daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile


Closed Thread

 
Thread Tools Display Modes
Old December 30th, 2011, 04:49 PM   #1
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

Thailand Economic News 2012

napoleon no está en línea  

Sponsored Links
 
Old December 30th, 2011, 04:49 PM   #2
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

"เหวง"จี้ ป.ป.ช.สรุปคดี ปรส.ก่อนหมดอายุความปี 2556

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:11:33 น.


เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า อยากทวงถามความคืบหน้าการสรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่ได้นำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่ากว่า 8.5 แสนล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งการกระทำดังกล่าวของ ปรส. ขัดต่อข้อกฎหมายที่แก้ไขสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะบริษัทที่ถูกระงับกิจการ อีกทั้ง ยังไม่มีการแยกหนี้ดี หนี้เสีย ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ในประเทศ ทั้งนี้ อยากให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวก่อนที่คดีจะหมดอายุความในปี 2556

http://www.matichon.co.th/news_detai...id=03&catid=03


หวั่นคดี‘ปรส.’หมดอายุความ

โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551


ดีเอสไอเร่งมือคดีปรส.ที่ค้างเติ่งอีก 6 กอง หวั่นหมดอายุความ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงิน ที่ถูกปิดกิจการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เปิดเผยว่า ดีเอสไอกำลังเร่งสอบสวนเพื่อส่งฟ้องดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส. ที่เหลือ 6 กอง ในประเด็นเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษีและความผิดเกี่ยวกับพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เพราะคดีความใกล้จะหมดอายุความแล้ว เนื่องจากเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2540
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการทำงานสอบสวนนั้นได้ทำงานร่วมกับอัยการทุกขั้นตอน ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถยื่นฟ้องศาลได้ทันก่อนคดีหมดอายุความแน่

สำหรับคณะกรรมการ ปรส.ซึ่งรวมไปถึง รมว.คลัง ในขณะนั้น ในฐานะผู้กำกับดูแล ปรส. และกรรมการ ปรส.บางคน ซึ่งยังมีสถานะเป็นข้าราชการนั้น ดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นสอบสวนแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้นำสำนวนการสอบสวนฟ้องกรณีที่ ปรส.ขายสินทรัพย์ให้กับบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษ พิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ 8 รายได้แก่

1.นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส.
2.นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการบริหาร ปรส.
3.บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์
4.นายคาร์รอส มานาแลค ชาวฟิลิปปินส์
5.กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
6.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ
7.นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อดีตกรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณและ
8.บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ประเทศไทย

ในข้อหาเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 บาท

สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลประกาศสั่งปิดกิจการสถาบันการเงิน 56 แห่ง และได้มีการตั้ง ปรส.เพื่อทำหน้าที่ขายสินทรัพย์ (บัญชีลูกหนี้) คิดเป็นมูลค่ารวม 8.5 แสนล้านบาท แต่ทำให้รัฐขาดทุนประมาณ 6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ประเด็นการสอบสวนเน้นเรื่องที่ ปรส.ขายสินทรัพย์ให้บริษัทนิติบุคคลต่างชาติ แต่ผู้ซื้อได้โอนสิทธิ์ให้กองทุน ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังเข้าไปบริหารแทน เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีนิติบุคคล 30%

......

ดีเอสไอฟันธง คดี ปรส.ผิดจริง


http://www.dsi.go.th/dsi/news_index.jsp?id=1624


นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธานประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับอัยการสำนักคดีพิเศษ และที่ปรึกษาจากกระทรวงการคลัง

สรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ใช้เวลาประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมง ร่วมกันแถลงว่า

ในการสอบสวนมุ่งถึงการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไข ระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ

แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส. กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย เพื่อแยกหนี้ดีไปให้กับธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ

รายงานระบุว่า คดี ปรส. มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 5 คดี

ประกอบด้วย

คดีที่ 1 กรณี บริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2 กรณีบริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3 - 4 กรณี บริษัท เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1 - 3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท

คดีที่ 5 กรณี บริษัท วีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทาง บัญชี2,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท

ในคดีที่ 1 มีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก แยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

หลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น

ประกอบด้วย

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา

หลังจากนี้ กรรมการ ปรส. ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย จะถูกดำเนินคดี

ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 -200,000 บาท ถ้าคดีนี้ฟ้องได้ ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมา สำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ผ่านมา เคยตั้งนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นกรรมการตรวจสอบ และได้ตั้งประเด็นในการตรวจสอบตรงกับการสอบสวนของดีเอสไอ การสอบสวนพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหาก ดีเอสไอ สั่งฟ้องคดีที่ 1 เรียบร้อย ก็จะเป็นบรรทัดฐานข้อกฎหมายที่จะมาใช้ฟ้องกรณีบริษัทอื่น ๆ ต่อไป

....

ดีเอสไอยืดคดีปรส. 2 สัปดาห์ สอบเพิ่มก่อนออกหมายเรียก

Thairath [15 พ.ย. 49 - 16:40]


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (15 พ.ย.) นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นประธานประชุมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับอัยการสำนักคดีพิเศษ และที่ปรึกษาจากกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ใช้เวลาประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อมา นายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนางอัญชลี เต็งประทีป หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกันแถลงว่า ในการสอบสวนมุ่งถึงการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ มูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไขระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส. กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย เพื่อแยกหนี้ดีไปให้กับธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ


รายงานระบุว่า คดี ปรส. มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 5 คดี ประกอบด้วย

คดีที่ 1 กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2 กรณีบริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3-4 กรณีบริษัท เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1-3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท และ

คดีที่ 5 กรณีบริษัท วีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 12,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท


นายวิชช์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ข้อยุติในคดีที่ 1 มีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก แยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี จากการสอบสวนพบว่ามีการดำเนินการหลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น ประกอบด้วย

1. ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ
2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส
3. ข้อกำหนดของ ปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย
4. การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.
5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน
7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ
10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

นายวิชช์ กล่าวต่อว่า คณะพนักงานสอบสวนมีมติว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะเรียกกรรมการ ปรส.ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน-7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

"คดีนี้พนักงานสอบสวนและอัยการเห็นร่วมกันเตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหาวันนี้ แต่ในการประชุม นายไกรสร เชี่ยวชาญงานในกรมบังคับคดีทักท้วงให้สอบสวนเพิ่มอีก 1 ประเด็น เพื่อไม่ให้คดีมีช่องโหว่ ให้จำเลยต่อสู้ได้ จึงต้องใช้เวลา คาดว่าอีก 2 สัปดาห์จะออกหมายเรียกได้" นายวิชช์ กล่าว และว่าบุคคลที่จะถูกออกหมายเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่กำกับนโยบาย ปรส.ชุดที่ 2 ถ้าคดีนี้ฟ้องได้ ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมาสำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ

ด้าน นางอัญชลี กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ผ่านมา เคยตั้งนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นกรรมการตรวจสอบ และได้ตั้งประเด็นในการตรวจสอบตรงกับการสอบสวนของดีเอสไอ การสอบสวนพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหากดีเอสไอสั่งฟ้องคดีที่ 1 เรียบร้อย ก็จะเป็นบรรทัดฐานข้อกฎหมายที่จะมาใช้ฟ้องกรณีบริษัทอื่นๆ ต่อไป


......

ปรส.เร่ขายสินเชื่อผิดอาญา 2 สัปดาห์ฟันคนโกงชุดแรก

โดย ผู้จัดการรายวัน 15 พฤศจิกายน 2549 21:58 น.


ผู้จัดการรายวัน - ดีเอสไอ ชี้มูล ปรส.เร่ขายสินเชื่อ 56 สถาบันการเงิน เอื้อประโยชน์ให้เอกชน ทำผิดอาญา รัฐเสียหายกว่า 8.5 แสนล้าน คาด 2 สัปดาห์แจ้งข้อหานิติบุคคล และกรรมการ ปรส.ชุดแรก อย่างน้อย 5 ราย ขณะที่“ไกรสร”สั่งเรียกสอบกรรมการ “ปรส.” ชุดแรก ขยายผลมัดกรรมการ “ปรส.” ชุด 2 ที่เกี่ยวข้องกับงานประมูล

วานนี้(15 พ.ย.)ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนางอัญชลี เต็งประทีป หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมเพื่อสรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่ง ดีเอสไอ รับโอนคดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.2549 เพื่อสอบสวนว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการมูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท หรือไม่ และการดำเนินการของ ปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไขระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส.กลับไม่แยกหนี้ดี หนี้เสีย (สินทรัพย์คุณภาพดี และสินทรัพย์คุณภาพด้อย)เพื่อแยกหนี้ดีไปให้กับธนาคารรัตนสิน จำกัด มหาชน นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ

นอกจากนี้ ในคดี ปรส.ยังมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อีก 5 คดี ประกอบด้วย

คดีที่ 1.กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2. กรณีบริษัทโกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3-4 กรณีบริษัทเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1-3 ยอดคงค้างทางบัญชี64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท และคดีที่ 5 กรณีบริษัทวีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 12,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท

**พบทำผิดชัด 10 ประเด็น

หลังประชุม นายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย แถลงว่า พนักงานสอบสวนได้ข้อยุติในคดีที่ 1.กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท ซึ่งมีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก โดยแยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็น ข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และ กรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

นายวิชช์ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนพบว่า มีการดำเนินการหลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบ หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น ดังนี้

1.ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจากปรส.โดยมิชอบ
2. คณะกรรมการปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส
3. ข้อกำหนดของปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย
4. การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูล ไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.
5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
6. คณะกรรมการ ปรส.และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน
7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ
10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติเนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

**2 สัปดาห์เรียก 5 กรรมการฯแจ้งข้อหา

นายวิชช์ กล่าวอีกว่า คณะพนักงานสอบสวนมีมติว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่งในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น โดยเกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเรียกกรรมการ ปรส.ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญา จำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ซึ่งในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน -7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

“คดีนี้พนักงานสอบสวนเตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหาแต่ นายไกรสร ซึ่งเชี่ยวชาญงานในกรมบังคับคดีได้ทักท้วงให้สอบสวนเพิ่มอีก 1 ประเด็นเพื่อไม่ให้คดีมีช่องว่าง ให้จำเลยใช้ต่อสู้ในชั้นศาล โดยบุคคลที่จะถูกออกหมายเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่กำกับนโยบาย ปรส.ชุดสอง หากคดีนี้มีการยื่นฟ้อง ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมา สำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งใน และต่างประเทศ ถ้ามีการยื่นฟ้อง เอกชนต้องฟ้องกลับแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิของจำเลยในการต่อสู้ในชั้นศาล”นายวิชช์ กล่าว

ด้านนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดี ปรส.เป็นการสอบสวนร่วมระหว่างดีเอสไอ อัยการและผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงการคลัง โดยการสอบสวนได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงความเสียหายกว่า 800,000 ล้านบาท ขณะนี้พนักงานสอบสวนมีมติร่วมกัน ว่ามีการกระทำผิดทางอาญา แต่ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์จะพร้อมในการออกหมายเรียกผู้กระทำผิดมารับข้อกล่าวหา และจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดทันที

ขณะที่ นางอัญชลี กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ผ่านมาเคยตั้งนายยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นกรรมการตรวจสอบ และได้ตั้งประเด็นในการตรวจสอบตรงกับการสอบสวนของดีเอสไอ ซึ่งการสอบสวนก็พบพยานหลักฐาน ว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากดีเอสไอ สั่งฟ้องคดีกรณีบริษัทเลห์แมนบราเดอร์ฯได้ ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้มีการฟ้องกรณีบริษัทอื่นๆต่อไป

**สั่งสอบเพิ่มมัดปรส.1 - ปรส.2

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า นายไกรสร รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนคดีการทุจริตขายทรัพย์สินขององค์การปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.)สอบสวนเพิ่มในประเด็นการบริหารงานของกรรมการปรส.ชุดแรก ซึ่งตั้งขึ้นในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลขายสินทรัพย์คล้ายคลึงหรือแตกต่างไปจากกรรมการปรส.ชุดที่ 2 ซึ่งตั้งขึ้นสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนก่อนสั่งฟ้องคดีว่า กรรมการปรส.ผู้ที่มีหน้าที่กำกับการประมูลขายสินทรัพย์ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กำหนดหลักเกณฑ์เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน จนทำให้รัฐเป็นฝ่ายเสียหาย จากการประมูลขายสินทรัพย์ กรณีบริษัทเลแมนบาร์เดอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ ซึ่งชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 41

**หลักฐานยังโยงไม่ถึงรัฐมนตรี

รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า การสอบสวนคดี ปรส.ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระทำความผิดของรัฐมนตรีที่กำกับนโยบาย ปรส. ซึ่งคดีประมูลขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีเพียงหลักฐานบ่งชี้ ถึงการประมูลที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย โดยผู้เสนอราคา 60 เปอร์เซ็นต์ ของยอดคงค้างทางบัญชี กลับแพ้การประมูลให้กับผู้เสนอราคาเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ การกำหนดหลักเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชน และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอยู่ในระดับกรรมการปรส.กับบริษัทเอกชนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประชุมสรุปสำนวนคดี ปรส. มีรายงานว่า นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ในฐานะผู้เสียหายจากการประมูลขายสินทรัพย์ของ ปรส. ที่ไม่แยกหนี้ดีออกจากหนี้เสีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะกรรมการปรส.ชุด ที่ 1 ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 28 ต.ค. 40- 23 ธ.ค. 40 ประกอบด้วย

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ประธานกรรมการ
นายวุฒิชัย พงษ์ประสิทธิ์
นายจรุง หนูขวัญ นายสุธี เอกะหิตานนท์
นางจันทรา อาชวนันทกุล และ
นายบุญญรักษ์ นิงสานนท์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ส่วนคณะกรรมการปรส. ชุดที่ 2 ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.40 - 1 ก.พ. 43 ประกอบด้วย

นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ
นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์
นางธัญญา ศิริเวทิน
นางจันทรา อาชวนันทกุล และ
นางเกษรี ณรงค์เดช และ
นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็นกรรมการและเลขานุการ

.......

ปรส.ขายสินทรัพย์รัฐสูญ8แสนล้าน เรียกกก.ชุด2รับข้อกล่าวหา

คมชัดลึก วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

ดีเอสไอสรุป ปรส.ขายสินทรัพย์ 56 สถาบันการเงินไม่ชอบด้วยกฎหมายทำรัฐเสียหาย 8 แสนล้าน จ่อออกหมายเรียกนิติบุคคลและกรรมการ ปรส.ชุด 2 อย่างน้อย 5 ราย มารับทราบข้อหา

นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีดีเอสไอ และนางอัญชลี เต็งประทีป หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมสรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งดีเอสไอรับโอนคดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549

ทั้งนี้ เพื่อสอบสวนว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการมูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาทหรือไม่ และการดำเนินการของ ปรส.ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ที่มุ่งแก้ไขระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ แต่ขั้นตอนดำเนินการของ ปรส.กลับไม่แยกหนี้ดี-หนี้เสีย (สินทรัพย์คุณภาพดีและสินทรัพย์คุณภาพด้อย) เพื่อแยกหนี้ดีไปให้ธนาคารรัตนสิน จำกัด (มหาชน) นำไปบริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยมิชอบ

นอกจากนี้ ในคดี ปรส.ยังมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอีก 5 คดี คือ

คดีที่ 1 กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2541 ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท

คดีที่ 2 กรณีบริษัท โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 22,454.87 ล้านบาท

คดีที่ 3-4 กรณีบริษัท เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมเอเชีย รีคอฟเวอรี่ 1-3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 23,176.38 ล้านบาท และ

คดีที่ 5 กรณีบริษัท วีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมวีแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 12,376.73 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 3,189.90 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 12.15 น. นายวิชช์ แถลงผลประชุมว่า พนักงานสอบสวนได้ข้อยุติในคดีที่ 1 กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิงค์ ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท แต่ประมูลขายไปเพียง 11,520 ล้านบาท ซึ่งมีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก โดยแยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี

นายวิชช์ กล่าวว่า จากการสอบสวนพบว่า มีการดำเนินการหลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบ หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น ดังนี้ 1.ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส.โดยมิชอบ 2.คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส 3.ข้อกำหนดของ ปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย 4.การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูล ไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส. 5.ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6.คณะกรรมการ ปรส.และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน 7.กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส.ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 8.มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย 9.สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของ ปรส. และ 10.ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

นายวิชช์ กล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนมีมติว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่งในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น โดยเกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเรียกกรรมการ ปรส.ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ซึ่งในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน ถึง7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

“คดีนี้พนักงานสอบสวนเตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้ต้องหา แต่นายไกรสร ซึ่งเชี่ยวชาญงานในกรมบังคับคดี ได้ทักท้วงให้สอบสวนเพิ่มอีก 1 ประเด็น เพื่อไม่ให้คดีมีช่องว่างให้จำเลยใช้ต่อสู้ในชั้นศาล โดยบุคคลที่จะถูกออกหมายเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่กำกับนโยบาย ปรส.ชุด 2 หากคดีนี้มีการยื่นฟ้อง ก็มีโอกาสที่ประเทศจะได้เงินกลับคืนมา สำหรับคดีนี้เกี่ยวพันกับบริษัทใหญ่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ ถ้ามีการยื่นฟ้องเอกชนต้องฟ้องกลับแน่นอน ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิของจำเลยในการต่อสู้ในชั้นศาล” นายวิชช์ กล่าว

รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการ ปรส.ชุดที่ 2 ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2540-1 กุมภาพันธ์ 2543 ได้แก่

นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ
นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์
นางธัญญา ศิริเวทิน
นางจันทรา อาชวนันทกุล และ
นางเกษรี ณรงค์เดช และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ด้านนายวัชรินทร์ กล่าวว่า คดี ปรส.เป็นการสอบสวนร่วมระหว่างดีเอสไอ อัยการและผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงการคลัง การสอบสวนได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงความเสียหายกว่า 8 แสนล้านบาท ขณะนี้พนักงานสอบสวนมีมติร่วมกันว่า มีการกระทำผิดทางอาญา แต่ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์จะพร้อมในการออกหมายเรียกผู้กระทำผิดมารับข้อกล่าวหา และจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดทันที

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า นายไกรสร บารมีอวยชัย ได้สั่งการให้สอบสวนเพิ่มในประเด็นการบริหารงานของกรรมการ ปรส.ชุดแรก ซึ่งตั้งขึ้นในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลขายสินทรัพย์ คล้ายคลึงหรือแตกต่างไปจากกรรมการ ปรส.ชุดที่ 2 ซึ่งตั้งขึ้นสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจนก่อนสั่งฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า การสอบสวนคดี ปรส. ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระทำความผิดของรัฐมนตรีที่กำกับนโยบายปรส. ซึ่งคดีประมูลขายสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีเพียงหลักฐานบ่งชี้ถึงการประมูลที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายเท่านั้น

Last edited by napoleon; February 11th, 2012 at 02:26 AM.
napoleon no está en línea  
Old December 30th, 2011, 04:50 PM   #3
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
เปิด′ตัวเลข′ตัดงบปี′55 11หน่วยงานอู้ฟู่ - 19องค์กรติดลบ "กลาโหม"ได้อื้อ 1.68 แสนล้าน !

วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:00:29 น.


หมายเหตุ - เป็นเนื้อหาบางส่วนจากรายงานการปรับลด-ปรับเพิ่มร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2555 ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ซึ่งรัฐบาลตั้งงบรวม 2,380,000,000,000 บาท แต่ กมธ.ปรับลด 43,429,515,000 บาท ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ตั้งเพิ่มขึ้นตามจำนวนตามที่ปรับลด โดยเกลี่ยไปลงหน่วยงานใหม่ ขั้นตอนจากนี้ จะเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวาระ 2 และ 3


รายละเอียดรายการปรับลด(-)

ปรับเพิ่ม(+)รายกระทรวง

1.งบกลาง ในความควบคุมของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ (+)

ตั้งงบประมาณที่ 420,601,127,400 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 156,000,000 บาท แต่ ครม.ได้ขอตั้งงบเพิ่มจำนวน 1,766,000,000 บาท ทำให้งบกลางหลังการพิจารณามีจำนวน 422,210,127,400 บาท

2.สำนักนายกรัฐมนตรี (-)

ตั้งงบประมาณที่ 22,485,567,100 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 687,680,600 บาท แต่ ครม.ได้ขอตั้งงบเพิ่มจำนวน 325,840,000 บาท ทำให้งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรีมีจำนวน 22,123,726,500 บาท

3.กระทรวงกลาโหม (+)

ตั้งงบประมาณที่ 167,446,209,900 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 896,945,900 บาท แต่ ครม.ตั้งงบประมาณเพิ่มจำนวน 2,118,109,500 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงกลาโหมมีจำนวน 168,667,373,500 บาท

4.กระทรวงการคลัง (+)

ตั้งงบประมาณที่ 190,981,390,100 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 412,241,300 บาท แต่ ครม.ได้ตั้งงบประมาณเพิ่มจำนวน 846,010,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลังมีจำนวน 191,415,658,800 บาท

5.กระทรวงการต่างประเทศ (-)

ตั้งงบประมาณที่ 7,733,592,500 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 153,780,900 บาท แต่ในส่วนนี้ ครม.ไม่ได้ขอตั้งงบประมาณเพิ่มทำให้งบในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศมีจำนวน 7,579,811,600 บาท

6.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (+)

ตั้งงบประมาณที่จำนวน 6,754,235,200 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 167,490,200 บาท ครม.ได้ปรับเพิ่มจำนวน 3,677,800,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีจำนวน 10,264,545,000 บาท

7.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (+)

ตั้งงบประมาณที่จำนวน 10,249,781,800 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 209,619,200 บาท แต่ ครม.ได้ขอให้ตั้งเพิ่มจำนวน 170,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีจำนวน 10,401,162,600 บาท

8.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 77,993,076,900 บาท กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 2,978,869,500 แต่ ครม.ได้ขอให้ตั้งเพิ่มจำนวน 1,707,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีจำนวน 77,621,207,400 บาท

9.กระทรวงคมนาคม (+)

ตั้งงบประมาณจำนวน 81,310,006,900 บาท โดย กมธ.ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 1,579,981,500 บาท แต่ ครม.ตั้งเพิ่มจำนวน 9,122,650,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงคมนาคมมีจำนวน 88,852,675,400 บาท

10.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 24,611,197,200 บาท กมธ.ขอปรับลดงบประมาณลงจำนวน 536,771,600 บาท ครม.ได้ขอให้ตั้งเพิ่มจำนวน 1,510,532,800 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีจำนวน 24,034,425,600 บาท

11.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (-)

ตั้งงบประมาณที่ 3,935,283,100 บาท กมธ.ปรับลดงบประมาณจำนวน 173,638,000 บาท แต่ ครม.ไม่ได้ขอตั้งงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนนี้ ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีจำนวน 3,761,645,100 บาท

12.กระทรวงพลังงาน (-)

ตั้งงบประมาณที่ 1,994,607,200 บาท กมธ.ปรับลดจำนวน 143,673,600 บาท แต่ ครม.ไม่ปรับเพิ่ม ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงพลังงานมีจำนวน 1,850,933,600 บาท

13.กระทรวงพาณิชย์ (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 6,995,569,500 บาท กมธ.ขอปรับลด 402,717,800 บาท แต่ ครม.ไม่ได้ขอปรับเพิ่มในส่วนนี้ ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีจำนวน 6,592,851,700 บาท

14.กระทรวงมหาดไทย (+)

ตั้งงบประมาณจำนวน 283,875,474,500 บาท กมธ.ปรับลดลงจำนวน 8,848,171,100 บาท แต่ ครม.ตั้งเพิ่มจำนวน 10,227,500,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีจำนวน 285,254,854,400 บาท

15.กระทรวงยุติธรรม (-)

ตั้งงบประมาณที่ 18,208,781,200 บาท กมธ. ขอปรับลดจำนวน 262,375,000 บาท ครม.ไม่ขอ ให้มีการตั้งเพิ่มทำให้งบประมาณในส่วนของ กระทรวงยุติธรรมมีจำนวน 17,946,406,200 บาท

16.กระทรวงแรงงาน (-)

ตั้งงบประมาณที่ 27,265,036,000 บาท กมธ. ขอให้ปรับลดจำนวน 10,948,937,900 บาท โดย ในส่วนนี้ ครม.ไม่ได้ขอให้ปรับเพิ่ม ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงแรงงานมีจำนวน 16,316,098,100 บาท

17.กระทรวงวัฒนธรรม (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 5,690,860,300 บาท กมธ.ขอปรับลด 232,863,000 บาท ครม.ตั้งเพิ่มจำนวน 10,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมมีจำนวน 5,467,997,300 บาท

18.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 8,222,605,300 บาท กมธ.ให้ปรับลดจำนวน 191,710,000 บาท แต่ ครม.ให้ตั้งเพิ่มจำนวน 21,400,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีจำนวน 8,052,295,300 บาท

19.กระทรวงศึกษาธิการ (+)

ตั้งงบประมาณรายจ่ายจำนวน 418,616,322,200 บาท กมธ.ปรับลดจำนวน 2,730,459,600 บาท แต่ ครม.ตั้งเพิ่มจำนวน 4,604,170,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการมีจำนวน 420,490,033,600 บาท

20.กระทรวงสาธารณสุข (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 93,056,779,600 บาท กมธ.ปรับลดลงจำนวน 1,149,311,700 บาท แต่ ครม.ตั้งเพิ่มจำนวน 89,340,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวน 91,996,807,900 บาท

21.กระทรวงอุตสาหกรรม (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 6,297,055,500 บาท กมธ.ปรับลดจำนวน 559,623,000 บาท ครม.ไม่ได้ขอตั้งเพิ่มทำให้งบประมาณในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมมีจำนวน 5,737,432,500 บาท

22.ส่วนราชการไม่ได้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 89,619,763,200 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 398,753,500 บาท แต่ ครม.ให้ตั้งเพิ่มจำนวน 236,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของส่วนราชการไม่ได้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง มีจำนวน 89,457,009,700 บาท

23.หน่วยงานของรัฐสภา (+)

ตั้งงบประมาณจำนวน 5,829,213,800 บาท กมธ.ให้ปรับลดจำนวน 267,500,000 บาท แต่ ครม.ให้ตั้งเพิ่มจำนวน 695,400,900 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของหน่วยงานของรัฐสภามีจำนวน 6,257,114,700 บาท

24.หน่วยงานของศาล (+)

ตั้งงบประมาณจำนวน 15,049,112,100 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 10,000,000 บาท ครม.ให้ตั้งเพิ่มจำนวน 129,470,400 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของหน่วยงานของศาลมีจำนวน 15,168,582,500 บาท

25.หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 11,669,334,700 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 49,179,000 บาท แต่ ครม.ให้ตั้งเพิ่มจำนวน 22,291,400 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของหน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญมีจำนวน 11,623,448,100 บาท

26.งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 18,170,000,000 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 368,000,000 บาท แต่ ครม.ไม่มีการตั้งเพิ่มทำให้งบประมาณในส่วนของงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีจำนวน 17,802,000,000 บาท

27.งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 133,151,631,800 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 5,468,718,600 บาท แต่ ครม.ให้มีการตั้งเพิ่มจำนวน 1,425,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจมีจำนวน 129,107,923,200 บาท

28.สภากาชาดไทย (-)

ตั้งงบประมาณจำนวน 4,572,941,000 บาท กมธ. ขอปรับลดจำนวน 105,074,800 บาท แต่ ครม.ไม่มีการตั้งเพิ่มทำให้งบประมาณในส่วนของสภากาชาดไทยมีจำนวน 4,467,866,200 บาท

29.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน (+)

ตั้งงบประมาณจำนวน 163,704,492,600 บาท กมธ.ขอปรับลดจำนวน 3,339,481,700 บาท แต่ ครม.ให้มีการตั้งเพิ่มจำนวน 4,725,000,000 บาท ทำให้งบประมาณในส่วนของกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนมีจำนวน 165,090,010,900 บาท



ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร

ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย

โฆษก กมธ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555

หลังจากการทำงานนานกว่า 7 สัปดาห์ ขณะนี้การพิจารณางบประมาณปี 2555 ในขั้นตอน กมธ.แล้วเสร็จ และส่งให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุเป็นวาระการประชุมในวันที่ 4-5 มกราคมนี้แล้ว โดย กมธ.ได้ปรับลดงบประมาณลงจำนวน 43,429,515,000 บาท โดยงบประมาณกระทรวงแรงงานถูกปรับลดมากที่สุดคือ 10,948,000,000 บาท ซึ่งอยู่ในส่วนของสำนักงานประกันสังคมจำนวน 10,000,000,000 บาท แต่จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา มีการพิจารณาแปรญัตติเพิ่มโดยผ่านเข้ามาทาง ครม. ในจำนวนเท่ากับที่ กมธ.ปรับลดลง โดยกระทรวงมหาดไทยได้รับการแปรเพิ่มมากที่สุด จำนวน 10,277,000,000 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมากที่สุด เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ

สำหรับการแปรเพิ่มงบประมาณของกระทรวงต่างๆ เพื่อใช้ในการซ่อมแซม บูรณะฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม อย่างกระทรวงกลาโหมที่ได้รับแปรเพิ่ม 2,118,000,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณในการขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัย มีงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์รายการเดียวคือโครงการจัดซื้อยานยนต์สาย สพ.ที่สอง จำนวน 400,000,000 บาท ส่วนกระทรวงคมนาคมที่ได้รับการแปรเพิ่มจำนวน 9,122,650,000 บาท เป็นการเพิ่มในส่วนของกรมทางหลวงชนบท จำนวน 4,839,000,000 บาท และกรมทางหลวง 4,283,000,000 บาท เป็นการซ่อมแซมถนนหลังน้ำท่วม



(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2554)

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
..
napoleon no está en línea  
Old December 30th, 2011, 05:13 PM   #4
nawat001
Registered User
 
nawat001's Avatar
 
Join Date: Sep 2010
Location: เกาะแก้วพิสดาร
Posts: 2,976
Likes (Received): 343


national debt decrease
but people debt increase
__________________
ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด
เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก
รวมภาพเมืองระยอง >>>ClicKเลย
nawat001 no está en línea  
Old December 30th, 2011, 05:40 PM   #5
jarcje
Come on people!
 
jarcje's Avatar
 
Join Date: Jan 2006
Posts: 920
Likes (Received): 19

Quote:
Originally Posted by RaySthlm View Post
If you look at the national debt from 1997 to 2011, you'll see that Thaksin paid off literally half of the national debt in his 5 years of office. You'll also see that AV + coup government managed to double the national debt in the next 5 years

So what should Thailand do to pay off the national debt? This current government wanna put over all debts to Bank of Thailand, is that the right way to go?
It ain't a political forum......
jarcje no está en línea  
Old January 1st, 2012, 06:40 AM   #6
paweenwat2539
Registered User
 
Join Date: Aug 2011
Location: Mukdahan
Posts: 165
Likes (Received): 0

ูููู^ Yes you're right
paweenwat2539 no está en línea  
Old January 1st, 2012, 03:56 PM   #7
Bangroma-sky
from east to west
 
Bangroma-sky's Avatar
 
Join Date: Jun 2011
Location: Bangkok, Rotterdam
Posts: 1,596
Likes (Received): 33

Serm Suk resumes full production

THE NATION December 30, 2011 1:00 am

Beverage maker Serm Suk has announced the resumption of full production at its Pathum Thani and Nakhon Sawan plants and rapid distribution in all regions, after a stoppage for more than a month during the floods. The company is also undertaking flood-relief programmes.

Serm Suk president Dhitivute Bulsook said: "After our recent initiatives to restore our plants in Pathum Thani and Nakhon Sawan, thoroughly ensure that the product quality of all beverages meets production standards, and restore our employees' spirits by helping them return their lives to normal, we are now well prepared to energise Thai consumers by reactivating our total production and distribution network for all beverages with Pepsi and Crystal as the flagship products, supplemented by Mirinda, Seven-Up, Lipton Tea, Tropicana Twister orange juice and Gatorade sports drink. We have also resumed total distribution of Oishi and Carabao Daeng products."

Serm Suk is Thailand's leading soft-drink bottling company. It is the bottler of Pepsi, which has been the No 1 brand in the Thai soft-drink market for more than 60 years. Serm Suk has promoted Crystal as the No 2 drinking-water brand in Thailand.

Its Pathum Thani and Nakhon Sawan facilities are among two of its five production plants, and they represent the majority of its production capacity nationwide.

In late October, these two facilities were severely affected by flooding and stopped production for more than a month. As a result, Serm Suk's products have been in short supply in some areas and its drinking water and other beverages in high demand.

"As Thais, we will continue to support one another, and even though we are flood victims ourselves, we remain focused on launching a campaign to enhance the community's energy," Dhitivute said.

"This initiative is built on the 'Power of Thai' programme and it involves a gathering of Serm Suk employees who volunteer to repair, rebuild and relieve more than 84 flood-damaged schools with an aim to boost the learning environment and enhance the spirits of teachers and students."

Earlier, Serm Suk announced the Pepsi-Serm Suk Flood Relief programme in collaboration with PepsiCo and the Royal Thai Army to give more than 5,000 relief bags that contain Pepsi, Lipton tea, Crystal drinking water and items necessary for daily life to affected people in Bangkok and nearby provinces. The total value of the programme exceeded Bt2 million. Pepsi presenter Bodyslam, together with Nat Natcha and Earth Tawat joined the Serm Suk troop to give the relief bags to affected villagers.

As a result of this initiative, Serm Suk was granted a certificate of appreciation by the government's Public Relations Department. This award, in honour of His Majesty the King's seventh-cycle birthday, is given to an organisation or person that volunteers to do good deeds for the benefit of society and who serves as an inspiration to make Thailand a place where volunteering is the norm.

"The epic flooding marked a significant challenge that has strengthened all operations of Serm Suk," Dhitivute said. "I believe that with the unique collaborative efforts of all Serm Suk people, we will be able to go forward to bring the refreshment back to Thai consumers, reinforcing our almost 60 years in Thailand as the country's leading total beverage company."
__________________
from east to west
Bangroma-sky no está en línea  
Old January 1st, 2012, 04:26 PM   #8
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

ออกพ.ร.ก.กู้6แสนล้านฟื้นน้ำท่วม ดึงทุนสำรอง-งบไทยเข้มแข็งเสริม

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 35 ฉบับที่ 4380 ประชาชาติธุรกิจ


รัฐควานหาแหล่งเงินฟื้นน้ำท่วม เตรียมร่าง พ.ร.ก.-พ.ร.บ.กู้รวม 6 แสนล้านรองรับ-หาทางโยกงบฯไทยเข้มแข็ง 1.2 หมื่นล้านเสริม เปิดช่องกู้ทุนสำรองใช้ซื้อเครื่องมือเครื่องจักรจาก ตปท. นอกเหนือจากที่กันงบฯ 1.2 แสนล้านไว้แล้ว


หลังจากธนาคารโลกได้ร่วมประเมินความเสียหายของประเทศไทย ในกรณีเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยสรุปว่าความเสียหายมีตัวเลขสูงถึง 1.356 ล้านล้านบาท ซึ่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าจะต้องใช้เงินฟื้นฟูประเทศเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท สำหรับการแก้ปัญหาเร่งด่วนและระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด โดยเฉพาะงบฯลงทุนเมื่อเทียบกับงบประมาณรวม มีสัดส่วนต่ำมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กล่าวคือช่วงก่อนวิกฤต (ปีงบประมาณ 2536-2540) สัดส่วน รายจ่ายลงทุนต่องบประมาณรวมอยู่ที่ 30.6-41.1% ของวงเงินงบประมาณ แต่ช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ พบว่าสัดส่วนต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ควรจะมีไม่ต่ำกว่า 25% ของวงเงินงบประมาณรวมมาโดยตลอด โดยปี งบประมาณ 2552 มีสัดส่วน 22.2% ปีงบประมาณ 2553 มี 12.5% ปีงบประมาณ 2554 มี 17.8% และล่าสุดปีงบประมาณ 2555 มีสัดส่วน 16.4%

จึงเป็นสาเหตุว่ารัฐบาลต้องพยายามทุกวิถีทางในการหาแหล่งเงินมารองรับ โดยระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ต้องจ่ายชดเชยเยียวยาผลกระทบให้แก่ประชาชน รัฐบาลได้กันงบประมาณ รายจ่ายในปีงบประมาณ 2555 จากทุก ส่วนราชการ ส่วนราชการละประมาณ 10% เอาไว้ หรือรวมเป็นเม็ดเงิน 120,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันก็มีการสั่งการให้กรมบัญชีกลางดึงเงินจากกองทุนเงินนอก งบประมาณมาอีกส่วนหนึ่ง ล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือไปยังกองทุนเงินนอกงบประมาณทุกแห่ง เพื่อขอให้นำส่งเงินสดส่วนเกินที่เหลือจากการบริหารงาน หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ส่งกลับเป็นรายได้เข้ากระทรวงการคลัง กองทุนละ 30-40% ของเงินกองทุนภายใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งประเมินว่าน่าจะได้เงินจากส่วนนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กระทรวง การคลังได้เตรียมร่างกฎหมายกู้เงินไว้ 2 ฉบับ วงเงินรวม 600,000 ล้านบาท ฉบับแรก เพื่อใช้ในโครงการฟื้นฟูประเทศจากอุทกภัย ระยะเร่งด่วน 1-2 ปี (ปี 2555-2556) ซึ่งจะออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อกู้เงินในประเทศเป็นหลัก ในรูปการออกพันธบัตร การกู้จากธนาคารพาณิชย์โดยตรง (เทอมโลน) เป็นต้น ส่วนฉบับที่สอง จะใช้สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างฟลัดเวย์ เป็นต้น โดยจะใช้วงเงินอีก 400,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (ปี 2555-2558) ด้วยการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

สำหรับการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ.นี้ จะมีทั้งรูปแบบการกู้ในประเทศเช่นเดียว กับ พ.ร.ก. และบางส่วนจะกู้เงินจากทุนสำรองระหว่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามแนวคิดของนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ซึ่งนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

อย่างไรก็ดี วิธีการกู้เงินจากทุนสำรองนี้ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจาก ธปท.กังวลว่าจะส่งผลกระทบกับอัตราเงินเฟ้ออย่างมาก โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ธค. 54 ได้มอบหมายให้ธปท.ไปหารือร่วมกับสภาพัฒน์ฯ และกระทรวงการคลังในรายละเอียด แล้วนำกลับมาเสนออีกครั้ง

นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวคิดว่าที่จะนำวงเงินของโครงการไทยเข้มแข็งที่ยัง มีวงเงินเหลืออยู่จากบางโครงการ ซึ่งมีการจัดสรรงบฯให้แล้วแต่ยังไม่ได้มีการลงนามในสัญญา ซึ่งส่วนนี้มีวงเงินอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาท มาใช้ในการฟื้นฟูน้ำท่วม โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข และกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาว่าตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จะมีช่องให้สามารถปรับมาใช้ได้หรือไม่

ขณะที่นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่าการลงทุนเพื่อฟื้นฟูและสร้างรากฐานของประเทศหลังจากปัญหาอุทกภัย จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งจะใช้จากงบประมาณปกติในแต่ละปี ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องหาทางลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันยังต้องมีงบฯพิเศษด้วย

คลังมีแนวคิดที่จะกู้เงินจากทุนสำรองตามข้อเสนอของนายวีรพงษ์ ที่มองว่าปัจจุบันทุนสำรองของไทยมีจำนวนมาก ซึ่งปกติ ธปท.ก็นำทุนสำรองไปลงทุน ซื้อพันธบัตรของสหรัฐอยู่แล้ว หากใช้วิธีนี้ก็ชัดเจนว่าจะต้องเป็นหนี้สาธารณะ เพราะรัฐบาลเป็นผู้กู้ และเป็นสิ่งหนึ่งที่คุยกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้

"การกู้เงินดังกล่าวเมื่อมีปริมาณเงินในระบบเพิ่ม ธปท.ก็ต้องทำหน้าที่ดูดซับ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการทำหน้าที่ตามปกติ เพียงแต่เปลี่ยนผู้กู้เป็นรัฐบาลไทย แทนที่จะเป็นรัฐบาลอเมริกา อย่างไรก็ตามโดยข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่ไอเดีย เพราะปัจจุบันสภาพคล่องในระบบการเงินของไทยมีมากถึง 2 ล้านล้านบาท ฉะนั้นคงเน้นกู้ในประเทศเป็นหลัก เพียงแต่จะเขียนกฎหมายเปิดช่องไว้ให้สามารถทำได้ส่วนหนึ่ง คือกรณีหากต้องใช้อุปกรณ์ที่ต้องนำเข้า หรือซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศ ซึ่งต้องซื้อเป็นเงินตราต่างประเทศ"

สำหรับวงเงินที่จะออกกฎหมายเพื่อกู้นั้น จะเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการชุด ดร.วีรพงษ์ รามางกูร พิจารณา ในเบื้องต้นจะออกตามความจำเป็น วงเงินประมาณ 3.5 แสนล้าน

ส่วนกรณีการลงทุนระยะยาว ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติต้องการความมั่นใจ และมองว่าหากการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้นักลงทุนกังวล และหากรัฐบาลวางระบบจัดการน้ำระยะยาวซึ่งเป็นแผนลงทุนระยะ 5-10 ปี จึงกังวลว่ารัฐบาลอยู่ได้ตลอดหรือไม่

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการก็คือจะมีการสร้างองค์กรที่จะสามารถ ขับเคลื่อนการลงทุนในเรื่องระบบน้ำให้มีความต่อเนื่อง

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะมีการออก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. กู้เงินเป็นจำนวนเท่าใด เพราะยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน ดังนั้นต้องให้มีการเสนอโครงการชัดเจนก่อนค่อยดูว่าจะต้องกู้เป็นจำนวนเท่าใด

หน้า 1

http://www.prachachat.net/view_news....day=2012-01-02
napoleon no está en línea  
Old January 3rd, 2012, 06:34 PM   #9
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

BoI OKs recovery measures Expecting B12bn hit to yearly tax revenues

Published: 30/12/2011 at 12:00 AM Newspaper section: Business

The Board of Investment (BoI) yesterday gave the green light for measures, including a corporate income tax extension, to help flood-hit companies recover.


A worker makes preparations for the Board of Investment’s annual fair, beginning Jan 5 at Impact Muang Thong Thani. The fair’s theme is ‘‘Going Green for the Future’’.

The privileges are divided into two categories to cover only factories whose investment privileges have not yet expired.

First, projects which are subject to a tax-exemption limit will be entitled to new eight-year tax exemption.

If the projects continue to invest in the same province that was affected by the flood, tax will be waived at a rate of 150% of the new investment, plus the effective value of tax exemption they are already eligible for.

Tax exemption for those deciding to relocate plants to other provinces is given at 100% of investment plus the effective value of tax exemption.

Second, factories without a tax exemption limit will be offered an extra period of corporate income tax exemption.

Projects with privileges remaining for no more than three years will see the period extended up to eight years.

Projects with privileges remaining for more than five years will be entitled to extra privileges.

A 50% tax rebate will be given for two years to those with privileges remaining for more than five to six years, with a 50% tax rebate for four years for those with privileges remaining for more than six to seven years, and a 50% tax rebate for five years for those with privileges remaining for over seven to eight years.

The BoI also resolved to provide an eight-year tax waiver to industrial estates investing in the flood-prevention system. However, the maximum tax waived must not exceed 200% of the investment.

A total of 7,510 factories nationwide were inundated, of which 1,488 have been given BoI privileges.

However, only 668 factories will be eligible for the extended tax waivers, 487 of which qualified in the first category of privileges and 181 in the second.

The decision would incur a loss of tax revenue of 12 billion baht a year, according to the Finance Ministry's estimate.

BoI secretary-general Atchaka Sibunruang said 800 other companies affected by the flood will not receive new incentives as their privileges had expired. Nonetheless, they would benefit from the government's flood relief measures.

Businesses are required to submit their applications by the end of next year.

The Board of Investment yesterday approved investment applications for 18 projects valued at 29.69 billion baht in the alternative energy, service and infrastructure sectors, including a 6.92-billion-baht proposal for Thai Airways International Plc to purchase two Airbus SAS 330-343 aircraft.

Eight of the projects, worth 7.58 billion baht, were in solar energy, while five infrastructure projects were worth almost 10 billion baht.

Applications for investment privileges this year totalled 1,847 projects worth 663.6 billion baht, a 32% increase from the BoI's previous estimates of 500 billion baht.

The number of projects increased by 21% compared to last year's 1,524 projects, while the value of investment increased by 61% compared to 412 billion baht last year.

Foreign direct investment (FDI) applications this year were valued at 390.92 billion baht, a 67% rise from last year.

FDI applications totalled 1,019 projects during the period.

Most of the investment came from Japanese companies, with 543 projects worth 187.75 billion baht, a 82% increase from last year.

"We will see a positive trend next year, with the government's efforts to bring back confidence, starting with the BoI Fair 2011 that will be held on Jan 5," said Industry Minister Wannarat Channukul.

The BoI estimates applications next year to total 600 billion baht, with the focus on the bioplastics, processed agriculture, alternative energy, high technology, environmentally-friendly, medical tools and para rubber sectors.

"We were considering between 500 billion and 600 billion baht, but since this year's applications are high, we settled on the latter figure. But we want to focus more on the quality of the projects [rather than the investment value]," Dr Atchaka said.

http://www.bangkokpost.com/business/...overy-measures
napoleon no está en línea  
Old January 3rd, 2012, 10:34 PM   #10
Bangroma-sky
from east to west
 
Bangroma-sky's Avatar
 
Join Date: Jun 2011
Location: Bangkok, Rotterdam
Posts: 1,596
Likes (Received): 33

Govt must give top priority to infrastructure investment, say experts


Seetalavajit Sabayjai
The Nation January 4, 2012 1:00 am


Investment in infrastructure should be the government's top priority to ensure long-term competitiveness in preparation for the upcoming Asean Economic Community (AEC) and a likely new round of foreign direct investment in Asia, experts said at a seminar.


Speaking at a recent event held by Krungthep Thurakij newspaper, Kobsak Pootrakool, executive vice president at Bangkok Bank, pointed out that an investment cycle was coming to Asia. If the US economy remained stagnant and Europe remained mired in the debt crisis, investors would likely relocate their bases to Asia, he said.
"This is a great opportunity for Thailand, as investors will be looking for destinations to invest. It would be a pity if we missed this chance," Kobsak said.
Experts at the seminar emphasised that the government should improve the country's infrastructure, particularly in logistics because of the high costs, while screening investment projects to boost competitiveness.
Asean countries, particularly Thailand, remain attractive for investment with solid balance sheets, good macroeconomic conditions, an upward economic cycle and the AEC.
When the AEC materialises in 2015 and "if we don't adjust ourselves by then, we will be overcome", warned Chainoi Puankosoom, vice chairman at the Federation of Thai Industries. Currently, mostly public investment has been poured into the country to boost demand after the flood crisis in the last quarter of 2011, not to achieve long-term competitiveness.
Many companies have been asking about the government's plan for water-resources management, which is required to boost investor confidence. "Industries need clarity and certainty in policies to guide business direction and investment," Chainoi said.
There will be risks to private investment if the natural-disaster management plan does not take shape soon, said Songtum Pinto, director at the Macroeconomic Analysis Office of the Bank of Thailand.
There should be an efficient water-resources management plan to boost business confidence, echoed Phongsak Assakul, chairman of the Thai Chamber of Commerce. In addition, the private sector needs to show innovation in products and management to boost long-term competitiveness.
Many foreign investors have not relocated their production bases mainly because of Thailand's strong supply chain. However, if the water-resources management system is not efficient, new investment could go to other countries.
"It is time for the government to turn the crisis into an opportunity," Songtum said.
The country's fiscal condition enables the government to go for borrowings through the issue of bonds. If more public debt will be necessary for investment to boost confidence, "we are ready to support this", Songtum said. Currently, Thailand's public debt stands at Bt4 trillion or 40 per cent of gross domestic product.
Thailand would need to borrow another Bt2 trillion to break the 60-per-cent debt ceiling, said Boonchai Charassangsomboon, director of the Fiscal Policy Office's Macroeconomic Policy Bureau.
The government may need to speed up its spending for investment. Budget disbursement is expected to start next month after getting Parliament's approval. "There will likely be eight months for [disbursement of the] investment budget," Boonchai said. Thailand's fiscal year runs from October 1 to September 30.
Thailand has received relatively low investment since the 1997 Asian financial crisis as the government has a large amount of committed expenses such as rising public welfare, he said, calling it the lost decade of investment, which is now below the pre-1997-crisis level.
Before the 1997 crisis, Thailand's public investment accounted for 11.5 per cent of GDP, but had declined to 5 per cent by 2010.
According to the Fiscal Policy Office, Thailand's average investment is about 21 per cent of GDP while the country's 11th economic and social development plan targets investment at 22 per cent. Average investment in Asean countries is about 25 per cent of GDP.
If public investment is directed towards infrastructure, especially logistics, that could offset the disadvantage of higher wages, which critics say have been eroding the nation's competitiveness.
__________________
from east to west
Bangroma-sky no está en línea  
Old January 6th, 2012, 08:10 PM   #11
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

แคนนอนเมินน้ำท่วมทุ่ม6พันล.ลงทุนต่อ

เศรษฐกิจ 7 มกราคม 2555 - 00:00

แคนนอนมั่นใจไทยประกาศทุ่ม 6,000 ล้านบาท สร้างโรงงานเครื่องถ่ายเอกสารแบบมัลติฟังก์ชัน เน้นการส่งออก มั่นใจสิ้นปีโกยรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก

นายคาซูฮิโระ คิตามูระ ประธานบริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุนสร้างโรงงานแคนนอนแห่งที่ 3 ในไทยมูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่ จ.ปราจีนบุรี บนพื้นที่ 280,000 ตร.ม. เป็นโรงงานเครื่องถ่ายเอกสารแบบมัลติฟังก์ชัน ซึ่งจะเริ่มลงทุนสร้างโรงงานในเดือน ก.พ.นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตในเดือน เม.ย.2556 เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก 100% ไปทั่วโลก เนื่องจากบริษัทยังมั่นใจในศักยภาพของไทย

ทั้งนี้แผนการลงทุนดังกล่าวบริษัทได้วางแผนไว้ก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วม เพราะมีความเชื่อมั่นกับประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยสูง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทมีโรงงานแคนนอนอยู่ที่ประเทศเวียดนาม จีน และญี่ปุ่น โดยการเข้ามาลงทุนในไทยครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น เพราะบริษัทมีแผนที่จะให้โรงงานที่ญี่ปุ่นเน้นการผลิตเครื่องถ่ายเอกสารในระดับราคาสูง

สำหรับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่ถูกน้ำท่วมนั้น เป็นโรงงานผลิตสินค้ากลุ่มอิงค์เจ็ท พรินเตอร์ โดยปัจจุบันได้เริ่มกลับมาผลิตสินค้าบางส่วนในชั้น 2 ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2554 ที่ผ่านมา คาดว่าภายในเดือน มี.ค.2555 จะกลับมาผลิตได้ครบ 100% ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าโรงงานของบริษัทจะประสบกับปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดมากนัก เนื่องจากโรงงานแห่งที่ 2 ใน จ.นครราชสีมา ได้เริ่มผลิตสินค้าตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 ที่ผ่านมา ภายใต้การลงทุน 6,000 ล้านบาท
นายวาตารุ นิชิโอกะ ประธานบริษัทและประธานกรรมการ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายยอดขายของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 24% หรือมีรายได้ 10,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก เพราะมั่นใจกับเศรษฐกิจของไทยที่เติบโตได้ดีอยู่ ขณะที่ผลประกอบการในปีที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 8,653 ล้านบาท เติบโต 11% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 20% เพราะเกิดปัญหาน้ำท่วม.

http://thaipost.net/news/070112/50661
napoleon no está en línea  
Old January 6th, 2012, 08:22 PM   #12
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

Canon budgets Bt6 bn for new printer plant

The Nation January 7, 2012 1:00 am

Although its major printer factory at Hi-Tech Industrial Estate in Ayutthaya was badly hit by the flood, Canon has demonstrated its commitment to continued investment in Thailand, announcing another Bt6 billion allocated to the set-up of a new factory for multifunction copiers in Prachin Buri.
Kazuhiro Kitamura, president of Canon Hi-Tech Thailand, said 100 per cent of the new factory's output would be for export.

Construction of the 280,000-square-metre plant will start next month, and operations are to begin in April next year.


"Our plant in Prachin Buri will be one of three major export hubs for multifunction copiers, besides Japan and China," Kitamura said.

He said the company had just started production at its latest inkjet-printer factory in Nakhon Ratchasima in November. It has double the production capacity of the Ayutthaya plant.

"Our inkjet-printer plant in Hi-Tech Industrial Estate, Ayutthaya, was fully impacted by the recent flood, which caused huge damage. The Ayutthaya factory, however, started some production on December 19, especially at the second floor. The plant is expected to resume normal operation in March."


He said the temporary closure of its plant in Ayutthaya had caused some shortages of its printers in overseas markets, as many supporting factories for parts and accessories had been also damaged by the flood.

"Our confidence will rely on how effectively the government launches measures to prevent problems from flooding and other disasters in the future. What we expect is that they will have preventive measures to deal with flooding situations in the future," Kitamura said.

Meanwhile, Wataru Nishioka, president and chief executive officer of Canon Marketing Thailand, said the company had achieved Bt8.6 billion in domestic sales last year, up 11 per cent from the Bt7.7 billion enjoyed in 2010. About 50 per cent of sales were digital cameras, 35 per cent printers, and 15 per cent copiers.


He said growth last year was lower than the targeted 20 per cent because of product shortages caused by the earthquake in Japan in the first half. The recent flood in Thailand, however, also affected the company on the demand side, which declined significantly over the period.

"We expect Bt10 billion in domestic sales this year, up 24 per cent over last year. Despite the flood, we still have great confidence in sustainable growth of the Thai economy," Nishioka said.

He said Canon, a global leader in multimedia equipment, was opening the world of innovation to visitors at the BOI Fair at Impact Muang Thong Thani, which is running now until January 20.

Canon's pavilion reflects the Thailand unit's 17 years of operation, he said.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30173289.html
napoleon no está en línea  
Old January 6th, 2012, 08:33 PM   #13
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

"โกร่ง"เคาะแผนแม่บทฟื้นฟูประเทศ 10 ปี ทุ่มงบ 2.67 ล้านล้านบาท



รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ภายหลังใช้เวลาการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ในฐานะเลขาธิการ กยอ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบแผนความต้องการใช้เงินด้านแผนการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ซึ่งแบ่งตามยุทธศาสตร์ที่ กยอ. ได้วางกรอบไว้ จำนวน 5 เรื่องหลัก


ประกอบด้วย รื่องบริหารจัดการน้ำ เรื่องสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย การพัฒนาพื้นที่ใหม่ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจประกันภัยนั้น โดยได้รับทราบตัวเลขประมาณการใช้เงินในส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมระบบขนส่งทุกด้าน อาทิ การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ระบบรถไฟสายใหม่ ระบบรถไฟความเร็วสูง 4 โครงการ โครงข่ายถนนวงแหวนรอบที่ 3 และระบบรถไฟฟ้ามหานคร เบื้องต้นประมาณการการใช้เงินไว้ทั้งสิ้น 2.27 ล้านล้านบาท เมื่อรวมงบประมาณในการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีก 3.5 แสนล้านบาท และกองทุนประกันภัย 50,000 ล้านบาท จะทำให้มียอดเงินที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูประเทศจำนวน 2.67 ล้านล้านบาท


“แผนโครงสร้างพื้นฐานจะครอบคลุมการคมนาคมขนส่งทางบก อากาศ น้ำ รวมถึงการพัฒนาด้านพลังงานและการสื่อสาร จำนวน 2.27 ล้านล้านบาทนั้น มีความต้องการที่จะใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินเพียง 1.13 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นลงทุนโครงการในรูปแบบโครงการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) หรือใช้รายได้ของรัฐวิสาหกิจในการลงทุนเอง”


นายอาคม กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาแผนความต้องการใช้เงินของการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะยาวที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว โดยแบ่งออกเป็นแผนบริหารจัดการในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและอีก 17 ลุ่มน้ำ ซึ่งที่ประชุมยังได้เห็นชอบการออกกฎหมาย 4 ฉบับในการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ที่ ครม.ได้มีมติอนุมัติหลักการไปแล้ว โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปหารือกับหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรายละเอียดก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.


“สำหรับกฎหมายในเรื่องการหาแหล่งเงิน 3.5 แสนล้านบาท โดยครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ แผนบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 300,000 ล้านบาท แผนบริหารจัดการ 17 ลุ่มน้ำ 40,000 ล้านบาท และแผนงานการวางระบบบริหารจัดการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน 10,000 ล้านบาท ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวกับการโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ รับภาระเอง จะช่วยลดจำนวนหนี้สาธารณะลงมา ทำให้รัฐบาลมีช่องว่างในการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อีกประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี”


นายอาคม กล่าวอีกว่า พร้อมกันนั้นจะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุน เพื่อกลั่นกรองโครงการก่อนให้ ครม.อนุมัติเป็นรายโครงการ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการ สศช. อธิบดีกรมบัญชีกลาง และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนที่ กยอ. และ กยน. ได้เสนอมานั้น จำเป็นต้องมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลชั่วคราว ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งองค์ถาวรตามข้อเสนอ กยอ.ในภายหลัง ซึ่งเป็นกลไกในลักษณะเดียวกันกับโครงการไทยเข้มแข็งอีกด้วย


ด้านนายวิเชียร ชวลิต เลขาธิการ กยน. กล่าวว่า สำหรับแผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ กยน.ได้จัดทำขึ้นนั้น จะยึดโยงตามแผนบริหารจัดการระยะด่วนที่ ครม.มีมติอนุมัติไปก่อนหน้านี้จำนวน 6 ข้อ โดยจะเพิ่มเติมในส่วนของการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ และการทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมด รวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำนอง ซึ่งหลังจากนี้ต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบว่า พื้นที่ใดบ้างจะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำนองหรือพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเรื่องการจ่ายชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอีกด้วย


“ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปศึกษารายละเอียด เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมก่อนเดือนมีนาคมปีนี้ โดยจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้พื้นที่รับน้ำน้องประมาณ 2 ล้านไร่ ซึ่งผมคิดว่าไม่นานเกินไป เพราะฤดูฝนกว่าจะมาถึงก็ประมาณเดือนพฤษภาคม และเมื่อกำหนดพื้นที่รับน้ำที่กระทบต่อคนจำนวนมากแล้ว ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เสียก่อน ซึ่งประเด็นคือ เราปฏิเสธให้น้ำไม่มีที่อยู่ไม่ได้ ดังนั้นตามธรรมชาติพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ต่ำและเป็นทางน้ำผ่าน เพราะถ้ากั้นไม่ให้น้ำผ่านก็จะเกิดปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา”


นายวิเชียร กล่าวต่อไปว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้กำชับในที่ประชุมว่า ยังมีความเป็นห่วงเรื่องความล่าช้าของแผนงาน เนื่องจากมีเวลาจำกัด ดังนั้นทุกหน่วยงานเมื่อได้รับมอบภารกิจตามที่ กยน.กำหนดแล้ว ก็ต้องรีบไปทำตามแผน เพื่อรับมือน้ำท่วมได้ทัน สำหรับแผนงานวิศวกรรม เช่น พื้นที่ฟลัดเวย์ ที่ประชุมได้พิจารณากันในหลายประเด็น ว่า จะกำหนดไว้ในพื้นที่ใดบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ลุ่มตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะหากไม่ทำพื้นที่เหล่านั้นก็จะเป็นทางน้ำผ่านอยู่ดี ซึ่งเบื้องต้นในพื้นที่บางส่วน เช่น ลุ่มน้ำยมที่ไม่เคยมีระบบบริหารจัดการน้ำ ก็จำเป็นต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ ส่วนจะขนาดเล็กหรือใหญ่นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษากันอยู่


แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน ในกรณีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายละเอียด ดังนี้ 1.การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศน์ แบ่งเป็นโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ต้นน้ำ 10,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษาสำรวจออกแบบ 1-2 ปี โดยจัดทำโครงการตั้งแต่ปีแรก ส่วนโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำป่าสัก วงเงิน 50,000 ล้านบาท ให้เริ่มจัดทำโครงการในปีที่สองเป็นต้นไป โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ


2.แผนงานการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก และการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี โดยพัฒนาแผนการบริหารน้ำในเขื่อนสำคัญในลุ่มน้ำสำคัญ และจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในกรณีต่างๆ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลน้ำและที่เกี่ยวข้องสู่สาธารณชน


3.แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิม แบ่งเป็น โครงการจัดทำทางน้ำหลาก (floodway) หรือทางผันน้ำ (flood diversion channel) เพื่อรับน้ำหลากจากแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา วงเงิน 120,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 1-2 ปี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนโครงการจัดทำผังการใช้ที่ดิน 50,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 1-3 ปี มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ และโครงการปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและคันริมแม่น้ำส่วนที่เหลือ 7,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 1-2 ปี ให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ


4.แผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย รวมทั้งจัดตั้งองค์กร กฎระเบียบที่จำเป็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน วงเงิน 3,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 1-2 ปี มอบหมายให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ


5.แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้อนน้ำเข้าสู่ระบบการสูบน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ รวมทั้งการฟื้นฟูคลองลัด คันกั้นน้ำพระราชดำริ และคันกั้นน้ำริมตลิ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา


6.แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง โดยจัดทำโครงการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานให้เป็นแก้มลิง ประมาณ 2 ล้านไร่ สามารถปลูกข้าวนาปรังได้ปีละ 2 ครั้ง ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานของโครงการพิษณุโลกและเจ้าพระยาใหญ่ วงเงิน 60,000 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 1-3 ปี


7.แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ ในระยะเร่งด่วนให้มีคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการ ส่วนในระยะยาวนั้นให้มีองค์กรบริหารจัดการแบบถาวรต่อไป


8.การสร้างความเข้าใจ การยอมรับและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยขนาดใหญ่ของทุกภาคส่วน โดยวิธีการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและรับรู้ถึงความก้าวหน้าของภาครัฐเกี่ยวกับแผนงานการบริหารจัดการน้ำ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและบริหารจัดการน้ำผ่านเวทีประชาคม


ส่วนแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนทั้งหมด 6 ข้อนั้น ได้กำหนดกรอบงบประมาณในการดำเนินการ ตามที่ ครม.มีมติอนุมัติไว้ทั้งสิ้น 17,126.04 ล้านบาท โดยมีการระบุรายละเอียดงบประมาณ และระยะเวลาการดำเนินงานไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนี้ 1.แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี ให้รายงานความก้าวหน้าต่อ กยน.ภายในเดือนมกราคม 55


2.แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิม จะพิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 55 เช่นกัน โดยแบ่งการใช้งบประมาณ ดังนี้ การปรับปรุงคันกั้นน้ำ 11,578.52 ล้านบาท การปรับปรุงทางระบายน้ำ 1,695.27 ล้านบาท การเพิ่มประสิทธิภาพในการะบายน้ำ 2,984.05 ล้านบาท และการเสริมคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ 868.2 ล้านบาท


3.แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลและระบบพยากรณ์เตือนภัย ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ 4.แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ 5.แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำน้องและมาตรการเยียวยา ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 55 และ 6.แผนงานปรับปรุงบริหารองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 55 เช่นเดียวกัน

http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea  
Old January 6th, 2012, 08:42 PM   #14
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

เล็งผุด4นิคมฯใหม่ริมแนวชายแดน

06 มกราคม 2555 เวลา 17:45 น

กนอ.เล็งผุด นิคมอุตสาหกรรมชายแดน 4 แห่ง เมืองกาญจน์-เชียงของ-แม่สอด-ขอนแก่น รับเปิดเออีซีปี58 เชื่อมโยงเพื่อนบ้าน

นายวีระพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายในการสัมมนาพลิกฟื้นนิคมอุตสาหกรรมไทยหลังมหาอุทกภัย 2554 ภายในงานบีโอไอแฟร์ 2011 ว่า ขณะนี้กนอ.อยู่ระหว่างการศึกษาพื้นที่เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่บริเวณชายแดน 4 แห่ง ได้แก่ นิคมฯพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี นิคมฯเชียงของ นิคมฯ แม่สอด จังหวัดตาก และนิคมฯขอแก่น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายแผนอุตสาหกรรมภูมิภาค เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)


สำหรับนิคมฯ พุน้ำร้อน อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งมีแนวคิดจะทำให้สอดคล้องกับนิคมฯ ทวายในประเทศพม่า โดยอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาอยู่ในจะเชื่อมโยงกับทวาย ที่จะเน้นอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ของพุน้ำร้อนจะเป็นนิคมฯบริการทางโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้าเทกอง คอนเทนเนอร์ เป็นการอำนวยความเรื่องการขนส่งสินคาผ่านแดน ซึ่งรูปแบบการลงทุนทางกนอ.จะดำเนินการไปล่วงหน้าก่อน ส่วนจะมีภาคเอกชนสนใจเข้ามาร่วมทุนพัฒนานิคมฯด้วยหรือไม่อยู่ระหว่างการศึกษา

ทั้งนี้ นิคมฯพุน้ำร้อน ตั้งเป้าจะศึกษาให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 จะเริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่ในปี 2556-2557 และจะทำให้แล้วเสร็จพร้อมให้บริการก่อนปี 2558 ที่จะเริ่มเออีซี โดยทางนิคมฯ ทวายจะเสร็จในช่วงปี 2559 เช่นเดียวกัน สำหรับพื้นที่น่าจะใช้ประมาณ 50 -1,000 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการศึกษา 12.6 ล้านบาท

ขณะที่นิคมฯ เชียงของ อยู่ระหว่างการทบทวนรูปแบบใช้งบประมาณ 6.67 ล้านบาท พื้นที่ 2,000 ไร่ มีอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ ยา และอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อรองรับเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน มีเป้าหมายจะดำเนินการให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเออีซี ซึ่งรูแปแบบการลงทุนอาจจะใช้รูปแบบจับคู่ธุรกิจกับภาคเอกชนให้มาเป็นผู้พัฒนานิคมฯ

นิคมฯแม่สอด จังหวัดตาก เป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีแนวคิดจะพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีนิคมฯ เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวจะมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเบา สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แรงงานมาก เป็นต้น

นิคมฯขอนแก่น ถือเป็นนิคมฯแรกที่มีแนวคิดริเริ่มมาจากทางจังหวัด จึงได้ให้ทางจังหวัดและมหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษารูปแบบของนิคมฯเพื่อรองรับการค้าและอุตสาหกรรมเชื่อมโยงเวียดนาม ลาว

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นิคมฯชายแดน เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น และตรงกับความต้องการของภาคเอกชน เพราะจะช่วยทำให้การค้าชายแดนขยายตัวมากขึ้น และเชื่อว่าจะมีนักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมาก เพราะการค้านระหว่างประเทศทำได้โดยเสรี สะดวกต่อการขนส่งสินค้า ต่างจากเดิมที่ยังมีอุปสรรคเรื่องการระหว่างประเทศค่อนข้างมาก

http://www.posttoday.com/ธุรกิจ-ตลาด...ดน
napoleon no está en línea  
Old January 6th, 2012, 10:22 PM   #15
Bangroma-sky
from east to west
 
Bangroma-sky's Avatar
 
Join Date: Jun 2011
Location: Bangkok, Rotterdam
Posts: 1,596
Likes (Received): 33

New sites for industrial parks advised to lure FDI



Sucheera Pinijparakarn
The Nation January 7, 2012 1:00 am

As it is unclear how attractive Thailand is to investors after the flood disaster, the government should develop new sites for industrial parks, Kasikorn Research Centre. Meanwhile, foreign direct investment (FDI) is likely to flow to neighbouring countries rather than into the Kingdom.



Dr Pimonwan Mahujchariya*wong, assistant managing director of KResearch, noted that even before the flood disaster, Thailand's share of FDI in Asean had been declining. Last year, the proportion dropped to 8 per cent from 16 per cent between 2005 and 2009, while FDI to Indonesia has surged rapidly, rising to 17 per cent in 2011 from 13 per cent in the 2005-09 period.



Japanese investment in Asean has also flowed increasingly to Indonesia and Vietnam. The proportion of Japanese FDI in Thailand dropped to 21 per cent in the first 10 months of 2011 from 30 per cent between 2005 and 2010.

Before the flood, Thailand appeared to be regaining its status as a favoured destination for foreign investors, especially from Japan. For the first time in six years, the Kingdom returned to the top three choices of Japanese firms looking for overseas business operations.



However, Pimonwan said the flood had shaken investor confidence, so whether it remains an FDI destination will depend on the quality of flood-protection measures the government puts in place. The research house predicts that the government will come up with a clear plan in this quarter to restore confidence quickly and prepare for the upcoming rainy season. Meanwhile, the government should rapidly develop new industrial parks to prepare for future investment.

KResearch points out that Thailand cannot avoid the impact of the European debt crisis, so the outlook for exports this year will not be bright, expecting 5-per-cent growth compared with 16.7 per cent in 2011. Therefore, it is essential that the Thai economy rely on domestic consumption and investment by both the private and state sectors.



She said economic stimulus measures would boost gross domestic product by no less than 1 per cent, while the value of investments by the private and government sectors was expected to surge to between Bt400 billion and Bt550 billion.

The increase in daily wages, higher oil prices and rising household expenses after the flood are keys factors pressuring inflation this year, which KResearch forecasts at 3.9 per cent, similar to the 3.8 per cent in 2011, while GDP growth will be 3.5-4.8 per cent.

Pimonwan said Thai businesses should seek opportunities in emerging markets, which will be the key drivers of the global economy, such as BRICS (Brazil, Russia, India, China and South Africa) and MIST (Mexico, Indonesia, South Korea and Turkey). Thai businesses should also apply information and communication technology and auto*mation to reduce operating costs.



Policy rate

Thanyalak Vacharachaisurapol, head of money and banking at KResearch, said the Bank of Thailand's policy rate would not go down because the inflation rate would still be high as the increased daily wage pushed up goods prices. Liquidity is likely to be tighter because of demand for loans. Yet the country can handle this, as BOT bonds valued at Bt800 billion are due to be redeemed in the first half of the year.

Moreover, financial institutions are more cautious on lending to balance their liquidity, and as a result, loan growth is expected to slowly |to 9-12 per cent from 13-15 per cent in 2011.



In addition, KResearch noted that management of the Financial Institutions Development Fund was an issue that should be followed closely, especially legal amendments regarding how the massive FIDF debt is to be serviced. Banks now pay 0.4 per cent of the value of their deposits to the Deposit Protection Agency, which represents Bt280 billion a year. If banks were required to pay a surcharge of up to 1 per cent as a measure to tackle the FIDF debt overhang, that would entail a total contribution of Bt70 billion to Bt80 billion per annum to the DPA.

In that case, banks are likely to pass the cost on to account holders, which is part of market mechanism.
__________________
from east to west
Bangroma-sky no está en línea  
Old January 7th, 2012, 03:07 PM   #16
oooo^o^o
Registered User
 
Join Date: Jan 2010
Posts: 571
Likes (Received): 3

ศูนย์วิจัยฯ มอง ศก.ไทย เริ่มผงกหัว คาดไตรมาส 1 ปี 55 จีดีพี ขยายตัว 1%


ศูนย์วิจัย "กสิกรฯ" มอง ศก.ไทย เริ่มผงกหัว คาดไตรมาส 1 ปี 55 จีดีพี ขยายตัว 1% หลังติดลบหนัก 3.3% ในไตรมาส 4 ปี 54 จากพิษน้ำท่วม พร้อมคาด ทั้งปี 55 ขยายตัวในกรอบ 3.5-4.8%

นางพิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1 ปี 2555 โดยระบุว่า เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นกลับมาขยายตัวได้ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากที่ในไตรมาส 4 ปี 2554 เศรษฐกิจติดลบถึง 3.3% จากผลกระทบวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยศูนย์วิจัยกสิกรฯ เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้น ตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไป ภายใต้คาดการณ์ทั้งปี 2555 เศรษฐกิจจะขยายตัวในกรอบ 3.5-4.8%

นางพิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 55 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งมีปัจจัยหนุจากนโยบายเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นฟูประเทศและการลงทุนสืบเนื่องจากเหตุอุทกภัย

ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2555 กรณีพื้นฐานขยายตัวที่ 4.3% หรืออยู่ในช่วง 3.5-4.8% โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.8% การลงทุนขยายตัว 5.5% การส่งออกและการนำเข้าขยายตัวในอัตราเดียวกันที่ 5% ดุลการค้าเกินดุล 27.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 12.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.9% โดยที่ครึ่งปีแรกเงินเฟ้อชะลอตัว แต่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินในกรณีเลวร้ายสุด วิกฤตหนี้ยุโรปทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยอาจจะติดลบ 3.5% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกทั่วโลก รวมถึงการส่งออกของไทยที่อาจจะติดลบ 8% และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1%

"หากส่งออกหดตัวมาก แต่ยังมีกลไกภาครัฐมาช่วยกระตุ้น ทั้งการนโยบายเพิ่มรายได้ การลงทุนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวตาม จึงยังทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ยังขยายตัวได้เล็กน้อย"

ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่ากังวลคือสัดส่วนการลงทุนโดยตรง (FDI) จากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยลดลงจากอดีต โดยพบว่าในปี 2554 มี FDI ลดลงมาก โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุอุกภัย ดังนั้น ภาครัฐคงต้องเร่งสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม และควรเริ่มดำเนินการให้มีความคืบหน้าชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2555 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้ทันรับมือน้ำในฤดูกาลที่จะมาถึง ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในทำเลพื้นที่ที่มีศักยภาพเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต


http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9550000002093
oooo^o^o no está en línea  
Old January 7th, 2012, 06:05 PM   #17
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

"ดร.โกร่ง"ซัด"แบงก์ชาติ"ชอบพูดให้สังคมไม่ไว้ใจวางใจนักการเมือง ชี้คนไว้ใจ ธปท.แต่เมิน รมว.คลัง

วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:03:59 น.


นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวในรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันที่ 7 มกราคม ถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาให้ ธปท.ในส่วนของมาตรา 7 (3) ที่คล้ายกับว่าให้ ธปท.โอนหรือเขียนเช็กเปล่าให้กับรัฐบาลว่า สังคมไทยไว้ใจ ธปท. แต่ไม่ไว้ใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นมาตั้งแต่ในอดีต "ถ้าปิดประตู ถ้าไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำกำไรได้ แบงก์ชาติ(ธปท.) ก็เป็นรัฐอิสระ และชอบพูดให้สังคมไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขัดหลักประชาธิปไตย เพราะรัฐมนตรี นักการเมือง มาจากประชาชน แบงก์ชาติไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาพูดให้ไม่ไว้วางใจนักการเมือง" ประธาน กยอ.กล่าว

นายวีรพงษ์กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับการคิดค่าธรรมเนียมสถาบันการเงินเพิ่ม หลังออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของ ธปท.ที่ต้องไปดูแล หากไม่ทำอะไรเลยหนี้ก้อนดังกล่าวของกองทุนฟื้นฟูฯ คงเป็นหนี้ไปตลอดกาลอวสาน



นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ กล่าวเสริมว่า หนี้ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นหนี้ของประเทศ ดังนั้น หนี้ที่เกิดขึ้นจากตรงไหนจึงควรอยู่ตรงนั้น และ ธปท.เองเคยบอกว่าจะรับผิดชอบ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 กระทรวงการคลังได้ออกเงินชดใช้หนี้ให้ก่อน ซึ่ง ธปท.บอกเองว่าจะให้ตามหลัง

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea  
Old January 8th, 2012, 08:21 AM   #18
Ten
== Lord of Skeleton ==
 
Ten's Avatar
 
Join Date: Aug 2004
Location: Bangkok, Mahasarakham
Posts: 1,858
Likes (Received): 39

....ก็ นักการเมืองมันไม่น่าไว้วางใจจริงๆ นี่นา ไม่ต้องมีคนมาพูดชักนำ คนส่วนใหญ่ก็คิดได้นะครับ 555
Ten no está en línea  
Old January 8th, 2012, 03:20 PM   #19
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,549
Likes (Received): 349

ตัวอย่าง นักการเมืองที่ไม่น่าไว้ใจ

napoleon no está en línea  
Old January 9th, 2012, 06:59 AM   #20
Ten
== Lord of Skeleton ==
 
Ten's Avatar
 
Join Date: Aug 2004
Location: Bangkok, Mahasarakham
Posts: 1,858
Likes (Received): 39

...เข้าประเด็นได้ตลอด
Ten no está en línea  


Closed Thread

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 01:48 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 25.00%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu