daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old June 8th, 2011, 08:04 AM   #1
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

ANGTHONG+SING BURI+CHAINAT+U THAITHANI

[img]http://******************/i/47d/4city.jpg[/img]

ขออนุญาติตั้งใหม่ รวม 4 จังหวัดเล็ก ๆ เอาไว้รวมกันนะครับ
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง
nco1236 no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old June 8th, 2011, 12:16 PM   #2
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

เมืองอ่างทอง

[img]http://******************/i/f17/thailand_ang_thong.png[/img]

[img]http://******************/i/c3e/100pxseal_ang_thong.png[/img][img]http://******************/i/e59/100pxprovscoutangthong.png[/img]

อ่างทองในอดีตนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มานานหลายร้อยปี เพราะท้องที่ของอ่างทองเป็นที่ราบลุ่มลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ป่า หรือแร่ธาตุ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้อาศัยทำการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค และคมนาคมตลอดมา

เมืองอ่างทอง ได้ชื่อนี้มาจากไหน มีการสันนิษฐานเป็น 3 นัย

นัยแรกเชื่อว่า คำว่า “อ่างทอง” น่าจะมาจากลักษณะทางกายภาพของพั้นที่นี้ คือเป็นที่ราบลุ่มเป็นแอ่งคล้ายอ่าง ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งนาที่ออกรวงเหลืองอร่ามเหมือนทอง จึงเป็นที่มาของชื่อจังหวัดอ่างทอง และดวงตราของจังหวัด เป็นรูปรวงข้าวสีทองอยู่ในอ่างน้ำ ซึ่งมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ

นัยที่สองเชื่อว่า อ่างทองน่าจะมาจากชื่อของหมู่บ้านเดิมที่เรียกว่า “บางคำทอง” ตามคำสันนิษฐานของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยา เมื่อครั้งที่กราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ใน พ.ศ. 2459 ว่า ชื่อของเมืองอ่างทองก็จะมาจากชื่อ บางคำทอง ซึ่งแต่งตั้งครั้งกรุงเก่า ว่าด้วยตามเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครสวรรค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากกรุงเก่า “ลุถึงบางน้ำชื่อ คำทอง น้ำป่วนเป็นฟอง คว่างคว้าง” และบางกระแสก็ว่า อาจเพี้ยนมาจากชื่อของแม่น้ำลำคลองในย่านนั้น ที่เคยมีชื่อว่า “ปากน้ำประคำทอง” ซึ่งเป็นทางแยกแม่น้ำหลังศาลากลางจังหวัด และส่วนในเข้าไปเรียกว่า “แม่น้ำสายทอง” ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินใช้ไม่ได้แล้ว

นัยที่สามเชื่อว่า ชื่ออ่างทองน่าจะมาจากชื่อ บ้านอ่างทอง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์เรื่องสร้างเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า “เมืองอ่างทองดูเหมือนจะตั้งเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวร เดิมชื่อเมืองว่า วิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย ที่ลงมาจากนครสวรรค์ อยู่มาแม่น้ำน้อยตื้นเขิน ฤดูแล้งใช้เรือไม่สะดวก ย้ายเมืองออกมาตั้งริมแม่น้ำพระยาที่บ้านอ่างทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอ่างทอง”

ถึงแม้ว่าชื่อของจังหวัดอ่างทอง จะได้มาตามนัยใดก็ตาม ชื่ออ่างทองนี้เป็นชื่อที่เริ่มมาในสมัยกรุงธนบุรีหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ เมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในอดีต สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น อ่างทองเป็นที่รู้จักในนามของเมืองวิเศษชัยชาญ ดังนั้นการศึกษาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเมืองอ่างทองนั้น หมายถึงการศึกษาความเป็นมาของดินแดนแถบนี้ย้อนกลับไปกว่า 1 พันปี เป็นสมัยที่ชื่อเสียงของเมืองอ่างทองยังไม่ปรากฏ แต่มีหลักฐานแน่ชัดว่า มีดินแดนแถบนี้มานานแล้ว และอาจจะสรุปได้ว่าดินแดนนี้มีลักษณะเด่นชัดอย่างน้อย 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ทำให้มีมนุษย์ตั้งหลักฐานอยู่กันมานานนับพัน ๆ ปี และเป็นดินแดนที่มีความสำคัญในแง่การเป็นยุทธศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา

จังหวัดอ่างทองในสมัยทวารวดีได้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองแล้ว แต่เป็นเมืองไม่ใหญ่โตนัก หลักฐานที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ คูเมืองที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา ซึ่งนายบาเซอลีเย นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้สำรวจพบ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณสมัยทวาราวดี ปัจจุบันนี้บ้านคูเมืองอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหาไปทางทิศเหนือ 4 กิโลเมตร ในสมัยสุโขทัย ก็เข้าใจว่าผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเช่นกัน และดินแดนอ่างทองได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยด้วย โดยการสังเกตจากลักษณะของพระพุทธรูปสำคัญในท้องถิ่นที่อ่างทองมีลักษณะเป็นแบบสุโขทัยหลายองค์ เช่น พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง และพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก เป็นต้น

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะต้น ๆ สันนิษฐานว่าอ่างทองคงเป็นชานเมืองของกรุงศรีอยุธยา เพิ่งจะยกฐานะเป็นเมืองมีชื่อว่า “แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ” เมื่อประมาณ พ.ศ. 2127 โดยในพระราชพงศาวดารได้กล่าวถึงชื่อเมืองวิเศษชัยชาญเป็นครั้งแรกว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อครั้งยังทรงเป็นมหาอุปราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จยกกองทับไปรบกับพระยาพะสิมที่เมืองสุพรรณบุรี พระองค์ได้ทรงเสด็จโดยทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิตัดไม้ข่มนาม ที่ตำบลลุมพลี พระองค์ได้ทรงเสด็จไปประทับที่แขวงเมืองวิเศษชัยชาญอันเป็นที่ชุมพล จึงสันนิษฐานว่า เมืองวิเศษชัยชาญได้ตั้งเมืองในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ตัวเมืองวิเศษชัยชาญสมัยนั้นตั้งอยู่ทางลำแม่น้ำน้อย ฝั่งตะวันออก หมู่บ้านตรงนั้นปัจจุบันยังเรียกว่า “บ้านจวน” แสดงว่าเป็นที่ตั้งจวนเจ้าเมืองเดิม ต่อมา สภาพพื้นที่และกระแสน้ำในแควน้ำน้อยเปลี่ยนแปลงไป การคมนาคมไปมาระหว่างแม่น้ำน้อยกับแม่น้ำใหญ่ (คือแม่น้ำเจ้าพระยา) เดินทางติดต่อไม่สะดวก จึงย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ที่ตำบลบ้านแห ตรงวัดไชยสงคราม (วัดกระเจา) ฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามให้เป็นสิริมงคลแก่เมืองใหม่ว่า “เมืองอ่างทอง” ส่วนเมืองวิเศษชัยชาญยังคงเป็นเมืองอยู่ตลอดมาจนถึง พ.ศ. 2439 จึงลดลงเป็นอำเภอ เรียกว่า อำเภอไผ่จำศีล ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอวิเศษชัยชาญ จนถึงปัจจุบัน

กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2356 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาภูธร สมุหนายกไปเป็นแม่กองทำการเปิดทำนบกั้นน้ำที่หน้าเมืองอ่างทอง เพื่อให้น้ำไหลไปทางคลองบางแก้วแต่ไม่สำเร็จ จึงย้ายเมืองอ่างทองไปตั้งที่ปากคลองบางแก้ว ตำบลบางแก้ว ท้องที่อำเภอเมืองอ่างทองฝั่งซ้ายของแม่น้ำพระยาจนถึงปัจจุบันนี้

เมืองอ่างทองมีท้องที่ต่อเนื่องกับกรุงศรีอยุธยา เสมือนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง จึงมีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกันหลายตอน เฉพาะที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ ราว พ.ศ. 2122 ญาณพิเชียรมาซ่อมสุมคนในตำบลยี่ล้น ขุนศรีมงคลแขวง ส่งข่าวกบฎนั้นมาถวาย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้พระยาจักรียกกำลังไปปราบปราม ตั้งทัพในตำบลมหาดไทย ญาณพิเชียรและพรรคพวกก็เข้าสู้รบกับพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีเสียชีวิตในการสู้รบ พวกชาวบ้านก็เข้าเป็นพวกญาณพิเชียร ญาณพิเชียรติดเอาเมืองลพบุรี ก็ยกกำลังไปปล้นเมืองลพบุรี จึงเกิดรบกับพระยาสีหราชเดโช ญาณพิเชียรถูกยิงตาย พรรคพวกกบฏก็หนีกระจัดกระจายไป กบฏญาณพิเชียรนับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่ง ที่ชาวบ้านยี่ล้นและชาวบ้านมหาดไทย แขวงเมืองวิเศษชัยชาญเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

พ.ศ. 2128 พระเจ้าเชียงใหม่ยกกองทัพมาตั้งที่บ้านสระเกศ ท้องที่ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกกองทัพไปถึงตำบลป่าโมก ก็พบทหารพม่าซึ่งลงมาเที่ยวรังแกราษฎรทางเมืองวิเศษชัยชาญ จึงได้เข้าโจมตีทหารพม่าล่าถอยไป พระเจ้าเชียงใหม่จึงได้จัดกองทัพยกลงมา สมเด็จพระนเรศวรจึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกองทัพขึ้นตระเวนดูก่อน กองทัพระราชมนูไปปะทะกับกองทัพพม่าที่บ้านบางแก้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึงบ้านแห จึงมีดำรสให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ทำเป็นถอยทัพกลับมา แล้วพระองค์ก็โอบล้อมรุกไล่ตีทัพพม่าแตกทั้งทัพหน้าและทัพหลวง จนถึงที่ตั้งทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ กองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่จึงแตกพ่ายกลับไป

พ.ศ. 2130 พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ทหารไทยได้เอาปืนลงเรือสำเภาขึ้นไประดมยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี จนพระเจ้าหงสาวดีทนไม่ไหวต้องถอยทัพหลวงกลับขึ้นไปตั้งป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรเสด็จโดยขบวนทัพเรือตามตีกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีไปจนถึงป่าโมก จนพม่าแตกพ่ายถอยทัพกลับไป

พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกทัพจากรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่ทุ่งป่าโมก แล้วยกทัพหลวงไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ และทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่ตำบลตระพังตรุ หนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี จนมีชัยชนะยุทธหัตถีในครั้งนั้น

พ.ศ. 2147 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพไปตีกรุงอังวะ เสด็จเข้าพักพลที่ตำบลป่าโมก แล้วเสด็จไปทางชลมารค ขึ้นเหยียบชัยภูมิตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก ตัดไม้ข่มนามตามพระราชพิธีของพราหมณ์แล้วยกทัพไป แต่สวรรคตเสียที่เมืองหางหรือเมืองห้างหลวง สมเด็จพระเอกาทศรถนำพระบรมศพกลับกรุงพร้อมด้วยพระเกียรติและในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) พระองค์ได้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนไปในงานฉลองพระอาราม ได้ทรงชกมวยได้ชัยชนะถึง 2 ครั้ง สถานที่ทรงเสด็จไปก็คือ บ้านพระจันตชนบท แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เชื่อกันว่างานฉลองวัดที่เสร็จไปนั้นอาจเป็นวัดโพธิ์ถนนหรือวัดถนน ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในตำบลตลาดกรวด (อำเภอเมืองอ่างทอง) นั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าดินแดนของอ่างทองยังคงความสำคัญต่อเมืองหลวง คือ กรุงศรีอยุธยา เมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ของสามัญชนที่เลื่องลือเข้าไปถึงพระราชวังในเมืองหลวง แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงสนพระทัยที่จะทอดพระเนตรและทรงเข้าร่วมด้วยกันอย่างสามัญ

พ.ศ. 2269 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระองค์ได้เสด็จไปควบคุมชลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก เพราะปรากฏว่าแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดป่าโมก น้ำเซาะกัดตลิ่งจนทำให้พระวิหารพระพุทธไสยาสน์อาจพังลงได้ จึงทรงรับสั่งให้ทำการชลอพระพุทธไสยาสน์เข้าไปประดิษฐานห่างฝั่งออกไป 150 เมตร กินเวลาทั้งหมดกว่า 5 เดือน

เนื่องจากเมืองอ่างทองเคยเป็นยุทธภูมิระหว่างทหารไทยกับทหารพม่าหลายครั้ง จึงมีบรรพบุรุษของเมืองอ่างทองได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญในการรบกับพม่าหลายท่าน เช่น นายแท่น นายโชติ นายอิน และนายเมือง ทั้งสี่ท่านเป็นชาวบ้านสีบัวทอง (ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหาในปัจจุบัน) และมีนายดอก ชาวบ้านกรับ และนายทองแก้ว ชาวบ้านโพธิ์ทะเล ทั้งสองท่านเป็นชาวเมืองวิเศษชัยชาญ ได้ร่วมกับชาวบ้านของเมืองวิเศษชัยชาญสู้รบกับพม่าอยู่ที่ค่ายบางระจัน ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ และสนามรบส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่อำเภอแสวงหา วีรกรรมอันกล้าหาญชาญชัยของนักรบไทยค่ายบางระจันสมัยนั้น เป็นที่ภาคภูมิใจและประทับอยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคนตลอดมา ประชาชนชาวเมืองอ่างทองจึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นายดอ และนายทองแก้วไว้ที่บริเวณวัดวิเศษชัยชาญ อำเภอวิเศษชัยชาญ โดยที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520 ดังนั้นในวันที่ 25 มีนาคมของทุกปี ชาวเมืองอ่างทองจึงได้กระทำพิธีวางมาลาสักการะอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีในวีรกรรมความกล้าหาญของท่านเป็นประจำทุกปี

อีกครั้งของวีรกรรมของนับรบแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ คือ ขุนรองปลัดชูกับกองอาทมาต คือเมื่อปี พ.ศ. 2302 ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) ขึ้นครองราชสมบัติกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ในครั้งนั้น พระเจ้าอลองพญาครองราชสมบัติกรุงอังวะรัตนสิงห์ ปกครองพม่ารามัญทั้งปวง พระองค์ให้เกณฑ์ไพร่พล 8000 ให้มังฆ้องนรธาเป็นนายทัพยกมา ตีเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี พระเจ้าเอกทัศทรงเกณฑ์พล 5000 แบ่งเป็นสองทัพ โดยให้พระราชรองเมืองว่าที่ออกญายมราชคุมทัพใหญ่พล 3000 แลให้ออกญารัตนาธิเบศร์คุมทัพหนุนพล 2000 ในครั้งนั้นมีครูฝึกเพลงอาวุธอยู่ในเมืองวิเศษไชยชาญอยู่ผู้หนึ่ง ชื่อ ครูดาบชู ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศให้เป็นปลัดเมือง กรมการเมืองวิเศษไชยชาญ ชาวบ้านจึงเรียนว่าขุนรองปลัดชู นำกองอาทมาต 400 มาอาสาศึก แลได้ติดตามไปกับกองทัพออกญารัตนาธิเบศร์ เมื่อเดินทางข้ามพ้นเขาบรรทัดก็ได้ทราบว่า เมืองมะริดและตะนาวศรีเสียแก่ข้าศึกแล้ว จึงตั้งทัพรออยู่เฉย ๆ โดยทัพพระราชรองเมืองตั้งอยู่ที่แก่งตุ่มตอนปลายแม่น้ำตะนาวศรี ส่วนออกญารัตนาธิเบศร์ตั้งทัพอยู่ที่เมืองกุยบุรี แต่ให้กองอาทมาตมาขัดตาทัพรอที่อ่าวหว้าขาว

จากนั้นสามวันทัพพม่าเข้าตีทัพไทยที่แก่งตุ่มแตกพ่าย และยกมาเพื่อเข้าตีทัพหนุน กองอาทมาตของขุนรองปลัดชู ได้รับคำสั่งให้ตั้งรับพม่าที่ตำบลหว้าขาวริมทะเล ครั้นพอเพลาเช้า ทัพพม่า 8000 ก็ปะทะกับกองอาทมาต 400 นาย ทัพทั้งสองปะทะกันดุเดือดจนถึงเที่ยง มิแพ้ชนะ แต่ทัพไทยพลน้อยกว่าก็เริ่มอ่อนแรง ขุนรองปลัดชูรบจนสิ้นกำลังถูกทหารพม่ารุมจับตัวไป จากนั้นพม่าให้ช้างศึกเข้าเหยียบย่ำทัพไทยล้มตายเป็นอันมาก กองอาทมาต 400 คนตายแทบจะสิ้นทั้งทัพ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของกองอาสาวิเศษไชยชาญในครั้งนั้น จึงได้มีการสร้างวัดขึ้นเป็นที่ระลึกแก่นักรบกล้าทั้ง 400 คนโดยเรียกกันว่า "วัดสี่ร้อย"
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง

Last edited by nco1236; June 21st, 2011 at 08:30 PM.
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2011, 01:51 PM   #3
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

คนอุทัยธานี ขอรายงานตัวค้าฟฟฟฟฟ เล่นมานาน ไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะไม่มีของอุทัยฯอ่า ดีใจ มีรวมกะเค้าแล้ว
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2011, 02:37 PM   #4
uno_zab
Registered User
 
uno_zab's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: ิbangkok
Posts: 2,444
Likes (Received): 197

แวะทักทาย มารออัพเดทข่าวเพือนบ้านครับ ใจจริงอยากให้มีคอนหวันรวมอยู่ด้วยนะ เหมือนห้อง อินโดไชน่ามี ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ พิดโลก อุตรดิตถ์
__________________
NAKHONSAWAN GATEWAY TO NORTHERN PART
Central Plaza Nakhonsawan Coming soon
uno_zab no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2011, 05:09 PM   #5
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

ประวัติจังหวัดอุทัยธานี

ประวัติความเป็นมาโดยสังเขป
เมืองอุทัยธานี มีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรยืนยันไว้ว่าเป็นที่อยู่อา ศํยของมนุษย์ก่อน ประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 3000 ปี มาแล้ว โดยพบหลักฐานยืนยันในหลายพื้นที่ เช่น โครงกระดูก เครื่องมือหินกะเทาะจากหินกรวด ภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนหน้าผา (เขาปลาร้า) เป็นต้น

ตำนานเมืองอุไทยธานี (ชื่อในอดีต)
<ตำนานเก่าเล่าว่า ในสมัยสุโขทัยเจริญรุงเรืองนั้น “ท้าวมหาพรหม” ได้เข้ามาสร้างเมืองที่บ้านอุทัยเก่า คือ อำเภอหนองฉางในปัจจุบันนี้ แล้วพาคนไทยเข้ามาอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านคนมอญ และคนกะเหรี่ยง จึงเรียกว่า “เมืองอู่ไทย” เรียกชื่อตามกลุ่มหรือที่อยู่ของคนไทย ซึ่งพากันตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น มีพืชพันธุ์ และอาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่าแห่งอื่น ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินและเกิดกันดารน้ำ เมืองอู่ไทยจึงถูกทิ้งร้าง จนในที่สุด “พะตะเบิด” ได้เข้ามาปรับปรุงเมืองอู่ไทยโดยขุดที่เก็บกักน้ำไว้ใกล้เมือง และพะตะเบิดได้เป็นผู้ปกครองเมืองอู่ไทยเป็นคนแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เมืองอู่ไทย ต่อมาได้เรียกกันเป็น “เมืองอุไทย” คาดว่าเพี้ยนไปตามสำเนียงชาวพื้นเมืองเดิม ได้มีฐานะเป็นหัวเมืองด่านชั้นนอก มีพระพลสงครามเป็นนายด่านแม่กลอง และพระอินทรเดช เป็นนายด่านหนองหลวง (ปัจจุบันแม่กลอง คือ อำเภออุ้มผาง และหนองหลวง คือ ตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก) คอยดูแลพม่าที่จะยกทัพมาตามเส้นทางชายแดนด่านแม่ละเมา
ต่อมาในสมัยพระเอกาทศรถ (พ.ศ.2148 - 2163) ได้โปรดให้บัญญัติอำนาจการใช้ตราประจำตำแหน่ง มีบัญชาการตามหัวเมืองนั้น ได้ระบุในกฎหมายเก่าลักษณะพระธรรมนูญว่า “เมืองอุไทยธานี เป็นหัวเมืองขึ้นแก่มหาดไทย”
เมืองอุไทยธานี เป็นเมืองที่อยู่บนที่ดอนและลึกเข้าไป ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ และไม่สามารถติดต่อทางเรือได้ ดังนั้นชาวเมืองอุไทยธานี จึงต้องขนข้าวบรรทุกเกวียน มาลงที่แม่น้ำ จึงทำให้พ่อค้าพากันไปตั้งยุ้งฉางรับซื้อข้าวที่ริมแม่น้ำจนเป็นหมู่บ้าน ใหญ่ เรียกว่าหมู่บ้าน “สะแกกรัง” เนื่องจากเป็นพื้นที่มีป่าสะแกขึ้นเต็มริมน้ำ และมีต้นสะแกใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน






บ้านสะแกกรัง ชาวจีนเรียกเพี้ยนเป็น “ซิเกี๋ยกั้ง” เป็นตลาดซื้อข้าวที่มีพ่อค้าคนจีนนิยมไปตั้งบ้านเรือนและยุ้งฉาง ต่อมาในระยะหลังได้มีเจ้านายและขุนนางมาตั้งบ้านเรือนอยู่ เพราะความสะดวกในการกะเกณฑ์สิ่งของส่งเมืองหลวง ซึ่งเป็นจำพวก มูลค้างคาว ไม้ซุง กระวาน และช้างป่า อีกทั้งยังมีช่องทางในการค้าข้าวอีกด้วย
ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ.2251-2275) นั้น จมื่นมหาสนิท (ทองคำ) ซึ่งย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสะแกกรังนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาราชนกูล และต่อมาได้กำเนิดบุตรชายคนโตชื่อ “ทองดี” เกิดที่สะแกกรัง
สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ พระนามเดิม ทองดี เดิมทรงรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระเจ้าบรมโกศ) ได้ดำรงตำแหน่ง พระอักษรสุนทร เสมียนตรากรมมหาดไทย ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระเจ้าเอกทัศ) พม่ายกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เกิดการระส่ำระสายแตกสามัคคีในพระนคร จึงทรงอพยพครอบครัวไปรับราชการกับเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ต่อมาทรงพระประชวร สิ้นพระชนม์ในเมืองพิษณุโลก
บุตรชายชื่อ “ทองด้วง” ภายหลังได้รับราชการเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบจราจลในกรุงธนบุรี และสถาปนาเป็นกษัตริย์ราชวงศ์จักรีปกครองแผ่นดิน พระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” รัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญพระอัฐิส่วนหนึ่งประดิษฐาน ณ หอพระในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการถวายบังคม
ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา ในฐานะสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกแห่งราชวงศ์จักรี พระอัฐิอีกส่วนหนึ่ง กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อัญเชิญเข้าประดิษฐานในพระเจดีย์ทอง ในพระมณฑปวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ มีประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งเครื่องทองน้อย เพื่อสักการะบูชาทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนิน
พ.ศ. 2376 ข้าราชการชาวกรุงเทพฯผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาอุไทยธานี เจ้าเมืองอุไทยธานีในสมัยนั้น ได้เห็นว่าบ้านสะแกกรังเป็นตลาดใหญ่ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่กันอย่างหนาแน่น อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ชาวอุไทยธานีติดต่อค้าขายข้าว และไม้ซุง กับพ่อค้าที่นั่นมานานแล้ว จึงคิดตั้งบ้านเรือนเพื่อค้าขาย ประจวบกับเวลานั้น เจ้าเมืองไชยนาทเป็นเพื่อนกัน จึงขอตั้งบ้านเรือนที่ริมแม่น้ำสะแกกรัง เนื่องจากผู้คนมาติดต่อราชการและมาค้าขายกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าเมืองไม่กล้าขึ้นไปเมืองอุไทยธานีเก่า อ้างว่ากลัวไข้ป่า จึงเป็นเหตุให้พากันอพยพมาอยู่กันมากขึ้
พ.ศ. 2391 ได้มีการแบ่งเขตดินแดนเมืองอุไทยธานี และเมืองไชยนาทโดยตัดเขตบ้านสะแกกรังทางฝั่งคลองฟากใต้ ตั้งแต่ท้ายบ้านสะแกกรังไปจดเมืองอุไทยธานีเก่า โอนที่นั่นจากเมืองไชยนาท เป็นของเมืองอุไทยธานี ดังนั้นเมืองอุไทยธานี จึงตั้งอยู่ที่ปลายสุดเขตแดนเมืองมโนรมย์ ข้างใต้บ้านลงมาสักคุ้งน้ำหนึ่งก็เป็นแดนเมืองไชยนาท
พ.ศ.2441 เมืองอุไทยธานี ขึ้นกับมณฑลนครสวรรค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนเป็นขึ้นกับมณฑลอยุธยา สุดท้ายมีการประกาศเลิกมณฑลปี พ.ศ.2476 และจัดให้จังหวัดเป็นหน่วยปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญที่สุด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 8th, 2011, 05:16 PM   #6
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

[IMG]http://******************/show.php?id=f60aed7c8c67918394f40140372df6db[/IMG]
[IMG]http://******************/show.php?id=afc0c5b8ff3322714c1a470a98ce7d3d[/IMG]
[IMG]http://******************/show.php?id=c82d67e81b3f6d4ccef428a4ed8a0186[/IMG]
[IMG]http://******************/show.php?id=0c8609d212d19628d0ea3ea3475e693d[/IMG]
[IMG]http://******************/show.php?id=6bb6a202fe67c6d74744d01912f3c304[/IMG]
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 10th, 2011, 07:48 PM   #7
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

ที่จริง จะไม่รวม อุทัยอยู่แล้ว เพราะอุทัยมันอยู่โซนภาคเหนือตอนล่าง กลุมจังหวัดเดียวกัน ก็พวก สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท พวกนี้แหละ
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old June 10th, 2011, 07:54 PM   #8
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398


อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว
ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง
แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old June 11th, 2011, 07:20 PM   #9
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

อยากเห็นอุทัยธานีกับอ่างทอง มีโลตัส หรือบิ๊กซี ซะที จะมีโอกาสเหมือนจังหวัดอื่นๆบ้างไหมเนี้ย เศร้าT_T ใครมีข้อมูลมาแชร์กันบ้างน่ะครับ ผมอยู่อุทัยธานีครับ
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2011, 07:45 AM   #10
throf
Registered User
 
throf's Avatar
 
Join Date: Mar 2011
Posts: 182
Likes (Received): 0

เห็นใน วิกิพีเดีย ของบิ๊กซี ในภาคกลาง มีอัปเดตโครงการของอุทัยธานี และชัยนาทด้วย


ภาคกลาง

มหาชัย
นครปฐม
เพชรบุรี
ราชบุรี
บ้านโป่ง (ราชบุรี)
ลพบุรี
ลพบุรี 2
อยุธยา
ประจวบคีรีขันธ์ (กำลังก่อสร้าง)
นครนายก (โครงการ)
กาญจนบุรี (โครงการ)
ชัยนาท (โครงการ)
อุทัยธานี (โครงการ)



http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%...B8%A3%E0%B9%8C

ถ้าเป็นจริงก็ยินดีล่วงหน้าด้วยครับ
throf no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2011, 02:42 PM   #11
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

Quote:
Originally Posted by throf View Post
เห็นใน วิกิพีเดีย ของบิ๊กซี ในภาคกลาง มีอัปเดตโครงการของอุทัยธานี และชัยนาทด้วย


ภาคกลาง

มหาชัย
นครปฐม
เพชรบุรี
ราชบุรี
บ้านโป่ง (ราชบุรี)
ลพบุรี
ลพบุรี 2
อยุธยา
ประจวบคีรีขันธ์ (กำลังก่อสร้าง)
นครนายก (โครงการ)
กาญจนบุรี (โครงการ)
ชัยนาท (โครงการ)
อุทัยธานี (โครงการ)



http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%...B8%A3%E0%B9%8C

ถ้าเป็นจริงก็ยินดีล่วงหน้าด้วยครับ
ผมขอให้ลงได้สักที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านผมเอง อุทัยธานี หรือชัยนาท ก็ได้ แต่อย่าเป็นแบบที่ไม่มีเลยแบบนี้อะ
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2011, 06:04 PM   #12
oooo^o^o
Registered User
 
Join Date: Jan 2010
Posts: 644
Likes (Received): 47

Quote:
Originally Posted by NS_ZAX View Post
ปัดฝุ่นอุทัยธานีเมืองที่ถูกลืม สู่จังหวัดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์!

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 13 พฤษภาคม 2554 16:38 น.




การเคหะแห่งชาติ -เทศบาลเมือง -ภาคประชาชนในท้องถิ่น จับมือกันปัดฝุ่นอุทัยธานี จาก UNSEENจังหวัดที่ถูกลืม เปิดถนนคนเดินตรอกโรงยา เรียกนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และชู STORYปลุกเมืองจากวิถีการใช้ชีวิตชุมชนบก -ชุมชนแพ ไทยและจีน อนุรักษ์ความมีเสน่ห์ของเมืองเก่ามาเป็นจุดแข็ง พร้อมต่อต้านการขยายสาขาห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เตรียมเข้ามาปักธงในพื้นที่

จุดเริ่มของการฟื้นฟูเมืองอุทัยธานี ที่มี 3 หน่วยงานร่วมมือกันนั้น เริ่มต้นจากพัฒนาพื้นที่บริเวณตรอกโรงยาเป็นโครงการนำร่องฟื้นฟูเมือง โดยจัดกิจกรรมถนนคนเดินตรอกโรงยา เพื่อนุรักษ์ ฟื้นฟูชุมชนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ขณะเดียวกันได้นำร่องปรับปรุงฟื้นฟูร้านกาแฟโบราณ ซึ่งเป็นสภากาแฟของชุมชนให้มีสภาพที่ดีขึ้น และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในชุมชนตรอกโรงยาในการปรับปรุง และใช้งานบ้านเรือนเก่าแก่ให้สมประโยชน์มากขึ้น แทนการปล่อยทิ้งร้าง รวมถึงการอนุรักษ์ชุมชนชาวแพ ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่แม่น้ำสะแกกรังกว่า 191 หลังคาเรือนอีกด้วย

กิจกรรมถนนคนเดินตรอกโรงยา นอกจากมีเป้าหมายเพื่อจะอนุรักษ์แล้ว ในอีกมิติ ถือเป็นการสร้างระบบค้าขาย ที่พยายามทำให้เกิดเศรษฐกิจที่เข้มแข็งในจังหวัดอุทัยธานีอีกด้วย ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างเสน่ห์จากความมีเอกลักษณ์เมืองเก่าแก่ ดูดดึงรายได้การท่องเที่ยวคนต่างพื้นที่เข้ามาสู่ท้องถิ่น

แนวทางพัฒนาเมืองอุทัยธานี

นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองอุทัยธานี “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” กล่าวว่า การฟื้นฟูทั้งในส่วนที่พักอาศัยชุมชนที่อยู่บนแพในแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของที่จะเข้าไปซ่อมแซมบูรณะเรือนแพ เนื่องจากเรือนแพ เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นที่มีความสำคัญกับเมืองอุทัยธานี เพราะเป็นวิถีชีวิต และที่อยู่อาศัยการใช้ชีวิตจริง โดยเทศบาลอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยด้านต้นทุนของการปรับปุรงแพที่มีการประเมินงบการซ่อมแซมไว้ที่หลังละประมาณ 2 - 3 หมื่นบาท

ส่วนการพัฒนาชุมชนบนบกนั้น ที่ผ่านมาภาคประชาชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้งตัวตีในการบริหารการจัดการ โดยจัดกิจกรรมสร้างสีสันการค้าย่านถนนคนเดินตรอกโรงยา และการเคหะแห่งชาติเข้ามาปรับปรุงด้านภูมิทัศน์ให้มีเอกลักษณ์ความาสวยงามนั้น ปัจจุบันคนเริ่มเดินทางหลั่งไหลมาที่ถนนคนเดินตรอกโรงยาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในจุดของการพัฒนาเมืองอุทัยธานีให้คึกคัก ได้มีการศึกษาควบคู่กันไปถึงวิถีคนเมืองในยุคนี้ ไม่ควรรบกวนเสน่ห์ของเมืองเก่าแก่ ปัจจุบันมีการกระตุ้นคนท้องถิ่นให้เกิดความหวงแหน รับรู้และเข้าใจว่าเป็นจุดเด่นของเมือง ซึ่งเป็นต้นทุนที่น่าชื่นชม และนำไปสู่การรวมพลังกันสร้าง



อนุรักษ์นิยมต้านค้าปลีกยักษ์

จากจังหวัดที่ถูกลืม แต่หลังจากมีถนนคนเดิน แพร่สะพัดออกตามสื่อต่างๆก็ทำให้คนนึกถึงจังหวัดอุทัยธานีในแผนที่ประเทศไทย จากเป็นเมืองเล็กไม่มีบิ๊กซี โลตัส ห้างใหญ่ ล่าสุดที่ผ่านมานั้นเริ่มมีห้างใหญ่ทุนหนาวางแผนจะขยายสาขาเข้าไปในพื้นที่ แต่ถูกคนในพื้นที่ต่อต้าน เพราะส่วนใหญ่จะไม่นิยมสมัยใหม่ แต่อนุรักษ์ต้นทุนวิถีชีวิตเดิม

การเข้ามาของห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ สำหรับในจุดนี้ นายกเทศมนตรีหญิง เทศบาลเมืองอุทัยธานี กล่าวว่า จะทำให้วิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป และการไม่คืนภาษีสู่พื้นที่ท้องถิ่นนั้นยังทำให้กำลังซื้อไม่ตกมาที่ตลาดเมืองอุทัยธานี

ล่าสุดเมื่อต้นปีมีที่การติดต่อเข้ามาเพื่อกว้านซื้อที่ดินก่อสร้างสาขาใหม่ที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งนอกจากการต่อต้านของคนในเมืองอุทัยธาธานีที่มองเห็นความเสียเปรียบของท้องถิ่นแล้ว แผนต่อไปนั้นจะมีกำหนดพื้นที่วางผังเมืองไม่ให้มีห้างในพื้นที่กี่กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถหยุดการเข้ามาของค้าปลีกทุนนอกได้อีกด้วย

แผนถนนคนเดินตรอกโรงยา

หัวหอกในการบริหารการจัดการถนนคนเดินตรอกโรงยา 2 ผู้นำชุมชน “ปฎิภาณ วงศ์กาญจนา”ประธานคณะกรรมการและทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ กรรมการถนนคนเดินตรอกโรงยา กล่าวว่า ตั้งเป้าขยายถนนคนเดินเชื่อมระหว่างถนนท่าช้าง และถนนมหาราช ตลอดเส้นรวม 800 เมตร จากเดิม 400 เมตร โดยจะติดต่อสินค้าโอท๊อปมาวางขาย ซึ่งการรู้จักเป็นที่แพร่หลาย และนั่นหมายความว่า หากจะขยายแผงขายสินค้าเพิ่มขึ้นนั้น ทำให้จำนวนสินค้ากับนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนที่ใกล้กัน

สำหรับการวางแผนในจุดนี้ล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการประชาสัมพันธ์ให้จังหวัดอุดรธานี ยกระดับขึ้น กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางวางเป้าหมายจะไปเยือน มากกว่าเห็นว่าเป็นเมืองผ่านเช่นในปัจจุบัน

ส่วนจุดอ่อนของจำนวนโรงแรมและที่พักค้างคืน ที่มีไม่หลากหลายมากนัก ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมองว่า จังหวัดอุทัยธานี เป็นเพียงแค่เมืองผ่านเพื่อเดินทางไปทางภาคเหนือเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีนักลงทุนหน้าใหม่สนใจเข้ามาเปิดธุรกิจ โดยส่วนใหญ่เป็นที่พักในรูปแบบของ โรงแรมขนาดเล็กรีสอร์ต และโฮมสเตย์ ของทุนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รับงบจากหน่วยงาน พาณิชย์จังหวัด ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในด้านของป้ายริมถนน ซึ่งจะค่อยปรับปรุงเพื่อทำให้ภูมิทัศน์ของถนนคนเดินตรอกโรงยามีความสวยงาม และมีเอกลักษณ์

เคหะแห่งชาติกับการฟื้นฟูเมือง

ในบทบาทของเคหะแห่งชาติสำหรับการฟื้นฟูเมืองอุทัยธานี โดยีการใช้ปัจจัยภาพถ่ายดาวเทียมเข้ามาสนับสนุนในเชิงวิชาการให้ท้องถิ่น “จำเนียร ดุริยประณีต” ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ได้จัดทำแนวทางการพัฒนา และฟื้นฟูที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมเอกลักษณ์ของเมือง กรณีศึกษาจังหวัดอุทัยธานี โดยมอบหมายให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้ดำเนินการศึกษา

กระตุ้นชุมชนร่วม

นอกจากศึกษา และการวางแผนแล้ว ยังมีบทบาทกระตุ้นให้ชุมชนลุกขึ้นมาดำเนินการด้วยตัวเอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น

จุดเริ่มของการฟื้นฟูเมืองเก่าอุทัยธานี เนื่องจากมองเห็นว่ามีศักยภาพสูง จุดแข็งของเมืองเก่าอุทัย ที่มีลักษณะเด่นชัด คือรูปแบบวิถีชีวิตพอเพียง และเรียบง่าย มีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยของยุคสมัยที่ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น รวมถึงมีประวัติศาสตร์ในการตั้งถิ่นฐานที่มีความสำคัญ อย่าง การประกอบอาชีพ กิจกรรมด้านเศารษฐสังคม พิธีกรรม ค่านิยมต่างๆของประชาชนส่วนใหญ่ ยังอิงแอบกับวิถีดั่งเดิมของเมืองที่มีส่วนผสมของวัฒนธรรมไทย-จีน ที่สืบสานและยังคงหลงเหลืออยู่ในวิถีชีวิตชาวเมืองในปัจจุบัน

ข้อดีของเมืองปิด

เมืองอุทยัธานี มีข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ ซึ่งส่งผลพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจ เพราะเป็นเมืองปิดขนาดเล็ก ทำให้มีระบบชุมชนที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ผู้คนรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี เป็นลักษณะสังคมแบบเครือญาติ โดยชุมชนทั้งหมดในพื้นที่เขตเทศบาลเมือง มีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์ และซ้อนทับอย่างชัดเจน

องค์ประกอบหลักที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของชุมชนตั้งแต่อดีตคือ ลักษณะเด่นทางภูมิสัณฐานของพื้นที่ชุมชน ซึ่งขนาบด้วยแนวภูเขาสะแกกรัง และแม่น้ำสะแกกรัง ด้านทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออก มีศูนย์กลางชุมชนดั่งเดิมอยู่ริมแม่น้ำ ส่งผลให้เกิดรูปแบบการค้าขายแลกเปลี่ยนที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างชุมชนบนบก ทั้งฝั่งตลาดและฝั่งเกาะเทโพ กับชุมชนชาวแพที่อยู่ระหว่างกลาง

ลักษณะด้านสังคมและเศรษฐกิจ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาผ่านทางกายภาพโดยรวมของพื้นที่เมืองลักษณะอาคารมีขนาดพอดีกับกิจการค้า และบริการ รวมถึงที่อยู่อาศัยแบบผสมผสานที่เรียบง่าย องค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ แม้รูปแบบการใช้ชีวิตประเพณี ภูมิปัญญาต่างๆเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรม แต่ก็รับรู้สัมผัสได้ เป็นจุดขายที่มีเสน่ห์ทำให้ผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนประทับใจ

ชุมชนบก-แพ

ตัวอย่างได้แก่ชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง หมู่บ้านลอยน้ำแห่งสุดท้ายในประเทศไทยที่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั่งเดิมไว้ได้ สมัยโบราณชุมชนชาวแพมีวิถีที่เกี่ยวพันกับพื้นที่บนบก 2 ฝั่ง อย่างแนบแน่น โดยทำไร่ทำสวนบนพื้นที่ฝั่งเกาะเทโพ บ้างก็ใช้พื้นที่ริมตลิ่งเป็นแปลงเพาะปลูก เลี้ยงปลาในกระชังแล้วนำผลผลิตไปขายฝั่งตลาดเทศบาล

จากภาพรวมจะเห็นได้ว่า ระบบทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพื้นที่ย่านเมืองเก่าอุทัยธานี มีรูปแบบความสัมพันธ์ชัดเจน งดงาม และซับซ้อนด้วยมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่เกาะเทโพ ซึ่งยังคงความเป็นชนบทและแหล่งผลิตอาหารสำคัญของเมืองมาช้านาน ในอดีตชาวบ้านจะนำของที่หามาได้ข้ามฝั่งมาขายที่ตลาด เช่นเดียวกับชาวแพที่เลี้ยงปลาในกระชัง ส่วนพื้นที่ฝั่งเมืองเองก็เป็นเส้นทางคมนาคม การค้า ที่สำคัญเป็นจุดแลกเปลี่ยนหมุนเวียนของระบบทางสังคมและเศรษฐกิจที่เคลื่อนตัวเข้าออกเป็นกิจวัตร

วัตถุนิยม ภัยคุกคาม

รายงานผลการศึกษา ยังพบจุดอ่อน ภัยคุกคาม และอุปสรรคต่อการพัฒนา นั่นคือ กระแสการพัฒนาที่เน้นวัตถุนิยม และความนิยม “สมัยใหม่” มากกว่าคุณค่าของ “ความดั้งเดิม” เช่นการเกิดพื้นที่ศูนย์กลางเมืองย่อยบริเวณสถานีขนส่งจังหวัด ลักษณะการพัฒนามุ่งเน้นให้เป็นย่านการค้าทางเลือก ลักษณะเป็นตึกแถว และตึกแถวขนาดใหญ่ รวมทั้งการใช้พื้นที่ว่างจัดตลาดนัดแบบเน้นการขายมากกว่าจะสอดแทรกคุณค่าด้านอื่น หรือ กระทั่งการพัฒนาพื้นที่ตลาดบางส่วนของรัฐที่รื้อถอนอาคารเก่า และสร้างอาคารใหม่ที่มีรูปแบบแปลกแยกไปจากสถาปัตยกรรมดั่งเดิม

แนวทางการพัฒนาลักษณะนี้คงปฏิเสธได้ยาก แต่ต้องวางแนวทางที่จะควบคุมหรือจำกัดปริมาณ รวมทั้งรูปแบบการพัฒนาบางประการให้เหมาะสมต่อสภาพดั้งเดิมของเมืองเป็นหลัก

เช่นเดียวกับการฟื้นฟูตรอ กโรงยา จัดเป็นถนนคนเดิน ซึ่งจะอิงความเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองอุทัยในอดีต มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเรือนไม้ตลอด 2 แนวฝั่ง ระยะทางประมาณ 100 เมตร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเป็น “ย่าน (District)” ทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนของเมือง แต่สภาพทางกายภาพปัจจุบันเริ่มเสื่อมโทรมและถูกทิ้งร้าง

โดยวางบทบาทถนนคนเดินสายนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม มากกว่าพื้นที่การค้า หรือตลาดใหม่ โดยใช้พื้นที่ตรงกลางของถนนจัดผังให้มีกิจกรรมต่างๆโดยคนในชุมชนตรอกโรงยาเข้าร่วมออกร้าน และทำกิจกรรมต่างๆโดยคนในชุมชนตรอกโรงยาเข้าร่วมออกร้าน และทำกิจกรรม โดยผ่านคณะกรรมการชุมชนผสานกับประธานชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ เทศบาลเมืองอุทัยธานี การท่องเที่ยว และจังหวัดอุทัยธานี

ฟื้นฟูเมืองแบบครบวงจร

ขณะเดียวกัน ได้คัดเลือกอาคารตัวอย่างสำหรับการปรับปรุงเป็นการนำร่อง โดยเลือกร้านกาแฟโบราณเป็นจุดเริ่ม เพื่อให้ชุมชนตรอกโรงยาได้เห็นกระบวนความคิดในการปรับปรุง เพื่อการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เป็นการฟื้นฟูตรอกโรงยา ทั้งในส่วนโครงสร้างอาคาร และการจัดกิจกรรมถนนคนเดิน เพื่อกระตุ้นชุมชนให้ร่วมกันฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมให้กลับคืนมา

“ตามแผนการศึกษา นอกจากตรอกโรงยาแล้ว ยังมีการปรับปรุงอาคาร เซ็ก เกี๋ย กั้ง ร้านขายยาฮก แซ ตึ๊ง โรงภาพยนตร์นิวเฉลิมอุทัย และเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อให้สอดรับในเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกันอย่างครบวงจร ซึ่งการฟื้นฟูตรอกโรงยามีความหมายเป็นนัยถึงการฟื้นฟูเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้คติดั้งเดิมคือ ความเรียบง่ายพอเพียงที่จะยั่งยืนถึงอนาคตข้างหน้า” ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า



ทาบทามซื้อโรงยา ปั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่

แม้ว่า โรงยา หรือ ร้านยา ฮก แซ ตึ๊ง สถานที่ที่มีการอนุรักษ์ไว้ เป็นอาคารไม้สักเก่าแก่ทั้งหลัง 2 ชั้น บนถนนศรีอุทัย จะเลิกดำเนินการหลายสิบปีแล้ว แต่ยังได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อครั้งอดีต โดยผู้ถือครองสิทธิ์ในปัจจุบันคือป้าเสงี่ยม ปาลวัฒน์วิไชย

ปัจจุบันมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการ โดยเสียครั้งละ 300 บาทต่อกรุ๊ป และเนื่องจาก อาคาร ฮก แซ ตึ๊ง เป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่ที่การเคหะแห่งชาติ และชุมชนเมืองอุทัยธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าจะพัฒนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองอุทัยธานี ให้เป็นสถานที่มีเอกลักษณ์และมีความโดดเด่นของจังหวัด

ล่าสุดนี้ มีการทาบทามติดต่อกับเจ้าของ เพื่อเจรจาขอซื้อมาเป็นขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดย เทศบาลเมืองอุทัยธานี กับภาคประชาชน เสนอราคาซื้อไป 3 ล้านบาท ปรากฏว่าไม่ได้รับการตกลงในราคาดังกล่าว โดยมีการเสนอขายให้ในราคา 15 ล้านบาท
...
oooo^o^o no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2011, 06:28 PM   #13
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

ทุกวันนี้ที่ว่าคนอุทัยฯส่วนใหญ่ไม่นิยม สิ่งทันสมัยนั้น อันนี้ผมว่าเป็นข้อมูลบิดเบือนนะครับ ถ้าถ้าถามถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายนั้น อันนี้อยากให้เป็นแบบนี้ต่อไปครับ แต่ในส่วนของการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้น บางครั้งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ต้องการความสะดวกสบาย อย่างในเรื่องของการมีห้างนั้น ถ้าจังหวัดเรา มีห้างเหมือนแฟรี่แลนด์ นครสวรรค์ , ไชยแสง สิงห์บุรี, ท็อปแลนด์ พิษณุโลก ซึ่งสามารถทำให้เป็นจุดศูนย์รวม สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการซื้อสินค้า,พบปะเพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง ,การทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ ,แหล่งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน

แต่ในจุดนี้ อุทัยธานีเรา ไม่มีเลย บางครั้งในการเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ร้านค้าในเมืองก็ไม่มีขาย ,สินค้าขายแพง เพราะเกิดการผูกขาด (ไม่เกิดการแข่งขันและปรับปรุงพัฒนาธุรกิจของตนเองให้ดีขึ้น)

ในขณะที่ทางหน่วยงานที่กล่าวมา ต้องการรื้อฟื้นความเป็นเมืองเก่าของเมืองอุทัยฯเราคืนมา

แต่ทำไมครับ ที่ผ่านมา ลานสะแกกรัง ที่เป็นจุดศูนย์รวมของประชาชนในพื้นที่ มาเลือกซื้อสินค้า,ทานอาหาร ,พบปะพูดคุย บริเวณตลาดริมน้ำลานสะแกกรัง ต้องถูกทุบทิ้งจากหน่วยงานในพื้นที่ และได้สร้างอาคารตลาดหลังใหม่ขึ้นมาตั้งแต่ปี2007 จนปัจจุบัน4 ปีแล้ว ตัวอาคารสร้างเสร็จถูกทิ้งร้างเป็นที่อยู่อาศัยของ หนู แมลงสาบ ห้องแถวยื่นไปในน้ำเก่า ที่ทุกวันนี้ยัง นึกถึงเสน่ห์ของตลาดริมน้ำที่อุทัยธานีอยู่เลย แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว ถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างลานสะแกกรังใหม่ ไว้นั่งเล่นได้อย่างเดียว ตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำสินค้ามาขายก็พลอยถูกย้ายที่ทางไปด้วย

อย่างตรอกโรงยา ผมอยากให้ทุกคนมาเที่ยว มาเห็น ว่าสิ่งที่เขาโปรโมตไปนั้น มันเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับการเดินทางของท่านหรือไม่ ทุกวันนี้ร้านค้าหายไปหลายร้านแล้ว ผู้คนก็มาน้อยลง กิจกรรมในตรอกโรงยาก็ค่อนข้างมีน้อย

ทุกอย่างเหมือนวาดฝันใ้ห้ดูดี??????

ทุกวันนี้ประชาชนในจังหวัดอุทัยธานี เหมือนถูกปิดหู ปิดตา ไม่ให้มีสิทธิ์และเสียง ไม่ให้รับสิ่งใหม่ๆและพัฒนาเพื่อให้ทันโลกหมุนในปัจจุบัน

พอกันทีเหอะครับ กับคำพูดที่เหมือนจะดูดี ช่วยพัฒนาอุทัยธานี ทั้งในด้านของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เพื่อประชาชนบ้างเถอะครับ....
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old June 15th, 2011, 10:57 AM   #14
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

วัด้ำเขาวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

[img]http://******************/i/223/imagescad9c3b9.jpg[/img]

[img]http://******************/i/068/imagescatg9tne.jpg[/img]

[img]http://******************/i/06c/imagescaw0hauw.jpg[/img]
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2011, 08:50 AM   #15
throf
Registered User
 
throf's Avatar
 
Join Date: Mar 2011
Posts: 182
Likes (Received): 0

วัดม่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง









credit:k.แทน http://www.nakhonphanomphotoclub.com
throf no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2011, 01:29 PM   #16
uno_zab
Registered User
 
uno_zab's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: ิbangkok
Posts: 2,444
Likes (Received): 197

^ เคยไปมาครั้งหนึ่งครับ สุดยอดมากๆพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก ชอบตรงที่มีลานเกี่ยวกับรูปปั้นต่างๆ พวกเปรต ตกกะทะทองแดง ปีนต้นงิ้ว ดูแล้วน่ากลัวดีครับ
__________________
NAKHONSAWAN GATEWAY TO NORTHERN PART
Central Plaza Nakhonsawan Coming soon
uno_zab no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2011, 08:33 PM   #17
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

อยากเห็นภาพเมืองอ่างทองบ้าง
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old June 27th, 2011, 09:25 PM   #18
nco1236
Registered User
 
nco1236's Avatar
 
Join Date: Nov 2010
Location: Sing Buri-Surat Thani
Posts: 1,950
Likes (Received): 398

โรงแรมไชยแสงพาเลส อ.เมือง สิงห์บุรี

[img]http://******************/i/a33/225539_206093116090751_201641363202593_625225_3734500_n.jpg[/img]

[img]http://******************/i/327/227494_206093172757412_201641363202593_625228_4435347_n.jpg[/img]

[img]http://******************/i/7bb/231114_206093196090743_201641363202593_625229_6958997_n.jpg[/img]

[img]http://******************/i/6e3/216982_201798453186884_201641363202593_592486_933811_n.jpg[/img]
__________________
อย่าสกัดกั้นและวิพากษ์วิจารย์อย่างไม่สร้างสรรค์
ในสิ่งที่ตนไม่อยากทำและไม่รู้จริง

Last edited by nco1236; June 27th, 2011 at 09:56 PM.
nco1236 no está en línea   Reply With Quote
Old August 4th, 2011, 05:48 PM   #19
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

[IMG] Uploaded with ImageShack.us[/IMG]

ห้างไชยแสง สิงห์บุรี ห้างโปรดผมเลย อิอิ

[IMG] Uploaded with ImageShack.us[/IMG]

Last edited by Kon_Uthai; August 4th, 2011 at 06:00 PM.
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote
Old August 4th, 2011, 06:03 PM   #20
Kon_Uthai
Registered User
 
Join Date: Jun 2011
Posts: 624
Likes (Received): 236

[IMG] Uploaded with ImageShack.us[/IMG]

[IMG] Uploaded with ImageShack.us[/IMG]
Kon_Uthai no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 05:38 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu