daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Architecture and Urban Facilities

Architecture and Urban Facilities Architectural wonders of Thailand and Special focussion on Urban Mobilities


Reply

 
Thread Tools Display Modes
Old April 24th, 2012, 02:21 PM   #1161
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

ครม.รับทราบการรื้อย้ายท่อขนส่งน้ำมันในโครงการระบบระบบรถไฟชานเมือง

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2012 เวลา 18:43 น.

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการเจรจาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 เรื่องรายงานปัญหาอุปสรรคของการดำเนินโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอกรอบวงเงิน 59,888 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ระหว่างปี 2551-2555 โดยได้มีการลงนามสัญญาเงินกู้ระหว่าง กระทรวงการคลัง และ รฟท. กับ ไจก้า ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 จำนวน 23,000 ล้านบาท

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างงานโยธา ระบบไฟฟ้า และอื่นๆ โดยขณะนี้ได้ข้อสรุปแนวทางการย้ายแนวท่อของ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด ทางด้านเทคนิค ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นชอบร่วมกันจะมีการรื้อย้ายท่อขนส่งน้ำมันลดลงจากเดิมกำหนดไว้ 13 จุด เหลือเพียง 2 จุด คือ บริเวณสถานีบางซื่อ สามารถเลือกการรื้อย้ายได้ 2 ทาง ทางเลือกที่ 1 ระยะทาง 2.9 กิโลเมตร วงเงิน 217 ล้านบาท และทางเลือกที่ 2 ระยะทาง 4.4 กิโลเมตร วงเงิน 245 ล้านบาท ทั้งนี้ ให้ รฟท.กับ บริษัท ขนส่งน้ำมันฯ กลับไปพิจารณาทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดทางด้านเทคนิคในช่วงเวลาที่จะมีการรื้อย้าย และบริเวณสถานีดอนเมือง มีวงเงินค่ารื้อย้าย 96 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวม งบการรื้อย้ายอยู่ที่ 341 ล้านบาท


สำหรับบริเวณแนวท่อน้ำมันอีก 11 จุดที่เหลือ ผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง โดยภาระค่าใช้จ่ายในการรื้อย้าย รฟท.ให้บริษัท ขนส่งน้ำมันฯรับภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งบริษัท ขนส่งน้ำมันฯพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ยอมรับว่า ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการรื้อย้ายได้ เนื่องจากบริษัทฯขาดสภาพคล่องทางการเงิน รฟท.จึงยอมรับภาระอัตราค่าธรรมเนียมผูกพันธ์เงินกู้เพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการรถไฟชานเมืองสายสีแดงทั้งนี้ รฟท.จะมีการฟ้องร้องตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไปกับ บริษัท ขนส่งน้ำมันฯ

http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old April 26th, 2012, 08:42 AM   #1162
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

เอดีบีดันไทยศูนย์ฯไฟฟ้าภูมิภาค

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2012 เวลา 12:35 น

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียทาบทามไทย จัดตั้งศูนย์การซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้าในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ด้านกฟผ.แสดงความสนใจ เชื่อเป็นผลดีด้านความยั่งยืนไฟฟ้าและเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนไฟฟ้าไทย กระทรวงพลังงานจ้างจุฬาฯถามความเห็นซีอีโอ 20 บริษัทชั้นนำ ลงทุนด้านพลังงานรับการเปิดเออีซี

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ประเทศไทยได้รับการทาบทามจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี ให้เป็นศูนย์การซื้อขายแลกเปลี่ยนไฟฟ้าในประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อจัดทำระบบและข้อมูลการซื้อขายไฟฟ้าอย่างยั่งยืนร่วมกัน ทั้งนี้ประเทศจีนได้เสนอตัวจะเป็นเจ้าภาพจัดทำศูนย์ดังกล่าวขึ้น แต่ว่าจีนไม่ได้เป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้นประเทศสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขง(GMS) จึงเห็นร่วมกันว่าควรให้ไทยเป็นผู้ดำเนินการแทน

ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้ให้ความสนใจที่จะจัดทำศูนย์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นหน่วยงานด้านไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ อีกทั้งศูนย์ดังกล่าวจะช่วยให้ทราบข้อมูลการผลิต จำหน่าย การใช้ไฟฟ้าของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งปริมาณการสำรองของในกลุ่มนี้ อีกทั้งเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและไฟฟ้าร่วมกันได้ ซึ่งหาก กฟผ. เป็นผู้ดูแลศูนย์จะช่วยให้ง่ายต่อการวางแผนด้านไฟฟ้าของประเทศไทย ส่วนทางกระทรวงพลังงานนั้นขณะนี้ยังสงวนท่าทีต่อแนวทางดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลดีผลเสีย และจุดประสงค์ที่แท้จริงระดับการเมืองต่างประเทศด้วย ทั้งนี้เอดีบีจะประชุมร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อสรุปร่วมกันอีกครั้งที่สปป.ลาว ในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2555 นี้

สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ที่จะเริ่มขึ้นในปี 2558 ทางกระทรวงพลังงานได้เตรียมว่าจ้างสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสอบถามความเห็นผู้บริหารระดับสูง(ซีอีโอ)ของบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานทดแทนและบริษัทชั้นนำอื่นๆ ของไทยกว่า 20 บริษัท ถึงการเตรียมพร้อมในด้านการลงทุนต่างๆ ในประเทศอาเซียน เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจของภาคเอกชนได้ โดยคาดว่าศึกษาเสร็จในเดือนกันยายน 2555 โดยผลการศึกษาดังกล่าวจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมพลังงานอาเซียนระดับรัฐมนตรีในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ที่ประเทศกัมพูชา

"กระทรวงพลังงานต้องการทราบว่าบริษัทชั้นนำของประเทศไทยพร้อมขยายกิจการออกนอกประเทศหรือไม่ และต้องการให้ภาครัฐทำอะไรเพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจ โดยเฉพาะด้านกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าไปลงทุนในตลาดอาเซียนได้"แหล่งข่าวกล่าว

นายวีระวัฒน์ จันทนาคม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการวางแผนพลังงานระดับประเทศ กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World economic forum (WEF) ในวันที่ 31 พฤษภาคม-1มิถุนายน 2555 นี้ โดย WEF จะสำรวจบริษัทชั้นนำในไทยถึงทิศทางการวางแผนด้านพลังงานของไทยและการเตรียมพร้อมก้าวสู่เออีซี เพื่อจัดทำเป็นแผน

"การทำสถาปัตยกรรมออกแบบใหม่ด้านพลังงานของไทยสำหรับรองรับการเปิดเออีซี" เพื่อเป็นประเทศตัวอย่างกับประเทศสมาชิกอื่นๆต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,734 26-28 เมษายน พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-46&Itemid=418
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 3rd, 2012, 04:33 PM   #1163
uno
Kingdom of Zinon
 
uno's Avatar
 
Join Date: Dec 2003
Location: Bangkok
Posts: 3,686
Likes (Received): 121

ประเทศไทยพลังงานพอไม่พอก็ไม่รู้ รู้แต่เช้าวันนี้กับเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ย่านอโศกไฟดับในช่วงเช้ามาสองครั้งแรก ครั้งหนึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง
__________________
4th Asian Beach Games 2014 Phuket


"ครั้งยังเด็ก พวกผู้ใหญ่มักปลูกฝังให้ผมภูมิใจในชาติ แต่ทุกวันนี้ การกระทำของพวกผู้ใหญ่ มันทำให้ผมไม่มีความภูมิใจเหลืออยู่เลย"
uno no está en línea   Reply With Quote
Old May 3rd, 2012, 05:36 PM   #1164
sf_alpha
Registered User
 
Join Date: Aug 2005
Location: Bangkok/Chanthaburi
Posts: 2,923
Likes (Received): 77

สายไฟลอยฟ้าแบบนี้ เอาความมั่นคงทางไฟฟ้าลำบากนัก

พลังงานไฟฟ้าผลิตสำรองมีเยอะ แต่ระบบจ่ายไฟไม่ค่อยได้เรื่อง ก็ดับแบบนี้แหละ
__________________
จงใช้ สติ ปัญญา เหตุผล ... อย่าใช้อคติ
sf_alpha no está en línea   Reply With Quote
Old May 7th, 2012, 07:58 AM   #1165
Appleich
Appleich
 
Appleich's Avatar
 
Join Date: Apr 2011
Location: BKK
Posts: 781
Likes (Received): 106

กฟผ.ลุยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า1.4หมื่นเม็กรับมือยอดใช้พุ่ง

จากประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:13:40 น.



กฟผ.โชว์แผนผลิตไฟฟ้าอนาคต 7 ปีหน้า ป้อนเข้าระบบได้ถึง 1.4 หมื่นเมกะวัตต์ พร้อมรับมือวิกฤตความต้องการใช้ปีཱི ขยายตัวตามเศรษฐกิจ 5-6%

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไว้ในระยะยาว 7 ปี ระหว่าง 2555-2562 รวมทั้งหมดถึง 14,614.20 เมกะวัตต์ จาก 3 แหล่ง ประกอบด้วย แหล่งที่ 1 จะมีโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.ทยอยจ่ายไฟเข้าระบบรวม 3,883.7 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 กำลังผลิต 768.9 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 กำลังผลิต 782.2 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดเครื่องที่ 1 กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (จากแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ขยะ) 732.8 เมกะวัตต์

แหล่งที่ 2 โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนรวมทั้งสิ้น 10,830.50 เมกะวัตต์ จากผู้ผลิตรายใหญ่ (IPP) 4,400 เมกะวัตต์ ผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) รวม 6,430.50 เมกะวัตต์ แหล่งที่ 3 ประเทศเพื่อนบ้าน 6 โครงการ รวม 4,012 เมกะวัตต์ คือ โครงการเทิน-หินบุนส่วนการหงสาลิกไนต์ เครื่องที่ 1-3 โครงการน้ำงึม 3 โครงการเซเปียน โครงการน้ำเงี้ยบ โครงการไซยะบุรี

โดยตั้งเป้าผลิตสำรองและตอบสนองให้เพียงพอตามแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการใช้ปี 2555 จะเพิ่มขึ้นอีก 5-6% ประเมินได้จากเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำสถิติในประเทศใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุด (peak) ถึง 7 รอบ เมื่อ 26 เมษายน ทุบสถิติ 26,121 เมกะวัตต์ ส่วนปริมาณกำลังการผลิตขณะนี้ยังคงมีสำรองเพียงพออยู่อีกกว่า 3,000 เมกะวัตต์

ทาง กฟผ.ขอความร่วมมือจากผู้ใช้ร่วมกันประหยัดพลังงานต่อเนื่องควบคู่ไปด้วยทั้งปีนี้ และในระยะยาว 3 ทาง คือ 1.ขอความร่วมมือประชาชนปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้คงที่ที่ 25 องศาเซลเซียส เนื่องจากการปรับอุณหภูมิขึ้น-ลงจะมีผลให้การใช้ไฟฟ้าส่วนเกินเพิ่มขึ้น 250-300 เมกะวัตต์ 2.ขอให้เลือกใช้อุปกรณ์ชนิดประหยัดพลังงาน 3.ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลงให้มากที่สุด

ทั้งนี้ กฟผ.มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ ณ ปี 2554 ถึงปัจจุบัน รวม 31,446.7 เมกะวัตต์ เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 526.68 เมกะวัตต์ คิดเป็น 1.7% มาจาก 3 แหล่ง คือ แหล่งแรก โครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผลิตติดตั้งตามสัญญา 14,998.13 เมกะวัตต์ แหล่ง 2 รับซื้อจากผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ 12,081.69 เมกะวัตต์ ผู้ผลิตรายเล็ก 2,183.30 เมกะวัตต์ แหล่ง 3 รับซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน 2,184.60 เมกะวัตต์


http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid=
__________________
"สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง"
Appleich no está en línea   Reply With Quote
Old May 7th, 2012, 08:30 PM   #1166
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

ลอบขนก๊าซหุงต้มขายกัมพูชา ทัพเรือ - กรมศุลฯเอาจริง..จับแหลก

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

จังหวัดตราด เป็นจังหวัดทางภาคตะวันออกมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชาทั้งทางบก และทางน้ำ ซึ่งทางบก มีระยะทาง 165 กิโลเมตร ในส่วนของพื้นที่ติดกับทะเลด้านอ่าวไทย มีระยะทางมากกว่า 160 กิโลเมตร ซึ่ง อ.บ่อไร่ ติดกับ จ.พระตะบอง มีจุดผ่อนปรนการค้า 2 แห่ง คือ บ้านมะม่วง ต.นนทรีย์ และที่บ้านหมื่นด่าน ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ และมีช่องทางเข้า-ออกอีกกว่า 4-5 แห่ง เช่น ช่องคลองปูนเปียก ช่องช้างทูน ช่องเนินตากแดด ช่องกระดูกช้าง ส่วนที่ อ.เมืองตราด ติดกับ จ.โพธิสัต มีช่องทางการเข้า-ออกที่เคยเป็นจุดผ่านแดน แต่ปัจจุบันปิดไปแล้ว เช่น ช่องท่ากุม ช่องชำราก ช่องเขาพลู ช่องบ้านท่าเส้น และช่องทางธรรมชาติ เช่น ช่องคลองม่วง ช่องเขาล้าน ช่องบ้านสะพานหิน ส่วนที่ อ.คลองใหญ่ มีจุดผ่านแดนถาวรที่บ้านหาดเล็ก เป็นเส้นทางขนส่งทางบก ส่วนทางน้ำอยู่ที่บ้านคลองสน และที่เคยเป็นจุดผ่านแดน เช่น บ้านตาหนึก บ้านคลองมะนาว บ้านคลองเจ้า และบ้านเขาวงศ์ ปัจจุบันการเดินทางไปมาหาสู่และการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ จะใช้ช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ เป็นหลัก เนื่องจากสะดวกและสามารถทำพิธีทางการค้าส่งออกได้

สำหรับการค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ แต่ละปีมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยในปีงบประมาณ 2554 ที่ผ่านมา ระหว่างเดือนตุลาคม 2553-เดือนพฤศจิกายน 2554 มีมูลค่าสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งออกไปทางเรือที่ท่าเรือเพื่อการส่งออกของเอกชน 3 แห่ง คือท่าเรือกัลปังหา ท่าเรือชลาลัย และท่าเรือสำเริง ซึ่งสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายยังประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่ จะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นสินค้าหลัก

แต่ที่นอกเหนือจากสินค้าอุปโภค บริโภคแล้ว นั่นคือ “ก๊าซหุงต้ม” ถือเป็นสินค้าอันดับต้น ๆ ที่เป็นความต้องการของชาวเกาะกงในประเทศกัมพูชา เพราะ “ก๊าซหุงต้ม” ในกัมพูชานอกจากราคาแพงกว่าไทย 2-3 เท่าตัวแล้ว ยังหายาก บุคคลที่จะใช้ได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะ ดังนั้นผู้ประกอบการค้าจาก จ.ตราด บางรายจึงเห็นช่องทางการนำก๊าซหุงต้มไปจำหน่ายใน จ.เกาะกง โดยผ่านท่าเรือทั้ง 3 แห่ง ดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้า “ก๊าซหุงต้ม” ใน อ.คลองใหญ่ ได้นำก๊าซส่งออกไปกัมพูชาโดยสั่งซื้อ “ก๊าซหุงต้ม” จากฝั่งไทยที่ จ.ตราด และ จ.จันทบุรี โดยเฉพาะขนาด 15 กิโลกรัมต่อถัง ไปจำหน่ายในกัมพูชาจำนวนนับ 10,000 ถังต่อเดือน ทำให้การค้าชายแดนด้านตราด กับเกาะกง หากนับรวมการค้านอกระบบแล้วจะมีมูลค่าประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับกลุ่มพ่อค้าที่ทำการลักลอบ ในขณะที่ประเทศไทยต้องแบกภาระค่าชดเชยให้กับชาวกัมพูชา ปีหนึ่งเป็นเงินนับร้อยล้านบาท

แหล่งข่าวคนหนึ่งใน จ.ตราด ได้เปิดเผยถึงขบวนการค้า “ก๊าซหุงต้ม” ว่า แม้ชายแดนด้านจังหวัดอื่นจะมีการสู้รบกัน แต่ชายแดนด้าน จ.ตราด ไม่เคยมีผลกระทบ แม้จะมีบางครั้งที่ปิด แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้ง 2 จังหวัด เหมือนพี่กับน้องและใกล้ชิดกันมา ทำให้ชาวเกาะกงต้องพึ่งพาสินค้าอุปโภค-บริโภคจาก จ.ตราด เพื่อเลี้ยงคนของเขา รวมทั้ง“ก๊าซหุงต้ม” ที่ชาวเกาะกง ต้องพึ่งพาอาศัยจาก จ.ตราด โดยการนำจาก อ.คลองใหญ่ลงเรือที่ท่าเรือบ้านหาดเล็ก,ท่าเรือคลองสน ที่มีท่าเรือของเอกชน 2 แห่ง ซึ่งในขณะนั้นมีปริมาณไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าสัตว์น้ำทะเล กระทั่งปัจจุบัน มีการพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกโดยสมบูรณ์ ซึ่งผู้ค้าจะมีการนำ “ก๊าซหุงต้ม” ขนลงเรือสินค้าติดไปกับเรือ 3-4 ถัง เป็นเรื่องปกติที่มีการนำไปใช้ในครัวเรือน แต่ก็มีการนำเรือขนก๊าซหุงต้มออกไปจำนวนมากตั้งแต่ 50-200 ถังต่อเที่ยว

เจ้าของท่าเรือกัลปังหา เปิดเผยอีกว่า จ.เกาะกง มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพา “ก๊าซหุงต้ม” จาก จ.ตราด เนื่องจากราคาก๊าซหุงต้มในกัมพูชามีราคาสูงกว่าประเทศไทย 1-2 เท่าตัว และกัมพูชาก็ไม่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติ จึงต้องพึ่งพาอาศัยจากไทย หรือเวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย แต่ “ก๊าซหุงต้ม” จากประเทศไทยมีความนิยมมากกว่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และถังก๊าซหุงต้มมีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูงกว่า ซึ่งระยะหลังไม่เพียงจะมีการใช้ใน จ.เกาะกง เท่านั้น แต่จะมีการนำไปจำหน่ายในสีหนุวิลล์ และพนมเปญด้วย

มีรายงานด้วยว่า ปัจจุบันเกาะกงมีความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมากเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ ในกัมพูชา ทำให้มีความต้องการบริโภคสินค้าจากไทยมาก เพราะสินค้าร้อยละ 70-80 เป็นสินค้าจากไทยทั้งสิ้น รวมทั้งก๊าซหุงต้มที่มีความต้องการสูงเพราะสะดวกและคุ้มค่าแม้จะมีราคาแพงแต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งโรงแรม ร้านอาหาร หรือธุรกิจใหญ่ ๆ รวมทั้งชาวเกาะกงเองก็ต้องการมาก โดยในเวลา 1 เดือน ชาวเกาะกงต้องใช้อย่างน้อย 1 หมื่นถัง ถ้านับรวม 1 ปีก็ประมาณ 1-2 แสนถัง จากนั้นได้มีการนำไปที่สีหนุวิลล์ และพนมเปญมากขึ้นด้วย ซึ่งมีพ่อค้ารายใหญ่จำนวน 2 ราย นอกนั้นก็เป็นรายย่อย 3-4 ราย ที่ทำการค้ากันอยู่ โดยผู้ค้าจะมีการติดต่อรับออร์เดอร์จากพ่อค้ากัมพูชาใน จ.เกาะกง แล้วส่งไปทางเรือขนส่งสินค้าที่มานำสินค้าจากท่าเรือ 2 แห่งแล้วนำใส่ท้ายเรือไปคราวละ 40-50 ถัง ขณะที่ราคาในปัจจุบันของไทย ราคา 295-300 บาทต่อถัง แต่ในกัมพูชาราคา 800-900 บาทต่อถัง เป็นอย่างต่ำ ซึ่งมูลค่าตลาด 10,000 ถังต่อเดือน คิดเป็นเงินก็ราว 8-9 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 100 ล้านบาทต่อปี เป็นอย่างน้อยแล้วคนขายจะได้กำไรเท่าไรคิดกันเอาเอง

นายธีระ แพสถิตถาวร ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรคลองใหญ่ เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการในการควบคุมการลักลอบนำก๊าซหุงต้มออกนอกประเทศตั้งแต่ปลายปี 2550 เป็นต้นมา ทางด่านศุลกากรได้ร่วมมือกับทางอำเภอคลองใหญ่ และทหารนาวิกโยธิน ทางหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182 (บ้านหาดเล็ก) เข้มงวดกวดขันในการควบคุมการลักลอบอยู่อย่างสม่ำเสมอในจุดผ่านแดนหรือช่องทางชายแดนทุกแห่ง โดยเฉพาะจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก (ทางน้ำ) เนื่องจากเป็นจุดที่มีการลักลอบขนออกสู่กัมพูชามากที่สุดในประเทศไทย และในแต่ละเดือนก็มีจำนวนหลายพันถัง เมื่อรู้ว่ามีการขนลงเรือ และออกจากท่าเรือมีทิศทางมุ่งหน้าสู่กัมพูชา ทหารเรือจะนำเรือยางออกติดตาม และจับกุม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถจับได้หลายราย บางรายอ้างว่าจะนำไปที่ อ.เกาะกูด ทำให้ต้องปล่อยไป ซึ่งศุลกากรต้องมีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยส่งให้อัยการไปดำเนินคดีแล้ว แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ถังก๊าซหุงต้มทั้งหมดมาจากประเทศกัมพูชาหรือไม่

ล่าสุด น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล ผบ.ฉก.นย.ตราด พร้อมด้วย น.ท.ธงฉาน บุญระเทพ ผบ.ฉก.นย.ที่ 182 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด นายธีระ แพสถิตถาวร ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรคลองใหญ่ และกำลังทหารนาวิกโยธินได้ร่วมจับกุมเรือประมง พร้อมด้วยของกลางถังแก๊สจำนวนกว่า 500 ถัง ทั้งขนาด 15 กิโลกรัม และขนาด 48 กิโลกรัม โดยมีลูกเรือจำนวน 5 คน 4 คนเป็นชาวกัมพูชา 1 ใน 4 เป็นไต๋เรือ และมีลูกเรือคนไทย 1 คน ขณะกำลังเดินเรือมุ่งหน้าไปยัง อ.เกาะกูด จ.ตราด และมุ่งหน้าสู่ จ.เกาะกง กัมพูชา โดยลูกเรือทั้งหมดรับสารภาพว่า จะนำถังแก๊สทั้งหมดไปจำหน่ายใน จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งทำมา 3 ครั้งมีถังแก๊สกว่า 2,000 ถัง ลำเลียงไป

น.อ.นพดล ผบ.ฉก.นย.ตราด กล่าวว่า ได้ร่วมกับด่านศุลกากรคลองใหญ่ จ.ตราด ติดตามขบวนการลักลอบนำแก๊สออกนอกประเทศมา 1-2 เดือนแล้ว และสามารถจับกุมได้จำนวน 3 ครั้ง มีถังแก๊สส่งเข้าไปขายในกัมพูชามากกว่า 2,000 ถัง ที่ผ่านมาจับได้ 500-800 ถัง ล่าสุดที่จับได้ 500 ถัง ขบวนการดังกล่าวกระทำมานาน 1-2 ปีแล้ว โดยใช้วิธีการขออนุญาตจดทะเบียนเรือประมงขนแก๊ส จากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด แล้วขนส่งแก๊สไป อ.เกาะกูด แต่ลักลอบไป จ.เกาะกง กัมพูชา ในภายหลัง และเมื่อถูกจับกุมก็จะวิ่งเต้นกับผู้ใหญ่ ทั้งใน จ.ตราด และในส่วนกลาง ดังนั้นการจับกุมครั้งนี้ จึงทำให้ทางกรมศุลกากรชักลากเรือประมงลำดังกล่าวเข้าไปดำเนินคดีในกรุงเทพฯ พร้อมลูกเรือ เพื่อจับตัวนายทุนใหญ่มาดำเนินคดีอย่างจริงจัง และป้องกันมิให้มีการวิ่งเต้นล้มคดี.

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

http://www.dailynews.co.th/thailand/113294
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 15th, 2012, 09:22 PM   #1167
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

http://www.pantip.com/cafe/jatujak/t...J12091929.html

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 23rd, 2012, 08:04 PM   #1168
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Govt aims to save Bt3.4 bn through cutting energy consumption by 10%

The Nation May 24, 2012 1:00 am

The government is stepping forward with a plan to reduce energy consumption by 10 per cent annually, which would be implemented as a long-term policy to save more than Bt3.4 billion per year.

So far, the energy-saving policy has been launched with all government agencies and will meet the target by reducing consumption by 10 per cent by this October, achieving cost savings of Bt1.6 billion.

During a seminar yesterday titled "Thai Government Agencies' Collaboration for Energy Saving", Energy Minister Arak Chonlatanon said the project would help cut electricity costs by Bt900 million and fuel spending by Bt700 million. The policy will also be promoted among the private sector.

"We believe that we will achieve the goal by October, and we want to promote this policy with the private sector by urging them to use suits less frequently, as well as use eco-cars for official cars," Arak said.

Suthep Liumsirijarern, director-general of the Energy Policy and Planning Office at the ministry, said the government would consider special privileges for companies that implement the energy-saving policy as one of their key management initiatives such as soft loans, tax privileges and other measures.

Currently, all government agencies consume a combined 32,000 units per year. If they can save only 10 per cent, that would mean 320 million units saved as well as 19 million litres of fuel.

The policy will be implemented through more than 800 government buildings. In addition, the government will spend Bt6.3 billion to improve its electrical appliances and save more energy.

The government aims to save Bt1.8 billion in its short-term plan and Bt3.4 billion per year in the long term.

Among the government agencies, the Office of the Civil Service Commission had the best energy-saving practices, followed by the Department of Probation and the Permanent Secretariat Office of the Public Health Ministry.

In addition, the Department of Mineral Fuels is the biggest office in reducing usage of oil, followed by the Permanent Secretariat Office of the Public Health Ministry and the Fine Arts Department.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30182690.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2012, 01:58 PM   #1169
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

'พีดีพี'ฉบับใหม่ยังสรุปไม่ลง

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2012 เวลา 17:22 น.

"อารักษ์"สั่งรื้อแผนพีดีพีใหม่ หลังความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดพุ่งทำลายสถิติ ชี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่ชัด ก่อนนำไปจัดทำแผนสร้างโรงไฟฟ้ารับความต้องการในอนาคต คณะทำงานฯเผยเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุปจะต้องปรับใหม่หรือไม่ ส่งการบ้านให้กฟผ.ไปพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟ หากพุ่งขึ้นระยะสั้นใช้ของเดิม ประกาศได้ไม่เกินไตรมาส 3 ปีนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการประกาศใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ฉบับปรุงครั้งที่ 3 หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ว่า จากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกที่ 26,121 เมกะวัตต์ สูงกว่าที่ กฟผ.คาดการณ์ไว้ที่ 25,784 เมกะวัตต์ และสูงกว่าปีก่อนอยู่ที่ 23,900 เมกะวัตต์ ว่า ล่าสุดนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงได้สั่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ไปเร่งดำเนินการปรับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้ข้อมูลในการจัดทำแผนพีดีพีมีความชัดเจนมากขึ้น

เนื่องจากเวลานี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าปรับตัวสูงมากกว่าตัวเลขที่นำมาใช้ในการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ของแผนพีดีพี ซึ่งอยู่ระหว่างการให้ความเห็นของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน และให้ทางคณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิจารณาตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนพีดีพีใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ จากการหารือของคณะทำงานการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อสรุป แต่มีความเห็นว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เพิ่มขึ้นไป หากเป็นระยะสั้นเพียง 1-2 ปี อาจจะไม่จำเป็นต้องปรับแผนพีดีพีที่กำลังจะแล้วเสร็จ แต่หากความต้องการใช้ไฟฟ้ายังสูงขึ้นและทำลายสถิติพีกทุกปี อาจจะต้องปรับแผนพีดีพีใหม่ ซึ่งในส่วนนี้ได้มอบหมายให้กฟผ.ไปจัดทำการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ามาประกอบใหม่ เพื่อจะได้ทราบว่าจะต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มในปริมาณเท่าใด ซึ่งแผนพีดีพีที่อยู่ระหว่างปรับปรุงนี้ คาดว่าอย่างช้าสุดน่าจะประกาศได้ไม่เกินไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับแผนพีดีพี ที่เตรียมจะนำเสนอกพช.และจะนำมาใช้ก่อนหน้านี้ ได้กำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เมื่อสิ้นสุดแผนปี 2573 ไว้ที่ประมาณ 71,087 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตปัจจุบันที่มีอยู่ 32,629 เมกะวัตต์ โดยกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เข้ามาจะมีโรงไฟฟ้าระบบโคเจเนอเรชัน 6,476 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 4,400 เมกะวัตต์ ซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 15% หรือ 7,013 เมกะวัตต์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ

โดยจะไม่มีการปลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกจากแผน แต่มีการลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 2,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 4,000 เมกะวัตต์ และให้เลื่อนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปเป็นปี 2569 จากเดิมปี 2566 โดยให้เหตุผลว่า เพื่อมีระยะเวลาเตรียมตัวด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น หลังจากมีบทเรียนจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น จากคลื่นสึนามิ และมีเวลาสร้างการยอมรับจากประชาชน อีกทั้งจะมีการนำโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ามา 9,415 เมกะวัตต์ เพิ่มจากแผนเดิมที่มีเพียง 4,433 เมกะวัตต์ และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็น 25,251 เมกะวัตต์ จากเดิมกำหนดไว้เพียง 18,400 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สอีก 750 เมกะวัตต์ จากเดิมไม่ระบุไว้อยู่ในแผน
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่ที่เข้ามา จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนรายใหญ่หรือไอพีพีจำนวน 5,400 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงปี 2564 เป็นต้นไปรวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กหรือเอสพีพี อีก 1,350 เมกะวัตต์ ที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,743 27-30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-46&Itemid=418
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 2nd, 2012, 08:44 AM   #1170
Codename B
Detective
 
Codename B's Avatar
 
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,418
Likes (Received): 223


http://www.nesdb.go.th/Portals/0/new...0404010612.pdf
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run.

-noblesse oblige-

Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport
Thai Landscapes | *Thai Archive
Codename B no está en línea   Reply With Quote
Old June 5th, 2012, 11:07 AM   #1171
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

พีดีพีฉบับใหม่เพิ่มสัดส่วนก๊าซ57%

05 มิถุนายน 2555 เวลา 15:24 น.

Share พีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 57% คาดกระทบค่าไฟ 1.04 บาทต่อหน่วย หวังเจรจาซื้อก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนสำเร็จลดการนำเข้าแอลเอ็นจี

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายในงานรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (พีดีพี 2010) ว่า แผนพีดีพีฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 จะมีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นเป็น 57% จากแผนเดิมที่มีสัดส่วนการใช้อยู่ 47% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเล็กน้อยประมาณ 1.04 บาทต่อหน่วย ในระยะ 20 ปี ซึ่งน่าจะเป็นอัตราที่ประชาชนยอมรับได้

ขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติเข้ามาป้อนให้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนหนึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แต่คงไม่สามารถใช้แอลเอ็นจีทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนสูงมาก โดยไทยยังคงมีทางเลือกอื่นอีก คือการรับซื้อก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถเจรจาได้ข้อยุติเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในประเทศกัมพูชา และพื้นที่ไทยเวียดนาม เพราะราคาก๊าซจะถูกกว่า ซึ่งการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนกับปประเทศเพื่อนบ้านน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี และใช้เวลาในการพัฒนาพื้นที่อีก 5 ปี โดยการจัดหาแหล่งพลังงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด

"แผนฉบับใหม่ได้ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากแผนเดิม 4 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์เหลือ 2 แห่ง เพราะจากกรณีแผ่นดินไหวญี่ปุ่นทำให้ยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินจาก 9 แห่ง เหลือ 4 แห่ง รวม 3,400 เมกะวัตต์ เพราะประชาชนยังไม่ให้การยอมรับเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติ เพื่อทำให้แผนยังคงมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าเดิม”นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ ภายใต้แผนพีดีพีฉบับใหม่จะมีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) จำนวน 5,400 เมกกะวัตต์ โดยจะใช้เวลาพัฒนาโรงไฟฟ้า 7-9 ปี ดังนั้นจะต้องมีการประกาศเชิญชวนเอกชนผู้สนใจภายในปีนี้ และเปิดให้ยื่นข้อเสนอภายในปีหน้าเป็นอย่างช้าที่สุด

นายดิเรก ลาวัลย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า หากพิจารณาตามแผนแล้วแนวโน้มค่าไฟจะต้องปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่ภาพรวมยังคงมีแนวโน้มราคาสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการนำเข้าแอลเอ็นจีของปตท.ก็จะต้องบริหารจัดการที่จะต้องมองการจัดหาที่เป็นสัญญาระยะยาวมากขึ้น

นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยจากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า แผนดังกล่าวไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประมูลไอพีพีแต่อย่างใดหากผู้จัดทำแผนนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ที่กระทรวงพลังงานเป็นผู้จัดทำขึ้นใส่เข้าไปใส่ทั้งแผน โดยมีเป้าหมายจะลดการใช้พลังงานลงถึง1.7 เมกกะวัตต์ แต่กลับนำแผนอนุพลังงาน หรือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพใส่ไปในพีดีพีเพียง 20% เท่านั้นทำให้การประหยัดไฟหายไปถึง 1.4 หมื่นเมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเงินลงทุนหรือลดต้นทุนค่าไฟได้มูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันตามแผนยังไม่ยอมแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าไฟที่จะปรับเพิ่มขึ้นตลอดแผน 20 ปี หากแต่ชี้ให้เห็นค่าไฟจะเพิ่มเฉลี่ยปีละ 3-5% ตลอด 10 ปีเท่านั้น หรือเฉลี่ยค่าไฟขายส่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเพิ่มขึ้นตลอด 10 ปีแค่ 1 บาทต่อหน่วย แต่ในความเป็นจริงตลอดแผน 20 ปีค่าไฟจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่าตัวจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 3.1 บาทต่อหน่วย เป็น 6 บาทต่อหน่วย

http://www.posttoday.com/ธุรกิจ-ตลาด...3634;ซ57
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 7th, 2012, 10:14 PM   #1172
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

PTT mulls second LNG terminal at Map Ta Phut

Published: 8/06/2012 at 02:04 AM

PTT plans to develop a second receiving terminal for liquefied natural gas (LNG) with a capacity of 5 million tonnes a year, possibly to be located outside the Map Ta Phut industrial estate.

Chief executive Pailin Chuchottaworn said his company is conducting a feasibility study for a second receiving terminal, which would help to triple PTT's LNG capacity to 15 million tonnes a day after 2020.

Gasification from LNG will enable 2.1 billion cubic feet per day, up from 700 million cfpd at present.

PTT debuted the first phase of its US$900-million LNG receiving terminal at Map Ta Phut last year, featuring a capacity of 5 million tonnes per year.

It is preparing the second phase _ adding another 5 million tonnes per year _ at a cost of 25 billion baht.

Construction of the second phase will likely kick off this year.

When completed, annual capacity will be doubled to 10 million tonnes or 1.4 billion cfpd.

Mr Pailin said gas demand in Thailand is expected to rise to 5.2 billion cfpd in 2016 from an average of 4.2 billion cfpd in this year's first quarter. Demand is expected to surge to almost 7 billion cfpd by 2030.

Local gas production from on- and off-shore petroleum fields is expected to peak in 2015 at 3.6 billion cfpd from 3.3 billion cfpd currently.

Peerapong Achariyacheevin, the senior executive vice-president for gas business at PTT, said the second phase of the first unit is expected to start operation in 2016.

PTT is also set to secure an LNG purchase deal for 2 million tonnes a year from the state-owned Qatar Gas. It plans to purchase another 3 million tonnes per year from producers in Australia, Africa and the US, he added.

The national power development plan predicts electricity production capacity will rise to 55,065 megawatts in 2030 from an estimated 32,630 MW this year.

In 2030, natural gas is to make up less than half the energy mix in the country from 72% of all fuel used in power generation in Thailand now.

Renewable energy will contribute 25%, up from 5% now; nuclear power 5%, up from zero; and 20% from imported electricity and coal.

http://www.bangkokpost.com/business/...at-map-ta-phut
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2012, 07:03 PM   #1173
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

“ปู”สั่งลุยแผนสำรองน้ำมันลงทุน2แสนล.ใน4-5ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มิถุนายน 2555 19:03 น. Share

“ยิ่งลักษณ์”สั่งกระทรวงพลังงานศึกษาสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามยุทธศาสตร์ประเทศรับวิกฤติป้องกันขาดแคลนโดยจะใช้เงินลงทุนถึง 200,000ล้านบาทยันไม่ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศเล็งให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐในการสร้างคลังคาดจะใช้เวลา 4-5 ปีแต่ระยะสั้นจะให้เพิ่มสำรองทางกฏหมายโดยเอกชนจาก 5%เป็น6%

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 8 มิ.ย.55 ว่า กพช.มีมติให้ กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาเรื่องแนวทางการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อความมั่นคงและเป็นเครื่องมือรองรับการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ ในการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะมีการเพิ่มการสำรองน้ำมันทางกฎหมายจากปัจจุบันอยู่ที่ 36 วัน เป็น 90 วัน ซึ่งต้องมีการลงทุนคลังน้ำมัน รวมทั้งการจัดซื้อน้ำมันรวมเป็นวงเงิน 200,000 ล้านบาท

“ เบื้องต้นอาจเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่อย่างใด ขณะเดียวกันจะต้องมีการร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรการสำรองน้ำมัน คาดว่าจะใช้เวลาจัดตั้งได้เร็วสุดภายใน 4-5 ปีข้างหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานในระยะสั้น กระทรวงพลังงานจะประกาศเพิ่มการสำรองน้ำมันทางกฎหมายโดยเอกชนจาก 5%ของการนำเข้าน้ำมัน เป็นร้ 6 %หรือเพิ่มจาก 36 วัน เป็น 43 วัน”นายอารักษ์กล่าว

นอกจากนี้ กพช.มีมติให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) สร้างคลังเก็บก๊าซแอลพีจีรองรับการนำเข้า โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ วงเงินรวม 48,000 ล้านบาท โดยระยะแรกจะมีการขยายคลังนำเข้าที่เขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี เพิ่มการจัดเก็บจาก 1.2 แสนตัน เป็น 2.5 แสนตัน ส่วนระยะที่ 2 จะมีการจัดสร้างคลังในพื้นที่ใหม่อีก 2.5 แสนตัน โดย ปตท.จะได้ผลตอบแทนการลงทุนในรูปแบบของการบวกเพิ่มในราคาก๊าซหุงต้มในอัตราไม่เกิน 30 สตางค์ต่อกิโลกรัม

พร้อมกันนี้กพช. ยังเห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ระหว่างปี 2553-2573 (พีดีพี2010) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 70,686 เมกะวัตต์ ในสิ้นปี 2573 และเห็นชอบให้บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก้ สร้างโรงไฟฟ้าใหม่กำลังการผลิต 900 เมกะวัตต์ทดแทนโรงไฟฟ้าขนอมเดิม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะหมดอายุลงในปี 2559 รวมทั้ง เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ไอพีพี และเอสพีพี รอบใหม่ ตลอดจนให้ บมจ.ปตท.จัดทำร่างแผนการจัดหารก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับแผนพีดีพี และนำกลับมาเสนอ กพช.พิจารณาเห็นชอบต่อไป

http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9550000070641
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 11th, 2012, 08:30 PM   #1174
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Egco plans to construct 900 MW power plant in Nakhon Si Thammarat by 2016

THE NATION June 12, 2012 1:00 am

Electricity Generating Co (Egco) plans to build an Bt18-billion, 900-megawatt power plant in Nakhon Si Thammarat to replace the old 749MW Khanom power plant whose supply contract with the Electricity Generat-ing Authority of Thailand (Egat) expires in 2016.

Sahust Pratuknukul, president of Egco, the country's first independent power producer, said yesterday that construction would commence next year. After electricity begins to be generated by 2016, the new plant will contribute annual profit of at least Bt500 million.

The company plans to bid for two IPP (independent power producer) projects in the country this year.

Egco's existing power plants at home and abroad have a combined capacity of 4.97 gigawatts.

Yesterday Egco completed the increase in its stake in a Quezon coal power plant in the Philippines from 52 per cent to 98 per cent for Bt11 billion.

The higher shareholding is meant to strengthen the group's profit, as Egco will realise Bt1.5 billion in profit from the plant this year, up from Bt1 billion last year, and Bt2 billion a year in the future, Sahust said.

The group predicts its net profit this year will be more than Bt5 billion.

Egco wants to expand the Quezon plant by 500MW from 460MW. It will discuss the plan with the Philippine government.

Besides the power-generating business, Egco is negotiating to acquire a coal mine in Indonesia with reserves of more than 1 million tonnes to secure a source of fuel. The result is expected to be known in two months.

Egco also hopes to boost its renewable-energy portfolio within three years from 1 per cent at present to nearly 10 per cent, or 300MW, in line with state policy.

The company is interested in solar and wind farms, with investment set at Bt100 million per megawatt, Sahust said. Egco will take over solar farms now under construction with the capacity of 7-8MW each from investors who were granted an adder of Bt8 per kilowatt and is seeking partners to support the funding.

The solar-farm deals will become clearer soon, he said.

Egco recently invested in three solar power plants - SPP2, SPP3 and SPP 4 - with the country's first solar-tracking system. The three projects, located in Saraburi, Si Sa Ket and Ubon Ratchathani, have a combined capacity of 22MW.

Land and Houses Bank yesterday contributed half of a Bt2.46-billion syndicated loan for these three solar farms. Kasikornbank is the mandated lead arranger, chipping in 25 per cent, with the remaining 25 per cent coming from ICBC (Thai).

Egco will invest in wind farms on its own because construction costs are higher than for solar farms.

"We plan to build three wind-power plants with a combined capacity of 200MW in Chaiyaphum. We will start construction after getting the green light from Egat," Sahust said.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30183963.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 11th, 2012, 11:36 PM   #1175
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Egco building huge new plant in South

Published: 12/06/2012 at 02:23 AM

Egco Group Plc, Thailand's first independent power producer, is poised to spend 17-18 billion baht to build a 900-megawatt power plant in Khanom, Nakhon Si Thammarat province.

The natural gas plant will replace an existing 824-MW plant that will be phased out in 2016, according to president Sahust Pratuknukul. Construction is set to begin in mid-2013 and finish by mid-2016.

The company expects the Khanom power plant to make a profit of at least 500 million baht a year once operational.

Mr Sahust said the company foresees better profitability this year thanks to expansion and a new investment plan.

Egco Group Plc is doubling this year's investment budget to 20 billion baht to accommodate vibrant merger and acquisition activity. The group recorded a 2011 net profit of 4.99 billion baht.

The company anticipates closing an acquisition of an Indonesian coal mine with 100 million tonnes of capacity in the next two months.

Egco also expects to realise revenue and profit in the third quarter from Quezon Power Project Ltd (QPL), a Filipino company in which it recently acquired an additional 45.88% stake, giving it full control over a power plant in the Philippines.

In a related development, the company yesterday signed a loan agreement worth 2.46 billion baht with three banks.

The funding will be used for investment in three solar farms tapped to become Thailand's first privately owned projects with sun-tracking systems.

The three projects are SPP2 and SPP3 in Saraburi and SPP4 on the border of Si Sa Ket and Ubon Ratchathani provinces.

SPP2 and SPP3 have an installed capacity of eight megawatts each. SPP4 has an installed capacity of six MW.

http://www.bangkokpost.com/business/...plant-in-south
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 13th, 2012, 07:58 PM   #1176
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

PTT pushes increase of oil reserves

Published: 13/06/2012 at 01:51 AM

National oil flagship PTT urged the government to increase its oil purchases for the country's strategic reserves, as the current price below US$100 per barrel will likely rebound to $120 once the flagging European economy recovers.

"Oil reserve purchases should be executed little by little to stave off heavy expenses, but they should be initiated quickly," said chief executive Pailin Chuchottaworn.

The government last Friday agreed in principle to raise the country's strategic oil reserves to 90 days of consumption from 60 days now, a move that will require a 200-billion-baht investment.

Oil reserves, both crude and finished oil products, are built up to ensure energy security and to protect the economy in the event of supply disruptions.

But the Energy Ministry needs to study in more detail the investment and facilities needed to increase the reserves.

Increasing oil reserves to 90 days may take four or five years.

Local oil stocks are now mainly managed by private oil companies.

Of the current 60-day supply, 36 days are legal reserves, nine days are working stock and 15 days are refined oil surpluses and local crude resources.

Mr Pailin proposed funding for the strategic oil reserves may stem from either the government's budget, the private sector or even from the Bank of Thailand's foreign reserves.

"Thailand's oil stocks should be filled up whenever the global crude price declines. And when the price increases, the government may use the stock to help avert oil price fluctuation," he said, adding China and India are now refilling their stocks because Dubai crude oil prices are so low.

Surong Bulakul, PTT's chief financial officer, said the government should take the lead in developing this project because it requires a massive budget.

Energy analyst Manoon Siriwan said the government should offer promotional privileges and soft loans for companies to assist in development.

http://www.bangkokpost.com/business/...f-oil-reserves
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2012, 08:18 PM   #1177
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Thaioil's massive investment plans on US$1.8bn slated for five-year period

Published: 15/06/2012 at 01:54 AM

Thaioil Plc (TOP), Thailand's largest oil refiner, is proceeding with a US$1.8-billion investment programme, upgrading refineries, increasing efficiency, improving infrastructure, and building capacity in high value-added petrochemicals.

Newly appointed chief executive Veerasak Kositpaisal said the spending is budgeted for 2012-17 at an average rate of $300 million a year. He added that half the total investment has been approved by the board.

The rest is expected to be approved later this year.

The planned investments includes nine projects _ two gas-fired power stations for a total of $334 million, refinery and petrochemical efficiency improvements costing $381 million, jetty and logistics improvements costing $314 million and some $272 million of oil refinery upgrade projects.

Also planned are a $218-million production plant for linear alkyl benzene, oil production improvements costing $180 million, paraxylene and solvent capacity expansion totalling $60 million, specialty lube production costing $35 million and two new cruise liners worth a total of $5 million.

Among the nine projects, the paraxylene expansion project is expected to get started first, possibly in August.

"These investment projects will enhance our competitiveness," said Mr Veerasak, a former chief executive of PTT Global Chemical.

Mr Veerasak, 58, replaced Surong Bulakul, who moved to PTT to serve as the chief financial officer.

Although the projects require massive spending, the company expects its debt-to-equity ratio after all projects are finished to remain lower than one times, from 0.2 times at present.

The company said it is waiting for the Energy Ministry to open a new round of bidding for independent power production licences.

Mr Veerasak said the firm is preparing foreign investments in Southeast Asia including in oil refineries, trading, power plants, logistics and services.

"We started foreign business expansion a couple of years ago with solvent trading in Vietnam. We're looking for business opportunities in Indonesia and Myanmar," said Mr Veerasak.

Pongpun Amornvivat, the company's corporate commercial planning manager, said crude oil in the second half is expected to stay relatively expensive at an average price of $107.50 a barrel despite oil having fallen recently under $100 a barrel.

http://www.bangkokpost.com/business/...tment-plans-on
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 28th, 2012, 11:21 AM   #1178
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

เปิดแผนพลังงาน2ล้านล. พม่าอนุมัติไทยเจาะแหล่งก๊าซ-โรงไฟฟ้า

28 มิ.ย. 2555 เวลา 09:24:13 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"อารักษ์" กางนโยบายจัดระเบียบพลังงานหนุนแผนลงทุนรัฐและเอกชนกว่า 2 ล้านล้านบาท กระตุ้น ปตท.เร่งขยายเทอร์มินอลคลังแก๊สเขาบ่อยาเฟส 2 พม่าไฟเขียว 2 ส่วน เปิดทาง "ปตท.สผ." ลุยขุดเจาะแหล่งก๊าซใหม่ในเนย์ปิดอว์ 1.5 หมื่น ตร.กม. และ "กฟผ." ได้โปรเจ็กต์ลงทุน 1 หมื่นล้านดอลล์ ผลิตไฟฟ้าฮัดจี-มายตง 7,600 เมกะวัตต์ ปัดฝุ่นโครงการในประเทศ รื้อบัตรพลังงานยึด "แคปิตอล โอเค" เป็นต้นแบบความสำเร็จ และปรับใหญ่โครงสร้างแก๊สแอลพีจี

นาย อารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นโยบายขับเคลื่อนด้านพลังงานทั้งระบบของประเทศช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อมโยงเข้ากับการปรับปรุงแผนพลังงานแห่งชาติครั้งที่ 3 (PDP 2010) ผูกพันกับการลงทุนมูลค่า 5 ปีข้างหน้า ของทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท เฉพาะรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเครือ ปตท. ตามแผนระยะยาวจะลงทุนต่อเนื่องปี 2555-2559 เกือบ 1 ล้านบาท และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ยังอนุมัติให้ศึกษาการลงทุนขยายเทอร์มินอลเฟส 2 คลังก๊าซเขาบ่อยา อำเภอศรีราชา เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์นำเข้าและส่งออกเชื้อเพลิง โครงการนี้เมื่อศึกษาแล้วพร้อมลงทุนจะต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท

กลุ่ม สอง พลังงานไฟฟ้า ตามแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงรอบ 3 เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้แก้ไขปัญหาระยะสั้นด้านความมั่นคงทางพลังงานช่วงปี 2554-2562 เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าพยากรณ์เดิม และแนวโน้มจะสูงต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ก่อสร้างล่าช้า แต่มีความจำเป็นจะต้องลงทุน

รวมอีกนับล้านล้านบาท เช่นกัน โดยทั้งปรับเพิ่มและลดโรงไฟฟ้าบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยังต้องบรรจุไว้ในแผนแต่ลดจำนวนลงเหลือเพียง 2 โรง กำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 4 โรง 4,000 เมกะวัตต์ และปรับเพิ่มพลังงานอื่นเข้ามาเสริมอีกทางกลุ่มสาม พลังงานทดแทน ภายใน 10 ปี เพิ่มสัดส่วน 25% จากเป้าหมายเดิมตั้งไว้เพียง 20% ปัจจุบันการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ที่สนใจเข้ามาพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า (solar cell) มากที่สุด มูลค่าการลงทุนที่กำลังทยอยดำเนินการอยู่ขณะนี้ รวมทั่วประเทศกำหนดไว้กว่า 2,800 เมกะวัตต์ ใช้เงินมหาศาล รวมทุกโครงการแล้วเกือบ แสนล้านบาท

"ปัจจุบันประเทศต้องนำเข้าวัตถุ ดิบเชื้อเพลิงปีละกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ไทยสามารถผลิตก๊าซจากอ่าวไทยได้ แต่ก็ต้องนำเข้าเพิ่มถึง 40% แต่ราคาขายเชื้อเพลิงพลังงานบางชนิดกลับต้องนำเงินเข้าไปอุดหนุนมาตลอดอย่าง แก๊ส ส่วนดีเซลเพิ่งจะปล่อยลอยตัวเมื่อไม่นานนี้ และความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มสูงขึ้น หากสูงเหมือนเดือนเมษายน 2555 เกิน 26,000 เมกะวัตต์/วัน อนาคตอาจจะเพิ่มมากกว่านี้ก็ได้ จึงต้องเตรียมรับสถานการณ์เพราะมีผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน จากปัจจุบันโรงไฟฟ้าทั่วโลกใช้วัตถุดิบแก๊ส 70% ถ่านหิน 20% พลังน้ำ 10% ส่วนไทยมีแนวทางชัดเจนในอนาคต มุ่งทำโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบ เพราะปริมาณยังมีเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก มีอายุนาน ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าวัตถุดิบชนิดอื่น"

ล่าสุด รัฐบาลไทยกับพม่าได้ตกลงร่วมกัน เรื่องการเป็นภาคีพันธมิตรขุดเจาะหาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติร่วมกัน เมื่อเดือนมิถุนายนรัฐบาลพม่าอนุมัติให้ไทยสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในเน ย์ปิดอว์ เมืองหลวงพม่า รัศมีพื้นที่ขุดเจาะได้ 15,000 ตร.กม. โดยได้ส่งบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) เข้าไปดำเนินการบ้างแล้ว

ส่วน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับสิทธิ์จากพม่าให้เข้าไปพัฒนาการลงทุนกว่า 10,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3 แสนล้านบาท) เพื่อผลิตไฟฟ้า 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 7,600 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการฮัดจี และมายตง อยู่ในแถบลุ่มน้ำสาละวิน

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานกล่าวว่า สำหรับโครงการเดินหน้านำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาขึ้นมาใช้ ประโยชน์ร่วมกันนั้น ข้อตกลงร่วมมือความเข้าใจเบื้องต้น (MOU) ที่เคยทำไว้

เดิม ยังอยู่ปกติ และรัฐบาลกัมพูชาโดยนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีพร้อมจะให้ไทยเข้าไปดำเนินการ เพียงแต่ตอนนี้หากจะเริ่มทำได้ทั้ง 2 ประเทศต้องกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน โดยจะต้องเร่งดำเนินการ เพราะหากไทยช้า ขณะนี้ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี พร้อมที่จะเข้าไปร่วมลงทุนกับกัมพูชา เพื่อนำก๊าซดังกล่าวขึ้นมาใช้ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังขาดแคลน

นาย อารักษ์กล่าวว่า นอกจากผลักดันและสนับสนุนแผนลงทุนขยายโครงการทางพลังงานแล้ว ภายในปีนี้ต้องเร่งทำโครงการกระตุ้นผู้ใช้พลังงานในประเทศใช้อย่างมี ประสิทธิภาพทุกภาคส่วน

โดยเฉพาะภาคขนส่งกำลังทำเต็มที่เรื่องจัด ระเบียบปรับปรุงบัตรเครดิตพลังงานใหม่ โดยจะนำต้นแบบของบัตรเครดิตแคปิตอล โอเคเป็นโมเดล เพราะมีประสบการณ์และทำจนสำเร็จมาแล้ว ส่วนวิธีการ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไปจะกำหนดเงื่อนไข คุณสมบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย จะกระจายให้ผู้มีสิทธิ์สมัครเป็นกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะทุกประเภท ตุ๊กตุ๊ก มอเตอร์ไซค์ รถตู้ รถแท็กซี่

ส่วนสถานีบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง จะดึงผู้ขายทุกแบรนด์เข้ามาร่วมเพื่อความสะดวกของผู้ใช้ เพิ่มช่องทางการชำระเงิน โดยวงเงินที่จะให้ใช้ก็ตามความจำเป็นจริง และให้สิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรต้องการใช้จริง ๆ สร้างแรงจูงใจด้วยรางวัลหรือสิทธิพิเศษ (incentive) เช่น ผู้ที่ชำระเงินคืนตรงเวลา จะให้ยืมเครดิตล่วงหน้าของเดือนต่อไปได้ แตกต่างจากก่อนหน้าให้สิทธิ์เฉพาะรถแท็กซี่และเติมน้ำมันได้กับปั๊ม ปตท.เท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับความสนใจและไม่ประสบความสำเร็จตามนโยบายของรัฐบาทที่ต้องการ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยอย่างจริงจัง

จากนั้นก็ จะหันไปปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยลอยตัวราคาขึ้นแบบขั้นบันได กลุ่มเป้าหมายหลักคือแก๊สแอลพีจี ซึ่งใช้สำหรับหุงต้มแต่นำมาใช้ภาคขนส่ง ซึ่งรัฐต้องแบกรับภาระโดยนำเงินกองทุนน้ำมัน

เชื้อเพลิงมาอุดหนุนจน ติดลบอยู่กว่า 20,000 ล้านบาท แถมยังเป็นการอุ้มผู้ใช้กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ถึงเวลาที่กระทรวงจึงต้องทำโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้ จริงภายในสิ้นปีนี้ เพื่อทำให้กองทุนกลับมามีสภาพเป็นบวกปกติ

นาย ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดทำแผนลงทุนระยะยาว 5 ปี ของกลุ่ม ปตท. โดยรวมทั้งหมดระหว่างปี 2555-2559 ประมาณ

9 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ ปตท.สผ.ต้องใช้ถึง 3.6 แสนล้านบาท ในการแสวงหาแหล่งพลังงานมาเพิ่มเติมให้กับประเทศ พร้อมกับตั้งเป้าหมายการจัดหาพลังงานนับจากวันนี้ไปจนถึงสิ้นสุดปี 2563 ปตท.จะต้องจัดหามาให้ได้ถึง 50% ของความต้องการใช้พลังงานทั้งประเทศ แบ่งเป็น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 9 แสนบาร์เรล/วัน ถ่านหินและพลังงานทดแทน 5.51 แสนบาร์เรล/วัน

ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ได้ อนุมัติจากคณะกรรมการ กฟผ. ตามแผนการปรับปรุงระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าปี 2555-2557 เพื่อใช้เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท ดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพสายส่งไฟฟ้า รองรับการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เข้าระบบของ กฟผ. สอดคล้องกับแผน PDP 2010 กำหนดสัดส่วนให้รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านไม่เกิน 25% โดยรัฐบาลไทยกับลาวทำเอ็มโอยู ขายไฟให้ไทยเพิ่มภายในปี 2558 เป็น 7,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 3,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ กฟผ.ได้จัดทำแผน 5 ปี ระหว่าง 2555-2559 จะใช้เงินลงทุนรวม 449,573 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2555 จำนวน 88,635 ล้านบาท โดยมีแผนใช้เงิน 20,000 ล้านบาท ก่อสร้างโครงการก่อสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง จ.นครราชสีมา ระยะที่ 2 การปรับปรุงและซ่อมแซมระบบสายส่ง และลงทุนอีก 40,000 ล้านบาท พัฒนาไฟฟ้าจะนะ ชุด 2 กับโรงไฟฟ้าวังน้อยชุด 4 จากนั้นปี 2556 จะลงทุน 104,094 ล้านบาท ปี 2557 ลงทุน 117,310 ล้านบาท ปี 2559 ลงทุน 139,534 ล้านบาท ภายใต้การเป้าหมาย 5 ปี จนถึงปี 2559 จะมีกำไรเฉลี่ยปีละ 49,603 ล้านบาท

http://www.prachachat.net/news_detai...&subcatid=1900
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 7th, 2012, 03:16 PM   #1179
phat21
BANNED
 
Join Date: May 2012
Posts: 281
Likes (Received): 0

เครือข่ายน้ำมันแพงค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียม แนะ “ยิ่งลักษณ์” แก้ไขค่าภาคหลวง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2555 19:00 น.
ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากน้ำมันแพงแถลงการณ์ค้ารัฐเปิดสัมปทานปิโตรเลียมใหม่ 22 แปลง ชี้ไทยผลิตน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติเยอะแต่ได้ส่วนแบ่งน้อยผลประโยชน์ตกกับผู้ขุดเจาะ แนะ “ยิ่งลักษณ์” เดินหน้าแก้ไขค่าภาคหลวง-ภาษีจากสัมปทานให้ชาติได้ประโยชน์

วันนี้ (7 ก.ค.2555) เครือข่ายผู้เดือดร้อนจากน้ำมันแพง เดินทางมาชุมนุมที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ เพื่อแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ และกระทรวงพลังงาน ชะลอการให้สัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 จำนวน 22 แปลงเอาไว้ก่อน

ข้อเรียกร้องตามจดหมายเปิดผนึกของเครือข่ายฯ ที่จะส่งถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ และนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าขอให้ระงับการเปิดให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ไปก่อน จนกว่าจะมีการแก้ไขส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการขุดเจาะปิโตรเลียมของประเทศไทยให้ประชาชนในประเทศในประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด

การชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายฯ ในครั้งนี้ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันในหลายจุดทั่วประเทศนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดค้านกรณีที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ประกาศให้มีการยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 22 จำนวน 22 แปลง รวมพื้นที่ 45.995 ตร.กม. ตามความปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 26 มิ.ย. 2555

แต่ทางเครือข่ายฯ เห็นว่า ในรอบ 29 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย พบว่ามีผลผลิตปิโตรเลียมรวมมูลค่าประมาณ 2.99 ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับส่วนแบ่งจากการผลิตผ่านการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีสูงสุดเพียง 29.87% ของมูลค่าทั้งหมด หรือราว 8.9 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ส่วนต่างอีกราว 2 ล้านล้านบาทกลับตกเป็นของผู้ขุดเจาะ

เครือข่ายฯเห็นว่า รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรทบทวนแนวทางการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยทางเครือข่ายฯเห็นว่าควรมีการปรับปรุงการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีจากสัมปทานปิโตรลียม ให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในระดับ 60-80% เช่นเดียวกับที่หลายประเทศได้รับในปัจจุบัน

นางนิตยาพร สุวรรณชิน ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้เดือดร้อนจากน้ำมันแพงกล่าวว่า รายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีจากสัมปทานปิโตรเลียมที่ประเทศไทยได้รับในปัจจุบันนั้น ถือเป็นข้อผิดพลาดขอรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ในเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ในปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศกลับได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งราคาจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศยังสูงกว่าประเทศอื่นๆ

ดังนั้น หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าทำการเปิดให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมต่อไป โดยที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บรายได้จากสัมปทานให้เหมาะสมและเป็นธรรม ก็จะทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์ที่ควรได้ ทั้งจากรายได้ที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และทรัพยากรที่จะถูกผู้ประกอบการนำไปแสวงหากำไร

เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้แสดงบทบาทในการออกมาปกป้องผลประโยชน์ของในชาติ ด้วยการแก้ไขการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีเสียใหม่ เหมือนอย่างที่หลายประเทศได้ดำเนินการมาแล้ว

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ เปิดเผยว่า จะเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 10 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นอกจากนี้จะมีการจัดการเสวนาเกี่ยวกับปัญหาน้ำมัน ในวันที่ 28 ก.ค. ที่โรงแรมเชียงใหม่รัตนโกสินทร์อีกด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9550000083393





phat21 no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2012, 04:34 PM   #1180
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

ครม.อนุมัติ4หมื่นล.ลงทุน3โปรเจก

เศรษฐกิจ 11 July 2555 - 00:00

ครม.เห็นชอบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง รวมเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทั้งสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือใหม่ รถไฟทางคู่คลองสิบเก้า และให้ กฟน.กู้เงิน พร้อมไฟเขียวสร้างทางด่วนเชื่อมวงแหวนอุตฯ-บางพลี

นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง วงเงิน 41,500 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 22,752 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา คลองสิบเก้า แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) วงเงิน 11,348 ล้านบาท และการขอกู้เงินจากแหล่งเงินในประเทศของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในปีงบประมาณ 55-56 วงเงิน 7,400 ล้านบาท เพื่อลงทุน ปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้าตามแผน

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 สัญญา คือ สัญญาที่ 1 การก่อสร้างทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา คลองสิบเก้า แก่งคอย วงเงิน 10,636 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 36 เดือน ตั้งแต่ปีงบ 56-59 และสัญญาที่ 2 การก่อสร้างอุโมงค์รถไฟเขาพระพุทธฉาย วงเงิน 721 ล้านบาท ระยะเวลา 25 เดือน

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติการก่อสร้างทางพิเศษสายเชื่อมระหว่างถนนวงแหวนอุตสาหกรรมกับทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ดังกล่าว มีที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งหมดจำนวน 234 แปลง ซึ่งเจ้าของที่ดินได้มาตกลงทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนจาก กทพ.แล้วจำนวน 208 แปลง แต่มีเจ้าของที่ดินอีก 26 แปลง ไม่มาตกลงทำสัญญาซื้อขาย ซึ่ง กทพ.ได้ดำเนินการวางเงินค่าทดแทนและเข้าครอบครองใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นแล้ว.

http://www.thaipost.net/news/110712/59434
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 12:03 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 18.75%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu