daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old April 25th, 2011, 06:44 AM   #261
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

Siam Kubota kicks start tractor exports to US

THE NATION Published on April 25, 2011


Siam Kubota is convinced it can grow sales to Bt50 billion this year from Bt40 billion last year because the farming industry is expanding both in Thailand and abroad.

Masatoshi Kimata, president of Siam Kubota Corporation, the country's leading manufacturer of tractors, combines and other farm equipment, said last week that besides concentrating on the domestic market, it would emphasise exports this year, particularly to the US, a new target market for Thailand.

Siam Kubota currently ships to only three countries - Cambodia, Burma and Laos. The neighbouring countries account for 15 per cent of the company's sales.

The US market has high potential. This month the firm began production to supply the US and expects to serve the market there soon after meeting with 1,100 dealers in the US.

Kubota expects to start with sending 10,000 tractors to the US this year.

The production line in Thailand for combine harvesters would be enlarged, while imports from China would be scaled back to serve domestic and export growth.

However, Kimata did not mention how much the firm invested in new production in the Kingdom.

Werachai Wipatavit, executive vice president of sales and marketing and headquarters general manager, said at least 40 domestic outlets would be set up this year on top of the existing 200 nationwide. The firm will also continue introducing products every quarter to serve farmers' demand as well as increase efficiency in the Thai farming sector.

The company also sells used tractors called Kubota Max so that farmers can save money.

About Bt20 million has been set aside for corporate social responsibility this year, aimed at promoting sustainable growth for the agriculture industry.

Opart Dhavarjor, senior executive vice president, said Kubota would continue organising projects to upgrade farmers' quality of life by helping to reduce production costs, improve yields and develop environmentally-friendly methods.

For instance, one project would help rice farmers raise soybeans during the off-season. Farmers will gain up to Bt3,500 per rai by diversifying crops. The firm would also continue educating the young generation under its Young Farmer Camp Project.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30153833.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old April 25th, 2011, 06:46 AM   #262
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

Thai businesses eyeing open Chinese market

THE NATION Published on April 25, 2011


Thai service enterprises will have greater opportunities to do business in China next year following the second stage of service liberalisation under the Asean-China free-trade agreement (FTA).


Parliament recently approved more service liberalisation under the agreement. Sectors that China must liberalise next year for Asean investors, including Thais, are: law, accounting, telecommunications, construction, education, finance, insurance, tourism and logistics.

Deputy Commerce Minister Alongkorn Ponlaboot said liberalisation would provide greater opportunities for Thai enterprises as they had high competitive advantages in those businesses, while the Chinese market had high demand.

Under the current agreement between Asean and China, China liberalised three businesses for Asean on July 2007: road transportation, car maintenance and freight forwarding.

For its part, Thailand has committed to liberalise education, tourism and marine shipping. However, Thailand will only allow foreign enterprises to hold less than 49-per-cent shares in those businesses as per the Foreign Business Act.

In addition, Parliament recently agreed closer cooperation between Thailand and Indonesia to increase trade and investment opportunities besides the cooperation under the Asean Free Trade Area.

Alongkorn said Thailand and Indonesia were expected to forge closer cooperation in other areas under the pact such as reduction of non-trade barriers, investment and intellectual property rights protection.

After Parliament gives its endorsement, the leaders of the two nations could sign the agreement during the 19th Asean Leaders' Summit this October in Indonesia.

Under the framework of the agreement, Thais and Indonesians will be given the same status as local people under the most-favoured nation pact. The two nations will cooperate to increase intellectual property rights protection. They will increase trade activities and improve trade facilitation to boost bilateral trade growth.

The two nations have also agreed to set up a Joint Trade Committee to follow up cooperation on trade issues. Any disputes will be resolved based on fair and friendly discussions.

This agreement will be implemented for three years and will be automatically extended every three years.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30153829.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 08:47 AM   #263
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

ภาพลักษณ์"นวดแผนไทย"ในสหรัฐเสียหาย ถูกมองพ่วง"ขายเซ็กซ์" กงสุลใหญ่ชี้ควรแก้ที่ต้นตอ

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 07:14:36 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายดำรง ใคร่ครวญ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส (แอลเอ) รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงธุรกิจสปาหรือ "นวดแผนไทย" ในต่างประเทศกำลังเผชิญปัญหาด้านภาพลักษณ์อย่างหนักว่า ขณะนี้มีคนไทยเข้ามาทำงานและเปิดกิจการ นวดแผนไทย หรือร้านสปา ในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก ถือเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีมากและสร้างรายได้มหาศาลให้คนไทย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำอาชีพดังกล่าวของชาวต่างชาติ



"มีฝรั่งหลายคนที่เคยไปประเทศไทย แล้วไปใช้บริการนวด หรือ ไทยมาสสาจ (Thai massage) แล้วเผอิญว่าไปเจอนวดที่มีการขายบริการทางเพศหลังการนวดด้วย เมื่อกลับมาถึงแอลเอ แล้วไปใช้บริการนวดก็มักจะคิดว่าไทยมาสสาจที่นี่คือ การขายบริการทางเพศด้วย ทำให้ภาพลักษณ์ของร้านไทยมาสสาจเสียหายอย่างมาก เมื่อชาวต่างชาติเข้าไปใช้บริการ หลายคนมักจะถามว่ามี "แฮปปี้ เอนดิ้ง" หรือเปล่า คือ หลังจากนวดเสร็จแล้วสามารถมีเซ็กซ์ได้ด้วยหรือไม่" นายดำรงกล่าว

นายดำรงกล่าวว่า การแก้ปัญหาจะต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ แก้ภาพลักษณ์ให้ได้ว่าอาชีพนวดแผนโบราณกับการขายบริการทางเพศนั้น คนละเรื่องกัน ซึ่งแก้ยากมาก เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องทำนองนี้มีจริง อย่างในแอลเอไม่ใช่เฉพาะคนไทย ชาวต่างชาติก็เอาคำว่าไทยมาสสาจไปใช้ แล้วมีบริการทางเพศแอบแฝง

"ตอนนี้ร้านนวดไทยกำลังถูกจับตาจากตำรวจแอลเอเพราะมีการพูดถึงคำว่าแฮปปี้เอนดิ้งในหมู่ผู้ชายที่เข้าไปใช้บริการนวดกันค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันทางสถานกงสุลก็แก้ภาพลักษณ์ได้ไม่มาก ต้องให้ทางประเทศไทยซึ่งเป็นต้นทางช่วยแก้" นายดำรงกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 09:32 AM   #264
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

หอการค้าฯ ห่วงสถานการณ์ ไทย-เขมร ยืดเยื้อ ส่งออก-ท่องเที่ยว วูบแสนล้าน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2554 13:22 น.

หอการค้าฯ ห่วงสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน กระทบการค้าชายแดน-ท่องเที่ยว มูลค่านับแสนล้าน ส่งออกหายวับ 50% ครวญหากลูกค้าเขมรหายไปแล้ว ยากจะกลับคืนมาเหมือนเดิม เพราะพ่อค้าเขมรมีทางเลือกนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึง 6 เดือน จะกระทบต่อการส่งออกและการค้าชายแดน หายไปถึง 50% ซึ่งฝ่ายไทยได้รับผลกระทบในส่วนของการส่งออกค่อนข้างมาก ขณะที่การท่องเที่ยวระหว่างกันจะลดลง หากปัญหาจบลงได้เร็ว ผลกระทบในส่วนของการส่งออกและการท่องเที่ยวจากไทยไปกัมพูชา จะได้รับผลกระทบเพียง 10-30% เท่านั้น

นายนิยม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและค้าชายแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ห่วงสถานการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยืดเยื้อจนถึงขั้นต้องปิดด่านช่องสะงำและช่องจอม ซึ่งจะจะส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนที่บริเวณแนวชายแดนอย่างมาก

"ท่าทางเหตุการณ์จะยืดเยื้อ โดยเฉพาะทางสุรินทร์ บุรีรัมย์ ตอนนี้การค้าทางนั้นปิดสนิทหมด เสียหายเดือนละประมาณ 100 กว่าล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3% ของการค้าตามแนวชายแดนทั้งหมด แต่ถ้ายืดเยื้อจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง เกรงว่าผลกระทบที่ตามมาจะมากกว่านั้น"

เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชามีการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจากไทยมาก สินค้าที่ใช้อยู่ในกัมพูชากว่า 90% นำเข้าจากไทย ผ่านด่านการค้าหลายที่ เช่น จ.สระแก้ว จ.ตราด จ.จันทบุรี ทุกด่านรวมกันปีละประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท แต่ก็ยังน้อยกว่ามาเลเซียที่มีการนำเข้าสินค้าจากไทยผ่านด่านสะเดา ปีละประมาณเกือบ 2 แสนล้านบาท

นายนิยม กล่าวว่า การค้าแนวชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หลักๆ อยู่ที่ด่านคลองลึก จ.สระแก้ว ปีละประมาณ 28,000-30,000 ล้านบาท รองลงไป คือ จ.ตราด ซึ่งเป็นการค้าทั้งทางบกและทางเรือ ประมาณ 20,000 ล้านบาท , ด่านชายแดนบ้านแหลม และบ้านผักกาด จ.จันทบุรี รวมกันประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท

ซึ่งหากสถานการณ์ลุกลามยืดเยื้อ กัมพูชาก็อาจจะหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม จีน ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เกาหลี ฟิลิปปินส์ มาเลเซียแทน ซึ่งทุกวันนี้กัมพูชาก็มีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เช่น เรื่องข้าว

"อย่าให้ลุกลาม ถ้าจบยากจนต้องปิดด่าน ก็สูญการค้าหายไปซีกนึงเลย หายไปแล้วกลับมายากด้วย ทั้งของกินของใช้ วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน สินค้าเกษตรบางชนิดที่เข้าทางชายแดนกัมพูชาทุกด่าน ถ้ากัมพูชายกเลิกนำเข้าสินค้าจากไทย ก็ยังสามารถนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ได้เยอะแยะเลย"

ก่อนหน้านี้ นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยอมรับว่า เศรษฐกิจโดยภาพรวม โดยเฉพาะการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สูญเสียไปแล้วกว่า 15% ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะฝังลึกเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น

"หากยังไม่มีคนกลางจากประเทศที่ 3 เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาให้ยุติลงได้ นอกจากนี้ จะสร้างรอยร้าวให้กับประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ อันจะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มีมูลค่าปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาทในระยะยาวอีกถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

นายทวิสันต์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ของความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งขณะนี้ทั้ง 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน กำลังมีความพยายามที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เกิดเป็นประชาคมอาเซียน และความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้มองเห็นว่า จะเกิดเป็นปัญหาในระยะยาว

"เชื่อว่าในอนาคตการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาจะเกิดขึ้นอีกทำให้ประชาชนที่เริ่มค้าขายอยู่บริเวณแนวชายแดนต้องเปลี่ยนแปลงไปและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ที่เคยไปมาหาสู่กันอยู่ก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนท่าที"

ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนกรานไม่ให้ประเทศที่ 3 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในรื่องนี้ นายทวิสันต์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องทบทวนคำพูดใหม่ ประเทศที่ 3 จะเป็นคนกลางเข้ามาเจรจายุติปัญหาการสู้รบเท่านั้น ไม่รวมปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนหรือการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังปล่อยปัญหาสงครามให้ยืดเยื้อต่อไปอีก ก็จะยิ่งสร้างความร้าวลึกทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้ง 2 ประเทศ และส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนและเศรษฐกิจโดยรวมได้ รวมถึงต้องทบทวนบทบาทและแนวทางปฏิบัติใหม่อีกด้วย

http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9540000050567
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 09:55 AM   #265
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

Carbon footprint protocol due soon More reliable data will help companies

Published: 25/04/2011 at 12:00 AM

The Thailand Greenhouse Gas Management Organisation (TGO), a public organisation overseeing the trading of carbon credits, is preparing guidelines for organisational carbon footprints to be ready in September.

It will be the first time Thailand has guidelines for calculating the carbon footprint of an organisation, said Pongvipa Lohsomboon, director of the TGO's carbon business office.

The carbon footprint accounts for the carbon dioxide equivalent of emissions issued from the extraction of raw materials, transport of a product and its parts, assembly and waste management at the end of the product's life.

For instance, if a company emits 100 tonnes of greenhouse gases per year, it would have to purchase 100 tonnes of carbon credits from other companies in order to become carbon neutral, or the equivalent of zero emissions.

But companies need to know exactly how much they are emitting, Dr Pongvipa said.

It is also a way for companies to show social responsibility, and SCG and Sahaviriya have already begun pilot projects developed jointly with the TGO.

The footprints also allow companies to set targets for lowering emissions in a certain year, said Dr Pongvipa.

Companies are urged to adopt carbon labelling to increase their opportunities in the European Union and other international markets.

The TGO, which handles applications for carbon labels, has approved 196 products from 52 companies for carbon labels as of April this year, with 104 products from the food industry, 45 from the textile industry, 27 from the packaging industry, 11 from the construction industry, four from the electricity and electronics industries, two from the plastic industry, two from the printing industry and one from the automotive industry.

Most of the applications are from large businesses.

Dr Pongvipa said there would be an increase in applications for the next two to three years, followed by a slowdown due to a change in trends such as water footprints or other sustainable labels.

However, domestic consumers still know very little (about carbon footprints) compared with foreign consumers, who likely will choose the product that has lower emissions given two similarly priced items, she said.

Wanlapa Charoonthum, a senior energy analyst at M&C Energy Group, a UK-based consultancy, said that carbon footprints were still a new issue and it is essential for Thai suppliers to have carbon labelling to support overseas supply chains.

Of the industries that have organisational carbon footprints, M&C estimated 88% of tourism, hospitality and leisure operators have them, 70% of consumer operators, 54% of financial services operators and 45% of manufacturers.

http://www.bangkokpost.com/business/...tocol-due-soon
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 05:46 PM   #266
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

ปลื้มกองทุนFTA ดันสับปะรดไทย ใช้JTEPAบุกยุ่น

เศรษฐกิจ 26 เมษายน 2554 - 00:00

นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการส่งออก นำสับปะรดสด สายพันธุ์นางแล จังหวัดเชียงราย ที่เป็นผลผลิตภายใต้โครงการนำร่องการพัฒนาคุณภาพด้านการผลิตและการตลาดเพื่อส่งออกสับปะรดผลสดไทย ภายใต้สิทธิประโยชน์ทางการค้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่กองทุน FTA ได้ให้ความช่วยเหลือ ไปจัดแสดงเพื่อแนะนำสินค้าแก่ผู้ค้าและบริษัทผู้นำเข้าสินค้าผลไม้สดของญี่ปุ่นในงาน Foodex Japan 2011 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“มีผู้นำเข้าญี่ปุ่นจำนวน 3 ราย ได้เริ่มการเจรจาการค้ากับบริษัทผู้ส่งออกไทยที่ร่วมในโครงการในการนำสินค้าสับปะรดสดสายพันธุ์นางแลผลสดไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนนี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งของกองทุน FTA กระทรวงพาณิชย์ที่ได้ช่วยผลักดันให้สับปะรดผลสดไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น” นายสุรศักดิ์กล่าว

ที่ผ่านมา กองทุน FTA ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานในการผลิตสับปะรดผลสด โดยสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภค เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และการหาช่องทางการตลาดในการเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น.

http://www.thaipost.net/news/260411/37666
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 07:37 PM   #267
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

PTTEP turns focus to S America and Africa

THE NATION Published on April 26, 2011

PTT Exploration and Production (PTTEP) is exploring business opportunities in South America and Africa, with a view to turning the areas into the company's third business pillar, following Thailand plus Burma and Australia plus Canada.

The company's success in collaborating with Norway's national oil company Statoil in the Kai Kos Dehseh (KKD) oil sands project in Canada late last year is the inspiration behind further expansion of oil and gas exploration and production overseas, said president and CEO Anon Sirisaengtaksin.

"Since we acquired a 40-per-cent stake in KKD for US$2.28 billion [Bt68.2 billion], many big energy players in the world have been looking at PTTEP. They were surprised at our having joined a big project like KKD, as they didn't think a small player like us would do such a big deal. Now, PTTEP is attracting the interest of those giant firms and some want to do business with us," he said.

Anon said PTTEP's existing operations were now very strong and stable. Its first business pillar is oil and gas exploration and production in the Gulf of Thailand and Burma.

This pillar comprises many fields, such as Thailand's Sirikit, Bongkot and Arthit and Burma's Yadana and Yetagun, for which PTTEP has to maintain production and revenue, as well as seeking new blocks for oil and gas production.

The company is also thinking about how to utilise new technology to increase capacity from the existing blocks, he said.

PTTEP is making its presence felt in the second pillar, which covers Australia and Canada. Production at the Montara field off Australia is expected to resume by the end of this year, while Canada commenced production early in the year.

The company is looking to invest in other Canadian exploration and production projects with Statoil, with the two businesses having just inked an agreement to cooperate in this area.

"PTTEP has set a target to have a |production capacity of 900,000 barrels |of oil equivalent per day [boe/d] by 2020. The production sites we have right now |will produce half of our target by that |year. Therefore, we have to look for new projects to help us accomplish the goal," said Anon.

He added that once PTTEP achieved its target, it should step up to become one of the top five oil and gas exploration and production companies in Asia, behind enterprises in China, Malaysia, Japan and South Korea. It is currently in the top 10.

The company presently aims to produce and sell nearly 300,000boe/d of oil and gas, while the KKD project is expected to have a capacity of 150,000boe/d by 2020. KKD is scheduled to produce 8,000boe/d by the end of this year, rising to 80,000-100,000 within the next five years.

The company president said PTTEP had divided its projects into three groups: those that are already generating revenue; those that are going to generate revenue; and projects in which it has to invest for the exploration stage.

KKD and Montara are projects that are going to make money and in which the company has to invest more in order to drive output.

The new projects PTTEP is seeking may be greenfield sites or existing projects. The latter type of deal is more likely to be concluded, as the company needs projects that can generate revenue immediately, Anon said.

"We're looking for many deals in South American countries such as Brazil, and some in Africa. These are unfamiliar areas for PTTEP, so we have to consider everything carefully. We need partners if we want to grow in these regions, compete with existing players and learn new things in which we are not experts," he said.

Anon said he would not commit to concluding any new deals this year, saying that it depended on the opportunities presented.

PTTEP is currently exploring about 20 projects in the Middle East and Canada. The company will consider all the risks and opportunities carefully before making a decision on any of these, he added.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30153924.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 26th, 2011, 12:48 PM   #268
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

พาณิชย์เผยสัดส่วนค้าชายแดนจุดปะทะไทย-เขมร 0.2%

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 26/04/2011


"พาณิชย์"ประเมินเหตุปะทะไทย-กัมพูชากระทบการค้าชายแดนเล็กน้อย ระบุสัดส่วนการค้า 2 ด่าน ศรีษะเกษ สุรินทร์ แค่ 0.2%ของการค้าชายแดน

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศประสานติดตามสถานการณ์ค้าชายแดนกับสำนักงานพาณิชย์จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ และจ.สระแก้ว เบื้องต้นพบว่า สถานการณ์การปะทะกันดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และจ.บุรีรัมย์ ต้องอพยพไปยังสถานที่ ทางจังหวัดจัดไว้รองรับเพื่อความปลอดภัย และมีการปิดด่านชายแดน 2 แห่ง คือ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ และจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จ.สุรินทร์ ทำให้การค้าชายแดนบริเวณดังกล่าวชะงักงัน ไปโดยปริยาย

ปี 2553 มีมูลค่าการค้าชายแดนจ.ศรีสะเกษและจ.สุรินทร์ รวมกัน1,673 ล้านบาท หรือวันละ 4.6 ล้านบาท และในปี 2554(มค.-มีค.) มูลค่าการค้าชายแดนลดลง 79.4% จากระยะเดียวกันของปี 2553 โดยมีมูลค่า 119.7 ล้านบาท หรือวันละ 1.3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับการค้าชายแดนด้านจังหวัดสำคัญที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูง ได้แก่ จ.สระแก้ว และจ.ตราด ซึ่งทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนการค้าสูงถึง 90 %ของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงทำการค้าได้ตามปกติ แต่ผู้ประกอบการค้าได้ร่นระยะเวลาการข้ามแดนเร็วกว่าปกติ

การค้าชายแดนไทย - กัมพูชา ในปี 2553 มีมูลค่าการค้าชายแดน 55,411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น22.12 % เป็นการส่งออกมูลค่า 51,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.20% และการนำเข้ามูลค่า 4,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.29 % ได้เปรียบดุลการค้า 46,814 ล้านบาท

สำหรับในปี 2554 (มค.-มีค.) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการค้ารวม 16,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% เป็นการส่งออกมูลค่า 14,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9 %และการนำเข้ามูลค่า 1,569 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108.5 % ได้เปรียบดุลการค้า 12,976 ล้านบาท



สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์ น้ำตาลทราย ทั้งนี้น้ำตาลทรายที่กัมพูชาซื้อไปในส่วนหนึ่ง จะส่งต่อไปยังเวียตนาม
เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายในเวียตนามสูงกว่าราคาในไทยมาก เครื่องดื่ม ผ้าผืนและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องสำอางค์สำเร็จรูปและวัตถุดิบ

สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเกษตร โดยมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด เศษเหล็ก เศษอะลูมีเนียม เศษทองแดง
และเศษกระดาษ

"ปัจจุบันการค้าชายแดนไทย-กัมพูชามีสัดส่วนการค้าเพียง 7.1%ของมูลค่าการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการค้าชายแดนที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีสัดส่วนการค้าเพียง 0.2% ของมูลค่าการค้าชายแดนของไทยกับประเทศ เพื่อนบ้านเท่านั้น หากการสู้รบบริเวณชายแดน ไม่ขยายตัวออกไปยังจังหวัดอื่นๆก็จะไม่กระทบต่อการค้าชายแดนของไทย"

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังคงมีการปะทะกันเป็นระยะเวลานานและขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียงก็จะส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ประกอบการการค้าชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาโดยรวมได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 26th, 2011, 01:44 PM   #269
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

สภาผ่านความเห็นชอบ MOU ความร่วมมือทางทะเลไทย-จีน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 เมษายน 2554 17:46 น.

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีน แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล ว่า การทำวิจัยครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ไม่ได้เป็นการศึกษาเฉพาะประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ส่วนเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันนั้น ทางกระทรวงฯ จะระมัดระวังตามข้อสังเกตในเรื่องที่อาจเกิดการเสียเปรียบได้เปรียบ ตามที่สมาชิกรัฐสภาตั้งข้อสังเกต โดยจะนำไปปฏิบัติในขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ประเด็นความมั่นคงนั้น รัฐบาลมีแผนรองรับอยู่แล้ว และจะมีผู้แทนจากกองทัพเรือเข้าร่วม เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไข รวมทั้งขอข้อชี้แจงอื่นๆ และกระทรวงฯ จะนำความคิดเห็นต่างๆ ไปใช้ในบันทึกความร่วมมือนี้ด้วยความระมัดระวัง

ภายหลังที่ประชุมรัฐสภามีมติผ่านความเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจระหว่างทบวงกิจการทางมหาสมุทรแห่งชาติจีน แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล ด้วยคะแนน 385 เสียง ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 6 เสียง
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 05:27 AM   #270
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

สหรัฐยัดไทยบัญชีดำต่อ

วันพุธ ที่ 27 เมษายน 2554 เวลา 9:22 น


นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการเปิดงานวันทรัพย์สินทางปัญญาโลก จัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า คาดการณ์ว่าปีนี้ทางการสหรัฐอเมริกาจะจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับเบิลยูแอล) ต่อไปอีก 1 ปี ในการประกาศผลสิ้นเดือนเม.ย.นี้ เนื่อง
จากสหรัฐ มองว่าไทยยังไม่มีกฎหมายเอาผิดผู้ละเมิดอย่างเพียงพอ ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ ภาครัฐ และเอกชน จะร่วมมือกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มที่ก็ตาม

“ไม่แปลกที่สหรัฐ จะยังคงให้ไทยอยู่ในบัญชีพีดับเบิลยูแอลอีก เพราะเขายังกังวลในเรื่องที่ไทยยังมีการขายสินค้าละเมิด และยังไม่มีกฎหมายป้องกันการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ไทยได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการออกกฎหมายต้องใช้ระยะเวลาและขั้นตอนพอสมควร แต่ไทยยืนยันได้ว่าได้มีการผลักดันอย่างเต็มที่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐ จะยังคงบัญชีพีดับเบิลยูแอลไทย แต่รัฐบาลจะเดินหน้าทำต่ออย่างเต็มที่ รวมทั้งจะเดินหน้ากระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อยอดพัฒนาสินค้า สร้างผลิตภัณฑ์และผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น โดยมีสินค้าเป้าหมาย คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา รวมไปถึงสินค้าสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์.

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ntentID=135175
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 06:24 PM   #271
mrintow
ผู้ใช้ลงทะเบียน
 
mrintow's Avatar
 
Join Date: Jan 2010
Location: Bangkok/Chiang Mai
Posts: 1,112
Likes (Received): 5

"ไทยได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว"

fact: พันทิพย์พลาซาประตูน้ำตั้งอยู่ห่างจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร
mrintow no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 06:35 PM   #272
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

หอการค้าห่วงศึกไทย-กัมพูชาฉุดจีดีพี

Thaipost เศรษฐกิจ28 เมษายน 2554 - 00:00

หอการค้าห่วงปัญหาไทยปะทะเขมรยืดเยื้อ ลามกระทบการค้าอาเซียนวงกว้าง ฉุดจีดีพีไทยหด 0.1% พาณิชย์เผยปิดด่าน ส่งวัสดุก่อสร้าง-น้ำมันเข้ากัมพูชาไม่ได้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ไม่อยากให้สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือน เพราะอาจส่งผลให้กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทยปรับตัวลดลง 0.1% แม้ว่ามูลค่าของทั้ง 2 ฝ่ายจะมีปริมาณไม่มากเพียง 4-5 หมื่นล้านบาทก็ตาม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการค้าในอาเซียนได้

ทั้งนี้ เท่าที่ติดตามสถานการณ์ เห็นว่ากัมพูชาพยายามดึงประเทศที่ 3 เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ขณะที่ไทยยังมีความต้องการเจรจาแบบทวิภาคี แต่เชื่อมั่นว่าทั้ง 2 ฝ่ายคงหันหน้ามาเจรจากันเพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบระหว่างกัน เนื่องจากไม่ส่งผลดีกับ 2 ประเทศ และแม้รัฐบาลชุดนี้จะต้องเป็นรัฐบาลรักษาการก็สามารถเดินหน้าเจรจายุติปัญหาดังกล่าวได้ และเชื่อว่ากลไกที่จะทำให้เรื่องยุติน่าจะอยู่ที่การเจรจามากกว่าการประกาศปิดด่านการค้า ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เพราะปัจจุบันกัมพูชายังคงต้องการสินค้าไทยอยู่

นางจีรนันท์ วงษ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า เหตุปะทะที่ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออก การค้าชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระยะเวลาที่ยืดเยื้อและสถานที่เกิดเหตุใกล้ชายแดน ด่านบางด่านถูกปิด เช่น ด่านช่องจอม และด่านโอร์เสม็ด ทำให้สินค้าวัสดุก่อสร้างและน้ำมันขนเข้ามาในกัมพูชาไม่ได้

สำหรับการค้าในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.54) ระหว่างไทยกับกัมพูชามีการขยายตัว 31% คิดเป็นมูลค่า 662 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ปูนซีเมนต์ เครื่องสำอาง เป็นต้น.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 07:48 PM   #273
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

พาณิชย์เดินหน้าเจรจา FTAไทย-อินเดียเปิดเสรี5พันรายการเสร็จในปีนี้

Thannews วันพุธที่ 27 เมษายน 2011 เวลา 17:49 น.


นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าไทย-อินเดีย ครั้งที่ 20 และการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 28-30 เม.ย.54

โดยได้เตรียมเจรจาในเรื่องต่างๆ ทั้งการเปิดเสรีสินค้า, กฎแหล่งกำเนิดสินค้า, มาตรการเยียวยาทางการค้า, การค้าบริการ, การลงทุน และกลไกระงับข้อพิพาทให้มีความคืบหน้ามากที่สุด โดยไทยจะเน้นหารือรายการสินค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการให้แต่ละฝ่ายเปิดเสรีให้ดีขึ้นกว่าที่เปิดไปแล้วในกรอบ FTA อาเซียน-อินเดีย

"การเจรจาในกรอบไทย-อินเดีย เว้นช่วงมากว่า 2 ปี แต่ทั้ง 2 ฝ่ายได้กลับมาเจรจากันต่อ โดยในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ได้หารือในหลักเกณฑ์การเปิดเสรีการค้าสินค้าที่ต่างฝ่ายเห็นควรเปิดตลาดให้กันได้ดีกว่าในกรอบ FTA อาเซียน-อินเดีย เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุดจากการเจรจา จึงตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจา FTA ระหว่างกัน ทั้งเรื่องเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ได้ภายในปีนี้" อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

นางศรีรัตน์กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA กับอินเดีย เพราะล่าสุดอินเดียได้มีการทำ FTA กับหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคู่แข่งของไทยในตลาดอินเดีย โดยที่มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ได้แก่ อินเดีย-สิงคโปร์ เริ่ม 1 ส.ค.48, อินเดีย-เกาหลี เริ่ม 1 ม.ค.53, อินเดีย-มาเลเซีย คาดว่าจะเริ่ม 1 ก.ค.54, อาเซียน-อินเดีย เฉพาะสินค้าเริ่ม 1 ม.ค.53 และที่อยู่ระหว่างเจรจา ได้แก่ อินเดีย-ญี่ปุ่น, อินเดีย-ออสเตรเลีย และอินเดีย-สหภาพยุโรป เป็นต้น ซึ่งหากไทยช้าจะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในการบุกเจาะตลาดอินเดียได้

ทั้งนี้ ไทยได้เจรจา FTA กับอินเดียตั้งแต่ปี 49 โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเร่งด่วน(Early Harvest Scheme) แต่ครอบคลุมสินค้าเพียง 82 รายการเท่านั้น ส่วนการเจรจาการเปิดเสรีการค้าสินค้าในครั้งนี้จะมีรายการสินค้าเกือบ 5,000 รายการ ที่จะเข้ามาสู่กระบวนการเปิดเสรี ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จจะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียได้ดีขึ้นและมากขึ้น และชิงส่วนแบ่งตลาดของไทยในอินเดียจากคู่แข่งได้ดีขึ้น

สำหรับตลาดอินเดียนั้น ไทยตั้งเป้าหมายในการเป็นหุ้นส่วนระดับยุทธศาสตร์ โดยผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ประกาศร่วมกันให้เร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อินเดียที่ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า, การค้าบริการ และการลงทุน ให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ รวมทั้งตั้งเป้าหมายการค้าให้เป็น 13,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 57 จากระดับ 6,600 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันอินเดียมีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเป็นประเทศพี่ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ได้ก้าวมาเป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลก ให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศในการมองตะวันออก(Look East) มุ่งหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน

ขณะที่ไทยมองอินเดียเป็นประเทศศูนย์กลางในการขยายการค้า การลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีกลไกสำคัญคือการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ โดยการเจรจา FTA กับอินเดีย ทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค ได้แก่ ไทย-อินเดีย อาเซียน-อินเดีย และ BIMSTEC ทั้งนี้การเจรจา FTA กับอินเดียใน 3 กรอบดังกล่าว จะเป็นยุทธศาตร์สำคัญของไทยในการสร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ที่เชื่อมอาเซียนและเอเชียใต้เข้าด้วยกัน โดยมีไทยและอินเดียเป็นศูนย์กลาง


เพิ่งรู้นะเนี่ยหยุดไปสองปีเฉยๆ พรรคแมลงสาปพาประเทศไทยถอยหลัง
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 28th, 2011, 02:37 PM   #274
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

เอกชนไม่หวั่นชายแดนเดือด ยันพร้อมทำการค้าเขมรต่อ

Thairath 28/04/2011

เอกชน ยันพร้อมเดินหน้าทำการค้าเขมรต่อ ไม่สนเหตุขัดแย้งชายแดน ด้านกรมการค้าภายในคุมเข้มสินค้าจ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ หวั่นพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนพร้อมเดินหน้าทำการค้าร่วมกับนักธุรกิจกัมพูชาต่อ เพราะสภาพการค้าภายในกัมพูชายังดำเนินเป็นไปอย่างปกติ และนักธุรกิจยังแยกแยะปัญหาการค้ากับปัญหาชายแดนได้ แม้จะปิดด่านชายแดน 2 แห่งก็ตาม ส่วนการรวมตัวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ทุกอย่างยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่มีอะไรยกเลิก และหวังว่าทั้ง 2 ประเทศจะยุติปัญหานี้ได้โดยเร็ว

ด้านนายนิยม ไวยรัชพานิช ประธานคณะกรรมการการค้าชายแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่หอการค้าไทยยังเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชาต่อ เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะยังไม่ปิดด่านการค้าไทย-กัมพูชาเพิ่มเติม

ขณะที่ นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและกักตุนสินค้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบปัญหาการร้องเรียน แต่หากพบให้ดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทันที โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 28th, 2011, 08:39 PM   #275
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

Thai-Chinese JVs set to boost farm trade

The Nation Published on April 29, 2011


Thai and Chinese private companies yesterday agreed to set up three agricultural trading firms with a total initial investment of more than Bt1 billion.

The joint investment is part of an Asia-Pacific Agricultural Business Association (Apaba) strategy to strengthen Thai farm trading with China and increase competitiveness, association secretary Rungroj Hemansutikun said.

"The joint-venture firms will generate at least Bt5 billion for the Thai farming industry," Rungroj said.

The first company, Power Corporation Rubber, was established with an initial capital of Bt1 billion. It is a joint venture between Thailand's Power Unity, and Chayapon Phuchaipuek - a Thai rubber farmer in Lampang - and Beijing Grain Group from China. The two Thai investors will hold a 60-per-cent stake in the company.

The firm will set up three rubber production plants in Chiang Rai in the upper North.

The first plant has been established on 13 rai. It will produce rubber sheets, with a capacity of 32 tonnes a day. The second and third factories, on 200 rai, will produce rubber bar and latex. They will be established within three years.

The joint investment is expected to generate about Bt3 billion in trading value per year, once fully operational.

The second company is PUL Logistic, a joint venture between Power Unity, Leo Global Logistic from Thailand and E-Commerce of China.

Thai investors will hold a 60-per-cent stake in the company. The new firm will deal with logistics for farm goods shipments from Thailand to China.

The third firm, which does not have a name yet, is a joint venture between Power Unity and E-Commerce. Thai investors will hold a majority 51-per-cent share.

The company will provide e-commerce trading for Thai commodities. Initially, the firm will provide futures prices for tapioca online for Apaba traders so they have up-to-date information for making purchasing decisions on Thai commodities.

Yang Jing Li, China's representative in the association, said China had high demand for farm goods imports as there was increasing demand for consumption.

China will continue to cooperate with Thailand as a major commodities supplier, particularly for tapioca, rubber and grains.

More Chinese firms are eyeing Thailand as a good trading partner to help strengthen farming industry growth. More Chinese firms will invest in Thailand in the farming sector, Yang said.

So far, Apaba has more than 100 members. More than 70 per cent are Chinese firms. The association aims to promote cooperation between Asean and China in agricultural trading.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30154228.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 29th, 2011, 09:28 AM   #276
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 991
Likes (Received): 59

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 13:15:32 น.
SCG โดดซื้อรง.ผลิต-จำหน่ายเซรามิกในอินโดนีเซีย ขึ้นแท่นผู้นำระดับโลก


เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ -การเงินและการลงทุน บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ scc แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัทเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด (รวมเรียกว่า scg) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ scc ถือหุ้นร้อยละ 100 ได้บรรลุข้อตกลงในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข (Conditionak Shares Purchase Agreement หรือ CSPA) กับผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมบริษัทในประเทศอินโดนีเซีย ดังนี้

1. การลงทุนในธุรกิจเซรามิก
บริษัทเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด บรรลุข้อตกลงการซื้อหุ้นในบริษัท PT Keramika Indonesia Asosiasi Tbk (หรือ KIA) จำนวน 7,875,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93.47 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัท เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่ง KIA เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพท์ของประเทศอินโดนีเซีย (IDX) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ KIAS โดยเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ 5 อันดับแรกในตลาดเซรามิกของประเทศอินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 10 และมีโรงงานทั้งสิ้น 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่เกาะชวาตะวันตกใกล้กับจาการ์ตา และเกาะชวาตะวันออกใกล้กับสุราบายา มีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิก (สำหรับบุผนังและปูพื้น) รวมทั้งสิ้น 27 ล้านตารางเมตร และมีกำลังการผลิตกระเบื้องหลังคาเซรามิกและอุปกรณ์ รวมทั้งสิ้น 23 ล้านชิ้น

การเข้าลงทุนใน KIA นี้จะทำให้ SCG มีกำลังการผลิตเซรามิกรวมทั้งสิ้น 149 ล้านตารางเมตร ซึ่งทำให้ SCG คงความเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านกำลังการผลิตระดับโลก นอกจากนั้นยังทำให้กำลังการผลิตเซรามิกของ SCG ในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 31 ล้านตารางเมตร จากกำลังการผลิต 4 ล้านตารางเมตรในปัจจุบัน

2. การลงทุนในธุรกิจจัดจำหน่าย
บริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด บรรลุข้อตกลงการซื้อหุ้นในบริษัท PT Kokoh Inti Arebama Tbk (หรือ KOKOH) จำนวน 690,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.35 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัท เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ซื่ง KOKOH เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินโดนีเซีย (IDX)ภายใต้ชื่อย่อ หลักทรัพย์ KOIN โดยดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายร้านค้าอยู่ทั่วประเทศโดยเน้นจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ กระเบื้องบุผนังและปูพื้นเซรามิก กระเบื้องหลังคาเซรามิก สินค้าสุขภัณฑ์ สีทาผนัง และยิปซั่มบอร์ด โดยมีสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์ ประกอบกับมีพนักงานที่มีความรู้ด้านการตลาด ลูกค้า และการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นเป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ในอนาคต SCG คาดว่าจะมีโอกาสใช้ความได้เปรียบเหล่านี้สำหรับการขยายช่องทางการขายสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของ SCG ในประเทศอินโดนีเซียได้


การลงทุนดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์หลักของ SCG ที่มุ่งมั่นะเติบโตและยกระดับความสามารถและศักยภาพในการขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศอินโดนีเซีย โดย SCG ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีศักยภาพในการส่งเสริมธุรกิจในปัจจุบันของ SCG


การเปิดเผยโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นไปตามกฎระเบียบของ Capital Maket and Financial Institutions Supervisory Agency of Indonesia (BAPEPAM-LK) และเป็นไปตามเงื่อนไขของCSPA โดยการโอนหุ้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เงื่อนไขต่างๆในCSPAได้สำเร็จลุล่วงแล้ว และราคาหุ้นที่จะซื้อขายจะถูกกำหนด ณ วันโอนหุ้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน2เดือน ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง

http://www.prachachat.net/news_detai...&subcatid=0000
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 29th, 2011, 10:24 AM   #277
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

SCG โดดซื้อรง.ผลิต-จำหน่ายเซรามิกในอินโดนีเซีย ขึ้นแท่นผู้นำระดับโลก

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 13:14:39 น.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ -การเงินและการลงทุน บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ scc แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัทเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และบริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด (รวมเรียกว่า scg) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ scc ถือหุ้นร้อยละ 100 ได้บรรลุข้อตกลงในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข (Conditionak Shares Purchase Agreement หรือ CSPA) กับผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมบริษัทในประเทศอินโดนีเซีย ดังนี้

1. การลงทุนในธุรกิจเซรามิก

บริษัทเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด บรรลุข้อตกลงการซื้อหุ้นในบริษัท PT Keramika Indonesia Asosiasi Tbk (หรือ KIA) จำนวน 7,875,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93.47 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัท เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่ง KIA เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพท์ของประเทศอินโดนีเซีย (IDX) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ KIAS โดยเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ 5 อันดับแรกในตลาดเซรามิกของประเทศอินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 10 และมีโรงงานทั้งสิ้น 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่เกาะชวาตะวันตกใกล้กับจาการ์ตา และเกาะชวาตะวันออกใกล้กับสุราบายา มีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิก (สำหรับบุผนังและปูพื้น) รวมทั้งสิ้น 27 ล้านตารางเมตร และมีกำลังการผลิตกระเบื้องหลังคาเซรามิกและอุปกรณ์ รวมทั้งสิ้น 23 ล้านชิ้น

การเข้าลงทุนใน KIA นี้จะทำให้ SCG มีกำลังการผลิตเซรามิกรวมทั้งสิ้น 149 ล้านตารางเมตร ซึ่งทำให้ SCG คงความเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านกำลังการผลิตระดับโลก นอกจากนั้นยังทำให้กำลังการผลิตเซรามิกของ SCG ในประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 31 ล้านตารางเมตร จากกำลังการผลิต 4 ล้านตารางเมตรในปัจจุบัน



2. การลงทุนในธุรกิจจัดจำหน่าย

บริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด บรรลุข้อตกลงการซื้อหุ้นในบริษัท PT Kokoh Inti Arebama Tbk (หรือ KOKOH) จำนวน 690,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 70.35 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัท เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ซื่ง KOKOH เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินโดนีเซีย (IDX)ภายใต้ชื่อย่อ หลักทรัพย์ KOIN โดยดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายร้านค้าอยู่ทั่วประเทศโดยเน้นจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ กระเบื้องบุผนังและปูพื้นเซรามิก กระเบื้องหลังคาเซรามิก สินค้าสุขภัณฑ์ สีทาผนัง และยิปซั่มบอร์ด โดยมีสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์ ประกอบกับมีพนักงานที่มีความรู้ด้านการตลาด ลูกค้า และการดำเนินธุรกิจในท้องถิ่นเป็นอย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ในอนาคต SCG คาดว่าจะมีโอกาสใช้ความได้เปรียบเหล่านี้สำหรับการขยายช่องทางการขายสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของ SCG ในประเทศอินโดนีเซียได้

การลงทุนดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์หลักของ SCG ที่มุ่งมั่นะเติบโตและยกระดับความสามารถและศักยภาพในการขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศอินโดนีเซีย โดย SCG ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีศักยภาพในการส่งเสริมธุรกิจในปัจจุบันของ SCG


การเปิดเผยโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นไปตามกฎระเบียบของ Capital Maket and Financial Institutions Supervisory Agency of Indonesia (BAPEPAM-LK) และเป็นไปตามเงื่อนไขของCSPA โดยการโอนหุ้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เงื่อนไขต่างๆในCSPAได้สำเร็จลุล่วงแล้ว และราคาหุ้นที่จะซื้อขายจะถูกกำหนด ณ วันโอนหุ้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน2เดือน ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง

http://www.matichon.co.th/news_detai...&subcatid=0505
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 2nd, 2011, 05:22 PM   #278
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

CPF eyes India, Vietnam, Russia and Philippines

The Nation Published on May 3, 2011


Charoen Pokphand Foods (CPF) has identified India, Vietnam, Russia and the Philippines as its top priority markets for expansion in a five-year business plan.

They have been selected for factors such as potential growth in population, variety of consumption, low numbers of competitors and lack of farm technology.

"We plan to access the market where we believe we can win," said Adirek Sripratak, president and chief executive officer of the company.

The company's investment budget this year will be Bt8 billion to Bt10 billion. Of that, 60 per cent will be spent overseas, with heavy investment in the four countries mentioned. The aim is to increase overseas sales from 26 per cent to 40 per cent by 2015.

Adirek said CPF's investment policy abroad focused on markets where consumers bought a variety of meats, with high growth, low numbers of competitors and a lack of farm technology.

For instance, India has great business opportunities, with a population of 1 billion and growing purchasing power due to its expanding economy.

The company's business plan will focus on expanding feed mills, livestock and aquatic products, layer breeders, broiler breeders and hatcheries for both hens and shrimp.

About 150 Thai staff are stationed in India, and the number will be increased in the near future. The company also foresees business opportunities in 10 more cities there.

In Vietnam, the company is expanding with many businesses including pig, chicken, fish and shrimp farms, feed mills and shrimp hatcheries.

The business in Russia focuses on pig farms, with the first two of 10 planned farms already running. The company also plans more investment in feed mills to serve the pig farms.

The Philippines is a high-consumption market, where people consume a variety of meats including beef, pork, chicken, fish, shrimp and others. Moreover, the population growth rate is quite high, at 2 per cent, which is the key factor behind rising consumption.

There, the company operates pig farms, chicken farms, fish farms and shrimp hatcheries.

"We don't want to access the US market as its technologies are very advanced, while the EU market is very full with competitors now. That is the reason we are focusing on markets with high consumption, a lack of technology and where we foresee business opportunity," said Adirek.

The company reported that sales from overseas investments in its main markets reached Bt16.44 billion in Taiwan, Bt15.76 billion in Turkey, Bt6.83 billion in India, Bt5.42 billion in Malaysia and a combined Bt5.19 billion in Russia, Laos, the Philippines and China.

CPF also sees business growth over the next 10 years boosted by accessing the African market. Tanzania and Kenya have great business opportunities now. Chicken farms and feed mills are expected to start operating with the next six to 12 months.

Adirek added that the company has also invested US$10 million (Bt299 million) in South Africa to set up a chicken farm.

CPF employs 60,000 employees, of which 20,000 work abroad.

An analyst at DBS Vickers Securities (Thailand) said in a recent report that the company expected meat prices to remain strong through the third quarter this year.

It also expects CPF earnings to surge 66 per cent in the first quarter this year (quarter on quarter) and 6 per cent year on year to Bt3.4 billion. This has been driven by higher meat product prices amid short supply and strong demand.

In the first quarter this year, average broiler prices surged 22 per cent quarter on quarter and 8 per cent year on year to Bt48 per kilogram. Swine prices edged up 10 per cent quarter on quarter and were flat year on year at Bt59/kg.

On the other hand, raw materials prices rose at a slower pace, helped by advance purchases and locked-in, lower prices, the outstanding aquatic business and expanding overseas business.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30154309.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 3rd, 2011, 05:27 AM   #279
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

ห่วงเหตุปะทะชายแดนไทย-เขมรยืดเยื้อ เตือนจะเสียตลาดสินค้าไทยให้เวียดนาม

วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 08:49:26 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนหากเหตุปะทะชายแดนไทย-เขมรยืดเยื้อ จะกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน หวั่นเสียส่วนแบ่งตลาดสินค้าให้คู่แข่งอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่เป็นมิตรที่ดี

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมานาน อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวโยงกับกัมพูชาพอสมควร แม้ว่าภาพรวมล่าสุดจะยังเป็นไปในทิศทางเชิงบวก แต่น่ากังวลว่า ไทยอาจถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทั้งด้านการค้าและการลงทุนในกัมพูชาได้ โดยเฉพาะจากนักลงทุนอาเซียนที่สำคัญคือ เวียดนาม ซึ่งมีพรมแดนติดกับกัมพูชาและยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด

ทั้งนี้ พบว่าส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในกัมพูชาเริ่มลดลง ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนับจากเกิดเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชาปี 2551 และยังพบว่า มูลค่าการลงทุนของไทยลดลงด้วย ขณะที่นักลงทุนชาติอาเซียนอื่นๆ กลับมีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเวียดนามเป็นผู้นำการลงทุนรายใหญ่ และจีนที่กำลังมาแรงในอาเซียน

รายงานข่าวระบุว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าค่อนข้างมากประมาณ 70% ของจีดีพีและมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1,424 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2543 เป็น 5,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2552 โดยแหล่งนำเข้าสำคัญคือ ไทย เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ ที่ผ่านมาไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด และไตรมาสแรกปีนี้ ยังคงขยายตัวดีประมาณ 36% โดยไทยสามารถส่งออกไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น 31% ขณะที่นำเข้าเพิ่มขึ้น 135.7% แต่การส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม เริ่มขยายตัวได้แผ่วลงซึ่งหากยังลดลงต่อเนื่อง ก็น่าจะมาจากเหตุความไม่สงบระหว่าง 2 ประเทศ

นอกจากนั้น ปี 2553 กัมพูชาสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เป็นมูลค่า 172.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน โดยที่เข้ามาลงทุนที่สุด คือ ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และเวียดนาม โดยเมื่อพิจารณามูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนจากประเทศอาเซียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นประมาณ 23.5% ในปี 2553 สะท้อนความสนใจของนักลงทุนชาติอาเซียนที่หันมากระจายการลงทุนในกัมพูชามากขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการเร่งขยายฐานการลงทุนเข้าไปในประเทศตลาดใหม่ในอาเซียน เพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่ๆ

ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งที่เข้าไปแย่งชิงตลาดในกัมพูชา ดังนั้น หากความขัดแย้งไม่คลี่คลาย อาจจะส่งผลต่อโอกาสในการขยายการลงทุนของไทยในกัมพูชาในระยะยาวได้ ซึ่งกัมพูชายังมีปัจจัยเอื้อที่น่าเข้าไปลงทุนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านที่ดินและแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงระบบโลจิสติกส์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลายโครงการŽ

http://www.matichon.co.th/news_detai...&subcatid=0500
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 3rd, 2011, 12:09 PM   #280
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,615
Likes (Received): 1567

Thailand 'top IP pirate'

Published: 3/05/2011 at 03:12 AM

The US Trade Representative once again has put Thailand on its list of top pirates of intellectual property, known as the Priority Watch List.

The annual Special 301 Report said 42 of 77 nations reviewed were either actively aiding intellectual piracy, or were doing too little to fight it.

Thailand is on the "dirty dozen" list of alleged top violators, along with China, Russia, Algeria, Argentina, Canada, Chile, India, Indonesia, Israel, Pakistan and Venezuela.

The report says that Thailand has "shown a continuing commitment to improving protection and enforcement," but has "failed to make substantial progress."


According to the US report, the big complaint is that Thailand has failed to pass laws demanded by Washington, especially one to ban the use of video cameras in cinema to record movies.


The USTR also said that enforcement against piracy in general is both weak and non-deterrent.


" Piracy and counterfeiting, including illegal downloading of pirated works from the Internet, and the theft of cable and satellite signals, remain rampant in Thailand," the report claimed.


The annual naming of Thailand as a top pirate theoretically opens the country to punitive trade measures, but so far, no action has ever been taken against Thailand because of the piracy.

http://www.bangkokpost.com/news/loca...-top-ip-pirate
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 11:32 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu