daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old July 30th, 2017, 07:36 PM   #3501
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

มาเลย์เเชมป์ตลาด “เกษตรอินทรีย์อาเซียน” ไทยตามหลัง ดัน “ข้าวหอมมะลิออแกนิก” ส่งออกยุโรป

วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 - 22:08 น.

วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดงาน Organic & Natural Expo 2017 หรือ ONE 2017 เพื่อเเสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า เเละการบริโภคสินค้าออเเกนิกในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการเสวนา “การพัฒนาสินค้าอินทรีย์ในอาเซียน” ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์

อินโดฯ ลุยตลาดเกษตรอินทรีย์ “โพสต์ขายสินค้าออแกนิกบนออนไลน์”

นายเซบาสเตียน สารากิห์ ประธาน indonesia Organic Alliance (IOA) เผยถึงมุมมองของภาคเอกชนที่มีต่อเกษตรอินทรีย์ (ออเเกนิก) ซึ่งในปี 2014-2015 ตลาดในอินโดนีเซียเติบโตเร็วมาก อีกทั้งยังมีกลุ่มเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น แต่ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นสินค้ากลุ่มสำคัญของอินโดนีเซีย

“เรามีการลุยตลาดอินทรีย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โครงการตลาดวันอาทิตย์ ที่ให้ชุมชนต่างๆ นำสินค้าอินทรีย์เข้ามาขาย รวมไปถึงการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ ซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์” นายสารากิห์ กล่าว

เเละเป็นเวลากว่า 3 ปี ที่สินค้าอินทรีย์หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “สินค้าออเเกนิก” ถูกวางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าเหล่านั้นได้รับการรับรองระดับนานาชาติ

“เงินสนับสนุนเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ การสนับสนุนดังกล่าวอาจทำให้บางกลุ่มเปลี่ยนมาทำ เเต่มันยังไม่มากพอ เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 3-5 เฮกเตอร์ ทำให้ต้องรวมพื้นที่เข้ากับเกษตรกรรายอื่นๆ จนกว่าจะพื้นที่จะมากพอเเละมีผลผลิตส่งออกได้” ประธาน IOA กล่าว อย่างไรก็ตามอุปสงค์ยังเป็นสิ่งสำคัญในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งยังต้องทำให้มีมากกว่าอุปทาน เพื่อราคาสินค้าจะได้ออกมาตามอย่างที่ผู้บริโภคพอใจ




ความลำบากของการ “รับรองสินค้าออเเกนิก” ในฟิลิปปินส์

นางสาว เกอรี่ ซาเมียนโต ผู้ประสานงานโครงการ Organic Producer&Trade Association Philippines, Inc. กล่าวถึงภาพรวมของสินค้าอินทรีย์ในฟิลิปปินส์ว่า กระทรวงเกษตรได้มีการจัดตั้งศูนย์การค้าเกษตรอินทรีย์จำนวน 13 เเห่งในประเทศ ซึ่งภาครัฐ ทั้งส่วนกลางเเละส่วนท้องถิ่นให้ความร่วมมือเเละสนับสนุน

ปัญหาที่พบในประเทศฟิลิปปินส์เป็นเรื่องสิทธิในการครอบครองที่ดินของเกษตรกร โดยบางส่วนไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ส่งผลให้การค้าขายสินค้าเกษตรรวมไปถึงการผลิตไม่มีความต่อเนื่อง รวมไปถึงการจูงใจเกษตรกรที่ต้องคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้เป็นเพียงทางเลือกผ่านๆ เเต่เป็นจุดที่พร้อมเดินหน้าพัฒนาเกษตรอินทรีย์

“เกษตรกรในฟิลิปปินส์มีอายุราวๆ 56 ปี ปัจจุบันนั้นมีนักศึกษาจำนวนน้อยที่สนใจเรียนทางด้านเกษตร เเละตลาดในประเทศยังมีความขัดเเย้งเกี่ยวกับมุมมองของผู้บริโภค ถ้าเรามีพื้นที่วางจำหน่ายสินค้ามากขึ้นลูกค้าก็อาจเพิ่มขึ้นไปด้วย” ผู้ประสานงานโครงการ กล่าว

อีกทั้งการรับรองหรือขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าออเเกนิกในฟิลิปปินส์ยังคงเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก เกษตรกรต้องจ่ายเงินเพื่อขึ้นทะเบียนสินค้า โดยทั้งประเทศมีเพียง 1 เเห่งที่เป็นศูนย์ในการทำเรื่องรับรอง

นางสาวซาเมียนโต เล็งเห็นว่า “หากจะช่วยเกษตรกรควรมีการรับรองซึ่งกันเเละกัน ระหว่างรัฐเเละเกษตรกร โดยไม่ต้องคอยการขอขึ้นทะเบียนเเละเสียเงิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเกษตรกรโดยตรง ส่วนการเพิ่มพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ดี เเต่ก็ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ”

ไทยควรเริ่มเคารพเพื่อนบ้าน พัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์

นายวิฑูรย์ ปัญญากุล กรรมการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย เผยถึงเเนวคิดในการทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย เน้นไปที่การเป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม ไม่ใช้สารเคมีในขั้นตอนการเพาะปลูก

โดยประเทศไทยนับว่ามีกำลังผลิตมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สินค้าหลักๆ ที่ไทยส่งออกคือข้าวหอมมะลิออเเกนิก รวมไปถึงการพยายามปลูกกาเเฟ มะพร้าวเพื่อส่งออก เเละเกือบครึ่งของสินค้าออเเกนิกในไทยที่รับรองโดยองค์กรระดับชาติถูกส่งออกไปยังยุโรป แต่ตลาดประเทศไทยยังคงตามมาเลเซียที่มีฐานตลาดใหญ่กว่า

ด้านการส่งเสริมตลาดในระดับภูมิภาค นายวิฑูรย์เห็นว่า “เราควรเริ่มเคารพเพื่อนบ้าน ในไทยเราคิดเเค่ว่าเราทำได้ดีที่สุด มีสินค้าดี เเต่เรื่องเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มอาเซียนยังมีข้อมูลไม่มากพอ ต้องศึกษาเพื่อขยายตลาดส่งออก ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของภาคการเกษตรอินทรีย์ สิ่งเเวดล้อม รวมไปถึงคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ด้วย”



มาเลเซียเจาะกลุ่ม “ตลาดชั้นสูง” ดึงคนมีเงินซื้อสินค้า

นาย ออง คุง เหว่ย ผู้อำนวยการ Organic Alliance Malaysia (OAM) เล่าถึง ความท้าทายในการทำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มาเลเซีย คือการติดฉลากเเสดงความเป็นออเเกนิก เเละการหาตลาดเฉพาะเพื่อขายสินค้า

ปัจจัยดังกล่าว ทำให้พุ่งเป้าไปที่ตลาดเฉพาะกลุ่ม เน้นไปที่กลุ่มคนมีเงิน แต่การจะทำให้คนกลุ่มนี้หันมาบริโภคยังคงเป็นเรื่องยากที่ต้องคิดทางเเก้ไขต่อไป

“ในอาเซียนทุกวันนี้เราขายสินค้าในระดับมาตรฐานของอียู ต้องดูว่ากำลังโตไปในทิศทางไหน การขอใบรับรองขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าออเเกนิกยังยาก ค่าใช้จ่ายสูง รัฐกับเอกชนควรจับมือกันในเรื่องของการออกใบรับรอง” ผู้อำนวยการ OAM กล่าว

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-12734
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 30th, 2017, 09:11 PM   #3502
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

เวียดนามร้องอินโดนีเซียเร่งสอบสวนเหตุยิงชาวประมงเจ็บในทะเลจีนใต้

โดย MGR Online
29 กรกฎาคม 2560 10:48 น. (แก้ไขล่าสุด 30 กรกฎาคม 2560 08:53 น.)

นับตั้งแต่ปี 2557 อินโดนีเซียเพิ่มการปราบปรามเรือที่รุกล้ำน่านน้ำอย่างผิดกฎหมาย และได้จมเรือที่ทำประมงผิดกฎหายเหล่านั้นไปแล้วหลายร้อยลำ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์มีรายงานว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียยิงเรือประมงลำหนึ่งของเวียดนามจนชาวประมงได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเวียดนามได้ร้องขอให้อินโดนีเซียเร่งสอบสวนเหตุ และระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย. -- Agence France-Presse/Sei Ratifa.


รอยเตอร์ - กระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ได้ร้องขอทางกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียสอบสวน และชี้แจงรายงานที่ระบุว่า กองทัพเรือของแดนอิเหนายิงชาวประมงของเวียดนามได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ในทะเลจีนใต้

ฝ่าม บิ่ง มีง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเวียดนาม กล่าวต่อ นางเรทโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ทางโทรศัพท์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องรุนแรงอย่างมาก และไม่เหมาะสมต่อความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามและอินโดนีเซีย

“เวียดนามรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ และขอเสนอให้อินโดนีเซียสอบสวนเหตุการณ์อย่างรวดเร็วและแจ้งผลต่อเวียดนาม และยุติการทำซ้ำในลักษณะนี้” คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ระบุ

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ คณะกรรมการกู้ภัยทางทะเลของเวียดนามระบุว่า ทหารเรืออินโดนีเซียได้ยิงและทำให้ชาวประมงเวียดนามบนเรือประมงลำหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในทะเลจีนใต้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์

เว็บไซต์คณะกรรมการช่วยเหลือและกู้ภัยจังหวัดบิงดิ่ง ระบุว่า ช่วงที่ชาวประมงถูกยิงในคืนวันเสาร์ เรือของเวียดนามอยู่ห่างจากเกาะกงด๋าว ทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 245 กิโลเมตร แต่รายงานชิ้นนี้ถูกถอดออกจากเว็บไซต์ในวันถัดมา

ขณะที่ฝ่ายกองทัพเรืออินโดนีเซียยังไม่มีความเห็นต่อเหตุการณ์นี้

ข้อพิพาทขัดแย้งเกี่ยวกับสิทธิการทำประมง และการขุดสำรวจน้ำมันมักเป็นประเด็นที่ก่อความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ที่จีนอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของน่านน้ำดังกล่าว ขณะที่บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน ก็อ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่บางส่วนของทะเลแห่งนี้เช่นกัน

แม้อินโดนีเซีย ระบุว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ แต่อินโดนีเซียเพิ่งเปลี่ยนชื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทางตอนเหนือของประเทศ เป็นชื่อว่า “ทะเลนาตูนาเหนือ” เพื่อยืนยันการอ้างสิทธิอธิปไตยทางทะเลของตนเอง

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เริ่มปราบปรามการรุกล้ำทำประมงในน่านน้ำของประเทศในปี 2557 อินโดนีเซียได้จมเรือไปแล้วหลายร้อยลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือต่างชาติที่ทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำของอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย และเวียดนามระบุในเดือน พ.ค. ว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสอบสวน หลังมีรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาชายฝั่งเวียดนามได้พยายามที่จะบังคับให้ฝ่ายอินโดนีเซียปล่อยเรือประมง 5 ลำ และลูกเรือที่ถูกควบคุมตัวได้ในบริเวณน่านน้ำใกล้หมู่เกาะนาตูนา ของอินโดนีเซีย.

http://www.manager.co.th/IndoChina/V...=9600000077033
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 2nd, 2017, 10:06 PM   #3503
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

เวียดนามแซงไทยด้านนวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไกลเกินฝัน

เผยดัชนีโลกด้านนวัตกรรมพบไทยแพ้เวียดนามและมาเลเซียไม่หยุด เปิดรายงานโลกพูดชัด “สภาพการเมือง” และความไร้เสถียรภาพทำไทยสู้เวียดนามและมาเลเซียด้านนี้ไม่ได้

ขณะคุณภาพอุดมศึกษาและงบการศึกษาไทยก็ต่ำกว่าสองชาตินี้จนน่าห่วง จับตาแม้อันดับไทยจะดีขึ้นสองปี แต่โดยรวมก็ยังแพ้สองประเทศซ้ำซาก โดยเฉพาะเวียดนามที่ยิ่งนานยิ่งแซงหน้าไทยแทบทุกเรื่องด้านการพัฒนาคุณภาพคน

1/7/2560 http://shows.voicetv.co.th/overview/500158.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 3rd, 2017, 07:12 AM   #3504
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 20,921
Likes (Received): 4720

อาเซียน มีเงินแต่ไร้เสรีภาพ?
by พรรณิการ์ วานิช
3 สิงหาคม 2560 เวลา 10:55 น.

สื่อต่างชาติวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังขยายตัวในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชากรมาก แต่ในทางกลับกัน เสรีภาพของชาวอาเซียนกำลังถดถอยสวนทางกับเงินในกระเป๋า

The Economist นิตยสารเศรษฐกิจการเมืองชื่อดัง เผยแพร่บทความประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในอาเซียน โดยระบุว่าแม้หลายประเทศในอาเซียนจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี แต่กลับมีความเป็นประชาธิปไตยน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

The Economist ยกตัวอย่างเมียนมา ที่เศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ 7.5 ในปีนี้ และปีหน้า ADB คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะโตถึงร้อยละ 8 เนื่องจากการพัฒนาในประเทศ การลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-เมียนมาที่เติบโต ขณะที่ประเทศอื่นๆในอาเซียนเช่นลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ก็เติบโตในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้เมื่อดูภาพรวม อาเซียนมีจีดีพีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 ต่อปีตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่เติบโตมากเท่าจีนและอินเดีย แต่ก็โตกว่าสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นมาก

หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงชาติอาเซียน ปรับเปลี่ยนแนวนโยบายเศรษฐกิจมาเป็นเสรีนิยมเต็มตัวมากขึ้น เมื่อผนวกกับการเปิดประเทศของเมียนมาและการเปิดรับนโยบายการค้าเสรีนิยมของเวียดนาม ก็เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจแบบผูกขาดกิจการโดยรัฐ ปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่น ไม่ใช่แนวนโยบายหลักของชาติอาเซียนอีกต่อไป ทุกชาติเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างชาติและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของเอกชนมากขึ้น จนสามารถพูดได้ว่าเสรีนิยมทางเศรษฐกิจได้รับชัยชนะในภูมิภาคนี้ และนั่นทำให้ประชาชนอาเซียนจะรวยขึ้น มีการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนหน้าอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม The Economist มองว่าพัฒนาการทางการเมืองของชาติอาเซียนกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม แม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือไทย ที่เริ่มมีประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นหลังปี 1997 แต่หลายประเทศยังไม่มีความหวังที่จะได้ประชาธิปไตย เช่นลาวและเวียดนาม ที่ยังคงระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เข้มข้น แม้เปิดกว้างด้านเศรษฐกิจ สิงคโปร์ก็ยังเป็นประเทศเทคโนแครตที่ไม่เสรี นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่างยังอยู่กับวังวนการปราบปรามผู้วิจารณ์รัฐ คุมขัง ดำเนินคดีพรรคฝ่ายค้าน และหาวิธีรักษาอำนาจตนเองให้ยาวนานที่สุด

ส่วนในไทย รัฐบาลทหารที่ก่อรัฐประหารเมื่อปี 2014 สัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งในปี 2018 แต่แม้การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ The Economist ก็ยังมองว่าการเมืองหลังเลือกตั้งจะไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐบาลถูกคุมโดยรัฐสภาที่รัฐบาลทหารแต่งตั้ง และต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งถูกถอดถอนได้ทุกเวลา ซึ่งกลไกทั้งหมดนี้สร้างขึ้นโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเลือกผู้นำผิดๆมาบริหารประเทศเหมือนตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ในฟิลิปปินส์ แม้สถาบันประชาธิปไตยจะไม่อ่อนแอเท่าไทย กัมพูชา และมาเลเซีย แต่การขึ้นสู่อำนาจของนายโรดริโก ดูแตร์เต ก็ทำให้ประเทศเหมือนจะย้อนกลับไปสู่ยุคของอดีตประธานาธิบดีเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เนื่องจากนายดูแตร์เตมีแนวโน้มจะใช้อำนาจเด็ดขาด ละเมิดสิทธิพลเมือง เช่นการประกาศกฎอัยการศึกในมินดาเนา และการปราบปรามผู้เสพและค้ายาเสพติดอย่างรุนแรง แต่ประชาชนก็ยังชอบความเด็ดขาดและแนวนโยบายแบบถึงลูกถึงคน เข้าถึงคนรากหญ้าของเขา

ส่วนในอินโดนีเซีย ก็เริ่มมีแนวโน้มของการที่กลุ่มเคร่งศาสนาเข้าไปมีบทบาทในการเมืองมากขึ้น เห็นได้จากการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มมุสลิมเคร่งศาสนารณรงค์ต่อต้านผู้สมัครที่เป็นชาวคริสต์อย่างรุนแรง โดยไม่มีการห้ามปรามจากรัฐบาลกลาง

แต่ประเทศที่ดูหมดหวังในประชาธิปไตยมากที่สุดก็คือเมียนมา แม้จะอยู่ใต้การปกครองของนางอองซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่สถานการณ์ในประเทศกลับไม่ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลซูจีจับกุมดำเนินคดี และฟ้องร้องนักข่าวที่วิจารณ์รัฐบาล มากเสียกว่าสมัยรัฐบาลทหาร และยังเงียบเฉยต่อปัญหาการละเมิดสิทธิชาวโรฮิงญา ส่วนสถานการณ์การสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังไม่ดีขึ้น แม้การเจรจาสันติภาพจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม

http://news.voicetv.co.th/thailand/512425.html
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old August 3rd, 2017, 02:30 PM   #3505
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

ยกระดับต้าน “เขื่อนลุ่มน้ำโขง” ยื่นถกเวที 50 ปีอาเซียน

วันที่ 2 สิงหาคม 2560 - 21:10 น.

ปัจจุบันรัฐบาล สปป.ลาวพยายามผลักดันและพัฒนาประเทศในด้านไฟฟ้าอย่างหนัก โดยตั้งเป้าให้ สปป.ลาวเป็น “แบตเตอรี่เอเชีย” ทั้งยังประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ภายในปี 2021 สปป.ลาวจะมีเขื่อนไฟฟ้ามากถึง 100 แห่ง และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 67,000 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทย

ขณะที่ “ภาคประชาชน” ชาวลุ่มน้ำโขงที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม โดยเฉพาะชาวลาวที่พยายามคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังจะได้รับการแก้ไขจากปัญหาระบบนิเวศที่เริ่มเสื่อมมากขึ้น โดยภาคประชาชนได้มีการเสนอให้หาทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลหลายสมัย แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับเลย

สำนักข่าว วีโอเอ ภาษาลาว รายงานว่า นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย แสดงความกังวลว่า “การลงทุนของนักธุรกิจไทยใน สปป.ลาว ที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้า อันเนื่องจากนโยบายเปิดกว้างของรัฐบาล สปป.ลาว ในขณะที่ประชาชนชาวลาวไม่สามารถเรียกร้องหรือคัดค้านได้ เพราะระบบการปกครองของประเทศเป็นแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ คือ เสียงเด็ดขาดมาจากรัฐบาลเท่านั้น”


“ปัจจัยที่ทำให้นักธุรกิจไทยเบนเข็มลงทุนในภาคการผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาวมากขึ้น เนื่องจากโครงการก่อสร้างไฟฟ้าในประเทศไทยจำนวนมากที่ถูกประชาชนท้องถิ่น และองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสากลคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะเมกะโปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ เป็นต้น ทำให้หลายโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ นักลงทุนไทยจึงย้ายมาที่ สปป.ลาว โดยมีปัจจัยเสริมก็คือ รัฐบาล สปป.ลาวให้การสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนเป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนแต่อย่างใด”

ทั้งนี้ไม่เพียง สปป.ลาว เท่านั้นที่มีโครงการก่อสร้างไฟฟ้าบนลุ่มแม่น้ำโขง จีนและกัมพูชาก็มีโครงการก่อสร้างเช่นเดียวกัน นักวิเคราะห์ด้านสิทธิมนุษยชนศูนย์วิจัยปลาของโลก (WorldFish Center) ระบุว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างผลิตไฟฟ้าบนลุ่มแม่น้ำโขงมีทั้งหมด 19 แห่ง เป็นโครงการของ สปป.ลาว 9 โครงการ (ก่อสร้างเสร็จ 3 โครงการ) มณฑลยูนนานของจีน 8 โครงการ (ก่อสร้างเสร็จ 5 โครงการ) และกัมพูชา 2 โครงการ

โครงการก่อสร้างของ สปป.ลาว ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 แห่ง ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี คืบหน้าแล้ว 84% และเขื่อนดอนสะหง คืบหน้า 31% ซึ่งรัฐบาลคาดว่าทั้งสองโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2019 ส่วนเขื่อนปากแบง อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในขั้นตอนสุดท้าย และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้


นายเสรี นนทสูติ ผู้แทนประเทศไทย ในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ผลกระทบของโครงการก่อสร้างเขื่อนบนลุ่มแม่น้ำโขงเป็นปัญหาใหญ่ที่จะคอยกัดกินความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวลุ่มน้ำโขงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

ดังนั้นจึงมีการบรรจุปัญหาดังกล่าวเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมปรึกษาหารือด้านสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 4-8 ส.ค.นี้ ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในโอกาสครบรอบก่อตั้งอาเซียน 50 ปี โดยจะเสนอปัญหาและผลกระทบเพื่อให้สมาชิกอาเซียนได้หารือร่วมกัน ซึ่งจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

วาระการประชุมครั้งนี้ ประเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างจะต้องรับข้อเรียกร้องเพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขโครงการ เพื่อไม่ให้โครงการก่อสร้างทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยตรง รวมไปถึงประชาชนผู้ที่อาศัยดั้งเดิมจะต้องไม่ได้รับความเดือดร้อนใด ๆ

นอกจากนี้รายงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติกัมพูชา ได้แสดงข้อกังวลต่อแม่น้ำโขงเช่นกัน โดยระบุว่า การสูญเสียด้านประมงในลุ่มแม่น้ำโขงแม้จะเพียงเปอร์เซ็นต์น้อยนิด แต่หมายถึงปลาจำนวนนับพันตันและรายได้หลายล้านดอลลาร์ที่ได้จากการประมง ทั้งยังหมายถึงการคุกคามด้านความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของประชาชนผู้มีวิถีชีวิตพึ่งพาแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติ เป็นทรัพยากรสาธารณะร่วมกันของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง การละเลยการพิจารณาผลประโยชน์ร่วมกัน และการตัดสินใจใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อแม่น้ำและชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขง เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และปัญหาดังกล่าวจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาหารือร่วมกันจนกว่าจะหาทางออกที่ดีที่สุดได้

https://www.prachachat.net/aseanaec/news-15319
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 3rd, 2017, 02:32 PM   #3506
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

“บิ๊กตู่” เปิด “ASEAN-India Expo and Forum” สุดปลื้มยอดค้าอาเซียนอินเดียเพิ่มเท่าตัวในรอบ10ปี


วันที่ 3 สิงหาคม 2560 - 13:29 น.

นายกเปิด ASEAN-India Expo and Forum เชื่อมโยงอาเซียน-อินเดีย ฉลองความสัมพันธ์ 25 ปี สุดปลื้มยอดค้าอาเซียนอินเดียเพิ่มเท่าตัว ในรอบ 10 ปี ‘พาณิชย์’ รับลูกนายกฯ เตรียมหารือนอกรอบรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-อินเดีย ดัน RCEP สรุปเปิดตลาดสินค้าจบปีนี้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีเปิด “ASEAN-India Expo and Forum” ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และอีก 9 ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้งประเทศอินเดีย ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2560 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างอาเซียน-อินเดีย และครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โดยมี นางนิรมลา สิตารามัน (Mrs. Nirmala Sitharaman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย และมีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมด้วย

พลเอกประยุทธ์ กล่าวในปาฐกถาพิเศษว่า งาน ASEAN – India Expo and Forum 2017 ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – อินเดีย นับเป็นโอกาสสาคัญที่ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคธุรกิจชั้นนำของอาเซียน และอินเดียจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันเพื่อเปิดมุมมองทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม และเศรษฐกิจ และความเจริญเติบโตร่วมกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจโลกภาพรวม เผชิญความท้าทายจากปัจจัยต่างๆ ทั้ง สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจาก พลวัตการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของโลก ความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกในเกณฑ์สูง จากความไม่แน่นอนทางการเมือง การปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศมหาอานาจทางเศรษฐกิจ อาทิ สหรัฐอเมริกา กรณีของ Brexit ความผันผวนของราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถึงเวลาที่ภูมิภาคเอเชียต้องผนึกกำลังกันเพื่อสร้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาวบนพื้นฐานของการเจริญเติบโต ไปด้วยกัน

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และอินเดียถือเป็นส่วนหนึ่ง ในกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก หากสามารถทางานร่วมกันได้อย่างสอดประสานแล้ว นับว่าจะทาให้เกิดอำนาจในการต่อรองและเป็นตลาดใหญ่ที่มีพลังก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทาง เศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สาคัญทางเศรษฐกิจและสังคมได้


อาเซียนประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมรวมถึงมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน การรวมตัวของอาเซียนและ การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC ทำให้ เกิดการดึงศักยภาพของภูมิภาคมาใช้อย่างเต็มที่ เกิดตลาดและฐานการผลิตที่สาคัญ ของโลก ซึ่งขณะนี้อาเซียนกำลังผลักดัน การเดินหน้าตามแผน AEC 2025

“อาเซียนมีประชากร 630 ล้านคน คิดเป็น 9% ของประชากรโลก มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น 100% จากปี 2007 ที่ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016 มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 6 ของโลก สามารถ ดึงเม็ดเงินลงทุน 120 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อินเดียมีประชากร 1,324 ล้านคน เป็นอันดับ 2 รองจากจีน มีมูลค่าเศรษฐกิจ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 7 ของโลก และมีมูลค่าการค้ากับอาเซียน 659 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการค้าอาเซียนเพิ่มขึ้น 2เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจาก 30 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น 71.6 พันล้านเหรียญ”

พร้อมกันนี้ ในส่วนของไทยที่ได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่โมเดลใหม่ของประเทศที่เรียกว่า “Thailand 4.0” ซึ่งเป็นรูปแบบทางเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า (value-based economy) และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven economy) โดยมี หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้าง “คนไทย 4.0” ให้พร้อมต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทาง

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยพร้อมจะร่วมมือเพื่อการพัฒนาในฐานะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) สานต่อความสัมพันธ์ พร้อมทั้งได้มีการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน – อินเดีย ซึ่งมี ผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2010 ครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน

ทั้งยังต้องขยายการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทาง เศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อจะเป็นการยกระดับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ของภูมิภาค ครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ลดอุปสรรคและอำนวย ความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน และเสริมสร้างกฎกติกาทางการค้าให้ทันกับเศรษฐกิจ โลกในยุคใหม่ ให้ได้ข้อสรุปในปีนี้ เป็นไปตามเป้าหมายที่ 16 ประเทศวางไว้

นอกจากนี้ การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ ระหว่างอินเดียและอาเซียนทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ผ่านโครงการ Trilateral Highway Project ที่อินเดียสนับสนุนการสร้างทางหลวงเชื่อม 3 ฝ่าย อินเดีย – เมียนมา – ไทย และเชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพัฒนา Mekong – India Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางลัดเชื่อมโยงภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงกับอินเดียฝั่งตะวันออก โดยจะเชื่อมเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านทางโฮจิมินห์ – พนมเปญ – กรุงเทพฯ – ทวาย – เจนไน เข้าด้วยกัน โดยมีทวายเป็นประตูสำคัญในการเข้าสู่อาเซียน ตลอดจน สนับสนนุการเปิดน่านฟ้าเสรีกับอาเซียนด้วย

สำหรับแนวทางในการนำศักยภาพของอาเซียนและอินเดียออกมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตร่วมกัน จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญร่วมกัน 5 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาภาครัฐดิจิทัล เพื่ออำนวยสะดวกและสนองต่อความต้องการและลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ 2) การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการเร่งลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาและส่งเสริมระบบนิเวศด้านนวัตกรรม 3) การพัฒนาภาคเกษตร 4)การพัฒนาไมโครเอสเอ็มอี (MSMEs) และ 5 )พัฒนา-ยกระดับคุณภาพกำลังคน เพื่อรองรับกับโอกาสและความท้าทายในโลกยุคใหม่

ด้านนางนิรมลา กล่าวว่า ขอให้อาเซียนทบทวนการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อาเซียน-อินเดีย ในการลดภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมโยง การเพิ่มมูลค่าการค้า และการลงทุนระหว่างกัน ปัจจุบันอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของอินเดียมีมูลค่าการค้า 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 8.5% ของการค้าทั้งหมด



พร้อมกันนี้ รัฐบาลอินเดียพร้อมสนับสนุรนักลงทุนอินเดียเข้าร่วมงานนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ตามนโยบายเศรษฐกิจของอินเดีย

นางอภิรดี กล่าวว่า ในวันนี้จะมีการหารือนอกรอบ เพื่อผลักดันการเจรจา RCEP ซึ่งจะเป็นการแนวทางร่วมกันในการผลักดันการเปิดตลาดสินค้า ระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศและ อินเดีย โดยจะนำข้อสรุปของการหารือที่ได้เสนอต่อที่ประชุมระดับสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ในเดือนพฤศจิกายนนี้

สำหรับกำหนดการเวทีเสวนาในวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ประกอบด้วยหัวข้อ “Untapped Trade Potential” โดย Mr Rolf Dieter Daniel, ประธานสภาธุรกิจ EU-ASEAN; “ASEAN’s 50th Anniversary and Beyond” โดย Mr Le Luong Minh เลขาธิการอาเซียน; “Trade and Investment Opportunities in AEC” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์; “Linkage between ‘Make in India’ and AEC” โดย Mrs Nirmala Sitharaman, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย; “ASEAN-India as One Destination” โดยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา; “India’s Economic Policies and Strategies towards ASEAN” โดย Mr Amitabh Kant, CEO of the National Institution for Transforming India, และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The Direction of Digital Technology” โดย Mr Sandeep Chhabra, Wipro’s regional delivery head for ASEAN & Japan

นอกจากนี้ เวที Forum ยังได้รับเกียรติจากอีกหลายผู้บริหารภาคเอกชนมาร่วมเป็นวิทยากร อาทิ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-อินเดีย และประธาน บมจ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, Mr Mark Kaufman จาก Ford ASEAN, Dr. Arjit Ranade จาก Aditya Birla Group, Mr Robin Kwok จาก Airbnb, Ms. Shanti Shamdasani จาก DHL E-Commerce Asia-Pacific เป็นต้น



ทั้งนี้ ในส่วนของ Forum ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2560 ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในขณะที่ส่วนของมหกรรมสินค้าหรือ Expo ภายใต้แนวคิด “Creative and Digital” พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการฉายภาพยนตร์ดัง จะเปิดให้ชมทุกวันจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ที่บริเวณเพลนนารี่ ฮอลล์, พื้นที่ชั้น 2 ของฮอลล์ C และบริเวณเอเทรี่ยม โดย งานนี้เปิดให้นักธุรกิจและผู้ที่สนใจทั่วไปเข้าชมฟรี โดยสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานออนไลน์ หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ASEAN-INDIAexpo.com

https://www.prachachat.net/economy/news-15634
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 4th, 2017, 07:34 PM   #3507
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

ดูเตอร์เตใจถึง!ลงนามกฎหมายเรียนฟรีในมหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่ง

โดย MGR Online
4 สิงหาคม 2560 22:01 น.

เอเอฟพี - ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ลงนามในกฎหมายฉบับหนึ่ง อนุมัติเรียนฟรีตามมหาวิทยาลัยทุกแห่งของรัฐ แม้มีคำเตือนจากคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจว่าฟิลิปปินส์ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับมาตรการนี้

เมนาร์โด กูเอวาร์รา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ดูเตอร์เต ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ฝักใฝ่ประชานิยม เชื่อว่าประโยชน์ในระยะยาวของมาตรการนี้จะคุ้มค่ากว่าความท้าทายด้านงบประมาณในระยะสั้น "การเรียนฟรีในระดับอุดมศึกษาตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐคือแก่นกลางหรือเสาหลักที่แข็งแกร่งของนโยบายพัฒนาสังคมของประธานาธิบดี"

เขาเผยต่อว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านการลงนามเมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดี(3ส.ค.) จะละเว้นการเก็บค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆจากนักศึกษาทุกคนตามวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกแห่งของรัฐ

เจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจเคยเตือนดูเตอร์เต ไม่ให้อนุมัติมาตรการนี้ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 100,000 ล้านเปโซ(ราว2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 66,000ล้านบาท) ต่อปี และจะเป็นประโยชน์กับพวกนักศึกษาฐานะดีเสียมากกว่า ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ เนื่องจากมีนักศึกษาเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ตาม กูเอวาร์รา บอกว่าตอนนี้มาตรการผ่านการลงนามแล้ว ทุกคนจำเป็นต้องทำงานร่วมกับเพื่อคลี่คลายปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้นกับกฎหมายฉบับดังกล่าว นั่นคือปัญหาด้านงบประมาณ

ซัลวาดอร์ เบลาโร สมาชิกรัฐสภาหนึ่งในผู้ร่วมร่างกฎหมายค่าเล่าเรียนฟรี เตือนว่าอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 500,000 ล้านเปโซ สำหรับเป็นทุนของโครงการนี้ไปจนถึงปี 2022

ฟิลิปปินส์ มีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยแห่งรัฐอยู่ทั้งสิ้น 114 แห่ง และภายใต้งบประมาณปี 2018 ที่เสนอโดยดูเตอร์เต สถาบันเหล่านี้ได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุนรวม 64,600 ล้านเปโซ(ราว 42,000ล้านบาท) ขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาโดยรวมของประเทศอยู่ที่ 691,100 ล้านเปโซ(ราว 456,000ล้านลาท)

http://www.manager.co.th/Around/View...=9600000079576
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 7th, 2017, 08:12 PM   #3508
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

ทัพทุนจีนทะลักเข้ามาเลเซีย 5ปีลงทุนเพิ่มเป็น1.5แสนล้านดอลลาร์

6 August 2017


นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2555 การลงทุนของจีนในประเทศมาเลเซียก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยผู้นำจีนเองได้เคยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมาเลเซียภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค นั้น “ดีที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

ความสัมพันธ์ที่ชื่นมื่นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากเม็ดเงินลงทุนของจีนราว 7,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่หลั่งไหลเข้าสู่โครงการฟื้นฟูและพัฒนามะละกา เมืองหลวงของรัฐมะละกาที่ตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบมะละกา เส้นทางการค้าที่มีความสำคัญในยุคอดีต โดยจีนนั้นต้องการสร้างท่าเรือนํ้าลึกแห่งใหม่ขึ้นที่นั่น นอกจากนี้ ยังให้ความสนับสนุนด้านการเงินแก่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการในพื้นที่ชายฝั่งด้านตะวันออกของมาเลเซีย (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ที่กำลังจะเข้าสู่สนามการเลือกตั้งอีกครั้งภายในปีนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างจีนและมาเลเซียยังมีความรุดหน้า โดยรัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะนำเข้าสินค้าจากมาเลเซียเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ารวม 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าเมื่อเทียบกับมูลค่าในปี 2559 นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าจะลงทุนเพิ่มในมาเลเซียเป็น 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลาดังกล่าว และจะ ให้การสนับสนุนด้านสถานที่ฝึกอบรมแก่บุคลากรของมาเลเซียใน ประเทศจีนจำนวนกว่า 10,000 แห่ง

MP20-3285-A
เมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีนาจิบเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2559 ทั้ง 2 ประเทศได้เซ็นสัญญาความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุนคิดเป็นมูลค่ารวมๆ กว่า 33,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ และในครั้งนี้รวมถึงสัญญาซื้อขายเรือตรวจการณ์ 4 ลำจากจีนด้วย

จีนแซงสิงคโปร์ขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของมาเลเซียนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา การค้า 2 ฝ่ายในปี 2559 มีมูลค่ารวม 83,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนยังมีบทบาทเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของมาเลเซียอีกด้วย นักวิเคราะห์กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่จีนและมาเลเซียจะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น เนื่องจากมาเลเซียเองมีประชากรเชื้อสายจีนอยู่ประมาณ 25% และในอดีตเรือสินค้าจากจีนก็มักจะแวะเทียบท่าที่มะละกาและปีนังเพื่อนำสินค้าอย่างผ้าไหม ชา และเครื่องกระเบื้องมาจำหน่าย แล้วซื้อเครื่องเทศ อาทิ อบเชยและจันทน์เทศ กลับไป

ข้อมูลจากงานวิจัยของธนาคารดีบีเอสชี้ว่า บริษัทจีนเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดในโครงการด้านการก่อสร้างในประเทศมาเลเซีย คิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านหยวน หรือ กว่า 1,200 ล้านดอลลลาร์สหรัฐฯในปี 2558 หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของโครงการก่อสร้างที่ดำเนินงานโดยบริษัทต่างชาติ

แม้ว่าเม็ดเงินลงทุนจากจีนจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดดังกล่าวก็ตกเป็นเป้าตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเช่นกัน ว่าผู้นำมาเลเซียอาจนำผลประโยชน์ของประเทศชาติไปแลกกับเม็ดเงินลงทุนก้อนโต หนึ่งในผู้โจมตีในเรื่องนี้คือ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีการติงเตือนว่า การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป อาจจะทำให้มาเลเซียประสบกับปัญหาความขัดแย้งด้านเชื้อชาติได้มากขึ้น เช่นระหว่างประชากรเชื้อสายจีนและเชื้อสายมุสลิม และอาจทำให้ขาดเสถียร ภาพทางการเมือง

ในการสัมมนาว่าด้วยเรื่องแผนยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน ซึ่งจัดขึ้นที่มาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้แทนจากกระทรวงการค้ามาเลเซียยอมรับว่า รัฐบาลจำเป็นจะต้องรักษาความสัมพันธ์กับจีนให้มีความสมดุล การลงทุนของจีนในมาเลเซียจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะบนความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ประเทศมีต่อกันนั้น ไม่ได้หมายความเพียงว่า สินค้าจากจีนจะหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย ไม่ใช่แค่เม็ดเงิน จากจีนจะไหลเข้ามา และไม่ใช่ว่า แรงงานจีนจะมาสู่ตลาดมาเลเซียแต่เพียงฝ่ายเดียว รัฐบาลมาเลเซียจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ประ โยชน์นั้นเกิดแก่ทั้ง 2 ฝ่าย

นายสู ปู้ เอกอัครราชทูตจีนประจำภาคพื้นอาเซียนให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องที่ดีสำหรับมาเลเซีย ไม่ว่าเม็ดเงินลงทุนนั้นจะมาจากจีนหรือจากประเทศอื่นๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เขายังมองว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นผู้นำของมาเลเซีย เขาคนนั้นก็จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,285 วันที่ 6 -9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

http://www.thansettakij.com/content/190635
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 8th, 2017, 01:32 PM   #3509
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 20,921
Likes (Received): 4720

วันที่ 07 สิงหาคม 2560 | เปิดดู 1,253 ครั้ง
"อาเซียน" เล็งออกวีซ่าเดียวกระตุ้นท่องเที่ยว
ต่างประเทศ
ประเทศสมาชิกอาเซียนมีแผนใช้ระบบ “วีซ่าเดียว” แบบเดียวกับระบบวีซ่าของยุโรป เพื่อเปิดภูมิภาครับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีการหารือเรื่องแผนการใช้วีซ่าเดียวที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางระหว่างประเทศในอาเซียนได้ ซึ่งช่วยทั้งประหยัดเวลาและทรัพยากร
การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญสำหรับประเทศในอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน คิดเป็น 12.3% ของจีดีพีทั้งภูมิภาค ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 104 ล้านคนในปี 2558 และการท่องเที่ยวก็มักถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมสมาชิกอาเซียนเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน การเฟื่องฟูในการท่องเที่ยวจะสร้างคุณประโยชน์หลายด้าน เช่น สร้างงาน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดควายากจน
นางแฮร์เรียต แจ็คสัน นักท่องเที่ยวรายหนึ่งซึ่งเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย กล่าวว่า เธอหวังว่านโยบายวีซ่าที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น อาจจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบรรดานักเดินทางจากทั่วโลก
นอกเหนือจากประเด็นการท่องเที่ยวแล้ว ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความวิตกกังวล เกี่ยวกับการถมทะเลเพื่อขยายอาณาเขตและการเสริมแสนยานุภาพทางทหารในทะเลจีนใต้ แต่ยังคงใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังไม่พาดพิงโดยตรงถึง “จีน” และประเด็นการทดสอบขีปนาวุธเกาหลีเหนือ ซึ่งที่ประชุมประณามว่าเป็นภัยคุกคามต่อทั่วโลก และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการทดสอบดังกล่าว

http://www.now26.tv/view/106256
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old August 8th, 2017, 01:57 PM   #3510
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 20,921
Likes (Received): 4720

เอชเอสบีซี ส่งสัญญาณ 50 ปี อาเซียน เข้าสู่ยุคแห่งการขยายตัวด้านการพัฒนาและการลงทุน

อาเซียนฉลองการก่อตั้งครบรอบ 50 ปี ด้วยการที่หลายชาติสมาชิกที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดประกาศพันธะสัญญาจะทุ่มลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเป็นสองเท่า มูลค่าถึงกว่า 700,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาเพื่อผลักดันไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

มร.สจ๊วต เทต ผู้อำนวยการบริหาร ธุรกิจพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “การฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งอาเซียนเป็นจุดเริ่มต้นที่มีศักยภาพสำหรับศักราชใหม่ของการขยายตัวด้านการพัฒนาและการลงทุน”

รายงานประจำปีของ World Economic Forum Global Competitiveness ระบุว่า แผนการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลจนกระทั่งถึงปี 2563 เป็นการมุ่งเน้นลงทุนในโครงการริเริ่มด้านคมนาคมขนส่งต่าง ๆ เป็นหลัก อันเป็นการวางกรอบเป้าหมายที่ชัดเจนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญของขีดความสามารถในการแข่งขัน

มร.เทต กล่าวว่า “การมุ่งเน้นสร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงระหว่างกันให้ดีขึ้นเพื่อช่วยเกื้อหนุนการค้าและการลงทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยจะช่วยเพิ่มโอกาสสูงสุดทางการค้าและการลงทุนภายในอาเซียนด้วยกันเอง และโอกาสอันเกิดจากแผนการ Belt and Road ของจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเพิ่มการค้าแบบทวิภาคีระหว่างจีนและอาเซียนเป็นสองเท่า มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2563”

มร.เคลวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยมีความต้องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากเป็นอันดับสองในอาเซียน โดยในช่วงปี 2559-2563 มีแผนใช้จ่ายเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเมกะโปรเจกต์ 56 โครงการ มูลค่า 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมาตรการเร่งรัดการลงทุนมากมายของภาครัฐที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ขณะนี้ไทยกลายเป็นผู้นำในการเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมขนส่ง การพัฒนาโครงข่ายรถไฟของประเทศจะเป็นโครงการสำคัญที่ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟทางคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน”

กลุ่มเศรษฐกิจในประเทศอาเซียน ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีประชากรรวมกันทั้งสิ้นราว 625 ล้านคน และมีจีดีพีปีปัจจุบันรวมกันราว 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

หากมองอาเซียนในฐานะที่เป็นตลาดเดียว เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนในขณะนี้ติด 1 ใน 7 อันดับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกภายในปี 2030

https://thaipublica.org/2017/08/hsbc-8-8-2560/
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old August 8th, 2017, 02:48 PM   #3511
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

เวียดนามกลายเป็นสวนทุเรียนใหญ่ เนื้อที่หลายหมื่นไร่ไฮเทคอีกต่างหาก

โดย MGR Online
8 สิงหาคม 2560 04:48 น.

MGRออนไลน์ -- เวียดนามค่อยๆ กลายเป็นแหล่งปลูกทุเรียนใหญ่ อีกแห่งหนึ่งในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบไม่รู้ตัว จากที่ทำได้ไม่ดี เมื่อหลายปีก่อน ไม่กี่ปีมานี้ "ทุเรียนหมอนทองเวียดนาม" ได้รับการยอมรับจากตลาดใหญ่จีน ทั้งส่งออกโดยตรงข้ามพรมแดน และ จำหน่ายผ่านแพล็ตฟอร์มการค้าออนไลน์ อย่างเป็นลำเป็นสัน จากเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของประเทศ เกษตรกรสวนทุเรียนขยายกิจการ ไปยังเขตที่ราบสูงภาคกลาง กลายเป็นทุเรียนพันธุ์ดีที่นั่น มีการจดทะเบียนรับรองเป็นผลไม้ปลอดสารพิษ ทางการท้องถิ่นติดตรารับรองให้ อย่างเป็นทางการ

จากการปลูกแบบลองผิดลองถูก วันนี้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย เริ่มนำเทคโนโลยีเข้าช่วย ทำให้สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ รดน้ำทุนเรียน จากที่ไหนก็ได้ และ รดได้ในทุกเวลาที่ต้องการ จากที่เคยต่อสู้กับราคาตกต่ำสุดขีดในฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรรายหนึ่งลงทุน สร้างระบบห้องเย็นทันสมัยขึ้นมา แช่เย็นและแช่แข็งทุเรียนเอาไว้ เพื่อจำหน่ายนอกฤดูกาล ซึ่งได้ราคาดีกว่า

ทั้งหมดนี้คือ รายละเอียดส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเกษตรกรสวนทุเรียน ในคอมมูนเฟื้อกเหลิก (Phước Lộc) อำเภอดะฮวาย (Đạ Huoai) จ.เลิมโด่ง (Lâm Đồng) ที่เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี ปลอดสารพิษ ทุเรียนจากที่นี่ได้รับประกันในด้านคุณภาพ ความนุ่มเนียน หอมหวาน ของพันธุ์หมอนทอง ที่ปลูกจากเขตดินภูเขา ในที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน เป็น "ทุเรียนดะฮวาย"

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อของทางการวันสองวันมานี้ แสดงให้เห็นผลทุเรียนที่ให้พูใหญ่ เนื้อหนานุ่ม สีเหลืองอร่าม ไม่ต่างกับพันธุ์หมอนทองที่ปลูกในภาคตะวันออกของไทย และ แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากทุเรียนที่ปลูกในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งให้เนื้อออกมาสุกแดง เนื้อเละ ไม่แน่น กลิ่นค่อนข้างฉุน ซึ่งว่ากันว่าเป็นพันธุ์ที่ไปจากประเทศฟิลิปปินส์ แต่ในวันนี้แทบจะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

อำเภอดะฮวาย อยู่ห่างจากเมืองด่าลัต (Đŕ Lạt) เมืองท่องเที่ยวตากอากาศ ที่มีชื่อเสียงของเวียดนามในจังหวัดเดียวกัน เป็นระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ในอำเภอนี้มีเกษตรกรสวนทุเรียนราว 1,000 ครอบครัว รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 2,000 เฮกตาร์ (12,500 ไร่) แต่ปัจจุบันมีเพียง 15 ครอบครัวกับสวนราว 20 เฮกตาร์ (250 ไร่) ที่ผลิตทุเรียนได้มาตรฐานของอำเภอ และ ได้ติดป้ายเป็น "ทุเรียนดะฮวาย" รับประกันคุณภาพ

ไม่ต้องแปลกใจเลย เพราะอะไรจึงทำให้การปลูกทุเรียนที่นี่ ก้าวหน้าไปไกลกว่าที่อื่นๆ ก็เพราะว่า เกษตรกรทั้ง 15 ครอบครัวนั้น มีพื้นเพดั้งเดิม อยู่ที่อำเภอกายเลย (Cai Lậy) จ.เตี่ยนซยาง (Tiền Giang) ซึ่งได้ชื่อเป็นสวนผลไม้ ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง ที่นั่นมีสวนทุเรียนอยู่นับหมื่นๆ ไร่ ทั้ง 15 ครอบครัว อพยพไปปักหลักที่คอมมูนเฟื้อกเหลิก อ.ดะฮวาย จ.เลิมโด่ง มาเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว นำประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ไปเริ่มต้นใหม่ในเขตเขา

นายเหวียนวันเติม (Nguyễn Văn Tâm) เกษตรกรวัย 56 ปีกล่าวว่า มาตรการหนึ่งที่กำหนดคุณภาพของทุเรียนดะฮวายก็คือ เกษตรกรที่นั่นจะไม่ตัดทุเรียนอ่อน หรือ "ทุเรียนเขียว" ออกจำหน่ายอย่างเด็ดขาด แต่จะตัดก่อนถึงกำหนด ที่จะสุกค้างต้นไม่เกิน 10 วัน การทำผิดพลาดแค่ครั้งเดียว อาจทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อถือไปตลอดกาล

นายเติมบอกว่า เมื่อครั้งพวกเขาอพยพ ไปยังคอมมูนเฟื้อกเหลิก ได้พบว่าที่นั่นปลูกทุเรียนอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นพันธุ์ที่คุณภาพไม่ดีนัก ปัจจุบันเกษตรกรเกือบทั้งหมด หันไปใช้กิ่งพันธุ์จาก จ.เตี่ยนซยาง เพื่อให้เป็น "ทุเรียนดะฮวาย" มาตรฐานเดียวกัน ทุเรียนที่ตัดปีแรกให้เนื้อดี กลิ่นหอม แต่ลูกเล็ก เกษตรกร 15 ครอบครัว กลับไปยังที่ราบปากแม่น้ำโขงอีกหลายครั้ง พัฒนากิ่งตอน เพื่อคัดพันธุ์ใหม่ จนกระทั่งได้ผลิตลูกที่ได้มาตรฐาน "เหวียดแก๊ป" (VietGAP หรือ Vietnamese Good Agricultural Practices) คือ การเกษตรแบบยั่งยืนและปลอดภัย เกษตรกรที่เหลือในอำเภอเดียวกัน ก็กำลังดำเนินรอยตามกันไป

นายเจิ่นกิมเจื่อง (Trần Kim Trường) แห่งสำนักงานการเกษตรและพัฒนาชนบท อ.ดะฮวาย กล่าวว่า เกษตรกรทุเรียนที่นั่น พยายามขอมาตรฐานเครื่องหมายการค้าจากทางการ ตั้งแต่สามปีที่แล้ว แต่ในที่สุดทุกคนก็ได้พบว่า ตนเองยังไม่พร้อม จนกระทั่งเมื่อต้นปีนี้ จึงสามารถทำตามมาตรฐานได้เป็นครั้งแรก

ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่ละครอบครัวมีสวนทุเรียน ตั้งแต่ 2-5 เฮกตาร์ (12.5-31.25 ไร่) ได้ลงทุนติดตั้ง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถ "สั่งการจากทางไกล" รดน้ำต้นทุเรียนได้เป็นรายต้น โดยปล่อยน้ำจากส่วนบน ราดลงไปตามลำต้น ซึ่งถือเป็นการคิดค้นใหม่ ทำให้เกิดความชุ่มชื้นตั้งแต่บนลำต้น ลงไปจนถึงราก วิธี "สั่งทางไกล" นี้ ยังประยุกต์ใช้กับการให้ปุ๋ยต้นทุเรียนในสวนอีกด้วย

นายเหวียนวันเติม ก็เป็นหนึ่งในบรรดาเจ้าของสวน ที่รดน้ำทุเรียน โดยส่งข้อความสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ไปยังระบบที่ควบคุมการจ่ายน้ำด้วยไฟฟ้า ทำให้เกษตรกรอย่างเขา ไม่ต้องเคร่งเครียดกับเรื่องนี้จนเกิดไป และ ไม่ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก ในการจัดการ

นายเหวียนฮว่างเวิน (Nguyễn Hoŕng Vân) เกษตรกรอีกคนหนึ่งกล่าวว่า การติดตั้งระบบให้น้ำ-ปุ๋ย โดยสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือนี้ มีมูลค่าเท่าๆ กับ การจำหน่ายทุเรียนราว 3 เฮกตาร์ (เกือบ 19 ไร่) แต่สามารถช่วยประหยัดค่าจ้างแรงงานได้ในระยะยาว และ ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้อีกมากมายในชีวิตประจำวัน

เกษตรกรอีกหลายครอบครัวยังคงค้นคิดไปเรื่อยๆ ในการหาทางเพิ่มผลผลิต แต่ลดต้นทุนลงในขณะเดียวกัน หลายครอบครัวได้พบว่า การปล่อยให้วัชชพืชบางชนิด ขึ้นปกคลุมสวนนั้น แท้จริงแล้วช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดินได้เป็นอย่างดี วัชชพืชยังช่วยเพิ่มฮิวมัส หรือมูลดินที่มีแร่ธาตุอาหาร แทนที่จะคอยแย่งสารที่มีประโยชน์ต่อต้นทุเรียน ตามที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นสวนทุเรียนบางแห่งของเกษตรกร ในเขต อ.ดะฮวาย จึงมีหญ้าขึ้นสูงเพียงเข่า

นายเหวียนฮายเจิว ( Nguyễn Hải Châu) เกษตรคนหนึ่งกล่าวว่า เขาได้เรียนเกี่ยวกับเทคนิคนี้ ตอนไปฝึกอบรมจากเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ โดยวัชชพืชสามารถช่วยรักษาความชุ่มชื้น ของผืนดินที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งในเขตที่ราบสูงได้เป็นอย่างดี


แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด ช่วงท้ายฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะพากันเติมจุลินทรีย์ลงในดิน ไถ เกลี่ย เพื่อผึ่งแดด ช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยลดการใช้ยากำจัดแมลงลงได้ เขากล่าวอีกว่า แรกๆ ก็ไม่มีใครเชื่อในทฤษฏีของเขา จนกะทั่งได้เห็นผลผลิตที่ออกมาดีกว่า และ ยังเห็นตัวเลขประหยัด จากการไม่ต้องซื้อยาฆ่าแมลง กับ ยากำจัดวัชชพืชอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในอำเภอนี้ นายฝ่าม วัน ยเวื้อก ( Phạm Văn Dược) เจ้าของสวนทุเรียนวัย 42 ปี ดูจะคิดไปไกลกว่าคนอื่นๆ ในแง่การตลาด เขาเพียรพยายามหาทางที่จะรักษาทุเรียนเอาไว้จำหน่ายนอกฤดูกาล หลังจากโดนพ่อค้ากดราคาอย่างหนัก ในหน้าทุเรียนออกมาล้นตลาด เขาพยายามคิดค้น ทั้งวิธีแช่แข็ง และ บ่มเอาไว้นานๆ ลองผิดลองถูกมาหลายปี

ในที่สุดนายยเวื้อก ได้ตัดสินใจจ่ายไป 400 ล้านด่ง (ราว 617,000 บาท) ตั้งโรงงานของตัวเองขึ้นมา ในเขตสวนทุเรียนแห่งนี้ ประกอบด้วยห้องปลอดเชื้อที่ทันสมัย กับระบบแช่เย็น และ ระบบแช่แข็ง นอกจากทุเรียนจากสวนของตัวเองแล้ว เขายังรับซื้อจากสวนของเพื่อนเกษตร ในราคาที่ยุติธรรม นำเข้ากรรมวิธีถนอมอาหาร เพื่อส่งจำหน่าย หลังฤดูทุเรียนผ่านพ้นไป โดยผ่านร้านค้าทั้งในกรุงฮานอย และ นครโฮจิมินห์ กับในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ได้ราคาดี

ตลาดโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดใหญ่จีน อาจไม่รู้จัก "ทุเรียนดะฮวาย" จากที่ราบสูงภาคกลางเวียด แต่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีเกี่ยวกับ "ทุเรียนหมอนทองเวียดนาม" ซึ่งเป็นผลไม้ดีมีคุณภาพ ซึ่งถ้าหากค้นหาในโลกออนไลน์วันนี้ ก็จะพบคำตอบมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะลีบาบา (Alibaba.Com) เว็บไซต์ค้าส่ง-ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของนายแจ็ค หม่า จะให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากกว่าที่อื่นๆ

เกษตรกรสวนทุเรียนเวียดนาม ดูจะได้เปรียบผู้ปลูกในประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เนื่องจากอยู่ใกล้จีนมากกว่า และการขนส่งสะดวกรวดเร็วกว่า นอกจากส่งข้ามแดนเข้าสู่จีนโดยตรงแล้ว ผู้ส่งออกในเวียดนามหลายราย ได้ใช้ "แพล็ตฟอร์ม" อะลีบาบา ติดต่อลูกค้าในแผ่นดินใหญ่ โดยเสนอ "ทุเรียนหมอนทองเวียดนาม" ที่พร้อมส่งถึงปลายทางใหญ่เกือบจะทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นนครเซี่ยงไฮ้ ชิงเต่า เสฉวน หูเป่ย จนถึงกรุงปักกิ่ง.

http://www.manager.co.th/IndoChina/V...=9600000080510
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 8th, 2017, 02:49 PM   #3512
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

เขม่นกันหนักเรื่องปมปัญหาทะเลจีนใต้ มังกรยกเลิกคุยนอกรอบกับเวียดนาม


โดย MGR Online
8 สิงหาคม 2560 19:19 น.

รอยเตอร์ – จีนยกเลิกการประชุมนอกรอบกับเวียดนามที่กรุงมะนิลา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งจากกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยก่อนหน้านั้น หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศแดนมังกรโวยว่า เวียดนามที่กำลังเดินหน้าสร้างเกาะเทียม แต่กลับนำประเด็นนี้มาตีโพยตีพายใส่ร้ายปักกิ่ง หวังยังเรียกร้อง “คนนอก” อย่างญี่ปุ่น ให้เลิกยุยงลับหลังสร้างความแตกแยก

เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนในกรุงมะนิลาไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ในการยกเลิกการประชุมที่กำหนดไว้ในวันจันทร์ (7 ส.ค.) ระหว่างหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กับฟ่าม บิ่งมิ๊งห์ รัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจีนเผยว่า ทั้งคู่พบกันแล้ว ขณะที่กระทรวงต่างประเทศเวียดนามยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

สื่อของรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า รัฐมนตรีสองประเทศพบกัน “เป็นการส่วนตัวรอบนอก” และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพถ่ายที่ทั้งคู่จับมือกัน

ทั้งนี้ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ต่อต้านการอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนใต้อย่างชัดเจนที่สุด ยืนกรานให้คงถ้อยคำที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการสร้างเกาะเทียมและการประจำการทางทหารในทะเลจีนใต้ในแถลงการณ์ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อวันอาทิตย์ (6 ส.ค.)

แม้ช่วงหลายปีมานี้ ถ้อยคำในแถลงการณ์อาเซียนระบุถึงความกังวลดังกล่าว แต่บางประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับปักกิ่งลึกซึ้งขึ้นอย่างกัมพูชาและฟิลิปปินส์ พยายามยืนกรานให้ยกเลิกถ้อยคำเหล่านั้นมาโดยตลอด

จีนนั้นอ่อนไหวอย่างมากแม้กับการอ้างอิงโดยนัยจากอาเซียนเกี่ยวกับการสร้างเกาะเทียมบนแนวปะการัง 7 แห่งและการประจำทางทหารของตนในทะเลจีนใต้ ซึ่งปักกิ่งอ้างสิทธิเกือบทั้งหมด ทำให้มีกรณีพิพาทกับอีก 5 ประเทศที่อ้างสิทธิ์บางส่วนในน่านน้ำนี้เช่นกัน

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นนับจากเดือนมิถุนายน เมื่อเวียดนามขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งในบริเวณที่จีนอ้างสิทธิ์ครอบครอง แม้ฮานอยระงับการสำรวจหลังจากจีนยื่นประท้วงทางการทูตก็ตาม

ภายหลังการประชุมอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้ท้าทาย “บางประเทศ” ที่แสดงความกังวลกับการสร้างเกาะเทียมของตน

หวังระบุว่า จีนไม่ได้สร้างเกาะเทียมอีกเลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นประเทศที่ร้องเรียนเรื่องนี้ต่างหากที่กำลังทำพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ

ทั้งนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้เวียดนามเดินหน้าสร้างเกาะเทียมสองแห่งในน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาท

ในวันอังคาร (8 ส.ค.) หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ของทางการจีนอ้างแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนว่า ฮานอยกำลังทำเหมือนโจรตะโกนเรียกให้โจรด้วยกันหยุดปล้น ด้วยการพยายามกระพือปัญหาการสร้างเกาะเทียมในแถลงการณ์อาเซียน ทั้งที่ตัวเองกำลังเร่งสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้

เมื่อวันจันทร์ ออสเตเรเลีย ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เรียกร้องให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีนรับประกันว่า ระเบียบปฏิบัติในทะเลจีนใต้ที่มุ่งมั่นจะร่างขึ้นมานั้นจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย นอกจากนี้ทั้งสามประเทศยังคัดค้านมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว ส่วนทางด้านจีนไม่เห็นด้วยที่ประเทศนอกภูมิภาคยื่นมือเข้าไปแทรกแซงปัญหาในทะเลจีนใต้

ในการประชุมนอกรอบกับ “ทาโร โคโนะ” รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น ระหว่างการประชุมความมั่นคงแห่งภูมิภาคที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ หวังเรียกร้องให้โตเกียวเคารพความพยายามของตนและอาเซียน และรับบทบาทอย่างสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นสำหรับสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

“อย่าสร้างปัญหาลับหลังและยั่วยุให้ประเทศอื่นๆ แตกกัน” หวังทิ้งท้าย

http://www.manager.co.th/Around/View...=9600000080909
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 11th, 2017, 07:52 PM   #3513
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

“ฮุนเซน” ลั่นทหารลาวล้ำเขตแดน ขีดเส้นตาย 6 วันต้องถอย ถ้าไม่ถอยเตรียมเคลื่อนทัพ!

วันที่ 11 สิงหาคม 2560 - 15:21 น.

วันที่ 11 ส.ค. เว็บไซต์เดอะสตาร์ รายงานว่า นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาว่ากองทัพของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ละเมิดข้อบังคับการข้ามแดน หลังส่งเจ้าหน้าที่ทหารราว 30 นายเข้ามาในแผ่นดินกัมพูชา ตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมยื่นกำหนดเส้นตายให้สปป.ลาวถอนทหารจากพื้นที่ดังกล่าวภายในวันที่ 17 ส.ค.นี้ หากไม่ทำตามคำร้องขอ กัมพูชาจะเป็นฝ่ายถอนกำลังทหารของสปป.ลาวเอง


Pha Lina / phnompenhpost.com
“ผมไม่อาจอดทนต่อไปได้ มันไม่ถูกต้องที่เราจะสู้กันเอง แต่ถ้าพวกเขาไม่ยอมถอนกำลังทหาร เราก็จำเป็นต้องทำ เราไม่ได้ประกาศสงคราม เราแค่ขอคืนดินแดนที่เป็นของเราคืน” นายฮุนเซนกล่าว



FILE PHOTO: Cambodian Prime Minister Hun Sen / REUTERS
ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานทูตสปป.ลาวประจำกรุงพนมเปญ ระบุว่าสปป.ลาวและกัมพูชามีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนมาโดยตลอด และยังไม่มีการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย ทางการกัมพูชาควรหยุดประกาศเคลียร์พื้นที่พิพาทชายแดนสำหรับเร่งสร้างถนน และอนุญาตให้คณะผู้ตรวจสอบจากสองประเทศร่วมสำรวจเขตแดนเพื่อยุติความขัดแย้งกรณีพื้นที่ทับซ้อน

ด้านนายอู วิรัก จากสถาบันศึกษาวิจัยฟิวเจอร์ฟอรั่มของกัมพูชา กล่าวว่าปัญหานี้อาจแก้ไขได้หากได้รับความช่วยเหลือจากจีนซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชา และสปป.ลาว พร้อมแสดงความกังวลว่าวิกฤตดังกล่าวอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกับกรณีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 28 รายจากการปะทะเมื่อปี 2554

https://www.khaosod.co.th/around-the...ws/news_469988
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old August 14th, 2017, 07:19 AM   #3514
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 20,921
Likes (Received): 4720

ปี'61จีดีพีอาเซียนโต5%
09 สิงหาคม 2560 เวลา 06:37 น.

เอกชนฟันธงปี 2561 จีดีพีอาเซียนโต 5% ชี้ปัจจัยดีมานด์ประเทศเกิดใหม่-ปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่ยุค 4.0 เร่งสร้างเครือข่ายอาเซียน

นายกรกฎ ผดุงจิตต์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) อาเซียนในปี 2561 คาดอยู่ที่ 5% โดยประเทศกัมพูชามีจีดีพีเติบโตมากที่สุด 7.1% จากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนอินโดนีเซียมองว่าเป็นช่วงฟื้นตัวของสภาวะเศรษฐกิจ คาดจีดีพีปีหน้าโต 5.3% จากปี 2560 คาดโต 5.1%

สำหรับในประเทศเวียดนามนั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญด้านไอที การเกษตรที่มุ่งสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งมองว่ามาถูกทาง โดยคาดในปีหน้าจีดีพีจะมีอัตราเติบโตแตะ 6.7% โดยคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีประเทศอื่นในอาเซียนส่วนใหญ่จะเติบโตเพิ่มขึ้น ยกเว้นมาเลเซียมีแนวโน้มหดตัวจากสภาวะการเมืองในประเทศ

ด้าน น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล ผู้อำนวยการสำนักอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา "เหลียวหลังแลหน้า 50 ปี อาเซียน" โดยศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าอัตราการเติบโตผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) ในอาเซียนปี 2560 คาดจะเติบโตเป็น 4.8% ตามอุปสงค์ (ดีมานด์) ของประเทศเกิดใหม่ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่ยุค 4.0 ตามกระแสเมกะเทรนด์ในปัจจุบัน

สำหรับกระแสสังคมโลกใหญ่คือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ทั้งด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) และสังคมผู้สูงอายุจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและอุตสาหกรรมในประเทศ ส่วนผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย

ขณะที่อาเซียนได้เริ่มคำนึงถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ซึ่งทิศทางการขับเคลื่อนหลังจากนี้พัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในยุค 4.0 และอี-คอมเมิร์ซต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) มุ่งให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเชิญผู้ประกอบการอาเซียนเข้าร่วมอบรม เน้นสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการในภูมิภาค


https://www.posttoday.com/biz/aec/news/507993
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old August 16th, 2017, 08:08 PM   #3515
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 71,263
Likes (Received): 4086

หม่องปลื้มทุนญี่ปุ่นแห่เข้าปักหลัก ในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกนครย่างกุ้ง

โดย MGR Online
14 สิงหาคม 2560 04:52 น. (แก้ไขล่าสุด 14 สิงหาคม 2560 14:01 น.)

บรรยากาศเก่าๆ พิธีกดปุ่มเปิดเฟสแรก 23 ก.ย.2558 ถึงวันนี้มีบริษัทลงทุนจากต่างประเทศ รวม 84 แห่งเข้าไปปักหลักในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของพม่า ในนั้น 42 แห่งเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น เป็นการส่งสัญญาว่า ลมญี่ปุ่นกำลังพัดเลยไป? -- Reuters/Zeya Tun.


MGRออนไลน์ -- ทางการพม่าปลื้มปิติกับข้อมูลตัวเลขการลงทุน ที่ปรากฏออกมาในสัปดาห์นี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา (Thilawa Special Economic Zone) ขึ้นในเขตชานนครย่างกุ่ง สื่อของทางการกล่าวว่า จนถึงปัจจุบันมีบริษัทลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งหมด 84 บริษัท เข้าไปปักหลักลงทุนในนั้น และ น่ายินดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ในจำนวนดังกล่าว ครึ่งต่อครึ่งเป็นบริษัทลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้การช่วยเหลือรัฐบาลพม่า ในการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจแห่งนี้

ปัจจุบันบริษัทญี่ปุ่น ในหลากหลายอุตสาหกรรม กำลังมุ่งเข้าพม่า โดยองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือ เจโทร (JETRO - Japan External Trade Organization) เชื้อเชิญและสนองข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ให้แก่แขนงต่างๆ หนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไล้ท์ออฟเมียนมาร์ ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการ รายงานเรื่่องนี้ วันอาทิตย์ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา อ้างนายฮิโร ยามาโอะ (Hiro Yamao) กรรมการผู้จัดการเจรโทรประจำพม่า

เจโทรมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อถือให้แก่ นักลงทุนญี่ปุ่น การที่มีรัฐบาลพลเรือนเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ได้ทำให้พม่าได้รับความเชื่อถือสูงยิ่งๆ ขึ้น นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจประเทศนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ปัจจุบันพูดได้ว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวน 42 แห่ง ได้เข้าไปปักหลักลงทุน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการ เมื่อไม่นานมานี้

นายยามาโอะกล่าวอีกว่า มาถึงปัจจุบันต้องถือว่า SEZ แห่งนี้ ประสบความสำเร็จมากกว่าเขตเศรษฐกิจ-การลงทุน ประเภทเดียวกันแห่งอื่นๆ ในพม่า หรือ แม้แต่เปรียบเทียบกับในประเทศเพื่อนบ้าน ที่นี่มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมเพรียง ถึงแม้ว่าการก่อสร้างเพิ่งจะแล้วเสร็จไปเพียง 1 โซนก็ตาม

ตามข้อมูลของเจโทร โซน A ของเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวาก่อสร้างเสร็จแล้ว และ กำลังก่อสร้างโซน B ที่มีขนาดใหญ่กว่า เนื้อที่มากกว่า และ งานโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยแผนการจะแล้วเสร็จในปี 2561 นี้ มีบริษัทญี่ปุ่นอีก 10-15 บริษัท ได้จับจองโซน B เอาไว้ล่วงหน้า

ระหว่างปี 2557-2559 มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น ในพม่ายังไม่สูงมาก คือ ราว 400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้น จากการลงทุนใหม่ในปี 2560 นี้
กรรมการผู้จัดการเจโทรพม่า เปิดเผยด้วยว่าทุกๆ เดือน จะได้รับคำร้องขอรายละเอียด จากนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉลี่ย 300 กรณีต่อเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นความสนใจเข้าลงทุนในพม่า ที่มีสูงมาก
.


.
ติลาวา เป็น SEZ แห่งแรกที่สร้างขึ้นในพม่า อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของกรุงเก่าย่างกุ้ง เป็นผลงานร่วมชิ้นโบว์แดง ระหว่างรัฐบาลพม่ากับ รัฐบาลญี่ปุ่น ที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมทั้งบริษัทการค้าและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ประกอบด้วย บริษัทมิตซูบิชิ บริษัทมารุเบนิ และบริษัทสุมิโตโม กับหน่วยงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น

ทุกอย่างภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรก จึงเป็นไปตามความเรียกร้องต้องการของนักลงทุนญี่ปุ่น และ เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เขตเศรษฐกิจฯ ติลาวา มีเนื้อที่เต็มโครงการประมาณ 15,000 ไร่ เพียงพอสำหรับเป็นที่ตั้งของโรงงานราว 100 แห่ง สามารถจ้างงานคนงานมากกว่า 40,000 คน ส่วนเฟสแรกที่เปิดให้บริการเดือน ก.ย.2558 มีเนื้อที่เพียง 2,500 ไร่ นายทาโร อาโซะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เดินทางไปร่วมพิธีเปิด กับอดีตรองประธานาธิบดีพม่าคนหนึ่ง

ในพม่ายังมีเศรษฐกิจพิเศษอีก 2 แห่ง ซึ่งได้แก่เขตจ๊อกพะยู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ในรัฐยะไข่ ที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทจากจีน กับ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในเขตตะนาวศรี ที่ลงทุนพัฒนาโดยบริษัทจากไทย

เจโทรเป็นองค์การหนึ่งของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เข้าเปิดสำนักงานในย่างกุ้ง ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นยุคที่พม่ายังอยู่ใต้การปกครอง โดยระบอบทหาร.

http://manager.co.th/IndoChina/ViewN...=9600000082797
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 11:05 AM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu