daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old November 17th, 2017, 11:29 PM   #1901
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

อุตฯเครื่องนุ่งห่มอ่วม ขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ฉุดส่งออกปี’60 หดตัว 2%

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 19:33 น.

นายยุทธนา ศิลป์สรรช์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2% เนื่องจากผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว หลังจากรัฐบาลบังคับใช้พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศ และบางส่วนไม่ได้เดินทางกลับเข้ามา ส่งผลให้โรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก

แต่ปี 2561 คาดว่าสถานการณ์ส่งออกเครื่องนุ่งห่มจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มจะขยายตัวได้ประมาณ 2-3% จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น



สำหรับตลาดในประเทศได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ประกอบกับช่วงไว้ทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศต่อการเตรียมความพร้อมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 ทำให้การใส่เสื้อผ้าของคนไทยเน้นสีเดียว ทำให้การทำตลาดในประเทศอาจทำไม่ได้หลากหลาย ซึ่งปีนี้คาดว่าตลาดเครื่องนุ่งห่มในประเทศจะติดลบ 3-5% มูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นเติบโตประมาณ 5%


นายยุทธนา กล่าวว่า ส่วนการที่รัฐบาลออกมาตรการช็อปช่วยชาติ โดยนำใบกำกับภาษีมาหักลดหย่อนภาษีได้นั้น มองว่าระยะเวลาในการจัดงานสั้นไป ซึ่งควรจะจัดให้ยาวนานมากว่านี้ เพราะมาตรการนี้ถือว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โดยเฉพาะการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มของเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ



ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การจัดงานแสดงสินค้าเสื้อผ้าส่งออก ครั้งที่ 36 โดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ระว่างวันที่ 17-26 พ.ย. ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ คาดว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยกรมได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการตลาดและพัฒนาการส่งออก รวมทั้งกลยุทธ์ในเรื่องต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างตราสินค้า นวัตกรรมสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไปของสถานการณ์

“การจัดงานนอกจากจะทำใหคนไทยได้มีโอกาสใช้สินค้าคุณภาพสูง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย และกรมจะส่งเสริมผู้ประกอบการไทยออกไปขยายตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้สามารถก้าวไปสู่เวทีการค้าในตลาดอาเซียนและตลาดโลก” นายสมเด็จ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/economics/news_637575
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 11:33 PM   #1902
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

จัดโผครม.วุ่นหนัก นายกฯเครียดหลายฝ่ายไม่ลงรอยกัน

16 พฤศจิกายน 2560

เบื้องลึก! จัดโผครม.วุ่นหนัก แบ่งหลายขั้วไม่ลงตัว นายกฯเครียดหนักหลายฝ่ายไม่ลงรอย คาดโละทีมเศรษฐกิจยกแผง


แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวถึงโผครม.ชุดใหม่ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับหลายฝ่ายและต้องการทำให้เสร็จภายในค่ำวานนี้ (15พ.ย.) “ยังไงนายกฯก็ต้องเร่งดำเนินการตัดสินใจทำรายชื่อให้จบ เพราะก่อนหน้านี้ติดภาระกิจไปประชุมที่ต่างประเทศ เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องทำให้เสร็จ”แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าว กล่าวว่ารายชื่อโผครม.ใหม่เกิดความวุ่นวายมาก เพราะมีหลายกลุ่มหลายขั้ว ทั้งสังกัดสายทหาร สายเศรษฐกิจและสายกฎหมาย อยู่ในสภาพต่างฝ่ายต่างไม่ยอม “ตอนนี้อยู่ในสภาพคนอยากได้ไม่ได้ คนที่ไม่อยากได้ก็ต้องการตำแหน่ง ทำให้เกิดความวุ่นวายกันหนัก แต่ในที่สุดแล้วนายกฯก็ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่ลงรอยเลยทำให้เกิดการเสนอชื่อผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีกันวุ่นวายกันมาก ใครเชียร์ใครก็ส่งชื่อคนนั้นไป เลยทำให้การเสนอชื่อไม่จบง่ายๆ ตอนนี้สภาพต่างคนต่างเสนอ “

วันนี้ใครที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ใช่มีแต่ชื่อโดยไม่มีเป้าหมายว่าเข้ามาเพื่อที่จะทำอะไร เพราะระยะเวลาที่เหลืออยู่ 1ปีต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอะไร ไม่ใช่ใครจะเสนอใครเข้ามาก็ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (15พ.ย.) การปรับคณะรัฐมนตรีรอบนี้มีรัฐมนตรีจำนวนมากถูกปรับออกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะถูกปรับออกทั้งคณะ รวมไปถึงรัฐมนตรีในส่วนกระทรวงอื่นๆด้วย

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/781412
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 03:33 AM   #1903
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,693
Likes (Received): 4940

เศรษฐกิจไทยดีติดอันดับ
18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:15 น.

คลังปลื้มสภาเศรษฐกิจโลกจัดอันดับการดูแลเศรษฐกิจของไทยอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 9 ของโลก เรียกเชื่อมั่นนักลงทุน

นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถทาง การแข่งขันของประเทศต่างๆ รวม 137 ประเทศทั่วโลก สำหรับปี 2017-2018 โดยการจัดอันดับด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคไทยได้อันดับ 1 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ดีกว่าประเทศสิงคโปร์ที่ได้อันดับ 18 ฟิลิปปินส์ อันดับ 22 อินโดนีเซีย อันดับ 26 มาเลเซีย อันดับ 34 และเวียดนาม อันดับ 77

นอกจากนี้ อันดับด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคไทย ยังอยู่อันดับ 9 ของโลก โดยที่ได้อันดับ 1 คือ ประเทศนอร์เวย์ โดยประเทศเอเชียที่ได้อันดับดีกว่าไทยมีประเทศเกาหลีใต้ได้อันดับ 2 ไต้หวันอันดับ 5 และฮ่องกง อันดับ 6


สำหรับอันดับความสามารถทาง การแข่งขันของประเทศ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นอันดับที่ 32 จากปีก่อนหน้าอยู่ที่อันดับ 34


นายศรพล กล่าวว่า อันดับด้าน การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคไทยดีขึ้นเพราะไทยรักษาวินัยการคลังโดยการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำสอดคล้องอัตราการว่างงานที่ต่ำ ฐานะการคลังที่มั่นคงทำให้รักษาระดับเครดิตเรตติ้งไว้ได้ อัตราการออมของไทยมีสัดส่วนที่สูงจากการเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง และหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อยู่ในระดับที่มีความยั่งยืนทางการคลังและต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ อันดับด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคไทยที่อยู่อันดับต้นๆ ของโลก จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ว่า เศรษฐกิจไทยที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะปานกลางและระยะยาว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ น่าจะส่งผลให้การจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และการจัดอันดับด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคไทยดีเพิ่มขึ้นในปีต่อไป

ขณะที่ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกได้จัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจปี 2561 ของประเทศไทยได้อันดับที่ 26 จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 46 โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานแก้ไขจุดอ่อนเพื่อให้อันดับทั้งความยากงานทำธุรกิจและความสามารถการแข่งขันของไทยในปีต่อไปดีขึ้น

.... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/economy/finance/525899
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 03:36 AM   #1904
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,693
Likes (Received): 4940

หุ้นไทยพุ่ง 18 จุด ลุ้นจีดีพีไตรมาส 3/60
Facebook Messenger Whatsapp

เศรษฐกิจ 17 พ.ย. 2017 17:52:53
ตลท. 17 พ.ย. – หุ้นไทยพุ่ง 18 จุด ปรับตัวขึ้นทะลุ 1,700 จุดได้ ตลาดรอลุ้นตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ที่สภาพัฒน์จะประกาศวันจันทร์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 1,709.38 จุด เพิ่มขึ้น 18.13 จุด มูลค่าการซื้อขาย 55,336.10 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ (17 พ.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยดัชนีฯ แตะจุดสูงสุดที่ 1,711.49 จุด และต่ำสุดที่ระดับ 1,697.65 จุด

นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นมาทะลุ 1,700 จุดได้ ทำให้เป็นสัญญาณบวกทางเทคนิค โดยตลาดฯ ได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มแบงก์, กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงแรม ที่ปรับตัวขึ้นได้ดี โดยตลาดฯ ต่างรอดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยงวดไตรมาส 3/60 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งตลาดฯ คาดเติบโตร้อยละ 3.8 หากทำได้ตามคาดจะเป็นการทำระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี

ด้านประเภทนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,185.84 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 89.07 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 235.97 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 1,510.88 ล้านบาท.-สำนักข่าวไทย


http://www.tnamcot.com/view/5a0ebf85e3f8e40ada8e5184
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 03:47 AM   #1905
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,693
Likes (Received): 4940

“สมคิด” วิ่งสู้ฟัดอุ้ม “ครม.” Mission ที่แล้ว ปั้น GDP Mission นี้.... “หลังแอ่น”
เผยแพร่: 18 พ.ย. 2560 06:43:00 โดย: MGR Online

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดรอบเดือน พ.ย.นี้ อันเป็นผลพวงมาจากการใช้มาตรา 44 ย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน ก่อนที่ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล จะลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

อันเสมือนการ “เปิดหลุม” ให้มีการรีโนเวทเสนาบดีฝ่ายบริหาร ปรับโหมดเข้าสู่ “ครม. ประยุทธ์ 5” อย่างเต็มตัว ท่ามกลางกระแส “ข่าวลือ-ข่าวปล่อย” ที่ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน

หากแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มีอำนาจเต็มในการปรับ ครม.ติดภารกิจประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ก็ทำให้กระแสสร่างซาไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่ “ท่านผู้นำ” กลับสู่มาตุภูมิ พร้อมกับรายงานข่าวว่ามีการนำรายชื่อ “ครม.ประยุทธ์ 5” เข้าสู่กระบวนการทูลเกล้าฯ เรื่องนี้ก็กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

สวนทางกับท่าทีของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น “นายกฯตู่” เอง หรือ “บิ๊กเนม” หลายคนในรัฐบาลที่เลือกจะเล่นบท “ตีกรรเชียง - ติ๊ดชึ่ง” เลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนราวกับนัดแนะกัน เดาไม่ยากว่า “บิ๊กรัฐบาล” ต้องการเฟดตัวเองออกจากกระแส ด้วยไม่ยากให้มีการโฟกัสมาที่การปรับ ครม.มากนัก หวังทำให้กระแสการทำโผ ครม.นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับการปรับ ครม.ไฟท์บังคับหนนี้ นอกเหนือจากการปิดหลุมในส่วนของ “กระทรวงจับกัง” แล้ว ยังถือว่าโจทย์สำคัญในการ “กระชากเรตติ้ง-กู้พลังศรัทธา” ให้กลับคืน หลังจากผ่านพ้นปีที่ 3 เข้าสู่ปีที่ 4 ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาพร้อมกับคะแนนความนิยมที่ “ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”

ดูได้จาก “สำนักวิจัยซูเปอร์โพล” ที่ครั้งหนึ่งเคยปล่อยผลสำรวจความนิยมเกือบเต็ม 100% ในการสนับสนุนให้ “รัฐบาลลุงตู่” อยู่ต่อไปยาวๆ กลับเปิดเผยผลความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ล่าสุดอยู่ที่ 52% ซึ่งตกจากไม่กี่เดือนก่อนซึ่งยังอยู่ที่เกือบ 80% อยู่เลย

จนมองกันว่าการปรับ “ครม.ประยุทธ์ 5” น่าจะเป็น “โอกาสสุดท้าย” ในการชี้วัดอนาคตของ “ลุงตู่และชาวคณะ” ที่ถูกจับได้ไล่ทันว่า คิดอ่านการไกลจะตั้ง “พรรคทหาร” เป็นฐานในการ “สืบทอดอำนาจ” หลังการเลือกตั้ง

ด้วยโจทย์ใหญ่ในการกระชากความนิยมให้กลับคืนมา หากทำไม่ได้ก็จบ ที่ตกผลึกออกมาว่า นอกเหนือจากการผลักดันนโยบายหลายๆ ด้าน รวมทั้งวาระสำคัญ “การปฏิรูปประเทศ” ที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังมีบุคลากรประเภทที่กระเตงกันแบบจะอยู่ไปทั้งชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดเรตติ้งให้ตกฮวบลงมาอีก

ชี้เป้าไปไม่พ้นเหล่า “ซุป’ตาร์ คสช.” ไล่ตั้งแต่พี่ใหญ่ คสช. “ป๋าป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาจนถึงพี่รอง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทั่งตำบลกระสุนตกรายล่าสุด “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เป็น 3 เป้าใหญ่ที่ที่ติด “ท๊อปทรี” ในรายชื่อรัฐมนตรีที่ควรปรับออกจากตำแหน่งแทบทุกสำนัก

หากแต่กระแสเรียกร้องก็ดูจะไม่ทำให้ “นายกฯ ตู่” ซึ่งยืนยันหลายหนว่า จัดทำโผ ครม.ด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียวหวั่นไหว ยังคงยึดติดสายสัมพันธ์ “เพื่อนพ้องน้องพี่” อันทำให้ “3 ซุป’ตาร์ คสช.” ตลอดจน “รมต.ขุนทหาร” หลายหน่อยังจะได้เชิดหน้าอยู่ใน “ครม.ประยุทธ์ 5”

แต่ก็อาจจะปรับลดบทบาทความสำคัญของแต่ละคนลงไปบ้างตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้โดดเด่นเป็น “เป้ากระสุน” อย่างที่ผ่านมา

โดยเฉพาะรายของ “บิ๊กป้อม” ที่เคยมีข่าวถึงขั้นหลุดจาก ครม.มาหลายหน งวดนี้ก็มีแนวคิดในการลดภารกิจความเป็น “รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง” ลงไปพอสมควร และมอบหมายให้ดูแลหน่วยงานสำคัญบางแห่ง ด้วยเหตุผล “วิน-วิน” ว่า “ป๋าป้อม” จะได้มีเวลาในการปั้นฝัน “พรรคทหาร” ได้มากขึ้น

แต่พอมีความเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใด อาจเป็นเรื่องยากที่ “ป๋าป้อม” จะทำใจยอมรับได้พอเจอกระเซ้าเข้ามากๆ ถึงขนาดหล่นวาจา “ไอ้ห่า....” ออกมาเต็มหูเหล่า “นกกระจอก” สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนหลบเข้าหลังฉากไป อ้างว่าเข้ารักษาอาการป่วย

แม้จะจำใจต้องผละจากบทบาทในฝ่ายบริหารไปชั่วคราว แต่ “หมากเกม” ต่างๆ ก็ยังต้องเดินต่อ ไม่ว่าจะการปูทางสืบต่ออำนาจ ที่ว่ากันว่า “บิ๊กป้อม” จะเป็นคีย์แมนสำคัญของ “พรรคทหาร” หรือการทอดบันไดลงหลังเสือของ คสช.ให้ปลอดภัยจากภยันตรายในอนาคต เมื่อไม่มีอภินิหารกฎหมายที่ชื่อ “มาตรา 44” แล้ว ก็เป็น “วาระสำคัญ” ที่ “ป๋าป้อม” รับไปดูแล

กับภารกิจชำแหละร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ท้าทายทุกเสียงวิจารณ์ด้วยการส่งน้องเลิฟร่วมสายเลือด “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ สมาชิก สนช. และอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้ามานั่งร่วมเป็นกรรมาธิการประกบด้วยตัวเอง

ด้วยภารกิจที่ใหญ่หลวงนัก จึงไม่สนว่าจะถูกติฉินนินทา ความเหมาะควร ที่ “บิ๊กป๊อด” เป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย ด้วยยังมีชนักคดีอยู่ใน ป.ป.ช. เพื่อกำกับแผนการตาม “ธง” ที่ตั้งไว้ ทั้งการหักกับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ในการแก้เนื้อหาให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ได้ดำรงตำแหน่งต่อไป หลังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่จะส่งผลให้ 7 ใน 9 ต้องกระเด็นตกเก้าอี้แบบทันด่วน

ด้วยว่าต้องเซฟ “เด็กในบ้าน” อย่าง “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ในคุม “อาณาจักรสนามบินน้ำ” ต่อไป เพื่อเป็นข้อต่อรองหากอำนาจหลุดมือไปในอนาคต ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสเตปต่อไปในการแก้เนื้อหากฎหมาย ไม่ให้ย้อนหลังมาเช็คบิลเอาผิด “บิ๊ก คสช.” ที่มีพฤติการณ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “รัฐบาลเลือกตั้ง” ได้ในทุกกรณี

นอกเหนือจากน้องเลิฟ “บิ๊กป๊อด” แล้ว กมธ.คนอื่นๆ ก็ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กกากี - บิ๊กสีเขียว” ได้มาตรฐานตีตรา “สายตรงวงษ์สุวรรณ” มาแล้วทั้งสิ้น ยังมี “อ.กล้า”- กล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เดินเกมข้อกฎหมายคู่กันกับ นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกด้วย

เพราะแม้ “อ.กล้า” จะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.มาก่อน แต่อย่าลืมว่า เขาคือ “เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน” ของ “ป๋าป้อม” นั่นเอง

ได้อย่าง เสียอย่าง บทบาทในทางบริหารของ “บิ๊กป้อม” อาจลดลง แต่หากยังแผ่อิทธิพลใน “เรือแป๊ะ” สั่งซ้ายหันขวาหันได้อยู่ ก็พอทำเนา และอาจจะได้ผลทางอ้อมเป็นเรตติ้งความนิยมที่กระเตื้องขึ้นมาด้วย

อย่างไรก็ตาม การกระชากเรตติ้งของ “รัฐบาล คสช.” คงไม่ง่ายดายเพียงแค่การลดบทบาท “ซุป’ตาร์ คสช.” ที่ว่าไปเท่านั้น เพราะการ “รักษาน้ำใจ” เก็บกันไว้ใน ครม. ก็ไม่อาจได้ใจสังคมที่เรียกร้องให้อัปเปหิปรับออกไปจาก ครม.ได้อย่างเต็มที่

อีกด้านหนึ่งจึงจำเป็นต้องปรับ ครม. โดยยึดหลักการเน้นผลงานที่เป็นรูปธรรม มากกว่าการพวกพ้อง-ตอบแทนบุญคุณ ผลงานที่ว่านั้นก็หาใช่แค่ “การปฏิรูปประเทศ” ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ยาก อีกทั้งคนไทยยังค่อนข้างสิ้นหวังไปแล้วกับคำสวยหรูคำนี้

ดังนั้นสิ่งที่ “รัฐบาล คสช.” ต้องคำนึงถึงคือเรื่องที่จับต้องได้ เพื่อปูฐานราก วางฐานเสียง เอาไว้ ก็ด้วยเรื่อง “เศรษฐกิจปากท้อง” มากกว่า

ปรับ ครม.หนนี้ หลายคนอาจถูกลดบทบาท แต่หาใช่ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน ด้วย “นายกฯตู่” รับรู้ว่าที่ผ่านมา การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจโดย “ทีมสมคิด” ที่ยังติดขัดหลายประการ ก็มาจากการที่ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ยังไม่สามารถกุมอำนาจในกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ด้วยข้อจำกัดที่ “ผู้นำรัฐบาล” รับรู้ได้ ก็น่าจะใช้จังหวะนี้ในการเสริมทัพ-เพิ่มอำนาจให้ “ทีมสมคิด” มากขึ้น เพื่อให้แนวนโยบายต่างสอดประสานเป็นแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการค้าการขาย ที่มีข่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ-กระทรวงพาณิชย์” เล่นกันคนละคีย์มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

หรือกระทรวงยุทธศาสตร์อย่าง “กระทรวงคมนาคม” เอง ก็ทำเอา “นายกฯตู่ - รองฯสมคิด” หงุดหงิดมาพักใหญ่ ด้วย "โปรเจ็กต์เรือธง" มูลค่าเป็นล้านล้านบาทยังคาราคาซัง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง อย่างรถไฟไทย-จีน สายอีสาน แค่เฟสแรก กทม.-โคราช 3.5 กิโลเมตร เสาเข็มยังไม่ได้ตอก ทั้งที่เป็นแอ็กชั่นแพลนของปี 59 ด้วยซ้ำ ไม่ต้องถามว่าแค่ 3 เฟส 249 กิโลเมตร เอาเป็นว่าติดขัดทุกขั้นตอน พันธสัญญาต่างๆ อะไรไม่ได้เซ็นกันสักที ทั้งที่มี ม.44 เป็นใบเบิกทางให้แล้วแท้ๆ ขณะเดียวกัน “โปรเจ็กต์ EEC” อีกโครงการเรือธงของรัฐบาล คสช. ก็ต้องมีระบบรางเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งด้วย หากเข้าอิหรอบเดิม ก็ “เจ๊งกะบ้ง” ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

ทว่า ท่ามกลางปัจจัยที่ไม่เป็นใจหลายประการ แต่ “เฮียกวง” ก็ยังโชว์ฝีมือไม้ลายมือกระชากตัวเลขทางเศรษฐกิจขึ้นมาหลายตัว ทั้งธนาคารโลก (World Bank) ที่จัดอันดับประเทศที่มี ความสะดวกในการทำธุรกิจ “Doing Business 2018” โดยจัด ให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น จากเมื่อปีที่แล้ว ที่อยู่ในอันดับ 46 ถึง 20 อันดับ สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็น “เอเปค ซีอีโอ เซอร์เวย์ 2017” ซึ่งสำรวจผู้บริหารในกลุ่มประเทศความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) กว่า 1,400 รายใน 21 ประเทศ ที่ระบุว่า ไทยเป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจ รวมทั้ง “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม” (WEF) ที่ประกาศปรับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย มาอยู่ในอันดับที่ 32 จาก 137 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นจากปีกกลาย 2 อันดับ

สะท้อนให้เห็นว่า “ความเชื่อมั่น” จากนักลงทุนต่างชาติกลับมาแล้ว

ขณะที่อัตราเจริญเติบโตเศรษฐกิจไทย (GDP) ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เมื่อไตรมาส 2 ปี 2560 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี หรือ 16 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2556 ทำให้จีดีพีครึ่งปีแรกของปีนี้ ขยายตัว 3.5% ขณะเดียวกัน ตัวเลขส่งออกไทยก็ทำ “นิวไฮท์” ในรอบหลายปี สรุปแล้วแนวโน้มภาพรวมของเศรษฐกิจระดับมหภาคขยายตัวตามกันไปด้วย

นอกเหนือจากผลงานที่กลายมาเป็นเสียงชื่นชมถึงหัวหน้าทีมอย่าง “เฮียกวง” แล้ว ก็ต้องแจกจ่ายเครดิตไปให้ “2 ขุนพลคู่ใจ” อย่าง สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ที่ขยับตำแหน่งเมื่อครั้งปรับ “ครม.ประยุทธ์ 4” ด้วย

ขาหนึ่ง “สุวิทย์” รับหน้าดูแลคณะสานพลังประชารัฐในด้านต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ในขณะที่อีกขาหนึ่ง “อุตตม” ศิษย์ก้นกุฏิของ “เฮียกวง” ที่รับหน้าเสื่อการพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่เรียกกันว่า “New S-Curve” พร้อมกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะด้านเงินทุน เพื่อให้เป็นกำลังหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่หัวทิ่มมาเนิ่นนาน ตลอดจนการจัดแจงปูทางการลงทุนใน EEC หรือพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

จนล่าสุด “กัปตันสมคิด” ถึงกับกล้าประกาศว่า ปี 2561 จะเป็น “ปีทองแห่งการลงทุน” เลยทีเดียว ด้วย “มิชชั่นคอมพลีท” ไปหนึ่งเปราะกับการ “รีบูท” เศรษฐกิจของไทยในเวทีโลก

แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในเวทีโลกทำท่าจะไปได้ดี แต่ “เศรษฐกิจปากท้อง” ของคนในประเทศก็ยังดูด้อยอยู่พอสมควร หลักๆ ก็มาจากการไม่สอดประสานอันหนึ่งอันเดียวกับของ “ทีมเศรษฐกิจ” ตามที่ว่าไปแล้วข้างต้น

กล่าวคือ “ทีมเศรษฐกิจ” ยังไม่ใช่ “ทีมสมคิด” ทั้งหมดนั่นเอง ส่งผลให้รัฐบาลยังมีช่องโหว่ในเรื่อง “เศรษฐกิจรากหญ้า” ซึ่งจุดนี้ไม่เพียงเดิมพันความเป็นไปของ “รัฐบาลขุนทหาร” เท่านั้น ยังเดิมพันไปถึงอนาคตของ “ทีมลุงตู่” หลังเลือกตั้งด้วย โดยเฉพาะ “ปากท้องความเป็นอยู่” ของ “รากหญ้า - ท้องถิ่น” ที่ดูเบาไม่ได้ ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร สารพัดเมกะโปรเจ็กต์ ที่จะสร้างงาน-สร้างเงินให้กับคนในชาติ และอาจหมายรวมไปถึง “นโยบายประชานิยม” ชุดต่างๆ ที่จะเป็นการ “ปั่นกระแส - สะสมแต้ม” เอาไว้ลุยในสนามเลือกตั้งหนหน้าทั้งหมด

ตรงนี้ที่ทำให้เชื่อว่า หลังการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 งวดนี้ “ทีมสมคิด” น่าจะได้รับการขยับขยายมามุ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น หลังโชว์ฟอร์ม “รีบูท” เศรษฐกิจของไทยในเวทีโลก ให้ “ลุงตู่” ได้ยิ้มแฉ่งไปแล้ว การพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง หากได้ “ตัวช่วย” เข้ามาเสริมทีมไม่ว่าจะเรื่องตัวบุคคล หรืออำนาจสิทธิ์ขาดการตัดสินใจ

ด้านหนึ่ง “เพื่อนพ้องน้องพี่” ก็ต้องรักษาน้ำใจกระเตงกันไปแบบ “เสียไม่ได้” แต่ครั้นจะทู่ซี้ยกแพค “ตัวถ่วง” กันไปเฉยๆ ก็คงได้แต่นับถอยหลังสู่หายนะ อาจอยู่ไม่ครบเทอมโรดแมป คสช.ด้วยซ้ำ

หากจะพ้นหายนะ เมื่อมี “ตัวถ่วง” ก็ต้องมี “ตัวฉุด”

ส่องดูแล้วที่ช่วยได้ ก็คงมีแต่ผลงานด้านเศรษฐกิจ ที่วันนี้รับหน้าเสื่อโดย “ทีมสมคิด” ที่กลายเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของ “ลุงตู่” ไปเสียแล้ว

เพียงแต่ว่า Mission นี้คงไม่ง่ายเหมือนกับการปั้น GDP ส่วนจะ “หลังแอ่น” หรือไม่นั้น อีกไม่นานคงรู้กัน


https://mgronline.com/daily/detail/9600000116108
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 04:01 AM   #1906
loveland
Registered User
 
loveland's Avatar
 
Join Date: Apr 2016
Posts: 430
Likes (Received): 224

“ปลุกผี” “คอคลอดกะ” เส้นทางสายไหม เส้นใหม่ของโลก
https://youtu.be/R_zDYAq5X6Y
loveland no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 08:49 PM   #1907
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

ธุรกิจเมืองตรังวูบ 70% พิษราคายางดิ่ง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 07:00 น.

โคม่า - ผลกระทบของราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่อง นอกจากเกษตรกรจะไม่มีกำลังซื้อแล้ว ยังทำให้ผลประกอบการของธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย ยอดขายลดลงไปกว่า 65-70%
ธุรกิจเมืองตรังโคม่าตามราคายางพารา ผลประกอบการดิ่งเหว 70% ในรอบ 5 ปี ขณะที่การลงทุนใหม่ไม่ขยับหวั่นความเสี่ยงสูง อัด กยท.ทำงานผิดพลาด ฉุดราคาร่วงต่อเนื่อง แฉราคาไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด จี้รัฐบาลหนุนการแปรรูปจริงจัง

นายพิชัย มะนะสุทธิ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดตรังถือว่ายังชะลอตัวและเงียบเหงา ซึ่งเป็นผลมาจากราคายางพาราที่ตกต่ำมาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน สภาพคล่องทางการเงินติดขัดไปหมด เรื่องนี้ก็ได้แต่บอกผู้ประกอบการทุกท่านว่า เราต้องอดทน และมีความพยายามในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น การลงทุนก็ต้องมีความแตกต่างไม่ซ้ำแบบกัน ต้องลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง และยอมรับว่าที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีนักธุรกิจรายใดกล้าลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ ผลจากราคายางพาราที่ตกต่ำ ทำให้ผลประกอบการของธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย ยอดขายลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 หรือลดลงไปกว่า 65-70% เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคายางพาราสูงสุด หรือในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าต้นปีนี้จะดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ครึ่งปีหลังมานี้ก็แผ่วลงไปอีก ทำให้หลายคนท้อ


อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจที่ถือว่ายังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีก็คือ ด้านอุตสาหกรรมการส่งออกที่ต่างชาติยังมีความต้องการ อาทิ ไม้ยางพาราที่ตลาดจีนยังมีความต้องการอยู่ ด้านการท่องเที่ยวก็ยังพอไปได้ แต่ไม่ถึงกับดีมากนัก หากท่องเที่ยวชายฝั่งกระเตื้องก็น่าจะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวดีขึ้นได้

“นอกนั้นก็เป็นเรื่องอาหารการกินที่คนตรังยังมีนิสัยการกินนอกบ้าน ก็ยังพออยู่ได้ โดยเฉพาะรายเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ราคาไม่สูงนัก แม้ลูกค้าจะลดปริมาณลงจากเคยกินมื้อใหญ่ ๆ ราคาสูงก็ลดปริมาณและปรับราคาให้น้อยลง เริ่มหันมาทำกินที่บ้านกันเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมก็ยังพออยู่ได้ ดังนั้นช่วงนี้ผมจึงถือว่าเป็นช่วงแห่งการปรับตัวของธุรกิจ เพื่อให้ผ่านภาวการณ์นี้ไปให้ได้เป็นการทดสอบความสามารถของผู้ประกอบการว่าจะนำพาธุรกิจต่อไปได้หรือไม่ แต่หากราคายางพาราปรับตัวในทางที่ดีขึ้น ผมก็มั่นใจว่าภาคธุรกิจน่าจะกลับมาคึกคักได้เช่นเดิมอย่างแน่นอน และคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าจะเลวร้ายลงไปกว่านี้อีกแล้ว” นายพิชัยกล่าว

เช่นเดียวกับ นายภราดร นุชิตศิริภัทรา รองประธานหอการค้าจังหวัดตรัง และเลขานุการชมรมเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำยางสดต่ำสุดร่วงลงไปถึงกิโลกรัมละ 35-37 บาท ก่อนจะขยับขึ้น-ลงแต่ไม่เกิน 48 บาท/กก. ทำให้ชาวสวนยางมีรายได้ลดลง ขาดกำลังซื้อ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่ทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า เศรษฐกิจภาพรวมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับปัญหาราคายางที่เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งก็คือความผิดพลาดในการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่วนกลาง ที่ไม่ใช่มืออาชีพ มีการวิเคราะห์สถานการณ์ยางผิด และยังหันไปจับมือร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ หรือ 5 เสือยางพารา ทำให้บทบาทการตัดสินใจของ กยท.แทบจะไม่มี และทิศทางการกำหนดนโยบายยางพาราส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปตามความต้องการของ 5 เสือ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้ว ตนมองว่านายทุนก็คือนายทุน ที่ทำธุรกิจก็หวังผลกำไรของตนเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

“ราคาที่เป็นอยู่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกของตลาด เมื่อดูราคาในตลาดโลกแม้ราคาจะไม่สูงนัก แต่ราคาที่ประเทศไทยก็ไม่น่าจะต่ำลงขนาดนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการค้าขายไปสู่ตลาดโลกอยู่ในเงื้อมมือของผู้ค้ารายใหญ่ ขณะที่ กยท.ไม่ได้เข้าไปดูแลอย่างเท่าที่ควรจะเป็นเลย” นายภราดรกล่าว

นายภราดรกล่าวอีกว่า อยากให้รัฐบาลลงมาดูแลเรื่องยางพาราร่วมกับ กยท.อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางแผนบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ มีการหาตลาดระบายที่แน่นอน ที่ผ่านมาภาครัฐเองเพียงแค่รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มที่มีตำแหน่งรายรอบ ที่บอกว่าเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวสวนยางอย่างแท้จริง แต่เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจที่หวังผลทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหายางพาราที่เป็นระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั้น ตนเห็นด้วยกับการทำระบบแบบสวนแปลงใหญ่ ที่ให้เกษตรกรมาร่วมทำ ร่วมขาย ลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรจึงจะเห็นเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ภาครัฐต้องเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้มากขึ้น นำงานวิจัยที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้มากที่สุดอย่างจริงจัง โดยมีการบูรณาการร่วมกันทุกกระทรวง พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแปรรูปยางพาราให้เกิดขึ้นภายในประเทศให้มากที่สุด

https://www.prachachat.net/facebook-...cle/news-72961
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 09:38 PM   #1908
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

"เครือข่ายฯ"ถล่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ช่วยคนจน

"เครือข่ายภาคปชช."รุมจวกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ช่วยลดคนจน แค่ประทังชีวิตให้มีเงิน 200-300 บ.ไปซื้อของร้านธงฟ้า เสนอรัฐจัดบำนาญขั้นพื้นฐานแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่โรงแรมบลิสตัน สุวรรณ ปาร์ค วิว เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ร่วมกันแถลงข่าวในหัวข้อ “ภาคประชาชนแนะรัฐเลิกบัตรคนจน ลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้จริง หนุนรัฐสวัสดิการแก้ปัญหา” โดยน.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อสวัสดิการ แถลงว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนไม่ได้ช่วยลดจำนวนคนจนแค่ทำให้คนเหล่านี้มีเงิน 200-300 บาทไปซื้อของในร้านธงฟ้า สิ่งสำคัญที่รัฐต้องทำคือการลดรายจ่ายของประชาชน ถ้ายังเพิ่มรายได้ของประชาชนไม่ได้ อย่า ลด แลก แจด แถมให้กับนักลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ได้ช่วยลดจำนวนคนจนในประเทศ แต่ควรนำเงินที่กระจุกตัวอยู่ไปพิจารณาว่าจะบริหารจัดการอย่างไรเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันทางเครือข่ายฯมองว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการจัดการมุ่งการศึกษาทุกคนมีงานทำหรือความมั่นคงในยามชราภาพสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดคนจนในประเทศได้

น.ส.สุรีรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เราไม่สามารถเจอคนจนได้ทั้งหมดจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อสำรวจหาคนจน ซึ่งสิ่งที่รัฐควรกระทำคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนแสดงรายได้อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ทางเครือข่ายจะจัดทำรายงานของภาคประชาสังคมคู่ขนานไปกับรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาครัฐ เสนอต่อสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ต่อไป

ด้านนายระนอง ซุ้นสุวรรณ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ แถลงเพิ่มเติมว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพียงแค่ช่วยประทังชีวิตชั่วคราวให้คนจนได้ไปซื้อของตามร้านธงฟ้าซึ่งแพงกว่าร้านปกติ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลชุดนี้ที่มีอำนาจเต็มจัดบำนาญขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมจะช่วยแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม.

https://www.dailynews.co.th/politics/610826
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 09:42 PM   #1909
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

'นักเศรษฐศาสตร์' ยกตัวเลขแจง 'สมคิด' ชี้ ล่าสุดตัวเลขคนจนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง


วันนี้ (17 พ.ย.) ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กแสดงความเห็นกรณี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาความยากจน โดยระบุว่า

ผมขออนุญาตเรียนท่าน รองนายกรัฐมนตรี ให้ทราบข้อมูลครับ ตามที่ท่านประกาศจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยในปีหน้า ผมขอนำเรียนข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ชี้ให้เห็นว่า ล่าสุดนั้นคนจนในประเทศไทยกลับเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง

การสำรวจความยากจน โดยเทียบกับเส้นความยากจน (ที่ 2,920 บาท/คน/เดือน) พบว่า
ในระหว่างปี 2558-2559 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน (เกือบหนึ่งล้านคน) จากเดิมมีจำนวนคนจน 4.847 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มเป็น 5.810 ล้านคน ในปี 2559 (หรือเพิ่มขึ้น 20% จากจำนวนคนจนในปี 2558)

ในจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งล้านคน แยกเป็น คนจนในเมืองเพิ่มขึ้น 436,000 คน (หรือเพิ่มขึ้นถึง 24% ของจำนวนคนจนในเมืองในปี 2558) และคนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 527,000 คน (หรือเพิ่มขึ้น 17% ของจำนวนคนจนในชนบทปี 2558)

ถ้ามองในแง่สัดส่วนความยากจนพบว่า สัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21% (หรือมีคนจน 7 คนในประชากร 100 คน) เป็น 8.61%

ในตลอดช่วงเวลา 30 ปี ภาวะการณ์ที่ความยากจนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรก ในปี 2541-2543 ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 5.5 ล้านคน ครั้งที่สอง ในปี 2551 ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จำนวนคนจนเพิ่มขึ้น 398,000 คน และครั้งที่สามก็คือครั้งนี้ ซึ่งมีจำนวนความยากจนเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เสียอีก

การเพิ่มขึ้นของคนจนในครั้งนี้แตกต่างจาก 2 ครั้งแรก ตรงที่สองครั้งแรกจะเกิดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ (อัตราการเติบโตของ GDP ติดลบ) แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นบวกอยู่ แต่รายได้ของพี่น้องคนจนกลับลดลง

ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของคนจนในครั้งนี้จึงอาจจะไม่ใช่วิกฤตตามสถานการณ์ในวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่น่าจะเป็นวิกฤติในเชิงโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำกันในสังคมมากกว่า

เช่น ในช่วงตั้งแต่ปี 2557-2560 ค่าจ้างที่แท้จริง (หักอัตราเงินเฟ้อออกแล้ว) ของพี่น้องแรงงานแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย และรายได้ที่แท้จริงของพี่น้องเกษตรกรยังคงต่ำกว่าปี 2556 แม้จะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ประสบภัยแล้งเล็กน้อย ในขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวกำลังเติบโตได้ดี

เมื่อวิกฤติเป็นวิกฤติในเชิงโครงสร้าง การเติมเงินให้คนจน โดยไม่ได้ช่วยให้โอกาสของพี่น้องคนจนมีมากขึ้น และไม่ได้ปรับโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำกันให้ลดน้อยลง (เช่น ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สิน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา) ก็คงยากที่จะทำให้คนจนลดจำนวนลงอย่างที่ท่านประกาศไว้ครับ

https://www.matichon.co.th/news/734426
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 09:44 PM   #1910
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

นักธุรกิจ5ภาค ชี้ยังไม่รับรู้ถึงศก.ฐานรากฟื้นตัว หวังได้เห็นไตรมาส2ปีหน้า แต่รับได้ปรับครม.

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 35 ที่กำหนดจัดวันที่ 17-19 พฤศจิกายน ที่จ.สุราษฎร์ธานี ว่า จากการสำรวจและสอบถามนักธุรกิจใน 5 ภูมิภาค ถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยขณะนี้ พบว่า ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจยังไม่อยู่ในระดับปกติและมองอนาคตยังไม่สดใสนัก โดยเฉพาะมุมมองจากนักธุรกิจต่างจังหวัดและเอสเอ็มอี ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรยังไม่เพิ่มขึ้นโดดเด่น ส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรไม่ฟื้นตัวนัก แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคจะเติบโต แต่เศรษฐกิจในพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัวนัก เนื่องจากการแข่งขันที่สูงในพื้นที่ มีธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัลเข้ามาแข่งขัน ทำให้ธุรกิจดั้งเดิมยอดขายหายไป และกำลังซื้อของเกษตรกรไม่เพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าเกษตรทรงตัวต่ำ ดังนั้น แม้เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้น แต่ในมุมมองนักธุรกิจท้องถิ่นยังไม่รับรู้ถึงการฟื้นตัว คาดว่าจะรับรู้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มที่และฟื้นตัวปลายไตรมาส 2 ปี 2561

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปีหน้า มาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวโดดเด่น โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย รวมถึง อาเซียน การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การท่องเที่ยว เม็ดเงินใช้ในการเลือกตั้งปีหน้า รวมถึงเม็ดเงินจัดสรรแก่ผู้มีรายได้น้อยในแต่ละเดือน คาดเศรษฐกิจไทยปี 2561 เติบโต 4.2% ซึ่งเกิน 4% ในรอบ 5 ปี จากปี 2560 คาดเติบโต 3.9% ขณะที่ไทยมีโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมแบบเดิมและขั้นกลาง สู่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูงและไฮเทค คาดระยะ 3 ปีจากนี้ ส่งออกโตต่อปี 5% คาดว่าจะทำให้ 4 ปีจากนี้ หรือ ปี2561 – 64 เศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 4 % และคาดว่าปี 2564 มีโอกาสโตกว่า 5% ถือเป็นครั้งแรกรอบ 10-12 ปีที่เศรษฐกิจโตถึง 5%

“เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวคนในพื้นที่และให้รับรู้ว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว รัฐบาลควรกระตุ้นให้เศรษฐกิจภูมิภาคคึกคักขึ้น โดยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเช่น การให้เงินสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงสนับสนุนการใช้สินค้าเกษตรในประเทศ ลงทุนโครงการการสู่พื้นที่ภูมิภาค เพื่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ จะส่งผลให้คนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อ และยอดขายของภาคธุรกิจดีขึ้น ”

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 ว่า การปรับ ครม. หากมีปรับสลับกันหลายตำแหน่ง จะทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ และมีนโยบายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาจะทำให้ผลงานของรัฐบาลมีความโดดเด่นมากขึ้น แต่หาก ครม.ชุดใหม่ มีการเชิญคนนอก หรือภาคเอกชน เข้ามา และบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และเป็นผู้มีความสามารถหลายด้าน ทั้ง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ดีขึ้นได้ จะทำให้เกิดการยอมรับของประชาชน และทำให้เกิดการยอมรับในรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย นั้น มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และนักธุรกิจ เพราะการปรับครม. แต่ละครั้ง ยังเดินหน้าตามนโนบายเดิม เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับของประชาชน และนักธุรกิจ เชื่อว่าจะสามารถเรียนรู้และสานต่องานเดิมได้เร็วขึ้น ส่วนนโยบายที่ดำเนินการอยู่แล้ว เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะผู้ปฎิบัติยังเป็นข้าราชการกลุ่มเดิมที่ทำงานอยู่แล้ว และไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน

https://www.matichon.co.th/news/735091
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 01:29 AM   #1911
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,693
Likes (Received): 4940

ธุรกิจขานรับปรับครม.”ตู่5″ ลุ้นดึงมืออาชีพฟื้นเศรษฐกิจ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 - 23:30 น.


ธุรกิจเด้งรับ บิ๊กตู่ปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” สภาหอฯ-สภาอุตฯ พร้อมหนุน บิ๊กสหพัฒน์ จี้เร่งแก้ปัญหาพืชผลเกษตรตกต่ำ คนโฆษณาหวังเห็นดึงมืออาชีพนั่งกระทรวงเศรษฐกิจ รับเหมาก่อสร้าง เชียร์ลุยเมกะโปรเจ็กต์ ขณะที่สภาผู้ส่งออกหวังเดินหน้ากรอบเจรจาการค้าระหว่างประเทศผลักดันการค้าการส่งออก

ขณะนี้ แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่จะอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แต่ก็ยังมีปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขอีกหลายเรื่อง ทั้งกำลังซื้อของเกษตรกรรากหญ้า การลงทุนของภาครัฐที่ยังไม่ไหลลื่น ฯลฯ กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่จึงเป็นที่ถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนว่าจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงไปได้หรือไม่

หอการค้า-สภาอุตฯ หนุน

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่าผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ควรจะผลักดันแผนงานหรือนโยบายเดิมที่มีอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายการดูแลเรื่องค่าครองชีพ ปากท้องของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้จะเหลือเวลาในการบริหารประเทศอีกไม่นาน หรือประมาณ 1 ปี หอการค้าฯและภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุน ร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรีว่าจะมีใครมาทำหน้าที่อะไร ยังไม่สามารถประเมินได้

ขณะที่ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ก็เพื่อเตรียมเข้าสู่ระบบการบริหารประเทศปกติจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อปฏิรูปชัดเจน มียุทธศาสตร์ชาติ มีเป้าหมายการกระจายรายได้ สร้างความเจริญให้ชุมชน มีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นโรดแมปเหมือนเดิม เอกชนจึงไม่กังวลอะไร และกลับมองว่ามันจะมีความกระชับมากขึ้น เพราะรัฐบาล คสช.มีเวลาทำงานอีกแค่ปีกว่า ๆ จึงต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ แต่ทุกโครงการที่เคยเกิดขึ้น อย่าง EEC ต้องห้ามล้ม ครม. เศรษฐกิจชุดใหม่ต้องสานต่อ


สหพัฒน์จี้แก้สินค้าเกษตร

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อาจทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น มีความหวังที่ดีกับทีมใหม่ที่เข้ามาจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในเวลานี้ค่อย ๆ ดีขึ้นในระดับหนึ่งและน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคมีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เห็นจากตัวเลขการขายของสหพัฒน์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม

ต้องยอมรับว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัดยังไม่ดี เนื่องจากปัญหาราคาพืชผลการเกษตรที่ยังตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข ขณะที่การขับเคลื่อนอีอีซีคงจะใช้เวลานานพอสมควรที่จะทำให้เกิดขึ้นมา

“ขณะนี้รัฐออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจมาหลายอย่าง ทั้งช้อปช่วยชาติ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฯลฯ ซึ่งก็ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง แต่ในต่างจังหวัด ประชาชนยังยากจน มีเงินน้อย จึงอยากให้ภาครัฐเน้นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องราคาพืชผลเป็นประเด็นหลัก ๆ หากแก้ได้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วได้”

ชี้มืออาชีพช่วย ศก.โต

นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่า การปรับคณะรัฐมนตรี ที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยการดึงมืออาชีพเข้าในสัดส่วนที่มากจะส่งผลที่ดีต่อการบริหารประเทศ และน่าจะส่งผลให้บรรยากาศและทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561 จะฟื้นกลับมาเติบโตอีกครั้ง จากเรื่องของการส่งออก เศรษฐกิจในและต่างประเทศก็ค่อยเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้

“ปีหน้าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เพราะบรรยากาศโดยรวม ๆ เศรษฐกิจของไทยมันอัดอั้นมานาน ปีหน้าหลาย ๆ ธุรกิจก็พร้อมเดินหน้าเต็มที่”

รับเหมาเร่งรัฐลงทุน

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่อนข้างเห็นด้วยกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ออกมาโดยเฉพาะเซ็กเตอร์ภาคการก่อสร้าง ที่มีการเปิดประมูลโครงการใหญ่ ๆ ต่อเนื่อง แต่ยังรู้สึกว่าในทางปฏิบัติการดำเนินการตามนโยบายยังล่าช้าอยู่บ้าง การปรับ ครม.น่าจะทำให้ดีขึ้นเทียบกับปีที่แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ดีขึ้น คาดการณ์จีดีพีจะเติบโตประมาณ 3.5-3.8% และปีหน้าก็จะเติบโตใกล้เคียงปีนี้ โดยมีเรื่องของการท่องเที่ยว ส่งออก การลงทุนภาครัฐ เป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนการลงทุนภาคเอกชน เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หากมีกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน คงจะมีการลงทุนทางตรงจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น

“ภาคธุรกิจก่อสร้าง คาดหวังว่ารัฐบาลจะยังคงผลักดันโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้น เช่น รถไฟฟ้าต่าง ๆ รถไฟทางคู่ โครงการต่าง ๆ ของ EEC เพื่อให้เกิดการสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ” นายภาคภูมิกล่าว

สภาผู้ส่งออกฯ เดินหน้าคุย

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยกล่าวในเรื่องนี้ว่า ปัจจัยทางการเมืองในขณะนี้ ไม่น่ากังวลหรือสร้างความกังวลให้กับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้วางโรดแมปไว้อย่างชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และนักลงทุนได้อย่างดี ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องของสต๊อกข้าวที่เป็นแรงกดดันภาพการส่งออกของไทย รวมไปถึงกฎหมาย กฎระเบียบที่สำคัญก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามและต้องการให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมคือ การออกกฎระเบียบ หรือกฎหมาย เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงกับภาคธุรกิจหรือผู้ส่งออกเอง ขณะเดียวกันก็ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้ากรอบเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งกรอบเดิมและกรอบใหม่ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยผลักดันการค้า การส่งออกให้กับประเทศ

กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง

ขณะที่นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเดินมาค่อนข้างถูกทางแล้ว แต่บางภาคธุรกิจอาจยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้างที่แก้ไขแล้วไม่เห็นผลในทันที ส่งผลให้มีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ๆ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหนุนให้ทุกภาคธุรกิจเดินหน้าอย่างมีสมดุล เนื่องจากทุกภาคธุรกิจในประเทศไทย อาทิ อุตสาหกรรม เกษตร ท่องเที่ยว และอื่น ๆ มีความเกี่ยวเนื่องกันสูง

“ส่วนภาคธุรกิจท่องเที่ยวอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการในเชิงซัพพลายมากกว่า เพราะปัจจุบันดีมานด์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยนั้นดีอยู่แล้ว โดยอยากให้เร่งกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น เพื่อลดการกระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ รวมถึงกระจายรายได้สู่ชุมชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมเร่งฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม”

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพารา-ปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่เข้าไปสะสางการทำงานของคณะกรรมการบริหารและผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เรื่องการประมูลปุ๋ยเคมี 8 หมื่นตันมาขายให้ชาวสวนยาง มีการประกาศกระชั้นชิดเพียง 5 วัน

นอกจากนี้ ควรปลดล็อกราคาประมูลยางในวันถัดไปที่กำหนดห้ามเกิน กก.ละ 2 บาท เพราะเป็นการเอื้อให้พ่อค้ากดราคาประมูลซื้อยางและไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง และควรยกเลิกบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่ กยท.ลงขันก่อตั้งร่วมกับกลุ่ม 5 เสือยางพารา เพื่อให้เกษตรกรขายยางได้สะดวกและได้ราคาดีกว่าปัจจุบัน



https://www.prachachat.net/economy/news-73900
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 10:29 AM   #1912
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,693
Likes (Received): 4940

'สมคิด'ฟันธงเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังโตต่อเนื่อง



19 พฤศจิกายน 2560 481
"สมคิด" ลั่นปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีหนัาขยายตัวมากกว่า 4% ดีกว่าปีนี้หลังภาครัฐเร่งรัดการลงทุน


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 35 ว่า ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยาตัวต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าในไตรมาส 3 นี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 4% อย่างแน่นอน เพราะปีนี้ถือว่า เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง จากการที่ภาครัฐได้พยายามเร่งโครงการลงทุนต่าง ๆ ออกมา ทำให้การลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต่างประเทศให้ความสนใจมาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น และประเทศไทยมีความพร้อมในการรับการลงทุน จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ขณะนี้ จีดีพีของไทย แม้จะขยายตัวไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น แต่เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง ในขณะที่ประเทศอื่นเศรษฐกิจเริ่มชะลอความแรงลง
ในปีหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยิ่งขยายตัวดีขึ้นกว่าปีนี้ และมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากกว่า 4% จากการเร่งรัดการลงทุน จากรัฐวิสาหกิจ ที่มีงบลงทุนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนประเทศ เพื่อเป็นกำลังหลักในการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเกิดการลงทุนตาม นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐาน อย่างโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งกำลังขับเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนจากต่งประเทศ ซึ่งหลายประเทศมีความพร้อมในการลงทุน เช่น ญี่ปุ่น เพียงรอความชัดเจนของกฎหมาย และระบบคมนาคมโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยง ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 1 ปีหน้า ทุกโครงการลงทุนในอีอีซี จะเริ่มประมูลได้ และจะเริ่มดำเนินการลงทุนได้ไม่เกิน ไตรมาส 2 ปีหน้า
นายสมคิด ยังฝากการบ้านให้กับเอกชน โดยในปีหน้า ขอให้หอการค้าช่วยเน้นพัฒนาท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า องค์กรในท้องถิ่น มีการนำงบมาพัฒนาสินค้าและบริการของแต่ละชุมชน เพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างรายได้ และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ภาคเอกชนต้องพัฒนาให้มีความสามารถแข่งขันในยุค 4.0 ให้ได้ รวมทั้งต้องทำ Big Data เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมั่นใจว่า จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับที่สูงขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/781851








หุ้นลุ้นยืน1,710จุด-สศช.เผยจีดีพีQ3พรุ่งนี้คาดโต4%
ข่าวเศรษฐกิจ วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 13:59 น.

นักวิเคราห์ มอง นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้น ลุ้นดัชนียืนเหนือ 1,710 จุด ขณะสศช. เผย จีดีพีไตรมาส 3 พรุ่งนี้ คาดโต 4%
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนาธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า ว่า ต้องติดตามว่าดัชนีจะขึ้นไปทดสอบที่ 1,710 จุด หรือไม่ เพราะถ้าผ่านได้ก็มีแนวต้านที่ 1,730 จุด ทั้งนี้มองงว่านักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยต่อแม้ว่าวันศุกร์ (17 พ.ย.) ที่ผ่านมาจะพลิกกันมาซื้อ สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามก็คือ การประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2560 ของสภาพัฒน์ฯ วันพรุ่งนี้ (20 ธ.ค.) ว่าจะขยายตัวเป็นเท่าไร เพราะจะเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ด้วย รวมถึงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด กลางเดือนธันวาคมนี้ด้วยว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

ขณะที่ ทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาด GDP ไตรมาส 3 ที่สภาพัฒน์ฯ จะแถลงตัวเลขวันพรุ่งนี้ (20 พ.ย.) ว่าจะขยายตัวที่ 4.0%) จาก 3.7% ในไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนมุมองดอกเบี้ยนโยบาย วิจัยกรุงศรียังคงคาดว่ากนง.จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมอย่างน้อยจนถึงกลางปีหน้า เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ยังเปราะบางและกระจุกอยู่ในบางกลุ่ม
http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=823815
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:34 PM   #1913
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

โวยเครื่องรูดบัตรคนจนลดค่าแก๊สไม่ได้! ทั่วประเทศมีแค่ 9 ร้านที่ใช้ได้ จาก 7,000 ร้าน


วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 - 21:41 น.

วันที่ 19 พ.ย. นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนมายังกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ว่า ไม่สามาถรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับใช้ลดค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อ 3 เดือนได้ ซึ่งทางกระทรวงกำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้สิทธิ์ลดราคาก๊าซหุงต้มโดยเร็ว ซึ่งเบื้องต้นพบว่าปัญหาเกิดจากเครื่องรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ที่ใช้รูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีจำนวนไม่เพียงพอ ทางกระทรวงการคลังจึงได้รับเรื่องและแจ้งว่าจะเร่งดำเนินการติดตั้งเพิ่มเติมให้ได้ 2,000 เครื่องภายในสิ้นปีนี้

“ขณะนี้มีผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 11.6 ล้านคน ยังไม่มีใครได้ใช้สิทธิลดซื้อแอลพีจีเลย เพราะตั้งแต่เริ่มโครงการมาเกือบ 2 เดือน มีร้านขายก๊าซหุงต้มโดยตรงติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการฯ ได้เพียง 9 เครื่อง จากทั้งหมดที่มี 7,000 แห่งทั่วประเทศ ส่วนร้านค้าธงฟ้าที่ขายก๊าซหุงต้มด้วยก็ติดปัญหาเครื่องรูดบัตรสวัสดิการฯ ไปแล้ว 12,000 ร้านค้า ไม่มีโปรแกรมรองรับส่วนลดราคาก๊าซหุงต้ม บอกให้ติดเพิ่มเติม กลายเป็นร้านค้าต้องสิ้นเปลืองติด 2 เครื่อง เกิดความยุ่งยากซับซ้อน”


นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าเตรียมหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อปรับมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอยที่ปัจจุบันให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้อุดหนุนราคา 2.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่ไม่เกิน 150 กก.ต่อเดือนจะสิ้นสุดอายุภายในสิ้นปีนี้ โดยมีแนวคิดอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มในอัตราเดิม 2.50 บาทต่อกก. แต่มีเงื่อนไขให้ร้านค้าต้องจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสม เช่น จานละ 20-30 บาท เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค ทำสติกเกอร์ติดหน้าร้านค้าให้ผู้บริโภครับรู้”

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นแนวคิด ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นระหว่างนี้ยังคงให้สิทธิกับร้านค้า หาบเร่ แผงลอยใช้กติกาเดิมไปก่อน จนกว่าจะมีกติกาใหม่ซึ่งจะใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุนแทนการให้ ปตท. รับผิดชอบ

https://www.prachachat.net/general/news-74119
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:43 PM   #1914
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

ล็อคตัว 2 แกนนำยางใต้เข้าค่ายทหารชุมพร ขณะเดินทางเข้ากทม.ยื่นหนังสือนายกฯ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 - 19:08 น.

วันที่ 19 พฤศจิกายน นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งว่าขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้เชิญตัว 2 แกนนำสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย นายเกษม บุญชนะ และนายวุฒินันท์ แจะซ้าย ไปไว้ในค่ายชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง จ.ชุมพร เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่แกนนำทั้ง 2 คนกำลังเตรียมตัวเดินทางไปกทม.เพื่อไปยื่นหนังสือและเสนอแนวทางให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาวิกฤตยางพาราไทยอย่างยั่งยืน ทั้งที่สมาคมฯได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทหารรับทราบความเคลื่อนไหวแล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการประชุมที่ จ.สุราษฎร์ธานี


“ทหารจับเขาทำไม ลุแก่อำนาจมากไปหรือไม่ เพราะแกนนำได้ทำหน้าที่นี้เพื่อเสียสละแทนพี่น้องชาวสวนยาง โดยตั้งใจจะเดินทางไปแจ้งให้นายกรัฐมนตรีช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของชาวสวนยาง ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุม ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทหารก็รับทราบแล้วว่าจะเดินทางไป กทม. แต่ถ้าพวกคุณทำแบบนี้ถือว่าผิดคำพูด เสียชื่อชายชาติทหาร และขอถามว่าศักดิ์ศรีที่มีอยู่หายไปไหน” นายสุนทร กล่าว

https://www.prachachat.net/general/news-74064
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:44 PM   #1915
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

พิลึกศึกตลาดกลางข้าวสาร ตลาดไท-เจ้าสัวเข้าวินทั้งคู่

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 - 13:46 น.

ปิดจ็อบ “พาณิชย์” เคาะเลือก “ตลาดไท-เจ้าสัว” ชนะคู่ทำตลาดกลางข้าวสารฯผ่านหลักเกณฑ์ทีโออาร์ให้รายเดียว ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายก่อนปรับ ครม.

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน มีหนังสือ พณ. 0401.4/ว1135 เวียนแจ้งไปยังเอกชนที่ชนะการคัดเลือกผู้ดำเนินการตลาดกลางข้าวสารสู่มาตรฐานสากล ทั้ง 2 รายคือ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซ์เชนต์ จำกัด จ.ปทุมธานี (ตลาดไท) และบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด (ตลาดต่อยอด AEC หรือตลาดตะวันนา) จ.พระนครศรีอยุธยาจากผู้ที่เสนอตัวเข้าร่วมโครงการนี้ 3 ราย ส่วนอีก 1 รายที่ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก คือ บริษัท บูรณากาญจน์ จำกัด จ.สุพรรณบุรี โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการคัดเลือก ทั้งที่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกที่กรมการค้าภายในประกาศออกมาว่าจะเลือกเพียง “รายเดียว” เพื่อจัดทำตลาดกลางข้าวสารแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจที่ผลการคัดเลือกออกมาช่วงโค้งสุดท้ายของช่วงที่มีกระแสการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามไปยังกรมการค้าภาย กระทรวงพาณิชย์ในถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ได้รับแจ้งเพียงว่าเป็นผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในการบริหารและจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ


“ประเด็นคือต้องชั่งน้ำหนักจะเลือกผู้ประกอบการที่มีซัพพลายเออร์ในมือจำนวนมาก หรือผู้ประกอบการที่มีคนซื้อในมือจึงจะให้ประโยชน์มากกว่ากัน ไม่ใช่เหตุผลว่าผู้ใหญ่เชียร์ใคร”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้ระบุ 2 ราย ว่าต้องมาทำสัญญาในช่วงเวลาไหน แต่มีสัญญาณว่าผู้ชนะการคัดเลือกอาจไม่พอใจ อาจขออุทธรณ์ผลการพิจารณาอีกรอบ

แหล่งข่าววงการค้าข้าว ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ปกติของการพิจารณาคัดเลือก และสาเหตุความล่าช้า นับตั้งแต่ประกาศหลักเกณฑ์ทีโออาร์เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2560 และกำหนดให้แต่ละรายแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะทำงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 และแจ้งว่าจะประกาศผลการคัดเลือกในวันที่24 กรกฎาคม 2560 แต่ก็เลื่อนออกไป

จากนั้น นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายในแจ้งว่า มอบให้คณะกรรมการคัดเลือกซึ่งมีนางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน นัดผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก 2 รายมาเจรจาต่อรองในรอบ 2 แต่ก็มีการเลื่อนนัดหลายครั้ง กระทั่งวันที่ 4 กันยายน 2560 ได้เชิญตัวแทนทั้ง 2 ตลาดเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ในช่วงตุลาคม ซึ่งมีข่าววงในแจ้งว่าตลาดไทชนะ แต่อีกฝั่งไม่ยอมจึงเดินเกมผลักดันให้พิจารณาใหม่

“วงการข้าวมั่นใจว่ากลุ่มตลาดไทจะต้องชนะหากพิจารณาตามหลักเกณฑ์เรื่องความความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจด้านเกษตร และทางกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มโรงสี จึงมีความได้เปรียบในทุกด้าน แต่อีกฝ่ายมีผู้ใหญ่สนับสนุนจึงเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่มีใครอยากตอบคำถาม หากถามว่าผู้ที่ชนะการคัดเลือกจะได้สิทธิประโยชน์มากมายเพียงใด ใน

ทีโออาร์ระบุเพียงว่า เอกชนที่ชนะต้องลงทุนเอง รัฐจะช่วยสนับสนุนเรื่องประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจในการลงแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะธุรกิจใหญ่ต้องการเข้ามาครอบงำธุรกิจข้าวหรือ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้คำตอบ”

อนึ่ง โครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมคณะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้เยี่ยมชมตลาดกลางข้าวสารในจีน จึงเห็นควรจัดตั้งตลาดกลางข้าวสาร เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก

https://www.prachachat.net/economy/news-73958
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:45 PM   #1916
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

ชาวสวนผลไม้จันทบุรี 400 ราย ชุมนุม “จีนจ่ายเช็คเด้ง” กว่า 200 ล้านแล้วเผ่นหนีกลับประเทศ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 - 19:02 น.

ชาวสวนลำไยจำนวน 400 คน จากพื้นที่อำเภอสอยดาว และอำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ชุมนุมที่หน้าบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของรับซื้อลำไย เพื่อส่งออกจำหน่ายประเทศจีน(ล้งรับซื้อ)เพื่อติดตามทวงเงิน ค่าซื้อ ขายลำไย ที่ล้งฯ ดังกล่าวจ่ายเชคเด้งมูลค่ารวมประมาณกว่า 200 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวมติชนจันทบุรี รายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ (19 พย.60) ได้มีชาวชาวลำไย จำนวน 400 คนจากพื้นที่หลายตำบล ในอำเภอสอยดาวและ อำเภอโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเดือดร้อนเพราะยังไม่ได้รับเงินค่าขายลำไย จากบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเข้ามาเปิดกิจการรับซื้อผลผลิตลำไย จากกลุ่มชาวสาน โดยใช้วิธี ให้บริวารออกกว้านซื้อลำไย แล้วทางพนักงาน ของบริษัทฯ จ่ายเช็คล่วงหน้า 3เดือน (ให้มีกำหนดรับเงินได้ภายหลัง)


ชาวสวนลำไยที่ขายลำไยให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว เมื่อถึงกำหนดเบิกเงินจากเช็คดังกล่าวไม่ได้เงิน ก็ได้ติดตามทวงถาม มีการเลื่อนกำหนดตลอดมา รวมมูลค่าเงินค่าซื้อลำไย(จ่ายเช็คล่วงหน้า)ประมาณ 200 ล้านบาท

ล่าสุดกลุ่มชาวสวนลำไย ทราบข่าวว่า นายหยิว จือเฉียง หลบหนีออกต่างประเทศ คือนายหยิว กลับไปประเทศจีนนานแล้ว ทั้งนี้ ชาวสวนลำไย ไม่มีเงินจ่ายแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าครองชีพ เดือดร้อนมาก จึงรวมตัวเดินทางมาที่หน้าบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด

ต่อมานายพีรณัฐ รัตนวรโอภาส นายอำเภอโป่งนํ้าร้อน น.อ.นพดล โยธินธนบูรณ์ หน. ชค.2 ดร. รัฐวิทย์ (อิสิวุฒิ) ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาจังหวัดจันทบุรี และน.อ.โยธิน ธนะมูล หน.ชค.ทพ. นย.2 เดินทางมาที่ชุมพร้อมเจรจาให้ชาวสวนลำไย ส่งตัวแทนฝ่ายอำเภอละ 10 คน(คือตัวแทนอ.โป่งน้ำร้อน 10 คนและจากอำเภอสอยดาว 10 คน) เข้าร่วมเจรจา

ต่อมาเวลา 15.00 น.วันเดียวกัน ผลที่ประชุม เจ้าหน้าที่ที่ร่วมประชุมจะติดตามการจ่ายเงินทุกอาทิตย์ เพื่อให้บริษัทจ่ายเงินกับชาวสวน

https://www.prachachat.net/general/news-74060
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 09:06 PM   #1917
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

บีโอไอ ผวา! ยอดคำขอฯ วูบ 10 เดือนได้แค่ 4 แสนล้าน หวั่นปีนี้วืดเป้า

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 - 21:26 น.

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ จะหารือถึงข้อกังวลกรณีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 4 เดือน (ก.ค.-ต.ค. 2560) ที่ผ่านมาค่อนข้างซบเซา ทำให้ช่วง 10 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค. 2560) มียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 400,000 ล้านบาทเท่านั้น เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 2560) ที่มียอดคำขอประมาณ 300,000 ล้านบาท

“ตัวเลขคำขอช่วง 10 เดือนที่ 400,000 ล้านบาท ทำให้เกิดความกังวลว่ายอดคำขอทั้งปีที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ที่ 600,000 ล้านบาท จะเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่”

นอกจากนี้ จะเสนอให้บอร์ดบีโอไอพิจารณาแพ็กเกจการลงทุนรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุนรายภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจกำหนดให้พื้นที่จังหวัดและประเภทอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนเพิ่มเติม เช่นเดียวกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา รวมทั้งจะพิจารณาต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีที่สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นระยะเวลา 5 ปีเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์หลักที่ได้รับ

ด้านนายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และขยายกิจการในเดือนต.ค.2560 มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 375 โรงงาน ลดลง 7.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 406 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 1.15 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 342.3% จาก 2.68 หมื่นล้านบาท


โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่ 295 โรงงาน ลดลง 10.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมี 330 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 8.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 345.98% จาก 1.87 หมื่นล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมี 80 โรงงาน เพิ่มขึ้น 5.26% จาก 76 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 3.23 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 298.76% จาก 8.15 พันล้านบาท

สำหรับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และขยายกิจการในเดือนม.ค.-ต.ค. 2560 มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 4,307 โรงงาน ลดลง 0.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 4,312 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 4.49 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.84% จาก 3.81 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 3,513 โรงงาน ลดลง 2% จาก 3,585 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 2.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.59% จาก 2.33 แสนล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมี 794 โรงงาน เพิ่มขึ้น 9.21% จาก 727 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.36% จาก 1.47 แสนล้านบาท

“สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ อุตสาหกรรมผลิตโลหะขั้นมูลฐาน และอุตสาหกรรมแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้”

https://www.khaosod.co.th/economics/news_639155
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 09:33 PM   #1918
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

ไบโออีโคโนมีชะงัก ติดผังเมือง-แก้ก.ม.

19 November 2017

แผนยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพล่าช้าติดปัญหาเพียบทั้งผังเมืองและข้อกฎหมายอ้อยและนํ้าตาลทราย และมาตรการกระตุ้นตลาดเตรียมชง ครม.ก่อนสิ้นปีนี้ให้ครม.ไฟเขียวจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมานายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพหรือไบโออีโคโนมี ที่จัดทำโดยคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้สานพลังประชารัฐ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ ไปยังสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) พิจารณาปรับปรุงในรายละเอียด เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็น1ใน10กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดขึ้นในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการประกาศแผนดังกล่าวเกิดความล่าช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากเป็นการจัดทำยุทธศาสตร์ฯรวมของพื้นที่ต่างๆ เข้าไปรวมอยู่ด้วย ไม่เพียงเฉพาะในอีอีซีเท่านั้น

อีกทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและนํ้าตาลทราย ที่ให้สามารถนำนํ้าอ้อยมาเป็นวัตถุดิบผลิตอย่างอื่นได้นอกจากนํ้าตาลทราย ยังไม่แล้วเสร็จหรือกรณีการนำนํ้าอ้อยมาเป็นวัตถุดิบในระยะไม่เกิน 50 กิโลเมตร จากโรงงานนํ้าตาลที่ตั้งอยู่แล้วได้หรือไม่

รวมทั้งมาตรการส่งเสริมด้านการสร้างตลาดการใช้พลาสติกชีวภาพที่ภาคเอกชนขอให้ภาครัฐกระตุ้นการใช้ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายการใช้พลาสติกชีวภาพมาหักภาษีได้ 300%ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง

จากปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น จึงทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาไบโออีโคโนอีมี จึงยังไม่สามารถประกาศออกมาใช้ได้
ดังนั้น ในการนำเสนอ ครม.ครั้งนี้ จะมีการรายงานปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาไบโออีโคโนมีให้ครม.รับทราบ เพื่อให้กำชับกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งแก้ไขสามารถนำแผนมาปฏิบัติได้จริง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,314 วันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

http://www.thansettakij.com/content/231465
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 09:34 PM   #1919
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,594
Likes (Received): 4326

คอนโดตํ่า 1 แสนบาทต่อตร.ม.เหลือเพียบ

19 November 2017

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครช่วง 10 เดือนที่ผ่านมานั้น ยังคงไม่มีความแตกต่างจากช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมามากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าภาพรวมของกำลังซื้อยังไม่ได้ดีขึ้นแบบชัดเจนแม้ว่าสัญญาณบวกต่างๆ ในภาคเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนไทยยังคงระมัดระวังในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาว อีกทั้งการที่ธนาคารต่างๆ มีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาและยังคงไม่ได้ผ่อนคลายเงื่อนไขการพิจารณาการขอสินเชื่อลงเท่าไหร่ทำให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งติดปัญหาในการขอสินเชื่อธนาคารและไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์บ้านหรือคอนโดมิเนียมจากผู้ประกอบการมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองได้ และทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรับภาระในการขายต่อไป

ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดเพราะว่ามีโครงการเปิดขายใหม่มากกว่าบ้านจัดสรร ประกอบกับการที่เส้นทางรถไฟฟ้าหลายสายเริ่มการก่อสร้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและมีผลทำให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงมีแต่โครงการคอนโดมิเนียมเท่านั้นที่สามารถพัฒนาบนที่ดินที่มีราคาขายสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ได้ และเมื่อราคาที่ดินสูงขึ้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่อยูนิตสูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนโครงการที่มีราคาขายตํ่ากว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรยังคงมากที่สุด

คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ที่เหลือขายคือคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายตํ่ากว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าคอนโดมิเนียมในกลุ่มนี้มีปัญหาหรือว่าขายไม่ดี เพียงแต่ว่าคอนโดมิเนียมในกลุ่มนี้มีการเปิดขายมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้มียูนิตเหลือขายในตลาดมากที่สุด โดยคอนโดมิเนียมเหลือขายในกรุงเทพฯ ณ ปัจจุบันมีประมาณ 35,000 หน่วย โดย 55% ของจำนวนดังกล่าวเป็นคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายตํ่ากว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร

ซึ่งสัดส่วนนี้ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้หลายปี และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในอนาคต เพราะโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่มีแต่ราคาสูงขึ้นแทบทุกทำเล ในขณะที่คอนโดมิเนียมระดับราคามากกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตรก็มีโครงการเปิดขายใหม่ต่อปีไม่มากนักจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,314 วันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

http://www.thansettakij.com/content/231342
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:32 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu