daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old December 24th, 2010, 10:40 AM   #861
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

เอกชนคอมเม้นท์นโยบายรัฐบาล

Posttoday 24 ธันวาคม 2553 เวลา 15:30 น.

ส.อ.ท คอมเม้นท์นโยบายรัฐบาลในรอบ 2 ปี ชี้มีหลายเรื่องทำได้ดี เเต่มีบางเรื่องยังล่าช้า ถ้าคะเเนนเต็ม10 ให้ 5

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลงานในรอบ 2 ปีของรัฐบาล ว่า ให้ 5 คะแนนจาก 10 คะแนนเต็ม เพราะ มีหลายเรื่องที่ทำได้ดีแต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ดำเนินการล่าช้า เช่น เรื่องแนวคิดขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประเทศที่รัฐบาลถอดใจง่ายเกินไป โดยให้ไปตั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน ทั้งๆที่ความจริงเรื่องนี้สามารถบริหารจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การวางผังพื้นที่ เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศต้องมีหลายมิติ หลายประเภทอุตสาหกรรม ไม่ใช้ยืนอยู่บนเพียงขาเดียว ต้องมีทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำเช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเกษตรและประมง

"จุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้คือตั้งใจทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม แต่หลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องที่ต้องติติงเพราะล่าช้า เช่น เรื่องการอนุรักษ์น้ำบาดาลและการขนส่งทางรางที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)เคยเสนอไปตั้งแต่ต้น ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป"นายพยุงศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งดำเนินการ ส่วนใหญ่เป็นนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม จนกลายเป็นนโยบายประชานิยมเกินไป เช่น การอุดหนุนค่าไฟฟ้า เห็นว่าเรื่องนี้ช่วยได้แต่ไม่ใช่อุ้มจนขาดหลักการ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ให้คะแนนรัฐบาล 6 เต็ม 10 ถือว่าสอบผ่านแบบไม่เยอะ เนื่องจากหลายเรื่องที่ดีขึ้น เช่น การส่งออก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่ดีขึ้น ยังไม่ใช้ฝีมือของรัฐบาลโดยตรง ส่งผลให้ในภาพรวมยังไม่เห็นผลงานที่ชัดเจน แต่ก็สามารถประคองเศรษฐกิจให้ไปได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old December 24th, 2010, 10:24 PM   #862
Omegadestiny
B@NNED
 
Omegadestiny's Avatar
 
Join Date: Jul 2009
Location: Somewhere on this internet
Posts: 751
Likes (Received): 41

ธปท.รับคนไทยไปลงทุนต่างประเทศน้อยกว่าที่คาด


เงินไทยไม่ยอมไหลออก ธปท.หวืดเป้า รองผู้ว่า ธปท. ยอมรับ คนไทยไปลงทุนต่างประเทศน้อยกว่าที่คาด เมื่อเทียบกับมาตรการที่ ธปท. และรัฐบาลประเคนผ่อนคลายกฎช่วยกระตุ้นเงินไหลออก ตัวเลข 9 เดือนแรก นักลงทุนไทยลงทุนโดยตรง ทั้งสิ้น 1.51 แสนล้านบาท อัจนา ระบุ แม้ตอนนี้บาทไม่น่าเป็นห่วง แต่จะติดตามเงินทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนม.ค.ว่าจะไหลกลับเข้ามามากหรือน้อยอย่างไร เกาะกระแสโลกเปลี่ยนเงินสำรองบางส่วนถือหยวน

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ว่า ค่อนข้างไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส ของนักลงทุนต่างชาติจึงไม่เห็นการไหลเข้าของเงินทุนมากนัก ทำให้แรงกดดันต่อค่าเงินบาลดลง อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังคงติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเงินทุนอาจจะกกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ได้

“การกลับมาของเงินทุนจะเข้ามาเป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนมกราคม หลังจากที่ไหลกลับออกไปในช่วงเดือนธันวาคมที่เรียกว่า January Effect หรือไม่นั้น ยังไม่แน่ใจ หรืออาจจะไหลเข้าอีกครั้งแต่ไม่ใช่ไหลเข้ารุนแรงก็ได้ ต้องติดตามต่อไป เพราะบางปีเช่นปี 2552 ต่อปี 2553 ก็ไม่มี January Effect”

รอง ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน หากพิจารณาเงินไหลออกในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากที่ ธปท.ออกชุดของมาตรการเพื่อผ่อนคลายและอำนวยความสะดวกให้เงินทุนในประเทศไทยออกไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น พบว่า จำนวนเงินทุนที่ไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ธปท.คาดการณ์ไว้ว่า มาตรการจะสนับสนุนให้เงินทุนของคนไทยไหลไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ และการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ

“เหตุผลของการไหลออกของเงินลงทุนไปต่างประเทศที่ต่ำกว่าเป้าหมายนั้น น่าจะมี 2-3 ข้อ เช่น ต่างประเทศยังมีความเสี่ยงที่สูงกว่าในประเทศ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และสถานการณ์เรื่องต่างๆ ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้ยากที่นักลงทุนจะตัดสินใจนำเงินไปลงทุนตอนนี้ น่าจะรอจังหวะที่ค่าบาทแข็งขึ้นกว่านี้ก่อน ขณะเดียวกัน คนไทยน่าจะติดกับการลงทุนในประเทศที่คุ้นเคยมากกว่า และอาจจะไม่เข้าใจ หรือมีความรู้ในการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเพียงพอ จึงไม่ไปลงทุนด้วยตัวเอง ขณะที่ความพยายามให้เกิดการซึ่งกิจการในต่างประเทศของบริษัทของไทย หรือการย้ายฐานการลงทุน บริษัทใหญ่ๆ ก็ทำไปแล้ว แต่สำหรับบริษัทที่รองลงมาคงยังไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจน”

นางอัจนา กล่าวต่อว่า การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศ ในระดับการเข้าไปซื้อกิจการ หรือการย้ายฐานการลงทุนนั้น จำเป็นต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ มีการสนับสนุนและนำร่องไปโดยภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงด้านต่างๆ รวมทั้งการได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ของนักลงทุนไทย

รองผู้ว่าการ ธปท.ยังได้กล่าวถึง แนวทางการนำทุนสำรองทางการระหว่างประเทศของไทยไปลงทุนในสกุลเงินหยวนด้วยว่า ในขณะนี้อยู่ระหว่างการขอรับการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อได้รับโควตาให้ถือสกุลเงินหยวน ซึ่งถือเป็นการกระจายการลงทุน และการตามกระแสของของเงินทุนโลกที่ย้ายไปลงทุนในประเทศจีนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และธปท.มีหน้าที่สนับสนุนด้านการค้า และการเงินระหว่างไทยกับจีนที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต แต่คงไม่คาดหวังว่า รัฐบาลจีนจะให้โควตาลงทุนจำนวนมาก อาจจะอยู่ที่ 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ธปท.เริ่มผ่อนการไหลออกของเงินทุนในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศในเดือน ก.พ. 2553 และครม.อนุมัติผ่อนคลายการไหลออกในส่วนของการลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศ ในเดือน ต.ค. 2553 ตัวเลขล่าสุด 9 เดือนแรกของปี 2553 พบว่า มีเงินของนักลงทุนไทยไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศทั้งสิ้น 151,573.63 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ทั้ง สิ้น 45,509.97 ล้านบาท ไตรมาสที่ 2 ลงทุนต่างประเทศทั้งสิ้น 47,926.12 ล้านบาท และไตรมาสที่ 3 ลงทุนต่างประเทศ 58,137.54 ล้านบาท

ด้าน นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวนการอาวุโส สายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าลง ของค่าเงินบาทในขณะนี้ ไม่ใช่ความผันผวนของค่าเงินบาท แต่เป็นทุกสกุลในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเริ่มเคลื่อนไหวใน 2 ทิศทางคือ อ่อนค่าได้ และแข็งค่าได้ แต่ภาพรวมของค่าเงินบาทเริ่มค่อนข้างนิ่ง เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มหยุดในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินลดลง
Omegadestiny no está en línea   Reply With Quote
Old December 25th, 2010, 09:36 AM   #863
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

นักวิชาการติงผลงาน2ปีรบ.ทำงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เหน็บภาพรวมเข้าตา แต่เจาะจงเฉพาะกลุ่ม

Matichon วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:12:52 น.


นายบุญเรือง มานะสุรการ นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวภายหลังรัฐบาลแถลงผลงาน 2 ปี ว่าอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ ถึงผลงานภาพรวมจะเข้าตาประชาชน แต่เป็นการเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลจากนโยบาย อาทิ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี แม้จะได้ผลในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างทั่วถึง แต่ในเชิงคุณภาพแล้วคุณภาพนักเรียนนั้นด้อยลงมาก เนื่องจากมีความแตกต่างคุณภาพการเรียนการสอนระหว่างโรงเรียน


ทางด้านนโยบายการสาธารณสุขนั้นถือเป็นการมองที่ปลายเหตุ การรักษา 30 บาท หรือรักษาฟรีนั้น เป็นการรักษาพยาบาล แต่การป้องกันโรคที่เป็นต้นเหตุกลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง


ขณะที่ด้านเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตทางจีดีพีสูงเป็นที่พอใจของรัฐบาล มองว่ารัฐบาลค่อนข้างดูในภาพของมหภาค แต่ในส่วนของภาพจุลภาค ตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นรัฐบาลควรมองว่าเงินในกระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 25th, 2010, 09:38 AM   #864
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

ช็อกคนอยากมีบ้าน "วัสดุก่อสร้าง"ขึ้นยกแผง"ปูน-สี-เหล็ก"ปีหน้าขยับราคา

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:32:52 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

วัสดุก่อสร้างพาเหรดปรับราคาสินค้าระลอกใหม่ "ปูนซีเมนต์" ทุกแบรนด์ดีเดย์ปีใหม่ขึ้นอีก 200 บาทต่อตัน "ก๊อกน้ำคอตโต้" ปรับราคาลูกค้าโครงการกว่า 3% ส่วน "สี-กระเบื้อง-หลังคา-เสาเข็ม" ขยับยกแผง 3-5% อ้างต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกระฉูด คนซื้อบ้าน-คอนโดฯ แจ็กพอต ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัจจัยราคาวัตถุดิบและน้ำมันที่ค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับมีการประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศขึ้นอีก 8-17 บาทต่อวัน โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและวัสดุตกแต่งปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้จากการสำรวจความเคลื่อนไหวในตลาดวัสดุก่อสร้างและวัสดุตกแต่ง พบว่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 ไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกปี 2554 ผลิตภัณฑ์หลายประเภทได้ทยอยปรับขึ้นราคา

ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เสาเข็ม กระเบื้องหลังคา ก๊อกน้ำ สี ฯลฯ โดยปูนซีเมนต์ประกาศปรับขึ้นราคา 200 บาทต่อตัน ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก 4 รายการ ปรับราคาเฉลี่ยตั้งแต่ 3-5% ขึ้นไป เช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินจะปรับราคาขายบ้านและคอนโดฯ ขณะที่ธุรกิจรับสร้างบ้านก็เตรียมปรับราคาขึ้นเพื่อให้สอดรับกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

@ "ปูนซีเมนต์" ปรับราคาทุกแบรนด์

แหล่งข่าวจากร้านจำหน่ายปูนซีเมนต์รายใหญ่ในภาคตะวันตกกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทางร้านได้รับแจ้งจากโรงงานผู้ผลิตปูนซีเมนต์ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป โรงงานเตรียมปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์ถุงอีกครั้ง โดยใช้วิธีดึงส่วนลดราคาขายหน้าโรงงานที่ให้กับร้านเอเย่นต์กลับคืนอีกตันละ 200 บาท มีผลให้ราคาขายปูนซีเมนต์ปรับขึ้นเฉลี่ยถุงละ 10 บาท (1 ตันมี 20 ถุง)

สำหรับปูนซีเมนต์ถุงแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ 1) ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (ประเภท 1) สำหรับงานโครงสร้าง ปัจจุบันราคาขายหน้าโรงงานรวมส่วนลดแล้วเฉลี่ย 1,760 บาทต่อตันบวกลบ เมื่อปรับราคาจะขยับขึ้นเป็นเฉลี่ย 1,960 บาทต่อตันบวกลบ และ 2) ปูนซีเมนต์ผสม สำหรับงานก่อฉาบ ราคาขายหน้าโรงงานรวมส่วนลดแล้วเฉลี่ย 1,560 ต่อตันบวกลบ เมื่อปรับราคาจะขยับขึ้นเป็น 1,760 บาทต่อตันบวกลบ ไม่รวมค่าจัดส่งอีก 280-300 บาทต่อตัน

การปรับราคาหน้าโรงงานจะทำให้ราคาขายปูนหน้าร้านยี่ห้อต่าง ๆ หลังบวกกำไรและแวต 7% แล้ว น่าจะมีราคาใหม่ดังนี้ 1) ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ "ตราช้าง" จากถุงละประมาณ 120 บาท เป็นถุงละ 127-130 บาท ปูนซีเมนต์ผสม "ตราเสือ" จากถุงละประมาณ 110 บาท เป็นถุงละ 118-120 บาท


2) ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ "อินทรีแดง" จากถุงละประมาณ 118 บาท เป็นถุงละ 125-128 บาท ปูนซีเมนต์ "อินทรีเขียว" จากถุงละประมาณ 108 บาท เป็นถุงละ 115-128 บาท


3) ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ "ทีพีไอแดง" จากถุงละประมาณ 114 บาท เป็นถุงละ 121-124 บาท ปูนซีเมนต์ "ทีพีไอเขียว" จากถุงละประมาณ 104 บาท เป็นถุงละ 111-114 บาท

4) ปูนซีเมนต์ "ตราภูเขาสีแดง" จากถุงละประมาณ 110 บาท เป็นถุงละ 117-120 บาท ปูนซีเมนต์ "ตราดอกบัว" จากถุงละประมาณ 100 บาท เป็นถุงละ 107-110 บาท

"มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่า นับตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นไปราคาปูนถุงจะขยับขึ้น เพราะช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาก็มีความพยายามจะดึงส่วนลดหน้าโรงงานที่ให้กับร้านเอเย่นต์กลับคืนมาตลอด"

@ก๊อกน้ำ "คอตโต้" ขึ้นราคาลูกค้าโครงการ

แหล่งข่าวจากผู้แทนจำหน่ายสุขภัณฑ์และกระเบื้องปูพื้นบุผนังในเขตกรุงเทพฯ กล่าวกับ ประชาชาติธุรกิจŽ ว่า ทางร้านเพิ่งได้รับแจ้งจากผู้ผลิตก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์แบรนด์ "คอตโต้" ว่า ปีใหม่ 2554 นี้จะขอปรับขึ้นราคาสินค้าเฉพาะกลุ่มลูกค้าโครงการในอัตรา 3% ขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า มาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ อาทิ โคห์เลอร์-กะรัต, นาม ฯลฯ ยังคงยืนราคาเดิม

ส่วนสินค้าในกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและบุผนังมีผู้ผลิต 2 แบรนด์คือ "โสสุโก้" และ "คัมพาน่า" ที่เตรียมจะปรับขึ้นราคาสินค้าเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่ระบุถึงราคาใหม่และระยะเวลาการปรับที่ชัดเจน

นายสราวุฒิ สำราญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรีแวร์ จำกัด ผู้ผลิตก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ คอตโต้Ž กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนต้นทุนการผลิตสินค้าในกลุ่มก๊อกน้ำใหม่อีกครั้ง เดิมเตรียมจะปรับราคาช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่มีเหตุการณ์น้ำท่วมเลยตัดสินใจชะลอออกไปก่อน

สาเหตุเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบที่ใช้ผลิต ได้แก่ ทองเหลืองและทองแดงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับตลอดปี 2553 บริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ก๊อกน้ำ เบื้องต้นคาดว่าเวลาที่เหมาะสมน่าจะอยู่ในช่วงหลังปีใหม่หรือภายในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ส่วนสินค้าในกลุ่มสุขภัณฑ์เพิ่งจะมีการปรับราคาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

@ผู้ผลิตสีทาอาคารจ่อคิว

ด้านความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตและจำหน่ายสีทาอาคาร นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สีเบเยอร์ จำกัด เปิดเผยในทำนองเดียวกันว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าในอัตราเฉลี่ย 3% คาดว่าจะอยู่ภายในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบในการผลิตสีปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโอเอเพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสีกำลังประสบปัญหาต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารไทเทเนียมไดออกไซด์ที่มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมาก เป็นเพราะหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและตะวันออกกลางทำให้โรงงานบางแห่งลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการลง ขณะที่เศรษฐกิจในฝั่งเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีนยังคงขยายตัวดี ทำให้ดีมานด์มีสูงกว่าซัพพลาย

ทั้งนี้ช่วงครึ่งปีหลังต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสีปรับขึ้นไปแล้วประมาณ 18% แม้ว่าจะได้เรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาประมาณ 10% หรือ 3 บาทมาชดเชย แต่โดยรวมก็ถือว่าบริษัทยังมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าภายในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า บริษัทจำเป็นจะต้องปรับขึ้นราคาสินค้าให้สอดรับกับต้นทุน

@ กระเบื้อง-หลังคา-เสาเข็มŽ ขยับ 5%

แหล่งข่าวจากบริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตกระเบื้อง ไดนาสตี้Ž กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมนี้จะประชุมผู้บริหารและหารือเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้า ทั้งในแง่วัตถุดิบและค่าแรงใหม่ เพื่อคำนวณต้นทุนและพิจารณาว่าจะต้องปรับราคาสินค้าหรือไม่

ทั้งนี้นอกจากสินค้าในกลุ่มปูนซีเมนต์ ก๊อกน้ำ สี และกระเบื้องปูพื้นบุผนังแล้ว เดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา บมจ.กระเบื้องหลังคาตราเพชรได้ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มกระเบื้องหลังคา 5% ส่งผลให้ราคากระเบื้องหลังคาเฉลี่ยปรับขึ้นอีกแผ่นละ 1-2 บาท ส่วนบริษัท คอนกรีตไลน์ จำกัด ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มเสาเข็มคอนกรีตขึ้น 5% หรือประมาณเมตรละ 7 บาท

@ปรับแผนลดไซซ์บ้าน-แจกแถมน้อยลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลพวงจากราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯเพิ่มขึ้นทั้งระบบ เห็นได้จากผู้ประกอบการหลายรายประกาศจะปรับราคาขายบ้านและคอนโดฯช่วงต้นปีหน้า หลังจากพยายามตรึงราคามาเป็นเวลานาน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงไม่เอื้อให้สามารถทำเช่นนั้นได้ ขณะที่เจ้าของบ้านรายย่อยที่จะปรับปรุงต่อเติมบ้านหรือว่าจ้างบริษัทรับสร้างบ้านก็จะได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

กรณีดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการบางรายประกาศล่วงหน้าชัดเจนแล้วว่า อาจจำเป็นต้องปรับราคาขายบ้านและคอนโดฯเพิ่มขึ้น อาทิ บมจ.เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ บจ.กานดาเคหะ ขณะที่ บมจ.แสนสิริอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ ฯลฯ อย่างไรก็ตามก่อนจะปรับราคาบ้าน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะใช้วิธีลดการให้ส่วนลด แลก แจก แถม ปรับลดไซซ์บ้าน ปรับลดการใช้วัสดุตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยก่อน
@บ้านต่ำกว่า 3 ล้าน แจ็กพอตต้นทุนเพิ่ม 5-10%

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ความเห็นว่า ราคาวัสดุก่อสร้างหลักในการสร้างบ้าน อาทิ ปูนซีเมนต์และเหล็กเส้นที่ทยอยปรับสูงขึ้นมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการก่อสร้างระบบโครงการรางของภาครัฐ แต่ในแง่ของการปรับราคาบ้าน ผู้ประกอบการไม่สามารถทำได้ทันที แม้ว่าต้นทุนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีลดการให้ส่วนลด แลก แจก แถม ปรับลดไซซ์บ้าน ปรับลดการใช้วัสดุตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย ปรับเปลี่ยนทำเลในการพัฒนาโครงการก่อน

เท่าที่ประเมินคาดว่าราคาวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต้นทุนการพัฒนาโครงการ 1-2% ไม่รวมผลกระทบจากต้นทุนอื่น ๆ อีกหลายปัจจัยที่อาจจะเพิ่มขึ้น เช่น ราคาที่ดิน ราคาน้ำมัน ฯลฯ โดยส่วนนี้จะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาบ้านเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% หรือมากกว่านั้นแตกต่างกันออกไป โดยบ้านระดับกลาง-ล่างจะได้รับผลกระทบจากที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นมากกว่าบ้านหรูหรือตลาดระดับบน โดยเฉพาะบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทจะมีแรงกดดันจากปัจจัยต้นทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นต้นทุนในการพัฒนาโครงการ อาจทำให้ต้องปรับราคาขึ้นถึง 5-10%

"ต้นทุนบ้านขึ้นแน่นอน หากราคาวัสดุก่อสร้างหลักที่นำมาสร้างบ้านขยับขึ้น แต่จะบอกว่า ปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ยังบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรอื่นด้วย เช่น ราคาที่ดิน ค่าถมดิน ที่แพงขึ้นจากราคาน้ำมัน"
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 25th, 2010, 09:42 AM   #865
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

คลังลุ้นปีหน้าศก.ไทยโต4%-ปท.คู่ค้ายังเสี่ยง

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7331 ข่าวสดรายวัน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีི น่าจะชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัวได้สูง โดยน่าจะขยายตัวได้ กว่า 4% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ และไม่น่ากังวล เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงในเรื่องภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย ส่วนเงินทุนไหลเข้าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ไม่ใช่การเข้ามาเก็งกำไร

"ตอนนี้เศรษฐกิจคู่ค้ายังไม่ดีนัก แต่เราก็มีภูมิคุ้มกัน โดยหนี้สาธารณะอยู่ระดับต่ำแค่ 43% ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง อัตราการว่างงานต่ำแค่ 1% และเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นเสถียรภาพเศรษฐกิจของเราดี สามารถรองรับความผันผวนในปีหน้าได้" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการดูแลเงินทุนไหลเข้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่พบว่ามีการเก็งกำไรมากเกินไป อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาท จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อรับมืออยู่แล้ว

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีི คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากปีཱ ที่คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 7.3-8% แม้น้ำท่วมจะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 8% ส่วนปีི คาดว่าจะอยู่ที่ 3-5% การส่งออกขยายตัว 11-14%

ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยจะเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อกลับสู่ภาวะปกติสอดคล้องกับพื้นฐานะและภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งนี้ นอกจากความเสี่ยงจากเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปที่ยังมีความเปราะบาง เศรษฐกิจไทยปีི ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ปัจจัยการเมืองในประเทศที่ปีི เป็นปีแห่งการเลือกตั้ง

หน้า 8
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 26th, 2010, 01:59 PM   #866
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

ชำแหละสารพัดช่องรั่วไหล-หาประโยชน์ ดันงบฯรักษาพยาบาลข้าราชการกระฉูด

วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4274 ประชาชาติธุรกิจ

จากปัญหารายจ่ายประจำที่มีอัตราขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นจนแทบจะไม่มีเงินรายได้เหลือเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการลงทุนพัฒนาประเทศ ดังนั้นในการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีจำเป็นต้องจัดทำเป็นงบฯขาดดุล หรือกู้เงินมาทำงบฯลงทุน รวมถึงการจัดทำงบประมาณปี 2555 ที่กำลังจะมีการประชุม 4 หน่วยงาน อาทิ สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ในวันที่ 6 ม.ค.นี้เพื่อกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย และยอดการขาดดุล ในปีนี้จะอยู่ที่ 5-6 แสนล้านบาท

ขณะที่การปรับโครงสร้างภาษีโดยเฉพาะเรื่องการขึ้น VAT หรือตัดค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาบางรายการทิ้ง หรือยกเลิกสิทธิประโยชน์ของ BOI ในช่วงปลายรัฐบาลย่อมจะเป็นไปได้ยาก ประกอบกับมีบางรายการต้องยกร่างเป็นกฎหมายเสนอให้ที่ประชุมสภาเห็นชอบด้วย

เมื่อรายได้ไม่ขยับก็จะต้องไปลดรายจ่ายบางประเภทลงที่ตกเป็นข่าวในช่วงนี้ก็มีเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งในแต่ละปีรัฐบาลจะต้องจัดงบฯไปจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ตกปีละ 60,000 ล้านบาท ถัดมาเป็นเรื่องการปฏิรูประบบสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งในแต่ละปีจะมีปัญหาเบิกจ่ายเงินกันเกินกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ในเอกสารงบประมาณ หรืองบฯบานปลายไม่รู้จบ

ในระยะหลัง ๆ มักจะใช้วิธีไปยืมเงินคงคลังออกมาใช้เกือบทุกปี และต้องไปตั้งงบฯปีถัดไปมาชดใช้ดังกรณีในงบประมาณปี 2555 ที่รัฐบาลมีภาระที่จะต้องตั้งงบฯไปชดใช้เงินคงคลังที่ถือเป็นกรรมเก่าอีก 83,000 ล้านบาท เพราะหากไม่ขยับให้กรมสรรพากรไล่บี้ภาษีพ่อค้า ก็อาจนำไปสู่การกู้เพิ่มเป็นทางเลือกถัดไป

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายด้านบุคลากร โดยงบปี 2554 มีวงเงิน 764,471 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายเงินเดือนเป็นหลัก ที่เหลือมีรายจ่ายด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลปีนี้ตั้งงบฯไว้ที่ 62,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาเบิกจ่ายกันเกินงบฯอีกหรือไม่

ปัจจุบันปัญหาการเบิกงบประมาณรักษาพยาบาลเกินงบฯที่ตั้งไว้กำลังจะกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง หากนำไปเปรียบเทียบกับระบบประกันสุขภาพของบริษัทประกันชีวิตซึ่งมีรูปแบบที่คล้าย ๆ กัน แต่ระบบประกันสุขภาพบริษัทเอกชนสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคไม่ให้สูงเกินกว่ารายรับจากเบี้ยประกัน หรือทำแล้วมีกำไร ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการทำแล้วขาดทุน ปัญหาหลัก ๆ น่าจะมาจากระบบข้อมูลจะนำมาใช้ในการควบคุมและตรวจสอบค่ารักษาพยาบาลมากกว่า เพราะถ้าวางระบบดี ๆ กรมบัญชีกลางคงไม่ต้องจ้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ไปไล่ตรวจสอบย้อนหลังโรงพยาบาล แล้วพบว่าหมอจ่ายยาซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น, หรือจ่ายยาไม่ตรงกับการวินิจฉัยโรคของแพทย์



ยิ่งกว่านั้น หากมีการวางระบบตรวจเช็กข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมไม่เกิดช่องโหว่ให้เกิดการตักตวงผลประโยชน์ส่วนตน ดังกรณีตัวอย่างที่มีข้าราชการ 8 รายไปเวียนเทียนขอเบิกยาจาก โรงพยาบาลคนละ 1-3 ล้านบาท หรือกรณีที่ปรากฏตามการตรวจสอบของ สวรส.พบว่ามีข้าราชการท้องถิ่นบางราย "ขี้เมื่อย" ปิดออฟฟิศไปนวดแผนโบราณกันในช่วงเวลาราชการโดยมีใบรับรองจากแพทย์ประกอบการเบิกเงินค่ารักษา รวมทั้งให้เหตุผลในการปิดสำนักงานว่า เป็นเพราะไปกันทุกคน และเข้ารับการบำบัดรักษาในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งในกรณีหลัง พบว่าคดีนี้ก็ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ท. และคดียังไม่ทราบความคืบหน้าเท่าที่ควร

ส่วนต้นเหตุของการรั่วไหล มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากการวางระบบในการตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่น ปัจจุบันโรงพยาบาลวางฎีกามาขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล เครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ เป็นจำนวนเท่าใด กรมบัญชีกลาง มักจะโอนเงินเข้าบัญชีโรงพยาบาลไปตามนั้น ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดที่โรงพยาบาลส่งเข้ามาประกอบการเบิกก่อนจ่ายเงินหรือไม่ หรือตรวจสอบแล้วไม่เข้าใจเพราะเป็นเรื่องเทคนิคทางการแพทย์ จึงต้องไปจ้าง สวรส.มา สุ่มตรวจข้อมูลย้อนหลังซ้ำกันอีกรอบ

สาเหตุของการรั่วไหลยังอาจเกี่ยวโยงถึงการระมัดระวังไม่ให้กระทบกับข้อมูลของคนไข้ เนื่องจากข้อมูลของคนไข้ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งจากการตรวจสอบของ สวรส.พบว่า ข้อมูลคนไข้ถูกเก็บไว้ในโรงพยาบาลที่เข้าไปใช้บริการ ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลผ่านทางระบบออนไลน์ จึงเป็นช่องโหว่ให้ข้าราชการไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งได้ ดังคดีที่มีข้าราชการคนหนึ่งไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลถึง 3 แห่ง โดยที่ โรงพยาบาลไม่สามารถตรวจเช็กได้ว่าคนไข้รายนี้ได้ไปขอเบิกยาจากโรงพยาบาลอื่น ๆ มาก่อน ถึงแห่งละ 4-5 แสนบาท ซึ่งแพทย์เองก็ไม่มีเวลาและไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบ เพราะมีงานรักษาคนไข้ล้นมือ

ในประเด็นข้อมูลคนไข้ นอกจากเป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ยังพบว่าการที่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลมีอีกหลายประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ การวินิจฉัยซ้ำดังกรณีที่พบในข้าราชการที่มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนหมดสติ จนต้องเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อรักษาฉุกเฉินโดยที่โรงพยาบาลแห่งนั้นไม่มีข้อมูลประวัติคนไข้มาก่อน และไม่สามารถปล่อยให้คนไข้กลับไปค้นข้อมูลที่โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นประจำ แพทย์จึงจับสแกนสมองตรวจละเอียดอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่คนไข้เคยสแกนสมองจากโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาเป็นประจำไปแล้ว

การขาดข้อมูลคนไข้ยังนำไปสู่ปัญหาการจ่ายยาซ้ำซ้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแพทย์อยากให้คนไข้หายจากอาการเจ็บป่วย กลับไปนอนอยู่บ้านประกอบอาชีพได้ตามปกติ และไม่ต้องให้คนเดินทาง มาพบแพทย์ซ้ำบ่อย ๆ จนแน่นโรงพยาบาล ขณะที่คนไข้บางรายมักจะมาขอยาจากแพทย์กลับไปรับประทานเองที่บ้านเก็บไว้จนยาหมดอายุแล้วมาขอใหม่ เป็นต้น

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับราชการและลูกจ้างจะมี รูปแบบคล้ายกับระบบประกันสุขภาพของบริษัทประกันชีวิต กล่าวคือ มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าห้องตามความเป็นจริง แต่ต้องอยู่ภายใต้วงเงินที่กำหนด ส่วนการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และระบบประกันสังคม (สปส.) จะมีลักษณะของการเหมาจ่ายเป็นรายหัว ผลปรากฏว่าระบบนี้รัฐบาลไม่เจ๊ง แต่โรงพยาบาลเจ๊งและขอถอนตัวออกจากโครงการกันไปปีละหลายแห่ง เพราะของฟรี ราคาถูก คนก็แห่มาใช้บริการ ความเสี่ยงจะถูกโยนไปให้โรงพยาบาลเป็นผู้บริหารงบฯที่ได้รับจาก สปสช.และ สปส.

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กระทรวงการคลังจะพยายามมองหาทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวจำนวน 5 ล้านคน เพื่อหยุดการเพิ่มขึ้นของภาระงบประมาณในส่วนนี้ ล่าสุดพบว่า มีอย่างน้อย 2 แนวทาง อยู่ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ได้แก่ กองทุนเงินออมเพื่อสุขภาพ (Medisave) และการดึงบริษัทประกันชีวิตเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบแทน ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมนำมาใช้ในภาคเอกชน

สำหรับแนวคิดที่จะนำกองทุนการออมเพื่อสุขภาพมาใช้แทนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ พบว่าในหลักการจะ มีการหักเงินเดือนส่วนหนึ่งเข้ากองทุนฯโดยมีรัฐบาลจ่ายเงินเข้าสมทบ กรณีที่สมาชิกดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี แทบจะไม่ค่อยได้เข้าไปใช้บริการเบิกค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาล เมื่อถึงวันที่ปลดเกษียณก็จะมีเงินออมอีกก้อนหนึ่งไว้ใช้ในการดำรงชีวิตนอกเหนือจากเงินที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แต่ถ้ามาเบิกบ่อย ๆ เงินออมที่จะได้รับจากกองทุนการออมเพื่อสุขภาพก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ

แต่ปัญหาก็คือ รัฐบาลจะอธิบายให้ข้าราชการ 4.5 ล้านคน ได้เข้าใจในหลักการของการเข้ามามีส่วนร่วมในการออมเงินกับกองทุนเพื่อสุขภาพได้อย่างไร เนื่องจากข้าราชการเคยชินกับการรักษาฟรี ทั้งยังมีอุปสรรคในเรื่องของระดับเงินเดือนด้วย

อย่างไรก็ตามในด้านบวก กลไกการทำงานภายใต้ 2 แนวทางนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกินเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีอาจจะยุติลง หรือถูกโอนไปยังกองทุนเงินออมเพื่อสุขภาพ หรือบริษัทประกันชีวิต ที่เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบแทน

หน้า 2

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 26th, 2010, 02:00 PM   #867
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

ประชาธิปัตย์ชิงลงมือหาเสียง เปิบเมนูประชาวิวัฒน์ 3 แสนล้าน

วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4274 ประชาชาติธุรกิจ


ทั้งผลงานในรอบ 2 ปี และการเปิดโผแคมเปญเลือกตั้ง อัดมาตรการแจก-จ่าย ถูกระบายออกจากรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ราวกับฤดูน้ำหลาก

ทั้งมาตรการระยะสั้น แผนงานระยะยาว ถูกบรรจุ-ผูกพันข้ามปีไว้ในตาราง งบประมาณรายจ่ายถึงปี 2555

การประกาศต่อยอดนโยบาย ประชานิยมด้วยนโยบายประชาวิวัฒน์-สวัสดิการ จึงถูกชิงลงมือในช่วงปลาย ปี 2553 ต่อเนื่องไปถึงปีใหม่ 2554

ข้อรังเกียจนโยบายที่ว่าด้วย Populist-ประชานิยม ที่ "อภิสิทธิ์และคณะ" เคยตั้งประเด็นเป็นจุดอ่อน ถูกนำมาตัดต่อ-ขยายความใหม่ในหลักการเดิม คือ แจก-จ่ายและขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน

"อภิสิทธิ์" จึงประกาศขึ้นเค้าโครงนโยบาย "สังคมสวัสดิการ" ด้วยระบบ "หลักประกัน" ให้ประชาชนที่รายได้น้อย-ด้อยโอกาสให้ได้รับบริการสาธารณูปโภคแบบ "ฟรีถาวร-ถ้วนหน้า"

จึงบังเกิด "ห้องปฏิบัติการ" ที่รวบรวมนักวิชาการ-ข้าราชการ-ตำรวจ-นักเศรษฐศาสตร์-นายธนาคาร-สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ไม่น้อยกว่า 30 องค์กร องค์ประชุม 70 คน เพื่อคิดค้น "มาตรการ" การแจก-จ่าย-อุดหนุนผ่านระบบ "สวัสดิการ"

กรอบแนวคิดของ "ห้องปฏิบัติการ" ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะมีกรอบแนวคิดหลัก 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1.หาแนวทางลดรายจ่าย 2.หาแนวทางเพิ่มรายได้ 3.หาแนวทางปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของคนรายได้น้อย 4.หาแนวทางสร้างหลักประกันด้านสังคม 5.สร้างโอกาสในการเข้าถึงระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบ

โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชนชั้น รากหญ้า-คนด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน ที่อยู่ในอาชีพขับจักรยานยนต์-ขับแท็กซี่-คนทำงานกลางคืน-หาบเร่-แผงลอย

ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการกู้ฐานะคนรายได้น้อย-ด้อยโอกาส และอยู่นอกระบบเศรษฐกิจ บอกหลักการก่อนเริ่มลงมือประกาศมาตรการว่า...

"ก่อนที่เราจะไปพูดกันถึงนโยบายใหม่ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็ต้องดูว่าสิ่งที่ คุณทักษิณริเริ่มไว้มีจุดแข็ง-จุดอ่อนอะไร ผมคิดว่าการเอานโยบายมาพัฒนาต่อยอด ปิดจุดอ่อนนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตราบใดที่ผลประโยชน์นั้นเป็นของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เป็นคนด้อยโอกาส"

การประกาศพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายปรับโครงสร้างภาษีที่จะสร้างความเป็นธรรม การจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน จัดทำโฉนด ชุมชน จึงถูกปฏิบัติการพร้อม ๆ กับมาตรการระยะเร่งด่วน จึงถูกดำเนินการควบคู่ข้อเสนอตามคำบัญชานายกรัฐมนตรี จึงมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้งเรื่อง "ทุน-โอกาสและภาระหนี้"

ทั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) จึงรับลูกด้วยการเตรียมกันวงเงินสินเชื่อไว้ใช้ในโครงการประชาวิวัฒน์ประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อการ ปล่อยกู้ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อนำไป ซื้อรถแท็กซี่

เช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทยที่ออกตัวแรง-เสนอตัวร่วมขบวนประชาวิวัฒน์ด้วยการเตรียมเงินสดวงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้แก่สหกรณ์รถแท็กซี่ โดย คิดดอกเบี้ย 10% ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปีแบบลดต้นลดดอก

ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ-ธนาคารออมสิน-ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่างเปิดบัญชีล่วงหน้ารอรับมาตรการไปสู่การปฏิบัติ

ระหว่างรอการประกาศมาตรการ "ของขวัญปีใหม่" เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับอานิสงส์อีกหลายรายการ คณะรัฐมนตรีมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำล่วงหน้าเป็นในอัตราขั้นต่ำ-ขั้นสูงวันละ 8-17 บาท ทำให้แรงงานได้รับค่าจ้างเป็นวันละ 159-221 บาท

ไม่นับรวมข้าราชการ-นักปกครองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น-องค์กรอิสระที่ได้ขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 5% สูงสุด 14% ในวันปีใหม่ไทยเมษายน 2554

ไม่นับยอดเงินที่รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณเพื่อ "ลดภาระค่าครองชีพ" ให้กับประชาชนที่มีการรับไม้ต่อจากรัฐบาล "สมัคร-สมชาย" อีกหลายแสนล้านบาท (ช่วงกุมภาพันธ์ 2552-30 กันยายน 2553)

เฉพาะเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีครอบครัวละไม่เกิน 90 ยูนิต รัฐบาลจ่ายเงินรับ ภาระแทนประชาชนไปแล้ว 22,642.09 ล้านบาท

จ่ายค่ารถโดยสารประจำทางวันละ 800 คัน ใน 73 เส้นทางในโครงการ "รถเมล์ฟรีภาษีประชาชน" ไปแล้ว 4,242.44 ล้านบาท

จ่ายค่ารถไฟชั้นสาม 164 ขบวนต่อวัน และรถไฟทางไกลชั้นสามอีก 8 ขบวน รวมวงเงินที่จ่ายไปแล้ว 1,676.87 ล้านบาท

ค่าน้ำประปาที่มีการอุดหนุนให้ประชาชนใช้ฟรีจนถึงเดือนมีนาคม 2553 รัฐบาลจ่ายชดเชยไปแล้ว 7,649.42 ล้านบาท

เฉพาะ 4 มาตรการ 2 ปีรัฐบาล "มาร์ค" ต้องจ่ายชดเชย 32,392.82 ล้านบาท

มาตรการทั้งหมดส่งผลให้รัฐวิสาหกิจทั้งหมด 6 แห่ง มีภาระหนี้สินจากการกู้เพื่อชดเชยรายได้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ ก่อให้เกิดภาระทางการคลังทั้งสิ้น 36,182.82 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 1,809.64 ล้านบาท

ระหว่างรอมาตรการ "ฟรีถาวร-ถ้วนหน้า" ที่รัฐบาลจะประกาศในวันที่ 1 มกราคม 2554 คณะรัฐมนตรีวันที่ 21 ธันวาคม 2553 อนุมัติให้ขยายเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนต่อไปอีกจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554

มาตรการนี้ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินอีกไม่น้อยกว่า 3,085.88 ล้านบาท เพื่อรับภาระแทนประชาชนต่อไปอีก 2 เดือน

แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าครัวเรือน 2,488.44 ล้านบาท, ค่ารถเมล์ ขสมก.วงเงิน 419.78 ล้านบาท, ค่ารถไฟชั้นสามวงเงิน 176.66 ล้านบาท

กลุ่มชนชั้นกลางผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวก็จะได้รับอานิสงส์ รับการอุดหนุนให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท เพื่อบริหารราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร

การแทรกแซงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ถูกขยายเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน แม้ว่าในอนาคตจะมีมาตรการการแยกโครงสร้างราคาใหม่ ทั้งฝ่ายครัวเรือน-ขนส่ง-และอุตสาหกรรม หลังนายกรัฐมนตรีได้รับรายงานว่าในปีใหม่ 2554 โรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้ง 6 แห่งของ บริษัท ปตท.จะเดินเครื่องเต็มที่ มีก๊าซ แอลพีจีเข้าสู่ระบบอีก 40,000-60,000 ตัน/เดือน ลดการนำเข้าไปได้ 60,000 ตัน/เดือน ลดวงเงินอุดหนุนการนำเข้าเหลือเพียง 1,000 ล้านบาท/เดือน

ทุกมาตรการ-ทุกวงเงินถูกเตรียมจ่ายไว้ในเมนูหลักบรรจุยอดเงินงบประมาณ รายจ่ายปี 2554 และต่อยอดผูกพันไว้ในตารางงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555

ทั้งโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ตั้งค่าใช้จ่ายไว้แล้วในปี 2554 จำนวน 80,154 ล้านบาท และผูกพันต่อเนื่องปี 2555 อีก 84,000 ล้านบาท

โครงการประกันรายได้เกษตรกรของ ธ.ก.ส.ที่จัดงบฯไว้แล้วในปี 2554 จำนวน 57,271 ล้านบาท ต่อเนื่องปี 2555 ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 77,900 ล้านบาท

โครงการจ่ายเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท ให้กับคนชราที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 6 ล้านคน มีการกันวงเงิน งบประมาณไว้แล้ว 32,924 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 37,700 ล้านบาทตามลำดับจากปี 2554-2555

ภายใต้มาตรการ "ประชาวิวัฒน์" พรรคประชาธิปัตย์ประกาศ "ธง" ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยจะ กลับสู่ความมีเสถียรภาพ การเมืองจะ "นิ่ง" และส่งผลให้ผลการเลือกตั้ง "เป็นคุณ" แก่พรรคประชาธิปัตย์ในสมัยหน้า

หน้า 35
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 27th, 2010, 03:12 AM   #868
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 989
Likes (Received): 54


บอร์ด กนอ.อนุมัติงบปี 54 วงเงิน 214 ล./จัดตั้งนิคมฯใหม่ 2 แห่ง


เขียนโดย ณัฐญา เนตรหิน
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2010 เวลา 07:47 น.

นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกนอ.(บอร์ด) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณประจำปี2554 วงเงิน 214 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยบริเวณพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งแบ่งเป็นการดำเนินงานสำคัญ 4 โครงการประกอบด้วย

1. โครงการจ้างเหมาบริการรถเคลื่อนที่สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ(Mobile Unit for Air Quality Monitoring System) งบประมาณ 30 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี(ปีงบประมาณ 2554-2558) โดยใช้รถเคลื่อนที่(Mobile Unit) ในการตรวจและติดตามคุณภาพอากาศอย่างทันท่วงที และเชื่อมโยงข้อมูลมายังศูนย์เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2. โครงการจ้างเหมาบริการศูนย์กระจายข่าวด่วน งบประมาณ 121 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี(ปีงบประมาณ2554-2557) โดยจะจัดตั้งศูนย์กระจายข่าวด่วนจำนวน 30 สถานีเพื่อให้การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารครอบคลุมในทุกพื้นที่รอบนิคม

3. โครงการสารสนเทศข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย งบประมาณ 3 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี(ปีงบประมาณ 2554) โดยจัดทำหน่วยแสดงผลคุณภาพสิ่งแวดล้อม(Display Station)เพิ่มเติม โดยจะติดตั้งจำนวน 5 จุดคือ เทศบาลเมืองมาบตาพุด สวนภูมิรักษ์ ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง สำนักงานนิคมฯมาบตาพุด และโรงพยาบาลมาบตาพุด

4. จุดตรวจความปลอดภัยและความมั่นคง(Check Post)งบประมาณ 60 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (ปีงบประมาณ2554-2555) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังดูแลพื้นที่ด้านความปลอดภัยและความมั่นคงให้เป็นไปในระดับสากล โดยมีจุดตรวจในพื้นที่จำนวน 6 จุด คือ บริเวณจุดเข้าออกนิคมฯมาบตาพุด

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านบึงพัฒนา และนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับ กนอ.ทั้งสองแห่ง

โดยนิคมฯบ้านบึงพัฒนา มีพื้นที่ 1,739 ไร่ ตั้งอยู่ที่ ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี พัฒนาโดยบริษัท เอส ที เพาเวอร์ กรุ๊ป จำกัด มูลค่าการลงทุน 1,200 ล้านบาท มีแผนพัฒนาโครงการ 2 ปี และมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ การนำแนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์มาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาโครงการประเภทอุตสาหกรรมแบบคลัสเตอร์ยานยนต์ แปรรูปเกษตร ชีวมวล ให้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์

ส่วนนิคมฯหลักชัยเมืองยาง มีพื้นที่ 2,441 ไร่ อยู่ที่ ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง พัฒนาโดยบริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มูลค่าการลงทุน 3,240 ล้านบาท มีแผนพัฒนาโครงการ 3 ปี และมีอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นปลาย และมีแนวคิดในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทย

http://www.thannews.th.com/index.php...-02&Itemid=524
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old December 27th, 2010, 03:36 AM   #869
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 989
Likes (Received): 54

รื้อ!พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 35 กำจัดจุดอ่อนอุปสรรคร่วมงานรัฐเอกชน

สุรพงษ์ - กุลิศ - คีรี - นิพนธ์

ตลอด 2 ปีของรัฐบาล คนไทยรอคอยการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่แนวโน้มรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แถมยังมีโครงการรัฐสวัสดิการ และประชานิยมที่ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก

จนแทบไม่เหลืองบประมาณที่จะไปลงทุน!!!

นโยบายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน หรือ Public Private Partnership : PPP จึงถูกชูเป็นนโยบายหลักเพื่อส่งเสริมการลงทุนของประเทศ

แต่สุดท้ายเป้าหมายก็ล้มเหลว ไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โครงการใดเกิดได้แม้แต่โครงการเดียว!!!

อุปสรรคที่สำคัญยิ่ง คือ "พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535" หรือ "พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 35" ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.2535 ตลอด 18 ปีเศษที่ผ่านมา โครงการลงทุนของภาครัฐที่ดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ต่างล้มลุกคลุกคลาน และต้องเผชิญ "วิบากกรรม" นานัปการ ล้วนเป็นผลพวงจากกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น

บางโครงการ "ปิดประตูลั่นดาล" สิ้นหนทางเกิด อย่างโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือสัมปทานมือถือที่กำลังถูกเล่นงาน จากการแก้ไขสัมปทานที่ไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมาย

พิษสงของกฎหมายฉบับนี้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยแสนสาหัส และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย และต่างประเทศ ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องสังคายนายกร่างกฎหมายใหม่ทดแทน

"ทีมเศรษฐกิจ" ถือโอกาสส่งท้ายปี 2553 นี้ เปิดเวทีให้ ผู้เกี่ยวข้องได้ชำแหละกฎหมายฉบับนี้ ดังนี้ :

นายคีรี กาญจนพาสน์
ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส

ในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนของภาครัฐ นายคีรี ได้ถ่ายทอดมุมมองอุปสรรคปัญหาที่โครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสต้องเผชิญจาก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ว่า

"คนที่นำ พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนมาใช้เป็นแนวคิด

ที่ดี มีประโยชน์ ซึ่งขณะนั้นมองว่า กฎหมายที่ออกมาจะป้องกันการทุจริตคอรัปชันของผู้ที่จะแสวงหาประโยชน์จากโครงการของภาครัฐได้ เพราะขณะนั้น ใครๆก็อยากได้โครงการ ถึงขนาดที่พูดกันว่า แค่กระดาษใบเดียวก็ได้โครงการสัมปทานไป"

แต่ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีทั้งข้อเสียและข้อด้อย เพราะบังคับใช้ในช่วงระยะเวลาที่เร็วเกินไป ประกอบกับไม่มีกฎหมายลูกรองรับ จึงทำให้เวลาเอกชนเสนอโครงการต่อภาครัฐ จะมีคณะกรรมการที่มีความหลากหลาย และไม่มีความรู้เฉพาะด้านมาร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินว่าโครงการนี้เข้า พ.ร.บ.หรือไม่ ซึ่งสุดท้ายไม่กล้าตัดสินใจ

นอกจากนั้น ทุกครั้งที่มีข้อท้วงติง ภาครัฐมักจะส่งข้อเสนอและรายละเอียดโครงการไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งกว่าผลสรุปจะออกมาก็ล่าช้า ไม่สอดคล้องกับระยะเวลา เป็นผลให้เอกชนถอดใจไม่รอที่จะดำเนินโครงการอีก ส่งผลให้การพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านล่าช้า ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น หนทางแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ภาครัฐควรจะมีคณะกรรมการที่มีความรู้ มีเวลาทุ่มเทเพื่อพิจารณาเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่เชิญมาเป็นกรรมการเฉพาะกิจ และพอคิดว่าโครงการมีปัญหาก็ดึงเรื่องไว้ไม่ตัดสินใจ

"รัฐต้องใจกว้าง อย่ามองว่า เอกชนที่เข้ามาลงทุนจะเอาเปรียบ ทำไมไม่คิดว่าหากภาครัฐเปิดกว้างให้เอกชนมาลงทุน แม้ว่าจะเป็นสัมปทานก็ตาม ทั้งถนนพิเศษระหว่างเมือง หรือรถไฟฟ้า เมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเอกชนจะขนถนน หรือรถไฟฟ้ากลับบ้านไปได้ไหม"

สำหรับทางแก้อุปสรรคการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 นั้น นายคีรี เห็นว่า ภาครัฐต้องจริงจังที่จะแก้ไขให้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในขณะนี้

โดยควรมีการแบ่งแยกโครงการแต่ละประเภทออกจากกัน เช่น โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอจะดูแค่ว่า มีมูลค่าโครงการเกิน 1,000 ล้านหรือไม่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า หากคิดตามมูลค่าโครงการในไทยคงเกิดไม่ได้ เพราะแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงนับหมื่นล้าน อย่างโครงการแค่ 1,000 ล้านบาท คงก่อสร้างได้เพียง 1 กม.เท่านั้น

ส่วนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น หากเอกชนมีความสนใจจะเช่าที่กรมธนารักษ์สร้างตึกอาคาร รัฐต้องแยกมูลค่าที่ดินออกจากมูลค่าก่อสร้างอาคาร เพราะถ้านำมาคำนวณรวมกัน โครงการเหล่านี้ก็ยากจะเกิดขึ้น เพราะแค่มูลค่าที่ดินบางแห่งก็เกิน 1,000 ล้านไปแล้ว

นอกจากนี้ รัฐต้องกำหนดกรอบระยะเวลา ขั้นตอนการพิจารณาโครงการให้ชัดเจน เบื้องต้นมองว่าขั้นตอนการพิจารณาให้สัมปทานไม่ควรเกิน 6 เดือน เพราะโครงการผ่านการพิจารณาจาก ครม.มาก่อนแล้ว และหากต้องการส่งเสริมการลงทุน อายุสัญญาที่ให้ก็ควรมากกว่า 30 ปี เพราะแต่ละโครงการมีมูลค่าการลงทุนสูง อย่างในเวียดนามทำสัญญาระยะยาวถึง 70 ปี ซึ่งดึงดูดนักลงทุนได้ค่อนข้างมาก

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
อดีต รมว.คลัง

ก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่ทันสมัย และมีความคิดก้าวหน้าอย่างมาก เพราะเป็นกฎหมายที่ทัดเทียมนานาประเทศอย่าง อังกฤษ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และฮ่องกง

แต่ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้กลับกลายมาเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนไป เพราะเราไม่เคยปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาให้สอดคล้องกับการพัฒนาของประเทศและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเลย

ขณะที่เกาหลีใต้ที่ประกาศใช้กฎหมายเหมือนกันนี้ เมื่อปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ได้มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยล่าสุดเพิ่งปรับปรุงไปเมื่อปี 2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมากขึ้น

"การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทัศนคติในอดีตกับปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างในอดีตเรามองว่าภาคเอกชนเป็นผู้ ฉกฉวยประโยชน์จากโครงการของรัฐ มีการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ไม่โปร่งใสและทุจริต ซึ่งเป็นที่มาของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ฉบับนี้"

แต่สถานการณ์ เวลานี้ต่างกัน รัฐจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นผลจากโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นก่อนปี 2540 ทั้งสิ้น

"แต่การก้าวไป สู่ประเทศที่พัฒนานั้น ประเทศต้องมีการลงทุน เพราะในอดีตความได้เปรียบคู่แข่งของเรา คือ มีค่าแรงราคาถูก แต่วันนี้ประเด็นค่าแรงลดทอนความสำคัญลงไปแล้ว แรงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติวันนี้ คือต้องแสดงให้เห็นว่าไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข หรือการบริหารทรัพยากรน้ำ เป็นต้น"

ดังนั้น ทัศนคติที่มีต่อเอกชนต้องเปลี่ยนไป ความโปร่งใสจะต้องมีควบคู่กับประสิทธิภาพ เพราะวันนี้เราเน้นแต่เรื่องความโปร่งใส แต่สิ่งที่ได้คือความไม่มีประสิทธิภาพ งานไม่เดิน ส่งมอบงานไม่ทัน "สุดท้ายแล้ว เกิดผลเสียมากกว่า เพราะเราไม่มีการลงทุนอะไรเลย"

กับข้อเสนอการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐนั้น อดีต รมว.คลังระบุว่า 1. การขับเคลื่อนโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานต้องเป็นวาระแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีต้องลงมากำกับดูแลด้วยตัวเอง เช่น ระบบรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ระบบการศึกษาจะทำกันอย่างไร ต้องมีแผนแม่บทและประกาศออกไปให้ชัดเจน

2. เมื่อนโยบายขับเคลื่อนแล้ว ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเต็มตัว ต้องให้มี "คณะกรรมการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน" มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 3. มีกฎหมายที่เอื้อให้การทำงานที่คล่องตัว และมีคณะกรรมการที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุน เพื่อทำให้ภาพรวมของโครงการมีความชัดเจน และ 4. ต้องเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองท้องถิ่นดึงเอกชนเข้าร่วมทุนได้ด้วย เพื่อให้การพัฒนากระจายลงไปทั่วประเทศ

"ผมมั่นใจว่า หากเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐแล้ว จะทำให้ประเทศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่า ในอนาคตประเทศไทยต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ และอย่ามองว่าเอกชนเป็นตัวร้าย แต่ต้องมองว่า เอกชนก็มีส่วนในการช่วยพัฒนาประเทศได้"

นายนิพนธ์ พัวพงศกร
ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ

ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ภาระของภาคการคลังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากงบใช้จ่ายด้านสวัสดิการ และภาระหนี้เงินกู้ ขณะที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อระดมทุนไม่สามารถทำได้ รัฐบาลไทยจะขาดแคลนเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก

ดังนั้น จึงควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐ โดยนำหลักการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP มาใช้ และเห็นตรงกันว่าต้องมีการแก้ไขหรือยกเลิก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ก่อน เพราะกฎหมายดังกล่าววันนี้กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศไปแล้ว

"อุปสรรคต่อการลงทุนที่เกิดจาก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 เนื่องจากมีนิยามและขอบเขตการดำเนินการที่ไม่ชัดเจน มีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องมากถึง 12 หน่วยงาน โดยไม่มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ขั้นตอนการดำเนินการซ้ำซ้อน และใช้เวลานานมากถึง 48 เดือน หรือ 4 ปีต่อโครงการ"

ดังนั้น การยกร่างกฎหมายฉบับใหม่คือ ร่าง พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น จึงควรมีการจัดทำแผนแม่บท PPP อายุ 5 ปี กำหนดลักษณะและประเภทของโครงการลงทุนพื้นฐานที่จำเป็น และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ และให้มีการทบทวนแผนแม่บทดังกล่าวทุกๆ 3 ปี

"ที่สำคัญไม่ควรกำหนดมูลค่าโครงการไว้ตายตัวเช่นที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 เพราะโครงการลงทุนแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน เช่น โครงการด้านเศรษฐกิจมักมีมูลค่าสูงกว่าโครงการด้านสังคม หรือโครงการในเมืองใหญ่มักมีมูลค่ามากกว่าโครงการในชนบท"

นอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลาง หรือคณะกรรมการ PPP โดยควรมีกรรมการ 12-14 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่เอกชนในด้านต่างๆ เช่น ศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และมีนักการเมือง 2 คนเท่านั้นร่วมเป็นกรรมการ คือ นายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเลขานุการเท่านั้น

"พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 มีลักษณะเป็นกฎหมายขาเดียว คือมุ่งเน้นเพียงป้องกันการทุจริตเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพการลงทุน ดังนั้น กฎหมายฉบับใหม่ขอให้มี 2 ขา คือ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของประเทศ และรักษาผลประโยชน์ทุกฝ่ายให้สมดุล คือประโยชน์ของภาคเอกชน ประชาชนผู้เสียภาษี และประชาชนผู้ใช้บริการที่ต้องได้ประโยชน์ด้วย"

นายกุลิศ สมบัติสิริ
ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)

ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 35 ที่มองเห็นปัญหาหลายเรื่อง ตั้งแต่การตีความ นิยามโครงการว่าเข้าข่าย-ไม่เข้าข่าย การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมถึงการพิจารณาโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 48 เดือน

"จากสถิติของ สคร.ตั้งแต่ปี 2535-2551 พบว่า มีโครงการถึง 90 โครงการที่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ว่าเป็นโครงการ หรือกิจการที่เข้าข่ายการร่วมทุนหรือไม่ถึง 69 โครงการ และเป็นโครงการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อีก 8 โครงการ"

แสดงให้เห็นว่า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ มีความไม่ชัดเจนมาแต่ต้น ตั้งแต่ขนาดของโครงการ ขณะที่นิยามของกฎหมายก็ไม่ครอบคลุมรูปการดำเนินโครงการในบางรูปแบบ อาทิ โครงการจ้างเหมาเบ็ดเสร็จ (Turnkey)

ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลของคณะกรรมการประสานตามมาตรา 22 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องประชุมกันทุก 6 เดือน และรายงานกระทรวงการคลัง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่ได้ระบุว่า เมื่อรายงานไปแล้วจะทำอย่างไรต่อ หรือหากโครงการเดินหน้าไปแล้วเกิดติดขัด หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะแก้ไขอย่างไร หรือกรณีที่คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาสัมปทาน เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม จะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรก็ไม่ได้ระบุไว้

"ที่ผ่านมา เอกชนที่เป็นคู่สัญญาของรัฐมีปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมายอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน"

แนวทางการแก้ไขที่กระทรวงการคลังวางหลักการไว้นั้น พ.ร.บ.ฉบับใหม่ต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐได้ง่ายขึ้น โดยมี "คณะกรรมการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน" หรือพีพีพี มานั่งทำงานร่วมกับกระทรวงเจ้าของโครงการ ก่อนเสนอ ครม.โดยกรอบการพิจารณาจะดูที่ความสำคัญ และความจำเป็นของโครงการมากกว่าจะดูเพียงมูลค่าการลงทุน

เมื่อ ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการมีความเหมาะสม เจ้าของโครงการจะส่งไปให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณา ว่าจะใช้งบประมาณของรัฐลงทุนโดยตรงหรือไม่ หากไม่ใช้เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ก็จะเข้าสู่กระบวนการ "พีพีพี" เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนต่อไป

"วิธีการนี้ จะร่นระยะเวลาการพิจารณาโครงการเหลือ 14 เดือนเท่านั้น จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 48 เดือน และต้องให้ ครม.พิจารณาถึง 3 ครั้ง โครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะสอดคล้องกับแผนการลงทุนประเทศ"

ส่วนปมปัญหาของคณะกรรมการตามมาตรา 13 คือ ในขั้นตอนการดำเนินโครงการ และมาตรา 22 ในเรื่องของการกำกับสัญญาที่องค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากหลากหลายหน่วยงาน กฎหมายใหม่จะกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นผู้ร่างทีโออาร์ และกำกับดูแลสัญญาโดยตรงในฐานะที่มีความรู้ความเข้าใจในโครงการตัวเองมากที่สุดอยู่แล้ว หากเกิดข้อผิดพลาดหรือทุจริตจะได้ไม่เที่ยวโทษกันไปมาอีก
โดยคาดว่า กฎหมายใหม่นี้จะเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาได้หลังปีใหม่ และคาดว่าจะยกร่างกฎหมายได้เสร็จได้ทันในเดือน ก.พ.ปีหน้า.

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/137044
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old December 27th, 2010, 08:32 AM   #870
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 989
Likes (Received): 54


จับตาภาคการผลิตจากปีเสือถึงปีเถาะ


ลงทุน-อุตสาหกรรม - ลงทุน-อุตสาหกรรม
เขียนโดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2010 เวลา 09:34 น.

แม้ตลอดปี 2553 อุตสาหกรรมไทยจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง ปัญหามาบตาพุด เงินบาทแข็งค่า ความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุทกภัย แต่ก็ยังถือเป็นปีที่ภาคการผลิตกลับมาเติบโตค่อนข้างร้อนแรง โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้รายงานภาพรวมว่า จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปี 2553 มีการขยายตัวถึง 12-13% ฟื้นตัวจากปี 2552 ที่ติดลบอยู่ที่ -5.1% ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลับมาเติบโตในระดับ 15-16% จากปีก่อนมีอัตราขยายตัว -7.2% และเมื่อพิจารณากำลังการผลิตพบว่ามีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 63-64% สูงขึ้นจากปี 2552 ที่ใช้กำลังการผลิตที่ 56.19%

สำหรับแนวโน้มของภาคการผลิตในปี 2554 สศอ. ประเมินว่า อุตสาหกรรมไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นไปในทิศทางชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2553 คาดการณ์ว่าจีดีพีภาคอุตสาหกรรมและดัชนีผลผลิตจะขยายตัวที่ 3.5-4.5% และ 6-8% ตามลำดับ ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตจะขยับเพิ่มเป็น 64-66% โดยมีหลายอุตสาหกรรมที่ยังน่าจับตามอง ดังนี้

+ยานยนต์ฟื้นเร็วโตแรง
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาตลอด ถึงแม้จะสะดุดวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2552 ที่ทำให้อัตราการขยายตัวร่วงลงไป -28.31% โดยผลิตอยู่ที่ 999,378 คัน แต่ในปี 2553 กลับมาฟื้นตัวค่อนข้างแรง เติบโตขึ้นถึง 60.10% คาดหมายว่าจะมีกำลังการผลิตถึง 1.65-1.67 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อส่งออกราว 890,000-900,000 คัน ในแง่มูลค่าการส่งออกประเมินว่า หากอัตราแลกเปลี่ยนไม่แข็งค่าไปกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะทำได้ถึง 600,000 ล้านบาท ซึ่ง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย. 2553) มีมูลค่าส่งออกแล้ว 546,708.33 ล้านบาท

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงแนวโน้มปี 2554 ว่า มีการตั้งเป้าว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตขึ้นราว 9-10% การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านคันเป็นอย่างน้อย แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 55% หรือราว 1 ล้านคัน โดยอีโคคาร์จะเป็นดาวรุ่งที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัวได้มาก ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลัก คือ เอเชีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ ส่วนยุโรปนั้นส่งออกไปค่อนข้างน้อย ขณะที่ตลาดในประเทศมีทิศทางขยายตัวดีเช่นกัน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 มีแนวโน้มดีขึ้น

+บาทแข็งฉุดอิเล็กทรอนิกส์
ในส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นั้น นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินภาพรวมปี 2553 ว่ามูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมนี้จะสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขยายตัวประมาณ 25% เมื่อเทียบกับปี 2552 โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าขยายตัว 11% และอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวราว 15% อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 การขยายตัวมีแนวโน้มแย่ลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า

นายจารึก เฮงรัศมี ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระบุถึงแนวโน้มในปี 2554 ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตขึ้นประมาณ 6-7% โดยการส่งออกในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจเติบโตประมาณ 4-5% ชะลอตัวลงจากปี 2553 เนื่องจากตลาดเริ่มคงที่ ไม่มีการออร์เดอร์สินค้าจำนวนมากกลับเข้า สต๊อกเหมือนช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ราว 10% เนื่องจากตัวเลขในปี 2553 ฐานยังค่อนข้างต่ำ และไทยมีสินค้าที่แข่งขันได้ดี เช่น เครื่องปรับอากาศ และเครื่องซักผ้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากผันผวนก็จะกระทบต่อผู้ประกอบการในการวางแผนผลิตและส่งออก ขณะเดียวกันปัญหาค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะกระทบต่อต้นทุนด้วย ส่วนตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ยังมีสภาพเศรษฐกิจเปราะบาง การคาดหวังออร์เดอร์จาก 2 ตลาดใหญ่นี้ยังเป็นไปได้ยาก เอเชียและอาเซียนจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับภาคการส่งออกของไทย

+สิ่งพิมพ์มั่นใจโต 10-15%
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่ปัญหาเงินบาทแข็งค่าอาจกระทบต่อการเติบโตในแง่มูลค่าการส่งออก นายพรชัย รัตนชัยกานนท์ นายกสมาคมการพิมพ์ไทย ได้สรุปภาพรวมปี 2553 ว่า การส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์มีแนวโน้มจะขยายตัวสูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเติบโตประมาณ 10% เทียบกับปีก่อนที่มียอดการส่งออก 1,566 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถ้าคำนวณกลับมาเป็นเงินบาทแล้วยังไม่แน่ใจว่าจะได้ตัวเลขตามเป้าหมายหรือไม่ แต่มั่นใจว่ามียอดส่งออกสูงกว่า 50,000 ล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้ ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. 2553) ประเทศไทยมีมูลค่าส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์อยู่ที่ 1,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2552 ซึ่งมียอดการส่งออก 1,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเติบโตขึ้นถึง 16%

"ในปี 2554 ตั้งเป้าหมายว่าอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์จะเติบโต 10-15% เพราะมีปัจจัยบวกสำคัญคือไทยยังเป็นฐานการส่งออกที่ดี มีออร์เดอร์เข้ามาต่อเนื่อง แต่ปัจจัยลบคือเงินบาทแข็งที่จะทำให้แข่งขันได้ยาก ขณะนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่รับออร์เดอร์ล่วงหน้า 3-6 เดือน กำหนดค่าเงินที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หากบาทแข็งไปกว่านี้ก็จะเจ็บตัว ซึ่งในปีนี้มีผู้ผลิตที่ขาดทุนจากเงินบาทแข็งไปแล้วหลายราย"

+น้ำท่วมดันใช้ปูนเพิ่ม
ด้านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์นั้น สศอ. ระบุว่า ในปี 2553 คาดว่าจะมีการผลิตปูนเม็ด 38.79 ล้านตัน และผลิตปูนซีเมนต์ (ไม่รวมปูนเม็ด) 36.22 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.72% และ 7.93% ตามลำดับ แม้ตลาดในประเทศจะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในช่วงต้นปีทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน ประกอบกับยอดขายลดลงในช่วงไตรมาส 3 ที่เป็นช่วงฤดูฝน แต่ในภาพรวมยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล สำหรับแนวโน้มปี 2554 คาดว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 3.27% จากการลงทุนในโครงการของรัฐบาล และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่เสียหายจากปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปลายปี 2553

+อุตฯเหล็กหวัง อีโคคาร์
สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า แม้ว่าจะมีปัญหามาบตาพุดที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน แต่อัตราการใช้เหล็กตลอดปี 2553 ที่ผ่านมายังคงขยายตัวได้ดีเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกมีการผลิตเพื่อชดเชยสต๊อกสินค้าที่ลดลงในช่วงปีก่อนหน้า ประกอบกับในครึ่งปีหลังอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการส่งออกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้ามีการขยายตัวถึง 14% จากที่ปี 2552 มีอัตราการขยายตัว -9% ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2554 คาดว่าจะยังสามารถขยายตัวได้ราว 5% เนื่องจากมีการลงทุนของภาครัฐต่อเนื่องจากปี 2553 ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ขยายตัวได้ในอัตราที่สูงมาก โดยเฉพาะการผลิตอีโคคาร์

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอื่นที่อาจเป็นดาวร่วงหรืออยู่ในช่วงขาลงในปี 2554 นั้น นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. สายงานกลุ่มอุตสาหกรรม มองว่า แทบจะไม่มีอุตสาหกรรมใดที่เป็นดาวร่วงเลยแต่อาจมีบางธุรกิจที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเติบโต เช่น อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและเผชิญปัญหาต้นทุนค่าแรงสูง ส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอาจเติบโตไม่สูงนักและมีต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการบางรายเริ่มหาทางออกด้วยการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า ขณะที่กลุ่มเครื่องจักรกลและโลหะการ รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรก็จะมีการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าลดลง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,595 26-29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

http://www.thannews.th.com/index.php...-46&Itemid=418
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old December 28th, 2010, 05:13 AM   #871
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

ควักอีก 2หมื่นล้านตรึง"แอลพีจี"ปี2554 ปตท.แจงนำเข้าพุ่งกว่า100%

Matichon วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:50:04 น.


ปตท.แจ้งข่าวร้ายปีเถาะ คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงขึ้น แจงผลเสียหากรัฐยังตรึงราคา"แอลพีจี"ต่อ ปีหน้าต้องนำเข้าเพิ่มกว่า 100% ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯชดเชยเพิ่มกว่า 2 หมื่นล้านบาท เกิดผลกระทบระยะยาว แต่พร้อมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล "วรรณรัตน์เ"ตรียมชง กพช. ถก 30 ธ.ค. ลอยตัวราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ได้หลายเด้ง ลดนำเข้า ลดใช้เงินกองทุนฯ รัฐเก็บภาษีได้เพิ่ม

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการคาดการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในสัปดาห์นี้จะไม่ปรับขึ้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนปี 2554 คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะขึ้นสูงกว่าปีนี้ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78 เหรียญต่อบาร์เรล เป็น 85-90 เหรียญต่อบาร์เรล จึงคาดว่าราคาน้ำมันขายปลีกอาจต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น

นายประเสริฐกล่าวถึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการและยังคงปล่อยให้การค้าและการจำหน่ายอยู่ในระดับปัจจุบัน (ราคาที่รัฐบาลยังอุดหนุนอยู่) คาดว่าจะทำให้ในปีหน้าต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านตัน จากปีนี้มีปริมาณการนำเข้า 1.524 ล้านตัน หรือเพิ่มกว่าปีที่ผ่านมาคิดเป็น 102.4% ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยการนำเข้าแอลพีจีกว่า 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลปรับโครงสร้างราคา ปตท.ในฐานะผู้รับมอบนโยบายพร้อมปฏิบัติตาม แต่หากรัฐบาล ไม่มีการปรับราคาแอลพีจีแต่อย่างใด ในส่วนนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะจะเกิดผลกระทบระยะยาว ที่จะมีการบิดเบือนโครงสร้างราคา ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ มากขึ้น

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปี 2554 คาดว่าการนำเข้าแอลพีจีจะลดลงกว่าปี 2553 คิดเป็น 92% หรือนำเข้าประมาณ 123,000 ตันต่อปี สาเหตุที่คาดว่าจะมีการนำเข้าลดลง คือ การที่ราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันที่จะให้เป็นราคาลอยตัวจากปัจจุบันกำหนดราคาเพดานไว้ที่ 330 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยในส่วนนี้คาดว่าจะจูงใจทำให้มีแอลพีจีเข้าสู่ตลาดอีก 50,000 ตันต่อเดือน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศทำให้ลดการนำเข้า และลดการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯที่ต้องเข้ามาอุดหนุนค่าขนส่งนำเข้า ประมาณ 50 เหรียญต่อตัน และเมื่อโรงกลั่นมีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 30 ธันวาคม
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 28th, 2010, 09:54 AM   #872
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

ดัชนีอุตฯ พย.ลดลงเดือนที่2ของปี

Posttoday 28 ธันวาคม 2553 เวลา 14:21 น.

ดัชนีอุตสาหกรรมพ.ย. อยู่ที่ 190.36 ลดลงเป็นเดือนที่ 2 ของปี ผลจากอุตสาหกรรมฮาร์ด ดิสก์ ไดร์ฟ รายใหญ่ชะลอขยายกำลังผลิตไปปีหน้าหันสต๊อกสินค้าปีนี้แทน

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.53 อยู่ที่ 190.36 ปรับลดลงจากเดือนต.ค.ที่อยู่ 191.57 หรือปรับลดลง 0.45% ซึ่งเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่2 นับจากเดือนก.ย.ที่อยู่ระดับ 201.45 เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เดือนพ.ย.อยู่ที่ 63.63% ที่ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนนับจากเดือนส.ค.ที่อยู่ 64.03% เนื่องจากผู้ประกอบการฮาร์ดดิสไดร์ฟรายใหญ่วางแผนขยายสายการผลิตใหม่ในปี 2554 โดยใช้วิธีสต๊อกสินค้าไว้ ส่งผลให้ตัวเลขสินค้าสำเร็จรูปคงคลังเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 11.65% มาอยู่ที่ 193.49%

“สาเหตุที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ย.53 ลดลง เนื่องจากการการผลิตและจำหน่ายฮาร์ดดิสไดร์ฟปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5และ2.1% ซึ่งถือเป็นการปรับฐานทางเทคนิคปกติ เพราะมีแผนขยายสายการผลิตใหม่ปีหน้า จึงทำให้มีสินค้าสำเร็จรูปคงคลังสูงถึง 121% แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 5.61% ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันหลังจากเจอภาวะเศรษฐกิจโลก”นางสุทธินีย์ กล่าว

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวต่อดัชนีอุตสาหกรรม ได้แก่การผลิตรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ปูนซีเมนต์ เครื่องสุขภัณฑ์การแปรรูปสัตว์น้ำ โดยการผลิตรถยนต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนการผลิตเพิ่มขึ้น 25.9% และการจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้น25.%ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของโลกและของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันตลาดภายในประเทศได้รับผลดีจากค่ายรถยนต์เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวได้ดี จึงส่งผลให้เกษตรกรมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

ส่วนการผลิตเครื่องปรับอากาศ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีการผลิตเพิ่มขึ้น 58.4% และมีการจำหน่ายเพิ่มขึ้น 48.7% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวผู้ประกอบการได้ส่งสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

โดยเน้นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ จึงได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ทางด้านการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นหลายโครงการ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ส่งผลต่อยอดการผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศที่สูงขึ้น รวมทั้งการผลิตปูนซีเมนต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีการผลิตเพิ่มขึ้น 7.2% และมีการจำหน่ายเพิ่มขึ้น10.3%เนื่องจากภาวะการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายต่างๆที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก

นางสุทธินี กล่าวว่า นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวในระยะสั้น คือความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในการซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่างๆหลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศเช่นเดียวกันกับ การผลิตเครื่องสุขภัณฑ์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีการผลิตเพิ่มขึ้น 24.2% และจำหน่ายเพิ่มขึ้น15.4% เนื่องจากมีความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นไปตามทิศทางการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 29th, 2010, 01:29 AM   #873
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 989
Likes (Received): 54

ศก.ปลายยังดีเกินคาด คลังเพิ่มGDPปีนี้เป็น7.8% จับตาปีหน้าตัวป่วนเพียบ


สศค.ปรับประมาณการณ์จีดีพีปี 53 รอบใหม่โตเพิ่มจากเดิม 7.5%เป็น 7.8%ขณะที่ปี54 มั่นใจโตได้ 4.5% เชื่อส่งออกยังแข็งแกร่งหลังไทยปรับกลยุทธ์รุกตลาดย่านอาเซียน ช่วยกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรปที่ยังเปราะบาง แต่ต้องระวัง 6 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเข้ามาบั่นทอนเศรษฐกิจ

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ปรับประมาณการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ปี 2553 รอบใหม่เพิ่มเป็น 7.8%

จากเดิมอยู่ที่ 7.5% เนื่องจากการนำเข้า ส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เติบโตได้อย่างมีศักยภาพ เนื่องจากไทยมีการขยายฐานการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน จีน และอินเดีย ทำให้สามารถรองรับความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ปี 2554 คาดว่า จีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่ 4.5% ซึ่งเป็นระดับการเจริญเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคการนำเข้าและส่งออก ตลอดจนการลงทุนที่ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ดีภาคส่งออกอาจต้องจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างยุโรปและสหรัฐยังคงเปราะบาง แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย

โดยในปีหน้ายังมี6ปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ 1. การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ที่ปี 2554 คาดว่าจะเติบโตที่ประมาณ 3.3% ส่วนปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4.5% และ 2. ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่คาดปี 2554 จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 83.40 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 82 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นของประเทศจีน อินเดีย และยุโรป เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยปี 2553 ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นถึง 27% 3.ราคาสินค้าส่งออกและนำเข้า ที่คาดว่า ปี 2554 ราคาสินค้าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 6% และนำเข้าเพิ่มขึ้น 5.8% ขณะที่ปี 2553 ราคาสินค้าส่งออกขยายตัวที่ 9.1% และนำเข้าขยายตัว 8%

4.ทิศทางค่าเงินบาท ที่คาดว่า ปี 2554 จะอยู่ที่ระดับ 29.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 2553 อยู่ที่ประมาณ 31.70 บาท และ 5.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ปีหน้าคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอีก 1% เป็น 3% จากปี 2553 ที่อยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดโลก และ 6.การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งปี 2554 เชื่อว่าจะมีการเบิกจ่ายได้ดีขึ้น

ขณะที่ทิศทางอัตราเงินเฟ้อในปี 2554 คาดว่า จะเพิ่มเป็น 3.5% จากปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.3% ซึ่งสอดคล้องกับภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรมีอยู่ในระดับสูง ขณะที่การปรับเพิ่มของค่าจ้างแรงงาน รวมถึงแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

สำหรับในปี 2554 ยังเชื่อมั่นว่า จะไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตกในภาคเศรษฐกิจของไทยแน่นอน แม้ไทยจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีการขยายฐานการส่งออกมากขึ้นไปยังเอเชีย อินเดีย จีนและอาเซี่ย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี รวมถึงปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเฉพาะจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ไม่น่าจะรุนแรงเท่าปี 2553 เพราะไทยมีการขยายฐานการส่งออก ปรับปรุงการผลิต และมีการนำเข้าวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี รวมถึงเชื่อว่า รัฐบาลจะเร่งการลงทุนในโครงการใหญ่ๆได้ ก็จะช่วยบรรเทาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จากปี 2553 ที่มีการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจนทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปว่า 10%

"เบื้องต้นคาดว่ามาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนรวมถึงนโยบายต่างๆตามแผนประชาวิวัฒน์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศในวันที่ 9 มกราคม2554 น่าจะมีผลดีต่อทิศทางเงินเฟ้อ แต่ต้องรอความชัดเจนอีกครั้งก่อนจะปรับประมาณการณ์ในรอบต่อไป" นายนริศ กล่าว

ส่วนทางด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2553 นับว่า ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด โดยมูลค่าการส่งออกขยายตัว 28.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในเอเชีย ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น ทำให้การบริโภคขยายตัวต่อเนื่อง ดูได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัว 9.7% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวได้ดี จากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัว 19.8%

โดยในช่วง 9 เดือนของปีนี้ จีดีพีขยายตัวที่ระดับ 9.3% จำแนกเป็นไตรมาส 1 ขยายตัวที่ 12% ไตรมาส 2 ขยายตัวที่ 9.2% และไตรมาส 3 ขยายตัวที่ระดับ 6.7% ขณะที่ไตรมาส 4 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.5%จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5%จากไตรมาส 3
วันที่ 29/12/2010

http://www.naewna.com/news.asp?ID=242700
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old December 29th, 2010, 05:37 AM   #874
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

เรื่องราวของ500เศรษฐีหุ้นไทย รวย2.3แสนล้าน แต่คนไทย60% หนี้ท่วม134,699บาท/ครัวเรือน

Matichon วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:00:00 น


นิตยสาร "การเงินธนาคาร" จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ประจำปี 2553 พบว่า ปีนี้ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 235,000 ล้านบาท เศรษฐีหุ้นไทยมี 500 อันดับ ถ้าคิดเป็นตระกูลมีประมาณ 200 ตระกูล


ต่อไปนี้คือ ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย ที่การเงินธนาคาร รวบรวมจากตลาดหุ้นปี 2553



@มาลีนนท์ ช่อง 3 ครองแชมป์
ตระกูลเศรษฐีหุ้น 12 ปีซ้อน


ปี 2553 นับเป็นปีที่ 12 แล้ว ที่ตระกูลมาลีนนท์ ยังครองตำแหน่งแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเครือญาติในตระกูลมาลีนนท์จำนวน 10 คน ได้แก่ ประวิทย์ ประชุม ประสาร รัตนา อัมพร สกลศรี ปิยวดี นภา เทรซีแอน และแคทลีน มาลีนนท์ ถือครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทั้งสิ้น 44,176.45 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถึง 18,306.34 ล้านบาท หรือ 70.76%



ตระกูลมาลีนนท์ก้าวเข้ามาเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2540 หลังจากที่นำ บมจ.บีอีซี เวิล์ด (BEC) เจ้าของไทยทีวีสี ช่อง 3 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2539 ซึ่งนอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ยังมีหุ้นที่เครือญาติในตระกูลมาลีนนท์ถือครองอีก 3 บริษัทคือ บมจ.ศิครินทร์ (SKR) บจม.เวฟ เอ็มเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า (CENTEL)


ส่วนตระกูลเสรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ของแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้ โดยครอบครัววิจิตรพงศ์พันธุ์ นำโดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น PS ที่ทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรแบรนด์ "พฤกษา" รวมมูลค่า 37,618.75 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 18,804.83 ล้านบาท หรือ 99.95%


ตระกูลอัศวโภคิน ปีนี้ตกลงมาอยู่อันดับ 3 โดย 6 เครือ ญาติ อนันต์ ทรงพล บุญทรง สุดา และอภิชิต ถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 21,868.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.46 ล้านบาท หรือ 8.72%



@ตระกูลกาญจนพาสน์
มั่งคั่งเพิ่มขึ้นกว่า 1,000%



ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ กาญจนพาสน์ โดยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1135.90% หรือ 18,629.49 ล้านบาท จากการถือครองหุ้น บมจ.บีทีเอส กรุป โฮลดิ้งส์ (BTS) ของ คีรี และกวิน กาญจนพาสต์ และการถือครองหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) ของอนันต์ และสาคร กาญจนพาสน์ คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ตระกูลกาญจนพาสน์ถือครองรวมทั้งสิ้น 20,269.56 ล้านบาท ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ปีนี้อยู่ในอันดับ 5 โดยมีเครือญาติในตระกูลที่ติดอันดับเศรษฐีหุ้นมากที่สุดถึง 30 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 18,325.42 ล้านบาท เพิ่ทขึ้น 5,039.41 ล้านบาท หรือ 37.93%



โดยหุ้นกลุ่มจิราธิวัฒน์ถือครอง ได้แก่ บมจ.เอบิโก้ โฮลดิ้ง (ABICO) บมจ.บิ๊กซีซูปเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บมจ.รงแรมเซ็นทรัลพลาว่า (CENTEL) บมจ.มาลีสามพราน (MALEE) บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) บมจ.โพสต์พับลิซชิง (POST) บมจ.เพาเวอร์-พี (POWER) บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBIN) บมจ.ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล (TRS) และ บมจ.ยานภัณฑ์ (YNP)



@200 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย
รับเงินปันผล 1.3 หมื่นล้าน



นอกเหนือจากกำไรที่ได้จากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว บรรดาเศรษฐีหุ้นไทยเหล่านี้ ยังมีรายได้จากเงินปันผลที่เข้ามาเสริมความมั่งคั่นให้กับเศรษฐีหุ้นไทยอีกเป็นจำนวนมหาศาล โดยรายได้จากเงินปันผลของ 200 อันดับ เศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุด ซึ่งคำนวณจากการจ่ายเงินปันผลในช่วง 30 กันยายน 2552-30 กันยายน 2553 นั้น รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 13,426 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการคำนวณภายใต้สมมุติฐานว่าเศรษฐีหุ้นทั้งหมดถือหุ้นไว้ในรอบปีดังกล่าวโดยไม่มีการขายหุ้นออก


สำหรับเศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน ที่ได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้น LH และ MANRIN รวมทั้งสิ้น 810.10 ล้านบาท ตามด้วยอันดับ 2 ทองมา วีรบวรพงศ์ 359.97 ล้านบาท อันดับ 4 ประวิทย์ มาลีนนท์ 331.18 ล้านบาท



อันดับ 5 รุ่งโรจน์ แสงศาสตรา 265.00 ล้านบาท อันดับ 6 ประทีป ตั้งมติธรรม 256.74 ล้านบาท อันดับ 7 ประชุม มาลีนนท์ 230.19 ล้านบาท อันดับ 8 รัตนา มาลีนนท์ 229.46 ล้านบาท อันดับ 9 อัมพร มาลีนนท์ 229.43 ล้านบาท และ อันดับ 10 ประสาร มาลีนนท์ 227.85 ล้านบาท

@ ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สิน 60.9 %
หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาท/ครัวเรือน


ตัวเลขหนี้สินของคนไทยทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ ปรากฎอยู่ในรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของครัวเรือน ปี 2552 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ



ตัวเลขล่าสุด รายได้ครัวเรือน ปี 2552 จากผลการสำรวจ ในปี 2552 พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,903 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้ จากการทำงาน(ร้อยละ 72.0) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างเงินเดือน (ร้อยละ 40.3) จากการทำธุรกิจ(ร้อยละ20.3) และจากการทำการเกษตร(ร้อยละ 11.4) และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจาก การทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอก ครัวเรือน/รัฐ(ร้อยละ 10.2) รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ย(ร้อยละ1.6) นอกจากนั้นยังมีรายได้ในรูปสวัสดิการ/สินค้าและบริการต่างๆ(ร้อยละ 14.5)



ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินร้อยละ 60.9 โดยมีจำนวน หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่(ร้อยละ 67.7) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้าน/ที่ดินร้อยละ 34.3 ใช้ในการอุปโภคบริโภคร้อยละ 30.8 และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา มีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น สำหรับหนี้ใช้ทำธุรกิจจะสูงกว่า การเกษตร ร้อยละ 2.1



ครัวเรือนทั่วประเทศที่มีหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินในระบบโดยเป็นครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 82.4 และเป็นครัวเรือนที่เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบร้อยละ 9.7


สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียว มีเพียงร้อยละ 7.9 และพบว่าจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบ ถึง 18 เท่า (127,715 และ 6,984 บาท ตามลำดับ)



ครัวเรือนที่มีหนี้สินในระบบทั่วประเทศ ในปี 2552 พบว่าการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและที่ดินสูงที่สุด คือ ร้อยละ 35.3 อาจเป็นผลจากมาตรการ การกระตุ้นธุรกิจ


อสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีในการซื้อ/โอนบ้าน รองลงมาใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 30.6 สำหรับใช้ทำธุรกิจ และทำการเกษตรใกล้เคียงกันคือร้อยละ 15.6 และ 14.3ตามลำดับ ส่วนหนี้เพื่อใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น

สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้สินนอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 33.8 รองลงมา เพื่อใช้ทำธุรกิจ ใช้ซื้อบ้านและที่ดิน และใช้ทำการเกษตร คือร้อยละ 27.7 17.0 และ 11.7 ตามลำดับ สำหรับหนี้เพื่อ ใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.7 เท่านั้น


นี่คือ ภาพสองด้านของประเทศไทยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 29th, 2010, 09:01 AM   #875
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,408
Likes (Received): 1254

เผยไทยคอรัปชั่นระดับรุนแรง

Posttoday 29 ธันวาคม 2553 เวลา 13:44 น.


หอการค้าเผยผลสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยอยู่ในระดับรุนแรงมาก ขณะที่จิตสำนึกในการป้องกันยังอยู่ในระดับต่ำ

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรเศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงมาก โดยมีดัชนีรวมอยู่ที่ 3.2 จาก ดัชนีวัดค่า 0-10 ( 0 รุนแรงที่สุด 10 ไม่รุนแรงเลย) แต่หากแยกเป็นความเห็นของนักธุรกิจดัชนีความรุนแรงจะอยู่ที่ 2.8 หรืออยู่ในระดับรุนแรงมากที่สุด ขณะที่ข้าราชการเห็นว่าความรุนแรงอยู่ในระดับ 3.8 ส่วนประชาชนทั่วไประดับความรุนแรงอยู่ที่ 3.2

อย่างไรก็ตาม หากถามความเห็นในแง่ของจิตสำนัก และการสร้างจริยธรรมที่ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น พบว่า จิตสำนึกโดยรวมอยู่ในระดับต่ำมากโดยมีดัชนีอยู่ที่ 2.9 ทั้งที่ปัญหาการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากแนวคิดที่เห็นว่า แม้จะมีการคอร์รัปชั่น แต่ถ้านักการเมืองมีผลงานและประชาชนได้ผลประโยชน์ ถือว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่า อันตรายต่อประเทศไทย

ด้านผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจรฃน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้า กล่าวเสริมว่า การคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในไทยมีส่วนที่ฉุดความสามารถทางการแข่งขันให้ลดลง แม้ว่าไทยจะมีสภาพแวดล้อมทางด้านการลงทุนดีกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ถ้า มีปัญหาคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับรุนแรง นักลงทุนก็จะเกิดความไม่มั่นใจและหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทน และการคอร์รัปชั่น เป็นเหตุผลที่ทำให้นโยบายของรัฐขาดความต่อเนื่องจากการที่ต้องเปลี่ยรัฐบาลบ่อยๆ

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชัน เป็นความร่วมมือของหอการค้าไทยกับมหาวิทยาลัยหอการค้า เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้รู้และยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยมีการคอร์รัปชั่นในระดับที่รุนแรง และจะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายพื่อแก้ปัญหาด้วยความอดทน และหากปล่อยปัญหาไปไม่รับแก้ไข ในปี 2558 ที่จะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็อย่าหวังว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านการลงทุนในอาเซียน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 30th, 2010, 10:47 AM   #876
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 989
Likes (Received): 54


มองลงทุนศักราชใหม่รัฐปรับโมเดลดูดทุน


ลงทุน-อุตสาหกรรม - ลงทุน-อุตสาหกรรม
เขียนโดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2010 เวลา 16:32 น.

ตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจปี2554 ขาหนึ่งยังคงหนีไม่พ้นการดึงทุนจากนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติให้ลงทุนในไทยมากขึ้น

แม้บทบาทด้านตัวเลขในการชักจูงการลงทุนจะไม่ใช่ขนาดหลายหมื่นล้านบาทต่อโครงการแบบในอดีต แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ก็ให้น้ำหนักว่า หากวัดที่จำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี2553 ก็น่าจะเป็นตัวช่วยที่สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางจากนี้ทุนขนาดกลางและขนาดเล็กหรือทุนในกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี จะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนมากขึ้น หลังจากที่บีโอไอกำหนดให้การลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นกิจการที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ จึงทำให้ทุนเอสเอ็มอีแห่ขอรับการส่งเสริมมากรายขึ้น
ดูได้จากการขอรับการส่งเสริมรวมในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่มีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 1,409 โครงการ เงินลงทุน 377,900 ล้านบาท เปรียบเทียบจาก ปี2552 ในช่วงเดียวกันมีจำนวน 992 ราย เงินลงทุน 355,900 ล้านบาท ที่ส่วนหนึ่งมาจากการขยับทุนของกลุ่มเอสเอ็มอี

++ยังเสี่ยงดึงทุนใหม่เข้ามา
อย่างไรก็ตามดร.อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอตั้งข้อสังเกตว่า ปี2554 ยังมีความเสี่ยงในแง่การดึงทุนใหม่เข้ามา หากมีการเลือกตั้ง ก็จะทำให้การออกไปโรดโชว์เพื่อดึงทุนต่างชาติเข้ามาสะดุดได้ เช่นเดียวกับที่หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องอีก ผู้ที่เข้ามาลงทุนในไทยก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับประเทศด้วย ถ้าเป็นนักลงทุนทางจีน หรือญี่ปุ่นเข้ามาก็ไม่กระทบมาก เพราะค่าเงินก็แข็งค่าตามกันไป แต่ถ้าเป็นทุนจากอเมริกา ยุโรป รายใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนอาจจะกระทบ เพราะบาทแข็งค่าต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นนักลงทุนรายเก่าขยับแค่การขยายการลงทุนและมีการนำเข้าเครื่องเข้ามาก็จะมีต้นทุนที่ถูกลง เป็นต้น

++โฟกัสทุนเอสเอ็มอี
สำหรับบีโอไอตามเป้าหมายวางไว้ว่าปี 2554จะมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนอยู่ในระดับใกล้เคียงปี 2553 ที่มีมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท โดย นโยบายบีโอไอจะโฟกัสไปที่การขยายการลงทุนเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สนับสนุน ที่ในอดีตไม่ให้การส่งเสริมเพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในเขต 1 และปริมณฑล ก็มีการปรับปรุงประเภทกิจการก็เพื่อกระตุ้นให้มีความพร้อมสำหรับการรับมือการเปิดเสรีในตลาดอาเซียน
ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าแผนโรดโชว์ประมาณ 102 คณะ ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกที่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องโดยจะระดมสำนักงานต่างประเทศ 13 สาขาทั่วโลกมารับนโยบายปี2554 ในช่วงต้นเดือนมกราคม ปี2554 คาดว่าจะใช้งบประมาณเพื่อส่วนนี้ประมาณ 100 ล้านบาท เท่ากับปี 2553 โดยโฟกัสไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายในการดึงทุนเข้ามาคือ1. ยานยนต์ และชิ้นส่วน 2.อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และ3. พลังงานทดแทน จากเดิมที่บีโอไอมุ่งให้ความสำคัญในการดึงทุนที่มีขนาดเม็ดเงินลงทุนสูงเข้ามา

++ปลุก"บีโอไอแฟร์"ตัวช่วย
นอกจากนี้ในปี2554 บีโอไอยังมีตัวช่วยที่เกิดจากการจัดงานนิทรรศการ"บีโอไอแฟร์2011 โลกสดใส ไทยยั่งยืน" ขึ้นระหว่างวันที่ 10-27 พฤศจิกายน 2554 รวม 18 วัน ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จะจัดแสดงในพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารรวมประมาณ 240,000 ตารางเมตร เป็นการจัดงานบีโอไอแฟร์ครั้งที่ 3 ที่จะแสดงให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสและเกิดความมั่นใจต่อภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ที่ขณะนี้มีบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมแสดงศักยภาพในงานดังกล่าวแล้ว คาดว่าผลที่จะได้รับคือเกิดการลงทุนใหม่ในประเทศไทย รวมถึงการขยายการลงทุนของกลุ่มทุนเก่าที่เข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้แล้วมากขึ้น

++จับตาญี่ปุ่นล็อตใหม่บุกไทย
ขณะที่ความเห็นของภาคเอกชนนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี กล่าวว่าปี 2554 การลงทุนน่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่ปี 2553 การลงทุนมีสัดส่วนเพียง 20% ของจีดีพี ถือว่าน้อยมาก ฉะนั้นในปี 2554 การลงทุนน่าจะสูงกว่านี้โดยเฉพาะทุนทางตรงจากต่างประเทศที่จะเข้ามาในครึ่งปีหลังปี 2554 บวกกับที่การใช้กำลังการผลิตใหม่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ใช้กำลังผลิตเต็มที่แล้วในบางอุตสาหกรรม แต่จะไปขยายที่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตามในปี 2554 บวกกับที่จะเป็นปีที่ทุนสัญชาติญี่ปุ่นจะกลับมามองเรื่องการลงทุนนอกบ้านอีกครั้งโดยเป้าหมายหลักจะโฟกัสมาที่ประเทศไทย
สอดคล้องกับที่นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ มองว่าปี 2554 ภาคการลงทุนจะมีบทบาทรองจากภาคท่องเที่ยว แต่จะเป็นการลงทุนที่มีขนาดเล็กลง เนื่องจากเอสซีจี เปเปอร์มีลูกค้าที่เป็นกลุ่มทุนญี่ปุ่นมาก ที่มองกันว่า ปีหน้าญี่ปุ่นจะมองการลงทุนนอกประเทศอีกครั้งหลังจากที่ค่าเงินเยนยังแข็งค่าต่อเนื่อง บวกกับเดิมญี่ปุ่นตั้งใจจะไปลงทุนในจีนมากขึ้น แต่ตอนหลังก็มีปัญหาการเมืองกัน ประกอบกับที่ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตที่ญี่ปุ่นชอบอยู่ เพราะเวลามาลงทุนในไทยทำกำไรได้มาก ประกอบกับวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน
ขณะที่การไปลงทุนในจีนตอนนี้ก็ยังมีบางบริษัทที่ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนแล้วยังไม่มีกำไร โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นล็อตใหม่ในไทยจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม เช่น กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เทคโนโลยีทันสมัยขึ้น และเป็นการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เป็นต้น เพียงแต่การเข้ามาของญี่ปุ่นจะไม่โหมโรงมากแบบในอดีต โดยครั้งนี้จะมีประเทศเป้าหมายจากประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย

++มีปัจจัยบวกรับตลาดเอเชีย
นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน)หรือ PTTCH มองว่าปี 2554 ยังมีปัจจัยบวกอยู่ ยังทำให้มองเห็นแนวโน้มการลงทุน เนื่องจากตลาดยังมีการเติบโตอีกมากในเอเชีย โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งจะมีตลาดขนาดใหญ่ถึง 600 ล้านคน มีกำลังซื้ออยู่มาก ตรงนี้ไทยต้องเตรียมรับมือ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นขอให้อย่าไปคิดว่าเป็นแค่การเคลื่อนย้ายสินค้า ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มันคือการเคลื่อนย้ายของเงินทุน คน และการบริการ และโลจิสติกส์และของการถือทรัพย์สิน ตรงนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมด จะไปมองแค่ว่ามีกฎหมายแล้วไม่อยากให้ใครเข้ามามีมาร์เก็ตแชร์ในไทยมากไม่ได้ เพราะต่อไปตลาดมันคนละอย่างกันแล้ว ฉะนั้นเราต้องเตรียมให้พร้อม และจะต้องเป็นการเตรียมพร้อมในระดับประเทศ ถ้าทำได้ก็คือโอกาสเพราะเรากำลังทำของขายคนในตลาดอาเซียนที่มีกำลังซื้ออีกมากหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศไทย
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554 หลายคนกังวลเรื่องการเมือง แต่ส่วนตัวไม่กังวลเพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติของไทยไปแล้ว ภาคเอกชนเองก็ต้องทำธุรกิจไปตามแผนที่มีอยู่ และคิดว่าตัวที่น่าเป็นห่วงคือความชัดเจนของกฎกติกาต่างๆ และความสม่ำเสมอ ความคงเส้นคงวาในเรื่องนโยบาย เพราะเป็นเรื่องสำคัญในแง่ของการลงทุน

- นิคมใหม่แห่ผุดกว่า 2 หมื่นไร่
สำหรับทางด้านนางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2553 สามารถทำยอดการขายพื้นที่ทำได้ถึง 2,985 ไร่ สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1,500 ไร่เกือบ 100% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับสถานการณ์ภายในประเทศทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และปัญหามาบตาพุด คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2554 จึงได้ตั้งเป้ายอดการขายพื้นที่ไว้ที่ 3,100 ไร่ โดยประเมินว่าจะเป็นพื้นที่ร่วมดำเนินการเอกชน 3,000 ไร่ และพื้นที่ภายใต้การดำเนินการของ กนอ. เอง 100 ไร่ โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญยังคงเป็น ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงานทางเลือก

ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และขณะนี้มีภาคเอกชนที่สนใจจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อรองรับการลงทุนกว่า 20,000 ไร่ เงินลงทุนสูงกว่า 30,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร(โครงการ 2) จ.ชลบุรี พื้นที่ 8,226 ไร่ เงินลงทุน 14,505 ล้านบาท 2.นิคมอุตสาหกรรมระยอง(บ้านค่าย) จ.ระยอง ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) พื้นที่ 2,194 ไร่ ลงทุน 2,165 ล้านบาท 3.นิคมอุตสาหกรรมระยอง(วังจันทน์) จ.ระยอง ของ บมจ.ไออาร์พีซี พื้นที่ 3,327 ไร่ ลงทุน 2,833 ล้านบาท 4.นิคมอุตสาหกรรมบ้านบึงพัฒนา จ.ชลบุรี ของ บริษัท เอสที เพาเวอร์กรุ๊ป จำกัด พื้นที่ 1,500 ไร่ มูลค่าลงทุน 1,200 ล้านบาท 5.นิคมอุตสาหกรรม CNXWOOD MOVIE TOWN จ.เชียงใหม่ ของ บริษัท CNXWOOD ONE จำกัด พื้นที่ 1,500 ไร่ 6.นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง ของ บริษัท ไทร เบคก้า เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด พื้นที่ 2,042 ไร่ และ 7.นิคมอุตสาหกรรมบริการทีซีซี พีดี 13 จำกัด จ.เพชรบุรี ในเครือทีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี พื้นที่ 13,335 ไร่ เงินลงทุนกว่า 13,000 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,596
30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 - 1 มกราคม พ.ศ. 2554

http://www.thannews.th.com/index.php...-46&Itemid=418
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old December 31st, 2010, 03:36 AM   #877
Imperfect Ending
Or is it?
 
Imperfect Ending's Avatar
 
Join Date: Apr 2003
Location: In Portland, Oregon with Leo
Posts: 10,453
Likes (Received): 119

__________________

Imperfect Ending no está en línea   Reply With Quote
Old January 1st, 2011, 06:16 AM   #878
Jupitana
BANNED
 
Join Date: Dec 2010
Location: Bangkok
Posts: 810
Likes (Received): 2

เจาะแผนลงทุน8บิ๊กอสังหาฯปี54 เปิด 190โครงการกว่า2.2แสนล้าน


8 บริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ เปิดแนวรบปี 2554 เตรียมแผนขึ้นโครงการใหม่กว่า 190 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.22 แสนล้านบาท

"นสพ.กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 8 ราย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ในปี 2554 ผู้ประกอบการใหญ่เหล่านี้ มีแผนลงทุนใหม่คึกคัก ประเมินจากเงินทุน ที่ดินในมือและแผนธุรกิจพบว่ามีการเตรียมเปิดโครงการใหม่ไม่น้อยกว่า 190 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.22 แสนล้านบาท โดยโครงการใหม่เหล่านี้ จะมีทั้งทดแทนสินค้าเดิม และขยายฐานตลาดสู่ทำเลใหม่ในต่างจังหวัด

จากการสำรวจพบว่า บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เตรียมเปิด 78 โครงการ เฉลี่ยโครงการละ 700 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 5.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ บมจ.แสนสิริ เปิด 23 โครงการมูลค่า 3.3 หมื่นล้านบาท ด้าน บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดกว่า 20 โครงการมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท บมจ. เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดใหม่ 20 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท บมจ.ศุภาลัย เปิดใหม่ 16 โครงการมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ เปิด 19 โครงการมูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท บมจ.แอล.พี.เอ็น. เปิดใหม่ 10 โครงการมูลค่ารวมกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ บมจ.โนเบิล เปิดอีก 4 โครงการมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท

ตั้งเป้าขาย-รายได้โตกว่า 20%
หากมองภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2554 คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับปี 2553 เป็นการประเมินบนพื้นฐานปัจจัยเสี่ยงและการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งชะลอตัวอยู่ที่ 3.5-4% สวนทางกับเป้าหมายรายได้ และยอดขายแต่ละราย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งเป้าเติบโตไม่น้อยกว่า 10-20% ยกเว้นพฤกษาฯ ตั้งเป้ารายได้ในปี 2554 ประมาณ 40% เป็น 3.2 หมื่นล้านบาท ปี 2553 คาดรายได้อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายรอโอน 3.2 หมื่นล้านบาท โดยจะโอนในปีหน้า 1.6 หมื่นล้านบาท

ในส่วนของยอดขาย พฤกษาตั้งเป้าไว้ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2553 ที่มียอดขายกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% เป็นการเติบโตที่ลดลง เนื่องจากฐานใหญ่ โดยปี 2553 ที่เติบโตจากปี 2552 กว่า 70%
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ตั้งเป้ารายได้เติบโตกว่า 20% มาอยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท จากปี 2553 ที่คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท รายได้และยอดขายของแลนด์น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ด้านแสนสิริ ตั้งเป้ารายได้ปี 2554 อยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่า 10% จากปี 2553 ที่มีรายได้ 1.85 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายตั้งเป้าปี 2554 ไว้ที่ 2.8-3 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ที่มียอดขาย 2.7 หมื่นล้านบาท บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งเป้ายอดขายปี 2554 ใกล้เคียงกับปี 2553 คือ อยู่ที่กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่รายได้ตั้งเป้าเติบโตกว่า 25% โดยมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ในปี 2554 แล้วเกือบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นคอนโด 6,000-8,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นแนวราบ โดยปัจจุบันมียอดขายรวมรอโอน ณ วันที่ 30 พ.ย. 2553 อยู่ที่กว่า 2.7 หมื่นล้านบาท

พร้อมใจขยายทุกตลาด
โครงการใหม่ที่เปิดขายในปี 2554 ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับโครงการจัดสรรแนวราบ ต่างจากเมื่อปี 2552-2553 ที่ส่วนใหญ่หันไปเปิดคอนโดมิเนียม เพื่อสะสมยอดขาย โดยประมาณการรายได้ระยะยาวจะมีเข้ามาตั้งแต่ปี 2555 หากเปรียบด้านรายได้ที่จะเข้ามาพบว่าอสังหาฯ แนวราบ จะเข้ามาเร็วกว่า ใช้เวลาขายและก่อสร้าง 4-8 เดือน ขณะที่การก่อสร้างคอนโดมิเนียมใช้เวลา 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ

อีกทั้งกฎเกณฑ์ใหม่ในการรับรู้รายได้เมื่อโอน ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทอสังหาฯ มาก โดยเฉพาะการลงทุนในคอนโดมิเนียม ที่จะต้องใส่เม็ดเงินในการก่อสร้าง จะมีรายได้ก็ต่อเมื่อได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้า ผลที่ตามมาจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อสร้างและส่งมอบตามแผน ซึ่งการหันมาเน้นจัดสรรแนวราบ ตั้งแต่ปี 2553 เพราะต้องการเงินสดเข้ามาในช่วงสั้นๆ เพื่อชดเชยแนวสูง ซึ่งคาดว่าในปี 2554 จะเป็นอีกปีที่พิสูจน์เรื่องการบริหารกระแสเงินสดของบิ๊กอสังหาฯ ซึ่งนอกจากบริหารการลงทุนจากรายได้ตามปกติแล้ว ยังจะมีการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ เพื่อรองรับแผนลงทุนในอนาคต

นอกจากนี้ การปรับเกณฑ์ใหม่ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อรายย่อย (Lone to Value:LTV) สำหรับที่อยู่อาศัยแนวสูง (คอนโด) อยู่ที่ 90% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2554 และที่อยู่อาศัยแนวราบอยู่ที่ 95% เริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2555 ผลกระทบ LTV แม้ผู้ประกอบการจะมองว่ามีค่อนข้างจำกัด แต่เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่โดยเฉพาะบ้านพร้อมอยู่ (Prebuilt) พบว่าผู้ประกอบการจะให้ลูกค้าวางเงินจองสูงขึ้น
ขณะที่สินค้าประเภทคอนโดจากนี้ไปแต่ละบริษัทจะให้ลูกค้าทำสัญญากู้เงินล่วงหน้า ก่อนที่โครงการจะเสร็จ เพราะเป็นการลดการเก็งกำไรและลดความเสี่ยงยกเลิกเมื่อโอนได้

การเข้าสู่ตลาดใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาฯ อาจส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น สัญญาณดังกล่าวเริ่มส่งมาตั้งแต่กลางปี 2553 ที่พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับพอร์ตสินค้า เพิ่มโปรดักท์ครบมืออุดช่องว่างทางการตลาด ทุกบริษัทที่เปิดโครงการใหม่พร้อมขยายตลาดไปทั้งระดับไฮเอนด์ และแนวราบเพิ่ม แม้บางบริษัทจะไม่ถนัดในบางสินค้า แต่ก็จำเป็นต้องกระโดดเข้าไปแข่ง เสมือนเป็นการลงทะเบียนเรียน และมีโอกาสทำให้บริษัทเพิ่มงบประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่ม

http://www.bangkokbiznews.com/home/d...4;น.html
Jupitana no está en línea   Reply With Quote
Old January 1st, 2011, 06:19 AM   #879
Jupitana
BANNED
 
Join Date: Dec 2010
Location: Bangkok
Posts: 810
Likes (Received): 2

“ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” นำทัพพฤกษา ผงาดเศรษฐีหุ้นอันดับ 1


ถอดแนวคิด"ทองมา " บิ๊ก พฤกษาฯนำธุรกิจทิ้งห่างเพื่อร่วมธุรกิจเดี่ยว จากนี้ไปตำแหน่งแชมป์ไม่จบพียงแค่ตัวเลข

กลายเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 1 ในปี 2553 สำหรับ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ที่วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือน ธ.ค. 2553 ระบุการถือครองหุ้นมูลค่ารวม 31,422.25 ล้านบาท จากการถือหุ้น PS ในสัดส่วน 58.60% รวยเพิ่มขึ้น 15,591.83 ล้านบาท หรือ 98.49% เนื่องจากราคาหุ้น PS ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.60 บาท หรือ 107.69% จาก 11.70 บาท มาอยู่ที่ 24.30 บาท เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2553

ถึงวันนี้ "ทองมา" ได้พิสูจน์ถึงฝีมือในการบริหารนำพาองค์กรไต่ระดับธุรกิจจากม้านอกสายตาในอดีตขึ้นชั้นแชมป์ธุรกิจที่พิสูจน์ถึงตัวเลขได้ทั้งยอดขาย , รายได้ และ กำไร ที่เติบโตมาต่อเนื่อง โดยปี 2553 พฤกษา ปิดยอดขายที่ 3.9 หมื่นล้านบาท ยอดรายได้ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิน่าจะไม่ต่ำไปกว่าปีก่อนที่ได้กว่า 3,000 ล้านบาท
ความมั่งคั่งของแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยคนล่าสุด “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์” เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่นำ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 6 ธันวาคม 2548 เมื่อบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งบวกกับมีการปรับแผนเชิงรุกธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องทั้งยังทั้งในการพัฒนาและกระบวนการทำงานอย่างเหมาะสมสร้างจุดแข็งหลายด้านเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่ปี 2554 ก็วางหมากธุรกิจโตต่อด้วยยอดขาย 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี2553ประมาณ 8-10% มีโครงการที่ขายและพัฒนาอยู่รวม 140 โครงการ พร้อมกับวางแผนเปิดใหม่ในปี 2554 อีก 78 โครงการๆละเฉลี่ย 700 ล้านบาทรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท
กุญแจสำคัญที่ทำให้พฤกษา ประสบความสำเร็จและขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว นั้นเป็นเพราะ พฤกษา เป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่งทั้งด้านกระบวนการทำงานและการพัฒนาโปรดักส์ลงสู่ทุกเซกเม้นท์แบบหลากหลายในแบบ 3 มิติ ทั้ง "ราคา" ,"โลเกชั่น " และ "ไลฟ์สไตล์ " ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าโลเกชั่นนั้นมีความหนาแน่นของชุมชนอย่างไร ในกรณีที่ชุมชนนั้นประเมินออกมาแล้วมีความหนาแน่นพอ พฤกษา จะไม่ลังเลที่จะขึ้น 2-3 โครงการในระแวกเดียวกัน ด้วยโปรดักส์ที่แตกต่างกันทั้งชื่อโครงการ ราคา และ คอนเซ็ปต์ดีไซน์ โดยมีเหตผลประกอบว่าชุมชนหรือในโลเกชั่นนั้นๆล้วนมีระดับรายได้ที่แตกต่างกัน และมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันด้วย
ด้วยเหตดังกล่าวโครงการจัดสรรที่พฤกษาออกมามีการพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกระดับ ครอบคลุมทุกเซกเม้นท์(Segment) ทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม ทุกทำเล ทั้งตลาดในประเทศ ครอบคลุมทั่วเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในจังหวัดที่มีศักยภาพ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว หรือเมืองขนาดใหญ่ เช่น อยุธยา ชลบุรี ภูเก็ต เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาโครงการในต่างประเทศ เช่น อินเดีย เวียดนาม มัลดีฟส์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบว่าพฤกษา เป็นองค์กรที่บริหารจัดการและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างรอบคอบและรัดกุม (Effective Cost Management) มีการบริหารจัดการองค์กรแบบหน่วยธุรกิจ (Strategic Business Units: SBUs) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในองค์กร รองรับการเติบโตและการขยายตัวอย่างรวดเร็วขององค์กร และ มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย (Excellent Technology and Innovation) เป็นต้น
นั่นเป็นบทพิสูจน์ทางเดินของ "ทองมา วิจิตพงศ์พันธุ์" เบอร์1อสังหาฯทุกหน่วยธุรกิจที่ครีเอทขึ้นมานั้นล้วนมีส่วนแบ่งการตลาดมากว่าเพื่อนร่วมธุรกิจ(คู่แข่ง) ที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ด้านที่อยู่อาศัย ที่มีสินค้าครบไลน์ผ่าน 19 แบรนด์สินค้า ที่พร้อมจะพัฒนาตลาดใหม่ๆให้กับตัวเองเสมอ

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 08:00
Jupitana no está en línea   Reply With Quote
Old January 1st, 2011, 06:27 AM   #880
Jupitana
BANNED
 
Join Date: Dec 2010
Location: Bangkok
Posts: 810
Likes (Received): 2

ประกันจ่ายเหยื่อรถตู้9ศพเบื้องต้นรายละ3แสน

นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ประสบภัย จากเหตุการณ์รถตู้โดยสารยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 13-7795 กรุงเทพมหานคร ถูกรถฮอนด้า ซีวิค หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนจนเสียหลักพลิกคว่ำบนทางด่วนดอนเมือง โทลเวย์ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ จำนวน 6 รายนั้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงาน คปภ.ทราบว่ารถยนต์ฮอนด้าเป็นฝ่ายผิด จึงได้ประสานกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยสรุปผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยรถยนต์ ดังนี้

1.รถยนต์ฮอนด้า ได้ทำประกันภัย พ.ร.บ ไว้กับบริษัท ส่งเสริมประกันภัย จำกัด ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขใหม่ เป็นเงินรายละ 200,000 บาท และได้รับความคุ้มครองการประกันภัยภาคสมัครใจ (ประเภท 1) จากบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด(มหาชน) ในวงเงินความรับผิดชอบรายละไม่เกิน 1,000,000 บาท และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของทายาทผู้เสียชีวิต ซึ่งบริษัท นวกิจฯได้มอบค่าสินไหมทดแทนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปก่อนจำนวน 100,000 บาท/ ราย

2. รถตู้ ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ (ประเภท 1) ไว้กับ บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด(มหาชน) ซึ่งได้มอบค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้เสียชีวิตจากการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลจำนวน 100,000 บาท/ ราย

คปภ.เผยประกันจ่ายเหยื่อรถตู้พลิกคว่ำบนทางด่วนเสียชีวิต 9 ศพ เบื้องต้นรายละ 3 แสนบาท บาดเจ็บรายละไม่เกิน 1.5 แสนบาท

สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บในเบื้องต้นจะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล จากการประกันภัย พ.ร.บ.ในวงเงิน 50,000 บาท และการประกันภัยค่ารักษาพยาบาลของการประกันภัยอุบัติเหตุภาคสมัครใจ อีกจำนวน 100,000 บาท/ราย

เลขาธิการ คปภ.กล่าวต่อไปว่าได้กำชับให้บริษัทประกันภัยข้างต้น เร่งติดตามและประสานให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ โดยจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสำนักงาน คปภ. ขอฝากให้ผู้ขับขี่รถเพิ่มความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น อย่างไรก็ตามก่อนออกเดินทางอย่าลืมตรวจสอบการทำประกันภัยรถทุกครั้ง เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ นายตนุภัทร รัตนพูลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ โทร.081-1748940 และนางสาวราตรี เนตรพระฤทธิ์ โทร.081-4300584
...............................................

ฝ่ายสื่อสารองค์กร
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ธันวาคม 2553 16:24
Jupitana no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 05:35 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu