daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old May 14th, 2009, 06:29 AM   #1
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

Indochina+ Provinces: Phitsanulok-Uttaradit-Phetchabun-Sukhothai-Tak-Phichit

This is a intersection region between two major Asian Highways.

Staring from here, we can go to four major city destinations in four countries: Kunming in China ,Kula Lumper and Singapore, Yangon in Myanmar and Da Nang in Vietnam.

ประกอบไปด้วย



ตากก็ได้เป็นประตูสู่พม่า ย่างกุ้ง แต่เพราะทางพม่าเองยังขาดความพร้อมทางคมนาคม รวมถึงความปลอดภัย เป็นอุปสรรคสำคัญ อีกเรื่องคือความพยายามตั้งจังหวัดแม่สอด ซึ่งผมมองตรงๆว่ายังไง เป็นไปไม่ได้ แม่สอดเจริญพอที่จะเป็นตัวจังหวัด แต่ตากเองไม่ได้ใหญ่พอที่จะแบ่งเป็นสอง

สุโขทัย เด่นเรื่องท่องเทียว วัฒนธรรม ที่เด่นมาก สำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก แต่ยังการนำเสนอที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับวัฒนธรรมล้านนา อีกอย่าที่ต่างจากเชียงใหม่คือไม่มีอุทยานแห่งชาติที่ดังๆ อีกอย่างจังหวัดไม่ใช่ทางผ่าน ดังนั้นจึงม่พลุกพล่านเท่าที่ควร

อุตรดิตถ์ จังหวัดวสามวัฒธรรม ล้านนา ไทยกลาง และลาว แต่ไม่ค่อยเด่นอะไรเลย ผมถือว่าอตรดิตถ์ เป็น แลนด์ลิงค์ ของภูทิภาค เหนือ กลาง และลาว เลย ถ้ามีโครงการดีๆ เช่น ถนนผ่านภูดู่ไปหลวงพระบาง หรือถนนตัด เขาไปเลย (ทางลัดเชื่อมอีสานบน กับหนือบน) อีกทางคือ สะพานที่ปากนายข้ามไปน่าน ถ้าสามโครงการนี้เกิด ผมว่า อุตรดิตถ์กับพิดโลก จะโตไปด้วยกันได้

เพชรบูรณ์ จริงๆ ก็เด่นทางการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ จังหวัดนี้แหละที่จะสาทารถสู้กับทางเหนือๆ ได้ แต่ยังว่า มันก็ไม่ครบคคือขาดจุดเด่นด้านวัฒนธรรม เหมือนทาง เชียงใหม่ เชียงรายจริงๆ

พิดโลกเป็นศูนย์กลาง ด้านปกครอง การศึษา การแพทย์ แต่ทางเศษฐกิจยังไม่เด่น เพราะภาคเหนือต่างมุ่งตรงที่เชียงใหม่ ถามว่าพิษณุโลกจะโตกว่านี้ไหม ก็คงไม่มากกว่านี้ เพราะ ความพร้อมพื้นฐานจริงๆ ยังน้อย จุดเด่นจริงๆของจังหวัดถือว่าน้อย ถ้าจะโตได้ ก็ต้องเอาจุดเด่นของจังหวัดรอบๆ ข้างบน มารวมกันเป็น แพกเกจ โดยใช้พิดโลกเองเป็นตัวเชื่อม ตรงๆคือ พิดโลกจะโตคนเดียวแบบเชียงใหม่ไม่ได้ ถ้าจะโตต้องพาจังหวัดรอบๆ ไปด้วย โดยที่พิดโลกเป็นผู้นำ


นอกจากนี้ยังงมีจังหวัดในอนุภาคเดียวกันคือ
นครสวรรค์ ได้เปรียบการเป็นศูนย์การคมนาคม เพราะถือว่าเป็นประตูสู่ภาคเหนือ มีโครงการใหย๋ที่รอลง เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ มอเตอร์เวย์ (แต่ต้องต่อคิวจากสายไปโคราช และแข่งกับสายลงใต้ไปจะไปถึงหัวหิน ) อีกอย่างคือที่ผมลุ้นคือ นครสวรรค เหมาะมากที่จะตั้งมหาลัยแห่งใหม่ เพราะขึ้นมาจากรังสิต ถึงพิดโลก ไม่มีมหาลัย(ไม่ใช่ ม ราชภัฏ) ตั้งเลย ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคกลางตอนบน ได้ โดยการยกระดับ ม มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ขึ้นมาก็ได้ (แต่หากมีจริง อาจต้อง แข่งกับ ลพบุรี หรือ อยุธยา)

พิจิตร เป็นจังหวัดตรงกลางของสองจังหวัดใหญ่ มีนิคมอุตสาหกรรมต่ไม่รู้ได้รับความสนใจมากไหม แถมมีตัวอำเภอที่เจริญสูสีกับจังหวัดอีก เช่น ตะพานหิน บางมูลนาก ตัวพิจิตรจริงๆ เลยไปไม่ได้เป็นศูนย์รวมของจังหวัดอย่างที่ควร

Last edited by Nevadaboy; July 8th, 2009 at 09:46 PM.
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old May 14th, 2009, 10:22 AM   #2
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,600
Likes (Received): 1

ม.นเรศวร



photo by kietisak y.
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:25 AM   #4
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

จังหวัดอุตรดิตถ์

ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย อุตรดิตถ์
ชื่ออักษรโรมัน Uttaradit
ชื่อไทยอื่นๆ บางโพ-ท่าอิฐ,ศรีนพวงศ์
ผู้ว่าราชการ นายธวัชชัย ฟักอังกูร[1]
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2550)

สีประจำกลุ่มจังหวัด สีม่วง
ต้นไม้ประจำจังหวัด สัก
ดอกไม้ประจำจังหวัด ประดู่
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 7,838.6 ตร.กม.
(อันดับที่ 25)
ประชากร 464,205 คน[2] (พ.ศ. 2551)
(อันดับที่ 57)
ความหนาแน่น 59.22 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 69)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000
เว็บไซต์ จังหวัดอุตรดิตถ์


จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง ได้ชื่อว่าเมืองแห่งพระแท่นศิลาอาสน์ ตำนานอันลึกลับของเมืองลับแล ดินแดนแห่งลางสาดหวานหอม และบ้านเกิดของพระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกคู่บารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

อุตรดิตถ์เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยมีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์[3] ในสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรีนั้น อุตรดิตถ์มีเมืองสำคัญคือเมืองพิชัยและเมืองสวางคบุรีซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ (ซึ่งทั้งสองเมืองนั้นเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย)

เดิมทีตัวเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงตำบลชื่อ "บางโพธิ์ท่าอิฐ" ขึ้นกับเมืองพิชัย แต่เพราะบางโพธิ์ท่าอิฐซึ่งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่านมีความเจริญรวดเร็ว เพราะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำคัญในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐขึ้นเป็นเมือง "อุตรดิตถ์" ซึ่งมีความหมายว่าท่าน้ำแห่งทิศเหนือ[4] แต่ยังคงขึ้นกับเมืองพิชัยอยู่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมืองอุตรดิตถ์มีความเจริญขึ้นมากกว่าเมืองพิชัย เมืองอุตรดิตถ์จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด และเมืองพิชัยเลื่อนลงไปเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับจังหวัดอุตรดิตถ์จนทุกวันนี้[5]


ประวัติศาสตร์

ประวัติความเป็นมาต้นกำเนิดของจังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งกำเนิดมาจากท่าน้ำ ที่สำคัญ 3 ท่า คือ ท่าเซา ท่าอิด และท่าโพธิ์ ซึ่งมีความสำคัญและเจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยขอมปกครองท่าอิด ตั้งแต่ พ.ศ. 1400 คำว่า อุตรดิตถ์ เดิมเขียน เป็น อุตรดิษฐ์ (อุตร-ทิศเหนือ, ดิตถ์-ท่าน้ำ) เป็นคำที่ตั้งขึ้นในภายหลัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีพระราชทานนามไว้เมื่อ พ.ศ. 2395 แปลว่า "ท่าเรือด้านทิศเหนือของสยามประเทศ" ,อดีตอุตรดิตถ์เป็นชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในภาคเหนือในสมัยพระ เจ้าตากสินมหาราช และ อุตรดิตถ์ก็เคยเป็นเมืองชั้นโทเทียบเท่ากับเมืองชั้นเอกเช่นพิษณุโลกในสมัย พระปิยมหาราช และ ในอดีตอุตรดิตถ์เคยเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง แต่ด้วยภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยจึงทำให้พิษณุโลกได้เป็นศูนย์กลางแห่งภาค เหนือตอนล่างแทน

ท่าอิด คือ บริเวณท่าอิฐบนและท่าอิฐล่างปัจจุบัน

ท่าโพธิ์ คือ บริเวณวัดท่าถนน ตลาดบางโพ เนื่องจากมีต้นโพธิ์มาก มีคลองไหลผ่าน เรียกว่า คลองบางโพธิ์ (เพี้ยนมาเป็นบางโพ)

ท่าเซา คือ บริเวณตลาดท่าเสา (เซา เป็นภาษาเหนือ แปลว่า "พักนอน")

ท่าอิด (อิด แปลว่า "เหนื่อย") เนื่องจากการเดินทางมาค้าขายที่ท่าอิดทางเรือ และทางบกของจังหวัดภาคเหนือและภาคกลางสมัยโบราณ กว่าจะถึงก็เหนื่อย ท่าอิดเป็นท่าที่มีความเจริญทางการค้ามากกว่าทุกท่าในภาคเหนือ เป็นท่าจอดเรือ ค้าขายจากมณฑลภาคเหนือและภาคกลางรวมถึงเชียงตุง เชียงแสน หัวพันทั้งห้าทั้งหก สิบสองปันนา สิบสองจุไทย เดิมท่าอิดอยู่ในความปกครองของขอมตลอดจน ถึงสมัยสุโขทัย ขอมหมดอำนาจ ท่าอิดจึงเป็นเมืองท่าขึ้นอยู่กับเมืองทุ่งยั้ง อันเป็นเมืองหน้าด่านของสุโขทัย สมัยต่อมาแควน่านได้เปลี่ยนทางเดิน ทำให้หาดท่าอิดงอกออกไปทางตะวันออกมากทุก ๆ ปี ท่าอิดจึงเลื่อนตามลงไปเรื่อย ๆ เรียกว่าหาดท่าอิดล่าง ท่าอิดเดิมเรียกว่าท่าอิดบน ท่าอิดล่างก็ยังคงเป็นศูนย์การค้ามาตลอดจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
ท่าอิด ในสมัยก่อน

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่าอิดมีความเกี่ยวพันกับเมืองพิชัยอย่างแน่นแฟ้น โดยใช้เป็นที่พักทุกครั้งที่กรีธาทัพผ่านมาและใช้เป็นที่รวบรวมทัพก่อนขึ้นตีหัวเมืองฝ่ายเหนือและล้านนา สมัยก่อนนั้น การเดินทางและการขนส่งสินค้าเพื่อนำมาขายทางตอนเหนือมีสะดวกอยู่ทางเดียวคือ ทางน้ำ แม่น้ำที่สามารถให้เรือสินค้ารวมทั้งเรือสำเภาขึ้นลงได้สะดวกถึงภาคเหนือตอน ล่างก็มีแม่น้ำน่านเท่านั้น เรือสินค้าที่มาจากกรุงเทพฯ หรือกรุงศรีอยุธยาก็ จะขึ้นมาได้ถึงบางโพท่าอิฐเท่านั้น เพราะเหนือขึ้นไปแม่น้ำจะตื้นเขินและมีเกาะแก่งมาก ฉะนั้นตำบลบางโพท่าอิฐจึงเป็นย่านการค้าที่สำคัญ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่า อิดยังคงมีฐานะย่านการค้าขึ้นต่อเมืองพิชัย สถานที่ราชการต่าง ๆ ตั้งอยู่ที่เมืองพิชัย แต่ย่านการค้าอยู่ที่ท่าอิด ดังนั้น คดีต่าง ๆ ที่เกิดขั้นรวมทั้งการเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ท่าอิด ราษฎรต้องลงไปเมืองพิชัยติดต่อกับส่วนราชการเป็นการไม่สะดวก ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองพิชัย ท่าอิด เมืองทุ่งยั้ง และเมืองลับแล ทรงเห็นว่าท่าอิดมีความเจริญ เป็นศูนย์ทางการค้า ประกอบกับมีเมืองลับแลอยู่ ใกล้ ๆ เป็นเมืองรองลงไป การชำระคดีและการเรียกเก็บภาษีอากรสะดวกกว่าที่เมืองพิชัย จึงโปรดฯ ให้ย้ายเมืองพิชัยมาตั้งที่บริเวณท่าอิด ส่วนเมืองพิชัยเดิมว่าเรียกว่าเมืองพิชัยเก่า

พ.ศ. 2446 พวกเงี้ยวก่อการจลาจลที่เมืองแพร่ โดยมีประกาหม่องหัวหน้าเงี้ยวตั้งตนเป็นใหญ่ คบคิดกับเจ้าเทพวงศ์เจ้าผู้ครองนครแพร่ จับพระยาสุรราชฤทธานนท์ข้าหลวงประจำมณฑลกับข้าราชการไทย 38 คนฆ่าแล้วยกทัพลงมาจะยึดท่าอิด กองทัพเมืองอุตรดิตถ์โดยการนำของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัติ เป็นผู้บัญชาทัพ พระยาพิศาลคีรี (ทัพ) ข้าราชการเกษียณอายุแล้วเป็นผู้คุมกองเสบียงส่ง โดยยกทัพไปตั้งรับพวกเงี้ยวที่ปางอ้อ ปางต้นผึ้ง พระยาศรีสุริยราชฯ จึงมอบหมายพระยาพิศาลคีรี เป็นผู้บัญชาการทัพแทน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นผู้มีอาวุโสและกรำศึกปราบฮ่อที่หลวงพระบางมา มาก พระยาพิศาลคีรีได้สร้างเกียรติคุณให้กองทัพไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยการปราบทัพพวกเงี้ยวราบคาบ ฝ่ายไทยเสียชาวบ้านที่อาสารบเพียงคนเดียว กอปรกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีซึ่งเป็นแม่ทัพจากกรุงเทพฯ ยกมาช่วยเหลือ
สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ในอดีต

พ.ศ. 2448-2451 ทางรถไฟได้เริ่มสร้างทางผ่านท่าโพธิ์และท่าเซา ซึ่งขณะนั้นบริเวณนี้ยังเป็นป่าไผ่อยู่ ไม่เจริญเหมือนท่าอิด กรมรถไฟจึงได้สร้างทางรถไฟแยกไปที่หาดท่าอิดล่าง ในปี พ.ศ. 2450 สมัยพระยาสุจริตรักษา (เชื้อ) เป็นเจ้าเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 กรมรถไฟได้สร้างสถานีรถไฟที่บางโพธิ์และท่าเซา ทำให้ท่าโพธิ์และท่าเซาเจริญทางการค้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับที่ท่าอิดน้ำท่วมบ่อย การคมนาคมทางน้ำเริ่มลดความสำคัญลง การค้าที่ท่าอิดเริ่มซบเซา พ่อค้าเริ่มอพยพมาตั่งที่ท่าโพธิ์และท่าเซาเพิ่มมากขึ้น ท่าอิดเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ พ.ศ. 1400 ก็มีอันดับสูญไปพร้อมทั้งความทรงจำ ความเจริญของท่าโพธิ์ (บางโพ) ท่าเซา ( ท่าเสา) ค่อยๆ ทอรัศมีสีทองประดุจอาทิตย์ยามรุ่งอรุณตราบเท่าทุกวันนี้

พ.ศ. 2458 สมัยรัชกาลที่ 6 จึงประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองพิชัยเป็น เมืองอุตรดิตถ์ และ พ.ศ. 2495 จึงเปลี่ยนจากเมืองอุตรดิตถ์มาเป็น จังหวัดอุตรดิตถ์

Credited by Wikipedia.org
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:29 AM   #5
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

จังหวัดพิษณุโลก

ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย พิษณุโลก
ชื่ออักษรโรมัน Phitsanulok
ชื่อไทยอื่นๆ พิดโลก, สองแคว
ผู้ว่าราชการ นายปรีชา เรืองจันทร์
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2552)
สีประจำกลุ่มจังหวัด ม่วง ███
ต้นไม้ประจำจังหวัด ปีบ
ดอกไม้ประจำจังหวัด นนทรี
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 10,815 ตร.กม.
(อันดับที่ 16)
ประชากร 843,995 คน[1]
(อันดับที่ 27)
ความหนาแน่น 78.03 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 60)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 65000
โทรศัพท์ (+66) 0 5525 8947
โทรสาร (+66) 0 5525 8559
เว็บไซต์ จังหวัดพิษณุโลก
แผนที่

พิษณุโลก มีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่กับประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดาร เช่น สองแคว สระหลวง สองแควทวิสาขะ ไทยวนที

เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอม อยู่ห่างจากที่ตั้งเมืองปัจจุบันลงไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร เรียกว่า "เมืองสองแคว" ที่เรียกเช่นนี้ เพราะตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำน่านกับแม่น้ำเหตุ แต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดินออกห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร

ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบันคือ บริเวณวัดจุฬามณี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลก แต่เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ได้โปรด ให้ย้ายเมืองสองแคว มาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบัน และยังคงเรียกกันติดปากว่า เมืองสองแคว เรื่อยมา
เนื้อหา
[

[แก้] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด

* ตราประจำจังหวัด: รูปพระพุทธชินราช
* ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกนนทรี (Peltophorum pterocarpum)
* ต้นไม้ประจำจังหวัด: พรรณไม้ปีบ (Millingtonia hortensis)
* คำขวัญประจำจังหวัด: พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา

[แก้] ภูมิศาสตร์

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดพิษณุโลกตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทยห่างจากกรุงเทพมหานคร 320 กม. มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 10,815 ตร.กม. หรือ 6,759,909 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอพิชัย อำเภอทองแสนขัน และอำเภอน้ำปาด (จังหวัดอุตรดิตถ์) และแขวงไชยบุรี ประเทศลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเมืองพิจิตร อำเภอวชิรบารมี อำเภอสามง่าม และอำเภอสากเหล็ก (จังหวัดพิจิตร)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอหล่มสัก อำเภอเขาค้อ อำเภอวังโป่ง (จังหวัดเพชรบูรณ์) อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนาแห้ว (จังหวัดเลย)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอกงไกรลาศ อำเภอศรีสำโรง (จังหวัดสุโขทัย) และอำเภอลานกระบือ (จังหวัดกำแพงเพชร )

[แก้] ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเขตเทือกเขาสูงและที่ราบสูง โดยมีเขตภูเขาสูงด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในเขตอำเภอวังทอง วัดโบสถ์ เนินมะปราง นครไทย และชาติตระการ พื้นที่ตอนกลางมาทางใต้เป็นที่ราบ และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในเขตอำเภอบางระกำ อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอพรหมพิราม อำเภอเนินมะปราง และบางส่วนของอำเภอวังทอง

จังหวัดพิษณุโลกมีลมมรสุมพัดผ่านจากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย และแบ่งฤดูกาลออกได้เป็น 3 ฤดู

* ฤดูร้อน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 32 องศาเซลเซียส
* ฤดูฝน จะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยประมาณปีละ 1,375 มิลลิเมตร
* ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 19 องศาเซลเซียส

ลานหินปุ่ม

[แก้] ประวัติศาสตร์

[แก้] สมัยก่อนกรุงสุโขทัย

ก่อนราชวงศ์พระร่วง ซึ่งมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นต้นราชวงศ์ขึ้นครองกรุงสุโขทัย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ราชวงศ์ที่มีอำนาจครอบคลุมดินแดนแถบนี้ คือ ราชวงศ์ศรีนาวนำถม

พ่อขุนศรีนาวนำถมเสวยราชย์เมืองเชลียง ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1762 พระองค์ทรงมีพระโอรส 2 พระองค์ ได้แก่

1. พ่อขุนผาเมือง ครองเมืองราด-เมืองลุม
2. พระยาคำแหงพระราม ครองเมืองสรลวงสองแคว

ภายหลังพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์ ขอมสบาดโขลญลำพงเข้ายึดเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยไว้ได้ พ่อขุนผาเมืองและพระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาวซึ่ง ปกครองเมืองบางยาง ร่วมกันปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุนผาเมืองจึงยกเมืองสุโขทัยให้ขุนบางกลางหาวตั้งราชวงศ์พระร่วงครอง เมืองสุโขทัย และได้เฉลิมพระนามเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

(ดูเพิ่ม อาณาจักรสุโขทัย)

[แก้] สมัยสุโขทัย

เมืองสองแควอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย

ครั้นสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสองแคว พระองค์ได้เอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงนำความเจริญเป็นอย่างยิ่ง เช่น การสร้างเหมืองฝาย สนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างทางคมนาคมจากเมืองพิษณุโลกไปเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา เพื่อประดิษฐานไว้ใน พระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่)

[แก้] สมัยอยุธยา

เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาเสด็จกรีธาทัพมาหมายจะชิงสุโขทัยซึ่งพระยายุทธิษฐิระ (พระอนุชาของพระองค์) ได้ไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา พระองค์จึงทรงสร้างเมืองใหม่บริเวณเมืองสองแควและเมืองชัยนาท ขนานนามว่า เมืองพระพิษณุโลกสองแคว[2][3][4][5] โดยทรงหมายมั่นปั้นมือ ให้เป็นราชธานีฝ่ายเหนือคู่กับกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา

พิษณุโลกสมัยอยุธยามีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมืองการปกครอง ยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม พิษณุโลกเป็นราชธานีในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ พ.ศ. 2006-พ.ศ. 2031 รวม 25 ปี นับว่าระยะนี้เป็นยุคทองของพิษณุโลก

ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ. 2112-พ.ศ. 2133 ได้ทรงปลุกสำนึกให้ชาวพิษณุโลกเป็นนักกอบกู้เอกราชเพื่อชาติไทย ทรงสถาปนาพิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

[แก้] ด้านเศรษฐกิจ

เนื่องจากพิษณุโลกตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างรัฐทางเหนือคือล้านนากับกรุงศรีอยุธยาใน ทางใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสองบางครั้งเป็นไมตรีกันบางครั้งขัดแย้งกัน ทำสงครามต่อกัน มีผลให้เมืองพิษณุโลกได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีทั้ง 2 รัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจพิษณุโลกเป็นเส้นทางสินค้า ของป่า และผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งเครื่องถ้วย โดยอาศัยการคมนาคมผ่านลำน้ำน่านสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของการค้านานาชาติแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ในปัจจุบันที่พิษณุโลก มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยคุณภาพดี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปบริเวณฝั่งแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย โดยเฉพาะที่วัดตาปะขาวหาย พบเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมเครื่องถ้วยจำพวกโอ่ง อ่าง ไห ฯลฯ เครื่องถ้วยเหล่านี้ นอกจากจะใช้ในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นับว่าเมืองพิษณุโลกมีความสำคัญยิ่งทางเศรษฐกิจ คือเป็นแหล่งทรัพยากรของกรุงศรีอยุธยา

[แก้] ด้านการปกครอง

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ จัดระเบียบการปกครองที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา มีอัครเสนาบดีเป็นผู้ช่วยในการบริหารงานคือ สมุหกลาโหมและสมุหนายก โดยหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความดูแลของสมุหกลาโหม และหัวเมืองชายทะเลอยู่ในความดูแลของกรมท่า
พระพุทธชินราช

[แก้] ด้านศาสนา

แม้ว่าเมืองพิษณุโลกจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสงครามระหว่างอยุธยากับ ล้านนาและอยุธยากับพม่ามาตลอด แต่การศาสนาก็มิได้ถูกละเลย ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณวัตถุและโบราณสถานชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระพุทธรูปและวัดปรากฏในปัจจุบันเช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) วัดจุฬามณี วัดอรัญญิก วัดนางพญา วัดราชบูรณะ วัดเจดีย์ยอดทอง วัดสุดสวาสดิ์ และวัดวังหิน ล้วนเป็นศิลปวัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ของเดิมที่มีมาครั้งกรุงสุโขทัย แสดงว่าด้านพระศาสนาได้มีการบำรุงมาโดยตลอด

ในปัจจุบัน ทั้งพระพุทธชินศรีและพระศรีศาสดาได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร มีเรื่องเล่ากันว่า จากเดิมจะอัญเชิญพระพุทธชินราชมาด้วย แต่เมื่อเอาลงแพ เตรียมที่จะล่องลำน้ำน่านนั้น แพก็ไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้จะตรวจเท่าไร ก็ไม่พบว่าแพติดอะไร แต่แพที่ใช้ในการย้ายก็ไม่ยอมไหลตามน้ำ จึงทำการบวงสรวงขอขมา แล้วนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ตามเดิมจนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่า ท่านเป็นห่วงเมืองของท่าน จะอยู่ปกป้อง

ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารวัดจุฬามณีขึ้นในปี พ.ศ. 2007 และพระองค์ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ณ วัดจุฬามณี อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2008 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน มีข้าราชบริพารตามเสด็จออกบวชถึง 2,348 คน และในปี พ.ศ. 2025 ทรงมีพระบรมราชโองการให้บูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและให้มีการสมโภชถึง 15 วัน พร้อมกันนั้นได้โปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง จบ 13 กัณฑ์บริบูรณ์ด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองเมื่อ พ.ศ. 2222 และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณี พร้อมทั้งจารึกเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไว้บนแผ่นศิลาด้วย

ในส่วนของวัดสุดสวาทดิ์นั้น ว่ากันว่าเป็นวัดที่เก่าแก่สร้างในสมัยเดียวกับวัดนางพญา โดยวัดสุดสวาทดิ์นั้นเป็นวัดที่กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพิษณุโลกสร้างให้กับ มเหสีที่รักมากที่สุด จึงตั้งชื่อให้ว่า "สุดสวาท" และมีการสร้างพระนางสุดสวาสดิ์ขึ้นมาด้วย พุทธคุณเท่ากับพระนางพญา วัดนางพญา

ในส่วนของวัดวังหินนั้น ถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านการทหารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อย่างมาก เนื่องจากเป็นวัดที่ใช้ในการจัดทัพและปลุกขวัญกำลังใจให้กับทหาร กำลังพลก่อนที่จะทำการออกศึก โดยวัดนี้ ก็มีการจัดสร้างพระเครื่องที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยพระนเรศวรด้วย คือ ลีลาวังหิน โดดเด่นทางด้าน คงกระพันชาตรี

[แก้] ด้านวรรณกรรม

หนังสือมหาชาติคำหลวงได้รับการยกย่องจากวงวรรณกรรมว่า เป็นวรรณคดีโบราณชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีสำคัญที่นักปราชญ์เชื่อว่านิพนธ์ขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เช่น ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ โคลงทวาทศมาส และกำศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น

เมืองพิษณุโลกในสมัยอยุธยา เคยเป็นทั้งราชธานี เมืองลูกหลวง และเมืองเอก ฉะนั้นจึงได้รับความอุปถัมภ์ทำนุบำรุงในทุก ๆ ด้านสืบต่อกันมา นอกจากบางระยะเวลาที่พิษณุโลกอยู่ในสภาวะสงคราม โดยเฉพาะสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง 2 ครั้ง ความรุ่งเรืองที่เคยปรากฏก็ถดถอยลงบ้าง แต่ในที่สุดก็หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย มาจนถึงปัจจุบัน

[แก้] สมัยกรุงธนบุรี

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่าพิษณุโลกเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ควรมีผู้ที่เข้มแข็งที่มีความสามารถเป็นเจ้าเมือง จึงทรงแต่งตั้งเจ้าพระยายมราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราชสำเร็จ ราชการเมืองพิษณุโลกโดยขึ้นต่อกรุงธนบุรี เมื่อได้ทรงแต่งตั้งผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือจนครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จกลับไปยังกรุงธนบุรี

พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าผู้ชำนาญการรบ ได้วางแผนยกทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย ตีได้เมืองตาก เมืองสวรรคโลก บ้านกงธานี และมาพักกองทัพอยู่ที่กรุงสุโขทัย ขณะนั้นเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์กำลัง ยกกองทัพขึ้นไปตีเชียงแสน เมื่อทราบข่าวข้าศึก จึงรีบยกทัพกลับมารับทัพพม่าที่เมืองพิษณุโลก ก่อนที่อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตั้งค่ายล้อมเมืองพิษณุโลก

กองทัพพม่าพยายามเข้าตีค่ายไทยหลายครั้ง แต่เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ได้ช่วยป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทั้งที่ทหารน้อยกว่าแต่ไม่สามารถชนะกันได้ อะแซหวุ่นกี้ถึงกับกล่าวยกย่องแม่ทัพฝ่ายไทย และขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดรบกัน 1 วัน ทหารทั้งสองฝ่ายรับประทานอาหารร่วมกันด้วย เมื่อแม่ทัพไทยและแม่ทัพพม่ายืนม้าเจรจากันในสนามรบ อะแซหวุ่นกี้ก็เห็นรูปลักษณะของเจ้าพระยาจักรีแล้ว จึงได้กล่าวสรรเสริญและบอกเจ้าพระยาจักรีว่า
ท่านนี้รูปงามฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบกับเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักษาตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์...

...จงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้


เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข่าวอะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพใหญ่มาตี หัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย พระองค์จึงยกทัพใหญ่ขึ้นไปช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือทันที ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ทราบข่าวว่ากองทัพไทยมาตั้งค่ายเพื่อช่วยเหลือเมือง พิษณุโลก จึงแบ่งกำลังพลไปตั้งมั่นที่วัดจุฬามณีฝั่งตะวันตก อะแซหวุ่นกี้เห็นว่าถ้าชักช้าไม่ทันการณ์จึงสั่งให้ทัพพม่าที่กรุงสุโขทัยไป ตีเมืองกำแพงเพชร ส่วนกองทัพเมืองกำแพงเพชรไปตีเมืองนครสวรรค์ และสั่งให้กองทัพพม่าอีกกองทัพหนึ่งยกไปตีกรุงธนบุรี การวางแผนของอะแซหวุ่นกี้เช่นนี้ เป็นการตัดกำลังฝ่ายไทยไม่ให้ช่วยเมืองพิษณุโลกและต้องการให้กองทัพไทยระส่ำ ระสาย

ในที่สุดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชดำริเห็นว่า ไทยเสียเปรียบเพราะมีกำลังทหารน้อยกว่า จึงควรถอยทัพกลับไปตั้งมั่นรับทัพพม่าที่กรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรีเห็นว่าไทยขาดเสบียงอาหารและใกล้จะหมดทางสู้ จึงตัดสินใจพาไพร่พลและประชาชนชายหญิงทั้งหมด ตีหักค่ายพม่าออกจากเมืองพิษณุโลกไปทางทิศตะวันออกได้สำเร็จ พาทัพผ่าน บ้านมุง บ้านดงชมพู ข้ามเขาบรรทัด ไปตั้งรวมรี้พลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์

พม่าล้อมเมืองพิษณุโลกนานถึง 4 เดือน เมื่อเข้าเมืองได้ ก็พบแต่เมืองร้าง อะแซหวุ่นกี้จึงสั่งเผาผลาญทำลายบ้านเมืองพิษณุโลกพินาศจนหมดสิ้น คงเหลือเฉพาะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเท่านั้น

[แก้] สมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นตั้งแต่ช่วงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จนถึงก่อนปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงจัดระเบียบการปกครองออกเป็นจตุสดมภ์ แต่ในส่วนภูมิภาคมีการแบ่งเขตการปกครองเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และหัวเมืองประเทศราช

เมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองเอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ของประเทศไทย มีประชากรประมาณ 15,000 คนซึ่งมีชาวจีน ประมาณ 1,112 คน และมีเมืองต่าง ๆ อยู่ในอำนาจการปกครองดูแลหลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองนครไทย ไทยบุรี ศรีภิรมย์ พรหมพิราม ชุมสรสำแดง ชุมแสงสงครามพิพัฒน์ นครชุมทศการ นครพามาก เมืองการ เมืองคำ ประชาชนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพสำคัญ คือ ทำนา ทำไร่ หาของป่า ทำไม้ และการเกณฑ์แรงงานไพร่

พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอุตสาหะเสด็จประพาสเมืองเหนืออีกครั้งหนึ่ง โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะนั้นกำลังทรงผนวชเป็นสามเณรก็ได้ตามเสด็จมาด้วย

เมื่อเสด็จถึงเมืองพิษณุโลกได้ทรงประทับและทรงสมโภชพระพุทธชินราชอยู่ 2 วันจึงเสด็จกลับ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 (เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) ได้เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกทุกพระองค์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ที่พระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรในระหว่างเสด็จประพาส เช่น เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง พระราชปรารภเรื่องพระพุทธชินราชและเรื่องลิลิตพายัพ เป็นต้น เอกสารดังกล่าวเหล่านี้ปัจจุบันมีคุณค่าอย่างยิ่งทางด้านประวัติศาสตร์ ส่วนรัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ทรงประทับพระทัยในความศักดิ์สิทธิ์และความสวยงามขององค์พระพุทธชิน ราช ถึงกับโปรดเกล้าฯ ให้จำลองพระพุทธรูปพระพุทธชินราชไปเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นในสมัยนั้น

ครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานข้ามแม่น้ำน่านหน้าวัดใหญ่ก็ถูกทิ้งระเบิด แต่ทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่ถูกเป้าหมาย ทั้ง ๆ ที่ในอดีต เป็นสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก

Credited by Wikipedia.org
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:31 AM   #6
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

จังหวัดตาก

เป็นจังหวัดในภาคเหนือ (หรือบางแห่งจัดอยู่ในภาคตะวันตก) ของไทย มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ แต่มีประชากรเบาบางเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดชายแดนที่สำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของไทย มีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับแต่สมัยกรุงสุโขทัย ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงามหลายแห่งด้วย นอกจากนี้จังหวัดตากยังเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อจังหวัดอื่นๆ มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีอาณาเขตติดต่อถึง 9 จังหวัด
เนื้อหา

ประวัติศาสตร์

เมืองตากในอดีตเป็นเมืองที่มีชาวมอญอยู่มาก่อน ดังมี หลักฐานศิลปะมอญปรากฏอยู่ที่อำเภอบ้านตาก มีประวัติความ เป็นมาเก่าแก่ และเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่มีอายุขัยเกินกว่าสองพันปีขึ้นไป เมื่อมีการอพยพ ของชนชาติไทยจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนใต้ ลงมาตามแนวลำน้ำดง (ลำน้ำสาละวิน) มีพวกหนึ่งได้ข้ามลำน้ำสาละวิน ผ่านลุ่มน้ำเมยหรือแม่น้ำต่องยินเข้ามาทางช่องเขาด้าน อำเภอแม่สอดและมาถึงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “เมืองตาก” ผู้นำกลุ่มคนไทยที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองตากในยุค นั้น ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อเนื่อง กันมาจนถึงปี พ.ศ. 560 รัชสมัยพระเจ้าสักดำ ซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองตากที่ยิ่งใหญ่มาก มีอาณาเขตที่อยู่ในอำนาจแผ่ ไปจนจรดทะเลอันดามันดังมีบันทึกในพงศาวดารเหนือกล่าวว่าในรัชสมัยพระเจ้าสัก ดำนั้นเมืองตากมีการค้าขาย กับเมืองอินเดียด้วย

เมืองตากคงจะเสื่อมลงครั้งหนึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 พระยากาฬวรรณดิส ผู้เป็นกษัตริย์เมืองตากที่อพยพมาจาก ตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ได้โยกย้ายไปสร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่เมืองละโว้ทางตอนใต้ของเมืองตากลงไปอีก มีบางยุคเมืองตากถูกทอดทิ้ง กลายเป็นเมืองร้างดังในพงศาวดารเหนือได้ กล่าวถึงการเสด็จทางชลมารคของพระนางจามเทวี พระราชธิดากษัตริย์ละโว้ (พระยากาฬวรรณดิส) เพื่อไปปกครองแคว้นหริภุญไชย (ลำพูน) ในราว พ.ศ. 1176 โดยทาง ลำน้ำปิง พระนางจามเทวีขึ้นไปสำรวจบนฝั่งแม่น้ำพบร่องรอยกำแพงเมืองเก่าๆ ถูกทิ้งร้าง จึงโปรดให้สร้างเป็นบ้านเมืองใหม่ชื่อว่า “เมืองตาก”

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1805 ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดได้ยกทัพ มาประชิดเมืองตาก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของกรุงสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงจัดกองทัพออกไปรบ โดยมีพระราชโอรสองค์เล็กซึ่งมีพระชนมายุได้ 19 พรรษา ติดตามไปด้วย กองทัพ ทั้งสองฝ่ายปะทะกันที่บริเวณเชิงดอยนอกเมืองตากประมาณกิโลเมตรเศษ ราชโอรสองค์เล็กได้ทรงชนช้าง กับขุนสามชนกระทำยุทธหัตถีกัน ขุนสามชนสู้ไม่ได้แตกพ่ายไป ต่อมาภายหลังทรงพระนามว่า “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” และได้โปรดสร้างเจดีย์ขึ้นเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะในการทำยุทธหัตถีครั้งนั้น องค์หนึ่งเป็นศิลปะแบบสุโขทัย ซึ่งเจดีย์ยุทธหัตถีนี้อยู่ที่วัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก ห่างจากตัวเมืองไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงราว 31 กิโลเมตร

ต่อมาในแผ่นดินมหาธรรมราชา ได้ย้ายเมืองตากลงมาทางตอนใต้ตามลำน้ำปิง ไปตั้งอยู่ที่ป่ามะม่วง ฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำปิง ซึ่งอยู่ในเขตตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตากในปัจจุบันเมืองตากที่ย้ายมาตั้งใหม่นี้มิใช่เมืองหน้าด่าน สำหรับป้องกันกองทัพพม่าที่จะยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่กองทัพไทยใช้เป็นที่ชุมนุมพลในเวลา ที่จะยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่อีกด้วย ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เสด็จมาชุมนุมกองทัพที่เมืองตากนี้ทุก พระองค์โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์สมบัตินั้น พระองค์ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ ให้เป็น ให้เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราราชสีห์ ไปชำระความหัวเมือง ฝ่ายเหนือและต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก ปลัดเมืองตาก พระยาวชิรปราการ แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยลำดับ

กล่าวโดยสรุป จังหวัดตากเป็นจังหวัดที่มีความเป็นมาในประวัติศาสตร์ ควรค่าแก่การสนใจ เป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ในอดีตได้เสด็จมาชุมนุมกองทัพที่เมืองตากนี้แล้ว ถึง 4 พระองค์ คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง และทรงยกทัพกลับราชอาณาจักรไทยโดยผ่านดินแดนเมืองตากเป็นแห่งแรก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงนำทัพไปตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ และได้สร้างวัดพระนารายณ์ที่เชิงสะพานกิตติขจรปัจจุบัน และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นเจ้า เมืองตากและเป็นผู้กอบกู้เอกราชของชาติไทยจากพม่า ครั้งที่ 2
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:34 AM   #7
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,600
Likes (Received): 1

เมืองตาก



โดย ร่มบินเชียงใหม่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:42 AM   #8
warmup
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 2,600
Likes (Received): 1

เขื่อนภูมิพล




โดย ร่มบินเชียงใหม่
warmup no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:56 AM   #9
dogdag
Registered User
 
Join Date: Apr 2009
Location: อภิมหานครขอนแก&#
Posts: 132
Likes (Received): 0

ม.นเรศวรสวยจังเลยครับ
dogdag no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 01:07 PM   #10
tokedaman
UnitedThailandStand :)
 
Join Date: Jun 2007
Location: Rangsit And Vancouver, WA
Posts: 242
Likes (Received): 0

พูดถึงสี่แยกอินโดจีนที่พิษณุโลก ตอนนั้นผมเห็นป้ายบอกทางของแยกนี้ครั้งแรกตอนอายุ 12 ปี เมื่อปี 2543 เห็นไอ้ที่ คุนหมิง 1,410 กม. ไม่ชัวร์ว่าใช่จำนวนนี้หรือเปล่า แต่ตอนนั้นคิดอยู่ในใจว่าคุนหมิงอยู่จีนไม่ใช่หรอ ประ้เทศไทยมีอำเภอคุนหมิงด้วยหรอ ว่าแต่มันอยู่ตั้งพันกว่าโลแล้วจะมารีบมาบอกอะไรในตอนนี้ สุดท้ายเพิ่งจะรู้มันคือจุดตัดจากเมืองใหญ่ทั้งสี่ จากสี่ประ้เทศมาตรงกับพิษณุโลกพอดี ทำให้เกิดแยกนี้ขึ้นมา แต่แยกนี้ดูเงียบเหงาครับตอนกลางคืน
__________________
ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นั่งนอนสบาย ใช้ความสงบ สยบความวุ่นวาย
tokedaman no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 08:55 PM   #11
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

Quote:
Originally Posted by Nevadaboy View Post
This is a intersection region between two major Asian Highways.

staring fro here, we to go to four major city destinations in four countries: Kunming in China ,Kula Lumper and Singapore, Yangon in Myanmar and Da Nang in Vietnam.
Right now, the highway system along north-south is almost completed excepting the 3th Friendship Bridge at Chinag khong, Chiang Rai. Most are standard 4-lane road especially Malaysia, Thailand and China portions. Along the another highway from Yangon to Da Nang, we can drive through from the Vietnam east cost crossing Loas and Thailand to Myanmar border only (Mae-Sot, Tak). Note that, Singapore Malaysia and Thailand and Myanmar? drive in the left lane, and the rest countries (Laos, Vietnam, and China) drive
in the right lane.
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:13 PM   #12
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168




Indochina countries and the road system plans.
Above is the image at: www.arunsawat.com/board/index.php?topic=6462.0
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:14 PM   #13
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168




The Indochina Intersection Provinces

Above is the image at: www.moc.go.th/opscenter/pl/vision.htm
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:17 PM   #14
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168



Zoom in...........

Below is the image at: www.arunsawat.com/board/index.php?topic=6462.0
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:19 PM   #15
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168




Zoom in with in photomap


Above is the image at: www.phitsanulok.go.th/indo/indo.htm

Remove frame
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:23 PM   #16
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168


above is the image at: www.phitsanulok.go.th/indo/indo.htm


Above is the image at: www.dek-d.com/board/view.php?id=1038316
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:31 PM   #17
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

หลักเพื่อการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางคมŨ

ในหลักการ ที่จะพัฒนาจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง ประกอบด้วย พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ และ เพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ พัฒนา "สี่แยกอินโดจีน" โดยมี จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลาง ที่่เชื่อมโยงกับภาคเหนือตอนบนภาคกลางและภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และเป็น ที่ตั้งบนจุดตัด ของเส้นทางจากเหนือ สู่ใต้ และจากตะวันออกสู่ตะวันตก ของอินโดจีน โดยมีแนวทาง การพัฒนาเส้นทางคมนาคม ดังนี้


1.ถนนจากพิษณุโลก-นครสวรรค์ เชื่อมผ่าน-->อุตรดิตถ์
ไปเชียงราย เพื่อเชื่อมกับพม่า


2. ถนนจาก พิษณุโลก -->สุโขทัย -->ตาก อ.แม่สอด


3.ถนนจาก พิษณุโลก -->เพชรบูรณ์ -->ขอนแก่น
-->กาฬสินธุ์ --> มุกดาหาร


4.ถนนได้เชื่อมโยงตามแนวเส้นทางที่เรียกว่า East
West Coridor ที่จะสามารถ เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า--> - -->ไทย ---> ลาว --> เวียดนาม


5.จังหวัดได้เตรียมโครงการรองรับยุทธศาสตร์การพัฒนา
สี่แยกอินโดจีน ดังนี้
5.1 จัดตั้งจุดพักครึ่งทาง (Truck Terminal)
เพื่อเป็นศูนย์กลาง ขนส่ง-ขนถ่าย สินค้าและ ผู้โดยสารของจังหวัด พิษณุโลก
5.2 จัดตั้งศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า
นานาชาติ เพื่อรองรับการประชุมระดับ ภูมิภาค ระดับชาตbและ ระดับ นานาชาติ

6. จังหวัดพิษณุโลกจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลาง
เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า การบริการและเชื่อมโยง ทางวัฒนธรรม กับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต


พิษณุโลกปัจจุบัน จึงมีความเป็นสี่แยกของคาบสมุทร


อินโดจีน โดยมีขนส่งทางบก ระหว่าง ประเทศ ในกลุ่มอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือเอเซียอาคเนย์ ที่สำคัญ 2 เส้นทาง คือ


1.เส้นทาง จากคุณหมิง (จีน) -เชียงรุ้ง(จีน)-เชียงตุง(พม่า)


-เชียงตุง(พม่า) -เชียงราย
-เชียงราย-แพร่-พิษณุโลก-นครสวรรค์-กรุงเทพฯ
มุ่งสู่ภาคใต้ ของไทย -ไป มาเซีย และสิงคโปร์
2.เส้นทางสะพานเศรษฐกิจที่เรียกว่า ASEAN Landbrigde
จากดานัง(ประเทศเวียดนาม) คือเส้นทาง
-เว้ (เวียดนาม -สุวรรณเขต(ลาว)
-มุกดาหาร -ขอนแก่น -พิษณุโลก
-พิษณุโลก - สุโขไทย -แม่สอด-เมียวดี(พม่า)
โดยทั้ง 2 เส้นทาง มีจุดตัดกันที่จังหวัดพิษณุโลก จึงทำให้กลุ่มจังหวัด
ในระแวกนั้น มีสภาพเหมือนพื้นที่เป็นสี่แยกของคาบสมุทรอินโดจีนไปโดยปริยาย ทางภูมิศาสตร์ ดังกล่าว ประกอบนโยบายของประเทศที่จะพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือ ตอนล่างกับแนวโน้มของการลงทุนต่าง ๆ ในพื้นที่ และในระยะ อันใกล้นี้ภายใน 20 ปี โฉมหน้า ของจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทุก ๆ ด้าน

พิษณุโลก เป็นเมืองหลักเพื่อการพัฒนา เป็นศูนย์กลางความเจริญ
ภาคเหนือตอนล่าง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุ ประสงค์ได้ดังนี้
1.ต้องการให้มีการพัฒนา ความเจริญเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง
2.แก้ไขปัญหาความไม่เพียงพอของสิ่งสาธารณูปโโภค สาธารณูปการ
3.ส่งเสริมการพัฒนา เพื่อกระจายผลประโยชน์ จากการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจออกไปยังภาคและเมืองต่างๆ ที่ลดการเติบโตอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นพิษณุโลก ดำเนินการ จัดการด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และ จัดการสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การจัดการระบบระบายน้ำ การจัดระบบประปา การจัดระบบขะยะ


From....http://www.phitsanulok.go.th/indogeen.htm
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:34 PM   #18
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

การพัฒนาพื้นที่สี่แยกอินโดจีนเพื่อสŭ

ชื่อโครงการ : การพัฒนาพื้นที่สี่แยกอินโดจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
2. หน่วยงานดำเนินการ : องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
................................................................................................
3. หลักการและเหตุผล:-

จังหวัด พิษณุโลกได้กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดไว้ว่า " พิษณุโลก : เมืองบริการสี่แยกอินโดจีน" และได้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางพื้นที่ พัฒนาสี่แยกอินโดจีน โดยใช้จุดตัดบริเวณสี่แยกร้องโพธิ์เดิมที่ปัจจุบันเรียกว่า "สี่แยกอินโดจีน" เป็นศูนย์กลาง โดยมีแต่เพียงการจัดทำป้ายแสดงความเชื่อมโยงระหว่างประเทศในสี่แยกอินโดจีน ในแนว North - South Economic Corrider ไว้เท่านั้น

เพื่อสร้างรูปธรรมความเป็นศูนย์กลางพื้นที่พัฒนาสี่แยกอินโดจีน ให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ จังหวัดได้กำหนดให้มีการพัฒนาพื้นที่บริเวณสี่แยกอินโดจีนบนพื้นที่ของกรมทางหลวง โดยจัดทำให้เป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสาร และศูนย์บริการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมของประเทศในสี่แยกอินโดจีน และประเทศไทย รวมถึงจังหวัดพิษณุโลกอันเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชน และยังจะทำให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในบรรดานักเดินทางท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศอีกด้วยจึงได้ทำโครงการนี้ขึ้น
4. เป้าหมาย :-
4.1 สร้างศูนย์ข้อมูลของประเทศไทยและ 4 ประเทศอินโดจีน (คุนหมิง ดานัง ย่างกุ้ง กัวลาลัมเปอร์)
4.2 สร้างศูนย์วัฒนาธรรมของประเทศไทยและ 4 ประเทศอินโดจีน (คุนหมิง ดานัง ย่างกุ้ง กัวลาลัมเปอร์)
4.3 เป็นจุดพัผ่อนหย่อนใจแก่นักท่องเที่ยว
4.4 เป็นลานแสดงวัฒนธรรม
4.5 เป็นสถานที่จำหน่ายอาหาร สินค้าโอท็อป ของประเทศไทย และ 4 ประเทศอินโดจีน
5. วัตถุประสงค์ :-
5.1 เพื่อสร้างรูปธรรมความเป็นศูนย์กลางพื้นที่พัฒนาสี่แยกอินโดจีน
5.2 เพื่อให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารและศูนย์บริการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมของประเทศในสี่แยกอินโดจีนและประเทศ
ไทยรวมทั้งจังหวัดพิษณุโลก
5.3 เพื่อสร้างให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่บริเวณสี่แยกอินโดจีน
5.4 เพื่อก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลก
5.5 เพื่อให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นในบรรดานักเดินทางท่องเที่ยวทั้งชาวไทยในทุกภูมิภาคและ
ชาวต่างประเทศ
6. พื้นที่ดำเนินการ :-
พื้นที่ของกรมทางหลวงบริเวณสี่แยกอินโดจีน ทางหลวงหมายเลข 11 ตอน พิษณุโลก - อุตรดิตถ์
ระหว่าง กม. 0+000 - 0+200 ด้านซ้ายทาง
7. วิธีดำเนินการ : ใช้วิธีการบูรณาการดำเนินการ และการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น
7.1 สำนักงานบำรุงทางพิษณุโลกที่ 2 และแขวงการทางพิษณุโลก รับผิดชอบขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมทางหลวงเพื่อดำเนินการ
ในลักษณะชั่วคราว
7.2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
(1) สนับสนุนงบประมาณดำเนินการ
(2) เป็นหน่วยดำเนินการถมดิน ก่อสร้างอาคารชั่วคราว ปรับสภาพภูมิทัศน์ ดูแลปรับปรุงพัฒนา และบริหารจัดการ
7.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ให้คำแนะนำปรึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเตรียมข้อมูลและกิจกรรมการแสดง
ศิลปวัฒนธรรม 5 ประเทศสี่แยกอินโดจีน
7.4 สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างและภูมิทัศน์ 5
ประเทศสี่แยกอินโดจีน โดยตัวอาคารเป็นศิลปกรรมของแต่ละประเทศ
7.5 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด รับผิดชอบเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
7.6 สำนักงานการท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการจังหวัด และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภาคเหนือ เขต 3
รับผิดชอบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ
8. งบประมาณดำเนินการ :-
- วงเงินประมาณ 10 ล้านบาท โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดให้การสนับสนุนเพื่อใช้ดำเนินการ ดังนี้
8.1 ถมดินในพื้นที่บริเวณที่จะใช้ก่อสร้างอาคารชั่วคราว
8.2 ก่อสร้างอาคารชั่วคราว / ซุ้ม 5 ประเทศ ลานการแสดงกิจกรรมและปรับสภาพภูมิทัศน์
8.3 สร้างแผนที่บริเวณซุ้มอาคารแสดงการเดินทางไปยัง 5 ประเทศ
8.4 ศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับ 5 ประเทศ เช่น สื่อโทรทัศน์ แผ่นพับ ธงชาติ ฯลฯ
8.5 การตกแต่งศิลปวัฒนธรรม
8.6 บริหารจัดการ
8.8 อื่น ๆ
9. หน่วยงานรับผิดชอบ : องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก
10. ระยะเวลาดำเนินการ : ภายในปีงบประมาณ 2551
11. ผลที่คาดว่าจะได้รับ :-
11.1 เกิดรูปธรรมความเป็นศูนย์กลางพื้นที่พัฒนาสี่แยกอินโดจีน
11.2 มีศูนย์ข้อมูลข่าวสาร และศูนย์บริการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมของ 5 ประเทศในสี่แยกอินโดจีนและ
ประเทศไทยรวมทั้งจังหวัดพิษณุโลก
11.3 เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่บริเวณสี่แยกอินโดจีน
11.4 ประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลกมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง
11.5 จังหวัดพิษณุโลกเป็นที่รุ้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในบรรดานักเดินทางท่องเที่ยวทั้งชาวไทยในทุกภูมิภาคและ
ชาวต่างประเทศ


Credited by [url]http://www.doh.go.th/dohweb/hwyorg51000/INDOGEEN.htm[url]
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 09:43 PM   #19
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

ถนนEast-West สะดุดติดป่าทุ่งแสลงหลวง/น้ำหนาว -ก

Source: Manager Daily

แม้ว่าเส้นทางสาย R 3 a จะเสร็จสมบูรณ์เปิดใช้ได้ในเร็วๆนี้ แต่ โครงการ ถนน East-West จากมุกดาหาร - แม่สอด ยังติดขัดปัญหาหลายอย่าง พิษณุโลก - แผนพัฒนาโครงข่ายถนน East-West จากมุกดาหาร - แม่สอด ระยะทาง 777 กม.ยังติดบ่วงปัญหาหลายจุด ล่าสุดจนถึงวันนี้พัฒนาเป็น 4 ช่องจราจรแล้วเพียง 222 กม.-อยู่ระหว่างเตรียมการอีก 145 กม. ที่เหลืออีก 467 กม.ยังไร้งบประมาณ แถมบางจุดต้องผ่านพื้นที่อนุรักษ์ทั้งอุทยานฯทุ่งแสลงหลวง - น้ำหนาว ที่ห้ามตัดป่าทำทางเพิ่ม แถมต้องรอรัฐบาลไฟเขียวกู้เงิน ADB อีกกว่า 3 พันล้าน ขณะที่แผนพัฒนาถนนฝั่งตะวันตกสี่แยกอินโดจีน ให้สมบูรณ์ ล่าสุดเหลือเพียงช่วงตาก-แม่สอด ที่เตรียมทำ TOR มีนาคม 51 นี้

ขณะที่แผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมตามแนว North-South จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)-ไทย - มาเลเซีย - สิงคโปร์ หรือออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ทยอยเสร็จสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแนวถนนช่วงที่อยู่ในเขต สปป.ลาว (ถนน R3a) กำหนดเสร็จสมบูรณ์ 100%สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 51 เหลือเพียงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย - เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ที่จะเสร็จในปี 2553-2554 อันจะทำให้โครงข่ายถนนสายคุนหมิง-กรุงเทพฯ ตามยุทธศาสตร์มุ่งลงใต้ของรัฐบาลปักกิ่งสมบูรณ์พร้อมไปด้วย รองรับกระบวนการขนส่งสินค้านั้น

ในส่วนของโครงการถนนตามแนว East - West เชื่อมท่าเรือด่าหนัง ของเวียดนาม เข้ากับท่าเรือย่างกุ้ง หรือท่าเรือเมาะละแหม่ง สหภาพพม่า รวมถึงการเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายถนนทะลุไปถึงอินเดีย - บังกลาเทศนั้น ล่าสุดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สปป.ลาว ที่เปิดใช้ไปแล้วทำให้ขบวนคน-สินค้า จากไทย สามารถลำเลียงผ่านไปตามเส้นทางหมายเลข 9 ทะลุท่าเรือด่าหนัง ของเวียดนามได้แล้วก็ตาม

แต่ในส่วนของแผนพัฒนาเส้นทางคมนาคมจากสะพานข้ามโขงแห่งที่ 2 พาดผ่านมาทางขอนแก่น - พิษณุโลก - สุโขทัย-อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อเปิดทางสินค้าทะลุเข้าพม่า - อินเดีย/บังกลาเทศในอนาคต โดยมี "พิษณุโลก" เป็นสี่แยกอินโดจีน (จุดตัดระหว่างโครงข่ายถนนตามแนว North-South และ East-West) ดูเหมือนยังติดปัญหาอีกหลายจุด และแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีนด้วยเช่นกัน

นายณัฏฐวุฒิ คงเวชกุล ผู้อำนวยการแขวงการทางพิษณุโลก เปิดเผยถึงความคืบหน้าถนน East-West Corridor หรือถนนจากเมียวดี-แม่สอด-พิษณุโลก-หล่มสัก-ชุมแพ-ขอนแก่น-มุกดาหาร ระยะทาง 777 กิโลเมตร กรมทางหลวงได้ก่อสร้างเป็นเส้นทาง 4 ช่องจราจรแล้ว 222 กิโลเมตร อยู่ในขั้นเตรียมการ 145 กิโลเมตร และยังไม่มีงบประมาณอีก 467 กิโลเมตร

ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก 105 กิโลเมตรที่อยู่ในขั้นเตรียมการกรมทางหลวงได้นำเสนอเพื่อรอการอนุมัติจาก ครม.เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 แต่ยังไม่ผ่านบอร์ดของสภาพัฒน์ ทำให้เรื่องดังกล่าว ต้องรอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ผลักดันงบประมาณก่อสร้าง โดยได้ทำร่าง TOR แล้ว และในเดือนมีนาคม 2551 เตรียมประมูลจัดหาบริษัทออกแบบ

ถนนช่วงนี้แต่เดิมได้ประชาพิจารณ์ ลักษณะแนวไว้ 5 ช่วง หลายคนสนับสนุนทำให้เป็นถนนเส้นท่องเที่ยวเมื่อผ่านอำเภอเขาค้อ อย่างไรก็ตามถนนช่วงนี้ต้องตัดผ่านอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ที่กำลังมีปัญหาการตีความและนำมาสู่การพัฒนาขยายถนน

กล่าวคือ ตามหนังสือ พล.0016.2/ว ลงวันที่ 14 มกราคม 51 จากจังหวัดพิษณุโลกแจ้งต่อแขวงการทางพิษณุโลก ว่า กรณี มติครม.เรื่องแนวทางพิจารณาการก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า 1.ห้ามมิให้ตัดถนนเพื่อเป็นทางสัญจรสาธารณะขึ้นใหม่ 2.เส้นทางสาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ให้ขยายช่องการจราจร แต่ให้ปรับปรุงผิวจราจรหรือชะลอความเร็วแทน 3.ให้ปรับปรุงถนนเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก 4.พัฒนาถนนเพื่อดูแลพื้นที่เพื่อการศึกษา วิจัยหรือการท่องเที่ยวที่จำเป็นเท่านั้น โดยคำนึงถึงผลกระทบเชิงนิเวศ

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกา ประกาศของอุทยานทุ่งแสลงหลวง เมื่อปี 18 ได้กันเขตพื้นที่ป่าออกเป็นแนวถนนข้างละ 30 เมตร หรือ ความกว้าง 60 เมตร คือ เว้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกแล้ว ซึ่งน่าจะไม่ขัดต่อการขยายถนน 2 เลนเป็น 4 เลน ประเด็นสำคัญขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลใหม่จะอนุมัติให้กู้เงิน ADB จำนวน 3,340 ล้านบาทเมื่อไรเท่านั้น

ขณะที่ถนนต่อจากอ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ไปยัง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว หากยึดตามมติ ครม.ที่ห้ามขยาย ก็ไม่สามารถปรับปรุงถนนจาก 2 เลนเป็น 4 เลนได้ ซึ่งก็ต้องไปพิจารณาว่า อุทยานฯน้ำหนาวได้กันเขตข้างทางออกข้างละกี่เมตร ลักษณะเดียวกับอุทยานฯทุ่งแสลงหลวงหรือไม่

ส่วนถนนที่ต่อจากจังหวัดขอนแก่นไปยังจังหวัดมุกดาหาร เชื่อว่า การขยายเป็นถนน 4 ช่องจราจรคงไม่มีปัญหา เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีงบประมาณทุ่มการลงทุนขยายถนนมากน้อยแค่ไหน

สำหรับถนนซีกตะวันตก จากพิษณุโลก-สุโขทัย ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงเป็นถนน 4 ช่องจราจรเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงช่วงถนนจากสุโขทัย-จังหวัดตาก ที่ยังเป็น 2 เลนไม่กี่ช่วงเท่านั้น ที่จะต้องได้รับการพัฒนาเป็น 4 ช่องจราจร
ขณะที่ถนนหมายเลข 105 จากจังหวัดตาก - อ.แม่สอด(ริมเมย) ระยะทางทั้งหมด 85 กิโลเมตร จะจัดทำ TOR ในเดือนมีนาคม 2551 ในราคากลาง 270 ล้านบาท ระยะทาง 12 กิโลเมตร จากถนนหมายเลข 1 (กำแพงเพชร-ตาก-เถิน-ลำปาง ซึ่งสามารถเปิดประมูลทันทีในเดือนมีนาคม 2551 เช่นกัน)

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะที่ถนนจากแม่สอดหรือตลาดริมเมย รัฐบาลไทยได้ลงทุนก่อสร้างแบบให้เปล่าแก่ประเทศพม่าระยะทาง 17 กิโลเมตรถึงเมียวดี เกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีเพียงช่วงต่อจากเมียวดีเชื่อมไปทะละฝั่งตะวันตก (ท่าเรือเมาะละแหม่ง) และขึ้นไปยังย่างกุ้ง ปัจจุบันอยู่ในสภาพไม่ดีนักเป็นถนน 1 เลนเท่านั้น จะต้องปรับปรุงก่อสร้างอ้อมเขาตะนาวศรี และอาจต้องลงทุนสร้างอุโมงค์เจาะทะลุภูเขา ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า รัฐบาลไทยจะสนับสนุนหรือประเทศพม่าจะลงทุนก่อสร้างเอง หากมีความชัดเจน ถนนเส้นดังกล่าวจะเชื่อมต่อไปยังเมืองย่างกุ้ง - อินเดีย - บังกลาเทศได้
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2009, 10:01 PM   #20
Nevadaboy
Registered User
 
Nevadaboy's Avatar
 
Join Date: May 2009
Posts: 2,952
Likes (Received): 168

สร้างเขื่อน2แสนล้านกระตุ้นศก. one of these magaproject is in Uttaradit

Source: Post Today วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อ้างกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ ชงโครงการ 2 แสนล้านสร้างเขื่อน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบโครงการต่างๆ ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจัดทำเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 พ.ศ. 2553–2555 วงเงิน 207,400 ล้านบาท โดยงบส่วนใหญ่กว่า 1.7 แสนล้านบาท เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิ ภาพชลประทานและการสร้างเขื่อน
ทั้งนี้ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะ ที่ 2 ของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ 1.การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน งบประมาณ 1.72 แสนล้านบาท 2.การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย 21,200 ล้านบาท 3.การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร 4,900 ล้านบาท 4.การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1,774 ล้านบาท และ 5.การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน และพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ 1,633 ล้านบาท

สำหรับแผนงานเพิ่มพื้นที่ ชลประทานนั้น กรมชลประทานได้วงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ไว้หลายโครงการด้วยกัน ประกอบด้วย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี โครงการบรรเทาอุทกภัย (ระยะที่ 2) จ.จันทบุรี โครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ จ.ระยอง โครงการผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตะวันออก-อ่างเก็บน้ำ บางพระ จ.ชลบุรี

ขณะที่โครงการสร้างเขื่อน ประกอบด้วย โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา (อุโมงค์ผันน้ำแม่งัด- แม่กวง) จ.เชียงใหม่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ โครงการท่าแซะ จ.ชุมพร โครงการเขื่อน แม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ โครงการห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี โครงการแก่ง เสือเต้น จ.แพร่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองมะเดื่อ จ.นครนายก

ทั้งนี้ โครงการที่เสนอเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด คือต้องพร้อมดำเนินการได้ และครม.ได้เคยมีมติอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งกรณีเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น ครม.ได้เคยอนุมัติให้ศึกษาโครงการ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถศึกษาได้รอบด้าน เนื่องจากถูกท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้าน
Nevadaboy no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:50 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu