|
|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|||||||
| Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile |
| Global Announcement |
|
SkyscraperCity needs your help to do some house cleaning! please click here for more info! |
![]() |
|
|
Thread Tools | Display Modes |
|
|
#221 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
ไตรมาส2ส่งออก-การค้าฟื้น! 3กระทรวงศก.ดัน7ล้านล. จีน-ยุ่นหอบเงินลงทุนไทย
3 กระทรวงหลักเศรษฐกิจกางโรดแมปบูมส่งออก-ลงทุน "พาณิชย์" ชูธงปี"55 ทะลุ 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่หวั่นไตรมาสแรกยอดลด ชี้ไตรมาส 2 ภาคการผลิตกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก-เกษตร ฟื้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้าน "อุตสาหกรรม" ยืนเป้าลงทุน 6 แสนล้าน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หอบเงินปักธงลงทุนในไทย หลังนายกฯยิ่งลักษณ์นำทีมทัวร์พบผู้นำ 7 นิคมอุตสาหกรรมเร่งฟื้นการผลิตหนุนส่งออกโตเท่าตัว ขณะที่ตลาดอาเซียนส่งสัญญาณที่ดี ไทยมีส่วนแบ่งการตลาดพุ่งหลังเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน นายบุญ ทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านการค้า การส่งออก รักษาเป้าหมายปีนี้ โดยในส่วนของการส่งออกจะต้องเติบโตสูงกว่าปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 15% ตามมูลค่ารวมของกรมส่งเสริมการส่งออกได้ตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ 263,149 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นบาทเกือบ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัญญาณที่ดีจากตลาดอาเซียน เพราะหลังเปิดเสรีการค้าระหว่างกันทำให้สินค้าจากไทยมีส่วนแบ่งการตลาดอา เซียนสูงขึ้นอันดับต้น ๆ รวมถึงความก้าวหน้าที่ได้ทำข้อตกลงร่วมการค้าเสรี (FTA) ของอาเซียนซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย บวกกับ 3 และ 6 ประเทศ ผนวกรวมเข้ากับตลาดใหญ่อย่างญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ 4 ปัจจัยหนุนส่งออกไตรมาส 2 โต นางนันท วัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า สถานการณ์ส่งออกไตรมาสแรกปี 2555 ยังคงขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย 15% เล็กน้อย เป็นผลมาจากอยู่ในช่วงฟื้นฟูภาคการผลิตทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ได้รับ ผล กระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา แต่แนวโน้มไตรมาส 2 ตั้งแต่เมษายนนี้เป็นต้นไปการส่งออกจะขยายตัวในระดับปกติ เพราะมั่นใจว่าเมื่อภาคการผลิตทั้งระบบทุกหมวดสินค้ากลับมาดำเนินการได้เต็ม ศักยภาพตามที่ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ยืนยันก็จะสามารถผลิตได้ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมทยอยส่งสินค้าออกตลาดต่างประเทศได้มากขึ้นตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป ตลาด ที่ยังสามารถขยายได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่พึ่งทางการส่งออกของไทย ได้แก่ อาเซียน จีน เอเชียใต้ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากที่สุดกว่า 50% ส่วนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รวมกันมีเกือบ 30% ที่เหลือเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา รัสเซีย ยุโรปตะวันออก แคนาดา รวมกันราว 20% นางนันทวัลย์กล่าวว่า ไตรมาส 1 ปีนี้อาจมีปัจจัยลบบางอย่าง เช่น กำลังการผลิตของไทยลดลงจากเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ไตรมาส 2 มีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมหลายเรื่อง คือ 1.ภาคการผลิตกลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมหนักและเบาผลิตได้เต็มศักยภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ 2.เศรษฐกิจอาเซียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเมินจากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งจีน อินเดีย 2.ราคาส่งออกสินค้าเกษตรสูงขึ้นจากความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น และ 4.ไทยยังได้ประโยชน์จากการใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอกับอาเซียน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้สรุปสถิติส่งออกช่วง 2 เดือนแรก มกราคม-กุมภาพันธ์ 2555 มีมูลค่า 34,776 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.4% เอกชนจี้รัฐอัดงบฯหนุนส่งออก สำนัก งานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์มูลค่าทางการค้าของไทยในตลาดกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ พบว่าไตรมาสแรก 2 เดือน ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ 2555 มีมูลค่าราว 14,516.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 20.7% ของมูลค่ารวมทั้งหมดของประเทศ โดยได้จากการส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนมากสุด ทำให้ไทยเกินดุลการค้าอาเซียนอยู่ถึง 3,300.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาถึง 64% แนวโน้มไตรมาส 2 เรื่อยไปจนถึงก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไทยยังคงมีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้นอีกมาก เนื่องจากผู้บริโภคสินค้าในอาเซียนขยายตัวระดับสูง เป็นโครงข่ายฐานการผลิต มีทรัพยากรธรรมชาติที่แข็งแรง สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างกันได้อย่างเสรี นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ประเมินมูลค่าการส่งออกตลอดปีนี้จะขยายตัวเพียง 12% ส่วนไตรมาสแรกชะลอลงเล็กน้อยจากภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฟื้น กำลังการผลิตได้ 40-50% แต่จะเริ่มทยอยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยมีแนวโน้มหดตัว 4-5 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อัญมณี กระทบเพราะราคาทองคำตลาดโลกผันผวน และปีนี้การส่งออกของไทยลำบากจากปัจจัยภายในคือน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและ อุตสาหกรรมเสียหาย กับปัจจัยภายนอก ปัญหาเศรษฐกิจโลกในตลาดขนาดใหญ่ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป วิกฤตซึมยาว ทางออกภาครัฐบาลควรเร่งทำโดยเร็วคือ ผลักดันการส่งออก เพราะปีที่ผ่านมาเน้นกระตุ้นแต่การบริโภคภายในประเทศ ลดงบประมาณอุดหนุนภาคส่งออก แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องพึ่งรายได้จากส่งออกถึงปีละ 70% ของจีดีพี หากสะดุดจะส่งผล กระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดึงต่างชาติลงทุนใหม่ 6 แสนล้าน สำหรับ การขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนการลงทุน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตฯยังคงนโยบายดึงนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพเลือกไทยเป็นฐาน พัฒนาการลงทุนแบบครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ โดยทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจากเงินลงทุนของต่างชาติรอบใหม่ตลอดปีนี้ไว้ ไม่ให้ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท ควบคู่กับการปรับยุทธศาสตร์ให้นักลงทุนหันมาร่วมมือกันทำโครงการนิคม อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Industrial Eco Town อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผู้บริโภคที่เพิ่มความนิยมเลือก ตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากประเทศผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่ง แวดล้อม ส่วนรัฐบาลไตรมาสแรกปีนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำคณะเดินทางไปพบปะกับตัวแทนรัฐบาลและนักธุรกิจใน 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีนักลงทุนเข้ามาขยายการก่อสร้างโรงงานผลิตในไทยมากที่ สุดถึง 80% เกาหลีใต้ และจีนล้วนให้ความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป ตัวอย่าง นักลงทุนเกาหลีใต้ตอบรับกับกระทรวงอุตสาหกรรมระหว่าง เดิน ทางไปกับนายกรัฐมนตรีมีถึง 10 บริษัท พร้อมจะนำเงินเข้ามาลงทุน 12,000 ล้านบาท ให้ความสนใจกิจการด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า ขยะชีวมวล และอื่น ๆ ส่วนจีนสนใจจะนำเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้ามาพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า ทำโรงงานผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูง และร่วมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟความเร็วสูง 7 นิคมอุตฯสูญรายได้ 3 แสนล้าน ด้าน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์การลงทุนของต่างชาติในไทยช่วงไตรมาสแรกปีนี้ กว่า 80% เป็นกลุ่มเดิมในนิคมอุตสาหกรรมหลัก 7 แห่ง ได้เร่งระดมเงินลงทุนจำนวนหลายหมื่นล้านบาทซ่อมแซมและปรับปรุงเครื่องจักร โรงงานผลิต และจัดทำโครงสร้างพื้นฐานพร้อมคันป้องกันน้ำท่วม จึงทำให้รายได้รวมที่ควรจะได้จากการส่งออกสูญหายไปกว่า 3 แสนล้านบาท แต่พอถึงไตรมาส 2 ทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงแนวโน้มการส่งออกที่สะสมตกค้างจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีปริมาณส่งออก เพิ่มขึ้นอีก 5-10% ก็เป็นได้ ผนวกกับผลพวงที่ภาคเอกชนไทยได้ร่วม เดินทางไปกับคณะของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีโอกาสพบปะคู่ค้าและนักลงทุนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ในนามสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระแสตอบรับเป็นไปในทิศทางที่ดีจากทั้ง 3 ประเทศ มีนักลงทุนสนใจเข้ามาขยายกิจการมากขึ้น รวมมูลค่า ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันทางฝั่งอินโดจีน เวียดนาม พม่า กัมพูชา สปป.ลาว ก็แสดงความสนใจจะแลกเปลี่ยนการค้าและการลงทุนกับไทยอย่างคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนและยานยนต์ เครื่องนุ่งห่ม ป่าไม้ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมจึงมั่นใจตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้เป็นต้นไป การค้าและการลงทุนของไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าขยายผลตลาดและการผลิตสินค้าเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้นำ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้าได้ ชี้ปัจจัยลบต้นทุนพลังงาน ขณะ ที่ปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจและส่งออกที่หลายฝ่ายเป็น ห่วงคือ ต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ยังให้ความสำคัญกับนโยบายสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สนับสนุนการฟื้นตัวภาคการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมและการเกษตร ควบคู่กับการเร่งประกาศใช้มาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศให้เป็นไปตามกลไก การตลาด ซึ่งอาจจะมีผลกระทบไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางหมวดบ้าง แต่ก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน จัดทำโครงการบัตรเครดิตพลังงาน และปรับแผนลอยตัวราคาแก๊สแอลพีจีและเอ็นจีวี รวมถึงหน่วยธุรกิจพลังงานกำลังเร่งศึกษาแผนยกเลิกใช้เชื้อเพลิงบางชนิด เช่น เบนซิน 91 ควรจะเลื่อนจากตุลาคมปีนี้หรือไม่ นายดิเรก ลาวัลย์สิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการ (บอร์ด) กกพ.กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีความเห็นร่วมกันถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ เพิ่มอีก 40 สตางค์/ยูนิต เพราะมีแรงกดดันจากต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 250-280 บาทต่อล้านบีทียู จากเดิมคิดบนฐานราคา 229.61 บาทต่อล้านบีทียู ผนวกกับราคาน้ำมัน ตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจาก สงครามอิหร่านอาจจะพุ่งแตะ 135 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็เป็นอีกตัวเร่งที่จะทำให้ราคาค่าเอฟทีไฟฟ้าของไทยมีโอกาสปรับขึ้นเกิน 1 บาท/หน่วย ผลที่จะตามมาช่วงไตรมาส 2 ต้นทุนโดยรวมของไฟฟ้า น้ำมัน และเชื้อเพลิงต่าง ๆ จะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
#222 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,434
Likes (Received): 238
|
Outlook for Thailand's Baa1 rating stable: Moody's
The Nation April 16, 2012 1:44 pm The outlook for Thailand's local and foreign government bond ratings is stable thanks to moderate risk profiles despite a series of crises, says Moody's Investors Service. The ratings are now at "Baa1". Moody’s said in a statement released late April 16 that the ratings are based on moderate levels of economic and institutional strength, a high degree of government financial strength, and a low-to-moderate susceptibility to event risk. More on the statement: "Thailand’s relatively large size and the diversification of its economy is balanced against per capita income that is lower than peers. The floods that persisted throughout the second half of 2011 represented a mere cyclical shock, rather than a structural one, and a rapid V-shaped recovery is currently under way. The country is bulking up its defenses against flooding in the future, while the government has actively sought to restore confidence in its ability to manage such crises in order to retain onshore investments. "Measures of the government’s effectiveness have slipped in recent years, but the relatively high quality of core economic institutions has been maintained and has enabled the country to manage recent shocks. "While fiscal discipline has been tested by successive crises, Thailand’s fiscal and debt ratios have weakened somewhat from their strong positions before the global financial crisis, but they continue to be in line with rating peers. Thailand has a robust external payments position which has enabled favorable financing conditions for the government and the economy at large. "Thailand’s low-to-moderate susceptibility to event risk balances prominent political risks against resilient economic and financial fundamentals. Over the medium-term, domestic political instability will continue to have only limited impact on economic growth. "On the other hand, as Thailand is among the most open economies in the "Baa" range, it is more susceptible to external spillovers, such as those from the euro area crisis, than its rating peers. "The Thai banking system is also well positioned to weather potential disruptions to the supply of credit stemming from volatility in the global financial market." http://nationmultimedia.com/business...-30180007.html
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
#223 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,434
Likes (Received): 238
|
Export growth to dip forecast: chamber study
Petchanet Pratruangkrai The Nation April 18, 2012 1:00 am Exports now are expected to grow by 13.7 per cent to US$260 billion (B8 trillion) this year, slower than forecast earlier, according to a study released yesterday by the University of the Thai Chamber of Commerce. The UTCC claims that Thailand's export competitiveness has been hurt by the increased daily minimum wage and the rising prices of liquid petroleum gas (LPG) and natural gas for vehicles (NGV). The university's Centre for International Trade Studies claimed that the 40-per-cent rise in the minimum wage to Bt300 a day in some provinces had pushed up the average cost of production for the export sector by 3.08 per cent, while the service sector's labour costs are up 4.18 per cent. "If Thai exports grew by just 13.7 per cent, Thailand would lose $4 billion in total shipment value compared with the initial estimate of a 15.5-per-cent expansion in exports to $264 billion this year," said the centre's director, Aat Pisanwanich. The industries that it says will be hit hardest by having to pay their workers more are the wood-products and furniture businesses, whose cost of labour will increase by 4.65 per cent. Other industries to see their labour costs rise include garments (3.45 per cent), food and beverages (2.28 per cent), concrete and ceramics (2.24 per cent), rubber and plastics (1.6 per cent), paper and printing products (1.53 per cent), and steel and machinery (1.16 per cent). Rising prices of LPG and NGV in the industrial and transport sectors would also add to production costs in the export sector. Some industries will see costs rise by more than 15 per cent, including automobiles and parts, machines and electric appliances, and steel and related products. Industries including plastics; rubber; food and beverages; and chemical products will face cost increases of 10-15 per cent, while costs of petrochemicals; garments; and paper and printing products will increase by 2-10 per cent, the centre estimates. The price of LPG used in transport will increase from Bt20.38 per kilogram in March to Bt27.13 by the end of this year, while the cost of LPG in the industrial sector will rise from Bt27.18 to Bt30.18 per kilo. The price of NGV will increase from Bt10 per kilo to Bt14.50. Aat said Thai shipments would face slower growth this year because of the effects of the higher costs of production on competitiveness. He said small and medium-sized enterprises in the sector would be seriously hit by the rising cost of production as they could not adjust their operations to offset higher labour costs. According to Aat, about 30 per cent of the country's export income is generated from SMEs. Another negative factor affecting Thai exports this year is the higher fuel price in the world market. The average price of crude oil is expected to rise by 11.4 per cent from $94.86 per barrel last year to above $105 this year. However, positive factors supporting export expansion include stronger global economic growth and the recovery of the Thai industrial sector from last year's floods. The centre's study predicted that exports in the second quarter would grow by 9.79 per cent worth $63.29 billion, reversing a 1.6-per-cent contraction in the first quarter. Exports in the first half are expected to grow by only 4.1 per cent because of the impact of the floods, while shipments in the second half will grow by 26.9 per cent year on year. http://www.nationmultimedia.com/busi...-30180150.html
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
#224 |
|
Registered User
Join Date: Feb 2009
Location: bangkok
Posts: 1,131
Likes (Received): 131
|
*** Thai_สะอื้น ; จีน สวมสิทธิ์_Made In Thailand ขาย ทั่วโลก
Siam Business ทุนจีน ซุ่มเงียบ ลงเชียงใหม่ กำเงิน 50,000ล้านบ. ตั้ง Nominees ไล่ซื้อธุรกิจขนาดกลาง_ขนาดย่อม ทั้ง อาหาร , สิ่งทอ , Furniture ฯลฯ หวังใช้เป็นฐานแรงงาน & ฐานการผลิต ส่งสินค้าจีนขายทั่วโลก ภายใต้สัญลักษณ์ “Made In Thailand” แหล่งข่าวพาณิชย์ยัน เป็น Model เดียวกับ China City พร้อมเรียกร้อง นักธุรกิจไทย ปรับตัวสู้กับ คลื่นทุน ที่ไหลเข้าไทย ภายหลัง รัฐบาลจีน มีความพยายามจะสร้างเมืองพาณิชย์ หรือ โครงการChina City มูลค่า 1,500ล้าน$ หรือ 45,000ล้านบ. ในไทย บริเวณถนนบางนา-ตราด ใช้เป็นศูนย์นำเข้าสินค้า_เพื่อส่งออก (Re_Export) สินค้าที่ผลิต ในจีน โดยเลี่ยง การถูกเก็บภาษีศุลกากร ในอัตราสูง ซึ่งจะมี ผู้ค้า_ชาวจีนมากกว่า 70,000ราย เข้ามาดำเนินกิจการ ในศูนย์แห่งนี้ โดยศูนย์การพาณิชย์ แห่งนี้ มีลักษณะคล้ายกับ ตลาดค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหมือนกับ ศูนย์จำหน่ายสินค้า ในเมืองอี้อู ทางตะวันออกของจีน แต่ภายหลัง ดำเนินการก่อสร้างไประยะหนึ่ง ก็ติดปัญหากฎหมายผังเมือง จนต้องชะงักไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าว ไม่ได้ล้มหายตายจากไป แต่อย่างใด หากยังพยายามจะดำเนินการก่อสร้างต่อไป แต่เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ให้ขัดกับกฎหมายไทย แหล่งข่าวใน ก.พาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการChina City ได้ลงหลักปักฐาน ใน จ.เชียงใหม่แล้ว อย่างเงียบๆ ซึ่งคำกล่าวดังกล่าว สอดรับกับความเคลื่อนไหว ใน ก.พาณิชย์ ที่มีคณะนักธุรกิจจากจีน เดินทางเข้าพบ รมต. ใน ก.พาณิชย์ ทุกวัน วันละหลายคณะ คำถามแรกที่นักธุรกิจถาม เมื่อเจอหน้าที่ ข้าราชการไทย คือ มีบริษัท_Logistics ไหนสนใจ ขายกิจการบ้าง เขาพร้อมจะซื้อ ทั้ง... โหม๊ด ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า จีนต้องการ ใช้บริษัท_Logistics เหล่านี้ ขนส่งสินค้าใน โครงการChina City กระจายไป ในตลาดโลก ตรวจสอบเรื่องนี้ กับแหล่งข่าวระดับสูง ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งให้คำตอบว่า... มีความพยายามจะสร้าง โครงการChina City ใน จ.เชียงใหม่ มาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นเจรจาตกลงจะซื้อขายที่ดินแล้วกับ เจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ ในเชียงใหม่ ในขณะที่กระแสข่าวอีกด้านระบุว่า เอกชนไทย & จีน ได้มีการลงนามMOU กันแล้ว เพื่อตั้งศูนย์กระจายสินค้าขนาด 100,000ตร.ม เงินลงทุน 3,000ล้านบ. โดยจะมีการนำสินค้าจากเมืองอี้อู มาจำหน่ายเช่นเดียวกับ ศูนย์กระจายสินค้าที่ ถ.บางนา-ตราด แต่ติด กระแสต่อต้าน ทำให้โครงการนี้ ยังเดินหน้า ไม่ได้... เต็มที่ เท่าที่ทราบล่าสุด กลุ่มนักธุรกิจจีน ได้ตั้ง Nominees_คนไทย ขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็น นายหน้าขอซื้อธุรกิจ ที่น่าสนใจของไทย ที่ต้องการจะขาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง_ขนาดย่อม หรือ SMEs ยังบอกไม่ได้ว่า เขากว้านซื้อธุรกิจ SMEs เหล่านั้น เพื่อนำไปรวมไว้ในโครงการChina City หรือเปล่า? แต่ๆๆ เดาได้ว่า เหตุผลหนึ่งในการซื้อ คือ ขนสินค้าจากจีน มาแปรรูป ในเมืองไทย แล้วใช้แหล่งกำเนิดสินค้า “Made In Thailand” ส่งไป ขาย_ทั่วโลก ซึ่งมีภาพลักษณ์ดีกว่า สินค้าที่ผลิตภายใต้สัญลักษณ์_Made In China ด้านนายประสิทธิ์ ศิริศรีสกุลชัย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ หอการค้า จ.ลำปาง สาเหตุที่กลุ่มทุนจีน สนใจ จ.เชียงใหม่ เพราะว่า อยู่ใกล้กับบริเวณเชื่อมต่อ ชายแดน จีน_ตอนใต้ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วโลก ธุรกิจส่วนใหญ่ก็มีมาตรฐาน การเข้ามา ใช้ จ.เชียงใหม่ เป็นฐานการผลิตสินค้าจีน หรือ กระจายสินค้าจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับ จ.ลำปาง ยังไม่มีกลุ่มทุนของจีน เข้ามาซื้อกิจการ ทราบแค่ว่าเคยมีนายหน้า มาติดต่อเท่านั้น ซึ่งเขาก็สนใจหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร , Ceramic , Furniture โดยบอกว่า นักลงทุนกลุ่มนี้ มีเงินทุนประมาณ 4-50,000ล้านบ. ก็พอจะเดาได้ว่า น่าจะเป็น นักธุรกิจจากจีน เพราะ นักลงทุนไทยคงไม่มีเงินมาก ขนาดนั้น นายสุพจน์ กลิ่นประณีต ปธ. หอการค้า จ.แม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ยังไม่มีการเข้ามา ของกลุ่มทุนจีน แต่ถ้า ถนนโครงการเส้นทางแนวตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมพม่า - Thai - ลาว - Veitnam เส้นทางในแนว R9 ที่ได้รับการสนับสนุนโดย องค์การสหประชาชาติ , องค์การ Asean ตลอดจนกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีเส้นแนวสำคัญๆ ได้แก่ โครงข่าย ถนนจาก ย่างกุ้ง หรือ มะละแหม่งในพม่า ผ่านแม่สอดของไทย , พิษณุโลก , ขอนแก่น , มุกดาหาร , เมืองสะหวันนะเขตของลาว , เมืองเว้ & ดานังของVeitnam บริเวณนี้ก็อาจจะเป็น บริเวณหนึ่งที่นักลงทุนจีน สนใจเข้ามาลงทุน แม้ ด้านหนึ่ง จะมีกระแสต่อต้านการรุกเข้า ของทุนจีน แต่ๆๆ อีกด้านหนึ่ง ก็มีผู้สนับสนุน เมื่อ เขตการค้าเสรี_เปิดหมด เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้น & ต้องเข้าใจว่า โครงการChina City ของจีน ไม่ได้ มีแต่ในเมืองไทย แต่เปิดแล้วในหลายเมืองทั่วโลก สิ่งสำคัญ คือ จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างไร? หรือ จะเข้าไปใช้ประโยชน์ผลิตสินค้า & บริการร่วมกับเขาอย่างไร? & ที่สำคัญ นักธุรกิจไทย ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ว่า การผลิตสินค้าวันนี้ ผลิตเพื่อคน 580ล้านคนทั่วAsean ไม่ใช่ผลิตเพื่อคน 60ล้านคน เมื่อจีนเข้ามาสร้างฐานในเมืองไทยได้ เราก็ ออกไปสร้างฐาน ในลาว , พม่า หรือ Veitnam ได้เหมือนกัน เราปิดกั้นเขาไม่ได้ เพราะ ยิ่ง_ปิดกั้น เราก็ จะ... ยิ่ง_โดดเดี่ยว http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/...I11976643.html |
|
|
|
|
#225 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
'อมตะ' ยันค่าแรง 300 บาท ไม่กระทบผู้ประกอบการในนิคมฯ
"อมตะ" ชี้ ทิศทางการลงทุนไตรมาส 2 แนวโน้มสดใส หลังกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ยังสนใจเข้าลงทุนต่อเนื่อง มั่นใจยอดขายปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ไร่ ย้ำค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่กระทบนิคมฯ อมตะ เพราะส่วนใหญ่ค่าแรงเกินอยู่แล้ว นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์การลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ว่า การลงทุนมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนมั่นใจที่จะขยายการลงทุนมายังภาคตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยล่าสุดได้เจรจากับ บริษัท จงเช่อ จำกัด ผู้ผลิตยางรถยนต์ล้อแมกซ์ กระทะล้อ จากประเทศจีน ซึ่งให้ความสนใจพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง จำนวน 350 ไร่ คาดว่าจะเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินกับอมตะในเร็วๆ นี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการโฮลี่ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างจีน และอมตะ ทั้งนี้ ก่อนหน้าเจรจากับบริษัทดังกล่าวอมตะได้มีการเจรจากับ บริดจสโตน ซึ่งให้ความสนใจเข้ามาซื้อพื้นที่นิคมฯ อมตะ จำนวน 544 ไร่ เพื่อเป็นโรงงานผลิตยางรถยนต์ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ “การลงทุนในพื้นที่นิคมฯ อมตะ ยังคงมีการเจรจาและขยายการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นสัญญาณที่ดีในมุมมองของต่างชาติที่ยังคงมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ประสบกับปัญหาเรื่องน้ำท่วม และปัญหาทางการเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพ แต่ในปีนี้บริษัทก็ยังมั่นใจว่ายอดขายที่ดินของบริษัทจะอยู่ที่ 3,000 ไร่ หรือทำให้บริษัทมีรายได้ 7,000 ล้านบาท” นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า แม้ภาคการลงทุนมีการขยายตัวต่อเนื่องก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลอยู่ขณะนี้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนในอนาคต คือเรื่องปัญหาทางการเมือง และปัญหาแรงงาน ซึ่งขณะนี้แรงงานของไทย มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งอมต ได้ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา จ.ชลบุรี และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ในการเปิดโอกาสให้กับนักศึกษา ได้เข้ามาฝึกงานจากสถานประกอบการจริงในพื้นที่ของนิคมฯ อมตะ เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะวิชาชีพจริงของโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการที่จะได้มีโอกาสคัดเลือกคนงานที่ผ่านการฝึกงานตามหลักสูตรการศึกษา ซึ่งจะได้แรงงานที่ตรงกับความต้องการของการใช้งานจริง มากกว่าปัจจุบันที่ต้องประกาศรับสมัครและคัดเลือกพนักงาน สำหรับปัญหาเรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน ตามนโยบายของรัฐบาลบริษัท นายวิบูลย์ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในนิคมฯ อมตะ เพราะว่าแรงงานโดยส่วนใหญ่ที่ทำงานในนิคมฯ อมตะ จะได้รับอัตราค่าแรงที่สูงกว่า 300 บาท อยู่แล้ว. ไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 16 เมษายน 2555, 21:30 น. http://www.thairath.co.th/content/eco/253558 |
|
|
|
|
#226 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
ทีมศก.ถก"ทักษิณ"รื้อใหญ่ปท. อัด3ล้านล.ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์
ดรีมทีมรัฐบาล "ปู-โกร่ง-โต้ง" ถกลับทักษิณ วางนโยบายยกเครื่องประเทศไทย เตรียมประกาศแผนอัดงบฯลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นลงทุนในประเทศ "กิตติรัตน์" แจงประเทศเสียโอกาสการลงทุนมาหลายปี เร่งเพิ่มงบฯลงทุน แก้ พ.ร.บ.ร่วมลงทุนเอกชนพร้อมหนุนหน่วยงานรัฐใช้อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ เข็นทัพโครงการรถไฟฟ้า 10 สาย-รถไฟความเร็วสูง-รางคู่-สุวรรณภูมิ เฟส 2 พร้อมแผนสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 ประเทศไทยมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่ำมาก การลงทุนเป็นไปอย่างล่าช้าจนทำให้เกิดความด้อยประสิทธิภาพในเชิงต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมาไทยพลาดโอกาสการลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น เร่งเครื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รองนายกฯและ รมว.คลังกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้คือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดกำลังซื้อภายในประเทศที่เข้มแข็ง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการขยายการลงทุน ขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองตลาดและความต้องการภายในประเทศ ในส่วนการลงทุนภาครัฐครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ ด้านสาธารณูปโภค ที่จะเป็นพื้นฐานให้ประเทศขยายตัวต่อเนื่องไปได้ในระยะยาว โดยการผลักดันโครงการที่อยู่ในแผนงาน แต่ที่ผ่านมายังติดปัญหาต่าง ๆ ทำให้โครงการยังไม่เกิด "หลายโครงการที่เริ่มไว้แล้วติด ๆ ขัด ๆ รัฐบาลก็มีนโยบายจะผลักดันและเข็นโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า 10 สาย รถไฟใต้ดิน รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) หรือการขยายสนามบินสุวรรณภูมิทั้งเรื่องทางวิ่งและอาคารผู้โดยสารในประเทศ ทั้งหมดนี้อยู่ในแผนแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่รถไฟความเร็วสูงก็มีเส้นทางอยู่แล้วในความร่วมมือกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) โดยวางแผนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่ไปถึงไหน" รองนายกฯและ รมว.คลังกล่าว นายกิตติรัตน์ยอมรับว่า เหตุผลที่โครงการเหล่านี้ล่าช้าส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง และอีกส่วนหนึ่งคือไม่กล้าลงทุน และยังเข้าใจว่าประเทศไทยยังต้องระมัดระวัง หรือไม่พร้อมในเรื่องการลงทุน ซึ่งจริง ๆ ประเทศไทยพร้อมแล้ว จากสภาพคล่องส่วนเกินที่มีมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปกู้จากต่างประเทศมาลงทุนเหมือนในอดีต ต่อให้โครงการนั้นมีอิมพอร์ต คอนเทนต์สูงก็ตาม เพิ่มงบฯลงทุน-เพิ่มเครื่องมือ รองนายกฯและ รมว.คลังยืนยันว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะเร่งลงทุน โดยสะท้อนได้จากการที่กล้าตั้งงบประมาณที่คำนึงถึงความเพียงพอในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปีงบประมาณ 2555 ก็จัดงบฯลงทุน 438,000 ล้านบาท คิดเป็น 18.4% สูงกว่าปีก่อน 23% ขณะที่ปีงบประมาณ 2556 ก็ตั้งไว้ 467,000 ล้านบาท หรือ 19.5% นอกจากนี้ยังมีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.อีก 3.5 แสนล้านบาท ที่เป็นงบฯลงทุนเกือบทั้งหมด ทั้งลงทุนเรื่องน้ำและการสร้างอนาคตประเทศ นอกจากรัฐบาลจะกล้าตัดสินใจลงทุนแล้ว รัฐบาลชุดนี้ยังมีวินัยการคลังด้วย โดยลดการขาดดุลงบประมาณลงเหลือ 3 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2556 จาก 4 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2555 "ปี 2557 สัดส่วนงบฯลงทุนจะขึ้นไปเป็น 20.5% ของงบประมาณ และเป้าที่สำคัญควรจะอยู่ที่ระดับ 22% มันจะสมดุล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน" พร้อมกันนี้รัฐบาลก็ได้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) สำหรับโครงการที่มีการลงทุน 1 พันล้านบาทขึ้นไป โดยมีการปรับแก้รายละเอียดที่เป็นอุปสรรคในการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้หลาย ๆ โครงการสามารถเกิดขึ้นได้ โดยที่จะไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐบาล และทำให้รักษาวินัยการคลังที่เข้าสู่สมดุลภายใน 3-4 ปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ เป็นลักษณะการทำซีเคียวริไทเซชั่น (แปลงสินทรัพย์มาเป็นหลักทรัพย์) กับโครงการที่มีรายได้แน่นอน ออกตราสารระดมทุนเพื่อไปลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ทั้งนี้ อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการระดับชาติ แต่สามารถทำโครงการระดับท้องถิ่นได้ เช่น โครงการสร้างอุโมงค์ลอดเขาระหว่างกะทู้กับป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ก็สามารถทำได้ "อย่างทางหลวงบางปะอิน-โคราช มีเส้นทาง มีการเวนคืนเรียบร้อย ถามว่า รออะไร กรมทางหลวงบอกว่า รองบประมาณ ว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะหาให้ได้ ซึ่งโครงการนี้สามารถใช้วิธีนี้ได้ เพราะอันนี้ก็เป็นเส้นทางคมนาคมส่วนเสริม สามารถเก็บค่าผ่านทางได้" รองนายกฯและ รมว.คลัง กล่าว ชู แบรนดิ้งประเทศไทย ด้านนายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญโครงการและพิจารณาเรื่องการไฟแนนซิ่ง (จัดหาแหล่งเงิน) สำหรับแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในระยะ 5 ปี (2555-2559) เพื่อสร้างจุดแข็ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ประเทศในอนาคต โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ใน 1-2 เดือนนี้ แผนนี้จะมีกรอบวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท โดยไม่รวมโครงการลงทุนระบบน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งบประมาณ การร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรือ PPP และเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่รวมถึงการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) ด้วย โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังต้องการให้การไฟแนนซิ่งเงินลงทุนในแต่ละแหล่งเงินมีสัดส่วนเท่า ๆ กัน "บางส่วนก็อาจจะมาจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมาทำโครงการ อย่างไรก็ดี เรื่องสัดส่วนต้องไปดูอีกที เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้เงินงบประมาณ ขณะที่ PPP ตอนนี้ยังไม่ถึง 1 ใน 3 ตามที่รองนายกฯต้องการ ก็ต้องไปดูก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่" นายปรเมธีกล่าว นายปรเมธีกล่าวว่า แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะ 5 ปีนี้จะอยู่ภายใต้โครงการ "แบรนดิ้ง ไทยแลนด์" ซึ่งจะเป็นภาพใหญ่กว่า โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องการใช้ "แบรนดิ้ง ไทยแลนด์" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศในทุกเซ็กเตอร์ แต่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้จะเป็นส่วนหนึ่ง แผน 5 ปีเน้นคมนาคม-พลังงาน โครงการที่จะอยู่ในแผนการลงทุน 5 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นด้านการคมนาคมขนส่งและพลังงาน โดยด้านคมนาคม อาทิ รถไฟฟ้า 10 สาย, รถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 ภาค, รถไฟรางคู่, ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) เส้นทางต่าง ๆ เช่น เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่จะเชื่อมกับเส้นทางไปท่าเรือน้ำลึกทวายในพม่า ขณะที่โครงการลงทุนด้านพลังงานก็จะเป็นโครงการลงทุนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่จะมีการลงทุนระบบสายส่ง ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ตามแผนระยะยาวที่หน่วยงานเหล่านี้เตรียมไว้อยู่แล้ว แบงก์ชาติหนุนลงทุนโลจิสติกส์ ขณะที่นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จุดอ่อนทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยคือการลงทุนในระดับต่ำ โดยปัจจุบันระดับการลงทุนของประเทศอยู่ที่ 21% ของจีดีพี โดย 16% เป็นของเอกชน และเป็นการลงทุนรัฐเพียง 5% เท่านั้น ทำให้ปัจจุบันจีดีพีเติบโต 5% ก็เต็มศักยภาพแล้ว แต่ถ้าจะต้องการให้โตมากกว่านี้ เช่น 7% อย่างที่มีการอยากให้โต ก็ต้องลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ "ถ้าจะให้เติบโตมากและไม่สร้างปัญหาตามมาก็ต้องลงทุนทั้งโลจิสติกส์ เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ แต่การลงทุนจะเกิดได้ เอกชนต้องมีความมั่นใจ ถ้าการเมืองเราเปลี่ยนแปลงบ่อย นโยบายไม่นิ่งก็จะเป็นปัญหาที่ตามมา นักลงทุนเขาไม่ชอบเรื่องความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย" ถก ทักษิณ ปรับทิศประเทศไทย แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนจะมีการประกาศแผนลงทุนโครงการสาธารณูปโภคครั้งใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนประเทศไทย ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ อาทิ นายกิตติรัตน์, นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ. รวมทั้งนายกฯยิ่งลักษณ์ได้ร่วมหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อประเมินสถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบ ได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องมีการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่ เพราะนานกว่า 10 ปีแล้วที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ฐานะทางการเงินมั่นคงมาก เงินในบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาเป็นเวลานาน และมีเงินออมเหลืออยู่จำนวนมาก รัฐบาลชุดนี้จึงควรผลักดันให้มีการลงทุนโดยหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นไปที่การลงทุนโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะเดียวกันเป็นการเตรียมการรองรับการเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณรวมทั้งทีมเศรษฐกิจและนายกฯยิ่งลักษณ์ค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าหากไทยประกาศลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานครั้งใหญ่จะได้รับความสนใจจากต่างชาติตลอดจนนักลงทุนข้ามชาติจำนวนมาก เพราะจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางตระเวนไปหลายประเทศและมีโอกาสพบปะกับนักลงทุนและตัวแทนรัฐบาลหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ต่างมีความพร้อมและสนใจจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย อย่างโครงการไฮสปีดเทรน นอกจากจีนจะเสนอตัวลงทุนแล้ว ขณะนี้รัฐบาลเยอรมนีพร้อมจะร่วมมือกับทางการไทยทุกรูปแบบ เบื้องต้นเส้นทางที่น่าจะเดินหน้าลงทุนได้มี 3 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-หนองคาย, กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ-ระยอง สอดคล้องกับกระแสการตอบรับของนักลงทุนในหลายประเทศที่นายกฯยิ่งลักษณ์เคยยกคณะไปเยือนช่วงก่อนหน้านี้ http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
#227 |
|
Appleich
Join Date: Apr 2011
Location: BKK
Posts: 818
Likes (Received): 118
|
ธปท.ชี้ส่งออกฟื้นตัวระยะสั้น-หวั่นวิกฤตโลกฉุดทั้งปีโตต่ำ
จากประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 10:07:46 น. ธปท.ห่วงส่งออก รับฟื้นตัวแค่ระยะสั้นหลังน้ำท่วม ชดเชยความต้องการเดิม แม้กำลังการผลิตเข้าสู่ภาวะปกติไตรมาส 3 แต่ยังต้องลุ้นความต้องการคู่ค้าต่างประเทศ เกาะติดวิกฤตยุโรปหวั่นบานปลายฉุดเศรษฐกิจโลกระลอกใหม่ คาดทั้งปีขยายตัว 8% นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลายอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการฟื้นตัวในการผลิตเพื่อส่งออก หลังจากถูกกระทบจากน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากฟื้นตัวต่อเนื่อง ไตรมาสที่ 3 นี้ การผลิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตามที่คาดไว้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี ด้านความต้องการจากคู่ค้าต่างประเทศ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามสำหรับภาคส่งออก เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจโลกยังไม่เข้มแข็ง มีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ทำให้ ธปท.มองการส่งออกเฉลี่ยปีนี้เพียง 8% ต่างจากหลายปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 10-20% "แต่ในระยะสั้นอาจมีความต้องการที่ค้างจากช่วงก่อนน้ำท่วมที่ซ่อนอยู่ พอกำลังการผลิตกลับมาได้ ช่วงนี้อาจจะเป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการเดิม ทำให้เห็นการส่งออกกระฉูดขึ้นมา" นายประสารกล่าวว่า สถานการณ์ในยุโรปที่มีสัญญาณว่าสเปนอาจมีปัญหา ถือเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เพราะสเปนเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จะเห็นการถดถอยของเศรษฐกิจยุโรปที่แรงกว่ากรีซ ส่วนอิตาลี แม้ตอนนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้มาก แต่ยังต้องแก้ปัญหาทางการคลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ส่วนเศรษฐกิจเอเชีย ไม่น่ากังวลเพราะมีสัญญาณที่ดีคือทุกประเทศใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน เพื่อทดแทนความต้องการจากต่างประเทศ รวมถึงจีนที่มีสัญญาณว่าจะมีนโยบายลดการเกินดุลชำระเงิน ดังนั้นจึงไม่มีการชะลอตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ หรือฮาร์ดแลนดิ้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดือนก.พ.เป็นเดือนแรกที่การส่งออกกลับมาเป็นบวกที่ 1.2% หลังจากหดตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ต่อเนื่องในเดือน ม.ค. โดยพบว่า เมื่อหักส่งออกทองคำแล้วการส่งออกโดยรวมในเดือน ก.พ.ยังเติบโตเป็นบวก จากที่หดตัวในเดือน ม.ค. ขณะที่ภาคการผลิตโดยรวมหดตัวลดลงเหลือ 3.4% จากที่หดตัวอย่างมากในเดือน ม.ค. ที่ 15.0% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แม้การผลิตจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 2/55 สามารถเพิ่มแรงหนุนต่อส่งออกขยายตัวในช่วงกลางปี แต่ในช่วงหลังจากนี้ จะยังต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทาย เช่น เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังแก้ไขได้ยาก ตลอดจนทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ยังมีโอกาสทรงตัวระดับสูง จะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ภูมิภาคของโลก โดยทั้งปีคาดการส่งออกไทยจะขยายตัว 10% นางสาวอุสรา วิไลพิชย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินการส่งออกปีนี้ 9% ต่ำกว่าปี 2553-2554 ที่โต 28.4% และ 16.4% ตามลำดับ เพราะแม้การผลิตจะฟื้นตัว แต่ความต้องการของคู่ค้าที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จะฉุดการเติบโตของส่งออกไม่สูงนัก "ความเสี่ยงของปีนี้มาจากต่างประเทศเป็นหลัก การฟื้นตัวของสหรัฐอาจไม่ยั่งยืน ยุโรปยังต้องติดตามว่าจะถดถอยลึกเพียงใด เอเชียก็เริ่มมีสัญญาณที่น่ากังวลคือหลายประเทศเริ่มประสบปัญหาดุลการค้า ซึ่งหากขาดดุลมากและจะไม่ถึงกับทำให้ จีดีพีติดลบแต่ก็ทำให้การเติบโตก็น้อยลง" http://www.prachachat.net/news_detai...d=09&subcatid=
__________________
Bienvenue en Thaïlande! |
|
|
|
|
#228 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,434
Likes (Received): 238
|
New minimum wage deadline maintained
The Nation April 20, 2012 7:51 pm Labour Minister Padermchai Sasomsap on Friday shattered business operators' dream for a delay in the new minimum wage implementation in 70 provinces. The policy is set to start on January 1 2013, while the minimum wage in 7 provinces including Phuket and Bangkok has been already raised to Bt300 since April 1. Padermchai said after the discussion with business operators that it is impossible to delay the policy until 2015. He said that this policy would draw back Thai workers who are now chasing for higher pays overseas. According to the ministry, Thailand now relies heavily on foreign workers, who are numbered about 3 million. He further revealed that the ministry would propose to Prime Minister Yingluck Shinawatra, during her visit on Monday, that corporate tax rate is cut by 7 percentage points for small and medium-sized enterprises (SMEs) with earnings between Bt1-Bt3 million, from 25 per cent at present. The corporate tax rate for SMEs with earnings of Bt100,000-Bt1 million should also be cut from 15 per cent to 8 per cent. Another meeting with business operators is scheduled for May. http://nationmultimedia.com/business...-30180400.html
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
#229 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2007
Location: Bangkok
Posts: 1,156
Likes (Received): 1
|
![]() ท.รับค่าแรง300ทั่วปท.ไม่ได้ทันที 'ปลอดประสพ' รับแล้ว ขึ้นค่าแรงทั่วปท. 300 บ. ทำไม่ได้ในทันที โอด มีแค่บางจว. ได้เต็ม 300 โบ้ย แค่พูดหาเสียง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศว่า อยากบอกว่าตัวเลข 300 บาทนั้นเป็นจำนวนที่เราวิเคราะห์กันแล้วว่า แรงงานสามารถอยู่รอดได้ และสาเหตุที่ต้องขึ้นให้ทั่วประเทศนั้น เนื่องจากไม่ต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานทะลักเข้ามาในกทม. นายปลอดประสพ กล่าวว่า เราต้องการให้แรงงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ อยู่ที่บ้านเกิด และเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้วยเพราะได้อยู่กับครอบครัว ทำให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง และยังเป็นการกระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดด้วย เพราะแรงงานจะไม่ไหลออกจากถิ่นกำเนิด เป็นการพัฒนาให้เกิดเมืองหลวงภูมิภาค เช่น ขอนแก่น สงขลา ภูเก็ต เชียงใหม่ และนครสวรรค์ ส่วนขั้นตอนในการดำเนินการนั้นมีอยู่ 2 ขั้นตอนคือ 1.ทำให้ได้พร้อมกันทั่วประเทศ และเร็วที่สุด และ 2.ทำในบางพื้นที่ก่อน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าว จะไม่มีการยกเลิกแน่นอน และเป้าหมายเราไม่ใช่อยู่ที่ 300 บาทเท่านั้น แต่อยู่ 1,000 บาทในอีก 9 ปีข้างหน้าด้วย "ที่เราหาเสียงไว้ว่า จะทำทั่วประเทศ และทำทันทีนั้น ในความเป็นจริงแล้ว คงทำไม่ได้ เพราะต้องเข้าใจด้วยว่า นั่นเป็นการพูดเพื่อหาเสียง แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้ได้ โดยเบื้องต้นที่ทำได้แน่นอน หลังจากได้เป็นรัฐบาลเรียบร้อยแล้วคือ ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน จะมีบางจังหวัดที่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทแน่นอน" ทั้งนี้ ระยะเวลาเป้าหมายของเรา คือภายใน 1 ปีจะทำได้ทั่วประเทศ ส่วนหลักเกณฑ์ในการเลือกจังหวัดที่ได้เพิ่มค่าแรงก่อนนั้น อาจจะดูจากรายได้ประชากร จำนวนแรงงาน ผู้ประกอบการ และสภาพเศรษฐกิจของจังหวัดนั้น ๆ เราพร้อมฟังคำติติง และคำแนะนำของนักวิชาการทุกเรื่อง ยืนยันว่าเรื่องนี้ เป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ในเรื่องของรายได้และเศรษฐกิจ อ้าง ต้องรับฟังนักลงทุน-ภาคธุรกิตเอกชนด้วย ด้านนายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เราต้องรับฟังนักลงทุน และภาคธุรกิจเอกชน แล้วมาคิดระบบปรับโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำให้ยืดหยุ่นที่สุด โดยอาจจะดูว่า จังหวัดไหนทำได้ทันที เช่น กทม.และปริมณฑล หรือจังหวัดที่มีค่าแรงไม่ห่างจาก 300 บาทมากนัก หรือจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา และสมุย "เราจะต้องดูในรายละเอียด เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจมากเกินไป SME ธุรกิจขนาดย่อม เราก็ต้องดูผลกระทบว่า มีอะไรบ้าง จะมีมาตรการอะไรช่วยได้บ้าง นอกจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30 % เหลือ 23 % ในปี 2555 และ จาก 23 % เหลือ 20 % ในปี 2556" อย่างไรก็ตาม อาจมีบางจังหวัดที่ได้ขึ้นค่าแรงเต็ม 300 บาท แต่บางจังหวัดอาจยังขึ้นไม่ถึง 300 บาท ซึ่งในกลุ่มจังหวัดที่ยังได้ไม่ถึง 300 บาท ก็จะต้องมีมาตรการอื่นมาช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้แรงงานไหลออกไปอยู่ในจังหวัดที่ได้ค่าแรง 300 บาทด้วย โดยอาจจะเป็นมาตรการสร้างขีดความสามารถในการผลิต หรือการยกระดับฝีมือแรงงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีข้อห่วงใยจากหลายหน่วยงาน เช่น สภาอุตสาหกรรม ที่เป็นห่วงเรื่องการเพิ่มค่าแรง โดยเสนอว่า หากมีการปรับค่าแรงจริง ภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนช่วยในการแบกรับภาระในการอุดหนุนส่วนต่าง เตรียมเชิญ สภาอุตฯ-หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมให้ความเห็นต่อนโยบาย นายคณวัฒน์ กล่าวว่า พรรครับฟังและเห็นใจสภาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หากพรรคจัดทำร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้วจะเชิญสภาอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่นๆ มาขอความเห็นในร่างนโยบายที่เราได้ดำเนินการด้วย และจะพูดคุยกับภาคธุรกิจด้วย "การดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจจะต้องมีการปรับปรุง ในเรื่องของเม็ดเงินงบประมาณปี 2555 ให้ตรงกับยุทธศาสตร์ของพรรคด้วย เพราะกรอบงบประมาณ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ร่างไว้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา มีหลายนโยบาย ที่ไม่ตรงกับแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นพรรคจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้วย" สำหรับความกังวลว่า อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ยอมรับว่า ในช่วงแรกอาจจะมีแรงกดดัน ที่ส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะเป็นเพียงแค่ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น หลังจากนั้น เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินเฟ้อเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิต ที่วัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากการบริโภคเกินตัว หรือปัจจัยทางด้านอุปสงค์ ทั้งนี้ ในส่วนของแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการทำนโยบายนั้นจะมาจาก 3 ส่วนหลักคือ 1.งบประมาณประจำปี 2.การออกพันธบัตร และ3.เงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยจะเป็นการเติมเงินเพื่อกระตุ้นการซื้อในประเทศ "มั่นใจว่า จะทำให้การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในไตรมาสสุดท้ายนั้น ดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้อย่างแน่นอน" อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจขอ งกลุ่ม EU และปัญหาหนี้สินของสหรัฐอเมริกา ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยด้วย เผย "โอฬาร" จัดทำสูตรมาตรฐานราคาสินค้า แก้ของแพง สำหรับนโยบายเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงนั้น ขณะนี้นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย อยู่ระหว่างการจัดทำสูตรมาตรฐานราคาสินค้าประมาณ 40 รายการ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการควบคุมโครงสร้างต้นทุน เพื่อกำหนดราคาสินค้าในอนาคต ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 19 ก.ค.นี้ คาดว่า นายโอฬาร น่าจะรวบรวมสูตรมาตรฐานราคาสินค้าได้ประมาณ 10 รายการในเบื้องต้น เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายของพรรคเพื่อไทย http://www.komchadluek.net/detail/20...%E0%B8%B5.html
__________________
คนไทยรักกัน |
|
|
|
|
#230 | |
|
Registered User
Join Date: Dec 2010
Location: Chiang Mai
Posts: 902
Likes (Received): 48
|
Quote:
__________________
2020 Miracle Year of Amazing Thailand Asian Beach Games Phuket 2014 Ayuthaya World Expo 2020 Chiang Mai Asian Games 2023 Bangkok Olympic Games 2024 |
|
|
|
|
|
#231 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
ตอนนี้ค่าแรง กรุงเทพ และปริมณฑล นำร่องไปก่อน จังหวัดทีเหลือก็ที่หลัง ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ
![]() รัฐบาลเมินเสียงเอกชนขอเลื่อนขึ้นค่าแรงไปเป็นปี58 โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 21 เมษายน 2555 17:55 รัฐบาลเมินเสียงเอกชนเสนอ 9ข้อ ขอเลื่อนขึ้นค่าแรงออกไปเป็นปี2558 รับเห็นใจทุกฝ่าย แต่เป็นนโยบายรัฐ พร้อมศึกษาแนวทางรองรับ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีภาคเอกชนเตรียมยื่นข้อเสนอ 9 ข้อต่อรัฐบาล เพื่อลดผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และขอเลื่อนขึ้นค่าจ้าง 70 จังหวัดไปเป็นปี 2558 พร้อมเสนอตั้งกองทุน 1-2 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) ว่าต้องขอขอบคุณ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลและมีข้อเสนอแนะมา ซึ่งรัฐบาลยินดีรับฟัง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ รัฐบาลพร้อมที่จะรับมาพิจารณา "แต่รัฐบาลเห็นว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทนั้น เป็นการเพิ่มศักยภาพของภาคแรงงานของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้มากขึ้น และรู้สึกเห็นใจทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้มากขึ้น รวมทั้งขณะนี้รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางที่แน่นอนมารองรับในเรื่องนี้"รองโฆษกฯ กล่าว http://www.bangkokbiznews.com/home/d...ี58.html
__________________
Thailand Gateway Of ASEAN (South East Asia Hub) BOI Thailand Board of Investment Tourism Thailand MICE Thailand Convention and Exhibition Bureau Thailand Trade Department Last edited by napoleon; April 21st, 2012 at 01:59 PM. |
|
|
|
|
#232 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
Industry confidence up, growth forecast steady
Published: 19/04/2012 at 06:36 PM The Thai Industries Sentiment Index (TISI) for March was up from 100.9 in February to stand at 102.1, an increase for four straight months, the Federation of Thai Industries said on Thursday. The FTI attributed the improvement in industry confidence to the continued rise in orders, sales volume, output and performance of manufacturers. This showed a clear signal of recovery in the industrial sector after being severely hit by the devastating floods late last year. The manufacturers wanted the government to come up with measures to help ease the hardship caused by the impact of the 300 baht minimum wage policy, which began taking effect early this month, the FTI added. Exports of completely built up vehicles for March totalled 89,815 units, up 16.17 per cent on February, and an increase of 4.89 per cent on March 2011, the federation reported. Vehicle export value was 42.17 billion baht. The Economic and Business Research for Restructuring Centre has also stood by its earlier gross domestic product growth projection for 2012, made in December, of between 5.8 per cent and 6.5 per cent. There were several positive factors influencing this decision, dean of economics at Rangsit University Anusorn Thammajai said on Thursday. Mr Anusorn said the key policy rate of the central bank's monetary policy committee could be lower, but there was inflationary pressure and therefore the central bank would not cut its policy rate sharply. The central bank might or might not cut the repurchase rate in the second half of the year, but if it did so the rate would be cut by 0.25 percentage points at the maximum, from three per cent to 2.75 per cent, he said. The economist projected GDP growth at 5.8 per cent in the second quarter of the year, 6.5 per cent in the third quarter and 13 per cent in the fourth quarter, compared to the same quarters last year. The value of the currency was expected to average at 30-31 baht per US dollar. Investment by the private sector and the post-flood investment in infrastructure development and flood prevention megaprojects by the government would be the main factors mobilising the economy this year, he said. Domestic consumption was expected to substantially increase, boosted by the 300 baht daily minimum wage policy, with inflation projected at 3.5 to 4.5 per cent this year. Mr Anusorn said the wage hike policy has raised the labour costs of small and medium enterprises by 6.4 per cent on average. This was a heavy burden for labour intensive industries, but it helped create economic justice at the same time. The wage increase had no significant statistical effect on employment because Thailand has a labour shortage problem. Without a wage hike, labourers, especially foreigners working in Thailand, would be less inclined to work in factories, he added. He warned that about two million Burmese workers might return to their homeland as Burma becomes more democratic and begins to open its doors to the outside world. Economics lecturer Yos Amornkitvijai said the establishment of the Asean Economic Community would open opportunities for Thailand to export more cars, motorcycles and auto-parts to member countries, particularly Indonesia, the Philippines and Singapore, the main importers of these products. http://www.bangkokpost.com/business/...orecast-steady |
|
|
|
|
#233 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
“โตชิบา” เตรียมสร้างโรงงานแห่งใหม่ในไทย
วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555 เวลา 14:51 น . วันนี้ ( 24 เม.ย. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นว่า บริษัท โตชิบา ประกาศเตรียมหาพื้นที่สร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนแห่งใหม่ในประเทศไทย แทนที่โรงงานแห่งปัจจุบันที่ต้องปิดตัวลงไปตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมหาวิกฤตอุทกภัย ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่เขตอุตสาหกรรมของไทย โฆษกของโตชิบากล่าวในวันนี้ว่า สถานที่สร้างโรงงานแห่งใหม่จะอยู่ที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งตามกำหนดการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2556 โดยสาเหตุที่เลือก จ. เพชรบุรี เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ไม่อยู่ติดแม่น้ำสายหลัก ส่วนความเสียหายของโรงงานแห่งปัจจุบัน ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ทางบริษัทจะดำเนินเรื่องกับบริษัทประกันในเรื่องค่าสินไหมทดแทนต่อไป http://www.dailynews.co.th/world/67075 |
|
|
|
|
#234 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,434
Likes (Received): 238
|
Thailand capable of financing mega-projects: Virabongsa
Wichit Chaitrong The Nation April 25, 2012 7:25 pm ![]() Former Deputy Prime Minister Virabonga Ramangkura is pushing for huge investment on mega projects. He said to upgrade rail transportation over the next four to five years, the government has to accelerate investment in dual-track and high-speed rails. "Instead of building high-speed rails linking Bangkok to Chiang Mai in the North, Nong Khai in the Northeast, Rayong in the East and Padang Besar in the South, we should first build shorter routes," he said. "These proposed routes are: Bangkok to Phitsanulok; Bangkok to Nakhon Ratchasima; Bangkok to Pattaya; and Bangkok to Hua Hin," said Virabongsa. He also suggested that Don Mueang Airport be reopened to ease traffic at Suvarnabhumi Airport by luring budget airlines to move to Don Mueang. Shuttle buses would transfer passengers between the two airports. "Air Asia has agreed to move but the company wants an assurance from the government that it will not reverse its policy later," he said. Don Mueang currently serves domestic flights, but will also serve international flights while the government builds more runways at Suvarnabhumi, he said. Gas pipelines that currently reach only Saraburi province must be extended to Chiang Mai, Nong Khai and Hat Yai, he said, and added that the government must overcome the opposition of vested interest groups like truck operators who are engaged in transporting gas and oil. They have long been successful in opposing the extension of gas pipelines. The deep sea port on the Eastern Seaboard will be also be expanded as it is already facing congestion, he said. New industrial parks will be set up on the Eastern coast as investors will not expand their production in the floodhit areas of the Central region, said Virabongsa. He conceded that one challenging issue is how to provide adequate fresh water to the Eastern provinces such as Chon Buri and Rayong. He said more investment to rehabilitate natural resources is needed to promote tourism. Investment in the masstransit system in Bangkok also must be accelerated, he said. As Thailand lags behind other countries in information technology, Virabongsa said the law governing IT regulator might be changed in order to speed up IT development. He blamed the strict conditions under the current law regarding qualifications of the regulator committee. Virabongsa insisted that the government has the financial resources for the mega-project investments. "We have international reserves of $180 billion after 15 years of savings since the 1997 financial crisis," said Virabongsa. He dismissed criticism of using international reserves, saying the economic landscape has changed since the previous crisis. The government will keep public debt under 60 per cent of GDP, he said. He said private insurers have come back to do business as seen in the drop in premium for natural catastrophe to 3 per cent from a peak of 15 per cent during last year's massive flooding. People have so far bought protection coverage worth about Bt300 million from the government-run insurance fund, which could provide protection coverage up to Bt500 billion, he said. This suggested that the insurance industry was back to normal, said Virabongsa. Mega-project investment over the next five years is estimated to be about Bt2.3 trillion, according to the National Economic and Social Development Board. http://nationmultimedia.com/business...-30180728.html
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
#235 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
รมต.ต่างประเทศสวีเดนพบนายกฯ ปู-ยันเดินหน้าลงทุนในไทย
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 00:33 น. ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 25 เม.ย.ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า นายคาร์ล บิลด์ท รมว.ต่างประเทศของสวีเดน เข้าเยี่ยมคารวะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นายหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า ผู้นำทั้งสองชาติหารือถึงการค้าขาย การท่องเที่ยว และการส่งเสริมการค้าการลงทุน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่าขณะนี้อยู่ในการฟื้นตัว ซึ่งน่าจะกลับมาสู่สภาพปกติได้ในเดือน มิ.ย.นี้ และคาดว่าตัวเลขจีดีพีในปี 2555 จะอยู่ที่ร้อยละ 5.5-6.5 เพราะประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้น อีกทั้งนายกฯยังแสดงความมั่นใจว่าประเทศไทยดำเนินการตามแผนเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทที่จะถูกนำมาใช้บริหารจัดการน้ำ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเบิกจ่าย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังชี้แจงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทย โดยระบุว่าเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับ และดำเนินการไปตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งนายบิลด์ท ระบุว่าฝ่ายสวีเดนมีความเข้าใจและขอให้ไทยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นด้านประชาธิปไตยอย่างเสรีในทุกเรื่อง เพื่อความเห็นของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นายภักดีหาญส์ กล่าวอีกว่า ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนยืนยันว่า สวีเดนพร้อมจะเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป เพราะไทยยังเป็นประเทศที่สร้างความสบายใจต่อการลงทุนเป็นอันดับต้นๆ นอกจากนี้ยังได้หยิบยกถึงระบอบประชาธิปไตยในสหภาพพม่า ซึ่งสวีเดนระบุว่าสหภาพยุโรป(อียู)มีมติได้ยุติการคว่ำบาตรพม่าแล้ว และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะพิจารณาลงทุนเพิ่มในประเทศพม่า โดยจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุน http://www.khaosod.co.th/view_newson...PQ==&subcatid= |
|
|
|
|
#236 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
Toshiba to build new plant in Prachinburi
Published: 25/04/2012 at 02:18 AM Toshiba Corporation yesterday announced that it will rebuild its semiconductor manufacturing operations in Thailand by relocating Toshiba Semiconductor Thailand Co (TST) to a new manufacturing facility. The move will position the company to meet future growth in demand and replace the factory inundated by the 2011 floods. Established in 1990, TST carries out back-end processes for small signal devices and photocouplers. The new facility will be located at the 304 Industrial Park, Prachinburi, approximately 140 kilometres northeast of Bangkok and will replace TST's facilities at Bangkadi Industrial Park in Pathumthani, in the suburbs immediately north of Bangkok. The new site is 15 to 20 metres above sea level and outside Thailand's main drainage basins, with no major rivers, so it offers TST advantages in terms of of business continuity planning. Construction will begin in July. http://www.bangkokpost.com/business/...in-prachinburi |
|
|
|
|
#237 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
ผู้มีรายได้น้อยเฮ รัฐบาลลดดอกเบี้ย-พักหนี้
วันพุธที่ 25 เมษายน 2012 เวลา 08:41 น. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย และประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อย ที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินของประชาชน โดยกลุ่มเป้าหมายจะต้องมีหนี้ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจไม่เกิน 500,000 บาท ต้องไม่เป็นหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อหรือลีสซิ่ง ซึ่งประชาชนที่เข้าข่ายนั้นสามารถเลือกพักเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเดิมร้อยละ 3% ต่อปี หรือลดอัตราดอกเบี้ยโดยไม่พักเงินต้น เป็นเวลา 3 ปี และมีสิทธิ์ขอกู้เพิ่มตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยสามารถขอเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม - 20 สิงหาคม ณ สถาบันการเงิน ที่เป็นลูกค้าอยู่ทั้ง 4 แบงก์เฉพาะกิจของรัฐ โดยรัฐบาลคาดว่าจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึง0.4-0.7% ต่อปี หรือ 44,000-77,000 ล้านบาทต่อปี นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ออมสินจะมีภาระนำส่งเงินสมทบชดเชยลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวราว700 ล้านบาทต่อปี มีลูกค้าที่สามารถใช้สิทธิได้เพียง 840,000 ราย ประมาณ 550,000 รายเป็นประชาชนทั่วไปที่เหลือเป็นพ่อค้าแม่ค้า ที่ไม่มีหลักประกัน ทั้งหมดคิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 64,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ออมสินมีเงินกองทุน 120,000 ล้านบาท ยังเพียงพอและไม่มีปัญหาหากลูกหนี้ของกู้เพิ่ม ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 11.4 % และมีมูลค่าสินเชื่อรวม 1.4 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีลูกหนี้ที่สามารถใช้สิทธิในโครงการพักหนี้ฯ จากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จำนวน 3,500 ราย เป็นวงเงินสินเชื่อ 450 ล้านบาท และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)จำนวน 7,800 รายเป็นวงเงินสินเชื่อ 1,400 ล้านบาท นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่าธ.ก.ส. จะมีภาระนำส่งเงินสมทบลดอัตราดอกเบี้ยในโครงการพักหนี้ฯ ประมาณ 6,000 บาทต่อปี ทำให้กำไรที่ต้องนำส่งเข้ารัฐเหลือ 2,000 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8,000 ล้านบาทต่อปี และมีผลกระทบต่อสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธ.ก.ส. ลดลงมาอยู่ที่ 9 % จากปัจจุบันอยู่ที่10.37 % โดยจะต้องมีการเพิ่มทุนในส่วนเงินปันผลที่กระทรวงการคลังซื้อหุ้นเพิ่มทุนและเงินกองทุน เพื่อรองรับลูกค้าเกษตรกรของ ธ.ส.ก. ที่สามารถใช้สิทธิในโครงการพักหนี้ฯ ทั้งสิ้น 2.9 ล้านราย หรือคิดเป็น 80% ของลูกค้าธ.ก.ส.ทั้งหมด 3.5 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อ 390,000 ล้านบาท จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,734 26-28 เมษายน พ.ศ. 2555 http://www.thanonline.com/index.php?...-45&Itemid=417 |
|
|
|
|
#238 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
ยันแบงก์ไทยปึ้กรับ"บาเซิล3"
เศรษฐกิจ28 April 2555 - 00:00 ธปท.มั่นใจแบงก์พาณิชย์ไทยพร้อมรับเกณฑ์บาเซิล 3 เหตุฐานะแกร่ง กำไรสูง จวกกฎสำรองสภาพคล่อง 30% ไม่เข้าท่า ดันต้นทุนสูง แถมปล่อยกู้ได้น้อย นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วิกฤติการเงินโลกปี 2550-2551 ที่ผ่านมา เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลเงินกองทุนและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากอนาคตต้องก้าวเข้าสู่หลักเกณฑ์การกำกับ Basel III (บาเซิล 3) เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีความแข็งแกร่งพอ สำหรับบาเซิล 3 ประกอบด้วย 3 หลักการ (3 pillars) โดยหลักการที่ 1 จะเกี่ยวข้องกับการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำและสภาพคล่อง หลักการที่ 2 เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง และหลักการที่ 3 เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน โดยสาระสำคัญอยู่ที่ 2 หลักการแรก ซึ่งในส่วนของการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำที่เกิดจากทุนที่แท้จริง ประกอบด้วย กำไรสะสม หุ้นสามัญ และตราสารที่มีคุณภาพ ซึ่งหลักการดังกล่าว ธปท.มีความเห็นสอดคล้อง และที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไทยก็ค่อนข้างทำได้มีกำไรสะสม หุ้นสามัญ รวมถึงตราสารคุณภาพเกินสัดส่วนเกินกว่า 95% ของทุนสำรองทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบตามสภาวะวิกฤติ (stress test) ยามเกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจขึ้นจนทำให้หนี้ด้อยคุณภาพเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีเงินกองทุนเพียงพอหรือไม่ ก็พบว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินสำรองกองทุนที่สามารถนำออกมาใช้ได้ทันที ซึ่งเป็นการให้น้ำหนักกับสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ประเด็นที่ยังเป็นข้อกังขาจะเป็นในส่วนของการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่คณะกรรมการบาเซิล 3 กำหนดออกมาจะต้องมีการตั้งสำรองสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 30% จากหลักการเดิมที่กำหนดไว้เพียง 6% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็มีการตั้งสำรองไว้เกินถึงระดับ 10% โดยประเด็นดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในประเทศที่สภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัว เพราะจะทำให้ต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้นมาก อีกทั้งทำให้มีเม็ดเงินในการนำไปปล่อยสินเชื่อน้อยลง. http://thaipost.net/news/280412/56023 |
|
|
|
|
#239 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
คลังเล็งอัพจีดีพีปี55โตพุ่ง6-7% ประสารไม่ห่วงนำเข้าฉุดขาดดุล
เศรษฐกิจ 28 April 2555 - 00:00 สศค.เล็งขยับเป้าเศรษฐกิจปี 55 เพิ่มเป็น 6-7% หลังไตรมาสแรกเศรษฐกิจโต 2-2.5% "ประสาน" มั่นใจทั้งปีขาดดุลเดินบัญชีแค่ 1% ของจีดีพี นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2555 มีโอกาสขยายตัวได้ที่ระดับ 2-2.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนที่เติบโตอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงทิศทางการนำเข้าในเดือน มี.ค. ที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะการปริมาณน้ำเข้าน้ำมัน หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลง รวมถึงการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ สำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก การสต็อกทองคำ และการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ซึ่งจากทิศทางการนำเข้าที่สูงขึ้น “เบื้องต้นประเมินว่าแนวโน้มการเติบโตของจีดีพีปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้สูงถึง 6-7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ที่ 5.5% หรือช่วงคาดการณ์ 5-6% หากทิศทางเศรษฐกิจในประเทศยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือน มิ.ย.นี้ สศค.จะมีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2555 อีกครั้ง โดยหลังจากนี้อาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นเข้าไปด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างแน่นอน" นายสมชัยกล่าว นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการนำเข้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ส่งให้ไทยขาดดุลว่า เป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก ซึ่งกำลังการผลิตจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้เต็มที่ในช่วงกลางปีนี้ หรืออย่างช้าในช่วงไตรมาส 3 และจะทำให้ภาพรวมการส่งออกน่าจะกลับมาดีขึ้นตามไปด้วย โดยคาดว่าปีนี้ไทยจะขาดดุลบัญเดินสะพัด 1% ของจีดีพี ถือว่าไม่มากและไม่เป็นอันตราย. http://thaipost.net/news/280412/56021 |
|
|
|
|
#240 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,997
Likes (Received): 391
|
มูดี้ส์ประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือประเทศไทยมีเสถียรภาพ-อ่อนไหวผลกระทบภายนอก
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกรายงานล่าสุดเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยว่า อันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศของประเทศไทย (Local and foreign government bonds) มีแนวโน้มความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ที่ระดับ Baa1 ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวมีพื้นฐานจากความเข้มแข็งในระดับพอสมควรของเศรษฐกิจและโครงสร้าง ความแข็งแกร่งทางการเงินของรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง และความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในระดับต่ำถึงปานกลาง มูดี้ส์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย แต่รายได้ต่อหัวของประเทศยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน เหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 เป็นเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นชั่วคราวไม่ใช่ผลกระทบเชิงโครงสร้าง และประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเสริมสร้างการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีกในอนาคต ในขณะที่รัฐบาลพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่นในความสามารถบริหารจัดการวิกฤติเพื่อรักษาการลงทุนจากต่างประเทศ แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความมีประสิทธิผลของมาตรการของรัฐได้ถดถอยลงไปบ้าง แต่โดยภาพรวมเศรษฐกิจหลักยังคงมีความมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นและมีความสามารถในการบริหารจัดการกับวิกฤติที่ไม่คาดคิดในช่วงที่ผ่านมาได้ ในขณะที่วินัยทางการคลังได้ถูกทดสอบอย่างต่อเนื่อง หนี้และภาวะการคลังของประเทศไทยอ่อนแอลงจากที่เดิมที่มีความแข็งแกร่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก แต่ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน โดยดุลต่างประเทศที่เข้มแข็งของไทยได้ส่งผลให้มีภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อรัฐบาลและเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเนื่องจากการถ่วงดุลกันระหว่างความเสี่ยงทางการเมืองกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีความยืดหยุ่น โดยในระยะกลาง ความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศจะยังคงมีผลกระทบในวงจำกัดต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเปิดมากที่สุดในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ Baa จะทำให้ประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบจากภายนอก เช่น การเกิดวิกฤตในยุโรป มากกว่าประเทศอื่นในกลุ่มเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระบบสถาบันการเงินของไทยอยู่ในสถานะที่ดีพอที่จะต้านทานการขาดแคลนสินเชื่อที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|