daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old July 4th, 2017, 04:46 PM   #81
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

ส่อโละประมูลเขตเศรษฐกิจรอบ 2

updated: 30 มิ.ย. 2560 เวลา 05:00:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรมธนารักษ์เล็งปรับทีโออาร์เขตเศรษฐกิจพิเศษ "หนองคาย-มุกดาหาร" ใหม่ ก่อนเปิดประมูลรอบ 3 หลังรอบ 2 แป้ก เผยมีแค่ "บ.พันปี กรุ๊ป" ยื่นรายเดียว เล็งใส่สิทธิเว้นค่าเช่าฯ 1-2 ปี
นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงการประมูลโครงการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารในรอบที่ 2 ว่า หากประมูลในรอบที่ 2 นี้ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทางกรมธนารักษ์จะมีการทบทวนทีโออาร์อีกครั้ง และจะเปิดประมูลใหม่ เพื่อเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

แหล่งข่าวจากกรมธนารักษ์กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากการเปิดซองในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนสนใจยื่นซองประมูลพื้นที่ละ 1 ราย และยังเป็นเอกชนรายเดียวกันด้วย คือ บริษัท พันปี กรุ๊ป (ไทย, ลาว, กัมพูชา) จำกัด ซึ่งหลังจากเปิดซองจะใช้เวลาอีก 30 วัน ในการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว หากไม่น่าสนใจ จะต้องทำการรื้อทีโออาร์เพื่อเปิดประมูลใหม่ต่อไป

"อาจจะต้องปรับทีโออาร์กันใหม่ โดยเอาพื้นที่มาจัดสรรเปิดให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่เข้ามามีบทบาทลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดยอาจจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ของเอสเอ็มอี เพราะรายใหญ่ไม่สนใจ ไม่มีใครเข้ามายื่นซอง ซึ่งผู้ที่จะเป็นตัวประสานงานหลักก็อาจจะให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือจังหวัดเข้ามาช่วย" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ในการเปิดประมูลรอบที่ 2 ทางกรมธนารักษ์ได้ปรับปรุงทั้งการแก้ไขให้ผู้ลงทุนต้องมีประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การค้า/การลงทุน/โลจิสติกส์/บริการ หรือภาคการผลิต (อุตสาหกรรมทั่วไป/นิคมอุตสาหกรรม) การปรับเพิ่มระยะเวลาจัดทำข้อเสนอโครงการลงทุนจากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน และปรับ Business Model ให้ใช้ราคา ค่าก่อสร้างต่อตารางเมตรแบบ Unit Replace

แหล่งข่าวกล่าวว่า หากปรับทีโออาร์ใหม่ รอบนี้คงจะนำมาตรการสิทธิประโยชน์ที่กำหนดใหม่เข้าไปใส่ไว้ด้วย เพื่อเพิ่มแรงจูงใจแก่นักลงทุน คือ นักลงทุนที่ประมูลได้ หากเริ่มมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าโครงการภายในปี 2560 จะได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 2 ปี หรือหากลงทุนภายในปี 2561 ได้รับยกเว้นค่าเช่า 1 ปี

"มาตรการยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเพิ่งเพิ่มเติมมาใหม่ ซึ่งทีโออาร์เดิมไม่ครอบคลุมตรงนี้ โดยหากเพิ่มเข้าไปก็อาจจะจูงใจรายใหญ่ให้สนใจเข้ามาลงทุนได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ก็จะต้องเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์กับฝั่งประเทศเพื่อนบ้านด้วย" แหล่งข่าวกล่าว

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังคิดจะปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เป็นแหล่งพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะผู้ประกอบการในจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนภาคอุตสาหกรรม

"เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดเพราะแนวคิดเดิมเราคิดว่าไปส่งเสริมจะเกิดผลดีให้ชายแดนเจริญเติบโตขึ้นขณะเดียวกันสามารถใช้แรงงานของประเทศเพื่อนบ้านมาทำได้ แต่ว่าบริษัทต่าง ๆ เขาคิดว่า ถ้าย้ายตัวเองไปอยู่ชายแดน การขนส่งก็ไม่คุ้ม เพราะต้องขนมาขายอีกที" นายอภิศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลผลักดันการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากจะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้มากกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1498628874
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
Old July 4th, 2017, 04:49 PM   #82
loveland
Registered User
 
loveland's Avatar
 
Join Date: Apr 2016
Posts: 449
Likes (Received): 240

ทำไมไม่ทำในลักษณะเดียวกันกับ EEC จับซัก3-4จังหวัดมารวมกันแล้วประการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปในตัว
loveland no está en línea   Reply With Quote
Old August 3rd, 2017, 08:48 PM   #83
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

แห้ว SEZ เอกชนเมิน “หนองคาย-มุกดาหาร”

วันที่ 3 สิงหาคม 2560 - 19:53 น.

เอกชน-นักลงทุนต่างประเทศเมินเขตเศรษฐกิจ (SEZ) “หนองคาย-มุกดาหาร” รอความชัดเจนรถไฟรางคู่ ไฮสปีด หนองคายเชื่อมต่อ สปป.ลาว เผยสารพัดปัจจัยทั้งเอกชนมีที่ดินแล้ว-สิทธิประโยชน์สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ 2 จังหวัดใจตรงกันหนุนดันเป็นฮับโลจิสติกส์

นายกิตติพงษ์ สกุลคู กรรมการหอการค้าจังหวัดหนองคาย และกรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือเจียงอินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มทุนท้องถิ่นรายใหญ่ในจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้นักธุรกิจ นักลงทุน ยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจเข้ามาประมูลพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอความชัดเจนของโครงการรถไฟทั้งรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูงที่จะมาถึงหนองคาย และการเชื่อมต่อการขนส่งระบบรางกับ สปป.ลาว ไปถึงจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการตัดสินใจของผู้ที่เข้ามาลงทุน หากเรื่องรถไฟมีความชัดเจนขึ้น นักธุรกิจ นักลงทุนก็คงจะมองหนองคายเป็นอันดับต้น ๆ ที่จะเข้ามาลงทุน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ภาคเอกชนในจังหวัดหนองคายไม่เข้าประมูลพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีที่ดินของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรอเพียงการปรับและประกาศผังเมืองรวมให้มีความเหมาะสม ภาคเอกชนก็จะสามารถลงทุนและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้




นอกจากนี้ การที่นักลงทุนชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักธุรกิจจีนที่เคยเข้ามาศึกษาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคายแล้ว แต่ยังไม่เข้ามาลงทุน ส่วนหนึ่งมาจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและระยะเวลาที่ สปป.ลาวให้ไม่คุ้มค่า จึงทำให้นักลงทุนจากจีนหันไปลงทุนโครงการใหญ่ ๆ ใน สปป.ลาวแทน

“ตอนนี้ไม่เฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย ที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน เขตพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดอื่นก็ไม่แตกต่างกัน จริง ๆ แล้วหนองคายมีความได้เปรียบจังหวัดอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ให้เชื่อมต่อเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงกันกับต่างประเทศ” นายกิตติพงษ์ย้ำ

แหล่งข่าวจากจังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อเปิดงานคลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ และได้พบปะกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่ที่ประกอบไปด้วย สภาหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัด และชมรมธนาคาร เพื่อหารือเกี่ยวกับการเดินหน้าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะกรณีที่หลังการประมูลหาเอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ 1,080 ไร่ ครั้งที่ 2 แต่ยังมีเอกชนเพียงรายเดียวที่ยื่นซองประมูล และคาดว่ากรมธนารักษ์จะประกาศให้เอกชนมาซื้อซองอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 3 ก่อนจะกำหนดทิศทางต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมีความเห็นว่าควรให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามาพัฒนา และต้องการสร้างให้มุกดาหารเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ เนื่องจากอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนดไว้ อาทิ อุตสาหกรรมการเกษตร ประมง และกิจการที่เกี่ยวข้อง, อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม และกิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอาจไม่ตอบโจทย์ในแง่ของการดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร

พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนยังได้เสนอแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ ด้วยการสร้างสถานีขนถ่ายสินค้าโดยรถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือ Truck Terminal ทำโครงการควบคู่กับขนส่งทางราง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับปากว่า หลังจากนี้จะนำไปเสนอการนิคมฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พาณิชย์จังหวัดมุกดาหารได้จัดงานเปิดโอกาสการค้าการลงทุนในมุกดาหาร โดยให้เชิญนักธุรกิจไทยและต่างประเทศ หอการค้าในประเทศ หอการค้าต่างประเทศ มาร่วมงานเพื่อแสดงศักยภาพความก้าวหน้าและความพร้อมของจังหวัดในการรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร หลังจากที่มีนโยบายผลักดันให้จังหวัดมุกดาหาร เป็น “ท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียน”

ปัจจุบันการค้าชายแดนของจังหวัดมุกดาหารมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการค้าในช่วง 4 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า 61,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.78% โดยเป็นการส่งออก 35,594 ล้านบาท และนำเข้า 25,951 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 9,643 ล้านบาท โดยมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

https://www.prachachat.net/local-economy/news-15977
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 10th, 2017, 02:52 PM   #84
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

คลังรื้อทีโออาร์-แพ็กเกจลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ

วันที่ 10 สิงหาคม 2560 - 10:59 น.

คลังปรับทีโออาร์-สิทธิประโยชน์เขต ศก.พิเศษใหม่ หวังจูงใจนักลงทุนร่วมประมูลอีก 7 แห่งที่เหลือ ด้าน กนอ.เตรียมทุ่ม 1,500 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่ 629 ไร่ ใน จ.สงขลารับ 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ประเดิมคุย 4 นักลงทุนไทย-มาเลเซีย

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2560 กนอ.ได้ร่วมลงนามกับกรมธนารักษ์ ทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 629 ไร่ ระยะเวลาเช่า 50 ปี ในช่วง 5 ปีแรกจะจ่ายเพียงค่าเช่า 17.62 ล้านบาท ยกเว้นค่าธรรมเนียม และปีที่ 6-10 จ่ายค่าธรรมเนียม 188 ล้านบาท (จ่ายครั้งเดียว 50 ปี) โดยอัตราค่าเช่าจะปรับเพิ่มขึ้น 15% ทุก ๆ 5 ปี


โดยนิคมดังกล่าวจะเป็นพื้นที่รองรับ 11 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร กิจการผลิตภัณฑ์เครื่องใช้จากยางพารา กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์กระจายสินค้า โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในนิคมฯ ประกอบด้วย พื้นที่อุตสาหกรรม 289.63 ไร่ พื้นที่อุตสาหกรรมบริการ (Logistic) 119.57 ไร่ พื้นที่เขตประกอบการเสรี (Free Zone) 81.28 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 286.31 ไร่ พื้นที่สีเขียวและแนวกันชน 102.86 ไร่ และพื้นที่เขตพาณิชยกรรม 48.28 ไร่ ซึ่งจะต้องพัฒนาให้เสร็จทั้งหมดในปี 2562 ส่วนการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในเดือน ต.ค.นี้

เฟสแรก กนอ.จะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 1,000 ล้านบาท หากครบทั้งโครงการต้องลงทุน 1,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเกิดการลงทุนจากเอกชนถึง 13,000 ล้านบาท การจ้างงานมากกว่า 3,000 คน ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจและอยู่ระหว่างเจรจา 4 ราย เป็นนักลงทุนจากมาเลเซีย 1 ราย ไทย 3 ราย เป็นรายใหญ่ด้านโลจิสติกส์ และสำหรับพื้นที่ต่อไปจะเป็นการทำสัญญาเช่าในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เนื้อที่ประมาณ 671 ไร่ เพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การเปิดประมูลพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เหลืออีก 7 แห่ง โดยจะจัดทำทีโออาร์และแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อใช้ในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งจะมีการให้แต้มต่อกับผู้ประมูลที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะเดียวกันจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ โดยยกเว้นค่าเช่า 2 ปี กรณีที่มีการลงทุนในปีเดียวกับที่มีการลงนามในสัญญา และยกเว้นค่าเช่า 1 ปี สำหรับผู้ที่เริ่มลงทุนในปีถัดไป จากเดิมที่กำหนดว่าต้องลงทุนภายในปี 2560 จะยกเว้นค่าเช่าให้ 2 ปี

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ที่มี รมว.คลังเป็นประธาน จะปรับปรุงรายละเอียดทีโออาร์ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

“กนพ.มีนโยบายว่า ถ้ามีสัดส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามที่กำหนด จะให้แต้มต่อในการพิจารณาคัดเลือก ซึ่งจะใส่ไว้ในทีโออาร์ โดยแพ็กเกจจะต้องเสนออนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์พิจารณาในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้หรือต้น ก.ย. จากนั้นจะเสนอ กนพ.เห็นชอบต่อไป และคาดว่าจะเปิดประมูลใหม่ได้เร็ว ๆ นี้” อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าว

สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล 10 พื้นที่ ปัจจุบันกรมธนารักษ์จัดให้เช่าพื้นที่ไปแล้ว 3 พื้นที่ คือ สระแก้ว ตราด และสงขลา ขณะที่อีก 7 พื้นที่ที่เหลือ ได้แก่ ตาก สระแก้ว สงขลา มุกดาหาร หนองคาย เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส

https://www.prachachat.net/economy/news-19803
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 24th, 2017, 10:02 PM   #85
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

แม่สอดตะมุตะมิเอกชนหันลงทุนพม่า โมเดิร์นเทรดวัสดุ-นิคมอุตเล็งปักธงเมียวดี-พะอัน


วันที่ 24 สิงหาคม 2560 - 18:55 น.

20 ปีสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 1 ชื่นมื่น ดันค้าชายแดนทะลุ 1 แสนล้านบาทในปีนี้ สำรวจอสังหาฯกร่อย คอนโดฯ สร้างเสร็จ-สต๊อกเก่าทะลัก ชี้นโยบายเขต ศก.พิเศษกระตุ้นนักเก็งกำไรแน่นแม่สอด ราคาที่ดินจับไม่ลงทะลุไร่ละ 40 ล้าน “ซีพีแลนด์-ไรซ์-GROOVE” ปักหมุดสี่แยกห้างโรบินสัน จัดโปรฯกระตุ้นยอดขาย โมเดิร์นเทรดค้าวัสดุทุนท้องถิ่น “ห้าแยกกรุ๊ป” ดี๊ด๊ากำลังซื้อพม่าทะลักข้ามฝั่ง เล็งลงทุนผุดสาขาใหม่ “พะอัน” เมืองหลวงรัฐกะเหรี่ยง มั่นใจเป็นตลาดบลูโอเชียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 15 ส.ค. 2560 ครบรอบ 20 ปีเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ทำให้การค้าชายแดนบูมต่อเนื่อง จากเดิมมีมูลค่าปีละ 300 ล้านบาท แนวโน้มเพิ่มเป็น 8 หมื่น-1 แสนล้านบาท ภายในปีนี้ ควบคู่กับกำลังมีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 คู่ขนานกับแห่งแรกห่างกัน 5 ก.ม. และเป็นพื้นที่จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้บูมอย่างที่คิด โดยมีมูลค่าปีละ 1,000 ล้านบาท ถือว่ามูลค่าไม่สูงหากเทียบกับศักยภาพของพื้นที่ ในขณะที่ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างบูมมากเพราะมีความต้องการซื้อสูงจากประเทศเมียนมา

ซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์

นายอำนาจ นันทหาร ประธานเครือข่ายธุรกิจเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก และประธานบจ.เอกเพชร แมเนจเมนต์ อินเฮาส์ด้านแรงงานต่างด้าวให้กับเครือสหพัฒน์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมอสังหาฯในแม่สอด ช่วง 2 ปีนี้มีลงทุนคอนโดมิเนียม 10 โครงการ ซัพพลายไม่สมดุลกับดีมานด์ เพราะรัฐบาลโปรโมตเขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้มีทุนนอกพื้นที่เข้ามาเก็งกำไร

“คอนโดฯ คนนอกพื้นที่เกือบ 100% ที่มาลงทุน อาทิ ซีพีแลนด์ ทำโรงแรมฟอร์จูนกับดรีม คอนโด, ฮอบอินน์ขึ้นวิงแรก กับจะขึ้นอีกวิงเพราะเต็ม, บัดเจตโฮเต็ลแบรนด์บีทู ของตะกูลจาวลา, วีคอนโด กลุ่มวีซายน์ ธุรกิจทำป้ายจากเชียงใหม่ ส่วนอสังหาฯท้องถิ่นก็มีเบสท์คอนโด ทำเลใจกลางเมืองทั้งหมด”

สินค้าบ้านเดี่ยวเกิดยาก เนื่องจากราคาที่ดินแพง ปัจจุบันแม่สอดถนนสายหลัก อาทิ แม่ระมาด-แม่สอด ไร่ละ 10 ล้านบาท ทำเลนอกถนนหลักไร่ละ 2-3 ล้านบาท ดัชนีอสังหาฯ เช่น ราคาโรงแรม 800 บาท/คืน ราคาคอนโดฯ ตร.ม.ละ 5-7 หมื่นบาท โดยห้องไซซ์ 30 ตร.ม. ราคา 1.6-1.7 ล้านบาท ถือว่าสูงเพราะถูกกดดันด้วยราคาที่ดิน


ที่ดินแพง-กม.ใหม่ทุบมู้ด

การทำธุรกิจในอ.แม่สอดรอลุ้นให้กลับมาคึกคักจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 จากตอนนี้ลงทุนชะลอตัวจาก 2 ปัจจัยหลัก 1.ที่ดินแพง และอยู่ในมือนักเก็งกำไร ใจกลางตลาดวาละ 1-2 แสนบาท ทั่วไปวาละ 5 หมื่นบาท 2.ประกาศกระทรวงมหาดไทยห้ามสร้างอาคารเกิน 500 เมตร มีระยะร่น 6 เมตรทุกแปลง ทำให้สร้างบ้านไม่ได้

“ยังมีผังเมืองใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุง ล่าสุดคือ กฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ปี 2560 ภาคเอกชนในพื้นที่จึงมีข้อเสนอผลักดันเมืองแฝด แม่สอด-เมียวดี Sister City พยายามให้ใช้แรงงานเข้มข้นไปผลิตฝั่งเมียวดี อนาคต 3-5 ปีหน้าทำให้เรามีฐานผลิต เพราะถ้าสร้างในฝั่งเราอย่างเดียวอนาคตอาจลำบาก หรือถูกชาติอื่นยึดพื้นที่การลงทุนโซนชายแดนเมียนมาไป”

คอนโดฯจีนแป้กยาว

ตลาดคอนโดฯปัจจุบัน 10 โครงการ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 80 ห้อง สูง 7 ชั้น มีคนเข้าอยู่ 70% ขายได้เกือบ 100% แต่แบงก์เข้มงวดสินเชื่อทำให้มีห้องรีเซล

สำหรับกลุ่มเอกเพชร ลงทุนบ้านจัดสรรแบรนด์บ้านพรพระวอ บ้านในฝัน ตาลเดี่ยววิลล่า เป็นบ้านเดี่ยว 2-3 ล้านบาท ที่ดิน 50-150 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 100-180 ตร.ม. อาคารพาณิชย์ 2.9-4 ล้านบาท และทาวน์เฮาส 18 ตร.วา ราคา 8 แสน-2 ล้านบาท

โดยทำเลอาคารพาณิชย์อยู่บนถนนหลัก 5 เส้น อาทิ ถนนสายเอเชีย, แม่สอด-แม่ระมาด, แม่สอด-อุ้มผาง, ถนนอินทรคีรี-ประสาทวิถี เส้นคู่ขนานใจกลางเมือง ซึ่งห้องแถวราคา 9-10 ล้านบาท ราคาแพงเทียบเท่าย่านเยาวราช

“ปีหน้าทาวน์เฮาส์จะเกิดใหม่เยอะกว่าคอนโดฯ ซึ่งประเมินกันว่าคอนโดฯ 80 ยูนิต เรื่องค่าส่วนกลางจะดูแลกันยังไง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจังหวัดยังไม่ได้ยอมรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางมูลค่าตลาดอสังหาฯไม่ถึงพันล้านบาทต่อปี คนส่วนใหญ่ยังสร้างบ้านเอง”

สำหรับแนวโน้มอีก 3-5 ปี อสังหาฯยังโตได้ เพราะการขยายตัวในพื้นที่ ประเภทที่น่าสนใจมีทั้งโครงการเพื่อขายกับโครงการเพื่อเช่า โดยเฉพาะอพาร์ตเมนต์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์

“ที่ดินในจังหวัดไร่ละ 1 ล้าน ติดป้ายขายตรึม สภาวะในแม่สอดกระแสการพัฒนาไปก่อนความจริงเยอะ ผมเป็นคนที่นี่ยังรับไม่ได้ เหมือนมาปลุกให้ตื่นแล้วเราอยู่ยาก คนปลุกหนีไปไหนแล้วไม่รู้ อย่างคอนโดฯ เดิมคาดหวังนักลงทุนค้าขายชายแดนจะเข้ามาเยอะ แต่กลายเป็นว่าคนมีสตางค์ซื้อลงทุนปล่อยเช่า ต่างชาติมีแค่ 10-20% มาจากไต้หวัน ฮ่องกง ตั้งความหวังให้คนพม่ามาซื้อก็ลำบากเพราะมีข้อจำกัดต้องมีแหล่งพำนักอาศัยในเมืองไทย ต้องมีเวิร์กเพอร์มิต และมีการดีแคลร์เงินอย่างถูกต้อง”

ลูกค้าพม่าช็อปวัสดุเพลิน

นายอุดม สุขสด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.ห้าแยกกรุ๊ป 2559 กล่าวว่า โมเดิร์นเทรดวัสดุห้าแยกกรุ๊ปในแม่สอด ตั้งเป้ามีรายได้ 1,000 ล้านบาท สัดส่วน 70% มาจากการส่งออกไปเมียนมา อีก 30% ขายในประเทศ ปัจจุบันมี 3 สาขา อยู่อ.เมืองตาก เป้ารายได้ 110 ล้านบาท, ห้าแยกสุขภัณฑ์ อ.วังเจ้า ขนาด 20,000 ตร.ม. บนที่ดิน 30 ไร่ และห้าแยกกรุ๊ป แม่สอด พื้นที่ 20,800 ตร.ม.

“ครึ่งปีแรกยอดขายห้าแยกแม่สอด เฉลี่ยเดือนละ 82.4 ล้าน หรือวันละ 2.84 ล้าน จากสินค้าหลักคือแผ่นพื้นสำเร็จ เสาเข็ม กำลังการผลิตแผ่นพื้นสำเร็จ 1,250 คิวต่อวัน, เสาเข็ม 400 ตัน คอนกรีตผสมเสร็จคาดปีนี้ 200,000 คิว ส่วนท่าทรายอุดมใช้ภายในบริษัท 90% ขายคนนอก 10%”

แผนลงทุนในอนาคต อยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรร่วมลงทุนเปิดโมเดิร์นเทรดวัสดุในเมืองพะอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท คาดว่าสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี เพราะมีดีมานด์ทั้งจากการสร้างถนนหนทางในเมือง และการสร้างบ้านอยู่อาศัยของประชาชนเมียนมา

“พฤติกรรมลูกค้าพม่าใช้เงินสด โดยซื้อขายด้วยสกุลเงินบาท กลุ่มหลักยังมีหน่วยงานภาครัฐของไทยซึ่งเราให้เครดิตเทอม 2 เดือน ส่วนตลาดเมียวดีตอนนี้ปูนตราช้างมีส่วนแบ่ง 50% ปูนทีพีไอ 30% ปูนอินทรี 20% สินค้าเรามี 30 หมวด 2 หมื่นรายการให้เลือก สด ๆ ร้อน ๆ เสาไฟโซลาร์ขายดีมาก ต้นละ 4.1 หมื่น พม่าออร์เดอร์ทีเดียว 500 ต้น”

ห้องชุดสร้างเสร็จทะลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจตลาดคอนโดฯ แม่สอด ส่วนใหญ่เริ่มขายและก่อสร้างในปี 2558 ทำให้มีสต๊อกรอระบายบางส่วน และเริ่มมีโครงการทยอยสร้างเสร็จในปีนี้ มีโครงการพาร์ค คอนโดดรีม แม่สอด ของกลุ่มซีพีแลนด์ เริ่มโอนห้องแรก 17ส.ค.ที่ผ่านมา ทำเลสี่แยกโรบินสัน มี 2 อาคาร สูง 8 ชั้น รวม 270 ยูนิต ไซซ์ 27-32 ตร.ม. ราคาเริ่ม 1.4 ล้านบาท เฉลี่ย ตร.ม.ละ 52,000 บาท มีการปรับราคาหลังสร้างเสร็จแล้ว 2-3% ,โครงการ เดอะไรซ์ คอนโดมิเนียม แอท แม่สอด ของบจ. เนรมิตนคร หลังห้างโรบินสัน สร้างเฟสแรกอาคารชุดสูง 8 ชั้น 72 ยูนิต ขนาด 26-53 ตร.ม. เริ่ม 1.4-4.2 ล้านบาท เหลือขาย 30% จัดโปรโมชั่นฟรีค่าโอน 2%

นายรุ่งโรจน์ ปัญญามณี ผู้จัดการบัญชี บจ. เสรีกรีน พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า เปิดขายโครงการ GROOVE Avenue แม่สอด อาคารพาณิชย์ 57 ยูนิต ทำเล

สี่แยกโรบินสัน ราคา 9.7-19 ล้านบาท มียอดขาย40% กับโครงการเบสท์ คอนโด สร้างเสร็จ 2 ปีครึ่ง มี 79 ยูนิต เหลือ 12 ยูนิต ขนาด18-42 ตร.ม. เริ่ม 1.2-2 ล้านบาท เฉลี่ย ตร.ม.ละ 4.7 หมื่นบาท

“บริษัทรีโมเดลธุรกิจ ปรับเป็นคอนโดฯ เหลือ 1 อาคาร และทำบัดเจตโฮเต็ล 1 อาคาร เจรจากลุ่มบีทูจากเชียงใหม่ มาทำเชนโรงแรมบีทู พรีเมี่ยม เพราะตลาดโรงแรมเริ่มดีขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้ นายรุ่งโรจน์กล่าว”

https://www.prachachat.net/property/news-27801
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 3rd, 2017, 11:09 PM   #86
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

ปรับแผนเขตเศรษฐกิจชายแดน กนอ.โดดทำนิคม 4 จังหวัด

วันที่ 4 กันยายน 2560 - 00:02 น.

“สมคิด” เร่งเครื่องการนิคมฯ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) หลังเฟสแรก “ยกเว้น” สระแก้ว ยังติดปัญหาอุปสรรคเพียบ เอกสารสิทธิซ้ำซ้อน ทำไปแล้วไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน สุดท้าย กนอ.ต้องพัฒนาเองใน 4 จังหวัด นครพนม-มุกดาหาร-นราธิวาส-กาญจนบุรี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ว่า ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีการปรับปรุง หลังประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ 1/2560 ยกตัวอย่าง การจัดการที่ราชพัสดุที่ได้มาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 74/2559 ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี และนครพนม เพื่อให้เอกชน หรือ กนอ.เช่าที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว รวมทั้งการรับเพิ่มหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ลงทุนและการเร่งรัดการลงทุนด้วย

“ผมได้สั่งการให้ กนอ.ไปดูว่า จะจัดพื้นที่อย่างไรให้น่าสนใจเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ ขณะที่มาตรการสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้า มาลงทุนในพื้นที่ ยังเพียงพอสามารถแข่งขันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้านได้” นายสมคิดกล่าว


ปรับแผนเขต SEZ

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) 10 จังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกดำเนินการพัฒนาระหว่างปี 2559-2560 ใน 6 พื้นที่ คือ สระแก้ว, ตาก, สงขลา, ตราด, มุกดาหาร และหนองคาย มีพื้นที่ที่ กนอ.จะเข้าไปสร้างนิคมอุตสาหกรรม 3 จังหวัด คือ สระแก้ว, ตาก และสงขลา

“การดำเนินการสร้างนิคมใน 3 จังหวัดยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ยอมรับว่ามีอุปสรรคหลายอย่างที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบอร์ด กนอ. ครั้งต่อไปในกลางเดือนกันยายนนี้ ทาง กนอ.จะเสนอการปรับแผนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยให้บอร์ดพิจารณาต่ออายุการทำโปรโมชั่นค่าเช่าที่ดินในอัตราพิเศษสำหรับใน นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 29 กันยายนนี้ ในกรณีเช่าที่ดินตั้งแต่ 20ไร่ขึ้นไป ส่วนการเช่าที่ดินต่ำกว่า 20 ไร่ ก็จะหมดอายุในวันที่ 29 ธันวาคมนี้เช่นกัน”

นอกจากนี้ กนอ.ยังเตรียมแผน Road Show ในต่างประเทศด้วย โดยจะจัดคณะไปญี่ปุ่น-มาเลเซีย-ไต้หวัน และจีน ส่วนนิคมในพื้นที่ SEZ ต่าง ๆ ก็มีการปรับแผน อาทิ แผนรับมือกรณีไฟฟ้าไม่พอใช้ในพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจต้องซื้อไฟสำรองจากมาเลเซีย, แผนปรับรูปแบบนิคมให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ยกตัวอย่าง อาคารเช่าสำเร็จรูปสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จากเดิมขนาดไม่สอดรับกับธุรกิจ, การแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนของกรมธนารักษ์ ทำให้บางพื้นที่เดินหน้าไม่ได้ ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่ตัดสินใจ และปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับด่านชายแดนต่าง ๆ

กนอ.ทำเพิ่ม 4 จังหวัด

ส่วน นิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในขณะนี้ น่าจะอยู่ที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว (อรัญประเทศ/วัฒนานคร) โดยนายวีรพงศ์กล่าวว่า สระแก้วเป็นนิคมอุตสาหกรรมแรกในเขต SEZ มีการดำเนินการแบบ “ค่อย ๆ ไปได้” โดย กนอ.ทราบดีว่า การทำโปรโมชั่นเป็นการตลาดที่ทำแล้วนักลงทุนสนใจ ส่วนสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นั้นเป็นมาตรการหลักที่จะดึงดูด
การลงทุนใน 13 กลุ่มกิจการเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร/ประมง, เซรามิก, สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม/เครื่องหนัง, เครื่องเรือน, อัญมณีเครื่องประดับ, เครื่องมือแพทย์, ยานยนต์/ชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์, พลาสติก, ยา, โลจิสติกส์, เขต/นิคมอุตสาหกรรม และกิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว

“การที่นักลงทุนจะไปหรือไม่ไปในเขต SEZ อยู่ที่การเปรียบเทียบระหว่างจะตั้งโรงงานฝั่งไทย หรือฝั่งเพื่อนบ้านดี เพราะแต่ละอุตสาหกรรม แต่ละบริษัทมีเป้าหมาย มีต้นทุน มีตลาดต่างกัน ดังนั้น หน้าที่ของ กนอ.ก็ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้ ซึ่งรัฐบาลให้งบฯมา 700 ล้านบาท ลอตแรกได้มา 140 ล้านบาท เพื่อพัฒนานิคมที่สระแก้ว ตอนนี้ใช้ไปประมาณ 100 ล้านบาทแล้ว ตามแผนนิคมสระแก้วเฟสแรกจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 พร้อม ๆ กับการเปิดด่านชายแดนที่ป่าไร่” นายวีรพงศ์กล่าว

และล่าสุด รัฐบาลได้สั่งให้ กนอ.เข้าไปพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีก 4 แห่ง ที่จังหวัดมุกดาหาร, นราธิวาส, กาญจนบุรี, นครพนม โดยที่มุกดาหาร กรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลหาผู้ลงทุนพัฒนาพื้นที่ “แต่ไม่มีเอกชนยื่นเข้ามาแม้แต่รายเดียว เราจึงต้องเข้าไปรับหน้าที่นี้” ส่วนที่นราธิวาส เป็นพื้นที่เอกชนท้องถิ่นอยากตั้งโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคม จึงขอให้เราเข้าไปซื้อที่เพื่อสร้างนิคม ส่วนกาญจนบุรี รัฐกำลังหาพื้นที่อยู่ และที่นครพนมยังไม่มีเอกชนรายใดสนใจเช่นกัน

โดยแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ระยะ 2 (ปี 2561-2562) ที่จังหวัดกาญจนบุรี, นราธิวาส, เชียงราย และนครพนม จะเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาพื้นที่ ทั้งในรูปแบบเป็นนิคมอุตสาหกรรม หรือพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวก็ได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแต่ละพื้นที่ต้องดูปัจจัยหลายอย่าง เช่น กาญจนบุรี ต้องเชื่อมต่อกับทวาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่เกิด ส่วนที่เชียงรายยังมีปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินทับซ้อนกันอยู่ นครพนม ติดเอกสารสิทธิการถือครองที่ดิน ไม่มีเอกชนสนใจ และนราธิวาส มีปัญหาความสงบของชายแดนใต้

https://www.prachachat.net/economy/news-33272

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 9th, 2017, 09:35 PM   #87
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

เอือม”ร.ฟ.ท.”เสี่ยอุดรล้มนิคม 3 พันล. เอกชนหวั่นกระทบลงทุน-จังหวัดเร่งหาทางออก

วันที่ 9 กันยายน 2560 - 16:41 น.

ผู้บริหารโครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีเหลืออด ร.ฟ.ท.ไม่ชัดเจนเชื่อมรางรถไฟเข้าโครงการ ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร ประกาศพับโครงการทั้งที่ผ่านอีไอเอ และหลายภาคส่วนเข้าสนับสนุนแล้ว ด้านเอกชนประสานเสียงหวั่นกระทบการลงทุนเมืองอุดร แนะร่วมเจรจาใหม่ ด้านรองผู้ว่าฯอุดรธานีเผย หากโครงการล้มจริงเสียหายมาก เตรียมประสานหน่วยงานเร่งหาทางแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล หรือเสี่ยต้อย นักธุรกิจท้องถิ่นอุดรธานีที่มีชื่อเสียง เจ้าของธุรกิจโรงโม่หินในจังหวัดเลย เจ้าของสโมสรฟุตบอลอุดรธานีเอฟซี และประธานกรรมการ บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ประกาศหยุดเดินหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ที่ลงทุนไปแล้วร่วม 3,000 ล้านบาท เนื่องจากเหลืออดกับเจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไม่มีความชัดเจน

ประกาศล้มนิคมอุดรฯ

นายสุวิทย์กล่าวว่า เนื่องจากการขนส่งทางราง คือ จุดขายที่ต้นทุนทางโลจิสติกส์ถูกกว่าทางรถยนต์ถึง 4 เท่า เราจึงได้ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐในการก่อสร้างรางรถไฟจากสถานีหนองตะไก้ ถึงพื้นที่เชื่อมต่อเข้านิคมระยะทาง 1.8 กิโลเมตร วงเวิน 42.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นพื้นที่ของโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) และโครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้า หรือคอนเทนเนอร์ยาร์ดหนองตะไก้ เพื่อเป็นคลังกระจายสินค้ากลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน เชื่อมต่อ สปป.ลาว เวียดนาม และจีน เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าส่งออก

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า หากมีการเชื่อมต่อจะนำไปประชาสัมพันธ์ และโรดโชว์ เชิญชวนนักลงทุนให้มาลงทุนได้ เพราะประโยชน์ไม่เพียงขนส่งสินค้าในนิคม แต่ยังเอื้อให้กับสินค้าอื่น ๆ และ ร.ฟ.ท.ก็จะได้ประโยชน์จากค่าระวางสินค้า แต่จากการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถไปบอกเชิญชวนนักลงทุนได้ และหากภาครัฐจะให้นิคมลงทุนเองทั้งหมดก็ทำได้ แต่ไม่ยุติธรรมสำหรับภาคเอกชน เพราะที่ผ่านมาได้ลงทุนไปเยอะแล้ว นอกจากประเด็นรางรถไฟ ยังมีประเด็นที่นิคมได้ยื่น BOI ขอสิทธิประโยชน์การลงทุนให้เท่ากับเขตเศรษฐกิจพิเศษยังไม่คืบหน้าเช่นกัน ทำให้เสียเปรียบ เพราะเริ่มการแข่งขันก็แพ้แล้ว


“อยากจะขอโทษพี่น้องชาวอุดรฯว่า เหลือทน ผมทำสุดความสามารถแล้ว กลับไม่ได้รับการสนองขนาดนี้ นิคมต้องหยุดแล้ว”



จังหวัดเร่งหาทางออก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการนั้นได้ผ่านขั้นตอนทำ EIA เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับการปรับพื้นดิน ขุดบ่อ โดยได้เตรียมพื้นที่ไว้แล้ว 93 ไร่ พร้อมขยายได้ 400 ไร่ เป็นคลังสินค้า ซึ่งจุดนี้จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าแห่งแรกในประเทศไทยที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม โดยได้มอบที่ดิน 12 ไร่ ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งบริษัทเดมโก้ประมูลได้ ขณะนี้กำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 4 ในอุดรธานี ขนาด 100 เมกะวัตต์ ด้วยวงเงิน 193 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2561

ขณะที่แขวงการทาง เขตทางหลวงที่ 2 อุดรธานี เปิดทางแยกเกาะกลางถนนมิตรภาพ พร้อมติดตั้งไฟสัญญาณจราจรจุดเลี้ยวเข้าโครงการ วงเงิน 60 ล้านบาท กรมทางหลวงขยายถนนจาก 4 เลน เป็น 10 เลน พร้อมไฟสัญญาณจราจร ริมหนองนาตาลจากถนนนิตโย ออกไปถนนมิตรภาพ วงเงิน 40 ล้านบาท การประปาภูมิภาคกำลังอยู่ระหว่างของบประมาณที่จะขยายเขตจำหน่ายน้ำประปาจากถนนสาธารณะถึงหน้าปากทางเข้าโครงการ ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร วงเงิน 14 ล้าน

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี เดิมมีนักธุรกิจท้องถิ่นอุดรธานี 34 คน ร่วมทุนกัน ตั้งแต่ปี 2537 แต่ไม่มีความคืบหน้าโครงการ จนกระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เกิด NPL นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล หรือเสี่ยต้อย ได้ซื้อต่อมาดำเนินการเองเพียงหุ้นเดียว และทยอยซื้อพื้นที่เพิ่มขยายไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 2,219 ไร่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย แปรรูปสินค้าเกษตร ชิ้นส่วนยานพาหนะและประกอบรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โดย กนอ.คาดการณ์ไว้ หากเกิดจะมีเงินลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี 74,000 ล้านบาท

ด้านนายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องการพับโครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี หากเป็นเช่นนั้นจริง จังหวัดก็ไม่นิ่งนอนใจ เราจะเร่งนัดหมายผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือหาทางแก้ไข แต่ที่ผ่านมาเมื่อจังหวัดนัดหารือ ส่วนกลางมักจะส่งแต่ผู้ที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจมา ทำให้การดำเนินการไม่มีความชัดเจน ดังนั้น เน้นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจมาร่วมประชุม เพราะหากโครงการนี้ล้มจริง ๆ ก็จะเกิดความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากการดึงนักลงทุนมาที่นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดเราด้วย

เอกชนหวั่นกระทบลงทุน

นายธีระ ตั้งหลักมั่นคง อดีตประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า โครงการนี้ลงทุนลงแรงมานาน ไม่ควรมาหยุดอยู่ตรงนี้ อยากให้ภาครัฐมาส่งเสริมให้เต็มที่ ไม่ควรมาติดขัดเรื่องเล็กน้อย เพราะมีคนที่ใจสู้ขนาดนี้ ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ยิ่งต้องส่งเสริม คนอุดรฯเชียร์มาตลอด ตอนนี้อุดรธานีเป็นเป้าหมายของการลงทุนในอีสานตอนบน และ AEC เป็นโอกาสที่ดีที่สุด คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ลำบากมากมายอะไร

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย กรรมการหอการค้าไทย อดีตประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ของอุดรฯ ส่วนตัวคิดว่าคงจะมีการเจรจากันเพื่อให้กลับมาทำ คงหยุดไม่ได้ เพราะเป็นภาพของจังหวัด เป็นภาพของประเทศไทย หลายหน่วยงานลงทุนไปเยอะแล้ว พูดในฐานะภาคเอกชน จริง ๆ รัฐต้องชัดเจนในเรื่องการลงทุน ไม่อย่างนั้นหาคนลงทุนขนาดนี้ยาก

“คงต้องยกทีมไปคุยกัน หยุดไม่ได้ เราเป็นจังหวัดแห่งการลงทุน เกิดเรื่องอย่างนี้เสียหายทั้งระบบ อุดรฯจะล้มทั้งกระดาน ต่อไปใครจะกล้ามาลงทุน”

นายธนัชชัย สามเสน ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า โครงการนี้ลงทุนไปมหาศาล ภาครัฐในอุดรฯก็ส่งเสริม ภาคประชาชน ผู้ใช้แรงงานอยากให้มีนิคม เพื่อจะได้กลับมาทำงานที่บ้าน ถ้าปิดไปเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก อุดรธานีเสียโอกาส อยากให้ทบทวน

ด้านนายพรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เปิดเผยว่า อยากเป็นกำลังใจให้คุณสุวิทย์ อยากให้มีทางผลักดัน อย่าเพิ่งยุติ สิ่งที่นักลงทุนคาดหวัง ถ้าหากนิคมอุตสาหกรรมเสร็จ อยากให้ดำเนินการต่อไป เป็นการสร้างความเจริญรุ่งเรืองในจังหวัดอุดรธานี

https://www.prachachat.net/local-economy/news-36517
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 10th, 2017, 01:43 AM   #88
wpreecha
Registered User
 
wpreecha's Avatar
 
Join Date: Jan 2013
Location: Prachin Buri
Posts: 9,213
Likes (Received): 3000


เอาใจช่วยให้เดินหน้าโครงการต่อนะครับ

สิทธิประโยชน์และระบบโลจิสติกส์ สำคัญจริงๆ ที่จะดึงดูดนักลงทุน อย่าง ปราจีนบุรี อยู่ใกล้พื้นที่ EEC ซึ่ง EEC ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่ามาก ส่งผลให้ปีนี้การลงทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบช่วงเวลานี้กับปีที่ผ่านมาครับ.
__________________
ที่นี่ "ปราจีนบุรี" “ปราจีนบุรีเมืองน่าอยู่ คู่แหล่งท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เกษตรปลอดภัย แพทย์แผนไทย และสมุนไพรสู่สากล”
wpreecha no está en línea   Reply With Quote
Old October 5th, 2017, 02:38 PM   #89
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

ปลุกผี! 5 พื้นที่ ศก.ชายแดน หนุนลงทุน

5 October 2017

ปลุกเขต ศก.ชายแดน! ชง “บิ๊กตู่” เปิดประมูล 5 พื้นที่เดือน ธ.ค. นี้ ทั้ง “แม่สอด-นครพนม-เมืองกาญจน์” พ่วง “มุกดาหาร-หนองคาย” ที่เปิดเป็นรอบ 3 หลัง “ซีพี” เมิน ไม่ตอบโจทย์

“โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” เป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้ผลักดันให้เกิดการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่ผ่านมาร่วม 3 ปี กลับมีความคืบหน้าน้อยมาก ต่างจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ล่าสุด กรมธนารักษ์ คาดว่า ในเดือน ธ.ค. นี้ น่าจะเปิดให้เอกชนประมูลที่ดินที่ราชพัสดุเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนรวดเดียว 5 พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก 1,257 ไร่, นครพนม กว่า 1,800 ไร่, กาญจนบุรี 500 ไร่ จากกว่า 2,000 ไร่, มุกดาหาร 1,080 ไร่ และหนองคาย 714 ไร่ โดยจะได้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบ

ทั้งนี้ “แม่สอด, กาญจนบุรี และนครพนม” ล่าสุด เคลียร์พื้นที่แล้ว โดยเฉพาะ “แม่สอด จ.ตาก” เดิมติดชาวบ้านบุกรุก ส่วนอีก 2 พื้นที่ คือ มุกดาหารและหนองคาย คาดว่า จะนำกลับมาประมูลใหม่เป็นรอบที่ 3 ในเดือน ธ.ค. เพราะล่าสุด เอกชนที่ชนะประมูลติดเงื่อนไขคุณสมบัติ ไม่มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาได้ จึงเสนอต่อบอร์ด กนพ. เห็นชอบให้เปิดประมูลใหม่ ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายใหญ่อย่าง “ค่ายซีีพี” ที่ซื้อซองไป กลับไม่ยื่นประมูลทั้ง 2 พื้นที่ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ตอบโจทย์การลงทุน

แหล่งข่าวจาก “กรมธนารักษ์” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เพื่อกระตุ้นการลงทุนจริง กรมธนารักษ์มีแนวคิดออกมาตรการกระตุ้น ถ้าเอกชนลงทุนก่อสร้างจริง เพียง 10% ของมูลค่าโครงการ ได้รับสิทธิเว้นค่าเช่า 2 ปี หลังทำสัญญาเช่า แม้กรมจะไม่มีรายได้จากค่าเช่า แต่จะได้ภาษีจากการลงทุนและการจ้างงาน นอกจากนี้ สำนักคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่อาจจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา

ส่วนพื้นที่ อ.แม่สาย ขณะนี้ทางจังหวัดอยู่ระหว่างเจรจากับโรงงานยาสูบ เพื่อขอใช้ที่ดิน 800 ไร่ พัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากโรงงานยาสูบอ้างว่า ยังใช้พื้นที่ โดยให้ชาวบ้านเช่าปลูกยาสูบป้อนโรงงานกว่า 500 หลังคาเรือน หากไม่ได้ที่ดินแปลงดังกล่าวจริง เอกชนสามารถลงทุนในพื้นที่ตนเองได้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศพื้นที่ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.เชียงราย เนื้อที่ 1,523 ตารางกิโลเมตร หรือ 952,226 ไร่ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในที่ดินให้เช่าที่รัฐจัดหาให้ เพียงแต่ต้นทุนที่ดินจะสูงกว่า แต่ได้รับสิทธิ์ส่งเสริมการลงทุนเหมือนกัน

ส่วนพื้นที่ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าพื้นที่ ได้แก่ สระแก้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่สงขลา ทั้ง 2 แปลง, แม่สอดแปลงเล็ก 1 แปลง 800 ไร่, กาญจนบุรี กว่า 1,000 ไร่ และนราธิวาสเป็นที่ดินเอกชนที่ กนพ. มีมติให้ กนอ. ซื้อและลงทุน

ด้าน นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา ผู้เชี่ยวชาญระดับ 12 กนอ. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างของบประมาณปี 2561 พัฒนานิคมอุตสาหกรรมบนที่ราชพัสดุ เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา วงเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนแปลงแม่สอดเนื้อที่ 800 ไร่ ยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาผู้บุกรุก ขณะที่ สระแก้วปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เตรียมก่อสร้าง ส่วนแผนซื้อที่ดินเอกชน 2,200 ไร่ เพื่อพัฒนานิคมเขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส อยู่ระหว่างของบกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังต่อรองราคากับเอกชน

นายภมร เชาว์ศิริกุล ประธานหอการค้า จ.มุกดาหาร กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจมุกดาหารไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ ราคาที่ดินขยับแล้วไม่ลง อย่างไรก็ดี มองว่า เมืองชายแดนมีศักยภาพการค้าชายแดนและค้าข้ามแดนในตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนโดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่วนการประมูลหาเอกชนลงทุนเข้าไปพัฒนาที่ราชพัสดุของมุกดาหารและหนองคาย ขณะนี้ไม่มีเอกชนสนใจ เชื่อว่า กนอ. น่าจะเข้ามาดำเนินการ

ดร.เทอดเกียรติ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด จ.ตาก เผยว่า การพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก (แม่สอด) ตามระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก จำเป็นต้องมีสร้างทางพิิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์ นครแม่สอด-เมืองตาก เนื่องจากทางหลวงหมายเลข 12 ไม่เอื้อต่อการขนส่งสินค้าที่มีจำนวนมาก โดยเบื้องต้นกำหนดการศึกษา 3 แนวทาง เจาะอุโมงค์ 3 จุด ระยะทางในอุโมงค์แต่ละแห่ง 9-10 กิโลเมตร โดยรูปแบบอุโมงค์นั้น จะมี 2 ช่องทางจราจร ไป-กลับ 4 ช่องทางจราจร และมีอุโมงค์เล็กทุก ๆ ระยะ 250 เมตร เพื่อหลบภัย หากเกิดกรณีฉุกเฉิน โดยจุดออกด่าน อ.แม่สอด นั้น ควรอยู่ที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏแม่สอด

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,302 วันที่ 5-7 ต.ค. 2560

http://www.thansettakij.com/content/215606
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 13th, 2017, 09:20 PM   #90
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

รื้อใหญ่เขตศก.พิเศษชายแดน เล็งปั้น “สงขลา” เป็นศูนย์กระจายสินค้า

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 - 03:07 น.

รื้อใหญ่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เปลี่ยนรูปแบบ ไม่เน้นทำแค่เป็นนิคม พร้อมโฟกัสรูปแบบแต่ละพื้นที่ชัดเจน ตามความต้องการของพื้นที่ ด้าน กนอ.ระบุ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษฯล่าช้า คาดประกาศใช้ได้ปี”61

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คณะอนุกรรมการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ที่มีนายอุตตม สาวนายนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสากหกรรมเป็นประธาน อยู่ในระหว่างจัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์สำหรับพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัดใหม่ทั้งหมดใน 2 ประเด็นหลักคือ ไม่จำกัดวงเฉพาะเพื่อดำเนินการเป็นนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น และให้คำนึงถึงความต้องการและประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ โดยในประเด็นแรกนั้นได้กำหนดเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ไว้เบื้องต้นคือ 1) เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก ให้จัดตั้งเป็นศูนย์โลจิสติกส์

2) เขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา จ.สงขลา จัดตั้งเป็นศูนย์กระจายสินค้า


3) เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว

จ.สระแก้ว ให้จัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรม และ 4) เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด ให้จัดตั้งเป็นเมืองใหม่เพื่อการท่องเที่ยว ส่วนพื้นที่ที่เหลือให้จัดตั้งเป็นศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์การศึกษา หรือนิคมอุตสาหกรรมเพื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นต้น ในขณะที่การประชาสัมพันธ์จะเน้นเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

นอกจากนี้เดินหน้าเชิงรุกโดยการจัดทำข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ที่ต้องการร่วมลงทุนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดพื้นที่และเส้นทางคมนาคมที่สามารถเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) และจะเดินสายสัญจร ประสานความร่วมมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JFTRO เพื่อชักจูงการลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุน

ใน 15 จังหวัดที่มีความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมไปก่อนหน้านี้ ให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดหาพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และให้มีการจัดทำคู่มือส่งเสริมการลงทุนไปจนถึงการจัดสัมมนาเพื่อชักจูงนักลงทุน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจะต้องนำเสนอต่อสภาพัฒน์เพื่อให้นำเสนอต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) วันที่ 17 พ.ย.นี้

“หากทำแค่นิคมจะได้แค่การลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ต้องจัดโรดโชว์ไปในพื้นที่เป้าหมาย หรือเหมือนที่กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) มาสัมมนาที่ไทย ภาพต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่จะต้องชัดเจนมากขึ้นว่าจะลงทุนอะไรได้บ้าง

ดังนั้น 13 ประเภทกิจการเป้าหมายก็ต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับตามพื้นที่ โดยแผนการตลาดทั้งหมดจะใช้งบปี”61”

ด้านนายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในแต่ละจังหวัดมีความพร้อมไม่เท่ากัน จึงนำเสนอให้เริ่มที่ 4 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความพร้อมมากที่สุดไปก่อน คือเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด, สะเดา, สระแก้ว และมุกดาหาร ซึ่งมีความพร้อมเกือบทุกด้านและมีมูลค่าซื้อขายผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้จำนวนมาก ส่วนแผนดึงนักลงทุนเข้ามา ภาครัฐต้องแก้ไขปัญหาที่มีก่อน เพื่อให้เกิดความสะดวกด้านการค้า การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่ลงทุน ซึ่งหากแก้ไขปัญหาได้เชื่อว่าจะทำให้มูลค่าการค้าชายแดนจะเพิ่มขึ้น เช่น พื้นที่เขตเศรษฐกิจฯ แม่สอดเป็น 300,000 ล้านบาท/ปี จากเดิม 100,000 ล้านบาท/ปี

ด้านนายนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยอมรับว่าล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และอาจเลื่อนการประกาศใช้เป็นปี 2561 จากที่ต้องออกมาพร้อมคู่กันกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ช่วงปลายปีนี้

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สถิติการขอรับการส่งเสริมพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558-30 ก.ย. 2560 จำนวน 47 โครงการ รวมวงเงินลงทุน 8,801 ล้านบาท ปัจจุบันผ่านการอนุมัติแล้ว 42 โครงการ

https://www.prachachat.net/economy/news-70468
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:29 PM   #91
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

ก.อุตฯ ระดมแผนการตลาดโปรโมต 10 เขตศก.พิเศษ มอบศูนย์ดำรงธรรมรับฟังความเห็นชุมชน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 - 22:59 น.

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 17 พ.ย.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้งหมด 10 แห่ง ที่มีนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าคณะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน

โดยมีการกำหนดเป้าหมายลงทุนตามศักยภาพของพื้นที่ อาทิ ศูนย์การลงทุนภาคอุตสาหกรรม ศูนย์การศึกษา ศูนย์การบริการทางการแพทย์ เพื่อให้การลงทุนมีความหลากหลายไม่เน้นอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันชุมชนอาจไม่ต้องการ มั่นใจว่าจะตอบโจทย์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนได้แท้จริง จากเดิมกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้เพียง 3-4 ด้าน อาทิ เขตการค้าชายแดน โลจิสติกส์ ศูนย์การผลิตชายแดนเท่านั้น

“ขณะนี้ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ 10 จังหวัดที่ตั้งของ 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าท้องถิ่นต้องการพัฒนาไปในทิศทางใดให้ชัดเจนและต้องการอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือต้องการพัฒนาด้านอื่นๆ ขณะเดียวกัน สศอ.จะลงไปศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อดูศักยภาพของพื้นที่ว่าควรจะลงทุนในธุรกิจใด อะไรเป็นกิจกรรมเด่นเพื่อนำมาจัดทำแผนพัฒนาได้ตรงเป้าหมาย รวมทั้งจะจัดคณะออกไปดึงดูดนักลงทุนเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ ให้เข้ามาลงทุน และร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่”นายศิริรุจกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีภารกิจในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 4 แห่ง ได้แก่ นิคมฯเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.สระแก้ว พื้นที่ 163 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สาธารณูปโภค 64 ไร่ พื้นที่ที่ก่อให้เกิดรายได้ 433 ไร่ ประกอบด้วย เขตประกอบการทั่วไป 89 ไร่ เขตประกอบการเสรี 60 ไร่ เขตพาณิชย์ 37 ไร่ และเขตสถานีไฟฟ้าย่อย 5 ไร่


ความคืบหน้าล่าสุด ระยะที่ 1 แล้วเสร็จประมาณ 87 ไร่ ประกอบด้วย โรงงานมาตรฐาน 3 หลัง ขนาด 1,000 ตารางเมตร 1 หลัง และขนาด 500 ตารางเมตร 2 หลัง ลานประชารัฐ อาคารจำหน่ายสินค้า 4 หลัง อาคารบริการ 50 ตารางเมตร 1 หลัง ความคืบหน้าด้านการตลาด มีผู้ประกอบการทำสัญญาแล้ว 1 ราย อยู่ในกิจการผลิตและส่งออกน้ำยาทำความสะอาด เป็นพื้นที่เช่า 3 ไร่ และมีผู้ทำสัญญาจองแล้ว 1 ราย บริษัท ไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) ผลิตชุดสายไฟในยานยนต์พื้นที่ 23 ไร่

ขณะที่นิคมฯเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อ.สะเดา จ.สงขลา พื้นที่ทั้งหมด 927 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สาธารณูปโภค 286 ไร่ และพื้นที่สีเขียว 102 ไร่ แบ่งเป็น เขตประกอบการทั่วไป 289 ไร่ เขตประกอบการโลจิสติกส์ฟรีโซน 119 ไร่ และเขตพาณิชย์ 48 ไร่ ขณะนี้ กนอ. ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์แล้ว จำนวน 629 ไร่ จากทั้งหมด 927 ไร่ ส่วนพื้นที่คงเหลือ 298 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมธนารักษ์เจรจากับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ และอยู่ระหว่างการจัดทำผลวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีนิคมฯเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด จ.ตาก พื้นที่ทั้งหมด 732 ไร่ แบ่งเป็นเขตประกอบการทั่วไป 256 ไร่ เขตประกอบการโลจิสติกส์และฟรีโซน 62 ไร่ เขตพาณิชย์ 95 ไร่ และเขตฟรีโซน 87 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินงานของกรมธนารักษ์เจรจากับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ และนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.นราธิวาส มีที่ตั้งที่ ต.ลาหาร อ.ยี่งอ และต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส มีเนื้อที่ 2,277 ไร่

https://www.khaosod.co.th/economics/news_635318
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 11:27 PM   #92
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

เว้นค่าเช่าที่ 2 ปีลงทุน 5 เขตพัฒนาชายแดน

17 November 2017


กนพ.เห็นชอบให้กรมธนารักษ์ปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดสรรหาคัดเลือกผู้ลงทุนในพื้นที่พัฒนา เพิ่มมาตรการเร่งรัดลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาฯ ให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ 2 ปี เฉพาะ 5 เขตพัฒนาฯ ชายแดน

-17 พ.ย.60-เว็บไซต์www.thaigov.go.th เผยแพร่ข่าวว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครั้งที่ 2/2560 ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยภายหลังการประชุมนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนพ. ได้พิจารณาประเด็นการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่สำคัญ 4 เรื่องและมีมติ ดังนี้

1. การสรรหาและคัดเลือกผู้ลงทุนในพื้นที่พัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมธนารักษ์ไปปรับปรุงเพิ่มเติมรายละเอียดในการสรรหาและคัดเลือกผู้ลงทุนในพื้นที่พัฒนา เพื่อให้สามารถดึงดูดการลงทุนโดยเฉพาะ SMEs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง พิจารณาปรับแนวทางและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นการค้า การลงทุน และการบริการ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้มากขึ้น พร้อมกับเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นค่าเช่าที่ดินราชพัสดุเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษตาก กาญจนบุรี นครพนม มุกดาหาร และหนองคายเป็นเวลา 2 ปี หากมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ในปีที่ 1 ของรอบปีที่ทำสัญญาเช่า และยกเว้นค่าเช่าฯ เป็นเวลา 1 ปี หากมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ในปีที่ 2 ของรอบปีที่ทำสัญญาเช่า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้สิทธิประโยชน์จะสิ้นสุดภายในปี 2563

2. การบริหารจัดการที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 2.1 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก ในส่วนของที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ครอบครองและยินยอมเจรจากับภาครัฐ เห็นชอบให้มีการแลกเปลี่ยนที่ดิน และชดใช้เงินตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวทางที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พื้นที่พัฒนาเป็นผืนเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการพัฒนาต่อไป นอกจากนั้นยังได้เห็นชอบให้ปรับขนาดของที่ดิน เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ของ กนอ. รวมทั้งเห็นชอบในหลักการ ให้กรมศุลกากรใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่พัฒนาบางส่วน จำนวน 120 ไร่ เพื่อจัดตั้งด่านศุลกากรแม่สอด แห่งที่ 2 ด้วย

2.2 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม เห็นชอบให้กันที่ดินราชพัสดุ แปลงที่ 1 บางส่วนในบริเวณที่ติดกับที่พักสงฆ์สามัคคีอุปถัมภ์ออก ประมาณ 42-1-22.60 ไร่ เพื่อคงไว้ตามสภาพเดิม ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณ 1,363-2-17.10 ไร่ ให้ดำเนินการเปิดประมูลให้เอกชนเช่า

3. การตลาดและประชาสัมพันธ์ ที่ประชุม กนพ. เห็นชอบกรอบแนวทางการจัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเน้นเป็นรายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากในและต่างประเทศ ส่งเสริมและพัฒนา SMEs และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ และให้มีคณะขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ เป็นกลไกบูรณาการการจัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์รายพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 ทั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามประชารัฐ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและจังหวัดในการประชาสัมพันธ์ โดยมีการปรับปรุงการดำเนินงานและรายงานความก้าวหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

4. การดำเนินงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะต่อไป ที่ประชุม กนพ. เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะต่อไป ดังนี้ 4.1 เร่งรัดการดำเนินโครงการและมาตรการสำคัญใน 10 เขตฯ ให้แล้วเสร็จเพื่อเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว 4.2 กำหนดพื้นที่ศักยภาพการลงทุนสูง 4 เขตฯ ได้แก่ ตาก สงขลา สระแก้ว และมุกดาหาร เน้นพัฒนาให้เชื่อมโยงและเกื้อกูลกับประเทศเพื่อนบ้าน และให้มีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ อาทิ การเพิ่มศักยภาพ/โอกาสการลงทุนของ SMEs และการเปิดโอกาสให้เอกชนเสนอโครงการลงทุนและรัฐพิจารณาสนับสนุนโครงการ/มาตรการที่เหมาะสม และ 4.3 เน้นการท่องเที่ยว การค้าและบริการใน 6 เขตฯ ได้แก่ ตราด หนองคาย นครพนม เชียงราย กาญจนบุรี และนราธิวาส โดยกำหนดบทบาทที่ควรสนับสนุนในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ (1) คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน พิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดมาตรการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนตามจุดเน้นการพัฒนาในพื้นที่ศักยภาพการลงทุนสูง 4 เขตฯ และการสนับสนุน SMEs ในการลงทุน (2) หน่วยงาน ได้แก่ สธ./ศธ./คค./พณ./อก./กก./รง./ศก. พิจารณาสนับสนุนการดำเนินงานตามแนวทางฯ ให้บรรลุผล โดยเฉพาะในพื้นที่ศักยภาพการลงทุนสูง 4 เขตฯ และ (3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินโครงการ/มาตรการสำคัญใน 10 เขตฯ ให้แล้วเสร็จ

http://www.thansettakij.com/content/232597
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2017, 08:29 PM   #93
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

ตามไปดู ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน’ พบการลงทุนไม่บูมอย่างที่โว


กองบรรณาธิการ TCIJ 3 ธ.ค. 2560

จำได้หรือไม่ว่าหลังการรัฐประหาร 2557 รัฐบาล คสช. เคยผลักดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเป็นไม้เด็ดด้านนโยบายเศรษฐกิจ ตั้งเป้าไว้ถึง 10 จังหวัด TCIJ ชวนดูข้อมูลของโครงการระยะที่ 1 ใน 5 จังหวัด พบระหว่างปี 2558-2559 ยอดจัดตั้งนิติบุคลใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษบางจังหวัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บางจังหวัดยอดจดทะเบียนน้อยกว่าก่อนประกาศ ธุรกิจขนาดใหญ่ผุดน้อยมาก ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

หลังจากที่รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออก ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่ 1/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (ประกาศ กนพ. ที่ 1/2558) ต่อมาในเดือน ก.ค. 2558 รัฐบาลมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ Special Economic Zone (SEZ) ระยะแรกใน 5 พื้นที่ชายแดน ได้แก่ (1) แม่สอด/ตาก (2) อรัญประเทศ/สระแก้ว (3) ตราด (4) มุกดาหาร และ (5) สะเดา/สงขลา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ, สร้างงาน, กระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ, จัดระเบียบบริเวณชายแดน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามายังพื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งทั้ง 5 พื้นที่เป้าหมายดังกล่าว (เนื้อที่รวมประมาณ 1.83 ล้านไร่) ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งในแง่ความได้เปรียบด้านตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ มีฐานการผลิตที่ค่อนข้างโดดเด่น มีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและแรงงาน ไม่มีภัยพิบัติรุนแรง และไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ธุรกิจที่ลงทุนใน SEZ จะได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีร้อยละ 50 เพิ่มอีก 5 ปี แม้ว่าโดยปกตินโยบายการส่งเสริมการลงทุนของ BOI จะไม่เน้นสนับสนุนธุรกิจที่ใช้แรงงานแต่มุ่งเน้นสนับสนุนธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีสูง มีการวิจัยและสร้างนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นหลัก แต่ในกรณีนี้ ธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลักที่ตั้งอยู่ใน SEZ จะได้รับการสนับสนุนตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) กำหนด โดยจะเป็นธุรกิจที่แต่ละพื้นที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมรมสิ่งทอ, สินค้าเกษตรแปรรูป, เฟอร์นิเจอร์, การท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดน เช่น คลังสินค้า โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น [1]

TCIJ ได้รวบรวมข้อมูลจาก ข้อมูลธุรกิจเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูล ณ 19 ธ.ค. 2559, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 30 พ.ย. 2560) เพื่อติดตามความคืบหน้าของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก สระแก้ว มุกดาหาร ตราด และสงขลา จนถึงปลายปี 2559 พบว่า ยอดจัดตั้งนิติบุคลใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษบางจังหวัดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บางจังหวัดยอดจัดตั้งนิติบุคลใหม่ในเขตเศรษฐกิจน้อยกว่าก่อนประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และพบว่าธุรกิจส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ส่วนการจัดตั้งนิติบุคลใหม่ที่มีขนาดใหญ่มีน้อยมาก โดยรายละเอียดที่น่าสนใจของทั้ง 5 จังหวัดมีดังนี้

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก



ความเป็นมา จ.ตาก ถูกจัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรก ตามประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.ตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) 2.ฝั่งตะวันตกสามารถเป็นประตูเชื่อมไปยังย่างกุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพม่า และสามารถเชื่อมต่อไปยังอินเดียและจีนตอนใต้ และ 3.พื้นที่ชายแดนฝั่งพม่ายังมีแรงงานจำนวนมากพร้อมรองรับการพัฒนาที่แม่สอด รวมทั้งสามารถร่วมดาเนินกิจการในลักษณะอุตสาหกรรมการผลิตร่วม (co-production) กับนิคมอุตสาหกรรมเมียวดี (พม่า)

ข้อมูลทั่วไป พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตากครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ 14 ตำบล รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 886,875 ไร่ (1,419 ตร.กม.) ดังนี้ 1.อำเภอแม่สอด ครอบคลุม 8 ตำบล ได้แก่ แม่สอด พระธาตุผาแดง ท่าสายลวด แม่ตาว แม่กาษา แม่ปะ แม่กุ และมหาวัน 2.อำเภอพบพระ ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ พบพระ ช่องแคบ และวาเล่ย์ 3.อำเภอแม่ระมาด ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ แม่จะเรา แม่ระมาด และขะเนจื้อ

ข้อมูลนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ ก่อนที่รัฐบาลมีประกาศกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2558 จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ฯ ในปี 2557 มีจำนวน 150 ราย เฉลี่ยเดือนละ 12 ราย โดยหลังประกาศฯ จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ฯ มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 180 ราย เฉลี่ยเดือนละ 16 ราย แสดงถึงแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุดในปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) คือ ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไป รองลงมาได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร

ข้อมูลนิติบุคคลคงอยู่ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก มีนิติบุคคลคงอยู่จำนวน 1,313 ราย ทุนจดทะเบียน 4,657.67 ล้านบาท ส่วนนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 561 ราย ทุนจดทะเบียน 2,221.04 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น (จ.ตาก) 1,874 ราย ทุนจดทะเบียน 6,878.71 ล้านบาท

ขนาดธุรกิจ ธุรกิจส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตากเป็นธุรกิจ SMEs (ขนาดเล็กและขนาดกลาง) จำนวน 1,310 ราย คิดเป็น 99.8% โดยแบ่งเป็น ขนาดเล็ก 1,295 ราย (98.6%) ขนาดกลาง 15 ราย (1.2%) และขนาดใหญ่ 3 ราย (0.2%) (*แบ่งขนาดธุรกิจจากมูลค่าสินทรัพย์ถาวร ตามนิยามของ สสว.)

ประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีจำนวนผู้ประกอบการสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ก่อสร้างอาคารทั่วไป 125 ราย (10%) ทุนจดทะเบียน 230.80 ล้านบาท (5%) 2.ขายส่งสินค้าทั่วไป 97 ราย (7%) ทุนจดทะเบียน 155.70 ล้านบาท (3%) 3.อสังหาริมทรัพย์ 52 ราย (4%) ทุนจดทะเบียน 397.30 ล้านบาท (9%) 4.ขายส่งข้าวเปลือกและธัญพืช 46 ราย (4%) 281.70 ล้านบาท (6%) และ 5.ผลิตเสื้อผ้าชั้นนอก 40 ราย (3%) 150.30 ล้านบาท (3%)

การลงทุนต่างชาติ มูลค่าทุนจดทะเบียนของชาวต่างชาติในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก มีมูลค่าทั้งสิ้น 555.53 ล้านบาท คิดเป็น 12% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยประเทศที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไต้หวัน ทุนจดทะเบียน 172.86 ล้านบาท (31%) 2.ฮ่องกง 56.49 ล้านบาท (10%) 3.ญี่ปุ่น 52.12 ล้านบาท (9%) 4.พม่า 41.45 ล้านบาท (7%) 5.จีน 23.01 ล้านบาท (4%)

ประเภทธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ผลิตเครื่องจักร ทุนจดทะเบียน 105.00 ล้านบาท (19%) 2.ผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ 63.85 ล้านบาท (11%) 3.ผลิตชุดชั้นในและชุดนอน 56.49 ล้านบาท (10%) 4.ตัดเย็บเสื้อผ้าตามคำสั่งซื้อ 53.73 ล้านบาท (10%) และ5.ผลิตสิ่งทอ 46.00 ล้านบาท (8%)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว



ความเป็นมา จ.สระแก้ว ถูกจัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกตามประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 โดยถูกตั้งเป้าให้เป็นศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ได้แก่ • เป็นพื้นที่ค้าส่งระหว่างประเทศและค้าปลีกที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากอรัญประเทศตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง (ประมาณ 250 กม.) และกรุงเทพฯ (ประมาณ 260 กม.) • อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (GMS Southern Economic Corridor) ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของไทย ในการขนส่งสินค้าไปยังพนมเปญและเวียดนามตอนใต้ รวมทั้งสามารถร่วมดำเนินกิจการในลักษณะอุตสาหกรรมการผลิตร่วม (co-production) กับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต-โอเนียง (กัมพูชา) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากนักลงทุนไทย เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า กล่องใส่เครื่องประดับซึ่งใช้แรงงานเข้มข้น • ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศที่กาลังพัฒนาโดยลดหรือยกเว้นภาษีนาเข้าแก่สินค้าที่อยู่ในกลุ่มได้รับสิทธิ (Generalized System of Preferences: GSP)

ข้อมูลทั่วไป พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วครอบคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ 4 ตำบล รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 207,500 ไร่ (332 ตร.กม.) ดังนี้ 1.อำเภออรัญประเทศ ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ท่าข้าม บ้านด่าน และป่าไร่ 2.อำเภอวัฒนานคร ครอบคลุม 1 ตำบล ได้แก่ ผักขะ

ข้อมูลนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.55-พ.ย.59) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันที่ 19 ม.ค.58 รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดสระแก้วเป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก ส่งผลให้มีจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในปี 2558 เพิ่มขึ้นสูงสุด จำนวน 22 ราย การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 17 ราย และเมื่อพิจารณาในภาพรวมของจังหวัดสระแก้วมีนิติบุคคลจัดตั้งทั้งสิ้น จำนวน 165 ราย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7 ราย คิดเป็น 4%

ข้อมูลนิติบุคคลคงอยู่ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว มีนิติบุคคลคงอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว 131 ราย (9%) ทุนจดทะเบียน 933.35 ล้านบาท (11.2%) นอกพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว 1,358 ราย (91%) ทุนจดทะเบียน 7,393.19 ล้านบาท (88.8%) รวมทั้งสิ้น (จ.สระแก้ว) 1,489 ราย ทุนจดทะเบียน 8,326.54 ล้านบาท

ขนาดธุรกิจ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 98.5% ของนิติบุคคลทั้งหมด โดยแบ่งเป็นขนาดเล็ก 127 ราย (97%) ขนาดกลาง 2 ราย (1.5%) และขนาดใหญ่ 2 ราย (1.5%)

ประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีจำนวนผู้ประกอบการสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ก่อสร้างอาคารทั่วไป 20 ราย (15%) ทุนจดทะเบียน 136.50 ล้านบาท (15%) 2.ขายส่งสินค้าทั่วไป 10 ราย (8%) ทุนจดทะเบียน 17.00 ล้านบาท (2%) 3.ขนส่งสินค้าและคนโดยสาร 8 ราย (6%) ทุนจดทะเบียน 5.85 ล้านบาท (1%) 4.อสังหาริมทรัพย์ 6 ราย (5%) ทุนจดทะเบียน 247.00 ล้านบาท (26%) และ 5. ขนส่งผู้โดยสารทางบก 6 ราย (5%) ทุนจดทะเบียน 4.70 ล้านบาท (1%)

การลงทุนต่างชาติ มูลค่าทุนจดทะเบียนของชาวต่างชาติในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว มีมูลค่าทั้งสิ้น 19.81 ล้านบาท คิดเป็น 2% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยประเทศที่ลงทุน ได้แก่ 1. จีน ทุนจดทะเบียน 13.40 ล้านบาท (68%) 2. กัมพูชา 5.37 ล้านบาท (27%) 3. เกาหลี 1.04 ล้านบาท (5%)

ประเภทธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ผลิตเครื่องนอน/ผ้าที่ใช้บนโต๊ะอาหาร ห้องน้ำ และห้องครัว 5.60 ล้านบาท (28%) 2.ขายส่งสินค้าทั่วไป 4.23 ล้านบาท (21%) 3.ขายปลีกสินค้าใช้แล้ว 2.31 ล้านบาท (12%) 4.ขายปลีกของใช้ในครัวเรือนที่ทำจากสิ่งทอ 1.96 ล้านบาท (10%) 5.ขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ชนิดใช้ในครัวเรือน 1.96 ล้านบาท (10%)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร



ความเป็นมา จ.มุกดาหาร ถูกจัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกตามประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ได้แก่ •ตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) สามารถเชื่อมโยงสู่ลาว เวียดนาม และประเทศในแถบตะวันออกไกล (ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน) •เป็นช่องทางสา คัญในการขนส่งสินค้า เช่น เครื่องดื่ม ผลไม้ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ •สามารถร่วมดำเนินกิจการในลักษณะอุตสาหกรรมการผลิตร่วมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน (สปป.ลาว) ที่มีลงทุนการจากหลากหลายประเทศ เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนกล้องถ่ายรูปจากญี่ปุ่น (Nikon) เป็นต้น

ข้อมูลทั่วไป พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ 11 ตำบล รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 361,542 ไร่ (578.5 ตร.กม.) ดังนี้ 1.อำเภอเมืองมุกดาหาร ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ คำอาฮวน นาสีนวน บางทรายใหญ่ มุกดาหาร ศรีบุญเรือง 2.อำเภอหว้านใหญ่ ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ชะโนด บางทรายน้อย ป่งขาม หว้านใหญ่ 3.อำเภอดอนตาล ครอบคลุม 2 ตำบล ได้แก่ ดอนตาล โพธิ์ไทร

ข้อมูลนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ ก่อนที่รัฐบาลประกาศกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2558 จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ฯ ในปี 2557 มีจำนวน 80 ราย โดยหลังประกาศฯ จานวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในพื้นที่ฯ ในปี 2558 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 15 ราย คิดเป็น 18% และในปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 82 ราย ลดลง 13 ราย คิดเป็ น 14% โดยธุรกิจที่จัดตั้งสูงสุด คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา ได้แก่ ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านค้าทั่วไป และธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ

ธุรกิจที่มีจำนวนผู้ประกอบการสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ก่อสร้างอาคารทั่วไป 144 ราย (21%) มูลค่าการลงทุน 626.40 ล้านบาท (16%) 2.ขายปลีกวัสดุก่อสร้าง 21 ราย (3%) 64.20 ล้านบาท (2%) 3.ขายส่งสินค้าทั่วไป 20 ราย (3%) 59.00 ล้านบาท (1%) 4.ขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ 19 ราย (3%) 59.10 ล้านบาท (2%) และ 5.ขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร 19 ราย (3%) 48.80 ล้านบาท (1%)

การลงทุนต่างชาติ มูลค่าทุนจดทะเบียนของชาวต่างชาติในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร มีมูลค่าทั้งสิ้น 34.94 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยประเทศที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย 9.78 ล้านบาท (28%) 2. จีน 8.12 ล้านบาท (23%) 3.ลาว 5.12 ล้านบาท (15%) 4.อินเดีย 2.00 ล้านบาท (6%) และ 5.สหรัฐอเมริกา 1.79 ล้านบาท (5%)

ประเภทธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อสังหาริมทรัพย์ 11.27 ล้านบาท (32%) 2.โรงแรม และรีสอร์ท 5.60 ล้านบาท (16%) 3.ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ 2.94 ล้านบาท (8%) 4.ขายส่งไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้แปรรปู 2.23 ล้านบาท (6%) และ 5.ขายปลีกสินค้าในร้านค้า 2.00 ล้านบาท (6%)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด



ความเป็นมา จ.ตราด ถูกจัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกตามประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 โดยถูกตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการค้าส่ง ขนส่งต่อเนื่องระหว่างประเทศ และเป็นศูนย์กลางให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้ • ตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ สามารถเข้าถึงท่าเรือแหลมฉบัง (ประมาณ 340 กิโลเมตร) รวมถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) ประมาณ 250 กิโลเมตร • เป็นเมืองประตูการค้าชายแดน มีด่านการค้าบ้านหาดเล็กรองรับการพัฒนา มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กระจายสินค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และอุตสาหกรรม ขนาดเล็ก (เกษตรอินทรีย์) • มีฐานการท่องเที่ยวในพื้นที่ และสามารถเชื่อมโยงกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง (กัมพูชา) ซึ่งมีการลงทุนจากต่างชาติ เช่น โรงงานรถยนต์เกาหลี (Hyundai) โรงงานผลิตวอลเล่ย์บอล (Mikasa) และผลิตสายไฟในรถยนต์ (Yazaki) จากญี่ปุ่น

ข้อมูลทั่วไป พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ในอำเภอคลองใหญ่ ได้แก่ คลองใหญ่ หาดเล็ก และไม้รูด รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 31,375 ไร่ (50.2 ตร.กม.) ระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานคร 420 กิโลเมตร เดินทางโดยทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (กรุงเทพมหานคร-ชลบุรีสายใหม่) ทางหลวงหมายเลข 344 หมายเลข 3 และหมายเลข 31

ข้อมูลนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดตราดเป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด ในปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน (ม.ค.-ธ.ค.2558) คิดเป็น 50% เมื่อพิจารณาในภาพรวมของ จ.ตราด ปี 2559 (ม.ค.-พ.ย.) มีนิติบุคคลจัดตั้ง จำนวน 128 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ม.ค.-ธ.ค.2558) จำนวน 43 ราย คิดเป็น 51% เช่นกัน โดยธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นอันดับแรก คือ ธุรกิจขายจักรยานยนต์ รองลงมาได้แก่ ธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท และธุรกิจขายส่งผัก และผลไม้

ข้อมูลนิติบุคคลคงอยู่ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด มีนิติบุคคลคงอยู่จานวน 102 ราย (9%) รวมทุนจดทะเบียน 338.50 ล้านบาท (7%) นอกพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด 1,006 ราย (91%) 4,731.15 ล้านบาท (93%) รวมทั้งสิ้น (จ.ตราด) 1,108 ราย 5,069.65 ล้านบาท

ขนาดธุรกิจ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด ธุรกิจทั้งหมดเป็นธุรกิจ SMEs โดยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก 98 ราย (96%) ธุรกิจขนาดกลาง 3 ราย (4%)

ธุรกิจที่มีจำนวนผู้ประกอบการสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ขายปลีกวัสดุก่อสร้าง 12 ราย (12%) ทุนจดทะเบียน 37.40 ล้านบาท (11%) 2.ตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและตัวแทนของ 8 ราย (8%) 5.30 ล้านบาท (2%) 3.ขายส่งสินค้าทั่วไป 7 ราย (7%) 7.90 ล้านบาท (2%) 4.ขายจักรยานยนต์ 5 ราย (5%) 8.50 ล้านบาท (3%) และ 5.ขายส่งปลาและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ 5 ราย (5%) 5.50 ล้านบาท (2%)

การลงทุนต่างชาติ มูลค่าทุนจดทะเบียนของชาวต่างชาติในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด มีมูลค่าทั้งสิ้น 22.41 ล้านบาท คิดเป็น 7% ของมูลค่าทุนทั้งหมด ประเทศที่ลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ฝรั่งเศส ทุนจดทะเบียน 20.58 ล้านบาท (91.8%) 2. อินเดีย 0.78 ล้านบาท (3.5%) 3. กัมพูชา 0.10 ล้านบาท (0.4%) 3. จีน ไทเป 0.10 ล้านบาท (0.4%)

ประเภทธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.โรงแรม และรีสอร์ท ทุนจดทะเบียน 20.58 ล้านบาท (91.8%) 2.ขายปลีกวัสดุก่อสร้าง 0.82 ล้านบาท (3.7%) 3.ขายปลีกเสื้อผ้า 0.78 ล้านบาท (3.5%) 4.อสังหาริมทรัพย์ 0.13 ล้านบาท (0.6%) และ 5. ขายส่งปลาและผลิตภัณฑ์สัตว์น้า 0.10 ล้านบาท (0.4%)

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา



ความเป็นมา จ.สงขลา ถูกจัดตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกตามประกาศ กนพ. ที่ 1/2558 โดยถูกตั้งเป้าให้เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ได้แก่ • เป็นจังหวัดศูนย์กลางของภาคใต้ เนื่องจากมีด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นด่านทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดอันดับหนึ่งและอันดับสองของไทยตามลาดับ ทั้งสอง พื้นที่อยู่ใกล้ท่าเรื่อปีนังและท่าเรือกลางของมาเลเซีย และมีการเชื่อมโยงการรถไฟระหว่างไทย-มาเลเซียผ่านทางปาดังเบซาร์ มีฐานการผลิตในพื้นที่ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา อาหารทะเล และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น • เป็นพื้นที่ภายใต้โครงการความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ขยายออกสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโอกาสการพัฒนาเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษร่วมระหว่างสะเดากับบูกิตกายูฮีตัม (มาเลเซีย) เพื่อการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งสามารถขยายความร่วมมือทางการค้าการค้าการลงทุนต่อเนื่องในแนวทางด่วนเหนือ-ใต้ (North-South Expressway) ในมาเลเซียเข้าสู่พื้นที่ตอนในของมาเลเซีย

ข้อมูลทั่วไป พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 1 อำเภอ 4 ตำบล รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 345,187.5 ไร่ (552.3 ตร.กม.) คือ อำเภอสะเดา ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ สะเดา สำนักขาม สำนักแต้ว และปาดัง-เบซาร์ ระยะทาง ห่างจากกรุงเทพฯ 950 กิโลเมตร เดินทางโดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 และหมายเลข 2 (สายเอเชีย) การคมนาคมขนส่ง มีท่าเรือน้ำลึกสงขลา มีสนามบินพาณิชย์ที่อำเภอหาดใหญ่ และมีทางหลวงแผ่นดินและรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียผ่านทางปาดังเบซาร์ และเชื่อมโยงกับประเทศสิงคโปร์

ข้อมูลนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.2557-ต.ค.2559) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ในวันที่19 ม.ค.58 รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก ส่งผลให้มีจานวนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในปี 2558 จานวน 42ราย เพิ่มขึ้น 8 ราย คิดเป็น 24% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา(ปี 57=34 ราย) และเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ต่อเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2557 จำนวน 3 ราย ปี 2558 จำนวน 4 ราย และในปี 2559 (ม.ค.พ.ย.) จำนวน 4 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการขยายตัวของธุรกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลนิติบุคคลคงอยู่ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มีนิติบุคคลคงอยู่ จำนวน 412 ราย (5%) มูลค่าทุนจดทะเบียน 5,149.96 ล้านบาท (5.1%) นอกพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา จำนวน 8,216 ราย (95%) 95,019.92 ล้านบาท (94.9%) รวมทั้งสิ้น (จ.สงขลา) 8,628 ราย 100,169.88 ล้านบาท

ขนาดธุรกิจ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึง 98.5% ของนิติบุคคลทั้งหมด และส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบริการ ทั้งนี้ขนาดธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา เป็นขนาดเล็ก 385 ราย (93.4%) ขนาดกลาง 21 ราย (5.1%) และขนาดใหญ่ 6 ราย (1.5%)

ธุรกิจที่มีจำนวนผู้ประกอบการสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ตัวแทนดาเนินพิธีการศุลกากร 39 ราย (9.5%) ทุนจดทะเบียน 37.55 ล้านบาท (0.7%) 2.โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด 32 ราย (7.8%) 823.50 ล้านบาท (16.0%) 3.ขนส่งสินค้าและคนโดยสาร 23 ราย (5.6%) 63.50 ล้านบาท (1.2%) 4.ก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 22 ราย (5.3%) 34.25 ล้านบาท (0.7%) และ 5.ซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเอง เพื่อการพักอาศัย 16 ราย (3.9%) 1,082.00 ล้านบาท (21.0%)

การลงทุนต่างชาติ มูลค่าทุนจดทะเบียนของชาวต่างชาติในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,283.73 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของมูลค่าทุนทั้งหมด โดยประเทศที่ลงทุน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย ทุนจดทะเบียน 1,279.66 ล้านบาท (99.7%) 2.อังกฤษ 1.10 ล้านบาท (0.1%) 3.ลิเบีย 0.98 ล้านบาท (0.1%)

ประเภทธุรกิจที่ต่างชาติลงทุนมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ด้านสุขอนามัย หรือเภสัชกรรมที่ทำจากยาง ทุนจดทะเบียน 321.00 ล้านบาท (25.0%) 2.ซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเอง เพื่อการพักอาศัย 312.06 ล้านบาท (24.3%) 3.โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด 197.94 ล้านบาท (15.4%) 4.การขายส่งพืชน้ำมันที่ใช้ในการผลิตน้ำมันพืช 108.68 ล้านบาท (8.5%) และ 5.การผลิตเครื่องมือกล 72.00 ล้านบาท (5.6%)

http://www.tcijthai.com/news/2017/12/scoop/7555
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2017, 08:30 PM   #94
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,339
Likes (Received): 4369

จับตา: อุปสรรค 'เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน' จากมุมมองของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

กองบรรณาธิการ TCIJ 3 ธ.ค. 2560

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุถึงปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง ขับเคลื่อนได้ช้าทั้งปัญหากฎระเบียบต่าง ๆ ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ถนนในบางพื้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ

เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ระบุถึงปัญหาที่ทำให้เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง ขับเคลื่อนได้ช้า ว่ามาจากปัญหาหลัก ๆ ได้แก่

1.กฎกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2560 ห้ามก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ที่มีขนาดเกิน 500 ตารางเมตร ซึ่งมีประมาณ 4-5 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 4-5 แห่งที่ติดปัญหานี้ ซึ่งจะต้องรอกฎหมายผังเมืองออกมาจึงจะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว


2. ในพื้นที่สร้างนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง ติดปัญหาชุมชน ทำให้จัดหาที่ดินในการนำมาใช้ได้ล่าช้า เช่น นิคมฯ แม่สอด จ.ตาก พึ่งจะแก้ปัญหาได้ ซึ่ง กนอ. ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ในการพัฒนานิคมฯ จึงทำให้เอกชนเข้าไปลงทุนได้ช้า


3. ถนนในบางพื้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งต้องใช้เวลา รวมทั้งยังมีปัญหาการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการเปิดด่านถาวร


4. ประกาศมาตรการสนับสนุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นแบบต่ออายุปีต่อปี ซึ่งล่าสุดมาตรการส่งเสริมที่จะหมดอายุในปี 2560 BOI ก็ต่อให้อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดในปี 2561 ซึ่งควรจะปรับเป็นมาตรการระยะยาวมีอายุ 5 ปี


5. กฎระเบียบต่าง ๆ ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น รถขนส่งสินค้าข้ามไปพม่าจะต้องทำวีซ่า ต้องทำเป็นหนังสือผ่านแดน (Border Pass) ซึ่งจะเปิดทำการช่วง 8.30 น. แต่ด่านชายแดนเปิดทำการตั้งแต่ 05.30 น. ทำให้มีรถบรรทุกจำนวนมากต้องไปจอดรอติดขัดที่ด่านชายแดน รวมทั้งไทยยังไม่อนุญาตให้รถบรรทุกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ทำให้ต้องจอดขนถ่ายสินค้าเกิดความติดขัดหน้าด่าน ทำให้การจนส่งต่าง ๆ ยากลำบาก

6. ปัญหาการแลกเปลี่ยนเงินต่างชาติเป็นเงินบาท ไม่เป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า

http://www.tcijthai.com/news/2017/12/watch/7556
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off

Related topics on SkyscraperCity


All times are GMT +2. The time now is 09:10 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu