daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Reply

 
Thread Tools
Old April 29th, 2008, 03:34 AM   #201
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

"พีน่ากรุ๊ป"ลุยเปิดเอาท์เลตมอลล์อีก2แห่งภูเก็ต-อุดรฯ
กรุงเทพธุรกิจ: 29 เมษายน พ.ศ. 2551 07:30:00



"พีน่า กรุ๊ป" รุกหนัก "เอาท์เลต วิลเลจ" หลังยอดโตทะลุเป้า ปี 2550 โชว์ยอดขาย 1.4 พันล้านบาทสูงกว่าช็อปหลัก เทงบอีกกว่าพันล้าน ผุดสาขาใหม่ "ภูเก็ตและ อุดรธานี" ชูโมเดลใหม่พ่วงโรงแรมในเครือเน้นเจาะนักท่องเที่ยว

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธาน พีน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ในกลุ่มพีน่า และ เอาท์เลต มอลล์ ผู้พัฒนาโครงการ "เอาท์เลต วิลเลจ" ศูนย์จำหน่ายสินค้าแฟชั่นคอนเซปต์เอาท์เลต เผยว่า ล่าสุดทางกลุ่มได้ขยายการลงทุน เอาท์เลต วิลเลจ ใหม่อีก 2 แห่ง คือ ที่ภูเก็ต และอุดรธานี

ที่ ภูเก็ต จะเป็นการพัฒนาที่ดิน 52 ไร่ ริมถนนเลี่ยงเมืองภูเก็ต ขึ้นเป็นแหล่งค้าปลีกสินค้าแฟชั่นแห่งใหม่ ในชื่อ "เอาท์เลต วิลเลจ ภูเก็ต" มูลค่าการพัฒนาโดยรวม 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย พื้นที่ค้าปลีกส่วนเอาท์เลต สินค้าแฟชั่น พื้นที่ 1.8 หมื่นตารางเมตร ออกแบบสไตล์ยุโรป และพื้นที่ค้าปลีกสำหรับเป็นส่วนบริการเสริม ที่เรียกว่า "แกลลอรี แอนด์ ลิฟวิ่ง" จำหน่ายสินค้าของใช้และของตกแต่งบ้านอีก 4,000 ตารางเมตร ปัจจุบันเริ่มการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะพร้อมเปิดบริการได้ปลายปี 2551

โครงการนี้แบ่งพื้นที่การพัฒนาเป็น 2 เฟส โดยเฟสสอง จะเป็นส่วนของโรงแรม ระดับ 3 ดาว จำนวน 200 ห้อง ลงทุนและบริหารโดย บริษัท ไอยรา บีช โฮเทล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือพีน่า กรุ๊ป ที่ปัจจุบันเปิดบริการโรงแรม "ไอยรา บีช โฮเทล แอนด์ พลาซ่า" ที่เกาะสมุยอยู่ 76 ห้องพัก

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนอีกโครงการหนึ่ง ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ดิน 12 ไร่ (ติดกับอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์) นายสุพจน์ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้ซื้อต่อมาจากอินเด็กซ์ ซึ่งตามคอนเซปต์จะพัฒนาเป็น "เอาท์เลต วิลเลจ" แห่งที่ 6 ขึ้น บนพื้นที่ขนาดกลาง 1 หมื่นตารางเมตร พร้อมโรงแรมไอยราฯ อีก 120 ห้องพัก คาดว่าจะเปิดบริการในปี 2552

"ธุรกิจเอาท์เลต เติบโตสูงมาก ปีที่ผ่านมา ยอดขายรวมของเอาท์เลต วิลเลจ ของเราทั้ง 3 สาขา คือ พัทยา ชะอำ เขาใหญ่ มียอดขายรวม 1,400 ล้านบาท สูงกว่าช็อปปกติของพีน่า กรุ๊ป ที่มียอดขายรวมที่ 1,200 ล้านบาท โดยเป็นปีแรกที่ยอดขายผ่านเอาท์เลตสูงกว่าช็อปปกติ เป็นเพราะการตอบรับที่ดีของตลาด โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยว และเป็นช่องทางธุรกิจที่สอดคล้องกับตลาดแฟชั่น ซึ่งปัจจุบันรอบแฟชั่นสั้นลง จากการแข่งขันของตลาด และสินค้าจีนเข้ามาแข่งจำนวนมาก ทำให้รอบแฟชั่นลดเหลือ 3 เดือน จากเดิม 6 เดือน" นายสุพจน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี การเพิ่มสาขาดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ยอดขายเอาท์เลตของพีน่า กรุ๊ป ปีนี้เพิ่มเป็น 1,700 ล้านบาท และคาดว่าจะแตะ 2,000 ล้านบาท ในปี 2552

ปัจจุบัน เอาท์เลต มอลล์ มีสาขาเปิดบริการแล้วทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ 1.พัทยา พื้นที่รวม 2 หมื่นตารางเมตร (เดิม 1.6 หมื่นตารางเมตร เปิดเฟส 2 เพิ่มอีก 4,000 ตารางเมตร เมื่อเดือนพ.ย. 2550) 2.เอาท์เลต วิลเลจ ชะอำ, 3.เอาท์เลต วิลเลจ เขาใหญ่ พื้นที่ 1.6 หมื่นตารางเมตร, และ 4.เอาท์เลต วิลเลจ กระบี่ 5,000 ตารางเมตร ก่อนจะลงทุนเพิ่ม 2 แห่งที่ภูเก็ตและอุดรธานี ดังกล่าว และแผนงานต่อจากนี้ไปยังเตรียมเปิดอีก 3 แห่ง ที่ สุราษฎร์ธานี เชียงราย และ เชียงใหม่ เพื่อรองรับตลาดหลักกลุ่มนักท่องเที่ยว
Gaia no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old April 29th, 2008, 05:43 AM   #202
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

พีน่าดันเอาท์เล็ทมอลล์เรือธง ผุดรร.ควบชี้อีก2ปีทะลุ2พันล.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2551 09:26 น.


หัวเรือใหญ่พีน่าเฮาส์ลั่น นโยบายเชิงรุก “เอาท์เล็ทมอลล์” ดันขึ้นเป็นรายได้หลักของกลุ่มพีน่า ชี้อีก 2 ปีรายได้ทะลุ 2,000 ล้านบาท ทุ่มอีก 1,300 ล้านบาท ผุดอีก 2 แห่งที่ ภูเก็ตและอุดรธานี

นายสุพจน์ ตันติจิรสกุล ประธาน บริษัท เอาท์เล็ท มอลล์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท พีน่า เฮาส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯวางนโยบายและทิศทางการลงทุนในด้านของการพัฒนาที่ดินค้าปลีกหรือเอาท์เล็ทมอลล์ของกลุ่มไว้โดยจะเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลักของกลุ่ม จากเดิมที่เป็นกลุ่มเสื้อผ้า ซึ่งจะกลายมาเป็นธุรกิจสร้างรายได้สัดส่วนอันดับที่สองแทน และธุรกิจโรงแรมเป็นรายได้อันดับที่สาม

ทั้งนี้แผนงานในช่วง 2 ปีจากนี้จะมุ่งเน้นการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ และจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป้าหมายต่อไปมองไปที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี เชียงราย เชียงใหม่ เป็นต้น คาดว่าจะสามารถลงทุนได้เฉลี่ยปีละ 2 โครงการขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่คงพัฒนาปีละ 1 แห่งเท่านั้น ซึ่งเงินทุนในการพัฒนามาจากบริษัทฯเองและแหล่งเงินกู้

อย่างไรก็ตามไม่มีนโยบายลงทุนเอาท์เล็ทมอลล์ในกรุงเทพฯ เนื่องจากการแข่งขันสูงและราคาที่ดินแพงไม่เหมาะสมที่จะเปิดรูปแบบดังกล่าวนี้ รวมทั้งคู่ค้าที่เป็นแบรนด์ต่างๆอาจจะได้รับผลกระทบหากเปิดในพื้นที่กรุงเทพฯเพราะจะใกล้กับสาขาที่เปิดอยู่ตามศูนย์การค้า

สำหรับโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นมี 2 โครงการคือ 1.เอาท์เล็ทวิลเลจ ภูเก็ต พื้นที่ 52 ไร่ เช่าระยะยาว 30 ปี ลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างก่อสร้างคาดว่าจะเปิดบริการได้ในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยแบ่งเป็นเฟสที่ 1 โซนแกลลอรี่แอนด์ลีฟวิ่ง ประมาณ 4,000 ตารางเมตร, โซนอินเตอร์ฟู้ด 2,000 ตร.ม. และพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ระหว่างการเจรจาอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ตร.ม. และพื้นที่รีเทลอีก 18,000 ตร.ม. ทั้งนี้พื้นที่รีเทลคาดมีพันธมิตรมาเปิดประมาณ 300 แบรนด์ ซึ่งบริษัทฯใช้วิธีคิดเป็นค่าเช่าพื้นที่ระยะสั้น 3 ปีต่อสัญญา ไม่มีการเซ้ง คาดภายใน 5 ปีสาขานี้จะคืนทุนได้

ส่วนเฟสที่สองจะมีโรงแรม ไอยรา ซึ่งจะใช้บริษัทในเครือคือ เป็นผู้ลงทุนคือ ไอยรา บีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต จำกัด ส่วนการบริหารอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้เชนต่างประเทศหรือบริหารเอง เป็นโรงแรมจำนวน 200 ห้อง

อีกโครงการคือ เอาท์เล็ท วิลเลจ อุดรธานี บนพื้นที่ 12 ไร่ ซึ่งซื้อที่ดินมาจากอินเด็กซ์ลีฟวิ่งมอลล์ ลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพราะเป็นขนาดเล็ก คาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดบริการได้กลางปีหน้า

โครงการนี้แบ่งเป็นพื้นที่รีเทลประมาณ 10,000 ตร.ม. และมีโรงแรมอยู่บนชั้น 2 ของรีเทล, จำนวน 120 ห้อง เป็นโรงแรมระดับ 2 ดาวขึ้น ราคาคาดว่าประมาณ 800-900 บาทต่อคืน จะให้บริษัทฯในเครือลงทุน ซึ่งคาดว่าตลาดโรงแรมยังไปได้ดี เนื่องจากตัวเลขที่สำรวจมามีห้องพักที่จดทะเบียนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประมาณ 5,000 ฟ้อง ซึ่งระดับ 3 ดาวขึ้นไปมีน้อย

“นโนยบายเราตอนนี้จะพยายามสร้างโรงแรมควบคู่ไปกับเอาท์เล็ทวิลเลจด้วย เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ทำให้โครงการน่าสนใจด้วย” นายสุพจน์กล่าว

ทั้งนี้บริษัทฯได้เข้าสุ่ธุรกิจเอาท์เล็ทมอลล์ประมาณ 6 ปีแล้ว ปัจจุบันมีเปิดบริการแล้ว 4 สาขา คือที่พัทยา ชะอำ เขาใหญ่ ซึ่งมียอดขายโดยรวมมากกว่า 1,400 ล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2551 จะมีอัตราการเติบโต 25% เนื่องจากว่า เพิ่งเปิดสาขาที่ 4 ที่กระบี่เมื่อต้นปีนี้ซึ่งเป็นสาขาขนาดเล็กเพียง 5,000 ตร.ม. เท่านั้น รวมทั้ง สาขาที่พัทยาได้เปิดบริการเฟสที่สองอีก ขณะที่ปี 2552 หลังจากที่สาขาที่ภูเก็ตเปิดบริการคาดว่าจะมีรายได้รวม 2,000 ล้านบาท

ตลาดในอุดรธานีก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะดูจากตัวเลขจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า ปี 2550 มีคนไทยเข้ามาเที่ยวอุดรธานีมากกว่า 1.9 ล้านคน ขณะที่คนต่างประเทศประมาณ 1.2 แสนคน ซึ่งวัตถุประสงค์ที่มาอุดรธานีคือ ประชุมเพิ่มขึ้น 28% เพื่อธุรกิจ เพิ่มขึ้น 12% และราชการ 2% ส่วนมาพักผ่อนลดลง 9%
ak no está en línea   Reply With Quote
Old April 30th, 2008, 10:20 AM   #203
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,853
Likes (Received): 1414

APPCได้ทีปุ๋ยแพงเร่งโปแตชคลอด + วอนรัฐเร่งทำความเข้าใจประชาชนชี้จะเกิดประโชยน์มากกว่าโทษ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2318 01 พ.ค. - 03 พ.ค. 2551


APPCวอนรัฐบาลเร่งชี้แจงประชาชนให้เข้าใจโครงการลงทุนผลิตแร่โปแตชที่อุดร เพื่อจะได้ดำเนินการต่อในขั้นรังวัด ชี้โครงการผลิตโปแตชยืดเยื้อมานานหลายปี หากคลอดได้ จะเกิดประโยชน์มากกว่าโทษ โดยเฉพาะภาคเกษตรจะได้ใช้ปุ๋ยราคาถูก และช่วยชาติลดการนำเข้า

นายวิสุทธิ์ จิราธิยุต ผู้จัดการใหญ่บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัดหรือAPPC ในเครืออิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าในโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานีว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเสียงคัดค้านที่เกิดขึ้นก็ยังคัดค้านเหมือนเดิม ทั้งที่บริษัทยื่นขอสัมปทานบัตรไปตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งขณะนั้นรังวัดที่ขอเมื่อสมัยแคนาดาเป็นเจ้าของโครงการก็ถูกยกเลิกไป ดังนั้นเพื่อให้โครงการมีความคืบหน้าเร็วขึ้นจึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าภาพในการผลักดันโครงการนี้และกระทรวงมหาดไทย ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่ทำเหมืองอุโมงค์ใต้ดิน เร่งชี้แจงให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจ หลังจากนั้นจะได้ดำเนินการต่อในขั้นรังวัด


"2 ปีที่ผ่านมาบริษัทก็เดินสายทำความเข้าใจกับประชาชนในลักษณะชุมชนสัมพันธ์ มีเจ้าหน้าที่เข้าไปชี้แจงกับชาวบ้าน และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ ซึ่งทำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และจะให้ดีรัฐบาลจะต้องลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจเพราะไม่อยากให้ปัญหานี้ยืดเยื้อแบบกรณีการตั้งโรงถลุงเหล็กของสหวิริยา"


นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการโปแตชได้ยืดเยื้อมานานหลายปีแล้ว และจะไม่เกิดผลดีกับทุกฝ่ายเพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องสานต่อในขณะที่ภาคเอกชนก็ไม่ต้องการให้โครงการล่าช้าออกไปนานเพราะจะทำให้ต้นทุนทั้งระบบในการลงทุนสูงขึ้น ส่วนภาคเกษตรกรแทนที่จะได้ใช้ปุ๋ยราคาถูกเร็วขึ้นกลับยิ่งช้าไปอีก ฉะนั้นโดยรวมแล้วโครงการนี้หากเกิดขึ้นได้ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ เพราะนอกจากภาคเกษตรจะได้ใช้ปุ๋ยราคาถูกแล้ว จะช่วยชาติลดการนำเข้าโปแตช ที่ปัจจุบันต้องนำเข้าทั้งหมดมากกว่า 500,000 ตัน/ปี จากประเทศแคนาดา เยอรมนี และอิสราเอลเป็นหลัก โดยราคานำเข้าขึ้นอยู่กับช่วงที่มีการเจรจา ซึ่งราคาล่าสุดเจรจากันที่ 725 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน และจะมีการส่งมอบในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่งผลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยแพงต่อเนื่อง ฉะนั้นหากมีโปแตชในประเทศก็คาดว่าราคาจะลงมาอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน

อนึ่งส่วนประกอบในปุ๋ยจะมีธาตุอยู่ 3 ตัวหลัก คือฟอสฟอรัส(ปุ๋ยฟอสเฟส) ,โพแทสเซียม(ปุ๋ยโปแตช) และไนโตรเจน(ปุ๋ยแอมโมเนีย) โรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทยคือโรงงานผสมปุ๋ย โดยนำแม่ปุ๋ยมาผสมเป็นสูตรต่างๆออกมา


อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของราคาปุ๋ยในยุคที่พืชพลังงานและพืชอาหารเติบโต จึงเป็นจังหวะที่รัฐบาล และภาคเอกชนควรจะเร่งผลักดันให้เกิดโครงการผลิตโปแตชขึ้น ในแง่ของ บริษัท APPCขณะนี้มีความพร้อมอยู่แล้วโดยโครงการจะเดินไปตามลำดับ เพียงแต่ที่ล่าช้าไปมากเพราะยังต้องรอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ก่อน หลังจากนั้นจะเข้าไปสู่ขั้นตอนรังวัดได้


ทั้งนี้บริษัทตั้งงบลงทุนในโครงการดังกล่าวไว้ที่ 12,000-15,000 ล้านบาท ขณะนี้ยังไม่มีการระดมทุน เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนทำความเข้าใจกับประชาชนและขั้นตอนการอนุญาตประทานบัตร โดยได้รับสิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชบริเวณจังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ประสงค์ทำเหมืองพาณิชย์ 22,000 ไร่ อยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอ คืออำเภอเมืองและอำเภอประจักษ์ศิลปาคม มีแร่โปแตชชนิดซิลไวท์ปนอยู่กับแร่เกลือหิน ในปริมาณแร่สำรองประมาณ 300 ล้านตัน มีระยะเวลาทำเหมือง 22 ปี


"ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าระยะเวลาก่อสร้างกี่ปี เพราะต้องรอว่าจะได้รับประทานบัตรเมื่อใด และหลังจากนั้นจะต้องใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ในการทำเหมืองและสร้างระบบรองรับการทำงาน เช่น การขุดอุโมงค์จากผิวดินความยาวอุโมงค์ 2 กิโลเมตร โดยมีความลึก 350-400 เมตร ขุดโปแตชขึ้นมาเพื่อส่งต่อไปยังโรงงานแยกและแต่งแร่) หลังจากนั้นโปแตชจะถูกส่งไปยังลูกค้าที่เป็นผู้ผสมปุ๋ย โดยจะผลิตโปแตชได้ประมาณ 2 ล้านตัน/ปี ก็จะสามารถป้อนให้กับตลาดในประเทศได้ทั้งหมด"


ปัจจุบันกลุ่มอิตาเลียนไทย ต้องการขยายธุรกิจไปสู่เหมืองแร่มากขึ้น จากที่เป็นผู้รับเหมางานก่อสร้าง ทำเหมืองหิน รับจ้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ทำเหมืองถ่านหินที่แม่เมาะ และได้รับสัมปทานทำเหมืองถ่านหินที่พม่า โดยให้ความสำคัญในธุรกิจเหมืองแร่ตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมาในฐานะเจ้าของเหมือง(ผู้รับสัมปทาน)จากเดิมที่กลุ่มอิตาเลียนไทย เป็นผู้รับเหมา โดยสวมบทบาทเจ้าของเหมืองเต็มตัวนับตั้งแต่กลางปี 2549 ที่บริษัทสินแร่เมืองไทย จำกัดในเครืออิตาเลียนไทย ซื้อกิจการของบริษัทAPPC จากแคนาดา โดยเครืออิตาเลียนไทยถือหุ้น 90% รัฐบาลไทยถือหุ้น10%
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 4th, 2008, 07:44 PM   #204
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,853
Likes (Received): 1414

เกาะกระแสทุนต่างถิ่นบุกอุดรฯ เซ็นทรัล-จังซีลอน-จัดสรรเขยฝรั่ง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3998 (3198)


กระแสข่าวการเข้ามาเทกโอเวอร์ศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์และโรงแรมเจริญศรีแกรนด์รอยัล อุดรธานี ของเครือเซ็นทรัลในช่วงนี้ กลายเป็นเรื่อง "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" ทั่วจังหวัดอุดรธานี

แต่ช่วงนี้คาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พ.ค. 2551 ซึ่งคนในกลุ่มเจริญศรี คือ นายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ (อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี) ลงสมัครด้วย โดยนายหาญชัยเป็นน้องชายของ "โกมินทร์ ฑีฆธนานนท์" ผู้บริหารกลุ่มเจริญศรี ซึ่งก่อนหน้านี้เขายืนยันที่จะให้ข่าวสิ้นเดือนเมษายนนี้ แต่ล่าสุดเจ้าตัวยังไม่ยอมปริปาก อาจรอให้ศึกเลือกตั้งผ่านพ้นไปก่อน

ในด้านเศรษฐกิจเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับจังหวัดอุดรธานี เพราะหมายถึงการแข่งขันทางการค้าที่จะเข้มข้นกว่าเดิม เพราะหากเซ็นทรัลมาจับตลาดอุดรฯ แน่นอนต้องนำธุรกิจที่หลากหลายจาก ส่วนกลางลงมาด้วย ทุนท้องถิ่นต้องปรับตัวขนานใหญ่เช่นกัน

ไม่เพียงแต่มีกระแสข่าวของกลุ่มเซ็นทรัลจะมาปักธงที่อุดรธานีเท่านั้น ค่ายคาร์ฟูร์ก็มีความพยายามเข้ามาเช่นกัน หรือความเคลื่อนไหวที่จะปั้นศูนย์การค้าแห่งใหม่ UD Center ริมทางรถไฟ ก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกลุ่มจังซีลอน ก็มีข่าวว่าสนใจที่จะมาร่วมลงทุนกับ UD Center ขณะที่บิ๊กโปรเจ็กต์เหมืองแร่โพแทชก็ยังค้างคาระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้าน

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนให้กลุ่มทุนต่างถิ่นจากส่วนกลางมาปักธงทำโครงการสวนสนุกขนาดใหญ่ในภาคอีสานที่จังหวัดอุดรธานี แต่โครงการเหล่านั้นยกเลิกไปแล้วเพราะภาวะเศรษฐกิจ แต่โครงการสร้างศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ในภาคอีสานบริเวณ นอกเมือง ซึ่งหอการค้าฯผลักดันนั้น คาดว่าจะเป็นรูปเป็นร่างเร็วๆ นี้

ดังนั้นหากเครือเซ็นทรัลมาปักธงที่อุดรธานีจริงๆ จะเป็นจุดดึงดูดให้โครงการใหญ่อีกหลายโครงการที่เคยพับแผนลงทุนไปกลับมาใหม่อย่างแน่นอน

นายสวาทยังบอกอีกว่า นอกจากเซ็นทรัลแล้ว คาร์ฟูร์ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่มา สอบถามข้อมูลการค้า การลงทุนกับตนเองแล้ว ซึ่งจังหวัดอุดรธานีเดิมก็อยู่ในแผนการขยายสาขา แต่ติดปัญหาโซนนิ่ง ซึ่งตนได้แนะนำพื้นที่หลายผืน เช่น ที่ดินตรงข้ามกับสวนสาธารณะหนองแด จุดเดียวกับโครงการศูนย์ประชุม เพราะหอฯอุดรธานีกำลังผลักดันให้เกิดวงแหวนรอบ 2 เพื่อขยายเมือง ซึ่งจะมีธุรกิจใหญ่ๆ อีกหลายประเภทเข้ามาในจังหวัดอย่างแน่นอน

สำหรับโครงการ UD Center ริมทางรถไฟ ซึ่งเป็นของนักลงทุนจากขอนแก่นที่ได้ชะลอโครงการไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่เอื้อนั้น ล่าสุดมีกระแสข่าวอีกว่าทีมผู้บริหารศูนย์การค้า จังซีลอน ภูเก็ต ต้องการมาร่วมทุนกับกลุ่ม UD Center และสนใจลงทุนทั้งในธุรกิจห้างสรรพสินค้าและโรงแรม นายสวาทกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า เร็วๆ นี้กำลังจะมีทีมผู้บริหาร UD Center มาคุยกับตนเอง ซึ่งขณะนี้คงกำลังเตรียมข้อมูลกันอยู่

แต่สิ่งที่กำลังจะมีความชัดเจนคือโครงการเหมืองแร่โพแทช ในเร็วๆ นี้ หอการค้าฯจะประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเอาหรือไม่เอา เพราะยังไม่พอใจในผลประโยชน์ที่ชาวอุดรธานีจะได้รับ

"โอกาสที่จะเกิดโครงการใหญ่ๆ ทั้งหมดในจังหวัดอุดรธานีน่าจะเป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้ และภาพของความรุ่งโรจน์ในด้านการค้าการลงทุนในอุดรธานีจะเห็นชัดที่สุดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า" ประธานหอการค้าอุดรธานีกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บริเวณด้านหน้าทางเข้าศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ร้านขายพวงมาลัยและดอกไม้ได้ย้ายออกไปหมดแล้ว และมีเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อหลังคา ส่วนบริเวณที่จอดรถชั้นใต้ดินก็มีการขนย้ายเครื่องเล่น ตู้คีออสก์ที่ชำรุดหรือไม่ได้ใช้แล้วออกไปหมดแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวอีกว่า การ ตกลงระหว่างเครือเซ็นทรัลกับกลุ่มเจริญศรียังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากเซ็นทรัลยังชั่งใจเรื่องต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อรีโนเวตทั้งห้างและโรงแรมซึ่งคาดว่า จะต้องใช้เงินถึง 2,000 ล้านบาท

ด้าน นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่ จากกรุงเทพฯได้เข้ามาพูดคุยให้ฟัง เรื่องการลงทุนโครงการบ้านจัดสรร 300 กว่ายูนิตในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัวชาวต่างชาติ หรือเขยฝรั่ง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะมีโครงการขนาดใหญ่มาลงในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของจังหวัดอุดรธานี

หน้า 23
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 6th, 2008, 04:33 AM   #205
tagaowa
EnGage
 
tagaowa's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Location: UDON,KHONKAEN
Posts: 1,378
Likes (Received): 112

อุดรตัวเลือกสุดท้ายศูนย์ประชุมอีสาน $

อุดรตัวเลือกสุดท้ายศูนย์ประชุมอีสาน
ว.ว.เคาะโต๊ะเลือกอุดรเป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์ประชุมภาคอีสาน หอการค้าจังหวัดอุดรชี้เป็นผลจากการร่วมแรงของภาคเอกชนในการผลักดัน ด้านอุปนายกสมาคมโรงแรมภาคอีสานหนุนสุดตัว มั่นใจจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจอีกแรง


นายสวาท ธีระรัตน์นุxxxลชัย ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีมติเลือกเอาพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นสถานที่จัดตั้งก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือศูนย์ประชุมอินโดจีน ซึ่งจะใช้พื้นที่บริเวณหนองสาธารณะหนองแดริมถนนถนนมิตรภาพสายอุดรธานี – หนองคาย ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางด้านจังหวัดหนองคายประมาณ 4 กิโลเมตร งานนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จของทางหอการค้าจังหวัดอุดรธานีด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความร่วมมือกันของภาคเอกชนในจังหวัดอุดรธานี ที่ได้ร่วมกันให้ข้อมูลทุกด้านของจังหวัดกับทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ จนมาถึงจุดในการตัดสินใจเลือกเอาจังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่จัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันออกเฉียงในครั้งนี้ ซึ่งในอนาคตจะทำให้พื้นที่จังหวัดอุดรธานีและใกล้เคียงรวมไปถึงกลุ่มจังหวัด 6.1 มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และยังจะเป็นการสร้างงานให้กับพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย


สำหรับศูนย์ประชุมประจำภาคดังกล่าว เป็นโครงการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ที่จะให้มีการจัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคขึ้นทั้งหมด 4 ภาค และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้ทางว.ว.เป็นผู้สำรวจและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำเอาไปวิเคราะห์คัดเลือกพื้นที่ ซึ่งล่าสุดนี้ทางคณะทำการสำรวจรวบรวมข้อมูลพื้นที่ของ วว.ได้มีมติให้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดจัดตั้งและก่อสร้างศูนย์ประชุมประจำภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้คณะที่ทำการสำรวจรวบรวมข้อมูลได้พิจารณาถึงด้านความมีศักยภาพ การคมนาคมเชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ รวมไปถึงการเดินทางคมนาคมเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน


นายสุทัศน์ แพรสุรินทร์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเจริญโฮเต็ล และอุปนายกสมาคมโรงแรมภาคอีสาน กล่าวว่า เห็นด้วยที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเอาโครงการกระตุ้นการตลาดการประชุมสัมมนาเข้าในภาคอีสานและภาคอีสานตอนบน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นการตลาดประชุมสัมมนาของภาคอีสานแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของภาคอีสานอีกทางหนึ่งด้วย เมื่อมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ประจำภาคแล้ว ในอนาคตการจัดประชุมสัมมนาของภูมิภาค ระดับประเทศก็จะมีในจังหวัดอุดรธานีมากขึ้น จะช่วยสร้างงาน สร้างความรู้เรื่องการบริการ และอื่นๆอีกหลายอย่าง เชื่อว่าเมื่อมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่จุคนได้เป็นจำนวนมาก ต่อไปก็จะเป็นศูนย์กลางในการจัดการประชุมระดับนานาชาติ เพราะจังหวัดอุดรธานีสามารถเดินทางเชื่อมโยงไปยังประเทศสปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ได้สะดวก


ส่วนผลกระทบต่อที่พักหรือโรงแรมนั้น นายสุทัศน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะโครงการไม่ได้สร้างโรงแรม ส่วนห้องพักในจังหวัดอุดรธานีก็มีมากพอที่รองรับคณะการประชุมได้นับหมื่นคน แต่ขาดสถานที่ประชุมที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นหากว่าศูนย์ประชุมดังกล่าวก่อสร้างเสร็จตามโครงการ ก็จะอำนวยประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก จังหวัดอุดรธานีมีความเหมาะสมในการที่จะเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมสัมมนามาก แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังขาดสถานที่จัดการประชุมขนาดใหญ่เท่านั้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2319 04 พ.ค. - 07 พ.ค. 2551
tagaowa no está en línea   Reply With Quote
Old May 6th, 2008, 08:38 AM   #206
KhunWasut
Registered User
 
KhunWasut's Avatar
 
Join Date: May 2008
Posts: 2,046
Likes (Received): 6

ผมสมาชิกใหม่ขอฝากเนื้อฝากตัวครับ

โห มีโครงการใหม่ๆ มาลงอุดรเพียบเลย กลับบ้านคราวนี้ผมคงได้เห็นอะไรใหม่ๆ ในเมืองอุดรเยอะแน่ๆ ตื่นเต้นครับ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ โพสครับ อ่านแล้วรู้สึกดีใจกับบ้านเกิดตัวเอง คิดถึงบ้านมากๆ ครับตอนนี้

Last edited by KhunWasut; May 6th, 2008 at 08:49 AM.
KhunWasut no está en línea   Reply With Quote
Old May 9th, 2008, 05:27 AM   #207
domohisa
Registered User
 
Join Date: May 2008
Posts: 6
Likes (Received): 0

udonthani city

1
2
3
4
5
6
7
8
domohisa no está en línea   Reply With Quote
Old May 9th, 2008, 05:48 AM   #208
BKKinTO
More than you know
 
BKKinTO's Avatar
 
Join Date: May 2003
Location: Bangkok,Toronto
Posts: 2,320
Likes (Received): 0

Nice pics from Nong Prajak. THanks
BKKinTO no está en línea   Reply With Quote
Old May 9th, 2008, 06:49 AM   #209
KhunWasut
Registered User
 
KhunWasut's Avatar
 
Join Date: May 2008
Posts: 2,046
Likes (Received): 6

ไม่เห็นมีรูปขึ้นเลยครับ
KhunWasut no está en línea   Reply With Quote
Old May 10th, 2008, 05:04 AM   #210
tagaowa
EnGage
 
tagaowa's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Location: UDON,KHONKAEN
Posts: 1,378
Likes (Received): 112

เซ็นทรัล-เดอะมอลล์ไล่เก็บที่ดินตจว. สยายปีกเหนือ-อีสานผุดศูนย์การค้า

เชียงใหม่ยอดฮิต "เซ็นทรัล-เดอะมอลล์" ไล่เก็บที่ดินแปลงใหญ่ คาดเตรียมปักธงศูนย์การค้ายักษ์ ระบุในรายของเซ็นทรัลโอนเสร็จตั้งแต่ต้นเมษาฯ ประธานหอการค้าฯยิ้มรับ บอกราคาถูกกว่าภูเก็ตเท่าตัว ทั้งที่ศักยภาพไม่แพ้กัน จับตาแผนสยายปีกเซ็นทรัลคลุมทั่วประเทศ ขณะที่แผนการเทกโอเวอร์เจริญศรี อุดรฯ ใกล้ลงตัว

เซ็นทรัลยักษ์ใหญ่ในธุรกิจศูนย์การค้า-กิจการค้าปลีก ยังคงเดินหน้าสยายปีกธุรกิจต่อไปอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะหัวเมืองหลักๆ ที่มีศักยภาพ นอกจากกระแสข่าวเทกโอเวอร์ศูนย์การค้าในจังหวัดอุดรธานีที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ยังซื้อที่ดินแปลงใหม่ในเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่งเพื่อขยายการลงทุนต่อไป

แหล่งข่าวในวงการอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ล่าสุดกลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้ซื้อที่ดินประมาณ 60 ไร่ บริเวณสี่แยกศาลเด็ก จุดตัดถนนเชียงใหม่-ลำปาง กับถนนสายเชียงใหม่-เชียงราย โดยรวบรวมที่ดินจากเจ้าของหลายราย เพื่อเชื่อมเป็นแปลงใหญ่บริเวณสี่แยก ด้านหน้าติดถนนเชียงใหม่-ลำปาง ประมาณ 200 เมตร อีกด้านหนึ่งติดถนนเชียงใหม่-เชียงราย 400 เมตร

เซ็นทรัลทยอยซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2551 ยกเว้นรายซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่บริเวณติดสี่แยก ซึ่งปัจจุบันเปิดเป็นโชว์รูมจำหน่ายรถเบนซ์ ซึ่งเรียกราคา 120 ล้านบาท และใช้เวลาต่อรองนานกว่ารายอื่น ทั้งนี้ที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาประเมินเฉลี่ยตารางวาละ 12,000-20,000 บาท

แหล่งข่าวในกลุ่มผู้ขายที่ดินให้แก่กลุ่มเซ็นทรัลกล่าวว่า ได้รับแจ้งจากผู้ติดต่อซื้อที่ดินว่า เซ็นทรัลมีแผนจะก่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของหลายรายทำขึ้นพร้อมๆ กัน หนึ่งในกลุ่มผู้ขายที่ดินคือคนในตระกูลเลียวสวัสดิพงษ์ ซึ่งเป็นเครือญาติกับตระกูลนิมมานเหมินท์ ทั้งนี้เจ้าของที่ดินรายใหญ่ ที่ขายให้กลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่กลุ่มหยุ่นศิลา และตระกูลเลียวสวัสดิพงษ์

แหล่งข่าวในศูนย์การค้าเซ็นทรัล แอร์พอร์ต พลาซา เชียงใหม่ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าผู้บริหารต้องการที่ดินแปลง ดังกล่าวไปทำโครงการลักษณะไหน แต่ทราบว่าอยู่ระหว่างออกแบบ โดยทำเลและขนาดของที่ดินซึ่งมีทางออกหลายทาง เหมาะกับการก่อสร้างศูนย์การค้า รองรับพื้นที่ด้านตะวันออกของเชียงใหม่ และรองรับแนวคิดการหาที่ตั้งใหม่ให้แก่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว

"เคยมีการพูดคุยก่อนนี้ว่าอาจย้ายเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว มาไว้จุดนี้ และปรับพื้นที่เป็นโรบินสัน หรืออาจเอาโรบินสันมาเปิดที่นี่ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน เพราะข้างบนยังอยู่ในระหว่างตัดสินใจ" แหล่งข่าวกล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เดอะมอลล์ต้องการซื้อที่ดินแปลงใหญ่กว่า 60 ไร่ ของนางมัณฑนา เอื้อวิทยา เจ้าของที่ดินรายใหญ่ของเชียงใหม่ โดยอยู่ระหว่างเจรจา หลังจากที่ก่อนนี้กลุ่มผู้บริหารโรงแรมโอเรียนเต็ล แมนดาริน ดาราเทวี เจรจาขอซื้อ แต่ไม่เป็นที่ตกลง

ทั้งนี้การเจรจาขอซื้อระบุว่า มาจากกลุ่มเดอะมอลล์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการซื้อโดยผู้ถือหุ้นรายหนึ่งรายใดเป็นการส่วนตัว หรือซื้อโดยบริษัท ส่วนกลุ่มเทสโก้ โลตัส กำลังเจรจาซื้อที่ดินบนถนนสายเชียงใหม่-หางดง เพื่อเปิดสาขาขนาดกลางในอำเภอหางดง และมีแผนจะกระจายไปในอำเภอรอบนอกให้ทั่วถึง โดยก่อนหน้านี้ได้เปิด สาขาอำเภอสันทรายไปแล้ว

"ก่อนหน้านี้มีคนจากเดอะมอลล์ซื้อที่ดินประมาณ 30 ไร่ ของนายคะแนน สุภา พ่อภริยานายเนวิน ชิดชอบ บริเวณสี่แยกรวมโชค โดยโอนกรรมสิทธิ์กันเรียบร้อยแล้ว แต่แปลงนั้นน่าจะเป็นการซื้อในนามส่วนตัวของผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง เพราะที่ดิน 30 ไร่ เล็กเกินไปหากจะซื้อเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การค้า แต่แปลงที่กำลังเจรจากันน่าจะมีพื้นที่ใหญ่พอ" แหล่งข่าวกล่าว

ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์การค้าเซ็นทรัล แอร์พอร์ต พลาซา และห้างโรบินสัน อยู่บริเวณใกล้ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และห้างเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว มีอายุสัญญาเหลืออีกกว่า 10 ปี

นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย "ประชา ชาติธุรกิจ" ว่า ระยะ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศตระเวนหาซื้อที่ดินเพื่อการลงทุนในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นมาก เพราะเป็นเมืองหลัก มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคมากกว่าที่อื่นๆ แต่ราคาที่ดินต่ำมากเมื่อเทียบกับเมืองหลักอื่นๆ เช่น ภูเก็ต พัทยาทำให้เป็นที่ต้องการของกลุ่มทุน

เชื่อว่ามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีที่ดินที่ประกาศใช้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้กลุ่มทุนต่างๆ เร่งเก็บที่ดินที่มีศักยภาพไว้เพื่อรอการพัฒนา แม้แต่ตนเองซึ่งมีที่ดินบริเวณถนนวงแหวนรอบกลางได้รับการติดต่อจากกลุ่มทุนหลายกลุ่ม เช่นเดียวกับที่ทราบจากนักธุรกิจหลายรายที่มีที่ดินในมือว่าได้รับการติดต่อ และมีการซื้อขายจำนวนมาก ดูจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินที่ยังขยายตัว แม้รัฐบาลจะลดอัตราค่าธรรมเนียมลงแล้วก็ตาม

นายณรงค์กล่าวอีกว่า ราคาที่ดินเมืองหลักอื่นๆ สูงกว่าเชียงใหม่มาก อาทิ ที่ดินในภูเก็ต ตารางวาละ 5-7 หมื่นบาท ขณะที่ทำเลดีๆ ในเชียงใหม่ตารางวาละ 1.5- 2 หมื่นบาท

"หลายปีที่ผ่านมากลุ่มทุนใหญ่อย่างกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กว้านซื้อที่ดินในทำเลหลักอย่างไนท์บาซาร์ไปเกือบทั้งหมด ตอนนี้การกว้านซื้อกระจายออกไปรอบตัวเมือง โดยอาศัยแนวถนนวงแหวนรอบกลาง และถนนสายหลัก คือ เชียงใหม่-ลำปาง และเชียงใหม่-หางดง" ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา แจ้งว่า ภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะเข้าไปเทกโอเวอร์ศูนย์การค้าเพิ่มอีก 1 โครงการ คาดว่าน่าจะเป็นศูนย์การค้าเจริญศรีคอมเพล็กซ์ และโรงแรมเจริญศรีแกรนด์รอยัล อุดรธานี

ที่ผ่านมา นายโกมินทร์ ฑีฆธนานนท์ ผู้บริหารกลุ่มเจริญศรี ยอมรับว่า กำลังเจรจากับกลุ่มเซ็นทรัล และต้นเดือนพฤษภาคมนี้จะแถลงถึงความชัดเจน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะขายทั้งศูนย์การค้าและโรงแรมซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน

สำหรับโครงการของซีพีเอ็น ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 4 โครงการ ภายใต้งบฯลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 80,000 ตารางเมตร คือ เซ็นทรัล พลาซา แจ้งวัฒนะ, พัทยาบีช, ชลบุรี และขอนแก่น และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2551-2552

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
tagaowa no está en línea   Reply With Quote
Old May 13th, 2008, 02:03 PM   #211
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

Udon Day & Night Entertainment Center ซ.สัมพันธมิตร(ซ.ฝรั่ง)









ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 13th, 2008, 04:29 PM   #212
blkarr0ws
Registered User
 
blkarr0ws's Avatar
 
Join Date: Dec 2007
Location: Stockholm, Bangkok
Posts: 527
Likes (Received): 0

we are getting more in to night life -0-
blkarr0ws no está en línea   Reply With Quote
Old May 14th, 2008, 09:58 AM   #213
sunday2008
Registered User
 
Join Date: Mar 2008
Posts: 125
Likes (Received): 21

เป็นบาร์ทั้งหลายที่ถูกเซ็นทรัลไล่ที่ใช่ป่ะ แล้วไปเปิดกันที่ซอยฝรั่ง น่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อเมียฝรั่ง ฝรั่งจะได้มาเยอะจนเหยียบกันตายแน่
sunday2008 no está en línea   Reply With Quote
Old May 16th, 2008, 07:44 AM   #214
domohisa
Registered User
 
Join Date: May 2008
Posts: 6
Likes (Received): 0

Udon








domohisa no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 07:57 AM   #215
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2551

Nongkhai in the Mid of Changing Tide
โดย สุภัทธา สุขชู

คำกล่าวที่ว่า "Time and Tide Wait for No Man" ดูจะเป็นสิ่งที่หลายประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตระหนักดี ที่จะต้องเร่งสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อกับ "รถไฟขบวน GMS" ให้ทันการณ์จนหลายประเทศก็ลืมคำนึงไปว่า "Time and Tide Never Return" ก็เป็นวลีเศร้าๆ ที่มาพร้อมกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ถ้าหากไม่มีการเตรียมพร้อม

เสียงหวูดรถไฟเคลื่อนตัวจากหัวลำโพง ดังแข่งกับเสียงเซ็งแซ่ของผู้โดยสารในตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 ซึ่งถูกจองเต็มทุกที่นั่งรถไฟ ขบวนนี้เกือบครึ่งที่เป็นชาวต่างชาติ "ผู้จัดการ" จับรถไฟขบวนกรุงเทพฯ-หนองคาย เที่ยวสุดท้าย เพื่อเดินทางไปให้ทันร่วมพิธีการสำคัญอีกหน้าประวัติศาสตร์ระดับอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งจะถูกจัดในช่วงเย็นของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551

หากเป็นยามโพล้เพล้กลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาวในวันปกติ ทั้งฝั่งหนองคาย และเวียงจันทน์จะดูเงียบสงบสวยงาม ผู้คนริมโขงยังคงชีวิตวิถีดั้งเดิม เช่น เลี้ยงปลากระชังและปลูกผักสวนครัวแปลงเล็กๆ ตามแนวแม่น้ำโขง ขัดกับภาพกลางสะพาน จุดที่ได้ชื่อว่าเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจและสื่อมวลชน ทั้งสองสัญชาตินับหลายชีวิตยืนแออัดอยู่กลางสะพาน ตัวแทนฝั่งลาวนำทีมโดยท่านสมมาตร พลเสนา รัฐมนตรีว่ากระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ท่านอ้วน พรหมจักร เอกอัครราชทูตวิสามัญแห่ง ส.ป.ป.ลาว และดร.สินละวง คุดไพทูน เจ้าครองนครเวียงจันทน์ ส่วนฝ่ายไทยประกอบด้วยชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม วิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราช- ทูตไทยประจำเวียงจันทน์ และเจด็จ มุสิกวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย

"การเชื่อมทางรถไฟระหว่าง ส.ป.ป. ลาวและประเทศไทย ณ ที่นี้นับว่ามีความหมายสำคัญ เพราะเป็นนิมิตหมายประวัติ ศาสตร์เส้นทางรถไฟแห่งพันธมิตรระหว่างลาว-ไทยเส้นนี้จะส่งเสริมการค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยวระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์ และหนองคาย และจะเป็นเส้นทางหนึ่งของเส้นทางรถไฟอาเซียนที่จะมีความสำคัญยิ่งสำหรับภาคพื้นลุ่มแม่น้ำโขงแห่งนี้ จะอำนวยความสะดวกให้นานาประเทศในภาคพื้นแห่งนี้สามารถไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้ดียิ่งขึ้น การเชื่อมต่อทางรถไฟ ลาว-ไทยครั้งนี้จะพัฒนาให้การคมนาคมขนส่งของนครหลวงเวียงจันทน์มีใบหน้าใหม่และจะส่งเสริมการพัฒนาความเชื่อมต่อของประเทศลาว ประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคนี้ให้ก้าว หน้าขึ้นหลายๆ" คำแถลงของ ดร.สมปอง พลเสนา รองหัวหน้า ห้องการ องค์การรถไฟลาว ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน

พิธีการไม่ใช่การตัดริบบิ้น ไม่ใช่การกดปุ่มเพื่อปล่อยลูกโป่ง แต่เป็นฉากเชื่อมต่อรางรถไฟเพื่อให้ได้ภาพประวัติศาสตร์ที่สื่อถึงความสำคัญของพิธีนี้ เจ้ากระทรวงโยธาธิการฯ ฝั่งลาวและปลัดกระทรวงคมนาคมฝั่งไทย มีหน้าที่แค่จุดไฟร่วมกันพอ เป็นพิธี จากนั้นก็ส่งต่อให้ช่างชาวจีนทำหน้าที่เชื่อมรางเหล็กเข้าด้วยกัน กว่าที่รางจะเชื่อมกันสนิท ผู้ร่วมงานก็ลงสะพานไปฉลองกันต่อเกือบหมดแล้ว

เบื้องต้นทางรถไฟสายนี้จะออกจากสถานีหนองคายไปสิ้นสุดยังสถานีท่านาแล้ง บ้านดงโพสี นครหลวงเวียงจันทน์ รวมระยะทางเพียง 5.3 กิโลเมตร ถึงแม้จะสั้นแต่ถือเป็นเส้นทาง รถไฟสายแรกของลาว (หากไม่นับรวมทางรถไฟสมัยสงครามอินโดจีนที่ฝรั่งเศสสร้างไว้)

หลังจากนี้ลาวจะสร้างทางรถไฟต่อไปอีก 9 กิโลเมตร เข้าไปถึงสถานีเวียงจันทน์ที่บ้านคำสะหว่าง ด้านหลังสนามกีฬาแห่งใหม่ที่ใช้จัดซีเกมส์ครั้งที่ 25 ซึ่งลาวเป็นเจ้าภาพครั้งแรก รัฐบาลลาวพยายามเร่งให้เสร็จทันก่อน "เวียงจันทน์เกมส์" จะเริ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ เหล่านักกีฬาและกองเชียร์ในการเดินทางสู่เมืองหลวง ทั้งทางเครื่องบิน ทางรถยนต์ ทางรถไฟ และทางเรือข้ามฟากแม่น้ำโขง ต่อจากสถานีเวียงจันทน์ ลาวจะสร้างต่อไปถึงหลวงพระบางและบ่อเต็นเพื่อไปเชื่อมกับเส้นทางรถไฟคุนหมิง-สิงคโปร์ในจีน เส้นทางสำคัญที่ครอบคลุมจีนและ 10 ประเทศอาเซียน ซึ่งจีนสนับสนุนเต็มที่ ขณะที่อีกเส้นทางเลี้ยวขวาไปทางเมืองท่าแขกต่อไปถึงเมืองกิ่วบูยาติดกับชายแดนเวียดนาม แล้วเชื่อมกับทางรถไฟ ของเวียดนามไปออกทะเลที่ฮานอยและดานัง

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ของประเทศลาว ในการเปลี่ยน Landlock ให้เป็น Landlink เชื่อมกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตลาดที่มีประชากรรวมกันร่วม 320 ล้านคน มี GDP รวมกันมากถึง 401 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีราว 1,255 เหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตรการเติบโตของ GDP เฉลี่ยสูงถึง 8.3%

โดยปริยายเส้นทางรถไฟสายสั้นๆ จากสถานีหนองคายจึงหมายถึงการต่อยอดทางรถไฟไปเชื่อมกับจีนและเวียดนามในวันหน้า โดยมีสถานีท่านาแล้งและสถานีเวียงจันทน์เป็น "สปริงบอร์ด"

สำหรับพิธีเปิดเส้นทางรถไฟสายพันธมิตรไทย-ลาว ขบวนปฐมฤกษ์ ทางการไทยและลาวตั้งใจกราบทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาเป็นประธาน โดยหวังจะจัดพิธีให้ทันในเดือนเมษายน เพื่อเป็นการต่อยอดจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับภูมิภาคเช่นนี้เหมือนกัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 14 ปีก่อน

ย้อนไปวันที่ 8 เมษายน 2537 พิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เชื่อมระหว่างหนองคายและเวียงจันทน์ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ หาดจอมมณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นประธานร่วมกับประธานแห่ง ส.ป.ป. ลาว ฯพณฯ หนูฮัก พูมสะหวัน และของ ฯพณฯ พอล คีตติง นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย ในฐานะผู้สนับ สนุนเงินช่วยเหลือค่าก่อสร้างสะพานแห่งนี้

ในครั้งนั้น พอล คีตติง เป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูลที่มีใจความดังนี้... "สะพานมิตรภาพนับเป็นเส้นทางคมนาคมสายแรกในประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อพรมแดนระหว่าง ไทยกับลาว สะพานฯ จะช่วยให้ลาวมีเส้นทาง ออกทะเลโดยผ่านทางท่าเรือกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ไทยมีเส้นทางขนส่งทางบกติดต่อกับเวียดนาม สะพานฯ ยังเป็นการ ประสานเส้นทางขนส่งทางบกสายสำคัญที่เชื่อมต่อตั้งแต่สิงคโปร์ถึงปักกิ่ง ซึ่งจะมีส่วนเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจที่กำลังเจริญรุดหน้าของกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ และตอนใต้ ของประเทศจีน อาจกล่าวได้ว่าคงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะแสดงถึงการประสานประโยชน์ ของประเทศในภูมิภาคเอเชียได้ดีเท่ากับการก่อสร้างสะพานแม่น้ำโขงในครั้งนี้"

ผลของสะพานมิตรภาพอาจยังไม่ได้ทำให้หนองคายกลายเป็น "ประตูสู่อินโดจีน" หรือ "ประตูสู่ GMS" แต่วันนี้ทางรถไฟบนสะพานตามมาก็นำมาซึ่งเส้นทางรถไฟที่เป็นเหมือน "ก๊อกสอง" ที่จะช่วยทำให้ความหวังในการเป็น "ประตู" เชื่อมกับระดับภูมิภาคแห่งนี้ของหนองคายเป็นจริง

"เดิมมีการคาดหวังเรื่องสะพานมิตรภาพจะเป็นประตูสู่อินโดจีนและจีน แต่ที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการพัฒนาเส้นทางของลาวยังมีข้อจำกัด แต่ ณ เวลานี้เส้นทางต่างๆ ในลาวดีขึ้นเยอะ การเดินทางก็สะดวก ขึ้นเยอะ แนวโน้มการเป็นประตูสู่อินโดจีนก็เป็นไปได้" ผู้ว่าฯ หนองคายกล่าว

ตลอด 14 ปี สะพานมิตรภาพแม้จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ประตูฯ" แต่สะพานฯ ได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีในการเชื่อมเศรษฐกิจของหนองคายและเวียงจันทน์ให้ผูกติดกันราวกับเป็น "เมืองแฝด" ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งและจุดเปลี่ยนของหนองคายทุกวันนี้

"ศักยภาพของหนองคายอยู่ที่อยู่ใกล้เมืองหลวงของประเทศอื่นมากที่สุด แค่ 22 กิโลเมตร" อรัญญา สุจนิล กล่าวในฐานะประธาน หอการค้า จังหวัดหนองคาย เธอคลุกคลีอยู่กับธุรกิจและเศรษฐกิจในหนองคายมาหลายสิบปี

ในโลกนี้คงมีไม่กี่ประเทศที่มีเมืองชายแดน อยู่ตรงข้ามเมืองหลวงของอีกประเทศแค่แม่น้ำกั้น หนองคายเป็นเมืองชายแดนเล็กๆ ทางตอนบนของภาคอีสานติดกับแม่น้ำโขงเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดในประเทศ ยาวถึง 320 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามและห่างจากเวียงจันทน์ไม่ถึง 25 กิโลเมตร และประกบด้วยเมืองใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในภาคอีสานตอนบนอย่างอุดรธานี ซึ่งมีขนาด เศรษฐกิจท้องถิ่นใหญ่เป็นสองเท่าของหนองคาย

ชัยภูมิตรงนี้ถือเป็นจุดขายของหนองคายที่จังหวัดชายแดนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้

แม้เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนที่สุด แต่ศักดิ์ศรี นครหลวงอย่างเวียงจันทน์ ก็คือการเป็นศูนย์การทางการค้าและการคมนาคมขนส่งภายในประเทศ และเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจของลาวด้วย

ลาวอาจเป็นเพียงประเทศเล็กๆ มีประชากร ทั้งประเทศไม่ถึง 6 ล้านคน เฉพาะเวียงจันทน์มีกว่า 7 แสนคน ลาวได้ชื่อว่าเป็น "แบตเตอรี่แห่งอุษาคเนย์" เพราะมีแร่ธาตุ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีส่วนของแม่น้ำโขงที่มีศักยภาพ สูงในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และลาวก็มีฐานะเป็น "land-bridge" ที่ขนาบด้วย "ดาวรุ่ง" มาแรงบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างจีนและเวียดนาม

หลังจากรัฐบาลลาวใช้ "นโยบายจินตนาการใหม่" ปฏิรูปเศรษฐกิจ มาสู่ระบบการตลาดเสรีเมื่อปี 2529 ประกอบกับมีการลงนามในกรอบความร่วมมือ GMS ประตูเมืองเวียงจันทน์ที่เป็นประตูสู่ลาวก็ถูกเปิดกว้าง เพื่อต้อนรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นอกจากทรัพยากร ค่าแรงและค่าไฟที่ถูก บวกกับสิทธิประโยชน์ ทางภาษี เหล่านี้ดึงดูดให้นักลงทุนจากทั่วโลกกระโจนข้ามพรมแดนแม่น้ำโขงเข้าไปในลาว นัยสำคัญจากทำเลที่ตั้งของหนองคายจึงหมายถึง การเป็น "ประตูสู่เวียงจันทน์" โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนจากไทยที่หลั่งไหลไปสู่ลาวได้ง่ายขึ้นตามเส้นทางสะพานมิตรภาพ

"การลงทุนที่เข้ามาในเวียงจันทน์ อย่างน้อยมันก็ทำให้มีผู้คนไปมา บางคนก็มาเช่าบ้านที่นี่แล้วข้ามไปทำงานมันก็สะดวก กลุ่มคนงานระดับ keyman บางคนก็เข้ามาตีกอล์ฟในหนองคาย หรือมาเที่ยวพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศที่ฝั่งนี้ มาซื้อของมาทานอาหาร ทำให้เศรษฐกิจ ของเราหมุนเวียนได้" อรัญญาอธิบายประโยชน์ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจหนองคาย

ระยะแรก สะพานมิตรภาพเป็นเหมือนเส้นทางไหลความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากฝั่งไทยไปฝั่งลาวเพียงทางเดียว ไทยเคยเป็นประเทศที่ลงทุนในลาวมากเป็นอันดับหนึ่งมาร่วมสิบปี แต่ช่วง 1-2 ปีหลัง ไทยหล่นมาอยู่อันดับ 3 เสียแชมป์ให้กับจีนและเวียดนามตามลำดับ มูลค่า การลงทุนของไทยจนถึงปี 2550 สูงกว่า 1.4 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

เงินลงทุนมหาศาลจากทั่วโลกที่หลั่งไหลเข้าไปในลาวทำให้ฐานะของคนลาว โดยเฉพาะเวียงจันทน์ดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อปีต่อหัวของคนลาวในปี 2549 ขยับมาอยู่ที่ 599 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ชาวเวียงจันทน์มีรายได้ฯ สูงกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐ อัตราการเพิ่มของ GDP มากกว่า 7% โดยรัฐบาลลาวตั้งเป้าจะทำให้รายได้ต่อปีของคนลาวเพิ่มมาเป็น 800 เหรียญสหรัฐ ในปี 2553 และหลุดพ้นจากกลุ่มประเทศยากจนให้ได้ภายในปี 2563

กระแสเงินบาทที่เข้าไปในเวียงจันทน์เปลี่ยนให้เงินบาทกลายเป็นสกุลเงินยอดนิยม ในตลาดลาว จนรัฐบาลลาวต้องมีมาตรการขึ้นป้าย "อยู่เมืองลาวใช้เงินกีบ" และรณรงค์ให้ติดราคา สินค้าเป็นเงินกีบ เพื่อพยุงค่าเงินกีบที่อ่อนตัวมากเมื่อเทียบกับเงินบาท

แต่ทั้งนี้สะพานมิตรภาพไม่ได้พัดหอบ แค่เงินบาทไปสะพัดในฝั่งลาวเท่านั้น เมื่อชาวเวียงจันทน์เริ่มมีฐานะดีขึ้น ชนชั้นกลางจากเวียงจันทน์ก็เริ่มถ่ายเทความมั่งคั่งย้อนกลับมาทางเดิม

ทิวแถวเลกซัส บีเอ็มฯ แลนด์ครูเซอร์-พราโด สลับด้วยเบนซ์ และซังยองล้วนติดป้าย ทะเบียนรถลาว กำลังรอข้ามด่านหนองคายเพื่อเข้ามาจับจ่ายซื้อของใช้และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ "บิ๊กเจียง" ห้างใหญ่ที่สุดในหนองคาย ลานจอดรถหน้าห้างเต็มไปด้วยรถราจำนวนมาก ยิ่งในวันหยุดต้องใช้เวลาวนอยู่นานกว่าจะได้ที่จอด จำนวนครึ่งต่อครึ่งเป็นรถป้ายทะเบียนลาว ที่เหลือเป็นทะเบียนหนองคาย อุดรธานี และกรุงเทพฯ รวมกัน

"ดูจากสัดส่วนหยาบๆ ครึ่งๆ เป็นคนไทยกับคนลาว เพราะคนลาวเข้ามาซื้อทีละมากๆ ยิ่งพอมีเทสโก้ฯ มีพลาซ่า ทุกอย่างครบ คนลาวก็มาจับจ่ายที่นี่ เม็ดเงินทาง ลาวค่อนข้างสะพัด ยอดขายของห้างก็เลยไม่ตก ถึงกำลังซื้อในประเทศจะชะลอตัวไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา" กิตติพงษ์ สกุลคู กล่าวในฐานะกรรมการบริหารเครือเจียงกรุ๊ป เจ้าของ ห้างบิ๊กเจียง (รายละเอียดในเรื่อง "อาณาจักรเจียงแห่งลุ่มน้ำโขง")

จากธุรกิจเดิมของกลุ่มเจียงฯ ที่เป็นตัวแทนขายรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์มิตซูบิชิ รถเพื่อ การเกษตร และต่อยอดมาทำปั๊มน้ำมัน การกระโดดเข้ามาทำค้าปลีกดูเหมือนไม่ตรงสายความ ชำนาญนัก แต่ด้วยความเป็นนายทุนใหญ่ชาวเมืองพญานาค ประกอบกับสังเกตเห็นว่าคนลาว เป็นกลไกผลักดันเศรษฐกิจที่ท่าเสด็จ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน กิตติพงษ์จึงเปิดบิ๊กเจียง หลังจากสะพานเปิดไม่ถึง 1 ปี เพื่อรองรับความต้องการของคนลาวกลุ่มนี้

ไม่ใช่เพียงนายทุนท้องถิ่น เชนรีเทลยักษ์ใหญ่จากเมืองผู้ดีก็สนใจพื้นที่ในหนองคายเช่นกัน ในยุคที่เทสโก้ฯ เริ่มออกต่างจังหวัดเมื่อ 6 ปีก่อน เทสโกเข้ามาปักธงเตรียมเปิดอาณาจักรค้าปลีกที่เมืองบั้งไฟนี้ แต่กิตติพงษ์ใช้วาทศิลป์เปลี่ยนคู่แข่งรายใหญ่อย่างเทสโก้ฯ มาเป็นคู่ค้า บนเนื้อที่ห้าง 1.5 หมื่นตารางเมตร เป็นพื้นที่ของเทสโก้ฯ ราว 6 พันตารางเมตร

ด้วยยอดรายได้ของเทสโก้สาขาบิ๊กเจียงติดท็อปเท็นสาขาที่ทำรายได้ดีที่สุด เทสโก้ ลงทุนเปิดอีกสาขาในหนองคายที่อำเภอท่าบ่อ อำเภอที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองและมีเศรษฐกิจดีเป็นอันดับสองรองจากเทศบาลเมือง เศรษฐกิจของท่าบ่อส่วนใหญ่มาจากการทำไร่ยาสูบ การค้าขายชายแดน และรายได้จากชาวท่าบ่อจำนวนมากที่ไปทำงานเมืองนอก

ไม่เพียงรีเทลใหญ่สัญชาติอังกฤษแบรนด์ใหญ่จากอเมริกาก็มีพื้นที่อยู่ที่หนองคาย ในห้างบิ๊กเจียงแห่งนี้ด้วย ดูเหมือนว่า สตาร์บัคส์จะยังเป็นเชนเดียวจากกรุงเทพฯ ที่ลงทุนมาเปิดร้านที่เมืองชายแดนแห่งนี้ ภายในร้านสตาร์บัคส์ นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างชาวหนองคาย ชาวอุดรฯ และชาวเวียงจันทน์ ดูผิวเผินก็แทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

"วิธีสังเกตลูกค้าอุดรฯ มักจะพูดภาษา ภาคกลาง ถ้าเป็นคนเวียงจันทน์ เราก็จะเว่าอีสานกับเขา เพราะเขาจะพูดภาษาลาวกับเรา ส่วนคนหนองคายไม่ค่อยมาทาน ลูกค้าประจำ ส่วนใหญ่เป็นคนอุดรฯ และชาวเวียงจันทน์มากกว่า แต่ฝรั่งก็เยอะ" บาริสต้าสาวชาวหนองคายอธิบาย

ก่อนจะสร้างร้านที่สาขาบิ๊กเจียง เวลานั้นผู้บริหารสตาร์บัคส์มีจังหวัดทางอีสานตอนบนอยู่ 3 ตัวเลือก ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น และหนองคาย แม้ว่าขนาดพื้นที่ จำนวนประชากรและเศรษฐกิจของหนองคาย จะสู้อีก 2 จังหวัดไม่ได้ แต่ด้วยศักยภาพทำเล บวกกับความพร้อมของห้างบิ๊กเจียง ผู้บริหาร สตาร์บัคส์จึงตัดสินใจเปิดสาขาที่นี่ หลังจากลองตลาดมากว่าครึ่งปี รายได้จากสาขาหนองคายก็เชิญชวนให้สตาร์บัคส์เตรียมเปิดสาขาที่ อุดรฯ ในปลายปีนี้

เบนซ์สปอร์ตคูเป้ C-204 และ BMW ซีรีส์ 8 ทะเบียนลาวทั้ง 2 คัน ขับประชันกันบนเส้นทางที่มุ่งสู่เมืองอุดรฯ ห่างจากหนองคายเพียง 51 กิโลเมตร ขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

คนเวียงจันทน์นิยมเข้าไปจับจ่ายที่ห้างโรบินสันเจริญศรี ในอุดรฯ ที่มีสินค้าและความบันเทิงให้เลือกมากกว่า ส่วนตัวเมืองอุดรฯ เองก็มีแสงสี "ศิวิไลซ์" มากกว่า บ้างก็ไปใช้บริการ โรงพยาบาลเอกอุดร โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของผู้มีอันจะกินใน 2 จังหวัดกับอีก 1 นคร หลวง บ้างก็เข้าไปใช้บริการหรือไปรอรับญาติมิตรที่มาลงเครื่องที่สนามบินนานาชาติอุดรฯ

นอกจากแรงซื้อจากเวียงจันทน์ที่เข้ามาจับจ่ายในหนองคาย อีกปัจจัยที่หนุนนำเศรษฐกิจ ของหนองคาย ก็คือการค้าชายแดน จากสถิติการค้าชายแดนที่ผ่านมา ไทยยังคงเป็นตลาดหลัก ในการส่งออกและนำเข้าของลาว นับตั้งแต่เปิดสะพานปีแรก การค้าชายแดนก้าวกระโดดจาก 2,713 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2537 เพิ่มขึ้นมาเป็น 5,534 ล้านบาท ในปีถัดมา หรือเพิ่ม 104% และตลอดเวลาร่วม 14 ปีของสะพานนี้ การค้าชายแดนของไทยเพิ่มขึ้นกว่า 320% กระโดดมาอยู่ที่ราว 23,402 ล้านบาทในปี 2550

ตลอดแนวการค้าชายแดนระหว่างไทยและลาว มีสถิติการค้าขายในปี 2550 อยู่ที่ 63,367 ล้านบาท มากเป็นอันดับสองรองจากชายแดนทางภาคใต้ที่มีมูลค่ามากถึง 3.52 แสนล้านบาท เฉพาะในจังหวัดหนองคายคิดเป็น 37% ของการค้าชายแดนระหว่างไทย-ลาวทั้งหมด

สินค้าที่ไทยนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้า เกษตรและสินค้าพื้นฐาน ขณะที่สินค้าที่ลาวนำเข้าไป นอกจากเครื่องอุปโภคบริโภค สินค้า ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเครื่อง จักรกลขุดเจาะ เพื่อไปพัฒนาสร้างเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งกำลังจะมีงานใหญ่ถึง 2 วาระ ใน 2 ปีนี้ ในปีหน้า เวียงจันทน์จะเป็นเจ้าภาพ จัดงาน "เวียงจันทน์เกมส์" ส่วนปีถัดไปที่นี่จะมีงานเฉลิมฉลองใหญ่ครบรอบ 450 ปีนครหลวงเวียงจันทน์

หลังจากมีสะพานอาจจะทำให้การขนส่งเปลี่ยนไปใช้เส้นทางบกมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ท่าเรือขนถ่ายสินค้าหน้าวัดหายโศกก็ยังคงคึกคักและโกลาหลบ้างเป็นบางเวลา เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าถึงอย่างไรการขนส่งเหนือกระแสน้ำโขงก็ยังไม่หมดความสำคัญไปจากเมืองหนองคาย และทุกวันนี้ภาพเรือขนส่งสินค้าที่ข้ามไปมาวันละหลายรอบก็ยังคงเป็นสีสันของชีวิตลุ่มแม่น้ำโขงของหนองคาย

ไม่เพียงพ่อค้านักลงทุน ลาวยังดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสกับ "ความบริสุทธิ์" ในวิถีชีวิตของคนลาวเพิ่มมากขึ้นทุกปี

"นักท่องเที่ยวที่ข้ามด่านหนองคาย ในปีที่ผ่านมามีมากกว่า 2 ล้านคน จาก 8 แสนคนเมื่อปีก่อนเพิ่มมาถึง 2.5 เท่า เป็นคนลาวเข้ามากว่าครึ่งที่เหลือเป็นคนไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมากเพราะการเข้าไปต่อวีซ่าที่เวียงจันทน์ง่าย เดินทางสะดวกเข้าไปแค่ 20 กว่ากิโลเมตร เทียบกับด่านอื่นที่นี่ถือว่าสะดวก มากๆ" วิศวะ ปิติสุขสมบัติ นายด่านศุลกากรหนองคายกล่าว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้รับผิดชอบสะพานมิตรภาพทางฝั่งลาวระบุว่า เฉพาะ 5-6 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาออกวีซ่ากับด่านที่เวียงจันทน์เพิ่มขึ้น จากสัปดาห์ละ 1.2 พันคน เพิ่มเป็น 2 พันกว่าคนเลยทีเดียว

ด้วยเห็นศักยภาพและขนาดของตลาดนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจตรงนี้ ไทยแอร์เอเชียทำตลาดเชิงรุกด้วยการใส่ "เวิร์ดดิ้ง" โปรโมตไฟลท์ที่บินตรงอุดรฯ ว่า "กรุงเทพฯ-หนองคาย" เข้าไปด้วย ทั้งที่หนองคายไม่มีสนามบิน หลังจากลงที่สนามบินอุดรฯ ไทยแอร์เอเชียก็ให้บริการเสริมด้วยการนำรถมาส่งผู้โดยสารในตัวเมืองหนองคาย ถือเป็นความตั้งใจที่จะเจาะตลาดนักเดินทางกลุ่มนี้อย่างชัดเจน

ความนิยมข้ามไปเวียงจันทน์ที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทขนส่งไทยและรถเมล์ลาวเปิดให้บริการ รถประจำทางข้ามพรมแดนไทย-ลาว (international bus) ซึ่งมีให้บริการถึง 3 เส้นทาง ทั้งหนองคาย-เวียงจันทน์ วิ่งวันละ 6 เที่ยว อุดรธานี-เวียงจันทน์ วิ่ง 4 เที่ยว และขอนแก่น-เวียงจันทน์ ที่เพิ่งเปิดรอบปฐมฤกษ์วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้การเดินทางเข้าไปลงทุน ไปเที่ยว หรือไปทำงานที่เวียงจันทน์ง่ายขึ้นมาก

วันนี้ลาวกำลังกลายเป็น "ดาวรุ่ง" ด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว หนองคายในฐานะที่เป็นเหมือนเมืองคู่ขนานจึงหันมาปรับตัว หลบความร้อนแรงของลาวและเงินลงทุนที่สะพัดทั่วลาวด้วยการเสนอตัวเป็นเพียง "The Land Second Home" หรือแปลได้ว่า หากเวียงจันทน์หรืออุดรฯ เป็นกรุงเทพฯ หนองคายก็ขอเป็นฝั่งธนฯ

"เราควรทำธุรกิจที่รองรับเวียงจันทน์ มากกว่า พูดตรงๆ ถ้าเราเกาะเวียงจันทน์ได้เราก็สบายแล้ว ผมชอบพูดติด ตลกว่า OTOP ของหนองคายคือเวียงจันทน์ เหมือนเราเป็นประตูสู่เวียงจันทน์ พอไปเวียงจันทน์แล้วคุณจะไปไหนในลาวก็ได้" ผู้ว่าฯ หนองคายกล่าว สรุปทิศทางของหนองคาย

ยกตัวอย่าง "เวียงจันทน์เกมส์" ผู้ว่าฯ เจด็จเชื่อว่าหนองคายจะได้เม็ดเงินจากตรงนี้ไม่น้อย จากคนที่จะมาพักในหนองคาย จากกองเชียร์ที่ไปกลับ พร้อมแนะนำให้โรงแรมทำแพ็กเกจห้องพักบวกการพาไปดูกีฬาและชมเมืองเวียงจันทน์ อีกธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์ ก็คือ ธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะอาหาร และธุรกิจ นำเที่ยว

คล้ายกับจูเลี่ยน ไรท์ เจ้าของบูติกเกสต์เฮาส์ ในหนองคายซึ่งเปิดมานานกว่า 16 ปี เขาเห็นว่า "หนองคายวันนี้มีโอกาสมากมายและเป็นโอกาสที่มาจากการมีพาร์ตเนอร์ที่ใกล้ชิดอย่างเวียงจันทน์"

นอกจากอยู่ตรงข้ามเวียงจันทน์ ทำเลที่มีแม่น้ำโขงพาดผ่านเป็นระยะทางที่ยาวที่สุด ในฝั่งไทย แม่น้ำโขงได้ชื่อว่าเป็น "ดานูบแห่งบูรพา" ถือเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และติดอันดับ 10 ของโลก ความยาวทั้งสิ้น 4,909 กิโลเมตร แม่น้ำโขงมีความ หลากหลายของสิ่งมีชีวิตทางน้ำมากที่สุดในโลกรองจากแม่น้ำอะเมซอน

แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงผู้คนริมสองฝั่งโขงร่วม 100 ล้านคน และหล่อหลอมให้เกิดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย จนต่างชาติยกย่องให้แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยวทั้งทางมิตินิเวศวิทยาและมิติทางวัฒนธรรม... แต่น่าเสียดายที่คนไทย "รู้จัก" แต่เพียงแม่น้ำเจ้าพระยา

ด้วยความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำโขงเช่นนี้ ยิ่งบวกกับเสน่ห์แห่งความลึกลับและความศรัทธาต่อ "พญานาค" ที่ชาวหนองคายเชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งแม่น้ำโขง "เมืองบั้งไฟพญานาค" แห่งนี้ก็น่าจะถูกพัฒนาเป็นเมืองพักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ไม่ยาก หากมีระบบจัดการอย่างดี

ศูนย์กลางย่านธุรกิจการค้าและบริการของจังหวัดหนองคายอยู่บนเส้นถนนริมโขง ถนน มีชัย และถนนประจักษ์ ซึ่งเป็นถนน 3 สายในเทศบาลเมืองที่ขนานไปกับแนวแม่น้ำโขง และมีแนวโน้มที่ตัวเมืองจะขยายไปยังสถานีรถไฟในเร็ววันนี้

บรรยากาศธุรกิจ การจราจรที่ติดขัดในช่วงกลางวันจะอยู่บนถนนประจักษ์ ขณะที่บรรยากาศแห่งการพักผ่อนจะมีอยู่มากกว่าบนถนนริมโขง และที่ริมตลิ่งบนเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่ทางจังหวัดหนองคายลงทุนสูงถึง 130 ล้านบาท เพื่อให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและ แลนด์มาร์คของเทศบาลเมือง

ฝรั่งสาวนั่งเอกเขนกอ่านหนังสืออย่างสบายใจอยู่ที่ศาลาริมเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ศาลาถัดไปเป็นคู่ฮันนีมูนเกาหลีนั่งชี้ชมทิวทัศน์ฝั่งลาว อีกศาลาเป็นหนุ่มสาวญี่ปุ่นนอนเล่นรับลมถัดไปพ่อแม่ลูกกำลังมีความสุขกับการมานั่งปิกนิกริมโขง ลานตรงกลางมีนักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่กับ "พญานาค" อย่างสนุกสนาน นักปั่นผมทองขี่จักรยานตามแนวทางเดิน ส่วนฝรั่งสูงอายุกับไม้เท้ากำลังย่างก้าวช้าๆ

ฉากชีวิตบนริมแม่น้ำโขงที่แสนจะเรียบง่ายและเงียบสงบเหล่านี้ ทำให้นึกถึงนิยามเมืองหนองคายที่ฝรั่งหลายคนชื่นชมว่าเป็น "slow-moving town" ที่เหมาะแก่การพักผ่อน

หนองคายไม่ใช่เมืองพักผ่อน "หน้าใหม่" สำหรับฝรั่งสูงวัยที่เคยเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกันที่ประจำการฐานทัพอุดรธานี มีหนองคายเป็นแหล่งท่องเที่ยว อนุสรณ์การท่องเที่ยวจากครั้งนั้นที่ยังเหลือ มาจนวันนี้ก็เช่น โรงแรมขนาดหลายสิบห้อง 3 แห่ง ได้แก่ พงษ์วิจิตร บันเทิงจิตต์ และพูนทรัพย์ และซากโรงหนังเก่าที่เคยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2512 แต่ปิดร้าง ใช้พื้นที่บางส่วนเป็น net cafe เล็กๆ แทน

อานิสงส์จากสงครามเวียดนามทำให้เมืองอุดรธานีถูกพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจจนตัวเมืองอุดรฯ ขยายตัวมาจนวันนี้ หนองคายจึงเหมือนถูกขนาบด้วยเมืองใหญ่ถึงสองทาง แต่นี่ดูจะเป็นจุดแข็งของหนองคายที่ช่วยให้หนองคายมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือการเป็นเมืองพักผ่อน หรือที่ผู้ว่าฯ เจด็จตั้งเป็นสโลแกน "หนองคายเมืองนอน อุดรเมือง เที่ยว"

มีเด็กอุดรฯ จำนวนไม่น้อยที่ย้ายมาอาศัยหนองคายเป็นถิ่นฐาน "น้องเตย" เด็กเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่หนองคาย เป็นหนึ่งในนั้น น้องเตยหนีความแออัดและวุ่นวายในตัวเมืองอุดรฯ เข้ามาเรียนทำงานและใช้ชีวิต ริมแม่น้ำโขงอย่างสงบเรียบง่ายและสมถะ

หลายปีก่อนการเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีวิถีชีวิตสมถะเรียบง่ายและเงียบ สงบบวกกับค่าครองชีพถูก และผู้คนมีอัธยาศัยดี ถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดชาวต่างชาติโดยเฉพาะผู้สูงวัยให้เข้ามาเที่ยวเพิ่มขึ้นทีละน้อย กระทั่ง The US. Modern Maturity ของ American Association Retired Persons ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร ประกาศว่าหนองคายได้รับเลือกเป็น "เมืองน่าอยู่สำหรับผู้สูงวัย" ลำดับที่ 7 จาก 15 ลำดับ จากการสำรวจสถานที่ 40 แห่งทั่วโลก โดยมีเกณฑ์ชี้วัด 12 ตัว ได้แก่ ภูมิอากาศ ค่าครองชีพ ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ระบบบริการสาธารณสุข สถานที่พักอาศัย การคมนาคม การบริการทางการแพทย์ สภาพแวดล้อม สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ความปลอดภัย ความมั่นคงทางการเมือง และความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี ...ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในหนองคายชัดขึ้น

หลังได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่ฯ ครั้งนั้น ภาครัฐก็เลือกหนองคายเป็น1 ใน 5 จังหวัดนำร่องเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวแบบ Long Stay

ฝรั่งชราหลายคนตั้งใจเข้ามาใช้ชีวิตบั้นปลายกับเงินบำนาญหลักหมื่นหลักแสน และแต่งงานใหม่กับสาวอีสาน จนภาพฝรั่งแก่กับ "เมียฝรั่ง" เป็นสิ่งคุ้นตาในหมู่บ้านทางอีสาน ผลวิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เพิ่งเผยแพร่ไม่นาน ระบุว่า "สามีฝรั่งมีส่วนทำให้ GRP ของภาคอีสานเพิ่มสูงขึ้นรวมทั้งสิ้นกว่า 8,666 ล้านบาท สร้างและจ้างงานท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 747,094 คน...

นั่นเป็นเศรษฐกิจอีกส่วนที่ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนสะพัดในหนองคาย ไม่น้อยเช่นกัน

ภรรยาของฝรั่งวัยเกษียณ นอกจากจะหมายถึงพยาบาลชั้นดียามเจ็บป่วย ยังหมายถึงผู้แทนในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับหน่วยราชการ แทนสามีฝรั่ง ส่วนเรื่องธุรกิจโดยมากก็จะเป็นธุระของฝ่ายชาย

"แก้ว" สาวขอนแก่นย้ายมาอยู่หนองคายกับ "โทนี่" สามีวัยเกษียณ ชาวอังกฤษ เช่าตึกทำธุรกิจเกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร รถเช่า และทัวร์ ลูกค้าฝรั่ง ส่วนใหญ่เป็นญาติมิตร หรือเพื่อนของมิตร หรือมิตรของญาติ โทนี่ยังมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือบางครั้งก็เป็นนายหน้าเรื่องการทำวีซ่า ข้อมูลการท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเข้าถึงสิทธิในการทำธุรกิจ ซึ่งก็หมายถึง กระบวนการสรรหาภรรยาคนไทย ถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ "เมียฝรั่ง" เพิ่มจำนวน

"ผมชอบธรรมชาติที่นี่ ชอบที่นี่ ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ไม่กี่ปี พอครบ กำหนดก็อยู่ต่ออีกนิด นี่ก็นิดหน่อยมาหลายปีแล้ว สำหรับฝรั่ง ที่อีสานผมคิดว่าหนองคายมีชื่อเสียงมากที่สุด"

จูเลี่ยน ไรท์ อดีตนักโฆษณาในบริษัทที่ลอนดอน เป็นหนึ่งในฝรั่งที่มาแต่งงานกับชาวหนองคายเมื่อ 18 ปีก่อน และเปิดบูติกเกสต์เฮาส์ที่ชื่อ "มัดหมี่" อยู่ริมแม่น้ำโขง เกสต์เฮาส์ของเขาอยู่ในหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่ม ชาวต่างชาติเกือบทุกคนที่มาหนองคายครั้งแรกมักจะมาใช้บริการของเขา อย่างน้อยเข้าไปขอข้อมูลการท่องเที่ยวในหนองคายและเวียงจันทน์ จนหลายคนแนะนำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอข้อมูลจากที่นี่แทน ททท.

แขกของมัดหมี่มีทั้งชาวยุโรป อเมริกัน สิงคโปร์ เกาหลี และญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีการศึกษาดี มีอาชีพที่ดี และมีแนวโน้มสนใจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งจูเลี่ยนและแขกเห็นตรงกันว่า สะพานมิตรภาพเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เดินทางง่ายขึ้น แต่สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ใช่การเดินทางที่ง่าย แต่เป็นประเพณีและวิถีชีวิต

"เราต้องระวังที่จะไม่โยน "คอนกรีต" ใส่เข้ามาในการท่องเที่ยวของหนองคายให้มากกว่านี้ เราไม่จำเป็นต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยความเป็นเมืองโมเดิร์น เพราะเขามาจากเมืองที่โมเดิร์นกว่าเรา สิ่งที่หนองคายมีคือฝั่งแม่น้ำโขงที่ต้องรักษาความเป็นธรรมชาติตรงนี้ไว้ และวิถีชีวิตกับวัฒนธรรมที่ดีงาม สองอย่างนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ" ความเปลี่ยนแปลงของเมืองหนองคายทำให้จูเลี่ยน เป็นห่วงเรื่องนี้มาก

จูเลี่ยนเล่าเพิ่มเติมถึงศักยภาพที่หนองคายเป็นที่นิยมของเหล่าฝรั่งสูงวัย ทำให้ ชาวต่างชาติหลายคนสนใจอยากลงทุนเปิด "Retirement Village" ที่นี่ รวมทั้งตัวเขา แต่ที่ยังไม่ลงทุนเพราะความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของรัฐต่อเรื่องนี้ บวกกับ "ฝ่าเท้าที่เร่งรีบขึ้น" ของเมืองหนองคาย

กิจกรรมการลงทุนที่ฝรั่งนิยม นอกจาก เกสต์เฮาส์ ยังมีร้านอาหารและผับบาร์ จากการที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวและตั้งรกรากในหนองคายกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา เมือง หนองคายจึงมีร้านอาหารและบาร์หลายสัญชาติ ทั้งอิตาเลียน ออสเตรเลียน เยอรมัน สแกนดิเนเวียน อังกฤษ สเปนิช และเวียดนาม หลายคนไม่ได้เปิดร้านเพื่อรายได้ แต่เพื่อเป็น แหล่งสมาคมกับเพื่อนฝูงที่มักจะบินมาหาทุกๆ ปีมากกว่า บางร้านจึงถูกเปลี่ยนมือไปมา ระหว่างฝรั่งตาน้ำข้าวที่ย้ายเข้าย้ายออก

ระยะหลังยังมีนักลงทุนรายย่อยที่เป็นชาวหนองคายกลับมาลงทุน บ้างก็เป็นคนไทยต่างถิ่นที่เห็นโอกาสเข้าทำธุรกิจกันมากขึ้น โดยเฉพาะเกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ผับบาร์ และร้านกาแฟ

เทศบาลเมืองหนองคายขึ้นชื่อว่าเป็นเทศบาลที่มีจำนวนวัดมากที่สุดแห่งหนึ่งในไทยถึง 40 วัด ขณะที่จำนวนผับบาร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจจะทำให้ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จำนวนผับบาร์ในเมืองนี้หนาแน่นกว่าวัดก็เป็นได้

วิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่ที่ชาวหนองคายได้รับถ่ายทอดมาจากนักท่องเที่ยวและผู้คนที่เข้ามาลงทุน บวกกับรายได้สะพัดที่หนุนให้ตัวเลข GDP ของหนองคายสูงถึง 13,948 ล้านบาทในปี 2549 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 5.4% กลายเป็นความเย้ายวนให้ "อิออน" เข้ามากรุยตลาดสินเชื่อในจังหวัดนี้

เมื่อ "ดีมานด์" ที่ดินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทำเลริมน้ำกลางเมือง ราคาที่ดินริมน้ำ บางแห่ง ถูกปั่นสูงจนแทบจะไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในหนองคาย ที่ดินติดริมแม่น้ำโขงบางแปลงไม่ถึงครึ่งไร่มูลค่าสูงถึง 10-20 ล้านบาท ว่ากันว่า เจ้าของตั้งราคาแบบไม่ต้องการให้ซื้อแต่ก็ยังมีคนขอซื้อ

แม้ในเมืองหนองคายจะมีทั้งเกสต์เฮาส์เพิ่มมากขึ้น มีห้องพักในโรงแรมหลายห้อง และมีโฮมสเตย์เยอะแยะ แต่ดูเหมือนไม่เคยพอรองรับคลื่นมหาชนที่มารอชม "บั้งไฟพญานาค" ในวันออกพรรษา ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะน่านน้ำโขงในเขตจังหวัดหนองคาย เพียงไม่กี่วันตลอดงานประเพณีนี้ก็สร้างรายได้ให้หนองคายมากถึง 750 ล้านบาทเลยทีเดียว

แต่นอกจากประเพณีชมบั้งไฟฯ หนองคายยังมีเทศกาลอื่นๆ ที่มีมนต์ขลังสะกดนักท่องเที่ยวให้อยากมาชมได้เหมือนกัน เช่น ประเพณีสรงน้ำพระใสในวันสงกรานต์ ว่ากันว่าคนหนองคายจากทั่วเมืองไทยจะดิ้นรนกลับมาร่วมฉลองศรัทธาครั้งนี้ให้ได้

ทุกวันนี้ "เมืองน่าอยู่ฯ อันดับ 7" ยังถูกโปรโมตเป็นจุดขายของหนองคายอย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ 7 ปี และแม้ช่วง 3-4 ปีหลัง หนองคายจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างมาก ทั้งการจราจรที่ติดขัด ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเป็นแหล่งพักรถที่ถูกขโมยมาเพื่อเตรียมส่งไปขายต่อชาวเวียงจันทน์ ด่านหนองคายมีสถิติจับยาเสพติดได้ถึง 57 กรณี 4.3 หมื่นเม็ดในปีที่แล้ว กรณีสาวไทยหลอกแต่งงานกับฝรั่งและหนุ่มฝรั่งหลอกสาวไทย หรือข่าววัยรุ่นทุบตีพนักงานร้านสะดวกซื้อเพื่อปล้นเงินและบุหรี่ ฯลฯ

ภาพเหล่านี้เหมือนจะฟ้องว่า "ชีพจรเมืองหนองคาย" กำลังเต้นผิดจังหวะ...(หรือไม่?)

ขึ้นสู่ปีที่ 15 "หน้าตา" ของสะพานมิตรภาพกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยทางรถไฟที่พาดผ่าน ขบวนรถไฟที่กำลังจะวิ่งออกจากสถานีหนองคายข้ามไปสถานีท่านาแล้งในเร็ววันนี้ บรรทุกความฝันที่จะเป็น "ประตูสู่ GMS" ของใครหลายคน แต่ก็ขนเอาความกลัวของอีกหลายคนไว้ด้วยเหมือนกัน

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ต่อไปทางรถไฟนี้จะทำให้ผู้โดยสารและสินค้าจากกรุงเทพฯ ข้ามหนองคายเข้าไปในเวียงจันทน์โดยตรง เมื่อนั้นก็น่ากลัวว่าหนองคายจะถูกลืม"

ความเป็นห่วงของอรัญญามีสาเหตุเพราะที่ฝั่งท่านาแล้งตอนนี้ทางการลาวกำลังเตรียม การสร้างตลาดชายแดนแห่งใหม่เป็น "free zone" เนื้อที่กว่า 300 ไร่ ที่มีทั้งธุรกิจลอจิสติก ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พักแรม และบริการความบันเทิงครบวงจร ขณะที่ทางไทยยังไม่มีความตื่นตัวราวกับจะยอมปล่อยขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาพร้อมโอกาสและรายได้วิ่งผ่านไปเฉยๆ

ไม่ว่าอย่างไร เส้นทางรถไฟสายนี้เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตความหวังของนายกรัฐนตรีคนใหม่ของไทยที่จะพัฒนาระบบรางทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการขนส่งและแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน

และที่สำคัญก็คือ เส้นทางรถไฟนี้เปรียบเหมือน "รถไฟขบวน GMS" ที่คงไม่มีใครอยาก ให้หนองคายต้อง "ตกรถไฟ" ทั้งที่ถือตั๋วอยู่

สิ่งที่น่าจะทำก่อนและหลังขึ้น "รถไฟสาย GMS" นี้ก็คือ การเตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะถาโถมมาแรงกว่าเมื่อ 14 ปีก่อน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงครั้งนี้หมายถึงอิทธิพลจากจีนที่จะล่องตามแม่น้ำโขงและเส้นทางรถไฟเข้ามาสู่หนองคายและประเทศไทย

คงถึงเวลาแล้วที่หนองคายจะต้องกลับมาหาจุดยืนที่มาจาก "จุดขาย" ที่แท้จริงของจังหวัด พร้อมกับวางแผนจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงให้พร้อม ก่อนที่ "คุณค่าและความงาม" ของหนองคายจะไหลไปตามแม่น้ำโขงอย่างไม่หวนกลับ

...เช่นเดียวกับเมืองหน้าด่านอื่นๆ ที่กำลังจะถูกเชิญขึ้นมาบน "รถไฟสาย GMS" ในเร็ววันนี้
ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 08:00 AM   #216
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2551

อาณาจักรเจียงแห่งลุ่มน้ำโขง
โดย สุภัทธา สุขชู


จากธุรกิจค้าขายเครื่องมือเกษตรและเป็นดีลเลอร์มอเตอร์ไซค์ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดชายแดนเล็กๆ อย่างหนองคายตั้งแต่เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โดยพงษ์ศักดิ์ สกุลคู อาณาจักร "เจียงกรุ๊ป" เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจากจิ๊กซอว์ธุรกิจทีละชิ้น วันนี้เจียงกรุ๊ปนับเป็นกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่สุดแห่งเมืองพญานาคก็ว่าได้

จากมอเตอร์ไซค์ต่อยอดมาเป็นดีลเลอร์รถยนต์มิตซูบิชิแต่เพียงผู้เดียวในหนองคาย ดีลเลอร์รถคูโบต้า และปั๊มน้ำมันเชลล์ จากอำเภอท่าบ่อก็ขยายเขตแดนเข้าสู่อำเภอเมือง จนครอบคลุมทั้งจังหวัด และข้ามพรมแดนไปถึงอุดรธานี

เจียงกรุ๊ปกระโดดข้ามธุรกิจมาลงทุนเปิดห้าง "บิ๊กเจียง" ก่อนสะพานมิตรภาพเปิดไม่นาน

ในช่วงอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ บูม เจียงกรุ๊ปกระโดดข้ามมาจับธุรกิจบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อโครงการ "บ้านจิรทิพย์" ยังมีโครงการอื่นที่ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทนุสาศิริ รวมทั้งยังมีธุรกิจให้เช่าอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ที่มีรายได้นับล้านบาทต่อเดือน

เมื่อกิจการขยายจนใหญ่โต พงษ์ศักดิ์เริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร และมองลึกลงถึงการศึกษา กลายเป็นไอเดียในการเปิดโรงเรียนเจมส์บริหารธุรกิจ (JBAC) เป็นสถาบันอาชีวะเมื่อปี 2544 วัตถุประสงค์ที่ระบุในหน้าเว็บว่า "เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงประเทศลาว" โดยมีการเตรียมทุนการศึกษาให้กับคนลาวได้มาเรียนด้วย

ขณะเดียวกันโรงเรียนก็เป็นเสมือน recruitment center ของเจียงกรุ๊ป ในการสรรหาพนักงานที่มีคุณภาพและยังได้พนักงานที่มีความภักดีอีกด้วย ที่ผ่านมามีนักเรียนจบไปแล้วร่วม 2 พันคน

ในปี 2547 เจียงกรุ๊ปกลับสานต่ออาณาจักรย่อยในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยการเปิด Hi Mall ย่านสามเสน

ด้วยผลงานดีบวกกับการเป็น distributor รถคูโบต้าในลาวอยู่ก่อนแล้ว มิตซูบิชิแต่งตั้งให้เจียงกรุ๊ปเป็นตัวแทนในลาว โดยทางเจียงฯ ก็ได้เข้าไปในตลาดเขมรด้วยเลย

"เรามีสิทธิ์แต่งตั้งดีลเลอร์ในลาว นอกจากที่เวียงจันทน์ที่เปิดแล้ว ตอนนี้เราก็มีแผนที่จะตั้งดีลเลอร์ตามเส้นทางต่างๆ ในแผน GMS ที่ผ่านในลาว อย่างสะหวันนะเขต ปากเซ จริงๆ ตลาดลาวก็มีศักยภาพ แต่ไม่ใหญ่มาก ขณะที่เขมรเป็นตลาดใหญ่กว่า มันก็เป็นการเพิ่มวอลุ่มในการเจรจาได้ด้วย" กิตติพงษ์กล่าว

คลุกคลีอยู่ในลาวอยู่สักพัก เจียงกรุ๊ปก็ตัดสินใจจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเบียร์ลาวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ด้วยรู้ว่ามีตลาดแน่นอน เพราะรสชาติเบียร์ลาวถูกใจคนไทยและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เคยได้ชิม

การขยายธุรกิจข้ามพรมแดนจากไทยไปยังลาวและเขมรถือเป็นก้าวแรกในการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เจียงกรุ๊ปยังมีโอกาสอีกมาก กิตติพงษ์เตรียมแต่งตัว "กลุ่มบริษัท" เอาไว้บ้างแล้วเพื่อจะกระโดดขึ้น "รถไฟขบวน GMS" ที่พาดผ่าน "หน้าบ้าน"
ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 08:02 AM   #217
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2551

ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์

ทำไมนิตยสาร "ผู้จัดการ" ฉบับนี้จึงให้ความสำคัญกับจังหวัดหนองคาย จนต้องนำเสนอขึ้นมาเป็นเรื่องจากปก?

คงเป็นคำถามในใจของหลายคน เมื่อหยิบนิตยสารฉบับนี้ขึ้นมาอ่าน

คำตอบที่ชัดเจนคงต้องเข้าไปอ่านในเนื้อหา ซึ่งคุณสุภัทธา สุขชู นักเขียน และคุณจันทร์กลาง กันทอง ช่างภาพของเราได้ใช้เวลามากกว่า 4 เดือน เดินทางไปยังจังหวัดนี้หลายครั้ง เพื่อสัมภาษณ์บุคคลหลายคน เก็บข้อมูล และภาพในบรรยากาศต่างๆ ของจังหวัดหนองคาย เพื่อนำมารวบรวมร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้กับท่านผู้อ่าน

แต่หากกล่าวโดยสรุป การที่นิตยสาร "ผู้จัดการ" ให้ความสำคัญกับหนองคาย เพราะเรามองว่าเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์สำคัญ หากเรามองภาพรวมถึงยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มกันของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ถือเป็นภาคต่อเนื่องหลังจากเราได้นำเสนอเรื่อง "เปิดตลาดอินโด (จีน)" เป็นเรื่องจากปกในฉบับเดือนสิงหาคมปีก่อน (อ่านรายละเอียดได้ใน www.gotomanager.com)

หลายคนที่เคยไปยังจังหวัดหนองคาย อาจมองว่าเป็นเพียงจังหวัดชายแดนเล็กๆ ที่เงียบสงบ ไม่น่ามีความโดดเด่นอะไรนัก

แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างได้บังเกิดขึ้นและมีส่วนเกี่ยวพันกับหนองคาย

ความเคลื่อนไหวล่าสุด การเชื่อมต่อรางรถไฟ ช่วงกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟที่สามารถเชื่อมโยงประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอย่างน้อย 4 ประเทศเข้ามาใกล้ชิดกัน โดยมีจีนอยู่ตอนบนที่สุด

น่าเสียดายที่พิธีเชื่อมทางรถไฟ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ทั้งที่เป็นความเคลื่อนไหวซึ่งนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคต

ดังนั้น เมื่อมองในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคแล้ว เราจึงไม่อาจละเลยที่จะกล่าวถึงจังหวัดนี้

เราเชื่อว่า บทบาทของประเทศในภูมิภาคนี้กำลังทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากนี้ไปจะต้องมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มานำเสนอเพิ่มเติมอีกแน่นอน
ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 08:08 AM   #218
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมจัดตั้งสำนักงานทำหนังสือเดินทางที่จังหวัดอุดรธานี

กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมจัดตั้งสำนักงานทำหนังสือเดินทางที่จังหวัดอุดรธานี

นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวในรายการผู้ว่าพบประชาชนว่า ในช่วงที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นั้น ได้พยายามผลักดันให้จังหวัดอุดรธานี ได้รับการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งจังหวัดมีความพร้อมและมีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่ระดมเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าไปร่วมกันพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น เช่นการพัฒนาสนามบินอุดรธานี ให้เป็นสนามบินนานาชาติ ที่สามารถเชื่อมโยง บินตรงจากอุดรธานี ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคได้ ทั้งสิงคโปร์ หลวงพระบาง จีน และเวียดนาม

ซึ่งอยู่ในระหว่างประสานเป็นการภายในอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกัน ยังได้ผลักดันให้มีการจัดทำใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นเป็นจังหวัดแรกในภูมิภาคได้สำเร็จ แต่สำคัญที่จะรองรับการเติบโตของจังหวัดในอนาคต คือการจัดตั้งหน่วยงานในการออกหนังสือเดินทางขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี เหมือนกับที่จังหวัดขอนแก่น เพราะหากพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าอุดรธานี มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งอัตราของชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าออกในจังหวัด แรงงานต่างชาติจากอุดรธานี และสถิติข้อมูลการบินของเครื่องบินภายในประเทศที่มีจำนวน 8 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต่อป่า ได้ทำหนังสือจากจังหวัด ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอให้มาจัดตั้งสำนักงานจัดทำหนังสือเดินทาง (Passport) ที่จังหวัดอุดรธานี และล่าสุด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายนภดล ปัทมะ) ได้รับปากที่จะดำเนินการตามคำขอของจังหวัดแล้ว โดยได้แจ้งไปยังอธิบดีกรมการกงศล แล้ว และได้ประสานกลับมาให้จังหวัด เตรียมสถานที่สำหรับดำเนินการแล้ว ซึ่งขณะนี้ กำลังศึกษาข้อมูลอยู่ คาดว่าจะจัดหาสถานที่ได้ในเร็ววันนี้

พนารัตน์ สุขใจ /ส.ปชส.อุดรธานี
โดย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี
ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 08:09 AM   #219
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

หอฯอุดรธานีรุกจัด "ทัวร์ธุรกิจ" หนุนบินตรง อุดรฯ-เสียมเรียบ

หอการค้าจังหวัดอุดรธานีเดินหน้าจัดโครงการ "ทัวร์ธุรกิจ" เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า กระชับความสัมพันธ์กับภาครัฐบาล และภาคธุรกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดเมื่อวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา คณะทัวร์กว่า 30 ชีวิต ได้เดินทางไปเยือนจังหหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

นำทีมโดย นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายธีระ ตั้งหลักมั่นคง รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี โดยมี Mr.CHAN SOPHAL รองผู้ว่าราชการจังหวัดเสียมเรียบ ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุปข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการค้า การลงทุน ของจังหวัดเสียมเรียบ

การเดินทางเยือนจังหวัดเสียบเรียบครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในการเปิดประตูสู่ประเทศกัมพูชาของจังหวัดอุดรธานี โดยหอการค้าจังหวัดอุดรธานีได้พยายามผลักดันให้มีการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ อุดรธานี-เสียมเรียบ เนื่องจากท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานีมีศักยภาพพร้อมที่จะรองรับอยู่แล้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับนักธุรกิจ และประชาชนทั้งสองจังหวัดได้เป็นอย่างดี

จังหวัดเสียมเรียบนับเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการบริการของประเทศกัมพูชา ปัจจุบันกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม ที่ผ่านมามีการตกลงเพื่อพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัดเสียบเรียบ กับนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาวไปแล้ว ทำให้ การเดินทางมีความสะดวกมากขึ้น

ในปี 2549 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดเสียมเรียบกว่า 8 แสนคน และ เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านคนในปี 2550 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 23% ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไทย และยุโรป ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก

ขณะที่นักธุรกิจจากต่างชาติทั้งชาวไทย สิงคโปร์ และจีนต่างหันมาลงทุนด้านธุรกิจเกสต์เฮาส์ โรงแรม และร้านอาหาร โดยมีตั้งแต่ระดับดาวเดียวจนถึงระดับ 5 ดาว ประมาณ 78 แห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่น และยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดเล็กอีกด้วย

สำหรับผลการประชุม และเจรจาธุรกิจมีข้อสรุปร่วมกัน อาทิ ได้รับทราบกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนที่ถูกต้องเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจช่วยลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังได้รับทราบความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา และยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากขึ้นระหว่างภาครัฐบาล และเอกชน ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อถือในการทำธุรกิจระหว่างกัน บนพื้นฐานความเชื่อมั่นในระยะยาว
ak no está en línea   Reply With Quote
Old May 17th, 2008, 08:09 AM   #220
ak
Registered User
 
Join Date: Dec 2005
Location: Udonthani - Nongkhai
Posts: 657
Likes (Received): 195

นายกเล็กนครอุดรฯ ประกาศแผนพัฒนาใหม่สุดหรู 8 ด้าน

นายกเล็กนครอุดรฯ ประกาศแผนพัฒนาใหม่สุดหรู 8 ด้าน


อุดรธานี - เปิดประชุมสภาเทศบาลนครอุดรฯ นายกเล็กคนใหม่แถลงแผนนโยบายสวยหรู 8 ข้อครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ-สังคม หากทำสำเร็จเชื่อเมืองอุดรเป็นต้นแบบสุดยอดเมืองในฝันของประชาคมโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (16 พ.ค.) ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี ได้จัดให้มีการประชุมสภาเทศบาลนครอุดรธานี สมัยวิสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2551 โดยมีนายสุรพล แจ่มวุฒิปรีชา ประธานสภา เปิดการประชุม มีสมาชิกเข้าประชุมครบทั้ง 24 คน นายก ฯและรองนายกอีก 4 คน และนายวลงค์ คลังเงิน ท้องถิ่น จ.อุดรธานี ร่วมประชุมและสังเกตการณ์ด้วย

จากนั้น นายอิทธิพล ตรีวัฒน์สุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี ได้แถลงนโยบายต่อสภา 8 ข้อคือ 1.บริการประทับใจ โปร่งใสและเป็นธรรม เป้าหมายเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนได้รับความพอใจสูงสุด มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเกิดประสิทธิภาพ คล่องตัวโดยสัมพันธ์สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ และนโยบายการพัฒนาทุกระดับ

2.สาธารณูปโภคทั่วถึงทุกชุมชน เป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์เมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ให้เทศบาลนครอุดรธานีเป็นเมืองและชุมชนที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ รองรับอย่างเหมาะสมกับขนาดของเมืองและชุมชน สร้างความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างมีความสุข

3.จราจรทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันปัญหาการจราจรและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ปัญหารถติด มลพิษทางอากาศและเสียง และอุบัติเหตุจราจร ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในเมืองต่างๆ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความสูญเสียทั้งด้านทรัพย์สิน และต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของประชาชน

รวมทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจ นับเป็นมูลค่ามากมายในแต่ละปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมชุมชน และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในปัจจุบัน

4.การศึกษาดี กีฬาเด่น เน้นคุณธรรม เป้าหมายเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรง มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีจิตอาสารับผิดชอบต่อสังคม สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิต และพัฒนาท้องถิ่น 5.เสริมสร้างสุขอนามัย ใส่ใจชุมชนอย่างครบวงจร เป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการส่งเสริม การป้องกัน การให้การรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และเสริมสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

6.บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูวัฒนธรรม นำการท่องเที่ยว เป้าหมายเพื่อการพัฒนาเมืองให้มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ดี สังคมเข้มแข็ง มีความสงบ สะอาด ปลอดภัย บ้านเมืองมีระเบียบวินัย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผู้คนมีความภาคภูมิใจในเมืองของตน คนมีคุณภาพชีวิต มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเป็นสุข สร้างความประทับใจต่อนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจากต่างถิ่น

7.เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น เป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและชุมชนโดยรอบให้พัฒนาไปพร้อมกันอย่างสมดุล โดยอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนและประชาสังคมควบคู่กับการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงการบริหารองค์กรเทศบาล

8.ร่วมคิด ร่วมสร้าง ประสานนโยบาย เป้าหมายเพื่อบริหารจัดการเมืองและชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สร้างโอกาส การเรียนรู้และการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในท้องถิ่น ในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา โดยจะมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามตรวจสอบได้ โดยจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดและวางแผนการพัฒนาเมือง

จากนั้นได้มีการเลือกรองประธานสภาเทศบาลนครอุดรธานี โดยมีสมาชิกได้เสนอชื่อนายจันทร์เพ็ง สุริยงค์ ส่วนเลขานุการสภาเทศบาลนครอุดรธานี เสนอชื่อนายไกรสิทธิ์ พุฒธรรม ส่วนประธานกรรมการวิสามัญ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.นายอนันต์ คำสุพรหม เป็นประธานฯ 2.นายพัฒนา อินธิชิตร 3.นายอภิชาต เวชประดิษฐ์ 4.นายตระกูล มณีกานนท์ และ 5.นางวราพร ศิริประเสริฐ และเสนอรายชื่อกรรมการตรวจร่างเทศบัญญัติและรับคำร้องขอแปรญัตติ จำนวน 5 คน

ประกอบด้วย 1.นายกิตติเชษฐ์ ตั้งวิจิตร เป็นประธานฯ 2.นายสุพัฒน์ ประเสริฐสังข์ 3.นายทอง ธีระธรรม 4.นายประสาท อัมรัตนเจตแจ่ม และ 5.นายอรรถกร มาสาซ้าย
ak no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
thailand

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 11:43 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu