daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Regional Thailand

Regional Thailand Anything about Southern, Northern, Eastern and North eastern of Thailand



Reply

 
Thread Tools
Old August 25th, 2008, 06:39 AM   #1061
nikerhong
Registered User
 
Join Date: Aug 2008
Location: Tainan,Korat,Hachioji
Posts: 35
Likes (Received): 0



คราวนี้มาดูของไต้หวันมั่งครับ บ้านเค้านั้นขับรถชิดขวานะครับ แต่สิ่งที่แตกต่างจากถนนบ้านเราอย่างชัดเจนก็คือสัญลักษณ์บนถนนนั้นชัดเจนและครบครันมากกว่าเราครับ เมื่อมีสัญลักษณ์ชัดเจนการจัดการอะไรก็ง่ายละครับทีนี้ บ้านเค้านั้นถ้าท่านจะขับรถฝ่าไฟแดงจะไม่มีตำรวจคอยจับนะครับ สามารถฝ่าได้ตามสบาย(ระวังรถอีกทางละกัน) แต่ว่าจะมีจม.พร้อมรูปถ่ายของท่านและใบสั่งส่งไปให้ถึงที่บ้านครับถ้ายังไม่มาเสียค่าปรับก็จะมีข้อมูลบันทึกลงในประวัติและมีผลต่อการต่อทะเบียนครับ

ลองสังเกตดูวิธีการจัดการของเค้านะครับ คือจากด้านขวามือในสุดนั้นจะเป็นที่จอดรถ(อันนี้เป็นนอกเมืองนะครับเลยไม่มีการตีเส้นแต่ถ้าเป็นในเมืองที่จอดรถจะตีเส้นบอกไว้ชัดเจน มีตัวเลขกำกับด้วยเพราะถ้าใครจอดจะมีคนมาคอยเก็บค่าจอดรถโดยใส่เป็นสลิปไว้ให้ที่หน้ากระจก เจ้าของรถก็มีหน้าที่เอาสลิปนี้ไปจ่ายค่าจอดที่ร้านเซเว่นครับ) ต่อจากที่จอดรถมาทางด้านซ้ายมือคือเลนสำหรับรถช้าคือจักรยานครับ ต่อจากจักรยานเป็นเลนสำหรับรถมอเตอร์ไซด์ครับ ในสุดจึงจะเป็นรถยนต์ สรุปว่าถนนเส้นนี้รถยนต์มีอยู่เลนเดียว แล้วเป็นเส้นทึบด้วยหมายความว่าห้ามแซงห้ามล้ำเข้ามาในเลนของคนอื่น แต่เวลาใช้งานจริงๆก็มีลำ้กันบ้างเหมือนกันครับ มอเตอร์ไซด์ส่วนใหญ่จะมากินพื้นที่จักรยานครับ(รถเร็วจะแย่งรถช้า) แล้วก็รถยนต์บางจังหวะก็กินเข้ามาในเลนมอเตอร์ไซด์ แต่ประโยชน์ที่ได้ก็คือแต่ละยานพาหนะมีขอบเขตของตัวเองเห็นได้ชัดเจน บ้านเราน่าเอาแนวคิดนี้มาใช้ก่อนจะขยายถนนดีมั๊ยครับ?
nikerhong no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old August 25th, 2008, 06:49 AM   #1062
nikerhong
Registered User
 
Join Date: Aug 2008
Location: Tainan,Korat,Hachioji
Posts: 35
Likes (Received): 0


นี่คือที่จอดรถในเมืองของไต้หวันครับ อันนี้เป็นเมืองไทหนานครับ เทียบขนาดก็น่าจะประมาณโคราชเรานี่แหละครับ(แต่คนเค้าจะหนาแน่นกว่า) สังเกตว่าเค้าปลูกต้นไม้อยู่บนถนนเลยนะครับ ต้นไม้นี่มาปลูกทีหลังนะครับ ไม่ใช่เค้าอนุรักษ์ทำถนนแต่มีต้นไม้โผล่ สิ่งที่ได้จากการทำเช่นนี้ก็คือแนวต้นไม้เป็นตัวกำหนดจำนวนรถที่จะจอดได้ครับ(เพราะว่าจอดเกินหนึ่งคันก็ไม่ได้) ที่จอดรถจะมีต้นไม้อยู่ทั้งหัวทั้งท้าย เข้าจอดลำบากนิดนึง แต่ข้อดีคือมีร่มเงาให้ตลอดวันครับแล้วก็รถจะจอดสะเปะสะปะตามใจนึกแบบบ้านเราไม่ได้ ผมเคยนำเสนอให้ผู้บริหารเมืองสมัยหนึ่งให้ทำเช่นนี้ ท่านบอกว่าทุกวันนี้เทศบาลต้องยกเลิกทางเท้าเพื่อให้รถสะดวก แล้วผมมาเสนอให้ทำอย่างนี้ ท่านก็โดนชาวบ้านด่าแย่แน่ๆ ท่านว่าผมเพ้อฝันครับ....เศร้าครับ
nikerhong no está en línea   Reply With Quote
Old August 25th, 2008, 06:58 AM   #1063
nikerhong
Registered User
 
Join Date: Aug 2008
Location: Tainan,Korat,Hachioji
Posts: 35
Likes (Received): 0


เนื่องจากว่าเค้ามีการวางระบบผังเมืองและระบบการปฏิบัติงานเกี่ยวกับพื้นที่ถนนอย่างชัดเจน (ถนนเส้นไหนต้องเผื่อขยายหรือถนนเส้นไหนไม่ควรให้มีการขยาย) ทีนี้ถนนไหนที่ไม่ต้องมีการขยายถนนออกไปต้นไม้ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ เค้าก็ได้ถนนสวยๆรมรื่นอย่างที่เห็นในรูปนี้แหละครับท่าน
nikerhong no está en línea   Reply With Quote
Old August 25th, 2008, 08:25 AM   #1064
Korat723
Sophomore Student
 
Join Date: Aug 2008
Location: Thammasat University Rangsit Campus
Posts: 154
Likes (Received): 0

ผมยังจำได้
โคราชก็เคยมี Bicycle Lane แบบนี้น่ะ...แต่ถูกยกเลิกไปแล้ว
จะนำกลับมาทำใหม่ก็ไม่เสียหลาย...

_________________________________________________________________

Last edited by Korat723; August 25th, 2008 at 08:49 AM.
Korat723 no está en línea   Reply With Quote
Old August 25th, 2008, 08:26 AM   #1065
Korat723
Sophomore Student
 
Join Date: Aug 2008
Location: Thammasat University Rangsit Campus
Posts: 154
Likes (Received): 0

Quote:
Originally Posted by Gaia View Post
ที่จริงโคราชจัดเป็นแหล่งประกอบรถบัสที่สำคัญของประเทศ (อีกแห่งคือบ้านโป่ง จ.ราชบุรี) น่าจะจัดมาตรฐานรถเมล์ไห้ดีได้ สิ่งที่สำคัญคือการผลักดันให้เกิดองค์กร ขสนม (ขนส่งมวลชนนครราชสีมา)

ดูอย่าง รถสนามบินรุ่นนี้ ที่อู่เชิดชัยทำขึ้นไม่ขี้เหร่เลย



photo Source: http://www.cherdchai.com
ก็สวยดีครับ ถ้านำมาวิ่งแทนรถ2แถวจะจุผู้โดยสารได้มากว่าเดิม 3-4เท่าเลย(ตอนรถ2แถวแน่นเต็มที่) ประมาณว่า...รถเมล์คันนี้ 1 คันแทนที่รถ2แถวได้3-4คันเลย โดยเฉพาะรถสายที่วิ่งตามถนนมิตรภาพกับถนนสุรนารายณ์ที่เป็นแหล่งชอปปิ้งกับแหล่งสถานศึกษา...

_________________________________________________________________

เพื่ออนาคตของชาติที่สดใส

Last edited by Korat723; August 25th, 2008 at 08:39 AM.
Korat723 no está en línea   Reply With Quote
Old August 25th, 2008, 09:09 AM   #1066
Korat723
Sophomore Student
 
Join Date: Aug 2008
Location: Thammasat University Rangsit Campus
Posts: 154
Likes (Received): 0

ผมขออนุญาติออกความเห็นใหม่ๆบ้าง
โคราชถ้าดูจากแผนที่จะพบว่าผังเมืองเป็นระเบียบมากในระดับหนึ่ง...แต่ประเด็นที่จะกล่าวถึงคือการจัด Zone ของเมืองนี้ ที่ก่อปัญหาขึ้น

ขอเริ่มจาก...
1. โคราชมี Chinatown ริเปล่า??? เท่าที่สังเกตจะมีร้าค้าของคนเชื้อชาติจีนอยู่มากแถบถนนโพธิ์กลาง, ถนนบัวรอง, ถนนโยธา เป็นต้น แต่กลับพบศาลเจ้าจีนและป่าช้าจีนจำนวนมาก ทั้งที่ถนนโพธิ์กลาง, ถนนจอมสุรางค์ยาตร์, ถนนโยธา, (และยังอุตส่าห์ลามมาถึง)ถนนจอมพลหลังย่าโม, บริเวณรอบโรงเรียนบุญวัฒนา และแถบถนนสาย 226และ224... จนบางทีคิดไปว่าโคราชเป็นเมืองคนจีนริเปล่า??? มองไปทางไหนเห็นป้ายร้านค้าจะต้องเขียนเป็น 2 ภาษา(ไทย และ จีน)

2. มีเขตที่อยู่อาศัย, การค้า, ธุรกิจ, และ อุตสาหกรรมที่เป็นระเบียบและแน่นอนริเปล่า??? พื้นที่กลางเมืองแถวๆศาลหลักเมือง(ทั้งๆที่เป็นเขตกลางเมือง)กลับพบแต่โกดังที่อยู่ในคราบของตึกแถว ดูๆแล้วเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยมาก พื้นที่ถนนมิตรภาพบริเวณในตัวเมือง มีทั้งห้าง, ร้านค้า(และ)ศูนย์รถยนต์กับอู่ซ่อมรถปนอยู่ด้วยกัน เขตถนนมุขมนตรีเป็นเขตที่อยู่อาศัยผสมกับเขตการค้า(มองเข้าไปในซอยมีโรงงานด้วย)

ค่อนข้างจะเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำในโคราชมีปัญหาการจราจรอยู่ขณะนี้(ความเห็น + ความจริงที่พบ)
ถ้ามีจัดระบบใหม่ โคราชอาจเป็นเมืองที่หาพื้นที่แน่นอนไม่ได้(ไม่มี Downtown ที่แน่นอน, ไม่มีนิคมอุตสาหกรรมที่แน่นอน)

_________________________________________________________________

Last edited by Korat723; August 25th, 2008 at 09:15 AM.
Korat723 no está en línea   Reply With Quote
Old August 25th, 2008, 09:16 PM   #1067
reQuiem4adream
Blow me!
 
reQuiem4adream's Avatar
 
Join Date: Nov 2007
Location: Central of Moron
Posts: 3,739
Likes (Received): 133

Quote:
Originally Posted by nikerhong View Post
บ้านเค้านั้นถ้าท่านจะขับรถฝ่าไฟแดงจะไม่มีตำรวจคอยจับนะครับ สามารถฝ่าได้ตามสบาย(ระวังรถอีกทางละกัน) แต่ว่าจะมีจม.พร้อมรูปถ่ายของท่านและใบสั่งส่งไปให้ถึงที่บ้านครับถ้ายังไม่มาเสียค่าปรับก็จะมีข้อมูลบันทึกลงในประวัติและมีผลต่อการต่อทะเบียนครับ
อยากให้เมืองไทยใช้วิธีการแบบนี้แทน
reQuiem4adream no está en línea   Reply With Quote
Old August 26th, 2008, 02:10 PM   #1068
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

Quote:
Originally Posted by Korat723;244380981.
โคราชมี Chinatown ริเปล่า??? เท่าที่สังเกตจะมีร้าค้าของคนเชื้อชาติจีนอยู่มากแถบถนนโพธิ์กลาง, ถนนบัวรอง, ถนนโยธา เป็นต้น แต่กลับพบศาลเจ้าจีนและป่าช้าจีนจำนวนมาก ทั้งที่ถนนโพธิ์กลาง, ถนนจอมสุรางค์ยาตร์, ถนนโยธา, (และยังอุตส่าห์ลามมาถึง)ถนนจอมพลหลังย่าโม, บริเวณรอบโรงเรียนบุญวัฒนา และแถบถนนสาย 226และ224... จนบางทีคิดไปว่าโคราชเป็นเมืองคนจีนริเปล่า??? มองไปทางไหนเห็นป้ายร้านค้าจะต้องเขียนเป็น 2 ภาษา(ไทย และ จีน)
ประเทศไทยมีคนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 14 % มั้งครับ ส่วนใหญ่ทำการค้า ดังนั้นป้ายร้านค้าจึงมีภาษาจีน ผมก็เป็นลูกหลานจีนที่พูดจีนไม่ได้ซักคำ

ผมว่าโคราชไม่มีไชน่าทาวน์ครับ เพราะไม่มีชุมชนที่มีวิถีชีวิตแบบจีนหนาแน่น แต่ถามว่าถนนไหนที่คล้ายเยาวราช ผมคิดว่าถนนจอมพลเพราะมีร้านทองเยอะ

เยาวราชเปนไชน่าทาวน์ที่โด่งดังเพราะเป็นถนนที่มีคนจีนผงาดขึ้นมารุ่งเรืองในการทำการค้า มีภาพลักษณ์เชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้ก็มีครอบครัวคนจีนเยาวราชอีกเยอะที่อพยพมาอยู่เมืองไทยนานแล้วแต่ยังพุดไทยไม่ได้ วัฒนธรรมยังเป็นจีนโบราณ อยู่อย่างลำบากยากจนต้องพักอาศัยในห้องเช่าเล็กๆ ตั้งตัวไม่ได้ก็เยอะ อยากเห็นวิถีชีวิตคนจีนจนๆในเมืองไทยก็ต้องไปดูแถวเยาวราชเมือนกัน แต่ต้องเข้าไปสำรวจในตรอกในซอยนะ
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 26th, 2008, 04:14 PM   #1069
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

Quote:
Originally Posted by Korat723 View Post

2. มีเขตที่อยู่อาศัย, การค้า, ธุรกิจ, และ อุตสาหกรรมที่เป็นระเบียบและแน่นอนริเปล่า??? พื้นที่กลางเมืองแถวๆศาลหลักเมือง(ทั้งๆที่เป็นเขตกลางเมือง)กลับพบแต่โกดังที่อยู่ในคราบของตึกแถว ดูๆแล้วเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยมาก พื้นที่ถนนมิตรภาพบริเวณในตัวเมือง มีทั้งห้าง, ร้านค้า(และ)ศูนย์รถยนต์กับอู่ซ่อมรถปนอยู่ด้วยกัน เขตถนนมุขมนตรีเป็นเขตที่อยู่อาศัยผสมกับเขตการค้า(มองเข้าไปในซอยมีโรงงานด้วย)
การเติบโตของชุมชนเมืองในไทยเป็นแบบ mixed use ทุกอย่างแม้กระทั่งทางเท้าก็สามารถใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้หลายอย่างมาก

หรือเป็นเพราะความหลากหลายและความไร้ระเบียบคือธรรมชาติของเมืองร้อน ที่มี entropy สูงทำให้ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิง หลากหลาย และไร้ระเบียบ (chaos) ลองสังเกตต้นไม้ในป่าดงดิบเขตร้อนสิ รกรุงรัง ลองสังเกตความหลากหลายทางชีวภาพสิ่งมีชีวิตในเขตร้อนที่มีนับล้านชนิดมามายในพื้นที่เล็กๆ หรือสังเกตความหลากหลายของชาติพันธุ์ภาษาและวัฒนธรรมของมนุษย์ประเทศเขตร้อนสิ ขณะเดียวกันก็ลองสังเกตป่าเมืองหนาวที่มักมีพืชไม่กีชนิด สัตว์ไม่กี่อย่าง รูปทรงค่อนข้างไปในทางชัดเจนเป็นเป็นระเบียบ แบบแผน เช่น ต้นสน หรือป่าผลัดใบที่ร่วงก็ร่วงพร้อมกัน ผลิก็ผลิพร้อมกัน สังเกตดูเกล็ดหิมะ ทุกอย่างมีรูป form ที่ compact สิ่งต่างๆที่มีคาบเวลาชัดเจน ไม่แตกซ่านรกรุงรังอย่างประเทศเมืองร้อนที่ได้รับพลังงานมาก ในทำนองเดียวกันถ้าหากมองว่ามนุษย์เป็นวัตถุนึงในธรรมชาติ ก็จะมี phenomenon ที่คล้ายกับปรากฎการณ์อื่นในธรรมชาติ ทำนองว่ามนุษย์เมืองร้อนทำอะไรก็มักจะเกิดสิ่งที่ไร้ระเบียบ มนุุษย์เขตหนาวทำอะไรก็มักจะเกิดสิ่งที่มีระเบียบแบบแผน หรือหากอยู่ในสภาวะไร้ระเบียบก็จะกลับสู่สภาวะมีระเบียบในรูปใหม่อย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับในเมืองร้อนที่อะไรๆมันจะจัดระเบียบยากกว่าเสมอเพราะมันฝืนธรรมชาติ และมีตัวแปรเยอะกว่าเนื่องจากเป็นระบบเปิด ที่มีตัวปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบได้อย่างซับซ้อนมากกว่าจนดูเหมือนไร้สมการในการทำนาย (ประมาณว่า Systematic : linear Vs Nonlinear:predictable Vs Unpredictable) เหมือนการเมืองของประเทศเมืองร้อนตอนนี้ที่ไร้เสถียรภาพ (unstable) ไกลจากจุสมดุลไม่รู้จะจบอย่างไร

Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 26th, 2008, 04:26 PM   #1070
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ใครพอรู้บ้างว่า แถวถนนมิตรภาพทางไปขอนแก่น บริเวณเลยแยกพนมวันไปหน่อยหนึ่ง มีการปรับที่กว้างมาก ว่ากันว่าเป็นที่ของเสี่ยเจริญ เจ้าสัวน้ำเมา ไม่ทราบว่าเขาจะทำอะไร โกดังเบียร์ โรงงาน หรืออื่นๆ เผอิญว่าครอบครัวผมมีที่ดินใกล้ตรงนั้นมันจะบูมหรือป่าว แต่จะว่าไปถนนมิตรภาพเส้นโคราชออกไปทางขอนแก่นถึงแยกอำเภอโนนสูงโรงงานเริ่มมากเหมือนเส้นมิตรภาพออกไปกรุงเทพด้านสูงเนิน
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 26th, 2008, 05:04 PM   #1071
Korat723
Sophomore Student
 
Join Date: Aug 2008
Location: Thammasat University Rangsit Campus
Posts: 154
Likes (Received): 0

Quote:
Originally Posted by Gaia View Post
การเติบโตของชุมชนเมืองในไทยเป็นแบบ mixed use ทุกอย่างแม้กระทั่งทางเท้าก็สามารถใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้หลายอย่างมาก

หรือเป็นเพราะความหลากหลายและความไร้ระเบียบคือธรรมชาติของเมืองร้อน ที่มี entropy สูงทำให้ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิง หลากหลาย และไร้ระเบียบ (chaos) ลองสังเกตต้นไม้ในป่าดงดิบเขตร้อนสิ รกรุงรัง ลองสังเกตความหลากหลายทางชีวภาพสิ่งมีชีวิตในเขตร้อนที่มีนับล้านชนิดมามายในพื้นที่เล็กๆ หรือสังเกตความหลากหลายของชาติพันธุ์ภาษาและวัฒนธรรมของมนุษย์ประเทศเขตร้อนสิ ขณะเดียวกันก็ลองสังเกตป่าเมืองหนาวที่มักมีพืชไม่กีชนิด สัตว์ไม่กี่อย่าง รูปทรงค่อนข้างไปในทางชัดเจนเป็นเป็นระเบียบ แบบแผน เช่น ต้นสน หรือป่าผลัดใบที่ร่วงก็ร่วงพร้อมกัน ผลิก็ผลิพร้อมกัน สังเกตดูเกล็ดหิมะ ทุกอย่างมีรูป form ที่ compact สิ่งต่างๆที่มีคาบเวลาชัดเจน ไม่แตกซ่านรกรุงรังอย่างประเทศเมืองร้อนที่ได้รับพลังงานมาก ในทำนองเดียวกันถ้าหากมองว่ามนุษย์เป็นวัตถุนึงในธรรมชาติ ก็จะมี phenomenon ที่คล้ายกับปรากฎการณ์อื่นในธรรมชาติ ทำนองว่ามนุษย์เมืองร้อนทำอะไรก็มักจะเกิดสิ่งที่ไร้ระเบียบ มนุุษย์เขตหนาวทำอะไรก็มักจะเกิดสิ่งที่มีระเบียบแบบแผน หรือหากอยู่ในสภาวะไร้ระเบียบก็จะกลับสู่สภาวะมีระเบียบในรูปใหม่อย่างรวดเร็ว ตรงข้ามกับในเมืองร้อนที่อะไรๆมันจะจัดระเบียบยากกว่าเสมอเพราะมันฝืนธรรมชาติ และมีตัวแปรเยอะกว่าเนื่องจากเป็นระบบเปิด ที่มีตัวปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบได้อย่างซับซ้อนมากกว่าจนดูเหมือนไร้สมการในการทำนาย (ประมาณว่า Systematic : linear Vs Nonlinear:predictable Vs Unpredictable) เหมือนการเมืองของประเทศเมืองร้อนตอนนี้ที่ไร้เสถียรภาพ (unstable) ไกลจากจุสมดุลไม่รู้จะจบอย่างไร

มิน่าล่ะ

กรุงเทพฯถึงได้มี Downtown ตั้ง 3 แห่ง
1. เขตสยาม 2. เขตสาธร 3. เขตลาดพร้าว....

_________________________________________________________________
Korat723 no está en línea   Reply With Quote
Old August 26th, 2008, 08:03 PM   #1072
uno
Kingdom of Zinon
 
uno's Avatar
 
Join Date: Dec 2003
Location: Bangkok
Posts: 3,827
Likes (Received): 284



เพิ่มเติม มีสุขุมวิท รัชดา อีกแหนะ
uno no está en línea   Reply With Quote
Old August 27th, 2008, 01:16 PM   #1073
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

เศรษฐกรแนะสี่กลไกตลาด สัญญาณบวกทิศทางโคราช ครึ่งปีหลังจีดีพีไม่หนี ๕.๓%
นสพ. โคราชรายวัน ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๗๕๘ วันที่ ๒๒ - วันที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑




สศค. “เจาะลึกเศรษฐกิจโลกผลกระทบเมืองย่าโม” คาดครึ่งปีหลัง GDP โต ๕.๓% ด้านเศรษฐกรชี้ ‘สินค้าเกษตร- อุตสาหกรรม น้ำมัน พลังงานทดแทน และค่าเงินบาท ส่งสัญญาณบวกกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นักธุรกิจเชื่อ ๓ เสาหลักตัวแปรสำคัญเศรษฐกิจพื้นที่ ส่วนผู้ลงทุนเปิดมุมมองนำเข้าสินค้า จากวิกฤติผ่านโอกาสมะกัน

เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ โรงแรมเฮอร์มิเทจ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดสัมมนาวิชาการเวทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (EPO Forum) ภายใต้โครงการขยายบทบาทสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสู่ภูมิภาค ครั้งที่ ๔ โดยมีนายชาญวิทย์ วสยางกูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนคร ราชสีมา เป็นประธาน ร่วมด้วยนางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลัง และนักธุรกิจจาก ๑๔ จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, ลพบุรี, นครนายก, มหาสารคาม, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, สระแก้ว และปราจีนบุรี ที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้กว่า ๒๐๐ คน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาเศรษฐ กิจการคลัง กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดสัมมนาว่า สศค.ต้องการเผยแพร่บทบาทให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะนโยบายภาษี การเงิน การออม และการคลัง รวมถึงเศรษฐกิจมหภาค ให้กับภาครัฐ ภาคเอกชน และนักศึกษา ที่สำคัญคือการสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งจากนักวิชาการ และนักธุรกิจ ซึ่งการสัมมนาแต่ละครั้งที่ผ่านมา ได้ปรับเปลี่ยนหัวข้อการสัมมนาให้เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ จังหวัดนครราชสีมานับเป็นจังหวัดสุดท้าย จากเป้าหมายการจัดสัมมนาทุกปีๆ ละ ๔ จังหวัดใหญ่ของภูมิภาค

‘โคราช’ เทียบประตูอินโดจีน

นายชาญวิทย์ วสยางกูร รองผู้ว่าราช การจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงศักยภาพ และการผลักดันภาคการขนส่งแบบโลจิสติกส์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าจังหวัดนครราชสีมาเป็นประตูสู่อีสาน และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้มีทิศทางที่จะขยับตัวเป็นประตู่สู่อินโดจีน วันนี้ถนนมิตรภาพตัดกลางสู่ภาคอีสาน และยังเชื่อมต่อสู่สปป.ลาว และประเทศเวียดนาม โดยผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขง ๒ แห่ง ซึ่งจากการเชื่อมต่อดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อไปถึงประเทศกัมพูชาได้ ยุทธศาสตร์ของจังหวัด ขณะนี้เรากำลังคุยกันว่า จังหวัดนครราชสีมามีศักยภาพเป็นเมืองอุตสาหกรรมการผลิตผ้าไหม และเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปัจจุบันภาคการเกษตรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากที่ผ่านมา จากจำนวนประชากร ๒.๕ - ๒.๖ ล้านคน* ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมากำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนถ่ายภาคอุตสาหกรรม แต่ยังขาดการพัฒนาในเรื่องการขนส่งในรูปแบบโลจิสติกส์ ซึ่งขณะนี้จังหวัดนครราชสีมาผลิตสินค้าส่งออกเป็นจำนวนมาก และยังต้องใช้เงินจำนวนมากไปกับค่าขนส่งสินค้าสู่เมืองชายทะเล ถ้าอนาคตมีการขนส่งที่ถูกลงไปถึงเมืองชายทะเลของประเทศเวียดนาม จะช่วยทำให้ภาคอุตสาห กรรมในพื้นที่สามารถลดต้นทุนลงได้

GDP โตไม่ต่ำ ๕%

การปาฐกถาพิเศษถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี ๒๕๕๑ นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งสภาพัฒน์ประกาศให้ทราบว่า ในช่วงไตรมาสแรกเติบโตอยู่ที่ร้อยละ ๖ ซึ่ง GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ) ในช่วงไตรมาสที่สอง ที่จะช่วยประมาณการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังได้นั้น จะประกาศออกมาในวันที่ ๒๕ สิงหาคมนี้ แต่ทางสศค.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่สอง (พ.ค. - ส.ค. ๕๑) จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ ๕.๗ ซึ่งจะ ชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสแรก ที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ ๖ อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศอัตราการส่งออกและนำเข้าสินค้า ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๔ จึงเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตสูงกว่านี้ อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕.๙ และ ๕.๓ ในช่วงไตรมาสที่สามและสี่ ส่วนเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๗.๕ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรกตามที่ได้ประมาณการณ์ไว้ เนื่องจากว่า ๖ มาตรการของรัฐบาล ซึ่งมีผลภายใน ๖ เดือน และราคาน้ำมันในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาถึงปัจจุบันลดลงต่อเนื่อง

๓ ต่อ ๓ ส่อเศรษฐกิจขึ้น-ลง

“เมื่อตอบคำถามขั้นต้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง โดยปัจจัยสนับสนุน ๓ ประการหลัก คือ ๑. ประเทศมีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่ คือ จีน, อินเดีย, ตะวันออกกลาง, ยุโรปตะวันออก, แอฟริกา และประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งเป็นการทดแทนการส่งออกผู้ค้าหลักในอดีตของโลก คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น, ๒. รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรขยายตัวในอัตราสูง ทำให้เกษตรกรร้อยละ ๒๐ ของประเทศ มีรายได้ยืนหยัดสู้เงินเฟ้อ แต่ก็ยังเป็นฐานรากสำคัญของการบริโภคในประเทศ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งปีหลังไม่ชะลอตัวมากนัก และ ๓. นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลน่าจะมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนปัจจัยเสี่ยง ๓ ประการ ที่ต้องจับตาดู คือ ๑. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่แม้จะลดลงมาพอสมควร แต่อาจจะสูงขึ้นได้ตลอดเวลา, ๒. ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ส่งสัญญาณชะลอตัวมากขึ้น ในรูปแบบการล้มของโดมิโน และ ๓. ปัญหาการเมือง ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติค่อนข้างมาก” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวย้ำ

๔ กลไกเปลี่ยนส่งสัญญาณบวก

ต่อมาเป็นการเสวนา “เจาะลึกเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจจังหวัด” ดำเนินรายการโดย นายพงษ์นคร โภชนากรณ์ ผู้อำนวยการส่วนแบบจำลองและประมาณการเศรษฐกิจการคลัง สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่ง ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ เศรษฐกร ๖ ว สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวถึงกลไกส่งผ่านมายังเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาว่า เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก จะส่งผ่านต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และอัตราดอกเบี้ย Fed และจะมีกลไกส่งผ่านจากราคาน้ำมันดิบ ค่าเงินบาท ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจากโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาจะมีอัตราเงินเฟ้อเข้ามาเป็นกลไกร่วมด้วย แต่โลกใบนี้มีความเสี่ยงเยอะจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงในเรื่องความไม่เชื่อมั่น บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ ๑๐ ปี ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาชะลอตัว และทำให้เศรษฐกิจของโลกชะลอตัวได้ รวมถึงสหภาพยุโรปที่เผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจภายในสหภาพยุโรปชะลอตัวเช่นกัน เมื่อผู้นำเข้าและส่งออกหลัก ๓ ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น มีสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านคงไม่มีทางรอด

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมา คือ ๑. ราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น จะ เอื้อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีการขยายการเพาะปลูกมากขึ้น, ๒. ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี จะทำให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการขนส่งลดลง, ๓. ความต้องการพืชพลังงานทดแทน เช่น อ้อย* มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น บวกกับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และ ๔. ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น หากภาวะเงินเฟ้อไม่เร่งตัวขึ้นมากเกินไปนัก*

“ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยลบ ๕ ประการสำคัญ คือ ๑. ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก, ๒. ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนในการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม การผลิตในภาคการเกษตร และการขนส่งทำได้ยากขึ้น, ๓. ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลลบต่อการส่งออกด้านสินค้าการเกษตร แต่ช่วยลดภาวะเงินเฟ้อได้บ้าง, ๔. เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกขึ้นลง และผันผวนตามอุปสงค์และอุปทาน จึงอาจส่งผลกระทบต่อความแน่นอนของรายได้เกษตรกร และ ๕. ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน” เศรษฐกร ๖ ว จากสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวย้ำ*

สามเสาหลักตัวแปร‘โคราช’

ด้านนายกำธร อารีกิจเสรี ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงสามเสาหลักของเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมาว่า ต้องขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคการค้าปลีก หากพิจารณาจากภาคอุตสาหกรรม จากข้อมูลเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ระบุว่า มีโรงงานอุตสาหกรรม ๒,๒๘๒ โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน ๒๐๔,๙๖๘ กว่าล้านบาท โดยมีอุตสาห กรรมเด่น คือ เกษตร, เกษตรแปรรูป, ชิ้นส่วนโลหะและยานยนต์ รวมถึงพลังงานทดแทน ส่วนภาคเกษตรกรรมนั้น จะสังเกตว่าผลผลิตข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดลดลง โดยเฉพาะมันสำปะหลัง โรงงานแป้งมันสำปะหลัง ๑๙ โรงงานในพื้นที่ สามารถรองรับวัตถุดิบได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตันต่อวัน แต่ปัจจุบันมีหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ตลาดประมาณ ๑๒,๐๐๐-๑๔,๐๐๐ ตันต่อวัน เนื่องจากปีนี้ฝนตกมากจึงเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวและเปอร์เซ็นต์แป้งลดต่ำลง ที่สำคัญคือปัจจุบันสถานการณ์การค้าหัวมันฯ มีแนวโน้มต่ำลง จากความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและนอกประเทศที่ลดลง

“จากปัจจัยเสี่ยงของสภาวะเศรษฐกิจโลก คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ค่าเงินบาท, ราคาน้ำมัน และสินค้าการเกษตร ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น ปัจจุบันในจังหวัดนครราชสีมามีผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ประมาณร้อยละ ๙๙.๕ วันนี้เราเผชิญหน้ากับการแข่งขันมากขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น, เงินเฟ้อ, สถาน การณ์ทางการเมือง และภัยธรรมชาติ แต่การแข่งขัน ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ สามารถใช้ธุรกิจ SMEs เข้ามาบริหารจัดการได้” ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าว*

การเมืองแตกแยกกระทบอีสาน

นายปริญญา ศิริสารการ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ กล่าวถึงวิกฤติที่ต้องเผชิญต่อปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจว่า เกิดขึ้นจากอาหารสัตว์ พลังงานเชื้อเพลิง และอัตราแลกเปลี่ยน แต่อัตราแลกเปลี่ยนหากมองอีกมุมหนึ่งกลับเป็นประโยชน์กับคนอีกกลุ่ม วันนี้ค่าเงินของไทยแข็งค่าขึ้น ซึ่งสหรัฐอเมริกายิ้ม จะสังเกตได้จากสินค้าเคมีภัณฑ์ของจีนในช่วง ๑๐ ปีหลัง ครองตลาดเกือบทั้งโลก แต่วันนี้สินค้าเคมีภัณฑ์หลายประเทศหันไปซื้อจากสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาอ่อนตัว แต่สินค้ากลับไปได้ไกล จากปัญหาซับไพรม์ ทำ ให้สหรัฐอเมริกาต้องทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่ในมุมมองนี้เป็นมุมกลับที่คนส่วนใหญ่ไม่มอง ในวิกฤติมีโอกาส และในโอกาสมีวิกฤติ คนที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกามองออกว่านี่คือโอกาส แม้สินค้าสหรัฐอเมริกามีราคาสูง แต่คุณภาพดีกว่าของจีนมาก***

“ขณะนี้น้ำมันแพง แต่ความต้องการน้ำมันถูกลดด้วยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่ผู้ขายน้ำมันรู้ทัน จึงขึ้นราคาน้ำมันไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าน้ำมันไม่ขาดตลาด ยิ่งขึ้นและลดราคามากเท่าไหร่ก็ยังมีความต้องการอยู่ นอกจากนี้การก้าวขึ้นเป็นครัวโลกของประเทศไทย วันนี้เรากำลังเจอคู่แข่ง คือ มาเลเซีย, เขมร และพม่า ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นครัวโลก จากโครงการเพาะปลูกขนาดใหญ่เช่นกัน และที่สำคัญประเทศเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญในอนาคต ทั้งนี้ ผมมองว่าปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ มาจากปัญหาอาชญากรรม, การแตกแยกทางการเมืองที่กระทบถึงภาคอีสาน, ปัญหาความอ่อนแอของรัฐบาล, ปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสินค้าเกษตรที่เกิดจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้” รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวทิ้งท้าย.*
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 27th, 2008, 01:22 PM   #1074
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ปลุกสำนึกรักผืนป่า ‘ดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ หวั่น!ต่างชาติฮุบสิทธิ์
นสพ. โคราชรายวัน ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๗๕๘ วันที่ ๒๒ - วันที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑




หลังการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ในเขตพื้นที่ป่า ‘ดงพญาเย็น -เขาใหญ่’ พบยังมีสภาพสมบูรณ์ แต่วอนให้ช่วยกันรักษาไว้ เผื่อลูกหลานในอนาคต ‘ราชภัฏฯอีสาน-ใต้’ ชี้ ใช้ระบบนิเวศเป็นห้องเรียน ให้เยาวชนในท้องถิ่นศึกษา เผยต่างชาติหัวใส นำสมุนไพรไทยไปสกัดเป็นยารักษาโรค แถมจดลิขสิทธิ์เป็นของตนเอง เหตุคนไทยใจดี

********
เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. มีการประชุมโครงการสำรวจรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับท้องถิ่น กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีผศ.ดร.เศาวนิต เศาณานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธาน พร้อมด้วย อาจารย์พันธุ์ทิพย์ ทิมสุกใส รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, รศ.มัณฑนา นวลเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และประชาชนที่มีพื้นที่ติดกับป่าดงพญาเย็นทั้ง ๔ จังหวัด คือ นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก เข้าร่วมประมาณ ๑๐๐ คน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ผศ.ดร.เศาวนิต เศาณานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตป่าดงพญาเย็น เป็นโครงการการร่วมมือระหว่างทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตระหนักให้ประชาชนแต่ละท้องถิ่น ได้เล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และธรรมชาติ ปัจจุบันนี้ระบบนิเวศน์ได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมากโดยฝีมือของมนุษย์ เพราะต้องการความอยู่รอด หรืออาจจะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งทำให้ทรัพยากรทางธรรมชาติถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ ความผันผวนทั้งหลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ธรรมชาติถูกทำลาย ทั้งเรื่องความผันผวนของธรรมชาติเอง หรือจากมนุษย์ แต่ประชาชนทุกคนก็ต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติไว้ให้อยู่กับเรานานที่สุด เพื่อที่เราจะ ได้ใช้ประโยชน์ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

ด้านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ ทิมสุกใส ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ความเป็นมาของโครงการดังกล่าว สืบเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสถานการณ์ปัจจุบันทรัพยากรด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้สูญสลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะการพัฒนาที่ไม่ถูกวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องตระหนักและให้ความร่วมมือ ทั้งในระดับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในทรัพยากรดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มนุษย์ได้พึ่งพาวิธีการรักษาทรัพยากรทุกด้าน และมีการถ่ายทอดมาอย่างยาวนานจากบรรพบุรุษ โดยผสมผสานวิทยาศาสตร์กับองค์ความรู้ท้องถิ่น ทำให้เกิดการพัฒนาสังคม และมีเศรษฐกิจแบบยั่งยืน กระบวนการจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในรูปแบบนี้ จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศน์ ให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเข้าใจที่ได้จากการศึกษาไปสู่สาธารณชน ชุมชน และท้องถิ่นในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์ธรรมชาติแก่เยาวชน นักศึกษา และที่สำคัญต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ศึกษาได้จากท้องถิ่น หรือเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนในรูปของบทเรียนท้องถิ่น หรือชุดการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเกิดความยั่งยืน

“สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินการสำรวจรวบรวมข้อมูลความหลายหลายทางชีวภาพระดับท้องถิ่นในปี ๒๕๕๑ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในท้องถิ่น โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จะมีความเข้าใจถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว และสามารถเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่นและหลักเศรษฐกิจพอเพียง” หัวหน้าโครงการฯ กล่าวย้ำ

ขณะที่รศ.มัณฑนา นวลเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวถึงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพว่า เป็นความผันแปรแตกต่างกันของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกและปฏิสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ความหลากหลายทางชีวภาพจำแนกได้ ๓ ระดับ คือ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางพันธุกรรม และความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยความหลากหลายของชนิดพันธุ์ จะปรากฏในหลายรูปแบบและขนาด ตั้งแต่จุลินทรีย์ เห็ด รา พืช และสัตว์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันมีสิ่งมีชีวิต ๑.๔ ล้านชนิด ที่ได้รับการตั้งชื่อและจดบันทึกทางวิทยาศาสตร์ โดยสันนิษฐานว่ามีสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกไม่ต่ำกว่า ๕ ล้านชนิด หรืออาจมีมากถึง ๕๐ ล้านชนิด ที่อาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ โดยสามารถจำแนกแยกกลุ่มย่อย คือ แบคทีเรีย ๔,๐๐๐ ชนิด, ไวรัส ๕,๐๐๐ ชนิด, เห็ดรา ๗๐,๐๐๐ ชนิด, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ๔๐๐,๐๐๐ ชนิด, แมลง ๙๖๐,๐๐๐ ชนิด, สัตว์เลื้อยคลาน ๑๘,๐๐๐ ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๔,๕๐๐ ชนิด หากมีการสูญเสียชนิดพันธุ์ใดไป ย่อมมีผลกระทบต่อชนิดพันธุ์อื่นๆ

ความหลากหลายทางพันธุกรรม จะมีมากกว่าความหลากหลายของชนิดพันธุ์ ส่วนใหญ่จะได้รับมาจากรุ่นพ่อ-แม่ และส่งต่อไปยังลูกหลาน ในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันยังมีความแตกต่างกันในระดับพันธุกรรม เช่น นกชนิดเดียวกันมีสีต่างกัน ผลไม้ชนิดเดียวกันแต่มีรสต่างกัน พี่น้องครอบครัวเดียวกันมีความหลากหลายทางพันธุกรรม เช่น ลักษณะเส้นผม สีผม สีตา สีผิว เป็นต้น และความแปรผันทางพันธุกรรมมีความสำคัญยิ่งต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ ส่วนความหลากหลายของระบบนิเวศน์ คือ พันธุกรรมกำหนดสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ที่ประกอบกันเป็นประชากรของชนิดพันธุ์ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ดิน น้ำ แร่ธาตุ เกิดเป็นระบบนิเวศน์ต่างๆ เช่น ระบบนิเวศน์ทะเลทราย ป่าเขตร้อน ปากแม่น้ำ หนองบึง แนวปะการัง และระบบนิเวศน์อื่นๆ

“สำหรับสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย จัดว่ามีความสมบูรณ์ด้านทรัพยากรชีวภาพ เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมทางชีวภูมิศาสตร์ มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่หลากหลาย จึงทำให้มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูง เมื่อเปรียบเทียบกับเขตภูมิศาสตร์อื่นๆ ส่วนกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ หลังจากที่ตนได้ลงพื้นที่สำรวจ นับว่ามีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก และมีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ที่ผ่านมาก็จะมีปัญหาในเรื่องของชาวต่างชาติ เข้ามาสำรวจและนำทรัพยากรธรรมชาติ ไปสกัดเป็นยารักษาโรค หรือยาบำรุง เพื่อนำไปขายเป็นจำนวนมาก และจดลิขสิทธิ์เป็นของตนเอง ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นที่มีทรัพยากรเหล่านั้น ต้องเสียดุลการค้าให้กับต่างชาติ รวมถึงประเทศไทยด้วยที่ต้องเสียหาย ยกตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวที่เมืองไทย แล้วเกิดอาการปวดท้อง ประชาชนในท้องที่จึงนำ สมุนไพรมารักษาให้ และหายดีในที่สุด ชาวญี่ปุ่นจึงได้ขอสมุนไพรเหล่านั้นกลับประเทศเป็นจำนวนมาก และนำไปสกัดเป็นยารักษาโรคปวดท้องได้เป็นผลสำเร็จ และจดลิขสิทธิ์ในที่สุด ซึ่งไทยไม่สามารถดำเนินการอื่นๆ ได้เลย เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของทางญี่ปุ่น โดยเป็นเพราะคนไทยมีนิสัยใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ชาวต่างชาติกลับอาศัยความมีไมตรีจิตของคนไทย ไปทำธุรกิจของตนเอง ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของท้องถิ่นและของชาติไว้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศชาติในรูปของการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้นต่อไป” รศ.มัณฑนา กล่าวทิ้งท้าย
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 27th, 2008, 01:37 PM   #1075
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

อนุสรณ์ ๒ ชาติ ถนน ๓๐๔ ‘โคราช-กบินทร์บุรี'
นสพ. โคราชรายวัน: รายงานพิเศษ ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๗๕๘ วันที่ ๒๒ - วันที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑





เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยและโคราช...

********* หลังจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับความสำเร็จจากการเข้าสู่สงครามเกาหลี สหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าแทรกซึมการรวมชาติเวียดนาม เพราะเกรงว่าชาวเวียดนามจะเลือกโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นวีรบุรุษกู้ชาติเป็นประธานาธิบดี เนื่องจากเวียดนามทั้งสองส่วนมีวิถีชีวิตต่างกันและนิยมความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน เวียดนามเหนือส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจน เสียเปรียบเจ้าของที่ดิน จึงนิยมคอมมิวนิสต์ ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่รบกับฝรั่งเศส สิ่งที่สำคัญคือ ความนิยมในตัววีรบุรุษ ผู้นำขบวนการชาตินิยมคือ โฮจิมินห์ หากมีการเลือกตั้งประชาชนทั่วไปมีแนวโน้มจะเลือกโฮจิมินห์ วีรบุรุษของตน โดยไม่สนใจลัทธิการเมือง สหรัฐอเมริกาจึงเข้ามาสนับสนุนเวียดนามใต้แทนฝรั่งเศส เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเกรงว่าผู้นิยมคอมมิวนิสต์จะได้ชัยชนะและทำให้เวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์ จึงแทรกแซงทำให้มีการยกเลิกการเลือกตั้งประธานาธิบดี เวียด นามเหนือจึงประกาศสงครามกับเวียดนามใต้อีกครั้ง เพื่อใช้กำลังรวมเวียดนามเป็นประเทศเดียวกัน

สหรัฐอเมริกามีความเชื่อในทฤษฎีโดมิโน คือ เมื่อชาติหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ชาติที่อยู่ใกล้เคียงจะถูกคุกคามและตกอยู่ในอิทธิพลคอมมิวนิสต์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในองค์การ SEATO (องค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) จึงระดมความร่วมมือทางทหารเข้าไปรบในเวียดนามใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะส่วนใหญ่เวียดนามเหนือและเวียดกงรบแบบกองโจร ลอบวางระเบิดและซุ่มโจมตี ให้ทหารเวียดนามใต้และทหารนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตจำนวนมาก จึงใช้การปราบปรามอย่างรุนแรง เช่น ยิงทิ้งผู้ที่คาดว่าเป็นเวียดกง การเผาทำลายหมู่บ้าน ตลอดจนการทิ้งระเบิดปูพรมตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น เมืองท่าและชายแดนเวียดนาม-กัมพูชา เพื่อตัดเส้นทางการลำเลียงทหารและอาวุธจากเวียดนามเหนือสู่เวียดนามใต้ผ่านทางกัมพูชา ทำให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนจำนวนมหาศาล

และเมื่อประเทศไทยประกาศเป็นมิตรร่วมรบกับอเมริกัน จึงยินยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกันในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านการคมนาคม นอกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ หรือถนนมิตรภาพ ที่เป็นเส้นทางสายหลักมุ่งสู่ภาคอีสานแล้ว “๓๐๔” คือหมายเลขของทางหลวงแผ่นดินสายประวัติศาสตร์ ช่วงจากนครราชสีมา-กบินทร์บุรี เป็นสิ่งชี้บอกถึงความสัมพันธ์อันดี ระหว่างทหารไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่ร่วมกันก่อสร้างเส้นทางนี้ ไว้ใช้ประโยชน์ทางการทหารและการคมนาคมขนส่งทางบกจวบถึงปัจจุบัน*

หากนับย้อนความเป็นมาทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ เกิดขึ้นจากวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๘ สหรัฐอเมริกาได้เดินทางมาถึงประเทศไทย และเริ่มก่อสร้างค่ายพัก (Camp) ซึ่งตั้งอยู่เป็นระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร จากทิศใต้ของจังหวัดนครราชสีมา บนถนนสาย ๒๓ หรือ ๓๐๔ ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ แล้วถนนสายที่กล่าวถึงนี้ เริ่มก่อสร้างครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๙๘ ขณะนั้นผิวจราจรมีสภาพเป็นดินลูกรัง และเมื่อสงครามเวียดนามอุบัติขึ้นในปี ๒๕๐๐ จากเหตุเวียดนามเหนือใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์พัฒนาประเทศ และเวียดนามใต้ ที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา เพื่อตัดสินว่าควรรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ตามข้อตกลงเจนีวา พ.ศ.๒๔๙๗ หรือไม่?

ทหารของสหรัฐอเมริกาข้ามมหาสมุทรมาเพื่อภารกิจนี้ ในช่วงเดือนธันวาคมของปี ๒๕๐๘ กองทัพสหรัฐอเมริกาก็อนุมัติให้เตรียมก่อสร้างถนนเป็นทางลาดยาง สาย ๓๐๔ ระหว่างนครราชสีมา - กบินทร์บุรี โดยถนนมีระยะทาง ๑๔๐ กิโลเมตร กว้าง ๒๒ ฟุต เป็นเส้นตัดผ่านหลายเส้นทาง และมีสภาพภูมิประเทศที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก นี่จึงเป็นที่มาความร่วมมือการก่อสร้างถนนสายนี้ของทั้งสองประเทศ เพื่อประโยชน์ทางด้านยุทธศาสตร์และเชื่อมชายฝั่งทะเลตะวันออกกับภาคอีสาน กระทั่งแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๑ และต่อมากรมทางหลวงได้รับมอบถนนสายนี้มาอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๒ พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ สายฉะเชิงเทรา - กบินทร์บุรี - นครราชสีมา โดยให้ความสำคัญด้วยอนุสรณ์ซึ่งก่อขึ้นรูปปูนซีเมนต์และทาสีขาว ที่บริเวณสามแยกปักธงชัย เพื่อแสดงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า

“ทางหลวงสายที่ ๓๐๔ นครราชสีมา - กบินทร์บุรี ทำการก่อสร้างโดยกองพันทหารช่างพิเศษที่ ๒๓ (ประเทศไทย) กองพันทหารช่างที่ ๕๓๘ (สหรัฐอเมริกา) และกองพันทหารช่างที่ ๘๐๙ (สหรัฐอเมริกา) โดยการควบคุมของกองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งประเทศไทย ระหว่างเดือนมิถุนา ยนถึงธันวาคม ๒๕๑๑ ก้าวหน้า เพื่อมิตรภาพ ความปลอดภัย”

และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดย จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเห็นชอบงบประมาณก่อสร้างถนนสาย ๓๐๔ ด้วยมูลค่าเกือบ ๑๖ ล้านเหรียญสหรัฐฯ กระทั่งสงครามเวียดนามที่กินระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ถึงปี ๒๕๑๘ จบลงด้วยชัยชนะของเวียดนามเหนือ และรวมประเทศเวียดนามทั้งสองเข้าด้วยกัน ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศเวียดนาม ซึ่งในประเทศเวียดนามเองเรียกสงครามนี้ว่า สงครามปกป้องชาติจากอเมริกัน หรือสงครามอเมริกัน หรือสงครามเศรษฐกิจ เพราะ “โฮจิมินต์” ต้องการที่จะให้เวียดนาม เดินตามทางของ “ขงจื้อ” และร่วมอำนาจไว้กับตัวเอง*

แต่เกี่ยวเนื่องจากการแก้ไขปัญหาจราจร ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา ระหว่างนั้นในช่วงย้อนหลังไปประมาณ ๑๐ ปี กรมทางหลวงจึงเห็นชอบให้ก่อสร้างสะพานต่างระดับบริเวณสามแยกปักธงชัย เพื่อรองรับถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา หรือ By past ด้วยเหตุนี้เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ และดูเหมือนขาดการให้ความสำคัญ จึงทำให้อนุสรณ์แห่งนี้ถูกบดบัง เพราะมีทำเลอยู่ใต้สะพานต่างระดับ ที่ไม่สง่างามสมเกียรติผู้ก่อสร้าง ที่ควรค่าเก็บบันทึกเส้นทางประวัติศาสตร์ เหมือนดังที่เคยเป็นมา...

หลังจากได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หลายครั้ง เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของอนุสรณ์ดังกล่าว Mr. JOHN J. SMITH ชายวัย ๖๙ ปี ทหารอากาศเกษียณราชการ และสมาชิกทหารผ่านศึกษาอเมริกัน(VFW) ผู้ที่มีความทรงจำและความภาคภูมิใจกับเส้นทาง ๓๐๔ ก็ปรากฏตัวและถ่ายทอดความรู้สึกด้วยภาษาไทย ผ่าน “โคราชรายวัน คนอีสาน”ว่า ผมมีความผูกพันกับถนนสาย ๓๐๔ มาก เพราะผมเป็นอดีตทหารอากาศสหรัฐอเมริกา ที่เคยรับราชการเป็นทหารช่าง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ช่วงเกิดสงครามเวียดนาม ซึ่งผมมาประจำการฐานทัพสหรัฐอเมริกา ที่กองบิน ๑ จังหวัดนครราชสีมา และขณะนั้นทหารสหรัฐอเมริกา คือ ทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ รวมถึงทหารไทย ก็ร่วมกันก่อสร้างถนนสาย ๓๐๔ ขึ้น และสามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างนครราชสีมา - กบินทร์บุรี มาถึงปัจจุบัน ที่สำคัญคือ หลังจากการก่อสร้างถนนสายนี้เสร็จสิ้น ทั้งทหารสหรัฐอเมริกาและไทย ได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์ที่ทำขึ้นด้วยซีเมนต์ พร้อมข้อความแสดงถึงความร่วมมือในการก่อสร้างถนนสาย ๓๐๔ เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับสองชาติ...

“เมื่อสงครามเวียดนามสงบลง... ผมเลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตที่โคราช ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถึงปัจจุบัน แต่แล้ววันหนึ่งในขณะขับรถยนต์ไปซื้อของ และผ่านบริเวณสามแยกปัก กลับพบว่า สิ่งที่แสดงถึงอนุสรณ์ของถนนสาย ๓๐๔ อยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสม จากการก่อสร้างสะพานต่างระดับ เพื่อเชื่อมไปถึงเส้นทาง By past (ถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา) ซึ่งทำให้อนุสรณ์แห่งนี้ถูกคร่อมหรืออยู่ใต้สะพาน ผมรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วงที่รับราชการอยู่ที่นี่ “๓๐๔” เป็นเสมือนเพื่อนของผม ที่ต้องเจอกันช่วงเช้าและเย็นของทุกวัน” Mr.JOHN ย้ำถึงอนุสรณ์ถนนสาย ๓๐๔ และเล่าต่อไปอีกว่า
******
เพราะความไม่เหมาะสมนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจาก คุณขาว (จีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา คณะกรรมการสื่อมวลชน พันธมิตรแห่งนครราชสีมา) เจ้าของร้านอาหาร สเต็กจิ้มก๊ะแจ๋ว ที่เคยไปทานอาหารเป็นประจำ และทราบว่าอนุสรณ์นี้ไม่ได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของเทศบาลนครนครราชสีมา แต่เป็นสำนักงานแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ จึงทำหนังสือร้องเรียน และได้เข้าพบ คุณสุขุมพัฒน์ ธนกัลยารัตน์ รองผู้อำนวยการแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ (ฝ่ายปฏิบัติการ) ซึ่งรับเรื่องนี้ไว้แล้วมีความคิดเห็นดีด้วย จากที่ผมบอกถึงความไม่เหมาะสมว่า “หลักจารึกนี้นอกจากจะอยู่ใต้สะพานแล้ว ยังเป็นของสูงเพราะมีตราครุฑ ที่เป็นสัญลักษณ์ของในหลวง และเป็นที่เคารพนับถือสูงสุดของชาวไทย รวมถึงผมด้วย ดังนั้น แขวงการทางฯ ควรเคลื่อนย้ายไปไว้ในทำเลใหม่ที่เหมาะสม เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงถึงประวัติศาสตร์ของถนนสายนี้”

“กระทั่งวันหนึ่งผมขับรถไปบริเวณสามแยกปัก และไม่เห็นฐานอนุสรณ์ จึงสอบถามกับคุณขาว ทราบว่า แขวงการทางฯ ได้เคลื่อนย้ายไปไว้ในที่แห่งใหม่ บริเวณทางลงสะพานต่างระดับสามแยกปักแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงจุดสิ้นสุดเส้นทางสาย ๓๐๔ แต่ไม่ได้แจ้งให้ผมทราบ เมื่อผมมีโอกาสได้ขับรถไปชม และบันทึกภาพเก็บไว้ ก็มีความพึงพอใจว่าอยู่ในทำเลที่เหมาะสม แต่ถ้าจะให้สวยงามและมีเกียรติกว่านี้ อยากแนะนำหรือผลักดันผ่าน “โคราชรายวัน คนอีสาน” ไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ปลูกต้นไม้รอบอนุสรณ์นี้ให้สวยงาม พร้อมทั้งติดตั้งเสาธงชาติสหรัฐอเมริกา และธงชาติไทย” Mr.JOHN กล่าวด้วยความหวัง

ด้าน นายอติชาติ บุญยัง รองผู้อำนวยการแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ ซึ่งกำกับดูแลงานด้านวิศวกรรม เปิดเผยถึงแนวทางการก่อสร้างหลักจารึกถนนสาย ๓๐๔ ว่า หลังจากที่อดีตทหารอากาศสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง (Mr.JOHN J. SMITH) ทำหนังสือร้องเรียนกับแขวงการทางฯ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แขวงการทางฯ จึงได้ถอดเหล็กที่เป็นแผ่นป้ายข้อความจารึกการก่อสร้างถนนสาย ๓๐๔ ออก เพื่อนำมาติดตั้งกับฐานจารึกใหม่ ซึ่งอยู่บริเวณเกาะกลางถนนของจุดสิ้นสุดถนนสาย ๓๐๔ กม. ๑๓๒+๕๐๐ ที่มีความเหมาะสม แต่ขณะนี้ยังเก็บรายละเอียดฐานจารึกใหม่ไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากแนวทางของแขวงการทางฯ ต้องการจำลองเหล็กแผ่นป้ายข้อความเพิ่มขึ้นอีก ๑ ด้าน เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้เห็นสัญลักษณ์จารึกเส้นทางสายนี้ทั้งสองด้าน และอยู่ระหว่างการสรรหาช่างมาดำเนินการ

“สำหรับอนุสรณ์เดิมนั้น ยังคงอยู่และไม่ได้รื้อถอนออก เพราะต้องใช้เป็นต้นแบบในการเก็บรายละเอียดอนุสรณ์ใหม่ ที่สำคัญเหตุผลที่ไม่สามารถย้ายอนุสรณ์เดิมมาไว้ในบริเวณใหม่ได้ เนื่องจากถูกฝังอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึกมาก ประกอบกับตัวแท่นที่ยึดแผ่นจารึกไว้ด้านล่างมีความหนา ส่วนด้านบนก็บอบบางมาก ถ้าทำการยกเพื่อเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่แห่งใหม่ เกรงว่าระหว่างรื้อถอนจะแตกหักได้ และหลังจากการก่อสร้างอนุสรณ์ใหม่เสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะทุบอนุสรณ์เดิมทิ้ง เพราะเหลือเพียงโครงสร้างของฐานเท่านั้น ทั้งนี้ งบประมาณการก่อสร้างอนุสรณ์ถนนสาย ๓๐๔ ขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่เหลือจากการก่อสร้างโครงการต่างๆ ของแขวงการทางฯ” นายอติชาติกล่าว*

ส่วนความหวังของ Mr.JOHN J. SMITH ที่ต้องการให้ปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม พร้อมทั้งติดตั้งธงชาติสหรัฐอเมริกา และธงชาติไทยนั้น นายสามารถ ดีด้วยชาติ ผู้อำนวยการแขวงการทางนครราชสีมาที่ ๒ กล่าวว่า “ภูมิทัศน์รอบอนุสรณ์แห่งนี้ คงไม่มีปัญหาในการดำเนินการ แต่เรื่องการติดตั้งธงชาตินั้น คงต้องนำเรื่องนี้เข้าหารือต่อไป กับพลตรีลือ วิทยาการ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิเศษ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่ง Mr.JOHN ได้ทำหนังสือถึงการย้ายอนุสรณ์ถนนสาย ๓๐๔ นี้ หลังจากที่ทำหนังสือร้องผ่านแขวงการทางฯ กระทั่งทางพลตรีลือ จึงมีความเห็นร่วมกันถึงความเหมาะสม ในการถอดเหล็กแผ่นป้ายเดิม และก่อสร้างฐานอนุสรณ์ขึ้นใหม่ บริเวณจุดสิ้นสุดถนนสาย ๓๐๔ แต่ทั้งนี้ตนมองว่า ความเหมาะสมน่าจะใช้สัญลักษณ์ของทั้งสองชาติมากกว่า หรืออาจจะมีป้ายแสดงว่า เป็นอนุสรณ์การก่อสร้างถนนสาย ๓๐๔ ระหว่างทหารสหรัฐอเมริกา และทหารไทย”

ไม่ใช่เพียงทหารอเมริกันวัยล่วงเลยมาถึง ๖๙ ปี ที่จุดชนวนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับอนุสรณ์ของทหารไทยและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่นับจากนี้ไป “๓๐๔” จะเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การรักษาและรำลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ชาติ ที่เกิดขึ้นจากสงครามเวียดนาม...*




อนุสรณ์ใหม่เอี่ยม ในทำเลใหม่บนจุดสิ้นสุดถนน ๓๐๔ กม. ๑๓๒+๕๐๐ ที่ยังรอการเก็บรายละเอียดให้สมบูรณ์







Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 27th, 2008, 05:26 PM   #1076
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 13,743
Likes (Received): 644

Quote:
Originally Posted by Gaia View Post
อนุสรณ์ ๒ ชาติ ถนน ๓๐๔ ‘โคราช-กบินทร์บุรี'
นสพ. โคราชรายวัน: รายงานพิเศษ ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑๗๕๘ วันที่ ๒๒ - วันที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยและโคราช...

....
ผมเห็นตอนเปิดทางหลวงหมายเลข 23(ทางหลวง 304 ตอนกบินทร์บุรี - นครราชสีมา) ในวารสารเสรีภาพ ราวๆ ปี 2509 - 10 ถนนเส้นนี้นี่เองที่ทำให้หมดความจำเป้นที่จะสร้างทางรถไฟ จากโคราช ไปกบินทร์บุรีโดยไม่ผ่านแก่งคอย ทางหลวง 304 น้ผ่านป่าทับลาน และ วังน้ำเขียวด้วยนะ
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old August 28th, 2008, 02:52 AM   #1077
redskin_k
Registered User
 
redskin_k's Avatar
 
Join Date: May 2008
Location: โคราช
Posts: 54
Likes (Received): 0

เหมือนกับเคยเห็นอนุสรณ์สร้างถนนมิตรภาพอย่างนี้อันหนึ่งแต่ก่อนอยู่หน้าโรงเรียนเมืองนครราชสีมาไม่รู้เดียวนี้ไปอยู่ไหน ?
redskin_k no está en línea   Reply With Quote
Old August 30th, 2008, 11:28 AM   #1078
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย มุมสูง
Rajsima Witthayalai School





Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 30th, 2008, 12:14 PM   #1079
Gaia
Registered User
 
Join Date: Oct 2006
Posts: 5,616
Likes (Received): 118

ถนนบายพาสมิตรภาพ (bypass ทางทิศเหนือ) ผ่านเขตเกษตรกรรม/พื้นที่ชุ่มน้ำ ใกล้ย่านจอหอ เมืองนครราชสีมา



Source:koratparamortor.com



ตัวเมืองนครราชสีมา มองจากย่านหัวทะเล ถนนในภาพคือ ทางหลวง 224 (ราชสีมา โชคชัย)
Korat city, view from Hua Tha Lae area


source: Bloggang.com
Gaia no está en línea   Reply With Quote
Old August 30th, 2008, 04:04 PM   #1080
Korat723
Sophomore Student
 
Join Date: Aug 2008
Location: Thammasat University Rangsit Campus
Posts: 154
Likes (Received): 0


@ Gaia
เป็นศิษย์เก่าราชสีมารึเปล่า...???
รุ่น 104 ขอทักทาย...
Korat723 no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
thailand

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 11:42 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu