daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy | DMCA | news magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Infrastructure and Transportation



Reply

 
Thread Tools
Old May 16th, 2007, 07:26 PM   #81
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

EIAใหม่เปิดช่อง 18บิ๊กโครงการ ลงทุนมาบตาพุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2218 17 พ.ค. - 19 พ.ค. 2550


รัฐบาลพลิ้ว หลิ่วตาให้ 18 โครงการลงทุน ในพื้นที่มาบตาพุดไปจัดทำอีไอเอใหม่ ภายใต้หลักเกณฑ์แบละเงื่อนไขใหม่ หวังให้เกิดการลงทุนใหม่ หลังติดปัญหามลพิษและแรงต้านจากชุมชุน เปิดช่องรายใดไม่เร่งรีบ รอโมเดลแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อีก 1 ปี อาจไม่ต้องลงทุนเพิ่ม


นายสันติ บุญประดับ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากปัญหามลพิษโดยเฉพาะมลพิษจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน ในชั้นบรรยากาศบริเวณพื้นที่มาบตาพุด ที่เวลานี้สูงเกินกว่าที่จะรับได้แล้ว และส่งผลให้การลงทุนในโครงการใหม่ๆไม่สามารถเกิดขึ้นได้นั้น


ดังนั้นให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล ล่าสุดทางสผ.ได้กำหนดหลักการประเมินประเมินผลกระทบคุณภาพอากาศในบริเวณพื้นที่มาบตาพุดขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณารายงานศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ของโครงการใหม่หรือที่ขยายกำลังการผลิต ที่จะต้องไปจัดทำรายละเอียดในการลงทุนเพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยไม่ทำให้ยอดรวมของอัตราการระบายมลพิษหรือก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ในพื้นที่มาบตาพุดมีค่าสูงขึ้นจากเดิม


"วิธีการหนึ่งที่ทำได้คือ เอกชนจะต้องไปจับคู่กับโรงงานเก่าที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว ในการวางแผนลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด"


นายสันติกล่าวอีกว่าเมื่อมีการปรับลดอัตราการระบายมลพิษลง อย่างน้อยให้ได้ร้อยละ 20 โครงการใหม่หรือที่ขยายกำลังการผลิต จะต้องมีอัตราการระบายมลพิษไม่เกินร้อยละ 80 ของปริมาณมลพิษที่ลดลง และบริเวณที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากโครงการ มลพิษต้องไม่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ ได้แก่ ค่าความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เฉลี่ย 1 ชั่วโมงสูงสุดไม่เกิน 320 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เฉลี่ย 1 และ 24 ชั่วโมง สูงสุดไม่เกิน 780 และ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อให้ชั้นบรรยากาศสามารถรองรับมลพิษจากโครงการใหม่ได้ไม่เกินไปจากของเดิมที่มีการปล่อยกันอยู่


อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ จะใช้เฉพาะในโครงการที่ขยายกำลังการผลิตหรือก่อตั้งโรงงานใหม่ในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด และตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง และตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยองเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ในระหว่างที่รอผลแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการศึกษาศักยภาพการรองรับของบรรยากาศ ที่มีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) กำลังจัดทำอยู่คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 ปี


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมาทางสผ.ได้เชิญผู้ประกอบการที่ยื่นขออีไอเอ ลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดมารับทราบถึงเงื่อนไขแล้ว ซึ่งหากเอกชนรายใดต้องการเร่งรีบลงทุน ก็สามารถกลับไปจัดทำรายละเอียดเสนอกลับมาให้สผ.พิจารณาได้ทันที แต่หากเอกชนรายใดยังไม่มีความเร่งรีบลงทุน หรือห่วงว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงในการลดมลพิษ อาจจะไปรอผลแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะต่ำลงจากที่มีการวิเคราะห์อยู่ในเวลานี้


นายสันติ กล่าวย้ำว่า การลงทุนเพื่อลดมลพิษนี้ ไม่ว่าจะลงทุนในเวลานี้ หรือในอนาคต ก็ถือว่ามีความจำเป็นอยู่ดี เพราะหากโรงงานเข้ามามากๆแล้ว บรรยากาศของมาบตาพุดก็ไม่สามารถรับได้อีกต่อไป


นอกจากนี้จากการสอบถามผู้ประกอบการการส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กลุ่มบริษัท เครือซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) และกลุ่มโรงไฟฟ้า ต่างแสดงความสนใจที่จะเร่งดำเนินโครงการ และพร้อมที่จะนำรายงานอีไอเอที่ยื่นมาพิจารณาแล้วแต่ติดปัญหากลับไปทำรายละเอียดใหม่ ซึ่งการจับคู่กันของเอกชนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานที่อยู่ในกลุ่มเครือเดียวกันเป็นส่วนใหญ่


จากการตรวจสอบของ"ฐานเศรษฐกิจ" พบว่า เวลานี้มีเอกชนที่ยื่นขออนุมัติรายงานอีไอเอ จากเดิมมี 10 โครงการ เพิ่มเป็น 18 โครงการแล้ว แต่ทางสผ.ยังไม่สามารถพิจารณาอนุมัติให้ได้ เนื่องจากติดปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะต้องกลับไปจัดทำรายละเอียด และนำกลับเสนอใหม่ภายใน 75 วัน เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขใหม่ที่ประกาศออกมา ได้แก่ โครงการโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) โครงการผลิตอีพอกซี่ เรซิน(ส่วนขยาย) ของบริษัท อิดิดยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์(ประเทศไทย) จำกัด โครงการผลิตพีวีซี(ส่วนขยาย) ของบริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมีคอล จำกัด โครงการโรงแยกคอนเดนเสท ของบริษัท เคมีภัณฑ์ซิเมนต์ไทย จำกัด โครงการขยายกำลังการผลิตโพลีเอททิลีน ของบริษัท สยามโพลีเอททีลีน จำกัด และโครงการขยายกำลังการผลิตโพลีคาร์บอเนต โรงงานที่ 2 ของบริษัท ไทยโพลีคาร์บอเนต จำกัด


โครงการศูนย์สาธารณูปการกลางแห่งที่ 2 ของบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด โครงการโรงฟ้าพลังความร้อนร่วมและไอน้ำ ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน) โครงการโรงงานเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ของบริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด และโครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ส่วนขยาย ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old May 20th, 2007, 07:47 PM   #82
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

ปตท.ขายทิ้ง77แห่ง ปั๊มน้ำมันTPIทั่วปท. อ่วมขาดทุนยับ100ล.

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3898

ไออาร์พีซีถอดใจ ขายทิ้งกิจการปั๊มน้ำมัน TPI ทั้งหมด 77 แห่ง แต่ยังเหลือให้เช่าต่อไปอีก 11 ปั๊มแค่ 3 ปี ส่วนดีลเลอร์ 34 ปั๊มทยอยหมดสัญญาตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ เหตุขาด ทุนยับไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท ซ้ำนโยบายที่ผ่านมายังต้องขายน้ำมัน "ต่ำกว่า" ชาวบ้านถึง 20-30 สตางค์/ลิตร เพื่อดึงดูดลูกค้า สุดท้ายไปไม่ไหว แข่งกับปั๊มน้ำมัน แบรนด์อื่นๆ ไม่ได้

หลังจากที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้ามาบริหารโรงกลั่นน้ำมัน TPI เดิมภายใต้ชื่อใหม่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) แล้ว ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันภายใต้แบรนด์ TPI จำนวน 77 แห่งก็ถูกผู้บริหารใหม่จับตามองทันทีว่า ภายใต้ภาวะการแข่งขันของสถานีบริการน้ำมันปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมัน TPI จะสามารถแข่งขันได้หรือไม่

เบื้องต้นได้มีการวางแนวทางไว้ 4 แนว ทาง ได้แก่ 1)ลงทุนปรับโฉมสถานีบริการใหม่หมด 2)ปรับเพียงนำร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น เข้ามาเสริมเพื่อดึงดูดลูกค้า 3)ยกเลิกธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด และ 4)ให้ ปตท.เช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) และมาถึงวันนี้ผู้บริหาร ปตท.ได้ตัดสินใจถึงอนาคตสถานีบริการน้ำมัน TPI แล้ว

นางจิตรา ถาวระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดูแลบริษัทในเครือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ (TPI) เดิม กล่าวกับ "ประชา ชาติธุรกิจ" ว่า IRPC จะยุบเลิกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งหมดภายในปี 2550 นี้ จากจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด 77 แห่งทั่วประเทศ หลังจากที่ประสบภาวะการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยบริษัทจะประกาศขายสถานีบริการน้ำมัน TPI ทั้งหมด แบ่งเป็น 1)สถานีบริการน้ำมัน 34 แห่งที่เป็นพื้นที่ของเอกชน ในจำนวนนี้เป็นสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ TPI จำนวน 24 แห่ง กับสถานีบริการน้ำมันในส่วนของผู้บริหาร TPI เดิม และในส่วนตระกูลเลี่ยวไพรัตน์เป็นเจ้าของจำนวน 10 แห่ง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการยุบเลิกไปแล้วเป็นจำนวน 12 แห่ง

2)สถานีบริการน้ำมัน TPI ในส่วนของดีลเลอร์จำนวน 32 แห่งนั้น จะให้ทยอยปิดตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งสัญญาส่วนใหญ่เป็นสัญญาปีต่อปี และจะทยอยหมดสัญญาตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงช่วงเดือนธันวาคม 2550 นี้ และ 3)สถานีบริการน้ำมัน TPI ในส่วนที่เป็นพื้นที่ครอบครองของ IRPC ที่ให้เอกชนเช่าใช้พื้นที่จำนวน 11 แห่งนั้น จะให้เช่าอีกต่ออีก 3 ปี

สาเหตุหลักของการยุบเลิกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ TPI เดิมก็คือ 1)การขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ภาวะการแข่งขันสูง ในขณะที่ "ค่าการตลาด" ติดลบส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกขาดทุนอย่างหนัก ที่สำคัญการจำหน่ายน้ำมันภายใต้แบรนด์ TPI ไม่สามารถแข่งขันกับบรรดาผู้ค้าน้ำมันรายอื่นๆ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้ ที่สำคัญน้ำมันภายใต้แบรนด์ TPI ที่ผ่านมาต้องจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่ารายอื่นๆ ถึง 20-30 สตางค์/ลิตร เพื่อดึงดูดลูกค้า ส่งผลให้ ขาดทุนสะสมอยู่ที่ 100 ล้านบาท/ปี

2)การขาดการบริหารธุรกิจค้าปลีกในแบบมืออาชีพในขณะที่การแข่งขันสูง และ 3)พนักงานในธุรกิจน้ำมันของ TPI มีมากกว่า 900 คน ซึ่งเป็นอัตรากำลังที่สูงจนเกินไปกว่าที่ IRPC จะดูแลได้ทั้งหมดในภาวะปัจจุบัน

"เราจะไม่ทำค้าปลีกแล้ว ทำไปแล้วขาดทุนก็ไม่รู้จะทำไปทำไม การขายทิ้งจะช่วยลดภาระที่เราพยุงไว้ออกไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาน้ำมันของเราขายสู้แบรนด์ เมเจอร์ออยล์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่จะมีส่วนหนึ่งเช่นปั๊มที่เป็นสวัสดิการให้กับพนักงานที่จังหวัดระยองต้องเก็บไว้ ซึ่งจะมีพนักงานที่ใช้บริการถึง 5,000-7,000 คน" นางจิตรากล่าว

ส่วนสถานีบริการน้ำมัน TPI อีก 11 แห่ง ที่เป็นพื้นที่ครอบครองของ IRPC ภายหลังจากหมดสัญญาเช่าในปี 2553 ทาง IRPC อาจจะมีการหยิบธุรกิจค้าปลีกน้ำมันขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง เป็นไปได้ว่า IRPC อาจจะจำหน่ายน้ำมันคุณภาพสูง เพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่ใช่กลุ่มน้ำมันทั่วไป ซึ่งกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเดิมครองตลาดอยู่แล้ว

ซึ่งจะสอดคล้องกับช่วงที่โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อขยายกำลังการผลิตของ IRPC แล้วเสร็จในระยะที่ 1 ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นน้ำมันมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตเพียง 225,000 บาร์เรล/วัน ที่สำคัญจะได้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ำมันที่มีคุณภาพสูงขึ้นด้วย อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะพลิกฟื้นกลับมาทำธุรกิจนี้ในอนาคต

"ตอนนี้ยังไม่รู้นะว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ หากจะมาจับค้าปลีกน้ำมัน premium เราแค่เล็งๆ ไว้ เอาไว้ 3 ปีต่อจากนี้แล้วค่อยมาคิดอีกทีดีกว่าว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่กับธุรกิจนี้"

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่า สถานีบริการน้ำมันของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ "TPI" มีจำนวนทั้งหมด 77 แห่ง แบ่งเป็นในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯจำนวน 14 แห่ง พื้นที่ปริมณฑล 6 แห่ง พื้นที่ภาคกลางจำนวน 11 แห่ง พื้นที่ภาคเหนือ 6 แห่ง พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 23 แห่ง พื้นที่ภาคตะวันออกจำนวน 14 แห่ง พื้นที่ภาคตะวันตกจำนวน 3 แห่ง และในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 3 แห่ง

ล่าสุดนอกจากการประกาศขายสถานีบริการน้ำมัน TPI แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ IRPC ยังได้ลงนามว่าจ้างให้บริษัทเชลล์โกลบอลโซลูชั่น (ประเทศไทย) ที่มีความชำนาญในด้านอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เข้ามาเป็น "ที่ปรึกษา" ในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อขยายกำลังการผลิต ดูภาพรวมการผลิตตั้งแต่การบริหารจัดการบุคลากร ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลงทุนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

และจากผลการศึกษาของบริษัทเชลล์โกล บอลฯในครั้งนี้ มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่า IRPC จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1,100-1,300 เหรียญสหรัฐ แบ่งการลงทุนเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้ ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงระยะแรกนี้ประมาณ 3 ปี หรือแล้วเสร็จช่วงปี 2552 ซึ่งจะปรับปรุงไปพร้อมๆ กับระยะที่ 2 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2553

การเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่น IRPC ครั้งนี้คาดว่าจะทำให้ "ค่าการกลั่น" ดีขึ้นถึง 30 เซนต์/บาร์เรลในช่วงแรก และจะดีขึ้นถึง 60 เซนต์/บาร์เรลในระยะเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม นายปิติ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไออาร์พีซีฯ ตั้งเป้าให้มีค่าการกลั่นดีขึ้นถึง 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ที่สำคัญจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นปัจจุบันที่ผลิตจริงที่ 190,000 บาร์เรล/ วัน (กำลังผลิตเต็มอยู่ที่ 225,000 บาร์เรล/วัน) ให้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 260,000 บาร์เรล/วัน หากมีการลงทุนครบทั้ง 2 ระยะข้างต้น

หน้า 1

...

กฟภ.เลิกทำโซลาร์โฮมพึ่งรู้แพงกว่าสายส่งไฟฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3898

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) พับโครงการ Solar Home System เฟส 3 ปีนี้ไว้ก่อน หลังสำรวจทั้ง 2 เฟสพบข้อเสียแยะเยอะ ติดตั้งไปแล้วระบบเสียกว่า 10% แถมรัฐไม่ปล่อยเงินให้อีก สุดท้ายต้องหันกลับมาขยายสายส่งไฟฟ้าแทนเพราะเวิร์กกว่า ส่วนโครงการผลิตไฟฟ้า ณ จุดใช้งานที่จะลงทุนร่วม 4 ฝ่ายทั้ง กฟภ.-กฟผ.-กฟน. และ ปตท. ประเมินเบื้องต้นแล้ว ไม่คุ้มทุน เหตุ ปตท.ไม่ยอมลดราคาก๊าซธรรมชาติให้

นายประเจิด สุขแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน (solar home system) ในระยะที่ 3 ที่เดิมคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ว่า คงต้องชะลอออกไปก่อน ภายหลังจากที่มีการประเมินโครงการทั้งในระยะที่ 1 และ 2 จำนวน 290,716 ครัวเรือน กฟภ.พบข้อเสียเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบผลิตที่ติดตั้งไปแล้วกว่าร้อยละ 10 "ขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้"

ทั้งนี้ อุปกรณ์ solar home ที่ได้ติดตั้งไปแล้ว ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงประกันความเสียหายระยะเวลา 2 ปี แต่เมื่อหมดช่วงของการประกันนี้ไปแล้ว กฟภ.เกรงว่าประชาชนจะต้องรับภาระในส่วนค่าซ่อมแซม ฉะนั้นโครงการใหม่ในระยะที่ 3 จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ภายในปี 2550 แน่นอน รวมถึงรัฐบาลเองก็ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กฟภ.มีการประเมินต้นทุนและศักยภาพในการใช้งานระหว่างการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์กับระบบสายส่งแล้วพบว่า ต้นทุนมีความใกล้เคียงกัน แต่ระบบสายส่งใช้งานได้ดีกว่า ฉะนั้นต่อจากนี้ไป กฟภ.จะเร่งขยายระบบสายส่งให้กระจายไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าให้มากขึ้น จากสถิติปัจจุบันมีระบบสายส่งของ กฟภ.กระจายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณร้อยละ 98 เหลือเพียงร้อยละ 2 ซึ่งถือว่า "น้อยมาก" ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บนเขารวมถึงบนเกาะต่างๆ แต่บางพื้นที่ กฟภ.ก็ไม่สามารถขยายสายส่งไปได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อุทยานป่าไม้ คาดว่า กฟภ.จะมีการลงทุนเรื่องระบบส่งเพิ่มเติมอีก 10,000-20,000 ล้านบาท/ปี

"ในเมื่อการลงทุนพอๆ กันระหว่างสายส่งกับระบบโซลาร์เซลล์ ผมคิดว่าทำสายส่งดีกว่า ใช้งานได้ดีด้วย ต้นทุนโซลาร์เซลล์สูงด้วย ประมาณ 12-16 บาท/หน่วย ในขณะที่ราคาขายไฟฟ้าทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3 บาท/หน่วยเท่านั้น แถมผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 10 วัตต์ ใช้ได้กับหลอดไฟฟ้า 2 หลอด และใช้ได้แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนการติดตั้ง solar home ทั้งเฟส 1-2 เราติดตั้งได้ตาม เป้าหมาย" นายประเจิดกล่าว

สำหรับแผนการลงทุนของ กฟภ.ในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป นายประเจิดกล่าวว่า จะมีการลงทุนรวมประมาณ 230,000 ล้านบาท ในหลายโครงการ เช่น โครงการเสริมระบบจำหน่ายเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ, โครงการขยายไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อใช้ในการเกษตรกรรม, โครงการวางเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่างๆ ที่ปัจจุบันนี้ยังต้องเดินเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าใช้ด้วยน้ำมันดีเซลที่มีราคาแพง

โครงการก่อสร้างศูนย์สั่งจ่ายไฟฟ้าอัตโนมัติระยะที่ 2 ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศทั้งในภาคเหนือ-ภาคใต้-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างศูนย์สั่งจ่ายไฟฟ้าในภาคใต้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเสร็จไปแล้ว และโครงการปรับปรุงระบบจำหน่ายด้วยสายส่งขนาด 22-33 KV ที่ขณะนี้คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 80

ในขณะที่โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า ณ จุดใช้งาน ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง กฟภ.-การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)-การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั้น ภายหลังจากการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น หรือ MOU เพื่อร่วมกันศึกษาถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการลงทุนดังกล่าวในพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมในต่างจังหวัดพบว่า คงต้องชะลอโครงการออกไปก่อนเช่นเดียวกัน เนื่องจากประเมินแล้วไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.มีราคาแพงมาก แม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามในอนาคตหากมีโครงการใด ที่เหมาะสม คือมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง มีท่อก๊าซธรรมชาติผ่าน และโครงการคุ้มค่าการลงทุนอาจจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา อีกครั้งได้

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมถึงผลการดำเนินงานติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ กฟภ.ได้สรุปล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2549 ที่ผ่านมาพบว่า มีการติดตั้งแล้วเสร็จไปจำนวน 196,976 ครัวเรือนจาก 6 กลุ่มผู้รับเหมา แบ่งเป็น 1)กิจการร่วมค้า บริษัท อคิวเมนท์ และบริษัท เซ็กโก้ เอชวี รับผิดชอบติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2)กิจการร่วมค้า พีเอสพี อาร์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน-กลาง-ล่าง 3)กิจการร่วมค้า พีเอสอาร์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน-กลาง-ล่าง

4)กิจการร่วมค้า เอส.พี.เซ็ก รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางตอนบน-กลาง-ล่าง 5)บริษัท โซลาตรอน จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน-กลาง-ล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน-กลาง-ล่าง และภาคใต้ตอนบนและล่าง

และ 6)กิจการร่วมค้าระหว่างบริษัทเพาเวอร์ไลฟ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)-บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) และบริษัทไฮโดร เอ็นจิเนียริ่ง รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ตอนกลาง

หน้า 8

...


พลังงานเจรจาเพื่อนบ้านรับซื้อไฟฟ้ามากกว่า20%

Bangkokbiznews 21 พฤษภาคม 2550 เวลา 19:01:16


นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างเร่งเจรจาทำข้อตกลงพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกระทรวงพลังงาน วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านให้ได้มากกว่า 20% ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2007 )ระหว่างปี 2550-2564 ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้กระทรวงพลังงานได้เดินทางไปเจรจาเพื่อสรุปความชัดเจนกับ 2 ประเทศแล้ว ได้แก่ ลาว และจีน

สำหรับประเทศลาวนั้น ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้หารือกับรัฐบาลประเทศลาวอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ข้อสรุปที่จะเร่งดำเนินการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) ใน 4 โครงการในประเทศลาวที่เหลือภายในสิ้นปีนี้ ประกอบด้วย โครงการน้ำงึม 3 กำลังการผลิต 440 เมกะวัตต์ , น้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 523 เมกะวัตต์ , น้ำเงี๊ยบ กำลังการผลิต 261 เมกะวัตต์ และน้ำเทิน-หินบุน ส่วนขยายกำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการหงสาลิกไนต์ กำลังการผลิต 1,650 เมกะวัตต์นั้น ก็จะผลักดันร่วมกันเพื่อทำให้การพัฒนาโครงการโดยเร็วต่อไป

ส่วนโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศจีนนั้น คาดว่าจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยและจีนในปลายเดือนนี้ โดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเป็นประธานในการลงนามครั้งนี้ด้วย

Last edited by napoleon; May 21st, 2007 at 07:39 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 22nd, 2007, 10:51 AM   #83
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

ขายก๊าซไทยอื้อซ่า หม่องโอ่การค้า $8,000 ล้าน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2550 09:41 น.


กรุงเทพฯ-- แม้จะถูกปิดกั้นทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ กับอังกฤษ แต่การค้าของพม่าก็ขยายตัวถึง 40% ในปีงบประมาณที่แล้ว เป็นมูลค่าเกือบ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้ส่วนใหญ่จากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย

ในปีงบประมาณ 2549-2550 ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มี.ค. ปีนี้ การค้ามีมูลค่าทั้งสิ้น 7,930 ล้านดอลลาร์ มูลค่าส่งออกทะยานขึ้นเป็น 5,010 ล้านดอลลาร์ จาก 3,550 ล้านดอลลาร์ เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548-2549 ทั้งนี้เป็นรายงานของนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ "เมียนมาร์ไทมส์" ฉบับที่กำลังวางแผนในปัจจุบัน

มูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่ได้จากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไทย อินเดีย และจีน ที่ต้องการพลังงานไปสนองการเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจในประเทศ

เมียนมาร์ไทมส์รายงานตัวเลขต่างๆ เหล่านี้ โดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กระทรวงการค้า ซึ่งระบุว่าในปีงบประมาณ 2550-2551 หรือ ปีงบประมาณปัจจุบันคาดว่ามูลค่าการค้ารวมจะสูงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์

ในปีงบประมาณ 2549-2550 มูลค่าการค้าเกินดุลเกือบ 2,100 ล้านดอลลาร์ เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2532

อย่างไรก็ตามสถิติของทางการพม่านั้น ขึ้นชื่อในเรื่องความคลาดเคลื่อน เนื่องจากยังมีการค้าขายข้ามแดนที่ไม่สามารถควบคุม และ ตรวจเช็คเป็นมูลค่าได้ในแต่ละปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นปริมาณมหาศาล

นายเมียวอู (Myo Oo) รองอธิบดีกรมการค้า กล่าวกับเมียนมาร์ไทมส์ว่า ทางการได้ปราบปรามการค้าข้ามแดนและกำลังจัดระเบียบการค้าที่บริเวณด่านพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีนกับไทย ซึ่งทำให้สามารถขยายการค้าได้มากขึ้น

แต่ก็มีคนหลายกลุ่มที่ยังคงค้าขายข้ามแดนโดยการลักลอบ เจ้าหน้าที่คนเดียวกันกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช แห่งหสรัฐฯ ได้ยืดเวลาการคว่ำบาตรพม่าต่อไปอีก 1 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2543 ขณะที่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า เป็นการคว่ำบาตรที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลทหารพม่าน้อยมาก เนื่องจากมีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตามในคำแถลงของโฆษกทำเนียบขาว มีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมากขึ้นในการให้เหตุผลที่ใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อพม่า

การค้าระหว่างไทยกับพม่ายังคงขยายตัวไม่หยุดยั้งในปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ จาก 1,590 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2548-2549 และ จากเพียง 1,400 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2547-2548

เมียนมาร์ไทมส์รายงานตัวเลขนี้ในฉบับประจำวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. 2550 ระบุด้วยว่า มูลค่าการค้ากับไทยคิดเป็น 30% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมด

ในช่วงปีงบประมาณ 2549-2550 พม่าได้เปรียบดุลการค้าไทย 1,900 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 70% จากตัวเลข 1,123 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2548-2549 เมียนมาร์ไทมส์ อ้างตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์

มูลค่าการค้าดังกล่าวแบ่งออกเป็นการค้าข้ามแดนมูลค่า 1,596 ล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายพม่าซื้อจากไทยเป็นมูลค่า 237 ล้านดอลลาร์และไทยซื้อจากพม่าเป็นมูลค่า 1,359 ล้านดอลลาร์

นายมาตยวงศ์ อมาตยกุล อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งกล่าวว่า การค้าไทย-พม่า ได้ขยายตัวอย่างมากมายในช่วง 5 ปีมานี้ แต่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้จากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่ไทย

อัครราชทูตที่ปรึกษาของสถานทูตไทยกล่าวว่า สองประเทศควรจะเพิ่มมูลค่าการค้า และ ขยายการค้าขายออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้นนอกเหนือจากด้านการพลังงาน

เมื่อปีที่แล้วทางการพม่าได้เริ่มก่อสร้างเขตการค้าเมียววดี-แม่สอด ขึ้นมาในความพยายามเปลี่ยนการค้าข้ามพรมแดนที่จัดระเบียบได้ยาก ให้เป็นการค้าแบบปกติ โดยใช้เขตการค้าดังกล่าวเป็นศูนย์ ในการนำเข้าและส่งออก ระหว่างพม่ากับไทย

เขตการค้าเมียววดี-แม่สอดมีเนื้อที่ราว 200 เอเคอร์ (ประมาณ 500 ไร่) มีความใหญ่โตเป็นอันดับ 2 ในประเทศ รองจากเขตการค้าประเภทเดียวกันนี้ที่บริเวณด่านมูเซะ-รุ่ยลี (Muse- Ruili) ที่ติดกับมณฑลหยุนหนันของจีน เมียนมาร์ไทม์สกล่าว

ปีงบประมาณ 2549-2550 ที่ผ่านมาไทยยังได้กลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในพม่าในช่วง รวมเป็นมูลค่า 6,030 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าการลงทุนของต่างชาติทั้งหมด 6,065 ล้านดอลลาร์

โครงการลงทุนขนาดใหญ่จากประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว คือ โครงการก่อสร้างเขื่อนท่าสาง (Tah-hsan หรือ Ta Sang) ของกลุ่มเอ็มดีเอ็กซ์ เขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาด 7,110 เมกะวัตต์ ที่กำลังจะสร้างกั้นลำน้ำสาละวิน ในเขต จ.ท่าขี้เหล็ก รัฐชานตะวันออก จะผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่ไทย

การลงทุนจากประเทศไทยในโครงการล่าสุดนี้ได้ทำให้มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพม่าทั้งหมด เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 14,400 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลา 19 ปี นับตั้งแต่พม่าเริ่มเปิดรับการลงทุนจากภายนอกเมื่อปี 2531 เป็นต้นมา.





เมืองท่าหลายแห่งที่เรียงรายจากเหนือจรดใต้ เป็นทางเข้าออกของสินค้า





แนวท่อก๊าซสีดำจากหลุมยาดานาและเยดากุนไปยังโรงไฟฟ้าราชบุรี ในประเทศไทย เป็นท่อเงินท่อทองของพม่า ทำให้ยอดส่งออกพุ่งสูง เมื่อปีที่แล้ว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 25th, 2007, 09:14 AM   #84
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

"เอ็กโก้-กฟผ.-ปตท.-ไอพีพี"ร่วมแจม หุ้นส่วนโครงการท่าเรือLNGยังไม่ลงตัว

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3899

ปตท.ยังไม่สรุปสัดส่วนถือหุ้นโครงการคลังและท่าเรือรับส่งก๊าซ LNG จากเดิมที่ ปตท.จะถือหุ้น 50% อีก 40% แบ่งกันระหว่าง กฟผ.-EGCO ส่วนที่เหลืออีก 10% ยังขยักไว้สำหรับโรงไฟฟ้า IPP ที่สนใจร่วมทุนโครงการนี้ ด้านสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG กับอิหร่าน ต้นเดือนมิถุนายนนี้สรุปได้แน่ คาดลอตแรก 3 ล้านตันไม่หนีไปไหน ส่วนที่เหลืออัก 2 ล้านตันกำลังทาบซื้อจากญี่ปุ่น หุ้นส่วนก๊าซ LNG ในกาตาร์

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสำรวจผลิตและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการลงทุนในโครงการก่อสร้างคลังและท่าเรือรับ-ส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มูลค่า 26,000 ล้านบาท ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการสรุปโครงสร้างการถือหุ้นในโครงการ ดังกล่าว เบื้องต้นในโครงการนี้จะมีผู้ร่วมลงทุนคือ บริษัท ปตท. บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ที่ผ่านมา ทั้ง กฟผ.และ EGCO ต่างแสดงความต้องการที่จะเข้ามาถือหุ้นในโครงการนี้รวมกันร้อยละ 40 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 60 นั้น จะเป็นการถือหุ้นโดยบริษัท ปตท.ร้อยละ 50 อีก ร้อยละ 10 ยังคงเปิดกว้างไว้สำหรับผู้ลงทุน รายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP ที่แสดงความสนใจจะเข้ามาถือหุ้นในโครงการนี้หลายราย

นายจิตรพงษ์กล่าวว่า โครงการนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากเวลายังเหลืออยู่ อีกทั้งก๊าซ LNG ที่จะนำเข้ามาก็จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ.-IPP ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 2554 ดังนั้นความคืบหน้าขณะนี้ก็คือ เริ่มต้นพิจารณาหาผู้รับเหมาที่จะมารับผิดชอบการก่อสร้างทั้งคลังและท่าเรือ

ก่อนหน้านี้ได้มีการเรียกผู้รับเหมาบางรายเข้ามาเจรจาค่าก่อสร้างแล้ว แต่ราคาเบื้องต้นค่อนข้างสูง ฉะนั้นจึงต้องพยายามกดราคาให้ต่ำลงมาในระดับที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมการลงทุนของทั้งโครงการ สำหรับคลังเก็บก๊าซ LNG ดังกล่าว จะสามารถรองรับในระยะแรกได้ประมาณ 5 ล้านตัน หลังจากนั้นจะสามารถขยายเพื่อรองรับก๊าซให้ได้ถึง 10 ล้านตัน

"มันไม่ต้องเร่งสรุปว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร และความจริงการถือหุ้นเพียงบริษัท ปตท.-EGCO และ กฟผ. ถือว่าโอเคแล้วนะ ความจริงเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเปิดสัดส่วนที่เหลือร้อยละ 10 ให้ใครหรอก อย่างที่บอก 3 องค์กรก็โอเคแล้ว และที่สำคัญตอนนี้เรายังห่วงในเรื่องปริมาณก๊าซ LNG ด้วยว่า หากมีอีกรายเข้ามาแชร์ที่เจรจาจะซื้อขายกันมันจะพอรองรับหรือเปล่า แต่ในอนาคตเรายังไม่รู้ อาจจะมี IPP รายอื่นๆ ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจเข้ามาก็อาจจะดูอีกทีก็ได้ แต่ปีนี้ยังคงไม่น่าจะต้องรีบสรุป ดูไปก่อน" นายจิตรพงษ์กล่าว

สำหรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ในโครงการนี้จะมาจากประเทศอิหร่าน ซึ่งในวันที่ 6 มิถุนายนนี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กับบริษัทพาร์ แอลเอ็นจี ของประเทศอิหร่าน ซึ่งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.เข้าไปถือหุ้นด้วยส่วนหนึ่ง จะเดินทางมาเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG อย่างเป็นทางการภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ลงนามในสัญญาหลัก (head of agreement) ไปแล้ว

เบื้องต้นจะมีการนำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ 3 ล้านตัน/วัน เพื่อใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าในช่วง ปี 2554-2555 ซึ่งยังไม่พอรองรับการใช้ในภาคผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมดที่ต้องการ LNG ถึง 5 ล้านตัน/วัน ฉะนั้นส่วนที่เหลืออีก 2 ล้านตัน ปตท.ได้เตรียมที่จะเจรจาเพื่อนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเทศออสเตรเลีย และล่าสุดเตรียมเดินทางไปเจรจากับบริษัทพลังงานของประเทศญี่ปุ่น ที่เข้าไปถือหุ้นในโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ในประเทศกาตาร์ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการผลิตก๊าซ LNG ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก เพื่อนำเข้ามาใช้ในประเทศด้วย

ส่วนความกังวลที่มีการคาดการณ์ว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ที่จะนำเข้ามาใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าจะมีราคา "สูงกว่า" การใช้ก๊าซธรรมชาตินั้น ทางบริษัท ปตท.คาดการณ์ว่า ราคาไม่น่าจะสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติแน่นอน แม้ว่าราคาก๊าซ LNG จะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันก็ตามแต่จะไม่ปรับขึ้นมาก ตามสูตรราคาที่เคยประเมินเบื้องต้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว LNG จะมีราคาอยู่ที่ 5 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งยังถือว่า "มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติแน่นอน"

หน้า 8
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 28th, 2007, 07:10 PM   #85
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

ปตท.เฮงอีกแล้ว..ก๊าซกระฉูดอีกบ่อในพม่า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2550 22:34 น.






ภาพจากเว็บไซต์ของบริษัทโทเทิ่ลออย (Total Oil) แสดงภาพตัดของแท่นเจาะ 2 แท่นที่หลุมยาดานาของค่ายเชฟรอน-ปตท.สผ. แท่น 1 แท่น ต้องเจาะทดสอบบ่อก๊าซจำนวน 7 บ่อ น้ำลึกเพียง 45 เมตร แต่ก๊าซซุกอยู่ในชิ้นดินใต้พื้นทะเลลงไป 1 กิโลเมตรเศษ



กรุงเทพฯ-- บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้เจาะพบก๊าซในบ่อทดสอบอีก 1 บ่อ ซึ่งเป็นบ่อที่ 6 ในแปลงสำรวจ M9 และเป็นบ่อแห่งที่ 3 ที่มีการพบก๊าซ ซึ่งได้ตอกย้ำถึงปริมาณก๊าซที่มีศักยภาพมากเพียงพอสำหรับการสูบขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์

สำนักข่าวซินกัวได้รายงานเรื่องนี้โดยอ้างข่าวชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์นิวไล้ท์ออฟเมียนมาร์ หนังสือพิมพ์รางวัลของรัฐบาลฉบับวันเสาร์ (26 พ.ค.) ที่ผ่านมา

บริษัทน้ำมันของไทยซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ พบก๊าซในบ่อซอติกา-4 (Zawtika-4) เมื่อต้นเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นบ่อทดสอบแห่งที่ 6 ที่มีการพบเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยจะให้ผลผลิตได้วันละประมาณ 32.5 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ ราว 0.891 ล้านลูกบาศก์เมตร แรงกว่าบ่อซอติกา-3 ที่พบในเดือน เม.ย.ปีนี้

ปตท.สผ.ได้เจาะในบ่อทดสอบมา 5 แห่งก่อนหน้านี้ในแปลงสำรวจเดียวกันคือ ซอติกา-1 กอตะกา-1 (Gawthaka-1) การ์กอนนา-1 (Karkonna-1) ซอติกา-2 และ ซอติกา-3 นิวไล้ท์ออฟเมียนมาร์กล่าว

ในปัจจุบันบริษัทสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากไทยได้รับสัมปทานเข้าสำรวจหาน้ำมันและก๊าซในเขตอ่าวเมาะตะมะ (Mottama) ของพม่ารวม 5 แปลงด้วยกัน คือ แปลง M-7, M-9, M-3, M-4 และ M-11

พม่าร่ำรวยด้วยก๊าซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแหล่งนอกชายฝั่ง ทั้งทางด้านอ่าวเมาะตะมะ ทะเลอันดามัน และ แหล่งในอ่าวเบงกอล (Bengal) ทางด้านรัฐยะไข่ (Rakhine) อีก 2 แหล่ง

ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่า ทั้ง 3 แหล่งในทะเลกับแหล่งบนบกอีก 19 แห่ง ทำให้พม่ามีก๊าซที่อาจจะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 18.012 ล้านๆ ลบฟ. (trillion cubic feet หรือ TCF) หรือ ประมาณ 510 พันล้าน ลบม. (billion cubic-meter หรือ BCM) จากปริมาณสำรองทั้งหมดราว 89.722 TCF หรือประมาณ 2.54 ล้านล้าน ลบม. หรือ TCM (trillion cubic-meter)

ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าพม่าอาจจะมีน้ำมันดิบที่สามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ถึง 3,200 ล้านบาร์เรล





แนวท่อส่งก๊าซจากชายฝั่งอ่าวเมาะตะมะข้าวดินแดนพม่าเข้าสู่ไทยไปยังโรงไฟฟ้าราชบุรี


ตัวเลขของทางการพม่าก็ได้แสดงให้เห็นความคืบหน้าในอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมันของประเทศ กล่าวคือ ในปีงบประมาณ 2548-2549 ที่สิ้นสุดลงในเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว มีการผลิตน้ำมันดิบได้ 7.962 ล้านบาร์เรล และ ก๊าซอีก 11.45 BCM การส่งออกก๊าซในปีงบประมาณดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซินหัวกล่าว

สถิติอื่นๆ เปิดเผยอีกว่านับตั้งแต่เริ่มเปิดรับการลงทุนของต่างชาติเมื่อปี 2531 การลงทุนในอุตสาหกรรมสำรวจขุดเจาะก๊าซและน้ำมันในประเทศนี้มีมูลค่ารวมกันถึง 2,668 ล้านดอลลาร์เป็นแขนงการลงทุนของต่างประเทศที่ใหญ่โตที่สุด ทั้งนี้เป็นสถิติเมื่อสิ้นเดือน ก.ย.2549

ปัจจุบันบริษัทน้ำมันของต่างชาติจำนวน 13 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ไปจากออสเตรเลีย อังกฤษ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไทย กับ รัสเซีย กำลังทำการสำรวจรวม 33 โครงการในพม่า ทั้งแหล่งบนบกและแหล่งในทะเล

เมื่อต้นเดือน พ.ค.นี้ ทางการพม่าได้ยืนยันเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการพบก๊าซมหาศาลที่บ่อซอติกา-3 รัฐมนตรีของพม่ากล่าวว่าอาจจะเริ่มผลิตก๊าซที่พบใหม่นี้ได้อย่างเป็นทางการในช่วงปี 2554-255 นี้

บริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซจากไทยได้เจาะพบก๊าซในบ่อดังกล่าวตั้งแต่เดือน เม.ย. หลังได้พบก๊าซในบ่อทดสอบแรกในเดือน ธ.ค. 2549 ทั้งนี้เป็นรายงานของนิวไลท์ออฟเมียนมาร์

ตามรายงานของสื่อทางการพม่า บ่อซอติกา-3 อาจจะมีก๊าซพุ่งแรงสูงสุดถึงวันละ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร (หรือ 0.736 ล้านลูกบาศก์เมตร)

ซอติกา-3 เป็นแห่งที่ 5 ในแปลงสำรวจดังกล่าวที่ ปตท.สผ. ได้เจาะทดสอบ ถัดจากบ่อซอติกา- 1 กอตะกา-1 (Gawtaka-1) การ์กอนนา-1 (Karkonna-1) และ บ่อซอติกา-2 (Zawtika-2).
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2007, 07:22 AM   #86
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

เจอฤทธิ์หม่องไทย-อินเดียแห้วให้จีนเหมาก๊าซ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2550 21:42 น.



กรุงเทพฯ-- หลังจากมีข่าวที่สับสนมาตั้งแต่ต้นปี สัปดาห์นี้เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลพม่าได้เมินข้อเสนอของซื้อก๊าซจากประเทศไทย อินเดียและเกาหลี และ จำหน่ายก๊าซลอตใหญ่จากแปลงสำรวจ A-1 กับ A-3 ให้แก่บริษัทน้ำมันจีนทั้งหมด แม้ว่าบริษัทก๊าซจากอินเดียจะเสนอให้ราคาสูงกว่าก็อย่างมากมายเพียงไรตาม

บริษัทก๊าซแห่งชาติของอินเดียหรือ GAIL (Gas of India Ltd) กำลังทบทวนแผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบกว่า 1,000 กิโลเมตรจากทะเลเบงกอล รัฐยะไข่ของพม่าไปยังชายแดนจีนซึ่งเป็นโครงร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนในแปลงสำรวจ A-1 และ A-3

นอกจากนั้นรัฐบาลอินเดียกำลังทบทวนแผนการลงทุนในแขนงพลังงานพม่าทั้งหมดในอนาคต ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อในอินเดียที่อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล

พม่าใม่สนใจใยดีต่อข้อเสนอของอินเดีย แม้ว่าบริษัทก๊าซและน้ำมันแห่งชาติอินเดียถึง 2 แห่งจะถือหุ้นอยู่ในแปลงสำรวจ A-1 กับ A-3 ขณะที่จีนไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนสำรวจขุดเจาะในทั้งสองแปลง

GAIL กับ ONCG Videsh Ltd บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ร่วมกันถือหุ้นแห่งละ 30% ในแปลงสำรวจทั้งสองแห่ง บริษัทแดวูอินเตอร์เนชั่นแนล (Daewoo International) จากเกาหลีถือ 60% บริษัทโคก๊าซ (KoGas) ถือส่วนที่เหลือ 10%

บริษัท GAIL ซึ่งถือหุ้น 20% ในทั้งสองแปลงสำรวจ (ที่คาดว่าจะมีก๊าซซึ่งสามารถนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ราว 4.794 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (trillion cubic feet) หรือ TCF ได้เสนอซื้อก๊าซในราคา 4.759 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านบีทียู (MBTU)

รัฐมนตรีอินเดียได้ยืนยันราคานี้ต่อรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานพม่าครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค.นี้ หนังสือพิมพ์ฟายแนนเชียลเอ็กซ์เพรส (FE) รายงาน

"แต่รัฐมนตรีพม่าบอกกับฝ่ายอินเดียอย่างไม่ใยดีว่า ได้ตัดสินใจขายให้จีนไปแล้ว จึงจะไม่มีการพิจารณาข้อเสนอของอินเดียอีก" หนังสือพิมพ์อินเดียฉบับเดียวกันกล่าว

สื่ออินเดียระบุด้วยว่า บริษัทน้ำมันของจีนคือ ปิโตรไชนา (PetroChina) เสนอซื้อก๊าซพม่าเพียง 4.279 ดอลลาร์ต่อ MBTU เท่านั้นต่ำกว่าข้อเสนอของฝ่ายอินเดียมาก



สำหรับแผนการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซจากทะเลขึ้นบกและส่งต่อทางบกไปจนถึงชายแดนจีนนั้น ได้มีการตกลงก่อนหน้านี้แล้วว่า กลุ่มที่ลงทุนในแปลงสำรวจ A-1 กับ A-3 จะร่วมกันลงทุนก่อสร้าง แต่ทางกาพม่าก็ได้ตัดสินใจให้บริษัทจีนก่อสร้างเอง

เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียกล่าวว่า รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้สนใจผลประโยชน์ของอินเดีย ซึ่งมีส่วนเข้าลงทุนสำรวจก๊าซจนพบ ทำให้บริษัท GAIL ต้องทบทวนแผนเดิมที่จะเข้าลงทุนในแปลงสำรวจ A-7 ซึ่งเป็นแห่งใหม่ในอ่าวเบงกอล เช่นเดียวกัน

กระทรวงกิจการต่างประเทศของอินเดียกำลังพิจารณาสถานะของโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซจากแปลง A-1 กับ A-3 ที่จะส่งก๊าซไปยังชายแดนจีน เพราะเห็นว่าเป็นเพียงการสนองผลประโยชน์ให้แก่จีนโดยเฉพาะ ซึ่งขัดต่อผลประโยชน์ของอินเดีย

ทางการพม่าได้จัดการประชุมพบปะระหว่างกลุ่มผู้ลงทุนในแปลง A-1 และ A-3 กับบริษัทปิโตรไชน่า เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ในการตัดสินใจจำหน่ายก๊าซที่สำรวจพบ ซึ่งกลุ่มแดวูกำลังพิจารณาข้อกฎหมายและสัญญาสัมปทานว่าจะแก้ไขสิทธิประโยชน์อย่างไร

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ของไทย เป็นอีกรายหนึ่งที่เสนอซื้อก๊าซจากแปลง A-1 และ A-3 โดยวางมีแผนจะสร้างท่อไปเชื่อมกับระบบท่อที่มีอยู่แล้วในอ่าวเมาะตะมะ (Mottama) ด้านทะเลอันดามัน ที่อยู่ใต้ลงไป เพื่อส่งก๊าซทั้งหมดกลับไทย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีการเปิดเผยรายละเอียดว่า บริษัทน้ำมันของไทยเสนรอซื้อก๊าซจากพม่าในราคาใด เช่นเดียวกันกับข้อเสนอของบริษัทแดวูฯ จากเกาหลี

ตามรายงานของสื่อในอินเดียก่อนหน้านี้ นอกจากบริษัทก๊าซอินเดีย บริษัทน้ำมันของไทย ผู้ลงทุนจากเกาหลีแล้ว ยังมีบริษัทจากสิงคโปร์และญี่ป่น ที่ยังไม่ปรากฏชื่อ เข้าร่วมเสนอราคาซื้อก๊าซจากพม่าอีกด้วย

ในปัจจุบันบริษัทสำรวจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากไทย มีหุ้นส่วนอยู่ในแปลงสัมปทานในเขตอ่าวเมาะตะมะ ของพม่ารวม 5 แปลงด้วยกัน คือ แปลง M-7, M-9, M-3, M-4 และ M-11

ตั้งแต่สิ้นปี 2549 เป็นต้นมา บริษัทของไทยได้เจาะพบก๊าซปริมาณมากใน 3 บ่อทดสอบ แปลง M-9.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2007, 07:43 AM   #87
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 13,908
Likes (Received): 658

เอาแก๊สธรรมชาติแลกอาวุธ และ รถจักรรถพ่วง จีนแดง แน่แท้เลยเทียว
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old May 31st, 2007, 09:59 AM   #88
thainotts
Registered User
 
thainotts's Avatar
 
Join Date: Jun 2006
Location: Bangkok-Nottingham
Posts: 2,969
Likes (Received): 4

ผมอ่าน the irrawaddy แล้วเขาบอกว่าพม่าจะซื้อ nuclear reactor จาก russia ด้วยเงินที่ปตท.จะต้องแบ่งจากค่าก๊าซธรรมชาติเนี่ยล่ะครับ
__________________
"สมบัติชาติ" ถ้าคนไทยบริหารแล้วห่วยลงๆ สู้ขายให้นายทุนฝรั่งมาบริหารยังจะดีกว่า เขาจะเอาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ แถมการแข่งขันในตลาดเสรีก็ช่วยพัฒนา "สมบัติ" นั้นๆ อีกด้วย ....​ อย่าให้คนไทยกันเองดอง "สมบัติชาติ" จนมันเน่าเลยดีกว่า
thainotts no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 05:05 AM   #89
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 13,908
Likes (Received): 658

ขึ้นอยู่กะว่าเตาปฏิกรณ์ของรัสเซียที่ขายให้พม่านั้น เป็นเตาปฏิกรณ์ที่ใหญ่ขนาดพอใช้เปนโรงไฟฟ้าได้หรือเปล่า ...

เตาปฏิกรณ์ของรัสเซีย นั้นก็ต้องลุ้นว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะดีหรือเปล่า .... กลัวมันนจะห่วยแตกเหมือนกรณีเชอร์โนบิลล์ ที่ยูเครนน่อ ....
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 09:28 AM   #90
thainotts
Registered User
 
thainotts's Avatar
 
Join Date: Jun 2006
Location: Bangkok-Nottingham
Posts: 2,969
Likes (Received): 4

Quote:
Originally Posted by Wisarut View Post
ขึ้นอยู่กะว่าเตาปฏิกรณ์ของรัสเซียที่ขายให้พม่านั้น เป็นเตาปฏิกรณ์ที่ใหญ่ขนาดพอใช้เปนโรงไฟฟ้าได้หรือเปล่า ...

เตาปฏิกรณ์ของรัสเซีย นั้นก็ต้องลุ้นว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะดีหรือเปล่า .... กลัวมันนจะห่วยแตกเหมือนกรณีเชอร์โนบิลล์ ที่ยูเครนน่อ ....
ผมรับรองได้ว่าพม่าไม่ได้ต้องการเตาปฏิกรณ์ไปใช้อย่างสันติหรอกครับ เขาขอแค่มันระเบิดได้ก็เป็นพอ ถ้ามีเพื่อนบ้านมีระเบิดนิวเคลียร์เนี่ย ซวยกันทั้งภูมิภาค ถึงเวลานี้ขอให้ ASEAN เริ่มปลูกไขสันหลังเพื่อต้านรัฐบาลทหารพม่าก่อนที่จะต้องมีสหรัฐ-ราชอาณาจักร มาบุกอีกประเทศน่ะครับ
__________________
"สมบัติชาติ" ถ้าคนไทยบริหารแล้วห่วยลงๆ สู้ขายให้นายทุนฝรั่งมาบริหารยังจะดีกว่า เขาจะเอาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ แถมการแข่งขันในตลาดเสรีก็ช่วยพัฒนา "สมบัติ" นั้นๆ อีกด้วย ....​ อย่าให้คนไทยกันเองดอง "สมบัติชาติ" จนมันเน่าเลยดีกว่า
thainotts no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 10:12 AM   #91
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

ก.พลังงานเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมล็อตใหม่ 65 แปลง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2550 14:10 น.


“ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” เชิญชวนผู้ประกอบการยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 20 รวม 65 แปลง พร้อมระบุเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูง และยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก มั่นใจบริเวณสำรวจปิโตรเลียมมีสมรรถนะเชิงพาณิชย์สูง


นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทาน (ครั้งที่ 20) เพื่อให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก และทะเลอ่าวไทย รวมทั้งสิ้น 65 แปลง แบ่งเป็นแปลงสำรวจบนบก 56 แปลง พื้นที่ 211,687 ตารางกิโลเมตร และในทะเลอ่าวไทย 9 แปลง พื้นที่ 23,919 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 235,606 ตารางกิโลเมตร ซึ่งช่วงเวลานี้ถือว่าเหมาะสมต่อการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูง และยังคงมีแนวโน้มจะสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมทั้งไทย และต่างประเทศ มีแรงจูงใจที่จะทำการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น รวมทั้งจากสภาพทางธรณีวิทยา และข้อมูลการสำรวจบริเวณที่สำรวจพบปิโตรเลียม แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะพบแหล่งปิโตรเลียมที่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ในแปลงสำรวจที่จะเปิดให้ยื่นขอสัมปทาน

โดยพื้นที่ที่เปิดให้ยื่นขอสัมปทานเพื่อรอสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในการเปิดให้ยื่นขอสัมปทาน ครั้งที่ 20 จำนวน 65 แปลง แบ่งเป็นพื้นที่ 5 บริเวณ ได้แก่ 1.บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาภาคเหนือ จำนวน 7 แปลงรวมพื้นที่ 26,301 ตารางกิโลเมตร 2.บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง จำนวน 7 แปลง รวมพื้นที่ 27,828 ตารางกิโลเมตร 3.บริเวณที่ราบลุ่มภาคใต้ จำนวน 5 แปลง รวมพื้นที่ 17,818 ตารางกิโลเมตร 4.บริเวณที่ราบสูงโคราช ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนในเทือกเขาระหว่างจังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และเลย จำนวน 37 แปลง รวมพื้นที่ 139,740 ตารางกิโลเมตร 5.บริเวณอ่าวไทย จำนวน 9 แปลง รวมพื้นที่ 23,919 ตารางกิโลเมตร

ทั้งนี้ การออกสัมปทานเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานในครั้งที่ 20 นี้ มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมคำขอสัมปทานในแปลงสำรวจที่มีผู้มาขอยื่นสัมปทานภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยกำหนดจะรวบรวมคำขอครั้งแรกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2550 สำหรับผู้ที่สนใจยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักกำกับและบริหารสัมปทานปิโตรเลียมกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อาคารชินวัตร 3 ชั้น 24 กรุงเทพฯ หรือ โทร.02-791-8361-2 หรือดูข้อมูลได้ที่ www.dmf.go.th
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 10:36 AM   #92
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 13,908
Likes (Received): 658

Quote:
Originally Posted by thainotts
ผมรับรองได้ว่าพม่าไม่ได้ต้องการเตาปฏิกรณ์ไปใช้อย่างสันติหรอกครับ เขาขอแค่มันระเบิดได้ก็เป็นพอ ถ้ามีเพื่อนบ้านมีระเบิดนิวเคลียร์เนี่ย ซวยกันทั้งภูมิภาค ถึงเวลานี้ขอให้ ASEAN เริ่มปลูกไขสันหลังเพื่อต้านรัฐบาลทหารพม่าก่อนที่จะต้องมีสหรัฐ-ราชอาณาจักร มาบุกอีกประเทศน่ะครับ
นั่นก็ยิ่งน่าเปนห่วง เพราะริเล่นของร้อน .... ไม่ว่าจะมาจากรัสเซีย จีนแดง หรือเกาหลีเหนือ ก็อันตรายทั้งนั้น ไม่ใช้แค่ทำให้เพื่อนบ้านหนาวๆ ร้อนๆ แต่ ชาวบ้านที่อยู่ใต้ท็อปบูตทมิฬ ก็พลายจับไข้ไปด้วย เพราะ ถ้ารั่วไหลขึ้นมา คนจะซวยก่อนก็ชาวบ้านนั่นแหละ
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 08:09 PM   #93
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

"เอสโซ่" พร้อมชน "ปตท." ลั่นเอาหุ้นเข้าตลาดฯ ปลายปีนี้

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2550 18:12 น.

บมจ.เอสโซ่ ยืนยันกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้ โดยไม่เน้นทำธุรกิจค้าน้ำมัน เพราะค่าการตลาดต่ำมาก แต่จะเน้นทำธุรกิจประเภทร้านสะดวกซื้อ เช่นเดียวกับ ปตท. ซึ่งซื้อเครือข่ายปั๊มเจ็ทกว่า 147 แห่งทั่วประเทศ

วันนี้(1 มิ.ย.) นายมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการประชาสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยึดตามนโยบายนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาสร้างโรงกลั่นที่ทำขึ้นเมื่อเริ่มก่อตั้งในอดีต อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการกระจายหุ้นอยู่ระหว่างการศึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ส่วนการทำตลาดน้ำมันในปี 2550 ทางเอสโซ่ จะเน้นเรื่องการส่งเสริมการแจกน้ำแก่ลูกค้าเป็นหลัก โดยกรณีการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ 95 จะมีการแจกน้ำในปริมาณ 2 เท่าของน้ำมันทั่วไป ซึ่งการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์จะเน้นไปที่แก๊สโซฮอล์ 95 เป็นหลัก เนื่องจากแก๊สโซฮอล์ 91 ยังมีปัญหาในเรื่องส่วนผสมที่ประเทศไทยต้องนำเข้าส่วนผสมความดันไอต่ำจากต่างประเทศ เพราะมีเพียงโรงกลั่นบางจากแห่งเดียวที่ผลิตส่วนผสมนี้ได้ ซึ่งได้แจ้งต่อกระทรวงพลังงานรับทราบแล้ว

สำหรับในปีนี้ทางเอสโซ่ จะไม่เน้นธุรกิจน้ำมัน เพราะค่าการตลาดต่ำมาก แต่จะเน้นธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ นอนออยล์ โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงไทเกอร์มาร์ท หรือร้านค้าสะดวกซื้อ โดยจะมีการปรับเปลี่ยนให้มีความคล่องตัวและเปลี่ยนสีแดงเป็นน้ำเงิน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเริ่มปรับปรุงกว่า 10 แห่ง จากที่มีไทเกอร์มาร์ททั่วประเทศ 70 แห่ง และมีปั๊มเอสโซ่ ทั่วประเทศ 600 แห่ง รวมทั้งการปรับปรุงไทเกอร์มาร์ทดังกล่าวจะทำควบคู่ไปกับตลาดเพื่อสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลประกอบการของเอสโซ่จะมีการคิดเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ค้าปลีกน้ำมันและปั๊มต่าง ๆ แต่จะไม่รวมธุรกิจเคมีเอสโซ่ในไทย โดยในปี 2547 มีรายได้ 145,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,800 ล้านบาท ปี 2548 มีรายได้ 190,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,500 ล้านบาท ปี 2549 มีรายได้ 210,000 ล้านบาท แต่กำไรลดลงเหลือเพียง 2,300 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้(ประมาณกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา) บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการสถานีบริหารน้ำมัน JET และร้านค้าสะดวกซื้อ Jiffy ทั้งหมด 147 แห่งในประเทศ จากบริษัท โคโนโคฟิลลิปส์ โดยใช้เงินในการซื้อกิจการทั้งสิ้น 275 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปั๊มน้ำมัน JET ถือว่ามีความจุดแข็งด้านบริการ และร้านค้าสะดวกซื้อ มีกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่นเป็นจำนวนมาก

....

“ประเสริฐ” ปฏิเสธเสียงสั่น! ข่าวลือ “พล.อ.สพรั่ง” นั่งประธานบอร์ด ปตท.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2550 17:03 น.


ปตท.หนาวทั้งยวง! ลือ “สพรั่ง” นั่งประธานบอร์ด “ประเสริฐ ” ปฎิเสธเสียงสั่น ไม่เป็นความจริง เผยไม่เคยหารือกันมาก่อน ส่วนผลการตัดสินคดียุบพรรคเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะเกิดความมั่นใจในการจัดการเลือกตั้งมากขึ้น

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองว่า คำตัดสินที่ออกมาจะทำให้สถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น โดยทุกฝ่ายต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง และจากการเดินทางไปโรดโชว์พบกับนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนต่างประเทศมีความคาดหวังอยากให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวก็จะยิ่งสร้างความเชื่อมั่นและทำให้นักลงทุนที่เคยชะลอการลงทุนตัดสินใจเริ่มลงทุนได้ กระบวนการต่อไปที่จะต้องติดตามคือการร่างรัฐธรรมนูญ หากลงมติยอมรับก็จะมีการออกกฎหมายเพื่อกำหนดการเลือกตั้ง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั้น ยืนยันไม่เป็นความจริง ปตท.ได้แจ้งตลาดหลักทรพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แล้วว่า นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน จะมาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ปตท.คนใหม่ แทนนายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ที่หมดวาระลง ยืนยันว่า พล.อ. สพรั่ง ไม่เคยมีการติดต่อมาที่ ปตท.

“พล.อ.สพรั่ง มีภารกิจมากมายทั้งที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. และทีโอที ไม่เคยมาพูดเรื่องนี้ และภายใน ปตท.ก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้เช่นกัน ส่วนตัวไม่รู้เป็นข่าวได้อย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ย้ำขีดเส้นใต้ 3 ครั้งไม่เป็นความจริง” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวถึงแผนการลงทุนกลุ่ม ปตท.ว่า ปตท.ยังคงเดินหน้าแผนดำเนินงานระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการลงทุนอีก 500,000 ล้าน แบ่งเป็น ปตท. 200,000 ล้านบาท และกลุ่มบริษัทเครือ ปตท.อีก 300,000ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต ขณะเดียวกันมีแผนการกู้เงินในช่วง 5 ปี โดยปี 2550 จะกู้เงิน 20,000-30,000 ล้านบาท เพื่อใช้คืนเงินกู้ที่ครบกำหนดระยะเวลา ซึ่งเฉลี่ยเป็นอายุเงินกู้ 8-9 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ซึ่งการที่กู้เงินใหม่และออกหุ้นกู้ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ จะเป็นผลดีกับ ปตท. โดยเห็นได้จากการออกหุ้นกู้ บมจ.ไออาร์พีซี ซึ่งตั้งใจระดมทุน 200-250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีนักลงทุนให้ความสนใจซื้อสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 เท่า

...

ผงะ!สพรั่งยึดปตท.ซ้อนแผนซื้อคืนIRPC:"ประเสริฐ"ส่อแห้วสมัยสอง-ส่ง"บรรณวิทย์"นั่งแทนบิ๊กหมง

ช่าวหุ้นออนไลน์ วันที่ 01 มิ.ย. 2550

บอร์ดปตท.กุมขมับ"สพรั่ง"จ้องยึดอำนาจ เชื่อวาระซ้อนเร้นหาผลประโยชน์มหาศาลทั้งทางตรงที่ไม่ใช่เพียงแค่เบี้ยประชุม แต่เป็นขุมทรัพย์ก้อนมหึมา "ประเสริฐ"มีเสียวหมดสิทธิ์ นั่งเอ็มดีสมัยสอง พร้อมซ้อนแผนสองเอื้อประโยชน์ กลุ่ม"ประชัย"ซื้อคืน IRPC หลังกดดันคลังไม่สำเร็จ วงในชี้เตรียมส่ง"บรรณวิทย์"เสียบแทน"บิ๊กหมง"เป้าหมายล้างบางบอร์ดไออาร์พีซี

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)หรือ PTT เปิดเผยกับ"ข่าวหุ้นธุรกิจ"ถึงกรณีมีกระแสข่าวพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)มีความพยายามจะเข้ามานั่งประธานบอร์ดปตท.ว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องไม่ปกติและเป็นสิ่งที่น่ากลัวว่าปตท.จะมัวหมองเพราะถูกครอบงำจากอำนาจทหารและการเมือง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาดังกล่าวมีผลประโยชน์แอบแฝงอย่างแน่นอน

ประเด็นแรกคือการแสวงผลประโยชน์ทางตรงจากปตท. เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด(มหาชน)หรือ AOTและบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)หรือ TOT มาแล้วโดยเชื่อว่าคงไม่ใช่เพียงแค่เงินเดือน หรือว่าเบี้ยประชุมเพียงอย่างเดียว แต่เกรงว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงอื่นๆตามมาด้วย

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าปตท.เป็นเสมือนขุมประโยชน์ที่ใหญ่กว่า AOT และ TOT จึงเป็นที่หมายตาจากกลุ่มดังกล่าว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้จากตัวเลขกำไรต่อปีเกือบแสนล้านบาท จากรายได้ต่อปีกว่า 1 ล้านล้านบาท

ประเด็นที่สองการหวังผลประโยชน์ทางอ้อม กล่าวคือกรณีการซื้อคืนหุ้นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)หรือ IRPC(หรือทีพีไอ)ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้ถือหุ้นใหญ่ทีพีไอ ที่พยายามวิ่งเต้นขอซื้อคืนหุ้น IRPC ทั้งหมดกว่า 60% จากปตท.และพันธมิตร ที่ราคา3.30 บาท(ราคาเดียวกับที่ปตท.ได้มา) เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามจากกลุ่มดังกล่าวเพื่อกดดันให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง พิจารณาขายหุ้น IRPC คืนให้นายประชัย แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

ดังนั้นการเข้ายึดครองปตท.จึงเป็นวิธีจัดการเรื่อง IRPC ได้ตรงจุดด้วยการเข้ามาปรับโครงสร้างกรรมการและผู้บริหารใหม่ โดยส่งคนของตัวเองเข้ามายึดครองเก้าอี้สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะเป้าหมายแรก ก็น่าจะเป็นเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ปัจจุบันนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ นั่งอยู่และหมดวาระลงเดือนตุลาคมนี้ จึงเป็นช่วงที่กลุ่มดังกล่าว อาศัยจังหวะเข้ายึดอำนาจในปตท.ง่ายขึ้น

"เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล(กระทรวงการคลัง)ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ว่าจะเอาอย่างไร และหากมองถึงผลกระทบเชื่อว่าได้ไม่คุ้มเสียและที่สำคัญปตท.หนีไม่พ้นต้องถอยหลังเข้าคลองอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากพล.อ.สพรั่ง เข้ามาเป็นประธานบอร์ดปตท.เป้าหมายหมายคือการปรับเปลี่ยนประธานบอร์ดไออาร์พีซี โดยส่งพล.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เข้าไปเป็นประธานบอร์ดแทนพล.อ.มงคล อัมพรพิศิษฐ์ เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ปตท. จนต้องขายหุ้นคืนให้นายประชัยในที่สุด

ส่วนตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ปตท. น่าจะมีการส่งอดีตผู้บริหารบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือ BCP ที่เคยยกย่องตัวเองว่าเป็นกลุ่มคนรักบางจาก ที่เคยทำให้บางจากต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการมาแล้ว

ขณะที่นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ปตท. ระบุว่า วาระแรกของการดำรงตำแหน่งเอ็มดีใหญ่ปตท.ของตนจะครบกำหนดต.ค.นี้ ขั้นตอนต่อไปต้องเป็นเป็นไปตามระเบียบการจ้างงานของราชการ ที่ต้องมีการตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาเพื่อคัดเลือกตัวเอ็มดีใหม่ต่อไป ส่วนตำแหน่งกรรมการคนอื่นๆ จะครบวาระเดือนเม.ย.2551 ที่ต้องมีการขอมติประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้นคงไม่สามารถปลดออกก่อนกำหนดครบวาระได้

ส่วนการขายหุ้น IRPC คืนให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม อยู่ที่ผู้ถือหุ้นว่าจะขายหรือไม่ ตนจึงคงตอบเรื่องนี้ไม่ได้ พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีเคยได้รับการติดต่อจากพล.อ.สพรั่ง เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

--------------------------ล้อมกรอบ :

รายชื่อคณะกรรมการปตท.ชุดปัจจุบันนายพรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการนายโอฬาร ไชยประวัติ กรรมการนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช กรรมการคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการนายอำพน กิตติอำพน กรรมการนางพรรณี สถาวโรดม กรรมการนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช กรรมการนางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ กรรมการพล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ กรรมการหม่อมหลวงปาณสาร หัสดินทร กรรมการพล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ กรรมการคุณพรทิพย์ จาละ กรรมการนายพรายพล คุ้มทรัพย์ กรรมการนายเมตตา บันเทิงสุข กรรมการนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการและเลขานุการฯ ----------------------------ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

Last edited by napoleon; June 1st, 2007 at 08:55 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 1st, 2007, 10:57 PM   #94
thainotts
Registered User
 
thainotts's Avatar
 
Join Date: Jun 2006
Location: Bangkok-Nottingham
Posts: 2,969
Likes (Received): 4

เย้ ข่าวดีรายวัน ..............................................................................
__________________
"สมบัติชาติ" ถ้าคนไทยบริหารแล้วห่วยลงๆ สู้ขายให้นายทุนฝรั่งมาบริหารยังจะดีกว่า เขาจะเอาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ แถมการแข่งขันในตลาดเสรีก็ช่วยพัฒนา "สมบัติ" นั้นๆ อีกด้วย ....​ อย่าให้คนไทยกันเองดอง "สมบัติชาติ" จนมันเน่าเลยดีกว่า
thainotts no está en línea   Reply With Quote
Old June 2nd, 2007, 07:13 AM   #95
cHemon
Registered User
 
cHemon's Avatar
 
Join Date: Mar 2004
Location: Bangkok
Posts: 5,409
Likes (Received): 13

ผมก็ว่าไม่น่าจะจริงนะ
ฟังดูแล้วมันแย่ๆๆๆๆๆๆเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้

โอ....สพรั่ง กัลยาณมิตร กับ บรรณวิทย์ เก่งเรียน.....แค่คิดก็อยากจะ
cHemon no está en línea   Reply With Quote
Old June 3rd, 2007, 07:23 PM   #96
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

กระทรวงพลังงานดันอยู่ในPDPปี"63-64 มาแน่"โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"2,000MW

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902


มาแน่ 2 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 MW ในอีก 13 ปีข้างหน้า กระทรวงพลังงาน ทำล้ำหน้าบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ระหว่างปี 2554-2564 เป็นที่เรียบร้อย แถมไม่เปิดโอกาสให้มี โรงไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือกอื่นใน 2 ปีสุดท้ายของแผนให้คนไทยตัดสินใจ อ้างเทคโนโลยี ทันสมัย แต่ไม่มีใครพูดถึงโทษมหัต นักวิชาการ/ NGO เป็นห่วงชี้ให้เห็นถึงผลเสีย ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้อนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP (Power Development Plan) ฉบับล่าสุด (2550-2564) ซึ่งจัดทำโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า กพช.ได้ตัดสินใจที่จะใช้แผน B2 เป็นแผนหลัก โดยพิจารณาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง รวมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปี 2555-2564 รวม 21,250 เมกะวัตต์

ประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า 2,700 เมกะวัตต์, การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศร้อยละ 20 กำลังผลิต 5,401 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 12,600 เมกะวัตต์, การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP รวม 900 เมกะวัตต์ และที่สำคัญก็คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวน 2 โรง ที่ถูกระบุเข้ามาในแผนเพิ่มเติมสูงถึง 4,000 เมกะวัตต์ในช่วงปี 2563-2564

ทั้งนี้ การตัดสินใจที่เพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหิน กับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตาม แผนหลัก (B2) ของกระทรวงพลังงาน ได้ก่อให้เกิดการ วิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายในข้อที่ว่า โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แบบจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับความไม่มั่นใจที่ว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากต่างประเทศ หากเกิดการรั่วไหล โดยมีชีวิตของคนไทยเป็นประกัน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อพิจารณาในเรื่อง "ต้นทุน" ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถือเป็นอีกทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ในขณะนี้ เพราะปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอื่นๆ โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน ปัจจุบันมีราคาผันผวนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft ปรับขึ้นหลายครั้ง

ปัจจุบันอยู่ที่ 73.42 สตางค์/หน่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเลือกระหว่างการใช้ไฟฟ้าที่มีราคาแพง แต่สิ่งแวดล้อมไม่ได้รับผลกระทบกับต้นทุนการผลิตที่ต่ำแต่สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบบ้างว่า "ต้องการให้เป็นแบบใด"

ปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก้าวหน้าไปมากถึงขั้นที่ว่า จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงพลังงาน จะต้องดำเนินการต่อจากนี้ไปก็คือ การเร่งทำ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีถ่านหิน ให้มากที่สุด ซึ่งตกหนักอยู่ที่ กฟผ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการได้คล่องตัวกว่า และกฟผ.เอง ถือว่ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง "โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ" ใน จังหวัดลำปางอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าถูกเผยแพร่ออกไป พร้อมกับความชัดเจนในเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหิน กับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เสียงคัดค้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มที่เคยได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอำเภอบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมตัวกัน "กดดัน" ให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ยกเลิกการระบุโรงไฟฟ้าถ่านหินในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ซึ่งได้ผลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มี โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แน่นอน

ในขณะเดียวกันได้ออกมายืนยันว่า การเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ หรือ IPP ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ หากรายใดเสนอโรงไฟฟ้าถ่านหิน เข้ามาจะต้อง "รับผิดชอบกับปัญหาทั้งหมด" ที่จะเกิดตามมา กระทรวงพลังงานไม่สามารถรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นได้ จน IPP หลายรายอย่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ปรับแผนยื่นประมูลเป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงลง

จนมีคำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เมื่อไม่ต้อง การโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในขณะเดียวกันผู้ใช้ไฟฟ้า ยังต้องการให้ค่าไฟฟ้าถูกลง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" จะถือเป็นทางเลือกอีกทางในระยะยาวได้หรือ ไม่ จากความเป็นไปได้คล้ายคลึงกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวคือ ต้นทุนต่ำ และเทคโนโลยีล้ำ หน้าไปมากโดยเฉพาะในเรื่องของ ความปลอดภัย แต่หากเกิดข้อผิดพลาด ความเสียหายในชีวิต และสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นมหาศาลจนยากที่จะควบคุมได้

"ความน่ากลัวในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็คือ ในอดีตเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ถูกกล่าวกันในวงการสัมมนาเกี่ยวกับพลังงาน แต่ขณะนี้กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการล้ำหน้าไปมากแล้วจนถึงขั้นระบุ การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 MW 2 โรงรวม 4,000 MW เอาไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไปแล้วในระหว่างปี 2563 - 2564 ในขณะที่ในระหว่างช่วง 2 ปีนี้จะไม่มี โรงไฟฟ้าถ่านหิน-โรงไฟฟ้าเอกชนรายย่อย เข้าสู่ระบบทางด้านการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยระหว่าง 20-40 MW จนดูเหมือนกับว่า ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรงนี้ ไทยจะไม่มีทางเลือกในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบอื่นๆ หรือ เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศใกล้เคียงเลย" ผู้เกี่ยวข้องในวงการพลังงานตั้งข้อสังเกต

หน้า 6

....

"เอสโซ่"มีลุ้นขนน้ำมันให้ปั๊มเจ็ตต่อรอปตท.ต่อสัญญาก.ค.นี้

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902

เอสโซ่ฯ อ้อน ปตท.ขอต่อสัญญาขายน้ำมันให้ปั๊ม JET ต่อ หลังสัญญาที่ทำไว้กับ โคโนโค่ฟิลลิปส์ เดิมจะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคมนี้ ระบุราคาและการขนส่งของเอสโซ่ดีที่สุดแล้ว แถมโรงกลั่นไทยออยล์ในเครือ ปตท.เองยังไม่สามารถขยายกำลังการกลั่นให้เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ยืนยันแม้ เอสโซ่ไม่ได้รับการต่อสัญญา แต่ไม่กระทบกับยอดขายน้ำมันของบริษัทเพราะจัดส่งน้ำมันให้ JET เพียง 10% ของยอดขายทั้งหมดต่อเดือนเท่านั้น

ภายหลังการลงนามเพื่อซื้อกิจการสถานีบริการน้ำมันเจ็ท (JET/Jiffy) 147 แห่งระหว่าง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทโคโนโค่ ฟิลลิปส์ ในมูลค่า 275 ล้านเหรียญในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท ปตท.ได้เริ่มที่จะปรับรูปแบบธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ JET ให้มาอยู่ภายใต้การบริหารงานตามแบบการจัดการของ ปตท.มากขึ้น โดยสิ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดในขณะนี้ก็คือ บริษัท ปตท.เตรียมที่จะหาโรงกลั่นน้ำมันที่จะซัพพลายน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET ทั้ง 147 แห่งใหม่ จากปัจจุบันที่ใช้น้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่อยู่

แหล่งข่าวจากบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันระหว่างบริษัทโคโนโค่ฟิลลิปส์ กับ บริษัทเอสโซ่ฯ เพื่อส่งน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET ทั้งหมดจำนวน 147 แห่ง จะหมดสัญญาลงในเดือนกรกฎาคมนี้ ทางบริษัท ปตท. เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน JET คนใหม่ได้เริ่มส่งทีมเข้ามาเจรจากับทางบริษัทเอสโซ่ฯในประเด็นควรจะมีการต่อสัญญาขนส่งน้ำมันประมาณ 60 ล้านลิตร/เดือนให้กับ JET ต่อไปหรือไม่

กระบวนการขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาก่อนที่สัญญาจะหมดอายุลง เบื้องต้น เอสโซ่ ค่อนข้างเชื่อมั่นว่า น่าจะได้ต่อสัญญาขนส่งน้ำมันให้ JET ต่อไปอย่างน้อยอีก 6 เดือน เนื่องจากขณะนี้โรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ในประเทศ เดินเครื่องเต็มกำลังและยังไม่สามารถขยายกำลังการผลิต หรือแม้จะเพิ่มกำลังการผลิตได้ แต่ต้องใช้เวลาในการหาน้ำมันดิบเข้ามาป้อนโรงกลั่นเพิ่มเติมด้วย

นอกจากนี้การที่ ปตท.จะหาบริษัทที่สามารถขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน JET ทั้งหมด 147 เหมือนกับที่เอสโซ่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาการบริหารจัดการเช่นกัน ฉะนั้นเอสโซ่จึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่า จะได้การต่อสัญญาจาก ปตท.หรืออาจจะมีการต่อสัญญาออกไปมากกว่า 6 เดือนด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ บริษัท ปตท.ยังคงขอเวลาเพื่อพิจารณาให้รอบคอบระหว่างการเร่งหาน้ำมันจากบริษัทในเครือ ปตท.เองเมื่อเปรียบเทียบกับการต่อสัญญากับบริษัทเอสโซ่ฯ ว่า แนวทางใดที่เหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่ากัน

"วิธีการหาน้ำมันไม่ใช่ง่ายๆ นะ เฉพาะแค่น้ำมันดิบกว่าจะเจรจากว่าจะส่งมอบ ขนส่งยังต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ปตท.เองก็คงมองเห็นปัญหาแบบนี้เหมือนกัน แถมราคาอาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้ราคาน้ำมันขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา เราเชื่อว่า ทั้งระบบจัดส่งและราคาขายน้ำมันของ เอสโซ่ฯ ยังเป็นข้อเสนอที่ดีสำหรับ ปตท.ในสถาน การณ์ปัจจุบัน ทาง ปตท.น่าจะต่อสัญญากับเรา หรืออาจจะกลายเป็นสัญญาซื้อขายแบบประจำเลยก็ได้" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่ไม่มีการต่อสัญญาขนส่งน้ำมันจากบริษัท ปตท.นั้น บริษัท เอสโซ่มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบในแง่ยอดขายน้ำมันของบริษัทมากนัก เนื่องจากน้ำมันที่ส่งให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET อยู่ที่ปริมาณเพียง 60 ล้านลิตร/เดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดขายรวมที่มีอยู่ 500-600 ล้านลิตร/เดือนของเอสโซ่ทั้งหมด

และที่สำคัญบริษัทเอสโซ่เห็นว่า ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ยังมีกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ยังสามารถขยายไปได้ เช่น สถานีบริการน้ำมันอิสระ ที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศและที่สำคัญความต้องการใช้น้ำมันยังขยายต่อเนื่องเช่นกัน

ด้านนายชัยวัฒน์ ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้บริษัท ปตท.จะลงนามในสัญญาซื้อขายสถานีบริการน้ำมัน JET กับบริษัท โคโนโค่ฟิลลิปส์ไปก่อนหน้านี้ แต่ ปตท.ยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการบริหารโดยตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการต่อสัญญาเพื่อซื้อขายน้ำมันของ JET ยังคงเป็นหน้าที่ของบริษัทโคโนโค่ฟิลลิปส์อยู่ ไม่ได้ผ่านทีมเจรจาของบริษัท ปตท.

ในส่วนของบริษัท ปตท.ได้วางแนวทางการบริหารสถานีบริการน้ำมัน JET ภายหลังจากมีการส่งมอบช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2550 นี้ มีความเป็นไปได้ว่า "อาจจะ" ให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET ทั้ง 147 แห่งก็ได้ ภายหลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ มีการปิดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงปลายปีนี้ไปแล้ว

"ไทยออยล์จะมีการหยุดซ่อมโรงกลั่น แต่ไม่น่าจะใช้เวลานาน และที่สำคัญช่วงนั้นเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำมันในตลาดตึงตัวด้วย มันเร่งไม่ได้คงต้องรอหลังซ่อม แต่ยืนยันว่า เรายังไม่ได้ส่งทีมเข้าไปเจรจากับเอสโซ่เลย" นายชัยวัฒน์กล่าว

ด้าน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงเข้ามาว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวแทนจากบริษัท ปตท. เข้ามาเจรจาอย่างเป็นทางการให้ส่งน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET กำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์อยู่ที่ 225,000 บาร์เรล/วันถือว่า "เต็มกำลังการกลั่น" และปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่กลั่นได้ก็มีสัญญาซื้อขายอยู่แล้ว และที่สำคัญยังไม่มีแผนขยายกำลังการกลั่นในช่วงนี้

แต่ในช่วงต้นไตรมาส 4 ปี 2550 โรงกลั่นไทยออยล์ มีแผนที่จะหยุดซ่อมบำรุงประจำปีพร้อมกับการขยายกำลังการกลั่นให้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาร์เรล/วัน รวมกำลังการผลิตแล้วประมาณ 230,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งคาดว่าหลังจากการขยายกำลังการกลั่นแล้ว อาจจะมีความเป็นไปได้ที่บริษัท ปตท. จะส่งทีมเข้ามาเจรจาเพื่อเปิดทางให้ไทยออยล์ ส่งน้ำมันให้กับสถานีบริการน้ำมัน JET ต่อไป

หน้า 6

.......

"ปิยสวัสดิ์"เปิดแปลงใหม่โคราช-อ่าวไทย รัฐโกยสัมปทานปิโตรเลียม4แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทาน (ครั้งที่ 20) เพื่อให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกและทะเลอ่าวไทย รวมทั้งสิ้น 65 แปลง แบ่งเป็นแปลงสำรวจบนบก 56 แปลง พื้นที่ 211,687 ตารางกิโลเมตร กับในทะเลอ่าวไทย 9 แปลง พื้นที่ 23,919 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 235,606 ตารางกิโลเมตร

การเปิดให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมในครั้งนี้นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศอย่างต่อเนื่อง ต่อจากการออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 19) ประกอบกับปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงและยังคงมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมทั้งไทยและต่างประเทศมีแรงจูงใจที่จะทำการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น และแสดงความสนใจที่จะยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

โดยพื้นที่ที่เปิดให้ยื่นขอสัมปทานเพื่อรอสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในการเปิดให้ยื่นขอสัมปทาน ครั้งที่ 20 จำนวน 65 แปลง แบ่งเป็นพื้นที่ 5 บริเวณ ได้แก่ 1)บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาภาคเหนือ จำนวน 7 แปลง รวมพื้นที่ 26,301 ตารางกิโลเมตร 2)บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง จำนวน 7 แปลง รวมพื้นที่ 27,828 ตารางกิโลเมตร 3)บริเวณที่ราบลุ่มภาคใต้ จำนวน 5 แปลง รวมพื้นที่ 17,818 ตารางกิโลเมตร 4)บริเวณที่ราบสูงโคราชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางส่วนในเทือกเขาระหว่างจังหวัดพิษณุโลก-อุตรดิตถ์-เพชรบูรณ์-เลย จำนวน 37 แปลง รวมพื้นที่ 139,740 ตารางกิโลเมตร และ 5)บริเวณอ่าวไทย จำนวน 9 แปลง รวมพื้นที่ 23,919 ตารางกิโลเมตร

การออกสัมปทานเชิญชวนให้ยื่นขอสัมปทานในครั้งที่ 20 นี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมคำขอสัมปทานในแปลงสำรวจที่มีผู้มาขอยื่นสัมปทานภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน มีกำหนดจะรวบรวมคำขอครั้งแรกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2550 สำหรับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมที่ให้กับภาคเอกชนไปแล้ว ปัจจุบันมีทั้งหมด 45 สัมปทาน 60 แปลง แบ่งเป็น 1)บนบก 19 สัมปทาน 25 แปลง 2)ฝั่งอ่าวไทย 25 สัมปทาน 32 แปลง และ 3)ฝั่งทะเลอันดามัน 1 สัมปทาน 3 แปลง รวมรัฐบาลมีรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมทั้งหมด 455,179 ล้านบาท ในจำนวนนี้ได้รับการจัดสรรให้กับท้องถิ่นไปแล้ว 8,438 ล้านบาท

นอกจากนี้ทางกระทรวงพลังงานยังได้ประเมินการลงทุนของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในไทยจนถึงปี 2549 มีการลงทุนไปแล้ว 718,730 ล้านบาท และประเมินต่อไปอีก 5 ปีข้างหน้าน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 609,622 ล้านบาท

หน้า 7
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 4th, 2007, 11:47 AM   #97
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

บอร์ด"นโยบายพลังงานฯ"อนุมัติแผนประมูลผลิตไฟฟ้าปี 50-64 จำนวน 3,200 เมกะวัตต์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 มิถุนายน 2550 14:43 น.


บอร์ด กพช. เห็นชอบเปิดประมูลไอพีพี รอบแรกในปี 2550-2562 จำนวน 3,200 เมกะวัตต์ หรือ 4 โรงไฟฟ้า โดยให้เปิดประมูลภายในเดือนนี้ คาดคัดเลือกแล้วเสร็จ ภายในสิ้นในสิ้นปี และจะเปิดรับซื้อไอพีพี ส่วนที่เหลือตามแผนพีดีพี อีก 14 โครงการ รวมอีก 9,400 เมกะวัตต์ ในรอบต่อไป
โดยตามแผนพีดีพี กฟผ.ได้สัดส่วนก่อสร้างร้อยละ 50 ของกำลังผลิต 39,676.25 เมกะวัตต์ เม็ดเงินลงทุนรวม 2.08 ล้านล้านบาท และเห็นชอบแผนแม่บทท่อก๊าซฯ ฉบับปรับปรุง วงเงิน 165,077 ล้านบาท

วันนี้(4 มิ.ย.) นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เช้าวันนี้ ได้เห็นชอบให้เปิดประมูลการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) โดยจะออกประกาศเชิญชวนรับซื้อไฟฟ้าช่วงแรกช่วงปี 2555-2557 จำนวน 3,200 เมกะวัตต์ คาดจะออกประกาศเชิญชวนได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ และให้ผู้ผลิตไฟฟ้า ไอพีพี ยื่นข้อเสนอเข้ามาภายในเดือนตุลาคม 2550 ทั้งสถานที่ตั้งและการเลือกใช้เชื้อเพลิง โดยกระทรวงพลังงานจะประเมินและคัดเลือกข้อเสนอให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2550 และสามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในมิถุนายน 2551 เพื่อให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ทันตามกำหนด

“กพช. ไม่กำหนดเชื้อเพลิงการรับซื้อไอพีพี ซึ่งจะดูเรื่องราคาเป็นหลัก และที่สำคัญต้องได้รับการเห็นชอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อนที่จะลงในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า พีพีเอ โดยคาดว่าหากเป็นเชื้อเพลิงก๊าซฯ โรงแรก จะเข้าระบบในวันที่ 1 มกราคม 2555 แต่หากเป็นถ่านหินจะเข้าระบบในวันที่ 1 ม.ค. 2556 อายุสัญญาขายไฟฟ้า 25 ปี” นายวีระพล กล่าว

ทั้งนี้ การรับซื้อไอพีพี เป็นไปตาม PDP 2007 ในช่วงปี 2550-2564 กำลังผลิต 39,676.25 เมกะวัตต์ โดยแบ่งแผนการจัดหาแหล่งผลิตออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างในปี 2550-2553 รวม 7,885.25 เมกะวัตต์ และช่วงที่ 2 โครงการที่จะดำเนินการในปี 2554-2564 รวม 31,791 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการที่ กฟผ. ดำเนินการเอง 16 โครงการ จำนวน 12,400 เมกะวัตต์ (ในส่วนนี้จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2,800 เมกะวัตต์) โครงการ IPP 18 โครงการ 12,600 เมกะวัตต์ โครงการ SPP 1,700 เมกะวัตต์ และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 5,091 เมกะวัตต์ รวมวงเงินลงทุนตามแผนใหม่ 2.08 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนที่ กฟผ. ใช้ในระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า 1.37 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนในส่วนของ IPP SPP และต่างประเทศ 0.71 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ กำหนดให้มีแผนทางเลือกหากมีปัญหาในการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) หรือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กำหนดให้ กฟผ. พิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จาก 5,091 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 13,490 เมกะวัตต์ โดยเมื่อสิ้นปี 2564 ตามแผน พีดีพีใหม่ จะมีสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ/ แอลเอ็นจี ร้อยละ 62.8 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ ร้อยละ 15 พลังน้ำร้อยละ 9.7 นิวเคลียร์ ร้อยละ 9 (4,000 เมกะวัตต์) และพลังงานชนิดอื่น ๆ ได้แก่ พลังงานทดแทน น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล เป็นต้น รวมร้อยละ 3.5

การประชุม กพช. ยังเห็นชอบการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ไอพีพี เอสพีดี และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) โดยกำหนดให้โรงไฟฟ้าทุกแห่งต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน แบ่งเป็นช่วงระหว่างการก่อสร้าง ให้จ่ายตามกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้า ในอัตรา 50,000 บาทต่อเมกะวัตต์ต่อปี หรือไม่ต่ำกว่า 500,000 บาทต่อปี และช่วงที่มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาแล้ว ให้จ่ายตามหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ผลิต ในอัตราที่แตกต่างกันตามการปล่อยมลภาวะจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติ พลังงานชีวมวล กาก เศษวัสดุเหลือใช้ และขยะ เรียกเก็บ 1 สตางค์ต่อหน่วย, น้ำมันเตา/ดีเซล 1.5 สตางค์ต่อหน่วย, ถ่านหิน/ลิกไนต์ และพลังงานน้ำ 2 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนลมและแสงอาทิตย์ ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ โดยจากประมาณการเบื้องต้นในปี 2549 โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในประเทศจะจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ 1,858 ล้านบาทต่อปี เพื่อจัดสรรให้กับชุมชนทั่วประเทศได้ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้นำมาใช้ทันทีในการประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ไว้ในประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้า ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ยังเห็นชอบแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เพื่อรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติที่จะเพิ่มขึ้น อนุมัติแผนการทบทวนแผนแม่บทท่อส่งก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2544-2554 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) จำนวน 14 โครงการ วงเงินลงทุน 165,077 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการระยะที่ 1 โครงการวางท่อก๊าซธรรมชาติไปยังโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โครงการระยะที่ 2 การวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 4 (ระยอง-แก่งคอย) โครงการระยะที่ 3 แผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3 (ปรับปรุง) และโครงการลงทุนเพิ่มเติมในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมในทะเล

Last edited by napoleon; June 4th, 2007 at 05:09 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 6th, 2007, 07:38 PM   #98
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,259
Likes (Received): 1493

กฟผ.สร้างเอง4โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000เมกะวัตต์ส่งทีมดูงานฝรั่งเศส

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผ่านฉลุย กพช.มีมติบรรจุในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2007 เรียบร้อย 4 โรง 4,000 เมกะวัตต์ เกิดแน่ปี 2563-64 ด้าน กฟผ.เด้งรับ พร้อมสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อ้างความเป็นรัฐวิสาหกิจ ประชาชนให้การยอมรับ เตรียมส่งทีมนิวเคลียร์เดินทางไปดูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฝรั่งเศสเดือนหน้า

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ได้ "อนุมัติ" แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2007 หรือ PDP 2550-2564 โดยประเทศไทยจะต้องมี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2564 จำนวนถึง 4 โรง กำลังผลิตติดตั้งรวมกัน 4,000 เมกะวัตต์

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หากพิจารณาในเรื่องของต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากราคาฐานปัจจุบันจะพบว่า "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" จะมีต้นทุนต่ำที่สุด ทั้งที่ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าถ่านหินถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทางกระทรวงพลังงานเองก็ดูเหมือนว่าจะสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคตให้ได้ โดยอ้างว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับโรงไฟฟ้าอย่างก๊าซธธรมชาติ, ก๊าซธรรมชาติเหลว LNG และน้ำมัน มีแนวโน้มที่จะมีปริมาณลดลงและมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหากผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการใช้ไฟฟ้าราคาถูก ทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้า

ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กฟผ.จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากหากให้ภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) เป็นผู้ดำเนินการเกรงว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงการดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ.จะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ทั้งนี้ในขั้นการเตรียมการ กฟผ.เตรียมประสานงานกับสถาบันการศึกษาที่เปิดหลักสูตรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อมารองรับให้ทันกับธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต นอกจากนี้ กฟผ.จะเร่งในเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนที่คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่เป้าหมายที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงการทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 นี้ ทีมงานด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ กฟผ.เตรียมที่จะเดินทางศึกษาเทคโนโลยีต้นแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศฝรั่งเศส จากข้อมูลเบื้องต้นล่าสุดพบว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในส่วนค่าลงทุนเฉพาะเทคโนโลยีและการก่อสร้างนั้นค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจะอยู่ที่ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ระหว่าง 1-1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ/1 เมกะวัตต์

สาเหตุที่ต้นทุนในการลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มต้นค่อนข้างสูงนั้น เนื่องจากการต้อง "บวกรวม" ในเรื่องเทคโนโลยีของระบบรักษาความปลอดภัยภายในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุดหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย

"ที่ฝรั่งเศสสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์สูงถึง 80% แล้ว เขาทำมานานและยังไม่มีปัญหาอะไรด้วย ในอีก 10 ปีข้างหน้าเรามีทางเลือกน้อยลงมาก วันนี้เราผูกติดกับการผลิตไฟฟ้าจาก ก๊าซธรรมชาติมากเกินไปแล้ว ขณะที่การสำรวจและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเริ่มมีสัญญาณว่าซัพพลายได้น้อยลงเรื่อยๆ คาดว่า จะมีก๊าซธรรมชาติพอใช้อยู่ได้อีกเพียง 30-35 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าปริมาณก๊าซที่ลดน้อยลง ราคาก๊าซในอนาคตก็ย่อมถีบตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันไปเรื่อยๆ ทางเลือกอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์น่าจะทบทวนดู" นายไกรสีห์กล่าว

นายไกรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการส่งบุคลากรของ กฟผ.เข้าไปศึกษางานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ในอนาคตหากมีโอกาสที่ กฟผ. จะเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ในต่างประเทศแล้ว กฟผ.อาจจะเข้าไปร่วมลงทุนผ่านบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGAT INTER) ที่ขณะนี้เตรียมจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 100 ล้านบาท ถือหุ้นโดย กฟผ.ทั้งหมด ให้เข้าไปร่วมลงทุนในอนาคตด้วย นอกเหนือจากการได้เข้าไปขยายการลงทุนในต่างประเทศแล้ว บุคลากรของ กฟผ.จะได้ความรู้ ความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ตรงจากการร่วมลงทุนด้วย

ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย หากเริ่มวันนี้ยังถือว่า "ทันเวลา" เมื่อพิจารณาจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าในปี

2563-2564 รวมกำลังผลิต 4,000 เมกะวัตต์ หรือจะเท่ากับปริมาณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4 โรงนั้น ระยะเวลาการก่อสร้างต่อโรงอยู่ที่ประมาณ 6-7 ปี

ฉะนั้นกระบวนการทั้งหมดจะเหลือเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกในปี 2556 นี้

ดังนั้นหากประเทศไทยอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผน PDP 2007 แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ กฟผ.จะต้องเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องคือ 1) กฎหมายว่าด้วยความรับผิดด้านนิวเคลียร์ (Nuclear liability Law) ซึ่งไม่แน่ใจว่าวันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายนี้ไว้คุ้มครองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ เพราะไม่ว่าการก่อสร้างจะใช้บริษัทใดก็ตามที่ระบุว่าดีที่สุดในโลก แต่เมื่อ มีปัญหาเกิดขึ้นจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

2) ความพร้อมด้านบุคลากร เช่น นักนิวเคลียร์เทคโนโลยี หรือ นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ ซึ่งในวันนี้เท่าที่ทราบประเทศไทยมีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่จบในระดับปริญญาเอกด้านนี้ ยังไม่นับรวมกับบุคลากรของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติที่มีอยู่

หากเร่งเพิ่มบุคลากรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีคือรับนักศึกษาเฉพาะด้านในช่วงปี 2551 และให้ศึกษาต่อเนื่องจนถึงระดับปริญญาโทและเอก จะสอดรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกพอดีในปี 2563

3) การบริหารจัดการทางการเงินที่ดี เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนสูงมาก ฉะนั้นไม่ว่าใครจะเข้ามาดำเนินการต้องคำนึงในเรื่องนี้ด้วย และ 4) การทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับรู้ว่าวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัย

ที่สำคัญก็คือวันนี้ต้องเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนแล้วว่า มีความจำเป็นอย่างไรที่ประเทศไทยจะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนการที่จะให้ กฟผ.ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เองทั้ง 4 โรงนั้น ควรจะกระจายไปยังเอกชนรายอื่นๆ บ้าง ความจริง กฟผ.เองยังไม่มีความรู้มากนัก เดิม กฟผ.เคยมีฝ่ายนิวเคลียร์โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2518 "แต่ยุบเลิกไปแล้ว" ที่สำคัญรัฐต้องชัดเจนไปเลยว่า จะทำโรงไฟฟ้าแน่นอน

หน้า 1

.......


PDP 2007 แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2007 (Power Development Plan 2550-2564) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับกำลังผลิตไฟฟ้าในช่วง 15 ปี ซึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นทั้งหมด จำนาน 30,532.6 เมกะวัตต์ หรือรวมกับกำลังผลิตติดตั้งในปัจจุบันจะเท่ากับ 58,321.1 เมกะวัตต์

สำหรับการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงปี 2550-2553 จะมี โรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบันรวม 7,885.25 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้จะเป็น โรงไฟฟ้าในความรับผิดชอบของ กฟผ.จำนวน 2,840 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าใหม่จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) จำนวน 3,541.25 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 147.3 เมกะวัตต์, การรับซื้อไฟฟ้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จำนวน 920 เมกะวัตต์, โครงการ CHP (ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ) จำนวน 355 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานหมุนเวียน (RPS) ที่ กฟผ.ผลิตเองอีก 81.7 เมกะวัตต์

ช่วงปี 2554-2564 จะมีการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าใหม่และรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านรวม 31,791 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดย กฟผ.จำนวน 16 โรง ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ทั้งก๊าซธรรมชาติ-ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)-ถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิง รวมกำลังผลิตติดตั้ง 12,400 เมกะวัตต์, การรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP ที่ใช้ทั้งก๊าซธรรมชาติ, โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ LNG หรือถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 18 โรงไฟฟ้า รวมกำลังผลิต 12,600 เมกะวัตต์, การรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP จำนวน 1,700 เมกะวัตต์ และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 5,091 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ กฟผ.ได้บรรจุโครงการใน สปป.ลาว ที่ยังไม่ได้ดำเนินการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่มีความชัดเจนรวมอยู่ในแผนนี้ด้วย คือ โครงการเทินหินบุนส่วนขยาย กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2555, โครงการน้ำงึม 3 กำลังผลิต 440 เมกะวัตต์, โครงการน้ำเทิน 1 กำลังการผลิต 523 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2556 และโครงการน้ำเงี้ยบ กำลังผลิต 261 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2557

นอกจากนี้ กพช.ยังได้อนุมัติแผนทางเลือก PDP 2007 ไว้ด้วย การกำหนดให้มีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในปริมาณ 10 ล้านตัน/ปี และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงปี 2554-2564 กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จะมาจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดย กฟผ.ซึ่งจะใช้ทั้งก๊าซธรรมชาติ-LNG-ถ่านหิน และนิวเคลียร์ เป็นเชื้อเพลิง รวม 13 โรง กำลังผลิตรวม 10,300 เมกะวัตต์ การรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ, การใช้ LNG หรือถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง รวม 9 โรง กำลังผลิต 6,300 เมกะวัตต์ การรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP กำลังผลิต 1,700 เมกะวัตต์ และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีก 13,491 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การประชุม กพช.ในครั้งนี้ ยังได้ให้ความเห็นชอบแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติที่จะ เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และในโรงแยกก๊าซของ ปตท.

ประกอบด้วยโครงการที่ดำเนินการเจรจาแล้ว ได้แก่ แหล่ง JDA, แหล่งอาทิตย์ และแหล่งภูฮ่อม และที่อยู่ระหว่างเจรจาในแหล่งอาทิตย์เหนือส่วนเพิ่ม แหล่งบงกชใต้ รวมถึงแหล่งเชฟรอน ส่วนในต่างประเทศ ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมจากแหล่งยาดานา จากสหภาพพม่า แหล่งนาทูน่าจากอินโดนีเซีย รวมถึงแผนการนำเข้าก๊าซ LNG จากอิหร่าน

ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาจัดทำสัญญาซื้อขาย LNG (SPA) ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติให้ ปตท. นำผลการเจรจาและสัญญาซื้อขาย LNG กลับมาเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

หน้า 6

.......

โฆสิตเบรกบ.ลูกกฟผ.เข้าIPP +สั่ง'ปิยสวัสดิ์'ทบทวนเพื่อความโปร่งใสหลังกฟผ.ได้สิทธิ์ไปแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2224 07 มิ.ย. - 09 มิ.ย. 2550

ประชุมกพช."โฆสิต"สั่ง"ปิยสวัสดิ์"ไปทบทวนเงื่อนไขสิทธิ์บริษัทลูกรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าไอพีพีใหม่ ชี้เพื่อความโปร่งใสในการแข่งขัน อีกทั้งกฟผ.เองได้สิทธิ์การก่อสร้างไปแล้ว ให้ไปจัดสรรแบ่งบริษัทลูกแทน และยังเบรกการตั้งกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล ตีเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาถึงผลดีผลเสีย


แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน(กพช.) มีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี 2007 แล้ว โดยในช่วงปี 2555-2559 จะมีไฟฟ้าเข้าระบบจำนวน 11,946 เมกะวัตต์ (ดูตารางประกอบ) คิดเป็นเงินลงทุนในกิจการไฟฟ้าระบบส่งและผลิตเป็นจำนวนเงิน 7.8 แสนล้านบาท


โดยในส่วนของการเปิดประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนจำนวน 6,000 เมกะวัตต์ นี้ ในช่วงปี 2555-2557 จะเปิดให้เอกชนเพียง 3,200 เมกะวัตต์ ขนาดโรงละ 800 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โรง และให้การไฟฟ้าฝายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ไปดำเนินการ 2,100 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติขนาดกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรง และเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน 1 โรง


แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ ทางกพช.ได้ให้กระทรวงพลังงานเร่งเปิดประมูลการรับซื้อไฟฟ้าจากไอพีพี แต่นายโฆสิต มีความเห็นว่า เงื่อนไขที่กำหนดออกมาให้บริษัทเอกชนที่มีรัฐวิสาหกิจถือหุ้นต่ำกว่า 50 % สามารถเข้าร่วมประมูลได้นั้น ควรจะต้องมีการทบทวนใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น เนื่องจาก กฟผ.ได้รับสิทธิ์ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว ก็ควรจะแบ่งสัดส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้กับบริษัทลูก จึงได้มอบหมายให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปศึกษารายละเอียด ถึงสภาพการแข่งขัน ผลดีผลเสียที่เกิดขึ้น นำมาเปรียบเทียบ หากบริษัทลูกและบริษัทหลานของรัฐวิสาหกิจสามารถเข้าร่วมประมูลได้


ทั้งนี้ จากความเห็นที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะส่งผลให้ระยะเวลาที่กำหนดในการออกประกาศเชิญชวนเอกชนมาประมูลไอพีพี จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มประกาศทีโออาร์ได้ในเดือนมิถุนายน 2550 นี้ และเอกชนต้องยื่นข้อเสนอเข้ามาภายในเดือนตุลาคม 2550 ทั้งสถานที่ตั้งและการเลือกใช้เชื้อเพลิง โดยกระทรวงพลังงานจะประเมินและคัดเลือกข้อเสนอให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2550 และสามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในมิถุนายน 2551 นั้น อาจจะต้องเลื่อนไปอีก


เนื่องจากระทรวงพลังงานจะต้องไปศึกษารายละเอียดถึงสิทธิ์ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือเอ็กโก้ และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ที่มีกฟผ.ถือหุ้นอยู่ 25 % และ 45 % ตามลำดับ หากเข้าร่วมประมูลจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ยุติธรรมหรือไม่ เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทนี้มีความพร้อมและอยู่ใกล้ชิดกับข้อมูล ซึ่งจะทำให้เอกชนรายอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามาแข่งขัน


นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ส่วนการขอนุมัติการจัดตั้งบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่กฟผ.ได้เสนอเรื่องไปกระทรวงพลังงานตั้งแต่ต้นปีนั้น ในการประชุมครั้งนี้ กพช. ยังไม่มีการอนุมัติจัดตั้งแต่อย่างใด เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติรัฐวิสาหกิจใดที่จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ที่จะไปดูว่ามีความเหมาะสม ถึงมีผลดีผลเสียที่เกิดขึ้นเพราะกฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ หากตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการลงทุนแทนแล้ว จะมีความคล่องตัวมากน้อยแค่ไหน


อย่างไรก็ตาม ผลจากการอนุมัติที่ล่าช้า จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของกฟผ.มากนัก เนื่องจากโครงการในต่างประเทศที่บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จะเข้าไปร่วมลงทุนนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเวลานี้มีอยู่ 2-3 โครงการที่อยู่ในสาธรณรัฐประชาธิปไตรประชาชนลาว สาธารณรัฐประชาชนจีน และอิหร่าน เป็นต้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 6th, 2007, 11:37 PM   #99
shrekroma
TH
 
shrekroma's Avatar
 
Join Date: Apr 2007
Posts: 1,080
Likes (Received): 5

so next hot topic will be where these nuclear power plants will be located.

I propose besides สพรั่ง's house.

j/k of course !
shrekroma no está en línea   Reply With Quote
Old June 7th, 2007, 01:17 AM   #100
thainotts
Registered User
 
thainotts's Avatar
 
Join Date: Jun 2006
Location: Bangkok-Nottingham
Posts: 2,969
Likes (Received): 4

Quote:
Originally Posted by shrekroma View Post
so next hot topic will be where these nuclear power plants will be located.

I propose besides สพรั่ง's house.

j/k of course !
Thing is, check out the first thread, I think that in today's world, the benefits outweigh the cost. The only bad thing about nuclear energy is the potential risk that it carries, it doesn't actually emit greenhouse gases or such like, its just a matter of, can we properly build and manage it?

Considering the public debate and expectation, I'm pretty sure that the safety standard will have to be high also seeing that it will take about a decade to implement I'm sure the safety policies will have to be high.
__________________
"สมบัติชาติ" ถ้าคนไทยบริหารแล้วห่วยลงๆ สู้ขายให้นายทุนฝรั่งมาบริหารยังจะดีกว่า เขาจะเอาออกนอกประเทศก็ไม่ได้ แถมการแข่งขันในตลาดเสรีก็ช่วยพัฒนา "สมบัติ" นั้นๆ อีกด้วย ....​ อย่าให้คนไทยกันเองดอง "สมบัติชาติ" จนมันเน่าเลยดีกว่า
thainotts no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:27 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu