|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|
#781 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
ส่งออกต.ค.โต0.3%ต่ำสุดรอบ2ปีชี้น้ำท่วมฉุดอิเล็กฯ-ยานยนต์
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ พาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกเดือนต.ค.เพิ่มแค่ 0.3%มูลค่า17,192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 10 เดือนยังขยายตัว22.8% เผยน้ำท่วมฉุดอิเล็กฯ-ยานยนต์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสตร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างของไทยในเดือนต.ค.ว่า การส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 17,192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 52 ขณะที่การส่งออกช่วง 10 เดือน(ม.ค.-ต.ค.)มีมูลค่า 196,769 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าสำคัญหลายรายการส่งออกลดลงจากภาวะน้ำท่วมโรงงานต้องหยุดการผลิต โดยสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนส่งออกลดลง 15.3% อิเล็กทรอนิกส์ลดลง22% ด้านตลาดส่งออกนั้นพบว่าการส่งออกไปตลาดยุโรปลดลง 11.1% ตลาดสหรัฐ ลดลง 5.5% ส่วนการนำเข้าในเดือนต.ค.มีมูลค่า 18,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.5% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1,009 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดการนำเข้า 10 เดือน(ม.ค.-ต.ค.)มีมูลค่า 192,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.14% http://www.bangkokbiznews.com/home/d...5;์.html |
|
|
|
|
|
#782 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
ผู้ผลิตสินค้าเดินเครื่องเต็มสูบ ยูนิลีเวอร์รอดท่วม เร่งปั๊ม3กะ ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ยอดพุ่ง20%
สถานการณ์หลังน้ำเริ่มลด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งเดินเครื่อง บรีส-โอโม่žหวั่นสินค้าขาด ลุย 3 กะ ฟาร์มเฮ้าส์žผลิตเต็มที่ รับยอดขายเพิ่ม ด้านโออิชิžปรับแผน คาดใช้เวลาฟื้นฟู 2-6 เดือน รายงานข่าวจากบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทปิดโรงงานผลิตสินค้าที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังตามคำแนะนำของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ กนอ. ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2554 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้กลับมาเปิดดำเนินการผลิตสินค้าแล้ว โดยเร่งกำลังการผลิตทำงานเต็มที่ทั้ง 3 กะในแต่ละวัน เนื่องจากสต๊อกสินค้าที่มีอยู่เดิมเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าจังหวัดฉะเชิงเทราเริ่มเหลือน้อยลง แม้สถานการณ์จะทำให้เชื่อได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง แต่ทางบริษัทได้เตรียมความพร้อมป้องกันน้ำท่วม 100% ยังคงระบบป้องกันน้ำท่วมไว้ ไม่ได้เอาออก รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ทางยูนิลีเวอร์ได้วางกลยุทธ์การกระจายสินค้าสู่ช่องทางค้าปลีกใหม่ เพราะหลังจากน้ำท่วมมีปัญหาการขนส่งสินค้า จึงเปลี่ยนการขนส่งสินค้าไปยังร้านค้าโดยตรง จากเดิมจะขนส่งไปสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด จะต้องส่งไปยังคลังสินค้าหรือดีซีของโมเดิร์นเทรดแต่ละแห่ง ทำให้สามารถกระจายสินค้าสู่ช่องทางค้าปลีกในช่วงมีปัญหาการขนส่ง สำหรับโรงงานยูนิลีเวอร์ที่ลาดกระบังเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ผลิตผงซักฟอก บรีส โอโม่ น้ำยาล้างจานซันไลต์ นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานกรรมการบริษัท ไทยเพรสซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ มีโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบัง รวม 3 โรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้มั่นใจว่าโรงงานทั้ง 3 แห่งจะไม่ถูกน้ำท่วม จึงกลับมาเดินเครื่องผลิตสินค้าเต็มที่ ขณะนี้ยอดขายขนมปังฟาร์มเฮ้าส์เติบโตเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากความต้องการเพิ่มและซื้อไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย คาดว่าจะทำให้รายได้รวมของบริษัทเติบโตมากกว่า 10% ตามเป้าหมายเดิม อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้ายังคงมีปัญหาบ้าง หากขนส่งสินค้าไปยังจังหวัดที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง เช่น อยุธยา ต้องใช้เวลาขนส่งนาน แต่โดยภาพรวมถือว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิและผู้ประกอบการร้านอาหารในเครือโออิชิ มีโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีครัวกลางและโรงงานผลิตชาเขียวในนิคมนวนคร กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องรอให้น้ำลดก่อนจึงจะเข้าไปฟื้นฟูโรงงานได้ คาดว่าหลังจากน้ำลดต้องใช้เวลาฟื้นฟู 2-6 เดือน แต่ในภาพรวมร้านอาหารในเครือโออิชิทั้ง 120 สาขา ยังเปิดให้บริการตามปกติ ได้ปรับกลยุทธ์มาผลิตในร้านอาหารแต่ละสาขาแทน จากเดิมใช้วัตถุดิบจากครัวกลางนวนคร ส่วนชาเขียวผลิตที่โรงงานในนิคมอมตะ แต่ในภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 4 รายได้น่าจะปรับตัวลดลง จากร้านในศูนย์การค้าถูกน้ำท่วมปิด อีกทั้งชาเขียวผลิตได้น้อยลง (ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 22 พ.ย.2554) http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
|
#783 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
ครม.อนุมัติงบฯ 2,650 ล้าน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเฉพาะหน้า
วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 16:50:00 น. วันที่22พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม. ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 รายการงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วงเงิน 2,650 ล้านบาท เพื่อให้จังหวัดและส่วนราชการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยเฉพาะหน้า โดยการจัดสรรให้จังหวัดที่กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้สนับสนุนช่วยเหลือ 1 จังหวัดต่อ 1 เขตในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด 22 เขต รวมถึง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และ จ.นครปฐม รวมทั้งสิ้น 25 จังหวัด จังหวัดละ 50 ล้านบาท รวม 1,250 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายจากครม. ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดแล้ว กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานละ 100 ล้านบาท ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 50 ล้านบาท รวม 1,400 ล้านบาท โดยต้องมีการควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับงบประมาณอื่น โดยให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
|
#784 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,403
Likes (Received): 215
|
Minimum wage rise postponed
Published: 22/11/2011 at 02:43 PM The cabinet has postponed the increase in the minimum wage to 300 baht per day from Jan 1 to April 1 next year, to help flood-affected employers. Deputy government spokesman Chalitrat Chantharubeksa said the cabinet resolved on Tuesday to delay the wage hike for three months out of regard for the problems of flooded businesses. "The cabinet has postponed the wage rise to April 1 next year. It will start in seven provinces, and will be in place nationwide from April 1, 2013," the deputy government spokesman said. The first seven provinces are: Bangkok, Nakhon Pathom, Nonthaburi, Samut Prakan, Samut Sakhon, Phuket and Pathum Thani. The minumum wage hike was a campaign policy of the Pheu Thai Party before the July 3 election. http://www.bangkokpost.com/news/loca...rise-postponed
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
|
#785 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,403
Likes (Received): 215
|
Growth unlikely to be hit hard: Think tank
THE NATION November 22, 2011 5:03 am The economy next year might not stray far from the growth forecast of 4.5-5.5 per cent if 80 per cent of all flood-affected factories can be up and running in the first quarter, the government think tank said yesterday. "Most factories outside the flooded areas in Samut Prakan and Chachoengsao provinces started operations in mid-November and about 70-80 per cent of those in the flooded areas are likely to begin their operations in late January or early February," said Arkhom Termpittayapaisith, secretary-general of the National Economic and Social Development Board (NESDB). Most companies are scheduled to resume normal operations within 45 days after the floods recede. However, the electronics industry with its need for high precision, hygiene and standard certifications could take longer, he said. FUELLING ECONOMIC EXPANSION The government could increase investment for infrastructure restoration in the flooded areas and implement its planned economic stimulus next year, which will likely fuel economic expansion, he said. However, manufacturing could face challenges to recovery in the form of Europe's debt crisis, likely baht volatility and expected lower government revenue, he said. "Taxes levied on oil are postponed and some taxes are waived for the country's restoration" after the floods, he said. A decrease in the corporate income tax rate is also planned. The NESDB yesterday slashed its 2011 economic-growth forecast to 1.5 per cent from 3.5-4.0 per cent because of the nation's worst floods in decades. Floods are preliminarily estimated to have wiped out Bt200 billion to Bt300 billion from gross domestic product this year, Arkhom said. The NESDB is now assessing the actual damages. Barclays Capital has revised its forecast for 2011 GDP growth to 2.4 per cent from 2.9 per cent on account of heavy estimated economic losses of about Bt300 billion to Bt400 billion stemming from the severe flooding. GDP GROWTH TARGET THIS YEAR 2.6% The Fiscal Policy Office is standing by its GDP growth target for this year at 2.6 per cent and for next year at 5 per cent. Siam Commercial Bank's Econo-mic Intelligence Centre has downgraded its growth estimate for this year to 1.8 per cent from 4.5 per cent mainly because of production pauses in the flooded and flood-affected industrial estates. This year's Consumer Price Index is now expected to show a 3.8-per-cent rise, within the earlier range of 3.6-4.0 per cent, according to the NESDB. Next year's inflation is estimated at 3.5-4.0 per cent. Prasarn Trairatvorakul, governor of the Bank of Thailand, said inflation last month was 4.19 per cent year on year, slightly accelerating from the month before mainly because of the floods, which caused supply shortages. "The trend for inflation for this full year should be in line with the target, with estimates of 2.9 per cent for core inflation and 3.8 per cent for headline inflation," he said. The central bank said last week that its Monetary Policy Committee might cut its policy rate, which now stands at 3.5 per cent, at its next meeting on November 30. According to the NESDB, private investment continued to expand 9.1 per cent in the third quarter, up from 8.6 per cent in the previous quarter, thanks to a 10.1-per-cent increase in machinery and equipment and 6.1-per-cent rise in construction. Exports soared 27.3 per cent to US$63.3 billion (Bt1.97 trillion) in the third quarter. Nine-month economic growth reached 3.1 per cent on the back of 24.6-per-cent export growth and 1.6-per-cent manufacturing expansion. http://www.nationmultimedia.com/busi...-30170380.html
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
|
#786 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
เลื่อนขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ 1 มค.56
นางสางอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่คณะกรรมการค่าจ้างหรือไตรภาคีเสนอให้เลื่อนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท นำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม จากเดิมที่เริ่ม 1 มกราคม 55 เป็นวันที่ 1 เมษายน 55 ทั้งนี้อีก 70 จังหวัดที่เหลือจะปรับขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 56 ต่อไป http://www.matichon.co.th/news_detai...&subcatid=0501 |
|
|
|
|
|
#787 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
ผอ.กองสลากประกาศ ปรับแผนรุกออนไลน์:ล็อกซเล่ย์รับลูกเตรียมเดินเครื่อง 6 พัน
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ครม. ไฟเขียว สมชาติ นั่ง ผอ.สลากคนใหม่ 1 ธันวาคมนี้ ประกาศปรับแผนพร้อมรุกเกมออนไลน์ แก้ไขปัญหาสลากเกินราคา เพิ่มรายได้สำนักงานฯในอนาคต ด้านล็อกซเล่ย์พร้อมเดินเครื่องจำหน่าย 6 พันตู้ ทั่วประเทศหลังน้ำลด วานนี้ ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งนายสมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่ แทนนายวันชัย สุระกุล ที่จะหมดวาระในสิ้นเดือนนี้ โดยกำหนดอัตราค่าตอบแทนคงที่ของผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในอัตรา 2.8 แสนบาทต่อเดือน และเมื่อครบกำหนดทุกๆ 1 ปี อาจปรับขึ้นค่าตอบแทนคงที่ไม่เกินกว่าร้อยละ 10 ของค่าตอบแทนคงที่ที่ได้รับตามผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล นายสมชาติ วงศ์วัฒนศาสนต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่ กล่าวว่า หลังจากที่ ครม. เห็นชอบแล้ว ก็จะต้องลาออกจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องเขียนแผนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสลากฯ ที่คาดว่าจะประชุมกันภายในเร็วๆ นี้ โดยมองไปถึงการปรับองค์กรให้ทันสมัย และการปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากใหม่ อย่างเช่น สลากออนไลน์ ซึ่งหากบอร์ดเห็นชอบด้วยก็จะดำเนินการได้ทันที เนื่องจากที่ผ่านมาเคยดูแลสำนักงานสลากรูปแบบใหม่มาแล้ว จึงเข้าใจถึงระบบการจัดจำหน่ายซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งให้สูงขึ้นในอนาคต และยังสามารถแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาที่เป็นปัญหามาตั้งแต่อดีต นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า บอร์ดจะเรียกนายสมชาติ ให้นำเสนอแผนงานภายในเร็วๆ นี้ อาทิ เร่งเพิ่มรายได้ให้กับสำนักงานฯ และการปรับปรุงการบริหาร เพื่อให้เป็นรัฐวิสาหกิจดีเด่นในอนาคต รวมถึงการแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของสำนักงานสลากฯ อาทิ กรณีหวยล็อก และหาวิธีการแก้ไขปัญหาหวยจำหน่ายเกินราคา นอกจากนี้บอร์ดเตรียมปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องการกลับมาถ่ายทอดสดการออกสลาก เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส อีกทั้งจะพยายามเร่งรัดการตกแต่งอาคารสำนักงานใหม่ ให้เข้าใช้ได้โดยเร็ว ภายในกลางปีหน้า ด้านแหล่งข่าวจากล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี กล่าวว่าบริษัทมีความพร้อมที่จะดำเนินการโครงการจำหน่ายหวยออนไลน์ หลังจากที่สำนักงานสลากฯได้ผู้อำนวยการคนใหม่ ที่เข้าใจงานด้านนี้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็รอฟังนโยบายของกองสลากฯเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนเครื่องจำหน่ายหวยออนไลน์ที่ติดตั้งไปแล้ว 6 พันเครื่อง ขณะนี้ได้ตรวจสอบแล้วว่าเสียหายไปบางส่วนจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่บริษัทก็มีเครื่องสำรองไว้แล้ว หลังน้ำลดก็สามารถนำไปติดตั้งใหม่ได้ทันที รอเพียงกองสลากฯจะสั่งมาเท่านั้น ผู้อำนวยการคนใหม่นับว่าเป็นคนใน ที่เข้าใจเกี่ยวกับหวยออนไลน์ดี ดังนั้นบริษัทจึงมั่นใจว่าโครงการจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในรัฐบาลชุดนี้ แหล่งข่าวกล่าว http://kaohoon.com/daily/16059/ผอ.กอ...33;น.htm |
|
|
|
|
|
#788 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
เอสแอนด์พีคงอันดับไทยBBB+
วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2554 นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า บริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี หรือ Standard & Poors (S&Ps) ได้ยืนยันระดับอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท ที่ระดับ A-/A-2 และได้ยืนยันแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) S&P อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลงหากฐานะการคลังและตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ในทางกลับกัน S&P อาจปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยหากสถานการณ์ทางการเมืองมีความมั่นคงซึ่งจะสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังของรัฐบาลให้ดีขึ้น เอสแอนด์พี ยังเห็นว่าประเทศไทยมีความยืดหยุ่นทางการคลังเพียงพอที่จะรับมือต่อความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม นอกจากนี้ การที่ S&Ps ยืนยันแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ยังสะท้อนถึงมุมมองของ S&Ps ต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของไทยและสถานะทางการคลังของประเทศที่ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากการเมือง ปัจจัยสนับสนุนหลักของอันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังคงมาจากสถานะดุลต่างประเทศที่แข็งแกร่งและระดับหนี้ของรัฐบาลสุทธิที่อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ปัจจัยลบได้แก่ภาคเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำและปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง โดย S&Ps ได้คาดการณ์ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นปี 2554 ว่าจะอยู่ที่ 173 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันหากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติทางเศรษฐกิจและการเงิน S&Ps ยังมองว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เป็นบวกในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลให้หนี้โดยตรงสุทธิของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม BBB ส่วนภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 5.7 ของรายได้ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าระดับรายได้ของรัฐบาลจะอยู่ที่ร้อยละ 22 ของจีดีพี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม BBB ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี S&Ps มองว่าการที่ประเทศไทยมีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดย S&Ps ได้คาดการณ์ระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยในปี 2554 ที่ 5,147 เหรียญสหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม BBB http://www.kaohoon.com/daily/16138/เ...#3618;BBB-.htm |
|
|
|
|
|
#789 |
|
Registered User
Join Date: Mar 2011
Posts: 1,916
Likes (Received): 12
|
เกาหลี-ญี่ปุ่นแห่ย้ายฐานหนีไทย
![]() นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นหลายรายได้พิจารณาย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทยแล้ว เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม และนโยบายการขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดเฉลี่ยที่ 40% ทั่วประเทศของรัฐบาล โดยส่วนใหญ่ย้ายไปประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ที่มีปริมาณแรงงานจำนวนมาก และค่าจ้างเฉลี่ยที่ 80 บาทต่อวันเท่านั้น กรณีดังกล่าวถือเป็นการย้ายฐานการลงทุนจริงๆ ไม่ใช่เป็นการขู่เหมือนที่ผ่านมา โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ย้ายไปแล้ว เช่น กลุ่มแม็กซอน ซิสเต็มส์ จากประเทศเกาหลีใต้ หรือแม้แต่มินิแบของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาย้ายออกจากสวนอุตสาหกรรมโรจนะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไป 1 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 3 โรงงาน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมและการเร่งรีบขึ้นค่าแรงในช่วงภาคอุตสาหกรรมประสบปัญหาวิกฤติ รวมถึงบางบริษัทก็ขอสละสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เคยได้รับแล้วเพื่อย้ายไปเพื่อนบ้าน สำหรับผลกระทบความเสียหายในกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ใน 6 นิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นิคมฯสหรัตนนคร, สวนฯโรจนะ, นิคมฯ บางปะอิน, นิคมฯไฮเทค, สวนฯนวนคร, สวนฯบางกะดี เบื้องต้นพบว่ามีเครื่องจักรจมน้ำจนเสียหายที่ 120,000 ล้านบาท และมีแรงงาน 170,000 คน ซึ่งตรงนี้ไม่นับ รวมโรงงานเอสเอ็มอีที่อยู่นอกนิคมฯ ส่วนการจ่ายค่าจ้างแรงงานส่วนใหญ่จะจ่ายที่ 75% ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ก็เป็นห่วงเอสเอ็มอีที่ไม่มีเงินเพียงพอในการจ่ายค่าจ้างในระยะยาวให้กับลูกจ้าง กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 0.5% กับกลุ่มที่รับช่วงผลิตต่อ รวมถึงการลดการ ส่งเงินประกันสังคมเป็นเวลา 1 ปี เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี. ไทยรัฐออนไลน์ - 25 พฤศจิกายน 2554 credit : http://www.thairath.co.th/content/eco/219024 |
|
|
|
|
|
#790 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
"ธนาคารโลก" ประเมิน ศก.ไทยจมน้ำเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาท ดึงจีดีพีปี 2554 หดเหลือ 2.4 %
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 17:40:24 น. นางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อประเมินความเสียหายจากเหตุอุทกภัยรวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กระทรวงการคลังว่า จากการประมาณการผลกระทบรอบแรกในช่วงระหว่างน้ำท่วม โดยใช้ระยะเวลาสำรวจข้อมูล 3 อาทิตย์ พบว่าเศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหายแล้ว 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายเช่น บ้าน โรงงาน ทรัพย์สินคงที่ต่างๆ ได้รับความเสียหาย 6.6 แสนล้านบาท ขณะที่ความสูญเสีย เช่นการผลิตที่ไม่สามารถผลิตได้เพราะโรงงานปิด ส่วนนี้มีความเสียหายมากถึง 7 แสนล้านบาท น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวต่อว่า ผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลให้ธนาคารโลกประกาศลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2554 จาก 3.6 % เหลือ 2.4 % หรือลดลง 1.2 % เนื่องจากน้ำท่วมนอกจากจะมีความเสียหายขึ้น แต่ในมุมกลับกันก็จะมีหลายโรงงาน หลายครัวเรือนที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่น การอพยบไปอยู่ในต่างจังหวัด มีการซ่อมแซมโรงงาน ทั้งนี้ เชื่อว่าผลจากกิจกรรมดังกล่าวจะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีปีหน้าเป็นบวกได้อย่างน้อย 0.1 % เพราะจะมีการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องการก่อสร้างและซ่อมแซมเพิ่มขึ้น โดยเชิ่อว่ากำลังการผลิตจะกลับมาผลิตได้ตามปกติในปี 2555 และคาดว่าในปี 2556 จะไม่มีผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้อีก http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
|
#791 | |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
Quote:
เศรษฐกิจ 26 พฤศจิกายน 2554 - 00:00 บอร์ดบีโอไอยังไร้แนวทางช่วยเหลือโรงงานน้ำท่วม เหตุคลังห่วงรัฐสูญเสียรายได้ “วรรณรัตน์” เชื่อนักลงทุนต่างชาติยังไม่ย้ายฐานลงทุนหนีไทย มั่นใจปีนี้ยอดขอรับส่งเสริมลงทุนทะลุ 500,000 ล้านบาทแน่นอน หลังบอร์ดบีโอไอนัดแรกไฟเขียวลงทุน 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 พ.ย.54 ว่า ประชุมมอบหมายให้บีโอไอและกรมสรรพากรไปจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม เพื่อนำมาประเมินมาตรการความช่วยเหลือทางด้านภาษี เนื่องจากกระทรวงการคลังมีความเป็นห่วงว่าหากให้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ ทั้งนี้ บอร์ดได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 16 โครงการ มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปี 2554 จะมียอมขอรับการส่งเสริมที่ระดับ 500,000 ล้านบาทได้ เห็นได้จากแค่ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554 นี้ (ม.ค.-ก.ค.2554) ยังอยู่ที่ระดับ 470,000 ล้านบาท เกินเป้าทั้งปีนี้ที่ตั้งไว้ 400,000 ล้านบาทแล้ว ส่วนกรณีที่นักลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะย้ายฐานการลงทุนจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้านแทนว่า ยังไม่มีนักลงทุนรายใดที่แจ้งย้ายฐานการลงทุนไปจากไทย รวมทั้งการสละสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ โดยรัฐบาลจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งการสร้างแนวคันกั้นน้ำ เพื่อรับมือหน้าฝนใหม่ที่จะเข้ามา “บริษัทมินิแบและแม็กซอน ซิสเตมส์ (ประเทศไทย) เดิมก็มีแผนจะย้ายการลงทุนอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนที่น้ำจะท่วม อาจเป็นเพราะต้องการใช้แรงงานต้นทุนต่ำ แต่ทั้ง 2 โรงงานก็ยังมีโครงการลงทุนในไทยอีกมาก “ นพ.วรรณรัตน์ กล่าว. |
|
|
|
|
|
|
#792 |
|
Registered User
Join Date: Jun 2004
Location: Bangkok/Chiangmai
Posts: 7,125
Likes (Received): 411
|
โรงงานไหนจะย้ายไปจากไทยก็ย้ายไปเถอะไม่ต้องง้อ บริษัทหนึ่งไปก็มีบริษัทอื่นมาแทนที่ด้วยระบบการผลิตที่ทันสมัยขึ้นตามระดับการพัฒนาฝืมือและค่าแรงที่แพงขึ้น
ส่วนสื่อไทย การย้ายไม่กี่บริษัทหรือย้ายออกนอกพื้นที่ กระจายความเสี่ยงไปจังหวัดอื่นๆก็กรุณาอย่าเอาแต่พาดหัวข่าวเว่อร์ๆเพื่อขายข่าว |
|
|
|
|
|
#793 |
|
BANNED
Join Date: Aug 2009
Posts: 840
Likes (Received): 2
|
http://www.prachachat.net/news_detai...id=no&catid=07
![]() ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประเทศไทย SCG ลงทุน 5 ปี 1.5 แสนล้าน สู่เป้าหมาย "เบอร์ 1 กระเบื้องโลก ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) องค์กรยักษ์ใหญ่ในธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และกระดาษ ได้รับเชิญขึ้นแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองเศรษฐกิจบนเวที 2011 ASEAN BUSINESS & INVESTMENT SUMMIT ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ Bali International Convention Center ประเทศอินโดนีเซีย แต่ความแตกต่างจากปีก่อน ๆ คือ ครั้งนี้เป็นการขึ้นเวทีในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ ในฐานะผู้นำองค์กรเอสซีจีที่ขยายการลงทุนทั้งในประเทศและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง บนเวทีธุรกิจอาเซียนเมื่อ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซีอีโอเอสซีจีจึงให้น้ำหนักการฉายภาพส่วนหนึ่งไปที่การให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพน่าลงทุน โดยมองว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ถึงจะส่งผลกับเศรษฐกิจแรงแต่ก็เป็นระยะสั้น คาดการณ์ว่าจะทำให้อัตราจีดีพีปีนี้มีอัตราเติบโตลดลงเหลือ 2% แต่ในระยะยาว 3-5 ปีนับจากนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่เกิดขึ้นหลายสาย ทั้งสายสีม่วง สีแดง และสีน้ำเงิน ถือว่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีย้อนหลังที่มีสนามบินสุวรรณภูมิและรถไฟฟ้าบีทีเอสและใต้ดินรวม 2 สาย ดังนั้น คีย์สำคัญคือการสร้าง "ความเชื่อมั่น" ให้กับนักลงทุน เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี โดยรัฐบาลควรจะต้องกำหนดนโยบายการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมถาวรเพื่อเรียกความมั่นใจ ซึ่งที่ผ่านมาเอสซีจีได้เดินสายพบปะพาร์ตเนอร์เพื่อทำความเข้าใจ โดยเฉพาะพาร์ตเนอร์ต่างชาติที่ยังมีความเชื่อมั่นเรื่องการลงทุน และล่าสุดคืองาน ASEAN BUSINESS SUMMIT ไม่กระทบแผนลงทุน 1.5 แสน ล. สิ่งที่ยืนยันว่าเอสซีจียังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจระยะยาว คือ การประกาศเดินหน้าแผนการลงทุน 5 ปี นับจากปี 2555-2559 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท เฉพาะปี"55 หากการเจรจาเป็นไปตามเป้าหมายน่าจะเห็นเอสซีจีใช้เงินลงทุน 3-4 หมื่นล้านบาท โดยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนทั้งในประเทศและอาเซียน แต่รูปแบบการลงทุน 75-80% จะให้น้ำหนักไปที่การควบรวมกิจการ ส่วนอีก 25-30% จะเป็นการลงทุนก่อสร้าง หรือขยายโรงงานใหม่ เพื่อให้สามารถเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าได้เร็วขึ้น สำหรับปีนี้ เฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสซีจีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้เข้าซื้อกิจการในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ โรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิก PT Keramika Indonesia Assosasi (KIA) และ KohKoh Inti Arebama (KohKoh ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์ค้าวัสดุ ในประเทศอินโดนีเซียที่มีเครือข่ายร้านจำหน่ายวัสดุอยู่ถึงประมาณ 10,000 แห่ง) และธุรกิจปิโตรเคมีที่เข้าถือหุ้น 30% ในบริษัท CHANDRA ASRI รวมถึงมีกิจการที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย หนึ่งในนั้นคือกิจการในธุรกิจ "ซีเมนต์" ในอินโดฯ ที่เอสซีจีสนใจและคาดหวังจะให้จบดีลภายในปีนี้ เพราะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องในช่วงหลัง อย่างปีนี้คาดว่าจีดีพีจะเติบโตประมาณ 6% มีประชากรมากถึง 240 ล้านคน เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในอาเซียน 20% จากการขยายการลงทุนในต่างประเทศทำให้ปัจจุบันเอสซีจีมีมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในอาเซียนคิดเป็นสัดส่วน 12% ของทั้งหมด คาดว่าภายใน 5 ปีหน้าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% สัดส่วนการลงทุนในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามวิชั่นองค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำตลาดอาเซียนภายในปี 2015 (2558) เพราะ "กานต์" เชื่อว่าต่อไปอาเซียนก็คือ "เซ็นเตอร์" ของเอเชีย โดยปัจจุบันเอสซีจีมีการลงทุนในอาเซียนทั้งในอินโดฯ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งนิยาม "ผู้นำตลาดอาเซียน" ก็คือต้องเป็นแบรนด์ที่คนในประเทศนั้นรู้จักดี มียอดขายติดกลุ่มผู้นำในแต่ละประเทศ บทสรุปเมื่อถึงปี 2015 เอสซีจีประเมินว่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน จากช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ที่มียอดขายแล้วกว่า 2.8 แสนล้านบาท ลุ้นเบอร์หนึ่งกระเบื้องเซรามิกโลก แต่ที่นำหน้าไปแล้วคือ สินค้ากระเบื้องเซรามิกในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ภายหลังจากเทกโอเวอร์โรงงานกระเบื้องในอินโดฯ ถึงสิ้นปีนี้ เอสซีจีเชื่อว่ามีโอกาสที่จะขยับขึ้นเป็นอันดับที่หนึ่งของโลกในแง่ยอดขายได้ จากปัจจุบันที่เป็นอันดับ 2 โดยช่วง 9 เดือนแรกเอสซีจีมียอดขายจากสินค้ากระเบื้องเซรามิก 50% จากยอดขายรวมกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท มีกำลังผลิตรวมทั้งหมดประมาณ 140 ล้านตารางเมตร/ปี นอกจากการขยายการลงทุนโรงงานในอาเซียน การเข้าควบรวมกิจการกับ KohKoh ในอินโดฯยังเป็นจิ๊กซอว์ต่อยอดเรื่องศูนย์จำหน่ายวัสดุเพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้า โดยเอสซีจีอยู่ระหว่างพิจารณาเลือกร้านค้าวัสดุในเครือข่ายที่อินโดฯมาพัฒนาเป็นร้านต้นแบบภายใต้แบรนด์ "โฮมมาร์ท" ส่วนรูปแบบร้านยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพราะจะมีความแตกต่างจากในประเทศ รวมถึง "นวพลาสติกอุตสาหกรรม" บริษัทในเครือที่ผลิตสินค้าประตู-หน้าต่างยูพีวีซี (ไวนิล) ก็มีแผนเตรียมรุกส่งออกสินค้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในปีหน้า หลังจากได้ติดตั้งเครื่องจักรขยายกำลังผลิตแล้วเสร็จ มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นจากปีละเกือบ 1 พันตัน เป็นปีละ 5 พันตัน และสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายสี อาทิ สีดำ, สีโอ๊กเข้ม ฯลฯ จากเดิมที่มีเฉพาะสีขาวเท่านั้น ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์เรื่องความเชื่อมั่นของเอสซีจี ที่สะท้อนผ่านการลงทุนของเอสซีจีในอาเซียน |
|
|
|
|
|
#794 | |
|
Registered User
Join Date: Dec 2010
Location: Chiang Mai
Posts: 879
Likes (Received): 46
|
Quote:
__________________
2020 Miracle Year of Amazing Thailand Asian Beach Games Phuket 2014 Ayuthaya World Expo 2020 Chiang Mai Asian Games 2023 Bangkok Olympic Games 2024 |
|
|
|
|
|
|
#795 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,516
Likes (Received): 345
|
BoI: Investment on course despite floods
Published: 26/11/2011 at 12:00 AM Investment in Thailand will remain intact despite heavy floods, with applications for Board of Investment (BoI) privileges likely to top 500 billion baht this year, says Industry Minister Wannarat Channukul. Kittiratt: To start with quick fixes Applications last year reached 447.4 billion baht, but over the first seven months this year they already reached 470 billion. The BoI approved 16 licences yesterday for investment privileges worth a combined 32 billion baht. Automotive and renewable energy had the highest investment values among the approved projects. Japanese auto-parts manufacturer Jatco (Thailand) Co applied for 9 billion baht of investment to be located at Amata Nakorn in Chon Buri, followed by state-majority-owned Bangchak Petroleum Plc's investment project in solar electricity worth 3.6 billion baht in Ayutthaya and Chaiyaphum. Next was a 2.8-billion-baht radial tyre production plant for China's Linglong Tyre Co, with annual output at 2 million sets in Rayong. Mr Wannarat said the government expects to finalise a study on a tax holiday extension and other incentives for flooded factories next week. The board instructed the Revenue Department to study how much revenue collection would be affected by the tax holidays. Some 937 flooded factories were given BoI privileges, 553 in industrial estates and 384 outside. Most of them are located in Ayutthaya and Pathum Thani. Their combined investment capital is 700 billion baht. Factories located in the affected industrial estates paid corporate income tax of 12 billion baht last year. Income tax from factories outside the industrial estates was not available. In another development, Deputy Prime Minister Kittiratt Na-Ranong said yesterday Thailand's economy is likely to grow by more than 7% next year as the government spends heavily on post-flood reconstruction despite the gloomy global outlook. "Thailand's GDP growth in 2012 should be exceptionally good, and it could reach as high as 7% or more," he said at the Foreign Correspondents Club of Thailand on Thursday night. Mr Kittiratt shrugged off the global slowdown, saying the rise in domestic spending, coupled with private and government investment, would lead the way in driving the economy. The government, he said, would continue to support the rebuilding process of various industries. It will also spend large amounts of funds to prevent the flood crisis from recurring next year. "We have to start with quick fixes and also work to improve the water flow, as we do not want to see sandbags to protect against the flow of water next year," Mr Kittiratt said. He said that the country's infrastructure would be adjusted to handle issues arising from climate change, though this was a long-term plan that could take years. The government has vowed to invest as much as 800 billion baht to prevent future flooding problems. Mr Kittiratt conceded that there was little time to undertake the various moves with the rainy season set to begin in May next year; but he added that once the rebuilding starts it will most likely create a labour shortage, quelling fears of massive layoffs. Apart from this, he said as much as 15 billion baht would be provided to various industrial estates at 0.01% interest for a period of seven years to build dykes. This would be part of the government's effort to rebuild the country aside from fostering confidence among investors, for which purpose the various ministers have been travelling around the world. Mr Kittiratt said the government would go ahead with its planned policy of raising minimum wages, which is set to begin April 1, 2012, postponed from Jan 1. He said the government was not too concerned about companies threatening to leave or not invest because of higher wages, as the country must move up the value chain. His notion is that companies would want to maximise output and therefore invest in the skill development of their labour force, which would be a good thing for Thailand. http://www.bangkokpost.com/business/...despite-floods |
|
|
|
|
|
#796 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,403
Likes (Received): 215
|
In another development, Deputy Prime Minister Kittiratt Na-Ranong said yesterday Thailand's economy is likely to grow by more than 7% next year as the government spends heavily on post-flood reconstruction despite the gloomy global outlook.
"Thailand's GDP growth in 2012 should be exceptionally good, and it could reach as high as 7% or more," he said at the Foreign Correspondents Club of Thailand on Thursday night.
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
|
#797 |
|
from east to west
Join Date: Jun 2011
Location: Bangkok, Rotterdam
Posts: 1,596
Likes (Received): 33
|
I hope this realy comes out, that would be great!
__________________
from east to west |
|
|
|
|
|
#798 |
|
Detective
Join Date: Feb 2011
Location: Siam
Posts: 3,403
Likes (Received): 215
|
Last year GDP growth was also great at 7.8 % despite the protest. It surprised everyone.
The GDP growth for this year is forecast to be 2.4 %, but will there be a miracle this year too despite the flood? We'll know soon.
__________________
Driven to err by base desires, t'ward waste and wasting, on they run. -noblesse oblige- Bangkok: The Metropolis of Angels | Bangkok | Public Transport Thai Landscapes | *Thai Archive |
|
|
|
|
|
#799 |
|
from east to west
Join Date: Jun 2011
Location: Bangkok, Rotterdam
Posts: 1,596
Likes (Received): 33
|
I thought that the GDP form last year was revised downwards to 5.4 %
OK, i looked it up and saw that your wright, what an amazing growth.
__________________
from east to west Last edited by Bangroma-sky; November 26th, 2011 at 10:53 PM. |
|
|
|
|
|
#800 |
|
Registered User
Join Date: Mar 2011
Posts: 1,916
Likes (Received): 12
|
ตัน ภาสกรนที I Shall Return !!
![]() ผมจะกลับมา ! ตันใช้วลีนี้ กับการกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง หลังโรงงานใหม่ยังไม่เดินเครื่องผลิตของ "อิชิตัน กรุ๊ป" จมบาดาลจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ตอนนี้ "ไม่เหลือครับ !!!" ทว่า จะเดินเครื่องผลิตในกลางปี 55 และจะกลับมาใหญ่ เป้าหมายคือ "ปักธง" การค้า-ลงทุน ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไปในอาเซียน เหตุผลของการลงทุนกับเครื่องจักรหลายพันล้านบาท ! เพราะเขาเชื่อว่า... ธุรกิจอนาคตจะ "แพ้-ชนะ" กันที่ต้นทุน แค่ปลายจมูก . . . . . . . หลังขายหุ้น "โออิชิ" เกือบทั้งหมดให้กับ “ไทยเบฟเวอเรจ” และแยกตัวออกมาสร้างแบรนด์ “อิชิตัน” ของตัวเองใหม่อีกครั้ง ฝันของ “ตัน ภาสกรนที” ต้องทลายลงเมื่อปะหน้ากับ “มหาอุทกภัย” ถล่มโรงงานแห่งใหม่ที่ยังไม่ทันได้เดินเครื่องผลิตมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ทว่าเป้าหมายของชายวัย 52 ยังไม่จบลง ไม่ถอดใจ เขาหวังเดินเครื่องผลิตภายในกลางปีหน้า กับเป้านำอิชิตันปักป้าย “อินเตอร์แบรนด์” ขยายการลงทุนในภูมิภาครับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 หรือในอีก 4 ปีจากนี้ "ไม่เหลือครับ !!" คำพูดสั้นๆ แต่สะท้อนความรู้สึกทั้งหมดของตัน ภาสกรนที เมื่อถามถึงความเสียหายที่ได้เข้าไปสำรวจ เขาบอกว่า วันที่ 11 เดือน 11 ปี (20) 11 ที่ผ่านมา ตั้งใจจะเป็นวันถือฤกษ์ดีเป็นวันเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่จากบริษัท ไม่ตัน จำกัด เป็น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด และถือฤกษ์นี้เป็นวัน "เปิดตัวโรงงานแห่งใหม่" ของตัวเอง แต่กลับเป็นวันที่ต้องนั่งเรือเข้าไปสำรวจความเสียหายที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะแทน ซะอย่างนั้น ฤาบริษัทไม่ตัน จะมาตัน ก็หนนี้ แต่ ตันไม่เชื่อเช่นนั้น แม้ตอนนี้โรงงานใหม่จะยังไม่สามารถผลิตได้ แต่ตันยืนยันว่าสถานะการเงินของบริษัทยังไม่มีปัญหา เพราะใช้เงินส่วนตัวมาลงทุนเกือบทั้งหมด แม้จะรู้ว่าประกันจะไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเครื่องจักรยังใหม่กิ๊ก ยังไม่ดำเนินการผลิต "แต่ผมก็ไม่ได้หยุดอยู่เฉยๆ แม้การผลิตยังมีปัญหา (ที่ผ่านมาจ้างคนอื่นผลิต) แต่ยังมีเครดิตจากสถาบันการเงินอยู่ ผมเลยกู้เงินมาซื้อเครื่องจักรใหม่เตรียมรอไว้เลยมูลค่าก็กว่า 2,000 ล้านบาทแล้ว" เรารอซ่อมเครื่องไม่ได้หรอก "ตัน" บอก "แถมเงินประกันยังต้องใช้เวลาเคลียร์อีกนาน ถ้าน้ำลดลงทั้งหมดภายในครึ่งปีจากนี้ เราจะเริ่มการผลิตได้ทันที ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมปีหน้า (2555)" ตัน ไม่ตอบว่าวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในชีวิตหรือเปล่า แต่ดูจากสีหน้าและแววตาเมื่อครั้งให้สัมภาษณ์พิธีกรชื่อดังทางทีวีช่องหนึ่ง พร้อมกับการหลั่งน้ำตาผ่านสื่อ รู้เลยว่าวิกฤติรอบนี้หนักหนาสาหัสสำหรับตัน "เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้นักธุรกิจรู้จักกับการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ คงจะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว" ตันบอก ถามถึงเป้าหมายของอิชิตัน กรุ๊ป เมื่อเริ่มต้นการผลิตด้วยตัวเองเต็มตัวตามเป้าหมายในกลางปี 2555 ตันบอกว่า คงโฟกัสการผลิตไปที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นหลัก ส่วนของธุรกิจอาหารปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 แบรนด์ได้แก่ ช็อกโกแลต Melt Me ,บะหมี่ราเม็งทีวีแชมเปี้ยน ,ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ อิชิตัน อิซาคาย่า และร้านสเต๊กโตคิยะ โดยได้โอนธุรกิจส่วนตัวเข้ามาอยู่ในบริษัทอิชิตัน กรุ๊ป ทั้งหมดแล้ว ตันบอกว่า ธุรกิจอาหารคงไม่เน้นเปิดสาขาจำนวนมาก เพราะเขามองว่าร้านอาหารเป็นธุรกิจบริการซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากทำเท่าไรแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำคือการเน้นสินค้าที่เป็นการนำเข้าพรีเมียมแบรนด์ หรือร่วมทุนกับต่างประเทศ โดยมีลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มเป้าหมาย "ธุรกิจอาหารผมก็ยังขยายต่อเนื่อง แต่ผมจะไม่ให้มีสัดส่วนรายได้เกินกว่า 20% เพราะเราคงไม่มีเวลาพอที่จะไปติดตามได้ทั้งหมด จะขอเน้นไปที่ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งเราจะทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผลิตจำนวนมากไปเลย ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ของกลุ่ม" ตัน ยังให้มุมมองเศรษฐกิจและธุรกิจในอนาคต 5 ปีข้างหน้าว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ลำบาก ปกติจะมีคำพูดว่าทำเลที่ดีจะเปลี่ยนแปลงทุก 10 ปี ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจจะมาทุก 5-10 ปี แต่ส่วนตัวมองว่าอีกหน่อย "คงจะมีทุกปี" โลกปัจจุบันที่เล็กลงทุกคนสามารถสื่อถึงกันด้วยโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ดังนั้นพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปเร็วมาก "สมัยก่อนรับสื่อแค่หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ แต่คนรุ่นใหม่เสพข่าวจากอินเทอร์เน็ต และเดินทางท่องเที่ยวทำให้พบสินค้าใหม่ๆ และรู้จักนำสินค้ามาเปรียบเทียบ ผู้บริโภคในยุคหน้าจึงมีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป" เรียกได้ว่ายุคนี้และอนาคตคือ “ยุคของผู้บริโภค” อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำงานหนักขึ้น ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจไทยในอนาคตคือ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ทำให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น ลูกค้าจะไม่อยู่เพียงแค่กรุงเทพฯหรือประเทศไทย แต่จะอยู่ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีประชากรรวมกันเกือบ 700 ล้านคน ในข้อดีก็มี-ข้อเสียก็มี เพราะเขาก็เข้ามาลงทุนในไทยได้เหมือนกัน “เมื่อเปิดเสรีการค้าเราสามารถส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านได้ เขาก็มาหาเราได้เหมือนกัน จำไว้เลยว่าจุดเด่นกับจุดด้อยมันมักจะมาพร้อมกันเสมอ ถ้าจะอยู่รอดในการแข่งขันผู้ประกอบการต้องขยายในจุดที่เราเก่งและปิดจุดอ่อนในจุดที่เรายังอ่อน ถ้าคิดว่าสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมทำตัวเองให้เล็กและจำกัดตลาดให้มีความเฉพาะตัวไปเลย” ขณะที่การแข่งขันในอนาคตก็จะดุเดือดมากขึ้น ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก จริงๆ จังๆ ก็คราวนี้ “ต่อไปภาษีไม่มีความหมายอีกต่อไป ราคาจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้นเข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ประกอบการที่จะอยู่ได้ต้องมีขนาดที่ใหญ่พอเพื่อที่จะวัดกันที่ต้นทุน ถ้าใครเป็นรายเล็กก็ต้องเน้นเรื่องดีไซน์และมูลค่าเพิ่มจับลูกค้าเฉพาะกลุ่มไปเลย คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงจะอยู่รอดไม่ได้แน่นอน” นี่คือสิ่งที่ตันคิด และเฉลยข้อสอบว่าทำไมเขาถึงต้องทำ อิชิตัน ให้ใหญ่ !! ตันบอกว่า อิชิตัน กรุ๊ป มีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ รวมถึงเวียดนามและจีนตอนใต้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำสินค้าส่งไปทดลองจำหน่ายที่ประเทศออสเตรเลียบ้างแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เป้าหมายระยะยาวของตันไม่เพียงส่งสินค้าไปขาย เขาต้องการขยายการลงทุนโดยการตั้งโรงงานในต่างแดน “ถ้าอยากจะใหญ่จริงต้องลงทุนข้ามประเทศเท่านั้น เมื่อเปิดเสรีการค้า ธุรกิจนอกจากจะเน้นเรื่องแบรนด์ สินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องแข่งเรื่องต้นทุนด้วย ฐานลูกค้าจะต้องกว้างพอเพื่อแชร์ค่าใช้จ่ายกันได้ เห็นได้ว่าทุกธุรกิจตั้งแต่ธนาคาร สายการบิน อนาคตต้องรวมกันถ้ามีขนาดเล็กจะเสียเปรียบ" ผมฟันธงเลยว่าธุรกิจยุคหน้าใครมีต้นทุนต่ำที่สุดจะชนะ ! กลายเป็นที่มาของการยอมลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในโลกด้านการผลิตเครื่องดื่มจากญี่ปุ่นและเยอรมนี มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ก่อนจะจมบาดาล คุณสมบัติของเครื่องจักรคือมีความเร็วในการผลิตสูง นาทีละ 600 ขวดและสูงสุด 1,800 ขวดต่อนาที สามารถผลิตสินค้าเครื่องดื่มได้หลายรูปแบบ เรียกได้ว่าลงทุนเพื่ออนาคตโดยเฉพาะ ต่อไปจะลงทุนแค่เครื่องจักรใส่น้ำปกติไม่ได้อีกแล้ว เขาบอก “อนาคตทุกคนต้องแข่งที่เทคโนโลยี ต้องกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน ใครไม่กล้าเสี่ยงก็จะไม่โต ถ้าใหญ่ไม่ได้ต้องทำตัวให้เล็กไปเลย อยู่แบบกลางๆ จะสู้ไม่ได้ สำหรับผมพร้อมที่จะเสี่ยง" จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ตันนึกถึงการแข่งขันกันที่ต้นทุนการผลิต ว่าเป็นเหมือน "จมูก" กับ "ปาก" "ถ้าต้นทุนเราแพ้คนอื่นไปเพียง 1 นิ้ว เวลาเจอน้ำท่วมน้ำอาจจะท่วมถึงแค่ปากเขาแต่อาจท่วมถึงจมูกเราจนจมน้ำตายก็ได้" เขาเปรียบเปรย สรุปคือ "แพ้-ชนะ" วัดที่ที่ปลายจมูก ตันเล่าถึง เป้าหมายระยะสั้น หลังจากน้ำลดและเดินเครื่องผลิตในกลางปี 2555 ว่า บริษัทจะต้องมี “กำไร” เพราะปีแรกของการตั้งบริษัทลงทุนหนักครั้งเดียวไปแล้ว จากนั้นจะต้องมีผลกำไรต่อเนื่องในปีที่ 3 และปีที่ 4 ส่วนปีที่ 5 ก็จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จุดประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจเช่นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ความไว้วางใจ ด้านเป้าหมายด้านมาร์เกตแชร์ในธุรกิจเครื่องดื่มบรรจุขวดจะต้องมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20-30% จากตอนนี้อยู่ที่ 10% เขายังให้กำลังใจกับนักธุรกิจที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ว่า...น้ำท่วมไม่กระทบต่อใครคนหนึ่งแต่กระทบทั้งหมด เราต้องเชื่อว่าวิกฤติคือข้อสอบ ยิ่งหนักรางวัลที่ได้ยิ่งเยอะ ส่วนตัวผมยังคิดบวกได้ เพราะคิดว่าทุกคนก็โดนเหมือนกันไม่ใช่เราคนเดียว “บางคนท้อ หมดแรง ยอมแพ้ แต่ผมน้ำท่วมคราวนี้ทำให้ฮึดสู้กว่าเดิม ไม่นานกลับมาเหมือนเดิมและจะดีกว่าเดิมด้วย วิกฤติสอนว่าสิ่งที่เลวร้ายหายไป สิ่งที่ดีจะตามมา ระหว่างนี้จะมีคนหายไปจากธุรกิจ ถ้าเรายังยืนอยู่ก็จะได้โอกาสที่มากขึ้น” I Shall Return.... . . . . . . . "หน้าที่ของผมตอนนี้ คือ สร้างผู้บริหารรุ่นใหม่" ตัน บอกว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นของอิชิตัน กรุ๊ป ปัจจุบันตัวเขาและภรรยาถือหุ้นรวม 50% ที่เหลือยังเก็บเอาไว้ให้ “พันธมิตร” ที่จะมาร่วมกันทำธุรกิจในอนาคตกับอีกส่วนแบ่งให้ “พนักงาน” เป็นผู้ร่วมถือหุ้นโดยให้ถือหุ้นมูลค่า 10 เท่าของเงินเดือนโดยให้ผ่อนชำระ 5 ปีไม่มีดอกเบี้ย เมื่อครบ 5 ปี ก็จะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นและถือเงินก้อนนั้นเป็นเงินสำรองใช้ในบั้นปลายชีวิต “ตอนนี้ผมและภรรยาถือหุ้นในบริษัท 50% ที่เหลือผมจะกันไว้ให้กับพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยเราทำงานในอนาคตรวมถึงพนักงานทุกคนจะได้รับหุ้นของบริษัทด้วยเพื่อที่จะให้พวกเขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของบริษัทจะได้ทำงานอย่างเต็มที่และผูกพันกับบริษัทจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายซึ่งตัวเขาเองก็ได้ผลตอบแทนคืนกลับมาด้วย” เขา ยังบอกด้วยว่า รูปแบบการบริหารแบบนี้จะช่วยสร้างแรงผลักดันในการทำงานของพนักงานให้ทำงานเหมือนกับเป็นเจ้าของซึ่งจะมีพลังมากกว่าทำงานเป็นลูกจ้าง เขายังย้ำว่าการทำเช่นนี้เพื่อปูพื้นสู่การ “วางมือ” ทางธุรกิจอย่างเต็มตัว เมื่อมีอายุครบ 60 ปี หรืออีก 8 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรต่อไปจะต้องเป็นบุคคลภายในเท่านั้น ตอนนี้บริษัทฯมีผู้บริหารระดับรองเกือบ 10 คนที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ 5-20 ปี ต้องมีการแข่งขันกันเองภายใน "หน้าที่ของผมตอนนี้คือการสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่ง" เมื่อบริษัทมีกำไรแล้ว เขาจะนำเงินปันผลครึ่งหนึ่งส่งให้กับมูลนิธิตันปันและเมื่อวางมือแล้วก็จะนำเงินปันผล 90% เข้ามูลนิธิ รวมถึงพนักงานทุกคนต้องเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิ หลังจากวางมือทางธุรกิจก็จะไปเป็นจิตอาสาเต็มตัว ส่วนตัวเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน เขาย้ำในสิ่งที่เคยพูดไว้ในหลายเวที “ผมไม่คิดว่าเราทำอะไรเพื่อสังคม แต่ทำเพื่อใช้หนี้สังคมมากกว่า เพราะฝีมือมนุษย์ทุกคนทำให้ธรรมชาติต้องเสียไป วิกฤติรอบนี้จะทำให้ผู้คนคิดได้มากขึ้น ผมมองว่าเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมจะต้องไปด้วยกัน ไม่เอาเปรียบกันมากเกินไป” กรุงเทพธุรกิจ Cover Story โดยนเรศ เหล่าพรรณราย - 28/11/2011 credit : http://daily.bangkokbiznews.com/detail/33764 |
|
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|