View Full Version : What does the name of your province or district mean?


Humble NK
July 13th, 2009, 11:25 AM
I am interested in the names of places in Thailand, especially its history. I would like to invite you all to share what you know about the meaning or probably history of your province or district name.

ผมเป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับที่มาของชื่อสถานที่แต่ละแห่งครับว่ามีที่มาอย่างไร เพราะแต่ละสถานที่ย่อมมีที่มาของมัน ไม่ใช่เรียกกันมาลอยๆ ที่ห้องนี้ก็รวบรวมคนจากทุกภาคของประเทศไทย ก็เลยอยากจะถามว่าชื่อจังหวัดหรืออำเภอของคุณว่ามีที่มาจากอะไร เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน


เอาหนองคายก่อนนะครับ
หนองคายมีที่มาจากชื่อหนองน้ำแห่งหนึ่งครับที่ตั้งอยู่ภายในเขตอำเภอเมือง ชื่อว่าหนองบงคาย ตราประจำจังหวัดหนองคายยังเป็นรูปหนองน้ำพร้อมกับกอไผ่ครับ บงคายเป็นชื่อไผ่ชนิดหนึ่งครับ หน่ออ่อนมักจะมีขนทำให้เกิดการระคายเคืองกับผู้สัมผัสได้ ซึ่งอาการดังกล่าวภาษาอีสานเรียกว่า “คาย” หรือ “คันคาย” ครับ ทำให้ไผ่ชนิดนี้เรียกว่า ไผ่บงคาย

อำเภอโพนพิสัย หนองคาย
อำเภอนี้เพี้ยนมาจาก พวนพิสัย ครับ แปลว่าที่อยู่ของชาวพวน หรือชาว ไทพวน

อำเภอโซ่พิสัย หนองคาย
อำเภอนี้มีที่มาเหมือนกับอำเภอโพนพิสัยครับ คือ มาจาก โส้พิสัย ที่แปลว่าถิ่นที่อยู่ของชาวโส้ หรือ ไทโส้

อำเภอปากคาด หนองคาย
มีที่มาจากอำเภอนี้ตั้งอยู่ที่ห้วยคาดบรรจบกับแม่น้ำโขง ตรงที่ลำน้ำบรรจบกันจะเรียกว่าปากครับ เช่นปากน้ำโพ
ตรงนั้นก็เลยเรียกว่าปากคาดครับ ห้วยคาดก็มีที่มาจากต้นคาดครับที่มีมากมายในบริเวณนั้น

อำเภอบึงกาฬ หนองคาย
บึงกาฬเพี้ยนมาจากบึงกานซึ่งเป็นหนองน้ำแห่งหนึ่งด้านตะวันตกของตัวอำเภอ มีลักษณะคล้ายใบกานพลูชาวบ้านก็เลยเรียกสั้นๆว่าบึงกาน(พลู) ต่อมาเขียนเพี้ยนเป็น บึงกาฬที่แปลว่าบึงสีดำ

อำเภอบุ่งคล้า หนองคาย
บุ่ง เป็นภาษาอีสานมีความหมายประมาณว่าที่ที่มีน้ำขัง ชื้นแฉะตลอดปี แต่น้ำไม่เยอะเหมือนหนอง บึง ทะเลสาบ หรือห้วย ใกล้เคียงกับคำว่าพรุในภาคใต้ มักใช้คู่กับคำว่าทาม แต่ทามหมายถึงที่ริมน้ำที่มีน้ำท่วมถึงทุกปี คล้าก็คือพืชชนิดหนึ่งในตระกูล Calathea ภาคเหนือเรียกว่าต้นแหย่งขึ้นอยู่ริมน้ำ อำเภอบุ่งคล้าเป็นเพียงไม่กี่ที่ในประเทศไทยที่มีคล้าอยู่อย่างชุกชุม ซึ่งชาวบ้านนำมาสานเป็นกระติบข้าว กระติบข้าวแถวนั้นจึงเป็นติบข้าวคล้า ส่วนที่อื่นในภาคอีสานจะทำมาจากไม้ไผ่

อำเภอบึงโขงหลง
มีที่มาจากหนองน้ำที่ชื่อ บึงโขงหลง เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่จนชาวบ้านคิดว่าเป็นบึงที่แยกออกมาจากลำน้ำโขง

Augustines
July 13th, 2009, 12:32 PM
นครพนม แปลว่า เมืองแห่งภูเขาครับ
คือว่า สมัยก่อน นครพนมมีอาณาเขตถึงภูเขาฝั่งลาว ที่เห็นเป็นวิวจากเมืองนครพนมในปัจจุบันอ่ะครับ
สมัยก่อนยุคล่าอาณานิคม ส่วนนั้นเป็นของไทยครับ

http://u3.popcornfor2.com/show/mi@33a66.jpg

marut
July 13th, 2009, 04:22 PM
สุราษฎร์ธานี = เมืองคนดี (สุ = ดี, ราษฎร์ = คน, ธานี = เมือง)
ไชยา มีที่มาหลายที่ แต่แปลรวมๆ ก็คือ ชัยชนะ
กาญจนดิษฐ์ ชื่อเดิมคือ ท่าทอง
นครศรีธรรมราช = เมืองแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม หมายถึงองค์พระเจ้าจันทรภาณุ หรือพ่อจตุคามรามเทพนั่นเอง
ภูเก็ต มาจากคำว่า บูกิต แปลว่าภูเขา

69Ketchup
July 13th, 2009, 04:41 PM
ปทุมธานี เมืองเเห่งดอกบัว
นครราชสีมา เมืองที่มีสิงโตมา
สมุทรปราการ ป้อมปราการกลางทะเล
สิงห์บุรี เมืองสิงโต

sunday2008
July 13th, 2009, 04:47 PM
เรื่องชื่อหมู่บ้านชื่อเมืองในอีสานที่เพี้ยนเสียงเพี้ยนพยางค์ไปจากของเดิม ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากทางราชการเปลี่ยนคำจากที่เป็นภาษาลาว มาเป็นคำที่เสียงพ้องกันซึ่งมีในภาษาไทยแทน ซึ่งหลายๆ ชื่อความหมายก็เปลี่ยนไปเลยและไม่สอดคล้องกับภาษาท้องถิ่น ตัวอย่างชื่อที่น่าเสียดายคือ แม่น้ำมูน (แปลว่า มรดก,ทรัพย์สมบัติ) ก็ไปเปลี่ยนเป็น แม่น้ำมูล (แปลว่า สิ่งปฏิกูล) และมีชื่ออีกจำนวนมากที่ถูกเปลี่ยนเป็นคำในภาษาไทย รวมถึงตามชายแดนในภาคต่างๆด้วย ก็ถูกเปลี่ยนชื่อไปเยอะแยะมากมาย พูดไปก็น่าเสียดายนะ

Pivra
July 13th, 2009, 04:47 PM
ปทุมธานี เมืองเเห่งดอกบัว
นครราชสีมา เมืองที่มีสิงโตมา
สมุทรปราการ ป้อมปราการกลางทะเล
สิงห์บุรี เมืองสิงโต

ผมว่า ราชสีห์ ที่แปลว่าสิงโตมันสะกด แบบนี้นะครับ ส่วน สีมา แปลว่าขอบเขตครับ ...​ราชสีมา แปลว่าขอบเขตของพระราชอาณาจักร มากกว่า เพราะว่า เลยโคราชไปก็เป็นวัํฒนธรรมแบบล้านช้างแล้ว


ส่วน โคราชผมว่าน่าจะหมายถึง พระศิวะนะครับ เพราะ โคราชแปลว่า ราชาแห่งโค ... ชื่อแบบ ฮินดูก็ มี โคบาล (Gopal) ที่แปลว่า พระกฤษณะ (เพราะว่าท่านเป็นเด็กเลี่ยงวัว)


ผม มีนบุรี เมืองแห่งปลาครับ :)

69Ketchup
July 13th, 2009, 04:55 PM
^^

เข้าใจผิดมาตั้งนาน

เเล้ว จังหวัดเลย เเปลว่า เลย หรือเปล่า..

konrakfon
July 13th, 2009, 04:58 PM
บ้านผมนะครับ

สมุทรสาคร = เมืองงามแห่งทะเลและแม่น้ำ

anyamanee
July 13th, 2009, 05:06 PM
ชื่อโคราช และ นครราชสีมา จาก wikipedia ค่ะ

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า มีชุมชนโบราณซึ่งเป็นร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ต่อเนื่องมาถึงยุคโลหะกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมา ครั้นถึงสมัยประวัติศาสตร์ ก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองเสมา (Sema) ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสูงเนินในปัจจุบัน เป็นเมืองใหญ่เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของรัฐศรีจนาศะ ต่อมาในสมัยขอมพระนครมีการสร้างเมืองโคราช(Angkor Raj) หรือ นครราช อยู่ในบริเวณเดียวกัน และ มีเมืองพิมาย(อำเภอพิมายในปัจจุบัน)เป็นเมืองสำคัญของขอมในบริเวณนี้

มีผู้เสนอว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ เมืองนครราช คือเมืองเดียวกันกับ เมืองราด ของ พ่อขุนผาเมือง เนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองพระนครหลายประการ นอกจากนี้รูปสลักกองทัพชาวสยามบนระเบียงด้านหนึ่งของ นครวัดอาจเป็น ชาวสยามจากลุ่มแม่น้ำมูลที่เกี่ยวข้องกับเมืองนครราช และยังมีการกล่าวถึงเมืองนครราชสีมาในพงศาวดารของกัมพูชาหลายครั้งด้วย

อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่า "นครราชสีมา" นั้นเป็นคำไทยเป็นคำใหม่ แยกเป็นคำได้คือ นคร+ราช+สีมา แปลได้ตรงตัวว่า "เมืองใหญ่ (นคร)", "อันเป็นขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักร (ราช+สีมา)"

ส่วนคำว่า " โคราช " (สำเนียงถิ่น: โค-หฺราด , ไทยกลาง: โค-ราด, เขมร: โก-เรียช ) นั้น น่าจะเพี้ยนมาจาก นครราช [Angor Riaj หรือ อังกอร์เรียจ ต่อมาลดรูปเป็น กอร์เรียจ และเพี้ยนเป็นโคราช ในที่สุด] (อ่านตามสำเนียงว่า คอน-หฺราด ซึ่งเป็นคำเรียกนครราชสีมาแบบย่อ ๆ ของชาวบ้าน) มากกว่าที่จะเพี้ยนมาจาก โคราฆปุระ (Gorakhpur) ที่เป็นชื่อเมืองสมัยใหม่ในแคว้นเดียวกับเมือง อโยธยา (Ayodhya)ในอินเดีย ตามข้อสันนิษฐานของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เนื่องจากตั้งอยู่เป็นบริเวณที่เป็นชายขอบระหว่างรัฐที่มีอำนาจ หรือในความหมายของ รัฐกันชน ในปัจจุบัน นครราชสีมา จึงมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างรัฐอยู่เสมอ เช่น ระหว่างสยามกับกัมพูชา หรือ ระหว่างสยามกับล้านช้าง หรือ ในบางครั้งได้มีความพยายามที่จะตั้งตัวเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นกับผู้ใด เฉกเช่นเดียวกับบรรดาเมืองใหญ่อื่นๆ

69Ketchup
July 13th, 2009, 05:22 PM
โคหราด colard เท่โคตร

Pivra
July 13th, 2009, 05:22 PM
โคหราด colard เท่โคตร

แค่ประวัติศาสตร์​เบื้องหลังชื่อขนาดนั้นก็เท่ห์จนแบบทานไม่หมดแล้วครับ :lol:

bomcom
July 13th, 2009, 05:55 PM
อุบลราชธานี

นามนี้คงต้องแปลตามที่มา

อุบล=ใช้ชื่อว่า อุบล เพื่อระลึกถึงเมืองหนองบัวลุ่มภูหรือนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน(หนองบัวลำภูในปัจจุบัน) ถิ่นฐานเดิมที่ได้ลี้ภัยมา

ราชธานี= ตั้งเพื่อให้เกียรติเจ้าเมืองคนแรก(พระปทุมวรราชสุริยวงศ์(เจ้าคำผง))ซึ่งเป็นราชวงศ์เชียงรุ้ง

Gaia
July 13th, 2009, 06:20 PM
ทฤษฎีใหม่ในทางประวัติศาสตร์บอกว่า โคราช (Korat) น่าจะมีที่มาจากคำว่า Angkor Raj (แปล :Angkor = นคร, Raj = ราชา:-ราชอาณาเขต) หรือสำเนียงขอม = "โนโกร์เรียช" โดยคำว่า โนโกร์เรียช >> นั้นตรงกับการออกเสียงของสำเนียงไทยเมืองกรุงว่า 'นครราช' (ถ้าอ่านออกเสียงแบบสำเนียงพื้นถิ่นจะออกเสียงว่า น่ะคอนหร่าด) >> ไม่ว่าจะออกเสียงอย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็กร่อนเสียงจนกลายมาเป็น โคราช ในที่สุด ต่อมามีการเติมคำว่า เสมา หรือ สีมา เข้าไป ในสมัยภายใต้การปกครองของสมัยอยุธยา จนกลายเป็น นครราชสีมา ในที่สุด ...

Angkor Raj นอกจากเป็นชื่อเรียกเมือง โคราช ในพงศาวดารของเขมรในอดีต แล้ว คำนี้บังเอิญยังเป็นคำเดียวกับที่เรียกชื่อเพลงชาติ ของราชอาณาจักรกัมพูชาในปัจจุบันด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมและลองฟังเพลง Angkor Raj ที่นี่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

ปล. ตามภาษาราชการ นครราชสีมา คือชื่อของเมืองอย่างเป็นทางการ ที่ออกเสียงยาวถึง 6 พยางค์ แต่คนทั่วประเทศ และชาวต่างชาติ ถนัดเรียกชื่อที่ไม่เป็นทางการ ที่เรียกว่า โคราช มากกว่า เพราะสะกดสั้นๆ เรียกเพียง 2 พยางค์และจำง่าย เหมือน กรุงเทพมหานคร ถูกต่างชาติเรียกว่า Bangkok น่ะแหล่ครับ




หลักฐานที่แสดงว่า โคราช เป็นชื่อเรียก ที่มีการใช้แพร่หลายอย่างเป็นทางการ
http://i179.photobucket.com/albums/w302/stratoforce/76857678ka6.jpg


แผนที่ปี 1693 ในบันทึกของเดอ ลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศส ระบุเมืองที่ชื่อ เมืองโคราชสีมา (Corazema) แสดงให้เห็นว่าชื่อในยุคนั้นมีการเรียก โดยเติมคำว่า 'สีมา' ต่อท้ายแล้ว
http://i179.photobucket.com/albums/w302/stratoforce/Corazema-Map-1693.jpg
ภาพจาก wiki อ่านเพิ่มเติม (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2)

mbokudake
July 13th, 2009, 07:45 PM
ไม่ใช่จังหวัดตัวเอง แต่ขอเสนอ

สตูล

ชื่อ “สตูล” นั้นเป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า “สโตย” ในภาษามลายูซึ่งแปลว่า “กระท้อน” หรือต้นกระท้อนก็น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะสมเหตุสมผลและนักค้นคว้าภาษาศาสตร์ ก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีคำอื่นใดที่น่าจะให้ความชัดเจนกว่านี้ ชาว-มาเลย์เองทั้งสมัยก่อนและสมัยปัจจุบันก็เรียกจังหวัดสตูลว่า “นัครีสโตย” เช่นกัน

http://www.sttc.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=16&Itemid=32

ปัตตานี

ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์เมืองโกตามะลิฆัย พระนามว่าพญาตู นักปา (Tu Nakpa) เสด็จมาล่าสัตว์บริเวณป่าแถบชายทะเลปัตตานี แล้วทรงเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมที่จะสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่ที่นี่ จึงสั่งเกณฑ์ผู้คนจากโกตามะลิฆัยมาสร้างเมืองและพระราชวังขึ้น แล้วสั่งย้ายผู้คนมาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นที่อาศัยของชายชราชาวมลายูชื่อเอนชิค ตานี (Encik Tani) แต่คนทั่วไปเรียกกันว่าปะตานี หรือเจ๊ะ ตานี เมืองนี้จึงตั้งชื่อขึ้นตามชาวประมงชราผู้นี้

บางสำนวนก็ว่า พญาตู นักปา ติดตามรอยเท้าสัตว์มาถึงชายทะเล ผู้ติดตามทูลว่ารอยเท้าสัตว์ได้หายไปที่หาดแห่งนี้ คำว่า "หาดแห่งนี้" ตรงกับภาษามลายูว่า "ปะตานี" เพี้ยนมาจาก "ปันตัยอินี"

เรื่อง "หาดแห่งนี้" ยังปรากฏสำนวนแตกต่างออกไปอีก คือพระองค์มหาวังษา (พระเจ้ากรุงโรม) ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสไปครองเมืองต่างๆ เหลือแต่พระธิดาที่ยังหาเมืองไม่ได้ จึงเสี่ยงทายด้วยการใช้ช้างศักดิ์สิทธิ์ ขี่ไปหาเมืองใหม่ ขณะมาถึงชายหาดแห่งหนึ่งก็เห็นกระจงเผือกวิ่งผ่านหน้าแล้วหายไป พระธิดาจึงสั่งให้ทหารออกติดตาม เมื่อทรงถามว่ากระจงหายไปทางไหน เหล่าไพร่พลก็ชี้มือไปทางชายหาด แล้วทูลพร้อมกันว่า "ปันตัยอินี" (หาดแห่งนี้)

ตำนานเมืองปัตตานียังมีอีกหลายสำนวนที่ว่าด้วยที่มาของคำนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่มาของ "ปัตตานี" ในทางภาษาอีกหลายๆ ทาง เช่นมาจาก "ธานี" หมายถึงเมืองใหญ่ริมสมุทร "ปะฏานี" ในภาษาอาหรับ ที่หมายถึงนักปราชญ์ "ปตานี" ในภาษาบาลี สันสกฤต หมายถึงหญิงครองเมือง และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากภาษามลายู "ปะตานี" หมายถึงชาวนา

http://www.kananurak.com/mcontents/marticle.php?headtitle=mcontents&id=87622&Ntype=3

Humble NK
July 13th, 2009, 09:59 PM
ขอเพิ่มเติมนะครับ
ต้นยางนาเป็นที่มาของชื่อจังหวัด อำเภอ และหลายหมู่บ้านในภาคอีสานเลยทีเดียว

โดยต้นยางนาจะให้ผลผลิตชนิดหนึ่งเรียกว่ายางกราด ลักษณะเป็นยางไม้ข้นเหนียว ติดไฟง่าย คนในสมัยก่อนจึงนำมาทำเป็นคบไ้ฟให้แสงสว่างที่เรียกว่าไต้ ยางกราด ได้เพี้ยนเสียงไปเป็นยางตลาด ซึ่งเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์

ในอีกภาคหนึ่งที่มีการเก็บยางกราดกันมาก ยางกราด หรือกราดก็ยังได้เพี้ยนเสียงเป็น ตราด ซึ่งเป็นชื่ออีกจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออก

H_I_P
July 14th, 2009, 05:31 AM
ขอน-แก่น เพี้ยนมาจากขาม-แก่น แปลว่าตอต้นมะขามที่เคยถูกโค่นแต่ไม่ตาย สุดท้ายกลับงอกงามยืนต้นขึ้นมาได้อย่างทรนง (ฟังแล้วมงคลดีจัง) ต่อมาเรียกเพี้ยนไปมา จนกลายเป็นขอนแก่น ในปัจจุบัน เป็นชื่อจังหวัดที่ตรงๆ ง่ายๆ แปลกแหวกแนวที่สุด

Dek_Phuket
July 14th, 2009, 10:23 AM
ประวัติความเป็นมาของภูเก็ต มีหลายกระแส บ้างก็ว่าภูเก็ตเป็นเกาะ ที่ค้นพบโดยชาวประมง แต่เดิมเรียกว่า “บูกิต” ซึ่งเป็นภาษามลายูแปลว่าภูเขา เพราะเมื่อมองจากทะเล จะเห็นเหมือนมีภูเขา โผล่ขึ้นกลางน้ำ แต่บางกระแส ก็ว่าภูเก็ตมาจากคำว่า “ภูเก็จ” แปลว่าภูเขาที่มีค่า ซึ่งคำว่าภูเก็จนี้มีบันทึก ในเอกสารเมืองถลางว่า ใช้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2328 มีฐานะเป็นเมือง ที่ขึ้นตรงต่อเมืองถลาง ซึ่งต่อมาคำนี้ได้เปลี่ยนเป็น “ภูเก็ต” โดยไม่ทราบสาเหตุ ดังมีปรากฏอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2450 เป็นต้นมา โดยเริ่มเป็นที่รู้จักกัน ในฐานะ มณฑลภูเก็ต ในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปลี่ยนมาเป็น จังหวัดภูเก็ต ในเวลาต่อมา

http://www.phuketgossip.com/gallery/phuket_history.jpg


สำหรับการเรียกขานภูเก็ตของชาวต่างประเทศ ในอดีตนอกจากจะมี ีปรากฎในบันทึก เมื่อปี พ .ศ.700 ของนักเดินเรือ คลอดิอุส ปโตเลมี ที่เรียกผืนดินในบริเวณนี้ว่า " แหลมตะโกลา " แล้ว ได้มีปรากฎหลักฐานการกล่าวถึงผืนดินในบริเวณนี้อีกครั้ง จากบันทึก และแผนที่การเดินเรือมาเอเชียตะวันออกของชาติยุโรป ระหว่างพ .ศ.2054-2397 เรียกผืนดินนี้ว่า " จังซีลอน" นอกจากนี้ ได้มีหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกขานผืนดินนี้ของชาวทมิฬ์ในปี พ.ศ.1568 ว่า " มณิคราม " หมายถึง เมืองแก้ว ซึ่งมีความหมายตรงกับชื่อ " ภูเก็จ " ที่ปรากฎในจดหมายเหตุเมืองถลาง ฉบับที่ 1 ในปีพ . ศ .2328 และได้มีการเรียกขานเรื่อย ๆ จนกลายเป็น " ภูเก็ต " ซึ่งได้ปรากฎในราชกิจจานุเบกษามาตั้งแต่ พ . ศ .2450 เป็นต้นมา

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ชื่อของจังหวัดภูเก็ตที่ได้มีการกล่าวขานตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบันนั้น ประกอบด้วย แหลมตะโกลา มณิคราม จังซีลอน ภูเก็จ และภูเก็ต ซึ่งในบางครั้งได้มีการเรียกขานว่า สิลัน ถลาง และทุ่งคาร่วมด้วย

คำว่า “ภูเก็ต” นั้นเชื่อว่าเพี้ยนมาจากภาษามลายูคือ “บูกิ๊ต (Bukit)” ซึ่งแปลว่าภูเขา ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยตัวเมืองอยู่ที่ถลางซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองถลางเดิมมีขุนนางไทยคอยดูแลรักษาผลประโยชน์เพราะฝรั่งชาติฮอลันดามารับซื้อสินค้าจำพวกแร่ ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๑ พระเจ้ากรุงอังวะยกกองทัพเข้ามารุกรานหัวเมืองฝ่ายตะวันตกแถบชายทะเลของไทยในปี พ.ศ.๒๓๒๘ โดยแบ่งกองทัพยกไปตีเมืองกระ ระนอง ชุมพร ไชยา ตลอดลงไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ขณะนั้นกองทัพกรุงเทพฯ ยังติดพันการศึกที่กาญจนบุรียกมาช่วยไม่ทัน พม่าส่งแม่ทัพชื่อยี่หวุ่น ยกทัพเรือมาตีได้ตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แล้วเลยไปตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้ ขณะนั้นพระยาถลางถึงแก่กรรมยังไม่ได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่ ภริยาเจ้าเมืองถลางชื่อจัน กับน้องสาวชื่อมุก จึงคิดอ่านกับกรรมการทั้งปวงตั้งค่ายใหญ่ขึ้น ๒ ค่าย ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ พม่าล้อมเมืองอยู่เดือนเศษเมื่อหมดเสบียงก็เลิกทัพกลับไป

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องยศให้วีรสตรีทั้งสองเป็นท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร เป็นที่น่าภาคภูมิใจแก่ชาวเมืองตลอดมา เกาะถลางหรือเมืองถลางได้เปลี่ยนชื่อเป็นเกาะภูเก็ต หรือเมืองภูเก็ตในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

NiShiiZ
July 14th, 2009, 02:04 PM
^^

ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกป่าวนะ?

เมืองถลาง นี่เป็นอดีตเมืองใหญ่ที่สุดในเกาะ แต่เมื่อมีการค้นพบดีบุก เมืองภูเก็ตก็เกิดขึ้นในเวลานั้น ความเจริญหลายๆ อย่างก็เริ่มไหลจากถลางไปภูเก็ต จากตอนแรกที่เมืองภูเก็ต ขึ้นกลับเมืองถลาง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองถลางที่ขึ้นกับภูเก็ต และสุดท้ายก็เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต

ผมไม่มั่วใช่ไหมครับ ท่านเจ้าเมืองภูเก็ต?

NiShiiZ
July 14th, 2009, 02:13 PM
ชื่อ ชลบุรี ผมไม่แน่ใจครับ
งั้้นเอาพนัสนิคม ละกัน

เมืองพนัสนิคมโบราณ สันนิษฐานว่าเดิมชื่อเมืองพระรถ ซึ่งเป็นเมืองขอมโบราณ

แต่เมืองพนัสนิคม ยุคใหม่ เกิดในสมัย รัชกาลที่ ๓ จากการกวาดต้อนชาวลาวจากนครเวียงจันทร์มาอยู่ระหว่างเมืองชลบุรี และเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นป่ารกร้าง จึงได้ชื่อว่า "พนัส(ป่า)+นิคม(ชุมชน)" เป็นชุมชนที่อยู่ในป่า (ชาวป่านั่นเอง 555+ :lol:)

เชื้อชาติของคนพนัสส่วนใหญ่ในเมืองจะเป็นจีน-ไทย-ลาว ซะเยอะ สำเนียงเลยแปล่งๆนิดๆ พอน่ารัก

Pivra
July 14th, 2009, 02:20 PM
ชื่อ ชลบุรี ผมไม่แน่ใจครับ
งั้้นเอาพนัสนิคม ละกัน

เมืองพนัสนิคมโบราณ สันนิษฐานว่าเดิมชื่อเมืองพระรถ ซึ่งเป็นเมืองขอมโบราณ

แต่เมืองพนัสนิคม ยุคใหม่ เกิดในสมัย รัชกาลที่ ๓ จากการกวาดต้อนชาวลาวจากนครเวียงจันทร์มาอยู่ระหว่างเมืองชลบุรี และเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นป่ารกร้าง จึงได้ชื่อว่า "พนัส(ป่า)+นิคม(ชุมชน)" เป็นชุมชนที่อยู่ในป่า (ชาวป่านั่นเอง 555+ :lol:)

เชื้อชาติของคนพนัสส่วนใหญ่ในเมืองจะเป็นจีน-ไทย-ลาว ซะเยอะ สำเนียงเลยแปล่งๆนิดๆ พอน่ารัก

ชล แปลว่าน้ำครับ :)

NiShiiZ
July 14th, 2009, 02:33 PM
^^

ผมรู้แค่ว่าแปลว่าอะไร แต่ไม่รู้ประวัติศาสตร์อ่ะ

เลยกะไปค้นก่อน ค่อยมาโชว์เท่ห์ที่หลัง :lol:

pax878
July 14th, 2009, 03:48 PM
ประวัติ เมืองหาดใหญ่

บ้านโคกเสม็ดชุนเมื่อปี 2428 ปรากฏหลักฐานว่ามีชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ที่ทำการ ไปรษณีย์โทรเลขเชิงสะพาน ลอย เป็นบ้านของ นายปลอดปลูกอยู่ในอาณาเขตของบ้านโคกเสม็ดชุน และยังมีบ้านอีกหลายหลังตั้งอยู่ห่าง ๆ กันไปจน ถึง บริเวณที่ทำการสถานีตำรวจรถไฟบริเวณ บ้านโคกเสม็ดชุน มีต้นไม้ขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น ต้นมะม่วง ต้นมะไฟ ต้นตาล ฯลฯ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของชาวบ้านที่มักจะปลูกผลไม้พื้นบ้าน ควบคู่ไปกับการตั้งบ้านเรือนเสมอ
สภาพ พื้นที่โดยรอบ บ้านโคกเสม็ดชุนในสมัยนั้นเป็นหนองเป็นบึง มีป่ารกร้างโดยรอบบ้านเรือน ของผู้คน แต่ก็ยัง มีชาวบ้าน จากบ้านอื่น ๆ เช่น บ้านกลาง ได้ขยับขยายย้ายถิ่นฐานไปบุกเบิก ป่ารกร้างแห่งหนึ่ง (ปัจจุบัน คือ บริเวณ ที่ตั้ง ของวัดโคกสมานกุล) ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า บ้านปลักขี้ใส่โพลง ผู้บุกเบิกป่าในช่วงนั้นมีอยู่สองครอบครัว คือ นายบัวแก้ว นางหนุนจีน จันทเดช และนายเพ็ชรแก้ว นางเขียว ไชยะวงศ์
ใน สมัยรัชกาลที่ 5 กระทรวงคมนาคมได้ประกาศเวณคืนที่ดินส่วนหนึ่ง (ที่ตั้งของบ้านพักรถไฟในปัจจุบัน) เพื่อตัด ทางรถไฟผ่านไปปาดังเบซาร์ แหลมมาลายู และสิงคโปร์ ชาวบ้านครอบครัวหนึ่งคือ นายง่วง นางซีด้วง สะระ ได้รื้อย้าย หาม เรือนไห ตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งของ โรงแรมวังน้อย (ใกล้สี่แยกถนนดวงจันทร์ - ถนนแสงจันทร์) ชาวบ้านในสมัยนั้น เรียก บริเวณแถบนี้ว่า บ้านโคกบก เป็นบ้านรกร้างมานานหลายสิบปี ผู้บุกเบิกป่าบ้านโคกบกมาก่อนคือ นายเพ็ชร แก้วไชยวงศ์ และนายสัก บุญมี
ในช่วงเวลาอันไล่เลี่ยกันนี้ชาวบ้านจากบ้านต่าง ๆ พากันบุกเบิกป่าอีก หลายแห่ง เช่น แถบบริเวณวัดมงคลเทพา ราม หรือวัดปากน้ำ ถนนแสงศรี หรือในสมัยก่อนเรียกว่า ปลักโต้พุดทอง และ ปลักจันเหร็ง มีสภาพเป็นหนองเป็นป่า ลึกมาก บรรพบุรุษรุ่นก่อนได้ช่วยกันบุกเบิก แหล่งรกร้างพัฒนาแหล่งทำกินไว้ให้ กับชนรุ่นหลังได้รับผลประโยชน์ อย่างมหาศาล
คลองเตย เป็นคลองสายเก่าแก่ที่สุดของนครหาดใหญ่ เมื่อกว่า 80 ปีก่อน คลองเตยยังเป็นคลองน้ำลึกและกว้างมาก มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งไม้ล้มลุกและไม้ยืนต้น มีสัตว์น้ำต่าง ๆ เช่น ปลา เต่า ตะพาบน้ำ หอยโข่ง และอื่น ๆ อาศัยอยู่ มากมาย ส่วนริมฝั่งคลองเตยทั้ง 2 ฝั่ง มีต้นไม้ใหญ่เรียงราย โดยเฉพาะต้นไผ่ป่าขึ้นเรียงเป็นแถวเป็นแนว เหมือน กำแพงทั้ง 2 ฝั่งคลอง คลองสายนี้มีต้นน้ำมาจากทางด้านตะวันออก ไหลเข้าสู่ทางด้านใต้ ของสถานีรถไฟหาดใหญ่ ผ่าน บริเวณทุ่งเสา ไหลเรียบ ถนนสายต่างๆ ในตัวเมืองหาดใหญ่ เป็นคลองที่มีความยาวและคดเคี้ยวไปมา ในปัจจุบัน ตื้นเขินและไม่สามารถ สัญจรได ้
คลอง อู่ตะเภา อยู่ทางทิศตะวันตกยาวประมาณ 15 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำมากตลอดทั้งปี ใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ ในสมัยก่อนบริเวณแถบริมคลองอู่ตะเภา มีลักษณะเป็นหาดทรายใหญ่ แต่ปัจจุบันไม่มีหาดทรายหลงเหลืออยู่เลย เพราะได้นำทรายไปใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้ว หาดทรายนี้เกิดจากการพัดพาธารน้ำเล็ก ๆ สามสายไหลมาบรรจบ กัน ธารน้ำทั้ง สามสายนี้ ยังเป็นแหล่งที่ชาวบ้านพากันมาล้างแร่ ด้วยเวลาผ่านไปทรายที่ถูกน้ำพัดพามาก็รวมกันเป็น หาดทรายกว้าง เรียกว่า หาดทราย และใช้เป็นแหล่งตลาดนัดสำหรับขายของในสมัยก่อน
การพัฒนาความเจริญของนครหาดใหญ่ หาดใหญ่ เป็นชื่อรวมของหมู่บ้านโคกเสม็ดชุน และบ้านหาดใหญ่เดิมดิน แดนหาดใหญ่เป็นเนินสูงมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก การคมนาคมไม่สะดวก เป็นป่าต้นเสม็ดชุน โดยทั่วไปชาวบ้านจึง เรียกว่า บ้านโคกเสม็ดชุน เมื่อทางการได้ตัดทางรถไฟมาถึงท้องถิ่นนี้ จึงมีประชาชนอพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน และเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
สมัย นั้นสถานีชุมทางรถไฟอยู่ที่สถานีอู่ตะเภา (ด้านเหนือของสถานีรถไฟหาดใหญ่ ในปัจจุบันเป็นเพียงที่หยุด รถไฟ) เนื่องจากสถานีอู่ตะเภาเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมเป็นประจำ ทางการรถไฟจึงได้ย้ายสถานีมาอยู่ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ ปัจจุบัน ประชาชนได้ทยอยติดตามมาสร้างบ้านเรือนตามบริเวณสถานีนั่นเอง ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่ากิจการรถไฟมี บทบาทต่อการ ขยับขยายและความเจริญก้าวหน้า ของนครหาดใหญ่ตลอดมา
ต่อมาได้มีผู้เห็นการไกลกล่าวว่าบริเวณ สถานีรถไฟหาดใหญ่นี้ ต่อไปภายหน้าจะต้อง เจริญก้าวหน้า อย่างแน่นอน จึงได้มีการจับจองและซื้อที่ดินแปลงใหญ่จากราษฏรพื้นบ้าน บุคคลที่ครอบครองแผ่นดินผืนใหญ่ ๆ อาทิ นายเจียกีซี (ต่อมาได้รับพระราชทานนาม เป็นขุนนิพัทธ์จีนนคร) คุณพระเสน่หามนตรี นายซีกิมหยง และพระยาอรรถกระวีสุนทร ทั้ง 4 ท่านนี้นับว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ ความเจริญก้าวหน้าให้แก่นครหาดใหญ่อย่างแท้จริง ได้ตัดถนน สร้าง อาคารบ้านเรือนให้ราษฏรเช่า ตัดที่ดินแบ่งขาย เงินที่ได้ก็นำไปตัดถนนสายใหม่ต่อไป ทำให้ท้องถิ่นรุดหน้า อย่างอัศจรรย์ ชุมชนหาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทางราชการต้องยกฐานะให้ บ้านหาดใหญ่ เป็นอำเภอที่มี ชื่อว่า อำเภอเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนชื่อจาก อำเภอเหนือ เป็น อำเภอหาดใหญ่ และได้รับการยกฐานะ เป็นอำเภอชั้นเอก ในที่สุดปี พ.ศ. 2471 หาดใหญ่มีฐานะเป็น สุขาภิบาล ซึ่งประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขาภิบาล เมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2471 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 29 กรกฏาคม 2471
ต่อ มาสุขาภิบาลแห่งนี้เจริญขึ้น มีพลเมืองหนาแน่นขึ้น และมีกิจการเจริญก้าวหน้า กระทรวงมหาดไทยจึงได้ ประกาศ พระราชกฤษฏีกา ยกฐานะเป็นสุขาภิบาลหาดใหญ่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2478 ซึ่งในขณะนั้นมีเนื้อที่ 5 ตาราง กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 5,000 คน รวมถึงมีรายได้ประมาณ 60,000 บาท เนื่องจากประชาชนในเขตเทศบาล อยู่หนาแน่น พร้อมทั้งกิจการได้เจริญขึ้น จึงได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเทศบาลจึงได้มี พระราชกฤษฎีกายกฐานะ เทศบาลตำบล หาดใหญ่ เป็น เทศบาลเมืองหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2492 ตามประกาศใน พระราชกิจจานุ เบกษา ลงวันที่ 15 มีนาคม 2492 ในขณะนั้นมีเนื้อที่ 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 19,425 คน มีรายได้ 374,523.33 บาท ต่อมา ประชาชนอาศัยในเขตเทศบาลเพิ่มปริมาณหนาแน่นมากขึ้น พร้อมทั้งกิจการของเทศบาล ได้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น จึงได้ เปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลจาก เนื้อที่ 5 ตารางกิโลเมตร เพิ่มอีก 3 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นเนื้อที่ 8 ตาราง กิโลเมตร ตามพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2504 ในขณะนั้น โดยมีประชากร 38,162 คน และมีรายได้ 3,854,964.17 บาท
อุตสหกรรมสำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการ ส่งเสริมจากเทศบาล และมีการตอบสนอง เป็นอย่างดีจากภาคเอกชน คือ การท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า โรงแรม บริการนำเที่ยว บาร์ ไนท์คลับ ห้องอาหาร และบริการอื่น ๆ การศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีสถาบันการศึกษาทุกระดับตั้งแต่มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ตำบลคอหงส์ นอกจากนั้นยังมีวิทยาลัยอาชีวศึกษา โรงเรียน มัธยมศึกษา สาย สามัญ และสายอาชีพ ทั้งของรัฐและเอกชนมากมาย จึงจัดได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความก้าวหน้าทางการ ศึกษาสูงมาก ทางด้าน สาธารณสุข มีโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งคือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาล ค่ายเสนาณรงค์ โรงพยาบาลเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นโรงพยาบาลชั้นนำสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่าง กว้างขว้างจนทัดเทียม กับส่วนกลาง ส่วนสถานพยาบาลเอกชนก็มีไม่น้อย การให้บริการด้านการรักษาพยาบาล จึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก
หาดใหญ่ ยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบก และทางอากาศ มีสนามบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 8 กิโลเมตร หาดใหญ่ยังเป็นชุมทางรถไฟ และศูนย์กลางทางด้าน คมนาคม และด้วยศักยภาพที่โดดเด่น และถึง พร้อมด้วยคุณลักษณะรวมไปถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ของผู้บริหารภายใต้การนำของ นายเคร่ง สุวรรณวงศ์ ทำให้เทศบาล เมืองหาดใหญ่ ได้ยกฐานะจาก เทศบาลเมืองหาดใหญ่ เป็น เทศบาลนครหาดใหญ่ ตามประกาศ ราชกิจจานุเบกษา ฉบับ กฤษฎีกา เล่มที่ 112 ตอนที่ 40 ก ลงวันที่ 24 กันยายน 2538 โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2538 ซึ่งปัจจุบัน เทศบาลนครหาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งหมด 21 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 157,881 คน และมีรายได้ 978,796,627.15 บาท

เรื่องประชากรและรายได้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและผลที่เกี่ยวข้อง

pax878
July 14th, 2009, 03:52 PM
ประวัติศาสตร์เมืองสงขลา

สงขลา มาจากคำว่า สิงขร แปลว่า ภูเขา ตามสภาพที่ตั้งเมืองซึ่งปรากฏ ป้อมกำแพง และคูเมือง บนภูเขา ค่ายม่วง และทางตอนล่างบริเวณบ้านบนเมือง ตำบลหัวเขา ที่ได้ชื่อว่าเมืองสงขลานั้นมาจากคำว่า สิงขร+นคริน เดิมเป็นภาษาบาลี (มคธ) เมื่อเรียกชื่ออย่างไทยแล้ว เมืองสิงขร (สิงขะระ) เรียกควบเป็นสงขลา ชาวปอร์ตุเกสที่มาค้าขายสมัยอยุธยา เรียกว่า สิง-กอ-ลา (SINGOLA) เมืองสงขลา ปรากฏชื่อครั้งแรกในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ขึ้นเสวยราชย์ กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๑๘๙๓ ว่าเป็นเมืองประเทศราชในจำนวน ๑๖ เมือง ที่ตั้งตัวเมืองในสมัยนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลหัวเขา อำเภอเมืองสงขลา (บริเวณเขาค่ายม่วง) เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๓ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงค์ กับพวกทำการแย่งราชสมบัติ ปลดพระ อาทิตวงศ์ จากราชบัลลังก์ แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าพระเจ้าปราสาททอง เป็นเหตุให้หัวเมืองต่าง ๆ แข็งเมือง เมืองสงขลาก็แข็งเมืองด้วย กรุงศรีอยุธยายกทัพมาปราบหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนถึง พ.ศ. ๒๒๒๓ สมเด็จพระนารายณ์ ส่งกองทัพมาปราบเมืองสงขลาได้ และยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาตลอดมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าจึงเกิดก๊กต่าง ๆ ขึ้นสงขลารวมอยู่ในก๊กเจ้านคร เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊กเจ้านครได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ เจ้านครและเจ้าเมืองสงขลา หนีไปยังเมืองปัตตานี พระเจ้าตากสินเสด็จเมืองสงขลา ประทับอยู่ ๑ เดือนแล้ว ทรงแต่งตั้งให้ชาวเมืองสงขลาคนหนึ่งชื่อโยม เป็นพระสงขลา ต่อมามีพระราชดำริ พระสงขลา(โยม) หย่อนสมรรถภาพ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงอินทคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) นายอากร รังนกเกาะสี่ เกาะห้า เป็นพระสงขลา เจ้าเมืองสงขลา (นายเหยี่ยง แซ่เฮา เป็นต้นสกุล ณ สงขลา) ส่วนพระสงขลา (โยม) ให้เข้ารับราชการในกรุงธนบุรี ครั้น พ.ศ. ๒๓๗๔ ตนกูเดน ซึ่งเป็นกบฎต่อไทยและหนีไปเกาะหมาก (ปีนัง) กับเจ้าพระยาไทรปะแงรัน ผู้เป็นบิดาได้คบคิดกับพวกเมืองไทรบุรี เมืองปัตตานี ยะหริ่ง ยะลา ให้เป็นกบฎยกทัพมาตีเมืองสงขลา แต่เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส บุนนาค) ยกทัพมาปราบพวกกบฎไม่คิดต่อสู้ ทัพตามลงไปจนถึงเมืองเประ การปราบจึงสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองสงขลามาตั้งฝั่งตะวันออก คือ ตั้งเมืองในเขตเทศบาลปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๗ ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ โปรดเกล้าฯ ให้จัดแจงฝังหลักเมืองสงขลา พระราชทานเทียนชัย
หลักชัยพฤกษ์ กับเครื่องไทยทาน ออกมาให้พระยาสงขลาฝังหลักเมือง พระยาสงขลาจัดทำโรงพิธีกลาง และโรงพิธีสี่มุมเมืองกับโรงพิธีพราหมณ์ ในเดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีขาล จัตวาศก ๑๒๐๔ เวลาเช้าโมง ๒ บาท (วันศุกร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล พ.ศ. ๒๓๘๕ เวลา ๐๗.๑๐ นาฬิกา ) ปัจจุบันศาลเจ้าหลักเมืองอยู่ที่ถนนนางงาม ใน พ.ศ. ๒๔๐๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเมืองสงขลา ถึงสงขลาเมื่อเดือน ๙ แรม ๗ ค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมงเศษเรือพระที่นั่งกำปั่นกลไฟมณีเมขลา มาจอดที่เกาะหนู โปรดให้พระยาวิเชียรคีรี (บุญสังข์) ผู้สำเร็จราชการเมืองเข้าเฝ้าและพระองค์ประทับที่พระราชวังแหลมทราย ปรึกษาข้อราชการและประพาสเมืองสงขลา ๙ ทิวา กับ ๘ ราตรี ก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ ใน .ศ. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสอินเดียเมื่อเสด็จกลับผ่านทางไทรบุรี เสด็จพระราชดำเนินโดยสกลมาร์ค ตามเส้นทางถนนตัดใหม่ แล้วเสด็จประทับเรือพระที่นั่งสู่กรุงเทพมหานครฯ ใน พ.ศ. ๒๔๓๑ พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมืองสงขลาว่างผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่ ๖ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสเมืองสงขลาโปรดเกล้าให้หลวงวิเศษภักดี (ชม) เป็นพระยาสุนทรานุรักษ์ เป็นผู้รักษาราชการเมืองสงขลาและโปรดเกล้าให้พระยาสุนทรา นุรักษ์เป็นพระยาวิเชียรคีรีผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราโชวาทเพื่อปรับปรุงการปกครองได้ปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล เมืองสงขลา จึงเป็นที่ตั้งของมณฑลนครศรีธรรมราช ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ประกาศใช้เมืองสงขลาจึงเป็นที่ตั้งภาค ฯ ภายหลังเมื่อยุบเลิกการปกครองแบบภาคแล้วก็ตาม จังหวัดสงขลาก็เป็นที่ตั้งของเขตและภาคอยู่ ปัจจุบันมีส่วนราชการส่วนกลาง ๑๔๐ ส่วน ส่วนภูมิภาค ๓๒ ส่วน ส่วนท้องถิ่น ๑๗ ส่วน และรัฐวิสาหกิจ ๒๘ ส่วน

Dek_Phuket
July 14th, 2009, 03:52 PM
^^

ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกป่าวนะ?

เมืองถลาง นี่เป็นอดีตเมืองใหญ่ที่สุดในเกาะ แต่เมื่อมีการค้นพบดีบุก เมืองภูเก็ตก็เกิดขึ้นในเวลานั้น ความเจริญหลายๆ อย่างก็เริ่มไหลจากถลางไปภูเก็ต จากตอนแรกที่เมืองภูเก็ต ขึ้นกลับเมืองถลาง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเมืองถลางที่ขึ้นกับภูเก็ต และสุดท้ายก็เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต

ผมไม่มั่วใช่ไหมครับ ท่านเจ้าเมืองภูเก็ต?

ถูกแล้วครับ ท่านเจ้าเมืองพนัส อิๆๆๆ :nuts:

แต่ก่อนหน้านั้น ที่เค้ายังเรียก ตักโกลา จังซีลอน ศูนย์กลางการค้าขายรู้สึกว่าก็อยุ่แถวรัษฎา ในเมืองมาก่อนครับ เพราะเป้นทางผ่านไปยังมะละกา สิงคโปร์

หลังจากนั้น คนจีนอพยพมามาก การค้าขาย และเหมืองแร่ เฟื่องฟูขึ้น จึงย้ายมาถลาง

แล้วปัจจบัน ตั้งแต่ปี 1970 หมดยุคเหมืองแร่ภูเก็ตเริ่มเข้าสู่เกาะท่องเที่ยว ศูนย์กลาง เลยกระจายไปในเมือง ตามหาดต่างๆเหมือนตอนนี้ครับ :)

HomesickAlienn
July 14th, 2009, 08:22 PM
I was confused at first
I searched
and I found :D

" เมืองมหาสารคามแต่เดิมนั้นเป็นชุมชนที่มีชื่อว่า บ้านลาดกุดยางใหญ่ ต่อมาจึงค่อยกลายเป็นเมืองใหญ่เมื่อมีผู้คนเข้าตั้งถิ่นฐานกันอย่างหนาแน่นขึ้น ในรัชสมัย พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานนาม มหาสารคาม ให้กับบ้านลาดกุดยางใหญ่ ซึ่งมีความหมาย หมู่บ้านใหญ่ที่มีความมั่นคง และยกสถานะขึ้นเป็นเมืองตั้งแต่นั้น"

so there's no fancy tale, just a given name :D

KhunWasut
July 14th, 2009, 10:27 PM
อุดรธานี ง่ายมากครับ อุดร (เหนือ) ธานี (เมือง) ก็คือเมืองที่อยู่ทางเหนือนั่นเอง เพราะสมัยที่อุดรธานียังเป็นมณฑลเทศาภิบาลอยู่ อุดรเป็นจังหวัดทางเหนือของประเทศไทยครับ (ไม่นับเชียงใหม่และภาคเหนือเพราะบริเวณนั้นคือล้านนา ส่วนประเทศลาวคือล้านช้างครับ)

ก่อนที่เมืองจะชื่อ อุดรธานี พื้นที่ของตัวเมืองอุดรธานีเคยชื่อ บ้านหมากแข้ง (บ้านเดื่อหมากแข้ง) มาก่อนครับ หมากแข้งเป็นคำภาษาอีสาน แปลว่า มะเขือพวง เพราะมีต้นมะเขือพวงในบริเวณนี้เยอะครับ (ปัจจุบันตำบลที่เป็นเขตเทศบาลนครอุดรธานีส่วนใหญ่ คือตำบลหมากแข้งครับ นัยว่าเป็นการรักษาชื่อเดิมของเมืองเอาไว้ ไม่ใช่ตำบลในเมืองเหมือนหลายๆ จังหวัดครับ)

KhunWasut
July 14th, 2009, 10:43 PM
ส่วนประวัติศาสตร์ของอุดรธานีก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อุดรธานียุคแรกโตได้เพราะสงครามและความขัดแย้ง แต่อุดรธานียุคปัจจุบันลบภาพความขมขื่นของสงครามในอดีตมาเป็นการเจริญเติบโตจากความร่วมมือกันในระดับอนุภาคและภูมิภาคครับ :)

(เอามาจากเว็บไซต์จังหวัดอุดรธานี www.udonthani.go.th)

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า บริเวณพื้นที่ที่เป็นจังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ประ มาณ 5,000-7,000 ปี จากหลักฐานการค้นพบที่บ้านเชียงอำเภอหนองหานและภาพเขียนสีบนผนังถ้ำที่อำเภอ บ้านผือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีจนเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการศึกษา ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีระหว่างประเทศว่าชุมชนที่เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติ ศาสตร์ที่จังหวัดอุดรธานี มีอารยธรรมความเจริญในระดับสูง และอาจถ่ายทอดความเจริญนี้ไปสู่ประเทศจีนก็อาจเป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผาสีลายเส้นที่บ้านเชียงนั้นสันนิษฐานว่า อาจเป็นเครื่องปั้นดินเผาสีลายเส้นที่เก่าที่สุดของโลก




หลัง จากยุคความเจริญที่บ้านเชียงแล้ว พื้นที่ที่เป็นจังหวัดอุดรธานี ก็ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สืบต่อมาอีกจนกระทั่งสมัยประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย นับตั้งแต่สมัยทวาราวดี (พ.ศ.1200-1600) สมัยลพบุรี (พ.ศ.1200-1800 และสมัยสุโขทัย(พ.ศ.1800 - 2000) จากหลักฐานที่พบคือใบเสมาสมัยทวาราวดีลพบุรี และภาพเขียนปูนบนผนังโบสถ์ที่ปรักหักพังบริเวณเทือกเขาภูพานใกล้วัดพระ พุทธบาทบัวบกอำเภอบ้านผือ แต่ทั้งนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานชื่อ จังหวัดอุดรธานีปรากฎในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด


ต่อ มาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีพื้นที่ที่จังหวัดอุดรธานีปรากฎในประวัติ ศาสตร์ เมื่อราวปีจอ พ.ศ. 2117 พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ทรงเกณฑ์ทัพไทยให้ไปช่วยตีกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) โดยให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปช่วยรบ แต่เมื่อกองทัพไทยมาถึงเมืองหนองบัวลำภูซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของเมือง เวียงจันทน์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรด้วยไข้ทรพิษจึงยกทัพกลับไม่ต้องรบ พุ่งกับเวียงจันทน์และที่เมืองหนองบัวลำภูนี่เองสันนิษฐานว่าเคยเป็นเมือง ที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ


ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีนั้น จังหวัดอุดรธานีได้เกี่ยวข้องกับการศึกสงครามกล่าวคือในระหว่าง พ.ศ. 2369 - 2371 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ยกทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีผู้นำคือ คุณหญิงโม (ท้าวสุรนารี) กองทัพเจ้าอนุวงศ์ได้ถอยทัพมาตั้งรับที่เมืองหนองบัวลำภู และได้ต่อสู้กับกองทัพไทยและชาวเมืองหนองบัวลำภูจนทัพเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป กระทั่งในปลายสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2411 ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นในมณฑลลาวพวน เนื่องมาจากพวกฮ่อซึ่งกองทัพไทยได้ยกขึ้นไปปราบปรามจนสงบได้ชั่วคราว


ใน ปี พ.ศ. 2428 สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกฮ่อได้รวมตัวก่อการร้าย กำเริบเสิบสานขึ้นอีกในมณฑลลาวพวนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและมีท่าทีจะ รุนแรง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ และเจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือไปทำการปราบปรามพวกฮ่อ ในเวลานั้นเมืองอุดรธานียังไม่ปรากฎชื่อเพียงแต่ปรากฎชื่อบ้านหมากแข้งหรือบ้านเดื่อหมากแข้ง สังกัดเมืองหนองคายขึ้นการปกครองกับมณฑลลาวพวน และกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้ได้เดินทัพผ่านบ้านหมากแข้ง ไปทำการปราบปรามพวกฮ่อจนสงบ



ภายหลังการปราบปรามฮ่อสงบแล้วไทยมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส เนื่องจากฝรั่งเศลต้องการลาว เขมร ญวน เป็นอาณานิคม เรียกว่า "กรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)" ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาประเทศไว้ จึงทรงสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และตามสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ มีเงื่อนไขห้ามประเทศสยามตั้งกองทหารและป้อมปราการอยู่ในรัศมี 25 กิโลเมตร ของฝั่งแม่น้ำโขง


ดัง นั้น หน่วยทหารไทยที่ตั้งประจำอยู่ที่เมืองหนองคาย อันเป็นเมืองศูนย์กลางของหัวเมือง หรือมณฑลลาวพวน ซึ่งมีกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการ จำต้องอพยพเคลื่อนย้ายลึกเข้ามาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านเดื่อหมาก แข้ง (ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดอุดรธานีปัจจุบัน) ห่างจากฝั่งแม่น้ำโขงกว่า 50 กิโลเมตร เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชัยภูมิเหมาะสม เพราะมีแหล่งน้ำดี เช่น หนองนาเกลือ (หนองประจักษ์ ปัจจุบัน) และหนองน้ำอีกหลายแห่ง รวมทั้งห้วยหมากแข้ง ซึ่งเป็นลำห้วยน้ำใสไหลเย็น กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงบัญชาให้ตั้งศูนย์มณฑลลาวพวน และตั้งกองทหารขึ้น ณ หมู่บ้านเดื่อหมากแข้ง จึงพอเห็นได้ว่าเมืองอุดรธานีได้อุบัติขึ้นโดยบังเอิญ เพราะเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ยิ่งกว่าเหตุผลทางการค้า การคมนาคมหรือเหตุผลอื่น ดังเช่นหัวเมืองสำคัญต่างๆ ในอดีต


อย่างไรก็ตามคำว่า "อุดร" มาปรากฏชื่อเมือง พ.ศ 2450 (พิธีตั้งเมืองอุดรธานี 1 เมษายน ร.ศ. 127 พ.ศ. 2450 โดยพระยาศรีสุริยราช วรานุวัตร “โพธิ์ เนติโพธิ์”) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีกระแสพระบรมราชโองการให้จัดตั้งเมืองอุดรธานีขึ้นที่บ้านหมากแข้งอยู่ ในการปกครองของมณฑลอุดร


หลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วได้มีการปรับปรุงระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ยกเลิกการปกครองในระบบมณฑลในส่วนภูมิภาคยังคงเหลือเฉพาะจังหวัดและอำเภอ เท่านั้นมณฑลอุดรจึงถูกยุบเลิกไปเหลือเพียงจังหวัด "อุดรธานี"เท่านั้น

(ที่เหลือนี้ผมเติมเข้าไปเองนะครับ)

พอช่วงสงครามเวียดนาม ไทยเราซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในประเทศไทยเพื่อขนเครื่องบินไปทิ้งระเบิดที่เวียดนาม โดยในอีสานมีฐานทัพอากาศอเมริกาอยู่ 3 จังหวัด ก็คือนครราชสีมา อุดรธานี และอุบลราชธานี เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ความเจริญหลั่งไหลเข้ามาสู่จังหวัดอุดรธานีเป็นอย่างมาก เพราะการจับจ่ายใช้สอยของบรรดาทหารจีไอ ป้ายภาษาอังกฤษก็มีให้เห็นได้ทั่วไปในอุดรธานี ค่ายรามสูรที่อยู่แถวๆ โนนสูงก็ยังเคยเป็นสถานีเรดาร์ของสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ท่าอากาศยานอุดรธานีก็เกิดขึ้นในยุคนี้ ที่สนามบินอุดรมี taxiway เพียงแห่งเดียวในอีสานผมเคยได้ยินว่า้เพราะสมัยนั้นอเมริกาใช้เครื่องบิน B-52 มาลงที่อุดรธานีโดยให้อุดรธานีเป็นฐานทิ้งระเบิด และผมว่าเรื่องเขยฝรั่งนี่คงเป็นเรื่องฮิตมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามแล้วครับ ไม่ังั้นอุดรธานีคงไม่ครองแชมป์ภาคอีสานตลอดกาลในด้านจำนวนเขยฝรั่งเป็นแน่ การเข้ามาของสหรัฐอเมริกายังนำถนนมิตรภาพตัดขึ้นมาถึงอุดรธานีและหนองคายอีกด้วย เป็นการเชื่อมอุึดรธานีและหนองคายเข้ากับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพที่สำคัญครั้งหนึ่งครับ ทำให้ปริมาณการค้าการขนส่งเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้อุดรธานียุคนั้นเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ประวัติศาสตร์มันก็คือประวัติศาสตร์ครับ ถึงผมจะไม่ค่อยชอบที่เราโตมาเพราะคราบน้ำตาและความสูญเสียของเพื่อนบ้านอย่างลาวและเวียดนาม แต่เราก็แก้ไขอดีตไม่ได้หรอกครับ ปัจจุบันนี้พวกเราลืมอดีตอันขมขื่นนี้กันหมดแล้ว หันมาทำมาค้าขายกันอย่างสันติครับ จากการที่ลาวเริ่มเปิดเศรษฐกิจ ทำให้คนลาวมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และจากการที่เศรษฐกิจของไทยเองก็โต ทำให้ประชากรจังหวัดรอบๆ อุดรธานีก็เข้ามาจับจ่ายใช้สอย จากทำเลที่เป็นศูนย์กลางของอีสานตอนบน และเป็นประตูบานใหญ่ต้อนรับพี่น้องชาวลาวจากอีกฝั่งโขง ทำให้อุดรธานีในยุคปัจจุบันเป็นเมืองแห่งพาณิชยกรรมแห่งอีสานตอนบนโดยสมบูรณ์

ส่วนในอนาคต อุดรธานีจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ เมืองอุดรน่าอยู่ ผู้คนก็น่ารักครับ มาเที่ยวเมืองอุดรกันเยอะๆ นะครับ :)

mbokudake
July 15th, 2009, 07:32 AM
อันนี้อยู่กรุงเทพฯอ่ะ แต่ย้ายมาจากอยุธยา แต่ก็น่ารู้นะ

มักกะสัน

มักกะสัน น. ชื่อชนชาติชาวอินโดนีเซียในมะกัสซาร์ตอนใต้ของเกาะเซลีเบส, โดยปริยายหมายความว่า มีรูปร่างใหญ่โต ดุร้าย น่าเกลียดน่ากลัว เช่น รูปร่างอย่างกับยักษ์มักกะสัน...

"...มะกัสซาร์ เป็นเมืองท่าสำคัญ มีชื่อตามภาษาอินโดนีเซียว่า สุลาเวสี ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อูจุงปันดัง" พวกมักกะสันส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เดิมอยู่ในปกครองของโปรตุเกส ต่อมาเมื่อพวกฮอลันดาเข้ามามีอำนาจทางตะวันออก มะกัสซาร์จึงตกอยู่ในครอบครองของฮอลันดา ตลอดระยะเวลาที่อินโดนีเซียเป็นอาณานิคมด้วย"

พวกแขกมักกะสันมีรูปร่างใหญ่โต นิสัยกล้าหาญ ดุร้าย มักเหน็บกริชเป็นอาวุธ บางทีก็ใช้หอกซัดกับลูกดอกอาบยาพิษ พวกเขามีความเชื่ออยู่ข้อหนึ่งว่า คนทั้งหมดที่เขาฆ่าตายในโลกนี้ จะไปเป็นทาสรับใช้เขาในโลกหน้า จึงทำให้มีนิสัยดุร้าย และถือว่าการไม่ยอมแพ้นับเป็นเกียรติยศสูงสุด

ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พวกฮอลันดาทำสงครามชนะพวกมักกะสัน โอรสของเจ้าเมืองพร้อมสมัครพรรคพวกจึงเสด็จหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมพระราชทานที่ดินให้ปลูกบ้านเรือน ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า "หมู่บ้านมักกะสัน" อยู่ทางฝั่งตะวันตกของคลองตะเคียน อีกด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ติดกับหมู่บ้านมลายูที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

แต่หลังจากนั้นประมาณ ๕ ปี เจ้าชายแห่งมักกะสันก็ได้ก่อกบฏ วางแผนลอบปลงพระชนม์ เนื่องจากไม่พอใจที่ทรงให้อำนาจแก่ฟอลคอนและโปรดพวกคริสต์มากเกินไป แต่แผนถูกเปิดโปงจึงถูกจับได้ สมเด็จพระนารายณ์ทรงอภัยโทษให้ แต่ก็ไม่ทำให้เจ้าชายแห่งมักกะสันล้มเลิกความตั้งใจ กลับวางแผนรัดกุมยิ่งขึ้น รวบรวมสมัครพรรคพวกมากกว่าเดิม แต่ความก็ล่วงรู้ถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) อีก จึงได้ซ้อนแผนจับกุม แต่ขณะที่กำลังล้อมจับและจะประกาศขอจับกุมนั้น พวกมักกะสันกลับชักกริชออกไล่ฆ่าฟันทหารต่างชาติและขุนนางไทยตายเกลื่อนกลาด ทำให้การปราบกบฏต้องยืดเยื้อไปอีกเป็นเดือน จนในที่สุดก็จับพวกกบฏและฆ่าตายได้ทั้งหมด รวมทั้งเจ้าชายมักกะสันด้วย ส่วนโอรส ๒ องค์ของเจ้าชายมักกะสัน ถูกจับตัวส่งไปละโว้ ซึ่งต่อมาบาทหลวงตาชาร์ดได้พาไปอยู่ฝรั่งเศส และเข้ารับราชการอยู่ในกองทัพเรือ

ความดุร้ายของชาวมักกะสัน เป็นที่ฝังใจชาวต่างชาติมาก ถึงขนาดต้องกำชับให้ระวังมิให้โอรสเจ้าชายมักกะสันได้เข้าใกล้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และเกิดเป็นคำเปรียบเปรยว่า "ดุร้ายเหี้ยมโหดเหมือนยักษ์มักกะสัน"

ทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันนี้ พวกแขกมักกะสันก็ยังสืบเชื้อสายตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บริเวณแขวงมักกะสัน ด้วยความสงบสุขภายใต้ประบรมโพธิสมภาร และปัจจุบันทุกคนล้วนเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว

ที่มา: สมศรี เอี่ยมธรรม. "มักกะสัน." อภิธานศัพท์ คำไทยที่มีต้นเค้าจากภาษาต่างประเทศ. กรมศิลปากร. พ.ศ. ๒๕๔๕.

ปล. ถ้าขึ้นทางด่วนที่ดินแดง ผ่านบริเวณมักกะสัน มองไปทางขวา จะเห็นโดมและหอคอยของมัสยิดในชุมชนของชาวมักกะสันอยู่

Humble NK
July 15th, 2009, 08:11 AM
แล้วหาดใหญ่ละครับ ทำไมชื่อหาดใหญ่ทั้งๆที่ไม่ได้ติดทะเล

pax878
July 15th, 2009, 08:55 AM
^
^
^

มาดูกัน

หาดใหญ่
ความหมายแรกก็คือ หาดทรายขนาดใหญ่ค่ะ
หลักฐานที่นำมาสนับสนุนได้ดีก็คือ ในปี ๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับจากการประพาสอินเดีย เสด็จขึ้นบกที่ไทรบุรี ไปสงขลา ทรงแวะประทับแรมที่ “หาดทรายใหญ่” ริมคลองอู่ตะเภา ท่าหาดใหญ่
ผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองหาดใหญ่หลายท่านจำกันได้และเล่าสู่กันฟังว่า หาดทรายในคลองอู่ตะเภา บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน ยามหน้าแล้งนั้นกว้างใหญ่มาก เคยเป็นตลาดนัดใหญ่มาแต่โบราณกาล ขนาดมีเรือใหญ่มาจอดไม่ต่ำกว่าครั้งละ ๕๐ ลำ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อญี่ปุ่นสร้างสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ตรงบริเวณใกล้ที่ว่าการอำเภอ ตลาดนัดที่เคยเป็นชุมชนและชุมทางของคนค้าคนขาย จากต้นน้ำถึงปลายน้ำของคนรอบทะเลสาบ ของคนที่อยู่ชายฝั่งอ่าวไทยเรื่อยลงไปถึงปัตตานี นราธิวาส และชุมทางของคนค้าคนขายในเขตป่าเขาด้านตะวันตกและด้านใต้ของหาดใหญ่ เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนของป่า อย่างน้ำผึ้งชัน สัตว์ป่า สมุนไพร ของพื้นราบ อย่างข้าว น้ำตาลโตนด หม้อไห และของทะเล อย่าง กุ้ง ปลา และเกลือ เป็นต้น ต้องซบเซาจนหมดไป เพราะผู้คนหันมาติดต่อกันทางบกมากขึ้น แม้หาดทรายก็ถูกดูดเอาไปขาย เพราะทรายมีคุณภาพดีเหมาะในการใช้ก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นตามความเจริญเติบโตของบ้านเมือง
หลักฐานจากพงศาวดาร จากคำบอกเล่า และจากที่เคยเห็นกันจริงๆ น่าจะยุติได้ว่า ชื่อ “หาดใหญ่” มาจากหาดทรายใหญ่ในคลองอู่ตะเภา

ความหมายที่สอง กร่อนมากจากคำว่า “มะหาดใหญ่”
มีหลักฐานกล่าวหนักแน่นถึงคำว่า หาดใหญ่ กร่อนมาจากคำว่า “มะหาดใหญ่” ตามภาษาพูดของชาวใต้ที่ชอบพูดสั้นๆ
“มะหาด” เป็นไม้ใหญ่ประเภทขนุนค่ะ
ที่มาของคำว่า “หาดใหญ่” มาจากการที่มีต้นมะหาดขนุนขนาดใหญ่ให้ผู้คนใช้หลบแดดอยู่ริมฝั่งคลองเตย (ลำห้วยสายหนึ่งที่ไหลคดเคี้ยวผ่านเมืองหาดใหญ่) ช่วงปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓ มาต่อกับถนนศรีภูวนารถ

คนเก่าแก่ที่เคยอยู่ริมคลองอู่ตะเภา ยังเล่าว่า บ้านริมคลองอู่ตะเภาที่มีเสาเรือนทำจากไม้มะหาด ยังมีเหลือให้เห็น สมัยก่อนผู้คนที่มาจากวังพา เวลามาตลาดนัดหาดใหญ่เขาจะหมายตาต้นมะหาดใหญ่ ที่ชายคลองอู่ตะเภาฝั่งตรงข้ามกับหาดเป็นเป้าหมาย ตั้งแต่เดินตัดทุ่งมาควนลังเลยทีเดียว ต้นมะหาดต้นนี้ ได้ล้มลงฝังตัวอยู่ในคลอง เมื่อมีการดูดทรายไปขายจนตลิ่งพังลง และคิดว่า ถ้าขุดบริเวณนั้นดูก็จะต้องพบต้นมะหาดต้นนี้
ท่านเหล่านั้นเชื่อว่า ชื่อหาดใหญ่ ท่าหาดใหญ่ ทุ่งหาดใหญ่ น่าจะมาจากคำว่า''มะหาดใหญ่''เป็นหลักค่ะ เช่นเดียวกับชื่อท่าอื่นๆ ใกล้เคียง เช่น ท่าเคียน ท่าพันตัน รวมทั้งท่าที่อยู่เหนือน้ำไปทางทิศใต้ คือ ท่าโพธิ์ ท่าข่อย ซึ่งต่างก็เป็นชื่อต้นไม้

***คำถามที่ว่า ชื่อหาดใหญ่มาจากอะไรแน่ คำตอบที่ตรงจุดคงไม่มี จะมีก็เพียงแต่ว่าเวลาและสายน้ำแห่งคลองอู่ตะเภาได้กลบ, เกลื่อน และกลมกลืน หาดทรายใหญ่ กับ มะหาดใหญ่ เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งรูปธรรมและนามธรรมเข้าด้วยกันกลายเป็น''หาดใหญ่''

pax878
July 15th, 2009, 08:55 AM
ที่มาของชื่อหาดใหญ่ มีการเล่าสู่กันฟังเป็น ๒ นัย คือ มีหมู่บ้านตั้งอยู่ริมหาดทรายคลองอู่ตะเภาซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของที่ว่าการ อำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน เป็นหาดทรายที่ค่อนข้างใหญ่ และมีแห่งเดียวที่ริมคลองนี้ประชาชนนิยมขุดขนทรายไปก่อสร้างบ้านเรือนแต่ ทรายที่หาดแห่งนี้ไม่มีวันหมด หมู่บ้านนี้จึงเรียกกันว่า "หาดใหญ่" ตามหาดทรายใหญ่แห่งนี้

ส่วนอีกนัยหนึ่งกล่าวว่าหมู่บ้านหาดใหญ่ที่เรียกกันปัจจุบันนี้ว่า "หาดใหญ่ใน" มีต้นมะหาดขนาดใหญ่ชาวบ้านจึงเรียกหมูบ้านบริเวณนี้ตามต้นมะหาดใหญ่ว่า "หาดใหญ่" (ชาวปักษ์ใต้นี้ลดคำพูดหลายพยางค์ เหลือน้อยพยางค์ที่สุด) และต้นมะหาดดังกล่าวในปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะได้ล้มตายไปตามเวลา

mbokudake
August 8th, 2009, 09:16 PM
...