daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old July 9th, 2008, 08:23 AM   #881
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

TNT triples air freight capacity in Thailand; Lam Luk Ka hub taps regional demand

Bangkokpost 9/07/2008


The Netherlands-based logistics group TNT has tripled its express service capacity in Thailand to tap into fast-growing demand for air freight in Asia. TNT yesterday inaugurated its new hub in Lam Luk Ka district, Pathum Thani. It is three times larger in terms of capacity than its previous hub in Klong Toey, which could handle 40 tonnes or 4,500 consignments per day.


By integrating the warehouse and distribution centre under one roof, TNT expects to reduce transit time by at least two hours, according to Onno Boots, regional managing director of TNT Southeast Asia.


Southeast Asia is the company's fast growing market with demand growing rapidly for shipments of equipment and machinery, high-tech and health-care products, said Mr Boots. Trade flows are not limited within the region but increasingly are being integrated with China, the rest of Asia and Europe.


Mr Boots said that TNT had committed total investment funds of 100 million over the next five years to meet freight service demand between China, Asia and Europe.


The freight market in Asia, he said, was expected to post 13% compound annual growth over the next five years to 11 billion.


Alan Miu, TNT Thailand's country manager, said global air freight traffic was anticipated to record average annual growth of 5.8% from 2007 to 2026. Asia would take the lead with intra-Asia trade forecast to increase at 8.6% per year until 2026, he said, citing figures from Airbus and Boeing's Global Market Forecast.


TNT has made an initial investment of 13 million baht to develop the Lam Luk Ka hub with a total area of over 3,000 square metres to house its international and domestic road hubs.


Mr Boots said that given TNT's vision to turn Thailand into the hub for the Indochina market, a significant amount of the 100 million would be invested to further expand facilities in Thailand including the existing 26 depots.


TNT's revenue generated from emerging markets including China, India and the rest of Asia is about 11.5 billion with growth of about 30% annually. Southeast Asia contributed 30% to sales from emerging markets with Thailand alone accounting for 20% of the Southeast Asian revenue.


Along with the new hub, Mr Boots said TNT had developed an integrated road network liking Singapore, Malaysia, Thailand, Vietnam and China. The network enables deliveries up to three times faster than sea freight and at significantly cheaper cost than air freight.


In order to improve Thailand's attractiveness to logistics service providers such as TNT, Mr Boots said authorities should invest further to develop infrastructure and more efficient customs procedures to expedite movements of goods for both domestic routes and cross-border links with neighbouring countries.
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old July 9th, 2008, 09:12 AM   #882
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

Aliens cost B155m a year

Bangkokpost 9/07/2008


The government is now shouldering about 155 million baht in medical expenses for alien workers per year, permanent secretary for public health Prat Boonyawongvirote said yesterday. Speaking at a three-day seminar on public health services for alien workers which began yesterday, Dr Prat said the money is spent mostly on the treatment of those with diarrhoea, tuberculosis, Aids, haemorrhagic fever and malaria.


The prevalence of those diseases is high along the country's border areas.


Dr Prat quoted statistics from the Labour Ministry since March that there were a total of 621,437 registered alien workers in Thailand. The ministry estimated there were about 700,000 unregistered alien workers in the country.


Most unregistered workers are from Burma, Laos and Cambodia.


Dr Prat said the Labour Ministry also found that the presence of alien workers generates economic and social impacts as well as safety concerns in provinces they live in.


Sangay Thinley, a representative of the World Health Organisation, said the WHO projected that in 2005 around 191 million workers had migrated transnationally around the world.


Half of them were women, and up to 40 million of them crossed national borders without permission from relevant authorities.


This mass migration has led to social problems among migrant workers ranging from alcohol and drug abuse to violence and the spread of infectious diseases. Diseases which often affect migrant workers are Aids, tuberculosis and diarrhoea, said Dr Thinley.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:22 PM   #883
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

อนุมัติวาระอ้อยแห่งชาติ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


ครม.เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาด้านอ้อย ตามระเบียบวาระอ้อยแห่งชาติ ตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเสนอ โดยโครงการใดในแผนปฏิบัติการนี้ที่กำหนดให้มีการดำเนินการในปีงบประมาณ 2552 แต่ยังไม่มีงบประมาณรองรับ ให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานกับสำนักงบประมาณในการขอแปรญัตติเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2552

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า "ระเบียบวาระอ้อยแห่งชาติ : แผนปฏิบัติการพัฒนาด้านอ้อย" จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป โดยครอบคลุมการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอ้อยครบทุกประเด็น หากได้ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายจะเป็นการแก้ไขปัญหาการผลิตอ้อยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

สำหรับแผนปฏิบัติการพัฒนาด้านอ้อย ระยะ 3 ปี (ปี 2552-2554) ที่จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตอ้อย (เฉลี่ยทั่วประเทศ) เป็น 15 ตันต่อไร่ และ ค่าความหวาน 13 ซี.ซี.เอส. ประกอบด้วย 7 แผนงาน/มาตรการ คือ 1.แผนงานการ วิจัยและขยายอ้อยพันธุ์ดี 2.แผนงานการปรับปรุงบำรุงดินและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 3.แผนงานการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ 4.แผนงานการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและการเกษตรกรรม 5.แผนงานการพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวขนส่งและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) 6.มาตรการส่งเสริม และ 7.แผนงานการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

หน้า 4
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:42 PM   #884
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

มาเลย์-ไทยลงทุนอาหารฮาลาล หวังเจาะตลาด ตอ.กลาง-จีน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


แม้ภูมิภาคตะวันออกกลาง จะได้ประโยชน์จากปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน แต่กำลังจะต้องประสบกับวิกฤตขาดแคลนอาหารในอนาคต ทำให้ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกสินค้าอาหารของกลุ่มประชาคมมุสลิมตัดสินใจใช้มาเลเซียเป็นฐานผลิตและจัดซื้อสินค้าอาหารฮาลาลป้อนสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต ทั้งนี้ มาเลเซียตระหนักดีว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าอาหารฮาลาลที่ดี มีคุณภาพขนาดใหญ่ ที่สุด เนื่องจากสินค้าอาหารฮาลาลของไทยที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การบริหารงานของ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มประชาคมมุสลิม ทำให้มาเลเซียสนใจที่จะสั่งซื้ออาหารฮาลาลจากไทยเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

นายภูสิต เพ็ญศิริ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการค้า-การลงทุนแผนใหม่ (ITDC) ระบุว่า ตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียแสดงความสนใจที่จะร่วมทุนกับกลุ่มนักลงทุนไทย เพื่อจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในประเทศมาเลเซีย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าอาหารฮาลาล ได้แก่ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผลไม้สด ผลไม้แปรรูป เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์สินค้าฮาลาลอื่นๆ จากไทยสู่ประชาคมโลกมุสลิม ในระยะยาวคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าไทยมูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท ที่ประเทศมาเลเซีย ภายในปี 2552 นี้ เมื่อศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้เปิดให้บริการ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางการค้า ไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันฝ่ายมาเลเซียก็ทราบว่า นักลงทุนไทยคือ บริษัท บัวหิมะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมมือกับเอกชนของจีนคือ บริษัท ยูนาน เท็กซ์ไทล์ จำกัด จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทย (Distribution Center หรือ D C) มูลค่า 1,500 ล้านบาท ณ นครคุนหมิง ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลไทยและจีน เพื่อให้ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้เป็นประตูเชื่อมโยงการค้าระหว่างจีนตอนล่างกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน รองรับนโยบายการเปิดเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนในปี 2553 ซึ่งมาเลเซียก็เล็งเห็นโอกาสที่ใช้ไทยเป็นประตูเชื่อมโยงการค้าสินค้าฮาลาลของมาเลเซียไปจำหน่ายในมณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิม ในประเทศจีนผ่านทางศูนย์กระจายสินค้าไทย ณ นครคุนหมิง ด้วยเช่นกัน

สำหรับโอกาสทางการค้าในประเทศจีนในช่วง 12 ปีข้างหน้า จากผลการศึกษา พบว่า จีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีอัตราเติบโตสูง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1)กลุ่มคนรวย ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้ มีกำลังซื้อเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 11% ต่อปี แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 23% ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มจักรพรรดิน้อย เนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่มีลูกคนเดียว มีรายรับถึง 6 ทางจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ทำให้สามารถขยายกำลังซื้อจากอัตราเฉลี่ย 10% ต่อปีก็มีโอกาสขยายเพิ่มเป็น 21% ต่อปีในอนาคต และกลุ่มสุดท้าย คือ คนจีนทั่วไป ซึ่งมีสัดส่วน 56% ของประชากรทั่วประเทศ ก็มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นถึง 10% ต่อปี ส่วนใหญ่นิยมเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สังเกตได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยปี 2548 อยู่ที่ 800,000 คน/ปี คาดว่าปีนี้จะปรับเพิ่มเป็น 2 ล้านคน/ปี จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งสินค้าไทยเข้าไป เจาะตลาดในกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ก่อนจีน เปิดตลาดการค้าเสรีภายในปี 2553

หน้า 7
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:46 PM   #885
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

อุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก SMEs ต้องเร่งปรับกลยุทธ์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


โครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ศึกษาอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก ซึ่งจัดเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (local content) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ได้แก่ สี สารเคมี และสารเคลือบในสัดส่วนที่น้อย จึงก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (value added) กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่

อีกทั้งในอุตสาหกรรมนี้ส่วนใหญ่เป็น ผู้ประกอบการ SMEs โดยในปี 2549 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,742 ราย ในปี 2550 เพิ่มเป็น 4,767 ราย ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีเพียง 43 ราย และเพิ่มขึ้นเป็น 46 ราย ในปี 2550 เท่านั้น

มูลค่าส่งออกในภาพรวม

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแก้วและเซรามิกนำรายได้เข้าประเทศโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 17,000 ล้านบาทต่อปี แต่จากภาวะการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากการมีผลิตภัณฑ์ราคาถูกของจีน และผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในตลาดระดับบนที่มีความได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีการผลิตระดับสูงและการออกแบบผลิตภัณฑ์ในระดับแนวหน้า เฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่น อิตาลี และสเปน ทำให้การ ส่งออกผลิตภัณฑ์เซรามิกในปี 2549 มีมูลค่ารวมเพียง 17,025 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.6 จากปี 2548



ในปี 2551 มูลค่าส่งออกในภาพรวมของอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก คาดการณ์ว่าจะมีอัตราเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกอุตสาหกรรม โดยอยู่ในระดับประมาณ 5.82% และมีส่วนแบ่งตลาดเปรียบเทียบต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาดเปรียบเทียบเท่าเฉลี่ย แสดงว่าอุตสาหกรรมนี้อยู่ในสถานะตกต่ำที่ต้องรีบเร่งพัฒนาและปรับปรุงระบบทั้งในระบบการดำเนินงานและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น จึงควรเน้นกลยุทธ์ด้านการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับปรุงอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้น

พร้อมกันนี้ SMEs ควรเน้นกลยุทธ์ในด้านการปรับปรุงกิจการทั้งในเรื่องระบบและผลิตภัณฑ์ (reengineering) เพื่อ ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นต่อไป

เตือนภัย SMEs อุตฯแก้วและเซรามิก

ในการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก พบว่าศักยภาพด้านสภาพคล่องของผู้ประกอบการแก้วและเซรามิก ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิกมีความสามารถในการหมุนเวียนสินทรัพย์ได้ดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่

สำหรับศักยภาพความสามารถในการก่อหนี้ พบว่าผู้ประกอบการ SMEs มีหนี้สินต่อสินทรัพย์สูงขึ้น, มีความสามารถในการทำกำไรได้ต่ำกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และแนวโน้มปี 2551 พบว่าผู้ประกอบการ SMEs มีความสามารถในการทำกำไรลดลงต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย

นอกจากนี้ ในส่วนของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (economic value added : EVA) ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิก พบว่าทั้งผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ต่างก็มีอัตราการเติบโตของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลง ซึ่งเกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้มีสภาพคล่องและภาวะเศรษฐกิจลดลงส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจแก้วและเซรามิกทั้งระบบ

แนวโน้มปี 2551

ในปี 2551 คาดว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์เซรามิกยังคงได้รับแรงกดดันจากการ ผันผวนของเงินบาท ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยอย่างสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดส่งออกบางแห่งที่ผลิตภัณฑ์เซรามิกประเภทกระเบื้อง เครื่องสุขภัณฑ์ และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารยังมีโอกาสขยายตัวได้ เช่น ตลาดออสเตรเลีย เพราะได้ประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าลงเหลือร้อยละ 0 ของออสเตรเลีย อันเป็นผลมาจากข้อตกลงทางการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้วยการผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตลง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้นด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีการผสมผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นสากลอย่างลงตัว รวมทั้งนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้สนับสนุนให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งรูปแบบและคุณภาพ เพื่อให้สินค้าไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมกับความพยายามในการเปิดตลาดส่งออกแห่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไปด้วย

ยุทธศาสตร์เด็ด : ผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมแก้วและเซรามิกต้องเร่งปรับตัวในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการด้านต้นทุนต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าให้มากที่สุด นอกจากนั้นจะต้องพยายามหาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะต้องมีการรวมกลุ่ม cluster เพื่อสร้างพันธมิตรที่มีอำนาจต่อรองกับตลาดได้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ

หน้า 51
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:53 PM   #886
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

สหวิริยา เดินหน้าโรงถลุงเหล็ก กู้จีน 5 หมื่น ล.ซื้อเครื่องจักร Sino-HIT

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


นับตั้งแต่ปี 2548 ที่โครงการเหล็กต้นน้ำของเครือสหวิริยาฯที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยมูลค่าโครงการ 500,000 ล้านบาท กำลังการผลิตปีละ 30 ล้านตัน เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 3 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาต่างๆ ทั้งการต่อต้านจากมวลชนในพื้นที่ และแหล่งเงินทุนที่จะมาลงทุนในโครงการ ทำให้โครงการ ดังกล่าวต้องชะลอไปไม่สามารถลงทุนได้ภายใน 3 ปีตามเงื่อนไขการลงทุนของ BOI ส่งผลให้บัตรส่งเสริมการลงทุนหมดอายุไปโดยปริยาย ถ้าหากเครือสหวิริยาฯยังมีความประสงค์จะเดินหน้าลงทุนต่อ ก็จะต้องยื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอีกครั้ง

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เครือสหวิริยาฯก็ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการสร้างโรงถลุงเหล็ก ต่อแน่นอน โดยได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการจัดหา ซื้อ และติดตั้งเครื่องจักร จาก บริษัท Sino-International Heavy Industry Technology (Sino-HIT) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยมูลค่า 10,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท นายวิน วิริยะประไพกิจ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงถลุงเหล็ก สหวิริยา จำกัด ผู้ดูแลโครงการดังกล่าวให้รายละเอียดของการดำเนินโครงการว่า

โครงการถลุงเหล็ก แผนเดิมที่ทำไว้จะใช้เงินทั้งสิ้น 500,000 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิต 30 ล้านตัน โดยการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการลงทุนในเฟสแรกมูลค่า 90,000 ล้านบาท กำลังการผลิตต่อปี 5 ล้านตัน เป็นในส่วนของการลงทุนเครื่องจักร 50,000 ล้านบาท ส่วนอีก 40,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนสร้างสาธารณูปโภค ระบบน้ำ ถนน ท่าเรือ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

เหตุที่เลือกใช้ซื้อเครื่องจักรจากประเทศจีน เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กของจีนถือว่าได้มีการพัฒนาขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมมีกำลังการผลิตปีละ 100 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนปริมาณ 35% ของการผลิตโลก ซึ่งตอนนี้โรงงานเหล็กที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้นในประเทศจีน มีการจ้างให้ประเทศจีนผลิตเทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย แสดงให้เห็นถึงคุณภาพมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเราก็ทำสัญญาให้บริษัท Sino-HIT เป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีตลอดทั้งโครงการผลิต 30 ล้านตัน

โดยเงื่อนไขการจัดซื้อเครื่องจักรครั้งนี้จะเป็นระบบเทิร์นคีย์ คือ บริษัท Sino-HIT จะป็นผู้รับเหมาในการจัดหา ก่อสร้างโรงงาน และติดตั้งเครื่องให้ทั้งหมด ถ้าหากเกิดความล่าช้า ผู้รับเหมาก็ต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าปรับ ถือเป็นการลดความเสี่ยงด้านการลงทุน และเนื่องจากรัฐบาลจีนค่อนข้างให้การสนับสนุนโครงการ พร้อมให้สินเชื่อในการซื้อเครื่องจักรมูลค่า 50,000 ล้านบาทนี้ โดยทางบริษัทก็กำลังพิจารณาเงื่อนไขการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินของจีนอยู่ว่าจะกู้จากแหล่งใด อาทิ ธนาคารพาณิชย์ของจีน, ธนาคารเพื่อการนำเข้า-ส่งออกของจีน และองค์กรค้ำประกันการส่งออก เป็นต้น ส่วนเงินลงทุนที่เหลือ 40,000 ล้านบาท ก็จะต้องหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการผลิตภายในประเทศ

เนื่องจากบัตรส่งเสริมการลงทุนของโครงการถลุงเหล็กครั้งแรกได้หมดอายุไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องทำเสนอโครงการเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนใหม่อีกรอบ ซึ่งการยื่นโครงการครั้งนี้จะแตกต่างไปจากเดิม คือ จะยื่นการลงทุนเพียงเฟสแรกเท่านั้น ไม่ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อเนื่องทั้ง 5 เฟส มูลค่า 500,000 ล้านบาท เหมือนกับที่ขอไปครั้งแรก และจะมีการแทรกเรื่องการลงทุนด้านท่าเรือเข้าไปอยู่ในโครงการด้วย แต่อย่างไรก็ตามเรื่องสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ก็จะต้องยึดหลักเกณฑ์ของ BOI เหมือนเดิม คือ 2:1 ในส่วนของการลงทุน 90,000 ล้านบาท ก็จะมีหนี้สิน 60,000 ล้านบาท และทุนจดทะเบียนของบริษัท 30,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัทก็ต้องยื่นรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคำขอจัดตั้งโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก็คาดว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ได้รับอนุมัติภายในไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคม-กันยายน) หลังจากนั้นก็จะเริ่มก่อสร้างโรงงานโดยใช้เวลาประมาณ 24 เดือน หรือ 2 ปี ก่อสร้างเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตเหล็กต้นน้ำในเฟสแรกได้

ส่วนเรื่องของวัตถุดิบ ขณะนี้ก็ได้มีการตกลงทำสัญญานำเข้าสินแร่เหล็กกับผู้ผลิตรายใหญ่จากออสเตรเลียและบราซิลแล้ว และถึง แม้ว่าราคาสินแร่เหล็กในขณะนี้จะปรับเพิ่มขึ้นจากในอดีต 65-85% แต่เมื่อคำนวณจากต้นทุนนำเข้าสินแร่มาถลุงเป็น สแล็บแล้วก็ยังถูกกว่าต้นทุนการนำเข้า สแล็บมาโดยตรง 35% และเมื่อเทียบการนำเข้าสินแร่เหล็กของประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน ประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ถูกกว่า

สำหรับโครงการผลิตเหล็กต้นน้ำที่จะได้เหล็กแท่งทรงแบน (สแล็บ) 5 ล้านตัน ก็ส่งป้อนให้กับโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ปัจจุบันเครือสหวิริยาฯมีกำลังการผลิตรวมอยู่ 7.6 ล้านตัน ทำให้ต้นทุนการผลิตของเครือสหวิริยาฯลดไปส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการผลิตส่วนที่เหลืออีก 2.6 ล้านตันนั้น ก็ยังคงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ หากสามารถขยายการลงทุนในเฟสที่ 2 ต่อได้ ปริมาณการผลิต สแล็บก็ครอบคลุมกับกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนทั้งหมดได้

ส่วนแรงต่อต้านของมวลชนในพื้นที่ เนื่องจากหลายเดือนที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ ไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ ก็ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น เห็นประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการที่จะมีการจ้างงานในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอีก 5,000 คน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ในขณะนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับการลงทุน

หน้า 6



......


Sahaviriya Hopes to Secure Major Loan From China

Bangkok Post 16 June 2008


Jun. 13--Sahaviriya Steel Group, Thailand's largest steelmaker, is seeking a long-term loan from the Export Import Bank of China (China Exim Bank) for the first phase worth 90 billion baht of its smelting plant in Prachuap Khiri Khan, according to group president Win Viriyaprapaikit.

"There's a high chance of wrapping up a loan deal with the Chinese," Mr Win said at a seminar on the steel industry outlook, held by the Stock Exchange of Thailand yesterday.

He added that Beijing was aggressively encouraging its companies and financial institutions to invest more abroad, both in the form of direct investment and loans, to drain excess liquidity.

The group has struck deals with Chinese machinery and equipment manufacturers whose technology is on par with their European counterparts to supply the new plant.

He said that as Sahaviriya was a client of Chinese suppliers, Beijing was willing to provide financial support, which he expected should be enough to cover the cost of the machinery and equipment.

The machinery and equipment are worth 70 percent of total investment of the 500-billion-baht project. The balance will be sourced from a share offering.

The first phase of the smelter, with a capacity of five million tonnes, recently secured long-term purchase contracts with iron ore mine operators from Australia, Brazil and South Africa.

The company expects to produce premium-grade steel products to tap into rising domestic demand in the automobile, electronic and electrical-appliance sectors for which Thailand is the regional production base.

The company has a strong determination to go ahead with the megaproject even though it has faced strong opposition from activists since the beginning, which has caused some delays.

The smelter is still in the process of seeking approval of its environment impact assessment (EIA) and promotional privileges from the Board of Investment.

The group plans to submit a new application for BoI privileges after its first application was approved but expired before the construction started.

Once it gains the BoI approval, the smelter will start to operate in two years. In addition to the megaproject, Sahaviriya plans to simultaneously build another coated steel sheet plant to serve high-end consumers. Details of the plant have yet to be studied.

It also plans to increase the production of cold-rolled and hot-rolled sheets by 20-30 percent of the current annual capacity of 1.8 million tonnes.

Meanwhile, Sahaviriya Steel Industries Plc (SSI), the group's SET-listed subsidiary and the country's biggest hot-rolled steelmaker, expects higher steel prices to boost its profit this year, said Mr Win, who is also the president of SSI. "Our performance will definitely be better than what we saw in the first quarter."

Net income in the first quarter jumped almost eightfold to 877.3 million baht. It reported net income of 916.1 million baht last year, down 66 percent from 2006.

Steelmakers worldwide are passing on higher costs to customers to bolster their profits, with the contract price of iron ore rising 65 percent this year. Asian spot steel prices may climb because of the closures of plants in China before the Olympics Games in August.

SSI shares closed yesterday at 1.04 baht, up two satang, in trade worth 25.4 million baht.

Last edited by napoleon; July 11th, 2008 at 10:00 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:56 PM   #887
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

เอสเอ็มอีแม่พิมพ์ โตแน่ แต่รอรัฐบาล

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


สัมภาษณ์

อุตสาหกรรมแม่พิมพ์เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เริ่มปรับตัว ปัจจัยหลักๆ ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่อีกปัจจัยหนึ่งก็คือการมองหาตลาดใหม่ๆ และเพื่อรับการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมาไทย เพราะญี่ปุ่นไม่ได้มาตัวเปล่าแต่เอาเทคโนโลยีมาด้วย เพื่อมาเชื่อมต่อกับภาค เอสเอ็มอีห้องแถวรายย่อยของไทย ถ้าเราพร้อมโอกาสที่จะขยายตลาดพัฒนาคลัสเตอร์ก็มีโอกาสมากขึ้น

โครงการพัฒนาประสิทธิภาพโรงงานแม่พิมพ์ ภายใต้โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ โดยมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นแม่งานนั้น มีแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ วิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย ถึงโอกาสของอุตสาหกรรมนี้

- โครงการนี้ผ่าน ครม. เมื่อปี 2547 ทำไมเพิ่งทำเมื่อปีที่ผ่านมา

ความสับสนก็คือทางญี่ปุ่นให้ผู้เชี่ยวชาญไปที่สถาบันยานยนต์ แต่ปัญหาก็คือสถาบันยานยนต์มีค่ายรถยนต์รายใหญ่ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าผู้เชี่ยวชาญจากโตโยต้าไปค่ายฮอนด้าก็ลำบาก องค์ความรู้จึงไปกองอยู่ที่สถาบัน แต่ถ้าเป็นทางสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยก็น่าจะมีการกระจายตัวมากกว่า เราจึงรอมา 4 ปีเพื่อให้ได้ ผู้เชี่ยวชาญมาประจำที่สมาคมและเปิดรับผู้ประกอบการ โดยที่เราคัดเลือกมา 6 ราย ในเฟสแรกคือการปรับพื้นฐานการทำโรงงานแบบญี่ปุ่น ทำ 5 ส ส่วนเฟส 2 จะเริ่มเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีเข้าไป

- ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมองไทยอย่างไร



เราผลิตได้แต่ไม่เข้าตาญี่ปุ่น เรื่องแม่พิมพ์เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา แม้ว่าจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาแต่ก็ต้องมีการเปลี่ยนตลอด การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยได้มาก คนไทยคิดเองอาจจะไม่เคลียร์ มาช่วยกันก็จะช่วยให้เวลาในการผลิตสั้นลงและเร็วขึ้น

เจโทรเองเคยมาประเมินแม่พิมพ์ไทยในระดับอาเซี่ยนแล้ว เขาประเมินว่าเมืองไทยเองยัง ไม่สามารถผลิตในระดับที่เป็นสินค้าไอทีได้ เช่นแม่พิมพ์ MP 3 พ็อกเกต พีซี โทรศัพท์มือถือ ไทยผ่านเฉพาะการผลิตแม่พิมพ์ทีวี ตู้เย็น วิทยุ ยานยนต์ แต่ถ้าไอทีไม่ผ่านทำไมเราปล่อยตลาดตรงนั้นไป ในเมื่อญี่ปุ่นมีฐานการผลิตพอสมควร เราควรพัฒนาแม่พิมพ์ให้มาตรฐานมากขึ้นและโตขึ้นเรื่อยๆ และถ้าการพัฒนาช่วยให้เรามีช่องทางในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเราก็น่าจะทำ

- ทำไมญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานการผลิตไปจีน

ญี่ปุ่นกลัวจีนก๊อบปี้อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาไปลงทุนในเวียดนาม แต่เทคโนโลยีห่างจากเรา 15 ถึง 20 ปี พอผลิตสินค้าแล้ว มาตรฐานไม่ได้ แทนที่จะขายของได้ราคากลับไม่ได้ราคากลายเป็นว่ามาสั่งสินค้าจากไทยไปประกอบในเวียดนามแทน

ในเมื่อเวียดนามทำไม่ได้ เขาหวังว่าเอฟทีเอกลุ่มอาเซียนที่จะเปิดในปีหน้า สินค้าไทยที่จะไปที่เวียดนามไม่มีภาษี สินค้ามีคุณภาพเอาไปประกอบที่นั่น ใช้คนงานพื้นๆ ค่าแรงถูกๆ แต่สุดท้ายก็ยังไปจากไทยถึงแม้การลงทุนไปอยู่เวียดนามก็ตาม

ยุโรปเองมองแบบเดียวกันคือสนใจมาสั่งซื้อแม่พิมพ์จากไทย เพราะมองว่าไม่ต้องมาเทรนมาซื้อง่ายกว่า แม้ว่าจีนมีต้นทุนที่ถูก ยุโรปก็กลัวจีนก๊อปเหมือนกัน และถ้าเราทำแบบนี้คือมีมาตรฐานและผลิตอย่างมีประสิทธิภาพเราจะมีงานเรื่อยๆ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งการเป็นผู้นำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเราไม่มีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน



- 6 โรงงานที่เข้าร่วมโครงการ จะขยายผลอย่างไรต่อไป

เรื่องอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ต้องค่อยเป็นค่อยไป วันนี้มี 6 บริษัทที่เข้าร่วม ถ้าทั้ง 6 แห่งยอมเป็นพี่เลี้ยงอีกคนละบริษัท และอีก 6 บริษัทก็ทำแบบเดียวกัน แต่สำคัญที่ว่าเราจะจัดการอย่างไรให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และรับให้รุ่นน้องมาเรียนรู้ มาร่วมเป็นลูกข่ายกัน พอมีคนมาช่วยงานก็รับได้มากขึ้น

- ตลาดของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์เป็นอย่างไร

โตขึ้นทุกวัน การลงทุนขยายมาตลอด ทำไมผมยังยืนยัน เพราะการลงทุนที่ญี่ปุ่นใช้เงินสูง คนรุ่นใหม่ไม่ยอมมาทำงานแม่พิมพ์ เป็นพนักงานออฟฟิศกันหมด คนแก่ที่รีไทร์นับวันมีมากขึ้นและคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ก็ไม่นิยมมีลูก คนที่จะรับช่วงจะไม่มี ไทยเราเองการลงทุนที่ถูก มีความน่าสนใจเพียงแต่ถ้ารัฐบาล

ไทยต้องมีเสถียรภาพเท่านั้น เพราะเขากลัวการรัฐประหาร เพราะคนญี่ปุ่นแพ้สงคราม กลัวความอดอยาก ไม่อยากให้เกิดสงครามเขามีบทเรียนในเรื่องนี้

- ศักยภาพของเอสเอ็มอีแม่พิมพ์ไทยเป็นอย่างไรบ้าง

สมาคมมีสมาชิก 500 ราย เป็นผู้ประกอบการแม่พิมพ์ 350 ราย และ 5 เปอร์เซ็นต์ เป็น AAA (ทริปเปิ้ลเอ) เป็นการร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งมีเงินลงทุน ต่อโรงไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น AA (ดับเบิ้ลเอ) เป็น จอยต์เวนเจอร์บ้างและคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์บ้าง มีช่าง 20 คนเงินลงทุน 20 ล้านบาทขึ้นไป และอีก 85 เปอร์เซ็นต์คือระดับห้องแถว มีช่างประมาณ 5 คน ตรงนี้มากที่สุด แต่ถ้าห้องแถวมีการพัฒนา สามารถจับกับทริปเปิ้ลเอ และดับเบิ้ลเอได้ก็จะทำตลาดได้ดียิ่งขึ้น ส่วนที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีประมาณ 1,000 ราย คิดง่ายๆ ถ้าแต่ละรายสามารถทำรายได้ปีละ 3 ล้านบาท 1,000 รายปี หนึ่งก็สามพันล้านบาทแล้ว ถ้าเราพัฒนารายย่อยๆ มากเท่าไหร่ โอกาสเราก็ยิ่งมีมากขึ้น

- ทิศทางของสมาคมจะเป็นอย่างไร

โดยวิสัยทัศน์ เราต้องผสมผสานเทคโนโลยีของญี่ปุ่นกับบ้านเราให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน เช่น การเอาบุคลากรพื้นฐานอัพเกรดให้มีความรู้มากขึ้น ตอนนี้เราทำเฟสแรกก่อนเป็นการทำหน้างาน กับสเต็ปที่สองเอาผู้เชี่ยวชาญมาให้องค์ความรู้ สร้างศูนย์ความเป็นเลิศ ที่จะมีมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมด้วย เช่นเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

สเต็ปที่สาม นำภาคเอกชนเข้ามาร่วมสร้างองค์ความรู้ด้วยกัน เป็นองค์ความรู้ที่ยั่งยืน สำหรับเฟสที่สองจะเริ่มตุลาคม 2551 สิ้นสุดกันยายน 2552 และต่อเฟสที่สาม อีก 1 ปี ถึงกันยายน 2553

หน้า 52


napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 07:59 PM   #888
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

ที่มาโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4017 (3217)


โครงการพัฒนาประสิทธิภาพโรงงานแม่พิมพ์ ภายใต้ "โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์" เป็นความร่วมมือของ 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เอกชน สถาบันยานยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย และ Japan Overseas Development Corporation (JODC) จากประเทศญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ

โครงการนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 และจะสิ้นสุดในปี 2552 แต่ทั้งนี้โครงการดังกล่าวถูกชะลอไปและเพิ่งจะเริ่มดำเนินการในปีที่ผ่านมานี้เอง

เป้าหมายของโครงการ คือ 1.ต้องการยกระดับบุคลากรทางด้านแม่พิมพ์จำนวน 7,700 คน ในเวลา 5 ปี 2.พัฒนาให้เกิดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านแม่พิมพ์จำนวน 5 ศูนย์ 3.ยกระดับสถานศึกษาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 20 แห่ง 4.สถานประกอบการด้านแม่พิมพ์สามารถขยายการลงทุนจำนวน 225 โรงงาน 5.มีระบบมาตรฐานการผลิตแม่พิมพ์เท่ากับประเทศชั้นนำด้านอุตสาหกรรม 6.มีโครงสร้างและระบบการพัฒนาบุคลากรด้านแม่พิมพ์ของชาติและได้มาตรฐานสากล

สำหรับโครงการในระยะที่ 1 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการดำเนินการนั้นได้รับความร่วมมือจาก JODC ที่ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำกับอุตสาหกรรมแม่พิมพ์เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2550-14 กรกฎาคม 2551 มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวน 6 โรงงานด้วยกัน คือ บริษัท เวสเทอร์นโมลด์ จำกัด บริษัท กาเรีย อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท จี.ไอ.เอฟ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

บริษัท ซี เอส พี คาสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บางกอกเมทอลเวร์ค จำกัด และบริษัท สยามซีเนเตอร์ จำกัด

อนึ่ง Overseas Development Corporation เป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร โดยมีเป้าหมายจัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังประเทศต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรและปรับปรุงเทคโนโลยี อาทิ การควบคุมการผลิต การจัดการด้านการผลิต (JODC) ซึ่ง JODC จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวน 75% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 25% ผู้ยื่นเรื่องขอรับผู้เชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ เป็นผู้รับภาระในการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญ

โดยอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แม่พิมพ์ ตัวจับยึด เครื่องจักรกล โดยมีระยะเวลา ในการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญออกมาเป็น 2 ระดับ คือ ระยะสั้น ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี กับระยะยาว ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 2 ปี

หน้า 52
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 9th, 2008, 08:03 PM   #889
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

Singapore, Thailand expand education cooperation

Bangkokpost 9/07/2008


Singapore (dpa) - Singapore and Thailand plan to expand cooperation in vocational and technical training, teaching of mathematics and science and the use of information and communication technology, the city-state's education ministry said on Wednesday.

Somchai Wongsawat, Thailand's deputy prime minister and minister of education, was on a two-day official visit to Singapore at the invitation of his counterpart Ng Eng Hen.

It was the first meeting between the two education ministers.

Somchai visited the National Institute of Education, Institute of Technical Education and other schools Tuesday and Wednesday to observe the application of information and communication technology, the ministry's statement said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 03:58 AM   #890
ThNiner
BANNED
 
Join Date: Apr 2008
Posts: 111
Likes (Received): 0

http://thaiinsider.info/portal/content/view/9524/12/

จารุวรรณได้ทีบี้‘หมัก’ ส่งข้อมูลให้อัยการยุ่น ลากแก๊งค์งาบสินบน! ‘อุโมงค์ระบายน้ำฉาว’
Wednesday, 09 July 2008


“จารุวรรณ” ได้ที-ส่งข้อมูลให้อัยการญี่ปุ่น ลากคอแก็งค์งาบสินบนข้ามชาติโครงการอุโมงค์ระบายน้ำฉาวกทม. “ยุคสมัคร” เผยผลสอบเบื้องต้นสตง.พบเข้าข่ายล็อกสเปคเอื้อประโยชน์บริษัทก่อสร้างแดนปลา ดิบ พร้อมปัดฝุ่นสอบสวนใหม่การประกวดราคาไม่โปร่งใส-ทำผิดข้อบัญญัติกทม.

รายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งว่า ฝ่ายอัยการของประเทศญี่ปุ่นได้ประสานงานมายังคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง.เพื่อขอความร่วมมือในการร่วมกันตรวจสอบและขอข้อมูลทั้งหมดที่สตง.มีอยู่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว หลังเกิดกรณีอื้อฉาวการจ่ายสินบนข้ามชาติ 125 ล้านบาทให้กับผู้บริหารกทม.ในยุคที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเวลานี้สตง.กำลังรวบรวมเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อจัดส่งให้กับอัยการญี่ปุ่นต่อไป

มีรายงานว่า ในส่วนการตรวจสอบของสตง.ในโครงการนี้พบว่า การประกวดราคาโครงการดังกล่าวตามประกาศกทม.802546 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2546 พบว่ามีการดำเนินการที่ไม่น่าจะเป็นธรรมและไม่โปร่งใสหลายประการ อีกทั้งพบว่ามีการตั้งหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ส่อไปว่ามีการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น เพราะการกำหนดราคากลางของโครงการคือ 2,166 ล้านบาท โดยกำหนดให้ผู้เสนอราคายื่นซองประกวดราคาแยกเป็นสองซอง คือ ซองเสนอด้านเทคนิค และซองเสนอด้านราคา โดยกทม.จะเปิดซองเฉพาะผู้ที่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิค แต่กทม.ได้แจ้งบริษัทที่มายื่นซองประกวดราคาเช่นบริษัทสี่แสงการโยธา (1979) ว่าไม่ผ่านข้อเสนอด้านเทคนิค ทั้งนี้สตง.สอบสวนแล้วเห็นว่าการกำหนดช่วงระยะเวลาการคำนวณค่างานน้อยเกินไป มีเวลาเพียง 16 วัน ทำให้ผู้เสนอราคาหลายรายไม่สามารถยื่นซองเสนอราคาได้

“การกำหนดให้ฐานะทางการเงินของผู้เสนอราคาเป็นข้อเสนอด้านเทคนิคน่าจะไม่ถูกต้อง และการกำหนดข้อเสนอด้านเทคนิคเกี่ยวกับการเสนอแบบและรายการคำนวณขององค์ประกอบหลักของงานอาจจะไม่จำเป็น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกทม.น่าจะมีการให้ข้อมูลด้านเทคนิคแก่กิจการร่วมค้า IN ซึ่ง เป็นกิจการร่วมค้าระหว่างบมจ.อิตาเลียนไทยกับบริษัทนิชิมัสสุ ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบ ตลอดจนการให้คะแนนของคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอาจจะไม่โปร่งใส”ส่วนหนึ่งของผลการตรวจสอบของสตง.ระบุ

ทั้งนี้ต่อมาหลังมีการยื่นซองประกวดราคาและข้อเสนอด้านเทคนิคซึ่งมีผู้ผ่านการพิจารณาสามรายคือบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ, บริษัทช.การช่าง, กิจการร่วมค้า IN ที่เสนอราคา 2,115,134,912 บาท เป็นราคาต่ำสุดและต่อมาทางกิจการร่วมค้า IN1 ยินดีลดราคาลงเหลือ 2,094,995,800 บาท ต่อมาวันที่ 9 ก.ค.2546 นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่ากทม.ในเวลานั้น ได้ลงนามอนุมัติจ้างเหมากิจการร่วมค้า IN เป็นผู้ดำเนินงาน และกำหนดงานแล้วเสร็จ 1,440 วัน

“สตง.ได้ตรวจสอบไประยะหนึ่งก็เกิดวิกฤตผู้ว่าฯสตง.จึงหยุดชะงักไป ขณะนี้สตง.ได้กำหนดประเด็นการตรวจสอบสืบสวน ตามข้อบังคับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการตรวจสอบสืบสวนพ.ศ.2549 ดังนี้ คือ 1.ตรวจสอบว่าการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการดังกล่าวไม่เป็นธรรมและไม่โปร่ง ใส และมีการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะ เจาะจงหรือไม่ อย่างไร 2.คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ.2538 หรือไม่อย่างไร นอกจากนี้จะมีการประสานงานกับสตง.ญี่ปุ่น (Board audit of Japan) ซึ่งมีกิจกรรมร่วมกันตลอดมาเพื่อขอความร่วมมือในรายละเอียดเช่นเดียวกับกรณี CTX”แหล่งข่าวระดับสูงจากสตง.ระบุ
ThNiner no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 09:17 AM   #891
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

โหมบุกตลาดจีนส่งออกผลไม้เพิ่ม

Dailynews 10/07/2008


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า นำคณะธุรกิจเอกชนไทยเดินทางไปเมืองซ่านโถว และเมืองแต้จิ๋ว ในมณฑลกวาง ตุ้ง ประเทศจีน เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเพิ่ม พร้อมกันนี้ ยังได้ลงนามส่งออกสินค้าเกษตร ผลไม้สดไทยไปยังประเทศจีน เพิ่มอีก 20,000 ตัน มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท หรือ 24 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวแทนของไทย บริษัทวัชรมน ฟู้ด จะทยอยส่งผลไม้ไทยไปจำหน่ายยังซ่านโถวต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงส่งต่อไปยังเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวาง ตุ้ง และขยายต่อไปยังฟูเจี้ยนด้วย

“การเปิดเจรจาความร่วมมือครั้งนี้ ยัง ได้ขอความร่วมมือกับรัฐบาลเมืองซัวเถาอำนวยความสะดวกในเรื่องธุรกิจแก่นักธุรกิจไทย และยังนำคณะนักธุรกิจจากประเทศไทย เข้าร่วมพบปะเจรจาการค้ากับนักธุรกิจจีนหลายสาขา อาทิ กลุ่มบริษัท ซีพีได้ไปลงทุนทำการค้าและมีการลงทุนเปิดห้างสรรพสินค้าโลตัส นอกจากนี้ยังมีการหารือส่งออกสินค้าข้าว ผลไม้ไทย ตลอด จนธุรกิจโรงพยาบาล รวมถึงสินค้าใหม่ที่ไทยยังไม่เคยส่งออกไป อาทิ เครื่องสำอาง”

ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมเจรจาส่งเสริมการท่องเที่ยวของจีนกับไทย เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวของ 2 ประเทศให้เกิดการเดินทางแลกเปลี่ยนกันมากยิ่งขึ้น เพราะมณฑลกวางตุ้งนี้ มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับไทย โดยเมืองซ่านโถว เป็นเมืองเกิดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีอนุสรณ์สถานที่สามารถจูงใจดึงดูดนักท่องเที่ยวจากไทยได้มาก ขณะที่เฉาโจวมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม และประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,800 ปี ส่วนไทยก็มีวัดวาอารามจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนจีนอยู่ด้วย.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 09:25 AM   #892
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

น้ำมันแพง!เอสเอ็มอีเจ๊ง4-5พันราย/เดือน

Bangkokbiznews 10/07/2008


สสว.เผยมรสุมน้ำมันแพง! ทำเอสเอ็มอีกลุ่มร้านอาหาร-ท่องเที่ยว-ขนส่ง เจ๊ง 4-5 พันราย/เดือน แนะผู้ประกอบการลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนขนส่ง-การตลาด

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูงขึ้น และต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้เอสเอ็มอีไทย โดยเฉพาะกลุ่มบริการ เช่น ร้านอาหาร ท่องเที่ยว ขนส่ง ต้องปิดตัวลงเดือนละ 4,000-5,000 ราย เพราะแบกรับภาระต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันไม่ได้

ขณะที่ร้านอาหารก็ต้องเผชิญกับภาวะการรับประทานอาหารนอกบ้านที่น้อยลงของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็มีปัญหาเช่นกัน แต่การปิดกิจการลงมีน้อยกว่า

นายภักดิ์ กล่าวว่า ปีนี้ สสว.มั่นใจว่า จีดีพีของเอสเอ็มอีไทย จะยังขยายตัวได้ประมาณ 3-4% หรือเป็นมูลค่า 3.8-3.9 ล้านล้านบาท เป็นการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5% เนื่องจากเอสเอ็มอีไม่ได้รับการขับเคลื่อนเหมือนจากรัฐบาลเหมือนเศรษฐกิจของประเทศ

“ขอแนะนำให้เอสเอ็มอีไทยบริหาร จัดการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ ใน 4 ด้านคือ ด้านการจัดการ ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ในโรงงาน และดูแลต้นทุนการตลาด” นายภักดิ์กล่าว

รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวอีกว่า ขณะนี้ สสว.อยู่ระหว่างร่วมมือกับเอกชน จัดทำแนวทางเพื่อนำไปสู่การริเริ่มทำยุทธศาสตร์และแผนที่นำทาง สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมวิศวการในลักษณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศอย่างเป็นระบบ คาดว่าจะจัดทำแล้วเสร็จประมาณเดือน ก.ย.นี้.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 09:34 AM   #893
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

นายกฯทุ่ม 1.4หมื่นล้าน ฟื้นฟูแหล่งน้ำทั่วประเทศ

มติชนออนไลน์ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 - เวลา 13:39:28 น.


ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการชลประทาน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบอนุมัติแผนการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ (ปรับใหม่) ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 6,552 แห่ง กรอบวงเงินลงทุนรวม 14,942 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2552-2554) โดยในปี 2552 จะดำเนินการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่มีความเสื่อมโทรมมากและมีความพร้อม จำนวน 1,013 แห่ง วงเงินลงทุน 4,477 ล้านบาท

นางวีรินทร์ทิรา กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฯ ได้เน้นย้ำที่ประชุมว่าการดำเนินงานในเรื่องนี้ ควรจะต้องเร่งรัดให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและให้ประชาชน ในพื้นที่เข้ามามีส่วนในการเสนอความเห็นด้วย ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องไปหารือร่วมกันทั้งในเรื่องของพื้นที่ และรายละเอียดการดำเนินงาน และให้นำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 11:13 AM   #894
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

'สมัคร' โล่งราคาข้าวคืนสู่ปกติ

Thairath [10 ก.ค. 51 - 04:19]


น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันในที่ประชุมว่า รัฐบาลจะไม่มีการระบายข้าวที่มีอยู่ในสต๊อก 2.1 ล้านตันออกมา ตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า จะมีข้อเสนอระบายข้าวในสต๊อกออกมาขาย 1.1 ล้านตัน โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าหากจะมีการระบายข้าวในสต๊อก ก็จะจำหน่ายในราคาตลาดโลกและเป็นการจำหน่ายในลักษณะรัฐต่อรัฐ ไม่นำมาประมูลขายในราคาต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการสอบถามจากสมาคมโรงสีว่า รัฐบาลต้องการระบายข้าวในสต๊อกออกมาจริงหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวออกมาว่า พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์ จะเสนอให้ที่ประชุมระบายสต๊อกข้าวออกมา 1.1 ล้านตัน จนเป็นเหตุให้ราคาข้าวในสัปดาห์นี้ตกต่ำลง ซึ่งนายสมัครตอบยืนยันว่า จะไม่มีการระบายข้าวในสต๊อกออกมา ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยินไม่ได้เข้าร่วมประชุม กขช.ในครั้งนี้

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวว่า เนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ เน้นไปที่การรับทราบสถานการณ์ข้าวในปัจจุบันมีผลผลิตข้าวสารโดยรวมของโลกมีจำนวน 431 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.88% ขณะที่มีความต้องการ 427 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.4% แต่ปริมาณการค้าข้าวในตลาดโลกได้ลดลงเหลือที่ระดับ 27 ล้านตัน หรือติดลบ 4.9% เนื่อง จากอินเดียและเวียดนามลดปริมาณการส่งออกข้าวในตลาดโลก

ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวนาปรังระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.51 ช่วยให้ราคาข้าวในตลาดทรงตัวในเกณฑ์สูง จนเป็นผลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่ต้องรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังที่ผลิตออกมาทั้งหมด

นอกจากนี้ กขช.ยังรับทราบแนวทางที่จะใช้ นโยบายประกันราคาข้าวเปลือก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาข้าว โดยมีแนวคิดที่จะนำตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาเป็นกลไกในการซื้อขายข้าวเปลือกของเกษตรกร โดยจะให้มีกองทุนประกันราคาข้าวเปลือกและกำหนดค่าเบี้ยประกันให้อยู่ในระดับต่ำช่วงแรกเพื่อจูงใจเกษตรกร โดย ธ.ก.ส.เป็นผู้รับผิดชอบ และ ธ.ก.ส.เป็นผู้กำหนดแผนบริหารความเสี่ยง โดยเป็นผู้เข้ามาลงทุนในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่ได้มีข้อสรุปให้ดำเนินการหรือไม่ เป็นเพียงรับทราบแนวทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ดูแลและป้องกันปัญหาในอนาคต.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 03:41 PM   #895
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

กทม.แจงรายได้ปี 51 พลาดเป้า10 % เหตุลดภาษี-วิกฤติน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2338 10 ก.ค. - 12 ก.ค. 2551


กทม.รับ แผนจัดเก็บรายได้งบ 51 พลาดเป้า 10 % จากเป้า 45,000 ล้าน ส่งผลต้องเขย่ง งบ 52 สูง 46,000 ล้าน ชี้ส่วนใหญ่เป็นภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บ เหตุปัจจัยมาจากมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมโอนบ้าน -ธุรกิจเฉพาะ เงินเฟ้อ วิกฤติ น้ำมันพุ่ง

แหล่งข่าวระดับสูงจาก กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ 2551 ( ตุลาคม 2550-กันยายน 2551 ) พลาดเป้าไม่ต่ำกว่า 5-10 % จากที่ตั้งไว้ 45,000 ล้านบาท โดยไม่รวมงบอุดหนุนจากรัฐบาล 15,000ล้านบาท ทั้งนี้แยกเป็นรายได้ที่กทม.จัดเก็บเอง จากภาษีโรงเรือน ป้าย อาการต่างๆ ฯลฯ ตั้งเป้าไว้ 11,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้จัดเก็บได้ 70 % และเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้

สำหรับรายได้ที่พลาดเป้าส่วนใหญ่เกิดจากภาษีที่รัฐบาลช่วยกทม.จัดเก็บ ซึ่งตั้งเป้าไว้ 34,000 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จะได้รับผลกระทบจาก รัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษี และ มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่

ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์และนิติกรรม จากร้อยละ 2 เหลือ 0.01 ค่าจดจำนองจากร้อยละ 1 เหลือ 0.01 และ ภาษีธุรกิจเฉพาะของกรมสรรพากร จากร้อยละ 3.3 เหลือ 0.11 นอกจากนี้ยังมี ผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อธุรกิจต่างๆตามมา

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้มากขึ้นแต่เชื่อว่ากรมสรรพากร น่าจะมีกลยุทธ์เรียกเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ จากปัญหาดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2552 (ตุลาคม 2551-กันยายน 2552) กทม.จึงตั้งงบประมาณไว้สูงกว่า ปี 2551 จำนวน 1,000 ล้านบาท คือ 46,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยกรณีรายได้ที่คาดว่าจะพลาดเป้า และที่สำคัญ รัฐบาลอุดหนุนงบให้แค่ 14,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีงบประมาณ 2551 ถึง 1,000 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นว่า ในปีงบประมาณ 2552 งบรวมมีมูลค่า 60,000ล้านบาท เท่ากับงบประมาณ 2551 แทนที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี 10-20 % อย่างไรก็ดี กทม.จะต้องทำทุกวิถีทางที่จะจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้แม้เศรษฐกิจจะทรุดลุกลามต่อเนื่องในปี 2552 ก็ตาม

อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนใหญ่ที่กทม.จัดเก็บได้ จะมาจาก ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ คิดเป็น 60 % ของรายได้ทั้งหมด 11,000 ล้านบาท(จัดเก็บเอง) รองลงมาจะเป็น การบริหารทรัพย์สินที่ให้เอกชนเช่าและดอกเบี้ยธนาคาร นอกนั้นจะเป็นภาษีป้าย อากรต่างๆ อาทิ ค่าจัดเก็บขยะ โรงฆ่าสัตว์ ฯลฯ

สำหรับ งบประมาณปี 2552 วงเงินรวม 60,000 ล้านบาทนี้ จะ นำไปใช้จ่ายเพื่อบริหารกทม.ในด้านต่างๆ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของเมือง ลดโลกร้อน มลพิษ ทางอากาศและทางน้ำ การระบายน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาจราจร ทั้งโครงการก่อสร้างทางใหม่และการสานต่อโครงการเก่าที่เป็นงบประมาณผูกพันให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด อาทิ ถนน สะพาน รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย รถบีอาร์ที หรือ รถเมล์ราง เป็นต้น ที่สำคัญ งบประมาณส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนข้าราชการกทม. และอื่นๆ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 03:51 PM   #896
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

โอกาสของนักธุรกิจไทย ในประเทศไนจีเรีย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2338 10 ก.ค. - 12 ก.ค. 2551


ไนจีเรียมีการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ในอันดับ 3 ของทวีปแอฟริกา รองจากแอฟริกาใต้ และแอลจีเรีย โดยไนจีเรียใช้นโยบาย economic diversification อย่างจริงจัง กล่าวคือ เน้นการพัฒนาภาคการเกษตรควบคู่ไปกับด้านอุตสาหกรรม ในปี 2550 ภาคเกษตรกรรมช่วยสร้างความเจริญต่อ GDP ของไนจีเรียถึง 37% รัฐบาลไนจีเรียส่งเสริมภาคการเกษตรโดยให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกร จัดหาปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และรถแทรกเตอร์ให้เกษตรกรเช่า และธุรกิจ SME สนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมทำธุรกิจจากผลผลิตที่ได้ด้วย


ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ดูดีในสายตาชาวไนจีเรีย ผู้ประกอบธุรกิจระดับกลาง ระดับล่างของไนจีเรียจำนวนไม่น้อยรู้จักประเทศไทยในฐานะเป็นแหล่งของสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เช่น ข้าวไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในไนจีเรีย เสื้อผ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และช่างเทคนิค


การจัดงาน Thai - Nigeria Partnership in Globalization ในไนจีเรีย 2 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่ามีนักธุรกิจไนจีเรียจำนวนมากสนใจจะทำธุรกิจกับนักธุรกิจไทยในลักษณะหุ้นส่วน หรืออยากให้นักธุรกิจไทยมาลงทุนในไนจีเรียเหมือนนักธุรกิจจีน แต่ยังขาดการตอบรับจากนักธุรกิจไทย ส่วนการร่วมมือส่งเสริมเกษตรกรระดับ SME นั้น มี EXIM Bank ของไทยกำลังจัดทำร่าง MOU กับ Bank of Industry ของไนจีเรีย เพื่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันทางการเงินทั้งสอง


ในช่วงที่รัฐบาลไนจีเรียเร่งส่งเสริมภาคการเกษตรนี้ ถือเป็นช่วงเปิดของตลาดเครื่องมือเกษตรในไนจีเรีย ผู้ประกอบการของไทยอาจไปทำตลาดรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กได้ หรือลงทุนเพาะปลูกผลิตผลทางการเกษตรในไนจีเรีย เช่น มันสำปะหลัง ไทยอาจเริ่มด้วยการขายโรงงานสำเร็จรูป ขายบริการซ่อมบำรุง ขายอะไหล่ ซึ่งหากมีช่องทางดีได้ผู้ร่วมลงทุนท้องถิ่นที่ดี ก็อาจขยายการลงทุนไปในแบบ Joint-venture ได้


ล่าสุด รัฐบาลไนจีเรียได้ผ่อนปรนภาษีและปริมาณการนำเข้าสินค้าบางชนิดเพื่อแก้ปัญหาสินค้าขาดตลาดและสินค้าราคาแพง อาทิ การออกมาตรการผ่อนปรนด้านภาษีและโควตานำเข้าข้าวตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนปูนซีเมนต์ซึ่งราคาภายในไนจีเรียสูงมากจนต้องอนุมัติให้เอกชนนำเข้าได้ 13 บริษัท และในอนาคตคาดว่าจะมีการผ่อนปรนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดอื่นมากขึ้นตามภาวะการขาดแคลนอาหารของโลกที่แอฟริกากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก


การส่งเสริมธุรกิจการค้าระหว่างไทย ไนจีเรีย หรือประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาตะวันตกจำเป็น ต้องรับรู้ข้อมูลทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ให้มากที่สุด และทำทุกวิถีทางที่จะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ของภาคเอกชนระหว่างไทยกับประเทศเป้าหมายให้มีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเจาะตลาดในระดับจุลภาค งานพัฒนาปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า จำเป็นต้องปูพื้นด้วยกลไกในระดับ มหภาค เช่น การจัดทำ MOU การจัดทำความตกลงการแลกเปลี่ยนระดับสูง ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องมีการศึกษากันต่อไป


อนึ่ง ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2551 นี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุง อาบูจา (ไนจีเรีย) และสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ กรุงอักกรา (ประเทศกานา) จะนำนักธุรกิจไนจีเรียและกานาเดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าชมงานแสดงสินค้า เยี่ยมชมโรงงาน และพบปะผู้ประกอบการไทยเพื่อสั่งสินค้ากลับประเทศ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดระหว่างประเทศในอนาคต
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 03:57 PM   #897
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

ไทยจับมืออิหร่านตั้ง 'WMBC' + สร้างเครือข่ายชิงแชร์สินค้าฮาลาล5.9แสนล้านดอลล์

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2338 10 ก.ค. - 12 ก.ค. 2551


เอกชนไทยผนึกอิหร่านตั้งศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลโลก ชิงแชร์ตลาด 5.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดึงประเทศมุสลิมทั่วโลกร่วมเป็นสมาชิก เตรียมผุดสาขาในทุกภูมิภาคหวังกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มอาหรับ แย้มข่าวดีอิหร่านสนใจร่วมลงทุนในไทยมูลค่าร่วมแสนล้านบาท


ดร.อดิศักดิ์ อัสมิมานะ นายกสมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าฮาลาลไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าเมื่อเร็วๆ นี้คณะของสมาคมได้เดินทางเยือนประเทศอิหร่านเพื่อศึกษาลู่ทางการขยายตลาดสินค้าฮาลาลของไทย เนื่องจากเวลานี้มีผู้ประกอบการธุรกิจฮาลาลกว่า 2,000 รายต้องการขยายตลาดรองรับสินค้า และเหตุที่เลือกเจรจากับนักธุรกิจของอิหร่านเนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มประเทศมุสลิมด้วยกันสูงมาก หากสินค้าผ่านช่องทางประเทศอิหร่านจะเข้าสู่ตลาดมุสลิมอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น


ทั้งนี้ผลการเจรจาถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นนิมิตหมายที่ดีของสินค้าฮาลาลไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอิหร่านยินดีที่จะให้ความร่วมมือประเทศไทยทั้งในด้านการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายในอิหร่านเองและกระจายสินค้าไทยไปยังประเทศมุสลิมอื่นๆ รวมถึงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลโลก (World Muslim Business Centre:WMBC) พร้อมกันนี้จะเชิญชวนประเทศมุสลิมอื่นๆ เข้ามาเป็นสมาชิกด้วย โดยมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอิหร่าน และมีเป้าหมายที่จะตั้งสำนักงานสาขากระจายทุกภูมิภาคเช่นเอเชียที่ประเทศไทย แอฟริกาที่ไนจีเรีย ยุโรปที่ลอนดอน เป็นต้น


"เบื้องต้นมีนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งเสนอให้ไทยใช้อาคารที่มีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมจะใช้เป็นที่ตั้งของธนาคารกลางอิหร่าน เพื่อให้ไทยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าฮา


ลาลของไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยเราอยู่ระหว่างศึกษาจะใช้อาคารดังกล่าวเป็นโชว์รูมสินค้าไทยหรือไม่"ดร.อดิศักดิ์ กล่าวและว่า


นอกจากนี้ในส่วนของสมาคม สิ่งที่จะดำเนินการอีกด้านหนึ่งคือจะประสานกับสมาคมมุสลิมประเทศอื่นๆ ให้มีนักการศาสนามาทำงานร่วมกับสมาคม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้ามีความมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้าไทยว่าเป็นสินค้าฮาลาลอย่างแท้จริง


นายกสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าฮาลาลไทย กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันประเทศมุสลิมมีความต้องการนำเข้าสินค้าฮา


ลาลจากทุกประเทศเป็นอย่างมาก หากแต่ประเทศผู้ส่งออกที่ไม่ได้เป็นมุสลิมรวมถึงประเทศไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าฮา


ลาลและการเข้าถึงตลาด เช่นสินค้าข้าว น้ำตาล น้ำดื่ม เป็นกลุ่มสินค้าที่ประเทศมุสลิมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าทำไมต้องมีตราฮาลาล เพราะสินค้าเหล่านี้ฮาลาลโดยตัวเองอยู่แล้ว เมื่อมีตราฮา


ลาลติดไปกับสินค้าเหล่านี้ทำให้ผู้นำเข้ามองอีกมุมหนึ่งว่าประเทศนี้มีปัญหากับสินค้านี้จึงต้องติดฮาลาล


"อยากจะฝากไปถึงผู้ผลิตผู้ส่งออกที่เป็นศาสนิกอื่นๆ ว่า "ฮาลาล" ไม่ได้เป็นของขลังที่จะเข้าสู่ตลาดมุสลิม ฮาลาลจะได้รับความเชื่อถือก็ต่อเมื่อเป็นสินค้าฮาลาลและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง"


ส่วนปัญหาการเข้าถึงตลาด เนื่องจากว่าสินค้าฮาลาลเกี่ยวข้องกับคนมุสลิม การจะเข้าตลาดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม รวมถึงการแต่งกายของคนมุสลิมด้วย เช่นประเทศไทยไม่ได้เป็นมุสลิม การส่งออกสินค้าใดๆ จากประเทศไทยจะต้องผ่านกระบวนการโดยคนมุสลิมก่อน โดยเฉพาะสินค้าอาหารต้องผ่านคนมุสลิมเท่านั้น เพราะฉะนั้นสมาคมจะเป็นสื่อกลางให้กับผู้ประกอบการได้ ที่สำคัญการได้ประสานกับอิหร่านประเทศศูนย์กลางของมุสลิมยิ่งจะทำให้สินค้าไทยสู่ตลาดมุสลิมได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น


สำหรับในด้านการลงทุน นายพิชิต รังสิมันต์ อุปนายกสมาคมให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่านักธุรกิจอิหร่านให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ในลักษณะของการร่วมทุน (Joint Venture) โดยธุรกิจที่เขาให้ความสนใจมากได้แก่โทรคมนาคม ปิโตรเลียม อุตสาหกรรมสายไฟ สายโทรศัพท์ ไฟเบอร์ จากการประเมินเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนร่วมแสนล้านบาท หากฝ่ายไทยตกลงลงทุนในธุรกิจดังกล่าวฝ่ายอิหร่านยินดีที่จะเข้ามาร่วมทุนด้วย


แหล่งข่าวในวงการค้าและส่งออกสินค้าอาหารฮาลาล กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลแคนาดาได้จัดทำรายงานระบุว่าตลาดอาหารฮาลาลโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกขยายตัวมากขึ้นและมีรายได้สูงขึ้น ขณะนี้จำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกมีจำนวนเกือบ 1,600 ล้านคน ภายในปี 2568 ชาวมุสลิมจะมีสัดส่วนเท่ากับ 30% ของประชากรโลก เนื่องจากประชากรมุสลิมมีอัตราขยายตัวสูง ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาชาวมุสลิมยุโรปมีประชากรเพิ่มขึ้น 140% มาอยู่ที่ 25 ล้านคนขณะที่ประเทศออสเตรเลียมีประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้น 250% ตลาดใหญ่สำหรับสินค้าฮาลาลคือประเทศมุสลิมได้แก่แอลจีเรีย อิรัก โมร็อกโก ตูนีเซีย บาห์เรน จอร์แดน โอมาน ตุรกี อียิปต์ คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย เลบานอน ซาอุดีอาระเบีย เยเมน อิหร่าน มาเลเซีย ปากีสถาน ซีเรีย ประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมแต่เป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าฮาลาลเช่นกันได้แก่อินเดีย มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ 140 ล้านคน จีนมีชาวมุสลิม 40 ล้านคน สหรัฐอเมริกา 8 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 6 ล้านคน ฝรั่งเศส 6 ล้านคน


สำหรับคู่แข่งส่งออกสินค้าฮาลาลที่สำคัญได้แก่มาเลเซีย โดยมูลค่าตลาดสินค้าฮาลาลทั่วโลกปัจจุบันมีมูลค่า 5.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯส่วนประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลปีละประมาณ 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 04:48 PM   #898
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

Bangkok voted World's Best City


BANGKOK, July 10 (TNA) - Bangkok has been voted as World’s Best City by one of the most influential international travel magazines, moving up from its third place ranking in 2007.

Editor-in-chief of American-based Travel + Leisure Nancy Novogrod Thursday announced Bangkok as the world’s most attractive city replacing Italy’s Florence which this year ran third on the list.

Deputy Governor of the Tourism Authority of Thailand, Mr. Surapol Sawetseranee said this international praise would surely earn Bangkok even more attention from tourists who were right now deciding where to go, especially with the upcoming European ‘high season’ approaching in the next 3 to 4 months.

Other awards bestowed by Travel + Leisure included, the Galapagos Islands in Ecuador as World’s Best Island; Singapore Airlines, once again, as World’s Best Airline and New York City, for the eighth consecutive time, as the best city in the US. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 04:53 PM   #899
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

World Bank ranks Thailand as 15th best place for business


BANGKOK, July 10 (TNA) -- Thailand is now ranked 15th out of 178 countries throughout the world by the World Bank as the most attractive place to conduct business, according to Gianni Zanini, a leading economist of the World Bank.

Mr. Zanini said Thailand's ranking was obtained from the World Bank's world trade indicator for 2008, launched recently and covering global trade.

Information obtained from the indicator showed that Thailand stood at 15th place out of 178 countries for doing business. However, there are also obstacles which include too many rules, lack of skilled personnel and poor
infrastructure, especially in areas outside Bangkok.

According to Mr. Zanini, Thailand's trade and service growth in 2007 earned 7.8 per cent and was ranked at 69th out of 160 nations.

Thailand's market share in the global trading in 2007 fell 1.5 per cent due to the appreciation of the Thai currency, the baht, between 2006-2007, but its exports, especially electronics goods, were still impressive as the country could penetrate new markets including the Middle East and Russia.

He said countries which practiced fewer trade protectionisms and imposed low tariffs enjoyed better trade earnings. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old July 10th, 2008, 05:08 PM   #900
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 53,738
Likes (Received): 1376

ไทยดันศูนย์ฯคุนหมิงทะลวงตลาดจีนทุ่มงบอื้อ-หนุนสินค้าไทยยึดใจไฮเอนด์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2551 18:26 น.


หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ - แนะเทคนิคการทำการตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับไฮเอนด์จีน หวัง SMEs ไทยมั่นใจในการนำสินค้าไปบุกตลาดจีนเพิ่มขึ้น ขณะที่ศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิง คนจีนแห่จับจองพื้นที่ขายสินค้าไทยเพียบ ขณะที่นักธุรกิจไทยยังเงียบ พร้อมเตรียมสร้างศูนย์กระจายสินค้าไทยในมาเลเซีย ดักหัวถนนท้ายถนน R3E

หลังจากมีการดำเนินการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าไทยคุนหมิง ตั้งแต่ปี 2550 ด้วยความร่วมมือระหว่างบริษัท คุนหมิง ไทย คัลเจอร์ แอนด์ เทรด เซ็นเตอร์ ร่วมทุนกับบริษัท ยูนาน เท็กซ์ไทล์ จะมีการเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้โดยศูนย์กระจายสินค้าไทยคุนหมิงแห่งนี้มีเป้าหมายจะเป็นแหล่งกระจายสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า SMEs ไทย

ดังนั้น การบริหารงานด้านการตลาดของศูนย์กระจายสินค้าไทยจึงเป็นงานที่ท้าทายผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง!

คนจีนแห่จองขายสินค้าไทย

ดร.ภูสิต เพ็ญศิริ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการค้า-การลงทุนแผนใหม่ (ITDC) ในฐานะที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิง เปิดเผยว่า ในวิกฤตมักจะมีโอกาสสำคัญ การที่มณฑลเสฉวน และนครเฉิงตูได้ประสบปัญหาภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิงจะเป็นตัวเชื่อมการส่งต่อสินค้าเกษตรไทยที่สำคัญและสร้างมูลค่าให้คนไทยได้จำนวนมาก

อย่างไรก็ดีหลังจากเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิงให้กับคนไทย กลับพบว่าคนไทยยังให้ความสนใจไม่มากนัก ทำให้ศูนย์กระจายสินค้าฯ ที่สร้างขึ้นมาในเฟสแรก 6 ชั้น ต้องมีการกระจายไปให้นักธุรกิจจีนมาจองพื้นที่ขายในชั้น 3-5 ไปก่อน ในพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร โดยจะมีการทำสัญญาเพียง 1 ปี เก็บพื้นที่ไว้ให้คนไทยในปีที่ 2

โดยชั้น 1-2 เป็นทำเลที่ดีที่สุด มีพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ได้เปิดให้คนไทยเข้าจับจองซึ่งขณะนี้มีการจับจองพื้นที่เต็มแล้ว และมีการทำสัญญาเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี ส่วนชั้นที่ 6 นั้นจะเป็นชั้นที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนทุนเพื่อตกแต่งในบรรยากาศสะท้อนความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

“การที่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนจีนเข้ามาขายของไทยก่อน เพื่อทำให้ SMEs ไทยมีความมั่นใจในการเจาะตลาดจีนมากขึ้น ตอนนี้นักธุรกิจไทยยังไม่ค่อยสนใจ แต่คนจีนมาติดต่อเยอะมาก เป็นเพราะว่าเขาเข้ามาดูพื้นที่ได้บ่อยครั้ง ขณะที่นักธุรกิจไทยยังอาจมองไม่เห็นภาพ”

เปิดเทคนิคเจาะตลาดไฮเอนด์จีน

สำหรับศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิงนี้ มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท แต่จะมีค่าการทำการตลาดมากถึง 300 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจไทยที่จะไปลงทุน

โดยสินค้าที่จะนำไปขายที่ศูนย์ฯ จะต้องเป็นสินค้าไทยที่เน้นไปเจาะตลาดไฮเอนด์ของจีนโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ในชั้น 6 ที่จะตกแต่งบรรยากาศแบบไทย จะมีการเปิดสปาไทยไว้ด้วย โดยกลุ่มผู้ประกอบการอัญมณี ซึ่งทางสมาคมอัญมณี และเครื่องประดับ จะเป็นผู้บริหารงานโดยเน้นผู้บริโภคระดับไฮเอนด์ของจีนโดยเฉพาะ มีคอนเซ็ปต์ว่าสปาใบตอง ทุกอย่างเป็นใบตอง เป็นกล้วย ซึ่งที่จีน กล้วยไข่ของไทยเป็นกล้วยที่จัดเป็นสินค้าไฮเอนด์อยู่แล้ว เพราะมีราคาสูงมาก คือ 200 กว่าหยวนหรือ 1,000 กว่าบาทต่อหวี และมีชื่อว่า “กล้วยจักรพรรดิ์” นี่คือแนวคิดตัวอย่างในการทำสินค้าให้เป็นที่น่าสนใจของกลุ่มไฮเอนด์จีน

ทั้งนี้ในกลุ่มสินค้าที่จะเน้นขายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร เช่น แป้งมันสำปะหลัง,ผลไม้ และกลุ่มเกษตรแปรรูป เช่น จิ๊กโซ่ว,ซีอิ้ว,ซอสปรุงรส,อาหารแห้ง,ทุเรียนกวน โดยกลุ่มสินค้าเกษตรนี้ตลาดไทได้เข้ามาจับจองพื้นที่แล้ว เพื่อนำสินค้าของเกษตรกรไทยไปขายที่ศูนย์ฯ

กลุ่มสินค้าเครื่องประดับ สมาคมอัญมณีและเครื่องประดับ จะนำสินค้าประเภทเครื่องเงินดีไซน์ไปเปิดตลาด ต่อมาเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่น จะเน้นที่การนำผ้าไทยไปเจาะตลาดจีน ก่อนสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จัก

“สินค้าอัญมณีอย่าไปกลัวถูกก๊อปปี้ เพราะเราจะทำการตลาดแบบกองโจร สินค้าถูกก๊อปปี้ตามความหมายทางการตลาดคือ สินค้าเราดัง สินค้าเราขายได้ ฉะนั้นเมื่อมีการก๊อปปี้มากเท่าไร เราก็จะสามารถอัพราคาสินค้าต้นฉบับให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งได้ เพราะคนจีนที่เป็นคนรวยมีค่านิยมว่า ต้องซื้อของแท้ ที่เป็นต้นฉบับมาใช้เท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาส”

ส่วนกลุ่มสินค้าเครื่องประดับมีสินค้าตกแต่งบ้าน มีโต๊ะ เก้าอี้ ตกแต่งแบบไทย การตลาดที่น่าทำสำหรับสินค้ากลุ่มนี้คือ การเข้าไปเจาะในศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของจีน ได้แก่มณฑลกว่างโจว จะมีเมืองโคมไฟ lighting city,มี electric city,มี IT city,มี Hardware city, และหลังโอลิมปิก รัฐบาลจีนกำลังจะประกาศให้กว่างโจวเป็น sport city ด้วย ซึ่งเมื่อไปสำรวจตลาดพบว่าสินค้าไทยในจุดค้าส่งใหญ่ๆ เหล่านี้ไม่มีสินค้าไทย อย่างเมืองโคมไฟ ปัจจุบันมีแต่สินค้าที่เป็นแบบยุโรป แต่ยังไม่มีสินค้าไทย ตรงนี้มองว่าเป็นโอกาสของสินค้าไทยกลุ่มนี้มาก เพราะคนไทยมีฝีมือด้านการดีไซน์

ใช้ CCTV สร้างคุณค่าสินค้าไทย

นอกจากนี้จีนยังถือเป็นตลาดเวอร์จิ้นสำหรับสินค้าไทย ดังนั้นการทำการตลาดในจีน จำเป็นจะต้องทำการตลาดแบบให้ความรู้ หรือ Educational เพราะคนจีนยังไม่รู้จักสินค้าไทยมากนัก โดยเริ่มแรกทางรัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อขอเวลาประชาสัมพันธ์สินค้าไทยผ่านช่อง CCTV ของจีน โดยได้ช่วงเวลา 30 นาทีต่อวัน

โดยสินค้าดาวเด่นที่ทางศูนย์ฯ จะเริ่มทำการโปรโมทคือ ข้าว,อัญมณี,สินค้าแปรรูปและสินค้าแฟชั่น โดยข้าวหอมมะลิ จะมีการสาธิต ถ่ายภาพให้ดูตั้งแต่การปลูก หว่านไถ การสีข้าว ความหอมอร่อยของข้าว การรับประทานต้องใส่จานดิ้นทอง ส่วนข้าว 5% กินใส่จานธรรมดาก็ได้

เพชร ก็ให้ดูว่าต้องเจียระไนอย่างไร เพชรแบบไหนหายาก บุษราคัมใส่ไปงานอะไร ไพลินใส่ไปงานอะไร มีความหมายอย่างไร หรืออย่างสินค้าแฟชั่น เครื่องตกแต่งต่างๆ ก็จะให้ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรไปแสดงสินค้าด้วย แฟชั่นก็จะเน้นผ้าไทยเข้าไปก่อน แล้วแบรนด์ไทยตามมาทีหลัง ซึ่งการทำการตลาดแบบนี้เรียกว่าการทำการตลาดแบบมียุทธศาสตร์ เพราะจีนเป็นประเทศที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ทุกระดับ เมื่อเข้าไปทำการตลาดในประเทศจีน จึงต้องมียุทธศาสตร์นำทางไปก่อนจึงจะประสบความสำเร็จได้ง่าย

ดร.ภูษิต กล่าวย้ำว่า นอกจากศูนย์กระจายสินค้าไทยนครคุนหมิง ซึ่งผู้ส่งออกไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากการกระจายสินค้าสู่เมืองชั้นในของจีนได้มากขึ้น และมีความสะดวกมากหลังเส้นทาง R3E คุนมั่นกงลู่ เชื่อมคุนหมิง-กรุงเทพฯ เปิดใช้ ทาง ITDC ยังได้รับการติดต่อจากมาเลเซียเพื่อเปิดศูนย์กระจายสินค้าไทยในมาเลเซียด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด ซึ่งหากมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในมาเลเซีย ก็จะถือเป็นการตั้งศูนย์กระจายสินค้าดักทั้งต้นถนน และปลายถนน R3E ในอนาคตผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยในมูลค่ามหาศาล รวมทั้งการใช้เส้นทาง R3E จะเป็นตัวเชื่อมส่งสินค้าฮาลาลจากภาคใต้ของไทยไปยังซินเกียง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากของจีนได้ด้วย





ดร.ภูสิต เพ็ญศิริ

Last edited by napoleon; July 10th, 2008 at 05:13 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Tags
economy, thailand

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 03:39 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu