DD2020
March 21st, 2005, 04:32 PM
Hope for revival again....
News source : http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=R3719931&issue=1993
เปิดผลวิจัยอาคารร้าง
เปิดโผตัวเลขอาคารร้างกลางกรุงสาสุดสิ้นปี 2547 เหลือ 174 โครงการ สถานะของโครงการยังนิ่งสนิทไร้แววทางออก หรือเดินหน้าก่อสร้างต่อ แถมเจอปัญหาเพียบตั้งแต่ใบอนุญาตขาดอายุ/อาคารไร้เจ้าของ สูญเสียทางเศรษฐกิจร่วม 100,000 ล้านบาท สำรวจพบอาคารสร้างค้างตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินกว่า 21 โครงการเปลี่ยนแปลงเพียง 7 โครงการ ด้านเอกชนดันแก้กฎหมาย ส่วนภาครัฐโบ้ยไม่มีเจ้าภาพตัดสินใจไม่ได้ทุบทิ้งหรือปล่อยสร้างต่อ
จากการร่วมมือระหว่างหนังสือพิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" กับ ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง"ผ่าทางตัน อาคารร้างกลางกรุง" ซึ่งทาง ผศ.นายไตรรัตน์ จารุทัศน์ อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงงานข้อมูลโครงการงานวิจัยสถานการณ์อาคารขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้าง ของภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า อาคารสร้างค้างในปี 2548 ภายหลังจากการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2539 ได้ส่งผลกระทบต่ออาคารขนาดใหญ่ที่ต้องยุติการก่อสร้างไปโดยเฉพาะในเขตปริมณฑล และกทม.
จากการศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542-2547 มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีจำนวนอาคารสร้างค้างรวม 508 อาคาร อยู่ในเขตกทม. 493 อาคาร และอยู่ในปริมณฑลอีก 15 อาคาร เมื่อมีการแยกประเภทอาคารเฉพาะในเขตกทม. 493 อาคารพบว่า สถานะของอาคารไม่มีความเปลี่ยนแปลงจำนวน 374 อาคาร คิดเป็น 75.86% อาคารที่มีความเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 119 อาคารหรือคิดเป็น 24.14% อาคารที่มีการเข้าพื้นที่แต่ไม่มีการก่อสร้างจำนวน 17 อาคาร หรือ3.45% อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีจำนวน 43 อาคาร หรือ 8.72% อาคารที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จมีจำนวน 59 อาคาร โดย 99% เป็นอาคารที่อยู่ในเขต กทม.
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการศึกษาต่อมาจนกระทั้งสิ้นปี 2547 พบว่าในปี 2542-2544 มีจำนวนอาคารรวม 493 อาคาร ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ปี 2544-2546 จากจำนวนอาคารเท่าเดิม พบว่าจำนวนอาคารที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลดลงเหลือ 374 อาคาร มีความเปลี่ยนแปลง 119 อาคาร และปี 2546-2547 อาคารที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลดลงเหลือ 288 อาคาร หรือ 58.42 % มีความเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารจำนวน 205 อาคาร หรือ 41.58% โดยแบ่งเป็น เข้าใช้พื้นที่แต่ยังไม่มีการก่อสร้างจำนวน 1 อาคาร อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 56 อาคารหรือ11.56% และมีการก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 148 อาคารหรือ 30.02%
โดยอาคารร้างที่ได้มีการศึกษาในเขตกทม. ในช่วงปี 2547 ได้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นอาคารที่อยู่ในเขตกทม.ชั้นใน มีจำนวนอาคารร้างรวม 234 อาคาร ปี 2546 อาคารที่ไม่เปลี่ยนแปลงมีจำนวน 168 อาคาร ปี 2547 ลดลงเหลือ 145 อาคาร อยู่ในกทม.ชั้นในเป็นพื้นที่ที่มีอาคารร้างมากที่สุด ส่วนอาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงจากจำนวน 66 อาคารในปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็น 89 อาคารในปี 2547 อาคารที่มีการก่อสร้างเสร็จในปี 2546 มีจำนวน 30 อาคารแต่ปี 2547 มีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นจำนวนถึง 55 อาคาร
ทั้งนี้อาคารที่ตั้งในเขตกทม.ชั้นกลาง ปี 2546 มีจำนวนอาคารรวม 239 อาคาร มีอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 191 อาคาร ปี 2547 ลดลงเหลือ 122 อาคาร อาคารมีการเปลี่ยนแปลงจำนวน 48 อาคารในปี 2546 แต่เมื่อถึงปี 2547 มีอาคารที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเป็น 117 อาคาร สามารถแยกออกได้ว่า เข้าพื้นที่แต่ไม่มีการก่อสร้างปี 2546 มีจำนวน 3 อาคาร ในปี 2547 เหลือเพียง 1 อาคาร ส่วนอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีจำนวน 19 อาคารในปี 2546 และ 22 อาคารในปี 2547
นอกจากนี้ยังมีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วในปี 2546 จำนวน 26 อาคาร และเพิ่มขึ้นมาในปี 2547 จำนวน 94 อาคาร ส่วนเขตพื้นที่กทม.ชั้นนอก มีอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจำนวน 15 อาคาร ปี 2546 และ 14 อาคารปี 2547 ส่วนอาคารที่มีความเปลี่ยนแปลงปี 2546 มีจำนวน 5 อาคาร ปี47 จำนวน 6 อาคารในจำนวนนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างปี46 จำนวน 2อาคาร ปี47มีจำนวน 3 อาคารและก่อสร้างเสร็จแล้วปี 2546 มี 2 อาคาร ปี 2547 มีเพียง 1 อาคาร
ทั้งนี้ในการวิจัยยังพบว่าเจ้าของใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่าง ๆ สามารถแยกได้เป็น 3 ประเภทคือ เจ้าของเดิม ซึ่งหมายถึงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าหนี้ธนาคารสถาบันการเงิน และกลุ่มนักลงทุน ทั้งนี้ปี 2546 จำนวนอาคารที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร มีจำนวน 70 อาคารหรือ 58.82% กระทั้งปี 2547 เจ้าของเดิมหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของใบอนุญาต จำนวน 62 อาคารหรือ 72.09% ส่วนของธนาคารสถาบันการเงินมีสัดส่วนที่น้อยมาก แม้ว่าส่วนใหญ่มีการกู้เงินจากธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ 2 และเจ้าของส่วนที่ 3 คือผู้ที่ซื้ออาคารไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือไม่สามารถทราบได้ว่า เจ้าของที่แท้จริงว่าอาคารแต่ละแห่งเป็นของใคร และหากอาคารพังทลายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ผศ.ไตรรัตน์ เปิดเผยต่อว่า จากอาคารจำนวน 493 อาคารเมื่อมีการแยกประเภทการใช้สอยอาคารตามใบอนุญาตในปี 2547 พบว่าอาคารพักอาศัยจำนวนรวม 353 อาคาร หรือ 71.60 % ของอาคารทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จะขอใช้ประโยชน์อย่างอื่นจำนวน 204 อาคารหรือ 57.79% แต่มีการเปลี่ยนแปลงขอใช้พื้นที่เป็นอย่างอื่นจำนวน 149 อาคาร หรือ 42.21% อาคารประเภทสำนักงานและพาณิชย์การใช้สอยโครงการแบบผสมหรือคอมเพล็กซ์มีจำนวน 106 อาคาร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จำนวน 67 อาคาร แต่มีการขอเปลี่ยนการใช้สอยจำนวน 39 อาคารหรือ 36.80 % ซึ่งเมือ่รวมอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงด้านประโยชน์ใช้สอยในโครงการมีจำนวนทั้งสิ้น 288 อาคาร
สำหรับสภาพพื้นที่โครงการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจในปี 2547 มีโครงการขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้างไม่มีการเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 174 โครงการจาก 323 โครงการ คิดเป็น 53.87% เมื่อแบ่งตามสภาพงานก่อสร้างพบว่าจำนวน 41.38% หรือ 72 โครงการงานส่วนฐานรากแล้วเสร็จ เป็นโครงการที่น่าเป็นห่วงว่าใบอนุญาตหมดอายุแล้วจะมีการดำเนินการอย่างไรจะปล่อยให้อาคารตายซากหรือไม่ ส่วนโครงการที่มีการก่อสร้างบางส่วนมีจำนวน 57 โครงการมีจำนวนถึง 32.76% โครงการที่มีการก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 21 โครงการและมีการดำเนินงานสถาปัตยกรรมบางส่วนมีจำนวน 17 โครงการ ซึ่งหากมีการประมาณการมูลค่าแต่ละโครงการคาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทในแต่ละโครงการ ทำให้คาดว่าจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านบาท
นอกจากนี้แล้ว จากการสำรวจพบว่าอาคารขนาดใหญ่ที่หยุดการก่อสร้าง และมีการเปลี่ยนแปลงมี 5ประเภทด้วยกันคือทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จตามใบอนุญาตเดิม มีการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จโดยเปลี่ยนรูปแบบการใช้อาคาร มีการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเท่าที่ทำการก่อสร้างส่วนของโครงสร้างที่ค้างไว้ บางโครงการมีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างใหม่และบางรายยุติโครงการ
ทั้งนี้ในส่วนของของโครงการร้างที่คงอยู่นั้น ได้รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ที่มีจำนวน 11 อาคาร หนึ่งในโครงการมีโครงการเมืองรุ้งสูง 103 ชั้นขนาดพื้นที่ 620,532 ตร.ม., โครงการไทม์รีเจนซี สูง 43 ชั้น 343,603 ตร.ม., อาคารซียูไฮเทค ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูง 40 ชั้น ขนาด 313,935 ตร.ม. เป็นต้น โดยจำนวน 11 อาคาร นี้มีการเริ่มการก่อสร้างแล้วจำนวน 4 อาคาร ส่วนจำนวน 7 อาคารที่เหลือยังไม่มีการก่อสร้างแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในเมืองนี้มีพื้นที่เกิน 2แสนตร.ม.ที่มีการปล่อยว่างทิ้งไว้ยังมีจำนวนมาก ส่วนโครงการที่อยู่ชานเมืองที่มีจำนวนมากกว่า 18 อาคาร อาทิโครงการโมชดารา มีจำนวนถึง 18 อาคารขึ้นส่วนของงานโครงสร้างไปประมาณ 7 อาคาร ซึ่งยังคงเป็นปัญหาและมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงจะต้องมีการแก้ด้วยการประนอมหนี้เสียก่อน
อย่างไรก็ดีข้อมูลที่น่าสนใจต่อการลงทุนของนักลงทุนคือ จากการวิจัยยังพบว่า มีอาคารสร้างค้างที่มีขนาดใหญ่ความสูงตั้งแต่ 40 ชั้น ขึ้นไปตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินรวม 21 โครงการ มีการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงไปเพียง 7 โครงการ และไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ถึง 14 โครงการ
ทั้งนี้ในงานวิจัยได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาก็คือ ควรที่จะมีการตั้งศูนย์ประสานงานในการใช้อาคารค้าง แม้แต่ศาลล้มละลายยังใช้การประนอมหนี้ และที่ผ่านมาเหมือนว่าทางสถาบันการเงินแทบจะไม่มีบทบาทแต่อย่างใด และในปี2546-2548 ที่ภาคเอกชนมีการซื้อโครงการไปมากใช่ทางออกที่แท้จริงหรือไม่ จะมีการนำพรบ.นิรโทษกรรมหรือจะมีการนำเงินจำนวนมากเข้ามาช่วยแก้ปัญหา 2ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งทำได้ก็เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลตึกค้างไว้เท่านั้น"ผศ.ไตรรัตน์กล่าวในที่สุด (อ่านรายละเอียดงานเสวนาเรื่อง"ผ่าทางตันอาคารร้างกลางกรุงหน้า 42)
News source : http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=R3719931&issue=1993
เปิดผลวิจัยอาคารร้าง
เปิดโผตัวเลขอาคารร้างกลางกรุงสาสุดสิ้นปี 2547 เหลือ 174 โครงการ สถานะของโครงการยังนิ่งสนิทไร้แววทางออก หรือเดินหน้าก่อสร้างต่อ แถมเจอปัญหาเพียบตั้งแต่ใบอนุญาตขาดอายุ/อาคารไร้เจ้าของ สูญเสียทางเศรษฐกิจร่วม 100,000 ล้านบาท สำรวจพบอาคารสร้างค้างตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินกว่า 21 โครงการเปลี่ยนแปลงเพียง 7 โครงการ ด้านเอกชนดันแก้กฎหมาย ส่วนภาครัฐโบ้ยไม่มีเจ้าภาพตัดสินใจไม่ได้ทุบทิ้งหรือปล่อยสร้างต่อ
จากการร่วมมือระหว่างหนังสือพิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" กับ ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง"ผ่าทางตัน อาคารร้างกลางกรุง" ซึ่งทาง ผศ.นายไตรรัตน์ จารุทัศน์ อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงงานข้อมูลโครงการงานวิจัยสถานการณ์อาคารขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้าง ของภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า อาคารสร้างค้างในปี 2548 ภายหลังจากการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2539 ได้ส่งผลกระทบต่ออาคารขนาดใหญ่ที่ต้องยุติการก่อสร้างไปโดยเฉพาะในเขตปริมณฑล และกทม.
จากการศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542-2547 มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีจำนวนอาคารสร้างค้างรวม 508 อาคาร อยู่ในเขตกทม. 493 อาคาร และอยู่ในปริมณฑลอีก 15 อาคาร เมื่อมีการแยกประเภทอาคารเฉพาะในเขตกทม. 493 อาคารพบว่า สถานะของอาคารไม่มีความเปลี่ยนแปลงจำนวน 374 อาคาร คิดเป็น 75.86% อาคารที่มีความเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 119 อาคารหรือคิดเป็น 24.14% อาคารที่มีการเข้าพื้นที่แต่ไม่มีการก่อสร้างจำนวน 17 อาคาร หรือ3.45% อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีจำนวน 43 อาคาร หรือ 8.72% อาคารที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จมีจำนวน 59 อาคาร โดย 99% เป็นอาคารที่อยู่ในเขต กทม.
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการศึกษาต่อมาจนกระทั้งสิ้นปี 2547 พบว่าในปี 2542-2544 มีจำนวนอาคารรวม 493 อาคาร ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ปี 2544-2546 จากจำนวนอาคารเท่าเดิม พบว่าจำนวนอาคารที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลดลงเหลือ 374 อาคาร มีความเปลี่ยนแปลง 119 อาคาร และปี 2546-2547 อาคารที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลดลงเหลือ 288 อาคาร หรือ 58.42 % มีความเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารจำนวน 205 อาคาร หรือ 41.58% โดยแบ่งเป็น เข้าใช้พื้นที่แต่ยังไม่มีการก่อสร้างจำนวน 1 อาคาร อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 56 อาคารหรือ11.56% และมีการก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 148 อาคารหรือ 30.02%
โดยอาคารร้างที่ได้มีการศึกษาในเขตกทม. ในช่วงปี 2547 ได้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นอาคารที่อยู่ในเขตกทม.ชั้นใน มีจำนวนอาคารร้างรวม 234 อาคาร ปี 2546 อาคารที่ไม่เปลี่ยนแปลงมีจำนวน 168 อาคาร ปี 2547 ลดลงเหลือ 145 อาคาร อยู่ในกทม.ชั้นในเป็นพื้นที่ที่มีอาคารร้างมากที่สุด ส่วนอาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงจากจำนวน 66 อาคารในปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็น 89 อาคารในปี 2547 อาคารที่มีการก่อสร้างเสร็จในปี 2546 มีจำนวน 30 อาคารแต่ปี 2547 มีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นจำนวนถึง 55 อาคาร
ทั้งนี้อาคารที่ตั้งในเขตกทม.ชั้นกลาง ปี 2546 มีจำนวนอาคารรวม 239 อาคาร มีอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 191 อาคาร ปี 2547 ลดลงเหลือ 122 อาคาร อาคารมีการเปลี่ยนแปลงจำนวน 48 อาคารในปี 2546 แต่เมื่อถึงปี 2547 มีอาคารที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเป็น 117 อาคาร สามารถแยกออกได้ว่า เข้าพื้นที่แต่ไม่มีการก่อสร้างปี 2546 มีจำนวน 3 อาคาร ในปี 2547 เหลือเพียง 1 อาคาร ส่วนอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีจำนวน 19 อาคารในปี 2546 และ 22 อาคารในปี 2547
นอกจากนี้ยังมีอาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วในปี 2546 จำนวน 26 อาคาร และเพิ่มขึ้นมาในปี 2547 จำนวน 94 อาคาร ส่วนเขตพื้นที่กทม.ชั้นนอก มีอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงจำนวน 15 อาคาร ปี 2546 และ 14 อาคารปี 2547 ส่วนอาคารที่มีความเปลี่ยนแปลงปี 2546 มีจำนวน 5 อาคาร ปี47 จำนวน 6 อาคารในจำนวนนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างปี46 จำนวน 2อาคาร ปี47มีจำนวน 3 อาคารและก่อสร้างเสร็จแล้วปี 2546 มี 2 อาคาร ปี 2547 มีเพียง 1 อาคาร
ทั้งนี้ในการวิจัยยังพบว่าเจ้าของใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่าง ๆ สามารถแยกได้เป็น 3 ประเภทคือ เจ้าของเดิม ซึ่งหมายถึงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าหนี้ธนาคารสถาบันการเงิน และกลุ่มนักลงทุน ทั้งนี้ปี 2546 จำนวนอาคารที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร มีจำนวน 70 อาคารหรือ 58.82% กระทั้งปี 2547 เจ้าของเดิมหรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของใบอนุญาต จำนวน 62 อาคารหรือ 72.09% ส่วนของธนาคารสถาบันการเงินมีสัดส่วนที่น้อยมาก แม้ว่าส่วนใหญ่มีการกู้เงินจากธนาคารซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ 2 และเจ้าของส่วนที่ 3 คือผู้ที่ซื้ออาคารไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือไม่สามารถทราบได้ว่า เจ้าของที่แท้จริงว่าอาคารแต่ละแห่งเป็นของใคร และหากอาคารพังทลายใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ผศ.ไตรรัตน์ เปิดเผยต่อว่า จากอาคารจำนวน 493 อาคารเมื่อมีการแยกประเภทการใช้สอยอาคารตามใบอนุญาตในปี 2547 พบว่าอาคารพักอาศัยจำนวนรวม 353 อาคาร หรือ 71.60 % ของอาคารทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จะขอใช้ประโยชน์อย่างอื่นจำนวน 204 อาคารหรือ 57.79% แต่มีการเปลี่ยนแปลงขอใช้พื้นที่เป็นอย่างอื่นจำนวน 149 อาคาร หรือ 42.21% อาคารประเภทสำนักงานและพาณิชย์การใช้สอยโครงการแบบผสมหรือคอมเพล็กซ์มีจำนวน 106 อาคาร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จำนวน 67 อาคาร แต่มีการขอเปลี่ยนการใช้สอยจำนวน 39 อาคารหรือ 36.80 % ซึ่งเมือ่รวมอาคารที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงด้านประโยชน์ใช้สอยในโครงการมีจำนวนทั้งสิ้น 288 อาคาร
สำหรับสภาพพื้นที่โครงการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการสำรวจในปี 2547 มีโครงการขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้างไม่มีการเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 174 โครงการจาก 323 โครงการ คิดเป็น 53.87% เมื่อแบ่งตามสภาพงานก่อสร้างพบว่าจำนวน 41.38% หรือ 72 โครงการงานส่วนฐานรากแล้วเสร็จ เป็นโครงการที่น่าเป็นห่วงว่าใบอนุญาตหมดอายุแล้วจะมีการดำเนินการอย่างไรจะปล่อยให้อาคารตายซากหรือไม่ ส่วนโครงการที่มีการก่อสร้างบางส่วนมีจำนวน 57 โครงการมีจำนวนถึง 32.76% โครงการที่มีการก่อสร้างเสร็จแล้วจำนวน 21 โครงการและมีการดำเนินงานสถาปัตยกรรมบางส่วนมีจำนวน 17 โครงการ ซึ่งหากมีการประมาณการมูลค่าแต่ละโครงการคาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทในแต่ละโครงการ ทำให้คาดว่าจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านบาท
นอกจากนี้แล้ว จากการสำรวจพบว่าอาคารขนาดใหญ่ที่หยุดการก่อสร้าง และมีการเปลี่ยนแปลงมี 5ประเภทด้วยกันคือทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จตามใบอนุญาตเดิม มีการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จโดยเปลี่ยนรูปแบบการใช้อาคาร มีการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเท่าที่ทำการก่อสร้างส่วนของโครงสร้างที่ค้างไว้ บางโครงการมีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างใหม่และบางรายยุติโครงการ
ทั้งนี้ในส่วนของของโครงการร้างที่คงอยู่นั้น ได้รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ที่มีจำนวน 11 อาคาร หนึ่งในโครงการมีโครงการเมืองรุ้งสูง 103 ชั้นขนาดพื้นที่ 620,532 ตร.ม., โครงการไทม์รีเจนซี สูง 43 ชั้น 343,603 ตร.ม., อาคารซียูไฮเทค ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูง 40 ชั้น ขนาด 313,935 ตร.ม. เป็นต้น โดยจำนวน 11 อาคาร นี้มีการเริ่มการก่อสร้างแล้วจำนวน 4 อาคาร ส่วนจำนวน 7 อาคารที่เหลือยังไม่มีการก่อสร้างแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในเมืองนี้มีพื้นที่เกิน 2แสนตร.ม.ที่มีการปล่อยว่างทิ้งไว้ยังมีจำนวนมาก ส่วนโครงการที่อยู่ชานเมืองที่มีจำนวนมากกว่า 18 อาคาร อาทิโครงการโมชดารา มีจำนวนถึง 18 อาคารขึ้นส่วนของงานโครงสร้างไปประมาณ 7 อาคาร ซึ่งยังคงเป็นปัญหาและมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงจะต้องมีการแก้ด้วยการประนอมหนี้เสียก่อน
อย่างไรก็ดีข้อมูลที่น่าสนใจต่อการลงทุนของนักลงทุนคือ จากการวิจัยยังพบว่า มีอาคารสร้างค้างที่มีขนาดใหญ่ความสูงตั้งแต่ 40 ชั้น ขึ้นไปตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินรวม 21 โครงการ มีการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงไปเพียง 7 โครงการ และไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ถึง 14 โครงการ
ทั้งนี้ในงานวิจัยได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาก็คือ ควรที่จะมีการตั้งศูนย์ประสานงานในการใช้อาคารค้าง แม้แต่ศาลล้มละลายยังใช้การประนอมหนี้ และที่ผ่านมาเหมือนว่าทางสถาบันการเงินแทบจะไม่มีบทบาทแต่อย่างใด และในปี2546-2548 ที่ภาคเอกชนมีการซื้อโครงการไปมากใช่ทางออกที่แท้จริงหรือไม่ จะมีการนำพรบ.นิรโทษกรรมหรือจะมีการนำเงินจำนวนมากเข้ามาช่วยแก้ปัญหา 2ปีที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งทำได้ก็เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลตึกค้างไว้เท่านั้น"ผศ.ไตรรัตน์กล่าวในที่สุด (อ่านรายละเอียดงานเสวนาเรื่อง"ผ่าทางตันอาคารร้างกลางกรุงหน้า 42)