Chad
December 23rd, 2005, 02:48 AM
Continues from here : http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=175821
|
View Full Version : New Proposals and Projects Thread. Chad December 23rd, 2005, 02:48 AM Continues from here : http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=175821 Chad December 23rd, 2005, 02:49 AM Major Development plans two ventures The luxury condominium developer Major Development Co recorded 2.24 billion baht in revenue this year and plans to introduce two new projects worth 10 billion baht next year. President Suriyon Poolvoralaks said the company plans to launch two new projects worth five billion baht each. The first will be located near the Chao Phraya River and a BTS station, while the other will be in the central business district. The company has already developed four projects. Sold-out projects are Hampton Thonglor 10 and Fullerton Sukhumvit. Ongoing projects are the six-billion-baht Watermark Chaophraya River, and the 1.4-billion baht Manhattan Chidlom. The company plans to be listed on the Stock Exchange of Thailand next year. ``Major Development has the core strength in developing high-quality projects in prime locations,'' he added. Source : Bangkokpost : Dec 23, 2005 Chad December 24th, 2005, 09:29 AM เมเจอร์เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีหน้า นายสุริยน พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเน้นจุดยืนในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยระดับพรีเมียมปีละ 2 โครงการ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและทำเลเป็นหลัก สำหรับในปีหน้านั้น บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาในทำเลที่อยู่บนเส้นทางระบบเครือข่ายรถไฟฟ้าในอนาคตและอีกโครงการหนึ่งจะตั้งอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่าเกิน 5,000 ล้านบาททั้งสองโครงการ ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญในปีหน้าคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ สำหรับความสำเร็จของโครงการต่างๆ ในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมา มียอดขายรวมทั้งสิ้น 2,240 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายที่เกิดจากโครงการแฮมป์ตัน ทองหล่อ 10 คอนโดฯ สูง 30 ชั้น มูลค่า 1,000 ล้านบาทซึ่งสามารถปิดการขายแล้วทั้ง 73 ยูนิตและส่งมอบโอนห้องแก่ลูกค้าทั้งหมดตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนโครงการฟลูเลอตัน สุขุมวิท คอนโดฯหรู 37 ชั้น มูลค่า 1,700 ล้านบาท บนถนนสุขุมวิทระหว่างซอย 59 และ 61 ปัจจุบันปิดการขายไปแล้ว ส่วนงานก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และพร้อมที่จะเข้าอยู่อาศัยในปีหน้า สำหรับโครงการวอเตอร์มาร์ค เจ้าพระยา ริเวอร์ คอนโดฯ ริมน้ำมูลค่ากว่า 6,000 ล้าน ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 11 ไร่ บนถนนเจริญนครระหว่างซอย 39 และ 41 ใกล้สะพานสาทร ปัจจุบันมียอดจองกว่า 70% ขณะนี้กำลังเริ่มงานก่อสร้างตัวอาคารหลัก คาดว่าจะเริ่มงานอาคารได้ภายในต้นปี 2549 ส่วนโครงการแมนอัตตัน ชิดลม คอนโดฯสูงกลางเมือง 34 ชั้น มูลค่า 1,400 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มียอดจองประมาณ 80% โดยล่าสุด ความคืบหน้าการก่อสร้างนั้น งานเสาเข็ม และฐานรากเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังดำเนินการก่อสร้างงานพื้นโครงสร้างชั้น 1 ทั้งนี้นายสุริยน กล่าวว่าแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเติบโตต่อไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ บริษัทมีฐานลูกค้าที่ดีทั้งจากในประเทศและต่างประเทศซึ่งเป็นทั้งกลุ่มที่ต้องการที่พักอาศัยและกลุ่มนักลงทุน Source : Than Sretthakij : Dec 24, 2005 RPP December 24th, 2005, 01:46 PM Thanks..Chad for your regular update. Your contribution is invaluable. I'll try to help whenever I can. I believe the below is the site of new TCCCL's project in Soi 24. Sale office is being constructed. http://i32.photobucket.com/albums/d13/RPPN/RIMG00271.jpg Chad December 24th, 2005, 04:16 PM Yes, TCC's project in Soi 24 will consist of one 45 Storey and another 39 Storey.. vinl December 24th, 2005, 09:00 PM hi chad, any idea on the pricing and when the books will be open for booking? RPP December 25th, 2005, 11:55 AM This is a land plot next to TCCCL’s project. They are building two 2-story residential houses!!!!...WOW. http://i32.photobucket.com/albums/d13/RPPN/RIMG00281.jpg Zimoune December 26th, 2005, 10:23 AM really? i think that plot used to be same owner and sold half to TCC. But tht one is leasehold; doesnot it? RPP December 26th, 2005, 11:12 AM That's what appeared in the announcement board. I presumed that it meant for the whole land plot. http://i32.photobucket.com/albums/d13/RPPN/RIMG00302.jpg Chad December 27th, 2005, 03:32 AM Soi 24 Project would starts from the smallest unit, 45 sq.m. at 3825000 baht.--from 85,000 baht per sq.m. Chad December 27th, 2005, 03:34 AM "ควอลิตี้ เฮ้าส์"ปักธงผู้นำแบรนด์บ้านหรู ปีหน้าขยับลงทุน1.8หมื่นล้าน9โครงการ แผนลงทุนใหม่ "คิวเฮ้าส์" ปี"49 รุกหนักบ้านเดี่ยว 9 โครงการรวดทั้งในกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รวมมูลค่า 18,000 ล้านบาท แย้มไต๋เตรียมคืนสังเวียนคอนโดมิเนียมในเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าไซซ์โครงการไม่เกิน 2 ไร่ มูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เผยปี"48 มียอดรับรู้รายได้จากการขายบ้านอย่างเดียวสูงถึง 7.191.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% นายรัตน์ พานิชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยว่า ในปี 2549 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ ปริมณฑล รวมทั้งต่างจังหวัด จำนวน 9 มูลค่าโครงการ โครงการละประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดกว่า 18,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์พฤกษ์ภิรมย์, ลัดดารมย์, ลัดดารมย์ อิลิแกนท์ จังหวัดเชียงใหม่, วรารมย์ จังหวัดเชียงใหม่ และวรารมย์ พรีเมี่ยม โดยจะเน้นพัฒนาบ้านแบรนด์ลัดดารมย์มากที่สุด เนื่องจากเป็นบ้านที่อยู่ในความต้องการของตลาด ราคาขายเริ่มต้นที่ 7-12 ล้านบาท/ยูนิต ส่วนแบรนด์อื่นๆ จะให้ความสำคัญลดหลั่นลงมาตามความต้องการของตลาด "ตอนนี้เรากำลังดีลซื้อที่ดินรอบๆ กทม.และ ปริมณฑลอีกไม่น้อยกว่า 10 แปลง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้า" นายรัตน์กล่าว และว่า สำหรับผลประกอบการในปี 2548 บริษัทมียอดรับรู้รายได้เฉพาะการขายบ้านอย่างเดียวมีอัตราเติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2547 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยรายได้ ดังกล่าวไม่รวมยอดขายโครงการชะอำ ลองบีช คอนโดมิเนียม และหากรวมรายได้ที่มาจากการขายและธุรกิจบริการ บริษัทจะมีรายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 7,191.73 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 14% "ปีหน้าเราคาดว่ารายได้รวมจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 30% ที่มั่นใจอย่างนั้นเพราะว่าตั้งแต่กลางปี 2549 เป็นต้นไปคิวเฮ้าส์จะทยอยรับรู้รายได้จาก แบรนด์คาซ่าในส่วนของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ จากการเปิดตัวทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 พันล้านบาท โดยในปีแรกคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท" นายรัตน์กล่าว ด้านนายซวง ชัยสุโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ กล่าวเสริมว่า ในปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะกลับมาพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมอีกครั้ง หลังจากที่ได้หยุดพัฒนาไปในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยการพัฒนาคอนโดมิเนียมดังกล่าวจะเน้นทำเลที่เกาะแนวรถไฟฟ้า และชูจุดขายที่ตั้งโครงการอยู่ติดถนนหลัก หรืออยู่ในซอยที่ไม่ลึกเกินไป มีขนาดเนื้อที่ไม่เกิน 2 ไร่ ตามคอนเซ็ปต์จะพัฒนาเป็นอาคารชุด จำนวน 1 อาคาร มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท "เรามั่นใจว่าการกลับมาทำอาคารชุดขายของคิวเฮ้าส์จะประสบความสำเร็จ เพราะมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว ส่วนราคาขายยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ราคาต้นทุนที่ดิน ทำเลที่เข้าไปก็ไม่แข่งขันกับใคร ส่วนการลงทุนในโครงการแนวสูงเราคงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะตลาดนี้ค่อนข้างอิ่มตัวเร็ว เราจะไม่เร่งขึ้นโครงการคราวละหลายๆ โครงการ แต่จะทำอย่างน้อย 1-2 โครงการเท่านั้น ก่อนที่จะหยุดรอดูทิศทางตลาด" นายซวงกล่าว Source : Matichon/Prachachat : Dec 25, 2005 Chad December 27th, 2005, 03:39 AM ศุภาลัยดันโครงการใหม่โกย8พันล. โพสต์ทูเดย์ — เผยแผนปี 49 ศุภาลัยตั้งเป้าโกยยอดขาย 8 พันล้านบาท จากโครงการใหม่ 5-6 โครงการ พร้อมสยายปีกสู่หัวเมืองใหญ่ภูเก็ต-หาดใหญ่ โอดต้นทุนพุ่งทั้งน้ำมัน-ดอกเบี้ย ดันราคาบ้านปีหน้าขึ้น 10% นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2549 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวน ยูนิตที่ขาย 4,000 หน่วย โดยจะรับรู้รายได้ ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 10% จากปี 2548 ที่มียอดขายรวม 7.3 พันล้านบาท คิดเป็นจำนวนยูนิตที่ขาย 3,600 หลัง รับรู้รายได้ 3 พันล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทยังมุ่งพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 5-6 โครงการ ใช้งบลงทุนรวม 4 พันล้านบาท ทั้งค่าที่ดินและก่อสร้าง แบ่งเป็นการพัฒนาประเภทบ้านเดี่ยว 55% และคอนโดมิเนียม 45% ขณะที่จำนวนหน่วยนั้น คอนโดมิเนียมจะมีมากถึง 60% ที่เหลือ 40% เป็นบ้านเดี่ยว สำหรับโครงการใหม่ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว 3 แห่ง และคอนโดมิเนียม 2 แห่ง ได้ โครงการที่บริเวณบางใหญ่ เนื้อที่ 100 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวราคา 2-5 ล้านบาท จะเปิดขายในเดือนมกราคม บริเวณสุวรรณภูมิ เนื้อที่ 80 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 6-15 ล้านบาท จะเปิดขายเดือนกุมภาพันธ์ และบริเวณกิ่งแก้ว-ศรีนครินทร์ เนื้อที่ 40 ไร่ จะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 2.9-5 ล้านบาท จะเปิดขายในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมนั้น จะนำแบรนด์ ซิตี้โฮม ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่จับตลาดระดับกลาง ราคาเริ่มต้น 9 แสนบาท ไปพัฒนาในบริเวณศรีนครินทร์ บนเนื้อที่ 12 ไร่ อยู่ใกล้กับห้างซีคอนสแควร์ คาดว่าจะพัฒนา 5-6 อาคาร สูง 8 ชั้น และอีกโครงการ อยู่ระหว่างการวางคอนเซ็ปต์โครงการ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา บนเนื้อที่ 7 ไร่ คาดว่าจะพัฒนา โครงการแนวสูง จับลูกค้าระดับบน นายประทีป กล่าวต่อไปว่า บริษัทยังมีแผนพัฒนาโครงการในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ที่ภูเก็ต ได้พัฒนาในนามบริษัท ภูเก็ต เอสเตท ซึ่งเป็นบริษัทลูก บริเวณ อ่าวปอ เนื้อที่ 59 ไร่ จะก่อสร้างเป็นวิลล่าหรู ยูนิตละ 20 ล้านบาท จำนวน 35 หลัง และโรงแรมระดับ 4 ดาวครึ่ง จำนวน 164 ห้องพัก มูลค่า 200 ล้านบาท และพัฒนาโครงการในตัวเมืองภูเก็ต บริเวณ ถ.เทพกษัตรีย์ เนื้อที่ 11 ไร่ จะทำเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว ราคาเริ่มต้นหน่วยละ 3 ล้านบาทเศษ ส่วนที่หาดใหญ่ นั้นพัฒนาโครงการในนามบริษัทลูก บริษัท หาดใหญ่นครินทร์ อยู่บริเวณกาญจนวณิชย์ บ้านเดี่ยวระดับราคา 2-3 ล้านบาท บนเนื้อที่ 18 ไร่ ขณะที่โครงการในขอนแก่น บริษัทยังมีที่จะเปิดขายในเฟสใหม่ ซึ่งโครงการทั้ง 3 จังหวัดนั้นสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น 6% จากยอดรายได้รวม 8 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทคาดว่าราคาบ้านในปีหน้าจะปรับประมาณ 10% Source : POST TODAY : Dec 27, 2005 Chad December 28th, 2005, 04:33 AM I just got 2 designs renderings of new Sansiri's Ruam Ruedee highrise project, they look great! Mosaic December 28th, 2005, 09:12 AM Oh!.Man. How jealous you are!!!. Could you post them as soon as possible,please?. I really wanna see them to die!!!. cHemon December 28th, 2005, 09:20 AM How many floor does it have? Is it near Athinee? cHemon December 28th, 2005, 09:22 AM Oh!.Man. How jealous you are!!!. Could you post them as soon as possible,please?. I really wanna see them to die!!!. As I told, he's a wizard. He has his secret power!! ;) Mosaic December 28th, 2005, 09:48 AM As I told, he's a wizard. He has his secret power!! ;) It's true. :) Chad December 29th, 2005, 07:54 AM พลิกสวนลุมไนท์ผุดคอมเพล็กซ์ไล่บี้ "พารากอน" จุฬา/กทม. - สำนักนักงานทรัพย์สินเตรียมเปิดประมูลที่ดินทำเลทองสวนลุมไนบาซาร์พื้นที่ 127 ไร่ เผยจะพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่กว่า "สยามพารากอน" หลังจากผังเมืองปรับสีเพื่อไฟเขียวสร้างอาคารเป็นเพื่อการพาณิชย์ได้เต็มที่ นักลงทุนไทย-เทศเตรียมเปิดศึกชิงพื้นที่หลังหมดสัมปทานเช่าปีหน้า รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ปัจจุบันโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ ของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กำลังจะหมดอายุสัญญาเช่าในราวปี 2549 และมีแนวโน้มที่จะขึ้นเป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าโครงการ"สยามพารากอน"รวมกับสยามแสควร์ บนที่ดินโครงการขนาดใหญ่จำนวน 127 ไร่ หรือประมาณ 200,000 ตร.ม.บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ริมถ.พระราม 4 ขณะนี้ทางสำนักงานทรัพย์สินฯในนามบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ได้ประกาศเปิดประมูลเพื่อเตรียมการพัฒนา พร้อมทั้งเปิดทางให้กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศชิงดำสร้างมูลค่าเพิ่มในที่ดินแปลงใหญ่สุดแบบถาวร และเตรียมโละโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ หลังชดเชยต่ออายุสัมปทานไปแล้ว นายสมศักดิ์ เศรษฐนันท์ รองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ที่ดินของสำนักทรัพย์สินฯ แปลงนี้ได้มีการประกาศปรับสีผังเมืองใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชยกรรม โดยสามารถปลูกสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ ซึ่งต่อไปผังเมืองกทม.ฉบับใหม่จะมีการปรับเพิ่มพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างเป็นอาคารสูง,คอนโดมิเนียม หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการพัฒนาที่ดินจำนวน 127 ไร่ หลังจากที่โรงเรียนเตรียมทหารได้ย้ายไปอยู่เขาชะโงก จ.ปราจีนบุรี ให้เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากติดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดหนี้เสีย NPL จำนวนมากทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการดังกล่าว จึงทำให้โครงการงกล่าวล่าช้าออกไป จึงได้หันมาพัฒนาเป็นโครงการสวนลุมไนท์บาซาร์ร่วมกับบริษัทบางกอก มาร์เก็ตเพลส และปัจจุบันสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจได้คลี่คลายลงแล้ว ขณะเดียวกันสวนลุมไนท์บาซาร์ก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้แต่ขณะเดียวกันสัญญาสัมปทานก็กำลังจะหมดอายุลงในปีหน้า จึงเป็นเรื่องทื่ทางสำนักทรัพย์สินฯ คงต้องพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับพื้นที่ผืนนี้ต่อไป ในส่วนของ กทม.เองขณะนี้ มีแนวคิดที่จะดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในย่านศูนย์กลางธุรกิจหรือ ย่านซีบีดี (สีลม,สาทร,นราธิวาส,พระราม3,ปทุมวัน,ราชดำริฯลฯ )เพื่อให้ย่านดังกล่าวกลายป็นแหล่งช้อปปิ้ง และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยที่ กทม.เองจะได้ประโยชน์กลับคืนมาในรูปของภาษีการค้า,ภาษีโรงเรือน รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และน่าอยู่มากขึ้นตามหลักของผังเมือง นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับอานิสงค์ในเรื่องของการมีแหล่งงานทำ และช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่ง กทม.เองได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อจัดจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ให้เข้ามาทำการศึกษาถึงทิศทางการลงทุน การแข่งขันของธุรกิจในย่านซีบีดี เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงบริษัทเอกชนในประเทศได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ให้บูมขื้นมา และดึงดูดคนรวมถึงเม็ดเงินในการลงทุนเข้ามา ในลักษณะเดียวกับย่านกินซ่า ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือเหมือนกับที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการให้ ถ.ราชดำเนินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนเข้ามาลงทุนเช่นกัน ทั้งนี้การปรับสีของผังเมืองจะปรับตามความต้องการใช้พื้นที่ และศูนย์ชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งพื้นที่สีน้ำตาล ที่มีโครงข่ายคมนาคม,ไฟฟ้าฯลฯ เข้าถึงก็จะปรับให้เป็นพื้นที่สีแดง รวมถึงพื้นที่ย่านใจกลางเมืองโดยเฉพาะแนวถ.สาทร ตลอดถึง ถ.พระราม4 ด้วย สำหรับเอกชนที่เสนอตัวเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการของสำนักทรัพย์สินฯ มีด้วยกัน 8 ราย อาทิ แสนสิริ,ทีซีซี แลนด์,โกลเด้นแลนด์,แนเชอรัล พาร์ค ,กลุ่มเซ็นทรัล,กลุ่มช่อง 3 ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายได้เสนอรูปแบบในการพัฒนาที่แตกต่างกันไป บางรายเสนอรูปแบบในการพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่บางราย เสนอรูปแบบในการพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องมีการพิจารณากันในรายละเอียดว่ารูปแบบไหนเหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าวมากที่สุด สำหรับแผนการพัฒนาที่ดินที่บริษัทวังทรัพย์สินเปิดให้เอกชนประมูลนั้นกำหนดเงื่อนไขว่า บริษัทผู้ชนะการคัดสรร จะได้สิทธิเช่าพื้นที่ 127 ไร่เป็นเวลา 30 ปี โดยในระยะเวลา 4 ปีแรกเป็นระยะวางแผนและก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม พื้นที่อาจถูกแบ่งเป็นหลายโซนให้แก่ผู้รับสิทธิเช่าหลายๆ รายและสำนักงานทรัพย์สินฯ อาจเลือกเข้าไปร่วมลงทุนในบางโซน นอกจากนั้น สำนักงานทรัพย์สินฯอาจพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่าให้คราวละ 30 ปี คุณสมบัติของบริษัทที่จะยื่นข้อเสนอประกอบด้วย 1.บริษัทที่จะเสนอตัวพัฒนาที่ดินต้องมีทรัพยากรด้านเทคนิคและการเงินอย่างเพียงพอ 2.เปิดรับข้อเสนอทั้งบริษัทไทย บริษัทต่างชาติ ตลอดจนบริษัทร่วมลงทุน 3.ต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารชั้นนำ เพื่อยืนยันว่าสามารถรับผิดชอบโปรเจ็กต์มูลค่า 15,000 ล้านบาทขึ้นไป 4.ต้องมีประสบการณ์การพัฒนาที่ดินอย่างน้อย 3 โครงการ เป็นโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะด้านการพาณิชย์หรือด้านที่อยู่อาศัย และแต่ละโครงการมีมูลค่าอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินฯจะให้เอกชนเสนอคุณสมบัติเบื้องต้น (pre-qualification) ส่วนบริษัททุนลดาวัลย์ เป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้สำนักงานทรัพย์สินฯค่อนข้างตั้งเงื่อนไขแบบยืดหยุ่น โดยระบุว่า ผู้สนใจสามารถยื่นพีคิวพัฒนาที่ดินเป็นบางส่วนหรือจะพัฒนาทั้งหมดก็ได้ตามความสามารถ เพราะแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาแข็งแกร่งแล้ว และตัวผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็มีนโยบายจะรุกโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะทำเลซีบีดีหรือย่านใจกลางเมือง จึงมั่นใจว่าที่ผืนนี้น่าจะอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนคนไทยหรือต่างประเทศ Source : Siam Turakij : Dec 27, 2005 cHemon December 29th, 2005, 08:18 AM Will there be too many hugh complexes in Bangkok's CBD?? However, I like it. :D Mosaic December 29th, 2005, 08:40 AM I hope we will have a surprising project there. Pas December 29th, 2005, 11:02 AM I just got 2 designs renderings of new Sansiri's Ruam Ruedee highrise project, they look great! Chad where's the location of this project? vinl January 2nd, 2006, 06:45 AM Chad where's the location of this project? could it be where baan khanitha is? Chad January 2nd, 2006, 07:05 AM Location is around 50 meters deeper down the soi., on the opporsite side of The Conrad. Sansiri's highrise will located exactly "next" to new 209 units Condominium Project from Noble Development. Chad January 5th, 2006, 02:48 AM เมโทรถอดใจชิงที่ดินสถานทูต > เงื่อนไขซับซ้อน-ราคากลางสูง/งัดที่ดินกลางเมืองลุยโครงการเช่า "เมโทรสตาร์" ถอดใจสละสิทธิ์ประมูลซื้อที่ดิน "สถานทูตอังกฤษ 10 ไร่" เผยเงื่อนไขการพิจารณาซับซ้อน แถมราคากลางยังสูงลิบ เปิดแผนใหม่งัดที่ดินแปลงงามกลางเมืองขนาด 5 ไร่ พัฒนาโครงการออฟฟิศ-โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ รับกระแสตลาดเช่าปี 49 มาแรง นายรัตนชัย ผาตินาวิน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจถึงความคืบหน้าการประมูลซื้อที่ดินบริเวณสถานทูตอังกฤษว่า บริษัทฯได้ถอนตัวจากการยื่นประมูลพื้นที่สถานทูตอังกฤษ บริเวณแยกถนนวิทยุ ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการประกวดของสถานทูตอังกฤษมีความซับซ้อน และราคากลางสูงเกินไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะไม่ได้ที่ดินผืนดังกล่าวมาลงทุน บริษัทก็ไม่ได้ทิ้งทำเลใจกลางเมืองโดยอยู่ระหว่างการมองหาที่ดินในเขตใจกลางเมือง ขนาดพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการใจกลางเมืองซึ่งมองรูปแบบการพัฒนาไว้หลากหลาย ทั้งพื้นที่อาคารสำนักงาน เซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ และโรงแรม ล้วนแต่เป็นลักษณะเช่า เพราะตลาดทางด้านนี้มาแรง แต่ยังไม่สรุปแน่ชัดว่าจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับโอกาสของธุรกิจด้วยซึ่งจะเป็นแผนในปี 2549 นอกจากนี้บริษัทยังเร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการสาทร แกรนด์เทอเรส คอนโดมิเนียมสูง 32 ชั้น เป็นโครงการที่ติดสถานทูตออสเตรเลีย ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้เปิดการขายเพราะต้องการเร่งงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จไปถึงชั้น 7 ก่อนจึงจะเปิดการขายอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่าได้ดำเนินการก่อสร้างจริง อนึ่งโครงการขายที่ดินของสถานทูตอังกฤษ เป็นนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่มีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์โดยการขายที่ดินด้านหน้าทั้งหมด 14,000 ตารางเมตร หรือ 4เอเคอร์ (ประมาณ 10ไร่ ) อยู่บริเวณถนนเพลินจิต โดยจะนำเงินจากการขายที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาที่ดินในส่วนที่เหลือภายในสถานทูตใหม่ พร้อมกับตั้งกองทุนเพื่อใช้ประโยชน์อีกด้วย ซึ่งแนวทางการขายที่ดินดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1990 แต่ต่อมาประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 หรือ1997 โครงการนี้จึงต้องชะลอออกไป จนกระทั้งในปี 2548 ได้มีการนำแนวทางดังกล่าวมาดำเนินการอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ที่ดินแปลงดังกล่าวบริษัทซีบี ริชาร์ด (ประเทศไทย ) จำกัด เป็นผู้ดำเนินการขายให้สถานทูตอังกฤษโดยมีการกำหนดราคาเบื้องต้นว่าจะไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 400,000 บาท ซึ่งก็มีกลุ่มนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจคือ บริษัทแกรนด์แอสเสท ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน ) ของนายพงษ์พันธ์ สัมภวคุปต์ เจ้าจของโรงแรมดังเดอะเวสทิน สุขุมวิท, บริษัทที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ จำกัด บริษัทร่วมทุนของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กับบริษัทแคปปิตอลแลนด์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์, บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน ) ทีมีนายเศรษฐา ทวิสิน เป็นกรรมการผู้จัดการ, กลุ่มเซ๋นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) ของนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย เป็นต้น รวมทั้งบริษัทเมโทรสตาร์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) ของนายวีระ บูรพชัยศรี ซึ่งขอถอนตัวในภายหลัง อีกด้วย Source : Than Sretthakij : Dec 5, 2006 DD2020 January 5th, 2006, 06:10 PM http://www.siamturakij.com/book/index.php?option=com_content&task=view&id=2168&Itemid=71 วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2548 พลิกสวนลุมไนท์ผุดคอมเพล็กซ์ไล่บี้ "พารากอน" จุฬา/กทม. - สำนักนักงานทรัพย์สินเตรียมเปิดประมูลที่ดินทำเลทองสวนลุมไนบาซาร์พื้นที่ 127 ไร่ เผยจะพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่กว่า "สยามพารากอน" หลังจากผังเมืองปรับสีเพื่อไฟเขียวสร้างอาคารเป็นเพื่อการพาณิชย์ได้เต็มที่ นักลงทุนไทย-เทศเตรียมเปิดศึกชิงพื้นที่หลังหมดสัมปทานเช่าปีหน้า รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ปัจจุบันโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ ของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กำลังจะหมดอายุสัญญาเช่าในราวปี 2549 และมีแนวโน้มที่จะขึ้นเป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ยิ่งกว่าโครงการ"สยามพารากอน"รวมกับสยามแสควร์ บนที่ดินโครงการขนาดใหญ่จำนวน 127 ไร่ หรือประมาณ 200,000 ตร.ม.บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม ริมถ.พระราม 4 ขณะนี้ทางสำนักงานทรัพย์สินฯในนามบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ได้ประกาศเปิดประมูลเพื่อเตรียมการพัฒนา พร้อมทั้งเปิดทางให้กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศชิงดำสร้างมูลค่าเพิ่มในที่ดินแปลงใหญ่สุดแบบถาวร และเตรียมโละโครงการสวนลุม ไนท์บาซาร์ หลังชดเชยต่ออายุสัมปทานไปแล้ว นายสมศักดิ์ เศรษฐนันท์ รองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร เปิดเผย"สยามธุรกิจ"ว่า ที่ดินของสำนักทรัพย์สินฯ แปลงนี้ได้มีการประกาศปรับสีผังเมืองใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นสีแดงเพื่อการพาณิชยกรรม โดยสามารถปลูกสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ ซึ่งต่อไปผังเมืองกทม.ฉบับใหม่จะมีการปรับเพิ่มพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้างเป็นอาคารสูง,คอนโดมิเนียม หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการพัฒนาที่ดินจำนวน 127 ไร่ หลังจากที่โรงเรียนเตรียมทหารได้ย้ายไปอยู่เขาชะโงก จ.ปราจีนบุรี ให้เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากติดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดหนี้เสีย NPL จำนวนมากทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการดังกล่าว จึงทำให้โครงการงกล่าวล่าช้าออกไป จึงได้หันมาพัฒนาเป็นโครงการสวนลุมไนท์บาซาร์ร่วมกับบริษัทบางกอก มาร์เก็ตเพลส และปัจจุบันสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจได้คลี่คลายลงแล้ว ขณะเดียวกันสวนลุมไนท์บาซาร์ก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้แต่ขณะเดียวกันสัญญาสัมปทานก็กำลังจะหมดอายุลงในปีหน้า จึงเป็นเรื่องทื่ทางสำนักทรัพย์สินฯ คงต้องพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไรกับพื้นที่ผืนนี้ต่อไป ในส่วนของ กทม.เองขณะนี้ มีแนวคิดที่จะดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในย่านศูนย์กลางธุรกิจหรือ ย่านซีบีดี (สีลม,สาทร,นราธิวาส,พระราม3,ปทุมวัน,ราชดำริฯลฯ)เพื่อให้ย่านดังกล่าวกลายป็นแหล่งช้อปปิ้ง และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยที่ กทม.เองจะได้ประโยชน์กลับคืนมาในรูปของภาษีการค้า,ภาษีโรงเรือน รวมถึงการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และน่าอยู่มากขึ้นตามหลักของผังเมือง นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับอานิสงค์ในเรื่องของการมีแหล่งงานทำ และช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่ง กทม.เองได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อจัดจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ให้เข้ามาทำการศึกษาถึงทิศทางการลงทุน การแข่งขันของธุรกิจในย่านซีบีดี เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงบริษัทเอกชนในประเทศได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ให้บูมขื้นมา และดึงดูดคนรวมถึงเม็ดเงินในการลงทุนเข้ามา ในลักษณะเดียวกับย่านกินซ่า ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือเหมือนกับที่สำนักทรัพย์สินฯ ต้องการให้ ถ.ราชดำเนินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนเข้ามาลงทุนเช่นกัน ทั้งนี้การปรับสีของผังเมืองจะปรับตามความต้องการใช้พื้นที่ และศูนย์ชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งพื้นที่สีน้ำตาล ที่มีโครงข่ายคมนาคม,ไฟฟ้าฯลฯ เข้าถึงก็จะปรับให้เป็นพื้นที่สีแดง รวมถึงพื้นที่ย่านใจกลางเมืองโดยเฉพาะแนวถ.สาทร ตลอดถึง ถ.พระราม4 ด้วย สำหรับเอกชนที่เสนอตัวเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการของสำนักทรัพย์สินฯ มีด้วยกัน 8 ราย อาทิ แสนสิริ,ทีซีซี แลนด์,โกลเด้นแลนด์,แนเชอรัล พาร์ค ,กลุ่มเซ็นทรัล,กลุ่มช่อง 3 ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายได้เสนอรูปแบบในการพัฒนาที่แตกต่างกันไป บางรายเสนอรูปแบบในการพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่บางราย เสนอรูปแบบในการพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากนี้คงต้องมีการพิจารณากันในรายละเอียดว่ารูปแบบไหนเหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าวมากที่สุด สำหรับแผนการพัฒนาที่ดินที่บริษัทวังทรัพย์สินเปิดให้เอกชนประมูลนั้นกำหนดเงื่อนไขว่า บริษัทผู้ชนะการคัดสรร จะได้สิทธิเช่าพื้นที่ 127 ไร่เป็นเวลา 30 ปี โดยในระยะเวลา 4 ปีแรกเป็นระยะวางแผนและก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม พื้นที่อาจถูกแบ่งเป็นหลายโซนให้แก่ผู้รับสิทธิเช่าหลายๆ รายและสำนักงานทรัพย์สินฯ อาจเลือกเข้าไปร่วมลงทุนในบางโซน นอกจากนั้น สำนักงานทรัพย์สินฯอาจพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่าให้คราวละ 30 ปี คุณสมบัติของบริษัทที่จะยื่นข้อเสนอประกอบด้วย 1.บริษัทที่จะเสนอตัวพัฒนาที่ดินต้องมีทรัพยากรด้านเทคนิคและการเงินอย่างเพียงพอ 2.เปิดรับข้อเสนอทั้งบริษัทไทย บริษัทต่างชาติ ตลอดจนบริษัทร่วมลงทุน 3.ต้องมีหนังสือรับรองจากธนาคารชั้นนำ เพื่อยืนยันว่าสามารถรับผิดชอบโปรเจ็กต์มูลค่า 15,000 ล้านบาทขึ้นไป 4.ต้องมีประสบการณ์การพัฒนาที่ดินอย่างน้อย 3 โครงการ เป็นโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะด้านการพาณิชย์หรือด้านที่อยู่อาศัย และแต่ละโครงการมีมูลค่าอย่างน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินฯจะให้เอกชนเสนอคุณสมบัติเบื้องต้น (pre-qualification) ส่วนบริษัททุนลดาวัลย์ เป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้สำนักงานทรัพย์สินฯค่อนข้างตั้งเงื่อนไขแบบยืดหยุ่น โดยระบุว่า ผู้สนใจสามารถยื่นพีคิวพัฒนาที่ดินเป็นบางส่วนหรือจะพัฒนาทั้งหมดก็ได้ตามความสามารถ เพราะแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาแข็งแกร่งแล้ว และตัวผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายก็มีนโยบายจะรุกโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะทำเลซีบีดีหรือย่านใจกลางเมือง จึงมั่นใจว่าที่ผืนนี้น่าจะอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนคนไทยหรือต่างประเทศ Chad January 5th, 2006, 06:49 PM LPN plans 5 projects Somluck Srimalee LPN Development Plc yesterday unveiled plans for five Bangkok projects worth Bt8.5 billion this year to expand its share of the condominium market for middle-income earners. CEO Tikhamporn Plengsrisuk said the first three projects were Lumpini Place at Saphan Kwai worth Bt2 billion, Lumpini Place Pinklao (Bt1.2 billion) and Lumpini Place Ta Phra (Bt2.4 billion). They will be launched in the first half. The other two projects – Lumpini Centre worth Bt1.5 billion, and Lumpini Place (Bt1.5 billion) – will follow in the second half. Tikhamporn did not disclose their locations, saying only that they would be in high-density areas close to mass transit. LPN’s performance last year was better than expected, he said. A total of 4,100 condos worth Bt7 billion were booked, Bt3.6 billion of which has been transferred to the buyers. The stellar performance made LPN the leading condo developer in terms of units as the overall market last year was 11,000. In 2004, LPN sold Bt2.5 billion of condos. The Saphan Kwai project comprises 1,100 units in two 28-storey buildings. The Pinklao project consists of 600 units, while the Ta Phra project has 1,200 units. LPN will spend Bt1.5 billion out of cash flow this year to buy more land. This will bring the company’s debt-to-equity ratio to one. Tikhamporn said the company’s success lay in its strategy to go for markets with high demand and low competition. “The other city condominiums are sold at more than Bt5 million a unit, while our condominiums go for Bt1 million or Bt1.5 million to reach out to the middle-income earners who have a strong desire for city living,” he said. Apart from the company’s clear focus on its targeted customers, LPN also strives for cost-effectiveness to enable the company to price its products at a level compatible with customers’ buying power. LPN will also develop condos in new areas such as Thon Buri, where the company can close its sales in a short period because its project is located in a small township. “This also reflects that condos with an average price of Bt30,000 to Bt40,000 per square metre are still popular,” Tikhamporn said. Of all the company’s Bt8.5 billion worth of projects to be marketed during 2006, Bt4.5 billion will be realised in income this year. The rest of the units will already be reserved but ownership transfer will not take place by the end of the year. Tikhamporn added that demand for housing had risen by 10-15 per cent last year, and should continue at the same rate. In 2004, a total of 65,000 home and condo units were sold. The company enjoys a gross margin of 30 per cent. Source : THE NATION : Dec 6, 2006 Chad January 8th, 2006, 05:12 AM LPNแย้มแผนผุด5โครงการ งัดกลยุทธ์ใหม่รักษาตำแหน่งแชมป์ LPN เผยผลประกอบการปี 2548 โกยยอดขายกว่า 7 พันล้านบาท โตขึ้นกว่า 60 % มีรายได้รวมมากถึง 3,600 ล้านบาท ชี้โอนเกินเป้าหมาย ปลื้มครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดด้วยมาร์เก็ตแชร์กว่า 31 % เผยปี 49 ตั้งเป้าผุด 5 โครงการ ค่ากว่า 8.5 พันล้านบาท เอาใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยกลยุทธ์ Semi-Tailor Made จัดวางผังและตกแต่งห้องชุดตามความต้องการ นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน ) กล่าวถึงผลประกอบการปี 2548 ว่า บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่สูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 4,100 หน่วย มูลค่าขายจำนวน 7,000ล้านบาท สูงกว่าปี48มากกว่า 60% และมีรายได้รวมประมาณ 3,600 ล้านบาท สูงกว่าปี 2547 ซึ่งมีรายได้รวม 2,500 ล้านบาท เกือบ 50% โดยรายได้รวมของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพักอาศัยใน 3 โครงการ รวมประมาณ 2,281 หน่วย คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,400 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ สามารถส่งมอบห้องชุดให้แก่ลูกค้าได้ตามเป้าหมายในทุกโครงการ และจากจำนวนคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะมีการจดทะเบียน ณ สิ้นปี 2548 ประมาณ 11,000 หน่วย ส่งผลให้ LPN มีส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจคอนโดมิเนียมถึง 31 % หรือประมาณ 3,420 หน่วย "การที่ LPN ยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมได้นั้น เกิดจากการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ที่แม่นยำอยู่ตลอดเวลา โดยเป็นตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ แต่มีความต้องการสูง( Blue Ocean) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่เราดำเนินงานมาตลอดตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ LPN เป็นผู้นำในการสร้างตลาดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเช่น โครงการลุมพินี เพลส นราธิวาส-เจ้าพระยา ราคาขายเพียง 1.5 ล้านเศษ ในขณะที่โครงการอื่นๆ มีราคาขายมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาโครงการตามแนวคิดข้างต้น" นายทิฆัมพรกล่าวต่อว่านอกจากใช้กลยุทธ์หลัก แล้ว ยังมีกลยุทธ์อื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ 1 กลยุทธ์ทางการตลาดได้แก่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน (Focus) ที่มุ่งพัฒนา คอนโดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับกลาง-กลางล่าง ครอบครัวใหม่ หรือผู้ที่ต้องการบ้านหลังที่สองใกล้ที่ทำงานหรือสถานศึกษาราคาขายไม่เกิน 1 ล้านบาท การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Cost Leadership) ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถกำหนดราคาขายที่สอดรับกับ ความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคตของลูกค้า และการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ทั้งทางในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในรูปแบบของ LPN Design และบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดยเฉพาะการบริหารอาคารชุด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัทตลอดมา 2. กลยุทธ์ด้านการพัฒนาโครงการ ได้แก่ การพัฒนาคอนโดมิเนียมในรูปแบบชุมชนเมืองขนาดย่อม (Small Size Township) ภายใต้คอนเซ็ปต์ LPN X-Place เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการรอบด้านของการ ใช้ชีวิตในเมือง และ การกระจายการพัฒนาโครงการสู่ทำเลใหม่ (Location Expansion) โดยปี 2548 ได้ขยาย ทำเลใหม่ไปยังย่านฝั่งธนบุรี ได้แก่ โครงการลุมพินี เพลส ปิ่นเกล้า ซึ่งสามารถปิดการขายได้ 100% แล้ว สะท้อนให้เห็นอุปทานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ (Supply) ในระดับราคาเฉลี่ย 30,000-40,000 บาท/ตร.ม. ยังมีปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึง แนวทางการดำเนินงานในปี 2549 ว่า บริษัทฯ มีแผนพัฒนาคอนโดมิเนียม จำนวน 5 โครงการ มูลค่ากว่า 8,500 พันล้านบาท และมีแผนการรับรู้รายได้มากกว่า 4,500ล้านบาท จาก 4 โครงการที่เปิดตัวในปี 2548 และทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ และนอกจากกลยุทธ์ต่างๆ ข้างต้นที่ LPN ยังคงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องแล้ว ในปี 2549 นี้ บริษัท ฯ ยังมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการรักษาความเป็นผู้นำด้านธุรกิจคอนโดมิเนียมท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่ 1. การรักษาฐานลูกค้าเก่าระดับกลางบน-กลาง โดยพัฒนาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองในระดับราคา 1 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ปี ใกล้ระบบคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ โดยเน้นกลยุทธ์การสร้าง ความพึงพอใจสูงสุด ด้วยการให้บริการที่แตกต่าง (Differentiation) โดยลูกค้าสามารถ ปรับเปลี่ยนห้องชุดให้ตรงกับความต้องการโดยไม่กระทบกับโครงสร้างหลัก 2.การเจาะฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งมีคู่แข่งน้อยราย คือ ตลาดคอนโดมิเนียมระดับ C+ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสูง ราคาขายเพียง 5 แสนบาทต่อหน่วย ผ่อนชำระต่อเดือนประมาณ 3-4 พันบาท โดยพัฒนาโครงการในรูปแบบของ Small Size Township บนทำเลที่แวดล้อมด้วยระบบคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ หรือแหล่งชุมชนหนาแน่น 3. การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารอาคารชุด หลังการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อสร้างเสริมชุมชนให้มี คุณภาพชีวิตที่ดี และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ สร้างความแตกต่าง (Differentiation) และเป็นจุดแข็งของบริษัทและ4. การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CESR) ให้ความสำคัญและวางแผนดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้านการรักษาสภาพแวดล้อม และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยในครึ่งปีแรก ของปี 2549 บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1. ลุมพินี เพลส พหล-สะพานควาย อาคารชุดพักอาศัยสูง 28 ชั้น จำนวน 2 อาคาร บนถนนประดิพัทธิ์ จำนวนประมาณ 1,100 หน่วย มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดพรีเซลในวันที่ 20-22 มกราคมนี้ 2.ลุมพินี เพลส ปิ่นเกล้า เฟส 2 จำนวน 600 หน่วย มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท และ 3. ลุมพินี เพลส ท่าพระ จำนวน 1,200 หน่วย มูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท และจะเปิดตัวอีก 2 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง ในลักษณะของ 4. ลุมพินี เซ็นเตอร์ มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม C+ และ5. ลุมพินี เพลส มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท Source : Than Srethhakij : Jan 8, 2006 Chad January 9th, 2006, 03:50 PM Pranee Phan Group, Instyle Estate is going to built a 28 storey condominium is Ladprao Soi 12. cHemon January 11th, 2006, 08:20 AM ummm.. not many high rises around that area. It might be spectacular. Chad January 12th, 2006, 06:17 AM It's only 2 sois away from THE LIGHT Condo..:) Chad January 12th, 2006, 06:18 AM ซิตี้เรียลตี้สยายปีกโดดใส่ธุรกิจโรงแรม5ดาว โพสต์ทูเดย์ — ซิตี้ เรียลตี้ แตกไลน์อสังหาฯ สู่ธุรกิจโรงแรม 5 ดาว ย่านเจริญกรุง เตรียมเปิดตัวปลายปี พร้อมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 2 แห่ง มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท นายชาลี โสภณพนิช กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซิตี้ เรียลตี้ ในเครือธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญกรุง จากเดิมที่เป็น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 2 อาคาร เปลี่ยนเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ความสูง 36 ชั้น ขนาด 400 ห้อง 1 อาคาร ส่วนอีกอาคารยังคงเป็นการให้บริการแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 300 ยูนิต การขยายเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทเคยยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปี 2549 นี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคืบหน้าถึงชั้นที่ 23 แล้ว สำหรับการบริหารจัดการในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้น บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากมีประสบการณ์ในการบริหารโครงการ ดิเอ็มโพเรี่ยม สวีท ซึ่งเป็นการให้บริการเซอร์วิสต์อพาร์ตเมนต์กึ่งโรงแรมอยู่แล้ว ขณะที่ในส่วนของโครงการริเวอร์ไซด์ การ์เด้นท์ คอนโดมิเนียม 260 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันนั้น ล่าสุด มียอดขายแล้วประมาณ 70-80% ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนให้ลูกค้าได้ภายสิ้นปี 2549 นี้เช่นกัน นายชาลียังกล่าวถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ว่า จะมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่อีก 1 โครงการ บริเวณถนนวิทยุ ตรงข้ามสวนลุมพินี ขนาดเนื้อที่ 8 ไร่ เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 16 ชั้น รวม 2 อาคาร ประกอบด้วยห้องชุดขนาด 1-3 ห้องนอน รวม 250 ยูนิต ราคาเริ่มต้น ตร.ม.ละ 1 แสนบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการรวม 4 พันล้านบาท นอกจากนี้ ในปลายปีนี้ ยังเตรียมเปิดการขายคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จก่อนขาย ขนาดเริ่มต้น 26 ตร.ม. ราคา 1.1-1.3 ล้านบาท อีก 3 อาคาร กว่า 800 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 1 พันล้านบาท ในโครงการไอ-เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ซึ่งเป็นส่วนขยายจากโครงการเดิมที่มีอยู่ 4 อาคาร 1,100 ยูนิต ซึ่งปัจจุบันเหลือยอดขาย 5% ส่วนโครงการไอ เฮ้าส์ พระราม 9-เอกมัย คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จก่อนขาย 473 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท ซึ่งเปิดขายเมื่อปลายปี 2548 ขณะนี้มียอดขายแล้ว 50% อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ในปีนี้ คาดว่าจะไม่ขยายไปจากที่เป็นอยู่ หรือหากขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากฐานของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังมองว่าผู้ประกอบการแต่ละรายมีลูกค้าเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ดังนั้น หากแต่ละรายต้องการขยายตัวมากขึ้น ต้องมีการพัฒนาตลาดใหม่เพิ่ม เพื่อเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการ รายอื่นและจากตลาดใหม่แทน ขณะเดียวกัน ในส่วนของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ยังเชื่อว่าจะมีการปรับขึ้นอย่างแรง โดยภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ อาจปรับขึ้นไปอีก 1% ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ต่างเร่งหาลูกค้าเงินฝาก ขณะที่ในช่วงปีที่ผ่านมาธนาคารต่างหันไปให้ความดูแลในส่วนของลูกค้าสินเชื่อจากการเกิดขึ้นของธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้สูงมาก ทำให้ต้องมีการหันไปปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้าน Source: POST TODAY : Jan 12, 2006 Chad January 12th, 2006, 06:18 AM only 16 Storey meh? :(, dissappointed lah. cHemon January 12th, 2006, 06:25 AM only 16 Storey meh? :(, dissappointed lah. It sould be taller for such a prime location. :bash: cHemon January 12th, 2006, 06:26 AM It's only 2 sois away from THE LIGHT Condo..:) Hope it's atleast as nice as The Light. Do you have its render?? :) Chad January 12th, 2006, 06:29 AM It sould be taller for such a prime location. :bash: Atlease hoping for a nice design, might be a showcase for the skyline., on th elocation would be such a centerpiece. Design like the Domus might be acceptabe, pay-off the height dissappointment...:) cHemon January 12th, 2006, 06:33 AM It's fogiveable if it has cool design like NanMee HQ. :) RPP January 12th, 2006, 05:26 PM I’ve heard that TCCCL has won the biding on British Embassy’s land plot at almost a million/sqw. Anyone can confirm? Mosaic January 13th, 2006, 07:31 AM I’ve heard that TCCCL has won the biding on British Embassy’s land plot at almost a million/sqw. Anyone can confirm? Oh! My Gosh!!. Is that really true? :runaway: Zimoune January 13th, 2006, 10:22 AM I dont think process have ended yet, but they are still in the list from wht i know. RPP January 13th, 2006, 06:07 PM Heard that "S" already out last week even though they bidded at 600-700K. Zimoune January 16th, 2006, 04:53 AM Sansiri? Chad January 16th, 2006, 08:56 AM From my source, the bid hasnt ended yet. Still recieving the bids right now, the closing period is enclosed. But my source maybe wrong. Zimoune January 16th, 2006, 10:29 AM come on Chad... dont be modest! i also confirm that, if my source is correct, few developers are not in the bid anymore, but final decision not done yet Chad January 19th, 2006, 07:33 AM แบงก์ไล่จับคู่ยักษ์อสังหาฯให้กู้‘ซื้อที่’สถานทูตอังกฤษ โพสต์ทูเดย์ — แบงก์ไล่จับคู่ยักษ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หวังปล่อยกู้ให้นำไปซื้อที่ดินทำเลทองเหยียบ 15 ไร่ จากสถานทูตอังกฤษย่านเพลินจิตมาพัฒนาเป็นย่านการค้า สำนักงาน แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่มีข่าวว่าสถานทูตอังกฤษมีแผนงานจะย้ายออกไปตั้งยังนอกเมืองและจะขายที่ดินจำนวนเกือบ 15 ไร่ ในราคาตารางวาละประมาณ 4-5 แสนบาท ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏว่าตอนนี้ธนาคารพาณิชย์ต่างเริ่มเข้าไป ติดต่อเพื่อเสนอวงเงินให้กู้กับบริษัทเอกชนประมาณ 10 ราย เพื่อให้ยื่นข้อเสนอไปลงทุนพัฒนาที่ดินดังกล่าว โดยคาดว่าในอีก 1 เดือน จะมีการยื่นซองให้สถานทูตพิจารณา สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ธนาคารแต่ละแห่งยื่นข้อเสนอให้วงเงินสินเชื่อ ไปประกอบด้วยกลุ่มแกรนด์ แอสเสท ดีเวลลอป- เมนท์ (GRAND) ของกลุ่มชาญอิสสระ มีธนาคารนครหลวงไทย กรุงศรีอยุธยาให้การสนับสนุน กลุ่มแสนสิริ (SIRI) ของกลุ่มจูตระกูล มีกสิกรไทยให้การสนับสนุน กลุ่มเซ็นทรัลตอนนี้ทางไทยพาณิชย์ ธนชาตให้การสนับสนุน และกลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี.ดีเวลลอปเม้นท์ ของนายเจริญ สิริวัฒน-ภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้างกับแคปปิตอลแลนด์ จากสิงคโปร์ มีธนาคารกรุงไทย กรุงเทพให้การสนับสนุน กลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีไทยพาณิชย์ให้การสนับสนุน ซึ่งคาดว่าวงเงินที่จะใช้ซื้อ ที่ดินแปลงดังกล่าวมาพัฒนาไม่น้อยกว่า 3-3.5 พันล้านบาท นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของสถานทูตอังกฤษ บริเวณสี่แยกเพลินจิต กว่า 10 ราย ซึ่งแลนด์ฯ เป็นหนึ่งในผู้สนใจ และยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการคัดเลือก คาดว่าอีกประมาณ 1 เดือน จึงจะสรุปผลประมูลได้ สำหรับราคาประมูลซื้อที่ดินผืนดังกล่าวน่าจะสูงกว่าที่กำหนดราคาเบื้องต้นที่ตารางวาละ 4 แสนบาท Source: POST TODAY : Jan 19, 2006 Chad January 19th, 2006, 07:35 AM แบงก์ไล่จับคู่ยักษ์อสังหาฯให้กู้‘ซื้อที่’สถานทูตอังกฤษ โพสต์ทูเดย์ — แบงก์ไล่จับคู่ยักษ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หวังปล่อยกู้ให้นำไปซื้อที่ดินทำเลทองเหยียบ 15 ไร่ จากสถานทูตอังกฤษย่านเพลินจิตมาพัฒนาเป็นย่านการค้า สำนักงาน แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่มีข่าวว่าสถานทูตอังกฤษมีแผนงานจะย้ายออกไปตั้งยังนอกเมืองและจะขายที่ดินจำนวนเกือบ 15 ไร่ ในราคาตารางวาละประมาณ 4-5 แสนบาท ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏว่าตอนนี้ธนาคารพาณิชย์ต่างเริ่มเข้าไป ติดต่อเพื่อเสนอวงเงินให้กู้กับบริษัทเอกชนประมาณ 10 ราย เพื่อให้ยื่นข้อเสนอไปลงทุนพัฒนาที่ดินดังกล่าว โดยคาดว่าในอีก 1 เดือน จะมีการยื่นซองให้สถานทูตพิจารณา สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ธนาคารแต่ละแห่งยื่นข้อเสนอให้วงเงินสินเชื่อ ไปประกอบด้วยกลุ่มแกรนด์ แอสเสท ดีเวลลอป- เมนท์ (GRAND) ของกลุ่มชาญอิสสระ มีธนาคารนครหลวงไทย กรุงศรีอยุธยาให้การสนับสนุน กลุ่มแสนสิริ (SIRI) ของกลุ่มจูตระกูล มีกสิกรไทยให้การสนับสนุน กลุ่มเซ็นทรัลตอนนี้ทางไทยพาณิชย์ ธนชาตให้การสนับสนุน และกลุ่มบริษัท ที.ซี.ซี.ดีเวลลอปเม้นท์ ของนายเจริญ สิริวัฒน-ภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้างกับแคปปิตอลแลนด์ จากสิงคโปร์ มีธนาคารกรุงไทย กรุงเทพให้การสนับสนุน กลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีไทยพาณิชย์ให้การสนับสนุน ซึ่งคาดว่าวงเงินที่จะใช้ซื้อ ที่ดินแปลงดังกล่าวมาพัฒนาไม่น้อยกว่า 3-3.5 พันล้านบาท นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของสถานทูตอังกฤษ บริเวณสี่แยกเพลินจิต กว่า 10 ราย ซึ่งแลนด์ฯ เป็นหนึ่งในผู้สนใจ และยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการคัดเลือก คาดว่าอีกประมาณ 1 เดือน จึงจะสรุปผลประมูลได้ สำหรับราคาประมูลซื้อที่ดินผืนดังกล่าวน่าจะสูงกว่าที่กำหนดราคาเบื้องต้นที่ตารางวาละ 4 แสนบาท Source: POST TODAY : Jan 19, 2006 The Bid hasnt ended, will be atlease a month from now. confirmed by the article. If I'm The Park Residence purchaser, I wont be "that" much concerned about the lost-greeneries. Since if nor The British Embassy gone, Swisss Embasssy will still be there..:) Chad January 19th, 2006, 09:31 AM TCC's Sukhumvit 24 project (45 and 39 Storey) Showroom Jan 19, 2006 : http://img43.imageshack.us/img43/114/img31480lq.jpg cHemon January 19th, 2006, 09:48 AM The Bid hasnt ended, will be atlease a month from now. confirmed by the article. If I'm The Park Residence purchaser, I wont be "that" much concerned about the lost-greeneries. Since if nor The British Embassy gone, Swisss Embasssy will still be there..:) Park Nai Lert hotel also. :) Chad January 21st, 2006, 02:34 AM เซ็นทรัล/แลนด์/ฮ่องกงแลนด์ ชิงดำที่ดินสถานทูตอังกฤษ เผย 3 บิ๊กอสังหา ชิงดำที่ดินสถานทูตอังกฤษ "กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา/แลนด์แอนด์เฮาส์/ฮองกงแลนด์" เข้าโค้งสุดท้ายคว้าชัย 3 ค่ายยังฮุบไต๋แผนพัฒนาที่ดินแปลงงาม คาดรู้ผลสิ้นม.ค.นี้ แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพัฒนาที่ดิน เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ในการกำหนดประกาศรายชื่อผู้ที่ชนะการยื่นซองประกวดราคาซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษนั้น จะรู้ผลภายในสิ้นเดือนนี้ ขณะนี้เหลือผู้ที่ชิงดำในการประมูลอยู่ 3 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานทุนที่แข็งแกร่งแทบทั้งสิ้น คือ กลุ่มเซ็นทรัล พัฒนา ของตระกูลจิราธิวัตน์ ที่ต้องการที่ดินแปลงงามดังกล่าวมาสร้างอาณาจักรธุรกิจโดยที่ดินดังกล่าวอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม อีก 2 ราย คือ เจ้าพ่อพัฒนาที่อยู่อาศัยรายใหญ่ของประเทศไทย บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) ของนายอนันตื อัศวโภคิน และกลุ่มฮ่องกงแลนด์ บริษัทพัฒนาที่ดินระดับแนวหน้าจากฮ่องกงที่จับมือกับกลุ่มตะกูลศรีวิกรม เรื่องดังกล่าวนายนิโคลัส เซนต์.จอห์นสตัน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮ่องกง แลนด์ จำกัด หนึ่งในบริษัทที่ยื่นซองประมูลซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การเสนอประมูลซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษในครั้งนี้ ได้ร่วมกับกลุ่มศรีวิกรณ์ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากสถานทูตอังกฤษว่าได้รับการคัดเลือกหรือไม่ ส่วนราคาที่เสนอไปนั้นยังบอกไม่ได้ และไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าหากประมูลได้จะนำมาพัฒนาอะไร อย่างไรก็ตามหากชนะการประมูลครั้งนี้ คงจะต้องศึกษาแนวโน้มตลาดใน 12-18 เดือนข้างหน้าก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะพัฒนาเป็นอะไร ซึ่งแนวคิดมีหลายแผน เช่น พัฒนาเป็นโรงแรม ที่พักอาศัยหรือเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ระดับหรู นายนิโคลัส กล่าวต่อว่า มีความสนใจที่จะพัฒนาธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ในกรุงเทพฯ มาหลายปีแล้ว ซี่งที่ผ่านมาได้จับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มศรีวิกรณ์ พัฒนาโครงการเกษร พลาซ่า โดยถือหุ้นอยู่ 50% สำหรับกระบวนการพิจารณา คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนนี้ ต่อเรื่องดังกล่าวนี้ นายอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า ไม่สามารถให้รายละเอียดในเรื่องนี้ได้มากนัก สิ้นเดือนนี้น่าจะทราบผลว่าบริษัทใดชนะการประมูลที่ดินสถานทูตอังกฤษ เท่าที่ทราบมีผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสนใจหลายราย สำหรับที่ดินสถานทูตอังกฤษที่แบ่งขายนั้น มีพื้นที่ประมาณ 14,000 ตารางเมตร หรือ 4 เอเคอร์ ( 10 ไร่ ) อยู่ติดริมถนนสุขุมวิท แยกเพลินจิตรโดยเริ่มตั้งแต่ถนนด้านหน้าถนนสุขุมวิทเข้าไปด้านในจนถึงรูปปั้นควีนวิคทอเรีย ซึ่งสถานทูตไม่ได้มีข้อจำกัดในการพัฒนา เนื่องจากที่ดินอยู่ในไพร์มแอเรียล จึงมีความหลากหลายในการพัฒนา ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการขายคือนำเงินส่วนหนึ่งมาพัฒนาพื้นที่ส่วนที่เหลือภายในสถานทูตใหม่ นอกจากนั้นยังจะนำเงินที่ได้มาตั้งเป็นเงินกองทุนให้สถานทูตอังกฤษในประเทศต่างๆ ได้ใช้ประโยชน์ได้ทั่วโลก โดยแนวทางการตัดที่ดินขายของสถานทูตอังกฤษ จะมีการพิจารณานำไปใช้ทั่วโลกและต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสถานทูตอังกฤษได้ขายที่ดินสถานทูตในประเทศต่างๆ ไปบ้างแล้ว เช่น สิงคโปร์ นิวยอรก์ นอกจากนั้นยังดูอยู่อีกหลายแห่งด้วยกัน เพราะสถานทูตอังกฤษมีที่ดินใจกลางเมืองแต่ละประเทศเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้สถานที่ตั้งสถานทูตอังกฤษในปัจจุบันได้ซื้อมาตั้งแต่ปี 1920 หรือประมาณ 80 ปีแล้ว มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 170 คน งบประมาณในการใช้จ่ายถูกตรึงมาตลอด โดยมีรายได้จากการขอวีซ่า ทำหนังสือเดินทาง เฉลี่ย 45,000 คนต่อปี ค่าวีซ่า 36 ปอนด์ แม้ปริมาณรายได้จะเพิ่มมากขึ้นแต่เงินรายได้เหล่านี้ต้องนำส่งกลับลอนดอนทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการขายที่ดินในครั้งนี้ Source : Than Sretthakij : Jan 21, 2006 Chad January 21st, 2006, 02:38 AM Translation. There are 3 bidders left for the final decision by the end of this month. 1. Central Pattana which badly needed the site for Central Chitlom Expansion. 2. Land and House, biggest housing developer in Thailand 3. Hongkong Land and JV. The prime land plot will run along Ploenchit Road and as deep as the queen Alizabeth statue., but the main embasssy and the garden will still remain as British embasy property. RPP January 21st, 2006, 08:31 AM Chad...do you have any update on the following projects? - Sansiri: soi Ruamruedee - Major Development: a CBD project - Raimon Land: new project in Sathorn area - Instyle: Ladprao Speed January 21st, 2006, 09:38 AM Translation. There are 3 bidders left for the final decision by the end of this month. 1. Central Pattana which badly needed the site for Central Chitlom Expansion. 2. Land and House, biggest housing developer in Thailand 3. Hongkong Land and JV. The prime land plot will run along Ploenchit Road and as deep as the queen Alizabeth statue., but the main embasssy and the garden will still remain as British embasy property. Oh yeah, Central should try their best to get it to expand Central Chidlom!!! but maybe lots of competition from rich companies like HK Land..... I think you mean Queen Victoria statute?? great great ancestor Chad January 21st, 2006, 09:47 AM loll......:hilarious Queen Victoria....sorry..:D BKKinTO January 21st, 2006, 10:07 AM Hope they will use the land for office , like a super tall one or a super tall residence wouldn't hurt. :D it's such a great location. Chad January 25th, 2006, 05:51 AM Supalai will launch Supalai River Place, near The WaterMark this July. Comprising 2, 30 Storey Towers.-900 units. Zimoune January 25th, 2006, 10:53 AM total value 2.270 mil baht (avg 2.5 mil/unit). are they going well with that Casa Riva? Chad January 25th, 2006, 02:30 PM Ermm...it's actually 2 billion not 2 million..:) I'm not sure how well they doing with the Casa Riva, but those 2 City Homes projects defineitly accelerated the company's profit this year...;) RPP January 28th, 2006, 01:20 AM What's the new project on Sukhumvit 18? Who's the developer? I've heard that Plus will have one there but this is not Plus. This'll be a huge project on 7-rai driving range land plot. Chad January 28th, 2006, 08:38 AM That piece of land was bought over by City Development., some condo/serviced apartment project I guess. Chad January 28th, 2006, 08:40 AM ทายาทปราณีภัณฑ์รุกโรงแรม >ทุ่ม 1.5 พันล้านผุดรร. 5 ดาว พร้อมร่วมทุนลูกเขย 'ชัย โสภณพณิช' ผุดคอนโดฯ เปิดแผนทายาท "ปราณีภัณฑ์" พีระศักดิ์ กลิ่นสุนทร ทุ่มเม็ดเงิน 1,500 ล้านบาท รุกธุรกิจโรงแรมระดับ 5 ดาว ในซอยร่วมฤดี สร้างรายได้ระยะยาว พร้อมจับมือลูกเขย "ชัย โสภณพนิช" ผุดบริษัทร่วมทุนบริษัท ศุภราช อินสไตล์ เวนเจอร์ จำกัด พัฒนาอนโดฯ ตร.ม. 5 หมื่นบาทย่านลาดพร้าวขาย นายพีระศักดิ์ กลิ่นสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินสไตล์ เอสเตท จำกัด ในเครือปราณีภัณฑ์ ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมหรู อาทิ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯได้พัฒนาโครงการเดอะโคโลนี ลุมพีนี, เดอะคาริสมา เอกมัย ล่าสุดอยู่ระหว่างการเตรียมที่จะพัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาว ในซอยร่วมฤดี โดยบริษัทได้ทำสัญญาเช่าที่ดินในซอย ขนาด 900 ตร.ว. มาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจะจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ เป็นการพัฒนาเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยแผนการพัฒนาโครงการจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว มีขนาด 300 ห้อง มีความหรูหราเทียบเท่ากับโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่มีชื่อเสียง อาทิโรงแรมดุสิตธานี แต่คอนเซ็ปท์จะเป็นโรงแรมแนวใหม่ที่ตลาดยังไม่มีผู้พัฒนา มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท อย่างไรก็ดีส่วนเหตุที่บริษัทรุกเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมเพราะต้องการสร้างรายได้ระยะยาวเข้ามาให้กับองค์กร โดยทิศทางที่วางไว้ระหว่างรายได้ระยะยาว และสั้นจะมีสัดส่วน 50:50 โดยไดเลือกเอที่ดินที่มีศักยภาพที่เหมาะต่อการพัฒนาเป็นโรงแรม นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมทุนกับนายสุเมธ สุขพันธ์โพธาราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภราช กรุ๊ป ลูกเขยนายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน ) จัดตั้งบริษัท บริษัท ศุภราช อินสไตล์ เวนเจอร์ จำกัด ขึ้นมาใหม่โดยบ.ศุภราชฯถือหุ้นมในสัดส่วน 70% และบ.อินสไตล์ภถือประมาณ 30% ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เพื่อร่วมกันซื้อที่ดินขนาด 2 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านถนนลาดพร้าว ซอย 12 ปัจจุบันความคืบหน้าอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะมีขนาดความสูงของอาคาร 27-28 ชั้น พื้นที่ขนาดห้องตั้งแต่ 33-90 ตร.ม. ราคา ตร.ม.ละประมาณ 50,000 บาท กำหนดราคาเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท ในไตรมาสสองปีนี้จะเริ่มพัฒนา ทั้งนี้แนวทางการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทได้เปิดกว้างสำหรับการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเอง หรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายอื่นก็ตาม โดยในส่วนของนายสุเมธฯ นั้น เป็นผู้ที่มีความสามารถในงานอาคิเทค ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยพัฒนาโครงการ "พหล เมทโทร คอนโดมิเนียม" ในนามบริษัท ศุภราช สวีท เพลส จำกัด ในซอยพหลโยธิน 14 จนประสบความสำเร็จสามารถปิดการขายได้ภายใน 3 เดือน การร่วมทุนในครั้งนี้จึงมีความพร้อมในทุกด้าน นายพีระศักดิ์ กล่าว สำหรับความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ในส่วนของบ.อินสไตล์ เอสเตทฯที่พัฒนาขึ้น เช่น โครงการเดอะโคโลนี สุขุมวิท 11 มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ในส่วนงานก่อสร้างมีความคืบหน้าถึงชั้นที่ 20 คาดว่าจะสามารถส่งมอบห้องชุดให้ลูกค้าได้ประมาณกลางปีนี้ ส่วนโครงการเดอะโคโลนี พาร์ค ลุมพินี มูลค่าโครงการประมาณ 450 ล้านบาท ขณะนี้มียอดขาย 90% แล้ว ส่วนงานก่อสร้างงานฐานรากมีความคืบหน้ามาถึงชั้นที่ 1 แล้ว และโครงการเดอะคาริสมา เอกมัย นั้น ยอดขายอยู่ราว 50% หลังจากที่เปิดตัวขายไปตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ยอดขายล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น เป็นเพราะตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2548 ค่อนข้างเงียบ และมาเริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงต้นปี 2549 อีกประการหนึ่งเป็นเพราะบริษัทยังไม่ได้เปิดหน้างานในการก่อสร้าง เนื่องจากเพิ่งได้ใบอนุญาติทางด้านสิ่งแวดล้อมมา แต่หลังจากนี้ที่บริษัทได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว ยอดขายคงจะเข้ามามากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทจะมีการปรับราคาห้องชุดขึ้นอีกประมาณ 10% ด้วย ทั้งนี้ นายพีระศักดิ์ ได้กล่าวว่า กำลังซื้อห้องชุดในระดับบนในเมืองได้อ่อนตัวลงไปในปี 2547-2548 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าในตลาดมีสินค้าที่จะสนองตอบความต้องการของลูกค้าด้วยหรือไม่ด้วย ในภาพรวมแล้วสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมระบนไม่ถึงกับแย่ บางโลเคชั่นและบางโปรเจ็คส์มีห้องชุดขายหมดก่อนสร้างเสร็จด้วย อย่างไรก็ดี ลูกค้าที่เหลืออยู่เป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้าอยู่อาศัยจริง ในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียมที่บริษัทดำเนินการอยู่นั้นถึงแม้ยอดขายจะช้าไปบ้างแต่บริษัทก็ค่อยๆขายไปโดยไม่เดือดร้อนและเชื่อว่าเมื่อตึกพัฒนาเสร็จหมดยอดขายจะกลับขึ้นมาดีเอง ทั้งนี้เพราะตนเชื่อว่าห้องชุดที่ดีๆยังมีตลาดรองรับอยู่ และ 15% ของตลาดที่อยู่อาศัยเป็นห้องชุด Source: Than Sretthakij : Jan 27, 2006 Zimoune January 28th, 2006, 05:31 PM heard aso that CDL from Singapore has bought that 7 rai land on driving range. RPP January 29th, 2006, 01:27 PM Thanks..my mistake it's 14 rai. Pre-sales will be on 2Q06. Chad January 30th, 2006, 03:34 AM สิงคโปร์หนุนทั้ง "อนันต์" และ "เจริญ" ชิงทำเลทองสถานฑูตอังกฤษ สุขุมวิท ทุนสิงโปร์เปิดศึกชิงที่ดินสถานฑูตอังกฤษ ผ่านค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชน ที.ซี.ซี ของ "เสี่ยเจริญ" เตรียมผุดตึกสูงอภิมหาโปรเจกต์สุดหรู คาดราคาที่ดินจะสูงถึง 1 ล้านบาทต่อตร.ว. จะเป็นการซื้อขายที่ดินสูงสุดในประวัติศาสตร์เมืองไทย เผยกลุ่มทุนสิงค์โปร์ทั้งรายย่อยและระดับชาติรุมทึ้งอสังหาฯและธุรกิจหลักของไทยเพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดสู่การแข่งขันระดับโลก แหล่งข่าวในวงการพัฒนาที่ดินเปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า การเข้ามาของกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์มีมานานแล้ว แต่เพิ่งเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อมีกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาร่วมลงทุนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกันได้เข้ามาร่วมทุนหลายบริษัท คาดว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ สาเหตุที่กลุ่มทุนสิงคโปรให้ความสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากราคาที่ดินในประเทศไทยยังถูกมากเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร ยิ่งรัฐบาลไทยมีโครงการเมกะโปรเจกต์ หรือโครงข่ายคมนาคมยิ่งทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ทำเลทองเหล่านี้จะเพิ่มสูงขึ้นออีกหลายเท่าตัว "ที่ดินสถานฑูตอังกฤษที่กำลังเปิดประมูลเป็นอีกแปลงหนึ่งที่กลุ่มทุนสิงคโปร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นทำเลที่มีศักภาพในการลงทุนสูง และเป็นที่ดินที่มีประวัติศาสตร์ หากใครได้ไปถือเป็นเกียรติประวัติ คาดว่าราคาซื้อขายที่ดินแปลงนี้จะสูงถึงตารางวาละ 1 ล้านบาท หรือมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท จากพื้นที่แบ่งขาย 10 ไร่ และถ้าหากพัฒนาเป็นตึกสูงจะเป็นโครงการที่มีพื้นที่ขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรสูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโครงการที่มีพื้นที่ขายสูงสุดในขณะนี้คือโครงการเดอะเม็ท ซึ่งก็เป็นของกลุ่มทุนสิงคโปร์เช่นเดียวกัน โดยมีราคา 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร"แหล่งข่าวกล่าว สำหรับที่ดินสถานฑูตอังกฤษกลุ่มทุนสิงคโปร์จะแข่งขันเข้าร่วมประมูลโดยผ่านบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) ของนายอนันต์ อัศวโภคิน ส่วนผู้เข้าประมูลรายอื่นอีก 3 รายได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา ของตระกูลจิราธิวัตน์ ,กลุ่มฮ่องกงแลนด์ที่จับมือกับกลุ่มตระกูลศรีวิกรณ์ และบริษัท ทีซีซี.แลนด์ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มีมีกลุ่มทุนสิงคโปร์ร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน โดยนักลงทุนจากสิงคโปร์ส่วนใหญ่ มุ่งเน้นเขัามาร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาที่ดินที่มีแลนด์แบงก์ หรือที่ดินใจกลางกรุงเป็นหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องการก่อสร้างตึกสูง อีกทั้งโครงการลักษณะนี้ให้ผลตอบแทนที่เร็วกว่าธุรกิจบ้านจัดสรร เห็นได้ชัดจากการเข้ามาร่วมทุนกับนักพัฒนาที่ดินไทยแล้ว อาทิ โครงการเดอะเม็ท ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับหรู ที่มีราคาขายต่อตารางเมตรสูงที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ โดยมีราคาขาย 160,000 บาท/ตร.ม.สูงกว่าโครงการ "เดอะพาร์ค" ของเสี่ยสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง และโครงการ "แอทธินี เรสซิเดนซ์ "ของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มีราคาขายต่อตารางเมตรอยู่ที่ 120,000-130,000 บาท แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสิงคโปร์มีความมั่นใจในอนาคตของธุรกิจคอนโดฯใจกลางกรุงเป็นอย่างยิ่ง กองทุนฯ บุกเข้าไทยบริหารเอ็นพีเอ นอกจากนี้กลุ่มทุนสิงคโปร์ยังเข้ามาลงทุนในหลาย ๆ ธุรกิจแม้แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ยังได้เซ็นบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)กับกองทุนต่างชาติที่เสนอตัวเข้ามา 2 กลุ่ม เพื่อให้เข้ามาซื้อหนี้เอ็นพีเอของบ้านมือสอง ที่มีทั้งบ้านเดี่ยว,บ้านแฝด,ทาวน์เฮาส์ เว้นเพียงคอนโดมิเนียมเท่านั้น ที่กองทุนนี้ไม่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันให้ตลาดบ้านมือสองมีการซื้อง่าย-ขายคล่อง ซึ่งประกอบด้วย 1.กลุ่มบริษัทแฮริสัน เรียลตี้ จำกัด (มหาชน ) 2.กองทุนบางกอกพาร์ทเนอร์ชิป จากประเทศสิงคโปร์ ด้านบริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย ) จำกัด ได้ขยายขอบการให้บริการจัดหาทรัพย์สินไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPA : Non-Performing Asset จากสถาบันการเงินให้กับกลุ่มทุน พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ รายใหญ่จากสิงคโปร์เช่นกัน กลุ่มทุนใหญ่ 5 อันดับแรกที่เข้ามาจับคู่ธุรกิจลงทุนในไทยประเดิมด้วย กองทุนจากรัฐบาลสิงคโปร์ GOVERNMENT OF SINGAPORE INVESTMENT CORP หรือ GIC เข้ามาถือหุ้นในบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน ) สัดส่วน 13.71% เพิ่มความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ทำให้ แลนด์ฯ เป็นบริษัทอสังหาฯ อันดับ 1 ของเมืองไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน ยอดขายมากที่สุดในตลาด อีกราย คือ บริษัท แคปปิตอล แลนด์ จำกัด ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่คือ รัฐบาลสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจด้านที่พักอาศัย โรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เครือข่าย "ดิ แอสคอทท์ กรุ๊ป" เข้ามาร่วมทุนกับ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) โดย 2 ปีก่อน กลุ่มแคปปิตอลฯ นี้เองได้ร่วมทุนครั้งใหญ่กับกลุ่ม ที.ซี.ซี. ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อวงการสุราของไทย ในโครงการอสังหาฯ ในนามบริษัท ที.ซี.ซี.แลนด์ จำกัด ลงทุนคอนโดมิเนียม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ภายใต้แบรนด์ในเครือ "แอทคอท-ซัมเมอร์เซ็ท-ซิทาดินส์" และยังสนใจเข้าไปทำตลาดในแนวราบ ปัจจุบันอยู่ระหว่างหาทำเลที่มีศักยภาพ และน่าสนใจในหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่, พัทยา, ภูเก็ต และสมุย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเคปเปลแลนด์ ซึ่งเปิดตัวในไทยในนามบริษัท เคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) โดยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ไฟว์สตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งมีผู้บริหารกลุ่มกฤษดานคร เป็นผู้ถือหุ้นร่วม มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวเป็นหลัก ด้านบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด หรือ เคแลนด์ บริษัทในเครือ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทุนกับกลุ่มเฟรเซอร์ ในเครือเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ เฟรเซอร์ ซึ่งมีธุรกิจในเครือหลากรายรวมถึงเบียร์ไทเกอร์ เครื่องดื่มเฟรเซอร์ ฯลฯ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นเตอร์พอยท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศสิงคโปร์ เจ้าของเครือข่ายธุรกิจเฟรเซอร์ แอนด์ทีฟ และกลุ่มเฟรเซอร์ จากสิงคโปร์เอง ยังได้เข้ามาร่วมทุนกับ บริษัท สยามพันธุ์ เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน ) ในกลุ่มสยามพันธุ์ พัฒนาโครงการ หลังสวน วิลล์ ส่วนตัวบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ เองก็เปิดตัวพันธมิตรใหม่ ด้วยการเข้ามาของเฮดจ์ฟันด์ "เจมส์" General Enterprise Management Services Limited) ซึ่งเป็นกองทุน Private Equity Fund ของ นายลีกาชิงนักธุรกิจชื่อดังจากฮ่องกง เพื่อช่วยเสริมฐานการเงินให้กับบริษัท ด้วยการขายหุ้นกู้ 800 ล้านบาท อีกทั้งยังได้เจรจาดึงกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์คือ "ยูโอแอล" ซึ่งเป็นนักลงทุนด้านอสังหาฯ ในเครือธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ควบรวมกิจการกับธนาคารเอเชียในไทยไปแล้วเช่นกัน อารียา พรอพเพอร์ตี้ฯ เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการอสังหาฯไทย ที่เพิ่งลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ทเวนตี้ บูโร กรุ๊ป (China Railway 20th Bureau Group Co., Ltd) ยักษ์ใหญ่รับเหมาก่อสร้างอันดับ 1 ใน 5 จากประเทศจีน ไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยประกาศตัวเข้าเป็นผู้ร่วมประมูลงานก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจคของภาครัฐ ส่วนผู้ประกอบการที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะและกำลังเป็นข่าวดังนี้คือ บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน ) หรือ SC ซึ่งเป็นบริษัทของตระกูลชินวัตรได้ขายหุ้นให้กับกลุ่ม "เทมาเซค โฮลดิงส์" จากสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือ GOLD ที่อาจมีการดึงกลุ่มทุนสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ GLOD นั้นปัจจุบันมี ชิวเด้นท์ ฟันด์ ซึ่งเป็นกองทุนรวมและกลุ่มนิวเวิลด์ บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาฯในสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นอยู่แล้ว แพทโก้ แลนด์ จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ "วิจิตราธานี" ก็ก็ดึงกลุ่มทุนสิงคโปร์ ที่ดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟที่มีชื่อเสียงในประเทศเข้าร่วมในโครงการด้วยเช่นกัน เพื่อทำตลาดลองสเตย์ส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมกับแตกไลน์มาทำคอนโดมิเนียมโลว์ไรท์ ระดับกลาง ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน ) ในช่วงต้นปี 2549 มีนโยบายที่จะขยายตลาดไปยังสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มรายได้และหาลูกค้าใหม่จากต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการเข้ามาพัฒนาโครงการในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม โดยเมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2548 กลุ่มทุนสิงคโปร์ "ซิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์" ได้ร่วมทุนกับเจ้าของที่ดิน ซื้อที่ดินเปล่าในใจกลางธุรกิจมาพัฒนา และซื้ออาคารสร้างค้างมาพัฒนา รวมมูลค่าทรัพย์ที่ทางกลุ่มเข้ามาลงทุนแล้วในไทยประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และเทกโอเวอร์โครงการ พรภัทร เซ็นเตอร์ ของกลุ่ม สับปะรดกระป๋องไทย เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น "เอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์" พร้อมร่วมทุนกลุ่ม "ศรีชวาลา" ผุดโครงการ มิลเลนเนียม สุขุมวิท โรงแรม ระดับ 5 ดาว และเคยลงทุนร่วมกับกลุ่มอัมรินทร์ ะขณะเดียวกันก็ได้ร่วมทุนกับกลุ่มเวสต์บรูค กองทุนอสังหาริมทรัพย์จากสหรัฐอเมริกา ขณะที่การเข้ามาลงทุนของสิงคโปร์ใหญ่ที่สุดคือ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (TEMASEK HOLDINGS) เป็นบริษัทจัดการการลงทุนของเอเชียที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงพาณิชย์ของประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตการลงทุนในภาคธุรกิจต่างๆ มากกมายกระจายอยู่ทั่วโลก รวมมูลค่าถึง 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสิงคโปร์ เอเชียและประเทศในกลุ่ม โออีซีดี การลงทุนของบริษัทได้ครอบคลุมธุรกิจหลายประเภท เช่น โทรคมนาคม ธุรกิจสื่อ บริการทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ขนส่งและโลจิสติกส์ พลังงานและทรัพยากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรมและเทคโนโลยี และมีเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเติบโตมากขึ้น เทมาเส็ก ได้ปรับบทบาทไปสู่การเป็นลงทุนกับบริษัทชั้นนำในหลายประเทศ รวมทั้งบริษัทที่เกิดใหม่ ปัจจุบันได้ปรับการลงทุนในพอร์ตทั้งหมดเป็นการลงทุนในประเทศสิงคโปร์ และการลงทุนในเอเชียในสัดส่วน 1 ใน 3 ของพอร์ตเท่าๆ กัน และที่เหลือจะลงทุนในประเทศในกลุ่มโออีซีดี โดยที่ มีการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย (ยกเว้นสิงคโปร์ ) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 คิดเป็น 9% ของการลงทุนทั้งหมด สำหรับประเทศไทย เทมาเส็ก ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจไทยหลายประเภท เมื่อประมาณเกือบ2 ปีที่ผ่านมา โดยได้เข้าถือหุ้น 5% ในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน ) ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2547 และในเดือนมกราคม 2549 ได้เข้าซื้อหุ้นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำนวน 5.94% นอกจากนี้ บริษัทในกลุ่มเทมาเส็กยังเป็นนักลงทุนระยะยาวในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เช่น ตั้งแต่ปี 2536 บริษัทสิงเทลได้เข้าถือหุ้น 19.26% ในบริษัทแอดวานซ์ อินโฟเซอร์วิส , การร่วมทุนระหว่างธนาคารดีบีเอส และบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ได้ตั้งบริษัทเงินทุนเพื่อการบริโภค คือ บริษัท แคปปิตอล โอเค และบริษัทแคปปิตอลแลนด์ ร่วมกับบริษัท ทีซีซี แลนด์ ของไทย ตั้งบริษัท ทีซีซี แคปปิตอลแลนด์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในประเทศไทย เป็นต้น ปี 2542 GICเข้ามาลงทุนในหุ้น LHในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับ 'ตระกูลอัศวโภคิน' โดยเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน จำนวน 1,000 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1.40 บาท (พาร์ 1 บาท ) ขณะที่ราคาตลาดซื้อขายหุ้นละ 9.40 บาท มีกำไรแอบแฝงหุ้นละ 8 บาท หรือประมาณ 8,000 ล้านบาท ในขณะนั้น และล่าสุดGIC ได้ทำการเจรจากับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อร่วมลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคของรัฐบาล โดยได้สนใจลงทุนในเมกะโปรเจคด้านไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชน ทั้งยังมีแผนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับ กบข.อีกด้วย ในฐานะที่เป็นบริษัทจัดการของเอเชีย เทมาเส็กได้จัดสรรเงินจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการบรรเทาทุกข์เพื่อฟื้นฟูและบูรณะชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ สึนามิ ในเอเชียเมื่อปี 2547 โดยในจำนวนนี้ เป็นเงินช่วยเหลือแก่ประเทศไทยจำนวน หนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งได้ให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของสภากาชาดไทย หลายโครงการ หากแจกแจง เครือข่ายของ เทมาเส็ก พบว่า มีการกระจายการลงทุนไปยังบริษัทในเครือหลายแห่งด้วยกัน และบริษัทลูกเหล่านั้นก็มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหลายต่อหลายธุรกิจด้วยกัน เช่นมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง (59.1%) ของ "สิงคโปร์ เทเลคอม" (สิงเทล ) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีบีเอส กรุ๊ป ในสัดส่วน 29% และเป็นบริษัทแม่ของ ธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์ (ในเครือดีบีเอส กรุ๊ป ) โดยที่ ดีบีเอส สิงคโปร์ จัดเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของ "ธ.ทหารไทย" (TMB) รองจากกระทรวงการคลัง ด้วยสัดส่วนหุ้นถึง 18.48% หลังจากผ่านการควบรวมระหว่าง บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ธ.ดีบีเอส ไทยทนุ และ ธ.ทหารไทย เป็นต้น นอกเหนือจาก เทมาเซคแล้ว ยังมีแหล่งเงินทุนอีกหลายแห่งที่ขยายการลงทุนเข้าในประเทศไทย เช่น กอฟเวอร์เม้นท์ ออฟ สิงคโปร์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น (บรรษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์- GIC )ที่พยายามเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในธนาคารขนาดใหญ่อย่าง "ธ.กรุงเทพ" (BBL) "ธ.กสิกรไทย" (KBANK) และ ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB)และการลงทุนในลักษณะพันธมิตรของ "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" (LH) และ "ควอลิตี้ เฮ้าส์" (QH) เมื่อหลายปีก่อน นอกจากนี้กลุ่มแคปปิตอล แลนด์ ยังได้ใช้บริษัทในเครือ คือ "ดิ แอสคอต กรุ๊ป" (The Ascott Group) เพื่อร่วมทุนกับแผ่นดินทองพร็อพเพอร์ตี้ (GOLD) ในการพัฒนาโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ "ดิ แอสคอต สาทร" ที่มีมูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาทและกลุ่ม "เซ็นเตอร์พอยท์ พร็อพเพอร์ตี้" ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯภายใต้เครือ "เฟร์เซอร์ แอนด์ นีฟ" จากสิงคโปร์ เข้ามาร่วมลงทุนกับ บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน (KLAND) เพื่อจัดตั้ง "บ.ริเวอร์ไซด์ โฮมส์ ดีเวลลอปเม้นท์" ในสัดส่วน 49% ต่อ 51% ซึ่งภายในปีนี้จะสร้างโครงการ "เดอะ พาโน" คอนโดมิเนียมหรู ติดริมน้ำเจ้าพระยา มูลค่าโครงการ 5,000 ล้าน ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ และธรุกิจการเงินเท่านั้น ทุนจากประเทศสิงคโปร์ ได้รุกคืบเข้าไปในอีกหลายธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีเม็ดเงินในการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของกลุ่มทุนที่มีความพร้อม ล่าสุดทาง "ท่าอากาศยานไทย" (AOT) ก็เตรียมว่าจ้างให้ "บ.ไทยแอร์พอร์ต กราวนด์ เซอร์วิสเซส" หรือ "TAGS" ซึ่งมี "บ.โฟรบิเซอร์ พีทีอี" จากสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 48.5% ให้ได้เป็นผู้บริหารจัดการเขตปลอดอากรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดำเนินการศูนย์โลจิสติกส์ ครอบคลุมพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ภายในเขตสนามบินฯ เป็นระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้หากมองภาพรวมทั้งตลาด จะพบว่า 'GIC ' และ 'สิงเทล' เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด 27 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 108,476 ล้านบาท การลงทุนของGIC และสิงเทล จะให้น้ำหนักกับหุ้น 'Mid-Cap Companies' (หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดกลาง) ระดับ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่ จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป ขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกของตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย ADVANC, LH, PTT, KBANK, BBL, SCB, SCC, TOP, CPF และ SHIN มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกัน 100,858 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 93% ของพอร์ต โดยหุ้น ADVANC มีสัดส่วนเงินลงทุนมากที่สุด 60.58% ของพอร์ต, LH สัดส่วน 10.04% และ PTT สัดส่วน 4.87% ของพอร์ต Source : Siam Turakij : Jan 28, 2006 Zimoune January 30th, 2006, 01:04 PM mmh.. i did not see show unit under construction yet. 14-rai is the whole set from end suk 18 connected to soi 20, right? RPP January 30th, 2006, 04:57 PM mmh.. i did not see show unit under construction yet. 14-rai is the whole set from end suk 18 connected to soi 20, right? Yes, that what I've heard. Haven't been there (driving range) for quite long time. atom January 31st, 2006, 01:16 AM Singapore _ After keeping a low profile for two years, Keppel Thai Properties Plc (KTP) plans to launch at least three residential projects and acquire an office building to sell to a property fund established in Singapore. The office building would be sold to the K-REIT Asia fund, a subsidiary of KTP's parent, the Singapore-based developer Keppel Land Ltd (KLL). Lawrence Peh, a KTP executive director, said the company would launch the first phase of the 78-rai Villa Arcadia in the Vacharapol area, with 100 detached houses worth more than one billion baht in total. The second phase of Villa Arcadia is in the Srinakarin area, with 156 units on lots between 55 and 125 square wah of land. Unit prices will range from 5.5 million to 12 million baht. The company expects to close sales for both projects in early 2007. The third project is a mid-priced condominium, located near Bangkok's central business district. KTP is holding talks with landlords to form a joint venture to develop the condo project. ''A local partner is crucial to help us carry out marketing in Thailand,'' Mr Peh said. He said KTP was also considering acquiring an office building within this year. It is interested in either completed or unfinished buildings and non-performing assets for renovation, which it would then sell it to K-REIT Asia. The office real estate investment trust (REIT) was established with an initial portfolio of four office buildings worth about S0 million or 15.75 billion baht. The buildings are Keppel Towers, GE Tower, Bugis Junction Towers and Prudential Tower. All are located in Singapore's central business district. Mr Peh said K-REIT Asia would invest primarily in office buildings throughout Asia. It is interested in major cities including Singapore, Hong Kong and Bangkok, with target yield of at least 6-7% per year. KLL also plans to set up more REITs for hotel and commercial property. KLL is a subsidiary of Keppel Corporation whose major shareholder is Temasek Holdings. It develops and invests in 26 cities and 13 countries in Asia. It expects growing demand for quality homes and residential townships in China, India, Vietnam, Indonesia and Thailand. KLL reported earnings of S5.7 million or 3.89 billion baht in 2005, up 17% from 2004. Its overseas earnings rose last year to 59% of total revenue, from 43% in 2004. KLL sold about 2,700 residential units in 2005, mostly in China and India. It also acquired additional shares to gain a 67% holding in Dragon Land, a middle-income housing developer in China. KLL acquired a 45.45% stake in the Thai listed developer Five Star Property Plc in January 2000 for 300 million baht. KTP shares closed yesterday on the SET at 2.24 baht, unchanged, in trade worth 62,000 baht. Bangkokpost 31/01/06 Chad January 31st, 2006, 02:29 AM Keppel plans city condo block Is in talks to either buy land or form JV for project in central Bangkok Sasithorn Ongdee Keppel Thai Pro-perties Plc, an indirect subsidia-ry of Singapore-based Temasek Holdings’ Thai property arm, hopes to construct a condominium building in central Bangkok. If all goes as planned, the company will start pre-selling units in the project at Bt5 million to Bt10 million each this year. The company hopes to tap into the growing demand for condominiums in prime city centre locations. But first it needs land. “We are in talks with a few landowners to either buy their land plots or join with them to develop the condominium project,” said Piya Treruangrachada, Keppel’s financial controller. Keppel Thai Properties was renamed from Five Star Property Plc after Keppel Land Limited, a property arm of the Keppel Group, one of Singapore’s largest multinationals, bought a 45 per cent stake from the Krisdathanont family, in 2000. After entering the local property market, it seems Keppel Group appetite for residential projects had waned. Only two new single detached-house projects were unveiled over the past few years: the Bt2.5-billion Villa Arcadia project on Srinakarin Road and the Bt1.9-billion Villa Arcadia project on Watcharapong Road. Keppel Thai Property hopes to boost sales at its projects by co-sponsoring a sales event with the Bank of Ayudhya on March 18. There will be a wide range of special promotions homebuyers, said Piya. Villa Arcadia at Srinakarin will consist of 367 homes on 99 rai with prices ranging from Bt5 million to Bt10 million a house. Piya declined to reveal the number of houses sold to date, but he said that there would be 50 finished homes available at the sales event. Meanwhile, Villa Arcadia at Watcharapong, which boasts 270 units on 78 rai, will be officially launched this year with prices ranging from Bt5 million to Bt10 million per unit. The Thai projects are one part of Keppel group’s expansion from 2006 to 2008. Others projects will be launched in Vietnam, India, and Indonesia. Dominic Ng, general manager of Keppel Land International for Malaysia, said that overseas ventures accounted for 50 per cent of Keppel group’s revenue last year. Keppel Land’s overseas profits grew to 43 per cent of the group’s net profit in 2004 from 3 per cent in 2002. The group last year sold about 2,700 residential units, mostly in China and India. In China the company has already sold 98 per cent of 456 units in the Eight Park Venue in Shanghai, 88 per cent of 1,250 units in the Seasons project in Beijing, 81 per cent of The Waterfront’s 1,023 units in Chengdu, and 970 units in the first phase of The Botanica, also in Chengdu. In India, it has already sold 76 per cent of the 410-unit Elita Promenade. Ng said that the company would either acquire land or enter into joint ventures with any partners to develop a condominium project in Thailand. Keppel Thai Properties posted a Bt7.7-million net loss in the first nine months of last year, following a Bt52.1-million net loss in 2004. Keppel Land, the third-largest listed property company in Singapore, also constructs office buildings. Projects in Singapore currently under development are Urbana, The Belvedere, and Park Infinia. Its portfolio of finished projects includes the Chatsworth and Cluny Park bungalows, condominiums in Keppel Bay, Pebble Bay and Casuarine Cove, and other condominiums such as the Linc, Freesia Woods, Butterworth 8, Amaranda Gardens, The Mayfair and Palm Gardens. Source : THE NATION : Jan 31, 2006 Chad February 1st, 2006, 02:59 AM ลือขายทิ้ง2บิ๊กบริษัทจัดสรร >เคปเปลไทย-แผ่นดินทอง ทุนสิงคโปร์โต้ข่าวโคมลอย/โกลด์ดวงในเชื่อมีมูล ลือกระฉ่อน! ทุนสิงคโปร์ ขายทิ้งแคปเปลไทย ส่วนผู้ถือหุ้นไทย-รายย่อยถอดใจปั้นแผ่นดินทอง ด้าน ผู้บริหารเคปเปลแลนด์สิงคโปร์โต้ทันควันไม่จริง พร้อมเปิดแผนรุกโครงการใหม่ 2 โปรเจ็กต์ใหญ่ปีนี้ ทั้งบ้านเดี่ยว และคอนโดฯย่านซีบีดี ค่า 2 พันล้านบาท ส่วนแผ่นดินทองวงในเชื่อมีมูล ระบุผู้ถือหุ้นใหญ่ต่างชาติมีแผนเทกโอเวอร์ติดราคาซื้อ-ขายหุ้นไม่ลงตัว แหล่งข่าวระดับสูงในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยมีกระแสข่าวการพยามขายทิ้งบริษัทเคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) ที่เป็นของกลุ่มทุนสิงคโปร์ เคปเปล แลนด์ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดลหักทรัพย์ของประเทศสิงคร์ เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่อยู่อาศัยในเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีข่าวบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน ) หรือ โกลเด้นท์แลนด์ เนื่องจากไม่สามารถสรรหาบุคลากรเข้ามาดำรงตำแหน่งภายหลังจากที่ผู้บริหารของบริษัทได้ลาออกไป 3 ตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วย นาย จอห์น โลแกน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (Cheif Finance Officer)หรือ CFO , นายเลียแค็ท สุลต่าน แดนจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Cheif Executive Officer )หรือ CEO และนายธงชัย คุณากรปรมัตถ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ (Cheif Operation Officer )หรือ COO ที่ปัจจุบันไปนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน ) (เคแลนด์ ) จนเป็นเหตุให้แผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังเกิดภาวะชะงักงันส่งผลไปถึงรายได้ของปีนี้และรวมถึงความไม่ชัดเจนของแผนการดำเนินงานในปีนี้ด้วย ทั้งนี้ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามถึงกระแสข่าวการขายทิ้งบริษัท เคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) โดยนายเปย์ ยิว เบ็ง ลอว์เรนซ์ กรรมการบริหาร บริษัท เคปเปล แลนด์ จำกัด (มหาชน ) (บริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ) ได้เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง สาเหตุที่การรุกตลาดอสังหาฯ ในไทยของเคปเปลไทย ค่อนข้างเงียบเชียบหลังจากที่เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวราคา 5-10 ล้านบาทภายใต้แบรนด์ "วิลล่า อะคาเดีย-ศรีนครินทร์" ไปเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะในช่วงแรกที่เข้ามาเทกโอเวอร์ บริษัท ไฟฟ์ สตาร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (เข้าซื้อหุ้นจำนวน 100 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 300 ล้านบาท หรือประมาณ 13 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ) มีสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทแม่ในสิงคโปร์ 45.45% อย่างไรก็ตามขณะนั้นเป็นช่วงของรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจากคนไทยเป็นผู้บริหารชาวสิงคโปร์ และอีกประการการเข้ามาของเคปเปลแลนด์ สิงคโปร์ เป็นการเข้ามาเทกโอเว่อร์บริษัทพัฒนาที่ดินในตลาดหลักทรัพย์ไทย ไม่เหมือนทุนสิงคโปร์รายอื่นที่เข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย ทำให้ขั้นตอนดำเนินการต่างๆมีความล่าช้าและส่งผลไปถึงแผนงานต่างๆ ให้มีความล่าช้าตามด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ บริษัท เคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ฯ มีความพร้อมที่จะรุกตลาดอสังหาฯ ไทยแล้ว โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้อีก 2 โครงการด้วยกัน ประกอบด้วยโครงการวิลล่า อะคาเดีย วัชรพล เป็นบ้านเดี่ยวราคาสูงกว่าโครงการที่ศรีนครินทร์ บนพื้นที่ 87 ไร่ จำนวน 286 ยูนิตจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสสองนี้ และมีแผนจะทำคอนโดมิเนียมในย่านซีบีดีตามแนวรถไฟฟ้าอีก 1 แห่ง มูลค่า 2,000 ล้านบาท ราคาขายอยู่ราวๆ ตร.ม.ละ 60,000-70,000 บาท หรือยูนิตละประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงปลายปี นอกจากนั้นแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาทำเลอีก 2 แห่งอาจจะไม่ใช่ย่านซีบีดีแต่เป็นกลางเมือง เพื่อทำคอนโดมิเนียมอีกเช่นกัน โดยทั้ง 3 ทำเลเป็นที่ดินแลนด์ลอร์ด และเปิดกว้างถ้าหากจะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนด้วย รวมถึงอยู่ระหว่างการมองหาผู้บริหารที่เป็นคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดอสังหาฯ ไทย เนื่องจากทางสิงคโปร์ไม่ต้องการให้การตัดสินใจในไทยต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารสิงคโปร์แต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามผู้บริหารของเคปเปลแลนด์ มองว่าอสังหาฯ ไทยไม่แตกต่างจากตลาดอสังหาฯ ในประเทศอื่นๆ นายเปย์ ยิว เบ็ง กล่าวต่อว่า ทางผู้บริหารสิงคโปร์ยังมองว่าธุรกิจอสังหาฯ ของประเทศไทย นับตั้งแต่ฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจมา ยังเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนโดยเป้าหมายของเคปเปลไทยฯ ไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็น 1 ใน 5 ของตลาด ทั้งนี้ความพอใจสูงสุดคือการส่งมอบงานที่มีคุณภาพให้ลูกค้าได้ทันตามกำหนดระยะเวลา ในทำเลที่เพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัยในอนาคต ซึ่งการบอกปากต่อปากของผู้บริโภคจะเป็นตัวสร้างแบรนด์ให้กับเคปเปลไทยฯ ในอนาคตให้มีการหยั่งรากฝังลึกในตลาดที่อยู่อาศัยไทย รวมไปถึงเป็นตัวผลักดันในการขยายธุรกิจให้เติบโตซึ่งเป็นรูปแบบที่เคปเปลแลนด์ในสิงคโปร์ใช้อยู่ในปัจจุบัน ด้าน บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน ) "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามไปยังนายธงชัย คุณากรปรมัตถ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด อดีตผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน ) ซึ่งปฏิเสธที่จะให้ข่าวในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในฐานะผู้บริหารของแผ่นดินทองฯ แล้ว ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การเจรจาซื้อขายหุ้นในบริษัทแผ่นดินทองระหว่างผู้ถือหุ้นหลัก และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่น ๆ ได้เกิดขึ้นจริง มีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่บริษัทแผ่นดินทองจะถูกเทกโอเวอร์ แต่ดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นการเทกโอเว่อร์จากผู้ถือหุ้นหลักรายใหญ่มากกว่า เพราะราคาหุ้นของแผ่นดินทองค่อนข้างจะสูง ผู้ถือหุ้นเดิมเท่านั้นที่จะกล้าซื้อ ซึ่งผู้ที่มีหุ้นในบริษัทมากที่สุดมี 2 กลุ่มคือ กองทุนทีซีไอ สัดส่วน 24.5% กองทุนนิวเวิลด์ สัดส่วน 24.5% ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นทั้ง 2 กลุ่มรวมประมาณ 50% นอกนั้นเป็นกองทุนรายย่อยในต่างประเทศอีก 16% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ถือหุ้นไทย ดังนั้นการเทกโอเว่อร์น่าจะมาจากสองกลุ่มหลัก แต่เหตุที่ยังไม่มีความคืบหน้าในตอนนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่สามารถตกลงราคาหุ้นได้ หากตกลงราคาซื้อขายได้เมื่อไร การเทกโอเว่อร์บริษัทแผ่นดินทอง ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทแผ่นดินทองฯ ได้ผู้บริหารบางส่วนที่มาแทนผู้บริหารเดิมที่ลาออกไปแล้ว ประกอบด้วย นายวิลเลี่ยม วิลฟอง เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทนนายสุลต่าน แดนจี้ และนายวันชัย ศรีหิรัญรัศมี ดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน แทนนายจอนห์ โลแกน ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการอยู่ระหว่างการสรรหา ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2549 อย่างไรก็ตาม ได้มีกรรมการลาออกอีก 2 ท่าน คือนายชาญชัย บัวชุม ซึ่งนอกจากจะเป็นกรรมการแล้วยังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงินก่อนหน้าที่นายวันชัย ศรีหิรัญรัศมี จะเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน และดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ โดยมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับผลประกอบการของแผ่นดินทองในไตรมาสที่ 3 มีรายได้จากการขายอสังหาฯ เท่ากับ 633 ล้านบาท ขณะที่ช่วยเดียวกันของปีก่อนมีรายได้ 899 ล้านบาท ขาดทุน 12 ล้านบาท โดยงวด 9 เดือน มีรายได้ 1,485 ล้านบาท ขาดทุนประมาณ 60 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้ 2,703 ล้านบาท และมีกำไร 322 ล้านบาท Source : Than Sretthakij : Feb 1, 2006 Chad February 1st, 2006, 03:01 AM Keppel Thai aims to acquire office building KANANA KATHARANGSIPORN Singapore _ After keeping a low profile for two years, Keppel Thai Properties Plc (KTP) plans to launch at least three residential projects and acquire an office building to sell to a property fund established in Singapore. The office building would be sold to the K-REIT Asia fund, a subsidiary of KTP's parent, the Singapore-based developer Keppel Land Ltd (KLL). Lawrence Peh, a KTP executive director, said the company would launch the first phase of the 78-rai Villa Arcadia in the Vacharapol area, with 100 detached houses worth more than one billion baht in total. The second phase of Villa Arcadia is in the Srinakarin area, with 156 units on lots between 55 and 125 square wah of land. Unit prices will range from 5.5 million to 12 million baht. The company expects to close sales for both projects in early 2007. The third project is a mid-priced condominium, located near Bangkok's central business district. KTP is holding talks with landlords to form a joint venture to develop the condo project. "A local partner is crucial to help us carry out marketing in Thailand," Mr Peh said. He said KTP was also considering acquiring an office building within this year. It is interested in either completed or unfinished buildings and non-performing assets for renovation, which it would then sell it to K-REIT Asia. The office real estate investment trust (REIT) was established with an initial portfolio of four office buildings worth about S0 million or 15.75 billion baht. The buildings are Keppel Towers, GE Tower, Bugis Junction Towers and Prudential Tower. All are located in Singapore's central business district. Mr Peh said K-REIT Asia would invest primarily in office buildings throughout Asia. It is interested in major cities including Singapore, Hong Kong and Bangkok, with target yield of at least 6-7% per year. KLL also plans to set up more REITs for hotel and commercial property. KLL is a subsidiary of Keppel Corporation whose major shareholder is Temasek Holdings. It develops and invests in 26 cities and 13 countries in Asia. It expects growing demand for quality homes and residential townships in China, India, Vietnam, Indonesia and Thailand. KLL reported earnings of S5.7 million or 3.89 billion baht in 2005, up 17% from 2004. Its overseas earnings rose last year to 59% of total revenue, from 43% in 2004. KLL sold about 2,700 residential units in 2005, mostly in China and India. It also acquired additional shares to gain a 67% holding in Dragon Land, a middle-income housing developer in China. KLL acquired a 45.45% stake in the Thai listed developer Five Star Property Plc in January 2000 for 300 million baht. KTP shares closed yesterday on the SET at 2.24 baht, unchanged, in trade worth 62,000 baht. Source: Bangkokpost : Feb 1, 2006 PADTHAI February 1st, 2006, 03:01 AM See the Clover Thonglor mentioned in the Nation today...where is on Soi 18 exactly? Big bit of land! Chad February 1st, 2006, 03:02 AM See the Clover Thonglor mentioned in the Nation today...where is on Soi 18 exactly? Big bit of land! I already answered that when u asked me in another thread long time ago. Chad February 1st, 2006, 03:04 AM เคปเปลฯโชว์พอร์ตอสังหาฯแสนล้าน ชูไฮไลต์ตึกสูงปูทางเข้า"ซีบีดี"ไทย เคปเปล แลนด์ บิ๊กอสังหาฯสิงคโปร์ ขยับแผนเปิดตัวโชว์พอร์ตอสังหาฯ กว่า 1 แสนล้านบาท ฐานะผู้นำอสังหาฯสิงคโปร์ พร้อมแขนขาลงทุนกว่า 13 ประเทศทั่วโลก เผยกำลังเล็งโอกาสใหม่ เจาะที่ดินกลางกทม.ผุดตึกสูงแนวถนัด สบช่องรัฐเปิดเมกะโปรเจค ดันแผนพัฒนาที่ดินคึกคัก หลังจากเข้ามาผูกสัมพันธ์แนบแน่น กับผู้ประกอบการอสังหาฯไทย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในนาม บริษัท ไฟว์ สตาร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) ด้วยการเข้าซื้อหุ้น 49% จากทุนจดทะเบียน 2,200 ล้านบาท มาก่อนหน้านี้หลายปี เพิ่งสรุปแผนปรับโครงสร้างผู้บริหารและแผนลงทุน พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท เคปเปลไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) กับแผนลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการแรก เป็นบ้านเดี่ยว ถนนศรีนครินทร์เมื่อปี 2547-48 ล่าสุด "เคปเปล แลนด์" กลุ่มทุนอสังหาฯรายใหญ่ จากสิงคโปร์ เริ่มเปิดตัวด้วยแผนรุกที่ชัดเจน ด้วยการนำสื่อมวลชนไทยกว่า 10 ชีวิต ไปทำความรู้จักกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ เพื่อตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำธุรกิจอสังหาฯสิงคโปร์ ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มีสินทรัพย์อสังหาฯรวมกันมากที่สุดถึง 4,700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.15 แสนล้านบาท แม้ตลอด 5 ปี ที่เข้ามาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวการลงทุนมากเท่าที่ควรก็ตาม นายโดมินิค อึ้ง (Dominic Ng) ผู้จัดการทั่วไป เคปเปล แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งดูแลตลาดทั้งที่สิงคโปร์และมาเลเซีย กล่าวถึงแผนงานและเป้าหมายของเคปเปล แลนด์ สำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยระบุว่า ไทยเป็นตลาดเป้าหมายหนึ่งที่เคปเปลฯให้ความสำคัญ และมีแผนจะลงทุนเช่นเดียวกับหลายประเทศ แต่ที่ผ่านมายังติดอุปสรรค ด้านการปรับโครงสร้างองค์กร จึงทำให้การลงทุนไม่เร็วนัก เจรจาที่ดินในกทม.เล็งผุดตึกสูงแนวถนัด อย่างไรก็ตาม นอกจากโครงการที่ได้ลงทุนพัฒนาและเปิดตัวไปแล้วคือ "วิลล่า อะคาเดีย" บ้านเดี่ยว ราคา 5.2-9.7 ล้านบาท ที่ถนนศรีนครินทร์ ล่าสุดเคปเปลฯ อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของที่ดินในกรุงเทพฯ อีก 2-3 ราย เพื่อหารือการร่วมทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ประเภทอาคารสูงในเมือง ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาที่เคปเปล มีประสบการณ์ และเป็นโครงการที่ขยายการลงทุนไปแล้วใน 13 ประเทศ ทั้งในเอเชีย และออสเตรเลีย "ในปีนี้ เราอาจเปิดโครงการใหม่ หากการเจรจามีข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะนี้บอกได้เพียงว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำเลอยู่ใกล้เมืองอาจไม่ใช่ใจกลางย่านธุรกิจโดยตรง แต่เลือกทำเลที่การเดินทางสะดวก และคงผลิตสินค้าป้อนกลุ่มเป้าหมายเดิม คือตลาดกลาง-สูง ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักของเคปเปลฯ" นายเปย์ ยิว เบ็ง ลอว์เรนซ์ กรรมการบริหาร บริษัท เคปเปล ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน ) กล่าว อย่างไรก็ดี แผนงานล่าสุดที่เคปเปลไทยฯ เตรียมไว้สำหรับช่วงนี้ คือการเปิดขายโครงการ "วิลล่า อะคาเดีย" บ้านเดี่ยว ที่ออกแบบกึ่งรีสอร์ท เป็นการพัฒนาที่ดิน 99 ไร่ บนนถนนศรีนครินทร์ ซึ่งตามแผนงานเดิมประกาศจะพัฒนา จำนวนยูนิต 367 ยูนิต ราคา 5-12 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยยูนิตละ 7 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท ร่วมแบงก์กรุงศรีฯทำตลาดเฟส2 ล่าสุดโครงการนี้ได้เตรียมทำตลาดการขายเฟส 2 ซึ่ง แผนงานที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ระบุว่า โครงการนี้เตรียมเปิดตัวในปี 2549 อีก 104 ยูนิต และในปี 2550 อีก 215 ยูนิต ซึ่งผู้บริหารเคปเปล ไทยฯ เผยว่า แผนตลาดสำหรับการพัฒนาเฟส 2 ได้เตรียมจัดแพ็คเกจพิเศษทางการเงิน ร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งจะเปิดตัวกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในรูปแบบข้อเสนอพิเศษทางการเงิน ช่วงการเปิดตัว นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพัฒนา แลนด์แบงก์บริเวณซอยวัชรพล เนื้อที่ 78 ไร่ ใกล้ทางด่วนรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก เชื่อมต่อกับทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา จะเปิดตัวในแบรนด์ "วิลล่า อะคาเดีย เอกมัย-รามอินทรา" เน้นตลาดระดับกลาง-ตลาดบนเช่นกัน จำนวน 270 ยูนิตมูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท เดิมกำหนดเปิดตัวปี 2548 แผนงานใหม่จะเปิดตัวในปี 2549 โดยขายแฟสแรก 100 ยูนิต เป็นแบบสร้างก่อนขาย ที่เหลือ 170 ยูนิตจะเปิดขายในปี 2550 รุกหนักลงทุนต่างประเทศโกยรายได้ 59% [b] ผู้บริหาร เคปเปล แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ผลประกอบการเคปเปล แลนด์ ได้แจ้งข้อมูลตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ว่า ในปี 2548 ที่ผ่านมา เคปเปลฯ มีรายได้รวม 155.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (กว่า 3,892 ล้านบาท ) เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับรายได้กว่า 132.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (กว่า 3,317 ล้านบาท ) ในปี 2547 ในจำนวนนี้ เป็นรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ 91.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (กว่า 2,280 ล้านบาท ) หรือ 59% ของรายได้รวมในปี 2548 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 43% ของรายได้รวมในปี 2547 แผนลงทุนต่างประเทศของเคปเปล แลนด์ นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารเคปเปลฯ ยืนยันว่า การขยายลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างรายได้ให้ทางกลุ่ม นอกเหนือจากธุรกิจหลักในสิงคโปร์ ซึ่งมีโครงการอสังหาฯใหม่ 3 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมพักอาศัย ได้แก่ เดอะ เบลเวอร์เดียร์, เออร์บาน่า, และ ปาร์ค อินฟเนีย ทั้งนี้ เคปเปลฯ พัฒนาโครงการที่พักอาศัยในรูปแบบอาคารชุด บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และบังกะโล ในสิงคโปร์แล้ว 15 โครงการ อาทิ ดิ เอลิเซีย อพาร์ตเมนต์, เดอะ คาลิสต้า อพาร์ตเมนต์, คาริบเบียน แอท แคปเปล เบย์ คอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่ราคาขายเฉลี่ยยูนิตละ 1-2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 25-50 ล้านบาท ) และบ้านเดี่ยวระดับหรูสไตล์บังกะโลบนเนินเขา คลูนี่ ปาร์ค และคลูนี่ ฮิลล์ ราคา 12 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขึ้นไป (300 ล้านบาท ) อนึ่ง โครงสร้างธุรกิจของเคปเปล คอร์ปอเรชั่น ประกอบด้วย 4 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจท่าเรือ อู่จอด และซ่อมเรือ, ธุรกิจสาธารณูปโภคต่างๆ, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, และธุรกิจด้านการลงทุนต่างๆ แต่ธุรกิจที่กำลังมาแรง และสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กลุ่มมากขึ้นทุกขณะคือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ [b]Source: Bangkok Business News : Feb 1, 2006 PADTHAI February 1st, 2006, 03:06 AM Did you? Must be going blind - eitherwise wouldn't have asked! Which thread was it in? Chad February 1st, 2006, 03:13 AM maybe. http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=7140405#post7140405 PADTHAI February 1st, 2006, 04:27 AM Thanks. That must be the land plot behind Ora, right? The one you showed me before... Chad February 2nd, 2006, 02:37 AM It's behind the Mercedez showroom. Chad February 2nd, 2006, 02:37 AM ปริญสิริผุดคอนโดฯ อนุสาวรีย์ดันยอดปีนี้ 3 พันล้าน "ปริญสิริ" ท้ารบคอนโดมิเนียม ซีบีดี บุกอนุสาวรีย์ผุดคอนโดมิเนียม พันล้านบาท พลิกแผนทำตลาดสร้างเร็ว-ขายเร็ว เผยปีนี้เตรียมเปิด 10 โครงการใหม่ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ดันเป้ารายได้ 3 พันล้านบาท นายชัยวัฒน์ โกวิทจินดาชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน ) เปิดเผย จากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเมื่อปลายปี 2548 ได้เงินมา 434 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องวางแผนการใช้เงิน โดยใช้เป็นทุนหมุนเวียน 134 ล้านบาท และใช้เป็นเงินในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะการหาซื้อที่ดินใหม่เข้ามาเพิ่มเพื่อรองรับกับแผนการขึ้นโครงการใหม่ในปี 2550 ราว 300 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ในการซื้อที่ดินเพิ่ม 1,000 ล้านบาท ล่าสุดบริษัท ได้ขยับเข้ามาลงทุนใจกลางเมือง โดยซื้อที่ดินย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ(ราชปรารภ ) เนื้อที่ 3 ไร่เศษ สร้างคอนโดมิเนียมขายราคาขายเฉลี่ย 4-5 หมื่นบาท/ตารางเมตร รวมมูลค่าโครงการ1,000 ล้านบาท ซึ่งมีคู่แข่งในทำเลใกล้เคียงอยู่พอสมควร อาทิ โครงการบ้านกลางเมือง (สยามปทุมวัน )โครงการ 2 เนื้อที่ 1.6 ไร่ จำนวน 224 ยูนิต รวมมูลค่า 1,100 ล้านบาท ของ บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ และโครงการเมโทรโปลิส ราชประสงค์ คอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น ของบมจ.ไทย พร็อพเพอร์ตี้ เป็นต้น แต่เชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการอีกมาก นอกจากเปิดโครงการใหม่ ปริญสิริ ยังได้ปรับรูปแบบการบริหารงาน โดยเน้นโครงการที่ไม่ใหญ่นัก เพื่อบริหารการตลาด การขาย และการก่อสร้างได้รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้าง โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่มีการเจรจากับซัพพลายเออร์ทำให้ลดต้นทุนลงได้เกือบ 10% และเชื่อว่าปีนี้จะรักษา อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มได้ตามเป้า 35% ปีนี้ ปริญสิริตั้งเป้ายอดขายรวมไว้กว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดรับรู้รายได้จากการโอนบ้านประมาณ 3,000 ล้านบาท รวมกว่า 800 ยูนิต และจะเปิดตัว 10 โครงการใหม่ กว่า 1,400 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ "ปริญลักษณ์" และ "ปริญญดา" ที่เป็นสินค้าระดับกลาง-ล่าง มีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ "เดอะ พัลช์" บนทำเลถนนลาดพร้าว Source : Bangkok Business News : Feb 2, 2006 Chad February 4th, 2006, 03:00 AM ซินคาร่าผุด 2 โครงการใหม่รับปีจอ >ร่วมทุน 'บีบี๋' ขึ้นคอนโดฯ/ร่วมทุน 'บีบี' ขึ้นคอนโดฯ ซีบีดี/ลุยภูเก็ตทำวิลล่าหรู 3 ล้าน เหรียญขายต่างประเทศ ทายาทเตชะไกรศรี "สรพจน์" เตรียมร่วมทุน "บีบี๋" สามี "แหม่ม แคทรียา" ผุดโปรเจ็กต์ใหม่ย่านซีบีดี พร้อมขยายการลงทุนไปยังภูเก็ต โดดร่วมทุนเจ้าของที่ดินขึ้นวิลล่าหรู ราคา 2-3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขายชาวต่างชาติ ส่วนคอนโดหรู "ไฟคัสเลน" ขายแบบค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลาในการขายเกือบ 2 ปี นายสรพจน์ เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริษัท ซินคาร่า จำกัด เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายหลังจากที่ได้เข้ามาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวและได้เปิดตัวโครงการคอนมิเนียมหรู "ไฟคัสเลน" ในซอยสุขุมวิท 44 ไปเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าล่าสุด ภายในอีก 2 เดือนข้างหน้าโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ยอดขายปัจจุบันนี้อยู่ที่ 80% ของจำนวนยูนิตรวม จำนวนยูนิตที่เหลืออยู่ขณะนี้จะเป็นห้องชุดขนาดใหญ่ที่มีราคาขาย 30-40 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งลูกค้าอยู่ระหว่างรอดูภายหลังโครงการก่อสร้างแล็วเสร็จก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ ยอมรับว่า การขายมีความล่าช้าไปบ้าง เพราะกำลังซื้อคอนโดมิเนียมระดับบนในเมืองได้ชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2547-2548 ทั้งในส่วนกำลังซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและผู้ที่ซื้อไว้เพื่อลงทุนด้วย โดยในส่วนของผู้ที่ซื้อไว้ลงทุนลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ณ ปัจจุบันเหลือแต่กำลังซื้อเพื่อซื้ออยู่จริงและมีการเข้ามาเยี่ยมชมโครงการอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ยอดขายจะช้าไปบ้างแต่ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนไม่ถึงกับแย่ ในส่วนของผู้ประกอบการก็ลดลงไปเช่นเดียวกัน โดยเมื่อช่วงปี 2547 จะเห็นได้ว่ามีการขึ้นโครงการพร้อมกัน 6-7 โครงการในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ปัจจุบันนี้มีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยมาก เมื่อจำนวนผู้เล่นในตลาดลดลง ภาวะการแข่งขันของห้องชุดระดับบนในช่วง 1-2 ปีนี้ก็ลดลงตามเช่นเดียวกัน ด้านทิศทางของตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนของปีนี้ ตนยังเชื่อว่าหากโครงการตั้งอยู่ในทำเลที่ดี กำลังซื้อก็ยังมีตอบรับ ส่วนทิศทางการพัฒนาโครงการใหม่ของซินคาร่านั้น บริษัทไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องขึ้นโครงการใหม่ทุกปี ดังนั้นบริษัทจะพัฒนาโครงการใหม่ต่อเมื่อมีทำเลที่มีศักยภาพสูงเท่านั้นเพราะไม่ต้องการที่จะเสี่ยง สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาทำเลที่จะขึ้นโครงการใหม่ 2-3 ทำเลด้วยกัน อาทิ ย่านเพลินจิตร, สุขุมวิท โดยยังคงยึดทำเลตามแนวรถไฟฟ้า และยังคงจับตลาดบนเป็นหลัก แต่ยังไม่สรุปแน่ชัดว่าจะพัฒนาเพียงลำพังหรือไม่เพราะได้มีการพูดคุยกับนายสงกรานต์ อิสระ เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมตากอากาศสานติ พูโล ที่เขาตะเกียบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็มีความสนใจที่จะร่วมกันพัฒนา คงต้องรอให้นายสงกรานต์กลับมาจากต่างประเทศก่อนและมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนั้นแล้ว บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในจังหวัดภูเก็ต และหัวหิน เป็นลักษณะของการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดชายหาดพื้นที่ประมาณ 40-50 ไร่ จะพัฒนาวิลล่าหรู เพื่อขายให้กับชาวต่างชาติ ราคาประมาณ 2-3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโครงการนี้จะทำร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นเพียงลำพังเท่านั้น นายสรพจน์ กล่าวต่อว่า จากที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่า ตนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาดช่วงปี 2546 ที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลับขึ้นมาบูมอีกครั้ง ครั้นในช่วงปี 2547-2548 ตลาดอสังหาฯ เกิดภาวะซบเซา ตนอาจจะถอดใจออกไปจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะไม่ใช่ผู้ประกอบการมืออาชีพ ตนขอยืนยันว่าจะยังเดินหน้าทำธุรกิจอสังหาฯ ต่อไป แต่จะไม่พัฒนาแบบเกินตัว โครงการละประมาณ 70-80 ยูนิตก็พอ Source : Than Srethhakij : Feb 4, 2006 Chad February 5th, 2006, 02:48 AM I "think" Sukhumvit Soi 18 project will called "The Bangkok Towers" comprising 2 of the 45 Storey towers. satit28 February 5th, 2006, 05:28 PM ทายาทเตชะไกรศรี "สรพจน์" เตรียมร่วมทุน "บีบี๋" สามี "แหม่ม แคทรียา" do we need to know this in business???.................. it's like they're using his status to promote the project........... Mosaic February 6th, 2006, 07:28 AM I "think" Sukhumvit Soi 18 project will called "The Bangkok Towers" comprising 2 of the 45 Storey towers. Oh! Really, That's awesome news. :eek2: Chad February 6th, 2006, 09:16 AM Politics 'not a big worry' But megaproject delays could hurt NINA SUEBSUKCHAROEN Noble Development Plc is not fearful of increasingly worrisome political developments affecting the real estate market, though the knock-on effect of possible delays in the government's big-ticket megaprojects are a legitimate concern. http://img153.imageshack.us/img153/9762/060206ym054en.jpg A 100-unit, two-building condominium development of Soi Ruamrudee, with units priced around 5-6 million baht, is one of four projects in the Noble pipeline this year. Executive vice-president Thongchai Busrapan (below) says that while the property market has been quiet lately, sentiment should pick up in the second quarter. Noble executive vice-president Thongchai Busrapan regards politics as a minor factor because Thailand has developed to a point where political stability is now better entrenched, unlike the past when there were rapid changes of government. "The same government will remain in office. Even though people have used all their strength to shake it, it has been able to stay put so there shouldn't be factors causing turmoil," he said. Any change should be through an election. "To think that a huge rally of millions of people mobbing to push the government out and that there will be shooting is far-fetched." However, Mr Thongchai is concerned that political factors that could erode the government's authority will hinder the implementation of megaprojects. "This might lead to time being wasted and costs rising ... delays and cost overruns, this is what should be watched." While these megaprojects will eventually be implemented, Mr Thongchai pointed out that their benefits can only be determined after they are built. "It's long-term investment, like the new airport and communications infrastructure, it's difficult to say. It will take time before we see the result but if we don't implement them then Thailand will be seen to be lagging behind in development." People could buy property along the 10 proposed new subway routes because the price of land will jump once these projects are implemented and commuting will be much quicker, but one should keep in mind that these routes are uncertain, he advised. Regarding Bang Na and the area around the new airport, Mr Thongchai said there was now greater reason for people to live in the area and that is why it will develop continuously. "But it won't be a sharp jump and the pace so fast that it triggers a huge change; the growth will be gradual." The property market seems to be relatively quiet now but Mr Thongchai says this depends on the location because the inner city condominium market has already picked up as supply is depleting. "Clients, especially in the middle bracket, are shifting from buying a single house to buying a condominium," he said. "This is because a single house is not only more expensive, it is far out and interest rates are high. This is the reason people are thinking about spending less and saving their budget and in this regard a condominium might be better." Noble expects market sentiment to improve after interest rates reach a peak, likely in the second quarter. "I think the situation depends on the interest rates which has edged up, we estimate that is will reach a peak around the second quarter. These rates won't rise much more because Thai and US rates are now on par and US is unlikely to increase its rate much more because its economy needs less spurring through interest rates," he said. It is for this reason that Mr Thongchai advises potential property buyers that the best time to jump in is from now up to the middle of the year, with the market likely to pick up toward the end of the year. Those thinking of buying a house should buying one that is already built and not a piece of paper, while those toying with the idea of acquiring a condominium should study the developer's track record, see whether the chosen location is one which people like to rent and whether there are a lot of substitute products. "So you have to think about these things." Noble expects the supply of residential units to decrease this year, pointing out that this is the opinion of most research analysts. It is also expected that the drop in the number of houses for sale will lead to an increase in the number of houses people build themselves. Regarding condominiums, the picture is far from clear because statistics are based on units that are built and registered and not what is being launched for sale. "If we look at the latter it has also dropped, but as it happens, a lot of condominiums are being completed this year but they were launched two to three years ago," Mr Thongchai said. Noble itself expects to post 15% growth this year. Its performance last year was better than in 2004 because it completed several projects and transferred units to clients. Comparison of the performance during the first nine months of 2005 shows that sales increased by 36% and net profit was up by 71% year-on-year. This year Noble will be launching four projects with three being inner-city condominium developments.The first is a second low-rise development in Soi Ruamrudee which will consist of two buildings with a total of at least 100 units. Average sizes will be 70 square metres and unit prices will be around 5-6 million baht. This project will be bigger than the company's completed 09 Noble Ruamrudee condominium. The second condo will be located on the company's land at the entrance of Sukhumvit Soi 36 and will consist of a 12,000-square-metre retail plaza, a 7,000-square-metre office building and a high-rise residential condominium with 560 units priced around 3.5 million baht, or a little more, for a 60 sq m unit. The third condo, in Soi Sarasin, will be an eight-storey building with unit sizes averaging around 70 square metres. Prices here will be from 4-6 million baht. The single house project is an expansion at Noble Geo in Soi Vacharapol with 72 houses to be built for sale. The average price will be 5.2 million baht with land plots from 60 to 100 square wah. Noble will be launching most of these projects after the second quarter when sentiment is expected to improve. Source : Bangkokpost : Feb 6, 2006 Chad February 8th, 2006, 04:14 AM ศึกแย่งที่ดินเพลินจิตปั่นราคาพุ่ง! ลูกค้าเก่าได้เฮ-ซื้อใหม่จ่ายอ่วม วงการดีเวลอปเปอร์หวั่น ศึกแย่งซื้อที่ดินกลางเมืองย่านเพลินจิต-สถานทูตอังกฤษของบิ๊กอสังหาฯ ปั่นราคาพุ่งเข้าทางกลุ่มทุนต่างชาติ ชี้โปรเจ็กต์ใหม่เกิดยากเพราะต้นทุนที่ดินฉุดราคาขายขยับสูงขึ้น ลูกค้าเดิมที่ซื้อโครงการล่วงหน้าแจ็กพอต ส่วนลูกค้ารายใหม่ร้องจ๊ากต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าเก่า ตลาดคอนโดฯราคาแพงย่านใจกลางเมืองที่กลับมาบูมรอบใหม่ช่วง 1-2 ปีก่อน ฉุดให้ราคาที่ดินและราคาห้องชุดพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ล่าสุดหลายฝ่ายกำลังจับตามองว่าการประมูลขายที่ดิน 9 ไร่เศษย่านเพลินจิตของสถานทูตอังกฤษจะจบลงอย่างไร เนื่องจากเริ่มหวั่นใจกับกระแสข่าวที่มีออกมาว่าบริษัทอสังหาฯยักษ์ใหญ่ทั้งไทย-เทศแข่งกันเสนอราคาซื้อกันเต็มที่ จนอาจทำให้ที่ดินในทำเลไข่แดงผืนนี้ถูกปั่นราคาพุ่งสูงขึ้นเฉียด 1 ล้านบาท/ตร.ว. ซึ่งจะส่งผลต่อราคาที่ดินแปลงอื่นๆ ที่เหลืออยู่ ทำให้การพัฒนาโครงการย่านใจกลางเมืองในอนาคตทำได้ลำบาก ต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนมากกว่าในปัจจุบันอีกเป็นเท่าตัว นายเดวิด นาร์โดน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน ) ให้ความเห็น "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กรณีการซื้อขายที่ดินสถานทูตอังกฤษน่าจะส่งผลต่อราคาที่ดินในย่านเพลินจิตและบริเวณใกล้เคียง คือ หากมีการแข่งขันกันประมูลซื้อและตกลงขายได้ในราคาที่สูง ก็จะทำให้ราคาที่ดินแปลงอื่นแถบนั้นปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือ เมื่อนำมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยหรือโครงการประเภทอื่นๆ ก็จะทำให้ต้องตั้งราคาขายในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้าราคาที่ดินในทำเลกลางเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.) อาจปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% ภายใต้ภาวการณ์อย่างนี้ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินหลายๆ บริษัทตกอยู่ในฐานะที่ลำบาก เพราะนอกจากจะหาที่ดินที่มีศักยภาพจริงๆ มาพัฒนาได้ยากขึ้นแล้ว ราคายังแพงมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่าจากนี้ไปโครงการเกิดใหม่ในย่านใจกลางเมืองคงมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ในแง่ผู้บริโภค หรือ end user แล้ว เมื่อที่ดินแพงขึ้นผู้ที่ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงก่อนหน้านี้หรือตอนนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์ และถือว่าโชคดี เพราะในอนาคตเมื่อราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น ก็จะทำให้มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น แต่ลูกค้ารายใหม่อาจต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบราคาที่อยู่อาศัยในต่างประเทศแล้ว ยังถือว่ามีราคาถูกกว่ามาก และอยู่ในวิสัยที่ลูกค้าสามารถซื้อได้ นายเดวิดกล่าวว่า ปัจจุบันโครงการระดับไฮเอนด์เกิดใหม่ในตลาดน้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เวลานี้ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ประกอบกับที่ผ่านมาสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้เพราะเห็นว่ามีความเสี่ยง นอกจากนี้ในการลงทุนพัฒนาโครงการในอนาคต ตนก็มองว่าดีเวลอปเปอร์อาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบในการพัฒนา โดยหันไปพัฒนาโครงการให้เช่าเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว เช่น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรม แทนการพัฒนาโครงการประเภทขายขาด ส่วนการแข่งขันในตลาดไฮเอนด์ในปัจจุบัน จะเห็นว่าหลายๆ บริษัทแนวโน้มจะผลิตสินค้าที่มีขนาดยูนิตเล็กลง และบางส่วนหันมาทำให้เช่ามากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากโครงการเดอะ พาร์ค ชิดลม ของบริษัท เพราะโครงการนี้เป็นที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และสร้างเพื่อขายขาดให้กับผู้ซื้อ แหล่งข่าวจากวงการพัฒนาที่ดินเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินย่านใจกลางเมือง อาทิ สาทร สีลม เพลินจิต สุขุมวิท ฯลฯ มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสนใจติดต่อขอซื้อเพื่อลงทุนพัฒนาโครงการจำนวนมาก โดยที่ดินบางแปลงมีการแข่งขันกันเสนอราคามากถึง 2-3 ราย เป็นโอกาสให้เจ้าของที่ดินฉวยจังหวะดันให้ราคาสูงขึ้น อย่างที่ดินแปลงหนึ่งที่กลุ่มทุนต่างชาติซื้อต่อจากสำนักงานยูซิส ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ช่วงที่ประมูลซื้อตกตารางวาละ 2.6 แสนบาท แต่ขณะนี้ปรับขึ้นถึง 5 แสนบาท/ ตารางวาแล้ว หรือที่ดินอีกแปลงหนึ่งฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี ก่อนหน้านี้ราคาตารางวาละ 3 แสนบาท เวลานี้เจ้าของที่ก็ปรับราคาขึ้นเป็น 5 แสนบาท/ตารางวา ทั้งๆ ที่เวลาเพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน โดยเฉพาะต่างชาติ ตอนนี้ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ฯลฯ สนใจลงทุนธุรกิจอสังหาฯในประเทศไทยมาก เพราะมองว่าราคาที่ดินยังถูกเมื่อเทียบกับราคาที่ดินในประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ยิ่งสิงคโปร์ ฮ่องกง แล้ว ราคาที่ดินแพงกว่าของไทยหลายเท่าตัว ไม่แปลกที่กลุ่มทุนเหล่านี้พร้อมจะทุ่มเม็ดเงินซื้อหากเห็นว่าน่าสนใจ นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน ) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประมูลซื้อขายที่ดินสถานทูตอังกฤษมากนัก แต่ได้ข่าวว่ามีผู้สนใจหลายรายแข่งกันประมูล เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการได้ที่ดินผืนนี้มาพัฒนา เพราะอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดแปลงหนึ่งในย่านใจกลางเมืองก็ว่าได้ คิดว่าการแข่งราคาคงจะดุเดือด ที่สำคัญที่ดินแปลงดังกล่าวมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัฐกาลที่ 5 ซึ่งใครได้ที่แปลงนี้มาก็คงนำประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเหล่านี้มาเป็นจุดขาย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวโครงการได้เป็นอย่างดี Source : Matichon/Prachachat : Feb 5, 2006 Mosaic February 8th, 2006, 08:22 AM It's such a fierce competition. rayman February 8th, 2006, 09:27 AM Here is another story saying all mega projects in Bangkok might be put on-hold (NOT AGAIN, more unfinished projects around Bangkok) because of the sondhi rally. http://www.nationmultimedia.com/2006/02/08/business/index.php?news=business_19864873.html Chad February 8th, 2006, 12:54 PM Chaan Issara is going to built 30 Storey Condominium Project, Ratchada-Rama9. launching June 2006. cHemon February 9th, 2006, 03:06 AM WOW!! good news :) Chad February 9th, 2006, 04:13 AM ฮาริสันตั้งเป้าหมื่นล. สบช่องเจาะต่างชาติ โพสต์ทูเดย์ — “ฮาริสัน” สบช่องทุนต่างชาติรุกอสังหาฯ ไทย เล็งหาลูกค้าเพิ่ม นายชนะ นันทจันทูล รองประธานกรรมการ บริษัท ฮาริสัน เปิดเผยว่า กระแสของกลุ่มทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในภาคธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยมีมากขึ้น โดยเฉพาะจากไต้หวัน ฮ่องกง ที่เข้ามาลงทุนเอง ผ่านรูปแบบนอมินี และเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 10 ปีแล้ว ขณะที่ทุนจากสิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะเข้ามาลงทุนผ่านบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจะมีกลุ่มทุนรายใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยจะจับคู่กับบริษัทรายกลางและรายใหญ่ เข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองเป็นหลัก กลุ่มทุนต่างชาติดังกล่าว บางรายก็เป็นลูกค้าของฮาริสัน โดยให้บริษัทเป็นที่ปรึกษาการตลาด การขาย และการลงทุน เช่น กลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของโครงการรัตนโกสินทร์ ไอส์แลนด์ เป็นคอนโดมิเนียมย่านปิ่นเกล้า ขณะนี้มีแผนการลงทุนเพิ่มในคอนโดฯ พักอาศัยที่อยู่ตรงข้ามพาต้า ปิ่นเกล้า อีก 20 ไร่ หากพัฒนาเต็มพื้นที่คาดมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นจะลงทุนในพื้นที่ 8 ไร่ เพื่อสร้างคอนโดมิเนียม 6 อาคาร รวม 3,000 ยูนิต มูลค่าเกือบ 5 พันล้านบาท การเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทุนต่างชาติจะเป็นโอกาสที่เพิ่มช่องทางหาตลาดใหม่ และสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะมีสัดส่วนของลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มอีกเท่าใด สำหรับปีนี้ฮาริสันตั้งเป้ายอดขายในทรัพย์ที่รับบริหารการขาย การตลาด ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2548 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 8.5 พันล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้คือ 1 หมื่นล้านบาท ยอดขายรวมที่ตั้งไว้ในปีนี้จะมาทั้งจากโครงการเก่าและใหม่ ที่ล่าสุดได้ลูกค้าเข้ามาอีก 6 โครงการ มีทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท เช่นคอนโดมิเนียมสูง 20 ชั้นของนักลงทุนไต้หวันที่อยู่ในย่านสุขุมวิท 170 ยูนิต รวมมูลค่า 1.2 พันล้านบาท จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ และโครงการบ้านจัดสรรของบริษัท ณุศาสิริ กรุ๊ป ส่วนแผนการตลาดจะมีทั้งขายปกติ ออกบูธ และการจัดงานประมูล ล่าสุดได้นำอสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรมกว่า 100 รายการ มูลค่ากว่า 8,921 ล้านบาทมาเปิดประมูล ขณะเดียวกันบริษัทจะนำโครงการของบริษัท อีสเทิร์น สตาร์ พระราม 3 ไปเปิดขายที่สิงคโปร์ คาดว่าจะมียอดขาย 15-20 ยูนิต มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และในเดือนเมษายนบริษัทเตรียมโครงการทั้งอาคารชุด บ้านเดี่ยว และที่ดินเปล่าไปโรดโชว์ให้กับนักลงทุนในสิงคโปร์เช่นกัน Source: POSTTODAY : Feb 9, 2006 Chad February 9th, 2006, 04:15 AM ฮาริสัน แจŧ
|