daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old February 2nd, 2012, 06:59 PM   #61
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

SCCC eyes Asean neighbours

Published: 2/02/2012 at 12:00 AM

The SET-listed Siam City Cement Plc (SCCC) is gearing up for expansion in Southeast Asia by studying the feasibility of building a cement plant in Myanmar and a one-billion-baht Conwood facility in Indonesia.


Arto: ‘We have to act fast to grow business’
Conwood is the company's wood-substitute brand.

Meanwhile, Thailand's second-largest cement producer predicts further double-digit growth this year after achieving more than 10% last year despite the massive flooding in the fourth quarter.

Managing director Philippe Arto yesterday said the company has developed contacts in Myanmar and is studying potential investment locations throughout the neighbouring country.

"For SCCC, we see the real potential and are positive about Myanmar. We have to act fast to grow our business there," he said.

The company will soon complete a final study into a US$150-million cement plant in Koh Kong, Cambodia, across the border from Trat province.

The facility, with planned annual capacity of one million tonnes, will take two years to build and become operational in 2015.

However, Myanmar will be more difficult to enter despite the recent opening up of the country to international interests, as lingering issues of concern include regulations and exchange rates, said Mr Arto.

But he said SCCC expects to have both the Cambodian and the Myanmar factories up and running within five years.

As well, management is seeking board approval to set up a new Conwood plant in Indonesia, which would mark the subsidiary's first foreign investment.

The present Conwood factory in Saraburi province just started up its third production line at a cost of 540 million baht for additional annual capacity of 45,000 tonnes.

Products from the plant are shipped to Indonesia and Vietnam.

"We'll make a decision this year. The plant will require about a year and a half to build," said Mr Arto.

Chantana Sukumanont, the executive vice-president for marketing and sales, said SCCC is also looking into the possibility of acquiring assets in Myanmar.

SCCC is already the market leader in cement in the neighbouring country.

Last year, it achieved overall sales of 23.2 billion baht, up by 10.3% from 2010, for a net profit of 3.29 billion, up by 22%.

However, fourth-quarter sales alone fell by 5% year-on-year to 5.06 billion baht due to flood-related disruptions including reduced exports, while net profit dropped by 55% to 252 million.

But despite the flood crisis, full-year domestic cement consumption rose by 4% to 27.9 million tonnes, said Ms Chantana said, citing figures from the Office of Industrial Economics.

SCCC shares closed yesterday on the SET at 261 baht, up 4 baht, in trade worth 49.9 million baht

http://www.bangkokpost.com/business/...ean-neighbours
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old February 2nd, 2012, 07:39 PM   #62
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

ลงทุนไทยพ่ายยับในกัมพูชา

วันพุธที่ 01 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 10:34 น.

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไม่กระทบการค้า เผยปี 2554 ไทยได้ดุลกว่า 8.2 หมื่นล้าน แต่ด้านการลงทุนไทยพ่ายยับคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ทุนเวียดนามแซงโค้งคู่แข่งมูลค่าการลงทุนสูงสุด ชี้สถานการณ์ปีนี้น่าดีขึ้นหลังสัมพันธ์รัฐบาลสองฝ่ายดีวันดีคืน โรงสี การ์เมนต์นำทีมลุย ทูตพาณิชย์ชี้ช่องทัพธุรกิจไทยลงทุนอุตสาหกรรม-บริการมีอนาคต

นางจีรนันท์ วงศ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศ(ส่งออก-นำเข้า)ของไทยกับกัมพูชาในปี 2554 ที่ผ่านมาว่า มีมูลค่ารวม 93,152.09 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 87,779.70 ล้านบาท และนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากัมพูชา 82,407.31 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป, น้ำตาลทราย, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่วนสินค้านำเข้าของไทยจากกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้, เสื้อผ้าสำเร็จรูป และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

ทั้งนี้ในแง่การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย(สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์)และกัมพูชาเริ่มถดถอยเรื่อยมานับแต่วันเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 รวมถึงล่าสุดรัฐบาลกัมพูชาได้สั่งระงับการจัดงานแสดงสินค้าไทย ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยบอกให้ทราบล่วงหน้าเพียง 5 วัน แต่ ณ ปัจจุบันความสัมพันธ์ของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายดีขึ้นและเป็นรัฐบาลที่กัมพูชาพอใจ

"แม้ว่าชาวกัมพูชาจะนิยมสินค้าไทยเป็นทุนเดิม แต่ผลชักจูงของสื่อก็อาจทำให้สินค้าไทยสูญเสียตลาดไปได้ ดังนั้นการที่จะจำหน่ายสินค้าใดก็ตาม ผู้ผลิตต้องไม่ลืมเรื่องโฆษณา ทั้งนี้สินค้าไทยที่มีโอกาสสูงในกัมพูชาคือ อาหารแปรรูปเพราะกัมพูชายังขาดทักษะในการแปรรูปอาหารเพื่อจำหน่ายและเป็นของฝากแก่นักท่องเที่ยว"

ส่วนธุรกิจบริการของไทยที่มีโอกาสในกัมพูชา เช่น การให้บริการรักษาพยาบาล ความงามและสปา รวมถึงการเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตได้แก่ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงาน การท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่องการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปสินค้าเกสร เช่น โรงสีข้าว โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานน้ำตาล การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการด้านการศึกษา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ทุกชาติเสมอภาคกัน สิทธิประโยชน์ที่ให้ อาทิ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก การไม่เข้ามาควบคุมเรื่องราคาสินค้า การโอนเงินเสรี เป็นต้น

นางจีรนันท์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชานับแต่ปี 2537 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา(CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศรวม 1,946 โครงการ เงินลงทุนรวม 8,811.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุด ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2554 CIB ได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม 116 โครงการ เงินลงทุนรวม 341.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เพิ่มขึ้น 93 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 404.4% และเงินลงทุนเพิ่ม 262.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 334%

ในจำนวนนี้นักลงทุนจากเกาหลีใต้ได้รับอนุมัติส่งเสริมมากสุดจำนวน 24 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 20.7% ของจำนวนโครงการ รองลงมาคือ ไต้หวันจำนวน 20 โครงการ และจีนกับฮ่องกงประเทศละ 16 โครงการ ส่วนด้านจำนวนเงินลงทุนสูงสุดคือเวียดนาม 155.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 45.5% ของเงินลงทุนรวม รองลงมาได้แก่ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยลงทุนในสาขาต่างๆ ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางพารา กระเป๋า รองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม เครื่องหนัง โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ เหมืองแร่ โรงสี อุตสาหกรรมการเกษตร โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว เป็นต้น

"ในปี 2554 ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม ไม่มีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยแต่อย่างใด ขณะที่ในปี 2553 มีจำนวน 1 รายในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ในปลายปี 2554 หรือต้นปี 2555 จะมีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยจำนวนอย่างน้อย 3 ราย เพื่อประกอบกิจการโรงสีจำนวน 2 ราย และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า 1 ราย"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,710 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-26&Itemid=423



Uploaded with ImageShack.us
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 2nd, 2012, 07:42 PM   #63
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

กีดกันการค้าปี 55 ส่อเค้ารุนแรง

วันพุธที่ 01 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 10:37 น.

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์เศรษฐกิจโลกปี 2555 ยังไม่น่าไว้ใจ ไทย-เทศแลกหมัดใช้มาตรการปกป้องผู้ประกอบการภายใน งัดมาตรการเอดี ซีวีดี เอสจีสกัดนำเข้า จับตาอินเดียยังมาแรง ปีที่แล้วใช้มาตรการเอดีกับไทยมากสุด พาณิชย์สวนหมัดเผยเตรียมเปิดไต่สวนอีกหลายรายการ ด้านเลขาธิการอังค์ถัดชี้ผลพวงเจรจา WTO รอบโฮดายังจบไม่ลง บีบกีดกันการค้าโลกขยายวงกว้างขึ้น

นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในหลายประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีนี้ จะส่งผลให้มีการกีดกันการค้า โดยใช้มาตรการต่างๆ มากขึ้น ที่สำคัญคือการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน(เอดี/ซีวีดี)สินค้าต่างประเทศ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน

ล่าสุดจากข้อมูล ณ ปัจจุบัน สินค้าจากประเทศไทยอยู่ระหว่างถูกประเทศคู่ค้าเปิดไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเอดี/ซีวีดีรวม 5 รายการ โดยอ้างว่าขายต่ำกว่าราคาต้นทุน หรือต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายในประเทศ (ดัมพ์ราคา) ประกอบด้วย กระดาษ Certain ของปากีสถาน, สินค้า Hollow structural Sections (เหล็กกลวง) และ Quicklime(ปูนสุก) ของออสเตรเลีย, Grinding Media Balls (ลูกกลิ้งบด) และPlain Gypsum Plaster Board (แผ่นยิปซัมอัด)

ขณะที่เวลานี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเปิดไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเอดีตามที่ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนไทย ในสินค้า 5 รายการ เช่นกัน ประกอบด้วย เหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนจากประเทศจีน, ยางในชนิดที่ใช้กับรถจักรยานยนต์จากจีน, กระดาษและกระดาษเคลือบผิว จากจีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน, เหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อน จากจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน และสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มรอนแล้วทาสี และเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีจากจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน

"แนวโน้มทั้งปีนี้คาดว่าทั้งไทยและเทศจะมีมาตรการออกมาปกป้องผู้ประกอบการรวมถึงรักษาการจ้างงานภายในไว้เพิ่มขึ้น จากปี 2554 ที่ผ่านมาในส่วนของสินค้าไทยได้ถูกคู่ค้า ใช้มาตรการเอดี ซีวีดี และเอสจี(เซฟการ์ด) รวม 54 รายการ จาก 16 ประเทศ โดยประเทศที่ใช้มาตรการกับสินค้าไทยมากที่สุดคืออินเดีย รองลงมาคือ สหภาพยุโรป และตุรกี ในปีนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากมาตรการเอดี ซีวีดี หรือเซฟการ์ดแล้ว ยังมีการนำมาตรการด้านสุขอนามัยมาบังคับใช้เพิ่มขึ้นผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทัน เพราะอีกด้านหนึ่งหากเราปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่งก็จะเป็นโอกาสในการส่งออกเพิ่มขึ้น"

ขณะเดียวกันในรอบปี 2554 ไทยได้มีการใช้มาตรการเอดีกับสินค้านำเข้ารวม 8 รายการจาก 17 ประเทศ โดยเป็นการใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจากประเทศจีนมากที่สุด นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการทบทวนความจำเป็นในการใช้มาตรการเอดีกับสินค้าจากต่างประเทศ 2 รายการ ได้แก่ สินค้าเหล็กโครงสร้างหน้าตัดรูปตัว H (เหล็ก H-Beam) และสินค้ากรดซิทริก (กรดมะนาว)จากจีน

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ประเทศส่วนใหญ่ที่ไทยใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าทั้งเอดี ซีวีดี และเซฟการ์ดจะได้มีการจัดทำเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับไทย โดยมีการลดภาษีนำเข้าระหว่างกันแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้มาตรการได้หากพบมีการขายต่ำกว่าราคาต้นทุน ณ ประเทศต้นทาง เพราะถือเป็นคนละกรณีกัน แต่ต้องไม่เลือกปฏิบัติประเทศใดที่ส่งสินค้าเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมภายใน ล่าสุดทางกรมอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเปิดไต่สวนการทุ่มตลาด และการอุดหนุนสินค้าจากต่างประเทศอีกหลายรายการ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด

ด้าน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด กล่าวในการบรรยายในงานของสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน เมื่อเร็วๆ นี้ว่า จากการเจรจาเปิดเสรีการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่กินเวลามายาวนานกว่าสิบปีแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ มีส่วนสำคัญที่ทำให้แต่ละประเทศมีการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและมีการกีดกันการค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกที่ไม่ค่อยขยายตัวเท่าที่ควร ดังนั้นประเทศไทยคงต้องหันมาพึ่งเศรษฐกิจจากภายในมากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,710 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-26&Itemid=423
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 6th, 2012, 09:02 AM   #64
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

เอกชนไทยลุยอินเดียต่อ หวังรัฐช่วยกะเทาะอุปสรรค

วันศุกร์ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 18:38 น.

เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยกับการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะแขกคนสำคัญของงานวันชาติอินเดีย อย่างน้อยก็เป็นใบเบิกทางถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ซึ่งภาครัฐและภาคธุรกิจน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อ

นอกจากบริษัทไทยที่เข้ามารุกในอินเดียจะเดินหน้าขยายกิจการเพิ่ม ยังมีบริษัทไทยหน้าใหม่เริ่มเข้ามาชิมลางลงทุนในตลาดอินเดีย นอกเหนือไปจากการซื้อมาขายไปตามงานเทรดแฟร์ซึ่งจัดตามเมืองต่างๆ ในอินเดีย ปีละหลายครั้ง โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจในอินเดียมาเกือบ 20 ปี มีโรงงานหลายแห่งทางตอนใต้ของอินเดีย ได้เริ่มขยายธุรกิจขึ้นทางตะวันออก ไต่ไปทางเหนือ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ฯ เดินหน้าประมูลงานก่อสร้างในอินเดียต่อเนื่อง บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตทฯ บริษัทร้อกเวิธฯ บริษัทศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ฯ บริษัทเดลต้า อิเล็คทรอนิกส์ฯ ล้วนยังลุยทำธุรกิจในอินเดียต่อ แม้จะมีอุปสรรคระหว่างทางพอสมควร ล่าสุดบริษัท ตะวันออกโปลีเมอร์ฯ ก็ร่วมลงทุนกับบริษัทอินเดีย โดยมีแผนตั้งโรงงานผลิตฉนวนหุ้มท่อปรับอากาศเป็นโครงการแรก

แม้กระทั่งการบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส ต่างขยับขยายปรับเที่ยวบินและเส้นทางการบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ล่าสุดเข้าเมืองไทย 916,787 คน หรือเติบโต 20.6% ในปี 2554 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากไทยมายังอินเดีย ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขทางการล่าสุด การลงทุนตรงในอินเดียจากประเทศไทยมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆจาก 14.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 มาเป็น 61.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2553
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554 มีเงินลงทุนโดยตรงจากประเทศไทย 56.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินลงทุนตรงจากอินเดียเข้าประเทศไทย 36.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศเข้าสู่อินเดียโดยรวมอยู่ที่ 23,700 ล้านดอลลาร์ เติบโต 36% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 ประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรงในอินเดียมากที่สุดคือ มอริเชียส สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น

แม้ว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในโอกาสทางธุรกิจ แต่อุปสรรคก็ไม่ใช่ธรรมดา โดยรวมหลายบริษัทประสบปัญหาการขอวีซ่าให้กับคนไทยไปทำงานที่อินเดีย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขเงินเดือนขั้นต่ำ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี และการสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 12% จากนายจ้าง และ12% จากลูกจ้าง โดยสามารถได้รับเงินคืนเมื่ออายุ 58 ปี เหล่านี้ล้วนเป็นกำแพงสกัดทักษะแรงงานไทยในระดับหนึ่ง

ถึงกระนั้น แม้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการอินเดียแล้ว ในบางครั้งการขอวีซ่าการทำงานยังเกิดความล่าช้าอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้แผนงานของบริษัทยิ่งล่าช้าออกไป

บางบริษัทประสบกับปัญหาการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกับบริษัทท้องถิ่น และความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎระเบียบและการตีความกฎหมายทำเอาหลายบริษัทถึงกับกุมขมับ ฟังดูอาจจะคุ้นๆ กับบ้านเรา แต่ดีกรีต่างกันพอสมควร

ปัญหาหลักๆ ดังกล่าว ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น อันนำมาซึ่งการจำกัดขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทท้องถิ่น แนวคิดเบื้องต้นคือการเข้ามาอินเดียแบบเป็นกลุ่มให้ครอบคลุมหลายธุรกิจ สร้างอาณาจักรเล็กๆ ซึ่งมีอำนาจในการต่อรองเรื่องการจัดซื้อจัดหาที่ดิน และการดูแลต่างๆ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจมีความราบรื่นขึ้น แต่แนวคิดดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมได้มากขนาดไหน คงเป็นหนังยาวที่ต้องติดตามดู

ทีมเจรจากรอบข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย กำลังจะเดินทางมาอินเดียอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้เพื่อเร่งหาข้อสรุปหลังจากเจรจามาแล้ว 22 รอบนับตั้งแต่เริ่มลดภาษี Early Harvest Scheme (82 รายการ) เมื่อปี 2547 และลดภาษีเป็น 0% ในปี 2549 ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เตรียมจะมาเปิดสำนักงานแห่งแรกที่มุมไบภายในครึ่งปีหลังของปี 2555 นี้ ล่าสุดทางการอินเดียอนุญาตให้เอกชนต่างชาติสามารถถือหุ้นร้านค้าปลีกประเภทสินค้ายี่ห้อเดียว (single brand) ได้เต็ม 100% จึงนับเป็นสัญญาณอันดีที่น่าจะช่วยภาคเอกชนไทยได้มากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,711 5-8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-01&Itemid=436
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 6th, 2012, 09:52 AM   #65
Ten
== Lord of Skeleton ==
 
Ten's Avatar
 
Join Date: Aug 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,969
Likes (Received): 127

ผมว่าทุนไทยคงจะ่พ่ายในประเทศนี้ไปอีกนานล่ะครับ เกิดไปลงทุน เปิดร้านค้ามากมาย เกิดวันดีคืนดีพี่ๆเขมรเกิดไม่พอใจดาราไทยอีก ไม่ไล่เผาห้างร้านไทยอีกรอบเหรอ ยิ่งตอนนี้ทุนไทยน่าจะ look west มากกว่า



Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
ลงทุนไทยพ่ายยับในกัมพูชา

วันพุธที่ 01 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 10:34 น.

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไม่กระทบการค้า เผยปี 2554 ไทยได้ดุลกว่า 8.2 หมื่นล้าน แต่ด้านการลงทุนไทยพ่ายยับคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น ทุนเวียดนามแซงโค้งคู่แข่งมูลค่าการลงทุนสูงสุด ชี้สถานการณ์ปีนี้น่าดีขึ้นหลังสัมพันธ์รัฐบาลสองฝ่ายดีวันดีคืน โรงสี การ์เมนต์นำทีมลุย ทูตพาณิชย์ชี้ช่องทัพธุรกิจไทยลงทุนอุตสาหกรรม-บริการมีอนาคต

นางจีรนันท์ วงศ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศ(ส่งออก-นำเข้า)ของไทยกับกัมพูชาในปี 2554 ที่ผ่านมาว่า มีมูลค่ารวม 93,152.09 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 87,779.70 ล้านบาท และนำเข้า 5,372.39 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากัมพูชา 82,407.31 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป, น้ำตาลทราย, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ส่วนสินค้านำเข้าของไทยจากกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้, เสื้อผ้าสำเร็จรูป และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

ทั้งนี้ในแง่การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แม้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย(สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์)และกัมพูชาเริ่มถดถอยเรื่อยมานับแต่วันเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 รวมถึงล่าสุดรัฐบาลกัมพูชาได้สั่งระงับการจัดงานแสดงสินค้าไทย ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยบอกให้ทราบล่วงหน้าเพียง 5 วัน แต่ ณ ปัจจุบันความสัมพันธ์ของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายดีขึ้นและเป็นรัฐบาลที่กัมพูชาพอใจ

"แม้ว่าชาวกัมพูชาจะนิยมสินค้าไทยเป็นทุนเดิม แต่ผลชักจูงของสื่อก็อาจทำให้สินค้าไทยสูญเสียตลาดไปได้ ดังนั้นการที่จะจำหน่ายสินค้าใดก็ตาม ผู้ผลิตต้องไม่ลืมเรื่องโฆษณา ทั้งนี้สินค้าไทยที่มีโอกาสสูงในกัมพูชาคือ อาหารแปรรูปเพราะกัมพูชายังขาดทักษะในการแปรรูปอาหารเพื่อจำหน่ายและเป็นของฝากแก่นักท่องเที่ยว"

ส่วนธุรกิจบริการของไทยที่มีโอกาสในกัมพูชา เช่น การให้บริการรักษาพยาบาล ความงามและสปา รวมถึงการเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตได้แก่ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงาน การท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่องการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปสินค้าเกสร เช่น โรงสีข้าว โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานน้ำตาล การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการด้านการศึกษา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ทุกชาติเสมอภาคกัน สิทธิประโยชน์ที่ให้ อาทิ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก การไม่เข้ามาควบคุมเรื่องราคาสินค้า การโอนเงินเสรี เป็นต้น

นางจีรนันท์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชานับแต่ปี 2537 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา(CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศรวม 1,946 โครงการ เงินลงทุนรวม 8,811.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุด ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2554 CIB ได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม 116 โครงการ เงินลงทุนรวม 341.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 เพิ่มขึ้น 93 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 404.4% และเงินลงทุนเพิ่ม 262.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 334%

ในจำนวนนี้นักลงทุนจากเกาหลีใต้ได้รับอนุมัติส่งเสริมมากสุดจำนวน 24 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 20.7% ของจำนวนโครงการ รองลงมาคือ ไต้หวันจำนวน 20 โครงการ และจีนกับฮ่องกงประเทศละ 16 โครงการ ส่วนด้านจำนวนเงินลงทุนสูงสุดคือเวียดนาม 155.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 45.5% ของเงินลงทุนรวม รองลงมาได้แก่ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยลงทุนในสาขาต่างๆ ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางพารา กระเป๋า รองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม เครื่องหนัง โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ เหมืองแร่ โรงสี อุตสาหกรรมการเกษตร โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว เป็นต้น

"ในปี 2554 ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม ไม่มีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยแต่อย่างใด ขณะที่ในปี 2553 มีจำนวน 1 รายในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ในปลายปี 2554 หรือต้นปี 2555 จะมีโครงการลงทุนของนักลงทุนไทยจำนวนอย่างน้อย 3 ราย เพื่อประกอบกิจการโรงสีจำนวน 2 ราย และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า 1 ราย"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,710 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-26&Itemid=423



Uploaded with ImageShack.us
Ten no está en línea   Reply With Quote
Old February 6th, 2012, 06:22 PM   #66
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

Berli Jucker opens VN glass container plant

The Nation Ho Chi Minh City February 7, 2012 1:00 am

Burma next in company's sights as market opens up

Berli Jucker (BJC) yesterday opened Vietnam's most advanced glass-container plant and is looking to expand its trading and manufacturing businesses, including the setting up of a glass factory in Burma to cash in on the opening of the country and the growth potential of its beverage market.

"The expansion of our glass factory to Vietnam is in line with our policy to strengthen the business amid the open market environment when the Asean Economic Community is fully effective in 2015," said Charoen Sirivadhanabhakdi, chairman of BJC, a subsidiary of Thai Beverage.

The plant, constructed in partnership with Owens-Illinois and Saigon Beer Alcohol Beverage, is about 60 kilometres southeast of Ho Chi Minh City in Ba Ria-Vung Tau province.

Charoen said BJC's regional expansion would be based on its strong roots in Thailand for nearly 130 years in many businesses, including health, medical and daily products.

"We are looking for opportunities in potential markets such as Burma and Indonesia. We appointed sales agents in Burma a long time ago but because of local political problems and a closed market environment, our agents could do nothing more than just take orders and deliver products to their customers.

"However, with today's opening market environment encouraged by its government, we will be more proactive in penetrating the Burmese market, as the country is growing quite strongly and local consumers need to consume more modern goods," he said.

BJC has had a close relationship with Owens-Illinois for more than 60 years, beginning with Thai Glass Industries in Thailand and now extending to Indochina and Malaysia.

The US$47-million (Bt1.5 billion) Vietnamese factory will initially produce about 75,000 tonnes annually of mainly returnable premium glass containers for Vietnam's beer, soft-drink, food, wine, spirits and pharmaceutical markets. The plant can adapt to market trends, extending to four lines with production capacity of 84,000 tonnes of glass annually.

Underlying the plant's capability and flexibility are one furnace, three glass-making lines and two printing lines for applied ceramic labels.

The plant employs nearly 450 people, mainly from the Ba Ria region, and uses natural gas for improved sustainability. The new plant, completed in November, replaces the old facility in District 4 of Ho Chi Minh City that was recently vacated to facilitate urban-development plans.

Al Stroucken, chairman and chief executive officer of Owens-Illinois, said O-I BJC had become Vietnam's leading glass-container manufacturer, supplying most of the country's local and global food and beverage companies.

"Vietnam is experiencing strong economic growth, which clearly provides opportunity for the glass industry. We know that beer is packaged primarily in glass here, and we know that consumers are looking for quality, taste and purity of contents. Our high quality and versatile glass containers are the perfect packaging solution," he said.


Owens-illinois

"Glass is the most economical and sustainable packaging available, especially when using returnable containers, so it is vital that we have operations in place as the markets in this region grow and mature," Stroucken said.

"This new plant allows us to meet and exceed the high expectations of current and future customers in this region."

Aswin Techajaroenvikul, president of BJC, said his company was focusing on Southeast Asia, particularly Indochina and Malaysia.

"The opening of our latest facility will further strengthen our foothold in Vietnam, where we have established trading and manufacturing operations in industrial and consumer products.

"Together with our TGI glass plants, the joint venture will make BJC and O-I BJC the largest producer of glass containers in Southeast Asia. It also is another major milestone in expanding BJC's operations in the region," he said.

BJC two years ago acquired 75 per cent of Thai Corp International, a local trading company in Vietnam. BJC will use the company's logistics network to distribute its products in Vietnam.

BJC, via its local 50-per-cent-owned subsidiary Thai Beverage Can (TBC), has also joined with Ball Corporation, the world's largest producer of aluminium cans, to set up a $60-million plant called TBC-Ball Beverage Can Vietnam. The facility will start commercial operations in May with production capacity of 850 million cans per year.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30175301.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 7th, 2012, 04:50 PM   #67
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

พณ.เตรียมถกทูตพาณิชย์ปรับแผนส่งออกปีหน้า

07 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14:05 น.

พาณิชย์ เตรียมถกทูตพาณิชย์ 10 ก.พ.นี้ ปรับแผนส่งออกปี 55 โต 15% ยันส่งออกไตรมาสแรกโต 1-5%

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า การประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก วันที่ 10 ก.พ.นี้ โดยมีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ร่วมด้วยนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ในฐานะดูแลกำกับกรม จะเข้าร่วมหารือและมอบนโยบายให้กับทูตพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้การส่งออกไทยปี 2555 ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 15% มูลค่า 7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะต้องปรับแผนการทำงานให้เข้มข้นขึ้น เพราะมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการส่งออกไทยมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กรมยังคงมั่นใจว่าการส่งออกไตรมาส 1 จะขยายตัวเป็นบวกได้อยู่ หรือในระดับ 1-5% ต่างจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการส่งออกไตรมาส 1 จะขยายตัวติดลบค่อนข้างมาก เพราะเชื่อว่าโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากผลกระทบน้ำท่วมปลายปี จะฟื้นการผลิตได้เร็วขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อตลาดโลกยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะตลาดใหม่ๆที่เป็นเป้าหมายการส่งออกทั้งอาเซียน จีน แอฟริกา และรัสเซีย ที่จะผลักดันให้การส่งออกไปตลาดเหล่านี้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้กรมจะผ ลักดันการส่งออกไปตลาดอาเซียนให้มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่การส่งออกไทยไปอาเซียนมีสัดส่วน 21-22% จะพยายามให้เพิ่มเป็น 23-24% ทดแทนตลาดอียูและสหรัฐที่สัดส่วนการส่งออกจะลดน้อยลง โดยตั้งเป้าส่งออกไปตลาดอาเซียนเติบโต 20% ส่วนตลาดอียูและสหรัฐฯ จะพยายามรักษาตลาด แต่อาจจะไม่ขยายตัวมากนักตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น ดังนั้นจึงต้องเน้นสินค้าที่จะผลักดันเข้าไปเป็นพิเศษ เช่น อียู ที่ยังต้องผลักดันเรื่องสินค้าแฟชั่น เพราะยังมีความต้องการในสินค้าชนิดนี้อยู่

สำหรับโครงการ “ต้นกล้า ทู โกล พัฒนาศักยภาพเอสเอ็มอีไทยสู่สากล” จะเป็นหนึ่งในแผนที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเจาะตลาดอาเซียน และรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกกลุ่มสินค้า ซึ่งจะมีการจัดโครงการคัดเลือกผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรม โดยนำร่องที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์หัตถกรรม ร่วมส่งเสริมจะจัดกิจกรรมโรดโชว์งานแฟร์ยังตลาดเป้าหมายในอาเซียน เพื่อผลักดันยอดการส่งออกต่อไป

http://www.posttoday.com/ธุรกิจ-ตลาด...้า
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 7th, 2012, 07:57 PM   #68
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

PTTEP eyeing Burma, Cambodia

The Nation February 8, 2012 1:00 am

PTT Exploration and Production (PTTEP) sees opportunities for growth in Burma and Cambodia, said Anon Sirisaengtaksin, the firm's president and chief executive officer.

He said this yesterday at the International Petroleum Technology Conference (IPTC), hosted this year by Thailand. The seminar, which began yesterday, is a forum for businesses to exchange knowledge on the development of petroleum exploration and production technology. Given the decline in petroleum sources worldwide, new technology is needed to explore potential new sources.

Burma has high potential for petroleum production, Anon said. PTTEP has long invested in petroleum exploration and production in the country, and will soon be granted concessions to explore two more fields there.

PTTEP is investing US$2 billion (Bt62 billion) from 2011 to 2013 to build an oil rig and to produce petroleum in Burma's M9 field, and to install a 300-kilometre-long natural-gas pipeline to link the site with its existing pipelines in Kanchana-buri. Starting next year, this will enable it to deliver 240 million cubic feet per day of natural gas to Thailand and another 60 million cubic feet per day to Burma.

The company is also waiting for the government to complete negotiations with Cambodia on the countries' overlapping maritime claims. Anon said PTTEP would spend Bt600 billion to expand petroleum exploration and production business in Asean, Australia, Africa and North America.

Pailin Chuchottaworn, president and chief executive officer of PTT, said of PTT Group's overseas investments between 2012 and 2016, 50 per cent would be conducted by PTTEP, with priority given to upstream businesses.

PTT Group has investments in all Asean countries and East Timor.

Cambodian Deputy Prime Minister Sok An is attending the IPTC seminar and will visit PTT's gas-separation plant in Map Ta Phut, Rayong.

Pailin added that if the two countries could solve their overlapping maritime claims, it would bring tremendous benefits to both countries, and give Thailand access to a new petroleum source.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30175396.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 7th, 2012, 08:19 PM   #69
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

STC ploughs its way into Cambodia Joint venture to help reduce local risk

Published: 6/02/2012 at 12:00 AM

STC Group, Thailand's biggest rice exporter, has become the latest company to explore rice investment opportunities in Cambodia.


A number of factors ranging from lower global demand to higher local prices have conspired to threaten Thai rice exports this year, says Mr Wanlop. Photos by WALAILAK KEERATIPIPATPONG

Talks to form a venture with a Cambodian partner, which have started since last year, are likely to be finalised some time this year, an executive said.

"The venture will focus on rice processing, logistics and rice exports from Cambodia," said Wanlop Pichpongsa, deputy managing director of Capital Rice Co, STC Group's rice-exporting flagship.

STC is among several Thai investors seeking to enter the thriving rice industry of Cambodia, whose government has planned to export about one million tonnes over the next few years.

Among the prominent companies are Asia Golden Rice, a leading rice exporter which has announced to pour in 1.5 billion baht to process one million tonnes of rice a year in Cambodia's southern province of Kampot.

"Actually, Cambodia's rice industry has strong potential thanks to its naturally rich soil. The country has a number of millers and processing plants but they are not enough."

Most paddy is sold to be processed in Vietnam for exports and Mr Wanlop said the joint investment could help Cambodia earn more than exporting the rice in commodity form.


STC has added ready-to-eat varieties in retort pouches to cater to the local market.
The development is seen as a win-win business. While Cambodia still wants expertise in rice processing and marketing, some Thai exporters need to broaden their businesses to minimise risks locally. Thai rice exports are projected to drop sharply this year due to dwindling global demand and uncompetitive prices.

The Thai Rice Exporters Association also said the high paddy price offered under the current rice-pledging programme has eroded the competitiveness of Thai rice.

These factors would push down Thai rice exports this year to only 7 million tonnes, a 30% drop from 10.6 million tonnes shipped in 2011.

"In particular, less demand from Indonesia and Bangladesh is a factor that causes the decline," said Mr Wanlop, also the secretary-general of the association.

Indonesia imported more than 900,000 tonnes of rice from Thailand last year, a 230% jump year-on-year, while Bangladesh bought 736,782 tonnes, up 422% over the levels in 2011.

STC was a major beneficiary of the large orders from the two countries, catapulting it to the top spot in the exporters' rankings in 2011, with a total of 2.02 million tonnes shipped, or 19% of the 10.6 million tonnes the country exported last year.

But such a bonanza is unlikely to repeat his year as production in Indonesia and Bangladesh is rising, resulting in smaller imports, he noted.

The Food Agriculture Organisation forecasts the 2012 world rice output will rise 2.46% from last year to 461.44 million tonnes of paddy. Production from Indonesia and Bangladesh would increase by 5% and 2% to 37 million and 34 million tonnes of paddy respectively.

Consequently, world rice trade this year is expected at 32.8 million tonnes, down from 34.5 million tonnes in 2011.

Whether India would continue to export after completing sales of two million tonnes in the first quarter of this year is a condition that will affect the performance of Thai rice exports, he said.

India offered low selling prices at an average of US$433 a tonne for 5%-grade white rice, compared with $533 a tonne of Thai rice. India's 5%-grade parboiled rice was sold at $450 a tonne, about $100 lower than of the premium grade of Thai parboiled rice.

But there is a chance to see bullish trade in the first half this year, driven by possible large orders from Nigeria, Thailand's biggest rice buyer which bought 1.54 million tonnes of rice in 2011.

According to Mr Wanlop, the Nigerian government will likely increase the levy on rice imports in July, triggering a rush to import the commodity in the first half.

Besides expanding business to neighbouring country, STC has planned to complete the 500-million-baht improvement of its two rice-processing facilities in Ayutthaya and Samut Prakan provinces this year.

The project would enable the group to maintain a 18-19% share in the country's exports. Besides, it will focus more on retail sales by adding ready-to-eat rice products in retort pouches after its fragrant and organic rice products received a good market response, with about 40,000 tonnes in local sales.

http://www.bangkokpost.com/business/...-into-cambodia
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 7th, 2012, 08:20 PM   #70
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

Doubling of trade foreseen

Published: 6/02/2012 at 12:00 AM

NEW DELHI : Trade between India and Thailand could more than double over the next two years as the countries have set a deadline of June this year to sign their long-awaited free trade agreement.

"Our aim is to finalise the FTA by the middle of this year and this will lead to two-way trade to double to more than $14 billion by 2014," Prime Minister Yingluck Shinawatra told business and political leaders in New Delhi.

Both the countries have been pursuing an FTA for more than seven years _ an early-harvest programme now covers just 82 products _ and many deadlines have come and gone. However, Ms Yingluck's high-profile visit as this year's featured guest at Republic Day celebrations has underscored optimism in the business community that a trade deal may be signed in the near future.

India, according to Premier Yingluck, needs to use Thailand as a base for its expansion into the 10-member Asean grouping of nearly 600 increasingly affluent consumers. Thailand, meanwhile, needs to tap into the Indian market of more than a billion people.

She said the connectivity between the two countries and then onward to the other parts of the region would be further enhanced with the development of the Dawei project in Myanmar. Goods from the likes of Chennai or Visakhapatnam could be shipped quickly and conveniently to the Thai-developed port in Dawei, then onward to Thailand and other parts of the Asean, and beyond to China. For many companies, that could make a big difference in terms of reducing delivery times and costs as well as opening new market opportunities.

The response from the Indian side was enthusiastic. Commerce Minister Anand Sharma said India was now far more open to trade and investment with Thailand and it would look forward to furthering the cooperation.

He said greater trade and investment between the two countries would benefit their people as the current dynamics are of growth in Asia, and Southeast Asia's growth is a big driver in this process.

"South and Southeast Asia is the driving engine," he said, adding that the recent rise in engagement between India and the Asean members was a good indication of things to come.

Mr Sharma said rising engagement with Asean by India had lifted bilateral trade past US$50 billion, with expectations that it will cross $75 billion "well before the time we have set for ourselves".

"Asia will be defining the world order in the years and decades to come," said Mr Sharma said adding that three of the world's five largest economies would be from Asia by the end of the decade.

Greater integration between Asean and India would offer benefit to both the sides, the two leaders agreed.

"India today offers limitless opportunities as two-thirds of the people are young, and with the Indian government's aim of increasing its percentage of manufacturing to 25% of the GDP from 16%, there remain a lot of areas that can offer opportunities," Mr Sharma said.

One centrepiece of Indian policy is the development of special manufacturing zones along the highway from New Delhi to Mumbai, where Thai companies could undertake operations to set up plants or even industrial estates.

The 1,480-kilometre stretch is "an area where we would want your companies to look into", said Mr Sharma, who estimated the full cost of the development at more than $100 billion.

There are many areas where both countries could cooperate, said the minister. India, he said, was good in the IT software segment but was lacking skills in hardware, on which Thailand has built its fame as the global hub for products such as hard disk drives.

"We are good at information technology enabled services but are handicapped in hardware and therefore would invite your companies and institutions to be our partners," Mr Sharma added.

Apart from this, some Thai companies are already active in infrastructure developments such as building dams, roads and airports.

India, he said, was on a spending spree to upgrade infrastructure with $1.2 trillion slated to be invested over the next five years _ and this is the minimum amount the plans call for.

Building of agricultural infrastructure is another priority for a country that is still overwhelmingly rural. A lot of the produce of the country is wasted and this could be reduced by building cold storage and other facilities.

India allows 100% foreign direct investment in this field and as the country is the largest producer of many fruits and vegetables, it is an area that could be lucrative for Thai investors.

http://www.bangkokpost.com/business/...trade-foreseen
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 9th, 2012, 07:32 AM   #71
Ten
== Lord of Skeleton ==
 
Ten's Avatar
 
Join Date: Aug 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,969
Likes (Received): 127

China Lone BRIC Among Top Emerging Markets

By Michael Patterson - Feb 8, 2012 7:00 AM GMT+0700
Bloomberg Markets Magazine

inShare
47More Print Email
Enlarge image
A worker at the Wanfeng Auto Group, the largest aluminium wheels producer in Asia, in Xinchang County, east China's Zhejiang Province, Dec. 15, 2011. Photographer: Ju Huanzong/XINHUA/LANDOV
Attachment: Ranking of Emerging and Frontier Markets
Enlarge image
A dragon statue stands in a shopping area in Beijing, China. Photographer: Nelson Ching/Bloomberg
Enlarge image
As the world's second-largest economy, China commands the attention of investors even though the International Monetary Fund projects that it's growth will slow during the next five years. Photographer: Sim Chi Yin/Bloomberg
When Antoine van Agtmael was traveling around Asia in the late 1970s, he became convinced there were companies worth investing in throughout the developing region. In 1981, while working for the World Bank’s International Finance Corp., he presented an idea for a “third- world equity fund” to Salomon Brothers Inc.
“They told me we would never sell this fund,” van Agtmael says, Bloomberg Markets magazine reports in its March issue. “They wanted a more-uplifting name. That’s how we came up with the term emerging.”
Today, van Agtmael remains bullish on what everyone now calls emerging markets.
“As a group, they’re now as attractive as I have seen them, on both a historic and comparative basis, at any time in the last 25 years,” says van Agtmael, who oversees $7.4 billion in emerging-markets equities at Ashmore EMM LLC in Arlington, Virginia. He’s looking in particular at shares of companies in China and the Middle East.
That’s in line with the results of Bloomberg Markets’ first ranking of the most-promising emerging and frontier markets for investors. China topped the list, which is based on more than a dozen measures of the investing climate, from forecast gross domestic product growth to the ease of doing business. China was followed by Thailand, Peru and Chile. (IPSA)
Leading Frontier Markets
Vietnam ranked first among the frontier markets, which index providers consider too small or illiquid for most investors. The United Arab Emirates came in second, while Bulgaria and Romania tied for third place.
As the world’s second-largest economy, China commands the attention of investors even though the International Monetary Fund projects that its growth will slow during the next five years.
After decades of topping 10 percent annually, China will expand at an average pace of 9.4 percent from 2012 to 2016, the IMF forecast in September. That still outpaces any other country in the ranking. China’s low government debt -- 16 percent of GDP compared with 45.3 percent for No. 2 Thailand -- and cheap equity valuations helped secure its top spot among emerging markets.
The other three so-called BRIC countries -- Brazil (IBOV), Russia and India (SENSEX) -- didn’t fare as well. Russia ranked No. 8, while India and Brazil failed to make the top 10.
Indian Inflation
India, in 15th place, was hurt partly by surging consumer prices and stocks that are expensive compared with those in the MSCI Emerging Markets Index. As of year-end, the Indian stock market’s price-earnings ratio was 14.1 compared with 10.6 for the index.
In Brazil, which ranked 16th, the economy shrank in the third quarter for the first time in more than two years as falling commodities prices eroded export earnings and Europe’s debt crisis hurt business confidence.
“Each of them are starting this year off with their own challenges,” says Jim O’Neill, chairman of Goldman Sachs Group Inc.’s asset management unit in London, who coined the term BRIC a decade ago. “But I don’t see any of them being life threatening.”
Thailand (SET) scored well because it’s attracting investors with its agricultural wealth and industrious workforce. Peru, which has grown an average of 5.7 percent annually during the past decade, will benefit from a surge in consumer spending across South America, says Mark Mobius, who oversees about $45 billion as executive chairman of San Mateo, California-based Templeton Emerging Markets Group. He has been buying Peruvian shares.
Vietnam Grows
The leading country among frontier markets has been expanding faster than most emerging markets. Vietnam’s GDP has grown 7.2 percent annually on average since 2000. Still, the country’s benchmark VN Index (VNINDEX) tumbled 27 percent in 2011 as consumer prices surged as much as 23 percent, the fastest pace in Asia.
Stocks in the emirates of Dubai and Abu Dhabi trade at some of the cheapest levels worldwide. The Dubai Financial Market General Index (DFMGI) was valued at 6.7 times analysts’ profit estimates at year-end, while the ADX General Index traded for 7.5 times, compared with a global average of 10 times, according to data compiled by Bloomberg.
“Valuations are at historic lows,” says Fadi Al Said, senior investment manager at ING Investment Management in Dubai. “And the businesses are actually doing well.”
2012 Outlook
Emerging-markets equity strategists have bullish outlooks for 2012. Geoffrey Dennis, head of emerging-markets strategy at Citigroup Inc. in New York, predicts that the MSCI index will jump 32 percent by year-end, driven by looser monetary policy in China.
In mid-January, the MSCI benchmark for $6.7 trillion of equities in developing nations was 30 percent cheaper than its historical average after dropping 20 percent last year on concern that Europe’s debt crisis would curb global growth.
“It’s just a matter of time before investors come back,” van Agtmael says. “People will start to smell opportunity instead of risk.”
To contact the reporter on this story: Michael Patterson in London at mpatterson10@bloomberg.net.
To contact the editor responsible for this story: Laura Colby at lcolby@bloomberg.net; Laura Zelenko at lzelenko@bloomberg.net.


http://www.bloomberg.com/news/2012-0...g-markets.html
Ten no está en línea   Reply With Quote
Old February 9th, 2012, 02:01 PM   #72
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

"ปูนซิเมนต์ไทย"ขนเงินร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีบิ๊กบึ้มแห่งแรกในเวียดนาม มูลค่า4,500 ล้านเหรียญ


เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2554 นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือSCCแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า SCC ได้ลงนามในข้อตกลงการร่วมทุน (Joint Venture Agreement) กับผู้ร่วมทุนจากประเทศกาตาร์และประเทศเวียดนามในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศเวียดนามมูลค่า4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะตัดสินใจลงทุนในปี 2556


โดยการลงนามในข้อตกลงร่วมทุนดังกล่าวเป็นผลคืบหน้าจากการลงนามในกรอบความตกลง (Framework Agreement) ซึ่งSCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552และการลงนามในข้อตกลงการลงทุนเมื่อเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา



ภายหลังจากการลงนามในข้อตกลงร่วมทุน และสรุปข้อตกลงด้านการเงินของโครงการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4-5 ปีก็จะสามารถเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ได้



การร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในประเทศเวียดนามในโครงการนี้นับเป็นการบุกเบิกอุตสาหกรรมทีสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกของประเทศเวียดนาม ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในภูมิภาคอาเซียนของประเทศเวียดนาม



SCC ถือหุ้นในโครงการดังกล่าวร้อยละ 28 จากเดิมร้อยละ 53 ในขณะที่บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 18 (ปูนซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ร้อยละ 75.76 ) และพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญได้แก่ QPI Vietnam (บริษัทย่อยของบริษัท QatarPetroleum International) Vietnam Oil and Gas Group (PetroVietnam) และ Vietnam National Chemical Corporation (Vinachem)



นอกจากการลงนามในข้อตกลงการร่วมทุนดังกล่าวแล้ว Qatar International Petroleum Marketing Comp. Ltd. (TASWEEQ) Q.J.S.C. ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดของประเทศกาตาร์ ได้ลงนามในข้อตกลงในการจัดหาวัตถุดิบหลักได้แก่ โพรเพน (Propane) และ แนฟทา (Naphtha) ในระยะยาวให้แก่โครงการ ในขณะที่ PV GASซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PetroVietnam ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding)ในการจัดหาก๊าซอีเทน (Ethane) ให้แก่โครงการด้วยเช่นกันซึ่งการมีวัตถุดิบหลักอย่างเพียงพอในระยะยาวนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของโครงการนี้ นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรและการได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale)



โครงการผลิตปิโตรเคมีครบวงจรดังกล่าวประกอบด้วย โรงงานผลิตโอเลฟินส์ขนาดกำลังการผลิต 1.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นที่ออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบหลักได้หลากหลายประเภท(Ethane, Propane และ Naphtha) รวมไปถึงโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลาย ได้แก่ Vinyl Chloride Monomer (VCM), Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP)ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการของประชากรประมาณ 90ล้านคนนอกจากนี้ยังมีบริการพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็น เช่น คลังวัตถุดิบและสินค้า ท่าเรือ โรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ อย่างครบครันอีกด้วย


โครงการนี้จะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและทันสมัย มีมาตรฐานด้านสุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับสากล ผลิตภัณฑ์ของโครงการจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศเวียดนามและอาเซียน



โรงงานปิโตรเคมีแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ที่เกาะ Long Son ในจังหวัด Ba Ria - Vung Tau ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม โดยจะอยู่ติดกับโครงการโรงกลั่นน้ำมันในอนาคตของประเทศเวียดนามซึ่งจะทำให้มีประโยชน์ร่วมกันในการปฏิบัติงาน และอยู่ใกล้กับตลาดเวียดนามทางตอนใต้ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญ (เพียง 100 กิโลเมตรจาก โฮจิมินห์ซิตี้)นอกจากนี้คาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สำคัญของเวียดนามหลายประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค และท่อพีวีซี (PVC Pipe) วัสดุขึ้นโครงทำกรอบในการก่อสร้าง(Profile) ผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิค และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามเจริญเติบโต



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2555 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)เพิ่งเข้าซื้อธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ก่อสร้างทั้งหมดในประเทศอินโดนีเซียของกลุ่ม BoralIndonesia หรือ BI จากบริษัท Boral Limited ประเทศออสเตรเลีย โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,300 ล้านบาท (135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคาดว่าการซื้อขายจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2555 การเข้าซื้อธุรกิจใน BI นี้ เป็นการสนับสนุนกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจหลักของ SCC ไปสู่อาเซียน

http://www.prachachat.net/news_detai...id=00&catid=no
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 9th, 2012, 07:42 PM   #73
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

TCC to open beverage plants in Vietnam

THE NATION February 10, 2012 1:00 am

Charoen Sirivadhanabhakdi, chairman of TCC Holding, which has many diversified subsidiaries, plans to set up plants in Vietnam for the production of its major beverages, notably beer and non-alcoholic drinks.

Among TCC Holding's major units are Thai Beverage, the maker of Chang beer, Oishi Group, the leading producer of ready-to-drink green tea, and Berli Jucker, which already has extensive business interests in Vietnam.

Charoen is also chairman of Berli Jucker.

He said investment in beverage facilities in Vietnam would, however, not occur before 2015, when the Asean Economic Community (AEC) is fully implemented and by which time the company has established a firm distribution network and support manufacturing facilities, such as glass containers and aluminium cans, in the country.

"We need to develop strong business fundamentals in Vietnam, in the areas of human resources, logistics and distribution, and support facilities such as product containers and packaging, before setting up our beverage plants there," he said yesterday.

He said the establishment of bottling plants for its major alcohol and non-alcohol beverages in Vietnam was not a difficult task and could be implemented quickly when the timing comes.

Charoen added that TCC Holding was currently conducting a feasibility study and business planning for the investment in its first beverage facility in Vietnam.

Berli Jucker early this week officially opened its glass-container factory in Vietnam in partnership with US-based Owens-Illinois and the country's Saigon Beer Alcohol Beverage Company.

Located some 60 kilometres southeast of Ho Chi Minh City, the US$47-million (Bt1.44 billion) factory will initially produce about 75,000 tonnes annually of mainly returnable premium glass containers for Vietnam's beer, wine, spirits, soft drink, food and pharmaceutical |markets.

The new plant has the capacity to adapt to market trends, being extendable to four lines with a production capacity of 84,000 tonnes of glass annually.

"Thai beer is now achieving international standards in taste and quality. We have the same production know-how as other international breweries," said Charoen.

"We have recently launched our export beer, Chang Export, in the Thai market to reflect the brand's international standard and to complement our existing Chang Classic, which has been developed to suit the taste of Thai drinkers, who prefer stronger beer," he added.

Charoen said the establishment of beverage plants in Vietnam would allow the company to reduce costs, especially for transportation, and enable its logistics and distribution subsidiary Thai Corp International to work more efficiently.

Thai Corp International currently distributes Thai products in Vietnam, covering more than 50,000 wholesale and retail outlets.

The company achieved Bt1.8 billion in overall sales last year, up 24.1 per cent over 2010. Sales are expected to increase to Bt3 billion within the next three years, and to Bt10 billion within 10 years.

Meanwhile, Berli Jucker president Aswin Techajareonvikul said the Berli Jucker Group posted sales growth of 20 per cent last year.

"We will invest about Bt4 billion this year in maintaining and upgrading existing factories, including for tissue papers and glass containers. The budget, however, does not include mergers and acquisitions to be made during the year," he said.

The company is looking to acquire distribution and logistics companies in Thailand, Vietnam and Burma, he added.

"We have invested Bt4 billion in Vietnam over the past 10 years. Our businesses in Vietnam generate more than Bt4 billion in combined sales annually, which accounts for about 10 per cent of Berli Jucker Group's business," said Aswin.

Berli Jucker Group achieved Bt30 billion in sales last year, up from the Bt25 billion posted in 2010.

"About 90 per cent of our group's business is generated in Thailand. However, by 2015, when the Asean Economic Community is fully implemented, we expect the business contribution from Vietnam will rise to 15 per cent," said Aswin.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30175579.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 10th, 2012, 08:18 PM   #74
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

SCG's Vietnam chemical project on track

Published: 10/02/2012 at 12:00 AM

Siam Cement Group (SCG) plans to conclude financing for its US$4.5-billion petrochemical joint venture in Vietnam next year, with production scheduled to commence in 2017.

Thailand's top industrial conglomerate recently signed a joint venture deal with Vietnamese and Qatari partners to invest in Vietnam's first petrochemical complex.

The project has been delayed for a few years since the signing of a framework agreement in 2009, as the financial crisis made it difficult to finalise financing.

SCG has reduced its stake in the project from 53% to 28%, with subsidiary Thai Plastic and Chemicals (TPC) taking 18%.

Other partners are QPI Vietnam (a subsidiary of Qatar Petroleum International), PetroVietnam and Vinachem.

"The petrochemical complex will be the springboard to value-added and downstream industries for Vietnam, thus solidifying the country's competitiveness to capture growth in Asean," said Kan Trakulhoon, SCG's president and CEO.

The complex will have the capacity to produce 1.4 million tonnes of olefins from a flexible cracker utilising ethane, propane and naphtha as feedstock.

The cracker will be integrated with a wide range of downstream products, including polyethylene, polypropylene and vinyl chloride monomer.

Most of these products will be used domestically, with the rest exported to serve growing demand in Asean.

The complex is on Long Son Island in Ba Ria-Vung Tau province, near the primary southern Vietnamese market.

The complex will service a wide range of industries in Vietnam, including consumer goods packaging, PVC pipe, electrical appliances and cars.

SCG entered Vietnam in 1990 and today has six representative offices. Its businesses include chemicals, paper, ready-mixed concrete, building materials and distribution.

http://www.bangkokpost.com/business/...oject-on-track
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 10th, 2012, 08:32 PM   #75
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

Thai offices abroad told to go on the offensive

Published: 11/02/2012 at 12:00 AM

Thai trade officials stationed abroad are being urged to find more channels for Thai farm exports and be more aggressive in engaging local partners.

Commerce Minister Boonsong Teriyapirom said his ministry will review its full-year export growth target in the second half after gathering data in the first half.

For now, the ministry is sticking to its projection of 15% export growth this year.

Overseas officials from 56 offices met yesterday in Thailand. They were told to cooperate more closely and apply both defensive and offensive measures in promoting exports and seeking new markets.

Poom Sarapol, the deputy commerce minister in charge of the International Trade Promotion Department, said Thai trade offices should highlight the exports of small and medium-sized enterprises, which grow by 20% a year.

Officials were also told to update the private sector each month on new trade regulations in their respective countries.

Vilasinee Nonsrichai, minister-counsellor of the Office of Commercial Affairs in Indonesia, estimated that exports to Asean members will rise by 15.6% from last year, when Thailand saw US$54.3 billion in exports to those nations.

Jiranun Wongmongkol, director of commercial affairs in Cambodia, said trade with neighbouring countries hinges on good relations and political stability to foster confidence among traders.

Despite an unfavourable bilateral relationship, Thai exports to Cambodia totalled $2.9 billion last year, up by 24% from 2010. A 28% rise is seen for this year.

Somjin Plengkhum, director of the Thai Trade Center in New York, predicted export growth of 8-10% to the US in anticipation of an election-year stimulus.

http://www.bangkokpost.com/business/...-the-offensive
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 12th, 2012, 05:16 PM   #76
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

กรมส่งเสริมการส่งออก ผนึก 8 องค์กรปั้น Thaitrade.com เป็น Thailand B2B E-Marketplace ระดับโลก

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 19:15:12 น.


กรมส่งเสริมการส่งออก ลงนามร่วมกับ Alibaba.com เว็บไซต์ World class B2B E-Marketplace บริษัทไปรษณีย์ ไทย จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน), บริษัทพันธวณิช , สมาพันธ์อัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย, สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย, สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เพื่อร่วมมือกันพัฒนา และทำให้ Thaitrade.com ก้าวไปสู่การเป็น Thailand B2B E-Marketplace ระดับ World class

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการตลาดกลางซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านเว็บไซต์ Thaitrade.com มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนาไปสู่การเจรจาธุรกิจและซื้อ-ขายอย่างจริงจังแล้ว โดยที่ผ่านมากรมส่งเสริมการส่งออก ได้จัดวางโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนการเจรจาธุรกิจออนไลน์ไว้ครบถ้วน พร้อมทั้งแผนงานจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจทั้ง online และ off line อย่างต่อเนื่อง โดยมีความพร้อมที่จะรองรับการขยายฐานสมาชิกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งในปี 2555 นี้ ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ขายอีกไม่น้อยกว่า 4,000 ราย และจำนวนผู้ซื้ออีก 10,000 ราย

อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวอีกว่า หลังการลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตร ก็จะมีการหารือถึงกิจกรรมที่จะทำร่วมกัน เพื่อส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ ทำให้ Thaitrade.com เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จะแลกเปลี่ยน link บนหน้าเว็บไซต์หลักระหว่างกัน เพื่อให้ผู้เข้าเยี่ยมชมของแต่ละเว็บไซต์ สามารถเข้าถึงข้อมูลของพันธมิตรทั้งหมดได้พร้อมกันไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเปิดตัว Thaitrade.com และองค์กรพันธมิตรทั้ง 8 องค์กร ที่ผู้ซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ จะร่วมกันจัดกิจกรรม Business Matching ทั้ง online และ off line ทั้งที่เป็นสินค้าทั่วไปและเฉพาะกลุ่มสินค้า

การลงนามเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้เกิดการพบกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและขยายตลาดสินค้าไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลกอย่างทั่วถึง ด้วยจำนวนสมาชิกผู้ขายที่ผ่านการเลือกสรร และแนะนำจากสมาพันธ์และสมาคมต่างๆ และการกลั่นกรอง เชิญชวนผู้ซื้อต่างชาติของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ให้มาลงทะเบียนเป็นผู้ซื้อที่มีคุณภาพ ทำให้ Thaitrade.com เป็น B2B E-Marketplace ที่มีความน่าเชื่อถือ thaitrade.com จึงเป็นอีกช่องทางการค้าทางเลือกที่พร้อมจะช่วยผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลก

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 12th, 2012, 06:39 PM   #77
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

Bangchak set to open new ethanol plants in Laos and Cambodia before AEC

The Nation February 13, 2012 1:00 am

Bangchak Petroleum plans to open an ethanol manufacturing plant each in Laos and Cambodia to serve rising demand once the Asean Economic Community (AEC) goes into effect in 2015.

The company's president Anusorn Sangnimnuan said that although it was only focusing on the oil-trading business in these two countries, seamless operations via the AEC would create capital inflow and outflow in the region. As a result, the company foresees business opportunities in both countries that have greater available land and labour.

A team is currently conducting a feasibility study on investment opportunities there.

Anusorn explained that in order to achieve economy of scale, a plant had to produce at least 200,000 litres of ethanol per day, which requires an investment of Bt1 billion. Construction of the plants will take up to two years.

The company will also enter a joint venture with a local partner, though Bangchak will remain a major shareholder with management control. The plant in Laos will also provide raw materials for the company's ethanol plant in Ubon Ratchathani, called Ubon Bio Ethanol.

He pointed out that the regional free-trade pact should encourage people to use more gasohol, which will not just be good for the environment but will also boost income for the farmers.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30175720.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 12th, 2012, 06:41 PM   #78
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

Royal Foods plans 2nd plant in VN

The Nation February 13, 2012 1:00 am

Bt600-million facility expected to start production in November next year.

Royal Foods, a leading local manufacturer canned fruits, vegetables and seafood, will invest Bt600 million on a second plant in Vietnam.

Mongkol Banthrarungroj, vice chair-|man and managing director of Thai |Corp International, which is Royal Foods' partner in Vietnam, said the second plant |in Vinh City, Nghe An province, will also |have a 10,000-tonne cold-storage unit.

He added that construction will begin in August, and that the plant should start production by November next year. The new facility is expected to can up to 100 tonnes of sardines and mackerel per day.

Royal Foods set up its first fish-canning plant in Vietnam's Tien Giang province in 2007. The plant, which is 75 kilometres south of Ho Chi Minh City, produces more 200 tonnes of canned fish daily and employs 700 workers.

"While the first plant takes care of the southern region of Vietnam, the second facility will source sardines and mackerel from the central region and will cover the market in the north," Mongkol said.

He said that Royal Foods' canned fish products, especially the "Three Lady Cooks" brand, are being distributed in Vietnam by Thai Corp International via more than 50,000 wholesale and retail outlets via the country. Berli Jucker, Thailand's leading trading and manufacturing company, owns a 75-per-cent stake in the Thai Corp International.

Mongkol has been doing business in Vietnam nearly 19 years now, starting from a small shophouse with just 10 sales staff and a few principal products, including Red Bull energy drink and Three Lady Cooks canned sardines.

Thai Corp International now employs more than 300 sales staff and handles |about 10 principal brands, mainly from Thailand, including Red Bull, Three Lady Cooks, Zilk, Mama, Carnation, Ichiban and Dutch Mill.

Founded in 2001, Thai Corp International has enjoyed double-digit growth in sales every year, achieving Bt1.8 billion last year alone. Two years ago Berli Jucker bought a major stake in the company.

Mongkol expects Thai Corp Inter-|national's overall sales to be increased |significantly to Bt3 billion in the next |three years and up to Bt10 billion in the next 10 years.

http://www.nationmultimedia.com/busi...-30175722.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 13th, 2012, 08:54 AM   #79
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

ทางแก้ปัญหานักลงทุนไทยในอินเดีย

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 18:06 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้รับเชิญไปเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ ก่อนที่นายกฯของทั้งสองประเทศจะพบปะหารือกัน ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ถือโอกาสจัดให้นักธุรกิจไทยที่ลงทุนอยู่ในอินเดีย ได้เล่าเรื่องธุรกิจของตนให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่นักธุรกิจอยากให้รัฐบาลไทยช่วย

ผู้บริหารบริษัทและรัฐวิสาหกิจ อาทิ ซีพี อิตาเลียนไทย ไทยซัมมิท บ้านพฤกษา การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส ธนาคารกรุงไทย และอีพีจีกรุ๊ป ต่างใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ เพราะคงจะมีได้ไม่บ่อยครั้ง ที่บริษัทเหล่านี้จะได้สมาธิของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง ต่างประเทศ พาณิชย์ ไอซีที และอุตสาหกรรม พร้อมๆ กัน

ปัญหารวมโดยทั่วไป เป็นเรื่องของการขอใบอนุญาตทำงาน การขอวีซ่าเข้ามาทำงาน การหาซื้อที่ดิน การต้องขอใบอนุญาตหลายใบ จากหลายหน่วยงาน และการที่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพร้อยละ 12.5 จากลูกจ้างและ 12.5 จากนายจ้าง ที่กว่าจะได้เงินคืน ต้องรอไปจนถึงอายุ 58 ปี ซึ่งไม่มีบริษัทไหนอยากมีภาระนี้

ด้วยความฉับไวจากประสบการณ์ของการเป็นนักธุรกิจมาก่อน นายกรัฐมนตรีสามารถทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และให้ข้อคิดเห็นและมอบงานให้สถานทูตไทยเป็นเจ้าภาพหลัก

สถานทูตไทยรับลูกทันทีโดยได้จัดประชุมทีมประเทศไทยประจำกรุงนิวเดลี เพื่อหารือการบ้านของนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการตีประเด็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด ในอินเดียและกรุงเทพฯ

ในส่วนที่เกี่ยวกับ work permit และการออกวีซ่าเป็นเรื่องของกรุงเทพฯ เพราะรัฐบาลอินเดียได้มอบดุลพินิจเรื่องนี้ให้กับทูตของตนที่กรุงเทพฯไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะติดตามผลความตกลงของการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองเมื่อปลายปีที่แล้ว ที่จะมีการหารือกับสถานทูตอินเดียในไทยเป็นประจำ ทั้งนี้ทูตอินเดียคนใหม่ก็ได้ยืนยันกับทูตไทยประจำนิวเดลีแล้วว่า ตนพร้อมจะสนับสนุน โดยเฉพาะการเร่งออกวีซ่าทำงานให้เอกชนไทยรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

โจทย์นี้ฟังดูมีเหตุผลดี แต่ในทางปฏิบัติคงต้องดูความต้องการของภาคเอกชนแต่ละรายว่าจะลงตัวระหว่างกันเองมากน้อยเพียงใด คู่ขนานกับการเจรจากับภาครัฐของอินเดียที่อาจจะไม่สามารถตอบสนองได้ครบหมดทุกข้อ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสถานทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองเจนไน มุมไบ และกัลกัตตาโดยตรง

ส่วนเรื่องการสมทบเงินเข้ากองทุนสะสมเลี้ยงชีพเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน จะต้องรับไปพิจารณาจากพื้นฐานของพระราชบัญญัติที่ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบอยู่ และเจรจาทำความตกลงในส่วนที่สามารถทำได้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย คือ Ministry of Oversea Indian Affairs

สถานทูตไทย นอกจากมีการจัดทำเว็บไซต์ thaiindia.net ที่ทำหน้าที่กรองสถานการณ์ ติดตามรายงานข่าวสารทุกวันและเสนอโอกาสการทำธุรกิจลงทุนค้าขายของไทยในอินเดีย โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการค้าของกระทรวงพาณิชย์ และ ททท.ในเมืองเดลี มุมไบและเจนไนเป็นอย่างดีแล้ว สถานทูตยังมีแผนงานในปีนี้ที่จะจัดสัมมนาตามความต้องการของภาคเอกชนในประเทศไทย โดยมุ่งเชิญฝ่ายอินเดียที่สามารถตอบคำถามความต้องการของภาคเอกชนไทยมาร่วมบนเวทีกับนักธุรกิจไทยที่มีประสบการณ์ในอินเดียแล้ว

นอกจากนี้สถานทูตกำลังจ้างบริษัทที่ปรึกษาชาวอินเดียให้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของภาคเอกชนเป็นรายบริษัทคู่ขนานกับการทำงานผ่านช่องทางทางราชการที่สถานทูตทำอยู่แล้วกับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น แต่เพราะความสลับซับซ้อนของอินเดียจึงจำเป็นต้องอาศัยความสามารถและช่องทาง ของผู้เชี่ยวชาญอินเดียอีกทางหนึ่ง โดยจะมอบประเด็นปัญหาที่ชัดเจน 2 เรื่องที่บริษัทไทย 2 บริษัทกำลังประสบอยู่ในเวลานี้ให้บริษัทที่ปรึกษาไปแสดงฝีมือให้ดูก่อนที่คิดจะว่าจ้างกันระยะยาวต่อไป

ภาคเอกชนไทยเอง ก็มีการบ้านที่จำเป็นจะต้องทำเช่นกัน คือการรวมกลุ่ม รวมพลังเพื่อทำงานร่วมกับสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ ทีมประเทศไทยในอินเดียให้เป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งผู้บริหารบริษัทไทยก็ควรจัดสร้างกลไก CEO ร่วมกับเอกชนอินเดียเพื่อล็อบบี้รักษาผลประโยชน์ของตน ในอินเดียแบบที่เอกชนประเทศอื่นๆ ทำได้ผลมาแล้ว

เอกชนไทยพร้อมหรือยัง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,713 12-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

http://www.thanonline.com/index.php?...-01&Itemid=436
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 13th, 2012, 03:22 PM   #80
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,567
Likes (Received): 1553

ทุ่ม 108 ล้านเตรียมพร้อมรับเออีซี‏ เพิ่มศักยภาพครบทุกภาค

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 20:35:49 น.

นางเบญจวรรณ รัตนประยูร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ทุ่มงบ 108 ล้านบาท ให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นำไปพัฒนาและสนับสนุนให้เกิดการค้าการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยแบ่งการบริหารเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางกับตะวันออก และภาคใต้

ทั้งนี้ภาคเหนือเป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าข้าว การส่งเสริมการตลาดผ้า การขยายตลาดผลไม้สดและแปรรูป รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างภาคเหนือและเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นเออีซี โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตากเป็นแกนกลาง และเพชรบูรณ์เป็นเลขาฯ โดยมีกลุ่มจังหวัดภาคเหนืออีก 15 จังหวัด เป็นหน่วยสนับสนุน



ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำโครงการเกี่ยวกับการเสริมสร้างศักยภาพการตลาดข้าวหอมมะลิไทย และโครงการอีสานเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านสู่อาเซียน โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมาเป็นแกนกลาง นครพนม เป็นเลขาฯ มีกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 18 จังหวัดเป็นหน่วยสนับสนุน ขณะที่ภาคกลางและตะวันออกจะทำโครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์โอทอป เอสเอ็มอี ผลไม้ อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ประมง รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทุกภาคส่วนเพื่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมี สำนักงานพาณิชย์จังหวัด นครปฐมเป็นแกนกลาง สมุทรสาครเป็นเลขาฯ อีก 23 จังหวัดเป็นหน่วยสนับสนุน

สำหรับภาคใต้ มีโครงการเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด ผู้ประกอบการ และฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังประสบอุทกภัยภาคใต้ โครงการขยายตลาดผลไม้ และโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ในการสร้างความพร้อมและปรับตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นแกนกลาง ระนองเป็นเลขาฯ และมีอีก 12 จังหวัดเป็นหน่วยสนับสนุน

“กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มพูนรายได้ให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้นและระยะยาวได้ไม่ต่ำกว่า 1,000ล้านบาททั่วประเทศ และผลในระยะยาวผู้ประกอบการมีช่องทางการตลาดและเครือข่ายการค้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ และโร้ดโชว์ 5,600 ราย มีมูลค่าการค้ากว่า 500 ล้านบาท นอกจากนี้ มีมูลค่าการจัดทำคอนแทร็ก ฟาร์มมิงกับ สปป.ลาว อีก 360 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนจากการนำเข้าวัตถุดิบ ช่วยลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการไทยอีกทางหนึ่ง”

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 09:03 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu