daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old April 16th, 2015, 09:43 AM   #2781
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

อุตสาหกรรมรถยนต์เวียดนามเสี่ยงล้ม หลังบริษัทรถจ่อนำเข้ารับภาษี 0%

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
16 เมษายน 2558 13:46 น.

เตื่อนแจ๋ - อุตสาหกรรมรถยนต์ในเวียดนามกำลังเผชิญกับความเสี่ยงหลังโตโยต้าประกาศว่าอาจหยุดประกอบรถในเวียดนาม จากกรณีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต

การประกาศของโตโยต้าเมื่อช่วงต้นเดือน ที่นายโยชิฮิสะ มารุตะ ประธานบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เวียดนาม ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะยุติการผลิตและหันไปมุ่งเน้นการนำเข้ารถเพื่อใช้ประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีของข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่จะมีขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า

ชาติสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

ตามแผนของข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ระบุว่ารถยนต์ที่มีจำนวนที่นั่งน้อยกว่า 10 ที่นั่ง ที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนมีอัตราภาษี 50% ในปีนี้ จะปรับลดเหลือ 40% ในปีหน้า และ 30% ในปีถัดไป และเหลือเพียง 0% ในปี 2561

ด้วยเหตุดังกล่าว การคาดการณ์แนวโน้มตลาดและการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีนำเข้า ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเริ่มย้ายจากการประกอบรถไปเป็นการนำเข้ารถตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

จากการเยือนสำนักงานของบริษัทร่วมทุน Vinastar (VSM) ที่เชี่ยวชาญในการผลิตรถมิตซูบิชิ ในเขตถูดึ๊ก นครโฮจิมินห์ ในเดือนเม.ย. สื่อเวียดนามรายงานว่า พื้นที่จอดรถที่รองรับรถนำเข้าได้ประมาณ 200 คัน มีรถมิตซูบิชิปาเจโรที่ประกอบในประเทศจอดอยู่เพียงไม่กี่คัน

นายคาซุฮิโระ ยามะนะ ผู้อำนวยการใหญ่ VSM กล่าวว่า โรงงานของเขาที่ประกอบรถยนต์หลายรุ่นในช่วงที่ผ่านมา ในเวลานี้มีเพียงแค่การประกอบรถรุ่นปาเจโรเท่านั้น ด้วยขนาดการผลิต 100 คันต่อเดือน ในช่วงรุ่งเรือง โรงงานของ VSM สามารถผลิตรถยนต์ได้ 410 คันต่อเดือน แต่อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป บริษัท VSM ได้ลดขนาดการผลิตของโรงงานลง

ในปีงบประมาณ 2557 ที่เริ่มตั้งแต่เดือนม.ค. 2557 สิ้นสุดที่เดือนมี.ค. 2558 บริษัท VSM ขายรถได้ทั้งหมด 2,530 คัน จากจำนวนดังกล่าวเป็นรถที่นำเข้าจากไทยและญี่ปุ่นมากถึง 65.6%

บริษัท VSM เป็นสมาชิกในสมาคมผู้ผลิตรถยนต์เวียดนาม (VAMA) มีสัดส่วนการนำเข้ารถยนต์สูงที่สุด แม้ภาษีนำเข้าจะสูงขึ้น แต่บริษัท VSM ระบุว่า ราคารถยนต์ที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBUs) นั้นยังคงมีราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ประกอบขึ้นในเวียดนาม ส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น

"เป้าหมายของเราคือกหาวิธีที่จะขายรถได้ในราคาต่ำสุด ไม่ว่าจะรถนำเข้าหรือประกอบในประเทศ แต่ด้วยหลายเหตุผล รถนำเข้าทั้งคัน 5 รุ่น ที่เรานำเข้าเพื่อขายในเวียดนามมีราคาถูกกว่ารถประกอบในประเทศ" ยามะนะ กล่าวยามะนะ กล่าว

โยชิฮิสะ มารุตะ ประธานบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เวียดนาม กล่าวว่า ในการประชุมเพื่อประกาศแผนการดำเนินงานของบริษัทสำหรับปี 2558 เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ว่า บริษัทอาจจะยุติการผลิตรถในเวียดนามและนำเข้ารถจากประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนเพื่อใช้ประโยชน์จากภาษีนำเข้า 0% ในปี 2561

โตโยต้า มอเตอร์ เวียดนาม ปัจจุบันนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่เพื่อผลิตในเวียดนาม แต่อีกไม่นานนี้บริษัทจะนำเข้ารถยนต์ทั้งคันจากไทยที่มีราคาถูกกว่าประกอบในประเทศ และในปี 2561 จะเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ตามการเปิดเผยของ มารุตะ ซึ่งนั่งตำแหน่งประธาน VAMA ด้วย

มารุตะกล่าวในการประชุมว่า VAMA ยังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลเวียดนามนั้นจะมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนการผลิตรถยนต์แบบใดโดยเฉพาะ ทำให้สมาชิกของกลุ่มยังไม่สามารถวางแผนการผลิตได้

ส่วนการคำนวณของผู้ผลิตรถยนต์ระบุว่า ราคารถประกอบในเวียดนามมีอัตราเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์ในประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนอื่นๆ 2.5 เท่า เมื่อราคารถที่ผลิตในประเทศสูงกว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเมื่อเทียบกับรถยนต์นำเข้าก็ลดลง เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากอัตราภาษีการบริโภคพิเศษ ที่ใช้กับการผลิตหรือนำเข้าสินค้าเฉพาะ และ การให้บริการบางอย่าง ขณะที่ภาษีสำหรับรถนำเข้าทั้งคันตั้งอยู่บนฐานของราคาที่รวมค่าผลิต ค่าระวางและประกันภัยสินค้า แต่รถประกอบในประเทศยังต้องคำนวณบนพื้นฐานของราคารถที่ถูกขายให้กับตัวแทนจำหน่าย กำไรทางธุรกิจ ค่าขนส่งจากสถานที่ผลิตไปยังตัวแทน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา อีกด้วย

"วิธีการคำนวณภาษีนี้ทำให้ราคารถที่ผลิตในประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารถนำเข้าอย่างน้อย 5%" ยามะนะ กล่าว และว่าการยุติการผลิตยังพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าด้วย เนื่องจากรถนำเข้าตอบสนองความสะดวกสบายได้มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า

หลังเรียนรู้วิธีขับและเข้าร่วมการทดลองขับรถยนต์ 4 ที่นั่งประกอบในประเทศ ลูกค้าท้องถิ่นรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงฮานอย ตัดสินใจที่จะซื้อรถมิตซูบิชิแอททราจ CVT นำเข้าจากไทย ในราคากว่า 600 ล้านด่ง (ประมาณ 894,400 บาท)

"หลังจากทดลองขับรถยนต์ผลิตในประเทศของเพื่อนหลายคน ผมรู้สึกว่ารถนำเข้าคันนี้รู้สึกสบายมากกว่าและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากกว่า ทั้ง เครื่องเล่นดีวีดี หน้าจอระบบสัมผัส เบาะหนัง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบกุญแจอัจฉริยะ และประหยัดน้ำมัน ในราคาที่ไม่แพงมากนัก" ลูกค้าจากกรุงฮานอย กล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้รถยนต์ผลิตในต่างประเทศดึงดูดความสนใจผู้ซื้อท้องถิ่นได้เป็นจำนวนมาก ด้วยความคิดที่ว่ารถต่างประเทศนั้นมีคุณภาพดีกว่ารถที่ประกอบในประเทศ เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2557 สำนักงานสถิติใหญ่เวียดนาม (GSO) รายงานว่า เวียดนามใช้จ่ายเงินไปกว่า 1,570 ล้านดอลลาร์ในการนำเข้ารถยนต์ 72,000 คัน ปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 103.8% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 117.3% เมื่อเทียบกับปี 2556.

http://manager.co.th/IndoChina/ViewN...=9580000043666
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old April 16th, 2015, 04:31 PM   #2782
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

"ลอตเต้" สยายปีกธุรกิจ เดินแผนบุก...กินรวบ "เวียดนาม"

updated: 16 เม.ย 2558 เวลา 20:30:02 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สำหรับคนไทยอาจรู้จักชื่อ "ลอตเต้" ในฐานะยี่ห้อหมากฝรั่ง และผู้ผลิตขนมโคอะลา มาร์ช แต่ตัวบริษัทลอตเต้ (Lotte Co., Ltd.) นั้นเป็นบริษัทลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลีที่ก่อตั้งในปี 2491 มีธุรกิจหลากหลายตั้งแต่ อาหาร ค้าปลีก บันเทิง การเงิน อสังหาริมทรัพย์ สวนสนุก โรงแรม ไปจนถึงธุรกิจปิโตรเคมี โดยมีการทำตลาดในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน โปแลนด์ และเวียดนาม

โดยเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ลอตเต้มีแผนลงทุนจำนวนมหาศาล หลังจากเข้าไปตั้งฐานครั้งแรกเมื่อปี 2539 ประกอบไปด้วยธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งร้านอาหาร, ดิสทริบิวชั่น, บริการต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง



สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ลอตเต้ได้นำ "ลอตเตอเรีย" แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดในเครือมาเปิดตัวครั้งแรกในปี 2541 ที่เมืองโฮจิมินห์ ขณะนี้มี 209 สาขากระจายอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ และเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังได้จับมือกับสายการบินเวียดเจ็ท เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายอาหารบนเครื่องบินอีกด้วย

นี่ถือเป็นเพียงสเต็ปเริ่มต้นของการบุกเวียดนามอย่างจริงจังเท่านั้น เพราะไม่นานมานี้บริษัทได้ตัดสินใจลงทุนในโรงงานผลิตกาแฟในจังหวัดดั๊กลัด เวียดนาม บนพื้นที่ 2.5-3.1 หมื่นไร่ ด้วยเม็ดเงิน 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโปรเจ็กต์ดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกต้นกาแฟ ไปจนถึงขั้นตอนการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์

โฆษกของบริษัทได้ออกมาระบุว่า โรงงานดังกล่าวจะรองรับการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับกาแฟ อาทิ กาแฟกระป๋อง ซึ่งลอตเต้มีข้อได้เปรียบจำนวนมาก ทั้งจำนวนสาขาของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ตลอดจนช่องทางค้าปลีกของบริษัทในเวียดนาม และประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะเกาหลีที่เป็นตลาดใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์กาแฟจากเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลอตเต้ได้เข้าไปลงทุนในภาคเกษตรกรรมในเวียดนาม ในช่วงต้นปี 2557 เมื่อ บริษัทก่าเมา ซีฟู้ด โพรเซสซิ่ง และอิมพอร์ท-เอ็กซ์พอร์ท เจเอสซี (คามิเม็กซ์) ต้องประสบกับภาวะยากลำบาก ลอตเต้ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน เทคโนโลยี และกระตุ้นการส่งออกกุ้งไปยังเกาหลีใต้ ในฐานะพาร์ตเนอร์ ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าวทำให้คามิเม็กซ์ กลายเป็นบริษัทที่เติบโตขึ้น

อย่างรวดเร็ว และมียอดขายติดอันดับต้น ๆ ในหมู่ผู้ส่งออกกุ้งของเวียดนาม เนื่องจากเกาหลีถือเป็นผู้นำเข้ากุ้งรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก

ในด้านของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลอตเต้มีชื่อเสียงในโรงแรม ลอตเต้ เลเจนด์ โฮเทล หรือตึกสำนักงาน ลอตเต้ เซ็นเตอร์ ฮานอย ตลอดจนโปรเจ็กต์การก่อสร้างเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในเขตทูเทียม โฮจิมินห์ซิตี ร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างมิตซูบิชิ และโตชิบา ในวงเงิน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่กำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ บนพื้นที่ประมาณ 62 ไร่ ประกอบไปด้วยโซนค้าขาย โรงแรม บ้านที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์สมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง ที่กำลังขยายตัวในขณะนี้

และที่สำคัญในภาคของธุรกิจค้าปลีก บริษัทดังกล่าวเตรียมที่จะเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ต "ลอตเต้ มาร์ท" ในเมืองแคนโธ ญาจาง และโฮจิมินห์ซิตี โดยตั้งเป้าที่จะเปิดครบ 60 สาขาภายในปี 2563 จากปัจจุบัน 15 สาขา ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาลอตเต้ขยายสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตของตนในเวียดนาม ในอัตราที่รวดเร็วเป็นพิเศษด้วยการขยาย 5 สาขา ในช่วงปลายปี 2014 หลังจากใช้เวลา 7 ปีสำหรับ 10 สาขาแรก

อย่างไรก็ตาม แนวทางของลอตเต้ไม่เพียงแต่จะต้องการครอบครองตลาดค้าปลีกระดับกลางเท่านั้น แต่ยังความสนใจกับเซ็กเมนต์ค้าปลีกไฮเอนด์ ผ่านโปรเจ็กต์ตึกระฟ้าอย่าง "ลอตเต้ เซ็นเตอร์ ฮานอย" ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยออฟฟิศ โรงแรมระดับ 5 ดาว ห้างสรรพสินค้าจำนวน 6 ชั้น อาคารที่อยู่อาศัย สปา ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนร้านอาหารต่าง ๆ รวมถึงการเข้าไปถือหุ้นใน "ปิโก้ พลาซ่า" และอาคาร "ไดมอน พลาซ่า" ในโฮจิมินห์ซิตี

รวมถึงการเข้าไปลงทุนในโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ประเดิมด้วยการเข้าซื้อกิจการของโรงแรม เลเจนด์ โฮเทล เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

และยังมีธุรกิจโรงหนัง ที่ทางลอตเต้เชื่อว่า เวียดนามยังเป็นตลาดใหม่ ที่มีโอกาสมหาศาลในธุรกิจนี้ โดย "ปาร์ค ซุง ฮุน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลอตเต้ ซิเนม่า ระบุว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายโรงภาพยนตร์ในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยต้องการให้ลอตเต้ ซิเนม่า เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจคนเวียดนาม

ทั้งนี้ ลอตเต้ ซิเนม่าได้เข้ามาเปิดตัวในเวียดนามครั้งแรกเมื่อปี 2551 ปัจจุบันมีโรงภาพยนตร์จำนวน 7 สาขา 33 โรง โดย "ปาร์ค" วางแผนที่จะเปิดให้ได้ครบ 70 โรง ภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ พร้อมกับการขยายตัวของศูนย์การค้าลอตเต้

ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจในเวียดนามที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การเข้ามาปักธงของบริษัทต่างชาติที่ทรัพยากรมหาศาลทั้งเงินทุน และเทคโนโลยี ต่อจากนี้จึงน่าจับตา และคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1429161388
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 18th, 2015, 02:16 PM   #2783
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

เมื่อพม่าจัดทำ ยุทธศาสตร์การส่งออก กำหนด 5 ปี หนุนผลิตภัณฑ์ 7 ด้าน


วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 19:52:41 น.

เมื่อพม่าจัดทำ ยุทธศาสตร์การส่งออก

เมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ที่กระทรวงพาณิชย์พม่า วิน เมียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้แถลงถึงรายละเอียดของแผนงานระดับชาติที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในพม่าทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

เพราะสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีแถลงในวันนั้น นอกจากจะมีความน่าสนใจในเนื้อหาแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงจังหวะก้าวบนพื้นฐานของการสำรวจและรู้จักตัวเองอย่างน่าทึ่งของรัฐบาลพม่าที่มีอายุเพียง 3 ปีเศษและเพิ่งเปิดประเทศอย่างเต็มที่เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี่เองอีกด้วย

สิ่งที่รัฐมนตรี วิน เมียน แถลงในวันนั้นคือ "ยุทธศาสตร์การส่งออกแห่งชาติ" ที่เป็นแผนการดำเนินการในช่วงระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปีนี้ ที่กำหนดเป้าหมาย กำหนดวัตถุประสงค์และกำหนดแนวทางการดำเนินการอย่างสอดประสานของแต่ละหน่วยงานไว้อย่างครบครับ

ถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ทางการค้าฉบับแรกที่พม่าไม่เคยมีมาก่อน

แต่ย่อมไม่ใช่ฉบับสุดท้ายอย่างแน่นอน

เป้าหมายง่ายๆ ของแผนยุทธศาสตร์เพื่อการส่งออกของพม่า ก็คือ พยายามขยายการส่งออกโดยตรงไปยังชาติตะวันตกให้มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

ด้วยเป้าหมายดังกล่าวนี้หากประสบผลสำเร็จ ก็น่าจะช่วยให้ทางการพม่าบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ

หนึ่งคือ ทำให้เศรษฐกิจขนาดมหึมาที่อยู่ในชนบทเกิดการเคลื่อนไหวขยายตัว

ซึ่งในเวลาเดียวกันก็จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ประการถัดมา นั่นคือทำให้เศรษฐกิจของพม่าลดการพึ่งพาเพียงรายได้จากการขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติลง มีโอกาสยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี กำหนดพื้นที่พัฒนาไว้อย่างชัดเจนในผลิตภัณฑ์ 7 ด้าน

ประกอบด้วย ข้าว, พืชตระกูลถั่ว, ผลิตภัณฑ์จากป่า, ปลาและกุ้ง ปู หอย, ยางพารา, สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป และสุดท้ายคือการท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสำคัญคือเพิ่มการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

กำหนดมาตรการหลายๆ อย่าง รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนให้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และช่วยให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิม

อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของพม่ายังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก

เพราะจะเรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่ก็ว่าได้

ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกของพม่านั้นยังอยู่ที่เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อปี 2012

ในขณะที่ของไทยและเวียดนามที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์

รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ในช่วง 5 ปีจนถึงปี 2010 พม่าใช้ศักยภาพในการส่งออกของตนเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ สืบเนื่องจากปัญหาอุปสรรคทางการเมืองระหว่างประเทศนั่นเอง

ทุกวันนี้ 40 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าออกของพม่าส่งมาขายให้กับไทย

การส่งออกทั้งหมดในช่วงปีที่ผ่านมาคิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 10,100 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นการส่งออกสู่สหรัฐอเมริกาเพียง 93.4 ล้านดอลลาร์ในปี 2014

ส่วนอียูนั้น ตัวเลขในปี 2013 ระบุว่ามีมูลค่าเพียง 215 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

การเพิ่มการส่งออกของพม่าจะช่วยให้สัดส่วนการขาดดุลการค้าลดลง ในปีงบประมาณที่ผ่านมาพม่าขาดดุลการค้าสูงถึง 7.1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นอกจากนั้น รัฐมนตรี วิน เมียน ยังบอกด้วยว่า รัฐบาลต้องการเพิ่มความหลากหลายให้กับการส่งออกของตัวเอง แทนที่จะต้องพึ่งพาเพียงน้ำมัน ไม้ซุงและถั่ว ที่ส่งออกเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด

พม่าภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารยาวนานถึง 20 ปีจนกระทั่งถึงปี 2011 พึ่งพาการส่งออกก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศที่สำคัญของประเทศ

และจนถึงขณะนี้ก็ยังมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2014

ด้วยแผนยุทธศาสตร์ใหม่ พม่าหวังว่าจะสามารถเพิ่มการส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น

ภาคธุรกิจนี้ซบเซาแทบล้มหายตายจากไปเพราะการแซงก์ชั่นจากชาติตะวันตกก่อนหน้านี้ และเพิ่งจะกลับมาฟื้นฟูใหม่อีกครั้งแล้วก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียวในช่วงที่ปีที่ผ่านมา

ยอดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของพม่าในปี 2014 เพิ่มขึ้นจากปี 2013 ถึงเท่าตัวเป็น 400 ล้านดอลลาร์

มิน โซ นายกสมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปแห่งพม่า ยอมรับว่าการยกเลิกการแซงก์ชั่น และการที่สหภาพยุโรปกลับมาให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) แก่พม่าอีกครั้งช่วยให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปฟื้นตัวได้เร็วมากกว่าที่คิดไว้

ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของพม่า มีการหารือและประชุมร่วมกับผู้ซื้อจากสหภาพยุโรปอยู่บ่อยครั้ง เพื่อถกกันถึงเรื่องคุณภาพของสินค้า และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม ทั้งในแง่ของสภาวะในการทำงานในโรงงาน และการปฏิบัติต่อแรงงานทั้งหลาย

ที่เชื่อกันว่าหากมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ก็จะช่วยให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้นและสร้างงานได้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

การส่งออกข้าวก็ถูกเน้นความสำคัญเป็นพิเศษในแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้

ครั้งหนึ่งพม่าเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ความเข้มงวดภายใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารมานานปี นอกจากจะทำให้ผลผลิตลดน้อยลงแล้วมาตรฐานการผลิตยังตกต่ำลงตามไปด้วย เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้าวพม่าส่งออกได้น้อยลง

ในปี 2014 พม่าส่งข้าวออกขายให้ต่างประเทศได้มากถึง 1,300 ล้านตัน หลังมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่ถ้าหากต้องการบรรลุเป้าหมายการส่งออกให้ได้ถึง 4 ล้านตันต่อปีภายในปี 2020 พม่าจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต การสีข้าว

รวมถึงเร่งมือในการพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ชนบท พร้อมๆ ไปกับการลดต้นทุนการผลิตและขจัดขั้นตอนการส่งออกที่มากมายซึ่งทำให้ล่าช้า ยืดยาดออกไปให้เหลือเท่าที่จำเป็น

พัฒนาการต่างๆ เหล่านั้น ไม่เพียงช่วยเหลือให้สามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาชนบทเชื่อว่า การส่งออกข้าวให้ได้มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชนบทในพม่าจะได้มีโอกาสได้รับการพัฒนา ได้รับเงินลงทุน และได้รับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ซึ่งแต่เดิมมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยอีกด้วย

ซึ่งนั่นน่าจะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงสำหรับชาวนาชาวไร่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบทของพม่า ที่คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรพม่าทั้งประเทศ 51 ล้านคน แต่คนชนบทเหล่านี้สร้างผลผลิตคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 37 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีทั้งประเทศ

นอกจากนั้นแล้ว พม่ายังจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพของข้าวของตนเองให้ดีและเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นกว่าเดิม ทุกวันนี้ ข้าวจากพม่าถูกจัดว่าเป็นข้าวคุณภาพต่ำถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้การทำตลาดยากตามไปด้วยเพราะผู้ซื้อหันไปหาข้าวคุณภาพดีกว่าจาก กัมพูชา หรือไม่ก็เวียดนามแทน

ปีเตอร์ บิมเบิล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่าของเอดีบี ชี้ว่า แม้จะมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ในเวลาเดียวกัน พม่าก็ยังจำเป็นต้องพัฒนาอีกหลายๆ ด้านควบคู่กันไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับแผน 5 ปีดังกล่าวนี้

ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างเช่น ถนนหนทางและไฟฟ้า

ไปจนถึงการช่วยให้คนในชนบทและบรรดาเอสเอ็มอีทั้งหลายได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประกอบธุรกิจได้ง่ายเข้า

ซึ่งนั่นหมายถึงว่า พม่าอาจจำเป็นต้อง "ยกเครื่อง" ระบบการธนาคารของตนเองเสียใหม่ ให้ทันสมัยและรองรับการดำเนินการเหล่านี้ให้ได้ในที่สุด

http://www.matichon.co.th/news_detai...sid=1429343832
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 20th, 2015, 01:42 PM   #2784
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

กัมพูชาจ่อผ่านกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ อ้างเพื่อความโปร่งใส

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
5 เมษายน 2558 17:54 น. (แก้ไขล่าสุด 6 เมษายน 2558 11:33 น.)

ซินหวา - นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ของกัมพูชาเผยวันนี้ (5) ว่า รัฐบาลของเขาจะผ่านกฎหมายควบคุมองค์กรพัฒนาเอกชนนอกภาครัฐ หรือเอ็นจีโอ และสมาคมต่างๆ ภายในเดือน พ.ค. นี้

“มันจำเป็นที่จะออกกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสมาคมต่างๆ หากไม่มีกฎหมาย รัฐบาลจะไม่สามารถทราบได้ว่าองค์กรเหล่านี้ได้รับทุนมาจากที่ใด” ฮุนเซน กล่าวระหว่างเดินทางเยี่ยมเด็กพิการที่องค์กรแห่งหนึ่ง

“รัฐบาลจะอนุมัติร่างกฎหมายในเดือน พ.ค. นี้ และส่งให้รัฐสภาลงมติ” ผู้นำเขมร กล่าวและว่า การลงมติกฎหมายจำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือแค่ 63 เสียงเท่านั้นในรัฐสภา

นายกรัฐมนตรีฮุนเซน กล่าวว่า กฎหมายจะกำหนดให้เอ็นจีโอลงทะเบียนสัญชาติของตนกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อที่จะได้สิทธิในการดำเนินการทางกฎหมาย และเอ็นจีโอเหล่านั้นจะต้องยื่นรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจกรรม และการเงินขององค์กร

กฎหมายนี้มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสของเอ็นจีโอ และป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การฟอกเงิน และการตั้งกองกำลังติดอาวุธผิดกฎหมาย

“เราไม่ได้ร่างกฎหมายเพื่อขัดขวางกิจกรรมของเอ็นจีโอ แต่เราต้องการที่จะเห็นว่าพวกเขาดำเนินการอย่างโปร่งใส” ฮุนเซน กล่าว

ตามรายงานของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีเอ็นจีโออยู่ทั้งสิ้น 2,672 แห่ง และสมาคม 1,706 แห่ง.

http://manager.co.th/IndoChina/ViewN...=9580000039445
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.

nawat001, Codename B liked this post
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 21st, 2015, 07:00 PM   #2785
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

5 ปี "ไทย" ตามหลังอาเซียน หนุนเร่งเจรจาลดภาษี-ขยายฐานผลิต 5 กลุ่มดาวรุ่ง

updated: 21 เม.ย 2558 เวลา 11:50:01 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กลุ่มประเทศ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ซึ่งประกอบด้วย 16 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ กับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จากการศึกษาปรียบเทียบอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจในช่วง 5 ปี (2010-2015) พบว่า "ไทย" มีความน่าสนใจในการทำธุรกิจลดลง ขณะที่หลายประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า อันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย เปลี่ยนแปลงจากอันดับ 16 ในปี 2010 มาเป็น 26 ในปี 2015 ส่วนประเทศอื่น ๆ ข้างต้น อาทิ เกาหลีใต้ ขยับจากอันดับ 15 เป็นอันดับ 5, มาเลเซีย ขยับจากอันดับ 23 เป็นอันดับ 18, เวียดนาม ขยับจากอันดับ 88 เป็นอันดับ 78, ฟิลิปปินส์ ขยับจากอันดับ 146 เป็นอันดับ 95, อินโดนีเซีย จากอันดับ 115 เป็นอันดับ 114 ถึงแม้เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น

หากดูเป็นการเปลี่ยนแปลงในรายปี พบว่า "ไทย-ญี่ปุ่น" มีความน่าสนใจลดลง ขณะที่ "เกาหลีใต้-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย-ลาว-ฟิลิปปินส์" ขยับอันดับความน่าสนใจมากขึ้นต่อเนื่อง

FTA เครื่องมือดูดนักลงทุน

ทั้งนี้ ไทยค่อนข้างเสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม RCEP ผลจากปัญหาการเมืองภายใน การปรับขึ้นค่าแรงงาน ความไม่ต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจ ฯลฯ ดังนั้น การเจรจาความตกลงในระดับภูมิภาค หรือ RCEP จึงกลายเป็นความหวังเดียวของเอกชนที่จะลดภาษี เปิดตลาด และแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการค้าการลงทุนกับ 16 ประเทศ ซึ่งมีมูลค่าจีดีพี รวมกัน 21,128 ล้านเหรียญสหรัฐ มีจำนวนประชากรรวม 3,400 ล้านคน

ทว่าเป้าหมายสำคัญของการเจรจา RCEP ไม่ใช่เพียงเพื่อลดภาษีและเปิดตลาดอย่างเอฟทีเอที่ผ่าน ๆ มาเท่านั้น เพราะปัจจุบันอัตราภาษีปกติ (MFN Rate) ของกลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำแล้ว เนื่องจากแต่ละประเทศในกลุ่มนี้มีการจับคู่ทำเอฟทีเอแบบ 1 ต่อ 1 ลดภาษีไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่หัวใจสำคัญของการเจรจา คือ การใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาค (Global Value Chain : GVC) เพื่อต่อยอดการค้า ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

คำว่า "ห่วงโซ่มูลค่า" ไม่ใช่มองแค่ภาคการผลิตว่าอุตสาหกรรมแต่ละอุตสาหกรรมอยู่ตำแหน่งใดในห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) แต่คำนี้ยังรวมถึงภาคบริการ ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ การพยากรณ์และคาดการณ์ตลาด การจัดหาวัตถุดิบ การขนส่งและกระจายสินค้า การทำการตลาด การให้บริการหลังการขาย การจัดหาลูกค้า รวมถึงกิจกรรมอื่นที่เชื่อมโยงกับการผลิต

กรณีศึกษา บ.ไทย-ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทำการศึกษา "การเจรจา RCEP กับอุตสาหกรรมไทยภายใต้ห่วงโซ่ภูมิภาค" ที่ปรึกษาคือ ดร.รัชดา เจียสกุล หุ้นส่วนและผู้อำนวยการ บริษัท โบลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอผลการศึกษาโดยวิเคราะห์ GVC ว่าด้วยภาคการผลิตและภาคบริการสู่การเป็น Trading Nation ใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำตาล อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ โดยอาศัยตัวอย่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรม

เน้นการลงทุนทางเลือก-ลดใช้แรงงาน-เปิดเสรี

สำหรับอุตฯยานยนต์จากกรณีศึกษา"โตโยต้า" ห่วงโซ่มูลค่าเริ่มต้นจากรับคำสั่งซื้อจากผู้บริโภค นำไปสู่การผลิต ผ่านการวางแผนผลิต จัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตทั้งใน-นอกประเทศ นำป้อนสู่โรงงาน ผลิตเสร็จกระจายไปยังศูนย์กระจายสินค้า และส่งไปยังตัวแทนจำหน่าย

ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศฐานการผลิต มีการผลิตที่ดีมาก แต่ไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัทแม่ ฉะนั้น รัฐบาลควรวางกลยุทธ์สร้าง GVC โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนในอุตฯเกิดใหม่ เช่น รถยนต์พลังงานทางเลือก การลดใช้แรงงาน/เพิ่มการใช้เครื่องจักรในการผลิต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน ส่งเสริมธุรกิจบริการต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น การทำวิจัยและพัฒนาการทำตลาด

ความแตกต่างห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทข้ามชาติอย่างโตโยต้า กับกรณีศึกษากลุ่มมิตรผล ซึ่งเป็นแบรนด์ไทย และเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคค่อนข้างต่างกันมาก เพราะห่วงโซ่มูลค่ามิตรผลเริ่มจากการปลูกอ้อย นำมาผลิตน้ำตาล และนำส่วนที่เหลือไปแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จุดแข็งสำคัญของมิตรผล คือ "การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์" แต่จุดอ่อนของอุตฯนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมของนโยบายที่ซับซ้อน

ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนการขยายฐานการลงทุนในภูมิภาค เช่น ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม วิจัยและพัฒนา ต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล เน้นการเจรจาการค้าเสรีเชิงลึกที่สนับสนุนการเปิดเสรีโดยเท่าเทียมกัน

สร้างแบรนด์-วิจัย หนุนคอมฯ ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า

อุตฯคอมพิวเตอร์ กรณีศึกษาเดลล์และซีเกทพบว่า ไทยต้องแข่งขันกับมาเลเซียซึ่งใช้นโยบายสนับสนุนการลงทุน E&E โดยคัดเลือกอุตฯ เป้าหมาย ยกระดับการผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น พัฒนาห่วงโซ่การผลิต แก้ปัญหาคอขวด เช่น พัฒนาระบบขนส่ง เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เป็นต้น แต่ไทยยังเสียเปรียบในด้านการสนับสนุนการผลิต ด้านการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลควรแก้ไขโดยการพัฒนาบุคลากรป้อนสู่ระบบ เพื่อบรรเทาปัญหาแรงงานขาดแคลน สนับสนุนการลงทุนในอุตฯที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง/เทคโนโลยีใหม่ ๆ สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บริการ/สำนักงานขายและศูนย์วิจัยและพัฒนา

อุตฯเครื่องใช้ไฟฟ้า กรณีศึกษาซัมซุงพบว่า ไทยมีจุดอ่อนขาดการสนับสนุนด้านการผลิต วิจัยและพัฒนา ดังนั้น ไทยยังสามารถพัฒนาบุคลากรป้อนสู่ระบบ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบ สนับสนุนจัดตั้งศูนย์บริการ/สำนักงานขาย ศูนย์วิจัยและพัฒนา ลดข้อจำกัดกฎระเบียบและมาตรการที่ซับซ้อน

อุตฯยางและผลิตภัณฑ์ ไทยมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ และข้อจำกัดด้านการตลาด ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งพัฒนาศักยภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ของประเทศ ดึงนักลงทุนข้ามชาติทเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ แปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ลดข้อจำกัดเรื่องกฎระเบียบและมาตรการต่าง ๆ ที่ซับซ้อน

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1429590148
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 21st, 2015, 07:01 PM   #2786
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

นักวิชาการมาเลเซีย ตีพิมพ์ผลงานวิชาการ เเซงหน้าสิงคโปร์-ไทย

updated: 19 เม.ย 2558 เวลา 13:30:50 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สำนักพิมพ์เอลซาเวียร์ของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า นักวิชาการมาเลเซียตีพิมพ์ผลงานวิชาการประมาณ 47,000 ฉบับเมื่อปีที่ผ่านมา แซงหน้านักวิชาการสิงคโปร์และไทยแล้ว

ซึ่งเป็นอัตราการตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่น่าตกใจมากเพราะในปี 2005 การตีพิมพ์ผลงานวิชาการของนักวิชาการมาเลเซียอยู่ในระดับตํ่า แต่กลับแซงหน้านักวิชาการไทยได้ในปี 2009 จนกระทั่งแซงหน้าสิงคโปร์ ประเทศที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบันแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นเลิศทางวิชาการของมาเลเซียจะแซงหน้าสิงคโปร์ในเร็ววันนี้

รองประธานอาวุโสสำนักพิมพ์เอลซาเวียร์ระบุว่า เหตุที่ผลงานวิชาการของนักวิชาการมาเลเซียเพิ่มจำนวนมากขึ้นในรอบ 10 ปี เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการวิจัยมากขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้นักวิชาการมาเลเซียกระตือรือร้นในการวิจัยมากขึ้น ขณะที่ความเป็นเลิศทางวิชาการก็ไม่น้อยหน้าสิงคโปร์เท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์เอลซาเวียร์ไม่ได้ระบุว่า ผลงานวิชาการของนักวิชาการมาเลเซียโดดเด่นในเรื่องใด

สิงคโปร์ผลิตผลงานวิชาการโดยเฉลี่ย 16,000 ฉบับต่อปี ส่วนไทยมาเป็นลำดับที่ 3 ในอาเซียน ตํ่ากว่า 10,000 ฉบับ อินโดนีเซียราว 3,000 ฉบับต่อปี ฟิลิปปินส์ราว 1,000 ฉบับต่อปี และลาวประมาณ 500 ฉบับต่อปี

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1429419435
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 21st, 2015, 07:03 PM   #2787
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

ADB คาดเศรษฐกิจลาว จะโต 7.3% ในปีหน้า

updated: 21 เม.ย 2558 เวลา 13:48:36 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สำนักข่าววีโอเอ ภาษาลาว รายงานในวันนี้ (21 เม.ย. 2558) ว่า คณะผู้เชี่ยวชาญของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ประจำสปป.ลาว คาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจของ สปป.ลาวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ราว 7% ในปีนี้ ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้านี้ อยู่ที่ 7.4% และจะเพิ่มเป็น 7.3% ในปี 2559 ตามลำดับ

แม้เศรษฐกิจของ สปป.ลาวจะมีการขยายตัวอย่างช้า ๆ เมื่อเทียบกับปี 2556 แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก ADB เชื่อว่า ปัจจัยจากหลาย ๆ ด้านที่ช่วยส่งเสริมให้การเติบโตของเศรษฐกิจ สปป.ลาวเป็นไปอย่างยั่งยืน อาทิ การที่ สปป.ลาวเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียน เพราะสามารถช่วยให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากภาคการลงทุนและการท่องเที่ยว ยังมีภาคพลังงานและภาคบริการ ที่เป็นเครื่องดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ รัฐบาล สปป.ลาวได้วางเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประจำปี 2557-2558 นี้ว่า เศรษฐกิจของ สปป.ลาวต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ 7.5% ซึ่งการรับประกันว่าอัตราการเติบโตดังกล่าวจะเป็นไปตามแผนการ จำเป็นต้องมีการระดมการลงทุนจำนวนมหาศาลในประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากแผนการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ แต่อย่างน้อยรัฐบาลก็เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของประเทศจะโตไปอย่างช้า ๆ แต่ก้าวไปด้วยความก้าวหน้าและความมั่นคง

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1429598795
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 23rd, 2015, 12:36 PM   #2788
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 56,977
Likes (Received): 2034

ธนาคารญี่ปุ่นเปิดสาขาในพม่าเป็นรายแรกในรอบหลายทศวรรษ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 เมษายน 2558 18:19 น. (แก้ไขล่าสุด 23 เมษายน 2558 09:41 น.)

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้าสาขาของธนาคาร BTMU ในนครย่างกุ้ง หลังเปิดสาขาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 22 เม.ย. นับเป็นธนาคารต่างชาติรายแรกที่ดำเนินกิจการในพม่าในรอบหลายทศวรรษ.--Agence France-Presse/Soe Than Win.


เอเอฟพี - ธนาคาต่างชาติที่เข้าดำเนินกิจการในพม่าเป็นรายแรกในรอบหลายทศวรรษเปิดสาขาธนาคารอย่างเป็นทางการในนครย่างกุ้งวันนี้ (22) ในความเคลื่อนไหวของรัฐบาลล่าสุดที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศ

รัฐบาลกึ่งพลเรือนของพม่าที่เข้าแทนที่รัฐบาลทหารในปี 2554 พยายามที่จะปรับปรุงระบบธนาคารของประเทศให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มทุนหมุนเวียนในภาคธุรกิจของท้องถิ่น และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

กอ กอ หม่อง ผู้ว่าการธนาคารกลางพม่า ระบุว่า การเปิดตัวสาขาของธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ในวันนี้ (22) นับเป็นก้าวใหม่ และหวังว่าการเปิดธนาคารจะช่วยเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุน และธุรกิจทางการเงินที่เพิ่มมากขึ้น

ธนาคาร BTMU ระบุว่า ธนาคารสาขาย่างกุ้ง จะให้บริการธนาคารอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการฝาก กู้เงิน และแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้แก่กิจการต่างชาติ และธนาคารในประเทศที่ดำเนินการอยู่ในพม่า

นอกจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นรายนี้แล้ว ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC) ของญี่ปุ่น และธนาคารโอเวอร์ซี ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (OCBC) ของสิงคโปร์ ยังได้รับอนุมัติจากทางการพม่าในช่วงต้นเดือน เม.ย. ให้เข้าดำเนินกิจการในพม่าได้แล้วเช่นกัน

ธนาคาร OCBC ที่มีกำหนดเปิดสาขาในวันพฤหัสบดี (23) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ธนาคารเห็นความต้องการที่่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ที่ต้องการจะเข้าไปหาโอกาสเติบโตในพม่า

ธนาคาร OCBC เคยเข้าไปดำเนินกิจการในพม่าเป็นเวลา 4 ทศวรรษ จนถึงปี 2506 แต่การปกครองของทหารที่เข้ายึดอำนาจในปี 2505 ธนาคารในประเทศทั้งหมดถูกโอนเป็นกิจการของรัฐตามนโยบายสังคมนิยม ซึ่งทำให้เศรษฐกิจดิ่งลงเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ

ผู้คนท้องถิ่นยังคงไม่วางใจต่อระบบธนาคาร และส่วนใหญ่ยังทำธุรกรรมในรูปของเงินสดเท่านั้น

ทางการพม่า ดำเนินการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ส่งผลให้มาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ถูกยกเลิกลง และสร้างกระแสความสนใจจากบรรดากิจการต่างชาติที่กระหายจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดชายขอบแห่งใหม่นี้

เซต อ่อง รองผู้ว่าการธนาคารกลางพม่ากล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือน มิ.ย.2557 ว่า ธนาคารต่างชาติจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธนาคารท้องถิ่น ธนาคารต่างชาติจะต้องมีทุนอย่างน้อย 75 ล้านดอลลาร์ จำกัดให้เปิดสาขาได้เพียงแห่งเดียว และไม่อนุญาตให้เข้าไปในส่วนของธนาคารเพื่อธุรกิจรายย่อย

ส่วนธนาคารต่างชาติอีก 6 ราย จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นจากทางการเมื่อเดือน ต.ค. คาดว่าจะดำเนินการขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับใบอนุญาตภายในไม่กี่เดือนนี้.

http://manager.co.th/IndoChina/ViewN...=9580000046154
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 11:49 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2015, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2015 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2015 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu