|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|
#1 |
|
BANNED
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0
|
ASEAN Space Agency
คือหลังจากที่เรารวมตัว นอกจากเรื่องการค้าการลงทุน ต่างแล้ว ควรจะร่วมมือไปถึงการพัฒนาด้านการทหารร่วมกัน นะเช่นการผลิตอาวุธและยุธโธปรณ์ต่างๆ และการป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกัน แต่มีสิ่งนึงที่ผมนึกออก คืออยากให้อาเซียน ร่วมมือกันลงขันสร้าง จรวด และยานอวกาศ ดาวเทียมและการสํารวจอวกาศ สถานีอวกาศขึ้นสู่วงโคจรและอาจไปถึงดวงจันทร์และดาวอังคารได้โดยอยู่ภายใต้การร่วมมือของชาติอาเซียนทั้ง 10ประเทศ ผมว่าประเทศส่วนใหญ่ก็เล็ก นะและมีเศรษฐกิจที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันไปถ้า คิดว่าเราจะทําแบบนี้จริง เราจะทํายังไงให้อาเซียน สามารถตั้งองค์การอวกาศและส่งยานอวกาศได้ ครับ ผมว่าคงไม่มีประเทศไหนในอาเซียนสักประเทศสร้างยานอวกาศเองได้ถ้ารวมตัวหรือร่วมมือกันมันจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงได้ไปในตัวและเป็นการให้ประเทศต่างๆมีการ สร้างยานอวกาศออกจากโลกได้มากขึ้น
ตัวอย่างประเทศยุโรปที่นอกจากตั้ง สหภาพยุโรปหรือแม้แต่นาโต้แล้ว ยังตั้งองค์การอวกาศเลย http://en.wikipedia.org/wiki/ESA สถานีอวกาศเจเนซิส สถานีอวกาศเอกชนและ ยานที่ดีกว่าสบายกว่าแบบเดิม
Last edited by fas235; December 11th, 2011 at 03:13 PM. |
|
|
|
|
|
#2 |
|
BANNED
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0
|
เออ ถกสักนิดได้ปะครับ มันก็มีประโยชน์นะ
|
|
|
|
|
|
#3 |
|
ปิง-สุ-เกะ~!!
Join Date: Apr 2009
Location: Rural of Hatyai
Posts: 1,058
Likes (Received): 37
|
นาซ่าเล็งเวียดนามตั้งศูนย์อวกาศ
หนังสือพิมพ์เดื่อยแจแห่งเวียดนาม ตีพิมพ์ข่าวว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐ หรือ นาซา กำลังพิจารณาสถานที่ที่จะตั้งศูนย์การอวกาศเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งในเวียดนาม โดยจะตัดสินใจในปี 2555 ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เดื่อยแจ ได้กล่าวถึงการประชุมคณะบริหารศูนย์ฝึกอบรมไซ่ง่อนไฮเทคปาร์ค พร้อมกับอ้างคำพูดของ นายไมเคิล เอฟ โอเบรียน ผู้บริหารร่วมฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ของนาซา โดยนายโอเบรียน กล่าวว่า โครงการที่เรียกว่า SERVIR ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซากับองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ หรือ USAID (US Agency of International Development) เพื่อให้เป็นศูนย์สังเกตการณ์ดาวเทียมและประสานการทำงานภาคพื้นดิน พร้อมติดเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 แห่ง สำหรับศูนย์อวกาศที่ SERVIR มีอยู่แล้ว 2 แห่ง คือ ในลาตินอเมริกา กับแคริบเบียน และ อีกแห่งหนึ่งอยู่ในประเทศเคนยา ซึ่ง USAID กำลังมองหาแหล่งที่ตั้งศูนย์แห่งที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเวียดนามก็มีโอกาสที่จะเป็นศูนย์สำคัญดังกล่าว นายโอเบรียน เจ้าหน้าที่ของนาซา ยังเสนอแนะให้เวียดนามเร่งพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับสูงและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์รูปภาพและข้อมูลดาวเทียม เพราะเวียดนามจะต้องแข่งขันกับอีกหลายประเทศในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสถานที่ก่อสร้างศูนย์อวกาศแห่งที่ 3 ซึ่งนาซาจะพิจารณาตัดสินใจ คัดเลือกในปี 2555 นี้. เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554 |
|
|
|
|
|
#4 | |
|
ผู้ใช้ลงทะเบียน
Join Date: Jan 2010
Location: Bangkok/Chiang Mai
Posts: 1,105
Likes (Received): 0
|
ถ้าเราเงินเหลือเฟือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ปัญหาปากท้อง คงจะเอาอยู่
จะว่าไปเรื่องอวกาศนี่นอกจาก อเมริกา รัสเซีย ยุโรป แล้วก็จีน ที่เค้าลงทุนกันเป็นล่ำเป็นสัน ก็เพื่อโชว์ศักยภาพและเทคโนโลยีของตัวเองด้วยนะ ส่วนประเทศอื่นๆจะลงทุนเทคโนโลยีอวกาศก็ไว้ใช้ในด้านโทรคมนาคม ข้อมูลสารสนเทศของตัวเอง มีน้อยประเทศที่ลงทุนเพื่อสำรวจทางวิทยาศาสตร์อย่างกลุ่มแรก ส่วนอาเซียน ถ้าได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ดี บวกกับข้อได้เปรียบทของทำเลที่ตั้งที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ก็คงจะพอไปวัดไปวากับเค้าได้ จะให้ดีคงต้องรวม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาด้วย Quote:
__________________
acta exteriora indicant interiora secreta เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา |
|
|
|
|
|
|
#5 |
|
BANNED
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0
|
นอกจากข่าว กิจการด้านอวกาศ และการผลักดันก่อตั้งองค์การอวกาศอาเซียนเพื่อมีจุดประสงค์ เรื่องการระดมทุนจากชาติอาเซียน 10 ประเทศมาสร้างยานอวกาศ จรวดราคาแพงๆ ดาวเทียม แล้วจะเอาข่าวด้านอวกาศทั่วโลกและการสํารวจ อวกาศมาลงนะครับ
รัสเซียเล็งพิชิตดวงจันทร์-ดาวอังคาร ไล่ตามนาซาภายในปี 2020 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2555 16:01 น. แฟ้มภาพ ยานโซยุซ-ยูของรัสเซียถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เอเอฟพี - รอสคอสมอส องค์การด้านอวกาศที่กำลังประสบปัญหาของรัสเซีย เตรียมส่งนักบินอวกาศขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ รวมถึงนำสถานีวิจัยไปไว้ยังดาวอังคาร ภายใต้แผนการที่นำเสนอต่อรัฐบาล ในเดือนนี้ หนังสือพิมพ์คอมเมียร์ซานต์รายงานว่า ข้อความพันธกิจถึงปี 2030 ของรอสคอสมอสไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางการเงินใดๆ แต่กล่าวถึงแผนหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก ที่จะไม่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่องบประมาณ นอกจากนี้ ในพันธกิจดังกล่าว รัสเซียต้องซื้อเทคโนโลยีจรวดจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อไล่ตามคู่แข่งตลอดกาลอย่างองค์การนาซาของสหรัฐฯ ให้ทันในปี 2020 ด้วย รอสคอสมอสถูกปัญหารุมเร้า หลังการส่งดาวเทียมไปสู่วงโคจรล้มเหลวหลายครั้ง รวมถึงภารกิจพิชิตดาวอังคาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ร่วงกลับสู่โลกในปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า สาเหตุหลัก 2 ประการที่องค์การอวกาศของรัสเซียล้าหลังกว่านาซานั้นเป็นเพราะ การสมองไหลอย่างต่อเนื่อง และการพึ่งพาผู้รับจ้างช่วงของรัฐบาลเป็นจำนวนมาก ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอ แผนการใหม่ของรอสคอสมอสนั้นเหมือนจะเป็นการยอมรับปัญหาเหล่านี้ โดยการกำหนดให้การพัฒนา และปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัยมีความสำคัญสูงสุด องค์การด้านอวกาศของรัสเซียแห่งนี้หวังที่จะพัฒนายานอวกาศที่นำกลับมาใช้งานใหม่ได้ เหมือนกับกระสวยอวกาศของสหรัฐฯ และที่สำคัญคือพาหนะที่สามารถนำคนไปยังดาวอังคาร และกลับมายังโลกได้ ทั้งนี้ ภายในปี 2030 รัสเซียควรที่จะสามารถส่งเที่ยวบินทดลองไปยังดวงจันทร์ พร้อมกับนักบินอวกาศที่จะลงไปเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ และเดินทางกลับสู่โลกได้ คอมเมียร์ซานต์รายงานตามคำแถลงของรอสคอสมอส ยิ่งไปกว่านั้น องค์การดังกล่าวยังเผยว่าอยากเข้าร่วมกับชาติอื่นๆ ในการส่งเครือข่ายสถานีวิจัยระยะยาวไปบนดาวอังคาร ซึ่งจะใช้เป็นขั้นตอนในการตั้งรกรากบนดาวเพลิงนั้นได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรอมคอสมอสไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเผยแพร่โครงการขององค์กรในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวในทันที http://www.manager.co.th/Around/View...=9550000032662 |
|
|
|
|
|
#6 |
|
BANNED
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0
|
ไล่ล่าหาโลกนอกระบบสุริยะ
โดย สุทัศน์ ยกส้าน 3 กุมภาพันธ์ 2555 12:25 น. เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ องค์การบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา (NASA) ได้ออกแถลงการณ์ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศชื่อ Kepler ได้เห็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ชื่อ Kepler 22b ซึ่งมีรัศมีใหญ่กว่าโลกประมาณ 2.4 เท่า กำลังโคจรรอบดาวฤกษ์ชื่อ Kepler 22 โดยใช้เวลานาน 290 วัน (โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลานาน 365 วัน) และอุณหภูมิที่ผิวดาวประมาณ 22 องศาเซลเซียส จากข้อมูลนี้จึงเป็นไปได้มากว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้อาจมีสิ่งมีชีวิต เพราะดาวมีสภาพทางกายภาพที่มีลักษณะเหมือนโลกมาก แต่การจะไปเยี่ยมเยือนดาวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะดาวอยู่ห่างจากโลกประมาณ 587 ปีแสงทำให้การไปด้วยจรวดธรรมดาจะต้องใช้เวลานานถึง 22 ล้านปี มนุษย์รู้จักดาวเคราะห์มาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเป็นดาวที่เห็นเคลื่อนที่ไปในท้องฟ้า และมีขนาดใหญ่กว่าดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อย และการที่ตาเห็นดาวเหล่านี้ได้เป็นเรื่องยาก เพราะดาวได้รับแสงสะท้อนที่น้อยนิดจากดาวฤกษ์ที่ดาวโคจรอยู่รอบๆ ส่วนดาวฤกษ์จะปรากฏอยู่กับที่ (ในความเป็นจริงดาวฤกษ์ก็เคลื่อนที่ด้วย แต่เพราะมันอยู่ไกลจากโลกมาก ดังนั้น ตาของเราจึงสังเกตไม่เห็น) และดาวเคราะห์ที่คนโบราณรู้จักมี 6 ดวงคือ พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัสบดี กับดาวเสาร์ แต่ Epicurus ผู้เป็นปราชญ์กรีกในสมัยพุทธกาลเชื่อว่า เอกภพของเรายังมีดาวเคราะห์อีกจำนวนมากนับไม่ถ้วน ทั้งที่เหมือนโลก และแตกต่างจากโลก แต่เขาไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน ดังนั้นจึงไม่มีใครเชื่อตาม ในเวลาต่อมาจำนวนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะก็มีเพิ่มขึ้นๆ จนทำให้เรารู้ว่าไกลออกไปจากวงโคจรของดาวเสาร์มีดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวเคราะห์แคระพลูโต นับจากปี 1930 ที่ C. Tombaugh พบพลูโตก็ยังไม่มีใครเห็นดาวเคราะห์อีกเลย จนกระทั่งถึงวันที่ 6 ตุลาคม 1995 Didier Queloz และ Michel Mayor แห่งหอดูดาว Geneva Observatory ในสวิสเซอร์แลนด์ก็ได้ทำให้โลกตื่นเต้นด้วยข่าวการพบดาวเคราะห์ดวงแรกที่โคจรรอบดาวฤกษ์ชื่อ 51 Pegasi ที่มิใช่ดวงอาทิตย์ แต่ดาวเคราะห์ที่พบใหม่นี้มีมวลประมาณครึ่งหนึ่งของดาวพฤหัสบดี (ดาวพฤหัสบดีมีมวล 318 เท่าของโลก) ตัวดาวประกอบด้วยแก๊สร้อนและมีอุณหภูมิที่ผิวสูงประมาณ 1,000 องศาเซลเซียส ดาวดวงใหม่นี้โคจรเร็วมากเพราะใช้เวลาเพียง 4.2 วันในการโคจรรอบดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ดวงนี้จึงไม่น่าสนใจ เพราะนักดาราศาสตร์รู้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ สามารถอุบัติบนดาวดวงนี้ได้เลย การค้นหาดาวเคราะห์ในเวลาต่อมาทำให้นักดาราศาสตร์ได้พบดาวเคราะห์อีกเป็นจำนวนมากซึ่งมีรูปร่าง และลักษณะการโคจรที่น่าสนใจ เช่น พบดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุดว่าอยู่ไกลประมาณ 10 ปีแสง แต่บางดวงอยู่ไกลถึง 17,000 ปีแสง บางดวงมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า และดาวฤกษ์บางดวงมีดาวเคราะห์หลายดวงเป็นบริวาร ณ วันนี้ เราได้พบดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบสุริยะแล้วประมาณ 400 ดวง จึงเป็นว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่รู้จัก ณ วันนี้มีจำนวนมากกว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแล้ว ความยากลำบากในการเห็นดาวเคราะห์นั้น เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ดาวเคราะห์บริวารตามปกติมักมีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับดาวฤกษ์แม่ เพราะมวลของดาวเคราะห์:ดาวฤกษ์ = 1:106และความสว่างก็น้อยมากในอัตราส่วน 1:107– 1010เท่า ดังนั้น เมื่อนักดาราศาสตร์ดูดาวเคราะห์จากที่ไกลตั้งแต่ 100 ปีแสงขึ้นไป ความสว่างของดาวฤกษ์จะบดบังดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ใกล้ๆ อย่าง “สมบูรณ์” นักดาราศาสตร์เปรียบเทียบความพยายามนี้ว่า เสมือนกับการต้องการจะเห็นยุงที่บินอยู่รอบโคมไฟที่เปิดสว่างจ้าจากที่ไกล 100 กิโลเมตร ด้วยเหตุนี้นักดาราศาสตร์จึงต้องคิดหาวิธีจะดูดาวเคราะห์ให้เห็น และได้พบหลายวิธี เช่น (1) วิธีวัดความสว่างของดาวฤกษ์ที่เปลี่ยนไปเวลามีดาวเคราะห์โคจรตัดหน้า (วิธี Transit) เพราะเวลาดาวเคราะห์โคจรผ่านระหว่างโลกกับดาวฤกษ์อย่างช้าๆ ดาวเคราะห์จะบดบังแสงจากดาวฤกษ์ที่มาสู่โลก ทำให้ความสว่างของดาวฤกษ์ลดลง แล้วจะกลับไปสว่างเท่าเดิม เมื่อดาวเคราะห์ดวงนั้นโคจรผ่านดาวฤกษ์ไป ถ้าดาวเคราะห์มีขนาดใหญ่ มันจะบดบังแสงได้มากและความสว่างของดาวฤกษ์จะลดลงมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าดาวเคราะห์มีขนาดเล็ก ความสว่างที่ลดลงก็จะมีค่าน้อยด้วย นักดาราศาสตร์ได้พบว่า ความสว่างที่ลดลงนี้เป็นปฏิภาคโดยตรงกับปริมาณ (Rp/Rs)2เมื่อ Rp และ Rs คือรัศมีของดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ตามลำดับ ดังนั้น ในกรณีดาวพฤหัสบดีโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ของเรา ความสว่างของดวงอาทิตย์ที่วัดได้บนโลกจะลดลงประมาณ 1% แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็มีหลายประการ คือ ความสว่างที่เปลี่ยนแปลงอย่างน้อยนิดนี้อาจถูกบดบังโดยอิทธิพลของบรรยากาศของโลก ซึ่งจะทำให้ผู้สังเกตไม่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้นเพื่อขจัดอิทธิพลของบรรยากาศ นักดาราศาสตร์จึงต้องใช้วิธีส่งกล้องโทรทรรศน์ขึ้นไปโคจรในอวกาศ เพื่อวัดความเข้มแสงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่มีอิทธิพลภายนอกใดๆ รบกวน นอกจากนี้ วิธีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอีกประการหนึ่งคือ สามารถใช้ได้ดี เมื่อดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์และผู้สังเกตบนโลกอยู่ในระนาบเดียวกันเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยนัก เทคนิคการวัดความสว่างที่เปลี่ยนแปลงนี้ สามารถบอกรัศมีของดาวเคราะห์ รวมถึงอุณหภูมิ เวลาในการโคจรครบรอบ และมวลของดาวเคราะห์ อีกทั้งสามารถบอกชนิดและปริมาณของธาตุที่มีในบรรยากาศของดาวเคราะห์ได้ โดยการวิเคราะห์แสงของดาวฤกษ์ที่ผ่านขอบของดาวเคราะห์มา และเพื่อยืนยันว่า ความสว่างที่เปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดจากการเคลื่อนที่ของคลื่นอย่างผิดปรกติที่ผิวดาวฤกษ์ นักดาราศาสตร์ต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยอาจจะใช้เวลานานหลายปี เพราะดาวเคราะห์ดวงนั้นต้องใช้เวลานานมากจึงจะโคจรไปครบหนึ่งรอบ (2) วิธีวัดความยาวคลื่นของแสงจากดาวฤกษ์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ด้วยอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะเปลี่ยนแปลงทำให้ความยาวคลื่นแสงเปลี่ยนตาม เวลาดาวฤกษ์มีดาวเคราะห์โคจรไปโดยรอบ แรงโน้มถ่วงที่ดาวเคราะห์กระทำต่อดาวฤกษ์จะทำให้ดาวฤกษ์มีความเร็วด้วย เพื่อให้โมเมนตัมเชิงมุมของระบบรอบจุดศูนย์กลางมวลมีค่าคงตัว เช่น ในกรณีดวงอาทิตย์กับดาวพฤหัสบดี อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีจะทำให้ดวงอาทิตย์มีความเร็วประมาณ 12.5 เมตร/วินาที ดังนั้น ถ้าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่เข้าหาโลกด้วยความเร็วนี้ ความยาวคลื่นแสงจากดวงอาทิตย์จะสั้นลง แต่ถ้าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่หนีจากโลก ความยาวคลื่นแสงจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าดาวฤกษ์มีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ก็จะเคลื่อนที่เข้าหาโลกบ้าง และหนีจากโลกบ้าง ทำให้ความยาวคลื่นแสงสั้นเข้าและยาวออกเป็นจังหวะๆ การวัดความยาวคลื่นแสงที่เปลี่ยนแปลงนี้ จึงบอกข้อมูลเกี่ยวกับเวลาการโคจรของดาวเคราะห์ครบรอบ รวมถึงบอกมวล และระยะทางที่ดาวเคราะห์อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ด้วย ความถูกต้องแม่นยำของวิธีนี้จึงขึ้นกับความสามารถในการวัดความเร็วของดาวฤกษ์อย่างละเอียด จึงเหมาะสำหรับกรณีที่ความเร็วของดาวฤกษ์เปลี่ยนมาก นั่นคือ กรณีที่ดาวเคราะห์มีมวลมาก เพราะในกรณีดาวเคราะห์มีมวลน้อย เช่น โลก ความเร็วของดวงอาทิตย์ที่เกิดจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของโลกมีค่า 10 เซนติเมตร/วินาทีเท่านั้นเอง เทคนิคนี้จึงไม่เหมาะสำหรับการค้นหาดาวเคราะห์ที่มีมวลน้อย และเทคนิคนี้ยังเหมาะสำหรับดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกเป็นระยะทางน้อยกว่า 160 ปีแสง ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนก็มีน้อยกว่า 40,000 ดวง นอกจากนี้เทคนิคนี้ก็ยังขึ้นกับปริมาณ sin i ด้วย เมื่อ i คือมุมระหว่างระนาบวงโคจรของดาวเคราะห์กับแนวที่สังเกต ดังนั้นวิธีนี้จึงใช้ได้ดีเมื่อระนาบการโคจรของดาวเคราะห์อยู่ในแนวสายตา และใช้ไม่ได้เลย เมื่อระนาบการโคจรของดาวเคราะห์ตั้งฉากกับแนวสายตา เพราะแสงจากดาวฤกษ์จะพุ่งตั้งฉากกับแนวที่มอง ความยาวคลื่นแสงที่เห็นจึงไม่เปลี่ยนเลย (3) ใช้เทคนิค Gravitational Microlensing ซึ่งเหมาะสำหรับกรณีที่มีดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่ง แรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ดวงข้างหน้าทำให้แสงจากดาวฤกษ์ดวงข้างหลังเบนโค้งลงสู่ตาผู้สังเกต ดาวจึงดูสว่างขึ้นกว่าปรกติ แต่ถ้าดาวฤกษ์ดวงข้างหน้ามีดาวเคราะห์โคจรอยู่ด้วย อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ก็จะเสริมทำให้แสงจากดาวฤกษ์ดวงข้างหลังดูเข้มขึ้น คือสว่างมากขึ้น จนปรากฏเป็นยอดแหลมเสริมในกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแสงของดาวฤกษ์กับเวลา (4) ใช้เทคนิค Astrometry วัดตำแหน่งของดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์เป็นบริวารโดยเปรียบเทียบตำแหน่งกับของดาวฤกษ์ดวงนั้นกับเหล่าดาวฤกษ์เบื้องหลัง เพราะถ้าดาวฤกษ์ดวงนั้นไม่มีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ ตำแหน่งของดาวฤกษ์จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ถ้าดาวฤกษ์ดวงนั้นมีดาวเคราะห์ แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะทำดาวฤกษ์เคลื่อนที่เล็กน้อย ดังนั้นการวัดตำแหน่งของดาวฤกษ์ ณ เวลาต่างๆ กันนานเป็นเดือนหรือปีจะทำให้นักดาราศาสตร์รู้ว่า ดาวฤกษ์นั้นมีดาวเคราะห์เป็นบริวารหรือไม่ และดาวเคราะห์ที่มองไม่เห็นมีมวลมากเพียงใด รวมถึงจะทำให้รู้ระยะห่างระหว่างดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์ด้วย เช่น ในกรณีดาวพฤหัสบดีกับดวงอาทิตย์ ถ้าสังเกตจากระยะห่าง 32.6 ปีแสง ดวงอาทิตย์จะถูกดาวพฤหัสบดีดึงดูดทำให้เห็นดวงอาทิตย์เลื่อนไปทำมุม 0.5x10-3ฟิลิปดา (1 ฟิลิปดา = 1/3600 องศา) NASA มีดาวเทียม Hippacos ที่สามารถวัดมุมเล็กระดับ 2x10-3ฟิลิปดาได้ ในการค้นหาดาวเคราะห์จริงๆ นักดาราศาสตร์จะใช้เทคนิคหลายๆ รูปแบบ เพื่อยืนยันและตรวจสอบซึ่งกันและกัน ในกรณีของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Kepler กล้องถูกส่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นกล้องจึงไม่ถูกบรรยากาศโลกรบกวนเวลาดูดาว ตัวกล้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 95 เซนติเมตร มี digital sensor 42 ตัว มี photometer วัดความเข้มแสง 95 megapixel จึงสามารถเห็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กกว่าดาวอังคารได้ NASA ได้กำหนดให้กล้อง Kepler ถ่ายภาพดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกในบริเวณกลุ่มดาวหงส์ Cygnus จำนวน 150,000 ดวง เป็นเวลานาน 4 ปี โดยให้เฝ้าดูดาวเหล่านี้ตลอดเวลา ว่าดาวฤกษ์ดวงใดมีการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงเพียงใด และเป็นเวลานานเพียงใด และพบว่าบางดวงต้องใช้เวลาสังเกตนานเป็นปี แต่บางดวงก็ใช้เวลาดูนานพียง 1-2 วัน โดยให้คอมพิวเตอร์บนโลกบันทึกข้อมูลความสว่างของดาวฤกษ์ตลอดเวลา และพบว่ากล้อง Kepler สามารถวัดความสว่างที่เปลี่ยนแปลงระดับ 0.01% ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ ในอดีตที่ผ่านมาร่วม 17 ปีนักดาราศาสตร์ได้พบดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยแก๊ส และมีมวลระดับดาวพฤหัสบดีหรือมากกว่า นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์พบ Kepler 22b ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลกเล็กน้อย จึงเรียกว่าเป็น super Earth และเป็นดาวเคราะห์ที่มีสิทธิ์จะมีสิ่งมีชีวิตบนดาว ดังนั้นงานที่จะต้องทำขั้นต่อไป คือพยายามสังเกตดูสเปกตรัมของแสงจากดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ดวงนี้ เพื่อวิเคราะห์หาสารประกอบบนดาว เช่น น้ำ, มีเทน และธาตุต่างๆ เช่น ออกซิเจน โพแตสเซียม ลิเธียม โซเดียม ฯลฯ เพื่อตอบข้อสงสัยว่า สิ่งมีชีวิตสามารถอุบัติบนดาวดวงนี้ได้หรือไม่ และเมื่อปริมาณแสงจากดาวเคราะห์ดวงนี้มีเพียง 1 ใน 1 พันล้านของแสงจากดาวฤกษ์ ความยากลำบากนี้จึงเปรียบเสมือนการพยายามฟังเสียงยุง ขณะพายุทอร์นาโดพัด นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ต้องวิเคราะห์วงโคจรของดาวเคราะห์ เพื่อให้มั่นใจว่ามันอยู่ในบริเวณที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ ย้อนอดีตไปเมื่อ 400 ปี ก่อนนี้ Copernicus ได้เคยทำให้โลกลดความสำคัญ เมื่อเขาแถลงว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของเอกภพ เพราะโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และนักดาราศาสตร์ในยุคต่อๆ มาก็ได้พบว่า ดวงอาทิตย์ของเราเป็นเพียงดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจำนวนแสนล้านดวงที่มีในกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งก็เป็นเพียง 1 ใน แสนล้านกาแล็กซีที่มีในเอกภพ ดังนั้นโลกจึงเป็นเพียงดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่งในเอกภพ หาได้มีความพิเศษอันใดไม่ และก็เป็นไปได้มากว่า เอกภพน่าจะมีโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่อีกนับพันล้านโลก แต่จะอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ดวงใดบ้าง กล้องโทรทรรศน์ Kepler จะพยายามตอบคำถามนี้ เมื่อถึงปี 2014 กล้องโทรทรรศน์ Darwin ก็จะถูกส่งขึ้นฟ้าบ้าง เพื่อช่วยกล้อง Kepler ค้นหาโลกใหม่ให้รู้ชัดว่า โลกเรามีเพื่อนหรือไม่ และอยู่ที่ใด อ่านเพิ่มเติมจาก The Crowded Universe: The Search for Living Planets โดย Alan Boss จัดพิมพ์โดย Basic Book ปี 2009 *สุทัศน์ ยกส้าน ประวัติการทำงาน - ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา - ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อ่านบทความ สุทัศน์ ยกส้าน ได้ทุกวันศุกร์ ******************** http://www.manager.co.th/Science/Vie...=9550000015485 ![]() นานาชาติร่วมพัฒนาลิฟต์อวกาศ นำมนุษย์สัมผัสประสบชีวิตบนวงโคจรโลก นานาประเทศร่วมมือกันพัฒนาลิฟต์อวกาศ ซึ่งจะเป็นลิฟต์ที่นำพามนุษย์ทะยานจากพื้นดินขึ้นไปสู่วงโคจรโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมั่น โครงการสร้างลิฟต์อวกาศสามารถทำได้จริง และอาจจะได้เห็นกันในช่วงชีวิตนี้ ลอนดอน-สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าญี่ปุ่นมีกำหนดจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมโครงการสร้างลิฟต์อวกาศขึ้นในเดือนหน้า โดยคาดว่า จะมีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนจากเอเชีย ยุโรป และทวีปอเมริกา มาประชุมเพื่อร่วมกันออกแบบลิฟต์ที่จะพามนุษย์ทะยานขึ้นสู่วงโคจรโลกได้ ลิฟต์อวกาศจะพัฒนาขึ้น โดยใช้สายเคเบิลเจาะยึดติดกับพื้นผิวโลก แล้วดึงสายเคเบิลให้ทอดยาวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าทะลุไปถึงวงโคจรโลก คิดเป็นระยะทางหลายหมื่นกิโลเมตร แต่สายเคเบิลที่ใช้น่าจะทำมาจากคาร์บอนนาโนทิวป์ ซึ่งมีน้ำหนักเบา แต่สามารถยืดขยายได้มากกว่าถึง 180 เท่า เมื่อเทียบกับสายเคเบิลที่ทำจากเหล็ก บรรดาวิศวกรต่างหวังว่า ลิฟต์อวกาศจะเป็นพาหนะช่วยนำพามนุษย์และวัตถุจากพื้นโลก ส่งขึ้นไปยังห้วงอวกาศได้ หรืออาจใช้เป็นเส้นทางขนกากนิวเคลียร์ออกไปทิ้งนอกโลกก็ได้ บางคนยังเสนอให้มีการติดตั้งแผงสุริยะไว้ที่ตัวลิฟต์ เพื่อจะได้ผลิตพลังงานป้อนให้กับผู้คนบนโลก ญี่ปุ่นให้ความสนใจในโครงการดังกล่าวเป็นอย่างมาก ถึงกับตั้งเป็นสมาคมลิฟต์อวกาศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการประสานงานกับองค์กร สเปซวอร์ด ฟาวเดชั่น ของสหรัฐ และองค์กรภาคพื้นยุโรปในประเทศลักเซมเบิร์ก เพื่อพัฒนาการออกแบบลิฟต์ตัวนี้ ขณะที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซ่า ก็ได้ทุ่มงบ 4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136 ล้านบาท เพื่อใช้ในการออกแบบลิฟต์อวกาศตัวนี้ โฆษกสมาคมลิฟต์อวกาศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีอยู่หลายสถานที่ที่มีความเหมาะสมในการสร้างลิฟต์อวกาศ เช่น ทะเลจีนใต้ พื้นที่ทางตะวันตกของออสเตรเลีย หรืออาจจะเป็นหมู่เกาะกาลาปากอสในมหาสมุทรแปซิฟิก เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกไต้ฝุ่นพัดถล่ม ลิฟต์อวกาศที่สร้างเสร็จจึงน่าจะใช้งานได้อย่างปลอดภัย สมาคมลิฟต์อวกาศญี่ปุ่น หวังว่า จะได้ฤกษ์ลงมือก่อสร้างลิฟต์อวกาศในช่วงทศวรรษที่ 2030 นี้ ใครที่ได้ดูกันดั้มซีรีย์ดับเบิ้ลโอก็คงจะรู้นะครับว่า ลิฟท์วงโคจรหรือลิฟท์อวกาศมีปรโยชน์มากเพียงใด อย่างน้อยๆ ก็จะช่วยลดปริมาณดาวเทียมที่อยู่วงโคจรระดับต่ำได้ ดูจากภาพข้างล่างนี้นะครับ http://www.dr-pop.com/board/index.php?topic=960.0;wap2 สุดทึ่ง! ญี่ปุ่นเตรียมการสร้าง “ลิฟต์อวกาศ” คาดเสร็จ 2050 เป็นไปได้จริงแล้ว กับการสร้างสถานีบนอวกาศ ที่พร้อมให้บุคคลทั่วไปขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศนอกโลก เหมือนได้ออกจากบ้านไปชมสิ่งต่าง ๆ ที่เรายังไม่เคยพบเคยเห็น บริษัทผู้มีไอเดียสุดเจ๋งนี้ มีชื่อว่า บริษัท โอบายาชิ คาดว่าจะสามารถสร้างลิฟต์ที่มีระยะทาง 1 ใน 10 ของระยะจากโลกไปยังดวงจันทร์ และคาดว่าจะต้องใช้สายเคเบิลยาว 60,000 ไมล์ หรือ 1 ใน 4 ของระยะทางไปดวงจันทร์ โดยมีความเร็ว 125 ไมล์ต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนโดยพลังงานแม่เหล็ก ขนคนไปได้ประมาณ 30 คน แต่ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์กว่าจะขึ้นไปถึงสถานีดังกล่าว และสถานีบนพื้นโลกจะตั้งอยู่บนพื้นมหาสมุทร จากที่กล่าวข้างต้น องค์การนาซ่า สหรัฐฯ ได้เล็งเห็นประโยชน์จากโครงการนี้ จึงได้ทุ่มเงิน 900,000 ดอลล่าห์ ให้วิจัยเรื่องการสร้างตัวขับเคลื่อนด้วยเลเซอร์ ความฝันที่ใกล้เป็นจริงนี้ ต้องแลกไปกับค่าใช้จ่ายอันมหาศาล ซึ่งทางผู้สร้างก็ยังไม่อาจคาดเดาค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาแน่นอน หากเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า โลกเราคงจะเปลี่ยนไปเหมือนในหนังสมัยนี้ก็เป็นได้ เห็นอย่างนี้แล้ว ยิ่งเชื่อมากขึ้นไปอีกนะครับ ว่า มนุษย์นั้น ไม่มีอะไร ทำไม่ได้จริง ๆ http://www.technolomo.com/?p=1592 Terraforming มี ความหมายว่า การเปลี่ยนสภาพของดาวเคราะห์(Terraform) กระบวนการสมมุติที่ให้ดาวที่แห้งแล้ง มีบรรยากาศเบาบาง มีความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงสภาพภายในดาว จนเกือบปราศจากสนามแม่เหล็ก(และรังสีต่างๆจากดวงอาทิตย์ ชการปรับเปลี่ยนบรรยากาศ, อุณหภูมิ, พื้นผิว และนิเวศวิทยาให้ดวงดาวนั้นมีลักษณะคล้ายโลก ที่เราสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ เช่นดวงอังคารที่มีโครงการมายาวนานแล้วว่าสักวันเราจะสามารถอพยพไปอยู่ที่ นั้นได้เหมือนกับอยู่บนโลก โดยแนวคิดนี้เป็นขององค์การนาซา ที่เริ่มมีโครงการจะไปเริ่มสร้างเมืองในอวกาศ โดยเลือกพื้นที่ดาวอังคาร เพราะมีสภาพเหมือนกับโลก ขณะที่ดาวดวงอื่นเต็มไปด้วยอากาศพิษ ดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป ดาวพฤหัสฯ มีสภาพเป็นกรด ดาวอังคารแม้อากาศหนาวและมีสภาพไร้น้ำหนัก แต่มนุษย์อยู่ได้ด้วยการไปสร้างเมืองกระจกทำให้มีแรงโน้มถ่วงเหมือนกับอยู่ บนโลกได้ ในเบื้องต้นจะส่งคนออกไปสร้างอุตสาหกรรมในอวกาศ ใช้วัตถุดิบจากดวงจันทร์ของดาวอังคาร ซึ่งมีอยู่ 2 ดวง จะมีสารทุกอย่างที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ยิปซัม แร่ธาตุต่างๆ และการขนย้ายแร่ธาตุเหล่านี้จะเป็นไปโดยง่ายบนสภาพไร้น้ำหนัก และองค์การนาซาวางแผนไว้ปี ค.ศ. 2020 มนุษย์จะลงไปบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก http://news.tlcthai.com/news-interest/2044.html ญี่ปุ่นเตรียมสร้างลิฟท์อวกาศ โครงการลิฟท์อวกาศกำลังจะเป็นความจริง หลังจากที่บริษัทแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ประกาศแผนการก่อสร้างลิฟท์อวกาศให้แล้วเสร็จในอีก 38 ปีข้างหน้า ในอนาคต การเดินทางท่องอวกาศ อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางด้วยยานอวกาศ หรือเครื่องบินเจ็ตเสมอไป แต่ลิฟท์อวกาศ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่นักท่องอวกาศกระเป๋าหนักทั้งหลาย อาจแสดงความสนใจมากเป็นพิเศษ โดยล่าสุด บริษัทโอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น ของญี่ปุ่น ได้เตรียมการที่จะก่อสร้างลิฟท์อวกาศ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2593 ซึ่งลิฟท์อวกาศดังกล่าว จะมีความสูง 36,000 กิโลเมตร และจะเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 7 วันครึ่ง กว่าจะถึงสถานีจุดหมายปลายทาง ซึ่งพื้นที่ภายในตัวลิฟท์นั้น จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 20 คน ต่อการเดินทาง 1 เที่ยว ทีมออกแบบและวิศวกรของบริษัทโอบายาชิ คอร์ปอเรชั่นวางแผนไว้ว่า จะสร้างห้องทดลอง และจำลองการใช้ชีวิตในอวกาศไว้ที่สถานีจุดหมายปลายทาง เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริเวณโดยรอบของสถานีจุดหมายปลายทางจะมีการนำแผงเซลล์สุริยะมาติดตั้ง เพื่อผลิตพลังงานส่งจ่ายมายังภาคพื้นดิน รวมถึงใช้ในตัวสถานีเองด้วย โดยในอนาคต ทางทีมงานคาดการณ์ว่า จะก่อสร้างส่วนขยายเพิ่มเติมจากความสูงเดิมที่ 36,000 กิโลเมตร เป็น 96,000 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางดังกล่าวเป็นระยะทางเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของระยะทางจากโลกไปสู่ดวงจันทร์ http://news.voicetv.co.th/global/31940.html ประโยชน์ของลิฟต์อวกาศ ความสำเร็จของลิฟต์อวกาศนอกจากจะเป็นการประเมินและชี้ชวนให้ฉงนของศักยภาพในตัวมนุษย์ได้เป็นอย่างดีแล้ว หากลิฟต์อวกาศสามารถสร้างสำเร็จขึ้นได้จริง จะทำให้การเดินทางไปสู่อวกาศของมนุษย์มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าการเดินทางแบบเก่าอย่างมาก ในขณะที่ต้นทุนของการขนส่งที่ใช้จรวดและเชื้อเพลิงมหาศาลนั้นตกอยู่ราวๆ 45 -1400 ดอลล่าร์ ต่อน้ำหนัก 1 กรัม ขึ้นอยู่ว่าส่งอะไรและระยะทางไกลแค่ไหน แต่นักวิทยาสตร์ประมาณว่าลิฟต์อวกาศใช้ต้นทุนเพียงแค่ 2 ดอลล่ากว่าๆ ในการขนส่งสิ่งของน้ำหนัก 1 กรัมออกจากโลกเราไปยังอวกาศ ทั้งการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากลิฟต์อวกาศสามารถเกิดขึ้นได้จริง น้ำมันอาจไม่สามารถกำหนดเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชากรโลกได้อย่างเช่นปัจจุบันอีกต่อไป หรืประโยชน์ในแง่ของการกำจัดสารกัมตภาพรังสีออกสู่นอกโลกก้เป้นอีกหนึ่งประโยชนืที่คาดว่าจะได้รับจากการมีลิฟต์อวกาศ และที่สำคัญอวกาศจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เราสามารถไปได้ไม่ยากเหมือนเก่า สำหรับการพัฒนาและค้นคว้าลิฟต์อวกาศในขณะนี้มีหลายกระแสที่บอกว่าไม่น่าจะเกิน 50 ปี โลกเราก็จะมีลิฟต์อวกาศไว้ใช้งานได้จริงๆ ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สนใจโครงการนี้อย่างจริงจังถึงขั้นระดมสมองและคิดหาวิธีสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าพวกเขาจะสามารถสร้างลิฟต์อวกาศได้สำเร็จภายในปีพ.ศ. 2573 นับดูแล้วเหลืออีกแค่ 20 กว่าปีเท่านั้น และหากเป็นจริงขึ้นมา เราอาจจะได้เห็นโครงการทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกเราอีกหนึ่งโครงการโดยไม่ต้องรอนานถึงชาติหน้า http://www.vcharkarn.com/varticle/38324 http://www.pantip.com/cafe/wahkor/to...X11748335.html http://www.pantip.com/cafe/wahkor/to...X11753704.html http://www.neutron.rmutphysics.com/s...d=726&Itemid=0 Last edited by fas235; March 13th, 2012 at 02:34 PM. |
|
|
|
|
|
#7 |
|
Registered User
Join Date: Mar 2008
Location: Bangkok-Melbourne
Posts: 960
Likes (Received): 10
|
นึกถึงกันดั๊ม00เลย อยากให้สร้างลิฟวงโคจรในอาเซียนจัง
|
|
|
|
|
|
#8 |
|
BANNED
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0
|
บนโลกไม่พอ...วางแผนทำเหมืองบน “ดาวเคราะห์น้อย”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2555 15:46 น. แพลเนทารีรีซอร์สวางแผนส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจทรัพยากรดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก เพื่อหาแหล่งเหมาะสมในการถลุงแร่และสกัดน้ำมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานอวกาศ (Planetary Resources, Inc.) เปิดบริษัทใหม่วางแผนทำเหมืองบน “ดาวเคราะห์น้อย” เพื่อขุดหาแร่มีค่าอย่างทองคำและแพลตินัม และเตรียมออกสำรวจอวกาศ หนุนหลังโดยผู้บริหารจาก “กูเกิล” และ “เจมส์ คาเมรอน” อีกทั้งผู้ก่อตั้งยังเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมอวกาศของเอกชน พร้อมกันนี้ยังประกาศหาสุดยอดวิศวกรของโลกเข้าร่วมงาน แพลเนทารีรีซอร์ส (Planetary Resources, Inc) คือบริษัทเปิดใหม่ที่มีมหาเศรษฐีหลายคนร่วมก่อตั้ง ทั้ง ลาร์รี เพจ (Larry Page) และ อิริค ชมิดท์ (Eric Schmidt) ผู้บริหารของกูเกิล (Google) , เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ผู้กำกับภาพยนตร์และนักสำรวจตัวยง โดยเป้าหมายหนึ่งของการตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาคือการทำอุตสาหกรรมเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย โดยสเปซด็อทคอมรายงานว่าทางบริษัทกำลังเปิดรับสมัครสุดยอดวิศวกรของโลกเพื่อร่วมงาน “หนึ่งในเหตุผลที่เราเลือกเปิดตัวบริษัทในตอนนี้คือเพราะเรากำลังค้นหาวิศวกรที่เก่งที่สุดในโลก เพื่อมาเติมเต็มให้แก่ทีมของเรา ซึ่งมันยากที่จะทำอย่างเงียบๆ” ปีเตอร์ ไดแมนดิส (Peter Diamandis) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารของแพลเนทารีรีซอร์สกล่าว และเขายังเป็นผู้ก่อตั้งรางวัลเอกซ์-ไฟรซ์ (X-Prize) รางวัลเพื่อการค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติและเป็นแรงบันดาลใจแก่อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขยายคำพูดของไดแมนดิสให้ชัดเจนสเปซด็อทคอมอ้างแถลงอย่างเป็นทางการของบริษัทว่า แพลเนทารีรีซอร์ส กำลังต้องการวิศวกรที่จะช่วยในการออกแบบและสร้างฝูงเครื่องจักรกลสำหรับใช้ในการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ซึ่งเป้าหมายของการจ้างงานดังกล่าวคือการเปลี่ยนจินตนาการจากโลกนิยายวิทยาศาสตร์หรือไซ-ไฟในเรื่องการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยให้กลายเป็นความจริง แพลเนทารีรีซอร์สรุปว่าโลหะกลุ่มแพลตินัมที่ทางบริษัทวางแผนจะขึ้นไปขุดเจาะนั้น จะช่วยให้สินค้าจำนวนมากบนโลกมีราคาถูกลง ซึ่งในจำนวนนั้นได้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา และจอแสดงผลสำหรับโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ และนอกจากวางแผนทำเหมืองผลิตแร่ลงมาใช้บนโลกแล้วยังมีโครงการสำรวจอวกาศด้วย ทางบริษัทคาดว่าน้ำบนดาวเคราะห์น้อยนั้นจะช่วยเปิดประตูสู่การสำรวจระบบสุริยะได้ เพราะน้ำสามารถแตกตัวเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ที่เป็นองค์ประกอบของน้ำเอง ดังนั้น ความพยายามของบริษัทดังกล่าวอาจนำไปสู่การตั้งสถานีจำหน่ายก๊าซในอวกาศ เพื่อให้ยานอวกาศหลายๆ ลำแวะไปเติมเชื้อเพลิงได้ในราคาถูกและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทางบริษัทวางแผนที่จะทำให้การทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยนี้ราคาถูก โดยจะให้ฝูงยานอวกาศราคาถูกเพื่อค้นหาหินอวกาศที่น่าจะอุดมทรัพยากร และขุดสกัดแร่ธาตุกันในอวกาศ โดหวังว่าจะได้พบเป้าหมายที่มีทรัพยากรให้ถลุงอย่างยั่งยืนภายในทศวรรษนี้ ส่วนกิจการเหมืองจริงๆ จะตามมาหลังจากนั้น ตอนนี้ทางบริษัทได้จ้างวิศวกรแล้ว 20 กว่าคน ซึ่งไดมานดิสกล่าวว่า จะคงขนาดบริษัทเล็กๆ ต่อไปเพื่อความคล่องตัวในการทำงานและลดค่าใช้จ่าย และพยายามจ้างบุคลากรที่เป็นที่สุดของที่สุดของที่สุด อย่างไรก็ดี บีบีซีนิวส์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการเหล่านี้ของแพลเนทารีรีซอร์ส และเรียกแผนของบริษัทว่าเป็นความกล้าบ้าบิ่น ยากและแพงมากด้วย โดยพวกเขาตั้งคำถามว่า บริษัทจะทำให้แร่ธาตุเหล่านี้มีราคาถูกลงได้อย่างไร เพราะแม้แต่แพลตินัมและทองก็ขายกันกรัมละเกือบ 1,800 บาท หรือภารกิจที่ใกล้เข้ามาขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ในการนำองค์ประกอบจากดาวเคราะห์น้อยกลับมายังโลกเพียง 60 กรัม ก็มีมูลค่าสูงประมาณ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว สำหรับการทำงานขั้นแรกของบริษัทนั้นจะบรรลุเป้าหมายในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า โดยบริษัทจะปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาสของเอกชนชุดแรก ที่จะค้นหาดาวเคราะห์น้อยเป้าหมายที่อุดมทรัพยากร และความตั้งใจนี้จะเปิดการสำรวจอวกาศสู่อุตสาหกรรมของภาคเอกชน บริษัทยังคาดหวังว่าภายใน 10 ปีจะขายฐานสำรวจที่โคจรอยู่รอบโลกในรูปแบบบริการสำรวจหาแร่ธาตุได้ และวางแผนที่จะดักจับดาวเคราะห์น้อยอีกนับพันดวงที่ผ่านเข้ามาใกล้โลก เพื่อสกัดเอาวัตถุดิบจากดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้น บริษัทเปิดใหม่นี้ยังมีผู้ร่วมก่อตั้งที่ทรงอิทธิพลหลายๆ คน อาทิ อีริค แอนเดอร์สัน (Eric Anderson) ผู้บุกเบิกในวงการอุตสากรรมท่องเที่ยวอวกาศ, เฮนรี รอสส์ เปโรต์ (Henry Ross Perot) ลูกชายของนักธุรกิจผู้เคยลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ทอม โจนส์ (Tom Jones) อดีตมนุษย์อวกาศของนาซาผู้มีประสบการณ์เดินทางไปพร้อมกระสวยอวกาศ แม้แต่วัตถุอวกาศใกล้โลกขนาดเล็กนั้นทางแพลเนทารีก็เชื่อว่าสามารถตรวจจับและสกัดเอาน้ำออกมาได้ (Planetary Resources, Inc.) http://www.manager.co.th/Science/Vie...=9550000051051 โลกใบเดียวเล็กเกินไป ! เศรษฐีลงขันลุย"เหมืองอวกาศ" เล็งส่งหุ่นขุดแร่บนดาวเคราะห์น้อย ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 14:26:42 น. Share เมื่อไม่นานมานี้มีการประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ "แพลเนททารี่ รีซอร์ซส์ อิงค์." ขึ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทดังกล่าวและหุ้นส่วนทั้งหลายเป็นคนดังระดับมหาเศรษฐีที่เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงเทคโนโลยีว่า นอกจากจะมีเงินมากมายแล้วยังมีจิตใจรักการผจญภัย พร้อมริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่อยู่นอกกรอบคิดเดิมๆ ได้ทันทีหากพึงพอใจ ผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ คือนักธุรกิจอวกาศอย่าง เอริค แอนเดอร์สัน เจ้าของ สเปซ แอดเวนเจอร์ บริษัทผู้ให้บริการท่องอวกาศที่ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติมาแล้ว 7 คน กับ ปีเตอร์ ดิอามันดิส ผู้ก่อตั้ง เอ็กซ์ ไพรซ์ ฟาวเดชั่้น มูลนิธิที่เสนอมอบรางวัลให้กับงานพัฒนาเทคโนโลยีระดับก้าวหน้าที่ถือว่าเป็น "นวัตกรรม" จริงๆ คนที่หนุนหลังคนทั้ง 2 และ แพลเนททารี่ รีซอร์ซส์ อิงค์. เป็นประดาเศรษฐีระดับพันล้านด้วยกัน อาทิ ลาร์รี่ เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของกูเกิล อิงค์., เอริค ชมิดต์ ประธานกูเกิล, ชาร์ลส์ ซิโมนยี่ อดีตหัวหน้าทีมสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไมโครซอฟท์ รวมทั้งคนอย่าง เจมส์ คาเมรอน คนที่รวยไม่เลิกกับ "ไททานิก" โดยมี อดีตวิศวกรจากห้องปฏิบัติการเจพีแอลของนาซาอย่าง คริส เลวิชกี และซารา ซีเกอร์ นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา พันธกิจของบริษัทมหาเศรษฐีแห่งนี้ก็คือ จัดการส่งหุ่นยนต์จำนวนมากขึ้นไปทำเหมือง ขุดสินแร่มีค่าจากดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากที่โคจรอยู่ในวงโคจรใกล้โลก ซึ่งมีเกือบ 9,000 ดวง ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 45 เมตร บนสมมติฐานทางวิชาการที่ว่า บนดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้มีแร่มีค่ามากมายมหาศาล บางดวงอาจมีแพลทินัมมากเท่ากับแพลทินัมที่ขุดได้ทั้งปีบนโลก อยู่บนพื้นผิวตื้นๆ ของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ แพลทินัมตอนนี้กิโลกรัมละ 1.5 ล้านบาท ว่ากันว่า แค่เหมืองเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสัก 0.8 กิโลเมตรบนดาวเคราะห์น้อยก็สามารถเก็บเกี่ยวแพลทินัมได้มากถึง 130 ตัน มูลค่าราวๆ 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 180,000 ล้านบาท แต่เรื่องความคิดกับการกระทำเป็นคนละเรื่องกัน เพราะตอนที่ลงมือจริงๆ จะต้องมีอุปสรรคให้ก้าวข้ามอีกมากมายมหาศาล เริ่มตั้งแต่ในแง่ของกฎหมายที่ยังไม่แน่นักว่า กฎหมายเท่าที่มีอยู่สามารถเทียบเคียงนำไปประยุกต์ใช้ในกรณีนี้ได้หรือไม่ นักวิชาการกฎหมายบางรายเชื่อว่ารัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศอาจจำเป็นต้องตรากฎหมายหรือหลักเกณฑ์มาเพื่อรองรับกรณีนี้ก่อน ในขณะที่อีกบางคนเชื่อว่า สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วได้โดยเทียบเคียงกับการขุดสินแร่จากพื้นมหาสมุทร ที่เป็นอาณาเขตทะเลหลวง ไม่ขึ้นอยู่กับชาติใด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภายใน 18-24 เดือนข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าว่าจะส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไปให้ได้ระหว่าง 2-5 ตัว ทำหน้าที่เพื่อสำรวจหาดาวเคราะห์น้อยที่เหมาะสมทั้งขนาด วงโคจรและองค์ประกอบของสินแร่ที่ต้องการ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ แพลทินัม, พัลลาเดียม, ออสเมียม, และอิริเดียม แร่ธาตุหายากที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาแพง เพราะนำมาใช้ในวงการแพทย์, ผลิตภัณฑ์เพื่อผลิตพลังงานทางเลือกและอื่นๆ หลังจากนั้นภายใน 5-7 ปี จะมีการส่งยานสำรวจขนาดเล็กขึ้นไปสำรวจเป้าหมายที่เลือกสรรโดยละเอียด ทำแผนที่สินแร่ และคำนวณมูลค่าของสายแร่ที่มีทั้งหมด ก่อนที่จะดำเนินการขั้นต่อๆ ไป ซึ่งบริษัทยังเก็บงำเป็นความลับอยู่ในเวลานี้ ว่ากันว่า โครงการนี้นอกจากจะรับประกันความรุ่งโรจน์ไม่ขาดแคลนของโลกในอนาคตแล้ว ยังจะแผ้วถางทางสำหรับการมีอาณานิคมในอวกาศในอนาคตอีกต่างหาก http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid= สุดยอด! Google เตรียมลงทุน ธุรกิจบนดาวเคราะห์ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับชื่อดัง ร่วมกับผู้บริหารของกูเกิล ก่อตั้งบริษัททำการสำรวจอวกาศ เพื่อหาทรัพยากรที่อยู่บนดาวเคราะห์ต่างๆ โดยรายละเอียดทั้งหมดของการดำเนินงาน จะมีการเปิดเผยในวันอังคารที่จะถึงนี้ อีริค ชมิดท์ ประธานฝ่ายบริหารของบริษัทกูเกิล และแลรี เพจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกูเกิล ประกาศร่วมมือกับเจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับชื่อดัง เจ้าของภาพยนตร์เรื่องอวาตาร์ และไททานิก เพื่อจัดตั้งโครงการสำรวจอวกาศ ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันอังคารหน้า ที่พิพิธภัณฑ์อวกาศในเมืองซีแอตเทิล มลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดย บริษัทที่คาเมรอน ชมิดท์ และ เพจ รวมถึงนักลงทุนรายใหญ่คนอื่นๆ เปิดดำเนินกิจการร่วมกันนั้น มีชื่อว่า Planetary Resources ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้น ที่ได้จากการแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนพบว่า วัตถุประสงค์ของการตั้งบริษัทแห่งนี้ขึ้นมานั้น มีอยู่ 2 ประการ คือการสำรวจอวกาศ และการค้นหาทรัพยากรทั้งหลายที่อยู่บนดาวเคราะห์ต่างๆ ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ อาจสร้างมูลค่ามากถึง ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเจริญรุ่งเรื่องให้แก่มนุษยชาติอีกด้วย ขณะ นี้ บริษัท Planetary Resources กำลังเร่งเตรียมความพร้อม ในการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ที่จะส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปยังดาวเคราะห์น้อย ที่โคจรอยู่ใกล้กับโลก เพื่อสำรวจหาแร่เหล็กและโลหะ ก่อนที่จะทำการขุดเจาะและทำเหมืองแร่ต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์เคยถกเถียงกันมานานหลายสิบปี ถึงความเป็นไปได้ และแนวทางปฏิบัติในการทำเหมืองแร่บนดาวดวงอื่น อย่าง ไรก็ตาม สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหามากที่สุดในการทำโครงการดังกล่าว ก็คือปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะองค์การนาซา เคยคาดการณ์ไว้ว่า การลงทุนในลักษณะนี้อาจต้องใช้เงินมากกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสิ่งที่ทุกคนกำลังดำเนินการร่วมกันอยู่นั้น ก็คือการหาแนวทางที่จะประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุดนั่นเอง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า การทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นนั้น ทำได้ 2 แนวทาง คือ การส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปสำรวจและขุดเจาะ พร้อมกับนำแร่กลับมายังโลก ขณะที่ อีกวิธีหนึ่งก็คือ การส่งหุ่นยนต์ขึ้นไปสำรวจ และขุดเจาะ และนำแร่กลับมาให้ใกล้โลกมากที่สุด เพื่อให้มนุษย์นำกลับมายังโลกได้ง่ายขึ้น โดยเจ้าหน้าที่จากนาซา คาดการณ์ว่า กระบวนการในการสำรวจ และทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์นั้น อาจสำเร็จลุล่วงภายในปี 2568 นี้ แต่งบประมาณที่ผู้สำรวจต้องลงทุนนั้น อาจจะมากกว่าที่นาซาเคยคาดการณ์เอาไว้ก็เป็นได้ ขอบคุณข้อมูล VoiceTV http://www.bloggang.com/mainblog.php...p=31&gblog=426 http://en.wikipedia.org/wiki/Asteroid_mining Last edited by fas235; April 25th, 2012 at 01:33 PM. |
|
|
|
|
|
#9 |
|
ปิง-สุ-เกะ~!!
Join Date: Apr 2009
Location: Rural of Hatyai
Posts: 1,058
Likes (Received): 37
|
นี่เรามีองค์การอวกาศอาเซียนด้วยเหรอ !!??
|
|
|
|
|
|
#10 |
|
Parinand
Join Date: Apr 2009
Location: Pak Kret
Posts: 400
Likes (Received): 13
|
ของไทยเรา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ. หรือ GISTDA) ซึ่งได้ส่งดาวเทียมสำรวจโลกไทยโชต (ชื่อเดิม THEOS) ขึ้นไปในอวกาศแล้ว กำลังจะพัฒนาโครงการอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ Space Krenovation Park ที่นครแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งที่นั่น สทอภ. มีสถานีรับส่งสัญญาณดาวเทียม THEOS ตั้งอยู่ โดยอยู่ข้างๆ สถานีรับส่งสัญญาณดาวเทียมสื่อสารศรีราชา ของ กสท. โทรคมนาคม ที่นั่นอาจเป็นฐานพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของไทยในอนาคต เริ่มจากการพัฒนา application ที่ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียม ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ดาวเทียม หรือ การผลิตอาหารสำหรับนักบินอวกาศ ไม่แน่ว่าเราอาจจะพัฒนาไปไกลถึงขั้นเป็นฐานยิงจรวดปล่อยดาวเทียมในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้
|
|
|
|
|
|
#11 |
|
BANNED
Join Date: May 2012
Posts: 281
Likes (Received): 0
|
สำเร็จ! สถานีอวกาศยื่นแขนกลยึด “ดรากอน” ยานเอกชนได้ครั้งแรก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2555 00:05 น. สำเร็จ! นักบินอวกาศบังคับแขนกลบนสถานีอวกาศนานาชาติยึด “ดรากอน” ยานเอกชนสหรัฐฯ ที่แข่งขันแย่งภารกิจรับส่งคนและเสบียงแทนกระสวยอวกาศของนาซา ซึ่งถูกปลดระวางไปแล้ว โดยภารกิจเบื้องต้นคือการขนส่งเสบียงและอุปกรณ์ให้แก่ลูกเรือในวงโคจร นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่และครั้งแรกสำหรับยานอวกาศเอกชน เมื่อ “ดรากอน” (Dragon) แคปซูลอวกาศของบริษัทสเปซเอกซ์ (SpaceX) ถูกยึดไว้ด้วยแขนกลของสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) เมื่อเวลา 20.56 น.วันที่ 25 พ.ค.55 ตามเวลาประเทศไทย หลังจากแคปซูลดังกล่าวถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมาด้วยานฟอลคอน 9 (Falcon9) และในวันที่ 31 พ.ค. ของใช้และสัมภาระต่างๆ ที่ไม่จำเป็นแล้วจะถูกลำเลียงใส่ยานเพื่อนำกลับโลก ตามรายงานของสเปซด็อทคอม ดอน เพตติท (Don Pettit) มนุษย์อวกาศขององค์การบริหารการบินอวกาศรัฐ (นาซา) ผู้บังคับแขนกลยาว 18 เมตรของสถานีอวกาศกล่าวกับศูนย์ควบคุมว่า การยึดยานอวกาศด้วยแขนกลนั้น เหมือนสถานีใช้แขนกลยึดยานดรากอนไว้ และหลังจากตรวจสอบทุกอย่างเขาจะเคลื่อนแคปซูลเข้าเชื่อมต่อโหนดฮาร์โมนี (Harmony) ที่หันเข้าหาโลก ซึ่งต่างจากการเชื่อมต่อของยานรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งมีท่าเชื่อมต่อแยกอีกต่างหาก ด้านบีบีซีนิวส์ระบุว่า เดิมทีภารกิจลักษณะนี้เป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับภาครัฐเท่านั้น แต่เนื่องจากองคืการอวหาศสหรัฐฯ ต้องการประหยัดเงิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นทุนสำหรับโครงการสำรวจอวกาศอื่นๆ ที่ไกลออกไป อย่างเช่น ดาวเคราะห์น้อยต่างๆ และดาวอังคาร เป็นต้น ส่วนภารกิจประจำในวงโคจรผระดับต่ำเช่นนี้จะถูกโอนถ่ายเป็นการทำสัญญาให้ภาคเอกชนรับช่วงต่อ ภาพขณะยานดรากอนค่อยถูกดึงเข้าเชื่อมกับโหนด ภาพยานดรากอนถูกบังทึกจากมุมของสถานีอวกาศที่ระยะห่าง 80 เมตร ภาพสถานีอวกาศที่บันทึกด้วยกล้องตรวจจับความร้อนจากแคปซูลดรากอน ภาพยานดรากอนที่เห็นเป็นจุดและบันทึกจากสถานีอวกาศ (ภาพประกอบทั้งหมดจากสเปซเอกซ์) http://www.manager.co.th/Science/Vie...=9550000064590 Last edited by phat21; May 26th, 2012 at 07:59 AM. |
|
|
|
|
|
#12 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2011
Location: Chaiprakarn-Chiangrai
Posts: 102
Likes (Received): 7
|
|
|
|
|
|
|
#13 |
|
BANNED
Join Date: May 2012
Posts: 281
Likes (Received): 0
|
จีนเชื่อมต่อเสินโจว 9 แบบอัตโนมัติสำเร็จ นักบินอวกาศเข้ายานเทียนกง 1 ลุล่วง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2555 18:27 น. เอเยนซี - จีนบรรลุภารกิจเชื่อมต่อโมดูลอวกาศเสินโจว 9 กับยานเทียนกง 1 (18 มิ.ย.) แบบอัตโนมัติ นักบินอวกาศได้เข้าสู่ตัวยานเทียนกงที่โคจรรอบโลกด้วยความเร็วสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จจีนครั้งแรกที่ใช้มนุษย์เชื่อมต่อยานอวกาศโมดูลอวกาศเสินโจว 9 ปล่อยจากฐานยิงจรวดจิ่วเฉวียนเมื่อวันเสาร์ (16 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ขนนักบินอวกาศ 3 คนขึ้นไปด้วย ทั้งนี้หนึ่งในนั้นเป็นสตรีจีนคนแรกที่ได้มีโอกาสขึ้นสู่อวกาศ โมดูลอวกาศเสินโจว 9 จะทำการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศเทียนกง 1 สองครั้ง ครั้งแรกจะเป็นการเชื่อมต่ออัตโนมัติซึ่งทำสำเร็จแล้ว ส่วนในบางจุดของตัวยานจะแยกตัวออกจากกัน และจากนั้นนักบินอวกาศทั้ง 3 ของจีนก็จะทำการเชื่อมต่อด้วยมือ ดังนั้นการเชื่อมต่อในครั้งนี้มีทั้งแบบอัตโนมัติและแบบใช้มนุษย์ การเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งที่ 3 ของจีน แต่สำหรับการใช้นักบินอวกาศเชื่อมต่อด้วยมือนั้นครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์จีนเผยว่า หลังจากเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้วนักบินอวกาศได้ออกจากโมดูลเสินโจว 9 เข้าสู่ตัวยานเทียนกง 1 เป็นที่เรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จด้านโครงการอวกาศของจีน ภารกิจในครั้งนี้มีระยะเวลา 13 วัน มีเป้าหมายเพื่อใช้มนุษย์เชื่อมต่อยานอวกาศ ซึ่งนักบินอวกาศจะต้องมีความแม่นยำและมีทักษะที่คล่องแคล่วในการปฏิบัติการ จีนตั้งเป้าสร้างสถานีอวกาศให้ลุล่วงในปี 2563 จวบจนปัจจุบันนนี้มีสองประเทศเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการส่งคนขึ้นไปเชื่อมต่อสถานีอวกาศ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกาและ สภาพโซเวียต ซึ่งกระทำในปี 2509 และ 2512 ตามลำดับ การเชื่อมต่อมีความยาก เนื่องจากยาน 2 ลำต้องอยู่ในวิถีโคจรเดียวกัน และวิ่งด้วยความเร็วหลายพันกิโลเมตรต่อชั่วโมง การจะเชื่อมยานให้พอเหมาะพอเจาะไม่ได้รับความเสียหาย เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำและความชำนาญของนักบินอวกาศฯ ประธานาธิบดีหู จิ่นเทาเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวนับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ที่ผลักดันโครงการหลังจากสหรัฐฯเริ่มลดปฏิบัติการมนุษย์อวกาศลง ทีมงานนักบินอวกาศได้แก่ นายจิ่ง ไห่เผิง ผู้มากประสบการณ์ ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ขึ้นปฏิบัติการ เขาได้ผ่านการฝึกซ้อมการเชื่อมสถานีอวกาศจำลองมาแล้วกว่า 1,500 ครั้ง หลิว วั่ง นักบินอวกาศอีกคนที่อยู่ในโครงการอวกาศมา 14 ปี จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเชื่อมต่อยานด้วยมือ ขณะที่หลิว หยัง สตรีหญิงคนแรกที่ขึ้นสู่อวกาศจะทำการทดลองทางการแพทย์ในอวกาศ ตลอดจนการทดลองอื่น ๆ ในระหว่างปฏิบัติการ จีนมองว่าโครงการอวกาศเป็นสัญลักษณ์ของความเร็จแห่งมวลมนุษยชาติ และเป็นความสำเร็จของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ที่ครั้งหนึ่งเคยยากจนข้นแค้นและถูกเหยียบย่ำสาหัส. ภาพการประกอบเชื่อมโมดูลอวกาศเสินโจว 9 กับยานเทียนกง 1 แบบอัตโนมัติ (ภาพซินหวา) ![]() |
|
|
|
|
|
#14 |
|
BANNED
Join Date: Aug 2012
Posts: 386
Likes (Received): 0
|
พบดาวเคราะห์ใหม่ใกล้ระบบสุริยะที่สุด
โลกอาจได้เพื่อนบ้านใหม่ระยะประชิดรั้วจักรวาล เมื่อนักดาราศาสตร์ประกาศการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะจักรวาลของเราที่สุดเท่าที่เคยพบมา เพิ่มความหวังอาจพบดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัย รายงานการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับดาวโลกของเรานี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร "Nature" ฉบับล่าสุด โดยเป็นผลงานการร่วมมือกันระหว่างสตีเฟน อูดรี และซาเวียร์ ดูมุสเก นักดาราศาสตร์ประจำหอดูดาวเจนีวา พวกเขาใช้อุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วเชิงรัศมีของดาวฤกษ์ความแม่นยำสูง (HARPS) บนกล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ท้องฟ้าทิศใต้ของยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลาซียาของชิลี อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถตรวจจับการส่ายไหวเพียงเล็กน้อยของสีของแสงที่ออกมาจากดาว ที่เกิดจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบมัน นักวิจัยทั้งสองกล่าวว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งของระบบดาวฤกษ์ 3 ดวง อัลฟาเซ็นทอรี (Alpha Centauri) ซึ่งห่างออกไปออก 25 ล้านล้านไมล์ ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรใกล้ดาวฤกษ์ของมันมากเกินกว่าที่จะมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากอุณหภูมิที่พื้นผิวน่าจะสูงประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส ทว่าการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ต่างบ่งชี้ว่าเมื่อพบดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็มันจะมีดาวเคราะห์อีกหลายดวงอยู่ในระบบนั้นด้วย "การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นหลักหมุดสำคัญ เพราะดาวเคราะห์ดวงนี้มีมวลต่ำมาก และเป็นเพื่อนบ้านใกล้ที่สุดของเรา" อูดรีกล่าว "มันโคจรใกล้กับดาวฤกษ์ของมันมาก และเรารู้ดีว่าพื้นผิวของมันต้องร้อนมาก แต่มันอาจเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบที่ยังมีอยู่หลายดวงก็เป็นได้" เกร็ก ลัฟลิน นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ให้ทัศนะเกี่ยวกับการค้นพบนี้ว่า ที่นั่นคือหลังบ้านของโลกเรา การพบดาวเคราะห์ที่นั่นจึงเป็นเรื่องพิเศษสุด นับตั้งแต่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลของเราเมื่อต้นทศวรรษ 1990 มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วมากกว่า 800 ดวง แต่ดาวเคราะห์ดวงนี้นับว่าใกล้ที่สุดแล้ว อย่างไรก็ดีแม้จะใกล้เพียง 4 ปีแสง แต่ลัฟลินกล่าวว่า การเดินทางไปที่นั่นยังเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ และหากใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนที่มนุษย์มีอยู่ในปัจจุบันก็ต้องใช้เวลาเดินทาง 40,000 ปี กระนั้น ยังมีนักดาราศาสตร์เช่น อาร์ตี ฮัตเซส จากหอดูดาวรัฐเทือริงเงินในเยอรมนี แสดงความสงสัยกับรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า เขายังไม่มั่นใจ เนื่องจากการส่ายไหวของแสงจากดาวที่ตรวจจับได้อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ รวมถึงจุดดับบนดวงอาทิตย์ ทีมงานจะเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้นักดาราศาสตร์อื่นๆ ร่วมตรวจสอบด้วย แม้พวกเขาจะมั่นใจว่าผลการค้นพบซึ่งใช้เวลาติดตามผ่านอุปกรณ์ HARPS นานกว่า 4 ปี จะเป็นการค้นพบดาวเคราะห์จริง เนื่องจากได้ผ่านการวิเคราะห์และตัดคำอธิบายอื่นๆ ที่เป็นไปได้แล้ว. http://www.thaipost.net/news/181012/63867 นักวิทย์ค้นพบใหม่ "ดาวเคราะห์นอกระบบ"ขนาดเท่าโลก อยู่ใกล้ระบบสุริยจักรวาลมากสุด นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ที่สุดนอกระบบสุริยจักรวาลที่โคจรในระยะใกล้รอบดาวฤกษ์ อัลฟา เซนทอรี บี ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 4 ล้านปีแสง ![]() ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ ระบุว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าว มีขนาดมวลใกล้เคียงกับโลก แต่มีสภาพไม่เอื้อต่อการยังชีพของสิ่งมีชีวิต เพราะตั้งอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ศูนย์กลางมากเกินไป ทำให้มีอุณหภูมิที่พื้นผิวสูงมาก ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรในระยะใกล้รอบดาวฤกษ์ อัลฟา เซนทอรี บี ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสุริยะที่มีดาวฤกษ์ 3 ดวง ได้แก่ดาวอัลฟา เซนทอรี บี, ดาวอัลฟา เซนทอรี เอ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่มีคล้ายกับดวงอาทิตย์ ส่วนดาวฤกษ์ดวงที่สามนั้นอยู่ห่างออกไป และมีอุณหภูมิต่ำกว่า มีชื่อว่า พร็อกซิมา เซนทอรี โดยอยู่ห่างจากโลกแค่ 4.3 ปีแสง ขณะที่ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดคือดาวพร็อกซิมา เซ็นทอรี นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์ดังกล่าวด้วยการสังเกตอาการส่ายเล็กน้อยของดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ที่โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์เมื่อมองจากโลก อุปกรณ์ที่เรียกว่า ฮาร์ปส์ (Harps) ที่หอดูดาวยูโรเปียน เซาเทิร์น ที่เมืองลาวิลลา ประเทศชิลี นั่นทำให้ดาวเคราะห์ดังกล่าวเป็นดาวที่อยู่ใกล้โลกมากกว่าดาวเคราะห์นอกระบบที่มีการยืนยันการค้นพบมากกว่า840 ดวง จากการวัดระยะทางอย่างระมัดระวังเป็นเวลานาน 4 ปี แสดงให้เห็นว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวส่ายไปมารอบดาวฤกษ์อัลฟา เซ็นทอรี บี โดยใช้เวลาเพียง 3.6 วัน และคาดว่ามีอุณหภูมิที่พื้นผิวราว 1,200 องศาเซลเซียส การโคจรผ่านหน้าของดาวเคราะห์ดวงนี้ ทำให้ดาวฤกษ์ อัลฟา เซนทอรี บี เคลื่อนตัวเดินหน้าและถอยหลังเมื่อมองจากโลก ด้วยความเร็ว 2 ก.ม./ช.ม. หรือเท่ากับการคลานของเด็กทารก http://www.matichon.co.th/news_detai...atid=&subcatid= |
|
|
|
|
|
#15 |
|
Kikapu!
Join Date: May 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,613
Likes (Received): 13
|
ผมว่าถ้าชาติอาเซี่ยนเราต้องการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศเป็นของตัวเอง
ก็น่าจะทำได้ เพื่อที่จะเอาความรู้ด้านอวกาศมาพัฒนาต่อยอดเอื้อประโยชน์ให้ประเทศสมาชิก ทุกประเทศได้ใช้กันอย่างทั่วถึง อาจจะเริ่มด้วยการลงขันกัน เช่นกำหนดให้ลงเงินกัันประเทศละ 0.5% ของเงินงบประมาณต่อปี ้ถ้าของไทย งบประมาณ2ล้านล้าน ก็ต้องลง 10000 ล้านบาทต่อปี รวมๆแล้วชาติ อาเซี่ยนมีงบรวมปีละเกือบ 4แสนล้านเหรียญ ก็จะได้เงินมาลงทุน ด้านอวกาศถึง 2พันล้านเหรียญหรือราวๆ 5-6หมื่นล้านบาท ด้วยเงินจำนวนนี้ต่อปีที่ทุ่มให้กับโครงการอวกาศ ผมว่าไม่นานเราก็คงสามารถส่งยานไปสำรวจดาวอังคารได้แน่ๆ
__________________
dd2020.multiply.com |
|
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|