daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old January 31st, 2016, 06:51 PM   #3001
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

บริษัทในอาเซียนตบเท้าเข้าลงทุนในเวียดนาม

โดย ฐานเศรษฐกิจ - 30 มกราคม 2559

การดำเนินนโยบายต่างประเทศในด้านการค้าอย่างชาติฉลาดของรัฐบาลฮานอย ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศเนื้อหอมสำหรับบริษัทในอาเซียนด้วยกัน บริษัทของไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ตบเท้าตามเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในตลาดเวียดนามไม่ขาดสาย

หนังสือพิมพ์เวียดนามนิวส์รายงานอ้างข้อมูลสำนักงานลงทุนจากต่างประเทศ ของรัฐบาล ว่ากระแสการเข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามคึกคักต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โดยคาดว่าในปีนี้ บริษัทจากประเทศจีนคงต้องเข้ามาลงทุนเพื่อหวังขายตลาดอเมริกา

บริษัทต่างชาติรายล่าสุดที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามที่มีการประกาศกันออกมาในวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา คือสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ส ของญี่ปุ่นซึ่งเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเวียดนามแอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติจำนวน 8.8 % โดยนาย ฟามง๊อกมิง (Pham Ngoc Minh) ซีอีโอ ของสายการบินเวียดนามฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า การซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนปีนี้

ก่อนหน้านั้น บริษัทเมเปิ้ลของสิงคโปร์ ได้ใบอนุญาตสร้างโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปมูลค่าลงทุน 110 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,960 ล้านบาท) ที่นิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม-สิงคโปร์ที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของจังหวัดบั๊กนิญ โดยมีกำลังการผลิต 22 ล้านชิ้นต่อปีโรงงานเปิดดำเนินการในปี 2561


ทางด้านมาเลเซีย มีรายงานว่า บริษัท ยูไนเต็ดมอร์ (United More SDN Bhd) ได้รับอนุญาตลงทุน 21 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 756 ล้านบาท) ทำกรอบและแผ่นพลาสติกครอบจอโทรทัศน์ ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมไซ่ง่อนไฮ-เทค เริ่มผลิตในไตรมาส 2ปีนี้เริ่มต้นที่ 4 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แล้ว เวียดนามนิวส์รายงานว่าการลงทุนจากประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็คึกคักไม่แพ้กันโดยหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของรัฐบาล baochinphu.vn รายงานว่าค่ายเบียร์สิงห์ของไทย ลงทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 36,000 ล้านบาท) ซื้อหุ้น 25% ของ Masan Holdings และ 33% ของ Masan Brewery เจ้าของเบียร์ยี่ห้อสิงโตขาวและเครื่องดื่มอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากเบียร์สิงห์แล้วในช่วงปลายปีที่แล้วบริษัทพาวเวอร์บายฯ ในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าซื้อหุ้น 49% ของบริษัท NKT ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เครือข่ายร้านขายปลีกสินค้าเครื่องไฟฟ้า เหวียนคิม โดยมีรายงานในสื่อออนไลน์ ndh.vn ของรัฐบาลระบุว่า บริษัทของไทยหลายรายย้ายการลงทุนไปเวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะประเทศไทยไม่อยู่ในภาคีเครือข่ายข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)

เวียดนามนิวส์รายงานว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในเวียดนามที่คึกคักในเดือนมกราคมปีนี้เป็นผลมาจากการลงทุนของบริษัทซัมซุงและแอลจีจากเกาหลีใต้ซึ่งใช้เวียดนามเป็นฐานในการผลิตสินค้าหลายชนิด โดยแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ยักษ์ผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับ 2 ของโลกย้ายโรงงานผลิตโทรทัศน์จากไทยไปอยู่เวียดนามตามหลังซัมซุงที่ย้ายโรงงานจากไทยไปเวียดนามเช่นกัน

เวียดนามนิวส์ระบุว่า ก่อนหน้าที่บริษัทจากอาเซียนจะตบเท้าเข้าลงทุนในเวียดนาม บริษัท ซัมซุง บริษัทแคนนอน บริษัทฮุนได บริษัทพอสโค และบริษัทเคปโก โดย 2 บริษัทหลังนี้คือผู้ผลิตเหล็กและไฟฟ้ารายใหญ่ของเกาหลีใต้ได้ปักหลักลงทุนในเวียดนามไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายคันวานลัค (Can Van Luc) ที่ปรึกษาอาวุโสของธนาคารเพื่อการลงทุนแลพัฒนาแห่งเวียดนามและผู้อำนวย การโรงเรียนฝึกอบรม BIDV ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ ndh.vn ว่า ในปีนี้นอกจากนักลงทุนจากประเทศไทยแล้วนักลงทุนจากประเทศจีนก็จะหวนกลับมาลงทุนในเวียดนามเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐกำลังขึ้นดอกเบี้ยและเศรษฐกิจจีนชะลอตัวทำให้เงินทุนต้องแสวงหาที่ลงทุนใหม่

นายโตตรุงธาน (To Trung Thanh) อาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย เนชันแนลอีโคโนมิคส์ยูนิเวอร์ซิตี้กล่าวว่า ในปีที่แล้วเวียดนามได้ทำสัญญาและข้อตกลงการค้าเสรีกับ 3 กลุ่มการค้าด้วยกันคือประชาคมเศรษฐกิจยูเรเชีย ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ทีพีพี และประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจากเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามสามารถบูรณาการกับตลาดหลายกลุ่มประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ตัวเลขของทางการเวียดนามระบุว่าขณะนี้เศรษฐกิจเวียดนามบูรณาการกับเศรษฐกิจ 55 ประเทศระดับโลกทำให้มีการลดภาษีซึ่งกันและกันเหลือ 0% ในปริมาณถึง 90% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด ทำให้สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าเศรษฐกิจของเวียดนามมีโอกาสขยายตัวในระดับต้นๆ ของอาเซียน สูงกว่า 5.2% ของอินโดนีเซีย 4.5 % ของมาเลเซีย 3.2% ของไทยและ 2.3% ของสิงคโปร์

เวียดนามนิวส์รายงานว่าในปีที่แล้วมีการลงทุนจากต่างประเทศรวม 23,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 828,000 ล้านบาท) และคาดว่าในปีนี้กระแสการลงทุนยังมาแรงไม่แพ้กัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,126 วันที่ 28 – 30 มกราคม พ.ศ. 2559

http://www.thansettakij.com/2016/01/30/28086
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old February 2nd, 2016, 07:35 PM   #3002
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

คาด "เวียดนาม" ศก.เติบโตรวดเร็วสุดในเอเชียแปซิฟิก

updated: 01 ก.พ. 2559 เวลา 13:19:37 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คาดประเทศเวียดนาม ศก.เติบโตรวดเร็วสุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่หลายฝ่ายในพรรคคอมมิวนิสต์ยังกังวลและพุ่งเป้าไปยังการภาคการเงิน-ธนาคาร

สำนักข่าวบลูมเบิร์กมองผลการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายเหวียน ฟู จ่อง ยังคงนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคอีกสมัย ขณะที่นายเหวียน ชวน ฟุ๊ก รองนายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทนนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรี ที่จะพ้นวาระในเดือนกรกฎาคมว่า ทำให้เกิดคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ จะส่งผลต่อการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ รวมทั้งภาคการเงินการธนาคารให้ล่าช้าออกไปหรือไม่

บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของเวียดนามได้ระบุในพิธีปิดการประชุมประจำปี พรรคคอมมิวนิสต์ว่า เวียดนามจะปรับปรุงและพัฒนาภาคการเงินการธนาคารให้ทันสมัย

อย่างไรก็ดี รศ. เตือง หวู นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยโอเรกอน บอกกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต้องการคือความมั่นคงของพรรค ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เอื้อต่อการปฏิรูปหรือทำให้การปฏิรูปเร็วขึ้น สิ่งที่ผู้นำชุดใหม่จะทำคือขอให้ประชาชนยังคงวางใจในพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พรรคอาจจะหลีกเลี่ยงแนวคิดริเริ่มใหม่ๆ และชะลอการปฏิรูปที่จำเป็นตามเงื่อนไขของข้อตกลงทางการค้าหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก อย่างเช่น การอนุญาตให้มีสหภาพแรงงานที่เป็นอิสระ เป็นต้น

บลูมเบิร์กรายงานด้วยว่า คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตราว 6.7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยให้เวียดนามรับมือกับภาวะปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและค่าเงิน ขณะที่ปัญหาในภาพรวมทางเศรษฐกิจของเวียดนามคือการขาดดุลการค้า หนี้ภาครัฐ ที่ขยายตัว และความล้มเหลวของรัฐบาลในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจำนวน 289 แห่ง ตามที่ตั้งเป้าไว้ในปีที่แล้ว

บลูมเบิร์กรายงานอีกว่าในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้นำหลายคนแสดงความเป็นห่วงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเป้าในช่วงปี 2554 ถึง 2558 ซึ่งนั่นอาจทำให้เวียดนามก้าวไม่ทันประเทศอื่น นอกจากนี้ที่ประชุม ยังได้เห็นชอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลาห้าปีที่กำหนดให้มีการสนับสนุนภาคเอกชนให้มีช่องทางที่เท่าเทียมในการเข้าถึงสินเชื่อ ที่ดิน และปัจจัยอื่นๆ

ทั้งนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงถึง 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาติต่อประชากรในอัตรา 3,200 - 3,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2563 จากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 2,170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งหากทำได้เช่นนั้น เวียดนามก็จะถือเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

รัฐบาลเวียดนามประเมินว่า เวียดนามจะขาดดุลการค้า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนมกราคมนี้ หลังจากเมื่อปีที่แล้วขาดดุลโดยรวม 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ ตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมา

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454307538
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 4th, 2016, 03:25 PM   #3003
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

สินค้าอินโด-มาเลย์-เวียดนามทะลัก วางเต็มแผงโชห่วย-ขึ้นห้าง"เล่นราคา"ตีแบรนด์ไทย

updated: 04 ก.พ. 2559 เวลา 09:30:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สินค้าอาเซียน "อาหาร-สแน็ก" ทะลักบุกไทย กลุ่มทุนอินโด-มาเลย์-เวียดนาม ลุยเต็มรูปแบบด้วยโครงสร้างต้นทุนผลิตเขย่าราคาสินค้าแบรนด์ไทยได้ไม่ยาก ปูพรมสินค้าครอบคลุมทั้งเทรดิชั่นนอลและโมเดิร์นเทรด "สหพัฒน์" ตั้งการ์ดรับมือ วงการชี้ต้องจับตาหวั่นลูกค้าปันใจ ผู้ประกอบการไทยสบช่องผันตัวเพิ่มบทบาท "ดิสทริบิวเตอร์" นำเข้ามาขาย

ตลาดอาเซียนที่เติบโตและขยายตัวอย่างมหาศาล ไม่เพียงภาพการเคลื่อนทัพของกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ออกไปเปิดตลาดใหม่และกำลังซื้อใหม่ ๆ เท่านั้น ในทางเดียวกัน "กลุ่มทุน" จากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้บุกเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า "อาหารและคอนซูเมอร์โปรดักต์" ที่หลั่งไหลเข้ามาสร้างสีสันและชิงส่วนแบ่งตลาด

"อินโดฯ-เวียดนาม-มาเลย์" บุก

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจโมเดิร์นเทรด ทั้งในส่วนร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พบว่าปัจจุบันมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาวางจำหน่ายในไทยมากขึ้นจากเดิมโดยเฉพาะในกลุ่มสแน็กและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "อินโดหมี่"จากอินโดนีเซีย, ขนมช็อกโกพาย "โอริออน"จากเวียดนาม, ขนมอบกรอบ "สเน็ค คู" จากมาเลเซีย ซึ่งมีผู้นำเข้าสินค้าทั้งรายใหญ่รายเล็ก อาทิ ซีโน-แปซิฟิค, แมสมาร์เก็ตติ้ง, พิริยพูล อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีพอร์ตสินค้าจากอาเซียนอยู่ในมือ เช่น บริษัท แมสมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่าย กย.15 ที่นำมันฝรั่งทอดกรอบแบรนด์ เฟอร์เฟ็กโต จากมาเลเซีย เข้าไปขายในเซเว่นอีเลฟเว่นบางสาขา เช่นเดียวกับ บริษัท เฮาเหว่ย (ประเทศไทย) จำกัด ที่นำสแน็กจากมาเลเซีย อาทิ เวเฟอร์ สแนคกี้, แครกเกอร์ส ลักชูรี เข้ามาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต

ขณะที่กลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากแบรนด์ อินโดหมี่ จากอินโดนีเซียที่นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท โดมิเนียน เคมเมท จำกัด ก็พบว่ามีแบรนด์จากสิงคโปร์อย่าง "โคคา" ที่ทางช่องทางจำหน่ายอย่าง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ได้นำเข้ามาขายในท็อปส์ มาร์เก็ต ทั้งในรูปแบบซองและถ้วย

"สหพัฒน์" ตั้งการ์ดรับมือ

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ฉายภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเปิดเออีซี

กลายเป็นความท้าทายของตลาดสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ จากการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีคุณภาพดีในต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงสามารถเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการในไทยได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการแข่งขันเรื่องราคาที่ตอบรับกับสภาพกำลังซื้อในปัจจุบัน ทำให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงยิ่งขึ้น

ดังนั้นทิศทางของผู้ผลิตในไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับแบรนด์ รับมือกับการแข่งขันต่อจากนี้ที่จะมีผู้เล่นใหม่ ๆ ทยอยเข้ามาในตลาดมากขึ้น

สอดคล้องกับนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลจำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สินค้าจากเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้ามาตามการเคลื่อนย้ายของประชากรที่คาดว่าน่าจะมีคนในกลุ่มอาเซียนที่เดินทางเข้ามาทำงาน หรือท่องเที่ยวในเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มมีผู้ประกอบการจากอินโดนีเซียเข้ามาทำตลาดแล้ว

"แม้ว่ารสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากโซนอินโดนีเซีย มาเลเซียที่เข้ามาขายในปัจจุบันอาจจะยังไม่ถูกปากคนไทยมากนัก คาดว่าเพื่อรองรับความต้องการของคนอาเซียนที่เข้ามาในไทยมากกว่า แต่ก็เริ่มมีสินค้าจากเพื่อนบ้านไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จับตาดูอยู่ และเราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพื่อรับมือกับการแข่งขันทั้งจากแบรนด์ในและต่างประเทศ"

ต้นทุนดีกว่า "เล่นราคา" ตีตลาด

เช่นเดียวกับนายสุวิทย์ วังพัฒนมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและซอสปรุงรสภายใต้แบรนด์ "โรซ่า" ที่กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในกลุ่มสินค้าอาหาร พบว่ามีสินค้าจากผู้ผลิตมาเลเซีย อินโดนีเซียที่เข้ามาทำตลาดแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งเวียดนามกลายเป็นผู้เล่นที่มาแรงมากทั้งในตลาดเมืองไทยเองและตลาดซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะในกลุ่มสแน็กและซอสปรุงรสอาหาร

โดยสามารถทำราคาสินค้าได้ถูกกว่าเนื่องจากได้เปรียบในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงการผลิต ขณะที่คุณภาพของสินค้าก็ใกล้เคียงกัน สอดรับกับสภาพกำลังซื้อของลูกค้าคนไทยเวลานี้ โดยมีการนำสินค้าผ่านตามตะเข็บชายแดนเข้ามาทางภาคอีสาน ขายเข้าเทรดิชั่นนอลเทรดอย่างร้านโชห่วย ตลอดจนห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่

"ไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจของผู้ผลิตต่างประเทศทั้งในและนอกอาเซียน อย่างในกลุ่มปลากระป๋องเองก็เห็นแนวโน้มที่จะมีแบรนด์โลคอลของเวียดนามที่เข้ามาจำหน่ายเพิ่มเติม หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีผู้ผลิตไทยบางรายที่ไปลงทุนสร้างโรงงานในเวียดนามแล้วนำเข้าสินค้าเข้ามา"

ผันตัวสู่ "ดิสทริบิวเตอร์"

เช่นเดียวกับนายรุจ ทองเป้า ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เยเนอรัลแคนดี้ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายลูกอมฮาร์ทบีท ที่กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นอกจากการสร้างแบรนด์สินค้าเองแล้วนั้น บริษัทยังเดินหน้านำเข้าขนมจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายเพื่อเสริมพอร์ตในกลุ่มสินค้าที่บริษัทยังไม่มี ซึ่งมีแผนจะนำมาจำหน่ายเพิ่มเติมอีก 4-5 แบรนด์ จากปัจจุบัน

ที่นำเข้ามาแล้วประมาณ 5-6 แบรนด์ จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม อาทิ เลเยอร์เค้กแบรนด์ฟูโด จากมาเลเซีย กลุ่มช็อกโกแลตเวเฟอร์แบรนด์สตาร์สติคจากอินโดนีเซีย วาฟเฟิลแบรนด์ริชชี่จากเวียดนาม ฯลฯ และเน้นกระจายสินค้าในช่องทางเทรดิชันนอลเทรด

"เราอยากจะมีสินค้าในมือมากขึ้น ส่วนพาร์ตเนอร์ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ขนมในอาเซียนก็ต้องการเข้ามาขยายตลาดในไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อพอสมควร แม้การเติบโตของตลาดขนมในไทยเวลานี้จะไม่สูงแต่ก็เป็นตลาดที่ใหญ่ และหากประสบความสำเร็จในไทย ก็เป็นโอกาสให้ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกสเต็ปหนึ่ง"

ด้าน นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีสินค้าจากเพื่อนบ้านทยอยเข้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว มีบริษัทนำเข้ารายเล็กเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มสแน็กจากมาเลเซีย หรือเวียดนามที่มีความแข็งแรงได้การผลิตอาหารกลุ่มนี้ด้วยต้นทุนที่ดีกว่าทำให้มีราคาถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยตอนนี้จะยังไม่ดี แต่การเข้ามาก่อนก็เป็นโอกาสที่จะได้ชิงตลาดก่อน และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องพร้อมรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดนี้

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454509283
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 5th, 2016, 11:28 AM   #3004
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

อิเหนาหวังผงาดแซงไทยชิงเจ้าตลาดรถยนต์อาเซียน

updated: 05 ก.พ. 2559 เวลา 11:15:49 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ ไกคินโด ของอินโดนีเซีย เชื่อว่าอินโดนีเซียสามารถแข่งขันและช่วงชิงความเป็นเจ้าตลาดผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากไทยได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลอินโดนีเซียสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ จากความเห็นของนายจองกี สุกีอาร์โต ประธานร่วมของไกคินโด ที่กล่าวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ว่า อินโดนีเซียมีศักยภาพที่ดีในอาเซียน ภายในไม่กี่ปีนี้อินโดนีเซียจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่างฟอร์ด ได้ถอนตัวออกไปจากอินโดนีเซียเสียก่อน

ทั้งนี้ ฟอร์ด เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา ได้ถอนฐานการผลิตออกจากอินโดนีเซียไปเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเจนเนอรัลมอเตอร์สได้หยุดการผลิตไปในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ประธานร่วมของไกคิโดเชื่อมันการถอนตัวออกไปของฟอร์ดจะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันอินโดนีเซียมีการผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศราว 1 ล้านคัน และผลิตเพื่อการส่งออกเพียง 200,000 คันเท่านั้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์อินโดนีเซียมีกำลังการผลิตต่อปีอยู่ที่ราว 1.9 ล้านคัน ทำให้ยังคงมีขีดความสามารถในการผลิตเหลืออีก 700,000 คัน

ซึ่งไกคินโดมองว่าอินโดนีเซียจำเป็นต้องขยายฐานการผลิตออกไปให้ได้เต็มกำลังที่สุด และทำได้อย่างง่ายๆคือการสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับลดภาษีฟุ่มเฟือยสำหรับรถยนต์ทั้งซีดาน รถอเนกประสงค์และรถปิ๊กอัพ จากขณะนี้ที่เก็บอยู่ในอัตราร้อยละ 30 ให้เหลือร้อยละ 10 โดยไกคินโดได้ยื่นข้อเสนอเหล่านี้ต่อประธานาธิบดีโจโก วิโดโดแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาและรัฐบาลกำลังพิจารณาอัตราภาษีที่เหมาะสมสำหรับภาคอุตสาหกรรมรถยนต์อยู่

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454646011
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 5th, 2016, 11:31 AM   #3005
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

มองอนาคตเวียดนาม สิ้นยุค "เหงียน ติ๊น สุง"

updated: 04 ก.พ. 2559 เวลา 13:15:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ช่วง 1 ทศวรรษภายใต้การกุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี เหงียน ติ๊น สุง เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว จากแนวนโยบายเชิงปฏิรูป ทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเข้าร่วมกรอบการค้าเสรีหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)

นายเหงียน ติ๊น สุง หวังจะขับเคลื่อนประเทศต่อในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หลังวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ สมัยสองของตนสิ้นสุดลงช่วงกลางปีนี้ แต่แผนดังกล่าวมีอันต้องพับไป เมื่อสมาชิกพรรคลงมติให้ นายเหงียน ฟู่ ตรอง เลขาธิการคนปัจจุบันนั่งเก้าอี้ต่ออีกสมัย

ชัยชนะของ นายเหงียน ฟู่ ตรอง ซึ่งเป็นแกนนำสายอนุรักษนิยมของพรรค ทำให้เกิดความกังวลว่า ความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองในเวียดนามอาจมีอันต้องชะงักไป แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเวียดนามอย่าง นายแซคคารี อบูซา จากวิทยาลัยเนชั่นแนล วอร์ ในกรุงวอชิงตัน เชื่อว่าจะไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น "ไม่น่าจะมีการกลับลำการปฏิรูป แต่ผู้นำพรรคชุดใหม่ก็คงไม่ผลักดันให้เร็วขึ้นเช่นกัน โดยเน้นการก้าวเดินอย่างระมัดระวัง"

ด้าน นายคริตเตียน เลวิส นักวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมือง จากยูเรเซีย กรุ๊ป ชี้ว่า สาเหตุที่นายเหงียน ฟู่ ตรอง ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ เป็นเพราะสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแกนนำในพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงการได้รับการยอมรับจากคนในรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะช่วยให้การถ่วงดุลอิทธิพลระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่น

แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล แต่แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระดับ 6.5-7% ใกล้เคียงกับปี 2558 ที่ขยายตัว 6.7% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่พู่งสูง ทุบสถิติที่ 14,500 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากบริษัทข้ามชาติอย่างซัมซุงและแอลจีเลือกเวียดนามเป็นฮับการผลิตสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์

ปัจจัยหลักที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่เวียดนาม หนีไม่พ้นค่าแรงที่ต่ำและแรงงานจำนวนมากที่พร้อมรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัทข้ามชาติหลายแห่งทยอยย้ายฐานการผลิตจากจีนที่มีต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้น และแรงงานเริ่มขาดแคลนมาซบอกเวียดนาม จากการประเมินของธนาคารโลกชี้ว่า ประชากรวัยทำงานของประเทศดังกล่าวจะขยายตัว 6.5% ในระยะปี 2558-2573 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน แรงงานในจีนจะลดลง 3%

นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของกรอบ TPP จะสร้างอานิสงส์มหาศาลให้กับเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยเฉพาะการเจาะตลาดสหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ บทวิเคราะห์ของสถาบันจัดอันดับฟิทช์ เรทติ้งส์ระบุว่า "ท่ามกลางสมาชิก 12 ประเทศของ TPP เวียดนามมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุด"

ทว่าในอีกแง่หนึ่งการเป็นสมาชิก TPP ทำให้การปฏิรูปเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเวียดนาม เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวซึ่งมีสหรัฐเป็นหัวหอก ไม่ได้เน้นเฉพาะการขจัดอุปสรรคทางการค้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการยกระดับมาตรการด้านแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุนของต่างชาติ และสิทธิมนุษยชนด้วย

เวียดนามในฐานะประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำสุดในบรรดาสมาชิก 12 ชาติ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้ตามเกณฑ์ที่ TPP กำหนดไว้

หากเวียดนามต้องการใช้ประโยชน์จาก TPP ได้อย่างเต็มที่ มาตรการที่ต้องเร่งขับเคลื่อนคือ การลดขนาดรัฐวิสาหกิจที่อุ้ยอ้าย, เปิดทางให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น, ยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขัน โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลเวียดนามประกาศรายชื่อ 18 อุตสาหกรรมที่เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ อาทิ ภาคการผลิต อสังหาริมทรัพย์ และการขนส่ง ถ้ารัฐบาลเวียดนามชุดใหม่ยึดถือตามแผนนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาก้อนใหญ่

นอกจากนี้ ในแผนเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเอกชน โดยอนุมัติให้เอกชนเข้าถึงสินเชื่อ ที่ดิน และทรัพยากรอื่นๆ เท่าเทียมกับรัฐวิสาหกิจ

นายเหงียน ฮุ่ย ซีอีโอบริษัทฮานอย คอนสตรักชั่นมองว่า เป็นเรื่องดีที่ภาครัฐยอมรับถึงความสำคัญของภาคเอกชน "แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้จริง"

ในสายตาของต่างชาติใครจะขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์หรือนายกรัฐมนตรีเวียดนามคนต่อไป ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลตราบใดที่เสถียรภาพทางการเมืองยังคงอยู่ และไม่มีการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ แต่สำหรับคนเวียดนามที่หวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงกลับต้องประสบความผิดหวังเช่นเดิม

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454566425
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 5th, 2016, 11:32 AM   #3006
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

"ไฮสปีดเทรน"สายแรกของอาเซียน ในอินโดฯ เพิ่งเปิดโครงการ สะดุดแล้ว!

updated: 05 ก.พ. 2559 เวลา 13:40:12 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่อเค้าจะต้องหยุดชะงักลงเพียงสัปดาห์เศษหลังพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ


จาการ์ตาโพสต์ รายงานว่า หลังกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียปฏิเสธจะออกใบอนุญาตก่อสร้างให้กับบริษัท เคเรตา ซีแพท อินโดนีเซีย ไชน่า ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง 4 รัฐวิสาหกิจอินโดนีเซีย กับไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ชนะประมูลโครงการโดยอ้างปัญหาด้านเอกสาร

ด้านเว็บไซต์นิเคอิเอเชียน รีวิว รายงานว่า กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียสั่งระงับการให้ใบอนุญาตก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงระยะทางรวม 142 กม.จากกรุงจาการ์ตาไปถึงเมืองบันดุง ที่ทำสัญญาร่วมกับบริษัทจีนชั่วคราวจนกว่าจะมีจะมีการประเมินระยะเวลาใช้งานของโครงข่ายทางรถไฟรวมถึงการประเมินความปลอดภัยจากแผ่นดินไหว โดยถึงแม้ว่าโครงการรถไฟนี้จะผ่านการพิจารณาจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมมาได้ในด้านการวางแผนเส้นทาง แต่ทางกระทรวงคมนาคมก็ยังไม่ออกใบอนุญาตธุรกิจและใบอนุญาตก่อสร้างให้กับบริษัทของทั้งจีนและอินโดนีเซียที่เป็นหุ้นส่วนโครงการร่วมกันทำให้บริษัทเหล่านี้ยังกระทำการก่อสร้างไม่ได้

จาการ์ตาโพสต์ รายงานว่า รถไฟความเร็วสูงสายกรุงจาการ์ตา-เมืองบันดุง ก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ เมื่อ ส.ส.อินโดฯ ขัดขวางไม่ให้กองทัพอากาศส่งมอบพื้นที่ให้กับโครงการดังกล่าว

โครงการไฮสปีดเทรนจำเป็นต้องใช้พื้นที่ของฐานทัพอากาศฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา ในจาการ์ตาตะวันออก เพื่อสร้าง 1 ใน 4 สถานีรับ-ส่งผู้โดยสาร แต่คณะกรรมาธิการกลาโหมและการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรขอให้รัฐบาลทบทวนแผนการ

"ฐานทัพอากาศเป็นส่วนสำคัญของระบบป้องกันประเทศ เป็นที่จอดเครื่องบินรบ เครื่องบินลำเลียง และเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี จึงเป็นเรื่องน่ากังวลที่พื้นที่บางส่วนจะถูกตัดแบ่งไป" นายทีบี ฮาซันนุดดิน หนึ่งในคณะกรรมาธิการกล่าว

นายฮาซันนุดดิน ยังเตือนด้วยว่า สิ่งก่อสร้างเชิงพาณิชย์ที่จะมาพร้อมกับตัวสถานีรถไฟจะเป็นภัยคุกคามต่อจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร "ฐานทัพอากาศต้องมีพื้นที่กันชนเพื่อรักษาความมั่นคง การมีโรงแรมหรือศูนย์การค้าตั้งอยู่ใกล้เคียง เพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทั้งในด้านอาวุธและบุคลากร"

ส่วนโฆษกของฐานทัพฮาลิม เสนอทางออกด้วยการยกที่ดินบริเวณอื่นซึ่งอยู่ในความครอบครองของฐานทัพฮาลิมแต่ตั้งอยู่ห่างจากตัวฐานทัพให้แทนถ้าบริษัทเคเรตาฯรับข้อเสนอ ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการก่อสร้างและอาจกระทบต่อภาพรวมของโครงการ อีกทั้งมีความเสี่ยงที่เสร็จล่าช้ากว่ากำหนดในปี 2562

โครงการไฮสปีดเทรนมูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์ ระยะทาง 142 กม. ระหว่างกรุงจาการ์ตากับนครบันดุง เมืองหลวงของจังหวัดชวาตะวันออก เกิดกระแสดราม่าตั้งแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง หลังรัฐวิสาหกิจรถไฟของจีนเฉือนเอาชนะตัวเต็ง "ชินคันเซ็น" จากญี่ปุ่นไปแบบพลิกความคาดหมายในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของโครงการ จนทำให้ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ต้องออกมาบอกว่าพร้อมรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ รถไฟความเร็วสูงในอินโดฯ เป็นเดิมพันครั้งสำคัญของจีน ที่จะแสดงถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีของแดนมังกร และหากทำสำเร็จก็มีโอกาสจะไปปักธงที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งกำลังมีแผนจะก่อสร้างไฮสปีดเทรนเช่นกัน

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454654253
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 5th, 2016, 01:31 PM   #3007
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

12 ชาติลงนามร่วมข้อตกลง”ทีพีพี” ทลายกำแพงภาษีในแปซิฟิก

วันที่: 4 ก.พ. 59 เวลา: 19:20 น.

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่าสมาชิก 12 ชาติของกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี ได้ลงนามร่วมกันในหนึ่งในข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา ที่เมืองอ๊อคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังการเจรจายาวนานถึง 5 ปี ก่อนที่จะสามารถลงนามกันได้

โดยต่อจากนี้ภายในเวลา 2 ปี สมาชิกของทีพีพีจะต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันในประเทศของตัวเอง ก่อนหน้าที่จะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป โดยนายจอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ กล่าวในพิธีลงนามว่า การลงนามร่วมกันถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ข้อตกลงเหล่านี้ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวหรือกว่า 16,000 แผ่น จนกว่าจะมีการนำไปบังคับใช้จริง ซึ่งจะมีการผลักดันให้ทุกประเทศผ่านกระบวนการให้สัตยบันในประเทศเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งนี้ สมาชิก 12 ประเทศของทีพีพีได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ลงนามร่วมกันในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่มีขึ้นเพื่อทลายกำแพงภาษีในกลุ่มประเทศสมาชิก ด้วยเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งมีปริมาณการค้าและการลงทุนคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจโลก

http://www.matichon.co.th/news/25904
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 6th, 2016, 07:51 PM   #3008
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 60,808
Likes (Received): 2530

เวียดนามปฏิวัติ "พลังงาน" ดูดต่างชาติลงทุน FDI คึกคัก

updated: 06 ก.พ. 2559 เวลา 17:54:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เมื่อปีก่อน เวียดนามประกาศแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วประเทศ เพื่อป้อนพลังงานในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ พร้อมลดนำเข้าไฟฟ้าจากจีน เพราะความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทำให้ราคาไฟฟ้าที่นำเข้าปรับเพิ่มเป็น 5.1 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2552 และ 6.08 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2555

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เวียดนามเตรียมยกเลิกแผนการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ โดย นายเหงียน ติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีของเวียดนามประกาศว่าจะยุติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ทั้งหมด โดยจะมุ่งสู่การลงทุนระบบพลังงานสะอาดแทน

อีโค-บิสซิเนส รายงานว่า กลุ่มองค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอย่าง "กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" กล่าวแสดงความยินดีว่า "หนึ่งในชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้มาจากความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของกลุ่ม องค์กรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในเวียดนาม" ในขณะที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรท้องถิ่น พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเวียดนามเตรียมการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดการพึ่ง พิงโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่แสดงความประสงค์ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการเริ่มใช้พลังงานสะอาด ยิ่งกว่านั้นยังมีการเร่งรัดการลงทุนในภาคพลังงานทดแทนอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดแผนการที่มุ่งมั่นสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งจะมีกำลัง ผลิตไฟฟ้ารวมกันมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 44 จิกะวัตต์ (หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ 70 โรง) และอีก 17 จิกะวัตต์อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

อารีฟ ฟิยานโต ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงาน เผยว่า "การตัดสินใจของรัฐบาลเวียดนามเป็นผลมาจากข้อตกลงในที่ประชุมสุดยอดการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการลงนามข้อตกลงร่วมกันกับผู้แทนทั้ง 195 ชาติทั่วโลก"

ข้อตกลงดังกล่าวเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส จากระดับ "ยุคก่อนอุตสาหกรรม" โดยหลายประเทศมุ่งมั่นที่จะหันไปพึ่งพาพลังงานทดแทน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

โดยนายเหงียน ติ๊น สุง ให้คำมั่นในระหว่างการประชุมที่กรุงปารีสว่า จะเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8% ภายในปี 2573 และจะยึดเป้าหมายที่ 25% ภายใต้การสนับสนุนของนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม งวย ถิ คั้ญ กรรมการบริหาร จากกลุ่มสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น "GreenID" กล่าวว่า "หากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะก้าวออกจากการพึ่งพิงพลังงานถ่านหิน เราหวังว่ารัฐบาลจะมีการทบทวนอย่างครอบคลุมถึงโรงงานถ่านหินทั้งหมด ทั้งโรงงานถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบันและอยู่ระหว่างก่อสร้าง ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการควบคุมมลพิษและมาตรฐานด้านประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และสอดรับกับวิถีการปฏิบัติของนานาชาติ"

ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถูกพูดถึงอย่างมาก ตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีก่อน กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำงานร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น เครือข่ายพันธมิตรเพื่อพลังงานยั่งยืนในเวียดนาม (VSEA) และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชี้ชัดถึงผลกระทบต่อสุขภาพ โดยการศึกษาครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังใช้งานอยู่ใน เวียดนาม เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึง 4,300 คนในปี 2554 และมีแนวโน้มว่า จะเพิ่มขึ้นปีละ 25,000 คน หากรัฐบาลมีการอนุมัติให้ขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อเนื่อง

หรือกรณีเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน ที่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งเลวร้ายสุดในรอบ 40 ปี ใน จ.กว่างนิง ทางภาคเหนือของเวียดนาม ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของสารพิษจากเหมืองถ่านหิน ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของประชาชนในหมู่บ้านใกล้เคียง

"การเคลื่อนไหวของประชาชนที่กังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากเชื้อ เพลิงฟอสซิล ทำให้เกิดการปฏิวัติพลังงาน และมีความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น แต่การประกาศนโยบายพลังงานดังกล่าวเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น" ฟิยานโตกล่าว

เห็นได้ชัดว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่เวียดนามที่กำลังลดละเลิกเสพติดถ่านหิน จีนหนึ่งในประเทศผู้บริโภคถ่านหินใหญ่ที่สุด มีแผนสั่งปิดเหมืองถ่านหินราว 4,300 แห่งทั่วประเทศ เพื่อมุ่งเป้าหมายลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังห้ามในการสร้างเหมืองถ่านหินแห่งใหม่เป็นเวลา 3 ปี

ขณะเดียวกัน การนำเข้าถ่านหินในประเทศอินเดียยังมีแนวโน้มลดลง 15% ปีต่อปี (ช่วงระหว่างเดือน เม.ย.-ธ.ค.) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านั้นด้วย

กระแสการปฏิวัติภาคพลังงานของเวียดนามเริ่มคึกคักและเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงคาดการณ์ว่า ภาคพลังงานจะเป็นแม่เหล็กดูดเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในปีนี้ โดยขณะนี้มีการลงทุนอย่างน้อย 4.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ 2 โรง ซึ่งสูงกว่าเม็ดเงินลงทุนในโครงการพลังงานและก๊าซของปีก่อน ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์โดย 1 ใน 2 โครงการคาดว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ลงทุนโดยบริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ด้วยมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งในไตรมาสแรกนี้ นักลงทุนจะยื่นใบขออนุญาตการลงทุนกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ เพื่อดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดแทงฮว้า ส่วนอีกโครงการซึ่งจะสร้างขึ้นที่จังหวัดนามดิ่ญ มีกำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์เช่นกัน ลงทุนโดยบริษัทจากซาอุดีอาระเบียและเกาหลีใต้ คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าภายในปีนี้

เวียดนามวางแผนจะพัฒนาโรงไฟฟ้า 86 แห่งในระหว่างปี 2554-2563 โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน 18 แห่งถูกกันไว้ให้กับนักลงทุนต่างชาติ จนถึงขณะนี้มี 6 แห่งจาก 18 แห่งได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว

การวางแผนด้านพลังงานอย่างบูรณาการไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่ว ถึงแล้ว ยังจะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามให้บรรลุตามเป้าหมาย ซึ่งนานาชาติยังประเมินว่า อนาคตเศรษฐกิจเวียดนามมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวในระดับต้น ๆ ของอาเซียน

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1454756101
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 01:49 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2016, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2016 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2016 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu