daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old November 3rd, 2017, 11:32 PM   #3581
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

“เอ็กซิมแบงก์” งานเข็นครกขึ้นภูเขา ดันธุรกิจไทยย้ายฐานปักธง CLMV

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 - 18:08 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

หลังจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เข้าสู่โหมด “ปรับบทบาทองค์กร” มาพักใหญ่ โดยทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี (ปี 2560- 2570) ออกมา

ล่าสุด “พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา” กรรมการผู้จัดการ เอ็กซิมแบงก์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2560 นี้ ตั้งเป้าขยับสินเชื่อคงค้างเพิ่มเป็น 85,000 ล้านบาท โตราว 5-6% จากสิ้นปี 2559 ซึ่งหลังผ่านมา 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย. 60) ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,016 ล้านบาท โดยมีเงินให้สินเชื่อคงค้างที่ 84,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,469 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นสินเชื่อใหม่ 18,576 ล้านบาท

ขณะที่สินเชื่อคงค้างธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อยู่ที่ 35,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,023 ล้านบาท หรือ 16.27% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปัจจุบันแบงก์มีลูกค้าราว 2,500 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นใน 9 เดือนแรกประมาณ 600-700 ราย แต่ก็มีลูกค้าเก่าหายไป 300-400 ราย เนื่องจากลูกค้าที่แข็งแรงขึ้นแล้วมีทางเลือกมากขึ้น สามารถไปขอสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ได้


“เราก็ดีใจที่เขามีทางเลือกมากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการที่เข้ามาใหม่ก็มีขนาดเล็กลง คือขอสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ก็เป็นกลุ่มที่ส่งออกสินค้าอย่างเดียว จะไม่ได้ออกไปลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีโปรแกรมให้กู้ไม่เกิน 5 แสนบาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเหมาะกับ SMEs และไม่มีแบงก์อื่นในประเทศไทยที่ให้แบบนี้”

ขณะที่เอ็กซิมแบงก์ประเมินว่า การส่งออกปีนี้น่าจะเติบโตได้ 7-8% สูงสุดในรอบ 6 ปี ซึ่ง “พิศิษฐ์” บอกว่า ธนาคารไม่กังวลการปล่อยสินเชื่อให้เติบโตตามเป้าหมาย แถมยังต้องการทำให้ได้สูงกว่าเป้าอีกด้วย แต่ก็ยอมรับว่า การส่งออกที่ดีขึ้นจะเป็นธุรกิจรายใหญ่กับรายกลางมากกว่า

“เอสเอ็มอีตอนนี้มีสัญญาณฟื้นจริง ๆ อาจจะไม่หวือหวา คงต้องใช้เวลา แต่ดูแนวโน้มดีขึ้น เห็นจากคนมาขอสินเชื่อกันมากขึ้น ยอดปฏิเสธสินเชื่อลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น คุณภาพของคนที่เข้ามาขอสินเชื่อก็ดีขึ้น สะท้อนว่ามีความต้องการสินเชื่อ เอาไปขยาย ทำการค้าจริง”

ส่วนท่ามกลางค่าเงินบาทที่ผันผวน “พิศิษฐ์” ยืนยันว่า ธุรกิจ SMEs มีการตื่นตัวป้องกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้น ซึ่งโปรดักต์สินเชื่อของเราจะแถมประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้อัตโนมัติ

“จากสมัยก่อนที่พอเจ็บตัวแล้วถึงจะเข้ามา แต่วันนี้เริ่มปรับตัวกันมากขึ้น และเนื่องจากโปรดักต์เราไม่ได้ต้องการหลักประกัน ซึ่งเมื่อเราให้สินเชื่อไปแล้ว ก็ให้วงเงินฟอร์เวิร์ดไปด้วยเลย ฉะนั้นลูกค้าเราก็เริ่มมีมา จำนวนรายที่มาขอสินเชื่อแล้วขอบุ๊กฟอร์เวิร์ดด้วยเพิ่มขึ้น 10-20% หรือราว 700 ราย”

ด้านสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศของเอ็กซิมแบงก์มียอด ณ สิ้น ก.ย. 2560 จำนวน 35,554.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,062 ล้านบาท เติบโต 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) สัดส่วนกว่า 70% ของสินเชื่อต่างประเทศทั้งหมด

ในด้านการลงทุนที่โจทย์สำคัญอันเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของแบงก์ คือ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน เน้นตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontier Markets) ที่มีโอกาส รวมถึงเป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ให้มุ่งเน้นขยายการลงทุนในกลุ่ม CLMV นั้น

“พิศิษฐ์” ยอมรับว่า หลังเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนแห่งแรกที่ประเทศ “เมียนมา” เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ยังมีการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนเข้ามาค่อนข้างน้อยแค่หลักพันล้านบาท แถมจำนวนรายก็ยังไม่มาก ซึ่งแบงก์ยังไม่ได้อนุมัติ เนื่องจากยังต้องรอขั้นตอนต่าง ๆ ของทางเมียนมา

“ตอนนี้ติดต่อมาประมาณ 10 ราย แต่ยังต้องรอขั้นตอนต่าง ๆ เพราะขั้นตอนฝั่งเมียนมาค่อนข้างมาก ซึ่งต้องมีความชัดเจนจากฝั่งโน้นก่อน จึงจะมาใช้เงิน ระหว่างนี้ก็เตรียมตัวกันไป ทั้งนี้ เงินจะออกได้น่าจะปลายปีหน้า”

ขณะเดียวกันก็พบว่าธุรกิจตั้งแต่รายกลางลงมา ส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิต มีแต่รายใหญ่ เช่น ธุรกิจปูนซีเมนต์ เป็นต้น แต่ก็มีผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจด้านพลังงานในเมียนมา ซึ่งแบงก์ก็พร้อมซัพพอร์ต โดยเฉพาะการให้ข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากเมียนมาไม่มีหน่วยงานลักษณะ “เครดิตบูโร”

ขณะที่การไปตั้งสำนักงานตัวแทนใน สปป.ลาวนั้น แบงก์คาดว่าจะเป็นเดือน ม.ค. 2561 และขยายไปกัมพูชาต่อไป ซึ่งนอกจาก CLMV แล้ว แบงก์ยังพร้อมสนับสนุนตลาดใหม่ ๆ อย่างอิหร่านและอินเดียด้วย ซึ่งล่าสุดเอ็มดีเอ็กซิมแบงก์ได้ยืนยันกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

“เราอยากส่งเสริมการลงทุนใน CLMV อยากให้ผู้ประกอบการใช้ประกันการส่งออกด้วย โดยเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ไม่แข่งกับธนาคารพาณิชย์ แต่ให้เป็นทางเลือก นอกจากนี้เราก็จะไป Step in ประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อย อย่างเช่น อิหร่าน แอฟริกา เป็นต้น จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องไปผ่านนายหน้าคนกลาง เราก็จะไปช่วยเพื่อให้ต้นทุนของผู้ประกอบการถูกลง เพียงแต่เงื่อนไขอาจจะไม่ง่าย แต่การไม่มีคนช่วย ความเสี่ยงจะสูงมาก ดังนั้นก็ไม่อยากให้หงุดหงิดรำคาญ ถ้าเราต้องขอข้อมูล”

ทั้งหมดนี้คือหนทางที่เอ็กซิมแบงก์วาดฝันไว้ว่าจะยกระดับองค์กรให้เทียบชั้น “ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น” (JBIC) แม้ว่าจะยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยก็ตาม

https://www.prachachat.net/finance/news-65735
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 4th, 2017, 12:03 AM   #3582
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

จีน-เวียดนาม บรรลุความเห็นร่วมกันเรื่องทะเลจีนใต้


3 November 2017

จีนและเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงที่จะจัดการพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ผ่านการเจรจา

- 3 พ.ย. 60 - กระทรวงต่างประเทศจีนเผย จีนและเวียดนามจะหารือกันฉันมิตร และจะร่วมกันจัดการดูแลน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องความสัมพันธ์จีน เวียดนาม และสเถียรภาพในทะเลจีนใต้ ระบุ จีนหวังว่าประเทศที่อยู่นอกภูมิภาคจะสามารถมองการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ไปในทางที่ดี

กระทรวงต่างประเทศจีนยังได้กล่าวถึงการหารือเรื่องปฏิญญาข้อปฏิบัติและจรรยาบรรณในทะเลจีนใต้ ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมาก เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆมีความมุ่งมั่น ความสามารถ และความรู้ที่จะจัดการเรื่องทะเลจีนใต้อย่างเหมาะสม

พื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้เป็นทางผ่านของเรือบรรทุกสินค้านานาชาติ มูลค่าการค้าสูงถึงสามล้านล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี หลังจีนประกาศสิทธิครอบครองพื้นที่ เวียดนามเป็นประเทศในภูมิภาคที่ออกมาต่อต้านมากที่สุด

ข้อตกลงมีขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียซิฟิกที่เวียดนามที่กำลังจะมีขึ้นวันที่ 11 ถึง 12 เดือนนี้

http://www.thansettakij.com/content/227060
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2017, 08:36 PM   #3583
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

จีดีพีไตรมาส 3 อินโดนีเซียโต 5.06% ยังต่ำกว่าเป้าหมาย

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 - 18:04 น.

สื่อต่างประเทศรายงานว่า จีดีพีของอินโดนีเซียไตรมาส 3 ของปีนี้เติบโตที่ 5.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ และต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้เศรษฐกิจปีนี้โต 5.2%


โดยหลังจากนายโจโก วิโดโด เข้ามานั่งตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2014 ก็ได้ให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นร้อยละ 7 ต่อปี โดยพยายามจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ

บริษัทที่ปรึกษาแคปิตอล อีโคโนมิคส์ เปิดเผยว่า แต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการเติบโตก็ยังอยู่ที่ราวๆ 5% เท่านั้น และจากตัวเลขจีดีพีล่าสุดก็หมายถึงตัวเลขไม่น่าจะฟื้นขึ้นมาให้ถึงระดับที่รัฐบาลต้องการได้ และคาดว่าจีดีพีน่าจะยังอยู่ที่ราว 5% ไปอีกสองปี

ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า มีการขยายตัวในภาคบริการและการส่งออก ที่เติบโต 17.27% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาคสารสนเทศและการสื่อสาร และอุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูล ก็ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

“อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตนี้ก็ยังถือว่าน่ายินดี เพราะมากกว่าจีดีพีในไตรมาส 1 และ 2 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” สุฮารียานโต หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดฯระบุ

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-66939
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 9th, 2017, 09:29 PM   #3584
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

กัมพูชาฉลองครบ 64 ปี ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส

เผยแพร่: 9 พ.ย. 2560 14:00:00 โดย: MGR Online

รอยเตอร์ - ประชาชนชาวกัมพูชาร่วมเฉลิมฉลองวันครบรอบ 64 ปี การเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส ด้วยการปล่อยนกพิราบและลูกโป่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่บริเวณอนุสาวรีย์เอกราชในกรุงพนมเปญ

อดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ ทรงประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2496 หลังรัฐประหารเข้ายึดอำนาจหนึ่งปีก่อนหน้า แต่กัมพูชายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับฝรั่งเศส

กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ทรงร่วมประกอบพิธีรำลึกครบรอบ 64 ปี ของการประกาศเอกราชในวันนี้ (9) พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ที่ปกครองกัมพูชามานานกว่า 30 ปี รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และนักการทูตต่างชาติอีกหลายพันคน

กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนานเกือบ 100 ปี ก่อนประกาศเอกราชในปี 2496 ฮุนเซนได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงวันสำคัญนี้ว่า วันที่ 9 พ.ย. เป็นวันที่นำมาซึ่งความเป็นเอกราช บูรณภาพเหนือดินแดน สันติสุขและการพัฒนา ที่กษัตริย์นโรดม สีหนุ ทรงอุทิศชีวิตของพระองค์ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ

พรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนเซนปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในปีหน้า รัฐบาลกัมพูชายังขอให้ศาลตัดสินยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคใหญ่ของประเทศ ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาตัดสินในสัปดาห์หน้า.

https://mgronline.com/indochina/detail/9600000113385
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 10th, 2017, 06:45 PM   #3585
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

ไทยครองแชมป์ตลาดผัก-ผลไม้ในเวียดนาม ส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 61.8%

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 - 18:19 น.

ไทยครองแชมป์ตลาดผัก-ผลไม้ในเวียดนาม ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 61.8% หลังปลดล็อกการระงับนำเข้าผลไม้ไทย 4 ชนิด มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ และเงาะ แนะผู้ส่งออกต้องคุมเข้มเรื่องคุณภาพรักษาตลาด

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกผักและผลไม้ของไทยไปยังตลาดเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้รายงานตัวเลขการนำเข้า 7 เดือนของปี 2560 พบว่า การนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 3.2% และผักผลไม้ไทยมีสัดส่วนการนำเข้ามากที่สุดถึง 61.8% ของการนำเข้าผักและผลไม้ทั้งหมดจากต่างประเทศของเวียดนาม โดยรองลงมา คือ จีน มีสัดส่วน 16% และยังพบว่ามีการนำเข้าจากอินเดียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นด้วย


ผลจากการที่ไทยส่งออกผักผลไม้ไปเวียดนามได้เพิ่มขึ้น มาจากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันให้เวียดนามยกเลิกการระงับการนำเข้าผลไม้จากไทย 4 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ และเงาะ จนทำให้ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกผักและผลไม้ทุกชนิดไปยังเวียดนามได้ เลยส่งผลให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การส่งออกจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชที่ออกโดยหน่วยงานของไทยและส่งตัวอย่างผลไม้ให้กรมคุ้มครองพันธุ์พืช ภายใต้กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามดำเนินการวิเคราะห์ เพื่อขอใบรับรองสุขอนามัยพืชก่อนที่จะดำเนินการส่งออกไปเวียดนาม

“กระทรวงพาณิชย์คาดว่าเวียดนามจะมีการนำเข้าผักและผลไม้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เพื่อป้อนความต้องการของตลาดภายในประเทศและส่งออกต่อไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะต้องปรับตัว เพื่อแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานสุขอนามัยพืชต่างๆ ที่จะต้องรักษาและพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการของตลาดให้มากขึ้น”นางอภิรดีกล่าว

นางอภิรดีได้กล่าวเสริมว่า ในด้านการลงทุน กระทรวงฯ มีแผนที่จะผลักดันให้ไทยขยายการลงทุนเข้าไปยังเวียดนามให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเวียดนามมีนโยบายในการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งไทยมี ข้อได้เปรียบในฐานะสมาชิกอาเซียน และเวียดนามเองก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่กระทรวงฯ ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุน โดยเวียดนามมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดรับนักลงทุน ปัจจุบัน ไทยได้มีการลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโครงการลงทุน 470 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เวียดนามมีโครงการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งธุรกิจที่มีโอกาสมีทั้งด้านพลังงาน การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การกระจายสินค้า ผลิตภัณฑ์จากฟาร์ม และสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงกระทรวงพาณิชย์ ยังจะเดินหน้าผลักดันในการขยายการค้าและการลงทุนกับเวียดนามต่อไป และจะใช้เวทีต่างๆ ในการสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุนให้กับผู้ประกอบการของไทย โดยในระหว่างการร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ระหว่างวันที่ 8-11 พ.ย.2560 ที่นครดานัง ประเทศเวียดนาม ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการพบปะเจรจาเพื่อขยายการค้าและการลงทุนกับเวียดนามประเทศกลุ่มอาเซียน และประเทศพันธมิตรที่เข้าร่วมประชุมด้วย

https://www.prachachat.net/economy/news-69826
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 11th, 2017, 10:17 PM   #3586
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

FTA อาเซียน-ฮ่องกง เปิดตลาดการค้า-ลงทุนบนเส้นทางสายไหม

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 - 00:03 น.

ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 31 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2560 ผู้นำอาเซียนรวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย มีกำหนดการที่จะลงนามในความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ซึ่งประกอบด้วย ความตกลงด้านการค้าและบริการ (AHKFTA) กับความตกลงด้านการลงทุนระหว่างรัฐบาลของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน กับรัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AHKIA) หลังจากใช้เวลาเจรจามานานเกือบ 3 ปีนับจากปี 2557 โดยความตกลงทั้ง 2 ฉบับนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562

ฮ่องกงประตูเชื่อม OBOR

ฮ่องกงถือเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียนในปี 2559 มีการค้าระหว่างกัน 100,234 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นอาเซียนส่งออก 78,751 ล้านเหรียญ-นำเข้า 21,482 ล้านเหรียญ โดยอาเซียนเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าฮ่องกง 57,268 ล้านเหรียญ ส่วนการค้าไทย-ฮ่องกงนั้น ฮ่องกงถือเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ในปี 2559 มีมูลค่า 13,067 ล้านเหรียญ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมา 4 ปีนับจากปี 2556 โดยไทยส่งออก 11,467 ล้านเหรียญ-นำเข้า 1,599 ล้านเหรียญ ฮ่องกงเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 9,868 ล้านเหรียญ และฮ่องกงยังถือเป็นนักลงทุนอันดับที่ 7 ของไทย

ที่สำคัญฮ่องกงถือ เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับจีน มีการทำความตกลง Closer Economic Partnership (CEPA) กับความร่วมมือ Pan Pearl River Delta (PPRD) ในอนาคตฮ่องกงจะมีบทบาทสำคัญในนโยบายเส้นทางสายไหมยุคใหม่ (One Belt One Road-OBOR) ดังนั้นการที่อาเซียนทำ FTA กับ “ฮ่องกง” จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดฮ่องกง แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดจีนอีกด้วย

สตาร์ตลดภาษีสินค้า 6,300 รายการปี”61


สำหรับรายละเอียดของความตกลงทั้ง 2 ฉบับนั้น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดประชุมประชาพิจารณ์รอบสุดท้าย เพื่อขอความเห็นการลงนามความตกลงไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หรือก่อนจะถึงกำหนดลงนามเพียง 4 วันเท่านั้น

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้เหตุผลว่า กรมได้จัดประชาพิจารณ์และประชุมรับฟังความเห็นกลุ่มย่อยก่อนหน้านี้ไปแล้ว หลายครั้ง ส่วนการประชุมครั้งนี้ กรมจะรวบรวมความเห็นที่ได้ไปนำเสนอระดับนโยบายในการปรับปรุงความตกลงในลำดับ ต่อไป

ทั้งนี้ ความตกลงอาเซียน-ฮ่องกง ครอบคลุม 14 ข้อบท ทั้งสินค้า-บริการและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ 5 ด้าน คือ บริการวิชาชีพ พิธีการศุลการ การอำนวยความสะดวกทางการค้า/โลจิสติกส์ เอสเอ็มอี และอีคอมเมิร์ซ

ในส่วนความตกลงด้านการค้าสินค้าและบริการ หรือ AHKFTA กำหนดว่า ไทยจะเริ่มลดภาษีนำเข้าสินค้าทันที 6,300 รายการให้กลายเป็น 0% ใน 3 ปีนับจากความตกลงมีผลบังคับใช้ ในกลุ่มสินค้าปกติ 1 ได้แก่ ล็อบสเตอร์, สัตว์น้ำสำหรับทำพันธุ์, สับปะรด, ฝรั่ง, มะม่วง, ขนแกะ, ทองแดง, เครื่องดับเพลิง, กล้องถ่ายภาพยนตร์

จากนั้นจะทยอยลดภาษีสินค้าปกติกลุ่มที่ 2 เช่น เห็ดมัชรูม, ส้ม, ยารักษาโรคที่มีเพนิซิลลิน, กลุ่มใยสังเคราะห์ทำด้วยโพลีเอสเตอร์ให้เป็น 0% ใน 10 ปี แต่ยังคงภาษีสินค้าอ่อนไหว เช่น แป้ง, ข้าวสาลี, เนื้อ, เครื่องใน, ลิ้นจี่, ลำไย, โลหะป้องกันหัวรองเท้า, รองเท้าสนับแข้งทำด้วยไม้, เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียมไว้ที่ 0-5% ภายใน 12 ปี และสินค้าอ่อนไหวสูง เช่น เครื่องนุ่งห่ม, โมเพ็ด และรถจักรยานที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์, จานเบรก, เครื่องทำน้ำร้อนด้วยไฟฟ้า, กระเบี้อง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยขอ “ยกเว้น” ไม่นำสินค้า 359 รายการมาเจรจาเปิดตลาด ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า, ข้าว, ข้าวโพด, ไหม, กระดาษ, กาแฟ, ชา, ไวน์, ยาสูบ, ผลิตภัณฑ์นม, ไข่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์

โดยประเทศอาเซียนกลุ่มแรกที่จะลดภาษีพร้อมไทย คือ บรูไน-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์ ส่วนอินโดนีเซีย-เวียดนาม จะทยอยลดภาษีลงเป็น 0% ในสัดส่วนที่น้อยกว่าและช้ากว่า และกลุ่มสุดท้ายคือ ลาว-เมียนมา-กัมพูชา จะทยอยลดภาษีลงช้าที่สุดในระยะเวลา 8 ปี และยกสินค้าที่ไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีออกได้ 15% จากสินค้าทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้คาดหวังจะให้ฮ่องกงเร่งลดภาษีลงมา เนื่องจากภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ของฮ่องกงเป็น 0% อยู่แล้ว แต่การทำเอฟทีเอเป็นการ “ล็อกภาษีนำเข้าในอนาคตไว้ที่ 0%” ในสินค้ากลุ่มที่ฮ่องกงไม่ได้มีข้อผูกพันกับองค์การการค้าโลก (WTO) ว่า จะคงภาษีเป็น 0% ซึ่งมีถึง 53% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด เพื่อช่วยให้เอกชนไทยสามารถวางแผนการค้าการลงทุนในระยะยาวได้ และสามารถนำเข้าสินค้าวัตถุดิบจากฮ่องกงได้ในราคาถูกลง

ส่วนที่กังวล ว่า “สินค้าจีนจะทะลัก” โดยอาศัยการส่งออกผ่านฮ่องกงมาอาเซียนนั้น เลิกกังวลได้เลย เพราะเดิมจีนมีเอฟทีเอกับอาเซียนอยู่แล้ว สามารถส่งออกผ่านช่องทางดังกล่าวได้ไม่จำเป็นต้องผ่านฮ่องกง อีกทั้งความตกลงฉบับนี้ ได้กำหนดกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดสามารถป้องกันไม่ให้สินค้าจีนแฝงมา ได้ต่อยอดเปิดเสรีธุรกิจบริการมากกว่า WTO

การเปิดเสรีภาคบริการ ประเทศไทยจะเปิดเสรีภาคบริการให้ฮ่องกง 74 สาขา (เทียบเท่ากับที่เปิดให้ความตกลงเปิดเสรีบริการอาเซียน โดยเปิดคู่ค้าอาเซียน-ฮ่องกงเข้ามาให้ถือหุ้นสูงสุด 70% ในสาขาบริการให้คำปรึกษา และบริการด้านพยากรณ์อากาศและอุตุนิยมวิทยา) และเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา 44 สาขาย่อย เช่น ผู้เยี่ยมเยือนทางธุรกิจ และผู้โอนย้ายภายในบริษัท เป็นต้น

ส่วน ฮ่องกงเปิดเสรีธุรกิจบริการ 87 สาขาหรือ “มากกว่า” ที่ไทยเปิดให้ฮ่องกง และที่สำคัญยังเปิดให้ถือหุ้น 100% ได้ในจำนวน 80 สาขาจาก 87 สาขา เช่น บริการเกี่ยวกับการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ และ “ยกเว้น” บางสาขาที่ฮ่องกงเปิดตลาดแบบมีเงื่อนไข เช่น บริการวิศวกรรม, บริการด้านโทรคมนาคม และบริการด้านการเงิน ส่วนสาขาบริการที่เหลือจะหารือกันต่อหลังจากความตกลงมีผลบังคับใช้ครบ 1 ปี

จะเห็นได้ว่า ฮ่องกงเปิดตลาดบริการให้กับอาเซียนมากกว่าที่ผูกพันไว้ใน WTO ถือเป็นโอกาสสำคัญของนักลงทุนไทยที่จะขยายการลงทุน ทั้งยังจะได้รับการอำนวยความสะดวกมากขึ้น และสามารถยกระดับมาตรฐานภาคบริการของไทยได้ ขณะที่ฮ่องกงต้องการขยายตลาดธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เช่น บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ มายังอาเซียน

ภาคการลงทุนเจรจาต่อหลังปี”62

สุดท้าย ความตกลงด้านการลงทุน AHKIA มี 29 ข้อบท ครอบคลุมการคุ้มครองการลงทุนซึ่งจะเน้นการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมและเท่า เทียมกัน การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน มุ่งเน้น การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน กระบวนการที่ช่วยให้การขออนุมัติการลงทุนง่ายขึ้น การตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ และการเผยแพร่ข้อมูลการลงทุน

ส่วนประเด็นที่เหลือ “การระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนระหว่างภาคีกับนักลงทุน” จะหารือกันต่อเนื่องในอีก 1 ปี หลังจากความตกลง AHKIA มีผลบังคับใช้แล้ว

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-70216
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 12th, 2017, 09:54 PM   #3587
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

“ทรัมป์” ติงขาดดุลการค้าเวียดนาม เดินหน้าเซ็นข้อตกลงการบิน-พลังงานหลายฉบับ


เผยแพร่: 12 พ.ย. 2560 15:33:00 ปรับปรุง: 12 พ.ย. 2560 16:16:00 โดย: MGR Online

เอเอฟพี - เวียดนาม และสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงด้านพลังงานและการบินหลายฉบับ ในวันนี้ (12) ในระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนกรุงฮานอย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ท้วงติงเรื่องการขาดดุลการค้าของวอชิงตันกับประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้

ทรัมป์ อยู่ระหว่างการเยือนกรุงฮานอย ซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของการเดินทางเยือนชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ที่ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ส่งเสริมนโยบายด้านการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยให้ความสำคัญต่อข้อตกลงทวิภาคีที่เป็นธรรมมากกว่าข้อตกลงแบบพหุพาคี

ในวันนี้ (12) สหรัฐฯ และเวียดนามได้ลงนามข้อตกลงกันหลายฉบับ ที่ประกอบด้วย ข้อตกลงเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ การขนส่ง และการบิน

สายการบินเวียดนาม ที่เป็นสายการบินแห่งชาติได้ลงนามข้อตกลงมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์ สำหรับเครื่องยนต์ และบริการสนับสนุนจากบริษัท Pratt&Whitney ที่สายการบินระบุว่า จะช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

“ข้อตกลงจะช่วยส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่สำคัญระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ” ซีอีโอสายการบินเวียดนาม ระบุในคำแถลงฉบับหนึ่ง

สายการบิน VietJet สายการบินต้นทุนต่ำของเวียดนาม ยังได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัท Pratt&Whitney สำหรับเครื่องยนต์ และบริการสนับสนุน มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์เช่นกัน

ทรัมป์ พยายามที่จะกระตุ้นการส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระหว่างหาเสียงที่ส่งให้เขาได้นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศจากการสนับสนุนของแรงงานในสหรัฐฯ

ทรัมป์ กล่าวหาว่า เวียดนามและจีน ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ 2 แห่งของเอเชีย ขโมยงานของชาวอเมริกัน และตำหนิฝ่ายบริหารชุดก่อนที่ปล่อยให้การขาดดุลการค้าขยายตัวสูง

ในวันอาทิตย์ (12) ทรัมป์ ยังคงติงเรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับเวียดนาม ที่มีมูลค่ามากถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2559

“เราต้องกำจัดความไม่สมดุลทางการค้า เราไม่สามารถขาดดุลการค้าได้ เราต้องดูแลบริษัทของชาวอเมริกัน และเราต้องดูแลแรงงานชาวอเมริกัน” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในตอนต้นของการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีเหวียน ซวน ฟุ้ก ของเวียดนาม

บริษัทด้านพลังงานอเมริกัน Alaska Gasline Development Corporation และบริษัท AES Corporation ได้ลงนามข้อตกลงกันในวันนี้ พร้อมกับบริษัทรถบรรทุกของสหรัฐฯ Navistar แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

เวียดนาม พยายามแสวงหาการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ นับตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงการค้าเสรี TPP ที่คาดว่าเวียดนามจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวอย่างมหาศาล

สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกชั้นนำสำหรับเวียดนาม ที่ภาคการผลิตของประเทศช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีมานี้ ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การส่งออกของสหรัฐฯ ไปเวียดนามเพิ่มขึ้นสูงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่า ด้วยมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2559 ขณะที่การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า.

https://mgronline.com/indochina/detail/9600000114302
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 14th, 2017, 08:26 PM   #3588
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

อาเซียน-ญี่ปุ่น ปิดดีลเจรจาค้าเสรีบริการและการลงทุน

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 - 17:46 น.

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและญี่ปุ่น ไขก๊อกประเด็นขวางข้อตกลงการค้าบริการและการลงทุนได้สำเร็จหลังเจรจายืดเยื้อมากว่า 5 ปี ตั้งเป้าหมายลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ภายในปี 2562

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการหารือระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและญี่ปุ่นอย่างไม่เป็นทางการ ในช่วงการประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่าอาเซียนและญี่ปุ่นได้ใช้เวลาในการเจรจาเรื่องการค้าบริการ และการลงทุนมากว่า 5 ปีแล้ว แม้จะสรุปผลในภาพรวมได้ แต่ที่ผ่านมายังติดประเด็นเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทการลงทุน ซึ่งมีความสำคัญกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยอาเซียนและญี่ปุ่น ต่างใช้ความพยายามในการเจรจาด้วยความยืดหยุ่น และเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศสมาชิกมาโดยตลอด จนทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุผลการเจรจาเรื่องนี้ได้สำเร็จ สำหรับการดำเนินการต่อไป อาเซียนและญี่ปุ่นจะเร่งเดินหน้าขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย ในพิธีสารแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อผนวกข้อบทการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายลงนามในเอกสารดังกล่าวภายในปีหน้า


​นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า การสรุปผลเจรจาด้านบริการและลงทุนจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การขยายการค้า การลงทุนในภูมิภาคให้เพิ่มมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเมื่อมีผลบังคับใช้นักลงทุนจะสามารถเข้าไปให้บริการในสาขาต่างๆ ในญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าถึงสาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการโสตทัศน์ บริการก่อสร้าง บริการการเงิน บริการการท่องเที่ยว และช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดการลงทุนของนักลงทุนไทยในญี่ปุ่น ภายใต้กฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน ควบคู่กับการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

​ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นการเปิดเสรีเฉพาะการค้าสินค้า ส่งผลให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น ในปี 2558 ขยายตัวสูงถึง 239.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.5 ของการค้ารวมของอาเซียน ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากจีน สำหรับการลงทุนทางตรงจากญี่ปุ่นมายังอาเซียน ในปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยญี่ปุ่นยังคงครองตำแหน่งนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 14.5 ของเม็ดเงินลงทุนทางตรงทั้งหมดในอาเซียน

​ญี่ปุ่นยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย (รองจากจีน) โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2555-2559) มีมูลค่าการค้าเฉลี่ยปีละ 70,510.61 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2559 การค้ารวมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่า 51,241 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราการเติบโตลดลงจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.11

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

https://www.prachachat.net/economy/news-71383
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 14th, 2017, 09:14 PM   #3589
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนถกอนาคต AEC


วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 - 11:08 น.

คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ปลื้มผลการเดินหน้าตามพิมพ์เขียวก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 พร้อมรับรอง 23 แผนงานต่อยอดจากมาตรการเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนภายในอาเซียน เน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ MSMEs ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และนวัตกรรม

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการหารือของคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการหารือครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังจากการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เมื่อปลายปี 2558 ซึ่งไทยได้กล่าวเน้นย้ำในที่ประชุมว่าอาเซียนต้องให้ความสำคัญของการเสริมสร้างผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย หรือ MSMEs ที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในขณะนี้ และดำเนินการแก้ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างจริงจัง เพื่อให้การค้าภายในอาเซียนขยายตัวได้อย่างเต็มที่


นางอภิรดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้หารือความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 (AEC Blueprint 2025) ซึ่งที่ประชุม AEC Council ได้รับรองแผนงานรายสาขา (Sectoral Work Plans) ได้ครบถ้วนทั้ง 23 แผนงาน โดย 3 แผนงานสุดท้ายที่ได้รับรอง คือ (1) แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยมีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนธุรกรรมทางการค้าลงร้อยละ 10 ภายในปี 2563 และเพิ่มมูลค่าการค้าภายในภูมิภาคเป็น 2 เท่า ภายในปี 2568 (2) แผนการดำเนินการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินเพื่อส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในภูมิภาค และ (3) แผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้านภาษีอากร ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินการด้านภาษีอากร เช่น การสนับสนุนการดำเนินการเพื่อจัดทำความตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อนให้แล้วเสร็จ การขยายขอบเขตโครงสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย การปรับปรุงการปฏิบัติงานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งแผนงานดังกล่าวเป็นแผนงาน/กิจกรรมที่จะดำเนินการนับจากนี้จนถึงปี 2568 รวมทั้งที่ประชุมครั้งนี้ได้รับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยนวัตกรรม ซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนในการใช้นวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโต และการแข่งขันของอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค โดยเอกสารดังกล่าวจะเสนอต่อผู้นำอาเซียนให้ความเห็นชอบภายในการประชุมผู้นำอาเซียนในครั้งนี้

นางอภิรดีกล่าวว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบรายงานของ AEC Council ต่อผู้นำอาเซียน ซึ่งมีข้อเสนอให้ผู้นำอาเซียนพิจารณา ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรรายสาขา และเสาหลักของประชาคมอาเซียน การให้ประเทศสมาชิก RCEP แสดงความยืดหยุ่นและปรับระดับความคาดหวัง เพื่อให้การเจรจาความตกลง RCEP บรรลุผล และการหารือในระดับนโยบายทั้งภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเอง และระหว่าง 3 เสา เพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ครอบคลุมทุกภาคส่วน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนที่ได้ผลักดันประเด็นสำคัญให้บรรลุผลสำเร็จ เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน กรอบการดำเนินงานเพื่อให้ธุรกิจรายเล็กและรายย่อยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลก การส่งเสริมผู้ประกอบการสตรีและเยาวชน การปรับปรุงกฎระเบียบการจดทะเบียนธุรกิจของสมาชิกอาเซียนให้สอดคล้องกัน การจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่าง MSMEs กับบริษัทข้ามชาติ (MNEs) เป็นต้น และร่วมกันเสนอแนะประเด็นสำคัญที่ควรสานต่อในวาระที่สิงคโปร์เป็นประธานอาเซียนในปี 2561 เช่น การส่งเสริมนวัตกรรม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเศรษฐกิจดิจิทัล การเสริมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และการส่งเสริมการค้าบริการ เป็นต้น

ในปี 2559 อาเซียนมีมูลค่าการค้ารวม 2.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีการลงทุนโดยตรงเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนมูลค่ารวม 98 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ นอกจากอาเซียนจะค้าขายกันเองมากที่สุดแล้ว คู่ค้ารายใหญ่นอกกลุ่มอาเซียน ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยสหภาพยุโรปยังคงเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งของอาเซียน ตามด้วยสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

https://www.prachachat.net/economy/news-71139
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:00 PM   #3590
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

สุดว้าว! “บูโร โอเล เชียเรน” เผยงานดีไซน์ตึกสูงในเวียดนาม พร้อมจุดวิวสุดฟิน “สกาย ฟอเรสต์”

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 - 19:45 น.

เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาสุดๆ หลังบริษัทสถาปนิกระดับอินเตอร์ชื่อดัง บูโร โอเล เชียเรน (บริษัทที่ออกแบบตึกมหานคร) เผยแนวคิดการออกแบบ “เอ็มไพร์ ซิตี้” ตึกระฟ้าที่มีพื้นที่เขียวชอุ่มที่จะถูกสร้างขึ้นในเมืองโฮจิมินซิตี้ ประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะกลายมาเป็นตึกที่สูงที่สุดในเวียดนามด้วยความสูง 1,093 ฟุต

โดยการออกแบบได้เผยให้เห็นถึงรูปทรงที่ดูโค้งเว้าบนอาคารสูงราบเรียบ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงเส้นสายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และความเขียวขจีที่เป็นตัวแทนของสิ่งแวดล้อมในเขตร้อน




สำหรับไฮไลต์ของเอ็มไพร์ ซิตี้ ก็คือโซนที่เรียกว่า “สกาย ฟอเรสต์” ซึ่งเป็นสวนที่ยื่นออกมาจากอาคาร

ทั้งนี้ เอ็มไพร์ ซิตี้ จะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำไซง่อน ประกอบด้วย อาคาร 3 อาคาร ซึ่งอาคารเหล่านี้ออกแบบให้มีมุมตึกโค้งมน ดูเป็นธรรมชาติ และจะมีพืชพรรณนานาชนิดประดับทั้งภายในและภายนอกอาคาร

โดยอาคารดังกล่าวเป็นอาคารมิกซ์ยูส ซึ่งจะประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัย, โรงแรม, รีเทล, สำนักงาน และพื้นที่สาธารณะ

สำหรับเอ็มไพร์ ซิตี้ เรียกได้ว่าจะเป็นโครงการที่โดดเด่นมาก ไม่เพียงแต่ความสูงของตึกเท่านั้น แต่ยังมาจากโซนสกาย ฟอเรสต์ บริเวณชมวิวที่อยู่กึ่งกลางของตึกเอ็มไพร์ 88 ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุด และเชื่อมกับตึกอื่นๆ คล้ายกับรูปร่างของอะมีบา ขณะที่ชั้นบนสุดของตึก 88 ชั้น จะเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ที่มีชื่อว่า “คลาวด์ สเปซ”

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-72136
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:27 PM   #3591
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

เปิดบริษัท”ASEAN 100″ปี59 กำไรเพิ่ม18% “อินโด-เวียดนาม”เนื้อหอม ไทยต้องสู้ด้วยสินค้าไฮเทค


วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 - 13:45 น.

“บล.เมย์แบงก์” เปิดข้อมูล “ASEAN 100” ปี 2559 ทำกำไรเพิ่ม 18% ตอกย้ำภาพความพร้อมธุรกิจสร้างการเติบโต ชี้ทิศทางปีหน้าการลงทุนรัฐ และเอกชนจะเป็นพระเอก ระบุไทยเดินมาถูกทางต้องสู้ด้วยเทคโนโลยี มองส่งออกสินค้าไฮเทค

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บรรยายพิเศษ “ถอดรหัสขุมพลังอาเซียน” ภายในงานสัมมนา “Thailand 2018” ที่จัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันนี้ (15 พ.ย.60) ว่า ปีนี้ยังเป็นอีกปีที่ได้มีโอกาสรวบรวมข้อมูล ASEAN 100 ในปี 2559 เพื่อเป็นภาพธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งพบว่ารายได้รวมของ 100 บริษัทมีมูลค่า 26.85 ล้านล้านบาท ลดลง 0.58% แต่แม้ว่ารายได้บริษัทจะลดลง กลับพบว่าบริษัทมีความสามารถลดต้นทุนดีมาก เพราะกำไรสุทธิ 100 บริษัทปรับเพิ่มขึ้น 18%


“บริษัทที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 1 ใน 100 บริษัทอาเซียน คือ กลุ่มบริษัท ปตท. ปรับอันดับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 2 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทในไทย แต่หากดูข้อมูล 10 อันดับแรกในเชิงรายได้สูงสุด กลับพบว่าบริษัทในประเทศไทย มี ปตท.ติดอันดับเดียว ที่เหลือประกอบไปด้วย บริษัทจากสิงคโปร์ 7 บริษัท และฟิลิปปินส์อีก 2 บริษัท แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศกำลังสร้างการเติบโต”



สำหรับทิศทางธุรกิจในปีหน้า นักลงทุนรายใหญ่จีนจะมาแรง หลังการเมืองเริ่มนิ่งและจีดีพีจีนส่งสัญญาณกลับมาเติบโต 9-10% นั่นเป็นสัญญาณที่เงินจะออกมาลงทุน เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ดังนั้นการลงทุนจะเป็นพระเอกในปีหน้า และแน่นอนว่าเทรนด์การลงทุนจะหันไปสู้ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การส่งออกสินค้าไฮเทค เป็นการดึงดูดตัวของเงินลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างดี บทสรุปตอนนี้เราหาจุดเปลี่ยน เดินมาถูกทางแล้ว โอกาสก็มี เหลือเพียงแต่เราจะทำได้หรือไม่

ทั้งนี้ ขีดความสามารถในการแข่งขัน วัดจากภาคการแข่งขันด้านดิจิทัลของอาเซียน อันดับ 1 คือ สิงคโปร์ อันดับ2 มาเลเซีย อันดับ3 ไทย อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ อันดับ 5 อินโดนีเซีย ดังนั้นไทยยังมีการบ้านที่ต้องไปทำต่อ

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-71675
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 08:28 AM   #3592
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,720
Likes (Received): 4948

สหรัฐขู่ใช้ไม้แข็งกับฮุนเซน หลังพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาโดนยุบ
ต่างประเทศ
Webmaster2017-11-17 11:25:00

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ว่าทำเนียบขาวออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาของสมเด็จฮุน เซน เพิกถอนมาตรการทั้งหมดที่ใช้กับพรรคกู้ชาติกัมพูชา ( ซีเอ็นอาร์พี ) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ที่รวมถึงการปล่อยตัวนายเกิม สุขา หัวหน้าพรรคซีเอ็นอาร์พี ซึ่งถูกจับกุมไปตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา และการอนุญาตให้พรรคฝ่ายค้านทั้งหมด และภาคประชาสังคมสามารถจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์ของทำเนียบขาวเตือนด้วยว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกัมพูชาตอนนี้สุ่มเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนก.ค. ปีหน้า เป็นการเลือกตั้งที่ปราศจากความชอบธรรมและเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส พร้อมทั้งเตือนว่าสหรัฐอาจใช้ "มาตรการที่เข้มงวด" ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชา เริ่มส่งสัญญาณเตือนเป็นนัยแล้วว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เข้ามาจัดการเลือกตั้งให้แก่กัมพูชา เมื่อปี 2536 หลังการล่มสลายของรัฐบาลเขมรแดง ที่พรรคประชาชนกัมพูชา ( ซีพีพี ) จะชนะการเลือกตั้งโดยปราศจากคู่แข่งทางการเมืองที่สูสี ด้านสหภาพยุโรป ( อียู ) ออกแถลงการณ์เตือนกัมพูชาว่า การเลือกตั้งที่มีพรรครัฐบาลส่งผู้สมัครเพียงพรรคเดียว "ไม่ถือเป็นการเลือกตั้งที่ชอบธรรม"

ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐและอียูมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังศาลฎีกาในกรุงพนมเปญมีคำพิพากษา "ตามความคาดหมาย" ของทุกฝ่าย ให้ยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี และสมาชิกพรรค 118 คนให้เว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากความผิดฐานสนับสนุนนายเกิม สุขา หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้าน "ก่อการกบฏ" เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐบาลของสมเด็จฮุน เซน และระบุด้วยว่าเป็นความพยายามก่อการอันเลวร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลวอชิงตัน แน่นอนว่าพรรคซีเอ็นอาร์พีปฏิเสธยอมรับคำพิพากษาดังกล่าว ในขณะที่สมเด็จฮุน เซน แถลงในเวลาต่อมา ยืนยันจัดการเลือกตั้งทั่วไป "ตามกำหนดเดิม".

https://foreign.kachon.com/220058
http://www.bbc.com/thai/international-42022177
การพิจารณาคดีมีนายดิท มุนตี (Dith Munty) เป็นประธานศาลฎีกา ซึ่งควบตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสจากพรรค CPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบันด้วย
http://www.krobkruakao.com/ข่าวต่างป...4;น.html
สหรัฐ ขู่ใช้ไม้เเข็งกับ “กัมพูชา” ส่อเเววไม่ยอมรับผลเลือกตั้งปีหน้า หลังศาลสั่งยุบพรรคฝ่ายค้าน
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 14:10 น.


รัฐบาลวอชิงตัน เตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับรัฐบาลกัมพูชา หลังศาลสั่งยุบพรรคฝ่ายค้าน พร้อมส่งสัญญาณไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งปีหน้า ด้านอียูชี้การเลือกตั้งที่จะมีพรรครัฐบาลส่งผู้สมัครพรรคเดียวนั้นไม่ชอบธรรม

ทำเนียบขาวของสหรัฐ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน เพิกถอนข้อบังคับทั้งมหดที่ใช้กับพรรคกู้ชาติกัมพูชา ( ซีเอ็นอาร์พี ) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงปล่อยตัวนายกึม ซกคา หัวหน้าพรรคซึ่งถูกจับกุมไปตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านเเละภาคประชาสังคม เคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างถูกกฎหมาย

โดยสหรัฐวิตกอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่สนับสนุนให้ยุบพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งสหรัฐจะดำเนินมาตรการตอบโต้ ในขั้นแรกจะยุติการสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติกัมพูชา และคณะบริหารการเลือกตั้งแห่งชาติ 2561

พร้อมเตือนว่า เตือนว่าสหรัฐอาจใช้ “มาตรการที่เข้มงวด” ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชา เเละเริ่มส่งสัญญาณเตือนเป็นนัยแล้วว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้หลายฝ่ายมองว่า การยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี เป็นการขจัดอุปสรรคทางการเมืองของนายฮุน เซน ซึ่งจะช่วยให้เขามีอำนาจในการปกครองเเละยืดเวลาการดำรงตำเเหน่งให้ยาวนานเกิน 32 ปี โดยกัมพูชากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม ปี 2561 นี้

ด้านสหภาพยุโรป ( อียู ) ออกแถลงการณ์ระบุว่า การเลือกตั้งที่มีพรรครัฐบาลส่งผู้สมัครเพียงพรรคเดียวนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม

ขณะที่นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในสหรัฐ เปิดเผยว่า ประชาคมโลกควรตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลกัมพูชา หลังศาลมีคำตัดสินให้ยุบพรรคฝ่ายค้านหลัก ซึ่งเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวที่ท้าทายอำนาจนายฮุน เซน ในการบริหารประเทศกว่าสามทศวรรษ

โดยวานนี้ (16 พ.ย.)ศาลฎีกาในกรุงพนมเปญมีคำพิพากษาให้ยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี และสั่งให้สมาชิกพรรค 118 คนให้เว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากความผิดฐานสนับสนุนนายกึม ซกคา ผู้นำฝ่ายค้าน ก่อการกบฏ เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน


https://www.prachachat.net/aseanaec/news-73091



ซิมบับเวเตรียมตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ปิดฉากเผด็จการ 37 ปี
17 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:35 น.

แหล่งข่าวอ้างซิมบับเวเตรียมตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แม้ปฏิเสธไม่ใช่รัฐประหาร

ซีเอ็นเอ็นและบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวในพรรคฝ่ายค้านของซิมบับเวว่า กำลังมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้น หลังกองทัพซิมบับเวบุกยึดอาคารรัฐสภาในกรุงฮาราเร่ พร้อมกักตัวประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ ที่ครองอำนาจมายาวนาน 37 ปี รวมถึงภรรยา เกรซ มูกาเบ และแกนนำรัฐบาล 2 คนเอาไว้ในทำเนียบประธานาธิบดี


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า มูกาเบยังปฏิเสธไม่ยอมประกาศลาออกต่อสาธารณชน ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลได้โดยที่ไม่ทำการรัฐประหาร ตามที่ฝ่ายกองทัพกล่าวอ้าง ด้านประชาคมเพื่อการพัฒนาภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ที่นำโดยแอฟริกาใต้ ได้เปิดการประชุมฉุกเฉินเมื่อวานนี้ ในประเทศบอตสวานา เพื่อหารือกรณีการยึดอำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ การยึดอำนาจดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วัน หลังมูกาเบสั่งปลดรองประธานาธิบดี เอ็มเมอร์สัน มนาน กากวา และแต่งตั้งภรรยาของตนดำรงตำแหน่งแทน ส่งผลให้เกิดการประท้วงถึงการสืบทอดอำนาจ ท่ามกลางการแย่งชิงตำแหน่งที่ดำเนินมาหลายเดือน


ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวทางการเมืองซิมบับเวซึ่งได้มีโอกาศพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ควบคุมตัวนายมูกาเบ และนางเกรซ ในบ้านพัก ว่า นายมูกาเบยังไม่มีแผนสมัครใจลาออก สอดคล้องกับ เอเอฟพีที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับพวกผู้นำทหาร ระบุเช่นกันว่าประธานาธิบดีมูกาเบ ปฏิเสธลาออกในทันทีระหว่างการพูดคุยเจรจาในวันพฤหัสบดี (16 พ.ย.) กับเหล่านายพลที่เข้ายึดอำนาจในซิมบับเวเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ “พวกเขาพบกันในวันนี้ เขาปฏิเสธลาออก ผมคิดว่าเขาพยายามซื้อเวลา” แหล่งข่าวซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนามระบุ


หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าทางกองทัพต้องการให้ มูกาเบ ซึ่งปกครองซิมบับเวมานานนับ30 ปี ยอมถ่ายโอนอำนาจอย่างราบรื่นและปราศจากการนองเลือดแก่เอ็มเมอร์สัน เอ็มนันกากวา อดีตรองประธานาธิบดีของมูกาเบ ที่เพิ่งถูกปลดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุโหมกระพือวิกฤตการเมืองในครั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักของพวกนายพลก็คือขัดขวางไม่ให้ มูกาเบ ส่งมอบอำนาจแก่นางเกรซ


.... อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/world/news/525767

Last edited by wwc234; November 17th, 2017 at 10:15 AM.
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 10:09 AM   #3593
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,720
Likes (Received): 4948

สหรัฐฯ - อียู ขู่ลงดาบกัมพูชา เหตุศาลสั่งยุบพรรคฝ่ายค้าน
19:17น. 17 พ.ย. 2560FONT SIZE: Small FontMedium FontLarge Font


สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เผยเตรียมใช้มาตรการลงโทษกัมพูชา หลังศาลยุบพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งในปีหน้าไม่มีความเป็นธรรม


ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าจะมีการดำเนินการอย่างชัดเจนต่อกัมพูชา เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาที่กำลังจะมีขึ้นในปีหน้าจะไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม หลังจากที่เมื่อวานนี้ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (Cambodia National Rescue Party หรือ CNRP) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ตามคำร้องของ นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการจับกุมตัว นาย เขม โสกา หัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา ในข้อหาเป็นกบฎล้มล้างการปกครองโดยสมคบคิดกับสหรัฐฯ


นอกจากนี้ศาลยังตัดสิทธิ์ทางการเมืองสมาชิกพรรคดังกล่าวอีกนับ 100 คน เป็นเวลา 5 ปี ทำให้พรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนเซนจะลงสนามเลือกตั้งในปีหน้าโดยไร้คู่แข่งสำคัญ โดยมาตรการแรกที่สหรัฐฯจะนำมาใช้ คือยุติการช่วยเหลือคณะกรรมการการเลือกตั้งของกัมพูชา ส่วนที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติเรียกร้องกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาอายัดทรัพย์และใช้คำสั่งห้ามเดินทางกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ์

เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าว่าการเลือกตั้งที่ไม่มีฝ่ายค้านลงแข่งขันด้วยคือการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรม พร้อมเตือนว่าการเคารพสิทธิมนุษยชนคือสิ่งสำคัญที่สุดที่มีผลต่อสิทธิพิเศษทางการค้าที่สหภาพยุโรปมอบให้กับกัมพูชา ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมน ไนท์ วอทช์ คาดว่าคำพิพากษายุบพรรคกอบกู้ชาติกัมพูชาจะทำให้ประเทศผู้บริจาคหรือคู่ค้าของกัมพูชาใช้มาตราการลงโทษแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการออกคำสั่งห้ามเดินทางกับบุคคลใกล้ชิด นายกรัฐมนตรีฮุนเซน

ส่วนนาย มู โสชัว รองหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา ที่หนีไปต่างประเทศ เชื่อว่ามาตรการลงโทษกัมพูชาจะเป็นปัจจัยต่อรองที่ดีที่สุดในการเจรจากับรัฐบาลให้จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ลงสนามแข่งขัน


ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนายกรัฐมนตรีฮุนเซน วิจารณ์ว่าการยุบพรรคกอบกู้ชาติกัมพูชาคือการปล้นการเลือกตั้งและแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยในกัมพูชาได้ตายไปแล้ว ขณะที่เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ได้ชี้แจงกับประชาชนผ่านโทรทัศน์ว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นตามกำหนดแน่นอน และยังเชิญชวนให้สมาชิกพรรคกอบกู้ชาติกัมพูชาที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์ลงเลือกตั้งสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาชนกัมพูชาของตนเองด้วย

สำหรับสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ทำให้กัมพูชาสามารถส่งออกสินค้าไปยังทั้ง 2 ตลาด โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ซึ่งการส่งออกของกัมพูชาไปยังสหรัฐฯและสหภาพยุโรปมีสัดส่วนรวมกันถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา แต่คำขู่ของจากสหรัฐฯ และอียู อาจไม่ทำให้ ฮุนเซน กังวลมากนัก เพราะรัฐบาลจีนยังประกาศให้การสนับสนุนรัฐบาลต่อไป ซึ่งในปัจจุบัน จีนเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่สุดให้กับกัมพูชา รวมทั้งเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากเป็นอันดับ 1 ในกัมพูชา

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/69860
http://www.thaipost.net/?q=node/38238





สหรัฐ-อียู รุมจวกกัมพูชา! ชี้ประชาธิปไตยในเขมรถดถอย จี้ “ฮุนเซน” ต้องปล่อยฝ่ายค้าน
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 18:23 น.



เอเอฟพีรายงานเมื่อ 17 พ.ย. ว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาแถลงเรียกร้องให้กัมพูชาถอนมาตรการกีดกันพรรคกู้ชาติ (ซีเอ็นอาร์พี) พรรคฝ่ายค้าน หลังศาลฎีกากรุงพนมเปญพิพากษายุบพรรคและตัดสิทธิ์สมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พี 118 คนเป็นเวลา 5 ปี ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากับการเลือกตั้งในปีหน้า สหรัฐอาจยุติการสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชา รวมถึงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเสรีภาพ และไม่ยุติธรรม ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องไปในทางเดียวกับสหภาพยุโรป (อียู) และกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า การเลือกตั้งที่มีพรรครัฐบาลเพียงพรรคเดียวไม่ใช่การเลือกตั้งที่ชอบธรรมโปร่งใส

แถลงการณ์ของรัฐบาลสหรัฐยังระบุว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นการล่าถอยของระบอบประชาธิปไตยในกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้เร่งปล่อยตัวนายเขม โสกา ผู้นำพรรคกู้ชาติซึ่งถูกจับกุมและถูกศาลแขวงตัดสินให้จำคุกในข้อหาทรยศชาติ และก่อการกบฏเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐบาลเมื่อเดือนก.ย.

ทั้งนี้มาตรการไล่เล่นงานฝ่ายค้านของรัฐบาลนายฮุนเซน ถูกมองว่าต้องการกำจัดคู่แข่งก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2561 เพราะนอกจากนายเขม โสกาแล้วยังมีแกนนำพรรคคนอื่นๆ ที่ต้องหนีออกนอกประเทศเพราะเกรงถูกจับขังคุก
https://www.khaosod.co.th/around-the...ws/news_637429


‘สหรัฐ-อียู’ ขู่ตอบโต้ รบ.ฮุนเซน เหตุสั่งยุบพรรคฝ่ายค้าน ชี้กระทบเลือกตั้งกัมพูชาไร้ความชอบธรรม
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 14:27 น.
https://www.matichon.co.th/news/734584
https://mgronline.com/indochina/detail/9600000116336

Last edited by wwc234; November 17th, 2017 at 05:00 PM.
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 10:10 AM   #3594
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,720
Likes (Received): 4948

สม รังสี เรียกร้องประชาคมโลก ตัดความสัมพันธ์รัฐบาลกัมพูชา

17 พฤศจิกายน 2560 14:06 น8views

หลังจากเมื่อวานนี้ ศาลฎีกากัมพูชา ตัดสินให้ยุบพรรคฝ่ายค้านหลัก ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ พรรคเดียวที่ท้าทายอำนาจนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ในการบริหารประเทศตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในสหรัฐ กล่าวว่า ประชาคมโลก ควรตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลกัมพูชา และให้เลิกการรับรองนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงขอให้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำสหรัฐ สนใจ สถานการณ์ในกัมพูชามากขึ้น และมีมาตรการคว่ำบาตรรายบุคคลต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง กัมพูชา แต่ไม่ใช้การกดดันทางเศรษฐกิจโดยรวม เพราะจะกระทบชาวกัมพูชา 15 ล้านคน ด้านแถลงการณ์ทำเนียบขาว ระบุว่า สหรัฐวิตกอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชา ที่เดินหน้ายุบพรรคฝ่ายค้าน และสหรัฐจะดำเนินมาตรการตอบโต้ // ในขั้นแรกจะยุติ การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติกัมพูชา และคณะบริหารการเลือกตั้ง แห่งชาติ


http://www.smartbomb.co.th/news/details/76858
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 11:02 PM   #3595
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ โตเร็วเกินคาด จีดีพีไตรมาสสาม พุ่ง 6.9%

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 18:25 น.

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ไตรมาส 3 โตเร็วเกินคาดที่ 6.9 % ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.ด้านการบริโภคสูงขึ้น หลังรัฐบาลอัดฉีดเพิ่มรายจ่ายขึ้นเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐ

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า นายเออร์เนสโต เพอร์เนีย รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีอัตราโตอย่างน่าทึ่ง หลังปีการเลือกตั้ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.อยู่ที่ 6.9% นับว่าสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยสูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ 6.7%


นอกจากนี้ ผลผลิตจากโรงงานขยายตัว 7.5 % จากปีที่แล้ว ส่วนการบริโภคสาธารณะสูงขึ้น 8.3 % ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการเพิ่มเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าหน้าที่และพนักงานของรัฐ รวมถึงกองทัพด้วย ประกอบกับขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เเละยังได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกขยายตัว 12.2% ขณะที่การปรับตัวขึ้นของผลผลิตด้านการเกษตร ก็มีส่วนช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม หากเทียบเป็นรายไตรมาส GDP ในไตรมาส 3 ของฟิลิปปินส์ขยายตัวเพียง 1.3% ซึ่งชะลอลงจากระดับการขยายตัวในไตรมาส 2 ที่ 2.0% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.6%

โดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ คาดว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจประเทศตลอดทั้งปี 2560 จะบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ประมาณ 6.5% – 7.5 %

ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ชนะเลือกตั้งเข้าบริหารประเทศ ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ปี 2559 ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบายปราบยาเสพติดเเละความไม่สงบในเมืองมาราวี

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-73318
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 18th, 2017, 03:39 PM   #3596
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,720
Likes (Received): 4948

ชาวซิมบับเวเดินขบวนไล่ “มูกาเบ” เชียร์คณะรัฐประหาร
เผยแพร่: 18 พ.ย. 2560 20:08:00 โดย: MGR Online


เอเอฟพี – ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาบนถนนในซิมบับเวเรียกร้องให้ โรเบิร์ต มูกาเบ ลาออกในวันนี้ (18) ในความเคลื่อนไหวที่จัดขึ้นโดยเหล่าทหารผ่านศึกจากสงครามปลดแอกและได้รับการสนับสนุนจากผู้นำพรรครัฐบาลและกองทัพ

การประท้วงนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์อันโกลาหลที่ได้เห็นผู้บัญชาการกองทัพเข้ายึดอำนาจและสั่งกักบริเวณมูกาเบเพื่อตอบโต้ต่อการที่เขาปลดรองประธานาธิบดี เอ็มเมอร์สัน มนากากวา

มันเป็นการพลิกผันที่น่าตกตะลึงสำหรับมูกาเบที่ปกครองซิมบับเวด้วยกำปั้นเหล็กมาตั้งแต่ปี 1980

ทหารผ่านศึกจากสงครามปลดแอกที่เคยสนับสนุนมูกาเบเรียกร้องจัดการประท้วงนี้ที่ได้เห็นผู้ชุมนุมเดินขบวนในเมืองไฮฟิลด์ เขตชานเมืองชนชั้นแรงงานของกรุงฮาราเร

“นี่เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตผม เราฝันถึงชีวิตใหม่ภายหลังมูกาเบ” แซม เซเชเต้ วัย 38 ปีที่เดินขบวนในเมืองไฮฟิลด์โดยใช้ไม้เท้าพยุง


เมืองไฮฟิลด์คือสถานที่เชิงสัญลักษณ์ที่มูกาเบขึ้นกล่าวปราศรัยครั้งแรกหลังจากกลับมาจากการลี้ภัยในโมซัมบิกก่อนการประกาศเอกราชในปี 1980

ผู้ประท้วงที่เริ่มออกมากันในช่วงเที่ยงคืน โห่ร้อง เป่าปาก และเต้น รวมทั้งชูป้ายที่เขียนว่า “ไม่ใช่รัฐประหารแต่เป็นการสร้างความสงบ” และ “มูกาเบต้องออกไป”

ไม่นานหลังตีหนึ่งครึ่งตามเวลาท้องถิ่น ผู้ประท้วงเริ่มมุ่งหน้าไปยังที่พักส่วนตัวสุดหรูของมูกาเบหรือที่รู้จักกันในชื่อบลูรูฟ (Blue Roof)

ในเมืองบูลาวาโย ผู้ประท้วงกดแตรรถ เป่าปาก และเป่าวูวูเซลาในขณะที่พวกเขาชุมนุมนอกศาลาเทศบาล



https://mgronline.com/around/detail/9600000116642


:40 / 19.11.2017 THARAITATH
ซิมบับเวนับหมื่นชุมนุมในเมืองหลวง ฉลองทหารยึดอำนาจ จี้ ‘มูกาเบ’ ลาออก

าวซิมบับเวนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนในเมืองหลวงเพื่อแสดงความยินดีกับทหาร และขับไล่ประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ที่ประเทศเป็นอิสระจากเผด็จการ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ชาวซิมบับเวจำนวนนับหมื่นคนออกมาชุมนุมกันที่ในเมืองหลวง กรุงฮาราเร เพื่อเฉลิมฉลองที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ ซึ่งปกครองประเทศมานาน 37 ปี เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้นำอายุมากที่สุดในโลกรายนี้ลาออกจากตำแหน่งโดยเร็วด้วย

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ประชาชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนสนับสนุนกองทัพและสมาชิกพรรครัฐบาล ‘ซานู-พีเอฟ’ โดยต่างร้องรำทำเพลง และสวมกอดเหล่าทหาร ประชาชนหลายคนรู้สึกเหมือนกับว่านี่เป็นการปลดแอกครั้งที่ 2 ต่อจากการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เช่น แฟรงก์ มุตซินดิกวา ชาวบ้านวัย 34 ปี กล่าวทั้งน้ำตานองหน้าว่า “นี่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ผมรอวันนี้มาชั่วชีวิต ในที่สุดเราก็เป็นอิสระเสียที”

ทั้งนี้ กระแสเรียกร้องให้มูกาเบลาออกเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่กองทัพซิมบับเวก่อยึดอำนาจเมื่อวันที่ 15 พ.ย. หลังมูกาเบปลดรองประธานาธิบดี เอมเมอร์สัน เอ็นนังกากวา เพื่อปูทางให้ เกรซ ภริยาเป็นผู้สืบทอดอำนาจแทนเขา โดยสาขาท้องถิ่นพรรครัฐบาล ซานู-พีเอฟ 8 จาก 10 แห่ง ขอให้มูกาเบลาออกจากตำแหน่งผู้นำ และลงจากเก้าอี้ผู้นำพรรค ส่วนทหารผ่านศึกสงครามปลดแอก ที่เคยภักดีกับมูกาเบก็ร่วมเรียกร้องให้เขาลาออกเช่นกัน

จนถึงตอนนี้ผู้นำเผด็จการวัย 93 ปี ยังคงถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน และปรากฏตัวต่อสาธารณะเพียงครั้งเดียวที่งานรับปริญญาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. มูกาเบจะหารือกับบรรดาผู้นำกองทัพ ซึ่งทหารยืนยันว่า จะเปิดเผยผลลัพธ์ของการประชุมดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


https://theworldnews.net/th-news/chi...muukaaeb-laa-k

Last edited by wwc234; November 19th, 2017 at 05:02 AM.
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 19th, 2017, 09:26 PM   #3597
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

ไอเอ็มเอฟเผยเศรษฐกิจพม่าเติบโต แต่วิกฤติโรฮิงญากระทบลงทุน

เผยแพร่: 19 พ.ย. 2560 17:06:00 โดย: MGR Online

รอยเตอร์ - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในพม่าปีนี้ แต่ระบุว่าวิกฤติผู้ลี้ภัยโรฮิงญาอาจส่งผลกระทบการลงทุนเนื่องจากพม่ากำลังเผชิญกับแรงกดดันจากต่างประเทศเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา

ชาวโรฮิงญามากกว่า 600,000 คน หลบหนีไปบังกลาเทศตั้งแต่ปลายเดือนส.ค. เนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างผู้ก่อความไม่สงบของทหารในรัฐยะไข่

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติระบุว่าปฏิบัติการทางทหารของพม่าเป็นการกวาดล้างชาติพันธุ์ ซึ่งทางการพม่าปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

แม้ยังไม่มีสัญญาณของผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความหวังการลงทุนจากชาติตะวันตก ด้วยบริษัทของสหรัฐฯ และยุโรป ต่างระมัดระวังต่อความเสี่ยงในการเข้าลงทุน และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ระงับการระดมทุนจำนวน 200 ล้านดอลลาร์สำหรับพม่าเนื่องจากวิกฤติดังกล่าว

“ความขัดแย้งภายในประเทศและวิกฤติด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่อาจกระทบต่อเงินทุนเพื่อการพัฒนาและความรู้สึกของนักลงทุน แม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงดูเหมือนจะอยู่ในระดับท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่” ผู้นำคณะภารกิจประเมินเศรษฐกิจในพม่าของไอเอ็มเอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวในนครย่างกุ้ง

“เศรษฐกิจพม่ากำลังฟื้นตัวและความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาคยังทรงตัว คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นไปที่ 6.7%” ผู้นำคณะฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงการลดลงของการลงทุนภายในประเทศและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากวิกฤติของรัฐยะไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว

ก่อนหน้านี้ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดการคาดการณ์จีดีพีของพม่าสำหรับปี 2560-2561 เหลือ 6.7% จาก 7% แต่ผู้แทนของไอเอ็มเอฟกล่าวว่า เศรษฐกิจพม่าขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเติบโตที่ 5.9% ของปีก่อนหน้า ที่เป็นผลจากภาคการเกษตรและการส่งออกฟื้นตัว

รัฐบาลภายใต้การนำของนางอองซานซูจีเผชิญกับปีแรกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และการเติบโตที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่แนวโน้นเศรษฐกิจในระยะกลางยังอยู่ในระดับ “ดี” เนื่องจากรายได้จากภาษีสูงขึ้นสามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจต่อการจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากการอนุมัติการลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวลงนับตั้งแต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของซูจีชนะการเลือกตั้งในปลายปี 2558 และเข้าบริหารประเทศในปีต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม พม่ายังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดในภูมิภาค หลังทหารที่ปกครองประเทศมานานเกือบ 50 ปี ยอมสละอำนาจในปี 2554 ให้กับรัฐบาลกึ่งพลเรือนที่ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนของต่างชาติในปี 2556-2557.

https://mgronline.com/indochina/detail/9600000116808
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2017, 08:30 PM   #3598
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

‘สิงคโปร์’ ออกกฎหมายเข้มจำกัดจำนวนรถบนถนน ทำราคารถพุ่งเฉลี่ย 2.6 ล้าน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 - 12:28 น.

สิงคโปร์ประเทศซึ่งมีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด พยายามอย่างหนักเพื่อลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นเพิ่มอัตราค่าผ่านทาง ทุ่มงบลงทุนกับระบบขนส่งสาธารณะ รวมค่าธรรมเนียบใบอนุญาตครอบครองรถจนส่งผลให้ราคารถยนต์ทั่วไปพุ่งสูงขึ้นถึง 2.6 ล้านบาท

มาตรการแก้ปัญหาจำนวนรถบนท้องถนนของสิงคโปร์เป็นสิ่งที่เมืองใหญ่ๆในภูมิภาคซึ่งมีปัญหารถติดใหญ่หลวงอย่างกรุงจาการ์ตา หรือกรุงมะนิลานั้น ทำตามได้ยาก โดยเครื่องมือหลักสำคัญของรัฐบาลสิงคโปร์คือ ใบรับรองการครอบครองรถยนต์หรือ ซีโออี เอกสารซึ่งผู้ซื้อรถยนต์จะต้องประมูลซื้อมาและนับเป็นต้นทุนที่บวกไปกับราคารถยนต์อีกต่อหนึ่ง


ราคา ซีโออี ปัจจุบันสำหรับรถยนต์สำหรับครอบครัวทั่วๆไปนั้นอยู่ที่ราว 50,000 สิงโปร์ดอลลาร์หรือราว 1.2 ล้านบาท ส่งผลให้รถยนต์โตโยต้าโคโรลลา สามารถมีราคาพุ่งสูงขึ้นไปถึง 2.75 ล้านบาทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ราคาของซีโออี ซึ่งมีอายุ 10 ปี นั้นจะผันผวนตามความต้องการโดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเคยส่งผลให้ราคารถยนต์โตโยต้าโคโรลลาพุ่งสูงสุดที่ 3.84 ล้านบาทมาแล้ว หรือมีราคามากกว่าราคาในประเทศไทยถึงเกือบ 4 เท่า

อย่างไรก็ตามแม้ราคารถยนต์บวกซีโออี จะพุ่งสูงทว่าในประเทศซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงิน มหาเศรษฐีร่ำรวยจำนวนมากได้ซื้อรถยนต์จนเต็มอัตราที่ 600,000 คัน ซึ่งนับจำนวนที่รัฐบาลสิงคโปร์จำกัดเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีมาตรการเข้มงวดอื่นๆเช่นการเก็บค่าผ่านทางบนถนนในช่วงเวลาเร่งด่วนด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาจะคงจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนถนนนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเอาไว้เป็นเวลานาน 2 ปี โดยมีเหตผลจากพื้นที่ประเทศที่มีจำนวนจำกัด

อย่างไรก็ตามรัฐบาลสิงคโปร์ก็ได้ออกนโยบายทุ่มงบประมาณก่อสร้างเครือข่ายขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟใต้ดิน รถไฟและรถบัสเพิ่มขึ้นพร้อมประกาศงบประมาณ 676,000 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงโครงสร้างขนส่งสาธารณะแล้ว

นอกจากระบบ “ไรด์แชร์ริง”อย่าง แกร็บ และ อูเบอร์ ที่สามารถเข้ามาช่วยการเดินทางของผู้ที่ไม่สามารถมีรถได้แล้ว รัฐบาลยังประกาศสร้างเส้นทางจักรยานทั่วประเทศระยะทาง 700 กิโลเมตรด้วย

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-74265
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:09 PM   #3599
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

“มาเลเซีย” กดปุ่มดิจิทัลอีโคโนมี เปลี่ยนประเทศด้วยเทคโนโลยี


วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 - 00:16 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกสิ่ง ซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทยที่มีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี “ดิจิทัล” หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน ในงาน “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่นเดย์” ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความตื่นตัวลงทุนในด้านนี้ของรัฐบาลมาเลเซีย ขณะที่ยักษ์ผู้ผลิตอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านไอซีทีแดนมังกร “หัวเว่ย” ได้เข้ามาร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม

“กัว ผิง” รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวว่า ครั้งนี้รัฐบาลมาเลเซียได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหัวเว่ยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ SMEs Corporation Malaysia, Uni-versity Malaysia Sabah, Terengganu State Government และ Cyber Security Malaysia และเตรียมจัดตั้งศูนย์ OpenLab แห่งใหม่ในมาเลเซีย ซึ่งจะใช้เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับการพัฒนาใหม่ ๆ มีความยืดหยุ่น และปลอดภัย สำหรับสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยได้จัดตั้งศูนย์ OpenLab ในเมืองมิวนิก เม็กซิโก ดูไบ สิงคโปร์ จีน และกรุงเทพฯ ทุกแห่งจะรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างหัวเว่ยและพันธมิตรกว่า 400 รายทั่วโลกเพื่อพัฒนาโซลูชั่นใหม่ ๆ ร่วมกัน



“ดาโต๊ะ ซรี ดร.อาหมัด ซาฮิด ฮามิดิ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ลงทุนในด้านอินโนเวชั่นตามที่เทรนด์ของโลกที่มุ่งไปสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยผลักดันประเทศไม่ให้ตกขบวน ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียเองก็หวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตขึ้นได้

และสำหรับภาคประชาชนก็ต้องนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงแค่เล่นโซเชียลมีเดีย โดยรัฐบาลได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และด้านความปลอดภัย เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G, ระบบกล้องวงจรปิด, การใช้หุ่นยนต์ และต่อไปจะทำเรื่องบิ๊กดาต้า และเอไอ (AI : Artifi-cial Intelligence) นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ใช้นวัตกรรมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับการร่วมมือกับหัวเว่ยจะทำการพัฒนาด้าน SMEs เนื่องจากเป็นส่วนที่ขับเคลื่อนประเทศเพราะมีสัดส่วนถึง 99.2% โดยไอทีจะมาช่วยให้มีผลผลิตที่ดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ต่อมาด้าน “Cyber Security Malaysia” เป็นการนำโซลูชั่นบิ๊กดาต้ามาใช้ในการตรวจสอบใบหน้าคนผ่านกล้องวงจรปิดของมาเลเซียทั้ง 28,000 เครื่อง หลังจากที่ระบบนี้ประสบความสำเร็จช่วยลดอาชญากรรมในประเทศจีน โดยได้มีการทดลองทำร่วมกับหัวเว่ยแล้ว

นอกจากนี้ ยังนำร่องสมาร์ทซิตี้ในเมือง Terengganu รวมทั้งภาคการศึกษา หัวเว่ยได้ช่วยในการให้คำปรึกษาในการพัฒนาโปรแกรมการสอนนักเรียน แชร์ความรู้และอุปกรณ์ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียนที่ดี

“มาเลเซียต้องเดินหน้าด้วยดิจิทัล ตอนนี้อินฟราสตรักเจอร์ของเราพร้อมแล้ว และกำลังก้าวสู่ขั้นที่ 2 คือ การนำบิ๊กดาต้ามาใช้ ดังนั้นเราหวังว่าประชาชนจะนำไอทีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเอสเอ็มอีก็ต้องนำไอทีไปปรับใช้เช่นกัน”

“ดาร์เรลล์ เวสท์” รองประธาน สถาบันบรูกกิงส์ หน่วยงานวิจัยชั้นนำ กล่าวเสริมว่า จากการวิจัยเมืองปลอดภัยทั่วโลกพบว่า ภายในปี 2020 ประชากร 70% ต้องการมีที่อยู่อาศัยในเมือง และมองว่าสมาร์ทซิตี้ต้องมีทั้งความปลอดภัยด้านพลังงาน, การขนส่ง, โทรคมนาคม และสังคม จากการสำรวจใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ โคเปนเฮเกน และลอนดอน สำหรับประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ 12 ส่วนไทยอยู่อันดับ 10 ซึ่งสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีคือ การใช้บิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์

จากสำรวจยังพบว่าประเทศที่มีการลงทุนด้านไอซีทีเพิ่มขึ้น 10% จะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น 6% นอกจากนี้ทั่วโลกมีการลงทุนด้านบรอดแบนด์ถึง 27,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะช่วยเพิ่มตำแหน่งงาน 3 ล้านตำแหน่ง และเพิ่ม GDP มากกว่า 50,0000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เมืองต่าง ๆ ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ความขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และปัญหาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญก็คือผู้นำประเทศต่าง ๆ ต้องเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ให้ได้ผ่านนวัตกรรมความปลอดภัยสาธารณะ”

https://www.prachachat.net/ict/news-76138
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 09:18 PM   #3600
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 73,695
Likes (Received): 4334

เริ่มแล้ว! ประชุมลดขยะทะเลอาเซียน ชมไทยประเทศแรกห้ามสูบบุหรี่ชายหาด ชี้ขยะทะเล 80% มาจากบนบก


วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 - 11:33 น.

เริ่มแล้วประชุมลดขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน ชื่นชมไทยประเทศแรกประกาศห้ามสูบบุหรี่ชายหาด เผยขยะทะเลร้อยละ 80 มาจากบนบก 23 จังหวัดชายทะเล ขอความร่วมมือลดการใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนภาชนะใส่อาหารเพื่อลดปริมาณขยะ

​เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นเจ้าภาพประชุมระดับอาเซียน เรื่อง การลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทย และจีน โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส. เป็นประธานเปิดการประชุม มีตัวแทนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศสมาชิกประเทศอาเซียนและประเทศจีน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเข้าร่วมประชุม

พล.อ.สุรศักดิ์ เปิดเผยว่า ขยะทะเล กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ที่องค์การสหประชาชาติกำลังให้ความสำคัญ เพราะได้กำหนดให้การจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจาก ทะเลทั่วโลกที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ ที่ต่างคนต่างตักตวงใช้โดยไม่คำนึงผลที่เกิดขึ้น ในระยะยาว กำลังเผชิญกับขยะ ที่ล่องลอยจากแผ่นดินออกสู่ทะเล และจากฝั่งออกสู่ท้องทะเล รวมทั้งกิจกรรมในทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกได้สร้างปัญหามากมาย ขยะพลาสติกขนาดใหญ่ เช่น แห อวน หรือซากสิ่งของ เป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ทะเลหายากและ ใกล้สูญพันธุ์ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ทำให้แนวปะการังและพื้นท้องทะเลเสื่อมโทรม ทำลายทัศนียภาพของชายหาด ส่งผลต่อการประมง และการท่องเที่ยวของหลายประเทศ




“ขยะทะเลที่ย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กๆ จนมองแทบไม่เห็นหรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก ได้ผ่านเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหารสัตว์ในทะเลและผ่านจากอาหารทะเลสู่มนุษย์ ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว การแก้ปัญหาขยะทะเลจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย โดย ทส.จึงได้คิดริเริ่มที่จะแก้ปัญหาทั้งนี้เพราะขยะทะเล เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ประเทศในอาเชียน ต่างก็กำลังประสบปัญหาและเผชิญกับความท้าทายร่วมกันจึงได้หารือกับสำนักเลขาธิการอาเชียนในการริเริ่มสร้างความร่วมมือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การจัดการประชุมระดับอาเซียน เรื่อง การลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ ASEAN Conference on Reducing Marine Debris in ASEAN Region จึงเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศอาเซียน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกัน” รัฐมนตรีทส.กล่าว

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายๆ ประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาขยะทะเล อาทิ จีน เพิ่งจัดการประชุมการจัดการขยะทะเลในเขตเมืองชายฝั่งในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ไปเมื่อช่วงต้นเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขณะที่อินโดนีเชีย อยู่ระหว่างเตรียมงานจัดการประชุมเกี่ยวกับเรื่องขยะทะเลเช่นกัน สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเลพบว่า ร้อยละ 80 ของขยะทะเลมาจากบนบก ส่วนขยะจากกิจกรรมทางทะเล มีเพียงร้อยละ 20 รัฐบาลกำหนดให้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นจัดการ ขยะตกค้าง 30 ล้านตัน ให้หมดไป และจัดการขยะใหม่ ปีละ 27 ล้านตัน ต้องลดที่ต้นทาง นำมาใช้ซ้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งนี้ในปี 2561 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 3Rs Forum ในกลุ่มประเทศเอชีย – แปซิฟิก รวมทั้งการออกกฎหมายและการสร้างวินัยคนในชาติ

“ขณะ ทส.ยังร่วมมือกับทุกภาคและภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันพลาสติก ผลักดันการขับเคลื่อนแผนการจัดการพลาสติก ขยะพลาสติก โดยเน้นหลักการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติก รีไซเคิลพลาสติก นอกจากนี้ ยังร่วมกับภาคเอกชนที่ผลิตน้ำดื่ม การลดและเลิกใช้ cap seal หรือพลาสติกที่หุ้มฝาขวด โดยข้อมูลในปี 2559 พบว่ามีน้ำดื่มที่ใช้ cap seal ถึง 2,600 ล้านขวด สำหรับเรื่องขยะทะเล ทส.กำหนดให้เขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลทุกแห่งปลอดจากถุงพลาสติก และเมื่อช่วงปลายเดือน ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เริ่มโครงการนำร่องกับหน่วยงานใน 15 จังหวัดชายฝั่งทะเล กำหนดพื้นที่ชายหาด 24 แห่ง ให้เป็นชายหาดปลอดจากการสูบบุหรี่และทิ้งก้นบุหรี่และขยะอื่นๆ “รัฐมนตรีทส.กล่าว

ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เชื่อว่าจะได้ผลตามที่กำหนดไว้และจะยกระดับการแก้ปัญหาเพื่อ ลดปัญหาขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียนระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งการจัดทำแผนดำเนินการและช่องทาง การติดต่อของแต่ละประเทศที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล ทั้งนี้ประเทศไทยมีจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล 23 จังหวัด อันดามัน 6 จังหวัด อ่าวไทย 17 จังหวัด สำรวจปี 2559 พบว่า ทั้ง23 จังหวัด มีขยะเกิดขึ้น 10.78 ล้านตัน เป็นพลาสติก 1.3 ล้านตัน มีการจัดการที่ถูกต้อง 0.96 ล้านตัน ขนะพลาสติกที่จัดการไม่ถูกต้องมีโอกาสถูกชะและพัดลงไปในทะเล กลายเป็นขยะทะเลแน่นอน นอกจากนี้ขยะทะเลยังเกิดจากกิจกรรมในทะเลอีกด้วย เช่น การขนส่งทางเรือ เรือสำราญ เรือท่องเที่ยว ประมงชายฝั่ง อีกด้วย

“นอกจากชายหาด 24 แห่งปลอดขยะ ยังมีโครงการลดขยะบนเกาะไข่ จ.พังงา โครงการประชารัฐขจัดขยะทะเล และที่ได้เริ่มใหม่คือการสำรวจตลาด ร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนรอบชายฝั่งใน 23 จังหวัดชายทะเล คาดว่าไม่เกิน 3 เดือน จะสามารถสรุปได้ว่าในแต่ละพื้นที่มีจำนวนตลาดร้านค้า และบ้านเรือนประชาชนกี่แห่ง เพื่อขอความร่วมมือลดการใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนภาชนะใส่อาหารเพื่อลดปริมาณขยะให้น้อยที่สุด ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้เราจะประกาศให้กลุ่มประเทศอาเซียนและจีนทราบว่า ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยจะประกาศพื้นที่นำร่อง 24 ชายหาดทั่วประเทศเป็นพื้นปลอดการสูบบุหรี่ ทั้งนี้ก้นบุหรี่ก็เป็นขยะตัวสำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ทำลายทั้งความงดงามและสิ่งแวดล้อมบริเวณชายหาด มีการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏว่าทุกคนตื่นเต้นและเห็นดีด้วยกับเรื่องนี้อย่างมาก โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่มีการประกาศห้ามสูบบุหรี่ชายหาดในกลุ่มประเทศอาเซียน” นายจตุพรกล่าว

https://www.prachachat.net/general/news-75434
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 04:04 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu