daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old September 16th, 2008, 09:26 AM   #41
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Export growth set to hit 25%

Bangkokpost 16/09/2008


Export growth this year may reach 25% despite ongoing political strife, as shipments to new markets including Africa and the Middle East offset cooling demand in the United States.


''Exports this year will exceed 20% for sure and 25% is likely achievable,'' said caretaker commerce minister Chaiya Sasomsab, who met yesterday with 23 honorary trade advisers to the ministry, minister-counsellors and directors of Thai trade centres from 56 offices worldwide to evaluate the situation this year and prepare strategy for next year.


''Exports to conventional markets such as the US, Japan and the EU are still growing despite their slowdown. And shipments to new markets such as the Middle East, Africa, China, and Asean countries have seen healthy growth.''


For the first seven months, exports were $104.17 billion, a rise of 26.1%, accounting for 60.9% of the country's export target. Imports for the period rose 36.8% to $106.26 billion, resulting in a deficit of $2.09 billion baht.


In 2007, total exports stood at $152 billion, and the ministry set an official growth target of at least 12.5% this year.


Officials were urged at the meeting to beef up marketing in newer markets _ like Latin America, Africa, the Middle East and Eastern Europe _ and to promote service businesses like restaurants and spas, while white rice and Thai Hom Mali rice are also being pushed.


Currently, there are about 15,000 Thai restaurants established worldwide. Another 2,000 restaurants are anticipated by year-end.


Only 1,085 Thai restaurants have been given the Thai Select Award by the Export Promotion Department as an emblem of standardised taste and quality.


According to Mr Chaiya, the government also urged Thai entrepreneurs to expand their investment to foreign countries in order to establish business networks and set up more production factories in foreign countries.


Currently, about 800 Thai companies have a presence in foreign countries scattered among China, Vietnam, India, the US, the UK, Singapore, Japan, The Philippines, Laos and Indonesia.


However, Mr Chaiya declined to set an export target for next year, saying it was too early to estimate the figure.


''First we have to hold more discussions on external risk factors. The world's purchasing power will definitely be eroded if the global economy suffers from a slump,'' he said. ''However, we hope the US economy will improve after their presidential election.''
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old September 17th, 2008, 12:33 PM   #42
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

ลู่ทางการค้าในตลาดเอเชียใต้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2358 17/09/2008


เอเชียใต้ ประกอบด้วย 8 ประเทศในทวีปเอเชียริมมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน และศรีลังกา ตลาดเอเชียใต้เป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านคน (มากกว่าประชากรของจีน) นับเป็นตลาดสำคัญของไทย ประเทศในเอเชียใต้มีนโยบายมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชีย( Look East Policy) มีการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ และการค้าระหว่างประเทศขยายตัว


ในช่วงปี 2546 - 2551 ที่ผ่านมา การค้าไทย - เอเชียใต้มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 4,369.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.42% ไทยส่งออกไปภูมิภาคนี้ประมาณ 4,357.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชร อัญมณี สินแร่โลหะต่างๆ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรกล ด้ายและเส้นใย เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เหล็ก รถยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ วิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ และผ้าผืน เป็นต้น


ถึงจะมีประชากรรวมเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ตลาดในเอเชียใต้ที่มีศักยภาพในขณะนี้มีเพียง 3 ประเทศ คือ อินเดีย (เป็นตลาดใหญ่ที่สุด มีประชากรจำนวนมาก มีอำนาจการซื้อมากกว่า 300 ล้านคน สามารถกระจายสินค้าส่งออกที่หลากหลาย ทั้งคุณภาพและราคา) ปากีสถาน และบังกลาเทศ (มีประชากร


ฐานะดีมากกว่า 20 ล้านคน จากทั้งหมด 150 ล้านคน) และยังมีอุปสรรคทางการค้า อาทิ นักธุรกิจไทยยังขาดข้อมูล ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาด การใช้มาตรการภาษี และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร พิธีการศุลกากรยังมีความยุ่งยากล่าช้า ทัศนคติของผู้ประกอบการไทยที่ยังขาดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ความไม่มั่นคงของสถานการณ์ทางการเมือง


ไทยมียุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้ากับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น การขยายการส่งออกสู่ตลาดใหม่ของกระทรวงพาณิชย์เพื่อทดแทนตลาดคู่ค้าเดิมของไทย มองอินเดียเป็นประตูการค้าสู่เอเชียใต้ การจัดตั้ง Regional Hub คณะทำงานภูมิภาคเอเชียใต้-อินเดีย (India Hub) ให้ความสำคัญกับประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ จัดตั้งกลไกความร่วมมือทางการค้าในภาครัฐ (Joint Trade Committee/Joint Commission: JTC/JC) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน จัดทำเขตการค้าเสรีกับอินเดีย จัดทำเขตการค้าเสรี Bimstec เป็นต้น


จากการที่อินเดียเคยเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้คนอินเดียนิยมสินค้านำเข้า นอกจากนี้


คนในเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียเห็นว่าสินค้าไทยมีคุณภาพเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่ผลิตในประเทศอินเดีย และราคาไม่แพง จึงนิยมบริโภคสินค้าของไทย ปัจจุบัน การค้าไทย - อินเดียยังมีไม่มากนัก โอกาสของสินค้าไทยและธุรกิจไทยที่จะไปทำจึงยังมีอีกมาก


สิ่งสำคัญในการทำตลาดในอินเดีย คือ ต้องรู้ว่าจะขายอะไร รู้จักปรับทัศนคติและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการค้าระหว่างไทย - อินเดีย มีความอดทนอดกลั้นต่ออุปสรรคต่างๆ (การเจรจากับนักธุรกิจอินเดียต้องใช้ความอดทน) และรู้จักพลิกวิกฤติเป็นโอกาส


กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์มีบริการฝึกอบรมโครงการนักส่งออกอัจฉริยะให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่สนใจจะทำตลาดในเอเชียใต้ หรือตลาดในภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์และปรับกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศด้วย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 17th, 2008, 07:16 PM   #43
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

ชี้เวิรลด์เอ็กซ์โป ไทยช้าอาจชวด บูมลงทุน-ทัวร์

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4037


วอนรัฐบาลไทยชี้ขาดลงทุนร่วม "เวิรลด์ เอ็กซ์โป เซี่ยงไฮ้ 2010" หวั่นช้าประเทศเสียโอกาสมหาศาล หลังจีนทุ่ม 1.38 แสนล้าน เปิดเวทีโลกให้ทุกประเทศโหมโฆษณาโรดแมปเศรษฐกิจ "การค้า-การลงทุน-การท่องเที่ยว" แคมเปญใหญ่เริ่ม 28 ก.ย.2551


นายชลิต มานิตยกุล กงสุลไทยประจำกรุงเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยว่า หลังเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโลกโอลิมปิก 2008 รัฐบาลจีนอัดแคมเปญกิจกรรมระดับโลก "เวิรลด์ เอ็กซ์โป 2010" ทันที จะจัดอีก 2 ปีหน้า ระหว่าง 1 พฤษภาคม-31 ตุลาคม 2553 กำหนดธีม Better City Better Life ขณะนี้มี 14 ประเทศ ทุ่มงบฯเช่าพื้นที่บูทเพื่อจัดแสดงภายในงานเรียบร้อยและอีกนับร้อยประเทศเริ่มทยอยจองพื้นที่จนเกือบหมดแล้ว ยกเว้นประเทศไทย คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพียงแต่อนุมัติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯเป็นเจ้าภาพ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีงบฯชัดเจน หากไม่รีบดำเนินงานพื้นที่บูทจะถูกประเทศอื่นจองจนหมดทำให้ไทยพลาดโอกาสครั้งใหญ่ในเวทีโลกทั้งทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว

นายฮอง หัว ผู้อำนวยการบริหาร สำนักงานเซี่ยงไฮ้ เวิรลด์ เอ็กซ์โป จีน กล่าวว่า รัฐบาลลงทุน เวิรลด์ เอ็กซ์โป 2010 มูลค่ากว่า 1.38 แสนล้านบาท (28,600 ล้านหยวน) ทุ่มสร้างเมกะเอ็กซิบิชั่นฮอลล์ เลียบแม่น้ำเมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยเงินถึง 99,000 ล้านบาท (18,000 ล้านหยวน) จะเริ่มขายตั๋วเข้าชมเริ่ม 28 กันยายน 2551 เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวและผู้ชมสามารถซื้อตั๋วกรุ๊ปได้ในราคา 160 หยวน/คน

หน้า 29
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 17th, 2008, 08:01 PM   #44
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

ปมของเสียอันตรายภาค 2 เปิดประเด็นวิวาทะฉุด AJCEP ชะงัก ?

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4037


ในสัปดาห์นี้ หากไม่เกิดข้อผิดพลาดทางการเมือง ผลการพิจารณาศึกษาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 1 ก.ย. แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 36 คน ศึกษาภายในเวลา 15 วัน น่าจะมีข้อสรุปและเป็นข้อมูลให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้ใช้พิจารณาให้ความเห็นชอบให้สัตยาบันกับคู่ภาคี เพื่อให้ความตกลงนี้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

นายเกียรติ สิทธิอมร หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณา AJCEP ระบุว่า ขณะนี้กรรมาธิการกำลังศึกษาและขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคิดว่ายังมี 2-3 เรื่องในความตกลงฯ ที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ซึ่งอาจมีผลให้ไม่สามารถสรุปผลการศึกษาได้ทัน 15 วันตามกำหนด

แต่ก่อนที่ผลการศึกษาจะปรากฏออกมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานหลักด้านการเจรจาและเป็นหน่วยงานที่รู้ทุกรายละเอียดในความตกลงมากที่สุด ได้ออกมายืนยันให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจและมั่นใจว่า ไม่มีข้อตกลงใดในความตกลงฉบับล่าสุดนี้ที่จะเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นส่งของเสียมาทิ้งในไทย และย้ำว่าไทยมี พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 และมีอนุสัญญาบาเซลคุมอีกชั้นอยู่แล้ว

นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ความตกลงนี้จะไม่ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษหรือของเสียอันตรายจากญี่ปุ่น ดังที่หลายฝ่ายกังวล หลังจากที่เคยมีความกังวลในลักษณะนี้เมื่อมีการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เมื่อปี 2550 เพราะไทยมีกฎหมายที่สามารถใช้ควบคุมการนำเข้าได้ คือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และยังสามารถใช้สิทธิห้ามนำเข้าภายใต้อนุสัญญาบาเซลซึ่งเพียงพอในการดูแล



ทั้งนี้ AJCEP ได้กำหนดลักษณะของสินค้าที่จัดว่ามีแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศภาคีที่ตกลงจะลดภาษีนำเข้า รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้ใช้ (waste) และเศษ (scrap) นั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศภาคีจะต้อง นำเข้าขยะพิษ หรือของเสียอันตรายเข้ามาแต่อย่างใด

เพราะ AJCEP ข้อ 16 ย่อหน้า 3 ซึ่งได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากจะมีการเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย ประเทศภาคีมีสิทธิที่จะดำเนินการใดๆ ตามสิทธิของตนภายใต้อนุสัญญาบาเซลหรือความตกลงระหว่างประเทศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของไทยเองก็สามารถใช้สิทธิดังกล่าว รวมทั้งใช้สิทธิตามกฎหมายไทยได้

"ไทยสามารถใช้มาตรการทุกช่องทางในการควบคุมหรือห้ามนำเข้าขยะพิษหรือของเสียอันตราย และไม่มีข้อกำหนดใดตามความตกลง AJCEP ที่ทำให้ไทยต้อง นำเข้าขยะพิษจากญี่ปุ่น

"ที่สำคัญ ในปัจจุบันไทยมีการนำเข้าของเสียเหล่านี้น้อยมาก โดยตามสถิติใน ปี 2550 ปรากฏว่าไทยมีการนำเข้าสินค้าประเภทนี้จากญี่ปุ่นเป็นกาก ขยะเทศบาล ตะกอนจากน้ำเสีย ของเสียอื่นๆ ในปริมาณ 27.4 ตัน แต่กลับมีการส่งออกไปญี่ปุ่น 1,839 ตัน" นายชนะกล่าว

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถใช้มาตรการที่มิใช่ภาษี (NTB) ตามข้อยกเว้นทั่วไปภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ในการป้องกันและควบคุมการนำเข้าของเสียอันตรายด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัย ของคน พืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ส่วนการใช้มาตรการปกป้อง (safeguard measure) นั้น จะใช้ได้กับสินค้าทั่วไปภายใต้ความตกลงนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กรณีการแก้ไขอนุสัญญาบาเซล หรือ ban amendment ซึ่งมีสาระสำคัญห้ามประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในสมาชิกประเทศ OECD ส่งออกของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนา แต่ไทยและญี่ปุ่นยังไม่ได้ให้สัตยาบันนี้ แต่หากต่อไปไทยมีการบังคับใช้แล้วไทยก็สามารถออกกฎหมายภายในได้ เพื่อรองรับการปฏิบัติตาม ban amendment ซึ่งไม่ขัดกับหลักการของ WTO ได้

ขณะที่ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นเรื่องการใช้มาตรการที่มีอยู่ตามกฎหมายภายในของไทย เพื่อป้องกันการนำเข้าขยะพิษหรือของเสียอันตรายว่า แม้ภาครัฐจะได้ชี้แจงว่าสามารถใช้มาตรการต่างๆ กำกับควบคุมของเสียอันตราย (hazardous waste) ตามอนุสัญญาบาเซลได้

"แต่การใช้มาตรการต่อของเสียอันตรายดังกล่าว ก็ยังถูกจำกัดโดยเงื่อนไขต่างๆ เช่น การใช้มาตรการปกป้อง (SM) นั้น ต้องเป็นเงื่อนไขที่กระทบต่ออุตสาหกรรมภายใน ฉะนั้น หากมีการนำเข้าของเสียอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทย ก็อาจใช้มาตรการปกป้องไม่ได้" นายบัณฑูรกล่าว

หรือหากจะใช้มาตรการที่มิใช่ภาษี (NTB) กับสินค้าที่เป็นของเสียอันตราย ก็ทำได้ยากในทางปฏิบัติ หรือในอนาคตหาก ban amendment ตามอนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้ ประเทศสมาชิกอาเซียนจะปฏิเสธการนำเข้าสินค้าตามภาคผนวกของ AJCEP ก็อาจจะขัดกับข้อบัญญัติในข้อ 18 ของความตกลงดังกล่าว หรือขัดกับหลักการไม่เลือกปฏิบัติของ GATT ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายบัณฑูรได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาปริมาณการนำเข้าขยะจากญี่ปุ่น เช่น เศษน้ำมัน ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ จะพบว่ามีสถานะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับก่อน JTEPA มีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นและฝ่ายญี่ปุ่นจะระมัดระวังการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ประกอบกับญี่ปุ่นอาจกำลังรอดูว่า หาก AJCEP มีผลบังคับใช้แล้วต้นทุน การส่งออกไปยังอาเซียนอื่นๆ จะดีกว่าการส่งออกมาที่ไทยหรือไม่

หน้า 13


napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 18th, 2008, 05:07 AM   #45
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

TUF upbeat about US sales outlook Advance orders protect food giant

Bangkokpost 18/09/2008


Thai Union Frozen Products Plc (TUF) expects its sales in the US will be unaffected by the economic slowdown there, as most of its purchase orders have been already signed up in advance.


''We haven't yet seen a direct impact from the struggling US economy and the current financial havoc, but financial constraints are anticipated worldwide. All corporations thus need to take caution during this period,'' said TUF president Thiraphong Chansiri.


Mr Thiraphong said TUF's financial status remained good with a debt-to-equity ratio of 0.80 times.


The economic decline in the US, the company's biggest market, hasn't hampered sales because tuna and shrimp are among ''the least expensive seafoods'', Mr Thiraphong said.


''The company normally does quite well during recessions and crises in the US. We still see steady sales growth in our products in the US,'' he said.


In the first half, tuna provided about half of TUF's total sales, and shrimp 18%. TUF sold 49% of its products in the US, 13% in Europe and the rest in Japan, Africa and the Middle East.


TUF's net profit in the first six months rose 2.5% to 958 million baht. The company had a profit of 865 million baht in the second half of 2007.


Lower fuel prices have helped reduce the cost of tuna, the company's main raw material, to about $1,800 a tonne from as high as $1,970 in the first half.


According to Mr Thiraphong, the company is feeling increasingly confident it can break $2 billion in sales this year, notably because of lower US shrimp duties, a weaker baht and cheaper energy costs.


''The second half will be among the best periods of the company's history,'' he said. ''The company's gross margin has improved significantly as all negative factors such as the US shrimp duty, baht and fuel costs earlier this year have eased off.''


TUF shares closed yesterday on the SET at 20.40 baht, up 60 satang, in trade worth 25.1 million baht.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 18th, 2008, 05:11 AM   #46
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Non-US shrimp market must grow

Bangkokpost 18/09/2008


The Fisheries Department is preparing to launch the second roadmap for Thailand's shrimp industry over the next three years, with reducing dependence on the United States market one key objective.


The plan, to be implemented from 2009 to 2011, will encourage shrimpers to explore new export markets such as Russia and countries in the Middle East, rather than relying on the volatile US market, which now controls about half of Thai shrimp exports, according to a source at the department.


Given the large proportion of Thai shrimp exports to this gigantic market, of which the economy has become unpredictable, Thai shrimpers will be better off finding new destinations and maintaining the share of the US market in total exports at around 40%, the source said.


The roadmap, outlined during many brain-storming sessions among producers, exporters and state agencies, plans to promote sustainable growth for the industry, in terms of both production and export income.


The volume of output over the next three years would stay at above 500,000 tonnes per year, mainly from cultivated shrimp, while export revenue is projected to exceed 100 billion baht, the source said.


The official said that the first three-year plan, which ends this year, had met all targets in pushing the industry's exports to 70-80 billion baht on average and output volume to about 450,000 tonnes.


Notably, it has been successful in enlarging plantation areas by 10% and improving yields of white shrimp and black tiger shrimp to over 900 kilogramme and 750 kg per rai respectively this year, from about 800 kg and about 550 kg last year.


''Above all, the plan has succeeded in promoting a better environment at shrimp farms, producing healthier shrimp that meets international standards and allows consumers to trace back production sources,'' the source added.


Along with the main roadmap, the Office of Agricultural Economics also introduced a new strategic plan to promote sustainable growth of the shrimp industry in the east coast of Thailand.


The area, covering nine provinces along the Gulf of Thailand, is one of the country's important shrimp production bases, producing over 30% of the total shrimp output, estimated at 450,000 to 500,000 tonnes this year.


The provinces comprise Trat, Chanthaburi, Rayong, Chon Buri, Chachoengsao, Nakhon Nayok, Sa Kaeo, Prachin Buri and Samut Prakan.


Suwakon Songsangthum, director of Zone 6 of the OAE, said aquatic produce had faced several problems and that producers and farmers must pool efforts to tackle problems.


One initiative from the plan, she said, is to establish an eastern shrimp institute to promote sustainable growth of the industry.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2008, 08:28 AM   #47
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

BoT asserts Thailand insulated from Lehman collapse, AIG liquidity crunch


BANGKOK, Sept 17 (TNA) - Amid troubles facing equity and financial markets worldwide in the wake of the collapse of US investment bank Lehman Brothers and a liquidity crunch faced by the American Insurance Group (AIG) in the United States, Bank of Thailand (BoT) governor Tarisa Watanagase on Wednesday calmed the public, saying that the problems would not pose a direct impact on Thai financial institutions.

According to Mrs. Tarisa, the US Federal Reserve has already provided loans amounting US$85 billion to AIG.

Exposure by Thai commercial banks in the Lehman Brothers debacle amounted to only Bt6.7 billion, a small
portion compared to their total lending of Bt7 trillion, which represents only 0.009 per cent of the total.

Liquidity in Thailand is still ample, she said, and there is no need for injecting more funds into the system. But, Mrs. Tarisa added, the Thai central bank will closely monitor the situation closely and is prepared to implement necessary measures to prevent the crisis from hurting local institutions.

Her data apparently contradicted that released by Nattapol Chavalitcheevin, president of the Thai Bond Market Association, who said Tuesday that Thai commercial banks are expected to suffer an estimated loss of Bt3 billion from total exposures of Bt4.3 billion in their investments with Lehman Brothers.

Mrs. Tarisa said the "BoT will monitor the situation and financial crisis in the US closely and (is) ready to inject funds to boost liquidity in the system locally if necessary" while she believes that the crisis will not produce a chain reaction worldwide.

Touching on debt instrument investments by Bangkok Bank, Thailand's largest, in Lehman Brothers -- investments valued at Bt3.5 billion, she said she is confident the bank could handle the problem and that their investment was not much compared to its assets. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2008, 09:27 AM   #48
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Thailand-based AIA says its financial position remains strong


BANGKOK, Sept 17 (TNA) - American International Assurance (AIA) Thailand said Wednesday although its parent company in the United States, American Insurance Group (AIG), is facing a financial crunch, the AIA office in the kingdom still enjoys strong financial position, according to Thomas James White, AIA Thailand's executive vice president and general manager.

US financial institutions and government agencies have already extended loans amounting to US$85 billion with an aim to boost liquidity of AIG, the US parent of AIA, Mr. White indicated.

AIA in Thailand is a subsidiary of AIA in Hong Kong and has been in business 70 years, he said. Currently, there are more than 4.8 million policyholders in Thailand and if the number of policy holders on accident and health is added then the grand total of policyholders would be over 5.8 million.

Business growth of the company here is over 10 per cent annually, he said, adding that his company would from Wednesday notify its client base by letter clarifying the real situation in order to create confidence among its customers.

Agents of AIA Thailand will also explain the situation to customers, said Mr. White. AIA Thailand has accumulated profits amounting over Bt79 billion, 10 times more than requirements specified by Thailand's Office of Insurance Commission (OIC). Its reserves are over Bt280 billion while its total assets exceed Bt380 billion, said Mr. White.

He said AIA Thailand sought permission from the OIC a long time ago to repatriate a total of Bt10 billion to the parent company with money amounting Bt1 billion would be sent monthly. The cash repatriation has nothing to do with boosting liquidity of the parent firm, Mr. White said. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2008, 09:39 AM   #49
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

BoT urged to monitor liquidity, baht in wake of Lehman collapse


BANGKOK, Sept 20 (TNA) -- Thailand's Ministry of Finance is advising concerned agencies to ensure that the country'sl liquidity is sufficient, and the Bank of Thailand (BoT) has been asked to closely monitor foreign exchange movements so that Thailand's baht currency moves in parallel with its ASEAN neighbours as a short-term measure to cushion the impact of the US financial crisis, according to a report issued by ministry's Fiscal Policy Office (FPO).

The report advised preparing for possible volatility in financial markets in the wake of the Lehman Brothers collapse earlier in the week, and that Thailand should in the medium- and long-term accelerate investment to prevent the economy from worsening in the future.

Thai exports are expected to fall because the US crisis will not only contract the American consumer market but is expected to impact many other countries, especially in Asia. Consequently Thailand may be required to adapt its monetary policy as well, tje FPO analysis warned.

Currently, the ministry considers the risk of inflation to be less than economic slowdown, according to the report, adding that apart from boosting it own exports, Thailand must emphasise monetary cooperation with other countries in the region.

Monetary cooperation will need to be discussed at the upcoming summit of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) which Thailand will host in December, the report said.

Although Thai financial institutions and businesses have conducted few business transactions directly with Lehman Brothers, local liquidity could tighten as local borrowers connected with the US firm may have to find new funding sources in Thailand, it added. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2008, 09:52 AM   #50
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Growth slowing as global demand cools

Bangkokpost 20/09/2008


Thailand's export growth slowed in August as cooling global economies reduced demand for rice, rubber, electronics and automobiles. The dollar value of shipments abroad increased 14.9% from a year earlier to US$15.9 billion.

The growth rate was much lower than the 43.9% year-on-year pace to a record $16.96 billion in July.

Siripol Yodmuangcharoen, the permanent secretary of the Commerce Ministry, said declines were notable in electronics, machinery, furniture and parts.

However, shipments of agricultural and agro-industrial products in August rose in value by 41.1% year-on-year to $2.788 billion.

Rice exports rose 120% to $554 million, with rubber up 35% to $705 million and frozen and cooked chicken up 76.6% to $147 million.

Industrial product exports rose 11.2% to $12.03 billion, mostly from automobiles, jewellery, refined oil, crude oil, rubber products, toys and lenses.

Import growth slowed by 26.9% year-on-year to $16.7 billion last month, compared with a 55% gain in July, when world oil prices were at record highs

An increase was mainly due to rising fuel and gold imports. The trade deficit narrowed to $782 million in August from $1.03 billion a month earlier.

For the first eighth months of this year, Thailand's exports were worth $120.05 billion, a rise of 24.5% from the same period last year, accounting for 70.2% of the country's export target. Imports for the period totalled $122.93 billion, a rise of 35.4%, resulting in a deficit of $2.87 billion.

Somphob Manarungsan, an economist at Chulalongkorn University, said Thai exports were slowing in line with cooling demand in the US, the United Kingdom, Japan and Germany which accounted for about two-thirds of the world economy.

''Thailand should be cautious that new markets such as Latin America, Russia, Africa and China may also import less in the remaining months, as the prices of commodities such as oil, metal, agricultural products including copper, rice, and maize start to drop. That means those countries will have less income to buy imported goods,'' he said.

''As exports and agricultural products play an important role in the Thai economy, given the downward trend, the government must do something to build up confidence of consumers through the right economic management policy.''
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 20th, 2008, 08:48 PM   #51
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

20 central bankers confer in Bangkok on US financial turmoil


BANGKOK, Sept 20 (TNA) -- Twenty central bankers from Asia and the Pacific countries on Saturday gathered in Bangkok to discuss the US financial turmoil which has rocked equity markets worldwide and may continue to impact Asia's economies.

Speaking to journalists, Bank of Thailand (BoT) governor Tarisa Watanagase said the central bankers meeting at a weekend symposium -- planned before the US financial crisis erupted early this week --also exchanged ideas on the global economy and undesirable matters which could negatively impact monetary policy.

Although Asian countries are not expected to be hard hit from the US financial turmoil resulting from the collapse of investment bank Lehman Brothers and the US$85 billion government rescue of insurer American International Group Inc., it is important to monitor the developments closely, said Mrs. Tarisa.

She said moves by US Treasury Secretary Henry Paulson and Federal Reserve chairman Ben Bernanke on a plan to establish an entity to absorb banks' bad debts are considered positive.

The plan is scheduled to be submitted to the Congress next week as it is designed for separating bad debts from the good ones.

She said how the financial markets would respond to the US government measures to prevent the credit crisis from worsening must be watched closely. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2008, 07:51 PM   #52
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

ศูนย์ส่งออกนิวยอร์ก มองตลาดสหรัฐในอนาคต

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038


สัมภาษณ์


หลังจากสหรัฐเผชิญกับปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม) เมื่อปีที่ผ่านมา จนมาถึงการล้มละลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจ อันดับ 4 ของสหรัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณร้ายต่อระบบเศรษฐกิจโลก กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งสหภาพยุโรป และในเอเชีย ขณะที่ตลาดสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดใหญ่ของไทย "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "สุรศักดิ์ เรียงเครือ" ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐ ถึงแนวทางในการรับมือความเสี่ยงจากการหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อให้สามารถรักษาฐานการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐในปี 2552

- วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐกระทบต่อการ ส่งออกไทยอย่างไร

วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ เป็นปัจจัยที่ ส่งผลด้านลบ โดยเฉพาะต่อจิตวิทยาในการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ เห็นได้ชัดจากการจัด Export Clinic ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปเปิดตลาดในสหรัฐ เข้ามาสอบถามถึงสถานการณ์ว่า รุนแรงแค่ไหน เราชี้แจงว่า ไม่ได้น่ากลัว อยากให้มองในมุมบวกว่า ผู้บริโภคสหรัฐ ยังจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งอาหาร อาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็ง กระป๋อง ข้าว หรือแม้แต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่ก็อาจจะมีสินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับจะได้รับผลกระทบบ้าง

- ภาพรวมการส่งออกของไทย

ในช่วง 7 เดือนแรกสินค้าที่มีการส่งออกมากขึ้น 8% กว่าจากข้าว เพิ่มขึ้น 94.41% น้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 48.94% เครื่องประดับและอัญมณีเพิ่มขึ้น 31.12% ยางพาราเพิ่มขึ้น 45.51% ส่วนสินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ลดลง 4.49% คาดว่ายอดส่งออกไปสหรัฐ ทั้งปี 2551 จะขยายตัว 3-4% เนื่องจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจสหรัฐส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ สินค้าแผงวงจรไฟฟ้าลดลง 7.39% เนื่องจากความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์มีเพิ่มขึ้นเพียง 3% เทียบกับทั้งโลกแล้วยังต่ำมาก สินค้ากุ้งแช่เย็น/แช่แข็งลดลง 2.85% เนื่องจากต้องแข่งขันกับกุ้งเวียดนามที่ได้รับการยกเลิกภาษีเอดี 28 รายและยังได้รับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐอีกด้วย และสินค้ากลุ่มรถยนต์และส่วนประกอบ ลดลง 4% เนื่องจากผลจากการปรับสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกส่งผลให้อุปสงค์รถยนต์ปรับลดลงเช่นกัน

- ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการส่งออก

สำหรับปี 2551 ยังไม่ได้กระทบ ปีนี้มองว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 8-10% จากเป้าหมายการส่งออกที่วางไว้ที่ 6% เพราะความจริงแล้วการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.5% มูลค่า 11,683 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการส่งออกปี 2552 คงยังยืนยัน เป้าหมายการขยายตัวที่ 7% เหมือนกับเบื้องต้นที่วางไว้ก่อน เพราะยังมีปัจจัยบวกในตลาดสหรัฐให้เห็น เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งจะทำให้ความรู้สึกต่างๆ ผ่อนคลาย กำลังซื้อมากขึ้น และยังเป็นช่วงฤดูกาลเฉลิมฉลอง ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของสินค้ากลุ่มของขวัญ ของชำร่วย หรือสหรัฐ ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ก็เป็นโอกาสสำคัญสำหรับสินค้าอาหาร เครื่องนุ่งห่ม

- สินค้าไทยกลุ่มไหนถือเป็นกลุ่มเสี่ยง

สินค้าที่ต้องระวัง คือ สินค้าในกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายสหรัฐ เช่น กุ้ง ซึ่งเมื่อ 3 เดือนก่อนมีปัญหาด้านแรงงาน สินค้าจิวเวลรี่ เกี่ยวกับกฎหมายการห้ามนำเข้าทับทิมจากพม่า ซึ่งสหรัฐมีสิทธิที่สุ่มตรวจสอบหากพบอาจจะกักสินค้าไทยได้ ปัญหาการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ซึ่งภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัว

อย่างไรก็ตาม เราต้องมองภาพบวก และพยายามใช้โอกาส เช่น กรณีการที่สหรัฐเกิดภัยธรรมชาติ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหาร สามารถแสดงน้ำใจในการบริจาคสินค้าอาหาร เครื่องใช้จำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลด้านจิตวิทยาระหว่างประเทศ และเป็นสิ่งที่ไทยควรทำ เหมือนเราเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ทุกคนคิดว่าต้องถอยออกไป หากเรามองในมุมกลับ เรายังรักษาตลาดอยู่ได้

- กิจกรรมส่งเสริมตลาด

ทาง สคต. มีโครงการ Selling Agent หรือการขยายตลาดผ่านผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีก่อนในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม โดยร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วม 8 บริษัท สร้างคอนเน็กชั่นระหว่างผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายใหญ่ในสหรัฐ และปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดย สคต.เป็น ผู้ประสานงานให้แสดงสินค้าในนิวยอร์กและลอสแองเจลิส พร้อมทั้งนำดีไซเนอร์ และนักการตลาด ผู้นำเข้าจากแบรนด์ดังมาพบกับ 8 ราย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและฐานข้อมูลทางความรู้

หน้า 6

Last edited by napoleon; September 21st, 2008 at 08:31 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2008, 07:58 PM   #53
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

ซาอุฯยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าไก่ไทย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038


นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งจากสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กรณีสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย แจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ยกเลิกมาตรการชั่วคราวห้ามนำเข้าเนื้อไก่ ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์ไก่แบบสด แช่เย็น และแช่แข็งจากประเทศไทยแล้ว

ทั้งนี้ การส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่จากประเทศไทยไปซาอุดีอาระเบีย ได้ถูกระงับตั้งแต่ปี 2547 โดยสถิติการส่งออกล่าสุดของไทยไปซาอุดีอาระเบีย ย้อนหลัง 3 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2544-2546 มีการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งประมาณ 44,756 กิโลกรัม มูลค่า 2,071,742 บาท เนื้อไก่แปรรูปกึ่งสุก ปริมาณ 55,995 กิโลกรัม มูลค่า 8,930,160 บาท และเนื้อไก่แปรรูปปรุงสุก ปริมาณ 563,337 กิโลกรัม มูลค่า 82,813,987 บาท

หน้า 6

Last edited by napoleon; September 21st, 2008 at 08:33 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2008, 08:05 PM   #54
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

จับสัญญาณ FTA อาเซียน-อียู เจอกฎเข้มเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้า

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038


การประชุมคณะกรรมการร่วม จัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรป หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นคณะเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียู และมี นางสาวชุติมา บุญยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาจากฝ่ายไทย จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ กรุงฮานอย เวียดนาม ในระหว่าง วันที่ 15-17 ต.ค.นี้ โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 6 และมีประเด็นต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อนหน้านี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งยังต้องทำความเข้าใจและร่วมรับฟังความคิดเห็น จากหลายภาคส่วน เพื่อให้คณะเจรจามีข้อมูลสำหรับการกำหนดท่าทีการเจรจา

แม้ว่าการเจรจาจะดำเนินมาถึงครั้งที่ 6 ซึ่งดูจะเป็นเลขอาถรรพ์สำหรับการเจรจาเอฟทีเอ เนื่องจากการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหรัฐครั้งล่าสุดที่เชียงใหม่เมื่อปี 2549 ก็เกิดขึ้นในครั้งที่ 6 และต้องหยุดชะงักไปจนถึงขณะนี้

แต่สำหรับการเจรจาการค้าเอฟทีเออาเซียน-อียู ในกรอบโครงสร้างทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 และการปรับตัวของฝ่ายเจรจา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่มากขึ้น และให้ข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม รวมถึงเป็นการเจรจาในระดับระหว่างภูมิภาคต่อภูมิภาค จึงน่าจะทำให้การเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียูเดินหน้า และก้าวหน้ากว่าเอฟทีเอไทย-สหรัฐได้

ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา กรรมการ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวในระหว่างเข้าร่วมวงสัมมนา "นานาทรรศนะต่อการทำ ASEAN-EU FTA" โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นจากการทำข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าอาเซียน-อียู คือ ฝ่ายอียูต้องลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพเหลือ 0% ทันทีหรือเร็วที่สุด

ปัจจุบันการค้าสินค้าระหว่างไทยกับอียูนั้น ในกรณีสินค้าเกษตร อัตราภาษีเฉลี่ย 15% โดยเฉพาะข้าวสูงถึง 30% น้ำตาล 32.9% เสื้อผ้า 11.5% สิ่งทอ 6.6% และแม้ไทยจะมีสินค้าบางรายการที่อียูให้สิทธิพิเศษทางภาษี หรือจีเอสพี เช่น ผลิตภัณฑ์จากพืช ได้ลดภาษีจากอัตราภาษีทั่วไป (MFN) เฉลี่ย 11.8% ลดอีก 3.5% หรือเสียภาษีตามสิทธิจีเอสพีประมาณ 8.3% น้ำมันที่ได้จากสัตว์/น้ำมันพืช ลดลง 3.5% จากอัตราภาษีทั่วไป (MFN) 5.9% และเครื่องดื่ม ลดลง 3.5% จากภาษี MFN เฉลี่ย 20.2%

แต่สินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจาก จีเอสพีก็ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากจีเอสพีเป็นการให้ฝ่ายเดียวและมีการกำหนดเพดานมูลค่าการนำเข้า ซึ่งเมื่อเกินเพดาน ฝ่ายอียูก็อาจพิจารณาตัดสิทธิได้ และอาจทำให้ผู้ผลิตสินค้าเสียโอกาสในการแข่งขัน

ยกตัวอย่าง เช่น ในปีนี้กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (HS71) เช่น ไข่มุกธรรมชาติ รัตนชาติ/กึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่เป็นของเทียม และสินค้ากลุ่มยานพาหนะและอุปกรณ์ (HS86-89) ซึ่งเคยได้สิทธิ จีเอสพีจากอียู แต่ในปีนี้ถูกตัดสิทธิไป ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ยังคงได้รับสิทธิจีเอสพีจากอียู ในสินค้ากลุ่มนี้อยู่ จึงทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนที่ต่างกัน

ส่วนสินค้าที่มีโควตา ซึ่งปัจจุบันอียูกำหนดโควตายกเว้นภาษีนำเข้าให้กับสินค้าเกษตรไทย เช่น ไก่ปรุงสุก มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์นม ผัก น้ำตาล และใบยาสูบ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เคมีภัณฑ์ ไม้วีเนียร์ พลาสติก ผ้าทอ แก้วและกระจก ผลิตภัณฑ์เหล็ก แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกก็ยังลุ้นกับความไม่แน่นอนเมื่อสินค้าแต่ละรายการเกินโควตา ดังนั้นข้อเสนอจากภาคเอกชนจึงต้องการให้คณะเจรจาเสนอให้อียูยกเลิกการกำหนดโควตา หรือขยายโควตา

"เราอยากให้การเจรจาต้องกำหนดท่าทีให้ extream (ขึ้นสูงสุด) ไว้ก่อน และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เจรจาและลดระดับกันลงมา" ดร.ปิยะนุชกล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาเซียนประกอบขึ้นจากประเทศที่มีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน และหลายประเทศในอาเซียนก็ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีจากอียู ตามโครงการ EBA (Everything But Arms) ในฐานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) เช่น ลาว กัมพูชา ซึ่งมีสินค้า สำคัญของไทยที่เสียเปรียบจากสิทธิพิเศษ ที่อียูให้กับประเทศ LDCs เช่น ข้าว ตามโควตาภาษี 0% น้ำตาล ทยอยลดภาษีเหลือ 0% ภายในปี 2552 ส่วนเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์ ผักผลไม้ ภาษี 0% ไม่มีโควตา

ขณะที่ในกรณีน้ำตาล ฝ่ายไทยไม่มี จีเอสพีและต้องเสียภาษีตามอัตรา MFN ประมาณ 30% หรือในกรณีสินค้าทูน่า กระป๋อง อียูให้ภาษี 0% กับกลุ่มประเทศแอฟริกา แคริบเบียนและแปซิฟิก (ACP) ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมประเทศสมาชิกอียู และมีสมาชิก 71 ประเทศ แต่ไทยกลับต้องเสียภาษีการนำเข้าทูน่ากระป๋องในอียู 24% แม้จะมีโควตาชดเชยให้เสียภาษีลดลงมา 12% แต่ในขณะนี้ไทยได้ส่งออกทูน่ากระป๋องเต็มโควตาแล้วตั้งแต่ ก.ค.2550

ประเด็นที่ภาคเอกชนไทยหยิบยกขึ้นมาให้คณะเจรจาพิจารณาให้ถี่ถ้วน มิได้อยู่ที่การเจรจาลดภาษีให้มากและเร็วเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ เกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าของอียูที่เข้มงวดมาก และยังเป็นอุปสรรคกับการส่งออกของไทยเข้าไปในอียูในเวลานี้

ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงเสนอให้คณะเจรจาต้องเจรจาลดภาษีสินค้าควบคู่ไปกับการพิจารณาเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันการซ่อนเร้นเงื่อนไขที่อาจทำให้ฝ่ายไทยไม่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของอาเซียน เมื่อปี 2550 มีมูลค่าการค้ารวม 189,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นนักลงทุนอันดับที่ 1 ของอาเซียน ขณะที่การค้ากับไทย สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 2 รองจากอาเซียนของไทย เมื่อปี 2550 และมีมูลค่าการค้ารวมกัน 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากการ ส่งออก มูลค่า 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

หน้า 14

Last edited by napoleon; September 21st, 2008 at 08:34 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 21st, 2008, 08:09 PM   #55
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

น้ำตาลขอนแก่นทุ่ม8,500ล. ผุด3โครงการตั้งรง.ลาว-เขมร

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038


นายชนะชัย ชุติมาวรพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่-สายบัญชีและการเงิน บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการดำเนินการของบริษัทว่า จะมีการลงทุนประมาณ 8,500 ล้านบาท ใน 3 โครงการ คือ 1)การลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลและส่งเสริมพื้นที่ปลูกอ้อยใน ประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว และกัมพูชา จำนวน 4,500 ล้านบาท 2)การลงทุนย้ายโรงงานน้ำตาลจากอำเภอท่ามะกา ไปอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย 3,000 ล้านบาท และ 3) ใช้เป็นเงินหมุนเวียนประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนที่จังหวัด สะหวันนะเขต สปป.ลาว เพื่อส่งเสริมพื้นที่ปลูกอ้อย 60,000 ไร่

ส่วนที่กัมพูชา บริษัทจะเข้าไปลงทุนในจังหวัดเกาะกง ส่งเสริมพื้นที่ปลูกอ้อย 120,000 ไร่ ลงทุนประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้น 50% อีก 30% จะถือหุ้นโดยนักลงทุนไต้หวัน และ 20% ถือหุ้นโดยนักลงทุนของกัมพูชา ขณะนี้อยู่ในระหว่างก่อสร้างโรงงานคาดว่าจะสร้างเสร็จช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเริ่มดำเนินการผลิตได้ช่วงเดือนพฤษภาคม

โดยน้ำตาลที่ผลิตได้บริษัทจะส่งออกไปยังสหภาพยุโรปทั้งหมด เนื่องจากอียูให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าที่นำเข้าจากลาวและกัมพูชา นอกจากนั้นยังรับซื้อในราคาพิเศษ ที่สูงกว่าราคาตลาดโลก 1.5 เท่า คือ ใน ปี 2552 จำหน่ายน้ำตาลในราคาตันละ 500 เหรียญสหรัฐ และปี 2553 ส่งออกในราคาตันละ 450 เหรียญสหรัฐ โดยในปีแรกโรงงานน้ำตาลของทั้งสองประเทศจะมีกำลังผลิตเริ่มต้นที่ 30% หรือประมาณ 30,000-40,000 ตัน เท่ากับในปี 2552 บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลจากผลิตในลาวและกัมพูชาอยู่ประมาณ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2553 จะขยายการผลิตเพิ่มเป็น 100,000 ตัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นไปอีก 45 ล้านเหรียญสหรัฐ

หน้า 7

Last edited by napoleon; September 21st, 2008 at 08:35 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2008, 08:08 AM   #56
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Three Thai banks vulnerable to Lehman Brothers troubles Analysts point to BT, SCIB and BBL

Bangkokpost 22/09/2008


Thailand's top lender Bangkok Bank and two others - Siam City Bank and BankThai - are expected to be hit hard by the bankruptcy last week of Lehman Brothers, analysts say


BankThai (BT) is very risky given the impacts from US sub-prime woes, said an analyst at KGI Securities, citing the bank's large proportion of foreign investments worth 21.66 billion baht as of the second quarter of this year.


Foreign investment exposure was 489% of the bank's shareholder equity of 4.43 billion baht.


Siam City Bank (SCIB) and Bangkok Bank (BBL) have the second and third highest exposure to foreign investment as a percentage of equity and total assets. SCIB's foreign portfolio was 13.94 billion baht, or 37.48% of equity and 3.35% of total assets.


BBL has the industry's biggest foreign investment portfolio of 41.73 billion baht, accounting for 23.63% of equity and 2.54% of total assets.


If BBL writes off all 3.5 billion baht of exposure to the bankrupt Lehman Brothers, the analyst said it would affect BBL's book value by 1.83 baht per share based on the average of 101.2 baht at present. Some losses would be booked against third-quarter earnings.


Kulathida Sivayathorn, a BBL executive vice-president, said the bank had not finalised how to set aside provisions for its exposure of 3.5 billion baht to Lehman. It may partly reserve that investment in the third quarter.


In any case, Kiatnakin Securities anticipates positive results from the banking sector for the third quarter, which would compensate for the fallout from the US financial meltdown. But falling investor sentiment and the country's sluggish economy would reduce demand for bank loans in the last quarter of the year. The brokerage has downgraded its outlook for the sector to neutral from overweight.


Adit Laixuthai, senior vice-president of Kasikornbank (KBank), said the bank would set aside a loan-loss reserve as usual for the third quarter, in a range of 1.7 billion to 2 billion baht. It set aside reserves of 1.88 billion baht in the first quarter and 1.98 billion for the second quarter.


He said KBank's investment portfolio was 122 billion baht as of June 30, of which 6.8 billion was foreign investment. About 80% of the foreign portfolio is invested in Asian quasi-sovereign bonds, and the remainder is in debentures, commercial paper and other financial instruments of European banks.


The bank had no direct exposure to Lehman, Mr Adit said.


However, indirect impacts might be seen as the bank has outstanding loans of around 330 million baht from a rental proceeds firm that is a Lehman subsidiary. But the company's financial condition is strong and the loan was minimal, accounting for 0.03% of KBank's total assets worth more than one trillion baht, he said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2008, 09:28 AM   #57
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

กกร.ขอสุดโต่งFTAอาเซียน-อียู + สินค้าเกษตรและอาหาร/อุตสาหกรรมศักยภาพต้องลดภาษี 0% ทันที

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2359 21 ก.ย. - 24 ก.ย. 2551


เปิดจุดยืนภาคเอกชน 3 สถาบัน ส่งไม้ต่อรัฐบาลใช้เป็นท่าทีเจรจาต่อรองเอฟทีเออาเซียน-อียู ขอสุดโต่งกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพแข่งขันของไทยต้องได้รับการลดภาษีเป็น 0% ทันที หรือโดยเร็วที่สุด เหตุคู่แข่งตามบี้ได้เปรียบแข่งขันแค่ระยะสั้น ขณะที่สินค้าอัญมณี ไก่แปรรูป ทูน่ากระป๋องลุ้นตัวโก่งได้ลดภาษี-ปลดแอกระบบโควตา


ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา คณะกรรมการร่วมอาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู)เอฟทีเอ ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการที่คณะทำงานได้มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นและจุดยืนของภาคเอกชนมาเป็นระยะ เพื่อใช้เป็นท่าทีในการเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าของรัฐบาลไทยในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)อาเซียน-อียู เพื่อให้เอกชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด เบื้องต้นได้ข้อสรุปจุดยืนที่สำคัญ 5 ประการคือ


หนึ่ง อียูจะต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าที่ไทยมีศักยภาพเหลือ 0% ทันที หรือเร็วที่สุด สอง กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (ROO)จะต้องเป็นไปตามกระบวนการผลิตที่แท้จริงของอุตสาหกรรมไทย สาม ไทยต้องได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้าให้อียู สี่ สินค้าที่ไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีจะต้องมีระยะเวลาในการปรับตัวหรือได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และห้า อาเซียน และอียูต้องมีกระบวนการแก้ไขปัญหามาตรการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี(NTBs) มีความร่วมมือทางวิชาการ และการทำความตกลงการยอมรับมาตรฐานสินค้าที่เท่าเทียมกัน(MRAs)


สำหรับรายการสินค้าที่มีศักยภาพของไทยที่กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เสนอให้อียูลดภาษีเหลือ 0% ทันที หรือโดยเร็วที่สุด ในสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ส้มโอ ทุเรียน มะม่วง มังคุดลำไยสับปะรด กล้วยไม้ตัดดอก ข้าว หน่อไม้ฝรั่ง มันสำปะหลัง พาสต้ายัดไส้ อาหารปรุงแต่งที่ทำจากข้าวปรุงแต่ง ขนมปังอบกรอบ เครื่องแกงสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำจิ้มไก่ น้ำสลัด ซอสศรีราชา ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำจิ้มบ๊วย ซุปข้น เส้นหมี่ บะหมี่สำเร็จรูป แกงสำเร็จรูป อาหารสำเร็จ อาหารสัตว์เลี้ยง ยาสูบ น้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาว กากน้ำตาล กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง ผักกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง และข้าวโพดหวานกระป๋อง เป็นต้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วย สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณี และเครื่องประดับ เครื่องสำอาง เครื่องหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์


"แม้เวลานี้ภาษีนำเข้าสินค้าของอียู(27 ประเทศ) โดยเฉลี่ยอยู่ในอัตราที่ต่ำ แต่มีหลายสินค้าที่อัตราภาษีนำเข้ายังสูงมาก เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหวของเขา ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากความตกลงทางภาคเอกชนของไทยเราจึงต้องขอให้เขาลดภาษีเป็น 0% ทันที หรือเป็น 0% โดยเร็วที่สุดในสินค้าที่เรามีศักยภาพในการแข่งขัน แต่เขาจะลดภาษีให้มากแค่ไหนขึ้นกับการเจรจาต่อรอง สำหรับเหตุผลที่เราต้องขอให้เขาลดภาษีแบบสุดโต่ง เนื่องจากระยะเวลาที่เราจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาเซียน-อียูจะสั้นมากเพราะคู่แข่งของเราก็กำลังเจรจา หรือมีแผนที่จะเจรจาเอฟทีเอกับอียูเช่นเดียวกัน"


ดร.ปิยะนุช กล่าวอีกว่า นอกจากข้อเสนอการลดภาษีเป็น 0% ทันที หรือโดยเร็วที่สุดแล้ว ในส่วนของสินค้าที่ไทยถูกอียูตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ไปแล้ว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับพิกัดศุลกากรตอนที่ 71 กลุ่มสินค้ายานยนต์และอุปกรณ์พิกัดศุลกากรตอนที่ 86-89 ที่ไทยถูกตัดจีเอสพีไปแล้วและจะได้คืนสิทธิในปี 2552 รวมถึงสินค้าที่อียูมีการกำหนดโควตานำเข้า เช่นไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังผลิตภัณฑ์นม ผัก น้ำตาล และใบยาสูบ สินค้าที่อียูให้โควตาภาษี เช่น ทูน่ากระป๋องที่โควตาจะหมดอายุลงในปี 2551 สินค้าเหล่านี้ขอให้อียูได้นำไปลดภาษีภายในกรอบเอฟทีเอ และขอให้ยกเลิกระบบโควตา


ด้านนางสาวเก็จพิรุณ เกาะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียูว่า ได้มีการเจรจากันไปแล้ว 5 ครั้ง สาระการเจรจาส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนความเห็น และข้อมูลในหัวข้อต่างๆที่ต้องการให้รวมอยู่ในความตกลง ขณะที่การเจรจาครั้งที่ 6 จะจัดขึ้น ระหว่าง 15-17 ตุลาคมศกนี้ ณ ประเทศเวียดนาม หัวข้อที่เจรจาจะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว ประกอบด้วย การค้าสินค้า การค้าบริการ กฎแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัย(SPS) อุปสรรคทางเทคนิคทางการค้า (TBT) กระบวนการยุติข้อพิพาท และอาจมีการหารือในเรื่องทรัพย์สินทางปัญหา และนโยบายการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย

Last edited by napoleon; September 22nd, 2008 at 09:57 AM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2008, 01:07 PM   #58
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

Industry chief confident US financial crisis won't affect food exports


BANGKOK, Sept 22 (TNA) - Thailand's Permanent Secretary for Industry Chakkramon Phasukvanich on Monday voiced confidence that the financial crisis in the United States would not affect Thailand's food exports.

He said the exports, particularly of food products, are unlikely to take the brunt of the US economic meltdown because they are basic necessities.

Also, the spending by developed countries on food consumption is relatively small when compared with other costs, so,he believes American consumers will not cut that spending.

At the same time, the US is no longer Thailand's main export destination for many products because the government had expanded and diversified export markets and products into different regions.

At present, Thailand holds a food export market share of 2.39 per cent in the world market.

Should the country be able to increase its market share to 4 per cent, nearly double the present level, he said, it would contribute greatly to the country's export growth.

Mr. Chakkramon said Thailand runs no great risks of experiencing major floods like its neighbouring countries because it is buffered from heavy storms by the neighbours.

Regarding export expansion, he advised the new government have a clear-cut policy to be implemented.

"What investors want is the government's clear policy. The policy should not be easily shifted when there is a change of ministers."

In addition, the government must strictly adhere to trade liberalisation and allow all trade activities to be conducted by market mechanisms, he added. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 22nd, 2008, 09:09 PM   #59
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

กรุงเทพฯ อันดับวูบ! เมืองธุรกิจ

โดย บิสิเนสไทย [22-9-2008]


นิตยสารนิวสวีค อ้างรายงานการสำรวจของ บัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ดที่มีชื่อว่า MasterCard Worldwide Centers of Commerce พบว่าเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่เอเชียและยุโรปปัจจัยที่ MasterCard นำมาประมวลเพื่อจัดอันดับเมืองศูนย์กลางธุรกิจและการเงินของโลก มีถึง 100 ปัจจัย อาทิ ประสิทธิภาพของระบบการเมืองและกฎหมาย จำนวนวันที่ใช้การจัดตั้งบริษัท การยอมรับของประชาชนทั่วโลกของชื่อชั้นของเมือง ความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ ความยากง่ายในการทำธุรกิจ การสร้างความรู้ใหม่ ๆ ฯลฯ


การสำรวจในปีพ.ศ. 2551 นี้พบว่าเมืองในยุโรปและเอเชียมีอันดับสูงขึ้นแซงหน้าเมืองของอเมริกา โดยในจำนวน 15 เมืองชั้นนำของโลกปรากฏว่าเป็นของยุโรปถึง 7 เมือง นอกจากลอนดอน ปารีส และแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นเมืองชั้นนำดั้งเดิมแล้ว แมดดริด อัมสเตอร์ดัม โคเปนเฮเกนและซูริก เข้าสู่ทำเนียบ15 อันดับแรกของโลกในการจัดอันดับในปีนี้แมดดริดเลือนชั้นจากอันดับที่ 16 ขึ้นสู่อันดับที่ 11 อัมสเตอร์ดัมจาก 11 ขึ้นสู่อันดับที่ 10 โคเปนฮาเกนจาก 15 ขึ้นสู่อันดับที่ 14 และซูริกกระโดดจากอันดับที่ 19 ไปอยู่อันดับที่ 15

ขณะเดียวกันในจำนวน 15 เมืองชั้นนำของโลกปรากฏว่า เป็นของเอเชียสี่เมือง ส่วนอเมริกาเหลือเพียง 2 เมืองที่อยู่ใน 15 อันดับแรกเมืองของเอเชียที่อยู่ในกลุ่ม 15 เมืองชั้นนำของโลกประกอบด้วย โตเกียวในอันดับที่ 3 ฮ่องกง อันดับที่ 6 สิงคโปร์อันดับที่ 4 และซิดนีย์ในอันดับที่ 12 และถ้าขยายเป็น 25 อันดับแรกของโลกปรากฎว่าเมืองในเอเชียติดอันดับรวมถึง 8 เมืองด้วยกัน โดย 4 เมืองที่เหลือได้แก่ โซล โอซากา ไทเป และเซี่ยงไฮ้

ส่วนกรุงเทพฯ ของประเทศไทย ได้อันดับที่ 42 หล่นจากอันดับที่ 36 ในปีที่แล้ว โดยในการวิจัยพบว่าด้านที่กรุงเทพฯ ได้คะแนนมากที่สุดคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้คะแนนถึง 82.78 คะแนน ส่วนด้านที่กรุงเทพฯได้คะแนนน้อยที่สุดคือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่และการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลได้คะแนนเพียง 15.48 จาก 100 คะแนน อีกด้านหนึ่งที่กรุงเทพฯได้คะแนนน้อย คือการไหลเวียนของระบบเงินซึ่งเกี่ยวพันกับตลาดเงินและคอมโมดิตี้ซึ่งเป็นด้านที่สี่ ได้เพียง 27.07 คะแนน

การสำรวจพบว่าปัจจัยหลายอย่างในเมืองเล็ก ๆ ของโลกอาทิ สภาพธุรกิจ การเมืองและโครงการกฎหมาย ความง่ายในการทำธุรกิจ ได้คะแนนสูงกว่าเมืองใหญ่ ๆ (อ่านรายละเอียดในWorld Classหน้า 13)

ปัจจัยการพัฒนาผ่านแผนการศึกษา

"เมืองที่ดีที่สุด-เมื่องที่น่าอยู่อาศัยที่สุด-เมืองแห่งอนาคต" ดูเหมือนจะเป็น 3 โจทย์ใหญ่ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเมืองหลวงของหลายประเทศ แ ต่ก็ใช่จะเดินไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นได้โดยง่าย เพราะปัจจัยที่เป็นดัชนีชี้วัด มีทั้งเรื่อง"คุณภาพการศึกษาที่ดี-สิ่งแวดล้อมที่ดี-การเดินทางสะดวกสบาย-และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน"แม้จะดูเป็นโจทย์ไม่ยากแต่หลายเมืองก็ไม่สามารถทำได้ดี

หากไล่เลียงสถิติจากผลการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่จะไปตกอยู่กับประเทศในแถบยุโรป และอเมริกา เพราะประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคนี้ แต่วันนี้ โลกกำลังเปลี่ยน เมื่อภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะแถบตะวันออกกลางได้ทุ่มเทเทการพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา และกำลังจะกลายเป็นเมืองดีที่สุดและน่าอยู่ที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้!!!

แผนพัฒนาเมืองหลวง เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดกลายเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นในหลายประเทศต่างหยิบมากำหนดเป็นแผนนโยบายในการผลักดันอย่างจริงจัง

โดยเฉพาะในในเรื่อง สภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมือง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม สุขภาพและอนามัย โรงเรียนและการศึกษา บริการภาครัฐและการขนส่งมวลชน สิ่งอำนวยการพักผ่อนหย่อนใจ สินค้าผู้บริโภค ที่อยู่อาศัย และ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

และรวมถึง 5 กลุ่ม คือ เสถียรภาพ การบริการด้านสุขภาพ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน!!!

จีน ชู "เสิ่นเจิ้น" เป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุน อินเดีย มีบังกาลอร์ เป็นศูนย์กลางการลงด้านด้านซอฟแวร์ของโลก มาเลเซีย กำลังยก "ยะโฮร์" เป็นเมืองการลงทุนอันดับ 1 ของเอเชีย เกาหลีใต้กำลังขายความเป็น"เมืองหลวงของเอเชีย"(Souel of Asia) ขณะที่ฝั่งของยุโรปอย่างตุรกีก็พยายามขายความเป็นเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมของยุโรปให้กับ"อิตัลบูล"

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยกำลังถูกชูจากผู้สมัครผู้ว่าคนใหม่ว่าจะพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งอนาคต ผ่านนโยบายที่หลากหลายครอบคลุมทุกมิติทั้ง การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม(อ่านรายละเอียดจากตารางนโยบายหาเสียงผู้ว่ากทม.)

ตะวันออกกลางกลายเป็น"เมืองการศึกษา"โลก

เป็นที่รู้ดีกันว่าศูนย์กลางการศึกษาของโลกอยู่ในอเมริกาและยุโรป และนับเวลาเป็นร้อย ๆ ปีมาแล้วที่นักเรียนจากประเทศที่พอมีอันจะกินทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ

ขณะนี้ทิศทางเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อประเทศในตะวันออกกลางและเอเชียโดยประเทศจีนเริ่มตีตื้นขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการศึกษาใหม่ของโลก

เมือง ๆ หนึ่งที่กำลังจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกคือ ดูไบ เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในตะวันออกกลางซึ่งประกอบด้วยเจ็ดรัฐ ผู้ปกครองรัฐดูไบ (ดูไบเป็นทั้งชื่อเมืองและรัฐ) ได้สร้างเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อว่า Dubai International Academic City เมืองแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมิชิแกน และสถาบันการศึกษาชั้นนำอีกมากมาย

การสร้างให้ดูไบและเมืองอื่น ๆ ในตะวันออกลางเป็นศูนย์กลางการศึกษาของโลกไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่เป็นนโยบายของผู้ปกครองรัฐที่มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและเงินทุนจำนวนมหาศาลในมือ เฉพาะของรัฐดูไบ ได้มีการตั้งหน่วยงานเพื่อการนี้ชื่อว่า Knowledge and Human Development Authority

นาย อับดุลลา อัลคารัม ผู้อำนวยการของ Knowledge and Human Development Authority กล่าวว่า เมืองสถาบันการศึกษานานาชาติของดูไบเป็นความพยายามของผู้ปกครองรัฐที่จะสร้างสถานที่ชั้นนำสำหรับศูนย์กลางการศึกษาของโลกขึ้นที่ดูไบ โดยเอาสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกมารวมไว้ในสถานที่นี้

รัฐอื่นของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่บุกทางด้านการเป็นศูนย์การศึกษาของโลกคือ อาบู ดาบี ซึ่งทางใต้ของดูไบไปทางชายแดนติดกับประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำคือ Sorbonne ของฝรั่งเศสมาตั้งวิทยาเขตเรียบร้อยแล้ว

นาย ดาเนียล บัลลัน ผู้อำนวยการวิทยาเขต Sorbonne ในอาบูดาบีระบุว่าเมืองการศึกษาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้เขตนั้นกลายเป็น Andalusia (เมืองทางใต้ของสเปนซึ่งเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เกิดจากการผสมผสานของวิทยาการตะวันตกและมุสลิมเมื่อพันปีก่อน) สมัยใหม่ นอกจาก Sorbonne แล้วทางการอาบูดาบีกำลังเจรจากับมหาวิทยาลัยฮาร์วาด มหาวิทยาลัยลอนดอนบิซิเนสสคูล มหาวิทยาลัยบอสตันและมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน เอ็มไอที จอห์นฮอบกิ้นส์ ให้มาตั้งวิทยาเขตการศึกษาที่เมืองการศึกษาของอาบู ดาบี

นอกจากการสร้างเมืองการศึกษาและดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาเปิดวิทยาเขตที่ดูไบและอาบูดาบีแล้วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังลงทุนนับหมื่นล้านบาทจัดงานประชุมสัมมนาทางด้านวัฒนธรรม รวมทั้งงานแสดงศิลปะ หนังสือ และวัฒนธรรมระดับโลกขึ้นที่ดูไบและอาบูดาบีเพื่อสร้างบรรยากาศเป็นศูนย์กลางของปราชญ์ระดับโลกขึ้นที่นั่น ผู้ปกครองรัฐอาบูดาบีคือ นาย โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม ได้ตั้งกองทุนที่มีเงินประเดิม 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 340,000 ล้านบาท) เพื่อใช้พัฒนาระบบการให้การศึกษาระดับโลกในอาบู ดาบี

นาย ฟิลิป อัลท์แบช ผู้อำนวยศูนย์กลางการศึกษาต่อนานาชาติ ในเมืองบอสตันให้สัมภาษณ์นิวส์วีคว่า นักการศึกษาชั้นนำในอเมริกาเริ่มคุยกันว่า ถ้าไม่มีความพยายามในการแก้เกมจากการแข่งขันจากประเทศอื่น ความเป็นผู้นำในธุรกิจการให้การศึกษาในอเมริกาในอนาคต อาจจะโดนประเทศอื่นยื้อแย่งไปครองได้

ขณะนี้อเมริกายังเป็นผู้นำทางด้านบริการการศึกษาต่อ เมืองเซี่ยงไฮ้หรือโซล ยังไม่สามารถเอาชนะลอนดอนได้ แต่ในระยะ 40 ปีข้างหน้าไม่แน่ เหมือนกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกาที่โดนญี่ปุ่นเอาชนะโดยไม่รู้ตัวในเวลา 40 ปี !!!

จีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาของโลก โดยในช่วงหกปีที่ผ่านมา นักศึกษาต่างชาติที่ได้ทุนไปศึกษาต่อในประเทศจีนเพิ่มขึ้นสามเท่า ในระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลจีนทุ่มเงินลงทุนถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 136,000 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในประเทศจีนเร่งโตทางลัดด้วยการร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างชาติเปิดหลักสูตรร่วมขึ้นในจีน เพียงแค่ภายในปีพ.ศ. 2549 มีหลักสูตรการเรียนการสอนเปิดให้บริการในประเทศจีน 700 หลักสูตร

SWOT สถานะกรุงเทพบนเวทีแข่งขันเมืองน่าอยู่

เมื่อตรวจสอบสนามแข่งในประเทศต่างๆแล้ว ถามว่ากรุงเทพมหานครมีความโดดเด่นในเรื่องอะไรบ้าง?

หากประเมินจากผลสำรวจของสำนักยุทธศาสตร์ และประเมินผล กรุงเทพมหานครที่ทำการสำรวจสถานะในแต่ละด้านออกมาพบว่า ดัชนีวัดจากแผนยุทธ์ศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหาคนครรปี 2548-2551 มาวิเคราะห์ใน 4 มิติ คือ 1.มิติด้านคุณภาพชีวิต 2.มิติด้านสิ่งแวดล้อม 3.มิติด้านวัฒนธรรม 4.มิติด้านเศรษฐกิจ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แผนแผนปฏิบัติการกรุงเทพมหานครที่กำหนดไว้ 5 ปี งานส่วนใหญ่ดินไปตามแผน มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นแผนพัฒนาระยะที่ต้องมีการสานต่อ

1.มิติด้านคุณภาพชีวิต ความอยู่ดีมีสุขของชาวกรุงเทพมหานคร ในทางบวกต้องยอมรับตามแผนประชาชนมีความพอใจระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกขึ้น รวดเร็ว ปลอดภัย, การจราจรมีความปลอดภัยขึ้น, เพิ่มขนส่งระบบราง 2 เส้นทาง, มีที่จอดรถ 2,000 คัน (Park & Ride), มีโครงข่ายถนนทางลอด/เชื่อมต่อ/ข้าม/สะพานข้ามแยก 20 จุด, สถิติความเร็วการสัญจรเมืองชั้นใน-ชั้นกลางเพิ่มขึ้น, ลดมลภาวะ-ประหยัดพลังงานดีขึ้น ได้รับการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณะภัย 100% เรียนฟรีในร.ร.กทม. 436 แห่ง ได้รับการรับรองจากสมศ.98.36% มีความพึงพอใจสนง.เขต 50 แห่งอยู่ในระดับดี

สำหรับผลในทางลบ ถนนสายหลักที่มีน้ำท่วมขังจากน้ำฝนดำเนินการเสร็จ 4 จุด จากเป้าหมาย 14 จุด (28.57%), ที่จอดรถยังไม่เพียงกับความต้องการ

2.มิติด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ดี และยั่งยืน ในทางบวกนั้นสองข้างทาง ทางเท้า และเกาะกลางถนน ปลูกต้นไม้ร่มรื่น ลดมลพิษทางอากาศ-เสียงได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ การกำจัดขยะมูลฝอยได้ 100%, ปัญหาร้องเรียนได้รับการแก้ไข 100% ประชาชนพอใจบริการกว่า 80% ในทางตรงกันข้ามมีพื้นที่สีเขียวเป็นกว่า 3 ไร่ (3.3 ตร.ม./คน) มลภาวะทางอากาศ เสียง และฝุ่นละอองยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล (4.0 ตร.ม./คน) และยังไม่กระจายไปในทำเลที่อยู่อาศัยของประชาชน และยังไม่เพียงพอกับควาาต้องการ

3.มิติด้านวัฒนธรรม การดำรงความเป็นไทยในความเป็นสากล ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงห้องสมุดเดิมเป็นห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ 2 แห่ง คือ สวนลุมพินี/ซอยพระนาง รถห้องสมุดเคลื่อนที่ 7 คัน, บ้านหนังสือ 114 แห่ง เพิ่มขึ้น 395%, มีห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ 13 แห่ง เพิ่มขึ้น 360%, มีวัฒนธรรมหลากหลายถูกจัดเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ1 ของเอเชีย และอันดับ 3 ของโลก แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ไม่ครอบคลุม และศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่มีอยู่หลากหลายไม่ได้รับการเผยแพร่ และนำมาสร้างศักยภาพทางการท่องเที่ยว

4.มิติด้านเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจที่สมดุลภายใต้ "ความพอเพียง" ไปสู่เมืองภายใต้แนวคิดทางการตลาดใหม่ "เมืองแห่งความพอเพียง" ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมีการจัดทำบัญชีครัวเรือนมีการออมทรัพย์ 1,079,605 บัญชี คิดเป็นเงิน 91,412 ล้านบาท, มีศูนย์ฝึกอาชีพ 10 แห่ง, มีศูนย์ การเรียนรู้ตามทฤาฎีใหม่ 6 แห่ง, ปี 2549 คนกทม.มีเศรษฐกิจดี มีรายได้ 11,656 บาท/เดือน เพิ่มขึ้นจากปี 2547, ปี 2550 อัตราการว่างงานลดลง 1.07% ขณะที่ปี 2549 อยู่ที่ 1.88%

"หากมองในมิติที่ต้องดำเนินการต่อไป ต้องยอมรับว่ากรุงเทพมหานครยังขาดการส่งเสริมการสร้างรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ ขาดการพัฒนา และบูรณาการแหล่งท่องเที่ยว, การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพแรงงานยังกระจุกอยู่ที่เดิม นอกจากนี้การเพิ่มศักยภาพ/ขีดความสามารถเศรษฐกิจชุมชนยังขาดการจัดระดับเศรษฐกิจและชุมชนหลาหหลาย, ประชากรมากมีลักษณะพลวัตร, การท่องเที่ยวทำรายได้ให้กรุงเทพมหานครจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ควรกำหนดตัวชี้วัดที่ท้าทายมากกว่านี้"ผู้บริหารจากสำนักยุทธศาสตรืและประเมินผลสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น

กรุงเทพฯ "เมืองที่ดีที่สุด" แต่ไม่ติดเมืองน่าอยู่อาศัยที่สุด

เมื่อเร็วๆนี้ นิตยสารทราเวลแอนด์เลเชอร์ สำรวจความเห็นผู้อ่านเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประจำปี 2551 ผลปรากฎ ดังนี้

เมืองที่ดีที่สุด กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ ด้วยคะแนน 87.61 พุ่งขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้ว ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ กรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ได้คะแนน 87.24 อันดับ 3 ได้แก่ เคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ได้คะแนน 86.59

อันดับ 4 ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ได้คะแนน 86.49 ขณะเมืองฟลอเรนซ์ ในอิตาลี แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้วหล่นไปอยู่อันดับ 5 มีคะแนน 86.24 ในส่วนของการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดในเอเชียเรียงตามลำดับดังนี้ กรุงเทพฯ รั้งอันดับ 1 เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว เกียวโต ญี่ปุ่น ซึ่งมีคะแนน 84.27 เชียงใหม่ 84.14 ฮ่องกง 83.69 อุทัยปุระ อินเดีย 83.51

แต่เมื่อบริษัทเมอร์เซอร์สำรวจเมื่องที่น่าอยู่ที่สุดประจำปี2551 กรุงเพมหานครกลับไม่ติดอันดับต้นๆ ทั้งนี้ เมืองในยุโรปติดอันดับต้นๆจากการสำรวจคุณภาพชีวิตทั่วโลกประจำปี 2008 โดยซูริคยังรักษาแชมป์เป็นปีที่ 2 และอันดับ 2 เป็นของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และเจนีวาของสวิสติดอันดับ 3 ทั้งในเรื่อง คุณภาพชีวิตและความปลอดภัย อันดับ 4 ได้แก่แวนคูเวอร์ของแคนาดา และอันดับ 5 ได้แก่อ็อคแลนด์ นิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน 3 เมืองเยอรมนีติดอันดับสูงสุด 10 อันดับแรกคือดัสเซลดอร์ฟในอันดับ 6 และมิวนิคและแฟรงเฟิร์ตติดอันดับ 7 ร่วมทั้งสองเมือง ขณะที่กรุงปรากติดอันดับที่ 71 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของเมืองจากยุโรปตะวันออก และเมืองมินส์คในเบลารุสติดอันดับต่ำสุดของยุโรปคือที่ 183

"ยุโรปติดอันดับมากที่สุดในแง่ของสาธารณูปโภคพื้นฐาน, สุขภาพและเสถียรภาพทางการเมือง" นายสลากิน ปาราคาติล นักวิจัยอาวุโสจากเมอร์เซอร์กล่าว

สำหรับภูมิภาคเอเชีย สิงคโปร์ติดอันดับสูงสุดคือที่ 32 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 อันดับจากปีที่แล้ว และดีกว่าเมืองของญี่ปุ่นเช่นโตเกียวซึ่งติดอันดับ 35 ขณะที่ฮ่องกงและปักกิ่งติดอันดับ 70 และ 116 ตามลำดับเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ส่วนกรุงเทพติดอันดับที่ 109 โฮโนลูลูติดอันดับสูงสุดของสหรัฐคือ 28 ตามมาด้วยซานฟรานซิสโกที่ 29, บอสตัน 37, ชิคาโกและวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ 44 และนิวยอร์คที่ 49 เมืองของอังกฤษที่ติดอันดับสูงสุดคือลอนดอนที่ 38 ส่วนของออสเตรเลียที่ติดอันดับสูงสุดคือซิดนีย์ที่ 10

การจัดอันดับครั้งนี้ อิงตามปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตที่สำคัญ 39 ปัจจัย อาทิเช่นเสถียรภาพทางการเมือง การศึกษา สิ่งแวดล้อมด้านสังคม-วัฒนธรรม นันทนาการ การเคหะ และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

นักวิเคราะห์มองว่า กรุงเทพมหานครถูกจัดอันดับให้เป็น “เมืองที่ดีที่สุดในโลก” โดยนิตยสารด้านการท่องเที่ยวชื่อดัง “Travel + Leisure” ข่าวนี้ยังความปลาบปลื้มและความภาคภูมิใจแก่คนกรุงเทพฯ

แต่หากจะสรุปจากข่าวนี้ว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกแล้ว คงเป็นการสรุปที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงเป็นอย่างมาก คำว่า “เมืองที่ดีที่สุดในโลก” ของนิตยสาร Travel + Leisure นั้น หมายถึง “เมืองที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก” มากกว่าจะเป็น “เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก”

เมืองที่น่าท่องเที่ยวกับเมืองที่น่าอยู่นั้นต่างกันมาก เมืองที่น่าท่องเที่ยวเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปเยือนในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วรู้สึกดีหรือสนุกสนาน จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า ตัวชี้วัดของนิตยสาร Travel + Leisure ทั้ง 6 ด้าน เช่นสถานที่ท่องเที่ยวและภัตตาคาร/อาหารนั้น ล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมือง แต่ไม่ได้ครอบคลุมปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชากร

ดังนั้น อันดับของเมืองในนิตยสาร Travel +Leisure จึงเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวในเมืองไทย รวมถึงเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ แต่ในฐานะผู้อยู่อาศัยถาวรในกรุงเทพฯ แล้ว เราต้องการทราบการจัดอันดับที่มุ่งวัดคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองโดยตรง และมีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมากกว่าเพียงด้านการท่องเที่ยว เช่นดัชนีชี้วัดจากฐานข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์อย่าง Mercer ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก หรือของนิตยสาร The Economist ในลอนดอน

" การจัดอันดับเมืองน่าอยู่ของ Mercer และ The Economist เป็นการจัดอันดับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ทั้งสองสำนักนี้ใช้ตัวชี้วัดเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งครอบคลุมปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของประชากร โดยเฉพาะดัชนีของ Mercer มีตัวชี้วัดถึง 10 ด้านด้วยกัน"ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครรายหนึ่งให้ข้อสังเกตเอาไว้อย่างน่าสนใจ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 23rd, 2008, 07:10 AM   #60
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 54,120
Likes (Received): 1477

หารือเอกชนรับมือส่งออกปีหน้า

Dailynews 23/09/2008


นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า เตรียมนำข้อมูลการค้า และเป้าหมายการทำตัวเลขส่งออก ที่รวบรวมจากหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 56 แห่งทั่วโลก ไปหารือร่วมกับภาคเอกชนทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อวางแผน ปรับแนวทางการทำงาน รวมถึงกำหนดเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการร่วมกันว่า มีจุดอ่อน จุดแข็งด้านใด เพื่อปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

“นอกจากจะหารือวาระประจำแล้ว จะนำปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจภายในของสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย เข้าร่วมพูดคุยกับผู้ส่งออกว่ามีจุดแข็งหรืออ่อนอย่างไร และมองแนวโน้มที่กรมฯ ประเมินไว้แค่ไหน รวมถึงการหารือว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมในการบุกเจาะตลาดเพื่อให้การส่งออกเป็นไปตามเป้า ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จึงจะประกาศเป้าหมายการส่งออกเป็นทางการในเดือน พ.ย.นี้”

นายราเชนทร์ กล่าวว่า สำหรับแผนการส่งออกในปีหน้าจะเน้นความสำคัญธุรกิจบริการ โดยขอให้ทูตพาณิชย์เร่งหาข้อมูลเชิงลึก ศึกษาลู่ทางการขยายธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ส่งออกของไทย ซึ่งในส่วนของกรมฯ จะดำเนินการหารือกับผู้ส่งออกเพื่อขอทราบความต้องการในการบุกเจาะตลาดด้วย ขณะเดียวกันจะให้ช่วยหาทางสนับสนุนให้ธุรกิจคนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยให้ศึกษาถึงธุรกิจที่มีโอกาส และให้ช่วยประสานงานให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งการเปิดสาขา การขายแฟรนไชส์ และหาผู้ร่วมลงทุน

นอกจากนี้ จะมีการเปิดสำนักงานใหม่ ในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง ได้แก่ ที่กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน เมืองอาบูจา ไนจีเรีย เมืองไนโรบี เคนยา เมืองบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกวางสี และนคร ซีอาน มณฑลชานซี

ขณะเดียวกัน จะให้ความสำคัญในการบุกเจาะตลาดการค้าใหม่ ซึ่งมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ดูแลรับผิดชอบเร่งจัดทำข้อมูลเชิงลึกด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งหาโอกาสใหม่แจ้งให้กับผู้ส่งออกไทย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะผลักดันให้สัดส่วนการส่งออก ระหว่างตลาดหลักกับ ตลาดใหม่มีสัดส่วนเท่ากันอย่างละ 50 ต่อ 50 รวมทั้งให้ศึกษาข้อมูลด้านโลจิสติกส์ และวิธี การค้าแบบใหม่ของต่างประเทศ เพื่อใช้ตัวอย่างพัฒนาการส่งออกของไทยในอนาคต

ส่วนเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยใน ปี 52 ที่ทูตพาณิชย์ได้ประเมินตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐ คาดว่าจะส่งออกได้มูลค่า 21,770 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% ญี่ปุ่น 21,648 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% สหภาพยุโรป 22,282 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% อาเซียน (5 ประเทศ) 29,832 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่ม ขึ้น 9.1%

ส่วนตลาดใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา 6,163 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% ยุโรปตะวันออก 3,097 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% อินโดจีน 11,135 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% ตะวันออกกลาง 11,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% แอฟริกา 8,083 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% แอฟริกาใต้ 2,234 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30% เอเชียใต้ 7,052 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25%

ส่วนประเทศอินเดีย 4,662 ล้าน เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 25% จีน 21,365 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% ฮ่องกง 10,383 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% โอเชียเนีย 9,845 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% ออสเตรเลีย 8,924 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% นิวซีแลนด์ 760 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% ไต้หวัน 3,419 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.5% เกาหลี 3,720 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12%

ด้านนายไชยา สะสมทรัพย์ รักษาการ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เป้าหมายส่งออกปีนี้ ได้ หัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 56 แห่งทั่วโลก ช่วยดำเนินการเร่งผลักดันอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ การส่งออกเติบโต 20-25%.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:05 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu