|
|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|||||||
| Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile |
| Global Announcement |
|
SkyscraperCity needs your help to do some house cleaning! please click here for more info! |
![]() |
|
|
Thread Tools | Display Modes |
|
|
#341 |
|
Registered User
Join Date: Feb 2009
Location: bangkok
Posts: 1,131
Likes (Received): 131
|
กู้ไปเถอะ ถ้ากู้แล้วเอามาใช้ประโยชน์ เน้นว่าเอามาใช้ประโยชน์จริงๆ
นักธุรกิจที่รวยๆล้นฟ้าทุกวันนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยเป็นหนี้มาก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณมองเห็นแนวทางการลงทุน มั่นใจผลตอบแทน15% ต่อปี แต่คุณสามารถกู้ soft loan interrest rate แค่ 3-4% ใครบ้างที่จะไม่กู้ พวกที่ไม่กู้ ก็จะมีแต่พวกคิดไม่เป็นเท่านั้นแหละ กลัวการเป็นหนี้ มองว่าการเป็นหนี้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ กู้แล้วชีวิตล่มจม คิดได้แค่นั้น ชีวิตก็เป็นได้แค่นั้นแหละ เป็นลูกจ้างเขาต่อไป Last edited by chengo; July 10th, 2012 at 03:34 PM. |
|
|
|
|
#342 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2007
Posts: 1,867
Likes (Received): 160
|
ไม่หรอก ไม่ขวางที่การจะกู้ แต่พอกู้มาแล้ว ก็มีคำถามว่าจะใช้เงินคุ้มไหม แล้วเพดานหนี้จะสูงไปหรือเปล่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมและรายได้ในแต่ละปี ถ้าไม่มีวินัย ก็จะล่มจมทั้งชาติ
__________________
T O D A Y I S T H E B E T T E R D A Y |
|
|
|
|
#343 |
|
Registered User
Join Date: Feb 2009
Location: bangkok
Posts: 1,131
Likes (Received): 131
|
ผมถึงได้เขียนไว้ที่บรรทัดแรกไง กู้แล้วตัองเอามาใช้ประโยชน์จริงๆ คุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่เสียไป
แต่บางคนก็แอนตี้ไม่ลืมหูลืมตา พอรู้ว่ากู้ ก็ด่าทันที ยังไม่ทันฟังเลยว่าเขาจะเอาไปทำอะไรบ้าง ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือเปล่า |
|
|
|
|
#344 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
1,000 projects totalling Bt480 bln seek privileges from Jan-June 2012: Board of Investment
BANGKOK, July 9 - In the first half of 2012, investors have sought incentives for 1,057 projects from the Board of Investment with a combined investment value of Bt478.5 billion, an increase of 97 per cent from Bt242 billion recorded last year. Atchaka Sibunruang, Secretary-General of the Board of Investment, said of industrial investment this year that it is likely to continue growing and that the value of investment projects is expected to surpass the target of Bt630 billion. The growth resulted from investor confidence in the government’s water management and flood prevention plan, she said. The number of investment projects in the first half of this year rose 26 per cent to 1,057 from 836 projects last year. Service and public utility industries recorded most projects of 277 seeking investment privileges with a total investment value of Bt116 billion, followed by 264 projects from the auto, machinery and metal industry sectors with a cumulative investment value of Bt62.5 billion. Meanwhile, the petrochemical, paper and plastic industries showed the highest amount of investment value at Bt119.5 billion. Among all 1,057 projects seeking BoI privileges in the first half of this year, 83 projects with investment value of Bt35.7 billion submitted applications for BoI investment promotion as flood-affected entrepreneurs, while 22 projects with investment value of Bt13.6 billion represented new investment in industrial zones, affected by last year’s flood. (MCOT online news) http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/386589.html |
|
|
|
|
#345 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ครม.เห็นชอบให้ธปท.เพิ่มทุนสำรองเป็น 9.1 พันล้านดอลลาร์
วันอังคารที่ 10 กรกฏาคม 2012 เวลา 16:59 น. นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เพิ่มทุนสำรองเป็น 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่ประมาณ5,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสมทบกับกองทุนหลายฝ่ายจากความริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralization Fund:CMIM)ซึ่งดูแลเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เพื่อรับมือกับความเสี่ยงต่อวิกฤติเศรษฐกิจโลก นายภักดีหาญส์ กล่าวว่า การที่เพิ่มวงเงินเป็น 2 เท่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.และรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากวงเงินผูกพันดังกล่าวสูงกว่ากรอบการเจรจามาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี ตามที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 24-25 มี.ค.52 ที่เห็นชอบให้ธปท.มีทุนเงินสำรอง 5 ,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524 |
|
|
|
|
#346 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
รัฐบาลจัดเก็บรายได้9เดือนปีงบ55 อยู่ที่1.43 ล้านลบ. เกินเป้า1หมื่นลบ.
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2012 เวลา 11:19 น. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย รายได้รัฐบาลสุทธิเดือนมิถุนายน 2555 จัดเก็บรายได้ 133,455 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,604 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ตุลาคม 2554 – มิถุนายน 2555) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิสูงกว่าเป้าหมาย 10,255 ล้านบาท เดือนมิถุนายน 2555 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 133,455 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6,604 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.2 (สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 21.2) สาเหตุสำคัญมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยและผลจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการถึง 3,226 ล้านบาท หรือร้อยละ 35.0 นอกจากนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,807 และ 2,657 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.8 และ 13.1 ตามลำดับ และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 1,913 ล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้านครหลวงได้นำส่งรายได้จำนวน 1,052 ล้านบาท (จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งเมื่อเดือนเมษายน 2555) ส่วนภาษีน้ำมันยังคงจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 4,857 ล้านบาท หรือร้อยละ 49.3 ซึ่งเป็นผลจากการขยายเวลาลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ตุลาคม 2554– มิถุนายน 2555) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,431,365 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 10,255 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.2) ภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาเข้า และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 12,543 11,048 และ 9,132 ล้านบาท ตามลำดับ ผลการจัดเก็บรายได้ตามหน่วยงานจัดเก็บสรุปได้ ดังนี้ กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 1,138,238 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5,341 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 7.2) เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 12,543 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าซึ่งสูงกว่าประมาณการและช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 13,462 และ 41,369 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 และ 21.5 ตามลำดับ และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 9,132 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.6 สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 17,888 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.1 เป็นผลจากเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ทำให้การชำระภาษีจากกำไรสุทธิรอบสิ้นปีบัญชี 2554 ต่ำกว่าประมาณการ กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 274,852 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 18,203 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 (ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 12.8) สาเหตุสำคัญมาจากการขยายเวลาการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล ทำให้ภาษีน้ำมันจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 20,717 ล้านบาท หรือร้อยละ 31.4 นอกจากนี้ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 3,541 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.4 เป็นผลจากอุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงต้นปีงบประมาณ อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นภาษีรถยนต์ได้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาษียาสูบ เบียร์ และเครื่องดื่ม จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 2,409 2,123 และ 1,160 ล้านบาท ตามลำดับ กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 89,326 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 11,076 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.2 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 19.0) เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 11,048 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.5 เป็นผลจากมูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ที่ขยายตัวในระดับสูง โดยอัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทโดยเฉลี่ยในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 (ตุลาคม 2554 – พฤษภาคม 2555) สูงกว่าปีที่แล้วร้อยละ 11.9 และ 14.3 ตามลำดับ ทั้งนี้ สินค้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงเป็น 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รัฐวิสาหกิจ นำส่งรายได้ 85,852 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1,166 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 7.6) โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ บมจ.ปตท. และบมจ.กสท โทรคมนาคมนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 2,190 และ 1,974ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ บมจ.ทีโอที และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนำส่งรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,780 และ 2,100 ล้านบาท ตามลำดับ นอกจากนี้ บมจ.การบินไทยมีผลประกอบการขาดทุน ทำให้ไม่ได้จ่ายเงินปันผลจำนวน 1,740 ล้านบาท และกองทุนวายุภักษ์งดจ่ายเงินปันผลจำนวน 900 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการการลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 3 (กำหนดให้จ่ายเงินปันผลให้กระทรวงการคลังเมื่อมีการจ่ายเงินปันผลในอัตรามากกว่าร้อยละ 3) ส่งผลให้กระทรวงการคลังไม่ได้รับเงินปันผลในส่วนนี้ หน่วยงานอื่น จัดเก็บรายได้รวม 84,577 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 2,374 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.9 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 5.3) เนื่องจากกรมศุลกากรได้ส่งคืนเงินที่กันไว้เพื่อชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับผู้ส่งออกสินค้าเหลือจ่ายจำนวน 4,655 ล้านบาท และกรมสรรพสามิตได้นำส่งเงินค่าใช้จ่ายเก็บภาษีท้องถิ่นคืนเป็นรายได้แผ่นดินจำนวน 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติยังไม่ได้นำส่งค่าใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคม (จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือนมกราคม 2555) จำนวน 2,000 ล้านบาท เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจรับรองงบการเงินของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน การคืนภาษีของกรมสรรพากร จำนวน 184,779 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 10,865 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.6 ประกอบด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 146,742 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 7,758 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.0 และการคืนภาษีอื่นๆ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) จำนวน 38,037 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 3,107ล้านบาท หรือร้อยละ 7.6 การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ให้แก่ อปท. ในปีงบประมาณ 2555 ได้มีการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ อปท. แล้ว 5 งวด (ต.ค 54 – ก.พ. 55) จำนวน 34,817 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,177 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.7 นายสมชัยฯ สรุปว่า “แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนจากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม ยูโรโซน แต่จากการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูง ประกอบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ภายหลังอุทกภัย เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 สูงกว่าเป้าหมาย กระทรวงการคลังจึงมั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2555 นี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท” http://www.thanonline.com/index.php?...-02&Itemid=524 |
|
|
|
|
#347 |
|
BANNED
Join Date: May 2012
Posts: 281
Likes (Received): 0
|
ปชช. เช็ง รบ. อ่อนหัดแก้สินค้าแพง มึน "ร้านธงฟ้า-ร้านถูกใจ" ไม่รู้อยู่ที่ไหน โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2555 14:50 น.
หอการค้าโพล เผยคนเข้าไม่ถึงมาตรการดูแลราคาสินค้า เพราะขาดการประชาสัมพันธ์ ยอมรับไม่รู้ว่า "ร้านธงฟ้า-ร้านถูกใจ" อยู่ที่ไหน แนะรัฐแทรกแซง-ตรึงราคาสินค้า เพราะค่าครองชีพในปัจจุบันสูงเกินกว่ารายได้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจการประเมินผลมาตรการดูแลราคาสินค้าของรัฐบาลที่สำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ 1,205 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 54.4% ระบุราคาสินค้าในปัจจุบันสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ประชาชน 37.5% ระบุว่าเท่าเดิม และอีก 8.2% ระบุลดลง ส่งผลให้ผู้ตอบสูงถึง 61.6% ระบุว่ามีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความพึงพอใจมาตรการขอความร่วมมือภาคเอกชนในการตรึงราคาสินค้านาน 4 เดือนนั้น ผู้ตอบมากถึง 70.9% ระบุพอใจปานกลาง ส่วน 16% ระบุพอใจมากถึงมากที่สุด และอีก 12.8% ระบุพอใจน้อยถึงน้อยมาก โดยมีเพียง 0.3% เท่านั้นที่ระบุว่าไม่พอใจเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อครบเวลา 4 เดือนแล้ว ผู้ตอบส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ประกอบการตรึงราคาต่อไป เมื่อถามว่ารู้จักนโยบายเหล่านี้หรือไม่ ทั้งร้านอาหารธงฟ้า , มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ , มาตรการออกราคาแนะนำ , ร้านถูกใจ , การคุมราคาสินค้า และการคุมราคาข้าวแกงนั้น ผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่ารู้แต่เคยใช้บริการน้อยถึงไม่เคยใช้ ส่วนผู้ที่เคยใช้บริการนั้นจะมีความพึงพอใจในระดับน้อยถึงปานกลาง เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนและไม่มีการประชาสัมพันธ์ ดังนั้น จึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แทรกแซงราคาสินค้าให้มากขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องการให้ดูแลอยู่ห่างๆ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไก รวมถึงผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายเอง "ประชาชนส่วนใหญ่ พอใจกับมาตรการดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ในระดับน้อยถึงปานกลางเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่า มาตรการเหล่านี้อยู่ที่ไหน จากการขาดประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มมีรายได้น้อยเข้าไม่ถึง เช่น งานธงฟ้า, ร้านถูกใจ ซึ่งถ้าคะแนนเต็ม 10 จะให้คะแนนกระทรวงพาณิชย์ 7 คะแนน โดยถือว่าเป็นมาตรการที่ออกมาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะขณะนี้จนถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยยังต้องการการกระตุ้นการบริโภคภายในจากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และภาวะน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อน" นายธนวรรธน์ กล่าว นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มาตรการดูแลราคาสินค้าดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการบริโภคให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงทั้งระบบจนทำให้ภาคเอกชนเดือดร้อน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ในกรอบคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ 3.3-3.8% ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังสามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ลงได้อีก 0.5% เพื่อเอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9550000085665 |
|
|
|
|
#348 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
หุ้นไทยครึ่งปีเทรดสูงสุดอาเซียน วิกฤตยูโรดันดัชนีพุ่งที่3ภูมิภาค ลุ้นมาร์เก็ตแคปทะลุ1.2แสนล.
วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 09:25:43 น. หุ้นไทยครึ่งปีแรกคึกคัก ดัชนีทะยานอันดับ 3 ภูมิภาค ซื้อขายเฉลี่ย 3 หมื่นล้าน/วัน สูงสุดในอาเซียน ตลท.ลุ้น บจ.ตบเท้าเข้าเทรดครึ่งปีหลัง ดันมาร์เก็ตแคปทะลุเป้า 1.2 แสนล้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ ตลท.ในช่วงครึ่งปีแรกนี้โดยรวมเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในส่วนของมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใหม่ ที่ ตลท.มีมูลค่า 44,679 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง มีบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนและอยู่ระหว่างการยื่นข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) อีก 11 บริษัท มาร์เก็ตแคปกว่า 2 หมื่นล้านบาท นายจรัมพรกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีบริษัทและกองทุนโครงการก่อสร้างพื้นฐานอีกกว่า 15 ราย ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อรองรับการเข้าจดทะเบียนของบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยการลงทุนในหุ้นบริษัทอื่น (โฮลดิ้ง คอมพานี) ซึ่ง ตลท.กำลังเร่งดำเนินการอยู่ และหากบริษัททั้งหมดสามารถจดทะเบียนได้ภายในสิ้นปีนี้ เชื่อว่าจะทำให้มาร์เก็ตแคปตลาดรวมได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ นายจรัมพรกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งมูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวัน น่าจะอยู่ในระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อไปได้ และถ้าปัญหาวิกฤตการเงินในยุโรปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จะส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงขึ้นได้ นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธองค์กร ตลท. กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีข่าวดี จากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีขึ้นและการผ่านแผนช่วยเหลือกรีซรอบ 2 แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนมาก จากวิกฤตในยุโรปที่ไม่ดีขึ้น ทำให้ดัชนีปรับลดลง 7.08% ในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2.68% นายวิรไทกล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรก ดัชนีปิดที่ 1,172.11 จุด เพิ่มขึ้น 14.32% จากสิ้นปี 2554 สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.15% และฟิลิปปินส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งถือเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้นไทย โดยมีอัตราปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.77% ด้านมูลค่าตลาดรวมของ ตลท.ในช่วงครึ่งปีแรก ปรับตัวสูงขึ้นตามดัชนี โดยในเดือนเมษายนมูลค่าตลาดรวมปรับตัวสูงสุดที่ 10.10 ล้านล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง ตลท. ก่อนจะปรับลดลงมาในเดือนมิถุนายนที่ 9.70 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.49% จากปี 2554 ที่ 8.89 ล้านล้านบาท ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 30,286.11 ล้านบาท สูงสุดในอาเซียนถึงแม้จะลดลง 1.69% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว http://www.matichon.co.th/news_detai...&subcatid=0502 |
|
|
|
|
#349 |
|
Ljósálfar
Join Date: Feb 2012
Location: Álfheimr
Posts: 733
Likes (Received): 128
|
![]() ![]() สำนักนั้น เค้าไม่เป็นกลางอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาพาดหัวตัวใหญ่ๆโผล่มาหรอก แนะว่าให้อ่านหลายๆสำนักพิมพ์ แล้วมี Critical thinking นะจ้ะ
__________________
ASEAN One Vision | One Identity | One Community ------------------------------------------------------------------- Unity of Tai-Kadai Deutschland England Thailand New Zealand Poland
Iceland Netherlands Finland Switzerland Scotland Ireland Swaziland Greenland |
|
|
|
|
#350 | |
|
The Explorer
Join Date: May 2012
Posts: 4,435
Likes (Received): 70
|
First ASEAN-US Business forum to kick off to chart economic cooperation
(Shanghai Daily/Xinhua, July 13) Quote:
__________________
"It has been said that democracy is the worst form of government except all the others that have been tried." - Winston Churchill (1874-1965), former British prime minister |
|
|
|
|
|
#351 |
|
Appleich
Join Date: Apr 2011
Location: BKK
Posts: 818
Likes (Received): 118
|
Thailand to be home to IMF technical assistance office
The Nation July 13, 2012 1:36 pm Thailand, thanks to its strategic location in Southeast Asia and the connectivity with all its regional counterparts, has been chosen as the location for the International Monetary Fund's technical assistance office for Myanmar and Laos. The memorandum of understanding for the new Thailand Technical Assistance Office. was signed on July 12 by IMF managing director Christine Lagarde and Bank of Thailand governor Prasarn Trairatvorakul. According to the joint statement, the opening of office underscores the Bank of Thailand's contribution to the Fund and the kingdom's continuing support to neighbouring countries. The objective of the office is to provide technical assistance and capacity building in various areas such as monetary policy and financial institution supervisory policy for the subregion. The technical cooperation is particularly directed towards Laos and Myanmar, which are undergoing economic and financial reforms to enhance the conduct of their macroeconomic policies and domestic financial systems. Such efforts would contribute to promoting inclusive and sustainable economic growth, bringing about closer financial integration in support of the ASEAN Economic Community. The IMF and the BOT share the view on the suitability of Thailand given its strategic location in Southeast Asia and the connectivity with all its regional counterparts. The BOT is pleased to collaborate and provide full support to the IMF in planning and implementing the programme for Thailand's neighbouring countries. The Technical Assistance Office will be located in the BOT's complex and will start operations in September. http://www.nationmultimedia.com/busi...-30186098.html
__________________
Bienvenue en Thaïlande! |
|
|
|
|
#352 |
|
Appleich
Join Date: Apr 2011
Location: BKK
Posts: 818
Likes (Received): 118
|
IMF chief hails Thai resilience
The Nation July 13, 2012 1:00 am Says impact of euro crisis here will be limited; warns Asean not to rush into single currency ; Region on right track via integration but 'no immunity to contamination through global interconnection' The managing director of the International Monetary Fund has praised Thailand for its economic resilience and "V-shaped" recovery, while cautioning Asean not to rush into a single currency like Europe did. "We see a very positive outlook," Christine Lagarde said in an interview with Nation Group chairman and editor-in-chief Suthichai Yoon. "[Thai] monetary policies are sensible and it's very important to keep fiscal policies stable and healthy." She noted that it was also important for the government to ensure more inclusive growth so that all Thais shared in the prosperity. The IMF forecasts 5.5-per-cent growth for Thailand's gross domestic product this year. Lagarde sees limited direct impact from the euro-zone crisis on the Thai economy, although she acknowledged it could contribute to "a reduction" in exports, as the Kingdom sells about 10 per cent of its exports to Europe. But given the interconnectedness of the global economy, she noted that Thailand could feel some indirect consequences, chiefly through slower growth in China. She also acknowledged that the fragile US recovery and the European crisis could pose a major disruption to China's growth model, but added that growth could be sustained through Beijing's policy mix, which to date had contributed good "numerical results" in both the pre- and post-crisis periods. "We at the IMF observe that there are a lot of interconnections [in terms of trade, financial transactions and capital flows] ... All of these are links and keep economies together. The globe, and Asia, can take advantage of it but can't avoid being affected or infected by the contamination. There's no immunity." She noted that Asia - and particularly Asean - had a lot to teach its colleagues and partners in the US and Europe, after years of deleveraging following the 1997 financial crisis, which lowered national and corporate debt levels. On the euro zone, she praised European Union leaders for their pledge to set up a banking union and a supervision union, reached at last week's EU Summit. The region "has made progress but more is expected in the future", she said. 'Very, very intensive care' While insisting that the euro zone is now "in a very, very attentive care", Lagarde noted that Asean was on the right track to reinforcing its own strengths through regional integration. Still, thanks to the painful lessons from Europe, which moved into a monetary union without establishing a fiscal union, she said diverse Asean, with its great discrepancies in terms of per capita GDP and competitiveness levels, should proceed slowly. "It's a fascinating economic zone, but Asean should not rush to solutions, not put itself into a currency union." She said a single currency could be in the picture, but it would be "premature" to introduce one for the time being. She also praised Asean members' moves to strengthen their links - including the Chiang Mai Initiative, a multilateral currency-swap arrangement - as providing short-term defensive measures for members and serving as "a way to reinforce the zone". The IMF is opening an office on the Bank of Thailand's premises, from where it plans to help Myanmar harmonise its currency regime. In cooperation with the BOT, the IMF will soon sign pacts to provide technical assistance to Myanmar and Laos. Referring to her brief discussion with Yingluck Shinawatra, Lagarde said she thanked the prime minister for her support - including providing the space at the BOT, Thailand's contribution to the IMF's stabilisation fund, and the ratification of the reforms by the IMF's board of governors. In office for a year and a week now, Lagarde acknowledged that she had to stay awake all the time, standing ready for any crisis. Given the interconnectedness of the global economy, she said, she must continually ask herself "if the IMF is efficient, relevant, respected and honest". http://www.nationmultimedia.com/busi...-30186089.html
__________________
Bienvenue en Thaïlande! |
|
|
|
|
#353 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2007
Location: Bangkok
Posts: 1,156
Likes (Received): 1
|
รัฐลอยตัวก๊าซหุงต้มจ่อขึ้นถังละ100บาท
"อารักษ์" ส่งสัญญาณลอยตัวแอลพีจี-เอ็นจีวี 16 ส.ค.นี้ รอชง กพช. พร้อมหามาตรการช่วยคน รายได้น้อย นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า มีแผนจะกำหนดราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้เป็น ราคาเดียวตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง โดยจะลอยตัวสะท้อน ต้นทุนแท้จริงแบบทยอยขึ้น ที่มา : โพสต์ทูเดย์ ![]() http://todayshares.blogspot.com/2012/07/13-55_5301.html ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม 2555 14:22:38 น. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่า กล่าวถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ว่า การปรับขึ้นครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่จะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนในทางอ้อมจากค่าโดยสารที่อาจปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่ากระทรวงพลังงานได้ดูโครงสร้างราคาอย่างรอบคอบแล้ว สำหรับในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาสินค้าปลายทาง โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ พร้อมนำราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น โดยจะหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง อีกครั้ง ส่วนจะมีการต่ออายุขอความร่วมมือให้เอกชนตรึงราคาสินค้าออกไปอีกจากที่จะสิ้นสุดเดือนก.ย.หรือไม่นั้น รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นขอดูผลกระทบที่ชัดเจนก่อน แต่ที่ผ่านมาจากผลความสำรวจของหอการค้าไทยพบว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลดูแลสินค้าต่อไป ด้านนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การลอยตัวราคา LPG ทั้งระบบนั้น หากมีการลอยตัวจริงคงต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตามกลไกตลาด เพราะเมื่อต้นทุนสูงขึ้นจะต้องกระทบกับราคาสินค้าแน่นอน รัฐบาลต้องดูแลว่าสินค้าประเภทไหนจะถูกกระทบมากที่สุดก็ต้องเข้ามาดูแลก่อน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับการปรับราคาก๊าซให้เป็นไปตามกลไกตลาด และพร้อมปรับตัวให้สอดรับกับราคาใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการคัดค้านบ้าง แต่รัฐบาลเองต้องดูโครงสร้างราคาพลังงานของไทยให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย http://www.ryt9.com/s/iq03/1444861 “บุญทรง” พร้อมพิจารณาประกาศราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จ หากการลอยตัวราคาแอลพีจีทั้งระบบส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติให้ลอยตัวราคาแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) ทั้งระบบ โดยในส่วนของภาคครัวเรือนปรับขึ้น 6-7 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งให้กรมการค้าภายในไปสำรวจราคาสินค้าปลายทางว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูป หากได้รับผลกระทบก็พร้อมที่จะนำราคาแนะนำอาหารปรุงสำเร็จกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนรุนแรง โดยจะหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง อีกครั้ง “การปรับขึ้นราคาก๊าซไม่มีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่จะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนในทางอ้อม จากค่าโดยสารที่อาจปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่ากระทรวงพลังงานได้พิจารณาโครงสร้างราคาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด” นายบุญทรงกล่าว นายบุญทรงกล่าวว่า ส่วนจะต่ออายุการขอความร่วมมือให้เอกชนตรึงราคาสินค้าที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย.นี้หรือไม่ ขอดูผลกระทบที่ชัดเจนก่อน แต่ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสะท้อนว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลตรึงราคาสินค้าต่อไป http://www.thaipost.net/news/140712/59600
__________________
คนไทยรักกัน |
|
|
|
|
#354 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
เอกชนเฮ! คำวินิจฉัยศาลรธน.ส่งสัญญาณบวก ฝากรัฐดูแลการทำประชามติ หุ้นไทยพุ่งแรงบวก17จุด
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 17:01:54 น. นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดีใจที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทิศทางที่ดี ถือเป็นทางออกที่ดี ช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองคลี่คลายขึ้น ส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งหลังจากนี้ ส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ควรจะเร่งปฏิบัติและเคารพคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับด้วยหลักเหตุผล ไม่ต้องเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองเสื้อแดงอีก ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงเหมือนหลายปีที่ผ่านมา และหลังจากนี้รัฐบาลก็ต้องดูแลการลงประชามติให้เกิดความเรียบร้อย นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าจะมีการแก้ไขก็ต้องมีความชัดเจน เป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือกฎหมายทุกฉบับ ซึ่งการที่ศาลสั่งให้มีการทำประชามติ ในทุกมาตราที่จะมีการแก้ไข โดยถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกประเทศก็ดำเนินการกันในลักษณะนี้ ไม่ควรใช้เสียงข้างมากมาตัดสิน แม้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับการเลือกมาจากประชาชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับทุกเรื่อง และเห็นว่าหมดเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะมาเล่นเอาแพ้เอาชนะกัน เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ และสุดท้ายทุกฝ่ายก็จะได้รับความเสียหายเหมือนกันหมด นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คำวินิจฉัยที่ออกมามีเหตุผล คงจะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจ และเชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะสังคมไทยอยู่ด้วยความเอื้ออาทร เป็นเหตุเป็นผล และจะทำให้ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปได้ และก็คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่การบริหารประเทศ ซึ่งหลังจากนี้ก็อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับในคำตัดสินของศาล คิดในแนวทางที่เป็นบวก ไม่ใช่แนวทางที่ทำลายประเทศ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ คลายความกังวลและตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจไปได้ ด้านตลาดหุ้นไทยขานรับผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทันที โดยทันทีที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยว่ายกคำร้อง ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นทันที12จุด สามารถยืนเหนือ 1,200 จุดสำเร็จ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,210.29จุด บวก17.16จุด มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 24,904.36ล้านบาท นายกษมพนธ์ เหมนิลรัตน์ ผู้อำนวยการ อาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นวันที่ 13 ก.ค.ตลาดหุ้นไทยปรับตัวอยู่ในแดนบวก โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่ดัชนีปรับข้างแรง หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้องทั้ง 5 ที่ผู้ร้องระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังให้ความเห็นว่าควรทำประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนว่าควรมีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ โดยเชื่อว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คลายความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะไม่เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองตามมา ซึ่งจะส่งผลดีในด้านภาพพจน์ของประเทศ ทำให้นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรจากข่าวดีดังกล่าว จากก่อนหน้ามีการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจน ขณะที่ การปรับตัวของดัชนี ได้รับแรงหนุนจาก กลุ่มธนาคาร ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสารกลับมาทำนิวไฮรอบ 16 ปีในวันนี้ แต่เชื่อว่า 2 กลุ่มดังกล่าวเริ่มมีกรอบจำกัดในการปรับตัวขึ้นต่อ เพราะแรงเก็งกำไรก่อนหน้าค่อนข้างแรงแล้ว ดังนั้นอาจเห็นแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงสัปดาห์หน้าบ้าง http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid= |
|
|
|
|
#355 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ธนารักษ์ สั่งยกเครื่องที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2555 20:02 น. Share7 "ธนารักษ์" เตรียมสำรวจราคาที่ดินราชพัสดุใหม่ทั่วประเทศ 140 แปลง เนื่องจากสภาพแวดล้อม และการขยายตัวของเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี คาดแล้วเสร็จใน 3 เดือน พร้อมแจงข่าวสินทรัพย์นิ่งไม่หมุนเวียน มีมูลค่าสูงถึง 3.36 ล้านบาท เพราะผู้บริหารคนก่อนได้พยายามบริหารจัดการ โดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดของประเทศ มีทั้งรูปแบบของเม็ดเงินในเชิงเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงสังคม นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ตนเองได้สั่งให้สำนักงานธนารักษ์ ในพื้นที่ทั่วประเทศ ทำการสำรวจศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดิน จำนวน 140 แปลงในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี เนื่องจากสภาพแวดล้อม และการขยายตัวของเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 3 เดือน "คาดว่าแปลงใหญ่ 140 กว่าแปลง สามารถนำมาพัฒนา อาทิ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่าเทียบเรือต่างๆ แต่ก็มีบางแปลงที่ติดขัดในข้อกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือการร่วมทุน กฎกระทรวง ข้อบังคับท้องถิ่นตซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ได้พยายามผลักดันโครงการใหญ่ๆ ให้สำเร็จเช่น การพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลง บบส. (เดิม) เป็นต้น" ส่วนการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐนั้นทาง กรมธนารักษ์ ได้ดำเนินการปรับปรุงราคาประเมินของที่ราชพัสดุให้เป็นปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการมาแล้วในหลายจังหวัด ที่ไม่มีผลกระทบจากปัญหาวิกฤตอุทกภัย ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศใช้บัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน และบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง รอบบัญชีปี พ.ศ. 2555 - 2558 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 กรมธนารักษ์ ได้สั่งการให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ดำเนินการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน โดยคาดว่า จะแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนที่ดินราชพัสดุที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เป็นสินทรัพย์นิ่งไม่หมุนเวียน มีมูลค่าสูงถึง 3.36 ล้านบาทนั้น ยอมรับว่าที่ผ่านมา ผู้บริหารกรมธนารักษ์ คนก่อนหน้านี้ ได้พยายามบริหารจัดการที่ราชพัสดุโดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดของประเทศ มีทั้งรูปแบบของเม็ดเงินในเชิงเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงสังคมด้วย เช่น นำที่ดินราชพัสดุ ให้ราษฎรเช่าเพื่ออยู่อาศัย และประกอบการเกษตร โดยกำหนดอัตราค่าเช่าในราคาถูก รวมถึงใช้สร้างสวนสาธารณะ สนามกีฬา ห้องสมุดประชาชน ศูนย์แห่งความสุข เป็นต้น http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9550000086200 |
|
|
|
|
#356 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
เผยยอดเอฟดีไอ6เดือนพุ่ง
17 กรกฎาคม 2555 เวลา 12:40 น Share ยอดเอฟดีไอครึ่งปีแรกพุ่งนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าลงทุน 692 โครงการ มูลค่า 2.78 แสนล้านบาท นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย. 2555) มีนักลงทุนต่างชาติ ให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 692 โครงการ เงินลงทุน 2.78 แสนล้านบาท จำนวนโครงการขยายตัว 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 522 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนขยายตัว 66.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 1.67 แสนล้านบาท “เป้าหมายของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทำให้ทุกประเทศในอาเซียน ให้ความสำคัญกับการดึงการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ทิศทางของการลงทุนจากต่างประเทศในไทยที่มีการขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยยังได้รับความสนใจต่อการเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค และเชื่อมั่นว่าทิศทางดังกล่าวจะต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งจะทำให้ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมปีนี้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6.3 แสนล้านบาท” นางอรรชกา กล่าว ทั้งนี้ กิจการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ หรือ 59% จากจำนวนโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด เป็นการขอขยายการลงทุนจากโครงการเดิม โดยมีจำนวน 409 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.85 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือหรือประมาณ 41% เป็นการลงทุนของกิจการใหม่ จำนวน 283 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 9.29 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน กระจายอยู่ในการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยมีกิจการขนาดใหญ่ ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 36 โครงการ เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ ของบริษัท การบินไทย กิจการผลิตเหล็กทรงแบนของบริษัท นิปปอน สตีล กัลวาไนซิ่ง (ประเทศไทย) กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งอาหารของบริษัท เอฟเอ็มซี เคมิคัล (ประเทศไทย) กิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ของบริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง เป็นต้น ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น มีจำนวน 389 โครงการ เงินลงทุนรม 1.76 แสนล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 144% สิงคโปร์ มีจำนวน 69 โครงการ เงินลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมาเลเซียมีจำนวน 17 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.13 หมื่นล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้น156% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่อุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 240 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.08 แสนล้านบาท รองมาเป็น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 134 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 5.96 หมื่นล้านบาท กิจการบริการและสาธารณูปโภค 130 โครงการ เงินลงทุน 4.27 หมื่นล้านบาท กิจการเคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก 97 โครงการ เงินลงทุน 2.73 หมื่นล้านบาท กิจการเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 38 โครงการ เงินลงทุน 1.77 หมื่นล้านบาท เป็นต้น http://www.posttoday.com/ธุรกิจ-ตลาด...่ง |
|
|
|
|
#357 |
|
BANNED
Join Date: May 2012
Posts: 281
Likes (Received): 0
|
จดหมายสำคัญจาก พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร !?
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 17 กรกฎาคม 2555 17:34 น. จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้รายงานประวัติการสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทยนับตั้งแต่การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2514 มาจนถึงการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2550 นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 36 ปีได้มีออกสัมปทานไปแล้วทั้งสิ้น 110 สัญญา รวมจำนวนแปลงสัมปทานทั้งสิ้น 157 แปลง ซึ่งในจำนวนนี้ยังคงเหลือดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน 63 สัญญา 79 แปลงสัมปทาน ที่น่าสนใจก็คือการสัมปทานปิโตรเลียมที่ผ่านมาประเทศไทยได้ค่าตอบแทนจากเอกชนที่ได้รับค่าภาคหลวงเพียงประมาณร้อยละ 12.5 ของปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียม ซึ่งถือว่าผลตอบแทนที่ให้กับรัฐนั้นต่ำมาก เปรียบเทียบกับประเทศโบลิเวีย ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันน้อยกว่าประเทศไทย แต่ก็ได้รับผลตอบแทนให้กับรัฐสูงถึงร้อยละ 82 เปรียบเทียบกับประเทศคาซัคสถาน ได้รับผลตอบแทนจากการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมจากเอกชนได้สูงถึงร้อยละ 80 รัสเซียได้รับผลตอบแทนจากเอกชนในการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมสูงถึงร้อยละ 90 ของรายได้ในส่วนที่ราคานั้นสูงกว่า 25 เหรียญต่อบาร์เรล ประเทศไทยจึงได้รับค่าภาคหลวงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แต่ประชาชนคนไทยกลับต้องใช้ราคาพลังงานที่สูงยิ่งในราคาที่อ้างว่าเป็นไปตามกลไกลตลาดโลก เพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้กับกลุ่มธุรกิจพลังงานที่จำกัดความร่ำรวยเอาไว้เพียงไม่กี่คน ประเทศไทยจึงเสียระโยชน์ถึง 2 ด้าน ด้านหนึ่งประชาชนคนไทยยังคงต้องใช้พลังงานแพงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานเหมือนเดิม ในขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐไทยกลับได้ผลตอบแทนต่ำติดดิน ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กลับใครทั้งสิ้นเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานเช่นกัน ปัจจุบันส่วนแบ่งปริมาณปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วในการสัมปทานของประเทศไทยที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเชฟรอนได้มากที่สุดเป็นลำดับที่ 1 สูงถึงร้อยละ 50.5 ของปริมาณสัดส่วนปิโตรเลียม รองลงมาเป็นอันดับที่ 2 ก็คือกลุ่มบริษัท ปตท. มีสัดส่วนร้อยละ 29.2 แต่ผลประโยชน์ใน ปตท. ร้อยละ49 ก็ตกอยู่กับผู้ถือหุ้นคนไทยเพียงไม่กี่คนอยู่ดี นิตยสารและเว็บไซต์ฟอร์จูน 500 ได้จัดอันดับเชฟรอนให้เป็นบริษัทที่มีรายได้สูงเป็นอันดับ 8 ของโลก โดยมีรายได้ต่อปีสูงถึง 245,621 ล้านเหรียญสหรัฐ (7.37 ล้านล้านบาท) และมี “กำไร”สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกสูงถึง 26,895 ล้านเหรียญสหรัฐ (806,850 ล้านบาท) ในขณะที่ ปตท. ก็ได้ถูกเลื่อนจากอันดับที่ 128 ของโลก มาเป็นอันดับ 95 ของโลกด้วยรายได้ 7,969 ล้านเหรียญสหรัฐ (2.39 ล้านล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 3,456 ล้านเหรียญสหรัฐ (103,680 ล้านบาท) มีแต่คนไทยและประเทศไทยที่กลับไม่ได้ผลประโยชน์จากการที่ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่ล่าสุดการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ก็กำลังจะดำเนินการต่อไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 นี้ โดยเป็นการเปิดสัมปทานทั้งหมด 11 แปลง ภาคกลาง 6 แปลงและอ่าวไทย 5 แปลง ด้วยผลตอบแทนให้กับรัฐต่ำติดดินเหมือนเดิม จะว่าไปแล้วนี่คือการสัมปทานครั้งใหญ่เท่าที่มีเหลืออยู่ในประเทศไทย ส่วนที่เหลือหลังจากการสัมปทานครั้งที่ 21 แล้ว ก็จะเหลือเพียงแค่พื้นที่อ้างสิทธิ์การทับซ้อนเขตไหล่ทวีประหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทางสหรัฐอเมริกากำลังหาทางลดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อเข้าไปแบ่งเค้กทางพลังงานในอ่าวไทยด้วยค่าภาคหลวงต่ำๆให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ที่น่าสนใจก็คือนักการเมืองในพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลต่างพร้อมใจกันเงียบกริบ ไม่สนใจและทำเป็นไม่รู้เรื่องดังกล่าว ทั้งๆ ที่เรื่องการให้สัมปทานพลังงานของชาติเป็นผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่แบ่งพรรค ไม่แยกสี แต่สังเกตดูเอาเถิดว่ามีนักการเมืองคนใด หรือ แกนนำมวลชนกลุ่มใดบ้างที่สนใจเรื่องผลประโยชน์ของชาติครั้งนี้ จะมีก็แต่ภาคประชาชน สมาชิกวุฒิสภาบางส่วน และนักวิชาการ ตลอดจนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะได้เคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมี พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ในฐานะเป็นประธานคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรไทย) จึงได้ทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อขอให้ระงับชั่วคราวการเปิดประมูลสัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวมีดังนี้ “ด้วยคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งชององค์กรสาธารณะประโยชน์ ดำเนินงานวิเคราะห์ปัญหาด้านยุทธศาสตร์ให้แก่สังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนมาตั้งแต่ พ.ศ.2555 ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจพลังงานที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และจากแหล่งต่างๆในประเทศและต่างปะเทศโดยมีผลการศึกษาที่ใคร่ขอนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ดังนี้ 1. ในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ประเทศไทยรวมถึงอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมันและก๊าซที่มีความอุดมสมบูรณ์ระดับสูงของโลกอาณาเขตหนึ่ง และแหล่งข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ประมาณว่าประเทศไทยมีปริมาณปิโตรเลียมจำนวนมากเป็นอันดับค่อนข้างสูงของโลก และสามารถส่งออกได้ในปริมาณที่มากกว่าประเทศในกลุ่ม OPEC บางประเทศ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยเป็นมูลค่าปีละกว่า 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลจากการให้สัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในผืนแผ่นดินไทยใน 20 รอบที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติ ที่เป็นสมบัติของไทยทุกคนในระดับที่ควรจะเป็น 2. การเปิดประมูลสัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมครั้งใหม่รอบที่ 21 (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย) ประกอบไปด้วยสัมปทานบนบก 17 แปลง (ภาคกลางและ ภาคเหนือ 6 แปลง ตะวันออกเฉียงเหนือ 11 แปลง) และอ่าวไทย 5 แปลง รวมพื้นที่กว่า 45,000 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นการหยิบยื่นให้โอกาสแก่ผู้ยื่นขอสัมปทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทฯข้ามชาติ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับน่าจะทำให้รัฐฯขาดรายได้อย่างน้อยปีละ 1 แสนล้านบาท จากการให้สัมปทานในครั้งนี้ ซึ่งโดยรวมแล้วประเทศไทยจะขาดรายได้ตลอดอายุสัมปทาน 25 ปี เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2.55 ล้านล้านบาท เป็นอ่างต่ำ ทั้งนี้ยังไม่รวมส่วนต่ออายุอีก 10 ปีอีกด้วย 3. การกำหนดกฎระเบียบ วิธีการ ในรูปแบบของการสัมปทานและการกำหนดค่าภาคหลวงตลอดจนผลประโยชน์อื่นๆที่ประเทศควรจะได้รับในอดีตถูกกำหนดภายใต้บทสรุปที่ว่า “ประเทศไร้พลังงานธรรมชาติ” หรือ “มีแต่ไม่คุ้มค่าในการสำรวจ” เป็นผลให้รัฐบาลที่ผ่านมากำหนดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมเข้ารัฐ ในอัตราค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ระหว่างร้อยละ 5-15 ซึ่งในทางปฏิบัติสามารถเก็บค่าภาคหลวงเข้ารัฐฯ ได้เพียงประมาณร้อยละ 12 เท่านั้น 4. หากประเทศไทยเปลี่ยนการเก็บค่าภาคหลวงใหม่ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศผู้ให้สัมปทานที่เก็บค่าภาคหลวงระดับสูงเช่น ประเทศเวเนซูเอลา หรือประเทศโบลิเวีย น่าจะมีรายได้จากการเก็บค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเพิ่มขึ้นและเพียงพอในการดำเนินนโยบายรัฐสวัสดิการได้อย่างราบรื่นโดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากแหล่งต่างๆ 5. การผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของไทยที่ผ่านมาได้มีส่วนค้ำจุนระบบเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งมาโดยตลอดมา และหน่วยงานเอกชนไทยสามารถสร้างหน่วยธุรกิจด้านการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมขึ้นมาได้ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพและสมรรถนะในการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศได้เอง สมควรได้นำความสามารถดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม จึงใคร่ขอกราบเรียนเสนอแนะให้รัฐบาลกรุณาพิจารณา โดยเร่งด่วนดังนี้ 1. ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมและรับรู้ในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการปิโตรเลียมของชาติ เพื่อความโปร่งใสและเพื่อประโยชน์ของลูกหลานไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า 2. ควรระงับชั่วคราวการเปิดประมูลสัมปทานสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21 นี้ไว้ก่อน เพื่อทบทวนมาตรการต่างๆ ให้ประเทศไทยและประชนชาวไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้แก่ 2.1 ทบทวนกฎระเบียบและประกาศที่กำหนดการเก็บค่าภาคหลวงร้อยละ 5-15 และปรับปรุงวิธีการเก็บค่าภาคหลวงใหม่ทั้งระบบ โดยพิจารณาเพเปรียบเทียบ (Benchmark) กับประเทศที่เก็บค่าภาคหลวง (เช่น ประเทศเวเนซูเอลา และประเทศโบลิเวีย เป็นต้น) เป็นพื้นฐานในการอ้างอิง 2.2 ทบทวนระบบการแบ่งกำไรจากผู้รับสัมปทานเพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์อย่างเหมาะสม 2.3 พิจารณาให้หน่วยงานของคนไทยมีสิทธิและหน้าที่หลักในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในอาณาเขตประเทศไทยเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของชาติในระยะยาว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดกรุณาพิจารณา ขอแสดงความนับถือ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ประธานคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม http://www.manager.co.th/Daily/ViewN...=9550000087903 |
|
|
|
|
#358 |
|
== Lord of Skeleton ==
Join Date: Aug 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,868
Likes (Received): 46
|
FDI กับ โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน มันคนละอันใช่ป่าวครับ อ่านไปอ่านมาก็งง เพราะโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนเป็นของคนไทยก็ขอได้ใช่ใหม แต่ FDI นับแต่ต่างชาติล้วนๆ
|
|
|
|
|
#359 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2007
Posts: 1,867
Likes (Received): 160
|
ตามที่เข้าใจน่ะ1.FDI คือการลงทุนทางตรงของต่างชาติ เช่นเข้ามาตั้งโรงงานผลิต 2.ส่วน BOI เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็เพื่อส่งเสริมให้ไทยมีการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมหรือบริการเชิงนวัตกรรม(ไม่ผลิตขอไม่ได้ เช่นซื้อมาขายไป) ทั้งอากรขาเข้าและก็ภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วน VAT ต้องดูว่าเขาค้าขายอะไรซึ่งต้องดูเป็นรายไปซึ่งจะได้ยกเว้น 3-8 ปี ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการบีโอไอ จะอนุม้ติให้กี่ปี และขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่ BOI พอหลังระยะเวลายกเว้นก็จะได้ยกเว้นนิติบุคคลอีกกึ่งหนึ่ง คนที่จะขอ BOI ได้ นลท.ไทยหรือนลท.ตปท.ก็ขอได้ ขึ้นอยู่กับว่าประเภทกิจการนั้นจะเข้าพรบ.ส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกิจการผลิต พอได้บัตรก็ทำตามเงื่อนไขกม. พอหมดอายุก็อาจขอบัตรใหม่ (แต่ปัจจุบันไม่ค่อยให้ จะให้เมื่อขยายไลน์ใหม่ มากกว่า) ดังนั้น BOI จึงไม่จำเป็นต่างชาติเสมอไป ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องการถือหุ้นของต่างชาติด้วยซ้ำ เช่นเมื่อก่อนไม่เกินร้อยละ 49 แต่ปัจจุบันถ้ากิจการอุตสาหกรรมอาจถือหุ้นได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ส่วนมากที่จะสับสนกันเพราะส่วนมากคนที่ขอบัตรส่งเสริมจาก BOI มักเป็นบริษัทต่างชาติ หากเป็นบริษัทไทยแท้ค่อนข้างน้อย เพราะส่วนมากเป็นซื้อมาขายไป หรือไม่ก็ผลิตสินค้าที่มูลค่าเพิ่มน้อยกว่าบีโอไอกำหนด
__________________
T O D A Y I S T H E B E T T E R D A Y |
|
|
|
|
#360 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ผู้ผลิตฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ อันดับ 1 ของโลกยืนยันเดินหน้าผลิตในไทยต่อ
วันอังคารที่ 17 กรกฏาคม 2012 เวลา 18:41 น. บีโอไอเผยได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ผู้ผลิตฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ อันดับ 1 ของโลก เวสเทิร์นดิจิตอลเผยแนวโน้มการผลิตโตต่อเนื่อง หลังจากเปิดไลน์ผลิตอีกครั้งตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2554 ขณะที่ยอดส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนของไทย ในช่วง มกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ขยายตัว 11.7% นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการพบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เวสเทิร์นดิจิตอล ผู้ผลิตฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ว่า วันนี้ เวสเทิร์นดิจิตอลได้พบหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขและป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลไทย และบริษัทมีความพึงพอใจในระดับหนึ่งต่อแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล รวมทั้งแผนรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ พร้อมทั้งยืนยันจะเดินหน้าการผลิตของเวสเทิร์นดิจิตอลในประเทศไทยต่อไป ขณะเดียวกัน บีโอไอได้สอบถามถึงความคืบหน้าของการผลิตและจำหน่ายของเวสเทิร์นดิจิตอล ซึ่งบริษัทได้แจ้งว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คือ นับตั้งแต่บริษัทเริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 โดยการผลิตมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง “หลังจากช่วงที่น้ำท่วมโรงงานของเวสเทิร์นดิจิตอล ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เป็นเวลาประมาณ 5 สัปดาห์นั้น บริษัทได้ทำการขนย้ายเครื่องจักรที่สำคัญออกไปซ่อมแซมที่จังหวัดชลบุรี ทำให้สามารถขนย้ายเครื่องจักรกลับมาติดตั้งและกลับมาผลิตได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน หลังจากน้ำลด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อันดับ 1 ของโลก ได้เป็นอย่างดี” เลขาธิการบีโอไอกล่าว สำหรับสถิติการส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2555 ของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มูลค่าการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ นั้น มีมูลค่าสูงถึง 8,131 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 เมื่อเทียบกับมูลค่าในช่วงเดียวกันของปี 2554 http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524 |
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|