daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile



Reply

 
Thread Tools
Old November 19th, 2009, 10:56 AM   #1661
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

รับมือเปิด FTA อาเซียน-จีน ต้องรุกเจาะตลาดรายมณฑล

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4159 ประชาชาติธุรกิจ


วันที่ 1 มกราคม 2553 สินค้ารายการปกติ (normal list) ภายใต้เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน จะลดเหลือ 0% จากปัจจุบันที่จีนได้ลดภาษีให้ไทยตามกรอบอาเซียน-จีนไปแล้ว 4,939 รายการ โดยมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2% โดยสินค้าเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 6.9% และสินค้าที่ไม่ใช่เกษตรอยู่ที่ 6.1% แต่หลังจากปี 2553 จะเหลือสินค้าอ่อนไหว 400 รายการ โดยจะทยอยลดจนเหลืออัตราภาษีสุดท้ายอยู่ที่ 0-5% ในปี 2561 และสินค้าอ่อนไหวสูงอีก 100 รายการ จะลดอัตราภาษี เหลือ 50% จากอัตราปกติในปี 2558 โดยไทยหวังว่าการลดภาษีนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยผลักดันการค้าไทย-จีน ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553

นางเบญจวรรณ รัตนประยูร ที่ปรึกษาการพาณิชย์ และฮับลีดเดอร์ภูมิภาคจีน กล่าวว่า การเข้าถึงตลาดจีนซึ่งมีขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย เพื่อใช้ประโยชน์จากการลดภาษีตามกรอบเอฟทีเออาเซียน-จีนนั้น ไทยควรมียุทธศาสตร์อย่างชัดเจนเจาะลึกลงไปในรายมณฑล เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของแต่ละมณฑล และสร้างความร่วมมือด้านการค้าต่าง ๆ ทางฮับ จึงได้สนับสนุนให้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหอการค้าจังหวัดของไทย และรัฐบาลมณฑลของจีน (business subcouncil) แล้ว 75 จังหวัด โดยมีหอการค้าภาคกลาง ภาคตะวันออก 25 จังหวัด กับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (CCPIT) มลฑลเจ้อเจียง ลงนามเป็นภูมิภาคสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากนี้จะต้องจัดโปรแกรมติดตามผลสำเร็จจากการลงนามว่า มีสินค้าใดที่ผ่านการคัดเลือกจากหอการค้าจังหวัด และได้รับความสนใจตอบรับจากตลาดจีนในระดับใดบ้าง และควรให้การสนับสนุนอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

นายฮี จันโบ (HE Junbo) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท B.DECO International Furniture & Ornaments (China) จำกัด มองว่า สินค้าไทยมีความโดดเด่นในเรื่องการใช้ศิลปะออกแบบสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ แนวโน้มสินค้ากลุ่มนี้จะได้รับความนิยมจากผู้ซื้อชาวจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหัตถกรรม ของตกแต่งบ้านลักษณะไทยประยุกต์ เห็นจากประสบการณ์ที่เริ่มตั้งบริษัทนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไทยมา 6 ปี มีการนำเข้าเฉลี่ยเดือนละ 1 ตู้ คอนเทนเนอร์ ผ่านเมืองเสิ่นเจิ้น และขนส่งต่อมายังกรุงปักกิ่ง ซึ่งสินค้าไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนเพิ่มขึ้น มียอดคำสั่งซื้อขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10% และโตมากถึง 100% ในปีที่ผ่านมา

แนวโน้มตลาดสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านของจีนในปี 2553 คาดว่าจะมีปริมาณมากขึ้น โดยผู้บริโภคระดับกลางและระดับบนจึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่ม ซึ่งจะนิยมใช้สินค้าที่มีลักษณะโมเดิร์นมากกว่าดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมองเห็นธุรกิจบริการรับจัดและตกแต่งสวนเป็นธุรกิจที่มีอนาคตที่ดี โดยควรมาเป็นแพ็กเกจพร้อมกับการขายสินค้าเพื่อตกแต่งสวน เพราะขณะนี้กลุ่มคนจีนระดับบนรายได้สูง นิยมสร้างสวนในบ้าน แต่ในจีนไม่ค่อยมีธุรกิจนี้ จึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ไทยประสานกับดีไซเนอร์ หรือสถาบันการศึกษาเพื่อมาร่วมกับบริษัท หรือจะนำตัวอย่างมาแสดงให้ดูก่อน

"อุปสรรคสำคัญคือนักธุรกิจไทย ไม่ชอบทำธุรกิจกับคนจีน เพราะกลัวจะโดนเลียนแบบ แต่เรามองว่านี่เป็นโอกาสในการเปิดตลาดให้นักออกแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ ผลงาน ดังนั้น ไทยควรทำศูนย์แสดงและกระจายสินค้าในเมืองสำคัญ ๆ ที่มีกำลัง ซื้อ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสม"

นอกจากนี้ไทยต้องเตรียมมาตรการับมือปัญหาการข้อกีดกันทางการค้า ภายหลังจากการเปิดเสรี เอฟทีเออาเซียน-จีนปีหน้า เพราะถึงแม้ว่าจะมีการลดภาษี แต่จีนจะยังใช้มาตรการทางการค้า (NTBs) กับสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยควรรักษาจุดแข็งในการส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร แม้ว่า จะมีโอกาสส่งออก แต่เสี่ยงต่อการถูก ลอกเลียนแบบ และถูกใช้มาตรการ ทางการค้า (NTBs) จากจีน

หน้า 7
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old November 19th, 2009, 11:24 AM   #1662
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

PTT wants Borneo mine Coal a part of diversification plan

Bangkokpost Published: 19/11/2009 at 12:00 AM


PTT International Co, a wholly owned unit of the majority state-owned oil company PTT Plc, is looking to acquire coal assets in Indonesia to diversify its energy business overseas.

The company is in talks to buy 100% of the shares of a coal mine in Kalimantan, Borneo. The negotiations should be finished within six months, said Chitrapongse Kwangsukstith, acting president, CEO and chairman of PTT International.

The move would follow PTT's investment in the Sebuku Jambayan coal mine, where the company bought a production licence from the local operator earlier this year. The group first diversified into the coal business late last year.

Once the negotiations are finalised, the coal mine would start production immediately, said Mr Chitrapongse.

This project is part of PTT's investment plan that aims to lift overseas investment to 50% of the total budget by 2014 from 20-30% at present.

The company's first Indonesian coal mine is projected to generate $500 million from the annual production of nine million tonnes this year. The output is expected to increase to 11-12 million tonnes next year and 20 million tonnes by 2014.

PTT spent $335 million buying an Australia-based miner, Straits Resources Co. The sub-bituminous grade coal is sold to power plants in China, India, Japan and Korea.

"Diversifying into other fields besides our core oil and gas operations is for integration. Thus, we have moved to coal, biofuels and liquefied natural gas (LNG)," said Mr Chitrapongse.

Last year, PTT acquired a palm oil plantation from the Kalimantan palm oil producer PT Mitra Aneka Rezeki through the wholly owned company PTT Green Energy Co (PTTGE).

The project covers 87,500 rai, of which 19,375 rai would be used for commercial palm oil production, 31,250 rai for plantations and the final 36,875 rai for future expansion.

He said the Indonesian subsidiary was preparing to construct a new crude palm oil refinery, expected to be completed in 2011 or 2012.

PTT is keen on crude palm oil because of growing concerns over global warming and soaring fuel prices.

PTT is also investing in LNG and floating LNG (FLNG) abroad. PTT International will join with PTT Exploration and Production Plc to develop the Cash & Maple offshore project in Australia.

They expect to begin FLNG production from the field by 2013-14, added Mr Chitrapongse.

Prasert Bunsumpun, the president and chief executive of PTT, yesterday called on national oil companies in Southeast Asia to step up their activities related to biofuels to cope with the impact of oil price fluctuations.

"Oil resources are being depleted and energy demand will return to positive growth of 1-2% when the global economy recovers, so we need sustainable development," he said at the opening of the ninth Asean Council on Petroleum Conference and Exhibition (Ascope) in Bangkok.

Shares of PTT closed yesterday on the SET at 239 baht, unchanged, in trade worth 857 million.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2009, 07:05 PM   #1663
tawat
Registered User
 
tawat's Avatar
 
Join Date: Nov 2009
Posts: 168
Likes (Received): 0

7,000 โรงงานออร์เดอร์พุ่ง!ดัชนีเชื่อมั่นทะลุ 80%

ข่าวดีประเทศไทยซีอีโอภาคเรียลเซ็กเตอร์มองไตรมาสแรกปี53 เป็นบวก บิ๊กสภาอุตสาหกรรมฯยันดัชนีความเชื่อมั่น 7,000 โรงงานทะลุ 80% เห็นสัญญาณฟื้นจากศก.โลก และงบไทยเข้มแข็งลงระบบ คาดจีดีพีขยับ 3-4 % กำลังซื้อโซนเอเชียดีกว่ายุโรป อเมริกา แต่ระวังการเมืองยังเสี่ยง-แรงงานยังหายาก-ค่าขนส่งจ่อปรับเพิ่ม แบงก์ชาติเผยไอเอ็มเอฟจับตาความต่อเนื่อง เอสพี 2

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงท่าทีของภาคการผลิตจริง(เรียลเซ็กเตอร์) ที่เป็นสมาชิกในส.อ.ท.ทั้ง 39 กลุ่ม จากโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 7,000 แห่งที่กระจายอยู่ใน74 จังหวัดทั่วประเทศพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่มองล่วงหน้าระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม ปี 2553 หรือช่วงไตรมาสแรกปีหน้า อยู่ในระดับสูงกว่า 80% ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ออร์เดอร์ที่จะมีการส่งมอบในช่วงไตรมาสแรกปี 2553 ดีขึ้น โดยบางอุตสาหกรรมเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาล่วงหน้าในช่วงครึ่งปีหลัง และจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น บางอุตสาหกรรมถึงขั้นขาดแคลน แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากปีนี้ทั้งปี ส่วนอีกกว่า 10 % ที่ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมาส่วนใหญ่จะเป็นภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) แต่ไม่ใช่เอสเอ็มอีทั้งหมด จะเป็นเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน



"บ้านปู" ชี้มีสัญญาณฟื้น
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)(บมจ.)
ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2553 โดยภาพรวมค่อนข้างดี ขณะนี้สถานการณ์เริ่มฟื้นตัวจาก 2 ปัจจัยหลักดังนี้ 1.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 2. การใช้เงินนอกงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการ"ไทยเข้มแข็ง" จึงคาดว่า GDP ของประเทศไทยจะขยายตัว 3-4% ในปี 2553 และปี 2554 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามการใช้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ต่อเนื่องในปี 2553 - 2554 ดูเหมือนจะยังไม่มีทางออก ดังนั้น ปัจจัยทางด้านการเมืองจะยังคงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคในเรื่องอนาคตของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะเห็นได้จากมูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ตั้งแต่เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2552 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551
นอกจากนี้ยังมองว่าภาวะดอกเบี้ยต่ำจะยังคงอยู่ ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมต่ำและจะเกิดการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2553 เมื่อมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว
สำหรับภาคการส่งออก คาดว่าจะยังไม่กลับสู่สภาวะเดิมก่อนหน้าวิกฤตการณ์เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวของประเทศส่งออกปลายทาง ในขณะเดียวกันคาดว่าเงินเฟ้อในปี 2553 จะอยู่ที่อัตราเฉลี่ย 2.2% หลังจากเกิดภาวะเงินฝืดในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขยายตัวของความต้องการภายในประเทศ และราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มที่จะฟื้นตัว

-ดีมานด์ในเอเชียดีขึ้น
สอดคล้องกับที่นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี เปเปอร์ ผู้นำในอุตสาหกรรมกระดาษในอาเซียน กล่าวถึงอุตสาหกรรมกระดาษว่า จะขยายตัวดีกว่าจีดีพีเล็กน้อย โดยคาดการณ์ว่าปี 2553 ถ้าจีดีพีโต 3.5% อุตสาหกรรมกระดาษก็จะโตประมาณ 4-5% และจากที่ดูภาพรวมของตลาดในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้พบว่ามีปริมาณออร์เดอร์เข้ามาล่วงหน้า โดยคำสั่งซื้อที่เข้ามาจะดีต่อเนื่องไปถึง 3 เดือนแรกปี 2553 ที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าปี 2552 แน่นอน และยังมองว่าความต้องการใช้สินค้าในเอเชียกลับมาแล้วโดยอยู่ในภาวะที่ดีขึ้น ผู้ผลิตในประเทศไทยก็ได้อานิสงส์นี้ด้วย และหากเปรียบเทียบกำลังซื้อในโซนเอเชียถือว่าดีกว่ายุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้นตัวแต่ก็ไม่ได้ทรุดลงไปอีก
"ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะดียิ่งขึ้นถ้ารัฐบาลเร่งอัดฉีดงบตามโครงการไทยเข้มแข็งลงระบบตามแผนที่ระบุไว้ พอเศรษฐกิจเดินได้รัฐก็จะมีเงินจากการเก็บภาษีเข้าระบบมากขึ้น"

"ศรีไทย"จ่อทุนใหม่700ล.
ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยว่าในช่วง 2 ไตรมาสแรกปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็งขึ้นเนื่องจากเงินในโครงการไทยเข้มแข็งเริ่มลงระบบได้ ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้น การส่งออกก็ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552
สำหรับธุรกิจของกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ที่ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกและเมลามีน คาดการณ์ว่าจะมียอดขายปีหน้ารวมขยายตัวสูงขึ้นถึง20% โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากที่บริษัทมีการลงทุนด้านบรรจุภัณฑ์มากขึ้น และมีการขยายฐานการขายไปยังตลาดในเอเชียมากขึ้นหลังจากที่ปี 2553 ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)ฐานภาษีจะเป็น 0% ขณะที่ตลาดยานยนต์ก็เริ่มดีขึ้น
ดังนั้นเมื่อภาพรวมไปในทิศทางที่ดีขึ้นทำให้บริษัทพร้อมที่จะลงทุนใหม่ในปีหน้าด้วยงบลงทุนรวมทั้งสิ้น 700 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศไทย 600 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องจักรใหม่ และนำเข้าแม่พิมพ์ที่ทันสมัยเข้ามา และขยายพื้นที่ลงทุน และอีก 100 ล้านบาทเป็นโครงการลงทุนที่อินเดีย ผลิตเมลามีนขนาดกำลังผลิต 600 ตัน/ปี ขายในอินเดีย โดยเข้าไปตั้งโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งโครงการนี้เดิมทีจะลงทุนในปี 2552 แต่มาเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงชะลอออกไปก่อน

-ยุโรปสั่งซื้อแอร์เพิ่ม
ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วงไตรมาสแรกในแต่ละปีตลาดจะไม่ค่อยดี แต่ปีหน้าเทียบกับปีนี้จะดีกว่า เนื่องจากยุโรปเริ่มสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศไว้ใช้สำหรับหน้าร้อน โดยโฟกัสว่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปีหน้าเรียงตามลำดับที่ส่งออกมากที่สุดไปยังส่งออกน้อยที่สุดคือตลาดอาเซียน รองลงมาคือยุโรป จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง อเมริกา และญี่ปุ่น
"ปี 2553 ยังต้องระวังเรื่องปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น หาแรงงานยากขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าบาทอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยทำให้รายรับจากการส่งออกเมื่อแปลงเป็นบาทลดลง และปัญหาการเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะกลางยาว ทำให้ทุนใหม่เข้ามาขยายฐานการลงทุนไม่มาก "
สำหรับการส่งออกอุตสาหกรรมดังกล่าวในปี 2552 ยอดส่งออกเมื่อเทียบกับปี 2551 ติดลบอยู่ 12-15% โดยมียอดส่งออก 1.4 ล้านล้านบาท (ยังไม่รวมตลาดในประเทศ 200,000 ล้านบาท)เทียบกับปีที่แล้วมียอดส่งออก 1.65 ล้านล้านบาท

-ขนส่งทางทะเลจ่อปรับ15-20%
นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ฯ ผู้ให้บริการด้านขนส่งสินค้าทางเรือ และทางอากาศ กล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2553 เริ่มมองเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552 เพียงแต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาคเอเชีย และในประเทศไทยจะเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า
สำหรับภาคโลจิสติกส์ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2553 จะมีแนวโน้มด้านความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่การให้บริการจนส่งทางเรือและทางอากาศ อาจจะไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอเพราะมีการปรับลดกองเรือในภาคขนส่งทางเรือและลดเที่ยวบินในภาคขนส่งทางอากาศ จึงอาจส่งผลให้อัตราค่าบริการทั้งทางทะเลและทางอากาศมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้น15-20%ในปีหน้า

ไอเอ็มเอฟห่วงเอสพี 2
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อวันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ว่า ไอเอ็มเอฟมาเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย เพื่อยืนยันทิศทางของเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวจริงตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หลังจากได้มาประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยแล้ว เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้ธปท.ได้ชี้แจงภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ยังเป็นไปตามข้อมูลในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับล่าสุดเดือนตุลาคม 2552 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น จากทั้งภาคการส่งออกและแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย

ขณะที่ไอเอ็มเอฟค่อนข้างให้ความสนใจเป็นพิเศษในโครงการภายใต้แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 พ.ศ.2553 - 2555 (SP2) ว่าจะมีความต่อเนื่อง และสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และยังให้ความสนใจถึงผลของโครงการนิคมมาบตาพุด ซึ่งคาดว่าหลังจากที่ไอเอ็มเอฟเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช คงได้รับการชี้แจงข้อมูลที่ชัดเจนต่อไป นอกจากนี้ไอเอ็มเอฟยังได้สอบถามถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยในระยะต่อไปด้วย หลังจากที่หลายประเทศเริ่มพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งธปท.ได้ยืนยันข้อมูลตามที่ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท.เคยชี้แจง และขณะนี้เงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันแต่อย่างใด

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า คาดการณ์จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปี 2553 มีแนวโน้มจะขยายตัว 4.5-5.5% ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะขยายตัว 6-8% และมีการใช้กำลังผลิตอยู่ที่ 63% ซึ่งเป็นการประมาณการที่พิจารณาผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดแล้ว หากไม่มีปัญหาดังกล่าวคาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะขยายตัวได้ถึง 10% ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมรายสาขาในปี 2553 ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นทั้งหมดอันเป็นผลจากการส่งออกที่เริ่มขยายตัวจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค. 2552) มีทั้งหมด 929 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2551 ที่มี 1,039 โครงการ ส่วนมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 333,400 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 367,500 ล้านบาท ส่วนการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่ารวม 157,000 ล้านบาท ญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่ลงทุนสูงสุดมูลค่า 52,000 ล้านบาท รองมาคือสหรัฐอเมริกา มูลค่าการลงทุน 25,500 ล้านบาท กลุ่มประเทศอาเซียน มีมูลค่ารวม 12,300 ล้านบาท และกลุ่มประเทศยุโรป มูลค่ารวม 18,400 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,480 19 พ.ย. - 21 พ.ย. 2552
__________________
โลกที่เราล้างไฟด้วยไฟ คนที่ถูกล้างใจด้วยเงิน
จนกระทั่งวันนี้ ก็ยังยืนยันขอเป็นกำลังให้นายกฯอภิสิทธิ์ จงอย่าถอดใจยอมต่อความระยำอันล้ำเลิศ ขอให้แข็งกร้าวกว่านี้หน่อย อย่ายุบสภา ... การยุบสภา ส่วนหนึ่งถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนก็จริง แต่สำหรับประเทศนี้ สถานการณ์เช่นนี้ และเวลานี้ เวลาที่เงินสูงส่งกว่าคุณธรรม เวลาที่เงินยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน อำนาจจะไม่ได้กลับไปเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
tawat no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2009, 08:18 PM   #1664
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

PTT exports lubricants to China

By The Nation 21/11/2009


PTT Plc has penetrated China's lubricant market, expecting to sell 2 million litres of the product in the market in the first year.

Prajya Phinyawat, COO for downstream petrochemical business, recently represented the company in signing the distribution contract with Topship Chemical Co Ltd. After the contract ends in 2011, the company expects to sell 5 million liltres per annum in the market.


PTT has so far exported the product to the Philippines, Laos, Cambodia, Vietnam, Greece, Pakistan, Nigeria, New Zealand, Taiwan and Burma.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2009, 08:22 PM   #1665
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

Export slide eases

By The Nation 21/11/2009


Thailand's October export value dropped only 3 per cent on year, confirming the authorities' belief that the annualised value would show the lower-than-expected contraction.

In the month, export value topped US$14.8 billion, down 3 per cent on year and 0.6 per cent from the previous month. Meanwhile, imports reached $13 billion, down 17.5 per cent on year.


Commerce Minister Porntiva Nakasai attributed the improvement to the global economic recovery and recovery in major export markets. Moreover, as importers witness a drop in inventory, they renewed orders to accommodate heavy spending during the Christmas season.


All product categories enjoyed an increase in value. The agricultural products export value in the month reached US$2.4 billion, down 5.4 per cent on year but rose 8.1 per cent from the previous month. Most of the products covered rice, tapioca products, and frozen as well as processed shrimps.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2009, 11:06 PM   #1666
tawat
Registered User
 
tawat's Avatar
 
Join Date: Nov 2009
Posts: 168
Likes (Received): 0

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดส่งออกไตรมาส 4 ขยายตัว 11%

mcot กรุงเทพฯ 20 พ.ย. - บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ การส่งออกอาจขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ทำให้การส่งออกไตรมาส 4 ปีนี้ อาจขยายตัวประมาณร้อยละ 11 ส่วนการส่งออกของไทยทั้งปี 2552 จะหดตัวประมาณร้อยละ 14 ขณะที่ในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 9.0-13.0

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการส่งออกปีหน้า ยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักของโลกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G3 คือ สหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ที่เผชิญปัญหาการว่างงานสูง สะท้อนแนวโน้มความอ่อนแอของอุปสงค์ในภาคการบริโภค จึงมีการตั้งคำถามถึงอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังจากที่มาตรการกระตุ้นเหล่านี้ทยอยสิ้นสุดลงในระยะข้างหน้า

สำหรับปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2553 ได้แก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้มาก และจะมีผลของการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหลายกรอบลงเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่วนปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย ได้แก่ แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจทำให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทมีมูลค่าลดลง สภาพการแข่งขันที่รุนแรง มาตรการการปกป้องทางการค้าของแต่ละประเทศ และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา. - สำนักข่าวไทย
__________________
โลกที่เราล้างไฟด้วยไฟ คนที่ถูกล้างใจด้วยเงิน
จนกระทั่งวันนี้ ก็ยังยืนยันขอเป็นกำลังให้นายกฯอภิสิทธิ์ จงอย่าถอดใจยอมต่อความระยำอันล้ำเลิศ ขอให้แข็งกร้าวกว่านี้หน่อย อย่ายุบสภา ... การยุบสภา ส่วนหนึ่งถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนก็จริง แต่สำหรับประเทศนี้ สถานการณ์เช่นนี้ และเวลานี้ เวลาที่เงินสูงส่งกว่าคุณธรรม เวลาที่เงินยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน อำนาจจะไม่ได้กลับไปเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
tawat no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 10:07 AM   #1667
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

ค้านเปิดเสรีนำเข้าเครื่องจักรมือ2

Posttoday วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


เอกชนค้านเปิดเสรีนำเข้าสินค้าเครื่องจักรมือสอง หลังอเมริกายื่นขอความเห็นดับเบิลยูทีโอให้มีการเปิดเสรีสินค้าประเภทนี้

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนไม่เห็นด้วยที่จะมีการเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมประเภทรีแมนูแฟกเจอริง หรือเครื่องจักรที่ใช้งานแล้ว ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาต้องการให้มีการนำเข้าอย่างเสรี เนื่องจากภาคเอกชนมองว่าเป็นเทคโนโลยีเก่า และเกรงว่าจะเป็นการเปิดทางให้มีการนำเข้าเครื่องจักรใช้แล้วจากประเทศจีน ที่มีประสิทธิภาพต่ำเข้ามาง่ายขึ้น ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ หรือดูแลสินค้าเหล่านี้

ทั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม รวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการเจรจาเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เนื่องจากขณะนี้สหรัฐอเมริกาได้ยื่นร่างเอกสาร เพื่อนำเสนอต่อสมาชิกดับเบิลยูทีโอ เห็นชอบเรื่องการค้าสินค้ารีแมนูแฟกเจอริง โดยต้องการให้เปิดตลาดดังกล่าว และห้ามไม่ให้มีการกำหนดมาตรการที่มิใช่ภาษีที่ห้าม หรือจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทนี้

“ขณะนี้สินค้ารีแมนูแฟกเจอริง เริ่มถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูก ประกอบกับทางสหรัฐอเมริกาต้องการถ่ายเครื่องจักรเก่าออกนอกประเทศ เพื่อเป็นการสร้างรายได้จากสินค้าเก่าที่มีอยู่ จึงต้องการให้ประเทศผู้รับซื้อนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็น แนวคิดที่แตกต่างจากทางยุโรป ที่จะมีการกำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบต่อสินค้า” นายศิริรุจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สศอ.ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนแล้ว ซึ่งภาคเอกชนก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหากปล่อยให้สินค้าเหล่านี้เข้ามาขายในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องจักรของไทย และสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องจักรเหล่านี้จะใช้ได้ไม่นานก็ต้องทิ้ง ซึ่งจะมาช่วยเพิ่มปริมาณขยะอุตสาหกรรมในเมืองไทยให้มีจำนวนมากขึ้น

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานขณะนี้ สศอ.กำลังรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐบาล เอกชน เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำไปเป็น แนวทางกำหนดท่าทีในการเจรจาเรื่องดังกล่าว

นายศิริรุจ กล่าวว่า สศอ.มีความเห็นเพิ่มเติมว่า รัฐบาลน่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้มีการพิจารณาออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกมา ควบคุมสินค้าประเภทนี้ เช่น กฎหมายเรื่องการกำหนดความปลอดภัยในการใช้สินค้า กฎหมายกำหนดแนวทางการจัดเศษซากผลิตภัณฑ์ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และนำร่างพ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์กลับเข้าสู่การพิจารณาใหม่ เป็นต้น

นายขัติยา ไกรกาญจน์ ประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทางกลุ่มไฟฟ้าฯ ได้ส่งความเห็นมายังสศอ.แล้ว ว่าไม่เห็นด้วยให้มีการเปิดเสรีสินค้ารีแมนูแฟกเจอริง เพราะเป็นสินค้าเก่าที่มีอายุการใช้งานไม่นานก็ต้องเลิกใช้ ซึ่งการนำเข้าตามช่องทางปกติก็มีความเหมาะสมอยู่แล้ว เพราะต้องเสียภาษีนำเข้าเครื่องจักร 0-5% ซึ่งทำให้ผู้นำเข้า หรือสั่งซื้อต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการหาเครื่องจักร
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 10:28 AM   #1668
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

ทุนไทยฮุบที่ดินโฮจิมินห์หมื่นไร่

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,481 22 พ.ย. - 25 พ.ย. 2552


"ทีทีอาร์" ผู้แทนการค้าไทย ดอดเจรจา รัฐบาลเวียดนาม ได้ที่ดินผืนใหญ่ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ กว่า 10,000 ไร่ ให้ 5 สมาคมวิชาชีพสำเร็จ ล่าสุดได้สัมปทานที่ดิน ใจกลางเมืองหลวง สมาคมอสังหาฯร่อนหนังสือถาม 300 สมาชิก บริษัทพัฒนาที่ดิน เตรียมโกอินเตอร์ ลุยพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบทาวน์เฮาส์-บ้านเดี่ยวนับแสนหน่วยกว่า10,000ล้านบาท

นับเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน หลังจาก 5 สมาคมวิชาชีพประกอบด้วย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ,สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ,สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าไทย, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษา และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ลงนาม MOU หรือ บันทึกความเข้าใจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย ( ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) โดยมี นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ล่าสุด นายเลิศมงคล วราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เมื่อไม่นานมานี้ นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย หรือ ทีทีอาร์ ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยหาแหล่งงานในต่างแดนซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายให้ 5 สมาคมวิชาชีพเข้าไปรับงาน

ที่ผ่านมา ได้ประสบความสำเร็จจากการเดินทางไปเจรจากับรัฐบาลเวียดนาม เพื่อหาทำเลที่มีศักยภาพ ให้กับ บริษัทพัฒนาที่ดินไทยที่สนใจเดินทางไปลงทุนยังประเทศเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลเวียดนามตกลงใจให้พื้นที่ จำนวนกว่า 8,000 เอเคอร์ หรือ จำนวน กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียวกัน ที่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งการพัฒนาจะเป็นลักษณะของเมืองใหม่ รูปแบบของที่อยู่อาศัยจะเป็นแนวราบเป็นส่วนใหญ่ ที่ประกอบด้วย ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว คาดว่าจำนวนไม่ต่ำกว่า 100,000 หน่วย วงเงิน 10,000 ล้านบาทขึ้นไป

อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศเวียดนาม ทรัพย์สินและที่ดิน จะเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาล ดังนั้นการพัฒนาที่อยู่อาศัย จะเน้นรองรับประชาชนเวียดนาม และเป็นลักษณะเช่าซื้อระยะยาวเหมือนกับประเทศจีน และฮ่องกง ฯลฯ
นายเลิศมงคลกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา ได้เชิญสมาชิกของสมาคม ทั้งหมดกว่า 300 ราย ประชุมเพื่อทำความเข้าใจกับแผนลงทุนที่ประเทศเวียดนามหลังจากได้ที่ดินเพื่อลงทุนแล้วจำนวนกว่า 10,000 ไร่ ว่าบริษัทไหนสนใจที่จะไปลงทุนบ้าง นอกเหนือจากบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะมีบริษัทพัฒนาที่ดินหลายรายให้ความสนใจ

นอกจากนี้ ประธานผู้แทนการค้าไทย ได้เตรียมเดินทางร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเดินทางไปยังประเทศกาตาร์ เพื่อเจรจาหางานให้กับ 5สมาคมวิชาชีพของไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคต่างๆ โรงพยาบาล สนามกีฬา และเมืองใหม่ ซึ่งจะมีที่อยู่อาศัยรองรับมากกว่า 100,000-200,000หน่วย โดยมีมูลค่า 60,000-70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เป้าหมายที่ 5 สมาคมวิชาชีพ จะเข้ารับงาน มี 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดีย เวียดนาม ลิเบีย บาห์เรน บรูไน และ กาตาร์
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 10:36 AM   #1669
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

แฉปินส์กีดกันการค้าไทยเพียบ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,481 22 พ.ย. - 25 พ.ย. 2552


พาณิชย์แฉฟิลิปปินส์เขี้ยวลากดิน ใช้มาตรการกีดกันสินค้าไทยกว่าสิบรายการ ทั้งข้าว น้ำตาล ผักผลไม้ ไก่แปรรูป รถยนต์ ยันมอเตอร์ไซค์ เอกชนจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเจรจา ขณะที่ "อลงกรณ์"แย้มข่าวดีไทย-ปินส์เจรจาชดเชยข้าวในอาฟต้าใกล้สำเร็จ เตรียมชงออพชันให้รัฐมนตรีการค้าของทั้งสองประเทศให้ความเห็นชอบ

แหล่งข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ว่า ขณะนี้ฟิลิปปินส์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้มาตรการกีดกันการค้าทั้งในรูปภาษี และที่มิใช่ภาษี(NTBs) ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมากประเทศหนึ่ง

โดยล่าสุดจากการรวบรวมข้อมูลพบว่าฟิลิปปินส์ได้มีมาตรการกีดกันสินค้าไทยรวม 13 รายการ ได้แก่ ข้าว,น้ำตาล,ผักและผลไม้, ไก่แปรรูป เนื้อวัวสดและแช่เย็น เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์, อิเล็กทรอนิกส์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยาและเคมีภัณฑ์, รถจักรยานยนต์ อะไหล่และส่วนประกอบ,อาหารคนและอาหารสัตว์,เครื่องปรับอากาศ,รถยนต์และส่วนประกอบ,อุปกรณ์การแพทย์,ปืนเด็กเล่น,กระจก และกระเบื้องปูพื้น กระเบื้องบุผนัง

ตัวอย่างมาตรการกีดกัน อาทิ ในสินค้าข้าว ฟิลิปปินส์มีข้อผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก(WTO)ที่ต้องเปิดเสรีนำเข้าข้าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 แต่ไม่ปฏิบัติตาม และได้ขอต่ออายุการควบคุมการนำเข้าอีก 10 ปี นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ต้องลดภาษีนำเข้าข้าวเป็นการทั่วไปลงเหลือ 40%

แต่ปัจจุบันยังคงเก็บที่ 50% ขณะที่ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)ฟิลิปปินส์ได้ขอคงภาษีนำเข้าไว้ที่อัตรา 40% ไปจนถึงปี 2557 และจะลดภาษีลงเหลือ 35% ในปี 2558 ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับไทยอย่างมาก และอยู่ระหว่างการเจรจาชดเชยการเสียผลประโยชน์

นอกจากนี้ในส่วนของสินค้าน้ำตาล ฟิลิปปินส์ได้ขอคงอัตราภาษีนำเข้าน้ำตาลไว้ที่ 38% จนถึงปี 2554 และจะทยอยลดภาษีลงเหลือ 5% ในปี 2558 สินค้าไก่แปรรูป เนื้อวัวสดและแช่แข็ง เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ ต้องผ่านการตรวจรับรองโรงงานโดยสำนักงานการตรวจสอบแห่งชาติ และต้องได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากสำนักงานอุตสาหกรรมสัตว์

เช่นเดียวกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์และส่วนประกอบต้องได้รับอนุญาตนำเข้าจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า ยาและเคมีภัณฑ์ ต้องมีเภสัชกรประจำสำนักงานผู้นำเข้าด้วย แม้จะไม่มีการจำหน่าย ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง และสินค้ารถยนต์ ต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการลงทุน และสำนักงานบริการการส่งออก เป็นต้น

ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยส่งออกสินค้าไก่ไปฟิลิปปินส์ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ทางการของไทยได้เจรจากับฟิลิปปินส์ เพื่อให้อนุญาตนำเข้าไก่แปรรูป ซึ่งทางฟิลิปปินส์ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาทำการตรวจรับรอง
โรงงานส่งออกไก่แปรรูปของไทยหลายโรงตามเงื่อนไข แต่ถึงเวลานี้เรื่องก็เงียบหายไปไม่มีความคืบหน้า ทำให้ไทยเสียโอกาส

ส่วนนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางฟิลิปปินส์มีมาตรการภายในที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนของไทยจริง แต่เวลานี้จากการสอบถามผู้ส่งออกรถยนต์ได้รับแจ้งว่าได้รับการอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้นมาก

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการเจรจาขอชดเชยกรณีการขอชะลอลดภาษีข้าวของฟิลิปปินส์ ว่า ล่าสุดในการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส(ระดับอธิบดี)ระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ ในระหว่างการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก(เอเปก)ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2552 ในเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายได้บรรลุผลการเจรจาซึ่งมีแนวโน้มที่ดี แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด เพราะต้องนำเรื่องเสนอต่อรัฐมนตรีการค้าของทั้งสองฝ่ายเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมเจรจาการค้าฯได้นำเสนอท่าทีในการขอชดเชยจากฟิลิปปินส์กรณีที่ชะลอลดภาษีนำเข้าข้าวต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ(กนศ.) รวม 3 ทางเลือกได้แก่ 1.ฟิลิปปินส์ต้องนำเข้าข้าวคุณภาพดีจากไทย 50,000 ตัน บวกข้าวคุณภาพต่ำอีกจำนวนหนึ่งตามมติคณะรัฐมนตรี 2. ข้าวคุณภาพดี 50,000 ตัน บวกข้าวคุณภาพต่ำอีก 200,000 ตัน รวมเป็น 250,000 ตัน (เท่ากับปริมาณนำเข้าจากไทยเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) และทางเลือกที่ 3ข้าวคุณภาพดี 50,000 ตัน บวกข้าวคุณภาพต่ำอีก 317,000 ตัน รวมเป็น 367,000 ตัน (เท่ากับปริมาณนำเข้าจากไทยเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง) ซึ่งทางกนศ.ได้ให้น้ำหนักกับทางเลือกที่ 3 มากที่สุด

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 10:51 AM   #1670
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

เขมร ประกาศปิดน่านน้ำทะเลติดกับ จ.ตราด ขอเจรจาค่าสัมปทานจับปลาใหม่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2552 15:09 น.


ตราด -กัมพูชาประกาศปิดน่านน้ำทะเลติดกับ จ.ตราด ขอเจรจาค่าสัมปทานทำประมงใหม่ ประธานหอฯตราด ชี้ไม่ใช่มีปัญหาทางการเมือง แต่ปรับค่าสัมปทานและเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯใหม่

จากการที่มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ระบุว่ากัมพูชาประกาศปิดน่านน้ำทะเลด้าน จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ที่ติดกับ อ.เกาะกูด จ.ตราด นั้น ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ในพื้นที่จังหวัดตราดพบว่า มีความเป็นจริงเนื่องจากสมาคมประมง จ.ตราด และผู้ประกอบการประมงในน่านน้ำทะเล จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ได้ยุติการออกทำประมงในพื้นที่น่านน้ำทะเลเกาะกง ประเทศกัมพูชา และในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากมีเรือตรวจการณ์ทางทะเลของตำรวจน้ำเกาะกง และกองเรือชายแดนของประเทศกัมพูชาปิดน่านน้ำไม่ให้เรือประมงไทยเข้าไปทำประมงตั้งแต่วันเสาร์-อาทิคย์ ( 21-22 พฤศจิกายน 2552) ที่ผ่านมา

นายฐิติกร โลหะคุปต์ นายกสมาคมประมง จ.ตราด และกรรมการสมาคม การประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องการปิดน่านน้ำทะเลของประเทศกัมพูชาเป็นเรื่องจริง เนื่องจาก ผู้ว่าราชการ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ได้สั่งการให้มีการปิดน่านน้ำด้าน จ.เกาะกง และในพื้นที่ทะเลทับซ้อน เป็นการชั่วคราว เพื่อจัดระเบียบในเรื่องของการทำประมงในพื้นที่ทะเลน่านน้ำ จ.เกาะกงใหม่ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่เป็นช่วงที่มีการเจรจาเพื่อต่อสัมปทานการทำประมง (ค่าน้ำ) ในพื้นที่ จ.เกาะกง ใหม่

รวมทั้งมีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงใน จ.เกาะกง จึงทำให้มีการปิดน่านน้ำทะเลในพื้นที่ จ.เกาะกงเป็นการชั่วคราว รอจนกว่าจะมีการเจรจาหาข้อสรุปใหม่ ซึ่งในขณะนี้ตนเองยังไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องนี้ได้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุมคณะกรรมการเพราะ ทางกัมพูชาได้ประกาศปิดน่านน้ำก่อนที่จะมีการแจ้งให้ทราบ

ในขณะนี้ตนเองยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่านี้ แต่ถ้าหากปิดน่านน้ำเป็นระยะเวลานาน อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำประมงในจ.เกาะกง ของเรือประมงไทยที่มีมากกว่า 200-300 ลำ และมีมูลค่าในการทำประมงมากกว่า 200-300 ล้าน/เดือน

ด้านนายประเสริฐ ศิริ ประธานหอการค้า จ.ตราด กล่าวว่า การประกาศปิดน่านน้ำของกัมพูชา เป็นเรื่องจริง โดยมีสาเหตุ 2 ประการคือ 1) มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูงของ จ.เกาะกง คือนายยุทธ ภูทอง ผู้ว่าราชการ จ.เกาะกง คนเดิม ถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาที่กรุงพนมเปญ และได้แต่งตั้ง นายบุญเลิด นายอำเภอนาเกลือ หรือ สะแรอัมเปิล จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา เป็นผู้ว่าราชการ จ.เกาะกง คนใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่ทำไว้ในยุคของผู้ว่าฯ ยุทธ ภูทอง จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการปรับเปลี่ยนหรือทำข้อตกลงกันใหม่ โดยเฉพาะการให้สัมปทานประมงในน่านน้ำทะเลเกาะกง

2) ที่ผ่านมา การเสียค่าน้ำหรือค่าสัมปทานใน พื้นที่ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา รายได้ส่วนใหญ่ที่มีมูลค่าเดือนละกว่า 100 ล้านบาท จะถูกแบ่งไปให้ทางรัฐบาลจำนวนไม่มาก ทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์จากการทำประมงดังกล่าว จึงจำเป็นจะต้องมีการทบทวนข้อตกลงในเรื่องนี้ใหม่

“ผมขอยืนยันด้วยเกียรติของผมและตำแหน่งประธานหอการค้า ว่าการปิดน่านน้ำทะเลในกัมพูชาครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองหรือความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ เพราะเรือขนส่งสินค้าส่งออกทั้งจาก จ.ตราด และ จ.เกาะกง หรือ ในประเทศเวียดนาม ยังสามารถเดินทางขนสินค้าจากทั้ง 2 ประเทศไปมาหาสู่กันได้ หรือจะเป็นเรือประมงขนาดเล็กที่ทำประมงในพื้นที่ชายฝั่ง ก็ยังสามารถทำประมงได้ ผลกระทบอันนี้มีเพียง ธุรกิจประมงของคนไทยในกัมพูชาเท่านั้น หากสามารถตกลงจ่ายค่าสัมปทานได้ตามปกติ ทุกอย่างก็จะกลับมาสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม"

สำหรับการทำประมงในน่านน้ำทะเลกัมพูชา มีพื้นที่การทำประมงใน 2 จังหวัดคือ จ.กัมโปงโสม (รวมทั้งกรุงพระสีหนุวิลล์) และ จ.เกาะกง มีเรือประมงของประเทศไทยจาก จ.ตราด จากจังหวัด 3 สมุทร จ.ระยอง และ จังหวัดในภาคใต้ที่จะเข้าไปขอสัมปทานและจ่ายค่าน้ำให้กับทางการ (จ.เกาะกง) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการทำประมงใน 2 จังหวัดของกัมพูชา เป็นเวลา 1 ปี โดยแต่ละคู่ (เรืออวนลากคู่ หมายถึงเรือประมง 2 ลำที่ใช้ อวนขึงเรือทั้ง 2 ลำแล้ววิ่งตีคู่ไปกับทะเลเพื่อลากหาปลา) จะเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 1 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมามีการ จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ประมง จ.เกาะกง ตำรวจน้ำเกาะกง ตำรวจ จ.เกาะกง ทหารเรือ จ.เกาะกง และจังหวัดเกาะกง

ในแต่ละส่วนราชการจะนำเงินส่งให้กับทางรัฐบาลกลางตามสัดส่วนที่ได้กำหนดไว้ แต่ผู้ประกอบการประมงคนไทยบางครั้งก็จ่ายไม่ครบหรือเจ้าหน้าที่ของ จ.เกาะกง หรือหน่วยงานของ จ.เกาะกง ส่วนใหญ่จะมีการทุจริต มีการนำเงินส่งราชการน้อย ส่งผลให้เกิดปัญหา และการจับลูกเรือประมงไทยไปเรียกค่าไถ่หรือเป็นตัวประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการประมงนำเงินไปจ่ายค่าสัมปทาน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 11:41 AM   #1671
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

RATCH to shop closer to home after Australian bid

Bangkokpost Published: 23/11/2009


Ratchaburi Electricity Generating Holding Plc (RATCH), Thailand's largest private power producer, has begun exploring acquisition opportunities in neighbouring countries in addition to its ongoing bid to acquire Australian power plants, says senior vice-president Prachuab Ujin.

The SET-listed power producer is conducting a feasibility study to acquire hydropower units in Indonesia and Vietnam where the owners have approached overseas investors. One reason is that the opportunities to set up new plants locally are limited, said Mr Prachuab.

Perusahaan Listrik Negara (PLN), Indonesia's state-owned utility, has shouldered huge losses from subsidising electricity bills, forcing it to offload its existing assets.

"We are interested in the hydro units because the cost is cheaper (than other types of power plants) which are up for sale because they will give us attractive returns," said Mr Prachuab. "We are aiming for double-digit return on investments for every project we spend money on."

Ratchaburi has cash on hand of about 7 billion baht to expand overseas. However, additional bank loans will be sought to pursue investments, he added.

Mr Prachuab said the company was also bidding to acquire three coal-fired and combined-cycle power plants in western and eastern parts of Australia. The Australian owner is in financial trouble and wants to sell 11 plants with combined generating capacity of 1,000 gigawatts.

"We have chosen only units that will give us reasonable returns. These have a capacity of around 200-300 megawatts each. We are also looking at more power units owned by separate owners," he said.

Ratchaburi has developed four power plants in Laos and is now negotiating tariffs with the Electricity Generating Authority of Thailand. They are expected to be operational between 2013 and 2016.

The company also holds equal shares with Banpu Plc, Asean's top coal miner, in the Hongsa Lignite coal-fired power plant in Laos.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 23rd, 2009, 07:55 PM   #1672
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

Brunei in talks with CP to set up rice processing plant

The Brunei Times/ANN 24/11/2009


BANDAR SERI BEGAWAN - The Brunei government is currently in discussion with a Thai-based rice processing supplier to build a rice processing plant which is set to upgrade the country's current rice processing output.

Charoen Pokphand Engineering (CPE) representatives said that once an agreement has been reached with the government, they will immediately start work on building the processing plant which is expected to be completed by mid-2010.


The CPE representatives said that the high technology facility is expected to increase the rice processing output by four metric tonnes per hour maximum, which comes to approximately 50 to 60 tonnes a day. /The Brunei Times/ANN



According to Brunei's agriculture statistics, the rice industry in 2008 saw local production of 911.3 metric tonnes while import was at 31,353 metric tonnes. The total usage per capita is estimated at 80.1kg each person per year.

Currently the estimate cost of the project is being studied by the company which will utilise high performance machinery from Japanese-based company, Satake.

The CPE representative said that the company knew about the potential of the project from His Majesty the Sultan and Yang Di-Pertuan of Brunei Darussalam's call to build up and expand food processing, adding that "This is a good time to showcase our technology here."

"This will upgrade how rice is being processed here, the quality of the rice will be nearly the same as the ones exported from Thailand," said the CPE representative.

He spoke of Brunei's variety, particularly Laila, having room for more improvements and stated that "If you have good materials, you can have good quality rice. This facility will provide good quality."

Additionally, upon the completion of the rice processing plant, CPE is planning to open up a Post Harvest Engineering System facility, which is expected to further improve the rice processing and the quality of the rice seeds.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 24th, 2009, 07:58 AM   #1673
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

บริษัทของยูนนานได้รับใบสั่งจอง “ผักแลกน้ำมัน” จากประเทศไทย 600 ล้านหยวน

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 12:08:15 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน รายงานว่า นางหลี เหม่ยอิง หัวหน้าสมาคมอุตสาหกรรมขนส่งผักสดของมณฑลยูนนาน แจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2552 มณฑลยูนนานได้นำเข้าน้ำมันดีเซลรุ่นแรกจากประเทศไทย โดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง - กรุงเทพฯ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 67 ตัน อีกทั้ง บริษัทของมณฑลยูนนานได้รับใบสั่งจอง “ผักจีนแลกน้ำมันไทย” จากประเทศไทยราคา 600 ล้านหยวน

จากข้อมูลล่าสุดของกรมพาณิชย์มณฑลยูนนานพบว่า ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค. – ต.ค. 2552 มณฑลยูนนานมีปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรสูงถึง 553,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวของปีที่แล้วร้อยละ 21 และร้อยละ27.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ในเดือน พ.ย. 2552 ปริมาณการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทยโดยผ่านเส้นทางหลวงคุนหมิง – กรุงเทพฯ จะสูงถึง 200 ตัน

ในขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมขนส่งผักสดของมณฑลยูนนานแจ้งว่า หากสามารถปรับปรุงเส้นทางหลวงคุนหมิง – กรุงเทพฯให้ดีขึ้นได้ในปีหน้า น้ำมันสำเร็จรูปจากไทยที่นำเข้ามาในมณฑลยูนนานจะสูงถึงวันละ 20 คันรถ (เท่ากับ 700 ตัน) และผักสดของยูนนานที่ส่งไปยังประเทศไทยจะสูงถึงวันละ 20 คันรถ (เท่ากับ 360 ตัน) เช่นกัน

ข้อตกลงใน “สัญญาการนำผักสดมณฑลยูนนานแลกน้ำมันประเทศไทย” ระบุว่า ในช่วงปี 2552 – 2553 มณฑลยูนนานจะส่งออกผักสดไปยังประเทศไทยจำนวน 10 ล้านตัน และจะนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทย 500,000 ตัน หากโครงการนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ก็จะสามารถสร้างมูลค่าการนำเข้าสินค้าได้ถึงปีละ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังจะช่วยแก้ปัญหาการจำหน่ายผักสดของมณฑลยูนนานได้ด้วย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 24th, 2009, 08:18 AM   #1674
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

รัฐเพิ่งตื่นรับมือผลกระทบอาฟตา

Thairath 24/11/2009


กรมการค้าต่างประเทศ เผยมาตรการรองรับผลกระทบการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553

นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงมาตรการรองรับผลกระทบการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53 ว่า กรมอยู่ระหว่างจัดเวทีสาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงประมวลข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะมากำหนดแนวทางบริหารจัดการนำเข้าที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด ล่าสุดวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้จัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีเกษตรกร ผู้ประกอบการ ชุมนุมสหกรณ์ สินค้ากาแฟ มะพร้าว และน้ำมันปาล์ม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

สำหรับเมล็ดกาแฟนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำมาตรการรองรับการนำเข้าเสนอคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์แล้ว โดยต้องขออนุญาตนำเข้า และมีใบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยพืช ใบรับรองสารพิษตกค้าง ใบรับรองปลอดการตัดแต่งทางพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือนิติบุคคล ที่จดทะเบียนกับกรม นำเข้าภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการพืชสวน โดยให้นำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเท่านั้น ห้ามจำหน่ายแจกจ่ายในประเทศ และกำหนดให้นำเข้าเฉพาะด่านที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจพืชช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.ของทุกปี มั่นใจจะไม่กระทบต่อผู้ปลูกกาแฟในประเทศ

"ผลกระทบจากการเปิดตลาดจะทำให้มีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่า ซึ่งภาครัฐได้กำหนดมาตรการรองรับแล้ว แต่การเปิดเสรีจะเกิดประโยชน์กับไทย เพราะมีโอกาสที่สินค้าไทยจะขยายตลาดไปสู่ประเทศอาเซียนอื่นได้มากขึ้น เพราะไทยมีศักยภาพในการผลิตมากกว่า สามารถนำเข้าวัตถุดิบให้โรงงานแปรรูปในราคาต่ำ และยังใช้ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนด้วย"

ส่วนมาตรการรองรับผลกระทบข้าวนั้น รอการจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการดูแลการนำเข้าข้าว ที่มี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ให้เสร็จสิ้น จากนั้นจะเสนอมาตรการให้พิจารณา ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาต่อไป และสินค้าเกษตรอื่นๆ ทั้งพาณิชย์ เกษตรฯ และสาธารณสุข อยู่ระหว่างร่วมกันกำหนดมาตรการ เพื่อกำกับดูแลการนำเข้าอย่างใกล้ชิด.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 24th, 2009, 11:27 AM   #1675
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

อึ้ง!นักธุรกิจไทยไม่เข้าใจรวมกลุ่ม"เออีซี"แฉภาครัฐพีอาร์น้อย

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:55:39 น. มติชนออนไลน์


นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ถึงผลการศึกษาเรื่อง ”การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของหอการค้าจังหวัดทั่ว ประเทศ” ที่ได้จากการสำรวจข้อมูลจากประธานหอการค้าจังหวัด และสมาชิกหอการค้าจังหวัด180 ตัวอย่างทั่วประเทศว่า กลุ่มตัวอย่าง 83.2% ทราบว่า ไทยและอาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 แต่ 88.9% ไม่เข้าใจในการรวมตัวกันเป็นเออีซี ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง 92% ระบุว่า การให้ข้อมูลและการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐอยู่ในระดับน้อย



“น่าตกใจพอสมควร เพราะปี 53 อาเซียนจะลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเหลือ 0% แต่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดยังไม่เข้าใจเลย หากหลังจากนี้เรายังไม่รุกการสร้างความเข้าใจ หรือประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ เรามีโอกาสแพ้ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราได้เปรียบทางการค้าในเรื่องอะไร หรือสินค้าอะไรที่เราเสียเปรียบ และจะต้องปรับตัว ซึ่งน่าเป็นห่วง” นายอัทธ์ กล่าว




ด้านนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวรับมือเพื่อใช้ประโยชน์จากเออีซี และรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการปรับตัวไม่ใช่การขอเงินสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพในภาคธุรกิจอย่างไร เบื้องต้นได้เสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ให้จัดตั้งหน่วยงานที่จะติดตามผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า หรือโพสต์ เอฟทีเอ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการศึกษาผ่านเออีซีเป็นงานแรก


“ภาครัฐต้องรู้ว่า สมาคมใดหรือภาคอุตสาหกรรมใดจะได้ประโยชน์ และได้รับผลกระทบ จากนั้นเจาะกลุ่มเพื่อให้ข้อมูลเฉพาะแก่ภาคธุรกิจนั้นๆ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 25th, 2009, 10:35 AM   #1676
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

คูเวตหนุนขะแมร์ฮุบตลาดข้าวไทย

Bangkok Today วันอังคารที่ 24 November พ.ศ.2552


วันที่ 1 มกราคม 2553 ประเทศไทยจะต้องลดภาษีสินค้าเกษตร 19 รายเป็นร้อยละ 0 หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือไม่ต้องเสียภาษีสินค้าเกษตร 19 รายการ ได้แก่ นํ้านมและนมปรุงแต่ง, นมผงขาดมันเนย,หอมหัวใหญ่และเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่,มะพร้าวผล, นํ้ามันมะพร้าว, กาแฟสำเร็จรูป, ชา, พริกไทย, กระเทียม,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ข้าว, ถั่วเหลือง, กากถั่วเหลือง, นํ้ามันถั่วเหลือง, นํ้ามันปาล์มและนํ้ามันเมล็ดในปาล์ม, นํ้าตาล, ใบยาสูบ,เส้นไหมดิบ และลำไยอบแห้งในบรรดาสินค้าเกษตรทั้งหมดที่ต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0 นั้น ‘ข้าว’เป็นสินค้ามีการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเนื่องจากข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่มีผู้เกี่ยวข้องเป็น

จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น โรงสี โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ เป็นต้น และข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และปัจจุบันไทยครองอันดับหนึ่งของประเทศผู้ส่งออกข้าวของโลกความกังวลที่เกิดขึ้นหลังไทยลดภาษีนำเข้าข้าวเหลือร้อยละ 0 ตามกรอบข้อตกลงอาฟตาก็คือ ข้าวจากประเทศสมาชิกอาเซียนจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยที่ต้องจับตามองเป็น

พิเศษคือข้าวจากพม่าและกัมพูชาซึ่งทั้งพม่าและกัมพูชามีการขยายการปลูกข้าวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาโดยพม่าได้รับการช่วยเหลือในการพัฒนาระบบชลประทานจากธนาคารโลกส่วนกัมพูชาร่วมมือกับเวียดนามในการพัฒนาการปลูกข้าว และยังได้รับเงินกู้จากรัฐบาลคูเวตในการพัฒนาระบบชลประทาน ส่งผลให้ผลผลิตข้าวของกัมพูชาก็เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณว่ากันว่าข้าวที่ปลูกในกัมพูชานั้นมีคุณภาพและรสชาติเทียบเท่ากับข้าวหอมมะลิชั้นดีของไทย

จนเกือบจะเรียกได้ว่า..ชนิดเดียวกันอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากลัว ไม่ใช่ข้าวชั้นดีอย่างข้าวหอมมะลิ แต่เป็นข้าวคุณภาพเกรดตํ่าหรือข้าวหักมากกว่าซึ่งข้าวเหล่านี้จะถูกขนเข้ามาป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตอาหารสัตว์ขนมจีน เป็นต้น โดยขายในราคาถูกกว่าข้าวไทย 3-5 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอนว่า ราคาถูกกว่ากันขนาดนี้ ไม่ว่าโรงงานไหนก็ต้องหันไปซื้อข้าวนำเข้าแทนข้าวที่ผลิตโดยชาวนาไทยเมื่อโรงงานหันไปซื้อข้าวราคาถูกรายได้ของโรงสีก็ขาดหาย จึง

ต้องหันไปกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาเป็นลูกโซ่อย่างไรก็ตาม ในการเปิดเสรีนำเข้าข้าวตามกรอบข้อตกลงอาฟตา ไทยสามารถมอบหมายให้หน่วยงานราชการเป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้าสินค้าแต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกับการดำเนินการของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้สามารถควบคุมปริมาณคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ขัดกับข้อตกลงอาฟตาและองค์การการค้าโลกหลังจากนั้นถ้าการนำ เข้าข้าวทำ ให้ชาวนาไทยได้รับผลกระทบ

ไทยสามารถใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG)ซึ่งเป็นมาตรการทางการค้าที่ประเทศผู้นำ-เข้าใช้ในการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติแต่รัฐบาลไทยจะทำหรือเปล่า?เพราะขนาดไม่เปิดเสรียังปล่อยให้กองทัพมดแอบขนข้าวจากเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์กินเงินรัฐบาลไทยเป็นว่าเล่นซึ่งเบื้องหลังกองคาราวานเหล่านี้ก็ล้วนเป็นคนของ

นักการเมืองควบคุมดูแลทั้งนั้นมิหนำซํ้ายังมีพ่อค้าหน้าเลือดฉวยโอกาสหาประโยชน์ด้วยการปลอมปนข้าวไทยกับข้าวราคาถูกดังกล่าว ส่งออกไปขายในต่างประเทศโดยไม่สนใจต่อชื่อเสียงของประเทศชาติทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่กับ “สำนึก”อย่างแท้จริงปัญหาไทย-กัมพูชาในวันนี้ยังระอุจับตามองวันที่ 1 มกราคม 2553อาจเกิดเหตุการณ์กลับด้านกัมพูชาลดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย แต่ไทยขนข้าวจากกัมพูชาเข้าประเทศมากขึ้น!!!
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 25th, 2009, 10:37 AM   #1677
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

ส่งออกผลไม้ไปลุงแซมเจอตอ

Bangkok Today วันอังคารที่ 24 November พ.ศ.2552


เมื่อสหรัฐอเมริกา ประกาศอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทย 6 ชนิดด้วยวิธีการฉายรังสีตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2550 เราก็คาดหวังว่าจะทำตลาดผลไม้ไทยคึกคักมากขึ้นจากที่เคยเหลือล้นตลาดขายไม่ทันต้องขนมาเผาประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดก็คงจะหมดไป เพราะความต้องการนำเข้าผลไม้สดของไทยใสหรัฐฯ นั้น มีสูงถึง 24,000 –36,000 ตัน/ปีโดยผลไม้ทั้ง 6 ชนิดที่ได้รับอนุญาตนำเข้าประกอบด้วย มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด เงาะและสับปะรดแต่ผ่านมาสองปีปรากฏว่ายอดการส่งออกผลไม้ฉายรังสีทั้ง 6 ชนิดไปยังสหรัฐฯ กลับยังไม่ฟู่ฟ่ามากนักแม้จะมองเห็นแนวโน้มที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

ยอดรวมโตแต่ยังไม่มากพอ
นายนิวัต สุธีมีชัยกุลผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) เปิดเผยความคืบหน้าการส่งออกผลไม้ฉายรังสีไปยังสหรัฐอเมริกาว่า การส่งออกมีแนวโน้มค่อนข้างดีและตลาดกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น จากช่วงปี 2550 ที่ส่งออกได้เพียง 171.47 ตัน มูลค่าประมาณ 14.85ล้านบาท เพิ่มเป็น 2,062.59 ตันในปี 2551คิดเป็นมูลค่ากว่า 188.20 ล้านบาท และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2552 ไทยได้ส่งออกผลไม้ฉายรังสี 4 ชนิด ได้แก่ ลำไยมังคุด เงาะ และมะม่วง ไปยังสหรัฐฯ แล้วทั้งสิ้น 1,726.28 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ152.95 ล้านบาท โดยมากกว่า 50% เป็นลำไยรองลงมา คือ มังคุด มะม่วง และเงาะ นับว่ากำลังซื้อยังมีสูง

ปัญหาคุณภาพถ่วงออเดอร์
อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลไม้ฉายรังสีไปสหรัฐฯ ในช่วงแรกๆ พบว่าสินค้าบางส่วนเกิดความเสียหายโดยเฉพาะผลไม้เปลือกบางเช่น มะม่วง ได้เกิดจุดสีนํ้าตาลบนผิว ทำให้รูปลักษณ์ไม่สวย ทั้งยังเกิดการเน่าเสียเร็วและมีอายุการเก็บที่สั้น ขณะที่มังคุดมีการเกิดเนื้อแก้วและยางไหล ทำให้เสียคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากกระบวนฉายรังสี หรือเกิดจากกระบวนการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา แลขนส่งสินค้าทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจในการส่งออก

รัฐเร่งระดมทีมช่วยเหลือด่วน
นายนิวัติกล่าวอีกว่า มกอช. จึงได้ร่วมมือกับคณาจารย์และนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เร่งดำเนินโครงการศึกษาการลดความเสียหายของมะม่วงพันธุ์นํ้าดอกไม้เบอร์ 4 และมังคุดที่ฉายรังสีแกมมาเพื่อการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี รวมทั้งหาแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสียหายของผลผลิต ตลอดจนสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่มีต่อมะม่วงและมังคุดของไทย และช่วยวิเคราะห์ต้นทุนการจัดการส่งออกด้วยเพื่อใหู้้ผประกอบการนำไปปรับใช้ในการคัดเลือกผลผลิตจากแหล่งปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดบรรจุ การขนส่งไปยังปลายทางให้สินค้ามีคุณภาพและเสียหายน้อยที่สุด และลดต้นทุนให้ตํ่าที่สุดด้วย

ประโยชน์การฉายรังสี

สำหรับประโยชน์ของการฉายรังสี ที่ให้บริการคือรังสีแกมมาตามมาตรฐานสากลนั้นสามารถยับยั้งการงอก ควบคุมการแพร่พันธุ์และหยุดการทำลายของแมลง กำจัดจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคและลดปริมาณจุลินทรีย์ในอาหารและผลิตผลทางการเกษตร ปลอดเชื้อและควบคุมจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ได้ เทคโนโลยีการฉายรังสีจะเป็นกลไกอันหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร การแพทย์และอนามัย การพลังงาน สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรทั้งทางตรงและทางอ้อม
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 25th, 2009, 03:59 PM   #1678
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

วุฒิสมาชิกUSAค้านAdidasย้ายฐานผลิตมาไทย

Nation 25 พย. 2552 06:06 น.


วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ แห่งรัฐนิวยอร์คของสหรัฐ แถลงเรียกร้องเมื่อวันอังคารให้บริษัทผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาอาดิดาส กลับลำในกรณีที่จะย้ายฐานการผลิตชุดเครื่องแบบนักกีฬาบาสเกตบอลของสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติของสหรัฐ ที่เคยผลิตในสหรัฐฯ มายังโรงงานแห่งหนึ่งในไทย โดยระบุว่าชุดนักกีฬาบาสของ NBA จะต้องผลิตภายในประเทศสหรัฐเท่านั้นหากย้ายไปผลิตในประเทศอื่นจะเป็นดูหมิ่นแรงงานชาวอเมริกันและแฟนบาสทั่วประเทศ

นายชูเมอรน์ต้องการให้อาดิดาสยังคงว่าจ้าง 3 บริษัทในสหรัฐ ให้ทำการผลิตเครื่องแบบนักบาสต่อไปตามเดิม รวมทั้งบริษัท" อเมริกัน คลาสสิค เอาฟิตเตอร์" ในเมืองเพอร์รี่ รัฐนิวยอร์ค ซึ่งผลิตชุดเครื่องแบบนักกีฬาให้ NBA มานาน 40 ปีแล้ว และปัจจุบันผลิตชุดกีฬาของ NBA มากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเขากล่าวว่าการย้ายฐานการผลิตของอาดิดาสจะทำให้คนงาน 100 คนที่โรงงานขนาดเล็กแห่งนี้ตกงาน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมในช่วงที่สหรัฐฯกำลังเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ

นายรอบ โนลล์ รองประธานอาวุโสของบริษัท" อเมริกัน คลาสสิค เอาฟิตเตอร์" เปิดเผยว่า บริษัทของตนมีสัญญาอายุหลายปีเพื่อผลิตชุดเครื่องแบบของนักกีฬา และได้ลงทุนไปมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์หรือ 35 ล้านบาทในการปรับปรุงโรงงานและอุปกรณ์ แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของอาดิดาสเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 25th, 2009, 07:40 PM   #1679
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

ข่าวดี ! 1 มกราคม ผู้ส่งออกใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรจากเกาหลี 9,000 รายการ ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์

วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 20:00:00 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทย สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เพื่อขอยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรขาเข้าของสาธารณรัฐเกาหลีภายใต้ความตกลงอาเซียน – เกาหลีได้ ในจำนวนนี้ มีสินค้าประมาณ 9,000 รายการ ที่ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ ครอบคลุมสินค้าทั้งสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าหัตถกรรม สินค้าวัตถุดิบ และสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้านอกจากนี้ประมาณ 900 รายการ เป็นสินค้าที่ได้ลดหย่อนภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ5 - 8 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 100 รายการ เป็นสินค้าที่ยังไม่ได้นำมาลดภาษีนำเข้า เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง ซึ่งได้แก่ สินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิ เช่น ข้าว กล้วย เนื้อสุกร เนื้อปลา เป็นต้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยอีกว่า ในการใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ผู้ส่งออกต้องยื่นขอตรวจสอบคุณสมบัติด้านถิ่นกำเนิดสินค้าต่อกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งยื่นคำขอได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ( Form AK) เพื่อนำไปแสดงต่อศุลกากรของประเทศปลายทาง ซึ่งผู้ส่งออกสามารถขอรับ Form AK ได้ ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี ในส่วนของประเทศไทยจะช่วยส่งเสริมการค้าการส่งออกระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีให้มีปริมาณสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน กฎถิ่นกำเนิดสินค้าจากความ ตกลงจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้ผู้ผลิตไทยสามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า โดยใช้วัตถุดิบจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และสาธารณรัฐเกาหลีมาผลิตร่วมกับวัตถุดิบในประเทศไทย ทำให้สินค้าไทยผ่านกฎถิ่นกำเนิดสินค้าได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ส่งออกสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงช่วยเพิ่มช่องทางการส่งออกด้วยการค้าแบบบริษัทตัวกลาง (Trading Company) โดยอาศัยกฎเกณฑ์ว่าด้วยการส่งออกโดยใช้ Form AK แบบ Back to Back CO และการใช้ Invoice ของประเทศที่ 3 (Third Party Invoicing)

ทั้งนี้ ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอใช้สิทธิ FTA ส่งออกไปสาธารณรัฐเกาหลี สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน 1385 กรมการค้าต่างประเทศ หรือ http://www.dft.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อที่สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 02 - 547- 4771-86 ต่อ 4759 โทรสาร 02- 547 -4816 หรือ e – mail : tpdft@mocnet.go.th
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 25th, 2009, 08:13 PM   #1680
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,454
Likes (Received): 1028

ไทยติด 1 ใน 3 ประเทศที่ต่างชาติสนใจทำงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 พฤศจิกายน 2552 19:44 น.


ผลสำรวจประสบการณ์ของชาวต่างชาติ โดยธนาคารเอชเอสบีซี แบงก์ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่า แคนาดา ออสเตรเลีย และไทย เป็น 3 ประเทศแรกที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องหาทำงานในต่างประเทศ ขณะที่อังกฤษรั้งอันดับท้าย

ผลสำรวจความเห็นของชาวต่างชาติ 3,146 คน ที่ทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใน 50 ประเทศ พบว่า ชาวต่างชาติในแคนาดามีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด และแคนาดายังเป็นหนึ่งในประเทศที่ง่ายในการผสมผสานเข้ากับประชากรในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียและไทยก็ติดอยู่ใน 3 อันดับแรก แม้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่วน 3 ประเทศที่ครองอันดับเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ เยอรมนี แคนาดา และสเปน

ผลสำรวจในปีนี้ยังพบว่า อังกฤษรั้งอันดับท้ายๆ เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงสำหรับชาวต่างชาติ โดยร้อยละ 44 ของชาวต่างชาติในอังกฤษกำลังคิดจะกลับบ้าน ขณะที่มีชาวต่างชาติในประเทศอื่นๆ เพียงร้อยละ 15 ที่คิดเช่นนั้น นอกจากนี้ ชาวต่างชาติในอังกฤษถึงร้อยละ 41 ยังเห็นว่าการหาที่อยู่เป็นเรื่องยาก ส่วนใหญ่พบว่าคุณภาพของที่พักอาศัยลดลงหลังจากย้ายไปอยู่อังกฤษ ขณะที่ 1 ใน 3 กล่าวว่า สุขภาพแย่ลงหลังจากย้ายไปอังกฤษ แต่ผลสำรวจพบว่า ชาวต่างชาติร้อยละ 62 ยังคงเห็นว่า โอกาสในการหางานทำยังคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่ต่อไป
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 04:48 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu