daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old November 14th, 2017, 08:25 PM   #5041
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

ฟรีดอมเฮาส์จัดระดับเสรีภาพสื่อออนไลน์โลก ไทยติดกลุ่มล่าแม่มด

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 - 20:11 น.

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. เอเอฟพีรายงานว่า เว็บไซต์ฟรีดอมเฮาส์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากล เผยแพร่รายงานฟรีดอม ออน เดอะ เน็ต หรือเสรีภาพโลกออนไลน์ ประจำปี 2560 สำรวจและศึกษาเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นใน 65 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไทยอยู่ในระดับไม่เสรี not free อีกสองระดับ ได้แก่ มีเสรีภาพ – free และมีเสรีภาพบางส่วน – Partly Free ส่วนที่เหลือคือวัดค่าไม่ได้



พบว่ารัฐบาลในชาติเหล่านี้มีแนวโน้มการหันมาใช้ยุทธวิธีโฆษณาชวนและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มีรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็น 30 ประเทศ จากเดิม 23 ประเทศโดยประเทศจีนเป็นชาติที่มีเสรีภาพโลกออนไลน์น้อยที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่สาม


สำหรับประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่ม 8 ประเทศที่มีสถานการณ์ “ล่าแม่มด” เหยื่อเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลทหาร ขณะที่ฝ่ายรัฐเชื้อเชิญให้พลเรือนเข้าร่วมแจ้งเบาะแสกับตำรวจโดยมีผลตอบแทน อีกทั้งมีการฝึกฝนนักเรียนนักศึกษานับแสนคนเป็นหน่วยลูกเสือไซเบอร์ คอยสำรวจตรวจสอบโลกออนไลน์เพื่อแจ้งเบาะแสให้รัฐบาลรับทราบถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมคุกคามความมั่นคง



นอกจากนี้ไทยยังติดกลุ่ม 6 ประเทศนอกเหนือจาก จีน ฮังการี รัสเซีย สหราชอาณาจักร เวียดนาม ที่มีความพยายามจากรัฐในการนำกฎหมายไปควบคุมเสรีภาพประชาชนบนโลกไซเบอร์ โดยผลักดันกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดูข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและถอดรหัสของผู้ใช้ สวนทางกับรัฐบาลประชาธิปไตยหลายแห่งที่นำข้อกฎหมายดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยก่อการร้าย หรืออาชญากรรมอื่นๆ



สำหรับจีนเป็นชาติที่มีเสรีภาพโลกออนไลน์ย่ำแย่ที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่สาม เนื่องมาจากแนวโน้มการเซ็นเซอร์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและการผ่านกฎหมายใหม่เพื่อต่อต้านความไร้ตัวตน รวมไปถึงการลงโทษจำคุกต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ต

ขณะที่เสรีภาพโลกออนไลน์ในสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเลวร้ายลงเช่นกัน เพราะมีการบิดเบือนข้อมูลเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แบบเสียๆ หายๆ ก็พบว่าถูกคุกคามมากขึ้น

https://www.prachachat.net/politics/news-71529
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 14th, 2017, 08:44 PM   #5042
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

จับสัญญาณสมรภูมิแบงก์ปี’61 ทุ่มงบหนัก อัพเกรดดิจิทัลแบงกิ้ง

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 - 11:02 น.

ช่วงนี้แบงก์ต่าง ๆ พาเหรดเปิดแผนธุรกิจของปี 2561 ออกมากันแล้ว นำโดย 4 แบงก์พาณิชย์ใหญ่ ทิศทางที่ค่ายต่าง ๆ เดินไปข้างหน้าก็ยังคงเน้นความสำคัญด้าน “ดิจิทัลแบงกิ้ง” ส่วนใหญ่จะเป็นการยกระดับบริการที่ต่อยอดจากที่ออกให้บริการมากมายในปีนี้

แบงก์กรุงศรีฯถือเป็นแห่งแรก ๆ ที่รุก “ดิจิทัลแบงกิ้ง” มาต่อเนื่อง ซึ่ง “ฐากร ปิยะพันธ์” ผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฉายภาพว่า ปีหน้าการแข่งขันด้านดิจิทัลจะร้อนแรงดุเดือดมาก ภายใต้การนำเทคโนโลยี (ไอที) ใหม่ ๆ มาใช้ในบริการทางการเงิน โดยเฉพาะการใช้ artificial Iintelligence (AI) หรือ machine learning ซึ่งจะเป็นอีกปีที่ทุกแบงก์ต่างต้องงัดกลยุทธ์ออกมาแข่งขันบนแพลตฟอร์มเดียวกันผ่าน “โมบายแบงกิ้ง” เป็นหลัก ซึ่งสมรภูมินี้คงลากยาวไปถึงปี 2562 เลยทีเดียว

สำหรับแบงก์กรุงศรีฯ ปีหน้าก็ใช้เทคโนโลยี AI หรือ machine learning มาใช้กับการดำเนินธุรกิจเพื่อใช้วิเคราะห์ ใช้ในผลิตภัณฑ์ให้ลึก และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เพื่อหาลูกค้าใหม่ให้บริการใหม่ ๆ เพราะทุกสิ่งจะอยู่บนเส้นทางของโมบายเป็นหลัก และที่มากกว่านั้น ปีหน้าเราจะมีการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า robo advisor มาเสริมประสิทธิภาพการลงทุนให้กับลูกค้าผ่านมือถือได้อีกด้วย

“ปีหน้าเชื่อว่าบรรยากาศการแข่งขันจะเป็นจุดที่พีก ทุกธนาคารจะพาเหรดปล่อยของออกมาโชว์ เรียกลูกค้าผ่านโมบายแบงกิ้งกันดุเดือด เราก็จะคลุกกับบิ๊กดาต้าของเรามากขึ้น เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาไปใช้กับบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปีหน้าจะเห็นอะไรใหม่ผ่านแอปพลิเคชั่นกรุงศรีฯ โดยจะผูกกับร้านค้าเพื่อให้สามารถรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นใหม่นี้ได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตและบัตรเดบิต” นายฐากรกล่าว


ขณะที่แม่ทัพใหญ่แบงก์ใบโพธิ์ “อาทิตย์ นันทวิทยา” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างทำแผนงานปี 2561 ซึ่งต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์หลายอย่าง ภายใต้มุมมองที่ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ ทั้งจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและการบริโภคที่จะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แผนหลักของธนาคารยังตั้งเป้าไปสู่การลงทุนด้านไอทีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกรอบงบฯลงทุนอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปีนับจากปีนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยยกระดับธนาคารให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน ผ่านรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการให้กับลูกค้าของธนาคารให้ครบทุกเซ็กเตอร์

พร้อมกันนี้เขาได้อัพเดตว่า ขณะนี้แบงก์ไทยพาณิชย์ได้นำ QR code เข้าไปอยู่ใน sandbox ของ ธปท. โดยคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะได้ออกจากแซนด์บอกซ์ และมาให้บริการร้านค้าได้ทั่วประเทศ ทางธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100,000 ร้านค้าในสิ้นปีนี้ และ 500,000 ร้านค้าในสิ้นปีหน้า

“ธนาคารต้องมีการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถให้อยู่รอด และแข็งแรงมากขึ้น เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เช่น เรื่องรายได้ที่อาจจะลดลง ถือว่าเป็นโจทย์หลักที่ต้องปรับตัว” อาทิตย์กล่าว

ธนาคารกสิกรไทยเป็นอีกแบงก์ที่ประกาศบุก “ดิจิทัลแบงกิ้ง” เต็มตัว โดย “ปรีดี ดาวฉาย” กรรมการผู้จัดการแบงก์ มองว่าในอนาคตธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบกำลังเผชิญกับความท้าทาย โอกาสในการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งล้วนมีผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจหลายด้าน ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปทำธุรกรรมการเงินบนโลกออนไลน์มากขึ้น คู่แข่งทางธุรกิจที่มาในรูปฟินเทค ล้วนเป็นโจทย์สำคัญในปีหน้าที่ธนาคารต้องสร้างความแตกต่าง

และแนวทางที่กสิกรไทยกำลังเดินไปในปีหน้า คือ ความต้องการเป็น “customer”s life platform of choice” หรือเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต โดยจะใช้ดิจิทัลแบงกิ้งมาขับเคลื่อนทุกด้าน ซึ่งเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้คือ เพิ่มฐานลูกค้าด้านโมบายแบงกิ้ง เช่น เคพลัส (K PLUS)ที่คาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ 10.8 ล้านรายในปีหน้า จากสิ้นปี 2560 ที่คาด 8 ล้านราย

ทั้งนี้ ทุกการขับเคลื่อนต่างต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ดังนั้นในปีหน้ากสิกรไทยจะใช้งบฯลงทุนด้านไอทีราว 4-5 พันล้านบาท และส่วนหนึ่งจะแบ่งไปลงทุนในสตาร์ตอัพอีก 4 ราย และลงทุนผ่าน VC fund (venture capital fund) จำนวน 1 กองทุน โดยจะใช้งบฯราว 200-300 ล้านบาท

ฝั่งแบงก์ยักษ์ “เดชา ตุลานันท์” ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปีหน้าว่า ในยุคที่ทุกแบงก์ก้าวเข้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้ง แบงก์กรุงเทพเองก็คงเดินหน้าไปตามแนวทางนั้นด้วย ซึ่งเราก็จะใช้ดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนธนาคารมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด

อีกด้านที่สำคัญ คือ การหา “รายได้ใหม่ ๆ” ที่ธนาคารตั้งเป้าที่จะทำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) เพื่อทดแทนรายได้ค่าฟีส่วนที่หายไปกับการมาของธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การจับมือกับพันธมิตรด้านประกันกับเอไอเอ และปีหน้าจะเห็นชัดเจนขึ้นในเรื่องการมีพันธมิตรใหม่ด้านกองทุนรวม ที่จะเปิดขายของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งอื่น ๆ มาขายผ่านเคาน์เตอร์ของแบงก์ได้ด้วย

“แผนธุรกิจปี”61 คาดสินเชื่อของแบงก์จะเติบโต 4-5% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และยังมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดเงินได้” นายเดชากล่าว

คงต้องจับตากันใกล้ชิดกับธุรกิจแบงกิ้งในปีหน้า อุณหภูมิแข่งขันจะร้อนแค่ไหนภายใต้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบงก์จะวิ่งไล่ทันแค่ไหนเพื่อรักษาฐานลูกค้าไม่ให้ไหลออกไปหาคู่แข่งที่ไม่ใช่มีแค่แบงก์เท่านั้น แต่มีฟินเทคและรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น

https://www.prachachat.net/finance/news-71133
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 06:01 AM   #5043
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 21,884
Likes (Received): 5009

รัฐเล็งแจกซิมอินเทอร์เน็ตคนจน 11 ล้านคน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต

วันนี้ (10:27 น.)

รัฐบาลเล็งแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้ผู้มีรายได้น้อย 11 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูล เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา เพิ่มสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับการช่วยเหลือคนจนในระยะที่สอง โดยมีแนวคิดแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียน 11.67 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลหาความรู้ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาฝีมือแรงงาน

โดยรัฐบาลมีนโยบายให้ติดตั้งอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนสามารถหาความรู้ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจากับบริษัท ทีโอที ว่าจะร่วมโครงการอย่างไร เนื่องจากปัจจุบัน ทีโอที มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแต่ไม่มีลูกค้า รัฐบาลก็จะไปเหมาซิมอินเทอร์เน็ตมาให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะดูได้แต่ข้อมูล ไม่สามารถใช้โทรศัพท์เข้าออกได้ และรัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายรายเดือนให้


"ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะได้กลับมามากกว่าเพราะการให้อาชีพ การให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้จะปลูกพืชหากเจอโรคแมลงจะกำจัดอย่างไรก็สามารถหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตได้ สิ่งที่ได้อาจจะมากกว่าที่ให้ไป ซึ่งซิมนี้อาจจะจำกัดให้ดูแต่ข้อมูลความรู้ นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้"

สำหรับการแจกซิมอินเทอร์เน็ตอาจจะเสนอพร้อมมาตรการแพกเกจช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อยให้ฝึกอาชีพที่จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือน ธ.ค.นี้


http://money.sanook.com/527405/
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 09:51 PM   #5044
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

ดัชนีการพัฒนา ICT ไทยปี’60 ขยับขึ้นอันดับ 78 จาก 176 ประเทศ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 - 18:32 น.

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2560 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้เปิดเผยข้อมูลรายงานสถิติเกี่ยวกับสถิติดัชนีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT Development Index) ประจำปี พ.ศ. 2560 โดยในรายงานจะประกอบด้วยสถิติการพัฒนาด้าน ICT ของแต่ละประเทศ และแนวโน้มของเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

นาย Houlin Zhao เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่าง ประเทศ (ITU) เปิดเผยว่า ดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (IDI) ปี 2560 ประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 79 ในปี 2559 มาอยู่ที่อันดับ 78 ของโลก ซึ่งอันดับที่ 79 ในปี 2559 เป็นการอัพเดตข้อมูลล่าสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในรายงานประจำปีเรื่องมาตรวัดสังคมสารสนเทศ 2016 (Measuring the Information Society 2016) ได้จัดอันดับประเทศไทยไว้ที่อันดับ 82

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า รายงานประจำปีเรื่องมาตรวัดสังคมสารสนเทศ 2017 (Measuring the Information Society 2017) เป็นการจัดอันดับดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Development Index หรือ IDI) ของปี 2560 จาก 176 ประเทศทั่วโลก เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อของประเทศต่าง ๆ




โดยแบ่งดัชนีย่อยเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ดัชนีย่อยด้านการเข้าถึงไอซีที (Access sub-index) 5 ตัว 2.ดัชนีย่อยด้านการใช้งานไอซีที (Use sub-index) 3 ตัว และ 3.ดัชนีย่อยด้านทักษะความสามารถด้านไอซีที (Skills sub-index) 3 ตัว

“ประเทศไทยขยับอันดับดีขึ้นโดยอยู่ในอันดับ 78 ของโลก จากเดิมเมื่อปี 2559 อยู่ที่อันดับ 82”

การขยับขึ้นจากปี 2559 เป็นผลจากจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายการจัดสรรคลื่นความถี่และการเปิดให้บริการ 3G/4G ครอบคลุมการให้บริการ ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ค่าดัชนีที่ใช้ในการประเมินเพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินการในปี 2561 ภายใต้นโยบายของรัฐบาล เมื่อโครงการ USO เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ และโครงการUSO ของสำนักงาน กสทช. รวมทั้งโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการแล้วเสร็จ ประชาชนในพื้นที่ 74,000 กว่าหมู่บ้าน จะเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

นอกจากนี้ กสทช. จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และ 1800 MHz ที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง รวมถึงการดำเนินการเพื่อสนับสนุน IoT (Internet of Things) ตามที่ กสทช. ได้ประกาศให้ใช้คลื่นเพื่อรองรับการใช้งานด้านนี้แล้ว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไอซีทีได้มากยิ่งขึ้น

รวมทั้งจะมีโครงการเพื่อฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านการใช้งานไอซีทีให้กับประชาชนทั่วประเทศจำนวนจำนวน 500,000 คน ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของแผน USO

“ผมเชื่อว่าการดำเนินการทั้งหมดจะส่งผลให้ดัชนีย่อยทั้ง 3 กลุ่ม ทั้งดัชนีย่อยด้านการเข้าถึงไอซีที (Access sub-index) ดัชนีย่อยด้านการใช้งานไอซีที (Use sub-index) และดัชนีย่อยด้านทักษะความสามารถด้านไอซีที (Skills sub-index) พัฒนาขึ้น ส่งผลให้อันดับของประเทศไทยขยับขึ้น ในการประกาศการจัดอันดับดัชนีชี้วัดด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ ITU ครั้งต่อๆ ไป” นายฐากร กล่าว

https://www.prachachat.net/ict/news-72017
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:01 PM   #5045
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

คลังปิ๊งไอเดียอุ้มคนจนเฟส 2! เล็งดึง “ทีโอที” แจกซิมฟรีพ่วงค่ารายเดือน

Wednesday, November 15, 2017 - 11:42

15 พ.ย. 60 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับผู้มีรายได้น้อย จำนวน 11.67 ล้านคนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น กระทรวงการคลังมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะจะทำให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ การประกอบอาชีพต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลทั่วไป และข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพรัฐจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งหากผู้มีรายได้น้อยมีช่องทาง มีความรู้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานได้ ในระยะยาวก็จะหลุดพ้นจากการเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

ส่วนกรณีที่หากมีการแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับผู้มีรายได้น้อย และพบว่ามีปัญหา เพราะผู้มีรายได้น้อยบางรายไม่สามารถซื้อสมาร์ทโฟน หรือเครื่องมือที่จะใช้กับซิมดังกล่าวได้ กระทรวงการคลังจะต้องมีการแจกสมาร์ทโฟนพ่วงซิมอินเทอร์เน็ตฟรี ด้วยหรือไม่นั้น รมว.การคลัง ระบุว่า “จะต้องดูอีกที” แต่เบื้องต้นซิมอินเทอร์เน็ต จะมีการจ่ายค่ารายเดือนให้ด้วย โดยจะให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้ามาร่วมโครงการ เนื่องจากคงไม่สามารถไปทำสัญญากับบริษัท เอไอเอส ดีแทค หรือ ทรูมูฟ ได้ เพราะจะถูกมองว่าเป็นการไปเอื้อให้เอกชนอีก

http://www.thaipost.net/?q=node/38119
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:13 PM   #5046
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

ธปท.ลงพื้นที่สิงคโปร์ เร่งศึกษาอัพเกรด Sandbox


วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 - 17:42 น.


ธปท.ร่วมงานสัมมนา Singapore Fintech Festival 2017 เรื่อง Regulatory Sandbox ซึ่งจะเอามาอัพเกรด Sandbox ของไทย

นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วันนี้ นายบัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท. ได้เข้าร่วมการสัมมนา Singapore Fintech Festival 2017 เรื่อง Regulatory Sandbox โดยกล่าวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว Regulatory Sandbox เป็นวิธีการสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยได้เริ่ม Sandbox เมื่อปี 2016


สำหรับเป้าหมายของ ธปท.ในการมีกระบวนการทดสอบใน Sandbox ที่สำคัญมี 4 ประการ คือ

1.การส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน (promoting financial innovation)
2.การบริหารความเสี่ยง (risk Management)
3.การคุ้มครองผู้บริโภค (consumer protection)
4.การส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการที่หลากหลาย (new and existing players)

“การนำนวัตกรรมใหม่มาใช้มีทางเลือกหลากหลาย ซึ่ง regulatory sandbox เป็น solution ที่ทั่วโลกยอมรับในการทดสอบนวัตกรรมทางการเงินให้มั่นใจในความมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีการดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ก่อนเปิดให้บริการเป็นการทั่วไป” นายบัญชากล่าว

นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐาน (standardization) ตัวอย่างสำคัญ คือ การใช้มาตรฐาน QR code เพื่อการชำระเงิน ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้ รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ (international collaboration) อาทิ การลงนามความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง โดยล่าสุด ธปท.ได้ลงนามกับธนาคารกลางสิงคโปร์ในเรื่อง FinTech

https://www.prachachat.net/finance/news-71922
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 15th, 2017, 10:45 PM   #5047
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

รัฐผุดโครงการยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน 'ดิจิทัล ไอดี'

คณะกรรมการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เร่งสร้างความเข้าใจผู้ให้บริการ ก่อนสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล

นายเกียรติชัย โสภาเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า มีแผนจะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เป็นแพลตฟอร์มรองรับการเชื่อมต่อ 'ดิจิทัลไอดี' หรือ การยืนยันตัวตนด้วยระบบดิจิทัลจากผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งเรียกว่า Relying Party กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบการยืนยันตัวตนของแต่ละภาคส่วนเชื่อมโยงกัน เป็นพื้นฐานการพัฒนาต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัล

นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษา คณะกรรมการการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีผู้ให้บริการที่ใช้วิธีการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ กระจายอยู่ทั่วไป การทำให้การบริการต่างๆ ที่ต้องยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำทีเดียว ใช้ได้ทั่วกัน ผ่าน 'ดิจิทัล ไอดี' จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ จะจัดสัมมนาเรื่อง "National Digital ID Infrastructure" ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ให้บริการยืนยันตัวตน ทั้งในเรื่องการรักษาความถูกต้องของข้อมูล การรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคล และประเด็นด้านกฎหมาย

14/11/2560 https://voicetv.co.th/watch/SJ8ttUOyz
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 16th, 2017, 09:35 PM   #5048
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

“ดีอี”ชงขอเงินกองทุน USO เพิ่มจุดเชื่อมเน็ตประชารัฐ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 - 00:15 น.

“รมต.ดีอี” เตรียมขอเงินกองทุน USO เพิ่มจุดเชื่อมต่อเน็ตประชารัฐ และเตรียมคลอดเกณฑ์ให้เอกชนเชื่อมโครงข่ายให้บริการถึงลาสต์ไมล์เป็นของขวัญตรุษจีน ลั่นค่าบริการต้องไม่เกิน 349-449 บาท ความเร็ว 30/10 Mbps ฟากวงในงง มีงบฯอยู่แล้ว1.3 พันลบ.เชื่อม กศน.-รพ.สต.

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ภายในเดือน ก.พ. ปี 2561 จะประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่จะให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (เน็ตประชารัฐ) ที่กระทรวงดีอีได้ใช้เงิน 13,000 ล้านบาท จ้างทีโอที วางโครงข่ายในพื้นที่ 24,700 หมู่บ้าน

“ดีอีให้ทีโอทีวางโครงข่ายหลักไปถึงทุกหมู่บ้าน และเปิดให้เอกชนที่ต้องการให้บริการมาเชื่อมต่อเพื่อลากสายไปยังครัวเรือนที่ต้องการใช้ในลักษณะโอเพ่นแอ็กเซส”


และเตรียมยกร่างหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่ายที่จะเปิดให้เอกชนใช้ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงการที่มีปลัดกระทรวงดีอีเป็นประธาน เป็นผู้ยกร่างหลักเกณฑ์เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณา ก่อนส่งต่อให้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล (บอร์ดดีอี)

“โครงการเน็ตประชารัฐอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ตัวเมืองเหมือนที่เอกชนให้บริการ และไม่ใช่พื้นชายขอบห่างไกลในโครงการ USO ของ กสทช. ซึ่งประกาศค่าบริการไว้ว่าจะไม่เกิน 200 บาท จากที่หารือร่วมกับ กสทช. และเอกชนผู้ให้บริการคิดว่าเพดานราคา ควรอยู่ที่ 349-449 บาทต่อเดือน ความเร็ว 30/10 Mbps”

ส่วนเกณฑ์ที่จะเปิดให้เอกชนมาเชื่อมต่อจะได้ข้อสรุปทันเป็นของขวัญตรุษจีนให้ประชาชน โดยในเบื้องต้นมองว่าแต่ละหมู่บ้านควรเปิดให้มีผู้ให้บริการเชื่อมต่อมากกว่า 1 ราย

นายพิเชฐกล่าวต่อว่า ได้เตรียมของบประมาณสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ของ กสทช. เพื่อลากสายจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปให้โรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในทุกหมู่บ้านได้ใช้งานฟรีด้วย เป็นการเพิ่มการเข้าถึง นอกจากฟรีไวไฟที่มี 1 จุด และคาดว่าจะนำเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการดีอีพิจารณาเร็ว ๆ นี้ เช่นเดียวกับงบประมาณในการบำรุงรักษาโครงข่ายหลังติดตั้งเสร็จสิ้นเพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง

“เมื่อเน็ตประชารัฐติดตั้งครบ รวมถึง USO ของ กสทช. ในพื้นที่ชายขอบจะทำให้ 75,000 หมู่บ้านเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ในสิ้นปี 2561 ดีอีและหน่วยงานใต้สังกัดจะมีโครงการอบรมให้ประชาชนแต่ละพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลได้เต็มที่ผ่านแอปพลิเคชั่น และเข้าถึงบริการภาครัฐภายใต้การผลักดันโครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะทำให้การบริหารงานภาครัฐโปร่งใสและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนยิ่งขึ้น”

ด้านนายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า การติดตั้งโครงข่ายเน็ตประชารัฐถือว่าเร็วกว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้ จึงมั่นใจทั้ง 24,700 หมู่บ้านจะติดตั้งได้เสร็จในสิ้นปีนี้ ส่วนกรณีที่กระทรวงดีอีต้องการให้เพิ่มจุดให้บริการที่โรงเรียนและ รพ.สต.แต่ละหมู่บ้าน หากมีงบประมาณสนับสนุนก็พร้อมดำเนินการทันที

แหล่งข่าวในกระทรวงดีอีเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แปลกใจที่รัฐมนตรีดีอีจะทำโครงการของบประมาณจากกองทุน USO เพื่อเพิ่มจุดให้บริการบนโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปยังโรงเรียนและ รพ.สต. เนื่องจากมีงบประมาณที่อนุมัติมาตั้งแต่ปีที่แล้ว 900 ล้านบาท และปีนี้อีก 400 ล้านบาท สำหรับเช่าโครงข่ายทีโอทีเพื่อลากสายไปให้บริการ ณ รพ.สต. และศูนย์การเรียนรู้ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ทั้ง 10,000 จุดทั่วประเทศอยู่แล้ว

ทั้งมีงบประมาณอีก 400 ล้านบาท ที่กันไว้เป็นค่าเช่าจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือไอซีทีฟรีไวไฟ 10,000 จุด จากทีโอที ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่สมัยรัฐมนตรี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แต่ยังไม่ได้มีการปรับโยกงบประมาณ หลังยกเลิกโครงการไปแล้ว

ปัจจุบันงบประมาณนี้อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้สังกัดกระทรวงดีอี

https://www.prachachat.net/ict/news-72790
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 16th, 2017, 09:46 PM   #5049
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

เผยประชาชนขึ้นทะเบียนครอบครอง Drone แล้วเกือบ 5,000 ลำ

กองบรรณาธิการ TCIJ 14 พ.ย. 2560

เลขาธิการ กสทช. ระบุ มีประชาชนมาขึ้นทะเบียนครอบครองอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ในเบื้องต้นกับ กสทช. แล้วเกือบ 5,000 ลำ ที่มาภาพประกอบ: Don McCullough (CC BY 2.0)

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมาว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หลัง กสทช. เปิดให้ขึ้นทะเบียนอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone) สำหรับผู้ที่ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้โดรนขึ้นทะเบียนภายใน 90 วัน ที่เริ่มมาตั้งแต่วันนี้ 11 ตุลาคม 2560 พบว่าในส่วนที่มาลงทะเบียนโดรนกับ กสทช. มีประมาณ 4,000 - 5,000 ลำ ภาพรวมประชาชนยังมาขึ้นทะเบียนโดรนต่อเนื่อง ขณะนี้รอรวบรวมตัวเลขการขึ้นทะเบียนในเบื้องต้นจากกองบังคับการตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เนื่องจากมีประชาชนไปขึ้นทะเบียนจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบว่าลงทะเบียน 40,000 - 50,000 ลำ จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศด้วย

http://www.tcijthai.com/news/2017/11/current/7503
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 17th, 2017, 11:43 PM   #5050
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

หัวเว่ย พร้อมสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์บนพื้นที่EEC

ก.ดีอี-หัวเว่ย เดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เลือกพื้นที่ EEC
เตรียมสร้างคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์สุดล้ำสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เบื้องต้นทุ่มงบประมาณกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

ศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เวลา 15.50 น.


วันนี้ (17 พ.ย.) ที่ เดอะ ระวีกัลยา แบงค็อก เวลล์เนส คูซีน รีสอร์ท กรุงเทพ
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0” กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย)
จำกัด ว่า
รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันห
ภายใต้วิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลโดยมีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน
และอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ
การร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น/
รวมถึงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้านของคนไทยให้ดีขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้
หัวเว่ยเป็นผู้จัดหาโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก
บทบาทการมีส่วนร่วมของหัวเว่ยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตทั่วโลก
และเพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0
ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคของหัวเว่ยให้เติบโตยิ่งขึ้น
และเตรียมที่จะลงทุนสร้างคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์แห่งแรกของภูมิภาคในประเทศไทย

ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจและเลือกทำเลที่ตั้ง
และอยู่ในช่วงของการเร่งดำเนินการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เฟสแรก

"เมื่อ2
ปีก่อนที่หัวเว่ยมาตั้งโอเพ่นแล็บในเมืองไทยได้สร้างความรู้ให้คนไทยและมีการจ้างงานเกิดขึ้นมากมายง
ซึ่งตอนนี้ก็ได้ร่วมกับรัฐบาลในโครงการเน็ตประชารัฐ
นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศไทย และเมื่อไทยเปิดศูนย์ดิจิทัล พาร์ค
ไทยแลนด์ ทางหัวเว่ยก็สนใจที่จะร่วมลงทุน
ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาโมเดลว่าจะลงทุนอย่างไร อาทิ การร่วมลงทุน
การลงทุนฝ่ายเดียวแล้วเปิดเช่าใช้
ซึ่งภายในปีนี้จะต้องสรุปแผนการลงทุนให้มีความชัดเจนมากขึ้น" พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
กล่าวว่า

โครงการการลงทุนของหัวเว่ยในอีอีซีจะเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยั
และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ซึ่งการร่วมมือกันนี้ยังรวมถึงการจัดหาบริการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาคลาวด์และบิ๊กดาต้าของไทยข
การสร้างโอเพ่นแพลตฟอร์มเพิ่มเติม อาทิ โอเพ่นแล็บ และศูนย์นวัตกรรมโซลูชั่น CSIC
ของหัวเว่ย พัฒนาบุคลากรด้านไอซีที
และการช่วยขยายธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงดีอี
ได้เปิดโอกาสให้บริษัท ไอทียักษ์ใหญ่ที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุนอีกจำนวนมาก
โดยอยู่ระหว่างเจรจากับอีกหลายบริษัท

นายกัว ผิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หมุนเวียนตามวาระหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า
การลงทุนด้านคลาวด์คอมพิวติ้งและการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยผลักดันการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ย
4.0 ถือเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล
การสร้างคลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยนั้น
หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะช่วยให้รัฐบาลและภาคธุรกิจของไทยก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่นกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ้
สามารถวางแผนการปรับใช้งานโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในเชิงรุก
โดยอีอีซีจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย
โดยเบื้องต้นจะใช้งบประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในการลงทุนศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ศูนย์ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ในอีอีซี
และหากจะต้องลงทุนส่วนอื่นเพิ่มเติมค่อยพัฒนาเพิ่มเติมหรือต่อยอมตามความเหมาะสม

"หัวเว่ยจะใช้ความรู้และประสบการณ์ในด้านนวัตกรรม
รวมถึงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นมาทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ในประเทศไทย

เพื่อขับเคลื่อนทุกภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล
ช่วยเร่งกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
และทำให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
และจะสร้างไฮบริดคลาวด์เพื่อรองรับรัฐบาล รวมทั้งองค์กรขนาดใหญ่
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และผู้ใช้รายย่อยในประเทศไทย
ช่วยให้ทุกคนสามารถปรับใช้เทคโนโลยี ทั้งบิ๊กดาต้า คลาวด์คอมพิวติ้ง
อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตก้าวหน้าขึ้น”

https://www.dailynews.co.th/it/610665
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 19th, 2017, 08:58 PM   #5051
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

กสทช.ลุยปลดล็อกคลื่น2300

Monday, November 20, 2017

กสทช.เร่งหารือปลดล็อกคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ก่อนสรุปเข้าที่ประชุมบอร์ด 22 พ.ย.นี้ ย้ำชัดไม่เคยประวิงเวลา

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณีการพิจารณาร่างสัญญาการดำเนินงานคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่าง บมจ.ทีโอที กับ บ.ดีแทค ไตรเน็ต ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยขอยืนยันว่าสำนักงานไม่ได้ประวิงเวลาไว้ตามกระแสข่าวที่ออกมา โดยวันที่ 20 พ.ย.2560 นี้ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการโทรคมนาคมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว และถ้าสรุปผลได้แล้ว ก็จะนำเข้าเป็นวาระการประชุมคณะกรรมการ กสทช.ในวันที่ 22 พ.ย.2560 ต่อไป

ทั้งนี้ ต้องชี้แจงว่า การพิจารณาให้ความคิดเห็นในร่างสัญญาดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากอีก 3 หน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎี สำนักงานอัยการสูงสุด และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ดังนั้นหากเกิดความล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามกรอบเวลาที่ทั้ง 2 บริษัทวางไว้ว่าจะเซ็นสัญญาภายในไตรมาส 4/2560 นี้ ก็คงไม่ใช่มาจาก กสทช.เพียงอย่างเดียว เพราะทุกกระบวนการพิจารณามีขั้นตอนชัดเจน

“ตนไม่สามารถบอกได้ว่า เรื่องนี้จะจบได้ภายในสิ้นปีนี้หรือไม่ เพราะการพิจารณาต้องใช้เวลา และต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 4 หน่วยงาน ซึ่ง กสทช.เองก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะรัฐบาล ทีโอที และหลายหน่วยงานต่างก็จับตา และเร่งให้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาบริการเพื่อประชาชน” เลขา กสทช.กล่าว.

http://www.thaipost.net/?q=node/38280
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 19th, 2017, 08:59 PM   #5052
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

รีดภาษีอีคอมเมิร์ซมีกร่อย! รับฟังความเห็นสะดุด คลังชี้ต้องเดินหน้าต่อ

Monday, November 20, 2017 - 00:00

ภาษีอี-คอมเมิร์ซกร่อย! ประชาชนไม่เห็นด้วยหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น ด้าน "สรรพากร" เตรียมเร่งชี้แจงรายละเอียด ชูความจำเป็นในการออกกฎหมาย ก่อนเสนอ ครม.-สนช. พิจารณาต่อไป ทำใจบังคับใช้กฎหมายไม่ทันตามเป้าหมาย ปี 2561

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้สรุปการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีอี-คอมเมิร์ซผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ในช่วงวันที่ 21 มิ.ย.-11 ก.ค.2560 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีผู้แสดงความคิดเห็น 64 ราย เห็นด้วย 29 ราย และไม่เห็นด้วย 35 ราย

ทั้งนี้ การที่มีผู้แสดงไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย ทำให้กรมสรรพากรต้องทำการชี้แจงถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยอย่างละเอียด ว่าทำไม่รัฐบาลถึงมีความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอร่างกฎหมายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ ซึ่งเดิมกรมสรรพากรตั้งเป้าหมายจะให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในปี 2561 เพื่อทำให้การเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยอาจทำให้การพิจารณากฎหมายนี้ล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีอี-คอมเมิร์ซ คือการเก็บภาษีกับผู้ประกอบการนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการโดยการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดรายได้ในประเทศไทย เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ ไลน์ เป็นต้น จะมีการกำหนดอัตราเพดานสูงสุดไว้ในกฎหมาย ให้เสียภาษีหักที่จ่ายไม่เกิน 15% โดยผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากร อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดอัตราที่แท้จริงอีกครั้ง ซึ่งจะมีหลายอัตราตามประเภทการประกอบธุรกิจ

"ผู้แสดงความคิดเห็นต่างตั้งข้อสังเกต ถึงการกำหนดนิยามของผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีรายได้ที่ต้องเสียภาษี รวมถึงการชำระภาษีว่าเป็นอย่างไรและจะทำให้เกิดปัญหาในการประกอบธุรกิจมากน้อยขนาดไหน ซึ่งกรมสรรพากรได้ทำการชี้แจงการแสดงความเห็นต่างๆ ให้มากที่สุด" แหล่งข่าวกล่าว

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การออกกฎหมายเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของกรมสรรพากร และการเก็บรายได้โดยรวมของรัฐบาล เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องไปเพิ่มอัตราภาษีอื่นๆ โดยเฉพาะการเก็บอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ปัจจุบันลดการเก็บจากอัตรา 10% เป็น 7%

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีช่องว่างในการเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการกิจการออนไลน์รายใหญ่ที่กรมสรรพากรไม่สามารถเก็บรายได้จากการลงโฆษณาได้ เพราะบริษัทแม่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ส่วนบริษัทลูกที่ตั้งในเมืองไทยก็เป็นอิสระจากบริษัทแม่ เป็นช่องว่างทำให้เก็บภาษีได้.

http://www.thaipost.net/?q=node/38283
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2017, 08:40 PM   #5053
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

กสทช. เห็นชอบ ‘ร่าง IoT’ ลุ้นกลุ่มทุนสื่อสารเปิดศึกชิงคลื่น ดีเดย์ พ.ค. 61

20 November 2017

กสทช. เห็นชอบร่าง 3 ฉบับ เพื่อรองรับการใช้งาน ‘IoT’ เพื่อนำคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz เตรียมเปิดความคิดเห็นสาธารณะ พร้อมเปิดประมูลในเดือน พ.ค. 2561

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงที่ประชุม กสทช. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ 920-925 MHz จำนวน 3 ฉบับ เพื่อรองรับการใช้งานในลักษณะ Internet of Things (IoT) ได้แก่ 1.(ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz, 2.(ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคม ประเภท Radio Frequency Identification : RFID และ 3.(ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคม ที่ไม่ใช่ประเภท Radio Frequency Identification : RFID ซึ่งใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz และให้นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้

สำหรับสาระสำคัญของร่างประกาศดังกล่าว ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz กำหนดให้มีการประมูล 1 ชุดคลื่นความถี่ (1 ใบอนุญาต) ขนาดคลื่นความถี่ 5 MHz มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้ อยู่ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดตามมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 31/2558 ที่กำหนดให้นำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 900 MHz ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน ในส่วนของการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็น 76 ล้านบาท

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 1 ราย ก็จะเปิดให้มีการประมูล กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง

นายฐากร ยังกล่าวต่ออีกว่า การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จะแบ่งการชำระออกเป็น 4 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ชำระ 4,020 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลในส่วนที่เหลือ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล, งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต, งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลส่วนที่เหลือทั้งหมด ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต


ทั้งนี้ สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50% ภายใน 4 ปี และต้องครอบคลุมประชากรมากกว่า 80% ภายใน 8 ปี กรณีผู้ชนะการประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนรับอนุญาต สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกันการประมูล ซึ่งคิดเป็นเงิน 5% ของราคาขั้นต่ำ พร้อมทั้งคิดค่าปรับในอัตรา 15% ของราคาขั้นต่ำ

นายฐากร กล่าวว่า ในส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz หลักเกณฑ์กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ จำนวน 45 MHz โดยแบ่งเป็น 3 ชุดคลื่นความถี่ (3 ใบอนุญาต) ขนาดคลื่นความถี่ ชุดละ 15 MHz มีอายุใบอนุญาต 15 ปี โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้ อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ในส่วนการเคาะราคาจะเพิ่มขึ้นรอบละ 0.2% ของราคาขั้นต่ำ คิดเป็น 75 ล้านบาท

กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูลมากกว่า 3 ราย จะประมูล 3 ชุดคลื่นความถี่ กรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 2-3 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูลเท่ากับ N-1 ชุด โดย N = ผู้เข้าร่วมการประมูล นั่นคือ ถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูล 2 ชุด และถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 2 ราย จะนำคลื่นความถี่ออกมาประมูล 1 ชุด ในกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 1 ราย จะขยายเวลาเปิดรับผู้เข้าร่วมการประมูลไปอีก 30 วัน ถ้ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลเพิ่ม ให้เปิดการประมูล โดยผู้เข้าร่วมการประมูลต้องเคาะเพิ่มราคา 1 ครั้ง

สำหรับการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จะแบ่งการชำระออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ จำนวน 50% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลในส่วนที่เหลือ ภายใน 90 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล, งวดที่ 2 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ จำนวน 25% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย พร้อมหนังสือค้ำประกันการชำระค่าเงินประมูลในส่วนที่เหลือ ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต และงวดที่ 3 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ จำนวน 25% ของราคาการประมูลสูงสุดของผู้ชนะการประมูลแต่ละราย ภายใน 15 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต

ทั้งนี้ สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz กสทช. ต้องขยายโครงข่ายครอบคลุมประชากรมากกว่า 40% ภายใน 4 ปี และครอบคลุมประชากรมากกว่า 50% ภายใน 8 ปี ในส่วนของอัตราค่าบริการ 4G จะต้องมีอัตราค่าบริการถูกกว่าอัตราค่าบริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้น ผู้รับใบอนุญาตจะต้องจัดให้มีแพ็กเกจราคาประหยัดสำหรับผู้พิการ และจัดทำแผนความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยให้ครอบคลุมถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพของผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีผู้ชนะการประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนรับอนุญาต สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกันการประมูล ซึ่งคิดเป็นเงิน 5% ของราคาขั้นต่ำ พร้อมทั้งคิดค่าปรับในอัตรา 15% ของราคาขั้นต่ำ


หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,313 วันที่ 12-15 พ.ย. 2560 หน้า 20

http://www.thansettakij.com/content/229826
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 21st, 2017, 09:24 PM   #5054
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

ครม.ผ่านกฏหมายสคบ.คุ้มครองผู้ซื้อรถยนต์-มือถือ ชำรุดภายใน6เดือนเปลี่ยนใหม่ได้


วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 - 19:14 น.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ที่เสนอโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเริ่มต้นการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ได้รับสิทธิในการเรียกร้องในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าที่ซื้อไปแล้วชำรุดบกพร่อง เป็นกฏหมายที่เพิ่มเติมจากหลักทั่วไปตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์


ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์
เป้าหมายคุ้มครองสินค้าที่มีความซับซ้อน อาทิ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ที่มีปัญหาหลังจากซื้อออกจากร้านไปเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันบ่อยครั้งว่า สินค้านั้นชำรุดก่อนหรือหลังซื้อ โดยขั้นตอนจากนี้ภายหลังจากกฎหมายผ่านครม.แล้ว จะส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบรายละเอียดของกฎหมายต่อไป

“สคบ.อยากคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสิทธิในการเรียกร้องในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากสินค้าที่ซื้อไปแล้วชำรุดบกพร่อง เพื่อจะได้ไม่มีภาพของคนไปทุบรถหน้า สคบ. เหมือนที่ผ่านมา โดยกฎหมายมีสาระสำคัญกับการดูแลคนที่เช่าซื้อ หรือคนที่ผ่อนสินค้า จะมีสิทธิในการฟ้องร้องเหมือนกับผู้ที่เป็นคนซื้อสินค้า เพราะแต่เดิมคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้เรียกร้องไม่ได้”นายณัฐพร กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่าสคบ.รายงานว่า ที่ผ่านมากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีพื้นฐานจากเสรีภาพของบุคคลตามการแสดงเจตนารัฐไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า และอาศัยช่องว่างดังกล่าวเอาเปรียบผู้บริโภค ภาครัฐจึงต้องกำหนดกรอบความรับผิดชอบของเรื่องดังกล่าวออกมา เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในลักษณะนี้ให้หมดไป




สำหรับสาระสำคัญของกฏหมาย คือ กำหนดให้ผู้บริโภคที่เป็นเพียงผู้เช่าซื้อมีสิทธิ์เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่เป็นผู้ซื้อ เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้ให้เช่าซื้อที่เป้นผู้ประกอบธุรกิจ กรณีสินค้าชำรุดบกพร่อง ให้สถาบันการเงินในฐานะผู้ซื้อและเจ้าของกรรมสิทธิ์ โอนสิทธิทั้งหลายให้กับผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคที่เป็นเพียงผู้ใช้สินค้าได้รับสิทธิเรียกร้องกับผู้บายได้โดยตรง และเมื่อสินค้าเกิดการชำรุด และผู้บริโภคใช้สิทธิเรียกร้องไปแล้ว ต่อมามีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าแต่ยังคงชำรุดอยู่ ก็ให้ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคากับผู้ขาย หรือยกเลิกสัญญาซื้อขายได้ และให้ถือเป้นการยกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปด้วย

อย่างไรก็ตามยังให้ไปกำหนดความหมายของสินค้าชำรุดบกพร่องให้ชัดเจน หากสินค้าเสียหายภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ พร้อมกำหนดสิทธิของผู้บริโภคต่อผู้ประกอบธุรกิจกรณีสินค้าชำรุด เช่น การเรียกค่าเสียหายต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจซ่อมแซมสินค้าได้ 2 ครั้ง หากยังชำรุดอยู่ก็ให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญา ขอลดราคา เรียกค่าเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ และให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยนสินค้าที่ชำรุดบกพร่องได้ ส่วนกรณีที่สินค้านั้นผ่านการซ่อมแล้วแต่ไม่ได้ดีขึ้น ผู้บริโภคต้องการบอกเลิกสัญญา หรือ ลดราคา หรือเรียกค่าเสียหาย ต้องแจ้งให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบล่วงหน้า 7 วัน โดยข้อเรียกร้องนี้จะมีอายุความ 2 ปี

ด้านพล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการสคบ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาสคบ.ได้ประชาพิจารณ์กฎหมายไปแล้ว โดยเห็นว่า สินค้าที่น่าจะมีปัญหา อาจเป็นสินค้าไฮเทคที่ตรวจสอบเองไม่ได้ โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ รถยนต์ และโทรศัพท์มือถือที่ใช้แล้ว 3-6 เดือน เกิดการชำรุดขึ้นมา ซึ่งน่าจะเข้าข่ายในกฎหมายฉบับนี้

https://www.khaosod.co.th/economics/news_641630
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 21st, 2017, 09:43 PM   #5055
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

"ชาร์ป"หวนคืนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าย้ายฐานการผลิตกลับไทยรอบ 10 ปี

21 November 2017

“ชาร์ป” หวนคืนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทย พร้อมทุ่ม 100 ล้านบาทย้ายฐานการผลิตจากมาเลเซียสู่ไทยในรอบ 10 ปี สินค้าเรือธงกลุ่มแรกนวัตกรรมทีวี “อควอส 8 เค” หวังปั้นรายได้โต 30% ในปีนี้

นายไต้ เจิ้น อู ประธาน และ ซีอีโอ บริษัทชาร์ป คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักที่มีความสำคัญทางธุรกิจของชาร์ปในต่างประเทศมายาวนานกว่า 90 ปี โดยมีการขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการขาย การผลิต และการบริการหลังการขาย สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในสำนักงาน (Business Solution) รวมถึงในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงานโซลาร์ (Solar Energy Products) และนอกเหนือจาก สายการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และเครื่องถ่ายเอกสารที่ชาร์ปมีอยู่แล้วในประเทศไทย ในปีนี้ชาร์ปยังตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่มเติมในการขยายสายการผลิตสินค้ากลุ่มทีวี ณ โรงงาน ชาร์ป แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จํากัด จังหวัดนครปฐมซึ่งมีกำลังผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ และผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในภูมิภาคนี้ โดยคาดหวังว่าจะสามารถรวบรวมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต และการกระจายสินค้า จนเกิดเป็นสายการผลิตที่แข็งแกร่ง และมีศักยภาพในอนาคต


ทั้งนี้ได้ใช้เงินลงทุน 3 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือ 100 ล้านบาท เพื่อย้ายฐานการผลิตทีวีจากมาเลเซียกลับมาผลิตในไทยอีกครั้ง เพื่อทำตลาดในไทยอย่างจริงจังหลังจากหยุดไประยะ 2 ปี โดยล่าสุดได้เปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ อควอส 8 เค ทีวี ขนาด 32 นิ้ว ซึ่งมีความคมชัดเสมือนจริงมากกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ พร้อมกับใช้ กันต์ กันตถาวร สามีแห่งชาติของสาวๆในไทยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตั้งเป้ามียอดขายปีงบประมาณ 60 นี้ที่ 3 แสนเครื่อง

"ภายหลังจากบริษัท หงไห่ พรีซีชั่น อินดัสทรี ของไต้หวันได้เข้าซื้อธุรกิจของชาร์ปไปเมื่อปี59 ที่ผ่านมา ด้วยการถือหุ้นชาร์ปในประเทศญี่ปุ่น 60% ทำให้ผลประกอบการชาร์ปมีแนวโน้มดีขึ้น เช่นเดียวกับชาร์ป ประเทศไทย ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสทำตลาดไทยแบบจริงจังอีกครั้งด้วยการย้ายฐานผลิตทีวีในไทย หลังย้ายไปผลิตที่มาเลเซียเมื่อ ช่วง 10 ปีก่อน โดยใช้ทีวีเป็นตัวทำตลาดหลัก เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 50% ของยอดขายรวม"

“เรายังได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มที่ดีของเศรษฐกิจไทย ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดและเทคโนโลยีของชาร์ปที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งด้านระบบอัตโนมัติ (Automation), นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเชื่อมต่อที่ง่ายดายบนโลกอินเทอร์เน็ต (IoT) รวมถึงการนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาประยุกต์ใช้กับการดูแลสุขภาพ (Smart Healthcare) และการเกษตร (Smart Farm) ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของชาร์ปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากอยู่ในทำเล ที่เหมาะสม และมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมากในอนาคต”


นายมิสเตอร์ โรเบิร์ต อู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด กล่าวว่า “ชาร์ป” พร้อมแล้ว ที่จะกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากการเปิดตัว พรีเซนเตอร์คนล่าสุด กันต์ กันตถาวร ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Unlimited Happiness” เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารเกี่ยวกับความสุขอันไร้ขีดจำกัดที่ผู้บริโภคจะได้รับจากแบรนด์ไปยังวงกว้างซึ่งในปีหน้าบริษัทจะมุ่งเน้นในการจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี “อควอส” (AQUOS) และ “พลาสม่าคลัสเตอร์” โดยมุ่งหวังที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุประมาณ 25 - 40 ปี ซึ่งมีความสนใจในด้านแฟชั่น และเทรนด์ของสินค้านวัตกรรมซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญราคาคุ้มค่า

สำหรับรายได้รวมทั้งปีของชาร์ปในปีนี้ คาดว่ามีการเติบโตขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับ ปีที่ผ่านมาโดยคาดว่าจะสามารถเติบโตได้อีกกว่า 20-30% ในหน้า จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ

http://www.thansettakij.com/content/233789
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2017, 08:06 PM   #5056
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

เทียบเท่าระดับโลก! “มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล” นำร่องสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าคอมพิวเตอร์-วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ปี”61 นี้


วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 - 18:36 น.

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน และ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมเปิดมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ที่ลานเอนกประสงค์ชั้น 1 สำนักอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อนำร่องเปิด สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์-สาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ในปี 2561 เพื่อรองรับโครงการ EEC ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมขั้นสูง

การจัดตั้งมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เเละมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา จึงถือได้ว่าเป็นต้นแบบการจัดการศึกษาขั้นสำคัญ ที่จะเป็นการถ่ายทอดวิทยาการและองค์ความรู้ ภายใต้การส่งเสริมการจัดการศึกษา โดยสถาบันอุดมการศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เริ่มก้าวไกล สิ่งที่รัฐบาลทำก็เพื่อเกิดการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยน โดยมีการติดต่อกับสจล.ร่วมปี ในการดำเนินโครงการ

https://www.prachachat.net/education/news-75981
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2017, 08:10 PM   #5057
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

“มาเลเซีย” กดปุ่มดิจิทัลอีโคโนมี เปลี่ยนประเทศด้วยเทคโนโลยี


วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 - 00:16 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกสิ่ง ซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทยที่มีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี “ดิจิทัล” หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน ในงาน “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่นเดย์” ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงความตื่นตัวลงทุนในด้านนี้ของรัฐบาลมาเลเซีย ขณะที่ยักษ์ผู้ผลิตอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านไอซีทีแดนมังกร “หัวเว่ย” ได้เข้ามาร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม

“กัว ผิง” รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย กล่าวว่า ครั้งนี้รัฐบาลมาเลเซียได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหัวเว่ยในด้านต่าง ๆ ได้แก่ SMEs Corporation Malaysia, Uni-versity Malaysia Sabah, Terengganu State Government และ Cyber Security Malaysia และเตรียมจัดตั้งศูนย์ OpenLab แห่งใหม่ในมาเลเซีย ซึ่งจะใช้เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับการพัฒนาใหม่ ๆ มีความยืดหยุ่น และปลอดภัย สำหรับสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยได้จัดตั้งศูนย์ OpenLab ในเมืองมิวนิก เม็กซิโก ดูไบ สิงคโปร์ จีน และกรุงเทพฯ ทุกแห่งจะรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างหัวเว่ยและพันธมิตรกว่า 400 รายทั่วโลกเพื่อพัฒนาโซลูชั่นใหม่ ๆ ร่วมกัน



“ดาโต๊ะ ซรี ดร.อาหมัด ซาฮิด ฮามิดิ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ลงทุนในด้านอินโนเวชั่นตามที่เทรนด์ของโลกที่มุ่งไปสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยผลักดันประเทศไม่ให้ตกขบวน ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียเองก็หวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตขึ้นได้

และสำหรับภาคประชาชนก็ต้องนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงแค่เล่นโซเชียลมีเดีย โดยรัฐบาลได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ และด้านความปลอดภัย เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G, ระบบกล้องวงจรปิด, การใช้หุ่นยนต์ และต่อไปจะทำเรื่องบิ๊กดาต้า และเอไอ (AI : Artifi-cial Intelligence) นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ใช้นวัตกรรมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับการร่วมมือกับหัวเว่ยจะทำการพัฒนาด้าน SMEs เนื่องจากเป็นส่วนที่ขับเคลื่อนประเทศเพราะมีสัดส่วนถึง 99.2% โดยไอทีจะมาช่วยให้มีผลผลิตที่ดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ต่อมาด้าน “Cyber Security Malaysia” เป็นการนำโซลูชั่นบิ๊กดาต้ามาใช้ในการตรวจสอบใบหน้าคนผ่านกล้องวงจรปิดของมาเลเซียทั้ง 28,000 เครื่อง หลังจากที่ระบบนี้ประสบความสำเร็จช่วยลดอาชญากรรมในประเทศจีน โดยได้มีการทดลองทำร่วมกับหัวเว่ยแล้ว

นอกจากนี้ ยังนำร่องสมาร์ทซิตี้ในเมือง Terengganu รวมทั้งภาคการศึกษา หัวเว่ยได้ช่วยในการให้คำปรึกษาในการพัฒนาโปรแกรมการสอนนักเรียน แชร์ความรู้และอุปกรณ์ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียนที่ดี

“มาเลเซียต้องเดินหน้าด้วยดิจิทัล ตอนนี้อินฟราสตรักเจอร์ของเราพร้อมแล้ว และกำลังก้าวสู่ขั้นที่ 2 คือ การนำบิ๊กดาต้ามาใช้ ดังนั้นเราหวังว่าประชาชนจะนำไอทีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเอสเอ็มอีก็ต้องนำไอทีไปปรับใช้เช่นกัน”

“ดาร์เรลล์ เวสท์” รองประธาน สถาบันบรูกกิงส์ หน่วยงานวิจัยชั้นนำ กล่าวเสริมว่า จากการวิจัยเมืองปลอดภัยทั่วโลกพบว่า ภายในปี 2020 ประชากร 70% ต้องการมีที่อยู่อาศัยในเมือง และมองว่าสมาร์ทซิตี้ต้องมีทั้งความปลอดภัยด้านพลังงาน, การขนส่ง, โทรคมนาคม และสังคม จากการสำรวจใน 17 ประเทศทั่วโลก พบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ โคเปนเฮเกน และลอนดอน สำหรับประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ 12 ส่วนไทยอยู่อันดับ 10 ซึ่งสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีคือ การใช้บิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์

จากสำรวจยังพบว่าประเทศที่มีการลงทุนด้านไอซีทีเพิ่มขึ้น 10% จะช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น 6% นอกจากนี้ทั่วโลกมีการลงทุนด้านบรอดแบนด์ถึง 27,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะช่วยเพิ่มตำแหน่งงาน 3 ล้านตำแหน่ง และเพิ่ม GDP มากกว่า 50,0000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เมืองต่าง ๆ ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ความขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และปัญหาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญก็คือผู้นำประเทศต่าง ๆ ต้องเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ให้ได้ผ่านนวัตกรรมความปลอดภัยสาธารณะ”

https://www.prachachat.net/ict/news-76138
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2017, 08:58 PM   #5058
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

ข้อถกเถียงร่างกฎหมาย ดักฟังโทรศัพท์-แชท ละเมิดสิทธิหรือเครื่องมือจำเป็น

Published on Tue, 2017-11-14 00:28

การแก้ไขวิ.อาญา ให้พนักงานสอบสวนดักข้อมูลต่างๆ กับผู้ต้องสงสัยได้ ยังคงมีแง่มุมให้ถกเถียง แม้ร่างดังกล่าวจะถูกปรับแก้จนจำเพาะคดีความมั่นคง-ก่อการร้ายแล้วก็ตาม เรื่องนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิเสรีภาพของคนสมัยใหม่ทุกคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือและแชทกันตลอดเวลา



13 พ.ย.2560 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการจัดเสวนาหัวข้อ ร่างแก้ไขวิ.อาญาเพิ่มอำนาจดักฟังโทรศัพท์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมงานรพีวิชาการประจำปี 2560 โดยวิทยากรประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนักวิชาการด้านกฎหมายอาญา

อันที่จริง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ.... ไม่ได้ดักข้อมูลเฉพาะโทรศัพท์ แต่หมายรวมถึง เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทาง ไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด

ประเภทความผิดที่จะดักข้อมูลได้คือ คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือคดีความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดที่เป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม หรือคดีความผิดที่มีความซับซ้อนซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป

ร่างกฎหมายนี้ สตช.ยกร่างมาตั้งแต่ปี 2556 มีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและปรับแก้หลายระลอก จนขณะนี้อยู่ในคณะกรรมาธิการยุติธรรม เพื่อรอคิวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.





ไม่น่าจะผ่าน สนช. รัฐบาลทหารกลัวเสียภาพพจน์ (หนักกว่าเดิม)
“ไม่ต้องกังวล ผมคิดว่ากฎหมายนี้ในที่สุดคงไม่ผ่าน วิปรัฐบาลบอกว่ารัฐบาลทำความดีมหาศาลจะมาย่อยยับอับจนด้วยกฎหมายนี้ได้อย่างไร” พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้กำกับการส่วนตรวจสอบสำนวนคดีอุทธรณ์และฎีกา สตช.กล่าว

พ.ต.อ.ศิริพล เป็นตัวแทนของ สตช.และมีบทบาทในการยกร่างและผลักดันกฎหมายนี้ เขากล่าวว่า เนื้อหาในกฎหมายเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยคุ้มครองเหยื่อเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกำหนดกระบวนการเข้าถึงไว้อย่างรัดกุม เชื่อว่าการมีเครื่องมือเช่นนี้จะช่วยลดกระบวนการซ้อมทรมานผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้ในกฎหมายยังคุ้มครองข้อมูลที่ได้มาให้เป็นความลับและมีบทลงโทษหนักสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ละเมิด

พ.ต.อ.ศิริพล ชี้ว่า ปัจจุบันมีพนักงานสอบสวนทั่วประเทศราว 10,000 คนต่อประชากรเกือบ 70 ล้านคน ต้องทำคดีอาชญากรรมเฉลี่ย 600,000 คดีต่อปี หากพนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมหลักฐานเกิน 1 ปีก็จะถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พนักงานสอบสวนทำงานหนักมากและได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าดีเอสไอ 100% น้อยกว่าอัยการหรือศาล 300-400%

“แต่ถ้าจะกังวลว่าอาจมีเจ้าหน้าที่เอาไปใช้ในทางที่ไม่ดี แบบนี้สังคมนี้ไม่ต้องมีกฎหมายใดๆ แล้ว เพราะมันเกิดขึ้นได้กับทุกกฎหมาย...และผมยืนยันว่าพนักงานสอบสวนของเรามีคุณภาพ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมากที่สุดในองค์กรแล้ว” พ.ต.อ.ศิริพลกล่าว

การให้อำนาจเจ้าพนักงานดักข้อมูลผู้ต้องสงสัยไม่ใช่เรื่องใหม่ มันปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่นๆ หลายฉบับ เช่น กฎหมายยาเสพติด กฎหมายค้ามนุษย์ กฎหมายดีเอสไอ แต่ที่ใหม่เพราะการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้นจะทำให้เรื่องนี้เป็นมาตรการ “ทั่วไป” สำหรับพนักงานสอบสวน แม้ว่าจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบโดยต้องยื่นคำร้องต่ออธิบดีศาลเพื่อขออนุญาตพร้อมอธิบายเหตุความจำเป็นและไม่สามารถหาวิธีการอื่นที่ดีกว่าได้


ดีเอสไอระบุที่ผ่านมาใช้การดักฟังน้อย เปลืองทรัพยากร
มหิธร กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมายของดีเอสไอ ให้ข้อมูลว่า ดีเอสไอมีพนักงานสอบสวนอยู่ 300 คน รับคดีพิเศษปีละประมาณ 300 คดีมีงบประมาณเพียงพอในการทำคดีใหญ่ๆ และมีอำนาจพิเศษกว่าพนักงานสอบสวนทั่วไปตาม พ.ร.บ.ดีเอสไอ เช่น การเข้าค้นโดยไม่มีหมาย แต่โดยปกติจะขอหมายศาลเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่, การตรวจสอบบัญชีและอายัดการเงินผู้ต้องสงสัย, การดักข้อมูลไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชันต่างๆ นอกจากนี้ยังมีอาวุธยุทธภัณฑ์เท่ากับทหาร 1 กรม

มหิธรกล่าวด้วยว่า อันที่จริงไม่ต้องถึงกับต้องดักฟังการสนทนาซึ่งเป็นการเปลืองทรัพยากรมากเกินไป เพียงแค่ทราบเบอร์โทรศัพท์เป้าหมายแล้วขอข้อมูลการโทรก็รู้ความเคลื่อนไหวในชีวิตคนได้เกือบหมด สามารถเห็นการโทรเข้าออกตลอดหนึ่งปี ความถี่ ตลอดจนเครือข่ายผู้ติดต่อ ฯลฯ

“การดักฟังโทรศัพท์เป็นการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือยมาก ถ้าผมดักฟังโทรศัพท์ท่าน ก็ต้องบันทึกเป็นคลิปเสียง ต้องให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ ถอดเทปนำส่งศาล ถอดเฉพาะส่วนที่ต้องการก็ไม่ได้ ต้องถอดตั้งแต่วันที่ขอดักฟังจนถึงวันสุดท้ายเพื่อไม่ให้ถูกหาว่าตัดต่อ เราจึงใช้การดักฟังโทรศัพท์น้อยมาก หลังๆ แทบไม่ได้ใช้เลย” เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอกล่าว


ปัจจุบันหลายแอปพลิเคชันดักข้อมูลได้แน่นอน
มีผู้เข้าร่วมฟังเสวนาถามว่าหากโทรศัพท์ทางไลน์ (LINE) นั้นสามารถดักฟังได้หรือไม่ มหิธรตอบว่า ในทางทฤษฎีการสื่อสารทุกระบบดักได้เสมอ แต่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาเทคนิค ขณะที่เทคโนโลยีก็จะก้าวหนีไปเรื่อยๆ ให้ต้องวิ่งไล่ตาม

“ไลน์ก็เหมือนกัน ผมมั่นใจว่าต้องแกะได้ แต่ถ้าถามว่าวันนี้แกะได้ไหม ยังตอบไม่ได้ แต่ฝ่ายพัฒนาเทคนิคก็คงทำให้จนได้” เจ้าหน้าที่ดีเอสไอกล่าว



สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า พวก instant message (การส่งข้อความสนทนาระหว่างสองคนหรือกลุ่มในเน็ตเวิร์กเดียวกัน) ทั้งหลายที่ให้บริการหลากหลายยี่ห้อนั้นดักข้อมูลได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือเป็นถ้อยคำ เว้นแต่บางยี่ห้อที่มีการเข้ารหัส หรืออย่างกรณีของกองทัพก็มีการจ้างทำแอปพลิเคชันเฉพาะแบบเข้ารหัสเพื่อจะแชทกันเองภายใน

ต่อคำถามว่า หากกฎหมายนี้ผ่าน ต้นทุนในการดำเนินการดักข้อมูลของผู้ให้บริการ (operator) เช่นบริษัทมือถือค่ายต่างๆ จะสูงหรือไม่ เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ กล่าวว่า สูงแน่นอนและผู้ประกอบการต้องเป็นผู้แบกรับ แม้แต่กฎหมายของดีเอสไอก็กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือหากมีการร้องขอไป เพียงแต่กรณีเหล่านี้เกิดไม่มากนัก ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริพลระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการเพราะในการรับฟังความคิดเห็นของกฎหมายนี้มีการเชิญบริษัทใหญ่หลายแห่งแล้วแต่ไม่มีตัวแทนเข้าร่วม

ส่วนคำถามว่ากฎหมายนี้จะใช้แก้ปัญหากรณีที่เจ้าของพื้นที่กลางอย่างเฟสบุ๊คหรือยูทูบไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้บริการแก่รัฐไทยได้หรือไม่ พ.ต.อ.ศิริพลกล่าวว่า กฎหมายนี้ใช้บังคับเฉพาะในราชอาณาจักร กรณีที่ยกมาเป็นนโยบายของสหรัฐอเมริกา หากสหรัฐฯ ยังมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหลัก ผู้ประกอบการก็ยังคงไม่ให้ความร่วมมืออยู่เช่นเดิม


ซ้ำซ้อนหรือไม่ รัดกุมเพียงพอหรือยัง
สาวตรี ให้ความเห็นว่า ร่างกฎหมายนี้ฉบับล่าสุดนั้นมีการปรับปรุงจนดีขึ้นมากกว่าฉบับแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญเรื่องความซ้ำซ้อนกับดีเอสไอและกฎหมายเฉพาะต่างๆ ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานดักข้อมูลได้ในคดีสำคัญๆ เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว นอกจากนี้นิยาม “คดีที่มีความซับซ้อน” ก็เป็นถ้อยคำที่อาจถูกตีความได้กว้างขวางครอบคลุมอาชญากรรมทั่วไป

“สิ่งสำคัญอีกอย่าง การค้นข้อมูลหรือดักฟังโทรศัพท์ มีลักษณะการล่วงละเมิดสิทธิที่พิเศษกว่าการค้นบ้าน ค้นรถ ตรงที่ผู้ถูกล่วงละเมิดอาจไม่ใช่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัย เพราะผู้ต้องสงสัยก็ต้องติดต่อกับคนอื่นๆ อีกมากมาย ก้อนข้อมูลนั้นมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ในต่างประเทศจึงกังวลมากกับกฎหมายลักษณะนี้” สาวตรีกล่าว

สาวตรีให้ข้อมูลว่า ในระดับสากลก็มีการใช้กฎหมายลักษณะนี้ แต่จะระบุมาตรการต่างๆ ไว้อย่างรัดกุมและมีการตรวจสอบหลายขั้น เช่น ในสหประชาชาติมี “เทคนิคการสืบสวนพิเศษ” ข้อ 20 ในกฎหมายเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ยอมรับให้มีการสะกดรอยด้วยเครื่องมือโทรคมนาคม โดยให้หมายถึงการสังเกตการณ์หรือดักฟังบุคคล สถานที่หรือกิจกรรมโดยเป็นความลับไม่ให้ผู้ถูกดักฟังรู้ตัว แต่มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้มาตรการสะกดรอยไว้ด้วยโดยอย่างน้อยต้องมี 2 ขั้นตอน

1. มาตรการก่อนใช้อำนาจ เช่น กำหนดประเภทความผิดที่จะใช้มาตรการสะกดรอยให้ชัดเจน ไม่ใช่คำว่า “คดีที่ซับซ้อน”, กำหนดองค์กรผู้มีอำนาจพิจารณาและอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการสะกดรอย ไม่ได้ให้เจ้าพนักงานทุกคนใช้ได้, กำหนดกระบวนการในการอนุญาตที่ชัดเจน, กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ฯลฯ

2. มาตรการหลังการใช้อำนาจ เช่น กระบวนการแจ้งให้ผู้ตกเป็นเป้าหมายได้รับรู้, การเก็บรักษา ใช้ประโยชน์และทำลายข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง, การรายงานต่อผู้มีอำนาจตรวจสอบโดยตรง, บทลงโทษและคุ้มครองตัวเจ้าของข้อมูล

“บ้านเราไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตอนนี้ยังร่างกันอยู่เลย แต่เรามีกฎหมายดักข้อมูลแล้ว” สาวตรีกล่าว

สาวตรี กล่าวเพิ่มเติมโดยยกตัวอย่างประเทศเยอรมนีว่า เคยพยายามออกกฎหมายลักษณะนี้ตั้งแต่ปี 2550 ชื่อร่างกฎหมายการค้นออนไลน์ ช่วงแรกมีการหยั่งเสียงประชาชนพบว่ามีผู้สนับสนุนมาตรการนี้ถึงร้อยละ 65 ในปี 2550 ต่อมาอีกหนึ่งปีปรากฏว่าผู้สนับสนุนลดลงเหลือร้อยละ 57 และในการสำรวจอีกครั้งปี 2554 ผู้สนับสนุนเหลือร้อยละ 43 ขณะที่มีบางมลรัฐเริ่มใช้ไปก่อน แต่ประชาชนฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลตัดสินว่ามาตรการนี้ขัดรัฐธรรมนูญจริง ให้เลิกบังคับใช้ แต่บอกด้วยว่ารัฐจะสามารถทำได้ต้องออกกฎหมายให้ชัดเจนกว่านี้และมีมาตรการตรวจสอบ

https://prachatai.com/journal/2017/11/74099
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2017, 09:12 PM   #5059
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

คลื่น2300 MHz ยังไม่เข้าบอร์ด กสทช. เรียกทีโอทีแจง 27 พ.ย.นี้ “ไลน์ โมบาย” ส่อแววรอด อนุฯกสทช. ชี้ไม่ใช่ MVNO

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 - 14:39 น.


ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2560 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มีการประชุมบอร์ดโดยวาระสำคัญ คือ การพิจารณาประเด็นเรื่องผลตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการให้บริการไลน์โมบาย และการพิจารณาการให้บมจ.ทีโอที ใช้คลื่น 2300 MHz ด้วยการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(ดีแทค) หลังจากที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม พิจารณาในช่วงเช้าของวันเดียวกัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ทั้ง 2 วาระยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด กสทช. ในวันนี้ เนื่องจากกรณีของไลน์โมบาย บอร์ดขอศึกษาข้อสรุปตามมติของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม ก่อน โดยจะนำมาพิจารณาในการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งหน้า


โดยมติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม เห็นชอบตามรายงานผลการตรวจสอบว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นนี้คณะทำงานฯ จึงเชื่อว่าการให้บริการไลน์โมบายเป็นการให้บริการโดยบริษัทดีแทคฯ ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามของบริษัทดีแทคฯ มิใช่เป็นการให้บริการโดยบุคคลอื่นในลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง หรือ MVNO แต่อย่างใด

แต่ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช. สั่งให้ดีแทคแก้ไขการโฆษณาให้ชัดเจนว่าดำเนินการโดยดีแทค และการลงทะเบียนซิมให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ กสทช. รวมถึงให้สำนักงาน กสทช.กำกับการดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีการดำเนินการแบบ MVNO ให้แจ้งบอร์ดทันที

“ยังไม่ใช่มติ กสทช. เป็นแค่มติคณะอนุกรรมการ จะเข้าบอร์ดครั้งหน้า แต่คาดว่า มติบอร์ดน่าจะไปแนวทางเดียวกัน”

ส่วนกรณีคลื่น 2300 MHz ที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านโทรคมนาคม ยังมีประเด็นที่ต้องการการชี้แจง จึงได้แจ้งให้ บมจ.ทีโอที เข้าชี้แจงในวันจันทร์ที่ 27 พ.ย.นี้

https://www.prachachat.net/ict/news-75627
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2017, 10:12 PM   #5060
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 74,238
Likes (Received): 4360

คืบหน้า “ทรูดิจิทัลพาร์ค” ถูกจองแล้ว40%

Thursday, November 23, 2017 - 16:19

23 พ.ย.60-นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค ของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถ.สุขุมวิท 101 พื้นที่นวัตกรรมปุณณวิถี กทม. โดยได้ดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งพื้นที่ไปแล้วกว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมดในเฟสที่ 1 จำนวน 40,000 ตร.ม. ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้คือไตรมาส 4/2561 ส่วนการให้ความสนใจเข้ามาจองพื้นที่ให้บริการนั้น ขณะนี้มีสัดส่วนที่ประมาณ 40%แล้ว สำหรับเฟสที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในช่วงปีหน้า และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2565 โดยเฟสที่ 2 มีจำนวนพื้นที่ 37,000 ตร.ม. เมื่อทั้ง 2 เฟสสำเร็จแล้วจะทำให้มีพื้นที่ของโครงการนี้ถึง 77,000 ตรม. เป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้บริการครอบคลุมระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัลแบบครอบวงจร

ทั้งนี้ โครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ในแบบแนวคิด Open Innovation จากการรวมตัวกันของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เหล่าสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมทั้งศูนย์ R&D ของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐ ทำให้เกิดชุมชนเพื่อผู้ประกอบการเริ่มต้นและเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรม ต่อยอดธุรกิจของเหล่าสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการดังกล่าวจัดแบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ 1.Co-working Space สำหรับการทำงาน เรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน 2.Enterprise Space สำนักงานบริษัทข้ามชาติและเหล่าสตาร์อัพ 3.Innovation Space ศูนย์นวัตกรรม และเครื่องมือเทคโนโลยีชั้นนำ และ4.Events and Business Services Space พื้นที่ไลฟสไตล์ มีห้องประชุมและสัมมนา ร้านอาหารและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

http://www.thaipost.net/?q=node/38478
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 12:56 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu