์กล่าว ค้าปลีกกลางเมืองยุคขาขึ้น อย่างไรก็ตามค้าปลีกในเมืองยังเป็นธุรกิจขาขึ้นด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่น กำลังซื้อสูง มีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยทุกวัน หรือเรียกว่า “ศูนย์ 7 วัน” คือ ซื้อทั้ง 7วัน ดังนั้นในเชิงการแข่งขันผู้ประกอบการจะมุ่งจับตลาดบนมากขึ้นด้วย เพราะไม่มีผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับศูนย์การค้าย่านชานเมืองต้องทำงานหนักขึ้น ด้วยกำลังซื้อต่ำ ประชากรน้อย และพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เน้นมาใช้บริการ 2 วันหยุดเท่านั้น หรือเรียกว่า “ศูนย์ 2วัน” การเติบโตของศูนย์กลางเมือง ยังมาจากรูปแบบหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนโดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ผู้มีไลฟ์สไตล์ เน้นให้รางวัลกับชีวิตมากขึ้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ทำให้สินค้าประเภทลักชัวรี่แบรนด์ อาทิ เพชร นาฬิกา มียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะซื้อหรือชอปปิงในเชิงของการลงทุนมากขึ้น ฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องจับทิศทางการใช้เงิน การใช้ชีวิตของลูกค้าให้ได้ สำหรับการเปิดบริการของสยามพารากอนในเดือน ธันวาคม นี้ จะเป็นประโยชน์กับดิ เอ็มโพเรี่ยมในการเสริมจุดที่ขาดซึ่งกันและกัน จะมีการทำการตลาดร่วมกันเพื่อศักยภาพทางการแข่งขันในย่านสุขุมวิท โดยลูกค้าประจำ 70%จะยังใช้บริการที่ดิ เอ็มโพเรี่ยมและมี 30%ที่วิ่งไปวิ่งมาตามแรงดึงดูดมากกว่า อย่างไรก็ตามความแตกต่างของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งดิ เอ็มโพเรี่ยมมุ่งจับกลุ่มลูกค้าระดับบน ขณะที่สยามพารากอนรองรับลูกค้าระดับกลาง-บน และเน้นนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในแคมเปญการตลาดจะต้องโฟกัสแตกต่างกันอยู่แล้ว ทุ่ม 70 ล้านฉลองปารีเซียงลุค ดิ เอ็มโพเรี่ยม ยังเตรียมก้าวสู่ปีที่ 9ด้วยการปรับโฉมใหม่สไตล์ปารีเซียง เปิดประตูสู่มหานครปารีสเมืองแห่งแฟชั่นใช้งบปรับปรุงทั้งส่วนของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าประมาณ 800ล้านบาท โดยจะใช้งบประมาณ 70ล้านบาทจัดกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายฉลองการเปิดตัวโฉมใหม่วันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ด้วยงานจิบชาบรรยากาศฝรั่งเศสพร้อมชมดนตรีแจ๊สด้านหน้าศูนย์, นิทรรศการเครื่องประดับมาสเตอร์พีช 11 ชิ้น ชิ้นไฮไลต์จากอะดาเมไทน์ เป็นชุดเครื่องประดับเพชร ประกอบด้วยสร้อยคอ 79 กะรัต สร้อยข้อมือ 37กะรัต ต่างหู 37กะรัต แหวน 2 วง 13และ 14 กะรัต รวมมูลค่า 85 ล้านบาท นอกจากการปรับโฉมร้านใหม่ของแบรนด์ต่างๆ อาทิ คาร์เทียร์ หลุยส์วิตตอง และเคนโซ่แล้วยังเพิ่มประติมากรรมการออกแบบภายในด้วย “Vertical Garden” หรือสวนพฤกษาแนวดิ่งในร่มสูงสุดในโลก 31 เมตร รวมทั้งการติดตั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีจอ 3มิติ จากเยอรมณี ติดตั้งครั้งแรกในเอเชีย จำนวน 61 จอ ขนาด 40 นิ้วและ 45 นิ้ว ลงทุนกว่า 61ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีจอพลาสมา และจอแอลซีดีขนาดใหญ่สำหรับทำการตลาดและสื่อสารกับลูกค้า การปรับโฉมครั้งนี้จะทำให้ส่งผลดิ เอ็มโพเรี่ยมมียอดขาย 1,700ล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย หรือมียอดขายรวม 6,500ล้านบาทในสิ้นปีนี้ เติบโต 12-15%พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตอย่างน้อย 15% ในปี 2549 Source : Bangkok Business News : Nov 1, 2005 Chad November 1st, 2005, 07:18 AM ทาวน์เซิร์ฟรุกขายแฟรนไชส์เจาะตลาดภูธร เล็งขอไลเซ่นผลิตใน 2 ปีทำราคาแข่งสิงคโปร์ ทาวน์เซิร์ฟ ทุ่ม 45 ล้านพลิกสาขาใจกลางเมือง 6 แห่ง 6 แบรนด์ ขึ้นแฟลกชิปสโตร์ รับดีมานด์กีฬาทางน้ำในไทยขยายตัวสูง เตรียมขายแฟรนไชส์ “เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดส์” เจาะตลาดต่างจังหวัด เล็งขอไลเซ่นผลิตใน 2 ปีข้างหน้า หวังทำโครงสร้างราคาแข่งสิงคโปร์ นายเสริมชัย ปัทมดิลก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาวน์ เซิร์ฟ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายสินค้าประเภทเซิร์ฟและสตรีทแฟชั่นจากออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา รวม 9 แบรนด์ อาทิ ควิกซิลเวอร์ รอกซี่ ฯลฯ เป็นต้น เปิดเผยถึงแผนธุรกิจว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณ 45 ล้านบาท ปรับปรุงและพัฒนาร้านแฟลกชิปสโตร์ทั้งหมด 6 ร้าน 6 แบรนด์ในเครือ ประกอบด้วย ร้านควิกซิลเวอร์ จะเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่สุด 300 ตารางเมตร รอกซี่ 250 ตารางเมตร ริบเคิร์ล 150 ตารางเมตร พอล แฟรงค์ 120 ตารางเมตร เซิร์ฟเฟอร์ เกิร์ล 100 ตารางเมตร และวอลคอม 50 ตารางเมตร โดยแต่ละร้านจะวางสินค้าครบไลน์ ทยอยเปิดบริการโฉมใหม่ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน ตั้งเป้ากระตุ้นยอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 200% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แฟลกชิปสโตร์ดังกล่าว รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เล่นกีฬาเซิร์ฟ หรือกีฬาทางน้ำ และใช้ผลิตภัณฑ์เซิร์ฟแวร์ ซึ่งในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มขยายตัวสูงจากการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็พยายามผลักดันการแข่งขันเซิร์ฟให้เกิดขึ้นที่ภูเก็ต สำหรับแผนการลงทุนในปีหน้า จะขยายร้านรูปแบบคอนเซปต์ คอร์เนอร์ ในสยามพารากอน และเปิดร้านในสนามบินสุวรรณภูมิในพื้นที่คิงเพาเวอร์ส่วนผู้โดยสารขาออก ในช่วงกลางปี บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ภายใต้ชื่อร้าน “เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดส์” เป็นร้านมัลติแบรนด์ที่รวมการจำหน่ายสินค้าประเภทเซิร์ฟและสตรีทแฟชั่นภายในเครือทาวเซิร์ฟ โดยขณะนี้มีผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ 5 รายด้วยกัน การเปิดร้านดังกล่าวมุ่งขยายในหัวเมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัด ขนาดพื้นที่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป ลงทุนเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทยังมีแผนขอไลเซ่นผลิตสินค้าในประเทศไทยอีกด้วย จากปัจจุบันบริษัทได้ลิขสิทธิ์การจำหน่ายสินค้ารวม 9 แบรนด์ ได้แก่ ควิกซิลเวอร์, รอกซี่, พอล แฟรงค์, ริบเคิร์ล, เซิร์ฟเฟอร์ เกิร์ล, วอลคอม, สตุซซี่, รีฟ และซูยอร์ค โดยควิกซิลเวอร์และรอกซี่ทำรายได้สูงสุดให้บริษัทในสัดส่วน 60% เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางด้านราคา เพราะจากกำแพงภาษีสูงถึง 30% ทำให้โครงสร้างราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ 10-15% รวมถึงออสเตรเลียและอเมริกาด้วย Source : Bangkok Business News : Nov 1, 2005 Chad November 1st, 2005, 07:21 AM Emporium promotes its ‘Parisian glamour look’ Kwanchai Rungfapaisarn The Emporium shopping complex will spend more than Bt70 million on an “Ooh la la Emporium” campaign to celebrate the launch of its new “Parisian glamour look” after major renovations which cost over Bt800 million. The luxury shopping complex on Sukhumvit road in Bangkok expects sales growth of between 12 per cent and 15 per cent, to reach Bt6.5 billion this year. As a result of the renovation, the complex aims to enjoy further growth of more than 15 per cent next year. The grand opening of The Emporium’s new look will take place on Friday. More world-class brand names and boutiques have moved in, while several existing stores have been expanded. One of major magnets will be the indoor “vertical garden”, claimed to be the highest in the world. Designed by Patrick Blanc, a French tropical forest botanist, the 31-metre-tall “vertical garden” has been cultivated in the heart of the shopping complex. For the first time in Asia a large collection of 3D and 2D high-resolution plasma TV screens will be installed throughout the complex. “It is normal for all shopping complexes to undertake major renovations after operating for five to seven years. The Emporium itself has been open for almost eight years, so it is time for the shopping complex to be overhauled,” said Kriengsak Tantiphipop, managing director of The Emporium. He said the complex has already completed the renovation of both its shopping plaza and department store with the cooperation of world-class fashion brands, including Cartier, Louis Vuitton and Kenzo, which have also refreshed the appearance of their outlets. More world-class players - Blumarine, MaxMara, Tod’s, Coach, DKNY and Calvin Klein - have opened stores at the complex. The renovation of The Emporium is aimed at strengthening the shopping complex to prepare for next year’s challenge of tougher retail competition at a time of economic difficulty, when consumers are cutting back on their spending. “As a shopping centre in the downtown area of Bangkok, we have positioned The Emporium as a luxury shopping complex which welcomes consumers to visit everyday not only for shopping, but also for personal relaxation,” said Kriengsak. “We plan to create marketing and promotion synergies with the Siam Paragon mega-shopping complex on Rama I Road, which will be officially opened in December.” The Emporium shopping complex has also cooperated with government policies regarding education in creative design. The Thailand Creative and Design Centre will be located on the sixth floor of the complex, featuring a massive library for design studies and the Material ConneXion Bangkok resource centre, the first Material ConneXion licensee in Asia. The 4,000 square metre library will hold a collection of 15,000 design textbooks and a large exhibition hall will display interesting design work. Source : THE NATION : Nov 1, 2005 satit28 November 1st, 2005, 01:26 PM good to hear that............... Chad November 2nd, 2005, 01:44 AM 'พีน่าเฮ้าส์'คลอดแบรนด์XOXOปีแรก60ล. "พีน่าเฮ้าส์" ดึงแบรนด์ XOXO เสริมทัพธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นสตรี รุกเปิด Concept Store /SHOP และเคาน์เตอร์สินค้า 4 ห้างฯชั้นนำ คาดปีแรกประเดิมรายได้ 60 ล้าน กระตุ้นสัดส่วนเพิ่ม 15 % ด้านแผนตลาดเตรียมทุ่มงบ จัดแฟชั่นโชว์ เดือน ธ.ค. 48 หวังดันแบรนด์ติดตลาดผู้บริโภคภายใน 1 ปี นายบุญมา วรรณานิภายน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ บริษัท พีน่า เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้นำเข้าเสื้อผ้าแฟชั่นของสุภาพสตรีจากประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ "XOXO" ซึ่งเป็นสินค้าอินเตอร์แบรนด์ล่าสุดของทางบริษัท โดยได้ทำการเปิด Concept Store ขึ้นเมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ห้างสรรพสินค้าสยามเซนเตอร์ ชั้น 1 และ SHOP ที่สมุยแล้ว ภายในต้นปีหน้าจะมีโครงการเปิดสแตนอโลนที่ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว และเซ็นทรัลเวิร์ลดพล่าซ่า รวมถึงการเปิดเคาน์เตอร์ Department Store ที่อิมโพเรียมและสยามพารากอนต่อไป ทั้งนี้คาดว่าเสื้อผ้าแฟชั่นสุภาพสตรี แบรนด์ "XOXO" ในปี 2549 จะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท โดยในระยะแรกจะทำให้อัตราการเติบโตของรายได้รวมเพิ่มขึ้นประมาณ 15 % ส่วนการลงทุนนั้นแต่ละสาขาใช้งบลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท สำหรับแบรนด์ "XOXO" เจาะกลุ่มตลาดเป้าหมายผู้หญิง ตั้งแต่ 18-25 ปี ขยายฐานของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าคนไทยประมาณ 70 % และลูกค้าต่างชาติ 30 % โดยราคาเริ่มต้นที่ 1,500 – 4,000 บาท นอกจากเสื้อผ้าแล้ว แบรนด์ "XOXO" ได้นำสินค้าสินค้าในกลุ่มอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายด้วย อาทิเช่น รองเท้าสุภาพสตรี แว่นตา กระเป๋าถือ นาฬิกา เป็นต้น และในอนาคตเตรียมจะนำสินค้าประเภท จิวเวอร์รี่ เข้ามาจำหน่ายเพิ่ม "แบรนด์ XOXO เป็นการนำเข้าทั้งหมด เราตั้งใจจะตีตลาดลูกค้าที่ยังชื่นชอบแบรนด์เนม กับเสื้อผ้าที่ออกแนวคนรุ่นใหม่ เซ็กซี่เล็กๆ ซึ่งขณะนี้เรามีอินเตอร์แบรนด์ร่วมๆ ประมาณ 10 กว่าแบรนด์ โดยในตลาดเอเชียเองนั้น แบรนด์ XOXO ได้มีการเปิดในประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเราก็เชื่อว่าแบรนด์ XOXO จะเติบโตได้ดีกับประเทศไทยได้อย่างไม่อยากเย็นเช่นกัน" นายบุญมา กล่าว ทั้งนี้คาดว่าภายใน 1 ปี แบรนด์ XOXO จะติดตลาด โดยทางบริษัทได้วางงบการตลาดไว้ 10-15 % เพื่อที่จะโปรโมทแบรนด์ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น แม็กกาซีน การเป็นสปอร์เซอร์เสื้อผ้าให้พิธีกรรายการ และเตรียมจัดแฟชั่นโชว์ สินค้าแบรนด์ XOXO ทั้งหมด ในเดือน ธ.ค.นี้ด้วย สำหรับภาวะการแข่งขันของอินเตอร์แบรนด์ในปัจจุบันนั้น นายบุญมา กล่าวว่า มีการแข่งขันรุนแรงโดยมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเลือกมากขึ้น แต่การแข่งขันยังคงอยู่ในข้อจำกัดของรูปแบบและคาแร็คเตอร์ของสินค้า อย่างไรก็ตามสิ้นปี 49ทางบริษัทจะนำเข้าแบรนด์ใหม่จากสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ ed hardy เข้ามาเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น ที่ชอบเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ แนวฟิกชั่น ที่ใช้การแทคทูผ่านรูปแบบการดีไซน์เสื้อผ้า ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากการเปิดขายในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ มาแล้ว โดยบริษัทมีเป้านำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศปีละ 3 แบรนด์ ทั้งนี้ในส่วนของเอาต์เลทแฟตเทอรี่นั้น ได้มีสินค้าเข้ามาจำหน่ายแล้ว โดยปัจจุบันมีเอาท์เลท 2 แห่ง คือ ชะอำ และสมุย และมีแผนจะขยายเอาเล็ตเพิ่มปีละ 1 แห่ง Source: Thansretthakij : Nov 3, 2005 Chad November 2nd, 2005, 01:45 AM 'ดิเอ็มโพเรี่ยม'ปลุกรีเทลตื่น > รับนักช็อปไทยเปลี่ยนไว/เห่อโปรโมชันโดนใจ "ดิ เอ็มโพเรียม" ชี้พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนเร็ว หนุนผู้ประกอบการค้าปลีกต้องเร่งปรับตัวให้ทันดีมานต์ โดยเฉพาะห้างชานเมือง และแบรนด์ที่อ่อนแอ เงินน้อย ขณะเดียวกันต้องหาพันธมิตรเพื่อซินเนอยี่ต้นทุน เม็ดเงิน เผยหลังเปิดตัวโฉมใหม่ ทุ่มงบกว่า 70 ล้านจัดแคมเปญอย่างอลังการหวังปิดตัวเลขยอดขายปลายปีทะลุ 6,500 ล้านบาท นางสาวอัจฉรา อัมพุช ผู้ช่วยรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซิตี้มอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าดิ เอ็มโพเรียม ร่วมกับนายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ กรรมการผู้จัดการ ดิ เอ็มโพเรียม ช้อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ เปิดเผยว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันมากขึ้น ทั้งด้านภาพลักษณ์ การจัดอีเว้นท์ โปรโมชั่น ทำให้ในปีนี้จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งในส่วนของห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งสัญญาณให้เห็นว่าในปีหน้าธุรกิจค้าปลีกจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากกว่าในปีนี้ "แม้เศรษฐกิจปีหน้าจะส่อเค้าไม่ค่อยดี แต่เชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกยังคงมีการเติบโต และมีการแข่งขันที่รุนแรง เพราะต้องการดึงให้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและบริการ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปีนี้แต่ละห้างทุ่มเงินในการปรับภาพลักษณ์ของตัวเองเพื่อรองรับการแข่งขันในปีหน้า โดยในส่วนของดิ เอ็มโพเรียมเองใช้งบในการรีโนเวททั้งสิ้น 800 ล้านบาท แบ่งออกเป็นในส่วนของห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีการปรับทุกชั้น ทุกแผนก รวม 500 ล้านบาท และศูนย์การค้า อีก 300 ล้านบาท "นางสาวอัจฉรากล่าวและว่า การทำตลาดของห้าง จะมีการโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจต่างๆทำกิจกรรมด้านการตลาดร่วมกัน เช่น การซินเนอยี่ระหว่างดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน โดยดิ เอ็มโพเรียม จะโฟกัสกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับบน ส่วนสยาม พารากอน จะโฟกัสกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับกลาง – บน ซึ่งการผนึกกำลังร่วมกันจะมีทั้งในรูปแบบของการสั่งซื้อสินค้า การทำกิจกรรมด้วย นายเกรียงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า แบรนด์ค้าปลีกที่แข็งแกร่ง จะแข็งแกร่งขึ้น ส่วนแบรนด์ที่อ่อนแอจะอ่อนแอลง เพราะการแข่งขันจะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล และมีศักยภาพในการต่อสู้ ดังนั้นค้าปลีกที่จะอยู่ได้จึงเป็นค้าปลีกในเมือง ส่วนค้าปลีกชานเมืองจะต้องทำงานหนักเป็นเท่าตัว โดยมีเรื่องของความหนาแน่นของจำนวนประชากร กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ในปีหน้าค้าปลีกชานเมืองจะต้องเร่งปรับตัวเองให้มีการตื่นตัวตลอดเวลา โดยต้องสรรหาลูกค้าขาประจำให้มีจำนวนมากเพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มลูกค้ารายใหม่ให้เข้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการ รวมทั้งต้องปรับตัวเองให้ทันตามเทรนด์โลก สำหรับในส่วนของดิ เอ็มโพเรียมนั้น นอกจากการรีโนเวทภายในให้มีความทันสมัย ภายใต้คอนเซ็ปท์ Modern Parisian Style โดยการเพิ่มแบรนด์และภาพลักษณ์สินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ยังเพิ่มการตกแต่งภายในด้วย Vertical Garden สวนพฤกษาแนวดิ่ง จอภาพนวตกรรมเทคโนโลยี 3 มิติและ 2 มิติขนาด 40 นิ้วและ 45 นิ้ว จำนวน 61 จอใช้เงินลงทุน 61 ล้านบาท ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบหรือ Thailand Creative & Design Center : TCDC รวมทั้งบริษัทยังใช้งบประมาณ 70 ล้านบาทสำหรับจัดทำแคมเปญ Ooh la la la Emporium ในการรีล้อนซ์โฉมใหม่ของดิ เอ็มโพเรียมในระหว่างวันที่ 4 – 14 พย. 2548 ทั้งนี้การจัดแคมเปญดังกล่าว บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขาย 1,700 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้าย ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวม 6,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12-15% ส่วนในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าที่จะเติบโต 15% Source: Than Sretthakij : Nov 3, 2005 Chad November 3rd, 2005, 01:22 AM ห้างปรับใหญ่แผนกของเด็กเล่น รับมือ ทอยส์ "อาร์" อัส ปักธงในไทย การสยายปีกเข้าสู่เมืองไทยของทุนค้าปลีกข้ามชาติ ทอยส์ "อาร์" อัส (Toys "R" Us) ผู้จำหน่ายสินค้าและของเล่นเด็กประเภทต่างๆ กว่า 10,000 ชนิด ภายใต้หลังคาเดียว สร้างความคึกคัก และเพิ่มดีกรีการแข่งขันในอุตสาหกรรมของเด็กเล่นในประเทศไปพร้อมๆ กัน ในฐานะผู้มาสร้างสีสันให้กับตลาดย่อมปลุกเจ้าถิ่นตื่นตัวต้อนรับน้องใหม่ โดยเฉพาะแผนกของเด็กเล่นในห้างสรรพสินค้าช่องทางกระจายสินค้าหลักสู่มือลูกค้าตัวน้อย นางยุวดี พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัลจะให้ความสำคัญกับแผนกคิดส์แอนด์ทอยส์มากขึ้น รองรับภาวะการแข่งขันทางธุรกิจของเด็กเล่น ซึ่งจะเห็นว่าผู้ค้าปลีกของเล่นรายใหญ่ ทอยส์ “อาร์” อัส กำลังเข้ามาเปิดบริการในไทย เซ็นทรัล ชิดลมโชว์ไฮไลต์"ม้าหมุน" ห้างเซ็นทรัล นำร่องด้วยสาขาชิดลมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ และเตรียมโชว์โฉมใหม่ 10 พฤศจิกายน นี้ ด้วยการนำเข้า"ม้าหมุน"จากประเทศเยอรมนี มาไว้ที่แผนกของเด็กเล่นเป็นบริการเสริมที่สร้างสีสันและสื่อให้ระลึกถึงช่วงเวลาสนุกในวัยเด็ก นอกจากนี้ยังจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นกับหุ่นเคลื่อนที่ได้ "การแข่งขันสูง ทอยส์ "อาร์" อัส ก็กำลังมา เราต้องมีอะไรที่ดีและน่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าของเรา” ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าว การปรับตัวของเซ็นทรัล ยังมองไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป หรือ กลุ่ม Pre-Teen จะไม่ชอบเดินแผนกเด็กแล้ว ทั้งนี้วัย 12-16 ปี จะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และเริ่มมองหาสินค้าสไตล์วัยรุ่นจริงๆ เซ็นทรัลจึงได้ร่วมกับซัพพลายเออร์แบรนด์แฟชั่นพัฒนาสินค้าสำหรับเด็กวัยทีนจำหน่ายเฉพาะด้วย ได้แก่ บิลลาบอง จูเนียร์ ขวัญใจเด็กวัย 12 ปีในสไตล์เซิร์ฟ แคชชวล นอกจากนี้จะมีแบรนด์เกส เน้นสร้างเอกลักษณ์แตกต่าง ทางด้านนายอลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวเสริมว่า ธุรกิจของเล่นเด็กในประเทศไทย ยังมีโอกาสขยายตัวสูงซึ่งการเข้ามาของทอยส์ "อาร์"อัส จะกระตุ้นแผนกทอยส์และเกมให้คึกคักขึ้น สอดคล้องกับแผนการปรับปรุงพื้นที่แผนกของเด็กเล่นเซ็นทรัล ที่จะเน้นความสะดวกของลูกค้ามาใช้บริการแบบวันสต็อปชอปปิง พร้อมทั้งองค์ประกอบของบริการ กิจกรรมการตลาด เชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน "เรามีทอยส์ของเราเองหากให้คนอื่นมาทำก็เหมือนกันทุกๆ ห้างไม่มีความแตกต่างกัน ทอยส์ "อาร์" อัส เป็นแคธิกอรี่ คิลเลอร์ ทางด้านทอยส์ ที่น่าสนใจในอดีตก็เคยคุยกับเซ็นทรัล แต่แผนกทอยส์เซ็นทรัลก็มีเอกลักษณ์ของเราเรื่องของไซส์ไม่ใช่ประเด็น" นายอลันกล่าวทิ้งท้าย "โรบินสัน"ชูหุ่นแอ็คชั่น-เกม เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นางสาวอุสรา ยงปิยะกุล รองผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสิน จำกัด (มหาชน ) ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าโรบินสัน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ดีมานด์หรือความต้องการในผลิตภัณฑ์ของเด็กเล่นสำหรับประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตสูงเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ฮ่องกง และการเข้ามาของทอยส์ “อาร์” อัส ทำให้ตลาดของเด็กเล่นโดยภาพรวมดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ทางธุรกิจของทอยส์ “อาร์” อัส ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายของเด็กเล่นขนาดใหญ่มีสินค้าจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าตื่นตัวอยากไปดูว่าเป็นอย่างไร ซึ่งในประเทศฮ่องกงทอยส์ “อาร์” อัส เปิดให้บริการมานานแล้วคนไทยที่ไปฮ่องกงต่างรู้จักแบรนด์นี้เป็นอย่างดี ในเชิงการแข่งขันเชื่อว่าแผนกของเด็กเล่นในห้างสรรพสินค้ายังมีความได้เปรียบในทำเลที่ตั้ง และความเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีสินค้าและบริการครบวงจร เปรียบเทียบกับทอยส์ “อาร์” อัส ยังมีสาขาน้อย ประการสำคัญผู้ที่จะไปร้านทอยส์ “อาร์” อัส ต้องไปด้วยเหตุผลคือไปซื้อของเล่นเพียงอย่างเดียว "โรบินสันมีของเล่นที่พอเหมาะเพียงพอ เน้นของเล่นเด็กชายประเภทหุ่นแอ็คชั่น และเกมต่างๆ มากกว่า เราคงไม่เป็นลีดเดอร์ทางด้านนี้แต่มีให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และปรับปรุงพื้นที่ให้มีสีสันดูสนุกสนานมากขึ้น เช่นเพิ่มเพลย์แลนด์เข้ามา" นางสาวอุสรากล่าวและว่า ขณะนี้ได้ปรับปรุงแผนกของเด็กเล่นโฉมใหม่แล้ว เช่น สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และรัตนาธิเบศร์ อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสาขาของโรบินสัน 19 แห่งทั่วประเทศไทยนับเป็นช่องทางกระจายสินค้าที่ดี ทั้งยังมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด หากทอยส์ “อาร์” อัส ไม่เน้นขยายสาขาในรูปแบบช็อปสแตนอะโลน เชื่อว่าเป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย เดอะมอลล์เล็งดึงเป็นพาร์ทเนอร์ แหล่งข่าวจากบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ กล่าวกับ"กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การทำตลาดของทอยส์ “อาร์” อัส ในไทยครั้งนี้ทำให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรม และเพิ่มทางเลือกในสินค้าให้กับลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้เดอะมอลล์อยู่ระหว่างเจรจาในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการเปิดให้บริการของทอยส์ “อาร์” อัส ในพื้นที่ขายของเดอะมอลล์เป็นการสร้างคาแรคเตอร์ทางด้านทอยส์ที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาเดอะมอลล์พยายามกระตุ้นกำลังซื้อและสีสันของสินค้ากลุ่มนี้ด้วยการจัดงาน ทอยส์ เวิลด์ ฟัน แฟร์ ช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน เป็นประจำทุกปีเพื่อสร้างฤดูกาลขายให้เกิดขึ้นกับสินค้าของเด็กเล่น เวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปิดภาคเรียนถือเป็นจังหวะที่ดีสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย Source : Bangkok Business News : Nov 3, 2005 Chad November 3rd, 2005, 01:23 AM เจฟฟรี่ ทูตแห่งทอยส์ ดึงอารมณ์ชอปปิงแบบ ทอยส์ โซน นอกจากเจ้าหนูมิกกี้เม้าส์ จะเป็นสัญลักษณ์แห่งดิสนีย์แลนด์..ดินแดนในฝันของคุณหนูทั่วโลกแล้ว เจ้ายีราฟเจฟฟรี่ ทูตแห่งทอยส์ "อาร์" อัส..ก็เป็นหนึ่งในใจเจ้าตัวเล็กเช่นเดียวกัน เจฟฟรี่..จะตั้งขบวน " สวัสดี " คนไทยทั่วประเทศอย่างเป็นทางการธันวาคมนี้ ทั้งลูกค้าและคู่แข่งในประเทศไทย ต่างจับจ้องมองและรอคอยการมาเยือนของทอยส์ "อาร์" อัส ซึ่งกลุ่มทุนค้าปลีก "เซ็นทรัล" เคยสนใจร่วมพันธมิตรธุรกิจมาตลอดช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ ขณะที่ทอยส์ อาร์ อัส อินเตอร์เนชั่นแนลเข้าเปิดสาขาแรกของเอเชียในสิงคโปร์เมื่อกว่า 20 ปี..เมื่อกลุ่มบริษัท ลี แอน ฟุง รีเทลลิ่ง แปรสถานะจากผู้ร่วมทุนมาเป็นเจ้าของไลเซ่นธุรกิจทอยส์ "อาร์" อัส เอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น ) หลังการเทคโอเวอร์เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จึงเดินหน้าสู่ไทยเป็นประเทศที่ 5 ในจังหวะที่พฤติกรรมบริโภคครอบครัวรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะการเรียนรู้ในด้านต่างๆ การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้สมาชิกตัวเล็กในบ้านมากขึ้น ... ประกอบกับศักยภาพทางการตลาดในระยะยาวด้วยฐานประชากรไทยที่มีถึง 64 ล้านคน เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เข้าเปิดบริการก่อนหน้านี้ในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน 4 ประเทศรวมกันประชากรไม่ถึง 50 ล้านคน ดึงดูดให้ทอยส์ "อาร์" อัส ธุรกิจค้าปลีกของเล่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทารกรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ด้วยเครือข่ายกว่า 1,500 แห่ง ตัดสินใจขยายฐานการลงทุนในไทยด้วยแผนเปิดร้าน 10 แห่งภายใน 3 ปีจากนี้ ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจมีลง ก็ต้องมีขึ้น ทอยส์ "อาร์" อัส เดินทางมาพร้อมกับสีสัน ปลุกประสบการณ์ชอปปิงในรูปแบบของทอยส์ โซน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 ส่วน เป็นเมืองขนาดย่อมๆ สำหรับเด็กผู้ชาย คือ เมืองซูเปอร์ฮีโร่ และเครื่องยนต์มหาสนุก, เมืองเจ้าหญิงที่จะทำให้ความฝันของเด็กผู้หญิงทุกคนเป็นจริง, เมืองของเล่นไฮเทค, เมืองเกมหรรษาสำหรับทุกคนในครอบครัว, เมืองของเล่นสนุกคิด หรือ Toys for Learning & Fun, เมืองกีฬาสุดมันและเบบี้ "อาร์" อัส ของเล่น-อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับทารกแรกเกิดจนถึง 3 ปี นอกจากนี้ยังสร้างประสบการณ์ ว้าว!!!...ด้วยกิจกรรมตามวาระ และเทศกาล อาทิ อีสเตอร์ เอเทรียม เซล แบทแมน บีกินส์ เอเทรียม เซล บาร์นี่ โชว์ สตาร์ วอร์ มิดไนท์ เซล ฯลฯ "ครอบครัวสมัยใหม่ลูกหลานไม่มากจึงอยากให้ในสิ่งดีๆ ยอมจ่ายสำหรับสินค้าที่คุ้มค่า ปลอดภัย ราคายุติธรรม และเมื่อมาที่ทอยส์"อาร์" อัส จะได้ชอปปิง เอ็กซ์พีเรียนซ์ที่ดี ภายใต้แนวคิดทางธุรกิจที่ต้องการยกระดับมาตรฐานของเล่นเพิ่มทักษะ เป็นเลิร์นนิ่ง ทอยส์ หรือเอ็ดดูเคชั่น ทอยส์ สำหรับวัยเรียนรู้" มานิตย์ เลิศสาครศิริ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท ทอยส์ รีเทลลิ่ง (ประเทศไทย ) จำกัด กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" อย่างไรก็ตาม วอลุ่มของสินค้ากว่า 10,000 รายการ ภายใต้โครงสร้างราคาของความเป็นแคธิกอรี่ คิลเลอร์ จึงไม่ต่างจากดิสเคาท์สโตร์ที่ไล่บี้โชห่วยอยู่ทุกวันนี้ ...ทั้งยังมีจุดขายด้วยแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะทอยส์ “อาร์” อัส 50% ซึ่งลูกค้าไม่สามารถหาซื้อได้จากไหน 3 ปีจากนี้ทอยส์ “อาร์” อัส ใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านบาทในไทยไล่ขยายสาขาด้วยการผนึกพันธมิตรกับเจ้าของเครือข่ายพื้นที่รายใหญ่เซ็นทรัลพัฒนา เจ้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา และคาร์ฟูร์ เปิดร้าน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย แฟลกชิพสโตร์ พื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางเมตร รูปแบบแซทเทิลไลท์ ขนาดกลาง พื้นที่ 1,000-2,000 ตารางเมตร และรูปแบบคอนวีเนียนสโตร์ ขนาดพื้นที่ 600-800 ตารางเมตร ประเดิมสาขาแรกเซ็นทรัล ซิตี้ บางนา เดือน ธันวาคมนี้ ลงทุนกว่า 60 ล้านบาท พื้นที่ 1,978 ตารางเมตร จะเป็นสาขาสวยที่สุดในภูมิภาค หลังจากนั้นเปิดบริการที่คาร์ฟูร์ พระราม 4 พื้นที่ 1,124 ตารางเมตร ช่วงปลายปีเช่นกัน ก่อนจะได้สัมผัสกับแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่เซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ขนาด 2,268 ตารางเมตรในปีหน้า Source : Bangkok Business News : Nov 3, 2005 Speed November 3rd, 2005, 01:02 PM The renovations at Central Chidlom must be finishing, I just got an invititation to: The Launching Ceremony of The New Central Chidlom (Thursday, Nov 10, 2005 from 5:30 pm) Celebration Events (all store entrances will be closed from 3:00pm to 7pm on that day, so please bring your invitation cards to get in) Dress Code: "Trendy/Smart. Preferably Red" (Prizes will be given to those with a good concept) Im going as a big red tomato :D BKKinTO November 3rd, 2005, 05:36 PM Take some pics for us :D Speed November 4th, 2005, 07:41 AM Ok I will if I go :) The store seems to be finishing up their renovations before year-end bonus spending Also Emporium announced: The Grand Opening Ooh La La Emporium November 4, 2005 today satit28 November 4th, 2005, 10:15 AM Lucky U Speed!!!......... Have Fun!!!........... Take Pics!!!....... Chad November 7th, 2005, 12:59 AM Special: ‘Cigar Joe’ introduces Thomas Pink shirts The man who is bringing in the high-end shirts from London talks to KI Woo about his niche market. Raconteur and man-about-town Joe Thawilvejjakul has done it again. The man who has done much to popularise Cuban cigars in Thailand and premium espresso coffee, Lavasso, is now introducing Thomas Pink dress shirts in Thailand. “I go into businesses that I love,” said Joe, who is also affectionately known as Cigar Joe. Joe has opened an elegant new shop in Gaysorn Plaza to sell Thomas Pink shirts. “We’re selling these products to a very exclusive group of discerning gentlemen in Thailand,” he said. Thomas Pink shirts are priced between Bt6,000 and Bt12,000. “It’s a high-end lifestyle product and is very distinctive,” he said. In 1984, Irish brothers James, Peter and John Mullen established Thomas Pink shirts in London. “Their mission was to take traditional Jermyn Street shirt-making to a wider clientele,” he said. The first Pink store opened in London’s fashionable Chelsea district and sold the brand’s distinctive classic-cut shirts in bright, stylish colours and updated weaves. “Their formula was simple but unique – to sell a classic product to a new generation of ‘aspirational’ consumers, providing innovative designs and excellent services in a modern, relaxed environment,” he said. Over 15 years, Thomas Pink has experienced continuous growth, opening 20 stores across the British Isles, including in Edinburgh, Glasgow, Manchester and Dublin, Ireland. “Thomas Pink launched the world’s largest shirt store on New York’s Madison Avenue in 1997,” he said. Thomas Pink’s success has not gone unnoticed. In 1999, LVMH, the luxury-goods conglomerate that owns more than 50 high-end premium brands – including Moet & Chandon, Louis Vuitton, Fendi and Christian Dior Perfumes – purchased a 75-per-cent stake in the company. “LVMH’s investment led to the successful launch of Thomas Pink stores across the US,” he said. Today, LVMH owns 100 per cent of Thomas Pink. Over the past several years, Thomas Pink has opened stores in Paris and Shanghai. “We have a Thomas Pink agency and distributorship here in Thailand,” Joe said. Satisfying the needs of discerning, high-end consumers who enjoy premium products is Joe’s enjoyment in life. “I love good cigars, good coffee and Thomas Pink shirts – that’s why I’m in the business. It’s the same as my passion for fine wine, good food and beautiful women,” he said. About a decade ago, Joe began his career in hotel management and came across Thomas Pink shirts in London in 1995. “At that time, I still couldn’t afford Thomas Pink shirts but I came to appreciate them,” he said. On another trip to London, Joe rewarded himself by purchasing 10 Thomas Pink shirts on Jermyn Street. “They cost me about ?65 each at that time,” he said. Thomas Pink shirts are made of premium cottons and designed for the trendy and style-conscious. “Pink shirts can survive 50 to 60 washes,” he said. Joe believes many sophisticates in Thailand already wear Thomas Pink shirts purchased overseas. “These are corporate people who often travel abroad,” he said. Thomas Pink customers mostly do their shopping every quarter. “They usually buy about 10 or 12 shirts at a time,” he said. The company has expanded into shirts for businesswomen. “I believe these will be in very high demand in Asia because many professional women have a difficult time finding suitable shirts or blouses to match their suits,” he said. Putting together the deal to bring Thomas Pink to Thailand took about three years but Joe is confident it will be a profitable and successful venture. Thomas Pink shirts, he said, have become a symbol of success worldwide. “Bill Clinton and Hugh Grant as well as prominent financial figures, lawyers and political leaders in Thailand wear Pink shirts.” [b]Source: THE NATION : Nov 7, 2005 Speed November 7th, 2005, 08:39 AM Lucky U Speed!!!......... Have Fun!!!........... Take Pics!!!....... OK I'll try, if they allow cameras :) satit28 November 7th, 2005, 11:15 AM i read in the BKK Post about the vertical garden................ on the side of the lift.............. looks nice......... Speed November 7th, 2005, 11:31 AM :omg: the Central Chidlom invitation card says many things, but one thing is: "enjoy a spectacular display of fresh flower decorations worth more than 5 million baht at every level of Central Chidlom :omg: how about school scholarships for poor (but bright and clever and hardworking) kids....instead of flowers (which quickly die).....better to have colorful cards and pics of the deserving kids' names and faces as wonderful decorations :) .....just an idea...... Speed November 7th, 2005, 11:42 AM I didnt know that giant "Louis Vuitton Moet Hennessy LVMH" company owned "Thomas Pink" shirts.....I thought Thomas Pink was privately-owned by a small Pink family :colgate: gosh...soon all world famous expesnive luxury brands will be owned by one GIANT conglomerate company!! :runaway: We will have thousands of brands, but just three owning companies in the world: "Luxury Items Incorporated" "Middle Value Goods Partners" and "Cheap Stuff Limited" :D satit28 November 7th, 2005, 11:44 AM yeah.......... like me!!!........... Speed November 7th, 2005, 12:05 PM yeah.......... like me!!!........... I said "poor, bright, clever and hardworking kids" ......:D does that fit you satit??? satit28 November 7th, 2005, 12:21 PM yes........ 3/4........... Speed November 7th, 2005, 12:29 PM yes........ 3/4........... hehe OK :D no flowers..scholarships for satit and everyone who looks like satit28 :colgate: Mosaic November 7th, 2005, 02:38 PM :omg: the Central Chidlom invitation card says many things, but one thing is: "enjoy a spectacular display of fresh flower decorations worth more than 5 million baht at every level of Central Chidlom :omg: how about school scholarships for poor (but bright and clever and hardworking) kids....instead of flowers (which quickly die).....better to have colorful cards and pics of the deserving kids' names and faces as wonderful decorations :) .....just an idea...... This circumstance can be described as " Overflow one side, shortage another." anyway this is not the matter of charity but commercialism. Still I agree with your idea that we should give them(poor people) more chances than we do now. :) satit28 November 9th, 2005, 11:33 AM luckily the Ooh La La Emporium and Central Chidlom openning didnt crash on the same day................. Chad November 10th, 2005, 01:58 AM The Mall Group slashes sales forecast Kwanchai Rungfapaisarn The Mall Group has cut its sales-growth projections for this year nearly in half, mainly on the grounds that the government’s stricter controls on personal debt have lowered consumers’ purchasing power. Paiboon Kanokwattanawan, senior vice president of The Mall Group, has revised the company’s growth target from between 7 and 8 per cent, set at the beginning of the year, to only 4-5 per cent. The group operates The Mall department stores and The Emporium shopping complex, as well as Siam Paragon, which is scheduled to open for business on December 1. “Stricter controls as well as economic difficulties have impacted purchasing power,” said Paiboon. “With interest rates rising, sales on instalment, particularly for electronic and other high-value goods, have dropped about 4 per cent so far this year,” he added. The group now projects that total sales at its department stores will reach Bt29 billion this year, including Bt4 billion contributed by The Emporium. The downward revision comes despite an improvement in the consumer confidence index last month. The University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC) survey showed that a revised economic projection for this year by the Bank of Thailand (BOT), continued export growth in September and lower retail oil prices contributed to the public’s improved outlook. Although the index has improved for two consecutive months, UTCC said it was too soon to conclude it was on an upward trend, adding that during the next few months, negative factors – including higher interest rates – could affect purchasing power. The UTCC survey showed that last month, the consumer confidence index stood at 81.4 points, up from 79.6 in September and 78.9 in August. Even though domestic spending is expected to register a decline, the Bank of Thailand last month raised its economic growth forecast for the year to between 4.25 and 4.75 per cent, up from 3.5-4.5 per cent before, citing stronger exports and a reduction in oil prices. In September, Thailand also showed its first trade surplus for the year on the strength of a 23.8-per-cent rise in exports compared with the same month last year. But the survey warned that risk factors lurked for Thai consumers in the form of expectations of higher interest rates and simmering unrest in the Muslim-dominated South. The BOT raised its policy rate for the eighth time since August of last year, to 3.75 per cent last month, and is expected to continue increasing borrowing costs until inflation is pulled back from its current seven-year high. But The Mall Group’s Paiboon said the company was bullish that new outlets would boost sales, with a projected total next year of Bt40 billion, of which Bt8 billion was hoped for at the new Siam Paragon. Paiboon added that future investments would be concentrated in Bangkok, mostly at sites owned by state enterprises looking to raise revenue from rents. He said the size of land plots being considered ranged from 30 rai to 400 rai. The group yesterday announced its first “synergy campaign” for its shopping complexes, based on the Prestige Card. Cardholders are entitled to a 5-per-cent discount at its department stores if the buyer pays with a Visa or MasterCard. The company expects the card campaign, to be launched next month, will attract more than a million members in the first year alone. Source : THE NATION : Nov 10, 2005 Chad November 10th, 2005, 02:00 AM เดอะมอลล์ประกาศผุดสาขา 9 กรุงเทพฯ เล็งรง.ยาสูบ-รร.เตรียมทหาร-หมอชิต-มักกะสัน ชี้เทรนด์ค้าปลีกสู่ "รีเทล เอ็นเตอร์เทนเมนท์" "เดอะมอลล์" เปิดยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ 2 ปี หลังเปิดสยามพารากอน มุ่งเจาะตลาดกรุงเทพฯ ต่อยอดรัฐ-เอกชน เปิดกรุแลนด์แบงก์กว่า 10 แปลง เผยบทเรียนโคราช-กำลังซื้อต่ำ ล่าสุดเปิดตัวบัตรเพรสทีจ รวมอำนาจซื้อยกทีม เดอะมอลล์-ดิ เอ็มโพเรี่ยม-สยามพารากอน บี้คู่แข่ง ตั้งเป้าสมาชิก 1 ล้านรายปีแรก รุกซีอาร์เอ็มเต็มสูบ รับมือกำลังซื้อหด คาดปีนี้เติบโต 4% จากเป้าเดิม 8% นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเดอะมอลล์ว่า ภายใน 2 ปีจากนี้ จะมีการลงทุนโครงการใหม่ หรือเครือข่ายสาขาที่ 9 ของเดอะมอลล์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่การค้าในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีที่ดินแปลงใหญ่รอพัฒนามากกว่า 10 แปลง แต่ละแปลงมีขนาดมากกว่า 30 ไร่ และบางแปลงใหญ่ระดับ 300-400 ไร่ อาทิ โรงงานยาสูบ ที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเดิม หมอชิต รถไฟมักกะสัน เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ที่มีศักยภาพจะพัฒนามีเพียง 2-3 รายเท่านั้น โดยเชื่อว่าแลนด์แบงก์ดังกล่าว จะรองรับการพัฒนาของกลุ่มทุนค้าปลีกได้ไม่ต่ำกว่า 15 ปีข้างหน้า ซึ่งกลุ่มนโยบายเปิดกว้างในการลงทุนทุกรูปแบบ ในลักษณะของคอมเพล็กซ์วันสต็อปชอปปิงขนาดใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ .."รีเทล เอ็นเตอร์เทนเมนท์" อย่างไรก็ตาม เดอะมอลล์ไม่มีแผนการลงทุนในต่างจังหวัด เนื่องจากกำลังซื้อต่ำ เมื่อเทียบเม็ดเงินในการลงทุนไม่แตกต่างจากในกรุงเทพฯ ขณะที่มีปริมาณลูกค้าหมุนเวียนสูงเท่าๆ กัน แต่พบว่ากำลังซื้อต่างกัน 1 ต่อ 3 ยกตัวอย่างสาขาในกรุงเทพฯ สร้างยอดขาย 400 ล้านบาทต่อเดือน สาขาต่างจังหวัดมียอดขายเพียง 150 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้เดอะมอลล์มีสาขาต่างจังหวัดเพียง 1 แห่งในปัจจุบัน คือ โคราช ค้าปลีกหดตัว ฉุดเดอะมอลล์โต 4% อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเดอะมอลล์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีก ที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากที่ตั้งเป้าหมายเติบโต 7-8% คาดว่าจะเติบโตเพียง 4-5% หรือมียอดขายรวมห้างสรรพสินค้าทั้งกลุ่มประมาณ 29,000 ล้านบาท ในปีนี้ มาจากเดอะมอลล์ 25,000 ล้านบาท และดิ เอ็มโพเรี่ยม 4,000 ล้านบาท แผนงานในปีหน้า เดอะมอลล์ตั้งเป้าหมายเติบโต 6% มียอดขายรวมประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยจะมียอดขายจากห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เข้ามาไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท “การเข้มงวดของบัตรเครดิต ทำให้การซื้อสินค้าเงินผ่อนหดตัวลง 3-4% ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มาก เงินในระบบค่อนข้างฝืด สวนทางกับข้อเท็จจริงของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งทุกวันนี้ สินค้าก็ไม่ได้ขึ้นราคามาก ผู้ประกอบการแข่งขันกันลดราคา แต่กำลังซื้อตกลง” นายไพบูลย์กล่าวและว่า จากภาพรวมดังกล่าว ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย กลุ่มเดอะมอลล์ใช้งบการตลาด 300-400 ล้านบาทจัดรายการส่งเสริมการขาย กิจกรรม อีเวนท์ต่างๆ ของเดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม และสยามพารากอน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ผนึก 3 ขุมพลังทำการตลาดเต็มสูบ ล่าสุดเดอะมอลล์ยังได้เปิดตัวบัตรสมาชิกภาพลักษณ์ใหม่ ภายใต้ชื่อ เพรสทีจ (PRESTIGE) สำหรับใช้เป็นส่วนลดใน 3 ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรี่ยม และสยามพารากอน รวมไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตภายในห้างสรรพสินค้าทั้งหมดด้วย ตั้งเป้าหมายสมาชิก 1 ล้านรายจากการเปิดบริการครั้งนี้ เริ่มใช้ได้ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะเป็นเครื่องมือทางการตลาดเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะโปรแกรมซีอาร์เอ็ม การทำโค-โปรโมชั่นต่างๆ รวมถึงขยายส่วนลดไปยังร้านค้าย่อยภายในศูนย์การค้าทั้ง 3 แห่งกว่า 2,000 ราย รวมถึงต่อยอดความร่วมมือ ไปยังพันธมิตรอย่างสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ด้วย ปัจจุบัน ฐานสมาชิกในกลุ่มเดอะมอลล์ จากบัตรสมาชิกเดอะมอลล์ วีไอพี คาร์ด และดิ เอ็มโพเรี่ยม คาร์ด รวมกว่า 7 แสนราย จากฐานข้อมูลพบว่าสมาชิกเดอะมอลล์ วีไอพี คาร์ด มีรายได้เฉลี่ย 10,000-30,000 บาท และสมาชิกดิ เอ็มโพเรี่ยม คาร์ด มีรายได้เฉลี่ย 20,000-50,000 บาท สมาชิกมีความถี่ในการจับจ่าย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ Source : Bangkok Business News : Nov 10, 2005 Chad November 10th, 2005, 02:01 AM State land eyed for new complex SUKANYA JITPLEECHEEP The Mall Group, the country's second largest department-store chain, plans to open a new shopping complex in Bangkok within the next several years by leasing state-owned land. There were up to 10 large land plots owned by state enterprises available in Bangkok for development, ranging in size from 20 rai to 400 rai, said Phaibul Kanokvatanawan, a senior executive vice-president of The Mall Group. ``It takes about 10 years to develop state-owned land. Following the disappointing experience of our store in Korat, we will focus on developing a new outlet in Bangkok,'' Mr Phaibul said. He said the investment costs between Bangkok and the provinces were roughly the same but in terms of purchasing power of consumers, the capital was three times higher than in the the rural areas. But he noted that consumers' purchasing power in general had obviously declined with a key indicator being a significant 3-4% drop in hired purchase sales while adding that the average consumer is being hit by credit line limits, rising interest rates and overextended debt. The company is projecting sales to increase by about 4% this year from last year to 29 billion baht, and to reach 30.74 billion baht next year. To stimulate customer spending and expand its customer base, the company will launch a ``Prestige'' discount card initially for shoppers at The Mall, The Emporium and Siam Paragon. The card will also be able to be used with Visa and Mastercard credit cards, which have 16 million holders at hand. In the future, the company's 2,000 tenants in its retail complexes will accept the card. Mr Phaibul said the competition in the festive season among retailers would be more intense than usual because of the opening of Siam Paragon. Retailers are expected to come up with innovative and sophisticated retailing approaches and offer a variety of promotional campaigns to attract customers. Retailers are projected to spend 500-700 million baht on promotional campaigns over the next few months. Central Department Store Co, plans to spend 90 million baht kicking off the festive season on Nov 11, two weeks earlier than usual, with plans to extend the season to three months instead of between one and two months, to compete head-on with Siam Paragon, which is scheduled to open next month. Meanwhile, the Mall Group will spend 300-400 million baht to increase sales at The Mall, The Emporium and Siam Paragon while the Siam Piwat Group is planning to spend 100 million baht to entice shoppers to Siam Discovery and Siam Centre. Pravit Janyasittikul, a vice-president of Central Pattana Plc, the operator of the Central Plaza shopping malls, said the company would spend 10 million baht to launch its first holiday promotion campaign in Chiang Mai. The company also will launch another campaign for all of its malls throughout the country. Source : Bangkokpost : Nov 10, 2005 Chad November 10th, 2005, 02:02 AM New look for Emporium's food section The Emporium department store has spent over 100 million baht revamping its food section. Luckana Naviroj, the department store's executive director, said the gourmet market and food hall had been increased in size by 30% to 7,000 square metres from 5,300. The mall has also added a new food court, featuring 13 leading restaurants. The new food court will be launched on Nov 18. The gourmet market has also been expanded to 2,000 square metres from 1,500. Source: Bangkokpost : Nov 10, 2005 Chad November 10th, 2005, 02:03 AM Big C opening more ‘compact’ stores Kwanchai Rungfapaisarn Big C Supercentre Plc is pressing ahead with the recently developed “compact hypermarket” format catering to smaller communities, with yesterday marking the opening of the firm’s sixth compact outlet. The move, which began last year, comes at a time when retail giants are facing strong opposition from local retailers. They view the large outlets as a threat to the viability of smaller operators, whose lack of financial strength and bargaining power puts them at a disadvantage when negotiating with suppliers. Thailand is the first country in which Big C – owned by the Casino Group, a France-based retail conglomerate – has developed the compact format, said Jariya Chirathivat, vice president of marketing and communications at Big C Supercentre. “It is a worthwhile investment creating new compact stores to be opened in small communities with a population not higher than 500,000,” she said. The compact stores each require an investment of between Bt300 million and Bt400 million, and have an average retail space of 5,000-6,000 square metres. Big C’s standard stores have retail space of about 10,000 square metres and require an investment of between Bt600 million and Bt700 million. The new-format stores will, however, be able to offer a complete line-up of merchandise to shoppers under the company’s “one-stop-shopping” concept, said Jariya. “Thailand has both large and small communities. Bringing the large-store format to such small communities is not worth the investment,” said Jariya, adding that the development of the compact hypermarket demonstrates Big C’s ability to adapt to the unique characteristics of each community. Big C yesterday opened its 44th hypermarket in the Kingdom at Sukhumvit 63 (Soi Ekamai), the outlet having been developed under the compact format. Jariya said that the Ekamai store cost Bt300 million and covered 4,000 square metres of retail space. The outlet is expected to attract more than 25,000 shoppers a day. “Our Ekamai store will be characterised as a hypermarket in downtown Bangkok, targeting local upper-class shoppers and expatriates,” she said. She added that the Ekamai store was the sixth developed by Big C in the compact format. The first was opened a year ago in Chachoengsao, followed by outlets in Surin and Pattani, and at Petchkasem and Sukhapiban 3 in Bangkok. Jariya said the 45th Big C store in the Kingdom – to be opened by the end of the month in Sakon Nakhon – would also be a compact unit. “We expect smaller sales of between Bt750 million and Bt800 million annually for a compact hypermarket store, which is between 25 per cent and 30 per cent lower than for a standard Big C store, which will generate annual sales of about Bt1.2 billion,” said Jariya. She added that Thailand had the potential for more hypermarkets, particularly in the provinces. The company plans to open about five Big C stores each year, in a mix of regular and compact formats. Source : THE NATION : Nov 10, 2005 Chad November 10th, 2005, 02:10 AM Fitness fanatics help Supersports buck trend Nitida Asawanipont Due to growing enthusiasm for exercising, sales at CRC Sports Co Ltd, operator of Supersports stores, are racing ahead despite the economic slowdown. The company has lifted its revenue growth target for this year to between 20 per cent and 25 per cent from 15 per cent. CRC’s managing director, Nath Vongphanich, said yesterday the company’s sales in the first three quarters of the year grew 20 per cent from the same period last year. He credits the growth to people’s growing awareness of personal health and a trend towards more exercise. Sports shoes have been the most popular product, followed by sportswear. Shoe sales generated between Bt600 million and Bt700 million during the first nine months of the year, 40 per cent more than the same period last year. Athletic shoes account for 30 per cent of the company’s sales. Golf equipment is the year’s fastest-growing seller. Nath said the overall sports-equipment market would grow 10 per cent above the 2004 level of Bt12 billion, and would continue at the same rate next year. In addition, the Fifa World Cup in Germany in 2006 should light a fire under sports enthusiasts. CRC plans a special promotion to coincide with the event. To that end, its promotional budget will be between 10 per cent and 20 per cent higher than usual. CRC also plans to spend Bt130 million opening up to 10 new branches throughout the country next year, adding to the 54 it currently operates. One of the new branches will be at Central World Plaza. It will be Supersports’ biggest outlet and will become its flagship store. The Bt60-million store will occupy 5,000 square metres of floor space. CRC is organising the Supersports Super Show 2005 at Central Plaza Lat Phrao. The sale starts next week and runs until the end of this month. Source : THE NATION : Nov 10, 2005 Arewethereyet? November 10th, 2005, 08:49 AM เซ็นทรัล เดินเกมรุกนำหน้าในฐานะห้างอันดับ 1 ของไทย ทุ่มงบก้อนใหญ่กว่า 700 ล้านบาทปรับโฉมใหม่ เซ็นทรัล ชิดลม เน้นคอนเซ็ปต์ความทันสมัย ผสานสินค้าและบริการโดดเด่นหลากหลายโดยเฉพาะแบรนด์ใหม่ๆทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง และนาฬิกาที่เลือกเปิดตัวที่นี่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เน้นไม่แข่งกับใครนอกจากตัวเองในการเป็นหนึ่งในแฟล็กชิปสโตร์ชั้นนำของโลก นางยุวดี พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า "บริษัทฯได้ทำการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของห้างเซ็นทรัล ชิดลม เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของไทย ใช้มาตรฐานโลกในเรื่องความทันสมัย สร้างบรรยากาศของห้างสรรพสินค้าให้มีความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังเป็นการแสดงศักยภาพในการเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ดีและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก" ทั้งนี้ การปรับรูปลักษณ์ใหม่ของ เซ็นทรัล ชิดลม บนพื้นที่ทั้งหมด 62,000 ตารางเมตร ความสูง 7 ชั้น ใช้เวลา 18 เดือน โดยได้ทยอยปิดปรับปรุงทีละส่วนในแต่ละแผนกเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุดโดยเฉพาะในเรื่องของการบริการและการขาย ซึ่งการเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่จะแล้วเสร็จในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งในแต่ละชั้นก็มีคอนเซ็ปต์และจุดเด่นที่ต่างกันไปโดยมีภาพรวมเพื่อให้ลูกค้าใช้บริการได้สะดวกมากขึ้นและโปร่งสบายตา พร้อมทั้งเพิ่มสินค้า แบรนด์ใหม่ๆ และบริการต่างๆมากขึ้น นางนิตย์สินี จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสินค้า บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า "ได้มีการเพิ่มขยายในส่วนของไลน์สินค้าและแบรนด์ใหม่ๆ ในแต่ละชั้นซึ่งมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะแผนกเครื่องสำอางและสินค้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์ที่ ชั้น 1 จะมีแบรนด์ใหม่ๆมากมายเข้ามาจำหน่ายเฉพาะที่เซ็นทรัล ชิดลมแห่งเดียวเท่านั้น อาทิ เสื้อผ้า Charles Jourdan, Vivienne Tam, Strenesse, Juicy Couture Accessories นอกจากนี้แล้วยังได้เพิ่มแบรนด์เสื้อผ้าใหม่ๆที่เป็นต้องการของลูกค้าเซ็นทรัล เช่น Anne Klein, Kai, Diesel, CK Calvin Klein , Hugo Boss และ Dunhill ซึ่งแบรนด์เหล่านี้มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของห้าง และฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง" พื้นที่ของแผนกเครื่องสำอางได้ขยายเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,800 ตารางเมตรเป็น 2,500 ตารางเมตร เพื่อเน้นการให้บริการในส่วนของเครื่องสำอางได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในเรื่องการบริการแต่งหน้า สกินแคร์ และการนวดหน้า โดยสินค้าเครื่องสำอางจะมีทั้งที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ แบรนด์ ให้กับเซ็นทรัล ได้แก่ Nars, Laura Mercier, Jurlique, DDF และ Cosme de Corte ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์ของ Kose จากประเทศญี่ปุ่น อีกส่วนหนึ่งเน้นไปที่บริการใหม่ๆเกี่ยวกับความงามที่เปิดให้บริการเพียงที่เดียวในประเทศไทย เฉพาะที่เซ็นทรัล ชิดลมเท่านั้น อาทิ ไพรเวทเวิร์คช็อปจากแม็ค (M.A.C) ซึ่งจำลองมาจากเวิร์คชอปในนิวยอร์ค สปาทรีตเม้นต์จากปาโยต์ (PAYOT) เมคอัพสตูดิโอของชาแนล (Chanel) คอนเซ็ปต์สปาแห่งแรกในเอเชียของไบโอเธิร์ม (Biotherm) เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมี Clinique CX แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษซึ่งมีวางจำหน่ายในห้างเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก และจะมีจำหน่ายที่เซ็นทรัล ชิดลม เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ด้านการให้บริการลูกค้าซึ่งเป็นอีกปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จของเซ็นทรัล ชิดลม นางสิริเกศ จิรกิติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสาขา บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า "ห้างเซ็นทรัล โดยเฉพาะที่สาขาชิดลม เป็นผู้ริเริ่มในการให้บริการใหม่ๆ แก่ลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาบริการต่างๆของเซ็นทรัล ชิดลมได้รับการตอบรับและความนิยมเป็นอย่างสูงจากลูกค้า เราจึงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาการให้บริการลูกค้าในรูปแบบใหม่ๆ ให้ครบถ้วนสำหรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย รวมทั้งยังมุ่งปรับปรุงบริการต่างๆที่ได้รับความนิยมเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น อาทิ" Personalised Service Specialist ซึ่งเป็นบริการที่มีเจ้าหน้าที่พิเศษทำหน้าที่ให้คำแนะนำในเรื่องสินค้า บริการ และข้อมูลส่งเสริมการขายเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากพนักงานขายประจำเคาน์เตอร์ Butler Service บริการเจ้าหน้าที่ช่วยถือของและถุงช้อปปิ้ง เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการจับจ่ายที่เซ็นทรัล ชิดลม Personal Shopper บริการให้คำปรึกษาด้านเครื่องแต่งกาย ซึ่งเป็นบริการที่สร้างความประทับใจและได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างสูง ห้อง Platinum Lounge บริการพิเศษสำหรับสมาชิกผู้ถือบัตรเซ็นทรัล มาสเตอร์คาร์ด แพลตินัม เป็นสถานที่พักผ่อนที่ตกแต่งอย่างหรูหราในบรรยากาศสุนทรีย์ นอกจากนี้แล้วยังได้ทำการปรับปรุงและขยายห้อง Central Premiere Lounge ให้กว้างขวาง โอ่โถง และสะดวกสบายยิ่งขึ้น Gift Registry บริการลงทะเบียนของขวัญเพื่อให้ลูกค้าได้รับของขวัญที่ตรงใจจากผู้ให้ในโอกาสพิเศษต่างๆ ด้วยรายการสินค้าใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นทุกชั้นทุกแผนก บริการรถลิมูซีน บริการรับส่งลูกค้าตามสถานที่ที่ลูกค้าต้องการ บริการรับจอดรถ Valet Parking ทุกวัน ซึ่งเซ็นทรัล ชิดลม เป็นห้างแรกที่บุกเบิกการให้บริการรูปแบบนี้ และยังได้ขยายพื้นที่จอดรถสำหรับให้บริการลูกค้ามากขึ้น Delivery Service บริการส่งถึงที่หมายสำหรับลูกค้าที่ซื้อครบ 5,000 บาทขึ้นไป Baby Changing Room บริการห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมและให้นมลูก ซึ่งเป็นบริการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จะปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น Sense & Spirit Spa ให้บริการในรูปแบบ Natural Spa ซูเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบใหม่ "เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์" ในบริเวณมาร์เก็ต เพลส บาย ท็อปส์เดิม โดยมีคอนเซ็ปต์เป็น Gourmet Supermarket ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชีย ด้วยอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพเยี่ยมนำเข้าจากต่างประเทศที่มีจำหน่ายเฉพาะที่นี่ที่เดียว "ซูเปอร์สปอร์ตส์" ร้านกีฬาครบวงจรที่มีสินค้าเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาครบครัน รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆเกี่ยวกับกีฬา "บีทูเอส" ไลฟ์สไตล์สโตร์ที่รวบรวมหนังสือทั้งไทยและเทศ เครื่องเขียน สื่อบันเทิง พร้อมด้วยบริการหลากหลายมาไว้ในที่เดียวกัน "พาวเวอร์ บาย" แหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีไฮเอนด์สำหรับคนอินเทรนด์ด้วยสินค้ารุ่นล่าสุดจากทุกแบรนด์ บริการด้านร้านอาหารคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ได้แก่ ร้าน Visage ที่ชั้น 2 ร้าน Six Sense ชั้น 4 ร้าน Terrace ชั้น 5 ร้าน The Mediterranean ชั้น 6 รวมทั้ง Food Loft บนชั้น 7 ที่รวบรวมร้านอาหารหลากหลายชาติที่มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงในเรื่องของรสชาติก็ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น "การปรับรูปลักษณ์ของเซ็นทรัล ชิดลม ในครั้งนี้ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในทั้งหมดกว่า 700 ล้านบาท โดยเราได้สั่งนำเข้าหุ่นที่นำมาโชว์สินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดกว่า 100 ตัวมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท โดยนำเข้าจากยุโรป ซึ่งในประเทศไทย เราเป็นห้างแรกที่นำหุ่นรุ่นใหม่นี้เข้ามา" นายอลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวพร้อมกับเพิ่มเติมว่า "นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งทีวีจอพลาสมาตามจุดต่างๆของห้าง กว่า 70 เครื่อง มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของห้าง พร้อมทั้งนำเสนอข่าวสารกิจกรรมต่างๆให้ลูกค้าได้สัมผัสได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น" Here are Listing of New product Level 1 Heaven of Luxury, Earth's Concept of Beauty Cosmetics: Beaute de Kose, Biotherm, Bloom, Bobbi Brown, Chanel, Christian Dior, Clarins, Cle de Peau, Clinique, Cosme Decorte, Covermark, DDF, Elizabeth Arden, Estee Lauder, Ettusias, Guerlain, Helena Rubinstein, Ipsa, Jurlique, Kanebo, La Mer, Lancome, La Prairie, Laura Mercier, L’Occitane, MAC, Nars, Natura Blisse, Origins, Payot, Philosophy, Red Earth, Revlon, RMK, Shiseido, Shu Uemura, Sisley, SK II, Stila, The Body Shop, Valmont, Yves Saint Laurent. Luxury fashion and accessories: Ann Klein New York, Bally, Burberry, Charles Jourdan, cK Calvin Klein, Diesel, DKNY, Dunhill, EQ:IQ, Francesco Biasia, Hugo Boss, Joan & David, Juicy Couture Accessories, Kai, Kate Spade, Montblanc, Strenesse, Vivienne Tam. Luxury watches and jewellery: Piaget, Chopard, Bvlgari, Omega, Lotus Arts de Vivre. Jim Thompson. Starbucks. Oriental Shop. Central Food Hall: The new gourmet supermarket. Level 2 Women's Dream Wardrobe Womenswear, shoes, bags, fine and semi-precious jewellery. Fashion & hair accessories. Fashion eyewear. Personal care products & toiletries. Marks & Spencer. Clarins Institute. Lancome Institute. Jurlique Spa. Sense & Spirit Natural Aromatherapy Spa. Eye Lab Fashion Optical. Visage Gourmet Restaurant & Bakery. The Little Kitchen eatery Level 3 Bright Young Ideas Central Watch Gallery, perhaps the biggest gathering of watches in the world. Funky fashion for men and women. Cutting-edge shoes and accessories. The Denim Bar. Boutique sportswear. Watches and high-end pens. ZeenZone. Bangkok Bank Micro Bank. Walkway to Chidlom BTS station. Greyhound Cafe. The Event Hall. source : www.central.co.th Jo November 10th, 2005, 10:49 AM Went there yesterday.. the 3d tech is really cool of course, and the screens are everywhere. I can see the tech has potential and will most likely be a big thing in the futureviewing angle and resolution will probably improve for the next generation of screens. Vertical garden is a nice touch, suave looking guards. satit28 November 10th, 2005, 11:50 AM New look for Emporium's food section The mall has also added a new food court, featuring 13 leading restaurants. The new food court will be launched on Nov 18. Source: Bangkokpost : Nov 10, 2005 hope they didnt delete my tom yum noodle................ Chad November 15th, 2005, 05:25 PM Two Met Stores slated Instyle Associates Co Ltd, a licensee of The Metropolitan Museum of Art in New York, is spending Bt15 million to open two new branches at the Siam Paragon shopping complex and J Avenue mall in Bangkok. Instyle director Titaporn Tuchinda said the company would pour Bt10 million into a 170-square-metre outlet at J Avenue, scheduled to open February 2006, and the remaining Bt5 million will be spent on a 12-square-metre corner at Siam Paragon, slated to open next month. It will also upgrade displays at its first store in Siam Discovery Centre. Instyle bought a licence to operate The Met Store in Thailand from The Metropolitan Museum of Art in New York two years ago. The company imports 12 categories of items from The Met Store in New York, including jewellery, sculptures, photo frames, glassware, porcelain, books, stationery and note cards. Prices range from Bt50 to Bt70,000. Average spending per customer is Bt5,000-Bt6,000, Titaporn said. Anyone who spends Bt10,000 or more at a single visit automatically gets a free store membership. This entitle them to 10-per-cent discounts on future purchases, free home delivery and other privileges. The company currently has 3,000 members and expects to add a further 1,400 next year. Titaporn said that the company expects to have up to six branches in Bangkok in the next five years. Instyle expects sales of Bt22 million this year, 10-per-cent up on last year. The Met Store operates in 20 countries. In Asia it has outlets in Singapore, Japan, Thailand and Australia with plans to open a shop in India soon. Source : THE NATION : Nov 16, 2005 BKKinTO November 15th, 2005, 05:36 PM The Met @ Siam Paragon..cool!! Arewethereyet? November 15th, 2005, 11:11 PM i believe the siam paragon goin to be one of the most luxury mall in asia Chad November 16th, 2005, 02:05 AM เมทสโตร์ทุ่มงบกว่า15ล้าน ขยายสาขา ยึดทำเลวัยโจ๋สยาม พารากอน /เจ อเวนิว เดอะ เมท สโตร์ ทุ่มงบอีกกว่า 15 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่พร้อมกัน 2 แห่ง สยามพารากอน และเจ อเวนิว เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่รักงานศิลปะ ชูคอนเซ็ปท์ศูนย์รวมของขวัญที่ไม่เหมือนใคร ตั้งเป้าปีหน้าสร้างรายได้โตอีกกว่า 10% จากรายได้สิ้นปีนี้กว่า 20 ล้านบาท นางประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินสไตล์ แอสโซซิเอท จำกัด ผู้ได้รับลิขสิทิ์เปิดร้านและจำหน่ายสินค้าของ เดอะ เมทโทรโปลิแทน มิวเซี่ยม ออฟ อาร์ต นิวยอร์ค หรือ เมท สโตร์ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนเพิ่มอีกกว่า 15 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่อีก 2 สาขา ที่สยามพารากอน ซึ่งจะเปิดให้บริการภายใน ธ.ค. ปีนี้ และ อีก 1 สาขาที่เจ อเวนิว ย่านทองหล่อ ในช่วง ก.พ. ปีหน้า โดยคาดว่าทั้ง 2 สาขาใหม่จะสามารถสร้างยอดรายได้เติบโตทุกปีๆ ละ 10% เช่นเดียวกับสาขาปัจจุบันที่ สยาม ดิสคัพเวอรี่ ที่มีผลประกอบการเติบโตปีละกว่า 10% จากรายได้รวมสิ้นปีนี้กว่า 20 ล้านบาท จุดเด่นที่ทำให้สินค้าของเมท สโตร์ ได้รับความสนใจจากลูกค้า คือ ความเป็นศูนย์รวมของสินค้าจำลองของเหมือนจาก เดอะ เมทโทรโปลิแทน มิวเซี่ยม ออฟ อาร์ต นิวยอร์ค ที่มีความหลากหลายของสินค้าถึง 10 แคททากอรี่ และมีสินค้ามากถึง 600-700 เอสเคยู โดยสินค้าที่นำมาจำลองจะมาจากหลายๆ ประเทศ ซึ่งสินค้าแต่ละชิ้นจะมีประวัติความเป็นมา ที่ทางร้านทำเป็นอาร์ตแท็กติดไปกับสินค้าชิ้นๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันถือว่าไม่มีคู่แข่งในตลาด ฤดูกาลขายของสินค้าในร้าน คือ ช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ เพราะลูกค้านิยมเลือกซื้อไปเป็นของขวัญ สินค้าที่สร้างยอดขายสูงสุดคือสินค้าในกลุ่มจิวเวอรี่ ที่มียอดขายเป็น 60-70% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือพวกรูปปั้น กรอบรูป โดยในสาขาใหม่ที่สยาม พารากอน จะเป็นสาขาที่เน้นสินค้าในกลุ่มจิวเวอรี่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เดินในสยามพารากอนจะเป็นกลุ่มผู้หญิง ส่วนที่เจ อเวนิว จะมีสินค้าที่หลากหลายเหมือนกับสยามดิสคัฟเวอรี่ ส่วนแผนการตลาด ที่ผ่านมา 2 ปี เมท สโตร์จัดสรรงบการตลาดประมาณ 7% ของยอดขายในแต่ละปี สำหรับปีหน้าจะเพิ่มงบการตลาดเป็น 10% จากรายได้ โดยเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และการเข้าร่วมแคมเปญรีวอร์ดกับบัตรเครดิตของสถาบันการเงินและองค์กรต่างๆ อาทิ ซิตี้ แบงค์, เอเชีย บุ๊ค, เอไอเอส ซีริเนด เป็นต้น ซึ่งขณะนี้บริษัทยังได้เจรจา ร่วมแคมเปญการตลาดกับหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้ทำแคมเปญโปรโมชั่นกับสมาชิก ซึ่งขณะนี้มีอยู่กว่า 3,000 ราย ในการรับสิทธิพิเศษ เช่น การซื้อสินค้าครบตามวงเงินที่กำหนด แล้วได้รับของพรีเมี่ยม เป็นต้น นางประภาวดี กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทมีเป้าหมายขยายสมาชกิเพิ่มอีกกว่า 50% ส่วนการขยายสาขาจะเน้นในเขตกรุงเทพฯ ก่อน สำหรับตลาดต่างจังหวัด ตามหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ภูเก็ต นั้น ขณะนี้ยังคงต้องศึกษาอีกระยะ เพราะต้องการสร้างตลาดในกรุงเทพฯ ให้แข็งแรงก่อน Source : Than News : Nov 16, 2005 Chad November 16th, 2005, 02:07 AM เมทสโตร์ทุ่ม15ล. ลุยผุดสาขาใหม่ ดันรายได้ปีหน้า50ล. นางประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินสไตล์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ผู้รับสิทธิเปิดร้านจำหน่ายสินค้าจำลองของเหมือน เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม ออฟ อาร์ต, นิวยอร์ก หรือ เดอะ เมท สโตร์ (The Met Store) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มงบ 15 ล้านบาท ขยายสาขา 2 แห่ง ในห้างสรรพสินค้าพารากอน เปิดบริการ 1 ธันวาคมนี้ ในรูปแบบคอร์เนอร์ขนาดพื้นที่ 12 ตารางเมตร ลงทุน 5 ล้านบาท เน้นกลุ่มสินค้าจิวเวลรี่ เครื่องประดับ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว และผู้หญิงที่ชอบศิลปะ ส่วนอีกสาขาที่เจ อเวนิว ทองหล่อ พื้นที่ 170 ตารางเมตร ลงทุนกว่า 10 ล้านบาท คาดว่าเปิดบริการได้ในช่วงต้นปีหน้า เน้นวางสินค้าตกแต่งบ้านในสัดส่วน 60% รองรับลูกค้าเป้าหมายในย่านทองหล่อ สุขุมวิท ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติอาศัยอยู่ นับเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สไตล์การตกแต่งร้านจะหรูหราที่สุดของเดอะ เมท สโตร์ ทั่วโลก "การขยายสาขาจะผลักดันให้ยอดขายของเราในปีหน้าเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า หรือไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จากปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 10% ซึ่งเกินเป้าที่วางไว้ 5% โดยสิ้นปี 2547 ที่ผ่านมา มียอดขายรวม 20 ล้านบาท และภายใน 3-5 ปีนี้ เดอะ เมท สโตร์ ตั้งเป้าขยายสาขา 5-6 แห่ง มุ่งเจาะตลาดกรุงเทพฯ เป็นหลักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงการขยายในหัวเมืองใหญ่ เช่น ภูเก็ต" นางประภาวดีกล่าวว่า สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าเดอะ เมท สโตร์ ซึ่งเป็นกลุ่มบีบวก ที่มีกำลังซื้อสูง ระดับราคาจำหน่ายภายในร้านเริ่มต้น 50 บาทจนถึง 7 หมื่นบาท โดยลูกค้ามีอัตราการใช้จ่าย 5,000-6,000 บาทต่อคนต่อครั้ง มีสินค้ารวมกว่า 700 เอสเคยู 12 ไลน์สินค้า โดยกลุ่มจิวเวลรี่สร้างยอดขายสูงสุดในสัดส่วน 60-65% Source : Bangkok Business News : Nov 16, 2005 kiku99 November 16th, 2005, 03:52 AM New look for Emporium's food section cool:) but they took away my KFC:( :D Chad November 17th, 2005, 03:18 AM ESPRIT to opens it's world 2nd flagship store at Central World !!! "เอสปรี"เล็งเปิดร้านครบวงจรที่ไทยแห่งแรกในเอเชีย ไมเนอร์ฯ เผยแผนปีหน้าเดินเครื่องทำตลาดแบรนด์ "เอสปรี" เต็บสูบสวนกระแสเศรษฐกิจแย่ เตรียมอัดงบประมาณกว่า 100 ล้านบาททำตลาดและขยายสาขา 25 แห่ง เล็งเปิดร้านเอสปรีรูปแบบใหม่ครบวงจร "แฟลกชิพ สโตร์"แห่งแรกในเอเชียที่เซ็นทรัล เวิลด์ ตั้งเป้ายอดขายเอสปรีปีหน้าโต 25-30%หรือ 1 พันล้านบาท ส่วนเรื่องบัตร"วัน การ์ด ออล แบรนด์" ระงับ เหตุบริษัทแม่ที่เยอรมันไม่เล่นด้วย นายจักรพงษ์ เฉลิมชัย รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะ ไมเนอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน ) ผู้นำเข้าแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องสำอางจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทฯเตรียมทำการตลาดให้กับแบรนด์เอสปรีซึ่งเป็นแบรนด์หลักของไมเนอร์ฯมากขึ้น ภายใต้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการทำตลาด 50 ล้านบาทและงบการขยายสาขา 50 ล้านบาทหรือเฉลี่ยสาขาละ 2 ล้านบาทในการเปิดสาขาในดิสพาร์ทเมนท์สโตร์จำนวน 10 แห่ง และในรูปแบบฟรีสแตนด์ดิ้ง ชอปลงทุนสาขาละ 3 ล้านบาท โดยเตรียมเปิด 15 แห่งทั้งแบรนด์เอสปรีและอีดีซี (EDC) จากปัจจุบันเอสปรีมีเพียง 1 สาขาที่เป็นแบบฟรี สแตนดิ้ง รวมถึงปีหน้าบริษัทฯเตรียมขยายตลาดไปสู่แมสและตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯเล็งเปิดร้านเอสปรีในรูปแบบใหม่เป็นแห่งแรกในเอเชีย ในคอนเซ็ปต์ "แฟลกชิพสโตร์" ที่เป็นให้บริการแบบวัน สต๊อป ชอปปิ้ง ที่จะให้บริการแบบครบวงจรทั้งสินค้าของเอสปรี,ชุดชั้นใน, บริการซาลอน,สปา และมุมคาเฟ่ที่จะบริการอาหารและขนม เป็นต้น ซึ่งการเปิดร้านแบบนี้จะต้องใช้พื้นที่กว่า 500 ตารางเมตรขึ้นไป ขณะนี้กำลังเจรจากับเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่าและคาดว่าปีหน้าจะเปิดบริการได้ ทั้งนี้ ชอปเอสปรีในรูปแบบนี้มีเปิดบริการแล้วที่เยอรมัน "เศรษฐกิจปีหน้ามองว่าจะแย่ ในส่วนของธุรกิจรีเทลก็คาดว่าจะแย่ตาม มองว่าทุกคนจะหยุดขยายสาขาแต่เราจะเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง ซึ่งเราได้เปรียบคู่แข่งตรงที่เอสปรีมีสินค้าปีละ 12 คอลเลคชั่นหรือมีสินค้าใหม่ทุกเดือน" ส่วนปีนี้บริษัทฯเตรียมเปิดตัวชอปเอสปรีในรูปแบบเมกกะสโตร์ที่มีสินค้าแบบครบไลน์ ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า บนพื้นที่ 450 ตารางเมตร ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งสาขานี้เป็นสาขาที่ 100 ของเอสปรี ดังนั้นบริษัทฯจึงเตรียมไฮไลท์เด็ดและกิจกรรมใหญ่ให้กับเอสปรี ปัจจุบันเอสปรีมีสมาชิกที่แอคทีพหรือลูกค้าที่มาซื้อสินค้าประจำกว่า 5 หมื่นราย ขณะที่จำนวนสมาชิกของไมเนอร์ทั้งหมดมีกว่า 1 แสนราย ปีหน้าคาดว่าสมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนรายและเป็นกลุ่มที่แอคทีพ 7 หมื่นราย สำหรับยอดรายได้ของแบรนด์เอสปรีปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 850-900 ล้านบาท ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะมียอดรายได้ 1,000 ล้านบาทและมีอัตราการโต25-30% ทั้งนี้ ในส่วนโครงการบัตรสมาชิก "วัน การ์ด ออล แบรนด์" หรือบัตรสมาชิกใบเดียวที่สามารถใช้กับสินค้าทั้ง 11 แบรนด์ในเครือไมเนอร์ ซึ่งเดิมที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้นั้น นายจักรพงษ์ กล่าวว่า ทางบริษัทแม่ของเอสปรีที่เยอรมันไม่อนุมัติบัตรดังกล่าว ดังนั้นตอนนี้การใช้บัตรจึงเป็นแบบเดิม คือ แบรนด์ใครก็แบรนด์มัน Source : Manager : Nov 13, 2005 BKKinTO November 17th, 2005, 06:50 AM OMG..can;t wait to see it. Chad November 17th, 2005, 04:15 PM THOMAS PINK @ Gaysorn, I think this is the 2nd store in Asia? http://img490.imageshack.us/img490/7814/p10002982zw.jpg BKKinTO November 17th, 2005, 05:12 PM Yep after China satit28 November 18th, 2005, 10:30 AM Esprit and Bossini to open stores at Kosa Tukcom Chad November 18th, 2005, 03:57 PM New Showdoll at Central Chitlom....It looks damn realistic!!! :eek: http://img41.imageshack.us/img41/961/img17761wo.jpg Chad November 19th, 2005, 01:28 AM THOMAS PINK @ Gaysorn, I think this is the 2nd store in Asia? http://img490.imageshack.us/img490/7814/p10002982zw.jpg โทมัส พิ้งค์ บุกตลาดเสื้อผ้าชาย เปิดช่องทางขายผ่านโรงแรม โทมัส พิ้งค์ จากอังกฤษลุยขยายสาขาในเอเชีย หลังพบลูกค้าคนไทยติดแบรนด์เนมยุโรป ผุดสาขาแรกที่เกษร เดินหน้าเปิดช่องทางใหม่ในโรงแรม เอาใจลูกค้านักธุรกิจที่เดินทางบ่อย นายประสบสุข ถวิลเวชกุล ผู้อำนวยการ บริษัท เบลลิซิโม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์ โทมัส พิ้งค์ ( Thomas Pink ) จากประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่าบริษัทได้นำเข้าเสื้อผ้าผู้ชายโทมัส พิ้งค์ จากประเทศอังกฤษ มาทำตลาดในประเทศ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นประเทศสาขาที่ 2 ของเอเชียรองจากจีน สอดคล้องกับแผนธุรกิจของบริษัทแม่ ที่จะหันมาขยายธุรกิจในประเทศแถบเอเชีย และในสหรัฐอเมริกามากขึ้น จากปัจจุบันที่มีจำหน่ายใน 6 ประเทศ ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนเปิดร้านโทมัส พิ้งค์ สาขาแรกที่เกษร พลาซ่า ขนาด 90 ตารางเมตร ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤศจิกายน นี้ โดยจะวางจำหน่ายสินค้ากว่า 200 รายการ คิดเป็น 20% ของรายการสินค้าทั้งหมดที่บริษัทแม่ในประเทศอังกฤษ ออกวางจำหน่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าผู้ชาย ประเภทเสื้อเชิ้ตระดับราคาตั้งแต่ 6,000 บาท ขึ้นไป เจาะลูกค้าระดับกลางถึงบนอายุระหว่าง 25-50 ปี แบ่งเป็นนักธุรกิจที่เดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจในประเทศ 50% และนักธุรกิจคนไทย 50% "ร้านจำหน่ายในสนามบินประเทศอังกฤษ ทำให้พบข้อมูลว่าคนเอเชียสนใจซื้อสินค้าแบรนด์เราจำนวนไม่น้อย เพราะถือว่าเป็นแบรนด์ ที่มีราคาแพงแต่คุณภาพดี ส่งผลให้เราสนใจตลาดเอเชีย โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทยที่ให้ความสนใจกับแบรนด์ยุโรปสูงสุด" นายประสบสุข กล่าว นอกจากช่องทางจำหน่ายดังกล่าวแล้ว บริษัทมีแผนทำตลาดในโรงแรมด้วย โดยเป็นการเสนอรายการสินค้าในห้องพักโรงแรมระดับไฮเอนด์ทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้า โดยทางร้านจะจัดส่งแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งทำเลย่านราชประสงค์มีโรงแรมระดับ 5 ดาวจำนวนมาก กลยุทธ์ดังกล่าวจะสอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้านักธุรกิจที่ต้องการความสะดวก และไม่นิยมนำเสื้อผ้ามาจำนวนมากในการเดินทางต่างประเทศ ถือเป็นการสร้างแบรนด์ได้อย่างตรงจุด นายประสบสุข กล่าวอีกว่า บริษัทแม่โทมัส พิ้งค์ มีความสนใจที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ดังกล่าวในอนาคต เนื่องจากแรงงานในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าไทยมีศักยภาพด้านการผลิตที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ปัจจุบันบริษัทว่าจ้างโรงงาน 3-4 แห่งในประเทศอังกฤษ เป็นฐานการผลิตหลัก Source : Bangkok Business News : Nov 19, 2005 satit28 November 19th, 2005, 02:10 AM the dummy at Chidlom are SCARY!!!!........ BKKinTO November 19th, 2005, 03:19 AM Thailand will be honoured to manufacture for Thomas Pink. KENDO November 20th, 2005, 05:19 AM วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต : ค้าปลีกนอกเมืองแข่งดูดลูกค้า “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ทุ่ม 500 ล้านอินโนเวตทั้งศูนย์ฯ พร้อมขนแบรนด์เนมเสริมภาพลักษณ์ ขณะเดียวกันเท 75 ล้าน ปลุกโซนน้องใหม่ Lifestyle_Boutique Service” ยกระดับห้างฯสู่แบรนด์เซอร์วิส คิลเลอร์ ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการการปรับพื้นที่ประมาณ 6,000 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 5.1 แสนตารางเมตร บริเวณชั้น 2 สร้างเป็นโซน ”Lifestyle_Boutique Service” ที่มีการรวบรวมการให้บริการต่างๆ ทีใช้บ่อยในชีวิตประจำวันอย่างครบวงจรของคนส่วนใหญ่ไว้ในโซนเดียวกัน มุ่งไปที่กลุ่มธนาคารและบริการด้านการสื่อสารต่างๆ โดยได้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 75 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 18 พฤศจิกายน ศกนี้ โดยลักษณะ Lifestyle Boutique Service จะมีความโดดเด่นในด้านบริการที่เป็นเลิศ และมีการตกแต่งที่ทันสมัย คอนเซ็ปต์เน้นการตกแต่งที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ใช้บริการรู้สึกถึงความมิตร และอบอุ่น ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย กลุ่มธนาคาร และการสื่อสาร ซึ่งธนาคารมีทั้งหมด 11 ธนาคารจาก15 ธนาคารทั่วประเทศ ทางด้านส่วนกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร จะเปิดให้บริการสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้ศูนย์การค้าเป็น Branded Service Killer แห่งแรกของประเทศ เพราะนอกจากการบริการแล้วยังมีบริการอื่นๆ เปิดให้หลากหลายรวมกว่า 100 ร้าน เป็นการอำนวยความสะดวกกับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการด้านเซอร์วิสได้อย่างครบครัน เมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ “ในรอบระยะเวลา 10 ปีที่ทำการเปิดศูนย์การค้าฯมา ลูกค้าย่านชานเมืองมีปริมาณสูงขึ้น จึงมีความจำเป็นในการปรับโพสิชั่นนิงในภาพรวม อาทิ ห้องน้ำ,ทางเข้าออกของรถยนต์,ลานจอดรถปรับให้โมเดิร์น และการนำแบรนด์ชั้นนำที่แตกต่างจากไฮเปอร์มาร์เก็ตมาวางจำหน่าย” ทั้งนี้ ภายในในโซน Lifestyle_Boutique Service ประกอบด้วย ศูนย์บริการคาร์แคร์ ,ไฟแนนซ์ เซอร์วิส, ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์,บริษัทประกันชีวิต,ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ,ศูนย์ซ่อมต่งๆ อาทิ ซ่อมนาฬิกา,ซ่อมจิวเวลรี่,ซ่อมรองเท้า,ซ่อมกระเป๋า,บริการตัดสติ๊กเกอร์และทำนามบัตร ศูนย์บริการไอที,ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ไอที บริการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตตัวเครื่องบิน,บริการแปลงวิดีโอ,บริการถ่ายเอกสาร,บริการไปรษณีย์รวมกระทั่งบริการเกี่ยวกับทะเบียนราษฏร์ และคาดว่าจะเป็นแม่เหล็กใหม่ให้กับศูนย์การค้าในการดึงดูดลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ Service เข้ามาใช้บริการ โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย คนทำงาน เจ้าของธุรกิจ นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มครอบครัว โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้ใช้บริการภายในโซนเฉลี่ย 30,000 คนต่อวัน ทั้งนี้ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการหมุนเวียนเฉลี่ย 1.3-1.4 แสนคนต่อวัน ซึ่งประเมินได้จากในรอบรัศมีการขับรถมาภายใน 1 ชั่งโมงนั้นมีนักศึกษากว่า 22 สถาบันระดับปริญญาตรีและจากการคาดการณ์รอบๆ ศูนย์การค้าฯก็มีคู่แข่งอยู่หนาแน่น ทำให้ภาพรวมการแข่งขันธุรกิจค้าปลีกมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งส่วนโมเดิร์นเทรดที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในย่านรังสิตมีครบ 3 เชนได้แก่ เทสโก้โลตัส,คาร์ฟูร์ และบิ๊กซี จึงต้องปรับตัวทุกรูปแบบเช่นกัน ดร.สุมาส กล่าวว่า ปัจจุบันมีรายได้จากค่าเช่าร้าน 90% จากอัตราการเช่าใช้พื้นที่ภายในศูนย์ 97-98%หรือมีร้านค้าประมาณ 700 แห่ง ซึ่งได้ทำการวิจัยตลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยระยะเวลา 6-7 เดือน ด้วยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,000 คน พบว่า ลูกค้าเลือกที่จะมาศูนย์การค้าเพราะใกล้บ้าน 40% ส่วนอีก 40% เลือกมาศูนย์การค้าเพราะตัวโปรดักส์ และ 20% เลือกเพราะความสะดวกสบาย ยังพบความต้องการอื่นๆ ของลูกค้าอีกว่า ต้องการศูนย์การค้าที่เหมือนในเมืองมากที่สุด ความคืบหน้าด้านการปรับปรุงนั้นภายในระยะ 2 ปีนี้ จะทยอยปรับโซนต่างๆทั้งหมด อาทิ ตัวสินค้าในแต่ละแผนกให้มีความทันสมัยและมีแบรนด์เนมเพิ่มขึ้น เช่น แผนกแฟชั่นซึ่งจะมีสินค้าแบรนด์เนมเพิ่มเติมเข้ามา พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมปรับแผนกไอทีโมบาย ขณะนี้ได้เริ่มทยอยปรับไปแล้ว 20-30% ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้แก่ ที่แผนกฟู้ดส์และร้านอาหาร โดยการปรับปรุงสู่โพซิชันนิ่งใหม่ใช้งบประมาณทั้งหมด 400-500 ล้านบาท เบื้องต้นใช้ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท “การแข่งขันคาดว่ามีแนวโน้มที่รุนแรงห้างในระดับศูนย์การค้าด้วยกันและไฮเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว และมีการขยายกลุ่มสินค้าประเภทนอน ฟู้ดส์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มองแนวโน้มอนาคตโมเดิร์นเทรดจะกลายเป็นมินิมอลล์เล็กๆที่สามารถเข้ามาแย่งลูกค้าศูนย์การค้าฯ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว และแม่บ้าน” สำหรับการจัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นจะเน้นกิจกรรมสำหรับกลุ่มคนเมือง ในเบื้องต้นได้เตรียมจัดงานปาร์ตี้ตลอด 2 สัปดาห์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ปาร์ตี้ที่แตกต่างกันทุกวัน และจะมีการชิงโชครางวัล โดยจะเริ่มตั้งแต่ในช่วงคริสต์มาส ได้ดึงคอนเสิร์ตยอดฮิตและศิลปินดารายอดนิยมมาหมุนเวียนร่วมแสดง ส่วนผลประกอบการในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ http://www.siamturakij.com/book/index.php?option=com_content&task=view&id=1189&Itemid=74 KENDO November 20th, 2005, 05:33 AM ห้างทิ้งโค้งปีไก่ อัดแคมเปญดุ ดูดรายได้เข้าเป้า จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2063 20 พ.ย. - 23 พ.ย. 2548 ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เซ็นทรัล – เดอะ มอลล์ –ดิ เอ็มโพเรียม – โรบินสัน ตบเท้าอัดแคมเปญชิงตลาดโค้งสุดท้าย หวังวัดดวงดันผลประกอบการเข้าเป้า คาดตัวเลขเฉพาะงบโปรโมชั่นทะลัก ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังลูกผีลูกคน เหตุความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย และเศรษฐกิจปีหน้า ธุรกิจค้าปลีกนับเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา แม้ผู้ประกอบการบางรายจะออกมายืนยันว่า ผลประกอบการยังมีการเติบโตอยู่ แต่ผลงานดังกล่าวล้วนอยู่เกิดจากการทำงานที่หนัก ยากลำบากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ แคมเปญโปรโมชั่น การรีโนเวทพื้นที่ ภาพลักษณ์ ทำให้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 2 เดือนของปี 2548 กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการวัดผลหรือทดสอบว่าปีนี้แต่ละห้างจะสอบผ่านตัวเลขที่กำหนดไว้หรือไม่ ทำให้ในเดือนพย.-ธค. ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายปีนี้ มีแคมเปญกระหน่ำมากกว่าทุกปี โดยเรื่องดังกล่าวนางชฏาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท สยาม พารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยาม พารากอน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้า สยามเซ็นเตอร์ สยามดีลคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในเดือนพย.-ธค.ปีนี้รุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เหตุผลเกิดจากทุกค่ายมีการรีโนเวทพื้นที่ และภาพลักษณ์ใหม่ทำให้ยอดขายลดลง ขณะที่สิ่งแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ น้ำมัน กระทบทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอไป นอกจากนี้การเปิดศูนย์การค้าสยามพารากอนในปลายปี ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศการแข่งขันในปลายปีรุนแรง เพราะผู้ประกอบการจะตัดงบประมาณการจัดโปรโมชั่นในช่วงกลางปีลง และนำมาทุ่มในปลายปีเพื่อรักษายอดขายแทน ซึ่งเฉพาะในส่วนของสยามเซ็นเตอร์เอง ใช้งบสำหรับการจัดแคมเปญเปิดตัวสยามเซ็นเตอร์ โฉมใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26-27 พย.นี้รวมทั้งหมดสูงถึง 47 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 33 ปีที่ตั้งสยามเซ็นเตอร์มาก ขณะที่การเปิดตัวของสยามพารากอน ที่จะมีในวันที่ 9 ธค. นี้ คาดว่าจะใช้งบสูงมากเช่นกันซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน เพราะเป็นโครงการที่ใหญ่ระดับเวิลด์คลาส ขณะที่นายอลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็น ทรัล ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม กล่าวว่า สำหรับการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ใน 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้นั้น บริษัทตั้งงบประมาณรวมกว่า 200 ล้านบาท (เฉพาะเซ็นทรัล ชิดลม ไม่รวมห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอื่นในเครือเซ็นทรัล)โดยส่วนหนึ่งเป็นการจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่ง ให้กับเซ็นทรัล ชิดลมหลังจากที่มีการรีโนเวท พื้นที่ภายใน นอกจากนี้ยังมีการจัดงานจิวเวลรี่ แฟร์ งานดอกไม้ และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้ประเด็นสำคัญคือในช่วง2 เดือนดังกล่าวเป็นช่วงแห่งการซื้อสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาเชื่อว่าลูกค้าเองก็อั้นกำลังซื้อมานาน เมื่อมีการเปิดตัวใหม่ สินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ เข้ามาลูกค้าก็อยากที่จะซื้อเต็มที่ ด้านนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ใน 2 เดือนสุดท้ายนี้จะมีกิจกรรมส่งเสริมการขายเยอะมาก เพราะการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกรุนแรงมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง โดยเห็นได้จากยอดขายสินค้าเงินผ่อนที่น้อยลง 3-4% ยังไม่นับรวมถึงการใช้บัตรเครดิตที่น้อยลงเช่นกัน ซึ่งปกติแล้วเดอะ มอลล์จะเติบโตประมาณ 7% ต่อปี แต่ในปีนี้คาดว่าสิ้นปีจะโตประมาณ 4-5% โดยกิจกรรมของเดอะ มอลล์เองจะเน้นความแปลกใหม่ ทั้งการตกแต่งพื้นที่ด้านหน้า ด้านในเพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศทำให้น่าเลือกซื้อสินค้า สำหรับในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนเดอะ มอลล์เองใช้งบในการจัดกิจกรรมด้านการตลาดทั้งในส่วนของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าประมาณ 300 ล้านบาทโดยแคมเปญใหญ่อยู่ที่ เดอะ มอลล์ มิดไนท์ เซลล์ : เดอะ เจนูอีน ส่วนเดือนธันวาคมจะเปิดตัวแคมเปญใหญ่อีกแคมเปญเพื่อเป็นการฉลองส่งท้ายปีด้วย rayman November 20th, 2005, 05:58 AM THOMAS PINK @ Gaysorn, I think this is the 2nd store in Asia? http://img490.imageshack.us/img490/7814/p10002982zw.jpg I think these dolls look realistic :) Chad November 23rd, 2005, 01:44 AM Bangkok second step in Asian expansion for Thomas Pink SUJINTANA HEMTASILPA Thomas Pink, the London-based upmarket shirt brand, has opened its second store in Asia at Gaysorn Plaza in Bangkok. Thomas Pink set out to expand in Asia about two years ago starting in Shanghai, managing director Jonathan Heilbron said yesterday in Bangkok. Following the 90-square-metre store in Bangkok, the firm plans to enter Hong Kong, other Chinese and Southeast Asian markets over the next two years, he said. Established in 1984 by three Irish brothers _ James, Peter and John Mullen _ Thomas Pink was acquired by the France-based LVMH luxury goods group in 2002. It now has 40 stores: 21 in its home market, 15 in the United States, two in Paris, one in Shanghai and the latest one in Bangkok. Mr Heilbron said the Thai market showed good potential since Thais were already major customers at four stores in Heathrow Airport in London, and many Thais have made purchases online. The company and its local franchised distributor, Bellisimo Co, are now seeking to build more brand awareness among Thai consumers, Mr Heilbron said. Prasobsook ``Joe'' Thawivejjakul, director of Bellisimo, which also distributes imported Cuban cigars and Lavazza coffee, said his company planned a point-of-sale promotion campaign as the products' target group is very focused. Most Thomas Pink products are tailored for stylish businessmen, who will pay 6,900 baht for a classic shirt, said Mr Prasobsook. Initially, he expected customers to be well-travelled Thais, expatriates and international tourists.Mr Heilbron said that 60% of Thomas Pink products were men's shirts, 20% women's shirts, with the remaining 20% ties and other accessories. In Thailand, he expects female customers to make up 30% of the new store's sales. Source : Bangkokpost : Nov 23, 2005 Mosaic November 23rd, 2005, 05:22 AM We are the first in SEA to have Thomas Pink flagstore. That's awesome, isn't it? KENDO November 23rd, 2005, 01:14 PM เซ็นทรัล จุดพลุฉลองปีใหม่ คืนกำไรให้ปชช.!! โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2548 14:31 น. เซ็นทรัล ชิดลม โฉมใหม่ จัดงานเนรมิตค่ำคืนแห่งความสุขคืนกำไรให้กับลูกค้าของห้างในงาน “Central Let’s Celebrate 2006” ณ เดอะสเปเชียลโดม ลานมรกต เพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง เริ่มด้วยการเนรมิตพื้นที่กว่า 3,500 ตารางเมตรของลานมรกต ให้กลายเป็นเดอะสเปเชียลโดม ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกิจกรรมบันเทิงมากมาย เพื่อมอบความสุขสนุกสนานแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงอันไพเราะจาก มาลีวัลย์ เจมีน่า และเหล่าดีเจที่มายกขบวนมาเปิดเพลงสร้างบรรยากาศภายในงานคึกคัก และสำหรับไฮไลต์สำคัญของงานนี้ เป็นพิธีเปิดไฟเฉลิมฉลองที่ประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามอลังการทั่วทั้งห้างเซ็นทรัล ชิดลม เริ่มจากการนับถอยหลังไปพร้อมๆกับการเปิดไฟ ปล่อยลูกโป่ง และจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างสวยงามตระการตากว่า100นัด ซึ่งเหล่าผู้บริหาร บริษัทสรรพสินค้า เซ็นทรัล จำกัด ร่วมเป็นเจ้าภาพนำความสนุกสนานแห่งค่ำคืน พร้อมกับหนุ่มสาวผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมกว่า 50 ชีวิต แอ-คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา แห่งนิตยสารอิมเมจ ต็อบ-ปฎิญญา ควรตระกูล ที่ควงคู่กันมากับสาว บี-วัลวิภา โยคะกุล ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ และ แอน-อินทิรา ธนวิสุทธิ์ , มังคุด-วงค์ชนก ชีวะศิริ, มดดำ-สุศิษฎา ตันเจริญ , แหม่ม-รสศิริ รัตนพฤกษ์, หมู-พลรัตน์ อัศวะประภา มาร่วมกันสร้างสีสันในงานอย่างสนุกสนาน ก่อนชวนกันไปแด๊นซ์กระจายตบท้ายค่ำคืนแห่งความสุข สนุกสนานด้วยปาร์ตี้เคล้าดนตรีมันส์ๆ จากทีมดีเจ The bed super club และ ดีเจจากประเทศญี่ปุ่น วงซาวะ ตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม ใครที่เดินผ่านไปมา แถวย่านห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ชิดลม คงจะเห็นพ้องต้องกันว่า แสงสีของไฟที่ประดับประดารอบตึกเซ็นทรัลนี้ สวยงามจริงๆ ถ้าไม่เชื่อต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะ !! http://img478.imageshack.us/img478/1333/5480000197842045gt.jpg (http://imageshack.us) http://img478.imageshack.us/img478/1127/5480000197842055oo.jpg (http://imageshack.us) http://img478.imageshack.us/img478/9302/5480000197842065hg.jpg (http://imageshack.us) Chad November 23rd, 2005, 03:37 PM I told u, Central Chitlom is also color changing...:D:D BKKinTO November 23rd, 2005, 04:42 PM อาดิดาสผุดชอปคอนเซปต์ใหม่ โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2548 19:31 น. อาดิดาสเปิดตัวชอปใหญ่เต็มคอนเซปต์ครั้งแรกในไทย "สปอร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์เซ็นเตอร์"ย่านสยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมขนเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาแปลกใหม่รับกระแสสุขภาพบูม นายเครก ลอร์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวชอปอดิดาสใหม่ภายใต้แนวคิด"สปอร์เพอร์เฟอร์เเมนซ์เซ็นเตอร์" ถือเป็นประวัติศาสตร์วงการผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาอาดิดาสในประเทศไทยเพราะมีเพียง 20สาขาทั่วโลก และบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสาขาแรกในไทย อยู่ที่สยามดิฟคัฟเวอร์รี่ สาขานี้ถือว่าเป็นสาขาหลักเพราะเป็นย่านธุรกิจ มีลูกค้าหมุนเวียน โดยไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีคนต่างชาติที่มีความสนใจในกีฬาเข้ามาเดินในย่านนี้มาก สำหรับอดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์ จะเป็นชอปที่รวบรวมสินค้าใหม่รวมถึงเทคโนโลยี นวัฒกรรมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่รับรองทุกความต้องการเล่นกีฬาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ประเภท ฟุตบอล วิ่ง บาสเกตบอล เทนนิส ฯ ส่วนการการตกแต่งภายในร้านยึดแนว"มินิมัลลิสต์" บนพื้นที่ 125 ตารางเมตร จะเน้นเฟอร์นิเจอร์โทนสีขาว สีดำ และเงิน เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวสินค้าและตอกย้ำเอกลักษณ์ของอดิดาส ส่วนปีหน้าวางแผนจะขยายสาขาใหม่เพิ่ม 4 - 5 แห่ง ภายใต้การดีไซน์มาจากเยอรมัน จากปัจจุบันร้านอาดิดาสมีจำนวน 300-400 แห่งทั่วประเทศ Chad November 23rd, 2005, 04:51 PM เซ็นทรัลทุ่ม8,500ล.ผุด2โครงการแจ้งวัฒนะ-พัทยา นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า เซ็นทรัลฯ มีแผนจะดำเนินโครงการขนาดใหญ่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเซ็นทรัล พลาซา แจ้งวัฒนะและเซ็นทรัล พลาซ่า พัทยา บีช โดยจะเริ่มขายพื้นที่ต้นปี 2549 และเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2549 ก่อนเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2551 ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะใช้เงินลงทุนรวม 8,500 ล้านบาท และภายในปี 2553 เซ็นทรัลฯ ยังมีแผนเปิดโครงการขนาดใหญ่อีก 6 โครงการด้วย สำหรับโครงการเซ็นทรัล พลาซา แจ้งวัฒนะ จะก่อสร้างในพื้นที่ 24 ไร่ มีพื้นที่ก่อสร้าง 300,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการกว่า 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการศูนย์การค้าครบวงจร อาคารสำนักงาน มีขนาดใหญ่กว่า เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าวในปัจจุบัน ซึ่งจะรองรับโครงการศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะมีหน่วยงานรัฐ 28 แห่ง และมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 20,000 คน ทำงานในศูนย์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังรองรับการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ บริเวณปากเกร็ดด้วย ส่วนโครงการเซ็นทรัล พลาซา พัทยา บีช มีมูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ขนาดที่ดิน 22 ไร่ พื้นที่ก่อสร้าง 200,000 ตารางเมตร มีส่วนประกอบโครงการเป็นศูนย์การค้าครบวงจร และเป็น Regional Shopping Mall ที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก รองรับลูกค้าคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้พักอาศัยในเมืองพัทยาและจังหวัด ใกล้เคียง รวมทั้งโรงแรมและ Service Apartment กว่า 700 ห้อง ขณะเดียวกันยังรองรับการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่จะเปิดใช้ในเชิงพาณิชย์กลางปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด Source : POST TODAY : Nov 24, 2005 Chad November 23rd, 2005, 05:12 PM Two new malls for Central Pattana Somluck Srimalee Developer to invest Bt8.5 billion in major shopping complexes in Bangkok, Pattaya Shopping-complex developer Central Pattana Plc (CPN) announced yesterday that it would spend Bt8.5 billion building two new shopping complexes – one on Chaeng Wattana Road in Bangkok and another in Pattaya. Construction will begin this month and both malls are scheduled to open in April 2008, the company’s president Kobchai Chirathivat said. The investment is part of a Bt20-billion plan to open eight shopping malls before 2010. The company will fund the development with commercial-bank loans and its property fund, the CPN Retail Growth Property Fund, which has raised Bt10 billion from its Central Rama II and Central Rama III projects. Kobchai said the company would maintain its debt-to-equity ratio at one-to-one after expanding its construction plans. “We don’t want to increase our capital now because we have the property fund that helps us reduce our cost of funds, from an average of 6 per cent to 5 per cent,“ Kobchai said. Out of the Bt8.5-billion budget of, Bt4.5 billion will be spent constructing the 300,000-square-metre Central Plaza Chaeng Wattana. That centre will focus on the middle to upper market segment. Meanwhile, the 200,000-square metre Central Pattaya Beach will have a shopping complex, hotel, and serviced apartments. The company will pour Bt4 billion into the shopping complex and other developers will fund the rest of the project. Kobchai said the company is negotiating with several investors from Singapore and the United States to partner with in the Pattaya venture, but he declined to name them because negotiations are continuing. “Central Hotel also has an opportunity to invest in this project if it offers a good benefit for CPN. The outcome will depend on further negotiations,” Kobchai said. The projects on Chaeng Wattana Road and Pattaya will increase CPN’s total retail space to 1.1 million square metres in 2008 from 616,000 square metres. Source: THE NATION : Nov 24, 2005 kiku99 November 24th, 2005, 03:21 AM and how about the one in Rama IX? :) Chad November 24th, 2005, 06:20 AM and how about the one in Rama IX? :) Thats in the second paragraph.....;) plan to open eight shopping malls before 2010 Chad November 24th, 2005, 06:50 AM ซีพีเอ็นทุ่ม8.5พันล.ลุยเปิด2สาขาปีจอ โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤศจิกายน 2548 10:10 น. ซีพีเอ็นทุ่ม 8,500 ล้านบาท ลุยเปิดตัว 2 โครงการใหม่ เป็นส่วนหนึ่งในแผนใหญ่ 3 หมื่นล้านบาท เปิดครบ 20 ศูนย์ในอีก 5 ปีจากนี้ ทุ่มสุดตัวกับสาขาแจ้งวัฒนะกับพัทยา ย้ำไม่ซ้ำซ้อนกับสาขาเดิมทั้งสองทำเล ลงมือก่อสร้างปีหน้าเปิดบริการปี 2551 คาดเซ็นทรัลเวิลด์จะขึ้นแท่นรายได้สูงสุดในอีก 2 ปีแซงหน้าสาขาลาดพร้าวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมจะได้ต่อสัญญาพื้นที่กับการรถไฟฯหรือไม่ นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน ) หรือ ซีพีเอ็น เปิดเผยว่า ในปี 2549 บริษัทมีแผนลงทุนศูนย์การค้า 2 โครงการใหม่ ที่ถนนแจ้งวัฒนะและพัทยา ด้วยงบประมาณ 8,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดขายพื้นที่ต้นปีหน้า และเริ่มก่อสร้างโครงการในไตรมาสที่ 2 และเปิดบริการได้ในเดือนเมษายน 2551 ทั้งนี้ 2 โครงการดังกล่าวสามารถเปิดเผยได้แล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานระยะยาวของซีพีเอ็นที่จะลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อขยายศูนย์การค้าอีก 8 แห่ง เพื่อให้ครบ 20 สาขา จากปัจจุบันที่มีเปิดบริการแล้ว 10 สาขา ขณะที่โครงการเก่าอย่างเช่น เซ็นทรัลลาดพร้าวนั้นยังอยู่ระหว่างการเจรจากับทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกี่ยวกับเรื่องสัญญาเช่า ส่วนโครงการที่พระรามเก้าและที่ชลบุรีที่ร่วมกับกลุ่มโรเดมโก้นั้นก็ยังอยู่ในแผนดำเนินงานเช่นกันยังไม่ล้มเลิก โดยเงินลงทุนทั้งหมดจะมาจาก 2 ส่วนหลักคือ เงินกู้ และเงินหมุนเวียนของบริษัทในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะนำศูนย์การค้าในเครืออีกอย่างต่ำ 3- 4 ศูนย์เข้าสู่กองทุนซีพีเอ็นอาร์เอฟเพิ่มอีก หลังจากที่ปัจจุบันมีอยู่ในกองทุนแล้ว 1 สาขาคือ พระรามสาม และพระรามสอง ซึ่งมีระดับกองทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท นายกอบชัย กล่าวว่า สำหรับยอดขายของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 8,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 15% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้เติบโตประมาณ 13% และมีกำไรเติบโต 15% ซึ่งสาขาที่ลาดพร้าว เป็นสาขาหลักที่ทำรายได้สูงสุด รองลงมาคือ ปิ่นเกล้า และบางนากับพระรามสองใกล้เคียงกัน แต่ในปีหน้าคาดว่า เซ็นทรัลเวิลด์จะเป็นสาขาที่ทำรายได้สูงเป็นอันดับที่สอง และปีถัดไปหลังจากเปิดบริการครบแล้วเซ็นทรัลเวิลด์ จะเป็นสาขาที่มีรายได้อันดับที่หนึ่งแซงสาขาลาดพร้าว เพราะเป็นศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สำหรับ 2 โครงการใหม่ล่าสุดคือ โครงการเซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ ใช้งบลงทุน 4,500 ล้านบาท ตั้งอยู่ตรงข้ามตึกซอฟท์แวร์ปาร์ค บนพื้นที่ 24 ไร่ พื้นที่ก่อสร้าง 3 แสนตารางเมตร ที่จอดรถกว่า 3 พันคัน ตึกสูง 5 ชั้น ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เกต บีทูเอส เพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต ออฟฟิซดีโป้ โรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง คาราโอเกะ ซึ่งจะเป็นศูนย์การค้าที่ครบวงจรทันสมัยและใหญ่ที่สุดในย่านกรุงเทพด้านตะวันตกเฉียงเหนือและจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว "ขณะนี้ถนนแจ้งวัฒนะเป็นถนนที่สุดฮอตอย่างมาก มีค้าปลีกต่างๆเปิดบริการแทบจะทุกรายแล้ว โดยเฉพาะดิสเคานต์สโตร์ เพราะจุดเด่นของถนนแจ้งวัฒนะนี้ในอนาคตจะเป็นย่านศูนย์ราชการกรุงเทพมหานครถนนแจ้งวัฒนะ มีเจ้าหน้าที่และข้าราชการมากกว่า 20,000 คน มีหน่วยงานทั้งหมด 28 แห่ง 6 กระทรวง 10 กรม 12 หน่วยงานอิสระ ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์ราชการที่ใหญ่ที่สุด" นายกอบชัยกล่าว นอกจากนั้น ภาครัฐยังจะมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ เชื่อมต่อถนนแจ้งวัฒนะ ตรงบริเวณห้าแยกปากเกร็ด ทำให้ประชากรย่าน บางบัวทอง บางใหญ่ ปทุมธานี สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มมากขึ้น ยังมีการขยายตัวของศูนย์การประชุมนานาชาติ อีกกว่า 60,000 ตารางเมตร สำหรับการจัดงานอีกมากมาย และเราตั้งเป้าที่จะมีผู้เข้าเที่ยวในศูนย์นี้กว่า 8 ล้านคนต่อปี "สาขาแจ้งวัฒนะนี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับสาขาที่รัตนาธิเบศร์ เพราะว่าที่รัตนาธิเบศร์เป็นคอนเซ็ปท์คอมมูนิตี้ทาวน์ รองรับเฉพาะคนบริเวณนั้น และมีพื้นที่เล็กกว่าด้วย"นายกอบชัยกล่าว สำหรับอีกโครงการคือ เซ็นทรัล พลาซา พัทยา ลงทุน 4,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างพัทยากลางกับใต้ ที่ดิน 22 ไร่ พื้นที่ก่อสร้าง 2 แสนตารางเมตร ตึกสูง 5 ชั้น ที่จอดรถกว่า 2 พันคัน ประกอบด้วยศูนย์การที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก เพื่อรองรับลูกค้าในพื้นที่ 40% นักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติ 60% ผู้พักอาศัยในละแวกเมืองพัทยาและจังหวัดใกล้เคียงตลอดจนกลุ่มลูกค้าจากระยอง จันทบุรี และตราด และยังมี ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เกต บีทูเอส เพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต โรงภาพยนตร์ มีโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์จำนวนกว่า 700 ห้อง "คิดว่าสาขานี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา ที่เปิดไปก่อนแล้ว เพราะสาขาเดิมเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาวันหยุดเป็นส่วนใหญ่ และร้านค้าจะมีไม่มากเท่ากับสาขาใหม่ที่พื้นที่ใหญ่กว่า และมีร้านค้าอินเตอร์แบรนด์มากกว่าด้วย ขณะที่โรงแรมกับเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์พื้นที่ 25,000 ตารางเมตร อยู่ระหว่างการเตรียมการและเจรจากับผู้ที่สนใจ ซึ่งอาจจะเป็นโรงแรมในเครือเซ็นทรัลหรือรายอื่นก็ได้ขึ้นอยู่กับการเจรจา" ศักยภาพของพัทยาจะดียิ่งขึ้น เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิดดำเนินในปีหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ภาคตะวันออกนี้จะมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สนามบินสุวรรณภูมิจะส่งผลให้มีนักธุรกิจ นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีความสะดวกจากสนามบินไปสู่เมืองพัทยาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เป็นผู้นำทางธุรกิจหลัก ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของเมืองชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกมีความเจริญเติบโต เพราะธุรกิจหลักที่ทำรายได้ให้กับภาคตะวันออกจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของธุรกิจโรงแรม คอนโดที่พักอาศัย ตลอดจนโครงการบ้านพักอาศัยมีอัตราการขยายตัวมาโดยตลอดในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยในอนาคตอันใกล้นี้พัทยาจะกลายเป็นฮับแห่งหนึ่งของธุรกิจซึ่งในละแวกนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ การท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่าจุดศูนย์กลางการค้าน่าจะอยู่ที่เมืองนี้ได้ น่าจะตอบรับกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น คาดว่าโครงการนี้จะได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมากเนื่องจากศักยภาพที่ได้กล่าวมา Mosaic November 24th, 2005, 04:36 PM So, Pattaya will be the only city in Thailand except BKK to have more than 1 branches of Central Department store in town, right?. Even Chiang Mai has just 1. so Pattaya is really important city then,right?. KENDO November 25th, 2005, 02:30 PM มอลล์-เอ็มโพเรียม-พารากอน รวมพลจัดปีใหม่ปั้นยอด6พันล. โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤศจิกายน 2548 10:24 น. เดอะมอลล์ ดิเอ็มโพเรียม และสยามพารากอนผนึกกำลังจัดแคมเปญยักษ์ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ภายใต้งบประมาณจัดงานกว่า 140 ล้านบาท คาดยอดรายได้สะพัดจากแคมเปญนี้ถึง 6,000 ล้านบาท หวังช่วยกระตุ้นยอดเดอะมอลล์ทะลุเป้าที่ 30,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายดิ เอ็มโพเรียมแตะ 6,500 ล้านบาท นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่สายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ถือเป็นช่วงฤดูกาลการขายที่สำคัญของธุรกิจค้าปลีก ทาง 3 ห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย ดิ เอ็มโพเรียม, เดอะมอลล์ และสยามพารากอนจึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 140 ล้านบาทจัดแคมเปญใหญ่ “Emporium Magnifique Midnight Celebration & The Mall Glittering Celebration“ เพื่อร่วมฉลองเทศกาลสำคัญในช่วงปลายปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 48 – 8 ม.ค. 49 โดยจะมีการมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 50% เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีและรางวัลต่างๆมากมาย “ลูกค้าของ 3 ห้างจะได้รับความพิเศษมากกว่าทุกปี ในเรื่องของมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ อีกทั้งรางวัลที่จะมอบให้จากแคมเปญมีหลายรางวัล นอกจากนี้ทางเดอะมอลล์ยังมีการตกแต่งบรรยากาศของห้างฯให้เข้ากับเทศกาลภายใต้ธีม “Glittering Celebration” ด้วยการตกแต่งดาวและประดับไฟในห้างเดอะมอลล์ทุกสาขา ภายใต้งบประมาณตกแต่งกว่า 1 ล้านบาท” นางณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่สายการตลาด บริษัท ซิตี้ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารดิ เอ็มโพเรียม กล่าวว่า ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้ทางห้างฯได้เตรียมแคมเปญ “Emporium Magnifique Midnight Fest” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นแคมเปญมิดไนท์เซลล์ครั้งสุดท้ายของปีนี้ ส่วนที่สยามพารากอน และดิ เอ็มโพเรียมจะมีแคมเปญปีใหม่ในระหว่างวันที่ 1-8 ธันวาคม48 ซึ้งลูกค้าที่ซื้อสินค้าครบทุก 1,000 บาท สามารถลุ้นรับรางวัลต่างๆ อาทิ ส่วนลด 10-50% , โทรศัพท์มือถือโมโตโรล่า 300 เครื่อง หรือตั๋วเครื่องบินท่องเที่ยวมอสโค รถยนต์เบนซ์ เป็นต้น ส่วนลูกค้าของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ที่ซื้อสินค้าครบทุก 800 บาท สามารถลุ้นรับรางวัลเช่นเดียวกันที่เดอะมอลล์ทุกสาขา สำหรับแคมเปญใหญ่ที่ทาง 3 ห้างจัดคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของห้างเดอะมอลล์ 3,500 ล้านบาท , สยามพารากอน 1,500 ล้านบาท และดิ เอ็มโพเรี่ยม 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายอดรายได้เพิ่มจากแคมเปญที่จัดในปีที่แล้ว 1,000 ล้านบาท โดยทางกลุ่มบริษัทเดอะมอลล์ ตั้งเป้าว่ายอดขายรวมสิ้นปีจะมียอดรายได้ปิดที่ 30,000 ล้านบาท ส่วนยอดรายได้ของดิ เอ็มโพเรียมสิ้นปีนี้คาดว่าเป้ายอดขายรวม 6,500 ล้านบาทและมีอัตราการโต 8% ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่สำรวจประชาชนในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับตลาดสินค้าของขวัญปีใหม่เดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว พบว่ามูลค่าตลาดมีประมาณ 3,600 ล้านบาทและเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.47% โดยคนกรุงเทพฯมีการใช้จ่ายซื้อของขวัญปีใหม่ที่เพิ่มขึ้น และคนส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เช่น เดอะมอลล์ ฯลฯ สำหรับปีนี้คาดว่าจะคึกคักเหมือนทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากการจัดแคมเปญ โปรโมชั่นและกิจกรรมของทางห้างต่างๆ Chad November 25th, 2005, 02:46 PM Retail therapy With renovated shopping complexes and the soon-to-be-opened Siam Paragon, Bangkok can boast a stretch dotted with world-class shopping facilities Kanokporn Chanasongkram Champion shoppers who have roamed London's Oxford Street or Singapore's Orchard Road may have succumbed to overspending and suffered from sore feet, but how about in Bangkok? Where can you find an equally exciting shopping experience in the City of Angels? Bangkok is already well known as a shopper's paradise. The city offers numerous places for bargain hunters from the popular Mahboonkrong and Chatuchak weekend market to prestigious spots like Gaysorn and Erawan Bangkok. But while locals and tourists can name a specific Bangkok shopping destination, few can point to the kind of shopping street that would rival other major cities. With the recent large-scale renovations and make-overs of existing shopping complexes and the upcoming opening of the gigantic Siam Paragon on December 9, Bangkok can now claim to have a lengthy stretch dotted with not only world-class shopping facilities but also a variety of culture and entertainment possibilities. All of this will support Bangkok's aspiration to be a shopping and lifestyle destination the equal of Hong Kong and Singapore. Extending from Rama I intersection along Phloen Chit and into Sukhumvit roads, this shopping route offers different flavours, from the hip Siam Center to the upscale Emporium. However, you can't really navigate the entire route on foot, and will need to take a BTS skytrain to get to Sukhumvit's shopping zone. Through the skywalk linking Chidlom and Siam Square BTS stations, you can explore Central Chidlom, Gaysorn, Erawan Bangkok, Central World, Siam Paragon, Siam Center, Siam Discovery Center, Siam Square and Mahboonkrong. "Within the Ratchaprasong and Rama I intersections, our shopping complexes offer more total retail space than Singapore's Orchard Road. There's also Mahboonkrong and Siam Square, so this area caters to every target group," says Chadatip Chutrakul, managing director of Siam Piwat - owner of Siam Center and Siam Discovery Center. There have been major renovations at Siam Center, Central World, Central Chidlom and The Emporium. The facelifts of these stores and complexes flaunt modern interiors, hi-tech multimedia as communication tools to customers, and gourmet food halls that have been reincarnated from former supermarkets. There's also a wider range of merchandise and global brands to meet the changing needs and tastes of consumers. "It's a good thing that everybody's investing in building or upgrading their stores," comments Allan Namchaisiri, senior vice president and head of marketing, Central Department Store. "This will create a more dynamic shopping environment, and we can now say we have a shopping street that will genuinely be a tourist attraction." So, what's in store for both locals and tourists? RT investigates the revamped complexes and takes a sneak peek at the forthcoming attractions. CENTRAL CHIDLOM http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt01.jpg Plasma screens are a part of Central Chidlom's new look. Formerly Market Place by Tops, the Central Food Hall is the biggest change at Central Chidlom. The gourmet supermarket offers a wide range of imported foods, including my favourite Walkers crisps and Wotsits snacks from the UK. Another British import, the London taxi - a new limousine service - is standing by to drive shoppers home. You can also go home without juggling heavy shopping bags and let the new delivery service (offered to shoppers with every 5,000 baht purchase) do the labour. "Central has always been an initiator in new services, for example we were the first to offer valet parking. Again, along with the renovation we've added new services like the London taxi limousine," says Allan Namchaisiri. "In addition, we have introduced extensive lines of new merchandise and brands. But before we can offer the right merchandising and services, it's important to know customer's lifestyles. Beyond retailing, we also want to give customers new ideas, new trends. It's our duty to be a trendsetter and to keep customers updated in fashion, home products, and decorative items." Regarding the renovation, Allan says that it aims to create an enhanced atmosphere so that the 32-year-old Central Chidlom can better be a trendsetter for lifestyle retail. The 18-month renovation included the installation of 70 plasma screens to enhance the store interior and to feature information and activities to customers. Central's flagship store also boasts a new kind of mannequin, which has an authentic physique and flexible posturing. Other additions include two new eateries, a trendy cafe, Visage, on the second floor and The Mediterranean on the fifth floor serving food typical of Europe's southern coasts. SIAM CENTER http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt09.jpg The interior has been renovated to reenergise visitors. Siam Center is no longer just a shopping centre, says Chadatip Chutrakul, managing director of Siam Piwat - owner of Siam Center. With its relaunch, the first international standard shopping centre in Bangkok is now the Center of Fashion, Center of Entertainment, Center of Talent, and Center of Technogadgets. "Shopping centres should be more than places to shop," she says. "They should provide recreation, leisure and education in a fun atmosphere. With the new look of Siam Center, we aim to make it a Center of Fun." By using graphic images and special lighting effects, the renovation boasts The Magical Glass Box concept for a translucent enhancement of its exterior. Installation of light and sound within the building makes it an even funkier place - for the young and young at heart - to frequent to recharge batteries. And if you're daydreaming of stardom, dressed to kill and hang around at this hip place, then your dream might come true. Explaining why the new Siam Center is the place to be seen, Chadatip says "As a Center of Talent, it gives youngsters an opportunity to show off their talents in various activities organised in our public space. Moreover, Cheeze Studio Public Casting Studio based at Siam Center will be on the lookout for new stars for the entertainment business." The fun at Siam Center includes live broadcasting from A-time Studio where fans can see their favourite DJs in action. Chadatip adds that as a Center of Technogadgets equipped with technologically advanced devices, it will use multimedia screens to communicate with customers instead of old-fashioned posters and banners. Siam Center will be revealing its new look this weekend with fun activities, concerts, and dance and fashion shows. For more information about "The Magic Never Ends ..." party tomorrow and Sunday November 27, contact 02-658-1000 ext 212-219. SIAM PARAGON http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt15.jpg Shoppers can escape to an underwater world at Siam Paragon. Looking for a place to shop for fast cars - a Ferrari or a Lamborghini - as well as pick up a new Hugo Boss suit? You can do that at Siam Paragon - the high-end shopping complex bound to be Bangkok's new landmark for shopping and leisure. Those with less spending power may reserve this 500,000-square-metre area for window shopping. And it will be a great place to do so, according to Kriengsak Tantiphipop, chief marketing officer of Siam Paragon and managing director of The Emporium, if you want to catch up on what's going on in the world. "Shopping centres are windows of world developments," says Kriengsak. "They can be educational places that give you ideas of new technology, new merchandise, new developments, new lifestyles so that you will not lose out in this competitive world." He regards Siam Paragon as one place where people can learn about all kinds of things and extend their knowledge. In addition, the mega project will be a hub for lifestyle, leisure and entertainment. "Furthermore, it has been built for the whole family," adds Kriengsak. "Usually, mum goes to one place while dad and the kids go to other places. Siam Paragon facilitates family activities by providing a variety of things under one roof. This will save time as well as save gasoline." The 15-billion-baht project, claimed to be the largest shopping complex in Southeast Asia, will offer 250 world-class brand names and local brands, as well as a department store, supermarket, edutainment and entertainment centres, gourmet market and food hall. Uniquely, Siam Paragon will house the 10,000-square metre Siam Ocean World with a 360-degree panoramic view of the underwater world. Kriengsak says that from the aquarium people can learn about other life forms and it also brings people close to nature, which is another objective of this shopping complex. THE EMPORIUM http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt11.jpg The world's highest indoor vertical garden. After opening its doors eight years ago, The Emporium has been renovated under the theme "Parisian Glamour Look". Kriengsak explains that, "One might think that Paris is classic, but Paris has absorbed a lot of modern lifestyles and it's contemporary, modern as well as classic. And The Emporium's new look has been created so that people can experience the ambience of Paris - the city of fashion, luxury and taste." All seven floors of the department store have a fresh new look, especially the Beauty Hall with its white decor to reflect pure beauty. And if you're wondering why you're staying longer in the department store, it may be from the new lighting which intends to make you look good and feel good. Other advanced technology installed at The Emporium includes over 60 plasma high resolution three-dimension screens. "You don't need to wear glasses to see the three-dimension images on this hi-tech screen," says Kriengsak. "Technology is a major part of our life. And we aim to update customers with the world's latest technologies." http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt14.jpg Park Food Hall offers a panoramic view of Benjasiri Park. Bringing customers closer to nature, there's sky-high greenery surrounding The Emporium's glass elevator which may remind you of Jack and the Beanstalk. Claimed to be the highest of its kind in the world, it's actually a 31- metre high vertical garden designed by celebrated French botanist Patrick Blanc. Besides the vertical garden, The Emporium revamped its fifth floor with a Park Food Hall - Park Food Hall offers a panoramic view of Benjasiri Park.a food boutique with a semi-fine dining concept. With 13 international restaurants and a panoramic view of Benjasiri Park, it's a relaxing place to meet for a sumptuous meal and chat the afternoon away with friends. CENTRAL WORLD http://www.bangkokpost.com/en/Realtime/251105_rt12.jpg Central World's renovation will make it a hip place to hang out. Undergoing a major makeover, 75 percent of Central World's renovation will be completed by mid-year 2006. Then Bangkokians will have a new hip hangout, Heaven on 7, right in the heart of the city. Occupying the entire seventh floor of Central World with a total area of more than 6,000 square metres, Heaven on 7 will feature 30 lifestyle concept restaurants. Well-known restaurants on Sukhumvit Road will be joining this culinary world which offers al fresco outdoor dining coupled with an indoor dining area and a panoramic 180-degree view of Bangkok. "Everyone's working and people have less time. They are less likely to cook at home and it may not be economical to cook if there's only two people in the house. So people spend more time outside - they eat out, they stay up late," notes Chanavat Uahwatanasakul, assistant to the vice president of Business Development of Central Pattana. "Central World aims to serve this lifestyle with two floors devoted to food, and Heaven on 7 will be a place where one can hang out till 1am." Adding that the renovation will respond to the interests and lifestyles of customers, he says "Modern consumers are interested in fashion, design, food, technology, health, entertainment. Thai consumers are very modern compared to our neighbours and this encourages players in the retail industry to continuously improve supply to meet changing demands." Serving a broader target market from medium to high income customers, Central World features two department stores, Isetan and Zen. The latter will be expanded to an area of 50,000 square metres. The ongoing renovation also includes adding Kids Zone featuring a playland designed by Sanrio. After the long-awaited makeover has been completed, Central World will claim its spot as Asia's first lifestyle centre. Chad November 26th, 2005, 02:02 AM Swensen’s to open 30 stores Somluck Srimalee Ice-cream restaurant chain Swensen’s (Thai) Co Ltd plans to open another 30 outlets next year, most of them through franchisees. Swensen’s will spend Bt120 million opening 10 company-run branches in 2006, said Choompot Tantisoonthorn, general manager, while franchisees will start 20 branches at Bt4 million-Bt5 million apiece. This will bring to 160 the number of Swensen’s outlets. The company expects its expansion next year to fatten sales to Bt1.6 billion, a rise of 14 per cent over the expected Bt1.4 billion it expects to swallow up this year, Choompot said. And that should drive the company’s share of the estimated Bt1.8-billion premium ice-cream market to 85 per cent in the next year from 80 per cent currently. Of its 130 current branches, Swensen’s operates 104 and franchisees run the other 26. The company recently introduced its “Yogen Fruz” ice cream from Canada. This is a low-fat ice cream for health-conscious eaters. The company will increase its marketing budget to Bt80 million next year from Bt70 million this year. It recently launched a new 30-second television commercial, “Good-Hearted Ice Cream”. Source : THE NATION : Nov 26, 2005 Arewethereyet? November 26th, 2005, 01:58 PM Guys! check this out now. on 1 floor at CENTRAL CHIDLOM. http://img.photobucket.com/albums/v241/murakami_ne/newarri-nov05.gif http://img.photobucket.com/albums/v241/murakami_ne/newatchidlom.jpg MARC JACOBS and BIASIA? first shop in bangkok? CHIDLOM ROCKS!! Chad November 26th, 2005, 02:24 PM :cool: satit28 November 26th, 2005, 03:59 PM Chidlom = David Jones + Barneys ..................... rite ???............... Arewethereyet? November 26th, 2005, 04:01 PM I found some article bout Debenhams mall from UK..here it is Debenhams plc Debenhams has sat front-row to fashion for more than two centuries. The stalwart retailer runs more than 100 department stores in the UK and Ireland that sell women's, men's, and children's apparel; cosmetics; and housewares. It targets customers in the 35-55 age range. Company brands (Casual Club, Red Herring, Maine New England) account for about half of sales. Debenhams also offers a wedding gift service and in-store restaurants and cafes. It is expanding through franchises in the Middle East, a store in Malaysia (2003), and plans to enter Indonesia, Thailand, and China. Formerly part of the Burton Group (now Arcadia Group), Debenhams was spun off in 1998 and in 2003 was bought by Baroness Retail. Are we goin to have another International department store chain in Bangkok? This one seems to be better than any Inter-chain from UK. www.debenhams.com Chad November 26th, 2005, 04:26 PM u sure this one is better than Tesco? :hilarious Arewethereyet? November 26th, 2005, 04:33 PM u sure this one is better than Tesco? :hilarious c'mon chady..It's better than tesco for sure hehehe Arewethereyet? November 26th, 2005, 05:00 PM I just noticed that the New food court at CENTRAL WORLD called " Heaven on 7" RobertoBKK November 26th, 2005, 05:05 PM I'm sorry that the article is Spanish, I got it from the webiste of Inditex. Anyway, it says that they will enter the Thai market in 2006. I suppose that they will bring Zara, Massimo Dutti, Bershka and maybe Oysho to Siam Paragon. "Europa es el área que más contribuye a las ventas del Inditex y la que cuenta con mayor número de tiendas. También será la que concentre de forma mayoritaria el crecimiento del Grupo en los próximos años. No obstante, el Grupo cuenta también con presencia destacada en otras áreas geográficas como el continente americano (con más de 200 tiendas) u Oriente Medio (más de 130). El modelo de negocio de Inditex permite operar de forma rentable en gran diversidad de países en los que se presentan oportunidades de crecimiento. En este sentido, se está impulsando la expansión en el área de Asia-Pacífico, incrementando el número de tiendas en Japón, Singapur, Hong Kong o Malasia, y extendiendo la presencia a nuevos mercados como Indonesia o Filipinas. Asimismo, durante 2006 se prevé la apertura de las primeras tiendas en China, Tailandia y Corea del Sur." http://www.inditex.com/es/prensa/notas_de_prensa/amplia/00000432 Chad November 26th, 2005, 05:15 PM There has been official announcement for Zara-Siam Paragon...:) CASTRO from Israel is going to launch their first Asia entre at Siam Paragon aswell. Chad November 26th, 2005, 05:19 PM I'm sorry that the article is Spanish, I got it from the webiste of Inditex. Anyway, it says that they will enter the Thai market in 2006. I suppose that they will bring Zara, Massimo Dutti, Bershka and maybe Oysho to Siam Paragon. "Europa es el área que más contribuye a las ventas del Inditex y la que cuenta con mayor número de tiendas. También será la que concentre de forma mayoritaria el crecimiento del Grupo en los próximos años. No obstante, el Grupo cuenta también con presencia destacada en otras áreas geográficas como el continente americano (con más de 200 tiendas) u Oriente Medio (más de 130). El modelo de negocio de Inditex permite operar de forma rentable en gran diversidad de países en los que se presentan oportunidades de crecimiento. En este sentido, se está impulsando la expansión en el área de Asia-Pacífico, incrementando el número de tiendas en Japón, Singapur, Hong Kong o Malasia, y extendiendo la presencia a nuevos mercados como Indonesia o Filipinas. Asimismo, durante 2006 se prevé la apertura de las primeras tiendas en China, Tailandia y Corea del Sur." http://www.inditex.com/es/prensa/notas_de_prensa/amplia/00000432 sorry, all u can get from me...:hilarious "Europe is the area that contribute more to the sales of the Inditex and the one that counts on greater number of stores. Also she will be the one that concentrates of majority form the growth of the Group in the next years. However, the Group also counts on outstanding presence in other geographic areas like the American continent (with more than 200 stores) or Oriente.medio (more than 130). The model of business of Inditex allows to operate of profitable form in great diversity of countries in which growth opportunities appear. In this sense, the expansion in the area of Asia-Pacific is being impelled, increasing the number of stores in Japan, Singapore, Hong Kong or Malaysia, and extending the presence to new markets like Indonesia or the Philippines. Also, during 2006 there will be the opening of the first stores in China, Thailand and Korea" Arewethereyet? November 26th, 2005, 06:11 PM translate by yourself?? Oh grande satit28 November 27th, 2005, 03:17 AM man!!! ur good........................ RobertoBKK November 27th, 2005, 05:07 AM sorry, all u can get from me...:hilarious "Europe is the area that contribute more to the sales of the Inditex and the one that counts on greater number of stores. Also she will be the one that concentrates of majority form the growth of the Group in the next years. However, the Group also counts on outstanding presence in other geographic areas like the American continent (with more than 200 stores) or Oriente.medio (more than 130). The model of business of Inditex allows to operate of profitable form in great diversity of countries in which growth opportunities appear. In this sense, the expansion in the area of Asia-Pacific is being impelled, increasing the number of stores in Japan, Singapore, Hong Kong or Malaysia, and extending the presence to new markets like Indonesia or the Philippines. Also, during 2006 there will be the opening of the first stores in China, Thailand and Korea" Oh my God I just found the article at the Inditex webiste in English ha ha! Chad, I hope it didn't take you too long to translate the article but you can check it out and you will find some minor differences. By the way, hablas espanol? yo si. http://www.inditex.com/en/press/press_releases/extend/00000433 Chad December 1st, 2005, 03:59 AM New mall to have 'Gay Avenue' Sukanya Jitpleecheep Thailand's first gay shopping zone will open next year as part of the one-billion-baht Tawana Center Park in Bangkok's Lat Phrao district. The "Gay Avenue" will comprise 2,400 square metres of retail space dedicated solely to shops owned by gays. The complex is reportedly owned by billionaire Charoen Sirivadhanabhakdi, who also owns the nearby Computer City complex. Bangkok Center Development Co will operate the new retail project, located on a 47-rai plot next to a Makro Cash & Carry. Anusorn Jaruwattananukool, the company's managing director said the construction of Tawanna Center Park would be divided into two phases. The first phase, located on a 32-rai plot, will be opened in March next year. It will have 8,000 square metres of retail space and house 1,500 shops, with 30% of the space set aside for the Gay Avenue Zone. The second phase will be built on a 15-rai plot with 3,000 square metres of retail space housing 500 shops. The company plans to open the second phase in the second half of 2006, and is now accepting bookings for the project. Apart from Gay Avenue Zone, the project will offer products and services similar to what is available at Bangkok's famous Chatuchak weekend market and the Suan Lum Night Baazar. Products expected to be sold at the new mall include electronics, mobile phones, designer clothes and second-hand brand name products. About 50% of the products available at the project will be exclusive. Mr Anusorn said the Gay Avenue would serve as the magnet to attract customers to the project because products created by gays tend to be chic and unique. "I don't think there will be any backlash on the project from the conservative sector of society because the products and services on offer will be furniture, fashion items, home decoration items, restaurants and coffeeshops. None of the shops will deal with sex," he said. Mr Anusorn said the Gay Avenue would make the project absolutely different from other retailer centres in Bangkok in terms of shop decoration and product design. "Some of the designer fashion products have won prices in contests in Paris. That way our customers will also benefit," said Mr Anusorn There are over 3,000 tenants on the waiting list to open shops in the project, exclusive of the 300 to 400 gay merchandisers who have already placed a down payment to open shops. The company expects to attract 15,000 visitors daily and break even within the next 6-7 years, aiming for annual sales of 120 million baht. Source : Bangkokpost : Dec 1, 2005 RobertoBKK December 1st, 2005, 04:05 AM ^^^^ The idea sounds very innovative, but I am not sure the location is the most convenient... kiku99 December 1st, 2005, 10:08 AM I wonder what they would sell there at Gay Avenue? rayman December 1st, 2005, 12:59 PM I wonder what they would sell there at Gay Avenue? tight, small shirts. Banana split ice cream shop (you get one banana and 2 scoopes. :runaway: Chad December 1st, 2005, 02:27 PM Dude...Thats called Banana Sprit....:hilarious Wisarut December 1st, 2005, 03:06 PM Definitely Convenient sicne it is next to Tawanna IT Mall and The Mall Bang Kapi ... Fortunately, just the shop for Gays and thsoe gals who want to see those boys in action :lol: :runaway: BODYholic December 1st, 2005, 06:47 PM hooray to the power of pink dollars. 555 stmon December 1st, 2005, 07:07 PM Definitely Convenient sicne it is next to Tawanna IT Mall and The Mall Bang Kapi ... Fortunately, just the shop for Gays and thsoe gals who want to see those boys in action :lol: :runaway: I just wonder your :runaway: , you gonna runaway or run to see them ,huh :lol: :jk: Chad December 2nd, 2005, 12:59 AM คาร์ฟูร์ทุ่ม700ล.ปั้นสาขาพระราม4ขึ้นแฟลกชิพสโตร์ คาร์ฟูร์ ทุ่ม 500-700 ล้านขยายพื้นที่พลาซ่าสาขาพระราม 4 กว่า 10,000 ตารางเมตร สู่ “แฟลกชิพสโตร์” ระดมแบรนด์ดังสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้า พร้อมรับมือคู่แข่งค้าปลีกย่านสุขุมวิทแต่งตัวใหม่ ด้านแผนลงทุนปีหน้ารอความชัดเจนกฎหมายผังเมือง แย้มพอมีแลนด์แบงก์ตุนรับธุรกิจหลักไฮเปอร์มาร์เก็ตยังไม่แตกพันธุ์ใหม่ ล่าสุดเปิดสาขาถนนอิสรภาพปิดท้ายปีนี้ นายเฟรเดอริค เลอวี-เปร์ โรลท์ ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาค บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกคาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้คาร์ฟูร์อยู่ระหว่างปรับปรุงสาขาพระราม 4 ครั้งใหญ่โดยใช้งบลงทุน 500-700 ล้านบาท ขยายพื้นที่ในส่วนของพลาซ่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ตารางเมตร รองรับแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่จะเข้าเปิดให้บริการโดยเฉพาะเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ อาทิ ทอยส์ “อาร์” อัส ร้านค้าปลีกของเด็กเล่นรายใหญ่ และเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ พร้อมเปิดให้บริการได้ในปีหน้า การปรับปรุงสาขาพระราม 4 เพื่อรองรับการแข่งขันและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในย่านนั้น จะเห็นว่าผู้ประกอบการในเส้นถนนสุขุมวิททั้งดิ เอ็มโพเรี่ยม และเซ็นทรัล ชิดลม ต่างมีการปรับโฉมพื้นที่ใหม่ ดังนั้นเพื่อให้แข่งขันได้คาร์ฟูร์จำเป็นต้องพัฒนาธุรกิจให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ซึ่งคาร์ฟูร์ พระราม 4 จะถูกพัฒนาเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่เสมือนศูนย์การค้าขนาดย่อม อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการดำเนินงานในปีหน้าจะมีการปรับปรุงสาขาสุวินทวงศ์ครั้งใหญ่ ส่วนการลงทุนใหม่ยังต้องรอพิจารณาความชัดเจนของกฎหมายผังเมืองก่อน แม้ว่าคาร์ฟูร์จะยังมีแลนด์แบงก์รองรับการขยายสาขาอยู่บ้างก็ตาม ทั้งนี้บริษัทฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับการขยายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก และเชื่อว่ายังมีศักยภาพในการเจาะตลาดในประเทศไทยมากกว่ารูปแบบค้าปลีกอื่นๆ ปัจจุบัน คาร์ฟูร์ มีสาขา 23 แห่ง เปิดบริการย่านถนนอิสรภาพอย่างเป็นทางการเป็นสาขาล่าสุด อย่างไรก็ตาม คาร์ฟูร์เคยประกาศแผนการลงทุนขยายสาขาอย่างน้อย 2-3 แห่งต่อปี และจากนี้ไปจะมุ่งขยายธุรกิจในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้นเพราะมีเครือข่ายสาขาให้บริการน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งทำให้สูญเสียโอกาสทางการตลาดที่สำคัญ โดยปัจจุบันคาร์ฟูร์มีสาขา 5 แห่งในต่างจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พัทยา หาดใหญ่ ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช สำหรับสาขาภูเก็ต ในโครงการจังซีลอน เดิมกำหนดเปิดบริการช่วงปลายปีนี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้เนื่องจากตัวโครงการจังซีลอนยังมีปัญหาอยู่ ท่ามกลางการขยายตัวร้านค้าปลีกขนาดเล็กของคู่แข่งอย่างเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี นั้นคาร์ฟูร์ได้ศึกษารูปแบบร้านค้าปลีกใหม่ๆ ในประเทศไทยเช่นกันแต่ยังไม่มีความชัดเจน โดยพบว่าตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตมีคู่แข่งน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคอนวีเนียนสโตร์ที่มีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งมากในตลาดอยู่แล้ว Source : Bangkok Business News : Dec 2, 2005 Chad December 2nd, 2005, 01:03 AM Carrefour packs more into less Nitida Asawanipont Retailer is waiting for new zoning law to take effect Carrefour is poised to rev up its store-expansion programme again with up to 10 new conventional and compact outlets next year if zoning restrictions are relaxed as announced. Stores with retail space of 300-4,000 square metres have been kept at least 15 kilometres out of urban centres, but the government said recently it would revise its zoning policy for superstores, looking to cut the required distance to 5km. Federic Levy-Perrault, regional director of the French hypermarket operator, said yesterday that the company has many sites nationwide with approved building licences just waiting for the government to conclude the zoning law by next quarter. It plans to open two compact stores with up to 5,000sm of retail space each and up to eight in the standard format of 5,500-6,000sm. Only one branch was opened last year and this year, three at a cost of Bt2 billion – in Chachoengsao and Nakhon Si Thammarat, and one on Issarapharp Road in Bangkok, which opened yesterday. The latest branch, its 23rd, is its first compact store. Occupying eight rai of land, it has a 5,000sm commercial area, shopping mall, cafeteria and 500-stall parking lot. The store stocks 22,000 items from the usual 30,000, but carries more technology products such as MP3 players and USB kits, as it is targeting students from nearby Dhonburi Rajabhat and Rajabhat Bansomdejchaopraya universities. To maintain variety, Carrefour has asked its tenants to downsize by 30sm on average their shops at the other 22 branches. This year, it has been renovating four branches on Sukhapiban 3, Rattanathibet, Rangsit and Rama IV roads, with some projects set to be completed next year. The Rama IV branch will be its flagship at 7,000sm. Almost the same amount was spent on the facelift and floor expansion as would be needed to build an entirely new store – Bt500 million-700 million. The Rama IV makeover was necessary to remain competitive after Siam Paragon opens later this month, Levy-Perrault said. Many renowned brands such a Toys “R” Us, Bossini and Red Earth have also been brought in. The Suvintavong branch would undergo an upgrade next year. Carrefour doesn’t intend to copy the Lotus Express model, as its product variety is not as extensive as a usual Carrefour hypermart. However, the Lotus Express stores have eaten slightly into Carrefour’s sales, Levy-Perrault said. Shopping malls in general are expected to do fewer renovations next year as most of them are expected to get the treatment this year, he said. Phetkasem, Pattaya, Ratchada-phisek and Rama IV are Carrefour’s top selling branches. Carrefour has outlets in 32 countries that generated ?90.7 billion (Bt4.4 trillion) in revenue last year – 87.6 per cent from continental Europe, 6.3 per cent from Latin America, and the rest from Asia-Pacific. Source : THE NATION : Dec 2, 2005 KENDO December 2nd, 2005, 01:23 PM ย้ายตลาดกลางค้าเพชรมาเจโมโปลิสมอลล์ "GEMOPOLIS" เผยตลาดเพชรปี"48 ซบเซา เหตุจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เตรียมปรับโฉมตลาดกลางค้าเพชรกรุงเทพฯ ย้ายไปรวมกับ GEMOPOLIS MALL เผยเฟสแรก 38 ยูนิตเสร็จแล้ว คาดเปิดตัวได้ในปี"49 มั่นใจทำเลดีใกล้สุวรรณภูมิ นายชยุตม์ อัศรัสกร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไอ.จี.เอส. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในปีนี้ ทำให้ยอดซื้อขายเพชรในตลาดกลางการค้าเพชรกรุงเทพฯ อยู่ในภาวะซบเซาลงจนหยุดการซื้อขายไประยะหนึ่ง สำหรับปี 2549 บริษัทวางแผนที่จะปรับปรุงการดำเนินงานของตลาดกลางใหม่ โดยจะย้ายที่ตั้งของตลาดกลางไปอยู่ที่ ชั้น 2 ของอาคาร "Gemopolis Mall" บนพื้นที่ประมาณ 200-300 ตารางเมตร โดยคาดว่าตลาดกลางแห่งใหม่จะเริ่มเปิดให้บริการได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมกลุ่มสมาชิกสมาพันธ์ตลาดกลางการค้าเพชรโลกกว่า 50 ประเทศ ที่เข้าร่วมประชุมที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ทางบริษัทได้ประชา สัมพันธ์เชิญชวนให้สมาชิกสมาพันธ์ ทราบถึงกิจกรรมดังกล่าว รวมทั้งได้เชิญพ่อค้าพลอยจังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพฯ ย่านบ้านหม้อและถนนเยาวราชเข้ามาใช้บริการซื้อขายสินค้าเพชร พลอย หินมีค่า เครื่องประดับทองคำ เครื่องประดับอัญมณี รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์ เครื่องประดับในตลาดกลางฯ แห่งใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปีหน้า นายชยุตม์เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "Gemopolis Mall" ว่า เป็นอาคารในลักษณะ home factory 5 ชั้น รูปทรงทันสมัย เป็นอาคารสองแถว หันหน้าเข้าหากันโดยมีโถงทางเดินกลาง ซึ่งถูกจัดเป็น shopping street ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดหน้าร้านชั้นล่างเพื่อจำหน่ายสินค้าโชว์รูมหรือสำนักงานก็ได้ สำหรับเฟสแรกจำนวน 38 ยูนิตมีมูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาทได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการตกแต่งสถานที่เพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้าอัญมณี-เครื่องประดับที่ผู้ซื้อสามารถพบซื้อสินค้าได้จากผู้ผลิตโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยสามารถเข้ามาเยี่ยมชมการผลิตสินค้าเครื่องประดับและเลือกซื้อสินค้าได้ในราคาโรงงาน โดยเชื่อว่าต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายในท้องตลาดทั่วไปประมาณร้อยละ 50 และคาดว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะสามารถสร้างรายได้ในการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 3,500 ล้านบาท สำหรับโครงการ "Gemopolis Mall" ในเฟสที่ 2 มีผู้สนใจเข้ามาจองพื้นที่มากกว่าร้อยละ 30 แล้ว กำลังอยู่ระหว่างการขยายการก่อสร้างในช่วงปลายปีนี้คาดว่าเฟสที่ 2 จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนตุลาคม 2549 "บริษัทได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำศูนย์สนับสนุนอุตสาหกรรม เช่น สร้างศูนย์เครือข่ายการผลิต (cluster) โดยเชื่อมโยงระหว่างผู้ค้าวัตถุดิบ ผู้เจียระไน ผู้ผลิตเครื่องประดับทั้งรายใหญ่และรายเล็กเข้าด้วยกัน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวน 50 รายสนใจเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแล" นายชยุตม์กล่าว สำหรับในปีหน้าคาดว่าจะมีกลุ่มผู้ค้าอัญมณี ในกลุ่ม SMEs จากบริเวณถนนพระราม 2 ย่านบางขุนเทียน ย้ายเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอัญมณีเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 200 ราย และมีผู้ประกอบการขนาดใหญ่จากต่างประเทศย้ายเข้ามาอีก 30 ราย ก็คาดว่ากิจกรรมการสร้างเครือข่ายการผลิตดังกล่าวจะมีโอกาสขยายตัวในวงกว้างได้มากขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึง 30,000 ล้านบาทในปี 2549 GEMOPOLIS เป็นนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้รับอนุมัติจากสมาพันธ์ตลาดกลางการค้าเพชรโลก (World Federation of Diamond Bourses หรือ WFDB) ให้เป็นสมาชิกอันดับที่ 23 ทำหน้าที่จัดตั้งและบริหารตลาดกลางการค้าเพชรกรุงเทพฯ (BANGKOK DIAMONDS AND PRECIOUS STONES EXCHANGE หรือ BDPE) ตั้งแต่ปี 2539 เพื่อเป็นตลาดกลางซื้อขายเพชร หินมีค่าให้แก่ผู้ค้าอัญมณีไทยและทั่วโลก http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02inv02011248&day=2005/12/01 KENDO December 3rd, 2005, 09:53 AM BANGKOK SHOPPING STREET http://img525.imageshack.us/img525/4772/untitledtruecolor060zy.jpg (http://imageshack.us) satit28 December 3rd, 2005, 03:50 PM i went on that route................... actually a bit further up to Emporium........... very tired.......... Mosaic December 4th, 2005, 04:57 PM :okay: :okay: Such a great idea and really creative chart, Kendo. :okay: :okay: Chad December 8th, 2005, 01:13 AM เสื้อผ้าอิมพอร์ตแรงไม่หยุด เอเอฟจีขน6แบรนด์ใหม่บุก เอเอฟจี เอเชีย แฟชั่น กรุ๊ป ปลื้มเสื้อผ้า แบรนด์ S.Oliver ยอดขายพุ่งกระฉูด เร่งขยายสาขาเกาะห้างหรู พร้อมชูซีอาร์เอ็มมัดใจลูกค้า มั่นใจตัวเลขเข้าเป้าทะลุ 50 ล้าน ปีหน้าเตรียมส่ง 6 แบรนด์ใหม่ลุย ขอโตอีกเท่าตัว นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล กรรมการผู้จัด การ บริษัท เอเอฟจี เอเชีย แฟชั่น กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ เอส.โอลิเวอร์ (S.Oliver), คอมม่า (Comma) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากบริษัทได้นำแบรนด์ เอส.โอลิเวอร์เข้ามาทำตลาดได้ประมาณ 1 ปี ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าคนไทยดีกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าในช่วงแรกจะมีเฉพาะลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก แต่จากการทำตลาดอย่างหนัก ทั้งการขยายสาขา การจัดกิจกรรม และการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับรายการทีวีต่างๆ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในเวลารวดเร็ว ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเร่งขยายสาขาออกไปให้มากที่สุด เพื่อเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น จากปัจจุบันที่เปิดเป็นคอร์เนอร์ในเซ็นทรัล ชิดลม เซ็นทรัล ลาดพร้าว ดิ เอ็มโพเรียม เซ็น เดอะมอลล์ บางกะปิ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และกลางเดือนธันวาคมนี้ก็จะเปิดในสยามพรากอน นอกจากนี้ในปีหน้ามีแผนจะเปิดเป็นช็อปที่รอยัล การ์เด้น พัทยา "เอส.โอลิเวอร์ เป็นแบรนด์จากเยอรมนี ซึ่งการเปิดตัวในไทยถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียด้วย ที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยเฉพาะแบรนด์จากอิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งการที่เรานำเข้า แบรนด์นี้มาเพราะเชื่อมั่นว่า เอส.โอลิเวอร์นั้นมีจุดขายในตัวเอง ทั้งดีไซน์และคุณภาพของงาน และใน 1 ปีจะนำเข้าทั้งสิ้น 12 คอลเล็กชั่น ถือเป็นการคัดสินค้ามาลงเยอะมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในขณะที่ราคาขายอยู่ระหว่าง 1,000-5,000 บาท" นายสุวรรณชัยกล่าวอีกว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของ เอส.โอลิเวอร์ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อายุ 25-30 ปี ชอบการแต่งตัวแบบมิกซ์แอนด์แมตช์ สินค้าที่มียอดขายสูงมาจากเสื้อ และเสื้อผ้าในรูปแบบของเดรส หรือกระโปรงชุดติดกันก็ได้รับความนิยม ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมีการจัดทำระบบสมาชิก หรือ CRM ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 500 ราย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะได้สิทธิพิเศษ อาทิ ส่วนลดสินค้าราคาปกติ 10% และได้เพิ่มอีก 5% จากสินค้าที่อยู่ระหว่างจัดรายการ หรือหากลูกค้าคนไหนมียอดซื้อสูง บริษัทก็จะส่งเป็นกิฟต์โวเชอร์ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ไปให้เป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า นายสุวรรณชัยยังกล่าวถึงแผนการตลาดในปี 2549 ว่า คาดว่าจะใช้งบฯการตลาดราว 5% ของยอดขาย ส่วนยอดขายที่ตั้งไว้คาดว่าจะเติบโตจากปีนี้หนึ่งเท่าตัว โดยยอดขายปีนี้น่าจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้บริษัทเตรียมจะนำเข้าสินค้าเพิ่มอีกอย่างน้อย 6 แบรนด์ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ TSF (The Shirt Factory) จากประเทศสวีเดน Source : Matichon/Prachachat : Dec 8, 2005 Chad December 12th, 2005, 04:59 AM Toys ’R’ Us opens doors Kwanchai Rungfapaisarn Coloured balloons, action-hero characters and shelves lined with teddy bears greeted children at the opening of the new Toys ’R’ Us outlet in Central City Bang Na on Thursday. Walking into the store, which covers 1,978 square metres, is like stepping into the fantasy world of any child, or of adults who love to spend time with electronic gadgets such as PlayStations. The entry of the international toy-retail franchise in Thailand reflects the globalisation of consumerism. Thai children in the past simply collected pebbles to play with their friends during their idle moments; now they share the same heroes (Masked Rider), watch the same movies (“Star Wars”) and adore the same doll character (Barbie). That phenomenon provides the business opportunity for Toys ’R’ Us to expand its stores worldwide. Children can be overwhelmed by the sheer variety of the latest Toys ’R’ Us store in Bangkok. So the retailer greets visitors with a coloured store map on the floor, which should give the kids ideas on where to go. The map uses different colours to show the seven main segments of the store. For instance, youngsters who want to check out the Star Wars electronic light sabre should follow the blue segment for boys. Girls wanting to see the latest model of Barbie follow the pink line, while adults can follow the purple segment to check out PlayStations and other electronic gadgets. Pieter Schats, chief executive of Toys ’R’ Us Asia Ltd, says the new store is bigger than its first outlet in the region, in Singapore, and closer to the design being applied to Toys ’R’ Us stores around the world. Under the new Boutique Zoning concept, most merchandise is displayed on eye-level shelves, a departure from the “military style” that hypermarket stores tend to use, in which goods are displayed from floor to ceiling. Products priced at Bt100 or less are displayed in 20 bins at various spots in the store. “We have divided our toy merchandise into eight major zones, Hot & In Toys, Girl Toys, Boy Toys, Educational Toys, Sport and Outdoor, Baby Toys, Electronic Gaming and Family Fun & Games”, Schats said. The boy, girl and educational zones are the biggest in the store, and together generate between 55 and 60 per cent of total sales. About 50 per cent of the total merchandise of about 6,000 items is sold only at Toys ’R’ Us. The store offers merchandise under a “Great Value” banner to identify products on sale. “Hot” banners identify newly launched items. Schats says that the store at Central City and another to be opened next Friday at the Carrefour Hypermarket on Rama IV Road will be the first two “satellite outlets” in Bangkok. The company’s flagship store in Bangkok is set to open next year at Central World Plaza on Rajdamri Road. Source: THE NATION : Dec 12, 2005 Chad December 14th, 2005, 02:48 PM 'รีเทล' อินไซด์ จัดสรร เทรนด์ชอปปิงมอลล์ใกล้บ้าน จับตาเทรนด์ "รีเทล" ข้ามชอตหาทำเลผุดชอปปิงมอลล์แห่งใหม่ เปิดทำเลทองจัดสรรเสนอออปชั่น ทั้งพัฒนาเองและรับบริหารพื้นที่ "สยามฟิวเจอร์" รุกเจรจา 5 บิ๊กเพลเยอร์วงการอสังหาฯ เสนอตัวขอพัฒนาพื้นที่ ชิมลางจับมือพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคเปิด "เนเบอร์ฮู้ด มอลล์" และเตรียมเข็นอีกหลายคอนเซปต์ออก "ขาย" ธุรกิจรีเทล เปิดช่องว่างตลาดและเส้นทางโตบนพื้นที่ขนาดใหญ่หน้าโครงการหมู่บ้านจัดสรร เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทำเลทองหายาก โมเดลขยายที่กำลังเป็นโอกาสธุรกิจครั้งใหม่ของ 2 กลุ่มทุนจัดสรร ค้นพบจุดขายใหม่ และรายได้จากธุรกิจเช่าพื้นที่โครงการ ส่วนรีเทล พบทางดิ้นต่อหลัง "ทำเล" กลายเป็นข้อจำกัดทางโตของธุรกิจในอนาคต การขยับจากผู้ประกอบการทั้ง 2 ฝั่ง กำลังเป็น "คู่หู" ใหม่ทางธุรกิจที่น่าจับตา "สยามฟิวเจอร์" กลุ่มนักพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ หรือชอปปิงมอลล์รายใหญ่ของตลาดในไทย เป็นอีกรายที่เล็งเห็นถึงโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น การเกาะติดทิศทางหมู่บ้านจัดสรรเกิดใหม่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการค่ายนี้กำลังต่อคอนเนคชั่นเพื่อเสนอตัวรับอาสาเป็นผู้พัฒนาพื้นที่ค้าปลีกให้กับโครงการ การเดินหน้าเจรจากันระหว่างสยามฟิวเจอร์กับกลุ่มจัดสรรจึงเป็นสิ่งที่กำลังเริ่มต้น และพร้อมจะผลักดันให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ซึ่งจะสอดรับกับหลายโครงการจัดสรรที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ และอีกหลายโครงการเกิดใหม่ที่เตรียมเปิดตัว "ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการโครงการจัดสรรประมาณ 5 ราย เพื่อเช่าพื้นที่หน้าโครงการพัฒนาเป็นชอปปิงมอลล์ ซึ่งในปีหน้าจะได้เห็นโมเดลในลักษณะนี้มากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า มิกซ์ ยูส ที่มาของคอนเซปต์ดังกล่าวเป็นเพราะพื้นที่ที่มีศักยภาพได้ถูกนำมาพัฒนาเกือบเต็มพื้นที่แล้ว ที่อยู่อาศัยเกิดใหม่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ในโครงการอาคารชุดต่อไปก็มีแนวโน้มที่จะต้องมีทั้งค้าปลีก และสำนักงาน เพื่อพัฒนาพื้นที่ใจกลางเมืองให้คุ้มค่ามากที่สุด" สมนึก พจน์เกษมสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน ) หรือ เอสเอฟ กล่าว โครงการแรกที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดสำหรับโมเดลมิกซ์ ยูสของสยามฟิวเจอร์ จะเกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมภายใต้ชื่อ "มาสเตอร์ พีช และ เมโทร พาร์ค" ของบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน ) ตั้งอยู่บนถนนสาทรตัดใหม่ บริเวณถนนกัลปพฤกษ์ ใกล้กับส่วนต่อขยายสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสตากสิน เนื้อที่ 100 ไร่ แบ่งการพัฒนาเป็นเฟส เฟสละ 15 ไร่ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าสยามฟิวเจอร์จะพัฒนาเป็นเนเบอร์ฮู้ด มอลล์รองรับจำนวนผู้พักอาศัยภายในโครงการและชุมชนบริเวณใกล้เคียง ส่วนโครงการที่พัฒนาที่ดินเองตามแผนงานของสยามฟิวเจอร์นั้นในปี 2549 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการดิ อะเวนิว แจ้งวัฒนะ ในไตรมาสแรก โครงการเทอเรสโซ่ พหลโยธิน ในไตรมาส 2 และโครงการเอสพลานาด รัชดาภิเษก ในไตรมาส 4 ใช้เม็ดเงินลงทุนรวม 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้สยามฟิวเจอร์มีพื้นที่ค้าปลีกในมือเพิ่มเป็น 230,000 ตารางเมตร จากปีนี้ที่มีพื้นที่ค้าปลีก 160,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ที่มีพื้นที่ค้าปลีก 60,000 ตารางเมตร ส่วนในปี 2550 เตรียมเปิดโครงการใหม่อย่างน้อยอีก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ ดิ อะเวนิว พัทยา โครงการเนเบอร์ฮู้ด มอลล์ที่มีเทสโก้ โลตัส เป็นแม่เหล็กหลักบนถนนสายไหม เอกมัย-รามอินทรา และอยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินในย่านลาดพร้าว จำนวน 87 ไร่ ทางด้านฝั่งผู้ประกอบการจัดสรรที่เตรียมเปิดพื้นที่หน้าโครงการให้เป็นพื้นที่ค้าปลีกที่นอกจากกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคแล้วนั้น ยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่เตรียมแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่หน้าโครงการให้เป็นพื้นที่ค้าปลีกแบบทันสมัย โดย เค.อี.แลนด์ ผู้บริหารโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ภายใต้แบรนด์ "คริสตัล พาร์ค" ย่านเกษตร-นวมินทร์ จะพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกในลักษณะเนเบอร์ฮู้ด มอลล์ภายใต้ชื่อ "คริสตัส สแควร์" ด้วยตัวเอง มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดคอร์ท ร้านอาหาร โรงเรียนสอนดนตรี ทำอาหารและบริการต่างๆ สถาบันการเงิน โดยมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับทั้งผู้อยู่อาศัยภายในโครงการและนอกโครงการ นอกจากนี้กลุ่ม เค.อี.แลนด์ยังเตรียมใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทพัฒนาพื้นที่จำนวน 50,000 ตารางเมตรบริเวณตรงข้ามกับโครงการดังกล่าว ให้เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านระดับแบรนด์ชั้นนำภายใต้ชื่อ "คริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์" (CDC) ซึ่งจะทำให้เค.อี.แลนด์ มีโครงการคอมเมอร์เชียลที่ต้องพัฒนาและบริหารเองถึง 2 โครงการ คาดว่าธุรกิจนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กับทั้งกลุ่มคิดเป็นสัดส่วน 30% "การพัฒนาชอปปิงมอลล์บนโครงการจัดสรรสามารถสร้างฐานตลาดใหม่ นอกเหนือจากฐานลูกค้าจากโครงการบ้านจัดสรรเดิมแล้ว ยังพัฒนาเป็นจุดขายให้กับโครงการได้ แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจำเป็นต้องทำชอปปิงมอลล์เป็นจุดขายเพราะต้องอยู่ที่ทำเลที่ตั้งเป็นหลัก" กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด กล่าว ด้าน กลุ่ม ที.ซี.ซี. แคปปิตอล แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือของ "เจริญ สิริวัฒนภักดี" เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่นำแนวคิดมิกซ์ ยูส มาใช้กับโครงการจัดสรรในย่านเกษตร-นวมินทร์บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ภายใต้ชื่อ "รอยัล เรสซิเด้นท์" ซึ่งเป็นโครงการบ้านหรูระดับ 35 ล้านบาทขึ้นไป จะมีชอปปิงมอลล์ขนาด 5,000 ตารางเมตร อยู่ด้านหน้าโครงการ ซึ่งที.ซี.ซี.ฯ จะอาศัยประสบการณ์จากการบริหารพื้นที่ค้าปลีกพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, ไอที สแควร์ ฯลฯ มาบริหารเอง แต่อยู่ระหว่างเจรจากับแม่เหล็กที่เป็นดิสเคาท์สโตร์รายใหญ่ที่มีอยู่ในเมืองไทย หากเจรจาไม่สำเร็จ มีความเป็นไปได้ที่จะนำดิสเคาท์สโตร์จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาทำตลาดเอง วสันต์ เคียงศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารารมณ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน ) กล่าวในฐานะผู้ประกอบการบ้านจัดสรรที่สนใจโมเดลมิกซ์ ยูส ว่า ธารารมณ์เองก็สนใจคอนเซปต์นี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการค้าปลีกหลายรายที่มาเจรจากับกลุ่มธารารมณ์เพื่อขอเช่าพื้นที่ด้านหน้าโครงการเปิดเป็นชอปปิงมอลล์ เพราะธารารมณ์มีโครงการเป็นจำนวนมากที่มีลูกค้าอยู่อาศัยแล้ว ทำให้ค้าปลีกมีฐานลูกค้าทันที ซึ่งหากบริษัทตัดสินใจที่จะทำแล้ว จะเลือกเป็นบางทำเลที่ยังไม่มีชอปปิงมอลล์ในย่านนั้นเลย แต่ถ้าโครงการไหนที่มีพร้อมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ชอปปิงมอลล์เพิ่มเข้าไปอีก Source : Bangkok Business Week : Dec 12, 2005 satit28 December 15th, 2005, 10:58 AM Toys ’R’ Us opens doors........... i wish i was ten and innocent................. KENDO December 19th, 2005, 02:26 PM http://img360.imageshack.us/img360/4774/centralpattana5zp.gif (http://imageshack.us) Central earmarking B10bn to grow abroad Shopping-centre hotels have potential Indonesia, Vietnam Philippines in plans SUKANYA JITPLEECHEEP The Central Group plans to invest 10 billion baht to expand its hotel and shopping centre businesses in Indonesia, Vietnam and the Philippines over five years. Suthikiati Chirathivat, vice-chairman of the Central Group and also executive chairman of Central Plaza Hotel, said the company planned to open a Central hotel at each of the shopping plazas to be developed by affiliate Central Retail Corporation overseas. The first prospective location for a city hotel at a shopping plaza is probably Indonesia, followed by Vietnam. The new hotel in Jakarta would have 200-300 rooms and could able to create about 300-450 jobs, he said. Mr Suthikiati said that according to the group's survey, there is a huge potential for the hotel business in Jakarta because there are no big hotel chains located at large shopping complexes in the capital. ``Though, there are many international chains providing services there, we are confident that we can compete with them because we have been in the hotel business for 27 years and we have already competed with all of the chains in Thailand.'' He added that the company was in the process of considering the details of the expansion plan for its hotels in markets abroad. GIven Central's experience in Thailand, he said the company had very capable executives, who were well suited and skilled for a competitive marketplace. Apart from the Central Group, other large Thai investors in Indonesia include Banpu Plc in mining, the Charoen Pokphand Group in agribusiness and PTT Plc in energy development. The value of investments from Thai operators in Indonesia was estimated at $65 billion by Indonesian President Susilo Bambang Yudhoyono in an address on Thursday in Bangkok. A market analyst at Central Retail Corp said Indonesia was attractive for investment because of its large population of more than 200 million, an improving business environment and economy. ``Furthermore, the Indonesian hotel industry is less competitive as there are only small hotels available at retail sites,'' said Mr Suthikiati. Meanwhile, Mr Suthikiati said the company would continue its domestic hotel expansion plan, signing a contract with Siam Commercial Bank for a 2.5-billion-baht loan tomorrow. The funds will be used to build a five-star hotel with 505 guest rooms at the Central World site in Bangkok, which is scheduled to be opened in late 2007, targeting the Mice (meeting, incentive, convention and exhibition) market. Sales of the five core businesses of the Central Group of companies in the year 2005 are expected to grow by 14% from the same period last year. The company declined to disclose the actual figure. Central projects its food business to grow by 20.6%, followed by property development at 14%, retailing at 13.5%, trading business at 12% and hotels 3.5%. Mr Suthikiati explained that the growth of the hotel business had been modest because the company had to delay on the opening of its five-star, 192-room Central Krabi Bay Resort. The company will hold a soft opening for part of the Krabi property starting tomorrow. BANGKOK POST BUSINESS NEWS - Monday 19 December 2005 satit28 December 20th, 2005, 10:33 AM yes yes yes..........!! central is going inter..... Chad December 24th, 2005, 02:39 AM Top malls rise to Paragon’s challenge Kwanchai Rungfapaisarn This year has been one of major renovation and re-branding at leading shopping malls along Sukhumvit Road. The change is part of their “defensive” strategy to meet the challenge posed by the new Siam Paragon complex, which opened earlier this month and is expected to pressure the margins of the six big malls in the area: Central World Plaza, Gaysorn Shopping Centre, Erawan Bangkok, Siam Centre, Siam Discovery Centre, and Mah Boon Krong Centre. Each shopping complex is now sporting its own unique concept and theme. Central Pattana Plc recently announced the launch of its Central World retail complex at the Rajprasong intersection. The 800,000-square-metre renovation is being undertaken at a cost of Bt26 billion and is due to be complete next year. Central Pattana aims to turn the site, previously known as the World Trade Shopping Centre, into “Asia’s Premier Shopping Paradise”. It is increasing the number of storeys from seven to 18. The first seven floors (78,000sqm) will be taken up by Zen, the trendy department store, while the remaining floors will be developed as lifestyle areas with retail and commercial attractions such as an educational centre, spa, beauty and fitness centres. Central Chidlom has also revamped its 62,000sqm, seven-storey store. The renovation took almost 18 months to complete. Each of the store’s seven floors now has a different concept and attractions. Yuwadee Bhicharnchitr, president of Central Department Store Co Ltd, said the company had upgraded the store to maintain its No 1 position. “We want it to be the flagship department store of Thailand,” she said. Central Chidlom has expanded its retail space on the ground floor from 1,800sqm to 2,500sqm to showcase international brand cosmetics and high-end fashion labels, as well as exclusive skincare and make-up brands. Meanwhile, Gaysorn Shopping Complex will spend Bt100 million over the next six months to maintain its image as Bangkok’s premium luxury centre. Major improvements – redesigned signage and balustrades, added seating areas, sculptures in the atrium and more outside lighting – will be implemented in the last quarter of this year and the first quarter 2006 under the theme “Very Exclusive Contemporary” to provide convenience for all customers, especially tourists. Gaysorn will implement its Customer Relationship Strategy (CRM) to provide ultimate satisfaction for its VIP customers. Gaysorn is looking to provide a duty-free service in partnership with tenants to support customers going abroad. Gaysorn’s highly regarded multilingual concierges set a new standard for mall customer service, and valet parking ensures easy access. Gaysorn began a Bt300-million renovation at the end of 2000 and the grand opening of the luxury shopping complex was held in September 2002, resulting in a modern luxurious look. Figures from Gaysorn’s tenants indicate that sales in the first six months of this year were up an average 7.5 per cent year on year. Chairman Charn Srivikorn said that the shopping mall needed to keep up with the fast moving world of international shopping, fashion trends and expectations of Thai customers and tourists. Amarin Plaza in November last year opened its newly renovated 13,000-square metre Erawan Bangkok shopping complex, designed under the “boutique mall” concept. The plan was initiated after Amarin Plaza Plc bought the space back from Japan-based Sogo Department Store, which shut down operations a year ago. With an investment of Bt400 million in major renovations, Erawan Bangkok has 13,000 square meters spread over five storeys. The boutique mall has four zones: the Urban Kitchen and Sunken Court, which focuses on various ethnic cuisines; Luxury Fashion which houses accessories including jewellery and leather; Erawan’s Studio for clothing; and The Rejuvenation for beauty products, spas, and an entertainment venue for people to meet with friends in the evening. Its main customer focus will be the younger generation and executives who “prefer a luxurious yet warm and cosy atmosphere”. Meanwhile, Siam Centre recently reopened with its new look as it seeks to become the ultimate fashion centre, under the innovative theme, “The Magical Glass Box”. The Bt400 million face-lift creates a magical impression through graphic images and special lighting effects. Siam Centre will become a hub for trendy fashions, targeting new-generation of shoppers aged 12-28, while Siam Discovery Centre, the nearby shopping complex, will be a lifestyle centre for innovative and stylish local and imported products. The Emporium also launched its Parisian look in November this year following a Bt500 million renovation. The new look features a natural atmosphere with warm colours and a stylish look. Source : THE NATION : Dec 23, 2005 Chad December 24th, 2005, 02:39 AM PUMAผุดช็อปใหม่ รับบอลโลก2006 ดันสินค้ากีฬาพุ่ง พูม่า เตรียมอัดงบจัดกิจกรรมบอลโลกปีหน้า 30% ของยอดขาย หลังจากเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งให้กับชาติที่ร่วมเข้าแข่งขันถึง 11 ทีม คาดกระแสบอลโลกประชาชนตื่นตัวเพิ่มขึ้น กลุ่มสินค้าของพูม่ายังเจาะตลาดกลางถึงบน พร้อมเตรียมเปิดเป็นร้านพูม่าสโตร์อีก 2 ชอปในปีหน้า นางสาวนุสารี แสงทอง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เยอรมันสปอร์ตแอนด์ไลฟ์สไตล์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาภายใต้แบรนด์สินค้าตรา "พูม่า" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในปีหน้าซึ่งเป็นปีมหกรรมของกีฬาฟุตบอลโลก 2006 จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน คาดว่ากระแสจากประชาชนในครั้งนี้น่าจะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่ามหกรรมกีฬาครั้งนี้ 4 ปีมีครั้ง ซึ่งทำให้ผู้คนเริ่มมีการตื่นตัวฟุตบอลโลก 2006 ค่อนข้างมาก ซึ่งบริษัทก็ได้เตรียมงบเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในช่วงบอลโลกประมาณ 30% ของยอดขาย ซึ่งจะมีกิจกรรมตามใจกลางเมือง รวมทั้งมีการนำคอลเลคชั่น ผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าของทีมฟุตบอลที่ร่วมเข้าแข่งขันมาวางจำหน่าย ซึ่งพูม่าก็ได้มีการเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกถึง 11 ทีม จากทั้งหมด 32 ทีม ขณะที่ ไนกี้ ได้มา 8 ทีม ส่วน อาดิดาส ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการได้เพียง 6 ทีมเท่านั้น สำหรับชุดแข่งที่ทางพูม่า ได้เซ็นสัญญาไปก็จะมี สาธารณรัฐเช็ก สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งในละแวกแถบแอฟริกา โดยได้รับสิทธ์ถึง 4 จาก 5 ประเทศที่เข้ารอบ ได้แก่ ตูนิเซีย กานา ไอวอรีโคสต์ และโตโก นอกจากนี้ยังมีทีมจากอิตาลี โปแลนด์ ปารากวัย อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย "อย่างไรก็ตาม บริษัทเครื่องกีฬาทั้งหลายยังมีช่องว่างที่จะดึงนักเตะดังๆ มาเสริมการตลาดได้ เพราะฟุตบอลโลกเปิดช่องให้นักเตะเลือกรองเท้ามาใส่ได้อย่างอิสระ ยกเว้นเจ้าภาพ เยอรมนี ต้องสวมใส่ผลิตภัณฑ์ของอาดิดาส ตั้งแต่หัวจดเท้า ในปีนี้กระแสการเล่นกีฬาของคนไทย จะเน้นในส่วนของไลฟ์สไตล์มากขึ้น เนื่องจากผู้คนเน้นการเล่นกีฬาในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนจะมีการเลือกเล่นกีฬาที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ค่ายอุปกรณ์กีฬาต่างๆ ต้องนำสินค้าหลายๆ ประเภทมานำเสนอให้กับประชาชนมากขึ้น" นางสาวนุสารีกล่าวและว่า สำหรับสภาพตลาดอุปกรณ์กีฬาในปีหน้านั้น ประเมินว่า ตลาดสินค้าและอุปกรณ์กีฬาจะคึกคักต่อเนื่อง เพราะว่าปีหน้าจะเป็นปีของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ซึ่งปีนี้เยอรมันเป็นเจ้าภาพ โดยฟุตบอลจะเริ่มแข่งช่วงมิถุนายนและกรกฎาคม 2549 แต่บริษัทฯเตรียมจัดแคมเปญก่อน โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี2549 ด้วยการจัดโปรโมชั่นสินค้าเสื้อผ้าฟุตบอลของอาดิดาส ทั้งนี้คาดการณ์ว่ายอดขายของบริษัทฯในช่วงบอลโลกจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนสนใจกีฬาฟุตบอลและภาครัฐก็ส่งเสริมทางด้านกีฬามากขึ้น ส่วนการทำตลาดในประเทศไทย ทาร์เก็ตกรุ๊ปของพูม่า จะเป็นระดับกลางถึงบน ซึ่งราคาของสินค้าอยู่ในราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยเป็นสินค้าอิมพอร์ตเฉพาะรองเท้าทั้งหมดเข้ามาขายในประเทศไทยประมาณ 100% ส่วนประเภทเสื้อผ้า หรือเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง 40% เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ส่วนอีก 60% เป็นการอิมพอร์ตสินค้าเข้ามา โดยราคาสินค้าประเภทเสื้อผ้าของพูม่าจะอยู่ที่ราคาประมาณ 850 บาทขึ้นไป ส่วนรองเท้าราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไป ซึ่งในปัจจุบันช้อปของพูม่า มีอยู่ประมาณ 70 – 80 ช้อปที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า และตามหัวเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งในปีนี้ก็เพิ่งเปิดสาขาที่สยามพารากอน คาดว่าประชาชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติน่าจะเข้าไปใช้บริการที่สยามพารากอนมากขึ้น พร้อมทั้งเตรียมเปิดเป็นช้อปพูม่าสโตร์ในปีหน้าอีก 2 แห่ง นอกจากนี้ทางพูม่ายังได้เตรียมใช้งบการตลาดในปีหน้าประมาณ 8% ในการจัดกิจกรรมตามบีทีเอส รวมทั้งใจกลางเมือง ซึ่งสัดส่วนของสินค้าของพูม่าระหว่างผู้หญิง และผู้ชายมีสัดส่วนเท่ากัน Source : Than Srethhakij : Dec 24, 2005 satit28 January 12th, 2006, 11:57 AM เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับ paul frank แบรนด์ดังจากอเมริกา เจ้าของสัญลักษณ์ paul frank industries http://event.kapook.com/upload/Event_Calendar/library/1.jpg ได้เวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับ paul frank แบรนด์ดังจากอเมริกา เจ้าของสัญลักษณ์ paul frank industries รูปบ้านกับต้นไม้สองต้นบนพื้นหลังสีฟ้า แต่หลายคนกลับรู้จัก paul frank จาก Julius เจ้าลิงหน้ากวน หรือไม่ก็ Clancy ยีราฟขี้อายกันซะมากกว่า ถ้าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่รู้จัก paul frank จากคาแรกเตอร์สองตัวนี้แล้วละก็ โปรดจงขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วตั้งใจฟังกันดีๆ เพราะวันนี้เราจะทำให้คุณได้รู้จักกับ paul frank กันมากขึ้นในงาน "Paul Frank Bangkok Grand Opening" วันที่ 18 มกราคม 2549 ที่ Siam Center ชั้น 1 บริเวณทางออกฝั่ง Siam Discovery โดยงานจะเริ่ม เวลา 18.00 - 20.00 น. ภายในงานพบกับเรื่องราว ความเป็นมาของ Paul Frank ที่จะทำให้คุณสนุกไปกับเรื่องเล่าของเรา ผสมผสานไปกับดนตรีมันๆ งานนี้นอกจากได้ร่วมกิจกรรมฟรีแล้วยังได้ Fashion up-date ก่อนใครอีกต่างหาก แต่ความสนุกยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเราเปิดโอกาสให้สาวก paul frank ทั้งหลายที่อายุ 20 ปีขึ้นไป มาสนุกกันต่อกับปาร์ตี้ยามค่ำคืนแบบสุดเหวี่ยงที่ Club Astra อาร์ซีเอ และนี่จะเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่จะได้มีโอกาสกระทบไหล่กับดีเจระดับโลก Josh Wink ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป ซื้อบัตรร่วมปาร์ตี้มันๆ ที่ Club Astra ได้ที่ร้าน Paul Frank สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 1 ในราคาพิเศษ 550 บาท* พร้อม limited edition staff จาก paul frank หรือรอซื้อในวันงานหน้า Club Astra ราคา 700 บาท* (ไม่มี limited edition staff จาก paul frank) ช้าหมด อดสนุกนะ จะบอกให้.. http://event.kapook.com/upload/Event_Calendar/library/2.jpg KENDO January 15th, 2006, 01:44 AM พลิกสวนลุมไนท์ผุดคอมเพล็กซ์ไล่บี้ "พารากอน" จุฬา/กทม. - สำนักนักงานทรัพย์สินเตรียมเปิดประมูลที่ดินทำเลทองสวนลุมไนบาซาร์พื้นที่ 127 ไร่ เผยจะพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่กว่า "สยามพารากอน" หลังจากผังเมืองปรับสีเพื่อไฟเขียวสร้างอาคารเป็นเพื่อการพาณิชย์ได้เต็มที่ นักลงทุนไทย-เทศเตรียมเปิดศึกชิงพื้นที่หลังหมดสัมปทานเช่าปีหน้า รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ปัจจุบันโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ ของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กำลังจะหมดอายุสัญญาเช่าในราวปี 2549 และมีแนวโน้มที่จะขึ้นเป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าโครงการ"สยามพารากอน"รวมกับสยามแสควร์ บนที่ดินโครงการขนาดใหญ่จำนวน 127 ไร่ หรือประมาณ 200,000 ตร.ม.บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ริมถ.พระราม 4 ขณะนี้ทางสำนักงานทรัพย์สินฯในนามบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ได้ประกาศเปิดประมูลเพื่อเตรียมการพัฒนา พร้อมทั้งเปิดทางให้กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศชิงดำสร้างมูลค่าเพิ่มในที่ดินแปลงใหญ่สุดแบบถาวร และเตรียมโละโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ หลังชดเชยต่ออายุสัมปทานไปแล้ว นายสมศักดิ์ เศรษฐนันท์ รองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ที่ดินของสำนักทรัพย์สินฯ แปลงนี้ได้มีการประกาศปรับสีผังเมืองใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชยกรรม โดยสามารถปลูกสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ ซึ่งต่อไปผังเมืองกทม.ฉบับใหม่จะมีการปรับเพิ่มพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างเป็นอาคารสูง,คอนโดมิเนียม หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการพัฒนาที่ดินจำนวน 127 ไร่ หลังจากที่โรงเรียนเตรียมทหารได้ย้ายไปอยู่เขาชะโงก จ.ปราจีนบุรี ให้เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากติดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดหนี้เสีย NPL จำนวนมากทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการดังกล่าว จึงทำให้โครงการงกล่าวล่าช้าออกไป จึงได้หันมาพัฒนาเป็นโครงการสวนลุมไนท์บาซาร์ร่วมกับบริษัทบางกอก มาร์เก็ตเพลส และปัจจุบันสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจได้คลี่คลายลงแล้ว ขณะเดียวกันสวนลุมไนท์บาซาร์ก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้แต่ขณะเดียวกันสัญญาสัมปทานก็กำลังจะหมดอายุลงในปีหน้า จึงเป็นเรื่องทื่ทางสำนักทรัพย์สินฯ คงต้องพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับพื้นที่ผืนนี้ต่อไป ในส่วนของ กทม.เองขณะนี้ มีแนวคิดที่จะดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในย่านศูนย์กลางธุรกิจหรือ ย่านซีบีดี (สีลม,สาทร,นราธิวาส,พระราม3,ปทุมวัน,ราชดำริฯลฯ)เพื่อให้ย่านดังกล่าวกลายป็นแหล่งช้อปปิ้ง และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยที่ กทม.เองจะได้ประโยชน์กลับคืนมาในรูปของภาษีการค้า,ภาษีโรงเรือน รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และน่าอยู่มากขึ้นตามหลักของผังเมือง นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับอานิสงค์ในเรื่องของการมีแหล่งงานทำ และช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่ง กทม.เองได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อจัดจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ให้เข้ามาทำการศึกษาถึงทิศทางการลงทุน การแข่งขันของธุรกิจในย่านซีบีดี เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงบริษัทเอกชนในประเทศได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ให้บูมขื้นมา และดึงดูดคนรวมถึงเม็ดเงินในการลงทุนเข้ามา ในลักษณะเดียวกับย่านกินซ่า ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือเหมือนกับที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการให้ ถ.ราชดำเนินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนเข้ามาลงทุนเช่นกัน ทั้งนี้การปรับสีของผังเมืองจะปรับตามความต้องการใช้พื้นที่ และศูนย์ชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งพื้นที่สีน้ำตาล ที่มีโครงข่ายคมนาคม,ไฟฟ้าฯลฯ เข้าถึงก็จะปรับให้เป็นพื้นที่สีแดง รวมถึงพื้นที่ย่านใจกลางเมืองโดยเฉพาะแนวถ.สาทร ตลอดถึง ถ.พระราม4 ด้วย สำหรับเอกชนที่เสนอตัวเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการของสำนักทรัพย์สินฯ มีด้วยกัน 8 ราย อาทิ แสนสิริ,ทีซีซี แลนด์,โกลเด้นแลนด์,แนเชอรัล พาร์ค ,กลุ่มเซ็นทรัล,กลุ่มช่อง 3 ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายได้เสนอรูปแบบในการพัฒนาที่แตกต่างกันไป บางรายเสนอรูปแบบในการพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่บางราย เสนอรูปแบบในการพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องมีการพิจารณากันในรายละเอียดว่ารูปแบบไหนเหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าวมากที่สุด สำหรับแผนการพัฒนาที่ดินที่บริษัทวังทรัพย์สินเปิดให้เอกชนประมูลนั้นกำหนดเงื่อนไขว่า บริษัทผู้ชนะการคัดสรร จะได้สิทธิเช่าพื้นที่ 127 ไร่เป็นเวลา 30 ปี โดยในระยะเวลา 4 ปีแรกเป็นระยะวางแผนและก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม พื้นที่อาจถูกแบ่งเป็นหลายโซนให้แก่ผู้รับสิทธิเช่าหลายๆ รายและสำนักงานทรัพย์สินฯ อาจเลือกเข้าไปร่วมลงทุนในบางโซน นอกจากนั้น สำนักงานทรัพย์สินฯอาจพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่าให้คราวละ 30 ปี คุณสมบัติของบริษัทที่จะยื่นข้อเสนอประกอบด้วย 1.บริษัทที่จะเสนอตัวพัฒนาที่ดินต้องมีทรัพยากรด้านเทคนิคและการเงินอย่างเพียงพอ 2.เปิดรับข้อเสนอทั้งบริษัทไทย บริษัทต่างชาติ ตลอดจนบริษัทร่วมลงทุน 3.ต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารชั้นนำ เพื่อยืนยันว่าสามารถรับผิดชอบโปรเจ็กต์มูลค่า 15,000 ล้านบาทขึ้นไป 4.ต้องมีประสบการณ์การพัฒนาที่ดินอย่างน้อย 3 โครงการ เป็นโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะด้านการพาณิชย์หรือด้านที่อยู่อาศัย และแต่ละโครงการมีมูลค่าอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินฯจะให้เอกชนเสนอคุณสมบัติเบื้องต้น (pre-qualification) ส่วนบริษัททุนลดาวัลย์ เป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้สำนักงานทรัพย์สินฯค่อนข้างตั้งเงื่อนไขแบบยืดหยุ่น โดยระบุว่า ผู้สนใจสามารถยื่นพีคิวพัฒนาที่ดินเป็นบางส่วนหรือจะพัฒนาทั้งหมดก็ได้ตามความสามารถ เพราะแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาแข็งแกร่งแล้ว และตัวผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็มีนโยบายจะรุกโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะทำเลซีบีดีหรือย่านใจกลางเมือง จึงมั่นใจว่าที่ผืนนี้น่าจะอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนคนไทยหรือต่างประเทศ http://www.siamturakij.com/book/index.php?option=com_content&task=view&id=2168&Itemid=71 kiku99 January 15th, 2006, 02:51 AM Another mega shopping complex huh? well, i don't really like this idea though. Having a huge complex in that area? nah, doesn't fit imo. Besides, Suam Lum Night Bazaar is already a great place to hang out. if they really want to, i think they should just build a small complex or something instead you know..instead of utilizing the whole landplot to build just one mega complex. satit28 January 15th, 2006, 07:15 AM cant really say anything now.......... have to see the design and plan first :D ........... stmon January 15th, 2006, 06:41 PM Actually,Suan Lum Night Bazaar at present known as place for dinner and meeting or relaxing and party after work.People who work around that area prefer to go there for dinner and party after that more than shopping. For me,I wish they might consider this point and improving Suan Lum Night Bazaar be that way than another mega shopping complex.Just hope,na. KENDO January 23rd, 2006, 02:22 PM "สยามฟิวเจอร์"ชิงปักธงโมเดลใหม่ ดึงลูกค้าเกรดเอตัดหน้ายักษ์ใหญ่ สยามฟิวเจอร์ฯ เร่งชิงพื้นที่เกรดเอ กลางกรุง ปักธงสาขาโมเดลใหม่ "ไลฟ์สไตล์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์" พื้นที่ไม่เกินสองหมื่นตารางเมตร ก่อนยักษ์ใหญ่ขยับ แจงปีนี้ขอแค่ 3 ปีหน้าเปิดอีก 5 สาขา ยืนยันบรรยากาศการเช่าพื้นที่สดใส ได้แรงเหวี่ยงช็อบปิ้งสตรีต เร่งปิดการขาย "เอสพลานาด" ก่อนไตรมาสแรก สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สานต่อยุทธศาสตร์ธุรกิจช็อบปิ้งเซ็นเตอร์ ด้วยการตอกย้ำโพซิชันนิ่ง "โอเพ่นมอลล์" ของตัวเองที่ชัดเจน ผสมผสานกับความแข็งแกร่งของพาร์ตเนอร์สำคัญอย่างเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ที่โดดเด่นด้วยแนวทางทางของรีเทลเอ็นเตอร์เทนเมนต์ นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มหาชน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า SF สยามฟิวเจอร์ฯ ยังยึดมั่นในแนวทางที่เดินมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีช่องว่างในตลาดที่ชัดเจน และไม่มีคู่แข่งตรงๆ โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นการขยายสาขาในรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ได้อย่างตรงจุด เช่นเดียวกับการเปิดกว้างในแนวทาง "mix used" ด้วยการไปร่วมใช้พื้นที่กับคอนโดมิเนียม เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ช็อบปิ้งเซ็นเตอร์ขึ้นมา ไร้ผลกระทบ ศก.แกว่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสยามฟิวเจอร์ฯ กล่าวว่า ในปีนี้และคาบเกี่ยวไปถึงต้นปีหน้า SF จะมีศูนย์การค้าเปิดบริการใหม่รวม 4 แห่ง อาทิ แจ้งวัฒนะ ในเดือนมีนาคม พหลโยธิน ในเดือนเมษายน เอสพลานาดรัชดาภิเษก ในเดือนพฤศจิกายน และพัทยา ในเดือนมกราคมปีหน้า ทำให้มีพื้นที่ขายรวมทั้งสิ้น 2.5 แสนตารางเมตร ขณะที่ปีหน้า SF จะมีสัดส่วนในการเพิ่มสาขาที่ใกล้เคียงกัน คือ 5 สาขา เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน ต้องการรักษาระดับหนี้สินต่อทุนในเกณฑ์ที่พอเหมาะ เช่นเดียวกับจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 40% ของกำไรสุทธิ นายนพพรกล่าวด้วยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจอาจไม่มีความชัดเจนนัก แต่ในสายตาของผู้ประกอบการที่มาเช่าพื้นที่ในพื้นที่ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ของ SF ทั้งหมดมองว่า ตลาดมีแนวโน้มที่สดใสทั้งสิ้น ในจำนวนโครงการที่เปิดใหม่ทั้ง 4 แห่ง คาดว่าพื้นที่ขายจะเต็มทั้งหมดตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว "ลูกค้าของเราไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้พื้นที่ ซึ่งเรายังไม่เห็นว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ที่เห็นคือทุกคนพร้อมจะขยายการลงทุนออกไป" สานต่อไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ผู้บริหารบริษัทผู้พัฒนาพื้นที่ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์รายนี้ กล่าวอีกว่า แนวทางของ SF จะให้ความสำคัญกับโลเกชั่นหลักๆ ในกรุงเทพฯมากกว่าต่างจังหวัด ซึ่งยังมีโครงการที่ต่อเนื่องอยู่ที่พัทยาเพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะรูปแบบของไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ซึ่งมีต้นแบบอยู่ที่เจ อะเวนิว ทองหล่อ ขณะที่พาวเวอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งมีพื้นที่ใหญˆที่สุด และจะมีซูเปอรŒเซ็นเตอรŒอยูˆด‰วยจะไม่เน้นมาก และมีในปีหน้าอีก 1 แห่ง ในย่านเอกมัย-รามอินทรา ผู้บริหารรายนี้เห็นว่าไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ซึ่งมีพื้นที่ไม่เกิน 2 หมื่นตารางเมตร เป็นรูปแบบที่ตรงกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด แน่นอนว่าในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวตรงนี้ ทำให้บริษัทต้องช่วงชิงตลาดตรงนี้ไว้ "เราอยากเก็บครีมพวกนี้ก่อน หลายๆ เส้นที่ผมคิดว่าเรายังทำศูนย์การค้าแบบนี้ได้อีก อาทิ สุขุมวิท พหลโยธิน รัชดาภิเษก ลาดพร้าว หรือสาทร เรียกว่ามีทำเลที่เหมาะสมอีกเยอะมากให้เราเลือกทำ" นายนพพรกล่าว แห่เช่าพื้นที่เอสพลานาด นายสมดิค ตันทัดวาณิชย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม ฟิวเจอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า เอสพลานาด รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ SF เคยทำมา จะเปิดบริการในเดือนพฤศจิกายนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากก่อสร้างเร็วกว่ากำหนดถึง 20% ทำให้ร้านค้าเข้าตกแต่งพื้นที่ได้เร็วกว่าที่คาดไว้ เขายังกล่าวด้วยว่า เอสพลานาดจะมีความแตกต่างจากศูนย์การค้าอื่น เพราะมีคอนเซ็ปต์เป็นอาร์ตบวกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และจับตลาดบน คือผู้บริโภคกลุ่มเอ และบี นอกจากนี้ยังอยู่ในแนวรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้ต้องคัดเลือกร้านค้าที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ "คาดว่าในไตรมาสแรกเราคงปิดการขายได้ทั้ง หมด จากปัจจุบันกลุ่มแม่เหล็กหลักๆ ปิดการขายไปแล้ว ส่วนพื้นที่ทั่วๆ ไปปิดไปแล้ว 60% เหลืออีก 40% อยู่ในขั้นตอนการเจรจา" นายสมคิดกล่าว ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์คึก ขณะที่ความเคลื่อนไหวหนึ่งที่นายนพพรเห็นว่าเป็นจุดปรับเปลี่ยนสำคัญของวงการช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ในเมืองไทยก็คือ การขยับตัวครั้งใหญ่ของศูนย์การค้าในละแวกสยามพารากอน ราชประสงค์ ชิดลม สุขุมวิท ทำให้ภาพรวมการเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งไม่แพ้ชาติใดในภูมิภาคนี้ "การที่สยามพารากอนเปิด ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนตัวเองหมด ใหม่หมด เป็นเหมือนสวรรค์ให้กับนักช็อป" ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลตามมาอีกกรณีหนึ่งที่ผู้บริหารรายนี้สังเกตเห็น ก็คือ โมเมนตัมการขยายธุรกิจของร้านค้าต่างๆ ที่ตัดสินใจเร็วขึ้น มีความต้องการพื้นที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง จับตา "สุวรรณภูมิ" นายสมนึก พจน์เกษมสิน กล่าวเสริมว่า SF กำลังจับตาดูการเคลื่อนตัวของเมืองที่มุ่งสู่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญ มีผู้คนเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวนมาก เมื่อคนเคลื่อนย้ายไปแน่นอนว่าแหล่งช็อปปิ้งต้องตามไปด้วย "พื้นที่ศูนย์การค้าไม่เหมือนออฟฟิศ สำนักงาน เพราะจะอยู่ที่ทำเล ถ้าทำเลดีก็มีคนพร้อมจะมาเช่าพื้นที่ของคุณ เพราะฉะนั้นจะไม่มีโอกาสโอเวอร์ซัพพลาย ถ้าเลือกลงทุนในจุดที่เป็นชุมชนอยู่แล้ว" นายสมนึกกล่าว ค่ายยักษ์ดาหน้าตอกย้ำจุดขาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรีเทลเรียลเอสเตต ต่างตอกย้ำจุดขายของตัวเองให้มีความชัดเจนที่สุด อาทิ เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ตอกย้ำความเป็นศูนย์การค้าครบวงจร สยามพารากอน ตอกย้ำในจุดรีเทลเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ส่วนในรายของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ แม้จะเน้นหนักในธุรกิจโรงหนังแต่ก็มีพื้นที่ในโซนช็อปปิ้งอยู่ด้วย และตอกย้ำความเป็นไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จุดสนใจของบริษัทสยามฟิวเจอร์ฯ อยู่ที่โครงการเอสพลานาด รัชดาภิเษก เนื่องจากเป็นโครง การที่มีพื้นที่ขายมากกว่า 1 แสนตารางเมตร เสมือนบทพิสูจน์หนึ่งว่า SF จะก้าวขึ้นทาบชั้นยักษ์ใหญ่อย่างเซ็นทรัลพัฒนา หรือเดอะมอลล์ได้หรือไม่ http://www.matichon.co.th/prachachart/ KENDO January 23rd, 2006, 02:26 PM เที่ยวอย่าง คนรุ่นใหม่... เที่ยว "Edutainment Center" น่าอิจฉาคนรุ่นใหม่สมัยนี้ม้ากก...มาก เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินห้าง ไม่จำเป็นต้องเสียสตางค์ดูหนัง แต่ก็สามารถเที่ยวหาความสนุก ได้ความรู้ควบคู่ความบันเทิงอย่างฟรีๆ จากหลากหลายศูนย์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกกันแบบไฮโซฯว่า "edutainment center" ไม่ว่าจะเป็นอุทยานการเรียนรู้ "ทีเค ปาร์ค" ที่เซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา คลังความรู้ความบันเทิงเริงใจของผู้รักการเรียนรู้โดยเฉพาะเด็กๆ มีทั้งห้องสมุดที่ครบครันด้วยหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการ์ตูนอ่านเล่น มีโซนมัลติมีเดีย ที่มีทั้งจอทีวีฉายหนังต่างประเทศ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งมีเกมมันส์ๆ ให้ได้เล่นกันอย่างจุใจ แต่ถ้าใครกำลังมองหาไลฟ์สไตล์แห่งโลกอนาคต น่าจะถูกใจกับความรู้ล้ำยุคจาก "เอไอเอส ฟิวเจอร์ เวิลด์" ที่สยามพารากอน เพราะเขามีจัดแสดงรูปแบบการดำเนินชีวิตในอนาคต ภายใต้โลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายให้ดูกันอย่างเต็มอิ่ม ! เริ่มตั้งแต่เปิดประตูเข้าบ้าน ระบบการรักษาความปลอดภัย การควบคุมระบบไฟโหมดต่างๆ ในบ้าน อาทิ แสงสว่างสำหรับอ่านหนังสือ แสงสลัวสำหรับดูหนัง หรือแสงริบหรี่สำหรับค่ำคืนโรแมนติก ฯลฯ ตลอดจนการทำงานของเครื่องดูดฝุ่น รวมไปถึงการควบคุมโปรแกรมการฉายภาพยนตร์ที่อยากดู ผ่านระบบบรอดแบนด์ ทั้งหมดนี้สามารถควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือ โลกไร้สายที่จะอยู่ในกำมือของคุณ ! เท่านั้นยังไม่พอ เด็ดดวงสุดๆ กับโรงภาพยนตร์พาโนราม่าที่ใช้กล้องฉายถึง 8 ตัว ภาพที่เห็น 360 องศาจึงทำให้ผู้ชมเสมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว สำหรับเทคโนโลยี 3G การสื่อสารพร้อมกันทั้งภาพและเสียงที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ก็มีจัดแสดงแยกไว้อีกมุมหนึ่งอย่างเหมาะเจาะลงตัว และถ้าพูดถึงศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่ ยิ่งใหญ่ใจกลางสยามสแควร์แล้วละก็ คนรุ่นใหม่หัวใจเซ็นเตอร์พอยต์ก็คงคุ้นตากับตึก "The Style by Toyota" ที่เขาเนรมิตพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ทั้งหมด 3 ชั้น หวังให้เป็น "edutainment center" ที่พร้อมจะนำเสนอสาระด้านเทคโนโลยี สอดแทรกข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวในด้านบันเทิง แฟชั่น ดนตรี กีฬาและศิลปะแขนงต่างๆ ทันทีที่ย่างเข้าสู่อาณาจักรแห่งโลกนวัตกรรม เชื่อว่าหลายๆ คนคงต้องสะดุดตากับ "รถยนต์ต้นแบบ" ที่ผ่ากลางให้เห็นเครื่องยนต์กลไกกันแบบจะจะ โดยจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนรุ่นที่จัดแสดงไปตามแนวคิดและโอกาสพิเศษต่างๆ เยื้องกรายไปทางซ้ายอีกนิด ความน่าสนใจอยู่ตรงมุมที่ถูกเรียกว่า "ubiq window" ซึ่งมีระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองคำสั่งได้ทันที ไม่ต้องผ่านเมาส์ ไม่ผ่านคีย์บอร์ด และไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ เพียงแค่ลากมือเบาๆ ผ่านจอทัชสกรีน เลเซอร์ที่ยิงลงมาจากด้านบนเมื่อจับความเคลื่อนไหวได้แล้ว ก็จะสามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบ ใช้งานบนจอวินโดวส์ขนาดใหญ่ได้เลย ภายในตัวตึก ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนๆ ก็จะเห็น "ไอทีเทอร์มินอล" ด้วยระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่มีความละเอียดสูง จะมีการปรับปรุงข้อมูลเป็นประจำทุกเดือน ข้อมูลความรู้จึงมีความทันสมัยกว่าที่จะหาได้จากหนังสือ หรือนิตยสารทั่วๆ ไป โดยเฉพาะนวัตกรรมเรื่องรถยนต์ สำหรับไฮไลต์ที่เป็นนวัตกรรมล้ำสุดๆ ต้องยกให้จอแอลอีดี (LED) โปร่งแสง ขนาด 200 ตารางเมตร ที่อยู่ด้านข้างตัวตึก ขอบอกกันชัดๆ ว่านี่เป็นจอแอลอีดีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ยามค่ำคืนใครที่ผ่านไปผ่านมาก็คงอึ้งกิมกี่กับเทคโนโลยีแสนล้ำยุคด้วยภาพจากวิดีโอและกราฟิกเคลื่อนไหวกันแทบทั้งนั้น ...วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ตัดสินใจได้แล้วหรือยังว่าจะไปเที่ยว edutainment center อย่างคนรุ่นใหม่กันที่ไหนดี... http://www.matichon.co.th/prachachart/ Pas January 23rd, 2006, 02:30 PM เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับ paul frank แบรนด์ดังจากอเมริกา เจ้าของสัญลักษณ์ paul frank industries http://event.kapook.com/upload/Event_Calendar/library/1.jpg ได้เวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับ paul frank แบรนด์ดังจากอเมริกา เจ้าของสัญลักษณ์ paul frank industries รูปบ้านกับต้นไม้สองต้นบนพื้นหลังสีฟ้า แต่หลายคนกลับรู้จัก paul frank จาก Julius เจ้าลิงหน้ากวน หรือไม่ก็ Clancy ยีราฟขี้อายกันซะมากกว่า ถ้าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่รู้จัก paul frank จากคาแรกเตอร์สองตัวนี้แล้วละก็ โปรดจงขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วตั้งใจฟังกันดีๆ เพราะวันนี้เราจะทำให้คุณได้รู้จักกับ paul frank กันมากขึ้นในงาน "Paul Frank Bangkok Grand Opening" วันที่ 18 มกราคม 2549 ที่ Siam Center ชั้น 1 บริเวณทางออกฝั่ง Siam Discovery โดยงานจะเริ่ม เวลา 18.00 - 20.00 น. ภายในงานพบกับเรื่องราว ความเป็นมาของ Paul Frank ที่จะทำให้คุณสนุกไปกับเรื่องเล่าของเรา ผสมผสานไปกับดนตรีมันๆ งานนี้นอกจากได้ร่วมกิจกรรมฟรีแล้วยังได้ Fashion up-date ก่อนใครอีกต่างหาก แต่ความสนุกยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเราเปิดโอกาสให้สาวก paul frank ทั้งหลายที่อายุ 20 ปีขึ้นไป มาสนุกกันต่อกับปาร์ตี้ยามค่ำคืนแบบสุดเหวี่ยงที่ Club Astra อาร์ซีเอ และนี่จะเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่จะได้มีโอกาสกระทบไหล่กับดีเจระดับโลก Josh Wink ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป ซื้อบัตรร่วมปาร์ตี้มันๆ ที่ Club Astra ได้ที่ร้าน Paul Frank สยามเซ็นเตอร์ ชั้น 1 ในราคาพิเศษ 550 บาท* พร้อม limited edition staff จาก paul frank หรือรอซื้อในวันงานหน้า Club Astra ราคา 700 บาท* (ไม่มี limited edition staff จาก paul frank) ช้าหมด อดสนุกนะ จะบอกให้.. http://event.kapook.com/upload/Event_Calendar/library/2.jpg Paul Frank is coming to BKK.. such a cool design brand ;) satit28 January 24th, 2006, 10:55 AM Julius and his friends are so cute.................... he was created bcos the girlfriend of the creator likes Kitty. He wanted her to stop liking it............... Jo January 24th, 2006, 02:30 PM That's a novel cause! :okay: BKKinTO January 25th, 2006, 05:25 AM "เพนนีส์ บัลโคนี" เผยโฉม 8 ก.พ. ช้อปปิ้งมอลลน้องใหม่ ซ.ทองหล่อ 24 มกราคม 2549 17:15 น. คอมมูนิตี้มอลล์ ทองหล่อระอุ ทุนธุรกิจบ้านเช่า-อพาร์ทเมนท์ขยายไลน์ "ช้อปปิ้งมอลล์ขนาดย่อม" ทุ่ม 30 ล้านบาทผุด "เพนนีส์ บัลโคนี่" กลางทองหล่อชนเจ-อเวนิว จับลูกค้ากลุ่มครอบครัว นายรุจพร พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวิพล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทลงทุนกว่า 30 ล้านบาทพัฒนาช้อปปิ้งมอลล์ ขนาดย่อม หรือคอมมูนิตี้ มอลล์ ภายใต้ชื่อ "เพนนีส์ บัลโคนี่" (Penny's Balcony) ซอยทองหล่อ 16 เตรียมเปิดบริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ก.พ.นี้ด้วยความพร้อม 80% จำนวนร้านค้า 14 ร้านค้า ประกอบด้วย ร้านเบเกอรี่เลอโนท ซึ่งจะเปิดบริการภายหลัง นอกจากนี้จะมีร้านอาหารจีน ฝรั่ง ร้านหนังสือเน้นจำหน่ายหนังสือนำเข้า ร้านไอศกรีมเอเต้ ร้านเสื้อผ้าเด็ก ร้านเสื้อผ้าคุณแม่ ร้านตัดเสื้อ เป็นต้น เจาะกลุ่มลูกค้าครอบครัว ระดับเอ-บี โดยจะใช้งบประมาณ 30% ของรายได้รวมทำการตลาดเน้นสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ในปีแรกนี้ เพนนีส์ บัลโคนี่ มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ได้พัฒนาเฟสแรก ใช้พื้นที่กว่า 50% โดยมีพื้นที่ด้านหลังเตรียมพัฒนาเฟส 2 ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าคาดใช้เม็ดเงินลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท นอกจากนี้จะมีลานอเนกประสงค์สำหรับรองรับอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ รวมทั้งสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อเสริมความครบวงจร สำหรับเฟสแรกมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 40,000 บาทต่อห้องขนาดประมาณ 40 ตร.ม. ต่อเดือน คาดคุ้มทุนในระยะ 6 ปี การปรับพื้นที่จากการดำเนินธุรกิจบ้านเช่นมาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์นั้น มาจากงบประมาณการซ่อมแซมบ้านค่อนข้างใช้ทุนสูง ขณะที่การให้เช่าที่อยู่อาศัยไม่ได้ราคา ท่ามกลางโอกาสทางการตลาดและความต้องการของลูกค้าในทองหล่อแม้จะมีผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกันหลายรายก็ตามแต่เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการค้าปลีกในซอยทองหล่อเริ่มหมดลงมีเพียงอีก 1 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง Source: Krungthep Turakit.. Arewethereyet? January 25th, 2006, 07:47 AM accirding to old news,is this the place that le notre gonna set the branch here in thonglor? or they gonna set the stand alone in somewhere else อีกทั้งที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการค้าปลีกในซอยทองหล่อเริ่มหมดลงมีเพียงอีก 1 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง is that " Third place" project? Chad January 26th, 2006, 01:37 AM I think so. Chad January 26th, 2006, 03:24 AM Swiss franchisor banks on Bangkok Kwanchai Rungfapaisarn The Geneva-based owner of Coffee World and other fast-food chains is promoting Bangkok as a centre for business development in order to expand its franchises globally. Global Franchise Architects Co Ltd (GFA) is a Swiss holding company that operates restaurant franchises on an international scale, with a focus on Asia. The company has been in Thailand for almost eight years. The company is diversified here with the Coffee World, New York Deli, Pizza Corner, and Cream & Fudge brands. Two new chains are scheduled to be launched this year offering dessert products. “We have a strong business infrastructure in Bangkok, including a product laboratory and business and product development divisions. The Bangkok facilities will be for developing food and beverages to be sold domestically and abroad,” said domestic franchise director Thawatchai Thongcharoen. He said that GFA currently had local 60 Coffee World outlets, along with six Pizza Corners, four New York Delis and two Cream & Fudges. “We would like to open another 30 outlets in those four major brands in Thailand this year, and to raise the ratio of franchised stores from the current 30 per cent to more than 40 per cent,” said Thawatchai, adding that the company planned to spend more than Bt100 million this year on marketing activities to promote brand awareness and open new stores and renovate existing ones. Arnaud Darguesse, Cream & Fudge’s brand manager, said that Cream & Fudge was targeting premium ice-cream lovers, with a retail price of Bt70 per scoop. Source: THE NATION : Jan 26, 2006 Chad January 26th, 2006, 03:24 AM จีเอฟเอลง100ล.สยายปีกสาขา ไทยขึ้นฮับพัฒนาแฟรนไชส์ใหม่ โพสต์ทูเดย์ — จีเอฟเอเล็งตลาดแฟรนไชส์ ขนมหวาน คลอด 2 แบรนด์ใหม่กลางปี พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาแฟรนไชส์ใหม่รุกตลาดโลก นายธวัทชัย ทองเจริญ ผู้อำนวยการธุรกิจแฟรนไชส์ บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์ ) เปิดเผยว่า จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของแฟรนไชส์ 4 แบรนด์ในปัจจุบัน ได้แก่ คอฟฟี่ เวิลด์, พิซซ่า คอร์เนอร์, นิวยอร์ค เดลี่ และครีมแอนด์ฟัดจ์แฟกตอรี่ ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการพัฒนาแฟรนไชส์อาหารชนิดใหม่ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะมีแฟรนไชส์ร้านขนมหวานออกมาทำตลาดอีก 2 แบรนด์ในช่วงกลางปี นอกจากนี้ ยังให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาแฟรนไชส์ใหม่ๆ เพื่อทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยแฟรนไชส์ร้านขนมหวานได้พัฒนาและจะเปิดตัวในประเทศไทยก่อน แล้วค่อยขยายไปต่างประเทศ การคิดค้นแฟรนไชส์อาหารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายสาขาแฟรนไชส์ทุกแบรนด์ของจีเอฟเอฯ ทั่วโลกให้ถึง 1,000 สาขา ภายใน 5 ปีนับจากนี้ โดยจะมีแฟรนไชส์ใหม่ออกมาอีกไม่ต่ำกว่า 4 แบรนด์ และจะเป็นสาขาแฟรนไชส์ในประเทศไทยรวม 250 สาขา จากปัจจุบันที่มีสาขาในไทยทุกแบรนด์รวม 73 สาขา และจะเพิ่มเป็น 100 สาขาภายในสิ้นปีนี้ “เป้าหมายใหญ่ของจีเอฟเอฯ อยู่ที่การขยายสาขาไปยังประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยในปีนี้จะเน้นการขยายไปยังประเทศแถบตะวันออกกลาง อินเดีย บังกลาเทศ” สำหรับแผนการขยายตลาดในประเทศไทยนั้น ปีนี้จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 30 สาขา ใช้งบลงทุนทั้งการขยายสาขาและการทำตลาดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยคอฟฟี่เวิลด์และพิซซ่า คอร์เนอร์จะมีอัตราการขยายสาขาเร็วสุด ด้วยรูปแบบของร้านและกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริโภควงกว้าง ขณะที่นิวยอร์ค เดลี่ และครีมแอนด์ฟัดจ์แฟกตอรี่จะขยายสาขาได้น้อยกว่า เนื่องจากจับกลุ่มพรีเมี่ยม นอกจากนี้ บริษัทเน้นการนำแฟรนไชส์ที่มีอยู่มาเปิดควบคู่กัน เพื่อให้เป็นแม่เหล็กซึ่งกันและกันและตอบสนองความต้องการของลูกค้า เริ่มจากการเปิดร้านคอฟฟี่เวิลด์และพิซซ่า คอร์เนอร์ด้วยกัน ซึ่งเริ่มเปิดแล้ว 3 สาขา และจะเปิดเพิ่มเป็น 10 สาขาในปีนี้ และเปิดทั้ง 4 แบรนด์ในพื้นที่เดียวกันที่โครงการสายลม พาวิลเลียน หัวหินด้วย Source : Posttoday : Jan 26, 2006 KENDO January 28th, 2006, 01:59 AM อิเซตันยกเครื่องใหญ่รอบ14 ปีล้างขาดทุนใน3ปี กรุงเทพธุรกิจ 27 มกราคม 2549 19:10 น. อิเซตัน หวั่นศึกค้าปลีกกลางกรุง กระทบธุรกิจ ประกาศแผนยกเครื่องใหญ่รอบ 14 ปี ดึงแฟชั่น-เครื่องสำอาง-ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่น มั่นใจล้างขาดทุนไม่เกิน 3 ปีจากนี้ นายเคน โคบายาชิ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายบริหารงานบริการและจัดซื้อ บริษัท อิเซตัน ประเทศไทย จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เปิดเผยว่า อิเซตันมีแผนปรับปรุงธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี เพื่อรองรับการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีคู่แข่งจำนวนมากโดยเฉพาะการเปิดตัวของคู่แข่งรายใหม่ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ก่อนที่จะสร้างผลกระทบทางด้านยอดขายในระยะยาว ซึ่งช่วง 4 วันแรกที่สยามพารากอนเปิดให้บริการพบว่า กระทบต่อปริมาณลูกค้าหมุนเวียนในอิเซตันลดลงกว่า 10% แผนการปรับปรุงครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป คาดแล้วเสร็จสมบูรณ์แบบภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งพัฒนากลุ่มสินค้าเสื้อผ้าสตรี เครื่องสำอาง และซูเปอร์มาร์เก็ต มากขึ้น จะมีการเพิ่มพื้นที่แผนกเสื้อผ้าสตรีและเครื่องสำอาง บริเวณชั้น 1 อีก 50% จากปัจจุบันมีพื้นที่ขายประมาณ 1,000 ตารางเมตร และเพิ่มพื้นที่ชั้น 5 ซูเปอร์มาร์เก็ตอีก 30-40% จากปัจจุบัน 1,000 ตารางเมตร พร้อมปรับลดพื้นที่ขายกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านลง พร้อมทั้งนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาทำตลาดมากขึ้น วางสัดส่วนเพิ่มเป็น 15% จากเดิม 10% ในปีนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นห้างสรรพสินค้าสไตล์ญี่ปุ่นแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด การปรับปรุงดังกล่าวกระตุ้นยอดขายเพิ่มไม่ต่ำกว่า 30% พร้อมลูกค้าหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 10% จากปัจจุบันมีลูกค้าหมุนเวียนในวันธรรมดาเฉลี่ย 18,000 คนต่อวัน และวันหยุด 25,000 คนต่อวัน ผลักดันการใช้จ่ายต่อบิลสูงขึ้นจากขณะนี้ลูกค้าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,000 บาท ต่อคนต่อบิล อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลังจากเปิดดำเนินธุรกิจในไทยมาเป็นเวลา 14 ปี เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้บริษัทต้องนำเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจ แต่แผนการปรับปรุงใหญ่ครั้งนี้นอกจากผลักดันรายได้ของอิเซตันให้เติบโตขึ้นแล้ว ยังจะสามารถล้างหนี้ได้ภายใน 2-3 ปีนี้ด้วย สำหรับการเปิดเสรีการค้า หรือเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น คาดว่าจะมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นใน 1-2 ปีนี้ เชื่อว่าจะส่งผลดีและสร้างความได้เปรียบให้กับอิเซตันในการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาทำตลาดมากขึ้นในราคาที่ต่ำลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร และเครื่องนุ่งห่ม ที่เป็นจุดขายหลัก ในปีนี้ บริษัทคาดการณ์รายได้เติบโต 8% จากปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโต 5% ปัจจุบันห้างอิเซตัน เปิดดำเนินการในญี่ปุ่นโดยลงทุนเองทั้งหมด 6 สาขา และร่วมลงทุนอีก 5 สาขา ในจีน 5 สาขา และประเทศละ 1 สาขาในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยสาขานอกประเทศญี่ปุ่น พบว่า สิงคโปร์มีรายได้เป็นอันดับ 1 ส่วนไทยเป็นอันดับ 3 KENDO January 28th, 2006, 02:07 AM 'อิเซตัน'ย้ำภาพห้างซามูไรชนค้าปลีกไทย จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2083 29 ม.ค. - 01 ก.พ. 2549 "อิเซตัน" วางหมากสู้ศึกค้าปลีกไทย ชู 3 ยุทธศาสตร์ "แฟชั่น –ดีพาร์ทฯ-คุณภาพ" พลิกโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี พร้อมตอกย้ำห้างซามูไรเต็มดีกรี เผยความสำเร็จปี 48 หลังงัดแผนการตลาดมาใช้ส่งผลยอดขายทะลุพรวด 105% ขณะที่กระแสอาหารญี่ปุ่นยังฮอทไม่เลิก ดันแผนกซูเปอร์มาร์เก็ตโต 120% นายเคน โคบายาชิ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายบริหารงานบริการและจัดซื้อ บริษัท อิเซตัน ประเทศไทย จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้บริษัทต้องเร่งรีโนเวทห้างครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป และคาดว่าจะใช้เวลาในการรีโนเวททั้งสิ้น 3 ปี โดย ภาพลักษณ์ใหม่ของ "อิเซตัน" จะเน้นความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ผู้บริโภคคนไทยและชาวต่างประเทศทั้งชาวญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆให้การยอมรับ และยังไม่มีห้างใดสามารถทำได้เหมือนหรือใกล้เคียงมาก่อน "การรีโนเวทครั้งนี้จะปรับพื้นที่ในส่วนของเครื่องสำอางเพิ่มขึ้น 50% และซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น 30-40% และลดพื้นที่สินค้าส่วนตกแต่งบ้านให้ลดลงแทน พร้อมเพิ่มบริการ Jalux counter ในแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยการรับขนส่งสินค้าที่ซื้อจาก Jalux counter อาทิ สาเก ผลไม้ กล้วยไม้ ไปยังสนามบินให้กับลูกค้า โดยเบื้องต้นทางห้างเริ่มเปิดให้บริการแก่ลูกค้าของสายการบิน JAL ตั้งแต่ปลายที่ผ่านมา และจะขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าอื่นเพิ่มมากขึ้น" นายเคน โคบายาชิกล่าว ด้านแนวทางในการปรับกลยุทธ์การทำตลาด บริษัทชูเรื่องของแฟชั่น ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้า อาหาร และของใช้ในชีวิตประจำวันให้มีรูปแบบ ดีไซน์ที่โดดเด่น แนวทางต่อมาคือการนำเสนอแผนกสินค้าญี่ปุ่นต่างๆภายในห้างที่มีความโดดเด่นเช่น แผนกอาหาร ซึ่งสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากญี่ปุ่นจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่อาหารญี่ปุ่นกำลังเป็นที่นิยมของคนไทย เพราะมีจุดขายเรื่องของ "เฮลทธ์ตี้ ฟู้ด" ด้วย และแนวทางสุดท้ายคือเรื่องของ "คุณภาพ" ของสินค้าทุกชิ้นที่จำหน่ายในห้าง จะถูกคัดสรรมาอย่างดี และทุกอย่างจะต้องคงความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ทั้งนี้รูปแบบการทำตลาดจะเป็นกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุกเจาะตรงกลุ่มเป้าหมายระดับบน ซึ่งปัจจุบันอิเซตันมีลูกค้าคนไทยคิดเป็นสัดส่วน 60% ญี่ปุ่น 25% และชาติอื่นๆ อีก 15% ในปีที่ผ่านมามีการเติบโต 105% โดยแผนกอาหารญี่ปุ่นในซูเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตถึง 120% คิดเป็นมียอดขาย 55 ล้านบาทต่อปี หรือ 20% ของยอดขายอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด โดยอาหารญี่ปุ่นที่ขายดีที่สุดคือ ชาญี่ปุ่น, เส้นก๋วยเตี๋ยวแห้ง, ข้าว และอาหารแช่แข็ง อย่างไรก็ดีหลังการรีโนเวทเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10% สำหรับอิเซตัน นับเป็นห้างญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดีในประเทศไทยและตั้งอยู่ใจกลางเมือง หลังจากที่การแข่งขันของค้าปลีกในย่านสุขุมวิททวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้อิเซตันประกาศขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยบริษัทแม่เดินหน้าเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 800 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,100 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะรีโนเวทพื้นที่ภายในใหม่หมด รองรับการแข่งขันในย่านดังกล่าว ซึ่งอิเซตันเองมีเป้าหมายที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านบาทในปี 2550 จากปัจจุบันที่มียอดขายอยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท KENDO January 28th, 2006, 02:13 AM 'วัชระ'ลั่นยุติเจรจาฮุนไดแล้ว >เดินหน้าลุยขยายดีลเลอร์รถ ขยายไลน์บุกเปิด10แฟชั่นแบรนด์เนมหรู จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2083 29 ม.ค. - 01 ก.พ. 2549 "วัชระ"ลั่นยุติเจรจากับฮุนไดแล้ว หลังทบทวนใหม่ว่ากระทบธุรกิจตัวแทนจำหน่าย ชี้หากจัดจำหน่ายรถเกาหลีก็ไม่แฟร์กับมิตซูฯและบีเอ็มฯ เดินหน้าบุกลุยสาขาทั่วเมืองคลุมถึงสุวรรณภูมิ แถมทุ่มแหลกกว่า 500 ล้าน รุกธุรกิจแฟชั่น 10 แบรนด์หรูบุกยึดศูนย์การค้าดังพาราก้อนยันเอ็มโพเรียม ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท สิทธิผล เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มสิทธิผลให้ความสนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์ฮุนได จากประเทศเกาหลีใต้ โดยมีความมั่นใจอย่างมาก เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ อีกทั้งมีโรงงานประกอบรถยนต์ที่รองรับการประกอบชิ้นส่วนซีเคดีได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้พิจารณาทบทวนกิจกรรมและกาสรลงทุนของกลุ่มแล้ว เราได้ตัดสินใจพักการเจรจากับฮุนได มอเตอร์ อย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากการทำฮุนได อาจส่งผลกระทบกับธุรกิจตัวแทนจำหน่าย จะไม่แฟร์กับค่ายรถยนต์ที่กลุ่มเป็นดีลเลอร์ และที่ผ่านมา บริษัทหันมาเน้นทำตลาดด้านการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ และบีเอ็มดับเบิลยูมากขึ้น รวมทั้งจะขยายไปสุ่ธุรกิจอื่นๆ ที่มีความเหมาะสมต่อไป " ที่ผ่านมา สิทธิผล เซลส์ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ โดยส่วนหนึ่งมีการซื้อกิจการมาจากรายเดิม สามารถทำยอดขายได้อยู่ในอันดับ 2 แล้ว โดยมีสาขาทั้งหมด 7 แห่ง ได้ที่ 1 ในเรื่องของบริการและขาย ในปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,500 คัน ส่วนเยอรมัน มอเตอร์ ได้รับการเชิญจากจากบีเอ็มดับเบิลยู มาเป็นตัวแทนจำหน่ายรายที่ 6 ของกรุงเทพฯ โดยขณะนี้เปิดบริการได้ไม่ครบ 1 ปี โดยจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการวันที่ 22 กุมภาพันธ์2549 อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ 10 เดือน เยอรมัน มอเตอร์ ก็สามารถทำยอดขายกว่า 200 คัน เป็นอันดับ 4 ของตัวแทนจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู ทั่วประเทศ โดยมีเขตพื้นที่จำหน่ายในแถบถนนศรีนครินทร์ สมุทรปราการ รวมทั้งบริเวณสนามบินสุรวรรณภูมิด้วย นอกจากนี้ ยังทำธุรกิจแฟชั่นด้วย โดยกำหนดนโยบายและดูภาพรวม ส่วนในรายละเอียด จะแบ่งให้ผู้บริหารดูแลต่อไป ตอนนี้หันมาบุกแฟชั่น บิซิเนส โดยจะเปอดร้านใหม่ในศูนย์การค้าสยามพาราก้อน มีถึง 8 แบรนด์หรูไฮโซ ไม่ว่าจะเป็น HERMAS GIORGIO ARMANI EMPORIO ARMANI รวมแล้วในปีนี้จะเปิดร้านทั้ง รวม 10 แบรนด์ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท" ดร.วัชระ กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่คลุกคลีกับอุตสาหกรรมรถยนต์มานาน ได้เล็งเห็นว่า อุตสาหกรรมนี้กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดรถปิคอัพเป็นตลาดหลัก และอีกไม่นาน จะมีรถปิคอัพรุ่นใหม่จากนิสสัน ฟอร์ด มาสด้า ออกสุ่ตลาดอีก ขณะเดียวกัน บริษัทผุ้ผลิตรถยนต์นั่ง จะมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานชีวมวล พลังงานทดแทนมาจำหน่ายมากขึ้น บางรุ่นสามารถใช้แก๊สโซฮอล์ 20 % เป็นรถยนต์ประเภท Flexible Fuel นอกจากนี้ ยังจะมีผุ้ประกอบการบางรายนำรถยนต์จากประเทศจีนมาจำหน่าย ซึ่งหากมีคุณภาพผ่านมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมหรือ มอก. ก็สามารถจำหน่ายในไทยได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลพยาบยามผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ขยายเป้าหมายการผลิตในปี 2553 จากเป้าหมายเดิม 1.8 ล้านคันต่อปี เป็น 2.0 ล้านคันต่อปี เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะนั้นหมายถึงจะต้องหาตลาดใหม่ๆ เพื่อรอบรับกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้น Chad January 28th, 2006, 07:48 AM 'อิเซตัน'ย้ำภาพห้างซามูไรชนค้าปลีกไทย "อิเซตัน" วางหมากสู้ศึกค้าปลีกไทย ชู 3 ยุทธศาสตร์ "แฟชั่น –ดีพาร์ทฯ-คุณภาพ" พลิกโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี พร้อมตอกย้ำห้างซามูไรเต็มดีกรี เผยความสำเร็จปี 48 หลังงัดแผนการตลาดมาใช้ส่งผลยอดขายทะลุพรวด 105% ขณะที่กระแสอาหารญี่ปุ่นยังฮอทไม่เลิก ดันแผนกซูเปอร์มาร์เก็ตโต 120% นายเคน โคบายาชิ กรรมการและผู้จัดการฝ่ายบริหารงานบริการและจัดซื้อ บริษัท อิเซตัน (ประเทศไทย ) จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้บริษัทต้องเร่งรีโนเวทห้างครั้งใหญ่ในรอบ 14 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป และคาดว่าจะใช้เวลาในการรีโนเวททั้งสิ้น 3 ปี โดย ภาพลักษณ์ใหม่ของ "อิเซตัน" จะเน้นความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ผู้บริโภคคนไทยและชาวต่างประเทศทั้งชาวญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆให้การยอมรับ และยังไม่มีห้างใดสามารถทำได้เหมือนหรือใกล้เคียงมาก่อน "การรีโนเวทครั้งนี้จะปรับพื้นที่ในส่วนของเครื่องสำอางเพิ่มขึ้น 50% และซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้น 30-40% และลดพื้นที่สินค้าส่วนตกแต่งบ้านให้ลดลงแทน พร้อมเพิ่มบริการ Jalux counter ในแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ด้วยการรับขนส่งสินค้าที่ซื้อจาก Jalux counter อาทิ สาเก ผลไม้ กล้วยไม้ ไปยังสนามบินให้กับลูกค้า โดยเบื้องต้นทางห้างเริ่มเปิดให้บริการแก่ลูกค้าของสายการบิน JAL ตั้งแต่ปลายที่ผ่านมา และจะขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าอื่นเพิ่มมากขึ้น" นายเคน โคบายาชิกล่าว ด้านแนวทางในการปรับกลยุทธ์การทำตลาด บริษัทชูเรื่องของแฟชั่น ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้า อาหาร และของใช้ในชีวิตประจำวันให้มีรูปแบบ ดีไซน์ที่โดดเด่น แนวทางต่อมาคือการนำเสนอแผนกสินค้าญี่ปุ่นต่างๆภายในห้างที่มีความโดดเด่นเช่น แผนกอาหาร ซึ่งสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากญี่ปุ่นจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่อาหารญี่ปุ่นกำลังเป็นที่นิยมของคนไทย เพราะมีจุดขายเรื่องของ "เฮลทธ์ตี้ ฟู้ด" ด้วย และแนวทางสุดท้ายคือเรื่องของ "คุณภาพ" ของสินค้าทุกชิ้นที่จำหน่ายในห้าง จะถูกคัดสรรมาอย่างดี และทุกอย่างจะต้องคงความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ทั้งนี้รูปแบบการทำตลาดจะเป็นกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุกเจาะตรงกลุ่มเป้าหมายระดับบน ซึ่งปัจจุบันอิเซตันมีลูกค้าคนไทยคิดเป็นสัดส่วน 60% ญี่ปุ่น 25% และชาติอื่นๆ อีก 15% ในปีที่ผ่านมามีการเติบโต 105% โดยแผนกอาหารญี่ปุ่นในซูเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตถึง 120% คิดเป็นมียอดขาย 55 ล้านบาทต่อปี หรือ 20% ของยอดขายอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด โดยอาหารญี่ปุ่นที่ขายดีที่สุดคือ ชาญี่ปุ่น, เส้นก๋วยเตี๋ยวแห้ง, ข้าว และอาหารแช่แข็ง อย่างไรก็ดีหลังการรีโนเวทเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10% สำหรับอิเซตัน นับเป็นห้างญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดีในประเทศไทยและตั้งอยู่ใจกลางเมือง หลังจากที่การแข่งขันของค้าปลีกในย่านสุขุมวิททวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้อิเซตันประกาศขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยบริษัทแม่เดินหน้าเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 800 ล้านบาท จากเดิม 300 ล้านบาท ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,100 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะรีโนเวทพื้นที่ภายในใหม่หมด รองรับการแข่งขันในย่านดังกล่าว ซึ่งอิเซตันเองมีเป้าหมายที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านบาทในปี 2550 จากปัจจุบันที่มียอดขายอยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท Source : Than Sretthakij : Jan 27, 2006 BKKinTO January 28th, 2006, 08:55 AM Massimo Dutti opens its first stores in Thailand and Singapore 25.01.2006 First openings in the Asia-Pacific area of a concept of the Group other than Zara Massimo Dutti has just opened in Bangkok and Singapore its first stores in the Asia-Pacific area. The outlet in Bankgok, located in the Slam Paragon shopping area – just off the well-known Siam square, one of the busiest places in central Bangkok – is also the first store opened by the Inditex Group in Thailand. Zara will launch its first store in Thailand at the same location shortly. As for Singapore, the site selected for the opening of the first Massimo Dutti store has been Orchad Road, the major shopping street of the capital. The new store is located at Liat Tower building, next to the second Zara outlet opened in Singapore in 2003. Inditex has been present in the Asia-Pacific area since 1998, when it launched its first outlet in Tokyo. In addition to Japan, Zara is present in Hong-Kong, Malaysia, Singapore, Indonesia and the Philippines. Source: www.inditex.com satit28 January 28th, 2006, 04:15 PM ^^^^ ............. Isatan: First change the uniform.......... they look hideous..........!!! Chad February 10th, 2006, 08:02 AM แอนน์ซีโมแนงรุกช่องทางห้างชนลาแมร์,ลงเอ็มโพเรี่ยม-พารากอนเล็งยอด 35 ล้าน แอนน์ ซีโมแนง ปารีส รุกขยายช่องทางขายจากสปาขึ้นห้าง เผยไทยเป็นประเทศแรกบุกค้าปลีก ประเดิมเปิดในห้างหรูเอ็มโพเรี่ยม-สยามพารากอน วางสินค้าเกรดเดียวกับลาแมร์ ลาแพรี ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 35 ล้าน พร้อมเตรียมเปิดร้านแฟลกชิพแห่งแรก เล็งทำเลสุขุมวิท ร่วมฤดี นางอลีน มาคาเดะ ประธานบริษัท แอนน์ ซีโมแนง ปารีส เจ้าของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว”แอนน์ ซีโมแนง” จากฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทมีแผนจะรุกขยายช่องทางจำหน่ายเข้าไปในห้างสรรพสินค้า จากเดิมมีจำหน่ายเฉพาะในสปาตามโรงแรมระดับห้าดาวเท่านั้น โดยได้มีการแต่งตั้งบริษัทเอเอส บิวตี้ โปรดักส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการตลาดและการขาย เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดสกินแคร์ในเมืองไทย และเมืองไทยถือเป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดค้าปลีก น.ส.วรินดา เธียรอัจฉริยะ ผู้อำนวยการ บริษัทเอเอส บิวตี้ โปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ ได้มีการเปิดเคาน์เตอร์แล้ว 2 แห่งที่เอ็มโพเรี่ยม และสยามพารากอน และในสิ้นปีมีแผนเปิดเพิ่มในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อาทิ สาขาลาดพร้าว ชิดลม และปิ่นเกล้า โดยเครื่องสำอางแอนน์ ซีโมแนง มีจุดเด่นสามารถนำสินค้ามาผสมกันได้ เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของลูกค้าแต่ละคน มีราคาตั้งแต่ 2,800 -12,500 บาท ซึ่งเป็นราคาระดับเดียวกับลาแมร์ และลาแพรี โดยตั้งเป้ายอดขายปีแรก 35 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดสาขาร้านแอนน์ ซีโมแนง ในรูปแบบแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในไทย ภายใต้คอนเซปต์ร้านนิว เทรนด์ดี้ สไตล์ มีบริการแบบครบวงจร บนขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร โดยขณะนี้ กำลังหาพื้นที่หลายแห่ง เช่น ซอยร่วมฤดี,สุขุมวิทและทองหล่อ คาดว่าจะใช้งบลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป Source : Bangkok Business News : Feb 10, 2006 Chad February 24th, 2006, 05:28 AM DUNHILL coming soon to GAYSORN, G floor http://img114.imageshack.us/img114/8654/p10107217bd.jpg Chad February 24th, 2006, 05:29 AM PORSCHE DESIGN Enlargement, Re-Opening soon GAYSORN, floor 2 http://img114.imageshack.us/img114/6485/p10107222ke.jpg Jo February 24th, 2006, 06:07 AM They are also installing glassy balustrades :) Chad February 24th, 2006, 06:08 AM Yeh, seems like they are upgrading the interior once again...:) BKKinTO February 24th, 2006, 06:17 AM thanks Chad .. may be we should have Gaysorn plaza thread. Chad February 24th, 2006, 06:25 AM Yesh, I think so too. DAMN!, Bangkok shopping distric is going crazy! Arewethereyet? February 24th, 2006, 08:21 AM They are also installing glassy balustrades :) what's it jo? Seems like dunhill doing great witht their business. kiku99 February 24th, 2006, 10:28 AM from those pics of Gaysorn, i think their business is doing better huh? more people in the complex. or maybe they are walking through;)? satit28 February 24th, 2006, 03:39 PM probably walking through to Central World :D ............... Jo February 24th, 2006, 05:14 PM what's it jo? They are replacing the metal fences on the top floor with glassy ones, similar to the ones in Siam Paragon. It's a part of a minor (?) upgrade of the interior to meet the increased competition from Siam Paragon, Siam Center and the other upgraded retail centers. I don't know what else they will do... we'll soon see :) Chad February 24th, 2006, 05:16 PM they also re-do the columns, donno what they doing either. KENDO February 25th, 2006, 01:27 PM Penny’s Balcony ช้อปปิ้งมอลล์แห่งใหม่กลางซอยทองหล่อ http://www.dailynews.co.th 25 กุมภาพันธ์ 2549 Penny’s Balcony จัดงาน Grand Opening เปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำหรับ Penny’s Balcony เป็นช้อปปิ้งมอลล์สุดหรูแห่งใหม่ กลางซอยทองหล่อ 16 ที่จะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคเร่งรีบได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับภายใน Penny’s Balcony จะประกอบด้วย ร้านอาหารต่าง ๆ ร้านขายสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ นอกจากนั้นยังมีร้านซักรีด ทำผม สปา และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จัดไว้สำหรับการบริการอย่างเต็มรูปแบบ คุณรุจพร พิศาลบุตร กล่าวถึงคอนเซปต์ของ Penny’s Balcony ว่า ที่ Penny’s Balcony แห่งนี้จะแตกต่างจากที่อื่น คือ สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของความเป็นครอบครัวได้อย่างครบวงจร และยังหวังว่า Penny’s Balcony จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้า ที่ต้องการความสะดวก ซึ่งที่ Penny’s Balcony ได้รวบรวมทุกอย่างไว้คอยบริการแล้วอย่างครบครัน สำหรับใครที่ชอบความสะดวกสบาย และเป็นนักช้อปตัวยง ก็ลองแวะไปได้ที่ Penny’s Balcony กลางซอยทองหล่อ 16 Arewethereyet? February 25th, 2006, 06:59 PM I would like to see the Le notre cafe.I heard that it goin to be like a LA restuarant style Chad February 26th, 2006, 01:23 AM There is also FENIX Building (fro retail) coming to Thonglo.Nice design :) satit28 February 26th, 2006, 02:42 PM i think BKK needs another or two RotiBoy.................... Mosaic February 26th, 2006, 03:00 PM i think BKK needs another or two RotiBoy.................... well as for me, I think we need 100 more Rotiboys :) nah. :) :cheers: stmon February 26th, 2006, 03:54 PM Until now I didn't taste Rotiboy yet,couldn't stand in the queue for 2-3 hours.It's too much for a bakery,na :( Jo February 26th, 2006, 03:56 PM I have managed to ignore the Rotiboy phenomenon, just seen the line of people outside the shop. Why is it so popular? Chad February 26th, 2006, 04:03 PM LOL...Chick food, I dont give a shit anyway. It taste no better than anyother food. just a time u have to wait makes u hungry thats all I guess. stmon February 26th, 2006, 04:03 PM Its smell is so good and can make you drain but when I saw an office guy carried 10 bags of this Rotiboy's bakery,I think those people might be crazy and addicted to this shop's bakery. :D Speed February 26th, 2006, 05:01 PM I bet you there will be copy-cat stores in Bangkok soon in this fad...."RotiGirl" "RotiMore" "RotiBoat" :colgate: remember for a while, there were stores all over the place when everyone went crazy for Taiwanese Tea with gooey balls (lots of stores in Siam Square etc.) :dizzy: Jo February 26th, 2006, 05:14 PM Bubble tea? That's still really big in Phnom Penh. Large, high profile establishments that looks like a casino or disco but actually specialize in... bubble tea :tongue3: ;) Anyway, I hate roti :) Arewethereyet? February 26th, 2006, 08:08 PM wemt to central ladproa today..there has another Rotiboy about to open soon Mosaic February 27th, 2006, 05:20 AM wemt to central ladproa today..there has another Rotiboy about to open soon Is it a genuine one or just a copy-cat? Arewethereyet? February 27th, 2006, 06:04 AM original one stmon February 27th, 2006, 06:19 AM Bubble tea? That's still really big in Phnom Penh. Large, high profile establishments that looks like a casino or disco but actually specialize in... bubble tea :tongue3: ;) Anyway, I hate roti :) It's bakery,na not really Indian's roti. :) If I'm not wrong 'roti' in Indian language is food that made with flour and baked. satit28 February 27th, 2006, 07:33 AM ^^^^ ........... those really sweet Roti are nice too............... Chad February 28th, 2006, 03:32 AM แคลิฟอร์เนียฯขยาย5สาขาปีหน้าเอาใจคนรักสุขภาพ โพสต์ทูเดย์ — แคลิฟอร์เนีย ว้าว มั่นใจตลาดฟิตเนสเซ็นเตอร์เมืองไทยขยายตัวได้อีกมาก ไม่หวั่นปัจจัยลบ วางเป้าลงทุนต่อเนื่องขยายขั้นต่ำขึ้นอีก 5 คลับภายในปี 2550 นายเอริค มาร์ค เลอวีน ประธานและประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว เอ็กซ์ พีเรียนซ์ กล่าวว่า บริษัทวางแผนจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ในเบื้องต้นจะมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง ภายในปี 2549-2550 ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เหมาะสมในแต่ละทำเล ได้แก่ สาขาอโศกติดกับรถไฟฟ้าใต้ดิน สาขาพัทยา สาขาเอสปานาจ รัชดา สาขาเอกมัย และสาขาแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะเป็นคลับแรกที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรก โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 600-700 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนราว 120-200 ล้านบาทต่อสาขา ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าในปีนี้จะยังมีอัตราการเติบโต 70-80% จากยอดรายได้รวม 796 ล้านบาท ในปี 2547 ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมองว่ายังมีทำเลที่เหมาะสมสำหรับการขยายสาขาของฟิตเนสเข้าไปได้อีกมาก และที่ผ่านมา มีการนำเสนอโลเกชั่นดีๆ สำหรับเปิดสาขาแคลิฟอร์เนีย ฟิตเนส หลายแห่ง เพื่อต้องการให้เข้าไปร่วมช่วยผลักดันให้พื้นที่ ดังกล่าวเจริญเติบโต นอกจากนี้ ภาวะความกดดันทางเศรษฐกิจอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนหันมาหาทางออกเพื่อผ่อนคลาย ด้วยการออกกำลังกายมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทจะมีทางเลือกในการคัดสรรบุคลากรที่จะมาให้บริการแก่ลูกค้ามากขึ้น และช่วย พัฒนาคุณภาพในการบริการให้ดีขึ้นได้ สำหรับสิ้นปี 2548 ที่ผ่านมา แคลิฟอร์เนียฯ มีสมาชิกรวม 5.4 หมื่นราย เพิ่มขึ้นจาก 3.2 หมื่นรายในปีก่อนหน้า จากจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการรวม 5 สาขา นับตั้งแต่การเข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ.2544 ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดมากเกินกว่า 50% ในตลาดฟิตเนสปัจจุบัน และเชื่อว่าในสิ้นปีนี้จะสามารถขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นได้อีกราว 50% เนื่องมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า รวมถึงงบประมาณด้านการตลาดรวมกว่า 5% ของเป้ายอดขายต่อปี หรือประมาณ 50 ล้านบาท ในปี 2549 นี้ ล่าสุด บริษัทได้ร่วมมือกับกลุ่มมีเดีย ทรานเอเชีย เปิดตัวนิตยสารรายเดือน “ว้าว ฟิตเนส” ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับความสวยงาม การออกกำลังกาย และเคล็ดลับความสวยความงามจากคนดังทั่วโลก เน้นเจาะกลุ่มผู้ที่สนใจการออกกำลังกาย โดยจะเริ่มวางแผงฉบับแรก 1 มีนาคม 2549 นี้ ด้วยยอดพิมพ์ต่อฉบับราว 5 หมื่นเล่ม แบ่งเป็นยอดสำหรับแจกให้สมาชิก 5 พันเล่ม และการจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วไปอีก 4.5 หมื่นเล่ม ในราคาเล่มละ 60 บาท รวมทั้งอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุน มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ร่วมกับบริษัท แฟมิลี่ โนว์ฮาว จัดทำซีรีส์โยคะ โดย มาสเตอร์คามาล อาจารย์ด้านโยคะที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เพื่อออกอากาศทางช่องยูบีซี มันนี่ แชนแนล ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบัน จำนวนคนที่สมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีเพียง 1% ของจำนวนประชากรรวม ซึ่งมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก หากเทียบกับอัตราส่วนประเทศใกล้เคียง อาทิ ฮ่องกง 4% ของประชากรรวม ส่วนไต้หวัน และ ญี่ปุ่น มีสัดส่วน 3% และ 4-5% ของประชากรรวมตามลำดับ Source : Posttoday : Feb 28, 2006 Chad March 1st, 2006, 01:02 AM ห้างสาดแคมเปญรับลมร้อน ดันเม็ดเงินสะพัดหมื่นล้าน นางสาวอุสรา ยงปิยะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่มห้างสรรพสินค้าหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดช่วงซัมเมอร์ ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดแนวคิดและรูปแบบการจัดกิจกรรมซัมเมอร์แบบแปลกๆ ใหม่ๆ รวมถึงสินค้าที่เข้ากับซัมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เป็นต้น ทำให้ห้างในกรุงเทพฯ มีเงินสะพัดกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับปีนี้ โรบินสันจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดในช่วงฤดูร้อน ด้วยแคมเปญ "โรบินสัน ซัมเมอร์ สปิริท 2006" ซึ่งอยู่ภายใต้คอนเซปต์ “เซ็กซี่ โบ-ฮิพ” (Sexy Bo-Hip) โดยนำกระแสการแฟชั่นการแต่งตัวในสไตล์โบฮิเมียน ผสมผสานกับฮิปปี้ นอกจากนี้ในกลุ่มคอสเมติกส์ รองเท้า แอคเซสเซอรี่ และของตกแต่งบ้าน ยังนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ๆ รับซัมเมอร์อีกด้วย ทั้งนี้คาดว่าในช่วงซัมเมอร์จะมีคอลเลคชั่นใหม่ออกวางจำหน่ายมากกว่า 50% ของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่นับหมื่นรายการด้วย โดยตั้งเป้ายอดขายจากแคมเปญนี้กว่า 600 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% หลังจากนั้นจะมีกิจกรรมอื่นๆ ตามมาอีกตลอด 2 เดือนเต็ม ซึ่งปกติแล้วช่วงซัมเมอร์จะสามารถทำยอดขายให้กับห้างคิดเป็นสัดส่วน 15% ของยอดขายตลอดทั้งปี รองจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 18-19% โดยปัจจุบันโรบินสันเป็น 1 ในกลุ่มผู้นำด้านไอเดียและดีไซน์ในการจัดกิจกรรมการตลาดและประสบความสำเร็จ ซึ่งในปีนี้คาดว่าโรบินสันจะมีส่วนแบ่งตลาดในช่วงซัมเมอร์ 12% อย่างไรก็ดี ปัญหาการเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้จากภาพรวมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่าปีก่อน ขณะที่ในครึ่งปีหลังคาดว่าการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องนำเสนอกลยุทธ์รูปแบบใหม่ๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าตัวเองไว้ให้ได้ Source : Bangkok Business News : Mar 1, 2006 Chad March 1st, 2006, 01:03 AM เอ็มทีวี เปิดช่องเด็ก-เกย์ บุกตลาดไทย (Nickelodeon and Logo Channel)[/b] “เอ็มทีวี เอเชีย” มั่นใจตลาดบันเทิงไทยโต เล็งนำช่องเด็ก-เกย์ ให้บริการเพิ่มทั้งช่องทางฟรีทีวีและเคเบิลทีวี เตรียมพร้อมดิจิทัล คอนเทนท์ รองรับเทคโนโลยีบูม นายไนเจล ร็อบบินส์ ประธานบริหาร เอ็มทีวี เน็ตเวิร์คส เอเชีย แปซิฟิค เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินงานในปีนี้ เอ็มทีวี จะเน้นขยายช่องรายการในแต่ละตลาดให้เพิ่มมากขึ้น ในประเทศไทย บริษัทฯมีแผนจะนำช่องรายการนิเคลโลเดียน “Nickelodeon” ซึ่งเป็นช่องสำหรับเด็กมาออกอากาศทางฟรีทีวีและเคเบิลทีวีในปีนี้ รวมทั้งจะพิจารณานำช่องสำหรับเกย์ ชื่อ “Logo Channel” ซึ่งเอ็มทีวีเปิดบริการในละตินอเมริกาและออสเตรเลียไปเมื่อปีที่ผ่านมา มานำเสนอในตลาดเมืองไทยด้วย เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีการเปิดกว้าง โดยจะมีการเจรจาดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทย เช่น ยูบีซี หรือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นต้น นายร็อบบินส์ กล่าวว่า ธุรกิจบันเทิงของไทยมีแนวโน้มการเติบโตสูงและเมืองไทยถือเป็นตลาดหลักที่เอ็มทีวีให้ความสำคัญ แต่ละปีเอ็มทีวีมีการขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20-30% ต่อปี และจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นสถานการณ์ในระยะสั้นและจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจแต่อย่างใด ในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจทางด้านบันเทิงยิ่งต้องสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นายไนเจล กล่าวว่า จากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิทัล เอ็มทีวี ยิ่งต้องเพิ่มคุณภาพและการสร้างสรรค์รายการให้มากขึ้น รวมทั้งได้มีการสร้างคอนเทนท์ในรูปแบบดิจิทัลออกมาจำนวนมาก เพื่อขยายการให้บริการไปสู่ช่องทางต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งดิจิทัล มีเดีย, โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งไอพีทีวี ซึ่งในหลายประเทศมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อย่างอังกฤษ, เกาหลี ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับบริการของเอ็มทีวีได้ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งจะทำให้ในอนาคตแนวโน้มรายการบันเทิงของเอ็มทีวีจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบัน ธุรกิจของเอ็มทีวีและนิเคลโลเดียน มีทั้งการจำหน่ายรายการ, สื่อดิจิทัล เช่น เวบไซต์ สื่อทางโทรศัพท์มือถือและสินค้าที่เป็นของใช้ประจำวัน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบธุรกิจดังกล่าว เอ็มทีวีจะขยายให้ครบสมบูรณ์ในทุกตลาดรวมทั้งประเทศไทยด้วย Source : Bangkok Business News : Mar 1, 2006 Chad March 1st, 2006, 01:05 AM รอตตี้บอย ผุดรง.ในไทยรับแผนลดต้นทุนผลิต "รอตตี้บอย" เตรียมควักกระเป๋า 1 ล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานและครัวกลาง ขยายกำลังการผลิตในไทย เผยปีนี้ ผุดอีก 8 สาขา คาดทยอยยุบร้านในสิงคโปร์ มุ่งตลาดไทยมากขึ้น นายฮิโร ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอตตี้บอย เบคช้อปป์ จำกัด ผู้ดำเนินการร้านขนม "รอตตี้บอย" เปิดเผยว่า บริษัทจะใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาท เพื่อขยายการผลิต วัตถุดิบในประเทศไทย จากเดิมที่ต้องนำเข้าจากมาเลเซีย ทั้งนี้ บริษัทได้จัดทำระบบครัวกลาง ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 หมื่นชิ้นต่อวัน ในขณะที่การลงทุนด้านเครือข่าย จะมีการเพิ่มสาขาอีก 8 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 2 แห่ง คือ ที่สีลมและสาขาสยามสแควร์ สำหรับรูปแบบการขยายสาขา ประกอบด้วย 3 แบบ คือ รูปแบบสเปเชียลตี้ ช็อป เช่นเดียวกับ 2 สาขาแรก รูปแบบเบอเกอรี่ ช็อป และร้านแบบสมบูรณ์แบบ ( Flagship Shop) หรือเบอเกอรี่ คอฟฟี่ ช็อป ที่มีการจำหน่ายทั้งขนมและเครื่องดื่ม ซึ่งจะเห็นได้ในสาขาเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซา ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นายตัน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กำลังพิจารณาจะจัดตั้งผู้ที่ได้รับสิทธิในการให้แฟรนไชส์ในประเทศไทย (Master Franchise) ส่วนประเด็นที่มีคนในครอบครัวนายกรัฐมนตรีต้องการเข้ามาซื้อแฟรนไชส์ ของรอตตี้บอยนั้น คงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างเล็ก การที่พิจารณาผู้ที่จะเป็นแฟรนไชส์นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากว่าจุดขายของรอตตี้บอยคือเรื่องของประสบการณ์ของลูกค้า ดังนั้น ต้องมีการคัดเลือก และต้องมีการฝึกอบรมพนักงานใช้เวลาค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ มีผู้สนใจมาขอสมัครเป็นแฟรนไชส์ ทั้งทางอินเทอร์เน็ตและการเดินเข้ามาสอบถามมากกว่า 60 รายต่อวัน สำหรับแผนการต่อไปนั้น ทางบริษัทจะทยอยปิดสาขาที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ลง เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุนและคาดว่าจะปิดทั้งหมด ภายในระยะเวลา 1 ปี และจะถ่ายโอนพนักงานมาที่ยังประเทศไทยและใช้ไทยเป็นที่สร้างตลาดใหม่แทน ส่วนอนาคตนั้น กำลังพิจารณาว่าจะขยายสาขาไปยังประเทศจีน Source : Bangkok Bussiness News : Mar 1, 2006 Chad March 1st, 2006, 01:16 AM เอ็มบีเคเท 200ล.ผุด“เดอะฟิฟท์”สู้ค้าปลีกราชประสงค์ เอ็มบีเคฯ ปรับตัวสู้ศึกค้าปลีกราชประสงค์ ผุดศูนย์อาหารนานาชาติ แบบบริการตัวเอง พื้นที่ 5,500 ตร.ม. เจาะต่างชาติ-คนไทย คาดโกยรายได้ 20 ล้าน/เดือน นางริรินดา พูนพิพัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็มบีเค เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์อาหารนานาชาติ "เดอะฟิฟท์" เปิดเผยว่า ได้ใช้งบกว่า 200 ล้านบาท เปิดศูนย์อาหารนานาชาติ “เดอะฟิฟท์"(The Fifth) บนพื้นที่ 5,500 ตารางเมตร บนชั้น 5 ศูนย์การค้ามาบุญครอง ให้บริการอาหาร 15 ชาติ รวมกว่า 24 ร้านค้าในรูปแบบบริการตนเอง โดยลูกค้าสามารถใช้บัตรสมาร์ทการ์ดในการซื้ออาหารในราคาเริ่มต้นประมาณ 100 บาทขึ้นไป และชำระเงินบริเวณทางออกของศูนย์เพียงครั้งเดียว รวมถึงมีการแสดงเอ็นเตอร์เทนเมนท์ในพื้นที่ และครัวแบบเปิด เจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และคนไทยระดับบีบวกขึ้นไป โดยการปรับปรุงดังกล่าวได้ดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยได้ลดจำนวนร้านเฟอร์นิเจอร์ที่เคยอยู่เต็มพื้นที่ชั้น 5 เดิม ให้เหลือเพียง 2 ร้านขนาดใหญ่ และแบ่งพื้นที่ 5,500 ตารางเมตรดังกล่าวเป็นร้านค้าลงทุนเอง 3,800 ตารางเมตร หรือ 800 ที่นั่ง และพื้นที่ให้เช่า 1,700 ตารางเมตร ซึ่งขณะนี้มีผู้เช่าพื้นที่เต็ม 100% แล้วเช่น รอตตี้บอย, Sea Munch, สตาร์ คอฟฟี่, เดลิย่า เป็นต้น ส่วนศูนย์อาหารชั้น 6 ยังเปิดบริการอยู่ โดยจำหน่ายอาหารราคาตั้งแต่ 35 บาทขึ้นไป ทั้งนี้บริษัทเชื่อว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 3,000 คนต่อวัน คิดเป็นผู้บริโภคคนไทย 60% และต่างชาติ 40% โดยมีการบริโภคเฉลี่ย 200-250 บาทต่อคนต่อครั้ง หรือมีรายได้กว่า 20 ล้านบาทต่อเดือนหลังเปิดบริการ จากที่ผ่านมามีลูกค้าของห้างมาบุญครองเฉลี่ย 1.03 แสนต่อวัน แบ่งเป็น คนไทย 1 แสนคนต่อวัน และต่างชาติ 3 หมื่นคนต่อวัน Source : Bangkok Bussiness News : Mar 1, 2006 satit28 March 1st, 2006, 02:08 AM thats great for tourists................. Arewethereyet? March 1st, 2006, 11:29 AM They want to compete with Siam paragon.But it's totally different market Chad March 3rd, 2006, 01:21 AM Ethan Allen opens in Bangkok The American luxury furniture brand Ethan Allen has opened its first showroom in Southeast Asia in Bangkok with a target to generate 60 million baht in sales in its first year and 15% annual growth. Ethan Allen, launched in the United States in 1932, has more than 300 stores worldwide with Asian outlets in China, Japan, South Korea and Taiwan. Marc Dasilva, general manager of JS Home Interiors Plc, a subsidiary of the Jaspal Group, said the company wanted to bring its products to Thailand a decade ago but the country faced an economic crisis at that time. He said the Thai economy now had recovered to the point where demand would match Ethan Allen products, especially among affluent buyers. The company estimates the market value for luxury home furnishings at 500 million baht. ''Thai people have a great fancy for fashion and product style. Numerous high-end real estate projects have recently been completed or will be completed in the near future with many others still in the early stages of development,'' said Mr Dasilva. ''These real estate development projects are a leading indicator for the furnishings industry and we expect to capture a large share of this market.'' The first showroom, representing an investment of 80 million baht, is located on Sukhumvit Road. Source : Bangkokpost : Mar 3, 2006 Chad March 3rd, 2006, 01:22 AM Big C to pump Bt2 bn into four new stores Kwanchai Rungfapaisarn Big C Supercentre Plc will invest more than Bt3 billion this year, with about Bt2 billion to be spent on opening four discount stores. "We will also allocate Bt1 billion to renovate our existing stores. About 11 Big C branches will enter the renovation process and four to five stores, such as Wong Sawang [in Bangkok], will undergo major work," Praphan Eamrungroj, senior vice president for properties, said yesterday. Two Big Cs will open in Phrae and Ratchaburi in the middle of the year and two more, also upcountry, by year-end. The Phrae property will be a compact model with retail space of 5,800 square metres, while Ratchaburi will follow a standard format with 9,000-10,000 square metres. Casino Group of France owns 63 per cent of Big C Supercentre. Central Retail Corp, Thailand's largest retail conglomerate, owns the rest. The company operates 45 stores, of which 24 are in Bangkok. The renovated stores will take about three and a half years to show a return on investment. Chief financial officer Rumpa Kumhomreun said five store launches - in Omyai, Phetkasem, Sukhapiban, Ekamai [all in Bangkok] and Sakon Nakhon - had helped boost revenues by 12.2 per cent to Bt53.1 billion last year. "Despite the economic downturn and many difficulties such as higher petrol prices, which made consumers more cautious about spending money, Big C was able to meet its profit target for the year," Rumpa said. Revenue from renting out space to tenants rose 19.6 per cent to Bt6.38 billion. Net income was up 17.6 per cent to Bt1.8 billion last year, while selling and administration expenses rose by 12.8 per cent to Bt8.6 billion. This year's focus will be on improving logistics while controlling energy costs. "We will expand space at our distribution centre in Wang Noi [in Ayutthaya] from 30,000 square metres currently to 40,000 square metres this year, and up to 50,000 next year. The expansion will raise the capacity of the distribution centre to handle dry food products by 70 per cent," she said. "We would like to reduce our logistics costs by at least 5 per cent this year," she added. A back-haul system has been implemented to ensure that Big C's delivery trucks pick up suppliers' shipments on the way back to the distribution centre rather than return empty. The country's second-ranked hypermarket chain will handle transportation of fresh and dry foods with 18-wheel trucks. The trucks will be packed full for every delivery to stores to reduce transport costs. Big C has created an energy-saving programme aimed at reducing all energy costs. The company would this year spend Bt109 million to install energy-saving equipment at its stores including ozone treatment systems, light-saving controllers and equipment to ensure efficient use of electricity. "The energy-saving equipment will generate Bt38.5 million of annual return and the payback period will be almost three years," she said. Jariya Chirathivat, vice president for marketing and communications, said this year's marketing strategy was directed at building brand loyalty to retain long-term customers. The company will continue to concentrate on Big C's core value of being the low-price leader in the marketplace. Source : THE NATION : Mar 3, 2006 Chad March 3rd, 2006, 01:24 AM "ยัสปาล"แตกไลน์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์หรูอเมริกา ยัสปาลกรุ๊ป รุกตลาดเฟอร์นิเจอร์ นำเข้า"อีธาน แอลเลน"เฟอร์นิเจอร์หรูจากอเมริกา เจาะตลาดกลุ่มบีบวกขึ้นไป โดยทุ่มงบ 80 ล้านบาท เปิดโชว์รูมริมถนนสุขุมวิท ซอย 15-17 ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 60 ล้านบาท นายมาร์ก ฏะซิล์วา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจเอส โฮม อินทีเรียส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวอยู่ในเครือยัสปาลกรุ๊ป ซึ่งผู้บริหารได้วางแผนขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ โดยล่าสุดได้ลงทุน 80 ล้านบาท ในการตกแต่งโชว์รูมริมถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 15-17 พื้นที่รวม 1,300 ตารางเมตร เป็นโชว์รูม 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นโชว์รูมในการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ "อีธาน แอลเลน" "อีธาน แอลเลน" เป็นเฟอร์นิเจอร์ระดับหรูจากสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งมากว่า 70 ปี มีสาขากว่า 300 สาขาทั่วโลก มียอดขายมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก จากเฟอร์นิเจอร์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา การนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่า ตลาดเฟอร์นิเจอร์หรูในไทย ยังมีความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้บริโภค และสินค้าที่บริษัทนำเข้าก็มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักระดับบีบวกขึ้นไป ดังนั้นเพื่อให้สินค้าของบริษัทเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น จึงได้วางงบการตลาดไว้ 30 ล้านบาท เพื่อจัดทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการซื้อสื่อโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ไดเร็คเมล โดยมุ่งหวังการสร้างความจดจำตราสินค้าให้มากที่สุด นายมาร์ก กล่าวด้วยว่า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่ยัสปาลฯ ได้ขยายตลาดครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในการต่อยอดธุรกิจของเครือยัสปาล ที่มีธุรกิจหลักทำเกี่ยวกับสิ่งทอ หลากหลายรายการ ทั้งผ้าปูที่นอน และอื่นๆ ซึ่งหากผู้บริโภคต้องการจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว บริษัทก็พร้อมจะให้บริการ โดยรูปแบบการบริการของบริษัท จะมีทีมดีไซเนอร์ที่มีประสบการณ์ให้คำแนะนำ และรับประกันหลังการขายสินค้า 1 ปี เฟอร์นิเจอร์ อีธานฯ ที่เปิดตัวนอกจากการออกแบบเฉพาะตัวแล้ว เฟอร์นิเจอร์ไม้ทุกชิ้น จะมีการอบแห้งจนเหลือความชื้นเพียง 6-8% ช่วยให้อายุการใช้งานนานขึ้น ทั้งประตู, ตู้ และลิ้นชัก ซึ่งแต่ละชิ้นได้รับการออกแบบโดยเฉพาะ ให้พอดีกับชิ้นงานนั้นๆ เพื่อการใช้งานที่สะดวก Source: Bangkok Business News: Mar 3 ,2006 Chad March 3rd, 2006, 01:26 AM "บิ๊กซี"ไม่หวั่นการเมืองวุ่นขยายลงทุน อัด3พันล.เพิ่มสาขาปรับช้อปปิ้งมอลล์ "บิ๊กซี" ไม่หวั่นการเมืองป่วน ชี้แค่ระยะสั้นไม่กระทบตลาด ประกาศเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง อัดงบ 3,000 ล้านบาท ขยายสาขาอีก 4 แห่ง พร้อมปรับโฉม 11 สาขา สู่คอนเซปต์ช้อปปิ้งมอลล์เต็มรูปแบบ เดินหน้าลดต้นทุนดันรายได้ปีนี้โต 12% นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การเมืองไม่ดีนัก แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาวกับภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งโดยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยถือว่ายังแข็งแกร่ง เชื่อว่าจะไม่กระทบการลงทุนของไฮเปอร์มาร์เก็ต ด้านนายประพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุน โดยจะทุ่มเม็ดเงิน 3,000 ล้านบาท ในการขยายสาขาใหม่ 4 แห่ง ที่ จ.แพร่, ราชบุรี และอีก 2 แห่งในภาคกลาง คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท ส่วนอีก 1,000 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงสาขาเดิม 11 แห่ง การขยายสาขาใหม่ปีนี้ บิ๊กซีได้วางคอนเซปต์เป็นช้อปปิ้งมอลล์เต็มรูปแบบ โดยเพิ่มร้านค้าย่อยมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งบิ๊กซีรู้สึกสนุกสนาน โดยจะเพิ่มพื้นที่ร้านค้าย่อยมากขึ้น มีทั้งแบบคอมแพ็ค ฟอร์แมท และสแตนดาร์ด ฟอร์แมท นอกจากนี้ บิ๊กซี ยังคงเดินหน้าลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างยอดขายและคงกำไร โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 59,577 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้า 53,194 ล้านบาท โตจากปี 2547 ประมาณ 12.2% และรายได้จากอื่นๆ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ 6,383 ล้านบาทโต 19.6% มีกำไรก่อนหักภาษี 2,738 ล้านบาท โต 20% ทั้งนี้รายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจากการขยายสาขาใหม่ 5 แห่ง ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้โตเท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 12% ปีนี้นโยบายการดำเนินงานของบริษัท ยังเดินหน้าลดต้นทุนทั้งที่ดีซีหรือศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งตั้งอยู่ที่อยุธยาปัจจุบันมีพื้นที่ 3 หมื่นตารางเมตร มีบริการสินค้านอนฟู้ดส์เกือบทั้งหมด ซึ่งปีนี้จะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 4 หมื่นตารางเมตร เพื่อเพิ่มที่การบริหารสินค้านอนฟู้ดส์ให้ได้ 20% ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5 หมื่นตารางเมตร เพิ่มสินค้านอนฟู้ดส์เป็น 50% นอกจากนี้ ปีนี้บริษัทก็จะลดต้นทุนในส่วนของโลจิสติกส์ลงอีก 50% ทั้งในการเพิ่มตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า ติดตั้งระบบเอ็นจีวีในรถบรรทุก พร้อมลดต้นทุนในส่วนของพลังงาน เช่น ปรับระบบความเย็นในอาคาร และการติดตั้งอุปกรณ์ในการลดกะแสไฟ ซึ่งคาดว่าใช้งบ 109 ล้านบาท ทำให้บริษัทลดต้นทุนด้านพลังงานได้ 40 ล้านบาท คืนทุนภายใน 3 ปี ปัจจุบันบิ๊กซีมีหนี้อยู่ 1,500 ล้านบาท เป็นการกู้จากแบงก์ภายในประเทศ 750 ล้านบาท คาดว่าจะใช้หมดในปีหน้า และอีก 750 ล้านเป็นกลุ่มคาสิโน คาดว่าจะใช้หมดในเดือนเมษายนนี้ นางสาวจริยา กล่าวว่า นอกจากการลดต้นทุนในส่วนต่างๆ แล้วนโยบายของบิ๊กซี คือ การชูเรื่องสินค้าราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับไฮเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ หรือแคมเปญ “ถูกชัวร์” โดยชูสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ภายใต้ชื่อ ลีดเดอร์ไพรซ์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 1,200 เอสเคยู โดยบิ๊กซีตั้งเป้าที่จะให้ลูกค้าหันมาใช้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ยังไม่ถึง 50% ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ทั้งๆ ที่ราคาถูกกว่าสินค้าปกติถึง 20% อย่างไรก็ตาม ปีนี้ บิ๊กซีตั้งเป้าให้ลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก 20% Source : Bangkok Business News: Mar 3, 2006 Chad March 3rd, 2006, 03:14 AM SFรุกเพิ่มพื้นที่เช่าเท่าตัว ลุยเปิด4สาขาใหม่ใน2ปี โดย กระแสหุ้น : Mar 3, 2006 SF เปิดแผนธุรกิจปี49 รุกผุด 3 โครงการใหม่หวังเพิ่มพื้นที่เช่าโตกว่าเท่าตัว ตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2550 จะมีพื้นที่รวมกว่า 214,000 ตร.ม. จากการเปิดเพิ่มอีก 1 โครงการ ล่าสุดปีที่แล้วกำไรลดวูบ49% เหลือแค่ประมาณ 108 ล้านบาท นายสมนึก พจน์เกษมสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน ) (SF) ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด กล่าวว่า ในสิ้นปี 2549บริษัทฯ ตั้งเป้าจะเพิ่มพื้นที่เช่าเป็น 194,000 ตารางเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับเดิม 97,000 ตารางเมตร ในปี 2548 จะมีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทั้งนี้ ภายในปี 49 ทาง SF ยังเดินหน้าเปิดศูนย์อย่างน้อยอีก 3 แห่ง อาทิศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โครงการเบลล่า วิสต้า พหลโยธิน, โครงการดิ อะเวนิว แจ้งวัฒนะ, โครงการเอสพลานาด รัชดา และในปี 50 อีก 1 แห่ง ได้แก่ โครงการ ดิ อะเวนิว พัทยา โดยมีพื้นที่เช่ากว่า 20,000 ตารางเมตร จะทำให้มีพื้นที่รวมภายในสิ้นปี 2550 ราวกว่า 214,000 ตารางเมตร สำหรับงวดปี 2548 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ประจำ (รายได้ค่าเช่า รายได้ค่าบริการ รายได้ค่าสาธารณูปโภค และรายได้อื่น ) จำนวน 338.66 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 125.50 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 59 และมีกำไรสุทธิ 107.56 ล้านบาท ลดลง 102.81 ล้านบาท หรือร้อยละ 49 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 210.37 ล้านบาท เนื่องจาก ในปี 2547 บริษัทรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมจัดหาสถานที่ประกอบการจำนวนมาก จากโครงการที่เปิดใหม่ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการเพชรเกษม พาวเวอร์ เซ็นเตอร์ และ โครงการเอกมัย พาวเวอร์ เซ็นเตอร์ เป็นต้น โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,166.12ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 90 จาก 1,663.05 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 896.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จาก 860.05 ล้านบาท สำหรับ บมจ. สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อดำเนินงานด้านพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด (Open-Air Shopping Center) ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ฯ หลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์การค้าชุมชน (Neighborhood Shopping Center) จำนวน 8 แห่ง คือที่บางบอน, ประชาอุทิศ, สุขาภิบาล 3, สุขุมวิท 71 (คลองตัน ), ทองหล่อ, ทุ่งมหาเมฆ, แจ้งวัฒนะและปิยรมย์ เพลส (สุขุมวิท 101/1) ศูนย์สะดวกซื้อ (Convenience Center) 4 แห่ง ที่รามอินทรา กม.2, วังหิน, ลาดพร้าว ซอย 120 และตลาดวังหิน ร้านค้าปลีก (Stand-alone Retail Store) 8 แห่ง ที่ รัชดา-ห้วยขวาง รัชดา-พระราม 3 สาทร พัฒนาการ ท่าพระ บางแค เหม่งจ๋าย และพหลโยธิน กม.27 ศูนย์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ย่านชานเมือง (Urban Entertainment Center) 1 แห่ง ที่เอสเอฟ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ฉะเชิงเทรา ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ (Lifestyle and Entertainment Center) 5 แห่ง J Avenue ทองหล่อ ซอย 15, ดิ เอวะนิว แจ้งวัฒนะ, เอสพลานาด, ดิ อะเวนิว พัทยา, เบลล่า วิสต้า พหลโยธิน Mosaic March 3rd, 2006, 10:04 AM I just know that actually Rotiboy is from Singapore. cHemon March 3rd, 2006, 10:29 AM Isn't it from M'sia?? :? Chad March 3rd, 2006, 10:57 AM M'sia..:) kiku99 March 3rd, 2006, 03:32 PM "SFรุกเพิ่มพื้นที่เช่าเท่าตัว ลุยเปิด4สาขาใหม่ใน2ปี i think they are so doing so well with existing branches :) Chad March 7th, 2006, 03:50 AM ยูเนี่ยนมอลล์ชูสินค้าต่อราคาได้สู้เซ็นทรัล โพสต์ทูเดย์ — “ยูเนี่ยน มอลล์” สู้ศึก ค้าปลีก ยักษ์เซ็นทรัลแยกลาดพร้าว ชูกลยุทธ์สินค้าต่อได้เอาใจขาช็อปเด็กแนว พร้อมอัด งบ 70 ล้านบาทโปรโมตศูนย์ฯ ตลอดปี วาดเป้ารายได้สิ้นปีทะลุ 100 ล้านบาท คาดคืนทุนภายใน 10 ปี น.ส.จิรภัทร ศิริจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามจตุจักร ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้า ยูเนี่ยน มอลล์ เผยว่า บริษัทใช้งบลงทุน 2.7 พันล้านบาท พัฒนาโครงการศูนย์การค้าแยก ลาดพร้าวชื่อ “ยูเนี่ยน มอลล์” ซึ่งเป็นทำเลที่มี ศักยภาพใกล้สถานศึกษาและสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน นอกจากนี้ ทำเลดังกล่าวยังตั้งอยู่ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ทำให้ช่วยกันทำตลาดและดึงลูกค้าให้เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าร่วมกันในย่านปากทางลาดพร้าวมากขึ้น ไม่ได้มองว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นคู่แข่งในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากสินค้าที่นำมาจำหน่ายแตกต่าง จับกลุ่มเป้าหมายต่างจากเซ็นทรัล สำหรับรูปแบบร้านค้าในศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ จะเน้นการทำตลาดผ่านร้านค้ารายย่อย เป็นหลัก ผสมกับสินค้าแบรนด์เนมบางแบรนด์ เช่น บอสซินี และจิออดาโน นอกจากมีซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าครบวงจร ยังมีสถาบันกวดวิชา และกำลังเจรจากับค่ายโรงภาพยนตร์มาเปิดที่ ชั้น 6 เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง และกลุ่มวัยทำงาน 13-45 ปี โครงการขายไปแล้ว 60% คาดสิ้นปีเปิดได้เต็ม 100% ตั้งเป้าปีแรกรายได้ 100 ล้านบาท คุ้มทุนใน 10 ปี บริษัทจะใช้งบการตลาดปีนี้ 70 ล้านบาท จัดกิจกรรมดึงผู้บริโภค พร้อมใช้กลยุทธ์เดียว กับที่ศูนย์การค้าโบนันซ่าส์ของบริษัท ที่ตั้ง ตรงข้ามมาบุญครอง คือสินค้าที่ขายต่อรอง ราคากันได้ ในบรรยากาศติดแอร์มาเป็นจุดขาย โดยที่ ยูเนี่ยน มอลล์ จะมีสินค้าหลากหลายครบครันกว่า Source: POSTTODAY : May 7, 2006 Chad March 9th, 2006, 03:08 AM ธงแม่ทัพเดอะมอลล์ ฟันยอดขาย6พันล้าน โพสต์ทูเดย์ — ผ่าวิชั่นแม่ทัพการตลาดเดอะมอลล์ กรุ๊ป เน้นอีเวนต์-โปรโมชั่น หวังเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่พร้อมรักษาฐานลูกค้าเดิม ประเดิม 100 ล้าน อัด 11 แคมเปญรับกำลังซื้อหน้าร้อน-ปิดเทอม กระตุ้นยอดขายทะลุ 6 พันล้านบาท นายณัฐพงศ์ กิจนิจชีวะ ผู้จัดการทั่วไปสายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป คนใหม่ เปิดเผยว่า นโยบายการทำตลาดธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ในปีนี้จะยังคงรักษากลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นครอบครัวเป็นหลัก โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าแต่ละหมวดให้เข้ากับพฤติกรรม หรือไลฟ์ สไตล์ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเพื่อให้เดอะมอลล์เป็นแหล่งช็อปปิ้งจุดเดียว หรือ “วัน-สต็อป-ช็อปปิ้ง” พร้อมขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วยการจัดกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ หรือ “อีเวนต์ มาร์เก็ตติ้ง” อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อเป็น แม่เหล็กดึงผู้บริโภคให้เดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้าภายในห้างมากขึ้น จากปัจจุบันที่เดอะมอลล์มีลูกค้าหมุนเวียนที่นับจากจำนวนรถที่เข้ามาประมาณ 2-3 หมื่นคันต่อสาขาต่อวัน ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถเพิ่มให้ได้มากกว่านี้ หากทาง เดอะมอลล์มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทยังเตรียมแผนวางงบการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มอีก 10% ผ่านแนวทางการทำตลาดทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อ กระตุ้นกำลังซื้อและอารมณ์ผู้บริโภคให้เข้ามา จับจ่ายผ่านร้านค้าในห้างเดอะมอลล์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อยอดขายของเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% จากอัตราค่าใช้จ่ายต่อครอบครัวเฉลี่ยประมาณ 1 พันบาท ขณะที่สินค้าที่ขายดียังมาจากกลุ่มสตรีเป็นหลัก แบ่งตามลำดับออกเป็นกลุ่มเครื่องสำอางกว่า 30% กลุ่มเสื้อผ้าบูติกเกือบ 30% กลุ่มเสื้อผ้าผู้ชายเกือบ 20% และอื่นๆ 20% อาทิ กลุ่มเด็ก และเพาเวอร์มอลล์ เป็นต้น ล่าสุดบริษัทใช้งบ 100 ล้านบาทสำหรับ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมทางการตลาดช่วงฤดูร้อนระหว่างวันที่ 10 มีนาคม-16 เมษายน รวม 11 รายการ ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็น ฤดูขายสำคัญของตลาดค้าปลีก จากแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงด้านแฟชั่นสินค้ากลุ่มต่างๆ รวมถึงการปิดภาคการศึกษาของนักเรียน ที่ ส่งผลให้สถาบันด้านความรู้-บันเทิงประเภทต่างๆ ในห้างสรรพสินค้ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ตามด้วย สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมการตลาดเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุกสาขาและโคราชในฤดูร้อนนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวม ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ประมาณ 6 พันล้านบาท จากปีที่ผ่านช่วงดังกล่าวมียอดขายประมาณ 5.5 พันล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมทั้งปีคาด อยู่ที่ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2548 ราว 10% หรืออยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท Source : POSTTODAY : Mar 9, 2006 Chad March 11th, 2006, 05:08 AM ไอซีเบอร์ลินเจาะเมโทรเซ็กช่วลไทย ชูดีไซน์จับไฮเอนด์นิยมแบรนด์เนม แว่นตาเยอรมันบุกตลาดไทย ประเทศแรกในอาเซียน หลังพบแนวโน้มกลุ่มไฮเอนด์-เมโทรเซ็กช่วลกำลังซื้อสูง แม้ภาวะการเมืองตึงเครียด ส่งแว่นตา 500 แบบ ราคา 1.3 หมื่นขึ้นไปลงตลาด คาดปริมาณยอดขายปีแรก 2,500 อัน โกยแชร์ 5% จากรายได้รวม 40 ประเทศ นายประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อายลิ้งค์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแว่นตาแบรนด์เนมมากกว่า 20 แบรนด์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากบริษัท ไอซี เบอร์ลิน บริลเลน จีเอ็มบีเอช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแว่นตาภายใต้แบรนด์ ไอซี เบอร์ลิน (ic! berlin) ประเทศเยอรมนี ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแว่นตาภายใต้แบรนด์ดังกล่าวในประเทศ ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดครั้งแรกในอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ดังกล่าว มีจุดเด่นด้านรูปแบบดีไซน์ที่หลากหลาย และไม่มีการติดแบรนด์บนสินค้า เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคในตลาดบน และกลุ่มเมโทรเซ็กช่วล ซึ่งสนใจเรื่องของดีไซน์สินค้ามากกว่าการบริโภคสินค้าที่มุ่งเน้นนำเสนอแบรนด์อย่างชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น ทั้งนี้บริษัทเตรียมนำสินค้าออกมาทำตลาดกว่า 400-500 รายการ แบ่งเป็นดีไซน์สำหรับผู้ชาย 50% ผู้หญิง 50% และเป็นแว่นตากันแดด-แฟชั่น 60% และเป็นแว่นสายตา 40% ราคาตั้งแต่ 1.3 -1.5 หมื่นบาท วางจำหน่ายในร้านค้าปลีกแว่นระดับไฮเอนด์ 25 ร้านทั่วประเทศ “ภาวะการเมืองในประเทศจะกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่าง แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับผู้บริโภคในตลาดบนของประเทศ ซึ่งยังมีความสนใจเรื่องแฟชั่นอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มเมโทรเซ็กช่วลที่เห็นการเติบโตสูง การเข้ามาทำตลาดในปีนี้จึงไม่ใช่ปัญหา ซึ่งในปีแรกนี้บริษัทจึงใช้งบ 5% ของรายได้ในการทำตลาดเน้นหนักผ่านสื่อที่เน้นไปในกลุ่มเมโทรเซ็กช่วลซึ่งมีความต้องการสอดคล |