daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old December 4th, 2017, 08:52 PM   #5081
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ครม.ไฟเขียว ออกกฎคุมเงื่อนไข ลดจ่ายโบนัสพนักงาน-กรรมการ 9 รัฐวิสาหกิจ

วันที่ 4 ธันวาคม 2560 - 17:09 น.

วันนี้ (4 ธ.ค.) นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสกรรมการ พนักงาน และลูกจ้างบริษัทในเครือที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐวิสาหกิจซึ่งจะใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจ 9 บริษัทที่ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์และบริษัทแม่ก็ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหลักเกณฑ์อัตราการจ่ายโบนัสให้กับกรรมการบริษัท กรณีบริษัทมีกำไรสุทธิไม่เกิน 100 ล้านบาท จะได้โบนัส 3 %ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เกินคนละ 60,000 บาท โดยจะไล่เป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ เช่นกำไร 101-300 ล้านบาท จะได้โบนัส 3%และไม่เกิน 65,000 บาท ไปจนถึงกำไรสุทธิ 11,001-13,000 ล้านบาท จะได้รับโบนัสไม่เกิน 130,000 บาท

ทั้งนี้ หากกำไรมากกว่า 13,000 ล้านบาท ให้โบนัสเพิ่มอีก 10,000 บาท จากทุกกำไร 2,000 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้น โดยที่ประธานบริษัทจะได้รับเพิ่ม1 ใน 4 และรองประธานได้เพิ่ม 1 ใน 8 ของกรรมการบริษัท ขณะเดียวกันยังมีหลักเกณฑ์สำหรับกรรมการที่ขาดประชุมด้วย โดยกรรมการที่ขาดประชุมเกิน 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 25% , ขาดประชุมเกิน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 9 เดือน จ่ายโบนัสลดลง 50% และขาดประชุมเกิน 9 เดือน ให้จ่ายโบนัสลดลง 75%


สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ อัตราการจ่ายโบนัสลดลงกว่าเดิม เพราะมีเพดานขั้นสูงกำหนดไว้ บริษัทในเครือ รสก.ที่ไม่เป็น บจ.จ่าย จะสามารถจ่ายโบนัสพนักงานไม่เกิน 9% ของกำไรสุทธิ หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน กรณีกำไรจ่ายในวงเงินไม่เกิน 9% ของเงินเดือน แต่มีอัตราต่ำกว่า 1 เท่าของเงินเดือนให้จ่าย 1เท่าของเงินเดือน กรณีมีกำไรสุทธิน้อยกว่า 1 เท่าของเงินเดือน ให้เฉลี่ยจ่ายโบนัสตามส่วนของกำไรสุทธ ส่วนพนักงานที่ลาศึกษาต่อหรือได้ทุนศึกษาต่อในต่างประเทศนานกว่า 4 เดือน ให้จ่ายโบนัสตามระยะเวลาที่ทำงานจริง

นายณัฐพร กล่าวว่า หลักเกณฑ์ การจ่ายโบนัสกรรมการ พนักงาน และลูกจ้าง วิสาหกิจที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ให้มีการประเมินผลการดำเนินงาน 3 มิติคือ ด้านการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและแผนยุทธศาสตร์, ด้านผลการดำเนินงาน ทั้งด้านการเงินและที่ไม่ใช่ด้านการเงิน และการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งการจ่ายโบนัสกรรมการและพนักงานของบริษัทในเครือให้อิงตามผลการประเมินทั้ง 3 มิติ และต้องไม่ส่งผลทางลบต่อมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการหรือการผลิตของบริษัท การคำนวณการจัดสรรโบนัสต้องมาจากกำไรที่เกิดจากผลการดำเนินงานประจำปี โดยห้ามนำรายได้จาก 6 ส่วนไปคำนวณจัดสรรโบนัสได้แก่ กำไรจากการเอาประกัน, ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินกู้ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐ,กำไรจากการขายที่ดิน อาคาร โรงงาน สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบ,กำไรจากการตีราคาทรัพย์สินใหม่,เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล ยกเว้นเงินอุดหนุนตามระบบการให้บริการสาธารณะ และกำไรหรือผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตรา

สำหรับรายชื่อทั้ง 9 บริษัทประกอบด้วย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทในเครือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, บริษัท เอ ซี ที โมบาย จำกัด ในเครือทีโอที, บริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัดในเครือ กฟผ. ปตท และการไฟฟ้านครหลวง, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในเครือไปรษณีย์ไทย, บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ในเครือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในเครือกฟผ., บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (เอ็นบีเอ็น) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (เอ็นจีดีซี) ที่มี ทีโอทีและกสท ถือหุ้นร่วมกัน

https://www.prachachat.net/politics/news-82571
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2017, 08:53 PM   #5082
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

เตรียมตัว! แก้กฎหมายลิขสิทธิ์รอบสอง! ปลดล็อกปมถอด “เว็บเถื่อน”


วันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 19:07 น.

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เล็งแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่อีกรอบ หลังพบ 2 ปี มาตรา 32/3 “เทกดาวน์” เว็บละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หลังติดปัญหาเรื้อรัง 6 เคส

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 เพื่อแก้ไขมาตรา 32/3 ว่าด้วยเรื่องความรับผิดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider : ISP) เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จในปีนี้


“มาตรา 32/3 ซึ่งเป็นเหมือนมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องร้องกัน หากพบว่ามีการละเมิดในอินเทอร์เน็ต ให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นำสิ่งที่ละเมิดลง (เทกดาวน์) แต่หลังจากบังคับใช้ก็ติดปัญหาว่า ถ้าเว็บไซต์นั้นมี Server/ISP อยู่ต่างประเทศ การจะไปสั่งให้เอาลงต้องไปขออำนาจศาล โดยศาลจะสั่งให้ดำเนินการภายใน 30 วัน แต่ผู้ให้บริการที่อยู่ในต่างประเทศ บทบัญญัตินี้มีปัญหาไม่สามารถบังคับใช้ได้ในทางปฏิบัติ มีปัญหาอยู่ประมาณ 5-6 เคส ไม่สามารถดีเฟนซ์ต่อศาลได้ เงื่อนไขในทางปฏิบัติเช่นต้องระบุพฤติการณ์การละเมิด ซึ่งทำได้ยากเพราะข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนเร็ว เรื่องมูลค่าความเสียหายวัดได้ยาก เป็นต้น จึงเสนอให้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยปรับว่าใช้วิธีการอย่างไรที่ไม่ต้องไปใช้กระบวนการของศาล”

เบื้องต้นแนวทางในการแก้ไขอาจจะต้องให้เป็นความสมัครใจของ ISP เอง เมื่อได้รับแจ้งขอความร่วมมือต้องเทกดาวน์ ซึ่งผู้ให้บริการ ISP จะได้ประโยชน์ หากให้ความร่วมมือในการเอาลงแล้ว ถ้าต่อไปถูกฟ้องว่าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยการไปเผยแพร่งานที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรับผิดใด ๆ ทั้งแพ่งและอาญา

“รายที่ให้ร่วมมือก็เป็นเซฟฮาร์เบอร์ของ ISP ของละเมิดอยู่ในเว็บ ซึ่งตัว ISP ไม่รู้ว่ามีการละเมิด แต่เจ้าของสิทธิได้ยื่น notice มาแล้ว ทาง ISP เอาออก ต่อไปถ้ามีปัญหาการละเมิดในเน็ตสามารถที่จะอ้างได้ว่า กฎหมายจะเขียนไว้ว่า ‘ถ้าเขาให้ความร่วมมือในการเทกดาวน์ก็ไม่ต้องรับผิด’ แต่ถ้าไม่ร่วมมือก็มีความเสี่ยง ถ้าเจ้าของชิ้นงานนั้นไปฟ้องว่าคุณร่วมละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์เลย จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ จะมีความผิดและมีบทลงโทษทางอาญา”

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่งหากเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ เจ้าของสิทธิสามารถยื่นคำร้องอาศัยมาตรา 20 ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560

สำหรับมาตรา 32/3 เป็น 1 ใน 8 ประเด็นที่ได้รับการแก้ไขเมื่อปี 2558 ซึ่งเดิมเมื่อเกิดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์ เจ้าของลิขสิทธิ์จะใช้วิธีขอความร่วมมือไปยัง ISP เพื่อให้ถอดงานลิขสิทธิ์นั้นลงจากเว็บไซต์ แต่กฎหมายปี 2558 บังคับให้เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งไปยัง ISP ให้ยุติการเผยแพร่ จึงเป็นประเด็นที่เจ้าของลิขสิทธิ์พยายามเรียกร้องให้มีการแก้ไขใหม่ เพราะกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะในกรณีที่ ISP เป็นผู้ให้บริการต่างชาติ จะทำให้การถอดเว็บละเมิดล่าช้า ส่งผลให้เกิดความเสียหาย

https://www.prachachat.net/economy/news-81685
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2017, 09:27 PM   #5083
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ยื้อโอนเงินบล็อกเชน ธปท.ตั้ง3กฎเข้ม BAYเล็งขยาย CtoC

3 December 2017

แบงก์ชาติยื้อปล่อยบริการโอนเงินผ่านบล็อกเชนของ“กรุงศรีอยุธยา-ไทยพาณิชย์”ที่เข้าทดสอบในแซนด์บ็อกซ์พร้อมวาง 3 กฎเหล็ก “ความปลอดภัย มาตรการรองรับ และคุ้มครองผู้บริโภค” แบงก์กรุงศรีฯเผยผลตอบรับดี จ่อขยายธุรกรรมโอนเงินแบบลูกค้าสู่ลูกค้า

นายบัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้านวัตกรรมทางการเงิน ที่อยู่ในศูนย์ทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน (Regulatory Sandbox) มีอยู่หลายประเภท เช่น บล็อกเชนระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ 2 ราย ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารไทยพาณิชย์ จะเห็นว่าผลการทดสอบในเฟสแรกค่อนข้างดีมาก ซึ่งธปท.ได้รับรายงานจากธนาคารจะเห็นว่ามีปริมาณธุรกรรมเกิดขึ้นพอสมควร ธุรกรรมทำได้รวดเร็วขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่วงจำกัด ลูกค้าจำกัดและประเทศคู่ค้าที่โอนเงินระหว่างกันยังคงจำกัดก็ตาม

อย่างไรก็ตามการจะเปิดให้บริการในวงกว้างเมื่อออกจาก Sandbox นั้น อาจจะต้องมีการทดสอบและเตรียมตัวนานขึ้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการจะต้องมีความพร้อมรองรับปริมาณธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นในจำนวนมหาศาลและธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะต้องไม่สะดุดระหว่างทาง

ดังนั้นการพิจารณาออกจาก Sandbox อาจจะต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของธนาคารพาณิชย์ด้วย แต่ตัววัดของธปท.ที่ใช้พิจารณาจะมี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ความเสี่ยงเชิงระบบ ระบบจะต้องปลอดภัยมีมาตรฐาน และไม่สะดุด 2. เชิงความเสี่ยง ต้องประเมินความเสี่ยงให้ได้และมีมาตรฐานรองรับ และ 3. การดูแลคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อเกิดปัญหาจะต้องแก้ไขให้ได้ ทั้งนี้หากธนาคารสามารถปฏิบัติได้คาดว่าจะสามารถออกจาก Sandbox ได้

“ระยะเวลาที่การออกจาก Sandbox ของบล็อกเชนการโอนเงินระหว่างประเทศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธปท.อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของธนาคารที่จะทำด้วย เพราะจะต้องมีการลงทุนเรื่องระบบที่จะรองรับปริมาณธุรกรรมภายหลังจากออกแซนด์บ็อกซ์ที่จะกว้างขึ้น ธุรกรรมมากขึ้นจะต้องมีระบบที่เสถียรรองรับได้ แต่ช่วงทดสอบการเทสต์ผลออกมาค่อนข้างดีมาก”

ส่วนนวัตกรรมอื่นที่ยังอยู่ใน Sandbox คือบล็อกเชนการออกหนังสือคํ้าประกัน(L/G) 1 ราย ได้แก่ ธนาคาร กสิกรไทย (KBANK) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ค่อนข้างซับซ้อน จึงจะต้องทดลองหลายขั้นตอน แต่ปัจจุบันการทดลองได้ผ่านเฟสแรกไปแล้ว คือ การตรวจสอบหนังสือ L/G เฟสต่อไปจะเป็นการสร้าง L/G ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ และเฟสที่ 3 จะเป็นการยกเลิกและต่ออายุ L/G ซึ่งธปท.ต้องการให้ระบบการออกหนังสือ L/G ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นยันจบ (End to End)

รวมถึงนวัตกรรมการพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล เช่น ผ่านการสแกนม่านตา ลายนิ้วมือ ใบหน้า เป็นต้น ที่ใช้แทนรหัส Password และนวัตกรรม Open API (Application Programming Interfaces) ช่องทางการเชื่อมต่อระบบหนึ่งไปสู่ระบบอื่นๆ เพื่อทำงานร่วมกัน และ Machine Learning กลไกที่ทำให้เกิดการประมวลผลที่ฉลาดขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และ Big Data/Data Analytics

“การพิสูจน์ตัวตนมีหลายทางเลือก ไม่เพียงเฉพาะแค่ม่านตาเท่านั้น ยังมีการสแกนนิ้วมื้อและใบหน้า หรือการใช้โอทีพี ส่วนเรื่อง E-KYC ตอนนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงดีอี ตั้งคณะกรรมการทำงาน ซึ่งธปท.ก็อยู่ในนั้นก็ทำงานกันอยู่”

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิตอลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังธนาคารได้รับอนุมัติจากธปท. นำนวัตกรรมทางการเงินภายใต้เทคโนโลยี Blockchain’s Interledger การโอนเงินระหว่างประเทศแบบ Real Time สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเข้าทดสอบใน Sandbox ปัจจุบันได้รับผลการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี โดยมีธุรกรรมการทดสอบกว่า 4 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าธปท.จะอนุมัติออกจาก Sandbox ได้ภายในเร็วๆ นี้

ธนาคารเตรียมขยายการทดสอบการโอนเงินไปสู่ลูกค้าและลูกค้า หรือ C to C จากปัจจุบันได้เฉพาะธุรกิจและธุรกิจ B to B เท่านั้น รวมถึงจะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอีกจำนวน 4-5 ราย ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,318
วันที่ 30 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

http://www.thansettakij.com/content/236648
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 5th, 2017, 10:10 PM   #5084
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

'ดีอี'ถกกสทช.เน็ตประชารัฐ ส่อล่มค่าบริการ200บ./เดือน


Wednesday, December 6, 2017

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี เปิดเผยว่า กรณีโครงการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะส่งคืนมาให้กระทรวงดีอี จำนวน 15,732 หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการนั้น จะต้องมีการหารือร่วมกันในรายละเอียดของหลักการและเงื่อนไขต่างๆ ก่อน ซึ่งคาดว่าจะหารือนอกรอบได้ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ทาง กสทช.มีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่แล้ว ทาง กสทช.มีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่แล้ว กระทรวงก็ต้องหารือถึงรายละเอียดในการติดตั้งว่าจะตรงกับมาตรฐานที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีหรือไม่ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการในส่วนของเน็ตประชารัฐเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน ส่วนเงื่อนไขราคาให้บริการประชาชนเดือนละ 200 บาท ขอยืนยันว่าโครงการเน็ตประชารัฐไม่สามารถใช้ราคาเดียวกับโครงการอินเทอร์เน็ตชายขอบที่ กสทช.ดำเนินการอยู่ได้ เพราะเงื่อนไข ปัจจัยและพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน.

http://www.thaipost.net/?q=node/38971
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 5th, 2017, 10:13 PM   #5085
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

กรุงเทพฯติดอันดับ ใช้จ่าย'เงินดิจิทัล' มูลค่าศก.พุ่งแสนล.

Tuesday, December 5, 2017

“วีซ่า” เปิดผลวิจัยพบ "กรุงเทพฯ" ติด 1 ใน 5 เมืองที่มีการพัฒนาด้านการชำระเงินแบบดิจิทัล ชี้มีการใช้จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์กระหึ่ม ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.2 แสนล้าน แจงภาครัฐฟันประโยชน์ 5 หมื่นล้าน

นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงผลวิจัยประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิตอลในหัวเมืองหลักทั่วโลก ซึ่ง ”กรุงเทพฯ” เป็นหนึ่งใน 6 มหานครที่ได้รับการคัดเลือกสำหรับการวิจัยเพื่อเป็นตัวแทนของ “เมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิตอล” และเป็น 1 ใน 5 ระดับชั้นการพัฒนาของการชำระเงินแบบดิจิตอล ว่า ผู้คนเริ่มย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อสำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ ในการศึกษาครั้งนี้มิได้มีการพิจารณาถึงผลประโยชน์สุทธิที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินดิจิตอลไปใช้ในระดับเมือง ซึ่งในกรุงเทพฯ มีการใช้จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ อย่างแพร่หลาย สามารถทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1.26 แสนล้านบาท โดยผู้บริโภคจะได้รับผลประโยชน์สุทธิ 3 พันล้านบาท ภาคธุรกิจ 7.3 หมื่นล้านบาท และภาครัฐบาล 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับผลประโยชน์สุทธิโดยประมาณมาจากหลายปัจจัย เช่น การประหยัดเวลาระหว่างการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายแบบค้าปลีก การลดลงของต้นทุนการขนส่ง รายได้จากการขายที่เพิ่มมากขึ้นจากฐานลูกค้าที่ขยายทั้งแบบออนไลน์และในร้าน รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และจำนวนอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่ลดลง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเชื่อว่าการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จะมีการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากในรูปแบบบัตรที่คุ้นเคย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ จะเห็นรูปแบบการชำระเงินอย่าง QR Code มาตรฐานในร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่การโอนเงินระหว่างบัญชี แต่สามารถผูกบัตรเครดิตและเดบิตเป็นแหล่งเงินอีกด้วย.

http://www.thaipost.net/?q=node/38934
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 5th, 2017, 10:29 PM   #5086
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

อาเซียนเลือกไทยเป็นฮับสร้างคนไซเบอร์ซีเคียวริตี

เผยแพร่: 5 ธ.ค. 2560 07:16:00 ปรับปรุง: 5 ธ.ค. 2560 09:32:00 โดย: MGR Online

“พิเชฐ” แก้มปริ หลังประชุมร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน เลือกไทยเป็นฮับอบรมบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี ผ่านงบสนับสนุนจากญี่ปุ่น 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 4 ปี พร้อมเดินหน้า 1 ม.ค. 61

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (TELMIN : ASEAN Telecommunications and Information Technology Ministers Meeting) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (TELSOM : ASEAN Telecommunications and IT Senior Officials Meetings) ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และผู้เจรจา 3 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ประชุมได้เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น ฝึกอบรมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (ASEAN-JAPAN cyber security Center) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 175 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2564

ส่วนเหตุผลที่สมาชิกอาเซียนเลือกไทยเป็นพื้นที่จัดตั้งศูนย์ดังกล่าว เนื่องจากญี่ปุ่น และไทย ได้มีการเซ็นเอ็มโอยู เรื่องการจัดอบรมพัฒนาบุคลากรด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เป็นผู้ดำเนินการ ทำให้ทุกประเทศเห็นว่า หากประเทศไทยเป็นฮับโครงการ ก็จะมีความต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวจะมีหน้าที่ฝึกอบรม และยกระดับความสามารถบุคลากร หรือเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงการสร้างบุคลากรใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อขยายกำลังคนให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะเป็นศูนย์กลางการจัดอบรมของประเทศสมาชิกในอาเซียน ซึ่งตามเป้าหมายที่อาเซียนวางไว้นั้น จะต้องมีบุคลากรที่ผ่านการอบรมอย่างน้อย 280 คนต่อระดับ หรือหลักสูตร นอกจากการจัดอบรมที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยังคงมีกิจกรรมที่หลากหลายตลอด 4 ปี

สำหรับปี 2561 จะจัดกิจกรรมทุก ๆ 2 เดือน ทั้งการจัดอบรม, การจัดประกวดเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้เข้าร่วม, การอบรมการซ้อมรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ และที่เป็นไฮไลท์ คือ การที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดไซเบอร์ซีเกม (Cyber SEA Game) โดยเปิดรับสมัครแฮกเกอร์เข้ามาทำการเจาะเข้าไปในระบบและสร้างระบบเพื่อแก้ไขการเจาะข้อมูล ซึ่งประโยชน์ที่ไทยจะได้รับนั้น นอกจากการสร้างบุคลากรด้านนี้ที่เป็นคนไทย และต่างชาติ ในอนาคต จะมีการบรรจุหลักสูตรทางด้านความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์เข้าไปในมหาวิทยานานาชาติ ที่จะเข้ามาตั้งในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

https://mgronline.com/cbizreview/detail/9600000122477
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 6th, 2017, 08:54 PM   #5087
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

เซเรซัส เผย ฟินเทคไทยอยู่อันดับ 7 ในเอเชีย


เผยแพร่: 6 ธ.ค. 2560 16:56:00 โดย: MGR Online

ฟินเทคคือเทคโนโลยีเพื่อการชำระเงินที่ง่ายขึ้น ล่าสุดมีการประเมินว่าฟินเทคไทยอยู่อันดับ 7 ในเอเชีย
ฟินเทคคือเทคโนโลยีเพื่อการชำระเงินที่ง่ายขึ้น ล่าสุดมีการประเมินว่าฟินเทคไทยอยู่อันดับ 7 ในเอเชีย

เซเรซัส เปิดรายงานความสามารถการแข่งขันด้านฟินเทค ไทยติดอันดับ 7 ใน 10 ประเทศเอเชีย รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ชี้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เอื้อต่อฟินเทค แต่การขาดบุคลากรเฉพาะทางยังเป็นตัวฉุดรั้งคะแนนอยู่

นายจอย ลิน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เซเรซัส บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล และ คาดการณ์ข้อมูล เพื่อนำไปวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด เปิดเผยรายงานความสามารถในการแข่งขันด้านฟินเทคของไทยและกลุ่มประเทศในเอเชีย ไม่รวมประเทศจีน ครั้งแรก ว่า ไทยได้ 43 คะแนนเต็ม 70 คะแนน สำหรับการพัฒนาด้านฟินเทค จัดอยู่ในอันดับ2 ของกลุ่มประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอยู่รองจากประเทศมาเลเซีย ที่ได้ 45 คะแนน แต่หากเทียบกับ 10 ประเทศในกลุ่มเอเชีย ไทยอยู่อันดับ 7 ขณะที่สิงค์โปร์อยู่อันดับ 1 ได้ 58 คะแนน

สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ ประเทศไทยได้คะแนนมากที่สุด เกิดจากนโยบายภาครัฐ ไทยแลนด์ 4.0 ที่ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมฟินเทคมากขึ้น มีการออกกฎ ระเบียบ เพื่อเอื้อให้ฟินเทคเติบโต เช่น การสร้างแซนบอกซ์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมการให้บริการการเงินใหม่ๆรวมถึงการเปิดกว้างในการใช้โอเพ่น API

ส่วนปัจจัยที่เป็นตัวฉุดคะแนน คือ ความสามารถบุคลากรในการวิเคราะห์ข้อมูล และการทำโปรแกรมด้านการเงิน ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งสร้างบุคลากรดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มบุคลากรต่างชาติเข้ามาเสริมด้วย เพราะบุคลากรด้านนี้มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมฟินเทคเป็นอย่างมาก หากไทยสามารถเพิ่มคะแนนจากจุดนี้ได้ คะแนนรวมของประเทศจะสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

'ดิจิตอล อีโคโนมี ในการนำพาประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น เป็นการวางรากฐานที่ดีมากสำหรับฟินเทค เชื่อว่าไทยมีศักยภาพสูงมากพอที่จะเปลี่ยนยุคการใช้ดิจิตอล แบงกิ้ง ในช่วงเริ่มต้นให้พัฒนาไปสู่ อีคอมเมิร์ซแบบบูรณาการได้ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นบริการฟินเทคจะมีมูลค่ามากขึ้น'



นายจอย ลิน กล่าวต่อว่า นอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว องค์กร หรือ ผู้ให้บริการต่างๆ ควรนำกลยุทธ์ด้านการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้ามาใช้กับกลยุทธ์ด้านดิจิตอลไลเซชันโดยการใช้ประโยชน์จากการเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มธุรกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและเกิดการบริการด้านการเงินแบบเรียลไทม์ ทั้งในส่วนบุคคลและองค์กรต่างๆ

เนื่องจากโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของฟินเทค คือ ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางธุรกรรม ไปจนถึงข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค ธุรกิจที่มีฟินเทคเป็นตัวขับเคลื่อนจะเกิดการรับรู้ผลได้เร็ว มีการโอนเงินข้ามแดนสะดวกมากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อแบบเรียลไทม์มากขึ้น

https://mgronline.com/cbizreview/detail/9600000123134
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 8th, 2017, 10:06 PM   #5088
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ดีแทคงานเข้า! กสทช.เรียกชี้แจงกรณีบิลช็อก 400 ล้านล้านบาท-ศุลกากรยึดซิมได้กว่า 5 หมื่น


วันที่ 8 ธันวาคม 2560 - 11:30 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เรียกให้ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เข้าชี้แจงกรณี ผู้ใช้มือถือดีแทคถูกระงับสัญญาณพร้อมยอดใช้งานสูงถึง 400 ล้านล้านบาท และกรณีศุลกากร จ.สระแก้ว ยึดซิมดีแทคได้กว่า 50,000 ซิม


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเครือข่าย ดีแทค ถูกระงับสัญญาณใช้งาน พร้อมทั้งมียอดการใช้งานสูงถึง 400 ล้านล้านบาท และกรณีศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ยึดซิมโทรศัพท์ค่ายดีแทคที่ยังไม่ผ่านการใช้งานได้กว่า 50,000 ชิ้น นั้น สำนักงาน กสทช.มีหนังสือแจ้งให้ดีแทคเข้ามาชี้แจงกับสำนักงาน กสทช. ถึงกรณีดังกล่าว ในวันอังคารที่ 12 ธ.ค. 2560 เวลา 13.30 น.

https://www.prachachat.net/ict/news-84686
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 8th, 2017, 10:06 PM   #5089
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ดีแทคประกาศมาตรการเยียวยาลูกค้าบิลช็อก โทรฟรี 50 นาที 3 วัน เน็ตฟรี 500 MB 1 วัน แจ้งสิทธิ์เป็นรายบุคคล


วันที่ 8 ธันวาคม 2560 - 12:59 น.

รายงานข่าวจาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) แจ้งถึงมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์ “ดีแทค” ระบบรายเดือน ภายหลังปรากฏข่าวว่า มีลูกค้าบางรายถูกระงับการให้บริการและระบบแจ้งว่า มียอดค่าใช้บริการถึง 400 ล้านล้านบาท


โดยแถลงการณ์ของดีแทค ระบุว่า จากการที่ผู้ใช้บริการของดีแทคระบบรายเดือนบางท่าน ได้รับการแจ้งค่าใช้บริการสูงเกินจริง เนื่องจากระบบการแสดงยอดค่าบริการขัดข้องชั่วคราว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ในช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. ส่งผลให้ผู้ใช้บริการบางท่าน เฉพาะผู้ใช้บริการในประเทศ ไม่สามารถโทรออกได้บางช่วงเวลา แต่ยังรับสายได้ตามปกติ ดีแทคได้รีบทำการตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน จนผู้ใช้บริการสามารถโทรออกและรับสายได้ตามปกติ และระบบการแสดงผลยอดค่าบริการได้รับการแก้ไขและมีการแสดงยอดถูกต้องแล้วในช่วงเวลา 18.00 น. วันเดียวกัน

ดีแทคต้องขออภัยเป็นอย่างสูง ในปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ใช้บริการบางส่วน ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ ทั้งนี้ ดีแทคขอเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบในช่วงเวลาดังกล่าว โดยมอบสิทธ์ โทรฟรีทุกเครือข่าย 50 นาที เป็นเวลา 3 วัน หรือใช้อินเทอร์เน็ตฟรี 500 MB เป็นเวลา 1 วัน โดยดีแทคจะแจ้งรายละเอียด ให้ท่านผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบทราบทาง SMS หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1678

https://www.prachachat.net/ict/news-84800
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 10th, 2017, 09:18 PM   #5090
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ปณทฟันกำไร เฉียด4พันล้าน เร่ง'POS'ตจว.

Monday, December 11, 2017

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า ผลประกอบการปีนี้คาดว่ามีรายได้รวมดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 26,000 ล้านบาท โดยขณะนี้มีรายได้แล้ว 24,000 ล้านบาท และคาดว่าจะทำกำไรได้ถึง 3,800 ล้านบาท จากเป้ากำไรที่ตั้งไว้ 3,300 ล้านบาท โดยรายได้จากการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ได้รับผลมาจากการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ แผนงานในปี 2561 ปณท เน้นขยายผลงานเพื่อยกระดับการให้บริการไปรษณีย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และรองรับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ รวมไปถึงขยายระบบพร้อมโพสต์ ที่เป็นระบบฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ล่วงหน้าให้แก่ผู้ขายสินค้า ซึ่งคาดว่าขยายได้เต็มพื้นที่ทั่วประเทศภายในปีนี้

อีกทั้งปีหน้ายังต่อยอดธุรกิจให้สอดรับกับนโยบาย 4.0 และแผนการพัฒนาดิจิทัลชุมชนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี โดยยุทธศาสตร์ “ไปรษณีย์ไทย 4.0” และอี-คอมเมิร์ซ ชุมชน ได้ติดตั้งระบบบริหาร ณ จุดขาย หรือ พีโอเอส (POS:Point of Sale) ซึ่งนำร่องโชว์ความพร้อมระบบในพื้นที่ชุมชนกองควาย จังหวัดน่าน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีระบบบริหารจัดการสินค้าที่มีมาตรฐาน และพร้อมต่อยอดการค้าขายสินค้าออนไลน์ในพื้นที่ให้ออกสู่ผู้ซื้อทั่วประเทศ.

http://www.thaipost.net/?q=node/39175
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 12th, 2017, 10:39 PM   #5091
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

กสทช.สั่งดีแทคแจงที่มา5หมื่นซิมเขมรลงทะเบียน

Tuesday, December 12, 2017 - 17:40

12 ธ.ค.60-นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการกลั่นกรองด้านกิจการโทรคมนาคมได้เชิญ บริษัทดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มาชี้แจงกรณีกรมศุลกากรยึดซิมการ์ดโทรศัพท์จำนวน 50,000 ซิมการ์ดไว้ได้หลังตรวจพบ ซึ่งตัวแทนของดีแทคได้ชี้แจงกับกรรรมการว่า เป็นซิมการ์ดที่มีการลงทะเบียนจริง

โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น 200 ซิมการ์ด พบว่าเป็นการลงทะเบียนโดยชาวกัมพูชา ด้วยการใช้พาสสปอร์ตลงทะเบียน เมื่อสอบถามว่าผู้ใช้งานนำไปใช้ในบ่อนหรือไม่ ดีแทคก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ดังนั้นจึงขอให้ดีแทค ทำเอกสารชี้แจงว่าซิมการ์ดจำนวนดังกล่าว มีที่มาอย่างไร และนำไปใช้ทำอะไรบ้าง โดยต้องส่งมายังกสทช.ในวันที่ 15 ธ.ค.2560

“ ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นช่องโหว่ของการลงทะเบียนซิม ดังนั้นการลงทะเบียนด้วยระบบอัตลักษณ์จะสามารถช่วยได้ เพราะใช้เวลาในการลงทะเบียนนานกว่า ขณะที่การใช้บัตรประชาชนหรือพาสสปอร์ตจะทำได้ไวกว่า จึงเกิดการลงทะเบียนหลายหมื่นซิมเกิดขึ้น” นายฐากร กล่าว

http://www.thaipost.net/?q=node/39250
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 12th, 2017, 10:40 PM   #5092
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

'AIS'จ่ายค่างวดหมื่นล. รอบอร์ดเคาะเซ็นTOT

Wednesday, December 13, 2017

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN บริษัทในเครือของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส นำเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดที่ 2 จำนวน 10,963.755 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมกับหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือวงเงิน 10,963.755 ล้านบาท มอบให้แก่สำนักงาน โดยเงินค่าประมูลดังกล่าวจะนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป ส่วนงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายจะครบกำหนดชำระในวันที่ 11 ธ.ค.2561 ในอัตรา 25% เป็นจำนวนเงิน 10,963.755 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทเตรียมนำเรื่องของสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บนคลื่น 2100 MHz เข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในช่วงต้นปี 2561 เพื่อรับทราบก่อนเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ หลังจากร่างสัญญาดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด และบอร์ดกรรมการ บมจ.ทีโอทีอนุมัติให้ลงนามในสัญญาได้แล้ว.

http://www.thaipost.net/?q=node/39261
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:00 PM   #5093
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

ศูนย์ IDE หนุนเอสเอ็มอี สร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วันที่ 14 ธันวาคม 2560 - 00:02 น.

นับเป็นระยะเวลา 10 เดือนแล้วที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรม “IDE Center” ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2560 จากเดิมภารกิจกรมทรัพย์สินทางปัญญาเน้นการรับจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แต่ภายหลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการพัฒนานวัตกรรม ตามโมเดลไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นหน่วยงานที่มีการรวบรวมข้อมูลผลงานนวัตกรรมที่มายื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว จึงต้องการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่งเสริมนวัตกรรม




“นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือเราต้องการทำอย่างไรที่จะเผยแพร่ข้อมูลให้เอสเอ็มอีนำองค์ความรู้ที่เรามีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ IDE Center (Innovation Driven Enterprise) จึงกลายเป็นศูนย์ที่ส่งเสริมผู้ประกอบการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยมีบทบาทหลักคือ ให้คำแนะนำผู้ประกอบการ (on-site advisory services) เพื่อนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมไปใช้เชิงพาณิชย์ โดยเบื้องต้นเน้น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายS-curve ของรัฐบาล เช่น โรบอต ยานยนต์ อาหาร เกษตร เป็นต้น ซึ่งทางกรมจ้างนักวิชาการ 7 สาขา มาเป็นผู้ให้ความรู้ประจำศูนย์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนัดหมายเข้ามาหารือ

หากผู้ประกอบการมาใช้บริการที่ศูนย์จะสามารถตรวจสอบฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของทั่วโลก โดยผ่านระบบฐานข้อมูลระดับเวิลด์คลาสที่มีให้บริการ 3 ฐานข้อมูล คือ partsnap, questel และ lexisnexis เพื่อตรวจสอบว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ต้องการคิดค้นมีการทำมาแล้วหรือไม่ หรือมีจดทะเบียนไว้ที่ใดบ้าง จะสามารถพัฒนาต่อยอดได้อย่างไร ผู้ประกอบการสามารถมาขอรับบริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการแล้ว 227 ราย

ต่อยอดเชิงพาณิชย์

บทบาทอีกด้าน คือ การส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี (capacity building for SMEs) ไปแล้ว 1,138 ราย โดยอบรม และคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการอบรมมาส่งเสริมให้จดทะเบียนสิทธิบัตรแล้ว 13 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศโฆษณา และจัดกิจกรรมร่วมกับสถาบันพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ 20 รายการ ซึ่งทางศูนย์จะมีนักวิชาการที่มาให้ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละรายว่า สินค้ามีจุดอ่อน-จุดแข็งอย่างไร แก้ไขอย่างไร และนำสู่การจับคู่ธุรกิจ พบว่าได้รับการตอบรับแล้วหลายราย เช่น ผงมะพร้าวอ่อน ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้ และยังได้เชื่อมโยงกับทางธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารออมสิน มาให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อด้วยและโครงการ IP Champion ประกวดนวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร 6 ภูมิภาค คัดภูมิภาคละ 5 ราย รวม30 รายการ มาสู่การประกวดรับคัดเลือกเป็น “IP Champion” ที่กรุงเทพฯ โดยมีรางวัลสูงสุด 100,000 บาท เราพบว่ามีหลายรายการที่น่าสนใจ เช่น น้ำอัดลมจากเปลือกเมล็ดกาแฟช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ แผ่นมาสก์หน้าจากเส้นไหม และขนมมาการองไส้สมุนไพรผสมผลไม้ไทย เป็นต้น นอกจากนี้ ทางกรมได้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการค้าปลีก เช่น บิ๊กซี โดยคัดเลือกสินค้าที่มีแนวโน้มที่จะทำตลาดได้ให้เข้าไปจำหน่ายประมาณ 15 รายการ เช่น สับปะรดบ้านคา จ.ราชบุรี ทองม้วนกรอบผสมซีฟู้ด Mathtara ส้มตำกรอบและน้ำปลาร้าปรุงรสแม่ตุ๊ก เป็นต้น

ปลูกฝังนักพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม “นายพิทักษ์” เห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการปลูกฝังนักสร้างนวัตกรรม ซึ่งทางศูนย์ IDE ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอีก 7 แห่ง ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) 2.มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 3.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) 4.มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) 5.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) 6.มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) และ 7.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)เพื่อให้กระจายองค์ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรมไปยังระดับภูมิภาค โดยผลสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ สามารถให้ความรู้ผู้ประกอบการได้ถึง 1,557 ราย และมีการยื่นขอจัดทำคำขอสิทธิบัตร 14 คำขอ, คำขออนุสิทธิบัตร 82 คำขอ, คำขอการออกแบบ 68 คำขอ, คำขอเครื่องหมายการค้า 71 คำขอ และมีการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการผลิตแทน สินค้า 26 ราย นอกจากนี้ยังมีการจัดทำหลักสูตร e-Learning โดยการนำข้อมูลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) มาแปลเป็นแบบเรียน e-Learning ทางเว็บไซต์ และมีใบประกาศรับรอง ซึ่งเป็นรูปแบบการเข้าถึงได้กว้างมากขึ้นจากการอบรมให้ความรู้ในรูปแบบปกติ ซึ่งทางศูนย์มี in-house training และมีการจัดโมบายยูนิตออกไปให้ความรู้ ซึ่งจะครอบคลุม 77 จังหวัด ในปี 2561

ปี”61 ดึงบิ๊กธุรกิจช็อป

แผนสำคัญของปี 2561 คือ การจัดทำตลาดกลางด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ “IP Mart” เพื่อแก้โจทย์ “นำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง” เพราะที่ผ่านมานักวิชาการที่ทำงานวิจัยเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดความรู้ทางวิชาการเป็นหลักแต่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการต่อยอดทางธุรกิจ เหมือนเก็บไว้บนหิ้ง ทางกรมได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และสถาบันการสำคัญ 50 องค์กร ให้นำผลงานเหล่านั้นมาใส่ไว้บนเว็บไซต์ ซึ่งเราพร้อมจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง เป็น “e-Market Place” ให้คล้ายอาลีบาบา เชื่อมโยงกับผู้ซื้อรายใหญ่ ซึ่งได้หารือกับทางบริษัท มิตรผล ซีพีเอฟ เอสซีจี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งประสานเรื่องการขอสินเชื่อผ่าน พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสถาบันการเงิน เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ โดยขณะนี้รวบรวมสินค้า 200 รายการ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2561

พร้อมกันนี้ กรมได้หารือกับอาชีวะ เพื่อจัดโครงการจัดประกวดพัฒนาผลงาน “1 อาชีวะ1 นวัตกรรม” เพราะนักศึกษาคิดค้นผลงานในแต่ละปีจำนวนมาก จึงได้หารือกับทางอาชีวะทั้งของภาครัฐและเอกชน 900 แห่งทั่วประเทศ และหารือกับโรงเรียนมัธยมปลาย จังหวัดทางภาคใต้ ร่วมโครงการ IP Camp ช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่ออบรมให้ความรู้ จัดทำคลิปวิดีโอไม่ซื้อไม่ขายไม่ใช้ของปลอม 1 คลิปต่อ 1 จังหวัด รางวัลละ 50,000 บาท หลังจากนั้นจะนำผลงานที่ตกผลึกแล้วมาจัดแสดงในงาน IP Fair 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนสิงหาคม 2561 เพื่อต่อยอดทางพาณิชย์

https://www.prachachat.net/economy/news-87039
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:07 PM   #5094
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,272
Likes (Received): 4368

กสทช.ใจดีชง 4 พันล้านให้ 3,920 หมู่บ้านโครงการเน็ตชายขอบใช้บรอดแบนด์ฟรี 3 ปี


วันที่ 13 ธันวาคม 2560 - 17:30 น.

รายงานแจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีวาระพิจารณาการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการติดตั้งเพื่อใช้งานในครัวเรือนได้ใช้บริการฟรี นอกเหนือจากจุดบริการฟรีตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ในโครงการ USO เน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้านของ กสทช.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า รัฐบาลมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่ชายขอบ ที่มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ให้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วความเร็วสูง 30/10 Mbps ฟรี


โดย กสทช.ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการดำเนินโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ จำนวนราว 3,920 หมู่บ้าน เป็นระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน) ภายในกรอบวงเงินงบประมาณ 4,683.73 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยใช้จ่ายจากวงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ. 2555-2559)

ตามข้อมูลของกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ปี 2560 พบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่อยู่ ในพื้นที่ชายขอบนั้น มีรายได้เฉลี่ย 5,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน มติของ กสทช. ดังกล่าวนี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนเมืองกับคนในพื้นที่ชายขอบ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เช่น การรักษาแพทย์ทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึงเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้

ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. ประเมินว่าหากครัวเรือนในพื้นที่ชายขอบสามารถสร้างรายได้ อาทิ การขายสินค้าโอท็อปผ่านระบบออนไลน์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 2,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตปีละ 12,480 ล้านบาท

นายฐากรกล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ชายขอบที่ผ่านเกณฑ์เป็นผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลัง กสทช. คาดว่าจะมีประมาณ 520,000 ครัวเรือน (คิดเป็น 86%) จาก 607,000 ครัวเรือน จะได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตามนโยบายรัฐบาล ในที่ประชุม กสทช. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ สำนักงาน กสทช. จะประสานฐานข้อมูลการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับกระทรวงการคลังต่อไป

https://www.prachachat.net/ict/news-86807
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 05:17 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu