DD2020
June 6th, 2006, 01:07 PM
ฟังชื่อเรื่องแล้ววันนี้อาจจะดูเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่เป็นประสบการณ์ที่ ผู้เขียนได้เดินทางไปพักยังโรงแรมที่ชั้นชื่อว่าสูงที่สุดในโลก และนำมาถ่ายทอดในคอลัมภ์นี้
ดังนั้นแค่เพียงก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เชียงไฮ้ ก็เริ่มขาสั่นและเสียวแล้วเพราะล็อบบี้โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนชั้นที่ 53 บนอาคาร Jin Mao ใจกลางนครเชียงไฮ้ หรือปารีสแห่งโลกตะวันออก
โดยนับจากชั้นนี้ไปจนถึงชั้น 87 เป็นส่วนของโรงแรมที่มีห้องพักอยู่ 555 ห้อง มองจาก
ล็อบบี้ไปยังรอบจะเห็นกระจกใส มีตึกราม และอาคาร -ตั้งเรียงรายอยู่รอบด้านและรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าตึกเหล่านี้หลายเท่านัก
ตามประวัติโรงแรมแห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลกที่ถูกบันทึกไว้ใน กินเนสบุ๊ค เมื่อปี ค.ศ. 2000 และถือเป็นตึกที่สุดในเมืองจีนและสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก มีทั้งหมด 88 ชั้น
นี่ขนาด ล็อบบี้ยังสูงเสียดฟ้าขนาดนี้แล้วห้องพักล่ะจะอยู่ชั้นไหนกันล่ะ เป็นคำถามที่ถูกตั้งในใจ ซึ่งคำตอบที่ได้คือชั้นที่ 74 แค่เปิดประตูห้องพัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ก็คือ ท้องฟ้า สดใส และก้อนเมฆ อยู่แค่เอื้อม และต้องขอบอกตรง ๆ อย่างไม่อายว่าเป็นคนกลัวความสูง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตก็รวบรวมความกล้า มาได้ระดับหนึ่ง จึงค่อย ๆ ก้าวเท้าไปยืนชิดที่หน้าต่าง ทอดส่ายสายตาไกลออกไป โดยไม่มีอะไรมาบดบัง หรือมาขวางกั้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนก ที่ได้มองอะไร ๆ จากมุมสูง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบเตือนตัวเองว่าอย่าก้มมองต่ำลงไป เพราะอาจถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้เพราะโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่สูงถึง 420.5 เมตร ใช้งบ
ลงทุน 540 ล้านเหรียญยูเอสหรือ สองหมื่นกว่าล้านบาท
จากห้องพัก ณ ชั้น 74 สามารถชื่นชมกับทัศนียภาพของเ ดอะ บันด์ (The Bund) ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรง ข้ามริมแม่น้ำหวงผู่ ถ้ามาถึงเซียงไฮ้แล้วไม่ได้ขึ้นไปชมวิวบนหอคอย ไข่มุก The Oriental Pearl Tower ก็ถือว่ายังไม่ถึงเซียงไฮ้ จึงถือเป็นความโชคดีอีกเช่นกันที่ไม่ต้องไปต่อคิวยาวเหยียด กับนักท่องเที่ยวทั่วไปให้เสียอารมณ์
แค่มองจากห้องพักก็เห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเชียงไฮ้ได้ทั่ว เพราะห้องที่พักอยู่นั้นสูงอยู่ในระดับเดียวกับจุดชมวิวของหอคอยไข่มุก ทำให้มองจากห้องพักก็เห็นวิวเมืองเชียงไฮ้ แบบ
พาโนรามา ในบรรยากาศแบบ ส่วนตั๊ว ส่วนตัว อย่างไม่ต้องลงทุนอีกต่างหาก
เดอะ บันด์ ถือเป็นไฮไลต์ของนครเชียงไฮ้ เพราะถือเป็นย่านที่มีสถาปัตยกรรมของยุโรป
สังเกตได้จากตัวอาคารที่ตั้งเรียงรายกันอยู่บริเวณนั้น แสดงให้เห็นชัดว่าย่านนี้เป็นเขตที่ชาวยุโรปเคยเข้ามาค้าขายในอดีตและยังคงมีเสน่ห์อยู่เหลือล้น
โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เซี่ยงไฮ้ ได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์ศิลปะร่วมสมัย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้มานพักรู้สึกคุ้มค่าเงิน ห้องพักออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย มีความเป็นจีนที่ผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัยที่หรูหราลงตัว
ผนังหัวเตียงเป็นผลักไม้แลดูคลาสสิค ทุกห้องจะมีบทกลอนจากสมัยราชวงศ์ถัง แกะสลักเป็นตัวอักษรจีนสีทอง สร้างความรู้สึกขลังและทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก และตอกย้ำให้รู้ว่าเรากำลังอยู่ในเมืองจีนแน่นอน แต่ที่น่าเสียดายก็ตรองที่อ่านหนังสือจีนไม่ออก ก็เลยไม่รู้ว่ากลอนสมัยราชวงศ์ถังนั้นจะไพเราะจับใจเหมือนของสนุทรภู่รึเปล่า
ที่น่าตื่นต้นอีกอย่างก็ไฟที่โต๊ะทำงาน ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่พักใหญ่หาปุ่มกดเปิดไฟไม่เจอ เสียที มาถึงบางอ้อก็ตอนที่เผลอเอามือไปลูบขาตั้งไฟ ไฟก็สว่างพรึบขึ้น ถ้าเอามือลูบลงไฟก็จะหรี่ลง ถ้าเอามือลูบขึ้นไฟก็จะสว่างเพิ่มมากขึ้น คราวนี้ก็เลยสนุกใหญ่ ลูบขึ้น-ลูบลง หรี่ ๆ ดับ ๆ ตามประสาคนไม่เคยเจอ
ที่ต้องขอบอกกล่าวก็ต้อง ห้องน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ หรูหราซะจนไม่กล้าทำเปียก มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อ่างอาบน้ำแยกจากห้องอาบน้ำแบบซาวเวอร์ และก็ได้สนุกอีกครั้งกับการอาบแบบซาวเวอร์ที่มีฝักบัวถึง 3 แบบ พ่นน้ำได้รอบทิศทางทั้งจากด้านบน ด้านข้าง ด้านล่าง
แต่ที่เป็นประสบการณ์เด็ดสุดก็ตรงที่นอนแช่อ่างผ่อนคลายสบายตัวไป พักสายตาไปก็เห็นความงามของท้องฟ้ามหานครเซี่ยงไฮ้อยู่ตรงหน้า นึกในใจว่าจะมีโรงแรมสักกี่แห่งในโลกนี้ที่ให้เราอาบน้ำดูเมฆ มองฟ้าไปพร้อม ๆ กัน
เพลิดเพลินกับบรรยากาศ ไปสักพักเหลือบไปเห็นข้อความสะกิดใจ บอกไว้ว่า ขอให้ปิดผ้าม่านหน้าต่าง ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว เพราะจะมีสไบเดอร์แมนมาทำความสะอาด เช็ดกระจก เป็นประจำ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้คนเช็ดกระจกตาเป็นกุ้งยิงก็ควรจะปิดม่านตามคำแนะนำ
ค่ำนั้นเมื่อทิ้งตัวลงบนเตียงอันแสนนุ่มภายใต้ผ้าน่วมขนเป็ด ก็พบได้ว่าเมฆเชียงไฮ้อยู่ใกล้แค่เอื้อม
สนมราคาค่าห้องพักธรรมดาของ แกรนด์ ไฮแอท เซียงไฮ้ เริ่มต้นที่ 2 หมื่นบาท และแพงสุดก็ต้องแชร์แมนสวีทราคาจะอยู่ที่ สองแสนกว่าบาทต่อคืน แลกกับการสัมผสแปลกใหม่และวิวของนครเซียงไฮ้ที่ซื้อหาไม่ได้ ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว
source: http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=R4321191&issue=2119
ดังนั้นแค่เพียงก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เชียงไฮ้ ก็เริ่มขาสั่นและเสียวแล้วเพราะล็อบบี้โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนชั้นที่ 53 บนอาคาร Jin Mao ใจกลางนครเชียงไฮ้ หรือปารีสแห่งโลกตะวันออก
โดยนับจากชั้นนี้ไปจนถึงชั้น 87 เป็นส่วนของโรงแรมที่มีห้องพักอยู่ 555 ห้อง มองจาก
ล็อบบี้ไปยังรอบจะเห็นกระจกใส มีตึกราม และอาคาร -ตั้งเรียงรายอยู่รอบด้านและรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าตึกเหล่านี้หลายเท่านัก
ตามประวัติโรงแรมแห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในโลกที่ถูกบันทึกไว้ใน กินเนสบุ๊ค เมื่อปี ค.ศ. 2000 และถือเป็นตึกที่สุดในเมืองจีนและสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก มีทั้งหมด 88 ชั้น
นี่ขนาด ล็อบบี้ยังสูงเสียดฟ้าขนาดนี้แล้วห้องพักล่ะจะอยู่ชั้นไหนกันล่ะ เป็นคำถามที่ถูกตั้งในใจ ซึ่งคำตอบที่ได้คือชั้นที่ 74 แค่เปิดประตูห้องพัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ก็คือ ท้องฟ้า สดใส และก้อนเมฆ อยู่แค่เอื้อม และต้องขอบอกตรง ๆ อย่างไม่อายว่าเป็นคนกลัวความสูง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตก็รวบรวมความกล้า มาได้ระดับหนึ่ง จึงค่อย ๆ ก้าวเท้าไปยืนชิดที่หน้าต่าง ทอดส่ายสายตาไกลออกไป โดยไม่มีอะไรมาบดบัง หรือมาขวางกั้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนนก ที่ได้มองอะไร ๆ จากมุมสูง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบเตือนตัวเองว่าอย่าก้มมองต่ำลงไป เพราะอาจถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้เพราะโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่สูงถึง 420.5 เมตร ใช้งบ
ลงทุน 540 ล้านเหรียญยูเอสหรือ สองหมื่นกว่าล้านบาท
จากห้องพัก ณ ชั้น 74 สามารถชื่นชมกับทัศนียภาพของเ ดอะ บันด์ (The Bund) ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรง ข้ามริมแม่น้ำหวงผู่ ถ้ามาถึงเซียงไฮ้แล้วไม่ได้ขึ้นไปชมวิวบนหอคอย ไข่มุก The Oriental Pearl Tower ก็ถือว่ายังไม่ถึงเซียงไฮ้ จึงถือเป็นความโชคดีอีกเช่นกันที่ไม่ต้องไปต่อคิวยาวเหยียด กับนักท่องเที่ยวทั่วไปให้เสียอารมณ์
แค่มองจากห้องพักก็เห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเชียงไฮ้ได้ทั่ว เพราะห้องที่พักอยู่นั้นสูงอยู่ในระดับเดียวกับจุดชมวิวของหอคอยไข่มุก ทำให้มองจากห้องพักก็เห็นวิวเมืองเชียงไฮ้ แบบ
พาโนรามา ในบรรยากาศแบบ ส่วนตั๊ว ส่วนตัว อย่างไม่ต้องลงทุนอีกต่างหาก
เดอะ บันด์ ถือเป็นไฮไลต์ของนครเชียงไฮ้ เพราะถือเป็นย่านที่มีสถาปัตยกรรมของยุโรป
สังเกตได้จากตัวอาคารที่ตั้งเรียงรายกันอยู่บริเวณนั้น แสดงให้เห็นชัดว่าย่านนี้เป็นเขตที่ชาวยุโรปเคยเข้ามาค้าขายในอดีตและยังคงมีเสน่ห์อยู่เหลือล้น
โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เซี่ยงไฮ้ ได้รับการออกแบบและตกแต่งในสไตล์ศิลปะร่วมสมัย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้มานพักรู้สึกคุ้มค่าเงิน ห้องพักออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย มีความเป็นจีนที่ผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัยที่หรูหราลงตัว
ผนังหัวเตียงเป็นผลักไม้แลดูคลาสสิค ทุกห้องจะมีบทกลอนจากสมัยราชวงศ์ถัง แกะสลักเป็นตัวอักษรจีนสีทอง สร้างความรู้สึกขลังและทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก และตอกย้ำให้รู้ว่าเรากำลังอยู่ในเมืองจีนแน่นอน แต่ที่น่าเสียดายก็ตรองที่อ่านหนังสือจีนไม่ออก ก็เลยไม่รู้ว่ากลอนสมัยราชวงศ์ถังนั้นจะไพเราะจับใจเหมือนของสนุทรภู่รึเปล่า
ที่น่าตื่นต้นอีกอย่างก็ไฟที่โต๊ะทำงาน ก้ม ๆ เงย ๆ อยู่พักใหญ่หาปุ่มกดเปิดไฟไม่เจอ เสียที มาถึงบางอ้อก็ตอนที่เผลอเอามือไปลูบขาตั้งไฟ ไฟก็สว่างพรึบขึ้น ถ้าเอามือลูบลงไฟก็จะหรี่ลง ถ้าเอามือลูบขึ้นไฟก็จะสว่างเพิ่มมากขึ้น คราวนี้ก็เลยสนุกใหญ่ ลูบขึ้น-ลูบลง หรี่ ๆ ดับ ๆ ตามประสาคนไม่เคยเจอ
ที่ต้องขอบอกกล่าวก็ต้อง ห้องน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ หรูหราซะจนไม่กล้าทำเปียก มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อ่างอาบน้ำแยกจากห้องอาบน้ำแบบซาวเวอร์ และก็ได้สนุกอีกครั้งกับการอาบแบบซาวเวอร์ที่มีฝักบัวถึง 3 แบบ พ่นน้ำได้รอบทิศทางทั้งจากด้านบน ด้านข้าง ด้านล่าง
แต่ที่เป็นประสบการณ์เด็ดสุดก็ตรงที่นอนแช่อ่างผ่อนคลายสบายตัวไป พักสายตาไปก็เห็นความงามของท้องฟ้ามหานครเซี่ยงไฮ้อยู่ตรงหน้า นึกในใจว่าจะมีโรงแรมสักกี่แห่งในโลกนี้ที่ให้เราอาบน้ำดูเมฆ มองฟ้าไปพร้อม ๆ กัน
เพลิดเพลินกับบรรยากาศ ไปสักพักเหลือบไปเห็นข้อความสะกิดใจ บอกไว้ว่า ขอให้ปิดผ้าม่านหน้าต่าง ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว เพราะจะมีสไบเดอร์แมนมาทำความสะอาด เช็ดกระจก เป็นประจำ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้คนเช็ดกระจกตาเป็นกุ้งยิงก็ควรจะปิดม่านตามคำแนะนำ
ค่ำนั้นเมื่อทิ้งตัวลงบนเตียงอันแสนนุ่มภายใต้ผ้าน่วมขนเป็ด ก็พบได้ว่าเมฆเชียงไฮ้อยู่ใกล้แค่เอื้อม
สนมราคาค่าห้องพักธรรมดาของ แกรนด์ ไฮแอท เซียงไฮ้ เริ่มต้นที่ 2 หมื่นบาท และแพงสุดก็ต้องแชร์แมนสวีทราคาจะอยู่ที่ สองแสนกว่าบาทต่อคืน แลกกับการสัมผสแปลกใหม่และวิวของนครเซียงไฮ้ที่ซื้อหาไม่ได้ ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว
source: http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=R4321191&issue=2119