daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old July 6th, 2016, 01:11 PM   #3141
skycover
Registered User
 
skycover's Avatar
 
Join Date: Aug 2011
Posts: 1,317
Likes (Received): 904

ผมเป็นแฟนเพจแกใน facebook อาจารย์สมเกียรติ แกน่าร้กดีนะ โต้ตอบกับแฟนเพจตลอด
skycover no está en línea   Reply With Quote
Old July 6th, 2016, 01:43 PM   #3142
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 18,068
Likes (Received): 1733

Quote:
Originally Posted by wwc234 View Post
ดร.สมเกียรติ โอสถสภา :EU กับ AEC ต่างกันอย่างไร

เขียนวันที่ วันอาทิตย์ ที่ 03 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:26 น.


เมืองไทยคนที่พูดว่า มีต่างด้าวล้านสามแสนคน ตอนนี้ราว 7 ล้าน เอาสถิติตรวจคนเข้าเมืองมายันได้เลยไปคุยกับขาใหญ่มาก็ราวนั้น ที่เพื่อนเพจบอกมา เรื่องคนจีนน่ะถูก แค่สองปีอยู่เกินวีซ่าเกือบล้าน - ผมไปตามลายแทงที่บอกมา เพียบ

...
อันตรายอยู่ที่ประเทศที่มาลงทุนอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จะมีแผนวางหมากย้ายอะไรไปไว้ที่ไหน และที่น่าสนใจคือแผนของจีน ที่ลึกซื้ง แยบยลมาก อียูก็เหมือนกัน

เรียกว่าประเทศไหนยอมทำตัวเป็นสายเหลือง ยอมให้เข้าประตูหลัง ประเทศอื่นจะแย่เอา รัฐบาลที่แล้วโฆษณาโดยไม่มีเนื้อหา จนประเทศไทย คนไทยหลงไหลฝันหวานเกินกว่าประเทศอื่นไปหลายช่วงตัว ใช้เงินไปเยอะ หลายคนพาลเข้าใจว่าเอาแรงงานเข้ามาทำงานได้ไม่จำกัด ขนเข้ามากันมากมาย ตอนนี้ร่วม 7 ล้านคน รวยส่วยกันเยอะ เรียกว่าค้ามนุษย์ ก็ข้อตกลงธรรมดาๆมาก ผมว่า คนธรรมดาไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไร แต่ช่วยเพิ่มการค้าชายแดนมาก

เทรนด์ตอนหลัง อินโดนีเซีย กับฟิลิปปินส์ไม่ค่อยสนใจ รู้สืกว่าได้ประโยชน์น้อยที่เป็นมรรคผลจริงๆคือ อาเซียนบก ไทย พม่า ลาว เวียดนาม CLMV ที่รัฐมนตรีพาณิชย์ไปตั้งกลุมลับขื้นมา

How many people in Thailand right now - Now, even Dept of Local Administration starting to count those immigrants out of 65,729,098 people in Thailand on 31 December 2015, 64,930,085 people are Thai citizen while 799,013 people are non Thai citizens - and the number of Non Thai citizens are increasing ... We have not counted those uncounted illegal immigrants yet.
http://www.thairath.co.th/content/653541
__________________
BKK Mass Transit Expert

Last edited by Wisarut; July 6th, 2016 at 01:47 PM. Reason: Addendum
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2016, 07:33 AM   #3143
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 15,282
Likes (Received): 3260

อีก 20 ปีข้างหน้า แรงงาน 137 ล้านคนใน 5 ชาติอาเซียนเสี่ยงเสียงานให้หุ่นยนต์
โดย MGR Online
10 กรกฎาคม 2559 11:33 น.


รอยเตอร์ - จากการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า แรงงานเกินครึ่งใน 5 ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียงานของตัวเองให้กับเครื่องจักรอัตโนมัติในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม

ผลการศึกษาชี้ว่า แรงงานประมาณ 137 ล้านคน หรือ 56% ของแรงงานจากกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียนดนาม ตกอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

"ประเทศที่แข่งขันด้านแรงงานค่าแรงถูก จำเป็นต้องปรับจุดยืนใหม่ เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านราคาจะไม่เพียงพออีกต่อไป" ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อกิจกรรมของนายจ้างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าว และในรายงานยังระบุว่า แรงงานต้องได้รับการฝึกฝนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับเครื่องจักรดิจิตอล

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรมากกว่า 630 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางภาคส่วนการผลิต ที่รวมทั้ง สิ่งทอ ยานยนต์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และแรงงานกว่า 9 ล้านคนจากจำนวนแรงงานทั้งหมด ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้าของภูมิภาค โดยแรงงานชาวอินโดนีเซียถึง 64% มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียงานของตัวเองให้กับเครื่องจักรอัตโนมัติ ขณะที่แรงงานในเวียดนามมีแรงงานที่ตกอยู่ในความเสี่ยง 86% และกัมพูชา 88%

หน่วยงานของสหประชาชาติระบุว่า เทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งการพิมพ์ 3 มิติ นาโนเทคโนโลยี และหุ่นยนต์อัตโนมัติ อาจเข้าแทรกแซงในภาคส่วนนี้

ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2558 มีการจ้างงานในภาคส่วนนี้มากกว่า 800,000 คน รายงานระบุว่า แรงงานในอินโดนีเซียมากกว่า 60% และในไทยมากกว่า 70% ต้องเผชิญกับความเสี่ยงของการถูกแทนที่งาน

"หุ่นยนต์กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น มีราคาถูกลง และสามารถทำงานร่วมกับคนได้มากขึ้น" องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ระบุ.



http://www.manager.co.th/IndoChina/V...=9590000068580
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old July 20th, 2016, 07:27 PM   #3144
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 62,903
Likes (Received): 2915

สิงคโปร์-มาเลเซีย ลงนาม! รับรถไฟหัวกระสุน เชื่อม "สิงคโปร์ – กัวลาลัมเปอร์"

updated: 20 ก.ค. 2559 เวลา 20:18:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รัฐบาลมาเลเซียและสิงคโปร์ลงนามข้อตกลงสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงระหว่างกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียกับสิงคโปร์โดยจะใช้เวลาเดินทางเพียง90 นาที!

บลูมเบิร์กรายงานว่า นายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และนายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟระหว่างสิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์ พร้อมเตรียมเปิดการเจรจาในขั้นสุดท้าย โดยรายงานจากคณะกรรมการด้านการขนส่งทางบกสาธารณะของทั้ง 2 ประเทศระบุว่า ในปีหน้า โครงการดังกล่าวน่าจะบรรลุข้อสรุปในเรื่องของงบประมาณและเปิดประมูลหาผู้ประกอบการต่อไป โดยคาดว่ารถไฟความเร็วสูงจะเกิดขึ้นได้ในปี 2026 นี้

แถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า "รถไฟความเร็วสูง ถือเป็นโครงการความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญระหว่างทั้ง 2 ประเทศ" ... "รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีความมุ่งมั่นต่อโครงการดังกล่าว เพื่อสะท้อนความร่วมมือทวิภาคีที่แน่นแฟ้น และจะมั่นคงมากขึ้นต่อไป โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการ รถไฟความเร็วสูงเส้นทางนี้จะยิ่งเสริมความเชื่อมโยง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น"

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการ รัฐบาลมาเลเซียและสิงคโปร์เผยว่า รถไฟเส้นทางดังกล่าวมีความยาวประมาณ 300 กิโลเมตร ขณะที่รถไฟจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้การเดินทางระหว่างกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ใช้เวลาเพียงประมาณ 90 นาทีเท่านั้น

จีน-ญี่ปุ่น ชิงดีลค้าเทคโนโลยี

การสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค (connectivity) ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลชาติสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่งประกาศแผนลงทุนรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีคู่แข่งเป็นบริษัทจากจีนและญี่ปุ่นขับเคี่ยวชิงดำเพื่อเป็นผู้ดำเนินโครงการ เช่นเดียวกับในไทย ที่ทั้ง 2 รัฐบาลต่างก็เดินหน้าคุยเพื่อรับเหมาช่วงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นไม่น้อยหน้ากัน

สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นการส่งออกเทคโนโลยีรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่นายกรัฐมนตรีชินโสะอาเบะ ต้องการผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดหวังให้ญี่ปุ่นส่งออกเทคโนโลยีเป็นมูลค่าอย่างน้อย 30 ล้านล้านเยน (ราว 284,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2020 ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้าร่วมประมูลโครงการใหญ่ๆ ในหลายประเทศ และเอาชนะจีนไปได้ในการเจรจาโครงการรถไฟมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ที่ประเทศอินเดีย

ด้านจีนเอง ในฐานะประเทศที่มีโครงข่ายเส้นทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งเป้าให้การส่งออกเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงเป็นหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีน ได้ออกมาผลักดันการส่งออกอุปกรณ์รถไฟ และได้เริ่มผูกมิตรทั้งในแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจับโครงการรถไฟที่สำคัญ รวมทั้งเส้นทางการเดินรถในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งจากกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมก็ยังมีบทบาทที่สำคัญในโครงการเมกะโปรเจกต์ใหญ่ โดยนิวเสตรทไทมส์รายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียและสิงคโปร์ได้คัดเลือกบริษัท 98 แห่ง จากทั้งหมด 250 แห่ง ที่ยืนเสนอตัวเข้าร่วมประมูลโครงการ โดยในจำนวนนี้มีบริษัท Alstom จากฝรั่งเศส, Siemens AG จากเยอรมนี, CAF และ Talgo SA จากสเปน, Bombardier จากแคนาดา และกลุ่มผู้ประกอบการรถไฟจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ท้าทายสายการบิน

หากโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์เกิดขึ้นจริง สายการบินโลว์คอสต์ เช่น แอร์เอเชีย และไทเกอร์แอร์เวย์ ซึ่งมีเที่ยวบินในเส้นทางบินดังกล่าวอาจต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น

นายจอห์น มาไทย นักวิเคราะห์ด้านการขนส่งของบลูมเบิร์กระบุว่า "สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นฐานสำคัญของกลุ่มธุรกิจการบินในภูมิภาค และการสร้างรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางดังกล่าว อาจชิงส่วนแบ่งของนักเดินทางจากกลุ่มการบิน แต่ก็อาจจะช่วยลดความแออัดในสนามบินได้"

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1469020714
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 21st, 2016, 05:39 PM   #3145
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 62,903
Likes (Received): 2915

ปมพิพาททะเลจีนใต้ ร้าวลึกถึงการเจรจาความตกลง RCEP

updated: 21 ก.ค. 2559 เวลา 14:50:55 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลอนุญาโตตุลาการ ที่กรุงเฮก ได้วินิจฉัยข้อพิพาทการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์-จีน โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จีนไม่มีสิทธิ์เหนือทรัพยากรบริเวณน่านน้ำ และไม่มีสิทธิ์อ้างข้อมูลทางประวัติศาสตร์ใด ๆ เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ส่วนเส้นประกำหนดเขตแดน 9 เส้น ที่จีนใช้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ถึงร้อยละ 85 ของทะเลจีนใต้นั้น ก็ไม่สามารถนำมาใช้อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาทได้ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ปี 1982 (UNCLOS) ได้ ขณะที่รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงความเห็นว่า "จีนไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล" ทันที

"Code of Conduct" ทางออกร่วม

ศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ผลการตัดสินทำให้จีนหมดความชอบธรรมในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ และลดท่าทีแข็งกร้าวลง ทั้งยังช่วยเพิ่มน้ำหนักอำนาจต่อรองให้คู่พิพาททั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากนี้ขึ้นอยู่กับคู่ขัดแย้งว่าจะแก้ไขโดยสันติวิธีและประนีประนอมอย่างไร ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศ ชาตินิยม อำนาจอธิปไตยด้านการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงผลประโยชน์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ดังนั้น จึงควรใช้สติยับยั้งไม่แสดงท่าทีที่นำไปสู่ความตึงเครียดจนกว่าทุกฝ่ายหาข้อยุติที่พอใจ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร



ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลังคำตัดสินออกมาเช่นนี้แล้วท่าทีสมาชิกอาเซียนจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะคู่พิพาททั้ง 4 ประเทศ และกลุ่มประเทศที่จีนเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างกัมพูชาและลาว นี่จึงถือเป็นความท้าทายอย่างมากว่า อาเซียนจะหาจุดยืนหรือฉันทามติในการออกแถลงการณ์ร่วมกันได้หรือไม่ หลังจากที่แรงกดดันนี้ทำให้ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันในกรณีนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี คือ อาเซียนและจีนต้องเร่งทำ "Code of Conduct" แนวทางปฏิบัติที่เป็นที่พอใจ และจัดสรรประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรและเส้นทางเดินทะเลร่วมกัน เพื่อบรรเทาปัญหาแทนการใช้กำลังทหารหรือท่าทีแข็งกร้าว ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับจีน เพราะยังมีประเทศอื่นที่มีผลประโยชน์ร่วมในทะเลจีนใต้ และเป็นพันธมิตรกัน เช่น สหรัฐ-ฟิลิปปินส์ หากเกิดการปะทะ สหรัฐต้องให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์อย่างแน่นอน ขณะที่ท่าทีสหภาพยุโรปก็ต้องการให้จีนปฏิบัติตามคำพิพากษาเช่นกัน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

จีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียนโดยก่อนหน้านี้สองฝ่ายได้จัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี(FTA) ไปแล้ว และอยู่ระหว่างเจรจา "อัพเกรด" ความตกลงดังกล่าว ต่อมาอาเซียนร่วมกับ 6 ประเทศซึ่งมีจีนด้วยได้ร่วมกันเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) วางเป้าหมายหาข้อสรุปให้ได้ภายในปีนี้

แต่ที่ผ่านมา "บางประเทศในอาเซียนที่อยู่ในกลุ่มหมู่เกาะในทะเลจีนใต้" กังวลปัญหาการรุกรานทางเศรษฐกิจของจีนมาก จึงมี Political Mandate ในระดับรัฐบาลที่จะปกป้องตลาดมากขึ้น ส่งผลให้การเจรจา FTA อาเซียน-จีน ในภาคบริการและการลงทุนไม่สามารถอัพเกรดได้ เพราะปมนี้มีความเชื่อมโยงกับอำนาจอธิปไตยและการแก้ไขกฎหมายในประเทศ ลากโยงมาถึงการเจรจา RCEP ก็ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แม้ว่ากลุ่มประเทศเกาหลี-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-ญี่ปุ่น จะผลักดัน RCEP ให้จบโดยเร็ว เพราะหากการเจรจาจบไม่ทันในปีนี้จะเสียโอกาสอย่างมาก จากเหตุผลที่ว่า สัดส่วนมูลค่าการค้ากลุ่ม RCEP คิดเป็น 48.6% ของการค้าโลก หรือใหญ่กว่ากลุ่ม 12 ประเทศในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่มีสัดส่วน 11.3% ของการค้าโลก

ศ.ดร.ไชยวัฒน์มองไปในทิศทางบวกเช่นเดียวกับ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า คำตัดสินข้อพิพาทนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้า หากสองฝ่ายสามารถประนีประนอมและสร้างความสมดุลของผลประโยชน์ "Package Win Win" ได้

โดยสถานะเจรจาล่าสุดนั้น นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เจรจาความตกลง RCEP อย่างไม่เป็นทางการ ที่อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้กำหนดแนวทางการเปิดตลาด (Modality) สินค้าทั้งหมด และหาข้อสรุปในบางประเด็นที่เป็นคอขวด เพื่อรายงานต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ในเดือนสิงหาคม 2559

RCEP อาจไม่จบตามเป้าหมาย

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์ความตึงเครียด กรณีนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้างและมีผลกระทบต่อเส้นทางเดินทางเรือและความปลอดภัย ซึ่งอาจจะทำให้สหรัฐพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า (แซงก์ชั่น) หรือชักจูงให้ทั่วโลก รวมถึงประเทศอาเซียนที่เป็นพันธมิตรกลุ่มสมาชิก TPP ทำการ "กดดัน" จีนไม่ให้ขยายอำนาจทางการทหาร

ผลกระทบระยะสั้น หากเกิดเหตุการณ์ข้างต้นจะทำให้ยอดส่งออกของไทยปีนี้ ติดลบมากกว่า 2% เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว ไทยยังต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, ผลกระทบจากการลงประชามติของอังกฤษ (Brexit), ความผันผวนทางการเงิน รวมถึงปัญหาภัยธรรมชาติ ส่วนผลระยะยาว หากไม่สามารถบรรลุความตกลง RCEP กันได้ และไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเข้าร่วมเจรจาความตกลง TPP หรือไม่อย่างไร ไทยจะเสียโอกาสในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ จึงขึ้นอยู่กับการวางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นสอดคล้องกันว่า การเจรจา RCEP จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่อาจเจรจาไม่ทันในปีนี้ เพราะมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อการเจรจา เช่น สมาชิก RCEP ไม่มีการทำ FTA ระหว่างกัน ทางแก้ไขสำคัญ รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันแทน

ทั้งนี้ ภาครัฐ-เอกชนต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า การเจรจา RCEP คงสรุปไม่ทันภายในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นในภูมิภาคแน่นอน เนื่องจากเวียดนามบรรลุความตกลง TPP และ FTA กับสหภาพยุโรป และรัสเซียแล้ว ขณะที่ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซียอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำข้อตกลง FTA กับอียู

ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบภายใต้บริบทการแข่งขันในระบบ Free Trade Agreement อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1469081846
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 27th, 2016, 10:43 PM   #3146
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 62,903
Likes (Received): 2915

อินโดฯ ยิ้มรับ "ขาขึ้น" หวังถก FTA อียูช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

updated: 27 ก.ค. 2559 เวลา 20:30:59 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"เป้าหมายสูงสุด" ของอินโดนีเซีย คือ การก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด โดยมุ่งมั่นจะสำเร็จภายในปี 2568 และขยับขึ้นติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลกในปี 2593 ด้วยปัจจัยบวกของความหลากหลายในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกมานาน

โดยเฉพาะ "น้ำมันปาล์ม" สินค้าหลักที่ดันให้อินโดนีเซียอยู่ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก รองมาคือ "โกโก้และดีบุก" ที่ยืนในตำแหน่งผู้ผลิตอันดับสอง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น นิกเกิลและอะลูมิเนียม ที่มีมากเป็นอันดับ 4 และ 7 ของโลก อีกทั้งยังเป็นผู้นำในการผลิตเหล็ก ทองแดง และประมงด้วย

จากปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลวางแผนแม่บทเพื่อมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ 15 ปี ระหว่างปี 2554-2568 ภายใต้ชื่อ "MP3EI" โดยเน้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 8 ด้าน คือ การเกษตร เหมืองแร่ พลังงาน อุตสาหกรรม ประมง ท่องเที่ยว การสื่อสาร และการพัฒนาพื้นที่สำคัญ ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด 22 อุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมขนส่ง, สิ่งทอ, อาหารและเครื่องดื่ม, เหล็ก, น้ำมันปาล์ม, ยางพารา, โกโก้ และถ่านหิน เป็นต้น

การพัฒนาตามแผนที่วางไว้ยังมุ่ง "การเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก" อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอินโดนีเซียและสหภาพยุโรป (อียู) ครั้งแรกปลายปีนี้

ไซง่อน เดลี่ รายงานว่า "เซซิเลีย มาล์มสตรอม" กรรมาธิการการค้าของอียู และ "ทอม เลมบง" รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า 28 ประเทศสมาชิกอียูเห็นพ้องว่า การเปิดเวทีเจรจาข้อตกลง FTA กับอินโดนีเซีย จะสร้างมูลค่าการค้าระหว่างกันมากขึ้น

"ขนาดตลาดของสองฝ่ายรวมกันมีผู้บริโภคสูงถึง 750 ล้านคน โดยอียูมีสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอียูในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 30 ของโลก การเจรจาครั้งนี้นับเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย"

ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่าง "อินโดนีเซีย-อียู" มากกว่า 2.5 หมื่นล้านยูโร ในปี 2558 (จาก 2.4 หมื่นล้านยูโร ปี 2557) โดยอินโดนีเซียได้ส่งออกไปตลาดอียูราว 1.5 หมื่นล้านยูโร ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร น้ำมันปาล์ม แร่ธรรมชาติ สิ่งทอ และสินค้ากึ่งผลิต ขณะที่อียูส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุปกรณ์ขนส่ง สินค้าโภคภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ และอาหารแปรรูป ไปตลาดอินโดนีเซีย



ด้าน นายโทมัส ตรีกาชีห์ เลมบง รัฐมนตรีเกษตรอินโดนีเซีย กล่าวว่า อัตราภาษีนำเข้าของอียูในปัจจุบัน ทำให้สินค้าเกษตรอินโดนีเซียเสียเปรียบความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นที่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าหากการเจรจาFTA บรรลุผลสำเร็จ จะส่งผลให้สินค้าเกษตรของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบ โกโก้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ได้รับอานิสงส์ และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างไรก็ตามการเจรจาอาจต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปี เนื่องจากปัญหาภายในของอียูที่ยังต้องสะสางเพื่อช่วยในการตัดสินใจของรัฐบาลอินโดนีเซีย

นักวิชาการอิสระของอินโดนีเซียระบุว่า การเจรจาครั้งนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอยู่ในช่วงที่นโยบายการค้าของอียูกำลังเผชิญแรงต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และที่ผ่านมากลุ่มประเทศสมาชิกจำนวนมากเริ่มกังขาถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงที่ได้รับจากกรอบ FTA

ตัวอย่างกรณี การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอียู-แคนาดา ที่เสร็จสิ้นลงตั้งแต่ปี 2557 แต่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายต้องถูกเลื่อนออกไป หลังรัฐบาลของสมาชิกยุโรปบางประเทศคัดค้านข้อกำหนดในเรื่องของการปกป้องนักลงทุน ที่เรียกว่า "In-vestor-State Dispute Settlement" ที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติยื่นฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นกับศาลที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้เกิดความกังวลว่า บริษัทเอกชนจะใช้กระบวนการดังกล่าวป้องกันไม่ให้รัฐบาลออกกฎหมายที่เข้มงวดในด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ขณะที่การเจรจาของอียูกับสหรัฐ ในกรอบ "TTIP" หรือข้อตกลงการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกยังส่อแววที่จะล่มกลางทางเช่นกัน

แม้ข้อตกลงล่าสุดได้มีการปรับเปลี่ยนกฎชัดเจนขึ้นระบุว่ากฎดังกล่าวจะไม่ลิดรอนสิทธิของรัฐบาลในการออกกฎหมายพร้อมกับตั้งศาลถาวรขึ้นมาเพื่อตัดสินข้อขัดแย้งในเรื่องการลงทุน แต่เชื่อว่ารัฐบาลโจโก วิโดโด อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาเงื่อนไขอย่างถ่องแท้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดการณ์ล่าสุดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้จะเพิ่มขึ้น 5-5.4% โดยได้รับแรงหนุนมาจากสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก แม้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกรอบการค้า FTA กับอียูอาจช่วยอุ้มเศรษฐกิจหลังซบเซามานาน

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1469610309
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 08:50 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2016, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2016 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2016 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu