daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old June 8th, 2010, 10:46 AM   #321
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ดัชนีอุตสาหกรรมเม.ย. ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน

Thairath 8/06/2010


นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. อยู่ที่ 179.34 ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของเดือนก่อนหน้า 15% ถือว่าเป็นการติดลบค่อนข้างมาก เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน นับจากเดือนก.ย.2552 ที่อยู่ระดับ 186.59
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old June 8th, 2010, 07:01 PM   #322
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

กมธ.งบฯแฉรบ.สอดไส้"ไทยเข้มแข็ง"โวย5เสือยักษ์ก่อสร้างเอี่ยว8หมื่นล.

วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 12:21:24 น. มติชนออนไลน์


ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พร้อมด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พาณิชย์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ร่วมกันแถลงผลการพิจารณางบประมาณของกระทรวงการคลังเมื่อคืนวันที่ 7 มิถุนายน



โดยนายสุชาติ กล่าวว่า ในส่วนภาพรวมงบประมาณปี 54 กมธ.ตั้งข้อสังเกตในเรื่องที่มีการนำเอาโครงการที่อยู่ภายใต้แผนการปฏิบัติการไทยเข้มแข้ง มาใส่ไว้ในงบประมาณปี 2554 เนื่องจาก ร่างพ.ร.บ.การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาและค้างอยู่ในชั้นกมธ.ร่วมกันของสองสภา แต่กลับมีการจัดซื้อจัดจ้างและประกวดราคามาก่อนแล้วจะนำมาใส่ในร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งกมธ.หลายคนเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และมีการสงวนคำแปรญัตติไว้ เพราะไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณปี 2554 แถมวงเงินยังสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้ได้มีการประมูลกันไว้แล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล เกี่ยวข้องกับ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้าง ซึ่งนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในฐานะประธานกมธ.คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า วิธีการดังกล่าวอาจขัดต่อกฎหมาย และในอดีตไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ดังนั้นที่ประชุมจึงเห็นควรให้มีการตั้งคณะอนุกมธ.ขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง



นายสุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณในส่วนกรมศุลกากร กระทรวงการคลังมีการตั้งข้อสังเกตการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศที่พบว่า อาจมีการทุจริตในการจัดทำเอกสารส่งงานจำนวน 38 ใบ โดยอธิบดีกรมศุลากรได้รับที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนงบประมาณของกรมธนารักษ์ได้มีการตั้งข้อสังเกตการจัดสรรที่ดินราชพัสดุ โดยกมธ.เห็นว่า ควรมีการจัดสรรงบประมาณให้กรมธนารักษ์เพื่อจัดทำโฉนดที่ดินให้กับประชาชน และแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างที่ดินของกองทัพกับที่ดินของประชาชน โดยกรมธนารักษ์ได้รับปากที่จะไปดำเนินการภายในปีนี้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2010, 09:07 PM   #323
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

Thailand remains attractive to foreign investors : BoI

By The Nation 8/06/2010


The number of applications filed for the Board of Investment's investment tax incentives during the first four months of this year surged 31.7 per cent year on year to 245, according to BoI secretary-general Atchaka Sribunruang Brimble.


Their combined value stood at Bt53.3 billion, up 146 per cent from Bt21.6 billion over the same period last year, indicating that Thailand has still attracted Foreign Direct Investment (FDI), she said.

Of total, 130 are the new projects worth totally Bt24.516 billion and the remaining 115 are the extended projects worth Bt28.786 billion.

Most of the investment for this round comes from Japan, with a number of 99 projects worth Bt25.611 billion. Following is the investment from Singapore, with 25 projects worth Bt6.897 billion, and China, 9 projects worth Bt6.443 billion.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 9th, 2010, 03:15 PM   #324
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ส.นิคมหวังครึ่งปีหลังขายพท.เพิ่ม ขอการเมืองสงบฟื้นมาบตาพุดดึงนักลงทุนไหลกลับ

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4217 ประชาชาติธุรกิจ


สมาคมผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมไทยหวังครึ่งปีหลังขายพื้นที่ได้ 3,000 ไร่ จากปี 2552 ที่มียอดขายต่ำสุดในรอบ 10 ปี กล่าวคือขายได้เพียง 1,500 ไร่เท่านั้น ชี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ตลาดเอเชียยังหนุนเหตุการณ์จลาจลมีผลไม่มาก ยกเว้นภาคบริการ/ท่องเที่ยว จี้เร่งรัฐเคลียร์ปัญหา มาบตาพุดให้จบจะมีผลต่อนักลงทุนมากกว่า


นายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงภาพรวมของนิคมอุตสาหกรรมหลังจาก ปี 2552 ที่มีการจำหน่ายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมได้น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี คือประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และความวุ่นวายทางการเมืองของไทย สำหรับทิศทางในปี 2553 จากภาวะเศรษฐกิจที่ ฟื้นตัว นักลงทุนเริ่มมีการขยายการผลิต คาดว่าจะจำหน่ายพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,500-3,000 ไร่ โดยเป็นการลงทุนของนักลงทุนรายใหม่ประมาณ 50% และรายได้เดิมประมาณ 50%

ทั้งนี้นักลงทุนต่างประเทศยังคงคำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยช่วงที่ผ่านมามีการชุมนุมประท้วงของฝ่ายไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมาโดยตลอด จากที่เดิมในปี 2551 ปรากฏว่านิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศขายพื้นที่ได้รวม 4,000 ไร่ แต่พอมาถึงปี 2552 เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐลามไปถึงเศรษฐกิจทั่วโลก ประกอบกับสถานการณ์การเมืองไทยไม่สงบ ทำให้ยอดขายพื้นที่ลดลงกว่า 100% เหลือประมาณ 1,500 ไร่เท่านั้น แม้การลงทุนจากต่างประเทศจะมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่กำลังซื้อในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน-ญี่ปุ่น-อินเดีย ยังดีอยู่ พอที่จะพยุงภาวะเศรษฐกิจโลกไปได้

สำหรับปี 2553 ประเทศไทย การลงทุนใหม่พอมีบ้าง มาจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่แข็งแกร่งรองจากญี่ปุ่น ทำให้ได้อานิสงส์ในส่วนนี้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังดีอยู่ การส่งออกคาดว่าจะเติบโตเพิ่ม 30% อุตสาหกรรมที่ลงทุนอยู่แล้วก็จะใช้สิทธิประโยชน์ใช้ไทยเป็นฐานขยายการการผลิต ซึ่งการจำหน่ายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม คาดว่าจะได้ประมาณ 2,500-3,000 ไร่ แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ตลอดทั้งปีจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองขึ้นอีก

"ต้องยอมรับว่า จากปัญหาการเมืองและเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีผลให้นักลงทุนรายใหม่ที่เดิมสนใจมาลงทุนในประเทศไทย อาจจะชะลอการลงทุน ออกไป เป็นการเสียจังหวะตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้นักลงทุนหนีไปประเทศอื่น อาทิ อินโดนีเซีย-เวียดนาม-มาเลเซีย นอกจากไทยจะลดการเติบโตของตัวเองแล้ว ยังไปบวกการเติบโตให้กับประเทศอื่นอีกด้วยซึ่งในส่วนตัวคิดว่าการชุมนุมคงจะไม่มา เผาโรงงานอุตสาหกรรม เพราะไม่เกิดประโยชน์ แต่สำคัญคือแรงงานจะต้องมีวินัย" นายทวิชกล่าว

ส่วนนิคมอุตสาหกรรรมที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจลมากสุด คงเป็นนิคมอุตสาหกรรมบริการที่เชื่อมโยงกับ การท่องเที่ยว เริ่มชะลอการพัฒนาพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคการผลิต สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเคลียร์ปัญหาให้เร็วที่สุดก็คือ "มาบตาพุด" ความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมาย เงื่อนไข หลักเกณฑ์การดำเนินการ ต้องทำอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน ส่วนการสร้างความเชื่อมั่น เป็นสิ่งรัฐต้องทำ แต่ในช่วงนี้ รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากการชุมนุม จากการเผาบ้านเผาเมือง คลี่คลายในขั้นนี้ให้จบก่อน

มีรายงานข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้ามาว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีผู้พัฒนาที่ดินได้เริ่ม ชะลอโครงการไปบ้าง เนื่องจากไม่มีความแน่ใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อลงทุนไปแล้วจะหาลูกค้ามาซื้อพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งทาง กนอ.และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็ต้องเร่งออกไปโรดโชว์ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับคืนมา ต้องทำงานกันอย่างหนักมากขึ้น แม้ตัวเลข "คำขอรับ" การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังเติบโตดีอยู่ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าการลงทุนจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

หน้า 6
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 9th, 2010, 03:25 PM   #325
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

สูญรายได้ทั้งระบบกว่า5หมื่นล้าน เกษตรกร-โรงแป้ง-ส่งออกขาดแคลนมันสำปะหลัง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4217 ประชาชาติธุรกิจ


ป่วนทั้งระบบ มันสำปะหลังขาดแคลนหนักในรอบ 40 ปี หลังเผชิญภัยแล้งรุนแรง เพลี้ยแป้งลามหนักทั่วภาคอีสาน-ตะวันออก ล่าสุดขาดแคลนท่อนพันธุ์ปลูกใหม่อีก คาดปลายปีนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ถึง 50% สูญรายได้มากกว่า 5 หมื่นล้าน ขณะที่ผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 300 รายที่เข้าร่วมโครงการแทรกแซงราคามันเจอปัญหาขาดสภาพคล่องหนัก เหตุรัฐบาลค้างจ่ายเงินคืนกว่า 3 พันล้าน


นายปราโมทย์ กงทอง นายกสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ สถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โรงแป้งมัน ลานมัน รวมถึงอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนมันสำปะหลังอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาหัวมันสดสูงถึงกิโลกรัมละ 3 บาท

ปัจจุบันตลาดมีความต้องการมันสำปะหลังสูงถึง 28-30 ล้านตันต่อปี แต่จากสถานการณ์ภัยแล้งและการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังส่งผลกระทบกับเกษตรกรอย่างหนัก เนื่องจากต้นมันสำปะหลังที่เกษตรกรเริ่มปลูกใหม่ไม่แตกยอดและแห้งตายเพราะไม่สามารถทนความแห้งแล้งได้ และเกษตรกรไม่กล้าที่จะลงทุนปลูกใหม่ อีกทั้งขณะนี้กำลังเกิดปัญหาขาดแคลนต้นพันธุ์มันสำปะหลังซึ่งมีราคาแพงถึงต้นละ 3-5 บาท

"คาดว่าในปีการผลิต 2553/2554 ประเทศไทยจะสามารถผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดได้ไม่ถึง 15 ล้านตัน หรือไม่ถึง 50% จากเดิมเคยผลิตได้มากถึงปีละประมาณ 27 ล้านตัน ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานมันด้วย เนื่องจากไม่มีผลผลิตป้อนโรงงาน ผู้ประกอบการไม่มีรายได้ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนเช่นกัน"

นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงและการระบาดของเพลี้ยแป้งในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทยทำให้ตลาดมันสำปะหลังขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา และจะเป็นวิกฤตอย่างหนักของภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ทั้งนี้หากรัฐบาลยังไม่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ในปี 2553 จะไม่มีมันสำปะหลังป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและตลาดประเทศ จะทำให้เกิดปัญหาทั้งระบบภาคเกษตร ภาคการผลิต ภาคการส่งออก สูญเสียรายได้ปีละกว่า 5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามผลการหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานมันสำปะหลังจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้ข้อสรุปว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการยื่นหนังสือต่อนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อให้เร่งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน เช่น ให้กระทรวงเกษตรฯเร่งสำรวจพื้นที่ความเสียหายของไร่มันสำปะหลัง พร้อมอนุมัติงบฯช่วยเหลือ และหามาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ประกอบการมันสำปะหลังกว่า 300 รายทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากรัฐบาลยังค้างจ่ายเงินค่าแปรสภาพ ค่าขนส่ง และค่าฝากเก็บ มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ไม่มีเงินหมุนเวียนทำธุรกิจ

หน้า 21
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 9th, 2010, 07:47 PM   #326
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

พันธบัตรไทยเข้มแข็งหด!ยอดซื้อต่ำกว่าเป้า

Thairath 9/06/2010


ผอ.สบน.เผย ยอดซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งหด หลังปัญหาการเมืองวุ่นวายหนัก หวังนักลงทุนทั่วไทยจะแห่ซื้อมากกว่าผู้สูงอายุ ระบุ ไม่หวั่นขายไม่หมด เพราะไม่ต้องการเงินมาใช้เพียงแค่จะนำไปรีไฟแนนซ์

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ ถึงยอดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง2 วันที่ผ่านมาว่า ยอดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งอายุ 6 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย ร้อยละ 4.166 โดย 2 วันแรกมีผู้สูงอายุซื้อทั้งสิ้นประมาณ 3.7-3.8 หมื่นราย วงเงินรวมครึ่งวันเช้าของวันนี้ มีประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าสาเหตุที่มีผู้จองซื้อต่ำกว่าเป้าที่คาดไว้เนื่องจาก การเลื่อนการเปิดขายจากกำหนดเดิมถึง 2 ครั้ง ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวาย จึงทำให้นักลงทุนบางส่วนไปสนใจเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองมากกว่า รวมถึงการจำกัดวงเงินการซื้อสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท จึงทำให้ประชาชนบางส่วนที่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีและวงเงินการลงทุนเพียงเล็กน้อยจึงไม่สนใจที่จะนำเงินออกมาซื้อ

"การซื้อหรือการจองก็ต่ำกว่าคาดหน่อยเราคิดว่าดีมานน่าจะมีมากกว่านี้เยอะ แต่ที่จำหน่ายไป 2 วันแรก ประมาณ 3 หมื่นล้าน สำหรับวันนี้สถานการณ์ก็ดีขึ้นสำหรับบุคคลทั่วไปผู้มีสิทธิ์จองซื้อทั่วไป จนถึงตอนนี้จำหน่ายไปประมาณ 6.3 หมื่นลัานบาท ที่จริงเราไม่ได้กำหนดเป้าของผู้สูงอายุแต่เราคาดว่าจะมามาก เพราะว่าคราวที่แล้วเราจำหน่ายให้ผู้สูงอายุถึง 7 หมื่นราย แต่งวดนี้เข้ามาประมาณ 3.7-3.8 หมื่นราย ในช่วง 2 วันแรก "ผอ.สบน. กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในทองคำมากกว่าหรือไม่ นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผล เนื่องจาก ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ยอดขายพันธบัตรไม่สูงเนื่องจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยออกพันธบัตรขายผู้สูงอายุมาแล้ว 3 ครั้ง เช่น เดือน ก.ค. 2552 ออกพันธบัตร 8 หมื่นล้านบาท และต่อมา ธปท. ได้ออกพันธบัตรอีก 1.5 แสนล้านบาท ประกอบกับเงื่อนไขการออกพันธบัตรครั้งนี้กำหนดให้ผู้สูงอายุคือคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อให้สอดรับกับนโยบายจ่ายเบี้ยคนชรา ต่างจากการจำหน่ายพันธบัตรครั้งก่อนที่กำหนดให้ผู้สูงอายุคือคนที่อายุ 55 ปีขึ้นไปว่า น่าจะมีผล เนื่องจากผู้สูงอายุมีการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ค่อนข้างมากสำหรับปี2553นี้ จึงทำให้แรงซื้อถดถอยลง แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปยังน่าจะมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องและเป็นแรงซื้อที่สำคัญเนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีกลุ่มที่ใหญ่กว่าผู้สูงอายุประมาณ 5 เท่า ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจซื้อและการศึกษาผลตอบแทนพันธบัตรงวดนี้

"ยังยืนยันว่าน่าจะมีผู้สนใจเข้ามาเรื่อยๆ เพราะในส่วนของผลตอบแทนถ้าเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรและผลตอบแทนของเงินฝากในปัจจุบันที่กำหนดไว้ค่อนข้างจะดีมาก แต่อันนี้ไม่แน่ใจเรื่องยอดขายยังขายได้ถ้ามีผู้สนใจซื้อหมด แต่ถ้าไม่หมดก็ไม่เป็นไร เพราะเงินจำนวนนี้เราจะนำไปรีไฟแนนซ์เงินกู้จากธนาคารที่กู้มาแล้ว คือไม่มีความจำเป็นต้องการเม็ดเงินใหม่มาใช้" ผอ.สบน. กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 10th, 2010, 11:20 AM   #327
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเดือนเม.ย.ลดลงทุกภาคธุรกิจ

Posttoday 09 มิถุนายน 2553 เวลา 13:59 น.


ดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเดือนเม.ย.ลดลงทุกภาคธุรกิจจาก48.9เหลือ46.5เหตุจากความรุนแรงทางการเมือง ราคาน้ำมัน และภัยแล้ง ส่งผลกระทบผู้ประกอบการ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ ประจำเดือนเม.ย. 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมี.ค. 2553 พบว่า ดัชนีรวมภาคการค้าและบริการ ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 46.5 จากระดับ 48.9 และเป็นการลดลงทุกภาคธุรกิจ โดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 40.7 47.1 และ 47.6 จากระดับ 51.7 47.8 และ 49.4 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ที่ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 29.8 และ 41.6 จากระดับ 36.4 และ 50.8 ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีลดลง เป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมกับความกังวลต่อสถานการณ์ด้านต้นทุนอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์ภัยแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่ง ณ เดือนเม.ย. มีจังหวัดที่ประสบภัยแล้งแล้ว 31 จังหวัด ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมีการเทขายหุ้นบางส่วน

รวมทั้งความกังวลจากปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกรีซที่อาจจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งของนักลงทุน ผู้บริโภค และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผ่านยอดจำหน่ายและกำไรที่ชะลอตัวลง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภทกิจการ พบว่า ภาคการค้าส่ง กิจการค้าส่งวัสดุก่อสร้าง มีค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 38.3 จากระดับ 50.7 ลดลง 12.4 สอดคล้องกับตัวเลขยอดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซิเมนต์ เหล็กเส้น ลวดเหล็ก และท่อโลหะ ซึ่งปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา

ภาคการค้าปลีก กิจการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 46.1 จากระดับ 49.8 ลดลง 3.7 เห็นได้จากค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 75.0 ปริมาณการจำหน่ายที่ลดลงของสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ เช่นอาหาร เครื่องดื่ม ยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง

ภาคบริการ ธุรกิจบริการก่อสร้างมีค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 41.6 จากระดับ 51.8 ลดลง 10.2 ผลจากระดับราคาวัสดุก่อสร้างที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า รวมภาคการค้าและบริการ ค่าดัชนีปรับตัวลดลงอยู่ที่ 47.3 จากระดับ 51.1 และเป็นการลดลงทุกภาคธุรกิจโดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 47.8 48.1 และ 46.3 จากระดับ 48.8 51.7 และ 51.1 ตามลำดับ ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเองค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 39.5 และ 48.7 จากระดับ 50.7 และ 54.9 ตามลำดับ

“แม้ค่าดัชนีความเชื่อมั่นทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า จะลดลงและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในระดับที่ไม่ดี แต่ยังมีปัจจัยที่จะส่งผลในเชิงบวกจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การส่งออก การลงทุนตามแผนไทยเข้มแข็ง และราคารพืชผลการเกษตร” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 10th, 2010, 11:27 AM   #328
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ยธ.เผยยอดฟ้องล้มละลายพุ่ง3ล้านล้านบาท

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 10/06/2010


ยธ.สั่งเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ในระบบ เผยเจ้าหนี้บางรายหัวหมอ ไม่เร่งฟ้องคดี ปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไม่หยุด เผยยอดฟ้องล้มละลายพุ่ง 3 ล้านล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการประชุมแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับชำระว่า กระทรวงได้เข้าตรวจสอบพบว่ามีขั้นตอนการบังคับชำระหนี้สร้างความไม่เป็นธรรม เจ้าหนี้บางรายไม่เร่งฟ้องคดี แต่ปล่อยให้ดอกเบี้ยเดินไม่หยุด จนดอกทบต้น รวมทั้งไม่มีการบังคับชำระหนี้อย่างจริงจัง ทำให้ขณะนี้วงเงินที่มีการฟ้องล้มละลายสูงกว่า 3 ล้านล้านบาท หากไม่เร่งแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพในอนาคต คนระดับล่างอาจต้องล้มละลายทั้งประเทศ และจะกลายเป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขปรับปรุงวิธีการชำระหนี้ให้ถูกต้องแลเป็นธรรม

"ที่ผ่านมามีการออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและมีวิธีพิจารณาคดีเกี่ยวกับผู้บริโภค แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัติยังไม่เข้าใจเนื้อหาของกม.กลายเป็นว่าหนี้เงินกู้ต่ำกว่า 3 แสนบาท เป็นคดีผู้บริโภคผลักภาระการพิสูจน์หนี้ให้เป็นภาระของลูกหนี้ กฎหมายที่จะให้ความเป็นธรรมกลับกลายเป็นอุปสรรคเอง"

ด้านนางกัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ กล่าวว่า คนไทยเป็นหนี้สูงถึง 60 % ของคนทั้งประเทศ โดยเป็นหนี้ในระบบ 82.4 % หนี้นอกระบบ 7.9% เป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ 9.7% ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินจากการซื้อบ้านและที่ดิน โดยเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 20 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลอดทรัพย์ที่กรมบังคับคดีประมาณ 3 แสนราย และอยู่ระหว่างการออกหมายบังคับคดีรวมทั้งสิ้นจะมีผู้เดือนร้อนที่อยู่ระหว่างกระบวนการบังคับคดีถึง 4 แสนราย และส่งผลกระทบกับประชาชน 2-3 ล้านคน

"สาเหตุที่ทำให้คนไทยเป็นหนี้มาก เกิดจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหลายกรณีพบว่าหากลูกหนี้ผิดชำระเงินงวดหนึ่งงวดใดธนาคารเจ้าของหนี้ให้ถือว่าผิดนักทุกงวด ทำให้เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้ หรือการคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด สถาบันการเงินหลายแห่งคิดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยเงินฝากสถาบันการเงินจ่ายให้ผู้ฝากเพียง 1-2% ในขณะที่การปล่อยกู้ขึ้นไปอยู่ที่ 9-12% ส่วนการเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ 15-28 % ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในโลก"

นางกัลยาณี ยังกล่าวถึง ปัญหาการขายทอดตลาดทรัพย์ที่กรมบังคับคดีประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยก่อนหน้านี้การประเมินสินทรัพย์กรมที่ดินจะเป็นผู้ประเมิน ต่อมากรมบังคับคดีได้ใช้ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์ทำให้การตั้งราคาประเมินทรัพย์ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ลูกหนี้สูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ทำกินในราคาถูกแต่มีผู้ได้รับประโยชน์ คือผู้ที่มีช้อนซื้อต่ำกว่าราคาจริง จึงทำให้ปัจจุบันมีคดีล้มละลายมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยคดีล้มละลายที่อยู่ในกรมบังคับมียอดหนี้สูงถึงกว่า 6 หมื่นล้านบาท

นายไกรสร สิงหวราพันธ์ จากสำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2543-2553 มีเจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับคดีลูกหนี้จนศาลออกหมายบังคับคดีกว่า 7 แสนคดี มูลค่าทุนทรัพย์ 1ล้านล้านบาท และมีเจ้าหนี้ เป็นโจทก์ตั้งเรื่องบังคับคดีตามหมายบังคับคดีเกือบ 5 แสนคดี มูลค่าทุนทรัพย์กว่า 9 แสนล้านบาท และยังมีค้างหมายบังคับคดีที่รอให้เจ้าหนี้มาดำเนินการบังคับคดีกว่า 3 แสนคดี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 มีคดีล้มละลายเข้ามากว่า 6 หมื่นคดี มูลค่าทุนทรัพย์กว่า 3 ล้านล้านบาท และเป็นหนี้เกิดใหม่ 2 หมื่นคดี ทุนทรัพย์จำนวน 5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหากรมบังคับคดี ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกฟ้องคณะกรรมการแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้จัดให้มีการเจรจาประนอมหนี้ระหว่างธนาคาร สถาบันการเงินกับลูกหนี้ชั้นบังคับคดี ซึ่งขณะนี้มีกว่า 3 แสน รายโดยจัดให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ย และจัดหาทนายให้ความช่วยเหลือเรื่องคดีความทั้งในเร่าองการรับฟังพยานหลักฐาน ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยมีทนายไปให้ความรู้และคำแนะนำกับลูกหนี้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 10th, 2010, 09:26 PM   #329
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ส่งออกจีนโตมากสุดในรอบกว่า 6 ปี

Kaohoon วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2010


บลูมเบิร์ก การส่งออกของจีนเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 48.5% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี ซึ่งชี้ว่า วิกฤติหนี้ของรัฐบาลยุโรปยังไม่ได้ยับยั้งเศรษฐกิจที่กำลังโตเร็วที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อาจเป็นการฟื้นตัวชั่วคราวเนื่องจากวิกฤติหนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของจีน

ยอดส่งออกของจีนในเดือนพฤษภาคมสูงกว่าประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์ 32 คนที่บลูมเบิร์กสำรวจมา ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 48.3% ทำให้จีนได้ดุลการค้า 19,530 ล้านดอลลาร์

ข้อมูลการส่งออกของกรมศุลกากร อาจจะเป็นตัวหนุนชั่วคราว เนื่องจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งเตือนเมื่อวันพุธว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นมาก และปัญหาของยุโรปอาจรบกวนการค้าทั่วโลก

จนถึงขณะนี้ จีนยังคงนโยบายผูกค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลให้เงินหยวนแข็งค่า 20% เมื่อเทียบกับเงินยูโรในปีนี้ ซึ่งจะทำให้การส่งออกไปยังยุโรปสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเช่นเกาหลีได้น้อยลง

ลู่ เซ็งเหว่ย นักเศรษฐศาสตร์ของอินดัสเทรียล แบงก์ กล่าวว่า การส่งออกของจีนที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง อาจจะเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นๆ เนื่องจากวิกฤติหนี้ยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจยุโรป อย่างไรก็ดี การส่งออกที่โตอย่างแข็งแกร่งเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะปล่อยให้เงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ด้วยการเลิกผูกค่าไว้กับเงินดอลลาร์ และขยายช่วงการซื้อขายเงินหยวน

สัญญาล่วงหน้าเงินหยวนซึ่งไม่สามารถส่งมอบกันได้ เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อวานนี้ ซึ่งชี้ว่า เงินหยวนจะแข็งค่าประมาณ 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ส่วนดัชนีคอมโพสิต เซี่ยงไฮ้ ปรับตัวลง 0.8% หลังจากข้อมูลการค้าและรายงานฉบับหนึ่งชี้ว่า ราคาที่ดินเพิ่มข้นในอัตรารวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์เป็นครั้งที่สองเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือนพฤษภาคมถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2552 ซึ่งการส่งออกลดลงเป็นประวัติการณ์ 26.4% ในขณะที่การส่งออกในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 131,760 ล้านดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ส่วนการนำเข้ามีมูลค่าทั้งหมด 112,230 ล้านดอลลาร์ ทำให้จีนได้ดุลการค้ามากที่สุดในรอบ 7 เดือน

การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 50% เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 29% ในเดือนเมษายน ส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 44% จาก 19% ในเดือนเมษายน

นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ทางการจีนได้ผูกค่าเงินไว้ประมาณ 6.83 หยวนต่อดอลลาร์ หลังจากที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ปล่อยให้มันแข็งค่าขึ้น 21% เมื่อสามปีก่อนหน้านั้น นโยบายดังกล่าวช่วยให้ผู้ส่งออกฝ่าฟันจากการหดตัวของการค้าทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วได้ ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการโจมตีในต่างประเทศว่า จีนกำลังอุดหนุนบริษัทของตนเองอย่างไม่เป็นธรรม

ลู่ ประเมินว่า การแข็งค่าของเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินยูโร อาจกระทบต่อการส่งออกของจีนใน 3 เดือน เกาหลีใต้ซึ่งเป็นคู่แข่งชาติหนึ่งของจีนในการค้าโลก อาจจะกำลังได้ประโยชน์จากการแข็งค่าที่น้อยกว่าของเงินวอน ซึ่งค่าเงินเกาหลีใต้แข็งขึ้นเพียง 10% ในปีนี้

“การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งเป็นตลาดหมายเลขหนึ่งของจีน อาจจะโตลดลงเหลือเลขตัวเดียวในปลายปีนี้ หากรัฐบาลยังคงผูกค่าเงินหยวน” ลู่ กล่าว

โจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนว่า ผู้ผลิตของจีนอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาของยุโรป แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นาโอยูกิ ชิโนฮาระ รองกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟได้เตือนว่า เศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่กำลังประสบกับการฟื้นตัวที่ลดลง และผู้กำหนดนโยบายมีโอกาสจำกัดที่จะสนับสนุนการเติบโต “พัฒนาการในทางตรงข้ามในยุโรป อาจรบกวนการค้าทั่วโลกซึ่งจะส่งผลถึงเอเชีย เนื่องจากเอเชียยังคงอาศัยดีมานด์จากภายนอก

การฟื้นตัวของเอเชียสูงกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกเมื่อบริษัทตั้งแต่นิสสัน มอเตอร์ จนถึงไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริ่ง โค เพิ่มการส่งออก และการใช้จ่ายภายในประเทศมีความแข็งแกร่ง ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อประคับประคองการเติบโตเอาไว้ต่อไป

ทิมโมธี เอฟ.ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เรียกร้องในที่ประชุมจี 20 ให้ญี่ปุ่นและประเทศในยุโรปที่ได้ดุลการค้ากระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศ ในขณะที่ผู้แทนในยุโรปกล่าวว่า การควบคุมการขาดดุลงบประมาณคือนโยบายสำคัญสูงสุด

จัสติน หลิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกกล่าวว่า รัฐบาลจีนจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นด้านนโยบายต่อไปเพราะวิกฤติที่รุนแรงขึ้นในยุโรปจะกระทบต่อตลาดส่งออกหลักของจีน และอาจยับยั้งการไหลเข้าของเงินทุน “หากมีการชะลอตัวลงของภาวะแวดล้อมภายนอก รัฐบาลจีนสามารถกระตุ้นและเร่งส่งเสริมการลงทุนได้”

ตัวเลขส่งออกของจีนในเดือนพฤษภาคม แตกต่างจากเดือนมีนาคมมาก ในตอนนั้นจีนขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เนื่องจากมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออกประมาณ 12% แบงก์ ออฟ อเมริกา-เมอร์ริลลินช์ กล่าวว่า การนำเข้าของจีนจะยังคงลดลงต่อไปเพราะราคาโภคภัณฑ์ลดลง และการลงทุนภายในประเทศชะลอตัวลง

อย่างไรก็ดี การส่งออกของเดือนพฤษภาคมถือว่ามากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี หากไม่นับการบิดเบือนในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ในแต่ละปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากวันหยุดตรุษจีน


หาข่าวมาเปรียบเทียบ ยอดส่งออกจีนเดือนเดียวเท่ากับ 90% ตลอดทั้งปีของไทย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 11th, 2010, 12:57 PM   #330
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

การเมืองป่วน!ทุนสำรองวูบ1.9หมื่นล้านบาท

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 10/06/2010


การเมืองป่วน! ทำทุนสำรองลดลงกว่า 600 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 1.95 หมื่นล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ต่างชาติเผ่นหนีตลาดหุ้นไทย

ในวันนี้ (11 พ.ค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานทุนสำรองระหว่างประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 4 มิ.ย.ปีนี้ อยู่ที่ระดับ 1.428 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 600 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.95 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ จากสิ้นสัปดาห์ก่อนเคยอยู่ที่ระดับ 1.434 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ฐานะสุทธิการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้าอยู่ที่ 1.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสิ้นสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ระดับทุนสำรองฯในเดือนพ.ค.ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน โดยเมื่อเทียบระดับทุนสำรอง ณ วันที่ 7 พ.ค.ซึ่งอยู่ที่ 1.464 แสนล้านเหรียญสหรัฐ กับทุนสำรองฯ ณ 4 มิ.ย.ลดลงถึง 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.17 แสนล้านบาท

ด้าน ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบหรือเงินที่หมุนเวียนในมือประชาชน รวมถึงเงินฝากที่อยู่ในระบบสถาบันการเงินปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.077 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,100 ล้านบาท จากสิ้นสัปดาห์ก่อนที่ 1.076 ล้านล้านบาท สะท้อนภาวะความต้องการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นตามแนวโนเมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า สาเหตุการลดลงของทุนสำรองน่าจะเป็นผลจากภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในตลาดหุ้นหนีจากไทย เนื่องจากกังวลสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะรายได้จากภาคการท่องเที่ยว ที่เคยมีในรูปเงินตราตราประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดลงด้วย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 12th, 2010, 06:01 PM   #331
chengo
Registered User
 
chengo's Avatar
 
Join Date: Feb 2009
Location: bangkok
Posts: 1,120
Likes (Received): 267

edited
chengo no está en línea   Reply With Quote
Old June 13th, 2010, 07:35 PM   #332
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ส.ก.รุมค้านผู้บริหารกทม. เร่งงบ′54ทิ้งทวน4.6หมื่นล้าน ติง"ไม่สง่างาม"-ให้รอชุดใหม่

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:27:28 น. มติชนออนไลน์


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนว่า ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะนำร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินประมาณ 46,000 ล้านบาท เสนอต่อที่ประชุมสภา กทม. เพื่อให้ทันตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ก่อนที่สมาชิกสภา กทม. (ส.ก.)จะหมดวาระวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ อีกทั้งยังตกลงกันเป็นการภายในให้แขวนงบฯจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งปลูกสร้างไว้ที่สำนักงานเขตพื้นที่ และที่สำนักต่างๆ เพื่อเป็นโควต้าให้ ส.ก. 57 คนเสนอโครงการไปในภายหลังในวงเงินคนละ 30 ล้านบาท รวม 1,710 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อหลบเลี่ยงความผิดตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ


นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ได้เคยทักท้วงผู้บริหาร กทม.ไปแล้วว่า ยังไม่ควรนำร่างเข้าสภา กทม.ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ แต่ควรพิจารณาหลังการเลือกตั้ง ส.ก. เพื่อให้ ส.ก.ชุดใหม่ซึ่งจะเลือกตั้งในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นผู้เข้ามาพิจารณาเอง ประการต่อมา ถ้าฝ่ายบริหารจะนำร่างเข้าสภา กทม. ควรจะต้องส่งร่างดังกล่าวให้ ส.ก.ศึกษาก่อนอย่างน้อย 7 วัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับร่างดังกล่าว ที่สำคัญคือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีการพิจารณางบฯกันช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน หลังจากเลือก ส.ก.ใหม่เข้ามาแล้ว โดยในช่วงไตรมาสแรก จะเป็นงบฯรายจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ ส่วนงบฯรายจ่ายลงทุนในโครงการต่างๆ ก็สามารถเริ่มในไตรมาส 2 ได้ และว่า ในวัน 14 มิถุนายนนี้ ส.ก.พรรคเพื่อไทยจะประชุมหารือเรื่องดังกล่าวและจะสรุปความเห็นเสนอต่อสภา กทม.ด้วย


ด้านนายธวัชชัย ปิยนนทยา ส.ก.เขตสาทร พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานสภา กทม. กล่าวว่า ควรรอให้มีการเลือกตั้ง ส.ก.ชุดใหม่เข้าพิจารณางบฯดังกล่าวแทน หากดันทุรังนำร่างเข้าสู่สภา กทม.ในวันที่ 16 มิถุนายน จะทำให้สภา กทม.เกิดภาพไม่สง่างาม และอาจถูกข้อครหา อีกทั้งการเร่งรัดดำเนินการอาจทำให้การพิจารณารายละเอียดไม่รอบคอบ เป็นผลเสียต่อสภา กทม. และ ส.ก.ทั้งคณะ


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งเค้กกันระหว่างฝ่ายบริหาร และ ส.ก. นายธวัชชัย กล่าวว่า ไม่ใช่การแบ่งเค้ก แต่เป็นสิทธิของ ส.ก.ที่จะเสนอโครงการที่เป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ หากสำนักงานเขตไม่เห็นด้วย ก็มีสิทธิท้วงติงได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2010, 01:56 PM   #333
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

คลังเผยมี 4 รายชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ "ประสาร-ธีระชัย"มาแรง "บัณฑิต"ได้คนในหนุน

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 09:12:39 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


เผย 4 ชื่อเสนอตัวชิงเก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติ "ธีระชัย-บัณฑิต-ประสาร" พร้อมชิงดำ กรรมการสรรหาฯ นัดประชุมคัด 18 มิถุนายนนี้ มั่นใจเหลือ 2 ชื่อเสนอรัฐมนตรีคลังภายในสิ้นเดือนแน่ คาด "ประสาร" ได้รับการยอมรับ ขณะที่ "ธีระชัย" แบ๊คดี ส่วน "บัณฑิต" ได้แรงคนในหนุน

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกในการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งปรากฏว่า มีผู้ยื่นใบสมัคร 4 ราย ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. จะเรียกผู้สมัครทั้ง 4 มาสัมภาษณ์เพื่อสรุปรายชื่อเสนอนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาไม่น้อยกว่า 2 รายชื่อภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนั้น รัฐมนตรีคลังจะนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาโปรดเกล้าฯเพื่อให้รับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคมนี้




แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ผู้สมัคร 3 ใน 4 ราย ได้แก่ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)




นายสมพล เกียรติไพบูลย์ กรรมการสรรหาผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาฯจะประชุมหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครในวันที่ 18 มิถุนายนนี้




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ชื่อของนายประสารค่อนข้างมาแรง เนื่องจากมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเคยทำงานที่ ธปท. ก่อนไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. และปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ขณะที่นายบัณฑิต เป็นลูกหม้อ ธปท. มีความสามารถด้านเศรษฐกิจมหภาค และปริวรรตเงินตรา อีกทั้งนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน ให้การสนับสนุน ส่วนนายธีระชัยได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถทั้งในสายงานกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน รวมทั้งสายงานปริวรรตเงินตรา โดยได้รับการสนับสนุนจากนายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการ ธปท. และเป็นประธาน ก.ล.ต.ในปัจจุบัน

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ได้ยื่นสมัครคัดเลือกเป็นผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 22 เพราะอยากทำงานให้ ธปท.และประเทศชาติ และในฐานะคนในก็มีความสามารถที่จะสานต่อนโยบายได้ทันที โดยพร้อมจะผลักดันงานด้านระบบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินภายใต้ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบที่สูงขึ้น

"ผมทำงาน ธปท.มา 18 ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการมา 7 ปี ก็มีประสบการณ์การทำงานด้านนโยบายการเงินและสถาบันการเงิน รวมถึงมีความอาวุโสมากที่สุด ถือว่าเป็นตัวแทนของคนใน ธปท.ที่ลงสมัครผู้ว่าการ ธปท. ที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับ ทำให้พนักงานมีขวัญและกำลังใจที่ดี" นายบัณฑิตกล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากรายชื่อบุคคล 3 รายดังกล่าวแล้ว ยังมีชื่อของนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นสมัครด้วยอีก 1 ราย แต่ยังไม่มีรายงานยืนยัน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2010, 01:59 PM   #334
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

กรมบัญชีกลางเตรียมผ่อนเกณฑ์ประมูลผ่าน e-Auction ใหม่

Thairath 14/06/2010


กรมบัญชีกลาง วางหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อผ่อนคลายการประมูลผ่านระบบ e-Auction เพื่อให้ส่วนราชการสามารถใช้ดุลพินิจได้มากขึ้น หลังจากพบโครงการที่ไม่ประมูลผ่าน e-Auction มีเพียง 25 โครงการทำให้โครงการภาครัฐเกิดความล่าช้า และไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยกรมบัญชีกลางได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิสส์ หรืออีอ๊อกชั่น (e-Auction) เพื่อให้ส่วนราชการลดการใช้ดุลพินิจว่า โครงการใดที่สมควรใช้ e-Auction หรือเลือกใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบปี 2535 เพื่อให้เกิดความคล่องและเหมาะสมยิ่งขึ้น

"ตั้งแต่เริ่มใช้ e-Auction เมื่อปี 48 จนถึงปัจจุบัน ภาครัฐประหยัดเงินงบประมาณได้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 6.9% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐว่าประหยัดเงินงบประมาณได้แล้ว ส่วนราชการจะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะการใช้ e-Auction ในบางโครงการแม้จะได้ของราคาถูก แต่พัสดุหรืออุปกรณ์กลับไม่มีคุณภาพ” อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว

กรมบัญชีกลางจึงได้เสนอแนวทางใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ส่วนราชการ แม้ที่ผ่านมา การใช้ e-Auction จะเปิดช่องให้ส่วนราชการสามารถใช้ดุลพินิจตัดสินใจได้ว่า จะใช้ e-Auction หรือใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างปี 35 ก็ได้ ในวงเงินที่เกินกว่า 2 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า มีเพียง 25 โครงการ ในช่วง 6 ปี ที่ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างปี 35 หรือเลือกใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างเป็นกรณีพิเศษเช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า และการก่อ สร้างโรงงานผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

นายพงษ์ภาณุ กล่าวต่อว่า ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ไป กรมบัญชีกลางและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการกำหนดแนวทางและเลือกใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างให้แก่ส่วนราชการ หลังจากจะออกจดหมายเวียนไปถึงทุกส่วนราชการ ซึ่งขณะนี้ ได้กำหนดแนวทางไว้ 6 ประเด็น 1. การพิจารณาว่า สินค้าและบริการดังกล่าว จำ เป็นต้องระบุยี่ห้อ หรือมีจำนวนยี่ห้อเดียวหรือไม่ 2. พิจารณาถึงความเร่งด่วนในการจัดหา 3. พิจารณาว่าพัสดุที่จัดหามีการแข่งขันหรือไม่ โดยพิจารณาจากจำนวนผู้ขาย ผู้ให้บริการหรือผู้รับจ้าง

4. พิจารณาจากความซับซ้อนหรือเทคนิคเฉพาะของสินค้าและบริการ หรือจากงาน/โครงการ ที่จะจัดหา 5. สินค้าและบริการประเภทระบบไอที หน่วยงานต้องพิจารณาว่า ระบบไอที ที่จัดหาในครั้งนั้น เป็นประเภททั่วไป หรือประเภทที่มีลักษณะเฉพาะ และ 6. พิจารณาว่าพัสดุที่จัดหามีราคาผันผวนสูงหรือไม่ โดยคาดว่า หลังจากเพิ่มทางเลือกใหม่นี้แล้ว จะทำให้ส่วนราชการใช้ e-Auction น้อยลง 20-30% แต่ความคืบหน้าของงานที่จะมีความรวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังมีนโยบายพัฒนาและแก้ไขปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างระยะยาว โดยในอีก 3 ปีข้างหน้า จะนำระบบการยื่นซองข้อเสนอด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Bidding ซึ่งเป็นการพัฒนามาจาก e-Auction โดยผู้เสนอราคาต้องยื่นประมูลเพียงครั้งเดียว ทำให้ผู้ประมูลต้องตัดสินใจว่า จะเสนอราคาเท่าใดถึงจะมีความเหมาะ แตกต่างจาก e-Auction ที่ผู้ประมูลสามารถเสนอราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ล่าสุดได้ก่อน 5 นาทีที่จะปิดการประมูล ซึ่งจะทำให้ส่วนราชการได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้น และต่อไปจะนำระบบ e-Market เพื่อให้ส่วนราชการสามารถเลือกซื้อสินค้า หรือช้อปปิ้งสินค้าได้ทางอีเล็กทรอนิกส์.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2010, 02:01 PM   #335
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

กรอ.เห็นชอบแนวทางพัฒนาเมืองอุตฯนิเวศน์ในพท.3ระดับ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 14/06/2010


กรอ.เห็นชอบแนวทางพัฒนาเมืองอุตฯนิเวศน์ ตามที่สภาพัฒน์ฯ ศึกษาพื้นที่ 3 ระดับ หวังป้องกันปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ(กรอ.) เห็นชอบแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศน์ (Eco Industrial Town) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ศึกษามาเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อในอนาคตจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องทรัพยากร คุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 โดยให้มีการศึกษาแนวทางไว้ก่อน

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ฯ เสนอพื้นที่นำร่องที่จะต้องกำหนดว่าจะต้องเร่งเข้าไปฟื้นฟู ใน 3 ระดับ ระดับแรก คือ พื้นที่ที่มีการใช้เพื่อการอุตสาหกรรมเต็มศักยภาพแล้ว ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง และ พระนครศรีอยุธยา

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่มีการมีการใช้พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมแต่มียังมีศักยภาพที่จะรองรับการพัฒนาได้อีก เช่น สระบุรี ราชรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา นนทบุรี นครราชสีมา สงขลา ลำพูน และ แพร่

และกลุ่มที่สาม เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมได้อีก คือ ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา ชุมพร แม่ฮ่องสอน หนองคาย และมุกดาหาร

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า นอกจากการเข้าไปดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว หากเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาเต็มศักยภาพแล้ว อย่าง กรุงเทพฯ หรือ สมุทรปราการ ก็จะต้องเร่งเข้าไปฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งที่ประชุมเห็นว่าต้องดูแลให้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่ายังเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมทียังเบาบางหรือเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมมากแล้ว อย่างพระนครศรีอยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเกรงว่าหากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาก อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว เช่น อยุธยา หากมีปัญหามากจะกระทบถึงมรดกโลกด้วย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2010, 08:11 PM   #336
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

แฉสูบงบส่งออก80ล.

Thaopost เศรษฐกิจ15 มิถุนายน 2553


สุดทน! ใบปลิวแฉปลิงการเมืองสูบงบโครงการ TBF 80 ล้านบาท งามหน้า 2 ผู้บริหารกรมส่งออกฯ ร่วมมือ "พาณิชย์" บีบพ่อค้าตรึงราคา 3 เดือน "พรทิวา" เต้นอาหารแพง สั่งห้างจัดมุมขายถูก

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้าราชการกรมส่งเสริมการส่งออก ได้จัดทำแผ่นปลิวแจกจ่ายทั่วกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ แถลงเปิดโครงการไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์ (TBF) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ซึ่งตั้งเป้าเชิญผู้ค้าจาก 43 ประเทศ จำนวน 150 ราย มาเป็นแขกของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

สาระสำคัญในหนังสือระบุว่า มีการตั้งงบประมาณโครงการนี้สูงถึง 80 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่คนใกล้ชิดนักการเมือง โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกรม 2 คน ชื่อย่อ "ศ" และ "พ" เป็นผู้ดำเนินการอนุมัติตามคำสั่งนักการเมือง และไม่มีคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด
สำหรับโครงการ TBF ปี 2552 ใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท และปี 2553 เพิ่มเป็น 80 ล้านบาท จากเงินกองทุนส่งเสริมการส่งออกที่อนุมัติในการประชุมเมื่อ ม.ค.2553 แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการส่งออกหลายรายไม่ได้นำลูกค้าเข้าร่วมโครงการ และถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2010, 08:43 PM   #337
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

China's Sany to spend $40m on building Thai plant

The Nation Published on June 15, 2010


China's Sany Group, a global leader in the manufacture of construction machinery, yesterday announced an initial investment of US$40 million (Bt1.29 billion) to set up an assembly plant in Thailand.


Zhongke Zhang, deputy general manager of Sany Heavy Industry and general manager of the group's international department, said the company had been working closely with the Board of Investment on investment privileges for the facility.


"We are considering several locations for the first Thai assembly plant, including at Bang NaTrat, Laem Chabang, Chon Buri and at Klong Rang Industrial Park in Prachin Buri. We will finalise the location within the next few months and start construction by the end of this year," said Zhang.


The plant will employ 100 workers at the start of operations, rising to more than 500 in due course.


He said that occupying operational space of between 60,000 and 100,000 square metres, the plant would start with the assembly of excavators, the major parts for which would be imported from China, while some would be sourced locally.


The plant initially will be able to produce about 200 excavators annually.


"With such an initial assembly capacity, we expect to achieve a share of more than 20 per cent of the local market," he said.


Zhang added that the company would also export construction machinery, including excavators, from Thailand to neighbouring markets in Asean.


"With the freetrade agreement between Thailand and China, we are able to import 90 per cent of the parts from China to Thailand with zero duty. We are able to reexport finished products from Thailand to neighbouring markets in Asean and enjoy both cheaper import duty and transportation costs," said Zhang.


He said that factors favouring the production facility being located in Thailand were the country's good location at the centre of Asean and its strong economic growth compared to other countries in the region.


"We [Thailand and China] share a similar culture, so it is quite convenient for Chinese people to live and work in Thailand," he said.


Founded in 1989, Sany Group is fully engaged in the manufacture of construction machinery, with offices and plants in major Chinese cities such as Beijing, Shanghai and Shenyang.


Its main products are construction machinery, road machinery, excavators, piledrivers, hoisting machinery, nonearthmoving construction equipment, harbour machinery, coalmining machinery and windpower equipment.


It is regarded as China's No1 brand for concreteconveying machinery, piledrivers, crawler cranes and coalheading machinery.


Sany has established more than 30 subsidiaries overseas, and its products have been exported to over 110 countries and territories.


Sany is completing construction of a researchanddevelopment facility in India and a manufacturing base in the US for $60 million combined.


In January 2009, the group signed a contract for a �100million (Bt4 billion) investment in R&D and manufacturing facilities for construction machinery in Germany.


Zhang said Sany Group had achieved Bt153 billion in global sales last year. It expects to hit Bt200 billion this year


"We expect to increase the ratio of export business from currently less than 10 per cent to about 30 per cent in the next five years, and to 60 per cent in 10 years," he said.


He added that the group planned to set up 30 assembly facilities around the world in the next two to three years. It expects to have between 60 and 70 plants in total in the next 10 years.



Mr Zhang (left) and Mr Feng say Thailand’s demand for excavators is strong, with the products used in many major projects such as the Airport Rail Link, mass transit extensions and a luxury residential project.

Last edited by napoleon; June 15th, 2010 at 09:57 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 15th, 2010, 08:16 PM   #338
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ครม.ตีกลับภาษีหนังสือ0%

Thaipost เศรษฐกิจ16 มิถุนายน 2553 - 00:00


ครม.ตีกลับมาตรการลดหย่อนทางภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่าน หลังพบทำรัฐสูญปีละ 350 ล้าน ชี้ไม่กลัวเสียรายได้เข้ารัฐ แต่มองว่ายังไม่จูงใจใหัคนรักการอ่านจริง สั่งหารือกกระทรวงการคลังศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อนเสนอใหม่ภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 15 มิ.ย.ว่า ศธ.โดยคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้เสนอมาตรการลดหย่อนทางภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านให้ ครม.พิจารณาเพื่อให้มาตรการดังกล่าวออกมารองรับการประกาศให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2552 ซึ่งได้มีการกำหนดให้ 2552 ถึง 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน และกำหนดให้วันที่ 2 เม.ย.ของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน ทั้งนี้ ครม.ได้ขอมอบให้ ศธ.ไปหารือร่วมกับ ก.การคลัง เพื่อดูในรายละเอียดให้รอบครอบและเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งภายใน 30 วัน

"ที่ผ่านมามีการประเมินเบื้องต้นพบว่ามาตรการลดหย่อนทางภาษีที่ ศธ.เสนอจะทำให้รัฐสูญรายได้ประมาณปีละ 350 ล้านบาท แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการอ่าน แต่การที่ ครม.ไม่ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการลดหย่อนทางภาษีคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องรายได้ที่รัฐจะต้องสูญไป เพราะถือว่าเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากหากทำให้คนรักการอ่านเพิ่มขึ้น แต่ ครม.อยากให้มีมาตรการอื่นที่จูงใจให้คนอ่านหนังสือได้มากขึ้น และทำให้หนังสือถูกลงมากขึ้นด้วย" นายชินวรณ์กล่าว

สำหรับมาตรการลดหย่อนทางภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านที่ ศธ.เสนอ 3 มาตรการ ดังนี้ 1.ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ขอหนังสือบริจาค สามารถนำค่าใช้จ่ายที่ซื้อหนังสือไปมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น โดยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือมาหักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 30% ของกำไร จากเดิมที่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น 2.ให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายที่ซื้อหนังสืออ่านเอง สามารถนำค่าใช้จ่ายที่ซื้อหนังสือในรอบปีมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินปีละ 10,000 บาท

นิติบุคคลที่ซื้อหนังสือเข้าองค์กรตัวเองสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือมาหักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 30% ของกำไร 3.จะเสนอให้ธุรกิจหนังสือเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อให้สำนักพิมพ์สามารถขอเคลมภาษีมูลค่าที่ติดมากับวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตหนังสือ ปัจจุบันธุรกิจหนังสือไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาษีของวัตถุดิบเอง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ขอคืนภาษีที่ติดมากับวัตถุดิบได้ ที่สำคัญจะขอให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของหนังสือเป็น 0% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตหนังสือถูกลง ราคาหนังสือก็จะถูกลงด้วย ผู้ซื้อหนังสือจะซื้อได้ในราคาที่ถูกไม่ต้องบวกภาษี.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 15th, 2010, 08:18 PM   #339
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

พาณิชย์ฉาว บัตรสนเท่ห์เกลื่อนกระทรวง ไม่โปร่งใสทั้ง"โครงการไทยแลนด์เบสเฟรนด์-ธงฟ้า "

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 20:15:35 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


กระทรวงพาณิชย์ฉาว โดนใบปลิวว่อน โจมตี "โครงการThailands Best Friends 2010 (TBF 2010 )-ธงฟ้า " ส่งถึงมือ "พรทิวา" ด้าน อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ลั่น ไม่ใช่คนวิเศษทำได้ทุกอย่าง ยืนยันได้ว่าเป็นไปตามระเบียบราชการ

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลการจัดงานและจัดสรรพื้นที่จำหน่ายภายในการจัดงาน “มหกรรมธงฟ้า...มหาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากความไม่สงบทางการเมือง โดยมีนายวีระศักดิ์ วิสุทธาธรรม รองอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน และมีกรรมการซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนระดับผู้อำนวยการ (ผอ.) จากสำนักจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า, ผอ.สำนักสารสนเทศการค้าในประเทศ, ผอ.สำนักงานส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า โดยมีผอ.กองนิติการ เป็นเลขานุการ และมีนายสมบูรณ์ ภักดีวรกิจกุล นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ



จากก่อนหน้านี้ที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายบุญนริศร์ สุวรรณพูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เตรียมจะตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีหนังสือร้องเรียนมาถึงนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้ผลกระทบจากการชุมนุม โดยล่าสุดได้เรียกสอบสวนข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในสัปดาห์นี้ เพราะมีบทบาทเกี่ยวกับขั้นตอนการคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมมงานที่กระทรวงพาณิชย์จัดไปก่อนหน้านี้ 3 งาน ประกอบด้วย งานมหกรรมธงฟ้า...มหาชน เฉลิมพระเกียรติ วันที่ 15-21 พ.ค.53 มีผู้ประกอบการ 200 ราย งานรวมพลังเพื่อวันใหม่ 28-29 พ.ค.53 มีผู้ประกอบการ 1,000 ราย และงานรวมพลังเพื่อวันใหม่ (พัทยา) วันที่ 5-6 มิ.ย. 53 มีผู้ประกอบการ 1,000 ราย

ส่วนคณะกรรมการชุดใหม่นี้ จะมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1) กำกับดูแลการจัดงาน ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ งาน “มหกรรมธงฟ้า ...มหาชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมือง”ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-25 มิ.ย. 53 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามกรอบหลักเกณฑ์การปฏิบัติของผู้เข้าร่วมงานจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และข้อปฎิบัติของร้านค้าที่จำหน่ายในงานธงฟ้า ราคาประหยัดที่กำหนด 2) กำกับดูแลการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายแก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้นำสินค้ามาจำหน่ายในงาน 3) รับเรื่องร้องเรียนรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมโครงการ 4)เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง และ 5) ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย

“กระทรวงได้รับประสบการณ์จากปัญหาที่ผ่านมา งานธงฟ้าฯครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นงานใหญ่ครั้งสุดท้าย เราจะติดป้ายว่าไม่เก็บเงิน โดยกระทรวงพาณิชย์จะดูแลรายชื่อผู้ประกอบการ ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากศูนย์การค้าที่ได้รับผลกระทบ 7-8 แห่ง และเพื่อให้ทั่วถึงกับผู้ประกอบการ 1,000 ราย แต่มีคูหา 500 คูหาจึงได้แบ่งการใช้คูหางานทั้งหมด 8 วัน เป็น 2 รอบๆ ละ 4 วัน และในส่วนของธงฟ้าอีก 500 คูหา เพื่อกระจายให้ทั่วถึงคาดว่าจะมีมูลค่าการค้าภายในงาน 300 ล้านบาท และมีประชาชนร่วมงานได้ 5 แสนคนใกล้เคียงกับที่ผ่านมา ส่วนความคืบหน้าในการตรวจสอบ คณะกรรมการตรวจสอบ 2 ชุดในคณะชุดผู้ตรวจบุญนริศร์ สุวรรณพูล คงได้ข้อสรุป 2 สัปดาห์ และชุดกรมการค้าภายใน พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการเข้าจำหน่ายในงานออกมาใหม่” นายยรรยยงกล่าว

ด้านนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า บทบาทของคณะทำงานฯ จะตรวจสอบงานธงฟ้าครั้งนี้เท่านั้น โดยจะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบภายในงาน ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และจะรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เข้าร่วมงาน

นอกจากการร้องเรียนในส่วนของงานธงฟ้าแล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ ยังได้มีการร้องเรียนเรื่องการจัดโครงการ Thailands Best Friends 2010 (TBF 2010 ) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 2 ก.ค. 53 ซึ่งนายศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ออกมาชี้แจงถึงนโยบายของนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ว่า การจัดงานนี้เป็นครั้งที่ 2 ใช้งบประมาณเพิ่มจากปีก่อน 40 ล้านบาท เป็น 80 ล้านบาท เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วมงานมากขึ้น จากการคัดเลือกผู้นำเข้าลูกค้าของบริษัทใหญ่ระดับท็อบทรี (Top 3) ของแต่ละประเภทสินค้า คิดเป็น 37 ราย 150 ราย มีมูลค่านำเข้ารวม 3.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการสั่งซื้อจากลูกค้ากลุ่มนี้ได้อีก 66,000 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนของการใช้งบประมาณ 80 ล้านบาทจากกองทุนส่งเสริมการส่งออก แบ่งเป็นการใช้สำหรับรับรอง และจัดกิจกรรม และการประชาสัมพันธ์

“การใช้งบประมาณคุ้มค่าทุกบาท ขอให้มองประโยชน์ว่าจะได้ผลดีกับการส่งออกตามเป้าหมายที่วางไว้ขยายตัวปีนี้ 14% ซึ่งเป็นคนดูแลตรวจสอบเอง ปีนี้มีทั้งเบสเฟรนด์เดิม และรายใหม่ โดยลงไปดูการทำงานเองแทบทุกขั้นตอนแค่นี้ข้าราชการก็มองว่าเป็นคนละเอียดมากแล้ว แต่ไม่ใช่คนวิเศษทำได้ทุกอย่าง แต่ยืนยันได้ว่าเป็นไปตามระเบียบราชการ เพราะคนที่กล้าทำคงอยู่รับราชการต่อไปไม่ได้ และคงไม่ไปนั่งตรวจสอบหาคนวางใบปลิว หลังจากนี้ก็จะต้องประเมินความพึงพอใจ โดยจะจัดทำเว็บไซต์ติดต่อกับลูกค้า เพื่อรักษาความสัมพันธ์สำหรับลูกค้าเบสเฟรนด์ต่อไป” นางศรีรัตน์กล่าว

รายงานข่าวระบุว่า แม้ว่าจะมีการแถลงข่าว แต่กรมส่งเสริมการส่งออกยังไม่สามารถให้ข้อมูลตัวเลขการใช้งบประมาณในโครงการได้อย่างชัดเจนในแต่ละส่วนที่ระบุ เช่น บริหารจัดการจัดกิจกรรม การประชาสัมพันธ์ โดยอธิบดีแจ้งว่าตัวเลขที่รายงานมายังผิด ต้องกลับไปปรับปรุงใหม่ เพราะทำเบื้องต้นสำหรับ 150 ราย แต่จริงๆ แล้วจะต้องรับรองเอกชนผู้นำเข้า 150 ราย และเจ้าของบริษัทไทยที่เป็นลูกค้า และข้าราชการรวมแล้ว 450 คน โดยให้พักในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในกรุงเทพ และหัวหิน ห้องละ 2 คน ราคา 1,500 บาท เป็นเวลา 3 คืน เป็นต้น

สำหรับบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก 33 ราย ได้แก่ ก๊อปปี้ไรท์ อินดัสเตรียล, กำแพงแสน คอมเมอเชียล, เจียมพัฒนาเท็กซ์ไทล์ส, ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์, ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม, นครหลวงค้าข้าว, นานมีอุสตสาหกรรม,นิเด็ค แมทชีนเนอรี่, แบล็คแคนยอน, โบร แลนด์ เทคโนโลยี, เพรซิเด้นท์ไรซ์โปรดักส์, แพ็คฟู้ด, โฟโต้ ไทยแลนด์, วงศ์บัณฑิต, เวสเทิร์น ดิจิตอล, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, สยามพูลทรัพย์ อินเตอร์-เคมีคอล, สหฟาร์ม, อุตสาหกรรมทวีวงษ์, เอเชีย โกลเด้นไรซ์, เอี่ยมไพศาล อุตสาหกรรม, โอสถสภา อินเตอร์เนชั่นแนล, หจก. หนองคายวังชัยอิมปอร์ต/เอ็กซ์ปอร์ต, ซี.พี.อินเตอร์เทรด, ซีเอ็นซี อินเตอร์เนชั่นแนล, ฟู้ด ฟอร์ เดอะ เวิร์ลด, โกลเด้น เดอะ โอเปอเรชั่น, เอส.พี.เอส.คอร์เปอเรท, เอสซีจี เคมิคอลล์, เอสซีที , ซีแวลู , ซีเวล โฟรเซ่น ฟู้ด และไทย เพรซิเด้นท์ ฟู้ดส์
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 15th, 2010, 08:21 PM   #340
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 55,380
Likes (Received): 1720

ก.ล.ต.ปราม“อภิสิทธิ์”ปล่อยข่าวซื้อTHCOM :“กรณ์”ปฏิเสธปั่นหุ้น คลังต่อรอง“เทมาเส็ก”ไม่ฟ้องAISแลกไทยคม

Kaohoon วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2010


ก.ล.ต.ออกโรงปรามรัฐบาลกรณีซื้อหุ้น THCOM ให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูล เพราะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น เตือนยังไม่มีข้อยุติ ตลท.รับลูกเตือนผู้ลงทุนติดตามข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ส่วนบริษัทปฏิเสธไม่ได้รับการติดต่อจากรัฐ “กรณ์” บี้เทมาเส็กคลายหุ้นไทยคม ระบุดาวเทียมดวงที่ 4 ผิดกฎหมายรัฐมีสิทธิ์ยึดคืน กระทบรายได้และราคาหุ้น THCOM แน่นอน ยันเอาเฉพาะดาวเทียม ธุรกิจโทรคมนาคมไม่เอา แลกไม่ฟ้องแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กรณีทำให้รัฐเสียหาย


นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข่าวของการซื้อหุ้นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

“ข้อมูลที่ออกมามีผลต่อราคาหุ้น การเปิดเผยควรระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นยังไม่มีข้อยุติ และถ้าหากไม่เป็นไปตามการคาดหมาย ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามข่าวสาร THCOM ด้วยความระมัดระวัง” นางจารุพรรณ กล่าว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับหน่วยงานทางการมีแผนจะซื้อหุ้นของ THCOM จากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้ติดตามขอให้บริษัทชี้แจงสารสนเทศดังกล่าว และบริษัทได้ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานของรัฐในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

เนื่องจากข่าวที่ปรากฏยังเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนแน่นอน ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้นักลงทุนติดตามข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท THCOM ด้วยความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจลงทุน โดยหากมีความคืบหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประสานงานกับบริษัทให้ชี้แจงข้อมูลต่อไป

นายสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการ บมจ.ไทยคม(THCOM) กล่าวว่า ปฏิเสธว่ากรณีที่รัฐบาลมีแผนจะซื้อหุ้นTHCOM คืนจากเทมาเส็กนั้น บริษัทขอเรียนชี้แจงว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานของรัฐในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้กระทรวงการคลังไปศึกษาวิธีการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเส็ก แต่ยังไม่ลงลึกในรายละเอียด ส่วนวิธีการซื้ออาจให้รัฐวิสาหกิจไปซื้อ หรือให้คนไทยเข้าไปซื้อหุ้นโดยตรง ขณะที่ราคาคงต้องดูตามความเป็นจริง

“ราคาหุ้นที่ขึ้นมานั้นไม่ใช่การปล่อยข่าวของรัฐบาล แต่เป็นเพราะสื่อไปลงข่าว ซึ่งทำให้กระทบต่อราคาในกระดานปรับตัวเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างมาก”นายกรณ์ กล่าว

รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาศาลได้ตัดสินเรื่องดาวเทียมไทยคมดวงที่ 4 ให้ผิดกฎหมาย และรัฐมีสิทธิ์ยึดคืน ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของไทยคม และราคาหุ้นไทยคมที่จะขายให้กับคลัง

นายกรณ์ กล่าวว่า บริษัทไทยคม ประกอบธุรกิจ 2 รูปแบบ คือ ธุรกิจดาวเทียม และธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งในส่วนของธุรกิจคมนาคมรัฐบาลไม่ได้มีความสนใจ ดังนั้นการซื้อคืนก็จะซื้อแต่ธุรกิจดาวเทียมเท่านั้น

สำหรับการขายดาวเทียมไทยคมของผู้ถือหุ้นเดิมคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กับเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ในปี 2549 ได้สร้างความผิดหวังให้กับคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นที่ดีไม่ได้สร้างความลำบากใจเรื่องความมั่นคงให้กับประเทศไทย แต่ปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพราะกลุ่มอำนาจเดิมที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเทมาเส็กประเทศสิงคโปร์ ใช้ความสัมพันธ์เครือข่ายที่มีอยู่ในบริษัททั้งที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่แล้ว สร้างปัญหาเรื่องความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา

"ผมเคยพูดตั้งแต่ปี 2549 ว่า การถือหุ้นของบริษัทไทยคมของประเทศสิงคโปร์ จะสร้างความลำบากใจเรื่องความมั่นคงน้อยกว่าที่คุณทักษิณถืออยู่ และเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น" นายกรณ์ กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้มีการตกลงกับเทมาเส็กในการซื้อหุ้นไทยคมไปบ้างแล้ว และอาจมีการแลกเปลี่ยนกับกรณีที่ไอซีทีจะไม่ฟ้องร้องกรณีของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส แก้ไขสัญญาสัมปทานจนทำให้รัฐเสียหาย

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมต.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวถึงแนวทางซื้อคืนดาวเทียมไทยคม ว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้หารือ 2 ส่วน คือ เรื่องความมั่นคงและดาวเทียมไทยคมเป็นดาวเทียมที่มีวงโคจรเป็นของไทย แต่มีคนเอาไปขายให้ต่างชาติ อยู่ในการบริหารของต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงคือเมื่อทวงคืนมาแล้วต้องมีการบริหารต่อไปให้ได้ประโยชน์สูงสุด

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจาก บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของประเทศสิงคโปร์ ว่า แนวทางของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องทางการเมือง แต่เป็นการรักษาสิทธิของสัมปทานประเทศไทย

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งจัดการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมให้เสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเกรงว่า หากเป็นรัฐบาลชุดอื่น อาจไม่จริงใจในการนำสมบัติของชาติกลับคืนมา

ขณะเดียวกัน สนับสนุนให้รัฐบาลนำเงินที่ยึดได้จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 40,000 ล้านบาท ไปซื้อดาวเทียมไทยคมจากเทมาเส็ก กลับคืนมาเป็นสมบัติของประเทศ

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าวันนี้ฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยจะประชุมกัน เพราะทราบว่า ในการออกข่าวจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมของรัฐบาลเป็นแผนลับลมคมในการปั่นหุ้นหรือไม่ ความจริงแล้ว รัฐบาลไม่ควรซื้อคืน เพราะเป็นดาวเทียมธุรกิจ ไม่ใช่ดาวเทียมโทรคมนาคม แต่ขอฟันธงว่า เรื่องนี้เป็นการปั่นหุ้นให้ได้กำไร จะขอให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่า ก่อนจะออกข่าวซื้อคืนดาวเทียมไทยคม มีบุคคลใดที่ซื้อหุ้นบ้าง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทราบว่ามีนักการเมืองอักษรย่อ “ก.” และ “ศ.” ได้ประโยชน์จากการซื้อขายหุ้นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จนมีกำไรเกิดขึ้น 300 ล้านบาท
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 07:17 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu