daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Reply

 
Thread Tools
Old August 29th, 2007, 05:52 PM   #1061
glitz_boy
Registered User
 
Join Date: Feb 2006
Location: Singapore - Surabaya
Posts: 1,039
Likes (Received): 2

generally, my impression of chiang mai is .... very relaxing and very laid back ... ppl still take their own sweet time.. no jam ... things are generally very cheap....

went to the night market and the sunday night market ... also the central airport plaza. bought a lot and spent all my baht lolz....
glitz_boy no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old September 3rd, 2007, 07:26 PM   #1062
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

บทเรียนพัฒนา "เมืองเชียงใหม่" มุ่งเศรษฐกิจ เมินคุณภาพชีวิต นานาชาติร่วมวงถกอนาคตเมือง 20 ปี เน้น GNH
ประชาชาติธุรกิจ: วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550




งานประชุมนานาชาติการมองอนาคตเมืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 1 (The First International Conference and Workshop on City Foresight in Asia-Pacific) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ก.ย.2550 ที่จะถึงนี้นับเป็นการประชุมนานาชาติครั้งแรก ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพในการจัดประชุม ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนกว่า 10 แห่ง และองค์กรนานาชาติ มหาวิทยาลัยทัมคัง แห่งประเทศไต้หวัน จะร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ระยะยาวด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิธีการมองอนาคตเมือง (city foresight)

สาระสำคัญในเวทีการประชุมครั้งนี้ ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยี เอเปคกล่าวว่า จะมุ่งเน้นแนวคิดในการมองอนาคตเมืองใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ประเด็นอุบัติใหม่ เช่น โรคอุบัติใหม่ ปัจเจกนิยม ภาวะโลกร้อน ความหลากหลายทางเพศ ความขัดแย้งและภัยคุกคามใหม่ๆ 2.โลกาภิวัตน์กับการเปลี่ยนแปลงของเมือง เช่น สังคมการเรียนรู้ การปฏิรูปการศึกษา กระบวนการขับเคลื่อนและการพัฒนาสังคม สิทธิมนุษยชน

3.การพัฒนาแนวคิด เครื่องมือ และทักษะสำหรับการขับเคลื่อนกระบวนการมองอนาคตสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะมาจากประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก และมีผู้เชี่ยวชาญการคาดการณ์อนาคตเมืองจากหลายประเทศเป็นวิทยากรพิเศษ พร้อมทั้งเปิดกว้างให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย



โดยก่อนหน้าที่งานประชุมนานาชาติครั้งนี้จะเริ่มขึ้น คณะผู้จัดงานได้จัดเสวนา "ย้อนรอยวิสัยทัศน์ยี่สิบปีสู่อนาคตเมืองเชียงใหม่" เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2550 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมุมมองหลากหลายจากหลายฝ่ายที่มองอนาคตเมืองเชียงใหม่ (city foresight) ว่าควรจะมีทิศทางอย่างไรในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า

ดร.ปรีชา เจ็งเจริญ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า วิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่ค่อนข้างมีความชัดเจนมากในการมุ่งเน้นเมืองไปสู่ความมั่งคั่งและการเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นด้านหลักเท่านั้น แต่การพัฒนาด้านชีวิตกลับเป็นประเด็นที่ถูกละเลยและผู้กำหนดนโยบายไม่ให้ความสำคัญมากนัก ซึ่งส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตลดลง เช่น ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจราจร ดังนั้นอนาคตเมืองเชียงใหม่ควรพัฒนาควบคู่ไปด้วยกันทั้งด้านเศรษฐกิจและชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้เมืองและชีวิตของประชาชนมีความสมดุล

สอดคล้องกับ ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่มองว่า การทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ถือเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นนโยบายด้านหลักสำคัญด้านหนึ่งของเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยได้วางกรอบการพัฒนาในลักษณะการสร้างความสมดุล โดยเฉพาะเสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่หลายด้านที่ยึดเหนี่ยวเมืองเชียงใหม่ไว้ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ วัฒนธรรมประเพณี จะต้องอนุรักษ์ไว้ พร้อมกับเร่งแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมุ่งเน้นความปลอดภัยในชีวิตและพลังงานสะอาด การพัฒนาเมืองในอนาคตนั้นควรมุ่งสร้างความสมดุลทั้งสิ่งที่ต้องยึดเหนี่ยวไว้และความทันสมัย

ด้าน นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่สะท้อนมุมมองว่า การพัฒนาเมืองเชียงใหม่ไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว อาจไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้เมืองน่าอยู่และมีความสุขได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคตที่มีแนวโน้มว่าจะมีประเด็นอุบัติใหม่หลายๆ รูปแบบเกิดขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเมืองและความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งแผนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของเชียงใหม่ คือความเป็นนครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง ชี้วัดชัดเจนคือการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นด้านหลักเท่านั้น ผลที่เกิดขึ้นคือเชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่กระจุกความเจริญ แต่รายได้ไม่กระจาย

ตัวชี้วัดสำคัญของเชียงใหม่ในอนาคตควรสร้างเมืองให้น่าอยู่และมีความสุขกล่าวคือ ต้องมุ่งเน้นความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) มากกว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP โดยควรวางกรอบการพัฒนาเมืองให้มีความสมดุลใน 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

นายวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง ประธานสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยกล่าวว่า นอกจากการมุ่งสร้างความสมดุลแล้ว ต้องเน้นการมีส่วนร่วมด้วย ขณะที่ภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ด้านสำคัญคือองค์ความรู้ที่มีจุดเด่นในเรื่องภูมิปัญญาล้านนาที่ยาวนานกว่า 700 ปี สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่สะสมมาอย่างยาวนานไปในเชิงพาณิชย์ การพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และเมื่อมองอนาคตของเชียงใหม่ภายใต้ปัญหาประเด็นอุบัติใหม่ การพัฒนาเมืองต้องมีความสมดุลระหว่างดัชนีเศรษฐกิจและดัชนีความสุข เพราะสิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเชียงใหม่ดีขึ้นไม่ได้อยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เป็นมุมสะท้อนที่หลายฝ่ายอยากให้เมืองน่าอยู่และมีความสุข แต่อนาคตเมืองเชียงใหม่ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นไปในทิศทางดั่งที่วาดฝันไว้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบายและคนเชียงใหม่เองที่ต้องผนึกกำลังกันอย่างจริงจัง
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old September 4th, 2007, 08:41 AM   #1063
pon
Registered User
 
pon's Avatar
 
Join Date: Jun 2004
Location: Bangkok/Chiangmai
Posts: 7,783
Likes (Received): 1285

ยังพูดกันถึงเรื่องGNHอีกเหรอ
แล้วGNHของประเทศไทยล่ะไปถึงไหนแล้ว เห็นตอนเข้ามาใหม่ๆเน้นกันจังเรื่องความสุข
pon no está en línea   Reply With Quote
Old September 11th, 2007, 09:22 AM   #1064
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

'โคเรียนแอร์'รุกตลาดไทย บินตรง'อินชอน-เชียงใหม่' ดีเดย์ 29 ต.ค.นี้
กรุงเทพธุรกิจ: วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2550




“โคเรียนแอร์”เปิดเที่ยวบินตรง"อินชอน-เชียงใหม่"สัปดาห์4เที่ยว ปฐมฤกษ์ 29ต.ค.นี้ รับกระแสนิยมนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศ เน้นกลุ่มกอล์ฟ-คู่ฮันนีมูน คาดสร้างรายได้กว่า 64 ล้าน/เดือน

นายคิม จอง ซู ผู้จัดการสายการบินโคเรียนแอร์ กล่าวว่า หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงโซล ร่วมกับสายการบินโคเรียนแอร์ นำคณะผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจากประเทศเกาหลี จำนวน 26 ราย และหารือแนวทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางบินตรง เชียงใหม่ - อินชอน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ก่อนหน้านี้

โดยสายการบินโคเรียนแอร์ ตัดสินใจจะเปิดเที่ยวบินตรงเส้นทางจากเมืองอินชอน ประเทศเกาหลี -เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2550 ที่จะถึงนี้ โดยจะบิน4เที่ยว/สัปดาห์ ทุกวันจันทร์ ,อังคาร, ศุกร์,และวันเสาร์ ด้วยเครื่องแอร์บัส ขนาด 296 ที่นั่ง ซึ่งนับเป็นเที่ยวบินตรงครั้งแรกที่จะมาภาคเหนือ ที่สนามบินเชียงใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เปิดเที่ยวบิน เกาหลี- ภูเก็ต และเกาหลี-กรุงเทพฯ มาก่อนหน้านี้แล้ว

นายคิม จอง ซู กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ โคเรียนแอร์ เคยเปิดเส้นทางบินตรง เกาหลี - ปีนัง ประเทศมาเลเซีย มาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกเส้นทางบิน เพราะมีเพียงนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี เดินทางไปมาเลเซีย แต่กลับพบว่านักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่มาเที่ยวเกาหลี มีจำนวนน้อย จนทำให้สายการบินประสบกับปัญหาขาดทุน

“ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวเกาหลี นิยมมาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวไทย ก็นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาหลีมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการเปิดเส้นทางบินตรงมายังจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่ามีนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศ เดินทางอย่างต่อเนื่อง” นายคิม จอง ซู กล่าว

แนะเอกชนปรับตัวรับทัวร์เกาหลี

ด้านนางศศิอาภา สุคนธรัตน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงโซล ประเทศเกาหลี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ททท.สำนักงานกรุงโซล ได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทยให้นักท่องเที่ยวเกาหลี ด้วยการนำเอเย่นต์ มาทำความรู้จักสินค้าท่องเที่ยว และช่วงเดือนตุลาคมนี้จะได้เชิญประธานของบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำของเกาหลี 12 บริษัท มาทดลองตลาดกอล์ฟของภาคเหนือ จากนั้นนำจะสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ และเว็บไซต์ของเกาหลี มาทำการประชาสัมพันธ์โครงการในพระราชดำริ อีกด้วย

" อยากให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาคเหนือ ได้ปรับตัวเพื่อรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลี ที่จะคาดว่าเพิ่มขึ้นหลังจากเปิดเส้นทางบินดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องของมัคคุเทศก์ภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นภาษาที่ยาก ซึ่งมัคคุเทศก์ภาษาเกาหลีในเชียงใหม่ ปัจจุบันมีเพียง 26 คนเท่านั้น " นางศศิอาภา กล่าวและว่า

ที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มผู้จัดที่มีโปรแกรมมักจะผูกขาดอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวซ้ำๆ เช่น สนามกอล์ฟ ที่พัก และร้านอาหารเกาหลี เท่านั้น อยากให้แนะนำแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆที่น่าสนใจของภาคเหนือ และขยายโปรแกรมนำเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเกาหลีได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมมากขึ้น

คาดเงินสะพัด64ล้าน/เดือน

ด้านนายสรรเสริญ เงารังสี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลี ถือเป็นอันดับ 3 รองจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและมาเลเซีย และถือว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี48 มีนักท่องเที่ยวเกาหลีเดินทางเข้าไทย 8แสนคน ในปี49เพิ่มเป็น1.1 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 33.85% ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมท่องเที่ยวในกรุงเทพและภาคใต้ ขณะที่คนไทยเอง ก็เดินทางไปเกาหลีมากขึ้นปีละประมาณ 1 แสนคน ซึ่งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มาจากความนิยมของภาพยนตร์เกาหลี

" การเปิดเส้นทางบินตรงเชียงใหม่ - อินชอน ของสายการบินโคเรียนแอร์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าเชียงใหม่กว่าเดือนละ4 พันคน และคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เดือนละกว่า 64 ล้านบาท โดยจะต้องเน้นจุดขายที่ศิลปวัฒนธรรมของล้านนา ที่มีความแตกต่างจากภูเก็ตและกรุงเทพ นอกจากนั้นเชียงใหม่ยังมีโรงแรมบูติคโฮเต็ล อยู่จำนวนมาก ซึ่งจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าคู่ฮันนีมูน ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะประเพณีชาวเกาหลี คู่แต่งงานนิยมจะเดินทางไปฮันนีมูนต่างประเทศ "นายสรรเสริญ กล่าวและว่า

ทั้งนี้ในปี 51 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เตรียมแผนประชาสัมพันธ์ เข้าสู่กลุ่มตลาดกอล์ฟ, กลุ่มฮันนีมูน, คู่แต่งงาน, การประชุมสัมมนา ซึ่งสามารถขยายกลุ่มได้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเหนือ ควรจะได้ปรับตัวรองรับการมาเยือนของนักเที่ยวเกาหลีในอนาคต
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old September 11th, 2007, 09:37 AM   #1065
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

เจแปนนีส คอมมิวนิตี้ ปลุกตลาดลองสเตย์ บุกคอนโดเชียงใหม่
www.bangkokbizweek.com วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2550



เชียงใหม่เป็นเมืองที่พร้อมจะ "อัพเกรด" เป็นแหล่งพำนักระยะยาว (Long stay) จากต้นทุนที่มีมูลค่าในตัวไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ รวมถึงจิตใจที่พร้อมต้อนรับผู้มาพำนัก

ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับลองสเตย์ทั้งที่พักอาศัย รีสอร์ท คอนโด เนิร์สซิ่งโฮม สปา ร้านอาหาร หากพัฒนาให้เชื่อมกันอย่างครบวงจร จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย

เป้าหมายรองรับผู้เกษียณจากการทำงาน 50,000 คนต่อปี จากปัจจุบัน 2,000 คน หากจับจ่ายปีละหนึ่งล้าน เงินส่วนนี้จะสร้างรายได้ให้กับเมืองเชียงใหม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ภายใน 10 ปี เป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีรวมในเชียงใหม่ที่มี 90,000 ล้านบาท

จากเดิมรายได้หลักด้านท่องเที่ยว 50,000 ล้านบาท ลองสเตย์จะเพิ่มรายได้ขึ้นอีกเท่าหนึ่ง

เป้าหมายดังกล่าวเริ่มเห็นชัด เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว คือตัวเลขคนญี่ปุ่นในเชียงใหม่ขณะนี้มีราว 2 พันคน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็น "ผู้สูงวัย" เป้าหมายของธุรกิจลองสเตย์ นำสู่การพลิกโฉมคอนโดมิเนียมเมืองเชียงใหม่ เพื่อรองรับการพำนักระยะยาวของชาวญี่ปุ่น




...
ดีกรีต่างชาติพักคอนโดพุ่ง คอนโดเก่ากรุ 'สบช่อง' ทำลองสเตย์

ตัวเลขชาวต่างชาติที่แวะเวียนเข้ามาอยู่พำนักในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นปีละ 3.3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเข้ามาอาศัยในระยะยาวเพิ่มขึ้น ทำให้ที่พักอาศัยในรูปของคอนโดมิเนียมได้โอกาส "ปัดฝุ่น"

ที่พักเพื่อลองสเตย์ในเชียงใหม่ขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้วมากกว่าการเปิดโครงการใหม่เพื่อลองสเตย์โดยเฉพาะ เนื่องจากหากเปิดโครงการใหม่เพื่อธุรกิจนี้โดยเฉพาะ จะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

จึงเป็นโอกาสของคอนโดที่ "ขายไม่ออก" ในยุคก่อนฟองสบู่ ที่ได้เวลามาปัดฝุ่นใหม่ให้กับชาวต่างชาติ เพราะชาวเชียงใหม่แท้ๆ ไม่นิยมอยู่คอนโด เนื่องจากราคาไม่ต่างจากราคาบ้าน

คอนโดในเชียงใหม่จึงกลายเป็นที่พักสำหรับลองสเตย์ให้กับต่างชาติไปโดยปริยาย และกำลังคึกคัก ไม่ว่าจะเช่าและซื้อขาย

โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่เน้นอาศัยในตัวเมือง จะเลือกพักในคอนโดมากกว่า เพราะคุ้นเคยกับที่พักลักษณะเดียวกับในญี่ปุ่น

โครงการหลักๆ ที่ได้รับความนิยมจนก่อให้เกิดเป็นสังคมชุมชนคนญี่ปุ่นจริงๆ มีประมาณ 4 แห่ง คือ ฟลอรัล เชียงใหม่ คอนโดมิเนียม มี 106 ยูนิต, ฮิลไซต์ คอนโดมิเนียม 700 ยูนิต, ริมปิง คอนโดมิเนียม มี 100 กว่ายูนิต และช้างคลาน เรสซิเดนท์ ส่วนใหญ่จะปิดโครงการและมีผู้เช่าซื้อไปแล้ว

"วัชระ ตันตรานนท์" นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์ เชียงใหม่-ลำพูน เจ้าของ "ฮิลไซต์ คอนโดมิเนียม" อสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ ถนนห้วยแก้ว ขนาด 700 ยูนิต มีโครงการในกลุ่มประมาณ 7 โครงการ มีต่างชาติเข้าพัก 600-700 คน เป็นคนญี่ปุ่นประมาณ 200 กว่าคน ให้ข้อมูลว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในเชียงใหม่ระยะยาวนั้น มีหลากหลายเชื้อชาติ แต่ที่มีจำนวนมาก คือ ชาวญี่ปุ่น ยุโรป และเกาหลี และมีจุดประสงค์ความต้องการที่พักที่แตกต่างกันไป เช่น เข้ามาทำงานในเขตอุตสาหกรรมลำพูน หรือบริษัทใกล้เคียง ขณะที่บางส่วนก็เข้ามาพักในลักษณะลองสเตย์ระยะยาวมากกว่า 1 ปี

บางส่วนใช้วิธีแต่งงานกับสาวชาวไทยเพื่อให้ได้รับสิทธิในการซื้ออสังหาริมทรัพย์และที่ดิน เช่นเดียวกับคนไทย

"ทำเลที่จะเป็นแหล่งบูมสำคัญผู้พำนักชาวญี่ปุ่น คือ ถนนห้วยแก้ว ตั้งแต่แยกรินคำจรดกับถนนนิมมานเหมินท์ ชาวญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาพักมากขึ้น จากปัจจุบัน 200 คน จะเพิ่มขึ้นเป็น 500 คนในปีนี้ เพราะใกล้แหล่งชอปปิงห้างกาดสวนแก้ว และอยู่ละแวกเดียวกันกับโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม

เดินทางสะดวกในตอนกลางวัน และสนุกกับชีวิตไนท์ไลฟ์ในตอนกลางคืน นั่งรถเมล์สีแดงไปตีกอล์ฟใกล้ๆ ในวันหยุดก็ได้ เป็นวิถีชีวิตที่คนญี่ปุ่นต้องการเป็นหลัก" วัชระกล่าว

นอกจากฮิลไซต์แล้ว ที่นั่นยังเป็นแหล่งรวมคอนโดที่มีญี่ปุ่นเข้าพักกระจัดกระจายอีกบางส่วน อาทิเช่น นครพิงค์ และนิมมานเหมินท์ คอนโดมิเนียม

"ปัจจัยหลักที่ผู้พำนักชาวญี่ปุ่นคำนึงก่อนตัดสินใจ มี 5 ด้าน คือ ใกล้โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าสำหรับจับจ่าย ความสะดวกในการเดินทาง ความปลอดภัย และแหล่งบันเทิง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องคำนึงถึงคือ ทำเล สำคัญที่สุด

นอกจากนี้แต่ละชาติความต้องการก็แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้ที่เคยมีไอเดียจะทำลองสเตย์ที่หางดงมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท หรือที่แม่ริม จะต้องพิจารณาก่อนลงทุน อย่าสุ่มเสี่ยง" นั่นเป็นความกังวลของวัชระที่กลัวว่าธุรกิจลองสเตย์จะสะดุดอย่างที่ผ่านๆ มา

ขณะที่ "ริมปิง คอนโดมิเนียม" มี "ภราดร วิทยะสิรินันท์" เป็นเจ้าของ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2533 ขายไปแล้วเกินครึ่ง และยังมีสัดส่วนเล็กน้อยสำหรับให้เช่า ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นไปเกินกว่าครึ่งเช่นเดียวกัน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาพำนักระยะยาวเพื่อพักผ่อนหลังเกษียณ

ความโดดเด่นของริมปิง อยู่ที่ทำเลเงียบสงบติดริมน้ำใกล้กับโรงเรียนเชียงใหม่นานาชาติ เพียง 100 เมตร และอยู่ในละแวกเดียวกันกับมหาวิทยาลัยพายัพ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม รวมไปถึงแหล่งชอปปิงไนท์บาซาร์

ภราดรกล่าวถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะรองรับการเข้ามาพำนักแบบลองสเตย์ จนเกิดเป็นกระแสลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับชาวญี่ปุ่น "กลุ่มเบบี้ บูม" ว่าอาจจะต้องลงทุนสูง เพราะต้องลงทุนถึง 50,000 ล้านบาทต่อตารางเมตร

"โครงการที่ทำมานานคงเอาตัวรอดได้ แต่ใครที่ขึ้นโครงการใหม่บนต้นทุน 50,000 บาทต่อตารางเมตร เหนื่อย และยังไม่รู้ว่าจะคุ้มทุนหรือไม่

คนเชียงใหม่ไม่นิยมอยู่คอนโด ถ้าซื้อไว้ให้ชาวต่างชาติเช่า เพื่อให้กลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มคนทำงาน กลุ่มนี้ไปได้ ถ้าสร้างใหม่เพื่อรองรับลองสเตย์ยาก" ภราดรวิเคราะห์ถึงที่พักสำหรับรองรับกลุ่มผู้พำนักลองสเตย์

ส่วนช้างคลาน เรสซิเดนท์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเชียงใหม่ ถนนช้างคลาน ติดไนท์บาซาร์ ใช้เวลา 15 นาทีไปสนามบิน ไปสถานีขนส่ง 15 นาที หรือสถานีรถไฟก็เพียง 15 นาที จึงเป็นอีกย่านที่ผู้พำนักญี่ปุ่นก็ให้ความสนใจ มีชาวญี่ปุ่นเข้าพักประมาณ 10-20 ห้อง คละเคล้ากันไปตั้งแต่กลุ่มลองสเตย์ เกษียณอายุ กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบมาเป็นคู่ เข้ามาท่องเที่ยวแบบหนึ่งเดือนขึ้นไป

ช้างคลาน เรสซิเดนท์ มี 160 ห้อง มีคนญี่ปุ่นมาซื้อประมาณ 30 ยูนิต เหลือประมาณ 15% สำหรับแบ่งเช่า มีคนญี่ปุ่นพักประมาณ 50 รายในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เจ้าของคือ "นิต วังวิวัฒน์" สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ส่วน "ฟลอรัล เชียงใหม่" ซึ่งตั้งอยู่ย่านแม่น้ำริมปิง ปัจจุบันปิดโครงการไปแล้ว โครงการนี้บริหารโดยกลุ่มซิตี้ เรียลตี้ ธุรกิจในเครือของ "ชาลี โสภณพนิช" ทายาทเจ้าของธนาคารกรุงเทพ

คอนโดมิเนียมแห่งนี้มีชาวญี่ปุ่นอาศัยกว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานแถบนิคมอุตสาหกรรมลำพูน โครงการนี้มีสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับชาวญี่ปุ่น รวมถึงกิจกรรมผ่อนคลายในวันหยุด ชาวญี่ปุ่นที่มาพักจึงสะดวกในการเดินทางไปสนามกอล์ฟ เดินทางไปซื้อกับข้าวที่ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต

รวมไปถึงง่ายต่อการส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติบริเวณใกล้เคียง อาทิเช่น เปรม อินเตอร์เนชั่นแนล อีกทั้งยังห่างจากสถานกงสุลไม่ไกลมากนัก ขณะที่ทางคอนโดก็บริการเคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ NHK ให้กับชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

นั่นเป็นสาธารณูปโภคที่เข้ามาสอดรับตามติดกับการเข้าพักของชาวญี่ปุ่นในละแวกนี้

"วิไล วิริยะเสนา" ผู้จัดการอาคารนิติบุคคล ฟลอรัล เชียงใหม่ คอนโดมิเนียม บอกว่า ฟลอรัล เชียงใหม่ เริ่มเปิดโครงการตั้งแต่ปี 2538 เริ่มต้นโครงการเปิดให้เป็นที่อยู่อาศัย ผ่านมา 12 ปี ก็มีการเปลี่ยนมือและสภาพการอาศัยเปลี่ยนเป็นให้เช่า หรือขายต่อบ้าง ภายใต้การบริหารงานตึกแบบนิติบุคคล

อัตราส่วนการเข้ามาพักของคนญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นเป็น 80% นั้น สาเหตุน่าจะมาจากบริษัทก่อสร้างไทย-ญี่ปุ่น บริษัทไทย-ซิมิสึ ในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ทำสัญญากับทางโครงการ ส่งพนักงานเข้ามาพัก โดยเป็นสวัสดิการจากบริษัทที่จัดหาให้

แขกที่พักส่วนใหญ่จึงเป็นคนวัยทำงาน มีระยะการพักสูงสุดประมาณ 2 ปี แล้วจึงโยกย้ายเปลี่ยนไป

ผู้เช่าพักในฟลอรัล เชียงใหม่ จัดเป็นคนมีฐานะ เป็นกลุ่มคอนโดที่มีอัตราราคาสูงสุดในเชียงใหม่ โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 6-6.5 ล้านบาท ขณะที่ราคาเช่าอยู่ระหว่าง 26,000-50,000 บาทต่อเดือน มีสัญญาขั้นต่ำ 1 ปี

แต่สัดส่วนสำหรับผู้เข้ามาพักที่เป็นกลุ่มคนเกษียณอายุ หรือลองสเตย์ที่ต้องการใช้ชีวิตพักผ่อนหลังเกษียณ มีเพียง 5-6 ครอบครัวเท่านั้น

นอกเหนือจากโครงการคอนโดเก่าที่ปัดฝุ่นมารองรับลองสเตย์ในเมืองแล้ว ยังมีแนวโน้มของโรงแรมและรีสอร์ทที่หันมาปรับปรุงที่พัก เพื่อรองรับผู้พักระยะยาว ตลอดจนเข้าไปลงทุนอพาร์ตเมนต์เพื่อรองรับแขกระยะยาวก็เริ่มเกิดขึ้นมาก

อาทิเช่น นอร์ทเทิร์น เฮอร์ริเทจ โฮเทล เชียงใหม่ มี 78 ห้องพัก ได้ปรับมาตรฐานให้ใช้พำนักระยะยาวแบบลองสเตย์ โรงแรมในเครือเคป พันวา โฮเทล ในกลุ่มของเคป โฮเทล กรุ๊ป ก็กำลังให้ความสนใจลงทุนทำอพาร์ตเมนต์แบบลองสเตย์ในปลายปีนี้ คันทรี่ ฮิลล์ โฮเทล แอนด์ เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ เป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่เข้ามาชิงเค้กที่พัก และเตรียมเปิดตัวในช่วงไฮซีซัน ธันวาคม รวมไปถึงร่มฉัตรภูวิวลองสเตย์ ลองสเตย์ขนาดกลางที่กำลังรอแขกผู้มาเยือน

ส่วนรายเล็กๆ ที่เริ่มเปิดดำเนินการในแบบกะทัดรัด รับแขกแบบฉบับโฮมสเตย์ ที่กระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ก็กำลังคึกคักเช่นกัน

โดยอสังหาริมทรัพย์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเชียงใหม่ และมีลูกค้าญี่ปุ่นบางส่วนต้องการเข้ามาพำนักระยะสั้นประมาณ 1-2 เดือน เพื่อมาท่องเที่ยว พักผ่อน พักร้อน หรือต้องการซื้อขาย คนกลุ่มนี้จะใช้บริการผ่านบริษัทญี่ปุ่น "เอช.เอเชี่ยน พี" ซึ่งทำธุรกิจเป็นผู้รับฝากอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของฮีโรยาสุ อะมาโน กรรมการผู้จัดการ

เอช.เอเชี่ยน พี มีจำนวนห้องพักอยู่ในมือแล้วกว่า 50 ห้อง ในย่านตัวเมือง และมีบ้านอีก 10-20 หลัง บริเวณวงแหวนรอบนอก จึงทำให้บริษัทกลายเป็นศูนย์กลางรวบรวมอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ เชียงราย เพื่อให้กับชาวญี่ปุ่นเช่าต่อ เพราะง่ายต่อการบริหาร ให้บริการ รวมถึงติดต่อสื่อสารผ่านทางคนญี่ปุ่นด้วยกัน




...
บูมเชียงใหม่ ฮับลองสเตย์ 'ญี่ปุ่น'


สุกัญญา ศุภกิจอำนวย
อีก 3 ปีจากนี้ คาดว่าชาวญี่ปุ่นในวัยเกษียณจะมีประมาณ 7-8 ล้านคน ซึ่งน่าจะมีบางส่วนที่ต้องการหนีภาวะค่าครองชีพสูง หรือต้องการท่องเที่ยวในช่วงปลายของชีวิต มาพำนักในต่างประเทศในระยะ 3-6 เดือนเพิ่มมากขึ้น




มีสถิติที่น่าสนใจจาก จุนโกะ โยะโคะตะ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 9 จังหวัดภาคเหนือ

นั่นคือ ขณะนี้ตัวเลขชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง "3.3" เท่าจากปี 2541- สิงหาคม 2550

หรือขณะนี้เมืองเชียงใหม่มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอยู่อาศัยราว 2,034 คนแล้ว และเกือบครึ่งหนึ่งของคนเหล่านั้นมีอายุเกิน 50 ปี

ดีมานด์เริ่มขยับ โอกาสที่เชียงใหม่จะเป็น "ฮับ" สำหรับธุรกิจลองสเตย์เพื่อเจาะกลุ่มชาวญี่ปุ่นจึงถูกนำพลิกฟื้นอีกครั้ง !!!

"โอกาสกับการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว ของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่" (The Opportunity of Long Stay for Japanese) หัวข้อสัมมนาโดยหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ต่างจากการ "จุดพลุ" ให้บรรดานักธุรกิจไทยในหลายสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง มองเห็นโอกาสของธุรกิจลองสเตย์สำหรับชาวญี่ปุ่น

หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยผลักดันเรื่องลองสเตย์ ด้วยการจัดตั้งบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ขึ้นเมื่อปี 2544 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถือหุ้น 30% และถือหุ้นโดยภาคเอกชน 70% แต่เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กลับบอกว่า หน่วยงานดังกล่าว "ยังสอบไม่ผ่าน"

ครั้งนี้ "เอกชน" ในพื้นที่เชียงใหม่จึงใช้จังหวะครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น หยิบยกธุรกิจลองสเตย์มาลุยต่อ โดยมีการตอบรับจากชาวญี่ปุ่นที่ร่วมเข้าฟังการสัมมนากันอย่างหนาตา

จุนโกะ โยะโคะตะ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ให้ตัวเลขว่าจำนวนชาวญี่ปุ่นที่พำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้มี 2,034 คน เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 3.3 เท่า จากปี 2541 หรือจากจำนวน 608 คนในปี 2541

ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่ง (จำนวน 947 คน หรือ 47%) เป็นชาวญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 50 ปี ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจพำนักระยะยาว หรือลองสเตย์ !!!

แต่เธอยังเชื่อว่า จำนวนชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่น่าจะมีตัวเลขที่มากกว่านี้ เนื่องจากมีบางส่วนไม่ได้มาขึ้นทะเบียนไว้กับสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่

โดยภูมิภาคที่มีอัตราขยายตัวการพำนักอาศัยของชาวญี่ปุ่นในต่างประเทศสูงที่สุด คือ ภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เพิ่มขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับอัตราขยายตัวของชาวญี่ปุ่นในภูมิภาคอื่น

ขณะที่ "อเมริกาเหนือ" แม้จะยังเป็นภูมิภาค "อันดับ 1" ที่มีชาวญี่ปุ่นพำนักอาศัย แต่อัตราการขยายตัวกลับเริ่ม "ลดลง" จากสัดส่วน 40.6% ในปี 2548 ลงมาอยู่ที่ 39.0% ในปี 2549

กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ยังบอกอีกว่า ในอีก 3 ปีจากนี้ (พ.ศ. 2550-2553) คาดว่าจำนวนชาวญี่ปุ่นที่จะมีอายุครบ 60 ปี (Baby Boomer) หรืออยู่ในวัยเกษียณจะมีจำนวนประมาณ 7-8 ล้านคน จึงน่าจะมีบางส่วนที่ต้องการหนีภาวะค่าครองชีพสูงในประเทศญี่ปุ่น หรือต้องการท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงปลายของชีวิตมาพำนักในต่างประเทศในระยะ 3-6 เดือนต่อปีเพิ่มมากขึ้น

แน่นอนจะมี "ผู้สูงอายุ" ชาวญี่ปุ่นบางส่วนเข้ามาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่ง "ตัวเลือก" เมื่อเทียบกับหลายประเทศยอดฮิตที่ชาวญี่ปุ่นนิยมไปพำนัก

"สถานที่ที่ผู้พำนักระยะยาวชาวญี่ปุ่นจะเลือกไปก็เช่น ฮาวายในอเมริกา ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด แวนคูเวอร์ในแคนาดา ซิดนีย์ในออสเตรเลีย ปีนัง และกัวลาลัมเปอร์ในมาเลเซีย ภูเก็ต ชะอำ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ซึ่งถ้าหากเขาเลือกได้ถูกต้องจะทำให้ชีวิตที่เหลือมีความสุข" กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ระบุ

แต่สิ่งที่ทั้งคนไทย-คนญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ต้องปรับตัวร่วมกัน เพื่อแก้ไขสภาพแวดล้อมต่างๆ มีอยู่ 5 ประเด็น คือ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ปัญหาเรื่องการพยาบาล ปัญหาเรื่องการบริการภาครัฐ ปัญหาเรื่องภาษาและข้อมูลการสื่อสาร และปัญหาบทบาทหรือคุณค่าต่อสังคมของชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่

หากจังหวัดเชียงใหม่สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้แล้ว เชื่อว่า...โอกาสการเป็นที่พำนักระยะยาวหรือลองสเตย์สำหรับชาวญี่ปุ่น คงไม่ไกลเกินเอื้อม จากการบอกเล่าแบบ "ปากต่อปาก" ซึ่งถือเป็นมาร์เก็ตติ้งที่สำคัญของชาวญี่ปุ่น

เนื่องจากโดยปัจจัยทางภูมิศาสตร์แล้ว เชียงใหม่มีทิวทัศน์สวยงาม อากาศดี เป็นจังหวัดที่มีวัฒนธรรมพื้นเมือง และค่าครองชีพที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่สร้างแรงจูงใจให้กับการพำนักระยะยาวอยู่แล้ว

ในประเด็น "กำลังซื้อ" ของชาวญี่ปุ่นในวัยเกษียณ จุนโกะให้ข้อมูลว่า ชาวญี่ปุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีบำนาญ (เงินจากรัฐบาล) ใช้ทุกคน เนื่องจากชาวญี่ปุ่นทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปจะต้องจ่ายเงินให้กับรัฐบาลทุกปีตามสัดส่วนรายได้ที่ได้รับ เพื่อเป็นบำนาญของตนเองหลังเกษียณอายุ

ต่างจากคนไทยที่จะมีบำนาญเฉพาะข้าราชการ

อย่างไรก็ตามแม้คนเกษียณอายุชาวญี่ปุ่นจะมีบำนาญใช้ แต่ก็จะใช้ชีวิตอย่าง “ประหยัด” เหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่เช่นนั้นคงเลือกใช้ชีวิตในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงกว่าจังหวัดเชียงใหม่ เช่น อเมริกา แคนาดา เป็นต้น

"ตัวเงินบำนาญพูดยากว่าได้เท่าไร คงต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงาน และจำนวนเงินที่จ่ายให้กับรัฐบาลว่าอยู่ที่เท่าไรต่อปี" กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ระบุ

เธอยังขยายความว่า แม้ปัจจุบันยังไม่มีประเด็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทย แต่การสร้างชุมชนร่วมกันระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่เป็นเรื่องสำคัญในการเพิ่ม "คุณค่า" ให้กับคนญี่ปุ่นในวัยเกษียณ ไม่ใช่เพียงการมาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อกินอาหารอร่อย หรือมาตีกอล์ฟ เท่านั้น

"ต้องดูว่าสังคมท้องถิ่นที่คนญี่ปุ่นพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นแบบไหน คนญี่ปุ่นจะสร้างประโยชน์คืนกลับให้สังคมได้อย่างไร ในรูปของศิลปะ วัฒนธรรม หัตถกรรมหรือกีฬา

อย่างตอนนี้มีอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นจาก 22 องค์กร มาช่วยดูแลคนพิการ ชาวเขา เหยื่อโรคเอดส์ ผู้ด้อยการศึกษา

ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่มีแผนกภาษาญี่ปุ่นมีโอกาสสื่อสารภาษาญี่ปุ่นกับผู้สูงอายุเหล่านั้น"

จากจำนวนผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการรวมตัวเป็นชมรมผู้พำนักระยะยาวชาวญี่ปุ่น "Chiang Mai Long Stay Life Club -CLL" ที่มีสมาชิกเป็นคนสูงอายุญี่ปุ่นจำนวน 160 คน ไม่รวมสมาชิกที่เป็นคอร์ปอเรทอีก 6 บริษัท อาทิเช่น โรงพยาบาลลานนา, ธนาคารกรุงเทพ, เค.เค.ทราเวล เป็นต้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ บอกเล่าปรึกษาถึงการใช้ชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่อย่างไรจึงจะถูกต้อง มีความสุข

ชิเกะโตะชิ นาคานิชิ ประธานชมรม Chiang Mai Long Stay Life Club ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาชาวญี่ปุ่นที่มีอายุระหว่าง 64-65 ปี เฉลี่ยจะอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 1-2 ปี โดยการขอวีซ่าพำนักอาศัยในไทยนั้น จะต้องมีการใช้จ่ายประมาณ 8 แสนบาทต่อปี

จากการเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ยังพบว่า 72% พูดภาษาไทยไม่ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาของการพำนักอาศัยในประเทศไทย

ในแง่ของสภาพแวดล้อม สิ่งที่ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยแต่กลับเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของชาวญี่ปุ่น คือ ปัญหา "สุนัขเร่ร่อน" ประธาน Chiang Mai Long Stay Life Club ระบุว่า เป็นปัญหาสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่นิยมเดินเล่น หรือวิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน โดยเกรงอันตรายจากการถูกกัด กรณีที่สุนัขจะไม่ได้ฉีดยาวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า

ปัญหาที่ดูจุกจิกแต่เป็นปัญหาใหญ่ของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น ยังได้แก่ การขับรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ค่อยมีมารยาท และส่งเสียงดังรบกวน ของบรรดานักบิดชาวเหนือที่นิยมใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ โดยเขาเสนอว่าควรจะสร้างทางเดินสำหรับผู้ใช้ถนนด้วยการเดินเท้า

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไม่มีสตาฟฟ์ที่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ หรืออาหารการกินที่นำมาจากญี่ปุ่น มักจะถูกกักไว้ไม่ให้นำเข้าจังหวัด ไม่เช่นนั้นต้องเสียภาษีนำเข้า เป็นต้น

"สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นเลือกเดินทางมาพำนักในจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้นนั้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมของจังหวัดที่ใกล้เคียงกับญี่ปุ่น คนเชียงใหม่ใจดี ไม่มีปัญหาเรื่องศาสนา ความปลอดภัย และสถานพยาบาลบางแห่งมีมาตรฐานใกล้เคียงกับญี่ปุ่น" ประธานชมรม Chiang Mai Long Stay Life Club กล่าว

จากผลศึกษาลองสเตย์ญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ที่หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับ Chiang Mai Long Stay Life Club ในเดือนสิงหาคม 2550 โดยสอบถามนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 67 คน ยังพบว่า

ในแง่ "อายุ-รายได้" นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่พำนักอาศัยระยะยาวจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 60 ปี โดยมีรายได้ต่อปีอยู่ในช่วง 1-4 ล้านเยน หรือ 3 แสนบาท-1.2 ล้านบาท (100 เยน เท่ากับ 30 บาท) โดยมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-3 แสนเยน หรือ 3-9 หมื่นบาท

"ความสามารถในการสื่อภาษา" พบว่าสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาไทย ได้เพียงบทสนทนาสั้นๆ และอ่านประโยคอย่างง่ายที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้เท่านั้น หากเป็นบทสนทนาหรือรูปประโยคที่ซับซ้อนกว่านั้นจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม

ในส่วนของ การพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ นั้น 10% ได้วางแผนการพักอาศัยอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี 47% อาศัยอยู่ราว 1-3 ปี นอกเหนือจากนั้นวางแผนอาศัยอยู่มากกว่า 3 ปี โดยมีประสบการณ์ในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว 70% และมาสำรวจสถานที่พำนักระยะยาว 42%

ส่วน รูปแบบการพำนักระยะยาว ในจังหวัดเชียงใหม่นั้น อาศัยอยู่กับคู่สมรสถึง 67% อาศัยอยู่คนเดียว 21% อาศัยกับคนไทย 12% และ 50% ได้รับวีซ่าพำนักระยะยาว (รหัส O-A)

ข้อมูลเหล่านี้ ล้วนเป็นสถิติที่น่าสนใจสำหรับนักธุรกิจไทย ในการวิเคราะห์ศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจที่จะตามมาจากการพำนักระยะยาวของชาวญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับชาวญี่ปุ่น

จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ยังพบว่าธุรกิจที่มาพร้อมกับการพำนักอาศัยระยะยาวที่ฮอตฮิตที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนี้ ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ "คอนโดมิเนียม" ราคายูนิตละไม่เกิน 1-2 ล้าน

เรื่อยไปถึง 6 ล้านบาท ที่ผุดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะ “ตัวเมืองเชียงใหม่ชั้นใน”

เฉพาะ ถนนห้วยแก้ว ใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปางสวนแก้ว มีฮิลล์ไซด์ 4 คอนโดมิเนียมของ วัชระ ตันตรานนท์ นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่-ลำพูน และเจ้าของห้างตันตราภัณฑ์ ห้างดังในจังหวัดเชียงใหม่ โดยคอนโดมิเนียมดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มีผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น และคนทำงานชาวญี่ปุ่นพำนักอยู่มาก

นอกจากนี้วัชระยังมีคอนโดมิเนียมอยู่รองรับชาวญี่ปุ่นอยู่ในพอร์ต โฟลิโอ มากถึง 700 ยูนิต เป็นอันดับ 1 ในจังหวัดเชียงใหม่

ถนนนิมมานเหมินท์ ถนนสายอาหารและเครื่องดื่มเชนหรูจากต่างประเทศ แบรนด์ดังๆ ในกรุงเทพฯหาได้ที่ถนนสายนี้ ไม่นับแกลลอรี่สุดฮิพสไตล์ลานนา ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็น “Walking Street” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดึงดูดใจชาวญี่ปุ่นที่พิสมัยการเดินเท้ามากกว่าโดยสารรถยนต์

มีผู้ระบุว่าถนนเส้นนี้มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาพำนัก 40-50 คน

นอกจากนี้ บนถนนเส้นนี้มีร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่อย่างหนาตาประมาณ 3-4 ร้าน ในระยะห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร

ถนนอีกเส้นที่เป็นแหล่งที่พักอาศัยของชาวญี่ปุ่น ได้แก่ ถนนช้างคลาน ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนเชียงใหม่-ลำพูน มีโครงการช้างคลาน เรสซิเดนส์ ของบริษัทซิตี้ เรียลตี้ ธุรกิจในเครือธนาคารกรุงเทพ ของชาลี โสภณพนิช โครงการนี้มีชาวญี่ปุ่นพำนักอาศัยอยู่กว่า 80%

ถนนเส้นนี้ยังมีแมนชั่น อพาร์ตเมนต์ที่รองรับการพำนักของชาวญี่ปุ่นอยู่หลายแห่ง เพราะอยู่ไม่ไกลตลาดวโรรส (กาดหลวง) และเชียงใหม่ ไนท์บาซาร์ แหล่งชอปปิงกลางคืนที่คนต่างถิ่นที่มาเชียงใหม่ต้องสัมผัส

แต่ชาวญี่ปุ่นในละแวกนี้จะเป็นคนทำงานมากกว่าผู้สูงอายุ เนื่องจากถนนสายดังกล่าวเป็นถนนเส้นที่ตัดตรงไปยังนิคมอุตสาหกรรมลำพูน (นิคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมี “ริมปิง คอนโดมิเนียม” บริเวณสี่แยกราชวงศ์ ใกล้ริมแม่น้ำปิง และนครพิงค์ คอนโดมิเนียม มีชาวญี่ปุ่นพำนักอยู่มากเช่นกัน

จากการสังเกตและสอบถามเจ้าหน้าที่คอนโดมิเนียมหลายแห่งที่มีชาวญี่ปุ่นพำนักอาศัย พบว่าปัจจัย 2 ประการที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก่อนจะซื้อหรือเช่าคอนโดมิเนียม ได้แก่ ที่ตั้งของโครงการต้อง ใกล้แหล่งชอปปิงหรือตลาดสด โดยเฉพาะ “ริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมไปชอปปิง เนื่องจากมีวัตถุดิบและอาหารสดที่ใช้ประกอบอาหารญี่ปุ่นวางจำหน่ายอยู่ค่อนข้างมาก เข้ากับวัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นที่นิยมประกอบอาหารทานกันเอง

ดังนั้น คอนโดมิเนียมในสไตล์ที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบ จะต้องมีพื้นที่สำหรับทำครัว (Cooking Area) ไว้เป็นสัดเป็นส่วน

นอกจากนี้ โครงการจะต้องไม่ไกลจาก “สนามกอล์ฟ” กีฬายอดฮิตของชาวญี่ปุ่นที่มักได้ยินอยู่เสมอๆ ว่า กรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่นบินมาเมืองไทยเพียงเพื่อการนี้

โดยเฉพาะสนามกอล์ฟในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผุดขึ้นมากกว่า 10 แห่ง เกาะติดเส้นทางหลักในจังหวัดเชียงใหม่ อาทิเช่น สนามกอล์ฟที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบินเชียงใหม่และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต บริเวณนั้นยังใกล้กับสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ สนามกอล์ฟที่อยู่ใกล้สวนบวกหาด ละแวกโรงพยาบาลสวนปรุง และสนามกอล์ฟบริเวณถนนเชียงใหม่-ลำพูน เป็นต้น

ส่วนโครงการที่พำนักอาศัยซึ่งไกลจากตัวเมือง มักไม่ได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่ต้องการความสะดวกสบายมาเป็นอันดับแรก แม้จะเป็นคนรักความสงบ ไม่ชอบความพลุกพล่านก็ตาม

หลายโครงการจึงไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ไลฟ์อัพ ลองสเตย์ เชียงใหม่ ของเพ็ญรุ่ง พงษ์เรืองรอง ลองสเตย์รายแรกๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดดำเนินการมา 3 ปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในแง่ผลการดำเนินงานเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเกิดจากสถานที่ตั้งบริเวณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถนนเชียงใหม่-พร้าว ไกลออกไปจากตัวเมืองเชียงใหม่ จนต้องเพิ่มออปชั่นเป็นสปา และรีสอร์ท นอกเหนือจากการเป็นลองสเตย์ ตามเป้าหมายแรกเริ่ม

เป็นที่น่าสังเกตว่าในจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากธุรกิจคอนโดมิเนียมแล้ว แทบจะไม่มีที่พักอาศัยในรูปแบบที่ระบุตัวเองว่าเป็นลองสเตย์เกิดขึ้นเลย ยกเว้นไลฟ์ อัพ ลองสเตย์ ที่มีการจัดการภายในรองรับการมาพำนักของผู้สูงอายุ แต่ยังไม่มีผู้เข้าพักในลักษณะลองสเตย์

โดยการจัดโครงการเพื่อรองรับกลุ่มลองสเตย์ก็เช่น ลิฟต์ในขนาดความกว้างเพียงพอสำหรับเคลื่อนย้ายเตียงผู้ป่วย การประสานงานกับโรงพยาบาลในความร่วมมือ สปาบำบัด และสัญญาณเตือนจากห้องพักกรณีฉุกเฉิน (Nurse Call) ในลักษณะเดียวกับโรงพยาบาล

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการพำนักอาศัยของชาวญี่ปุ่น คือการเกิดขึ้นของ “ล้านนา Pension” อีกรูปแบบหนึ่งของลองสเตย์ ที่มีคอนเซปต์นำห้องว่างภายในบ้านของคนเชียงใหม่ที่มีฐานะปานกลางขึ้นไป มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาวะที่ชาวญี่ปุ่นยินดีมาอยู่ในลักษณะการ “เช่า”

โดยเจ้าของบ้านจะอยู่ที่เดียวกันกับชาวญี่ปุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาพำนักทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คล้ายกับลองสเตย์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดสมุทรสงคราม

โครงการดังกล่าว มี ชมรมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วย ชาวญี่ปุ่นที่มาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาหลายปีกับชาวไทยที่เคยไปศึกษาในประเทศญี่ปุ่น โดยมี น.พ.ณรงค์ นิ่มสกุล เป็นประธาน เป็นตัวกลางในการประสานงานด้านโนว์ฮาว การตลาด การจัดการ ระหว่างหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนที่สนใจจะลงทุน

"ลองสเตย์ในรูปแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาในอนาคตจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ตึกสูงในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการจราจรแออัด และความสวยงามของเมืองถูกทำลาย มีมลพิษและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น" น.พ.ณรงค์กล่าว

ยังมีโครงการยักษ์ที่รองรับการเข้ามาพำนักระยะยาวของชาวญี่ปุ่นในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ ที่พูดกันมานาน นั่นคือ การสร้าง “Japanese Town” (ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจ) หรือลองสเตย์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในลักษณะวัน สต็อป เซอร์วิส บนพื้นที่ 1,400 ไร่ที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะใช้เงินลงทุน 1,400 ล้านบาท รองรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 2-3,000 คนต่อปี

แต่จนถึงขณะนี้โครงการก็ยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และทำท่าว่าจะย้ายไปดำเนินการที่ประเทศเวียดนามแทน

เสาวลักษณ์ ชิมาด้า ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ หุ้นส่วนของโครงการนี้ และยังเป็นเจ้าของบริษัทซาริก้า ทัวร์ บริษัททัวร์ญี่ปุ่นรายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นเล่าว่า จากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจของไทย และปัจจัยภายนอกประเทศที่เข้ามากระทบทำให้ผู้ร่วมทุนชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้านประกันสังคม และจะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 40% กำลังพิจารณาว่าจังหวัดเชียงใหม่จะยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมจะดำเนินโครงการนี้หรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในไม่ช้านี้

"โครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นจะมีผู้ถือหุ้น 2 ส่วน คือ กลุ่มทุนจากญี่ปุ่นและดิฉัน ซึ่งอาจจะเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาถือหุ้นในส่วนนี้สัดส่วน 60% โดยเฟสแรกคาดว่าจะลงทุนใน พื้นที่ 100-200 ไร่ ด้วยเงินลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ก่อนจะขยายโครงการในเฟสต่อๆ ไป มีเจแปน แอร์ไลน์ เป็นผู้ประสานงานในเรื่องการตลาดกับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เช่น ทำแพ็คเกจเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้เข้ามาพำนักระยะยาว" เธอเล่าและว่าหากได้ประสานกับเจแปน แอร์ไลน์เพื่อขายแพ็คเกจทัวร์บนเครื่องบิน จะเป็นการต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจร

เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจของเธอ ซึ่งมีทั้งบริษัททัวร์ญี่ปุ่น โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ที่เตรียมไว้เพื่อรับโครงการนี้โดยเฉพาะ ขณะที่เจแปน แอร์ไลน์ ก็ได้รับประโยชน์ในแง่ของลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่จะมีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

โครงการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจจะประกอบด้วยชอปปิง เซ็นเตอร์ สนามกอล์ฟ สระว่ายน้ำ สนามเปตอง ลีลาศ ศูนย์ประชุม และคอลล์เซ็นเตอร์ เป็นต้น

ขณะนี้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กำลังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งบริษัทลองสเตย์เล็กๆ เป็นเหมือนโมเดลทดลอง เพื่อเป็นแกนในการสร้างโอกาสธุรกิจลองสเตย์ในจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ก่อนจะขยายไปสู่ภาพที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“เรากำลังรวบรวมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจลองสเตย์ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ เช่น ที่พักอาศัย รีสอร์ทแอนด์สปา แหล่งท่องเที่ยว บริษัททัวร์ เพื่อจับคู่ระหว่างดีมานด์กับซัพพลาย เป็นการจุดประกาย บริษัทนี้จะคล้ายๆ กับบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ แต่จะเป็นการดำเนินการโดยเอกชนแทน” ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ระบุ

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจะเพิ่มมากขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ จนมองเห็นโอกาสของธุรกิจลองสเตย์ และเริ่มมีการลงทุนโดยเฉพาะธุรกิจคอนโดมิเนียมเพื่อซื้อและให้ชาวญี่ปุ่นเช่า รองรับดีมานด์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ตราบใดสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นระบุว่ายังคงเป็นปัญหาหลักทั้ง 5 ข้อ โดยเฉพาะอุปสรรคด้านภาษา ยังไม่ได้การแก้ไขอย่างจริงจัง นั่นก็หมายถึง “ความเสี่ยง” ของธุรกิจที่จะตามมาเช่นกัน



...
ไลฟ์ อัพ ลองสเตย์ สตาร์ทก่อน แต่เจ็บหนัก


เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา กระแสบูมลองสเตย์ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ถือเป็นจุดกำเนิดของ "ไลฟ์ อัพ ลองสเตย์ เชียงใหม่" ลองสเตย์ค่อนข้างครบวงจรแห่งแรกๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ โดย "วางระบบ" ไว้อย่างดีตามนิยามของคำว่า...การพำนักอาศัยระยะยาวของผู้สูงอายุ



ทว่าการออกตัวก่อน กลับทำให้ลองสเตย์แห่งนี้เจ็บหนัก

"เพ็ญรุ่ง พงษ์เรืองรอง" โดดเข้ามาทำธุรกิจนี้ตามกระแสที่ "คาดว่า" จะบูมจากแรงหนุนของรัฐบาลทักษิณที่ต้องการจะให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็น "ฮับ" ธุรกิจลองสเตย์ เธอยึดพื้นที่บริเวณถนนเชียงใหม่-พร้าว ใกล้ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผุดลองสเตย์ ขนาด 46 ห้องพัก 2 ห้องประชุม 1 สปาบนพื้นที่ 7 ไร่ ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อรองรับดีมานด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แม้จะเป็นธุรกิจที่ไม่ชำนาญนักเมื่อเทียบกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจดั้งเดิม แต่เธอเชื่อในขณะนั้นว่า ธุรกิจลองสเตย์ คือธุรกิจที่เต็มไปด้วยอนาคต !!!

ก่อนจะรู้สึกว่า "พลาด" เมื่อผลการดำเนินการไม่เป็นอย่างที่คิด ด้วยเหตุผลเดียวคือ...ความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐ

เพ็ญรุ่งพูดถึงลองสเตย์อย่างผิดหวังว่า ตั้งแต่เปิดดำเนินการมา ยังไม่มีแขกเข้าพักที่เป็นลองสเตย์ตัวจริง (พักอาศัยในระยะ 1 เดือนขึ้นไป) ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าพักในระยะสั้นเพียง 3 วัน หรืออย่างมากก็ 1 สัปดาห์เท่านั้น

3 ปีของการดำเนินการ ก็ยังประสบปัญหาขาดทุน

....ถือว่ายังไม่ "sucess"

"ยอมรับว่าเราตัดสินใจเร็ว เพราะเป็นคนกล้าบ้าบิ่น ขณะที่ลองสเตย์รายอื่น พูดมานานแต่ก็ยังไม่ตัดสินใจลงทุนจริงจังสักที"

เธอระบายให้ฟังว่า การผลักดันธุรกิจลองสเตย์ของรัฐ ด้วยการจัดตั้งบริษัทไทยจัดการลองสเตย์ขึ้นมา โดยให้เอกชนลงทุนสัดส่วน 70% และภาครัฐสัดส่วน 30% แต่ทีมผู้บริหารกลับไปลงทุนสร้างที่พักแข่งกับภาคเอกชน แทนการเป็นผู้ประสานงาน และรวบรวมพันธมิตรที่มีในมือไว้สนับสนุนภาคเอกชน ทำให้เธอไม่เห็นประโยชน์ในการถือหุ้นในบริษัทแห่งนี้ราว 10% จึงปฏิเสธที่จะเพิ่มทุนตาม ทำให้สัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ลดลง

สำหรับไลฟ์ อัพ ลองสเตย์ ได้วางระบบพร้อมสำหรับการเป็น "ลองสเตย์" ตามนิยามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้วยการจัดสถานที่พักไว้สำหรับการพักฟื้นโดยเฉพาะ ตั้งแต่ ลิฟต์สำหรับเข็นเตียงผู้ป่วย (Bed Lift) เหมือนกับโรงพยาบาลซึ่งจะมีความกว้างของประตู 1 เมตร มากกว่าลิฟต์ทั่วไป รองรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถนั่งรถเข็นได้ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก

รวมถึงมีสัญญาณเรียกฉุกเฉิน (Nurse Call) ในห้อง 2 จุด ได้แก่ ในห้องน้ำและหัวเตียง นอกจากนี้ภายในห้องน้ำยังออกแบบอ่างอาบน้ำให้มีขนาดต่ำกว่าอ่างอาบน้ำปกติ เพื่อให้ผู้สูงอายุขึ้น-ลงได้สะดวก ภายในห้องน้ำยังมีที่พักแขนเพื่อพยุงตัวผู้ป่วย

พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับแขกลองสเตย์ อาทิเช่น พื้นปูด้วยไม้ปาร์เกต์ แทนกระเบื้องที่มีความเย็น หรือสำหรับผู้ป่วยที่แพ้หินอ่อนหรือพรม ห้องน้ำปูกระเบื้องที่ลดความลื่น ขณะที่สปารองรับแขกผู้มาพักได้ครั้งละ 20 คน รวมถึง "วารีบำบัด"

นอกจากนี้ ยังประสานกับโรงพยาบาลเพื่อจัดทำห้อง First Aid ตรวจสุขภาพแขกที่เข้าพัก และยังประสานงานกับโรงพยาบาลเชียงใหม่รามกรณีที่มีผู้ป่วยฉุกเฉิน รถพยาบาลจะเดินทางมาถึงภายใน 20 นาที

นั่นคือความแตกต่างระหว่าง "ลองสเตย์" กับคอนโดมิเนียมทั่วไปที่เปิดกันเกลื่อนในเมืองเชียงใหม่ !!!

น่าเสียดาย ที่อุปกรณ์และบริการที่เตรียมไว้พร้อม กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงสักครั้ง

"เราลงทุนมูลค่าสูง เซตอัพไว้ว่าต้องการเป็นลองสเตย์ตัวจริงที่รองรับสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักระยะยาวอย่างต่ำ 1 เดือนขึ้นไป โดยรองรับทุกรูปแบบตั้งแต่ผู้เกษียณ การมาพักผ่อน ดูแลสุขภาพผู้เจ็บป่วย จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับครบครัน มีกิจกรรมพิเศษ เช่น เย็บปักถักร้อย ให้ผู้พักคิดเสมือนเป็นบ้านอีกหลัง"

แต่เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาด ทำให้เพ็ญรุ่งต้องปรับรูปแบบธุรกิจจากลองสเตย์ มาเปิดเป็นสปาและรีสอร์ท เพราะจำเป็นต้องหารายได้เลี้ยงพนักงาน และทำทุกวิถีทางเพื่อคืนทุนให้เร็วที่สุด

ปัจจุบันภาระหนี้ของเธอลดลง 70% จากหนี้เงินกู้กว่า 40 ล้านบาท และคาดว่าอาจจะคืนทุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากจังหวะและโอกาสของธุรกิจลองสเตย์คึกคักขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old September 11th, 2007, 10:07 AM   #1066
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,715
Likes (Received): 1368

สวนสัตว์เชียงใหม่เตรียมเปิดรถไฟฟ้า

Dailynews 11/09/2007

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 ก.ย.นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ พร้อมคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ นายโสภณ ดำนุ้ย รักษาการ ผอ.องค์การสวนสัตว์ ได้มาตรวจเยี่ยมสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยมีนายธนภัทร พงษ์ภมร ผอ.สวนสัตว์เชียงใหม่ ให้การต้อนรับโดยคณะกรรมการได้ตรวจดูการดำเนินการของสวนสัตว์เชียงใหม่ทั้งโครงการผสมพันธ์หมีแพนด้า และการก่อสร้างส่วนจัดแสดงสัตว์น้ำ และสัตว์อื่นๆโดยโครงการที่น่าสนใจและพร้อมที่จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการกันคือโครงการรถไฟฟ้ารางเดียว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

นายประเสริฐ เกษมโกเมศ กรรมการบริษัทไทยโมโนเรล จำกัด กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือ โมโนเรล ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ ด้วยงบประมาณวงเงินก่อสร้าง 160 ล้านบาท ว่า ขณะนี้มีความสมบูรณ์ 100% แล้ว และอยู่ในช่วงเก็บรายละเอียด ปรับสภาพตัวรถ และการรับน้ำหนัก ซึ่งเบื้องต้นจะมีทั้งหมด 3 ขบวน ขบวนละ 60 คน สำหรับนั่ง 40 คน และยืน 40 คน โดยยืนยันในเรื่องความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้โดยสาร ส่วนปัญหาด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขบวนรถไฟใช้แบบล้อยาง จึงไม่มีเสียงดังรบกวนสัตว์ และไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งนี้ทางบริษัทจะแบ่งผลกำไรในช่วง 10 ปีแรกให้กับสวนสัตว์เชียงใหม่ 50% จากนั้นจะยกให้สวนสัตว์ดูแลต่อไป ซึ่งในแต่ละขบวนจะมีกล้องวงจรปิดและเครื่องมือติดต่อสื่อสาร โดยในช่วงไฮซีซั่น จะเพิ่มอีก 2 ขบวนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเสียค่าโดยสาร ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 30 บาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ปลายเดือน ต.ค.นี้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 19th, 2007, 07:39 PM   #1067
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,715
Likes (Received): 1368

"สวนสัตว์ชม."บูม แห่ลงทุนรถไฟฟ้า ผุด"อะควาเรียม"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3933 (3133)


เปิดตัวกลุ่มทุนหนา สายสัมพันธ์ปึ้ก คว้าสัมปทานบิ๊กโปรเจ็กต์สวนสัตว์เชียงใหม่ "ประเสริฐ เกษมโกเมศ" เจ้าของวอเตอร์ฟอร์ดข้ามห้วยรับสัมปทานทำรถรางไฟฟ้า 20 ปี พร้อมเปิดบริการปลายปีนี้ขณะที่ "มารีนสเคป" ได้ โครงการอะควาเรียมใหญ่ที่สุดในไทย ลงทุนแตะ พันล้าน ด้าน "ผาลาดตะวันรอน" ได้สัมปทานสร้างปางช้างมา 3 ปีแต่ยังไม่ลงทุน

นายประเสริฐ เกษมโกเมศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโมโนเรล จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (monorail) ภายใน สวนสัตว์เชียงใหม่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จะเริ่มให้บริการตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดสอบระบบไฟฟ้า ระบบรางและตัวรถ เบื้องต้นจะใช้รถราง 3 ขบวน จุได้ขบวนละ 40-60 คน ความเร็วเฉลี่ย 15-30 ก.ม./ชั่วโมง ใช้เวลาวิ่งที่มีระยะทาง 2 ก.ม. ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที หากต้องการเพิ่มขึ้นก็พร้อมที่จะเพิ่มรถเป็น 5 ขบวน

โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 160 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี ซึ่งในช่วง 10 ปีแรกจะต้องแบ่งเงินรายได้ที่เกินกว่าเดือนละ 2 ล้านบาทให้แก่สวนสัตว์เชียงใหม่ 50% ส่วน 10 ปีหลังจะพิจารณาเพิ่มส่วนส่วนการแบ่งรายได้อีกครั้ง และกำหนดให้ใช้เทคโนโลยีรถรางไฟฟ้าจากเยอรมนี ซึ่งจะไม่ก่อมลพิษ ไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และไม่มีมลพิษทางเสียงเพราะใช้ล้อยาง

นายประเสริฐกล่าวว่า นอกจากรายได้จาก ค่าโดยสารแล้ว บริษัทมีแผนหารายได้จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งบนขบวนรถ ภายใน ตัวรถ และบริเวณสถานี โดยเตรียมติดต่อกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่สนใจจะประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการแล้ว คาดว่าจะมีรายได้ใกล้เคียงกับรายได้จากค่าโดยสาร ซึ่งกำหนดเบื้องต้นไว้เดือนละ 2 ล้านบาท

นอกจากโครงการรถรางไฟฟ้าแล้ว สวนสัตว์เชียงใหม่ยังมีโครงการพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Aquarium) ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่หยุดชะงักเนื่องจากปัญหาระหว่างผู้รับจ้าง กรรมการองค์การสวนสัตว์ และนักการเมืองที่ควบคุมโครงการ ดังกล่าวทำให้หยุดการก่อสร้างไปกว่า 2 ปี ล่าสุดองค์การสวนสัตว์ได้ให้บริษัท มารีน สเคป (ประเทศไทย) จำกัด กิจการร่วมทุนไทย-ต่างชาติ เข้ามาดำเนินการต่อ กำหนดก่อสร้างเสร็จในเดือน ก.ค. 2551 วงเงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท โดยบริษัทและองค์การสวนสัตว์ลงทุนฝ่ายละ 50% ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีอุโมงค์ใต้น้ำยาวที่สุดในประเทศไทย 140 เมตร ความจุน้ำทะเลมากกว่า 1 หมื่นลูกบาศก์เมตร

นายโรจน์ ธุวนลิน ผู้จัดการโครงการสร้าง อะควาเรียม เปิดเผยว่า แม้โครงการนี้จะใหญ่กว่าโครงการที่เคยสร้างมากว่า 3 เท่า แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา และเสร็จตามกำหนดแน่นอน หลังจากนั้นบริษัทจะเข้าบริหารภายใต้สัมปทาน 20 ปี

ขณะที่นายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ค่าบริการรถรางไฟฟ้าจะรวมกับค่าเข้าชม ผู้ซื้อบัตรทุกคนมีสิทธิ์ขึ้นรถราง 1 รอบ ราคาบัตรผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท และชาวต่างชาติ 200 บาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ซึ่งภายหลังให้บริการรถรางไฟฟ้าแล้วจะไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปภายใน เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมภายในสวนสัตว์ให้เป็นธรรมชาติที่สุด สำหรับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ จะเริ่มให้บริการปี 2551 โดยเรียกเก็บค่าเข้าชมต่างหาก ผลประโยชน์ที่สวนสัตว์ได้รับจากพิพิธภัณฑ์ จะแบ่งจากรายได้ในลักษณะเดียวกับรายได้จากค่ารถรางไฟฟ้า

นายธนภัทรเปิดเผยอีกว่า นอกจากรถรางไฟฟ้า และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแล้ว จะใช้เงินลงทุนอีกกว่า 10 ล้านบาท สร้างป่าจำลองสำหรับกิจกรรมผจญภัยในพื้นที่ 5 ไร่รองรับผู้เข้าชมสวนสัตว์ที่ต้องการมีกิจกรรมผจญภัย เช่น ปีนเขา เดินป่าที่มีสัตว์จริงและจำลองแผ่นดินไหวที่สร้างเหมือนจริง คาดว่าจะให้บริการในปลายปีนี้ โดยแยกเก็บค่าบริการ 40 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และ 30 บาทสำหรับเด็ก คาดว่าทั้งรถรางไฟฟ้าและพื้นที่กิจกรรมนี้ จะทำให้สวนสัตว์เชียงใหม่มีรายได้ตลอดปีงบประมาณ 2551 จำนวน 74 ล้านบาท ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 13 ล้านบาท

ปัจจุบันนอกจากผู้รับสัมปทานดังกล่าวข้างต้นแล้ว สวนสัตว์เชียงใหม่ยังให้สัมปทานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติระยะเวลา 30 ปี ภายในพื้นที่กว่า 100 ไร่แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ อีเลฟเฟ่น แค้มป์ แอนด์ ค็อกโคไดล์ ฟาร์ม ซึ่งจะมีการพัฒนาเป็นแหล่งพักอาศัยของช้าง ปางช้าง แหล่งพักและท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ปัจจุบันดำเนินการมากว่า 3 ปีแล้ว แต่ให้บริการเพียงร้านอาหาร ผาลาดตะวันรอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเท่านั้น

หน้า 20
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2007, 04:18 PM   #1068
fridaynightlights
Registered User
 
Join Date: Nov 2004
Posts: 3,704
Likes (Received): 96

Many people in Chiang Mai may notice that all the traffic signs now are labelled in two languages; both in Thai and English.

For example:
  • หยุด STOP
  • ห้ามจอดวันคู่ ON EVEN DAYS
  • ห้ามจอดวันคี่ ON ODD DAYS
  • ห้ามสวนทาง ONE-WAY ONLY
__________________
“A society that puts equality before freedom will get neither. A society that puts freedom before equality will get a high degree of both.” - Milton Friedman
fridaynightlights no está en línea   Reply With Quote
Old September 24th, 2007, 06:21 PM   #1069
HomesickAlienn
WE F*** YOU
 
HomesickAlienn's Avatar
 
Join Date: Aug 2007
Location: M A H A S A R A K H A M
Posts: 1,466
Likes (Received): 3

have they just added it or they've been like that quite a while ?
Really excited to be there again for กีฬาสาธิตสามัคคี !
HomesickAlienn no está en línea   Reply With Quote
Old September 27th, 2007, 01:40 PM   #1070
satit28
Rukpong
 
satit28's Avatar
 
Join Date: Mar 2005
Location: Khon Kaen
Posts: 4,385
Likes (Received): 12

อ่านะ.....
พีร์ไม่ไปอ่าๆ.....
ไปค่ายจุฬาโว้ย.....แฮ่ๆ.....
satit28 no está en línea   Reply With Quote
Old September 27th, 2007, 02:57 PM   #1071
cHemon
Registered User
 
cHemon's Avatar
 
Join Date: Mar 2004
Location: Bangkok
Posts: 5,401
Likes (Received): 12

ค่ายอะไรหรอคับ?

ปล. ไม่เคยไปสาธิตสามัคคีที่อื่นนอกเหนือจากในกทม.เลย -_-"
cHemon no está en línea   Reply With Quote
Old September 28th, 2007, 09:54 PM   #1072
satit28
Rukpong
 
satit28's Avatar
 
Join Date: Mar 2005
Location: Khon Kaen
Posts: 4,385
Likes (Received): 12

ถาปัตยจุฬาคับพี่ตุ้ย......
satit28 no está en línea   Reply With Quote
Old September 30th, 2007, 06:40 AM   #1073
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ท็อปส์ มาร์เก็ต ปักฐาน'โชตนา' ขยายสาขายึดทำเลทองเชียงใหม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2257 30 ก.ย. - 03 ต.ค. 2550




ท็อป มาร์เก็ต ปักธง ขยายสาขาโชตนา เป็นแห่งที่ 4 ในเชียงใหม่ ประกาศเตรียมทัพขยายสาขาทั่วทำเลทองเมืองล้านนา เจาะลูกค้าทั้งกลางและบน คัดอาหารเกรดเอกว่า4หมื่นชนิดให้เลือกซื้อ อัดโปรโมชั่นกระตุ้นกำลังซื้อกระฉูด


นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายปฏิบัติการท็อปส์ มาร์เก็ต บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เหตุที่ขยายสาขาแห่งที่ 4 ที่ถนนโชตนา เนื่องจากเชียงใหม่เป็นเมืองที่สามารถที่จะขยายต่อไปได้อีก โดยเฉพาะชูปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ชุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีสินค้าที่หลากหลาย แต่เมื่อนำเอาคอนเซ็ปท็อปส์ มาร์เก็ตของท็อปส์มาปรับใช้ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะมีสินค้าให้เลือกหามากมายรวมไปถึงสินค้าที่อิมพอร์ตจากต่างประเทศ


"ถามว่าลูกค้าชอบในส่วนไหนก็คงจะเป็นในเรื่องของรูปแบบร้าน และกลุ่มสินค้าที่เหมือนกับท็อปส์ที่กรุงเทพ ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาโชตนามีเนื้อที่กว่า 3,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ บนถนนโชตนา ต.ช้างเผือก ใกล้กับโรงแรมโนโวเทล มุ่งเน้นความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับสากล ที่มีความหลากหลายด้วยสินค้าอาหารที่คัดสรรอย่างดีมากกว่า 40,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็น อาหารสด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ชีสนานาชนิด อาหารทะเล สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงไวน์ชั้นเลิศหลากหลายยี่ห้อ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงได้มากขึ้น"


สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของท็อปส์ จะเน้นที่การขายคอนเซ็ปท์ว่าตรงนี้เป็นซูปเปอร์มาร์เก็ตทางเลือก ที่จะตอบสนองลูกค้าได้ โปรโมชั่นช่วงแรกก็จะให้ลูกค้าได้เห็นถึงความแตกต่างก่อนโดยเป็นการแนะนำสินค้าลงในโบร์ชัวร์ ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าที่มีเฉพาะของท็อปส์ ที่เป็นสินค้าใหม่ที่มีที่ท็อปส์ที่เดียว และสินค้าโปรโมชั่นปกติที่คิดว่าช่วงนี้น่าจะแข่งขัน นอกจากนี้ก็จะมีไดเร็คเมลริ่งใช่ฐานข้อมูลจาก CRM และแอ็ทแท็กค์ไปยังกลุ่มลูกค้าเลย ว่าตอนนี้ท็อปส์มีการจัดรายการสินค้าตัวนั้นตัวนี้ ซึ่งจะเป็นโปรโมชั่นเฉพาะที่ลูกค้าจะได้


"ในโอกาสฉลองเปิด ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาโชตนา ลูกค้าจะได้ส่วนลดคุ้มค่ากับโปรโมชั่น 5 รายการ ได้แก่ โปรโมชั่นสินค้าแลกซื้อในราคา 1 บาท พิเศษสุดๆเฉพาะวันที่จัดงานฉลองเปิดสาขาใหม่ สำหรับสมาชิกสปอต รีวอร์ด คาร์ด ที่ซื้อสินค้าแผนกอาหารทะเลและแผนกเนื้อสัตว์มูลค่า 150 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จ รับสิทธิแลกซื้อปลาทูนึ่ง หรือ น่องไก่ได้ในราคาเพียง 1 บาทเท่านั้น ,โปรโมชั่นแลกซื้อสินค้าแผนกสุขภาพและความงาม สำหรับสมาชิกสปอต รีวอร์ด คาร์ด เมื่อซื้อสินค้าแผนกสุขภาพและความงามมูลค่า 150 บาทขึ้นไป รับสิทธิแลกซื้อสินค้าในแผนกสุขภาพและความงามที่ร่วมรายการได้ราคาเพียง 49 บาท"


ส่วนกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ท็อปส์ มาร์เก็ต จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บนทั้งชาวไทย นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ภายในร้านได้รับการตกแต่งภายใต้คอนเซปท์ที่ทันสมัย มีรูปแบบการสื่อสารกับลูกค้ารูปแบบใหม่สอดคล้องกับแคมเปญ "ไอเดียสดใหม่ เกิดได้ทุกวันที่ ท็อปส์" ที่สำคัญพนักงานที่พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ท็อปส์ มาร์เก็ต ยังจัดให้มีบริการพิเศษ อาทิ บริการส่งสินค้าฟรีถึงบ้าน บริการล่ามภาษาอังกฤษ ที่จะคอยต้อนรับลูกค้าอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง


สำหรับทิศทางการลงทุนของท็อปส์ในเชียงใหม่ นางสาวเบญจวรรณ กล่าวว่า มาร์เก็ต สาขาโชตนาเป็นคอนเซ็ปท์ท็อส์มาร์เก็ตรูปแบบใหม่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงสาขาที่เซ็นทรัล แอร์พอร์ต รูปแบบเดียวกับสาขาโชต


"คาดว่าสาขาโชตนา น่าจะทำยอดขายได้ดีกว่า 2 สาขาที่เชียงใหม่ที่มีอยู่และมองว่าจังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพที่จะเปิดสาขาใหม่ได้อีก ถ้ามีทำเลที่ดี ที่สามารถเป็นหนึ่งร้านค้าเป็นรูปแบบซูปเปอร์มาร์เก็ต 1 ซูปเปอร์ที่มีสินค้าพื้นฐานก็จะไปเปิดสาขาที่นั้น มีพื้นที่ที่มีทำเลดีมากและยังไม่มีซูปเปอร์มาเก็ต ประมาณ10-15 พื้นที่ แต่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะเปิดอีกกี่สาขา อาทิที่ถนนนิมมานเหมินทร์,ตลาดบริบูรณ์" นางสาวเบญจวรรณ กล่าวปิดท้าย


สำหรับร้านท็อปส์ มาร์เก็ต ในจังหวัดเชียงใหม่ 3 สาขา ได้แก่สาขากาดสวนแก้ว , สาขาแอร์พอร์ต พลาซ่า , ท็อปส์ เดลี่ 1 สาขา ที่อำเภอแม่ริม ซึ่ง เป็นมินิซูปเปอร์มาร์เก็ต และสาขาล่าสุดที่ถนนโชตนา รวมทั้งสิ้น 4 สาขา
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 1st, 2007, 02:56 PM   #1074
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ภาคเอกชนเชียงใหม่ปรับทัพสู้ เร่งยกร่างผังเมืองใหม่ประชัน
ประชาชาติธุรกิจ: วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550



ผังเมืองเชียงใหม่เจอศึกต้านหนัก ยักษ์จัดสรร-นักวิชาการ-ชาวบ้าน รุมจวกเขียนแผนค้านข้อเท็จจริง สมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ฯ ลงทุนยกร่างผังใหม่ขึ้นประชัน ด้านชาวบ้านซอยวัดอุโมงค์เหลืออด ปล่อยให้สร้างตึกสูงจนเป็นสลัม

ร่างผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 จะประกาศใช้ปลายปี 2550 หรือต้นปี 2551 มีอายุ 5-7 ปีขณะนี้เตรียมปิดประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคัดค้านภายใน 90 วัน

นายไพศาล ภู่เจริญ รองประธานกรรมการบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าคณะทำงานติดตามร่างข้อกำหนดผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ฉบับปี 2550 สมาคมการค้าอสังหา ริมทรัพย์เชียงใหม่-ลำพูน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สมาคมจะยื่นคัดค้านผังเมืองรวมเชียงใหม่ เพราะสร้างผลกระทบทางลบต่อเมืองอย่างมาก และส่งผลต่อประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในผังเดิมกำหนดพื้นที่โซนสีเขียวเพื่อการเกษตรกรรมสามารถสร้างบ้านจัดสรรได้ร้อยละ 10 แต่ในร่างใหม่ห้าม โดยรวมพื้นที่บริเวณถนนวงแหวนรอบที่ 3 ครอบคลุม อ.สารภี สันกำแพง สันทราย ดอยสะเก็ด ไว้ด้วย ทั้งๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย ทางเลือกเดียวที่มีคือต้องออกไปสร้างนอกเขตผังเมือง จุดนี้จะทำให้ต้นทุนที่ดินในพื้นที่ที่สามารถจัดสรรได้สูงขึ้นจนประชาชนไม่สามารถแบกรับ และเมืองจะถูกจำกัดให้อัดแน่นแต่ภายในตัวเมืองที่มีปัญหามากอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถขยายที่อยู่อาศัย หรือกิจการการค้าออกไปได้เลย เพราะมีข้อห้ามไม่ให้ก่อสร้างอาคารที่มีพื้นที่เกิน 300 ตารางเมตร ในพื้นที่รอบเมืองเกือบทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการค้าอสังหาริม ทรัพย์เชียงใหม่-ลำพูนได้จัดทำร่างผังเมืองขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ โดยมีข้อเสนอปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบตัวเมือง เช่น ถนนวงแหวนรอบนอกที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อเกษตรกรรม ให้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุน โดยเตรียมเสนอรายละเอียดร่างผังเมืองให้องค์กรภาคเอกชนในเชียงใหม่ทุกองค์กรรับทราบ และขอรับการสนับสนุนเพื่อยื่นคัดค้านต่อไป องค์กรที่พร้อมให้การสนับสนุนคือกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา ชมรมผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง สภาอุตฯเชียงใหม่

รศ.ดร.ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง แกนนำผู้คัดค้านร่างผังเมืองรวมในย่านวัดอุโมงค์และเชิงดอยสุเทพ ติดกับม.เชียงใหม่ กล่าวว่า ผังเมืองกำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางและหนาแน่นมาก อนุญาตให้สร้างหอพักหรืออาคารสูงได้ ทั้งที่ปัจจุบันแออัดหนาแน่นเกิดปัญหาสาธารณูปโภคขาดแคลนอย่างหนัก และมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากอยู่แล้ว

ทั้งนี้ชาวบ้านต้องการให้เป็นพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยหนาแน่นน้อยและปานกลาง ห้ามก่อสร้างอาคารสูง และกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 4th, 2007, 02:10 PM   #1075
fridaynightlights
Registered User
 
Join Date: Nov 2004
Posts: 3,704
Likes (Received): 96

ถ้าได้มาเชียงใหม่ลองเปรียบเทียบ Tops ใหม่ (โชตนา) กับริมปิงใหม่ (นิ่มซิตี้)​ แล้วจะรู้ว่ามันเหมือนการเปรียบเทียบอาหารกับขี้เลย

Tops ใหม่น่าเกลียดและชุ่ยที่สุด (โดยเฉพาะห้องน้ำข้อยลี) ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นทำเลทองได้อย่างไร???
__________________
“A society that puts equality before freedom will get neither. A society that puts freedom before equality will get a high degree of both.” - Milton Friedman
fridaynightlights no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2007, 06:27 PM   #1076
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ททท.ล้มทีโออาร์ศูนย์ประชุมฯเชียงใหม่ เตรียมยื่นครม.ชี้ขาด
9 ตุลาคม พ.ศ. 2550 11:55:00




ททท.ล้ม TOR ศูนย์ประชุมเชียงใหม่ หลังถูก สตง.ติงไม่รัดกุมแถมงบก่อสร้างสูง เตรียมชง ครม.ของบปรับแบบใหม่ ยันยังมีงบผูกพัน 500ล้านบาท รออยู่ แต่อาจเริ่มสร้างไม่ทันปี' 50

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เชียงใหม่ - นายจุณพงศ์ สาระนาค ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภาคเหนือเขต 1 กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ ว่า หลังจาก ททท.ได้ยกเลิกร่างขอบเขตของงาน หรือ TOR การว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ และศูนย์เอสเอ็มอีภาคเหนือไป เมื่อปลายเดือน ก.ย.50 พร้อมทำหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอคำยืนยันว่าประสงค์จะก่อสร้างศูนย์เอสเอ็มอีในพื้นที่เดียวกันอยู่หรือไม่

"ขณะนี้กระทรวงอุตฯยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา แสดงว่าไม่ประสงค์จะก่อสร้างศูนย์เอสเอ็มอีฯในพื้นที่เดียวกันอีก ทั้งนี้จะนำเสนอแนวทาง 2 ข้อให้ ครม.พิจารณา คือ ขออนุมัติงบประมาณจาก ครม.ในการปรับแบบก่อสร้างให้เหลือเพียงศูนย์ประชุมฯจากแบบแปลนเดิมมีการบูรณาการทั้งศูนย์ประชุมฯและศูนย์เอสเอ็มอีเข้าด้วยกัน และแนวทางที่ 2 หากมีเอกชนสนใจเข้ามาลงทุน จะนำเสนอแนวทางให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา" นายจุณพงศ์ กล่าวและว่า

ส่วนสาเหตุที่ต้องยกเลิก TOR เป็นไปตามข้อเสนอขอสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่ให้มีการทบทวนเงื่อนไขในการว่าจ้างเอกชนใหม่ เพราะงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯและศูนย์เอสเอ็มอีฯสูงถึง 1,900 ล้านบาท จึงต้องปรับเงื่อนไขให้รัดกุมมากขึ้น

ด้าน นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานหอการค้า จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า การล้ม TOR ควรยกเลิกเฉพาะเงื่อนไขการว่าจ้างเอกชน แต่สามารถกลับมาดำเนินการภายใต้รูปแบบเดิมได้อีก หากกลับมาเริ่มต้นใหม่ยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า เสียเวลา และงบประมาณในการปรับแบบแปลนใหม่

ทั้งนี้ควรบูรณาการโครงการศูนย์ประชุมฯและศูนย์เอสเอ็มอีฯเข้าด้วย และดึงมาก่อสร้างในพื้นที่เดียวกัน เพื่อลดงบประมาณ โดยให้ทั้ง 2 โครงการ สามารถใช้ร่วมกันได้ จากเดิมงบก่อสร้าง 2 โครงการรวมกันสูงกว่า 3,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำมาบูรณาการกันงบก่อสร้างลดลงเหลือเพียง 1,900 ล้านบาท
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 15th, 2007, 08:09 PM   #1077
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

รร.เชียงใหม่แกรนด์วิวรุกตลาดไมซ์ อัด200ล้านปรับโฉม-ผุดศูนย์ประชุม
ประชาชาติธุรกิจ: วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550



ตระกูล "จิตรสกุล" ทุ่มงบฯ 200 ล้านรีโนเวตโรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิวใหม่ขยายห้องประชุม-สัมมนาและปรับโฉมห้องพักกว่า 200 ห้อง ตั้งเป้าเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์และตลาดไมซ์ วาดแผนปี"51 ผุดศูนย์ประชุมใหญ่จุ 1,200 คน หวังขึ้นแท่น hotel conference เต็มรูปแบบ

นางวิจิตรา ราชกิจ ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ทางโรงแรมอยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างอาคารภายในใหม่ทั้งหมด (renovate) ทั้งในส่วนของห้องพักจำนวน 200 ห้อง ห้องประชุม-สัมมนา ล็อบบี้ ห้องอาหาร คลับ-คารา โอเกะ และฟิตเนส โดยใช้งบฯลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อรองรับกับแผนการตลาดเชิงรุกที่จะมุ่งเน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มกำลังซื้อสูง และตลาดประชุม-สัมมนา หรือไมซ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีอัตราการขยายตัวในการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรมแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการผ่านทัวร์เอเยนซี่ กลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติที่วอล์กอิน และกลุ่มงานประชุม-สัมมนาทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดเป็นฐานลูกค้าเดิมที่ยังคงใช้บริการกับทางโรงแรมอย่างเหนียวแน่น ขณะที่แผนการตลาดในปี 2551 จะมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มกำลังซื้อสูงที่คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นราว 50% รวมถึงการขยายฐานลูกค้ากลุ่มประชุม-สัมมนาทั้งในประเทศและต่างประเทศคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 50% เช่นกัน

นางวิจิตราเปิดเผยว่า แผนงานในปี 2551 ทางโรงแรมได้เตรียมสร้างศูนย์ประชุมขนาดความจุ 1,200 คน โดยจะใช้พื้นที่ด้านหลังและเชื่อมต่อเข้ากับตัวอาคารโรงแรม ใช้งบลงทุนประมาณ 121 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนครั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจไมซ์ (Meeting Incentive Convention & Exhibition : MICE) ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอนาคตกำลังจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้าในกลุ่มอนุภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่าตลาดกลุ่มนี้ของทางโรงแรมมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก มีมูลค่าทางการตลาดต่อปีหลายสิบล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว เดิมคือโรงแรมอมิตี้ กรีนฮิลล์ ปัจจุบันเป็นกิจการของตระกูล "จิตรสกุล" (กลุ่มนายประเสริฐ-นายเรืองชัย จิตรสกุล) กลุ่มทุนท้องถิ่นรายใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ที่มีธุรกิจในเครือจำนวนมากทั้งตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า/มิตซูบิชิ/นิสสัน ในนามบริษัทโตโยต้าเชียงราย/พะเยา, มิตซูบิชิเชียงราย, นิสสินเชียงราย, กรีนวิงเชียงราย (ดีล เลอร์จักรยานยนต์ฮอนด้า)

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจโรงแรมที่เชียงรายคือ โรงแรมเวียงอินทร์ และโรงแรมหรู 5 ดาวอีก 1 แห่ง ซึ่งเมื่อต้นปี 2549 ได้เข้ามาเทกโอเวอร์โรงแรม "อมิตี้ กรีนฮิลล์" มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว สูง 15 ชั้น จำนวน 200 ห้อง ตั้งอยู่ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ใกล้สี่แยกรินคำ ห่างจากสนามบินเชียงใหม่ 5 นาที และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เชียงใหม่ แกรนด์วิว"
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 23rd, 2007, 07:12 PM   #1078
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

การท่าเชียงใหม่ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 95% จูงใจสายการบินใหม่
กรุงเทพธุรกิจ: 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550


การท่าฯ เชียงใหม่ ปรับกลยุทธ์ลดค่าธรรมเนียม 95% ยาว 2 ปี ดีเดย์ 29 ต.ค.นี้ จูงใจสายการบินใหม่ใช้บริการ หนุนการเป็นฮับการบินในภูมิภาค

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นาวาอากาศโทประทีป วิจิตรโท ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวหลังรับตำแหน่งใหม่ ถึงนโยบายการบริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ ว่า ขณะนี้มีการปรับแผนและกลยุทธ์การดำเนินการใหม่ โดยตั้งเป้าปี 2551 จะเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ 10% จากปี 2550 โดยเบื้องต้นการท่าอากาศยานจะลดค่าธรรมเนียม การขึ้น-ลงของอากาศยาน (LANDING) สูงสุดถึง 95% ให้แก่สายการบินใหม่ ที่ทำการบินไปยังจุดหมายใหม่ตั้งแต่ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ขึ้นไป นาน 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2550 เป็นต้นไป

"การลดค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อดึงดูดสายการบินต่างๆ ให้ขยายเส้นทางการบินมายัง จ.เชียงใหม่ มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุน การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค หรือฮับการบินของเชียงใหม่" นาวาอากาศโทประทีป กล่าว

ล่าสุดสายการบินเกาหลี แอร์ไลน์ เตรียมเปิดเส้นทางการบิน เชียงใหม่-อินชอน-เชียงใหม่ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ซึ่งจะเริ่มไฟลต์แรก 29 ต.ค.2550 นี้ ส่วนจำนวนเที่ยวบินในปัจจุบัน มีสายการบินจำนวน 12 ราย ทำการบินเชื่อมโยง ระหว่างจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมายังท่าอากาศยานเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ 70 เที่ยวหรือประมาณ 12 ไฟลต์ต่อชั่วโมง แต่คาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็น 49 ไฟลต์ต่อชั่วโมง

นาวาอากาศโทประทีป กล่าวอีกว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีความพร้อมรองรับการเป็นฮับการบินในภูมิภาคแล้ว เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้งบประมาณกว่า 2,129 ล้านบาท ในการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ทั้งการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ การขยายรันเวย์ทางวิ่ง ขยายลานจอดอากาศยาน ส่วนใหญ่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โครงการก่อสร้างระบบเติมน้ำมันทางท่อ

นอกจากนี้ภายในเดือน พ.ย.2550 นี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่จะเซ็นสัญญากับเอกชนเข้ามาดำเนินการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ใช้วงเงินดำเนินการ 405 ล้านบาท ตามแผนงานจะให้เอกชนเข้าปรับปรุงอาคารดังกล่าวได้หลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซัน ราวเดือน ก.พ.2551 เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้ใช้บริการ การปรับปรุงแบ่งออกเป็นเฟสๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 3.25 ล้านคน จากเดิม 2.6 ล้านคน

“องค์ประกอบด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้นมีความพร้อมอยู่แล้ว ลำดับต่อไปเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะเร่งสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวสนใจเดินทางมา จ.เชียงใหม่ มากขึ้น” นาวาอากาศโทประทีป กล่าว

ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าว่าในปีงบประมาณ 2551 คาดว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 550 ล้านบาท ขณะที่รายได้ปีงบประมาณ 2550 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 552 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่าย 430 ล้านบาท เหลือกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท โดยท่าอากาศยานเชียงใหม่ จะเร่งรัดเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเช่าพื้นที่ในส่วนของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งยังเหลืออีก 270 ตารางเมตร
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 23rd, 2007, 07:14 PM   #1079
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ค้าปลีกข้ามชาติพาเหรดเปิดสาขา20แห่งในเชียงใหม่
กรุงเทพธุรกิจ: 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550



แกนนำคัดค้านค้าปลีกข้ามชาติ ชี้ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ไม่เอื้อผู้ประกอบการท้องถิ่น เหตุห้างข้ามชาติ ไหวตัว ยื่นขออนุญาตก่อสร้างก่อน พร้อมเร่งเปิดตัวปลายปีนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายชัยพร วงค์สถาพรชัย ประธานชมรมพ่อค้าอำเภอเชียงคำ จังหวัดเปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง พ.ศ......... ไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งมีความพยายามจะให้พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีผลบังคับใช้ได้ทันในรัฐบาลชุดนี้นั้น

ในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ล่าช้าและไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการโชว์ห่วยในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดพะเยา มีการเปิดให้บริการของเทสโก้โลตัส อยู่จำนวน 1 แห่ง ในเขตอำเภอเมืองพะเยา และ ยังอยู่ในช่วงการก่อสร้างในพื้นที่อำเภอเชียงคำอีก 1 แห่ง

นอกจากนั้นมีเพียงบิ๊กซีซุปเปอร์เซนเตอร์ที่ยื่นขออนุญาตทำการก่อสร้างกับเทศบาลตำบลเชียงคำอีก 1 ราย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นายชัยพร กล่าวต่อว่า สำหรับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างห้างค้าปลีกในขณะนี้แม้ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง จะยังไม่บังคับใช้ แต่ในจังหวัดพะเยาก็ได้มีการประกาศใช้กฎหมายผังเมืองของจังหวัดพะเยาบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ด้านนายสุรพงษ์ นิ่มตระกูล รองประธานสมาพันธ์คนไทยต้านค้าปลีกต่างชาติ กล่าวว่า ในส่วนของการขยายสาขาของค้าปลีกข้ามชาติเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่นั้น พบว่ามีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างเปิดให้บริการกระจายอยู่ทั่วพื้นที่แล้ว โดยมีการดำเนินการทั้งในรูปแบบของร้านค้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนกว่า 20 แห่ง โดยกลุ่มเทสโก้โลตัสถือว่าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รุกเข้ามาดำเนินธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีการปรับรูปแบบเป็นร้านค้าขนาดเล็กอยู่ในแหล่งชุมชน รองลงมาเป็นกลุ่มบิ๊กซีและแมคโครที่กำลังขยายสาขาเพิ่ม โดยคาดว่า 2 แห่งหลังนี้จะเปิดตัวได้ปลายปีนี้ โดยมีการขออนุญาติก่อสร้างก่อนเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง พ.ศ......... แต่ก็ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไร้ประโยชน์ของภาครัฐเนื่องจากกลุ่มค้าปลีกข้ามชาติมีการวางแผนมาเป็นอย่างดีทั้งเรื่องของการยื่นขออนุญาตซึ่งก็สามารถเปิดให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตามในพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้แม้เป็นช่วงสูญญากาศก็ยังไม่มีการยื่นขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างของกลุ่มค้าปลีกข้ามชาติแต่อย่างใด จะมีเพียงการขอนุญาตก่อสร้างของกลุ่มเทสโก้โลตัสในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้างแต่อย่างใด
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old October 25th, 2007, 07:08 AM   #1080
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ท่องเที่ยวเชียงใหม่ปลายปีเริ่มคึกคัก สายการบินอินเตอร์บินตรงรับไฮซีซั่น
ประชาชาติธุรกิจ: วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550


ไฮซีซั่นเชียงใหม่เริ่มคึกคัก 3 สายการบิน ต่างชาติเตรียมบินตรงจากเกาหลี-ไทเป-เกาสง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 7 สายการบิน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่สำรวจพบการบินถดถอยลง ในช่วง 2 ปีมีการยกเลิกกว่า 9 เส้นทางบิน เหตุไม่คุ้มทุน ปริมาณผู้โดยสารมีน้อยเกินไป ผลักดันรัฐสนับสนุนส่งเสริมจับคู่ผู้ประกอบการต้นทาง-ปลายทางของ 2 ประเทศให้เปิดเที่ยวบิน พร้อมกับการจัดตั้งคณะทำงานในท้องถิ่นเพื่อติดตามโครงการเป็นระยะๆ

นายวรพงษ์ หมู่ชาวใต้ อุปนายก-ฝ่ายการตลาด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความคืบหน้าการผลักดันให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติว่า ที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีการยกเลิกเที่ยวบินและการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามในอนาคตมีแนวโน้มค่อนข้างดีที่จะมีเที่ยวบินจากหลายประเทศเริ่มบินตรงมา เช่น จากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์ รวมถึงสายการบินต้นทุนต่ำ

ปัญหาหลักที่ทำให้สายการบินต่างประเทศบินลงที่เชียงใหม่น้อย เนื่องจากความไม่คุ้มทุนของสายการบิน เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารมีน้อยเกินไป ทำให้สายการบินไม่สามารถแบกภาระต้นทุนได้จึงต้องงดการบิน ซึ่งตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาทยอยยกเลิกการบินแล้วกว่า 9 เส้นทางบิน

ทั้งนี้เพื่อให้การเปิดเส้นทางการบินประสบความสำเร็จ ยุทธศาสตร์ที่ทางสมาคมจะดำเนินการร่วมกับองค์ต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน คือ การเน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งผู้ประกอบการภาคเอกชนจำเป็นต้องขยันทำการตลาดการขายร่วมกันภายใต้ไดอาล็อก (dialogue) เดียวกันภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และจะต้องสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการต้นทาง (Wholesaler & Tour Operator) ของประเทศนั้นร่วมกับผู้ประกอบการปลายทางทำงานร่วมกัน แล้วเจรจาให้สายการบินเปิดเที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม สมาคมได้สำรวจความคิดเห็นร่วมกับสายการบินต่างประเทศที่บินมาเชียงใหม่แล้วพบว่า สายการบินทุกสายต้องการธุรกิจคาร์โก้ (Cargo) ควบคู่ไปกับผู้โดยสารเพื่อหารายได้ในแต่ละเที่ยวบินที่ต้องการผู้โดยสารไม่น้อยกว่า 75% พร้อมคาร์โก้ ที่นั่งชั้นธุรกิจ และผู้โดยสารที่ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์อย่างเดียว นอกจากนั้นปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญ ได้แก่ ค่าบริการแลนดิ้งฟรีและมีสิ่งจูงใจสำหรับเที่ยวบินเช่าเหมาลำ รวมทั้งต้องมีการแลกเปลี่ยนผู้โดยสารระหว่างต้นทางและปลายทาง และมี transit passengers ไม่น้อยกว่า 25% และเมืองจุดหมายปลายทางควรเป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่มีนักธุรกิจเดินทางเป็นประจำ

สำหรับกลยุทธ์ที่จะต้องดำเนินการคือการผลักดันให้มีการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ การจัดตั้งคณะทำงานในท้องถิ่นเพื่อติดตามโครงการเป็นระยะๆ นอกจากนั้นสำนักงานต่างประเทศของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะต้องเป็นผู้จุดประกาย โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางอากาศให้การผลักดันในทุกกระบวนการ

ด้านเรืออากาศโทสุธารา ห่วงสุวรรณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสนามบินนานาชาติเชียงใหม่มีสายการบินที่บินประจำทั้งในและระหว่างประเทศ 12 สายการบิน มีเที่ยวบินมากถึงวันละ 83 เที่ยวบิน หรือ 581 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นสายการบินในประเทศ 485 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือ 69 เที่ยวต่อวัน สายการบินระหว่างประเทศ 96 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หรือ 14 เที่ยวต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 90% เป็นเที่ยวบินภายในประเทศ เหลือเพียง 10% ที่เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ

สำหรับสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ได้ทยอยลงทุนปรับปรุงและขยายอาคารผู้โดยสารต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี ระหว่าง 2547-2550 ด้วยงบประมาณ 2,129 ล้านบาท ขณะนี้ได้เปิดบริการอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยรองรับผู้โดยสารหมุนเวียนในชั่วโมงเร่งด่วนได้ 1,000 คน

นอกจากนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 ได้เริ่มปรับปรุงอาคารผู้โดยสารในประเทศเพื่อรองรับ ผู้โดยสารได้ 1,000-1,500 คน โดยจะเปิดบริการให้ทันตารางบินฤดูหนาวปี 2551

นายประวิทย์ เริงโพธิ์ ประธานกรรมการบริษัท Gassan Khuntan Golf & Resort จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางสายการบินต่างประเทศ โดยมีอาคารผู้โดยสารรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นจำนวนมาก จึงเชื่อมั่นว่าหากนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้มีโอกาสบินตรงไปลงที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วจะสามารถนำรายได้เข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยรายได้จะกระจายสู่จังหวัดต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย อาทิ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน

สิ่งที่ภาคเอกชนในท้องถิ่น อยากจะขอให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมและสนับสนุน คือการส่งเสริมให้มีสายการบินตรงจากประเทศญี่ปุ่น-เชียงใหม่ เนื่องจากขณะนี้ตลาดลองสเตย์เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น และสามารถกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นในระดับบนลงมาถึงระดับรากหญ้าได้ และในอนาคตควรเพิ่มเส้นทางบินจากเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เพราะตลาดจีนเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ
Gaia no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
chiang mai, thailand

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 08:07 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu