|
|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|||||||
| Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile |
| Global Announcement |
|
SkyscraperCity needs your help to do some house cleaning! please click here for more info! |
![]() |
|
|
Thread Tools | Display Modes |
|
|
#341 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Transport links on agenda
Bangkokpost Published: 10/07/2010 at 12:00 AM Road, water and aviation links in Asean will be up for discussion at a task force on Asean connectivity meeting starting today. Asean Department director-general Itti Ditbanjong yesterday said the task force would consider the third draft of the Master Plan on Asean Connectivity before forwarding it to Asean Summit leaders in late October this year. Pradap Pibulsonggram, former Thai ambassador to Rome, chairs the task force which is made up of representatives of all 10 Association of Southeast Asian (Asean) nations, the Asian Development Bank, World Bank, United Nations Economics, and Social Commission for Asia and the Pacific. "The possibility of an Asean highway development, the linkage of roads from Singapore to Kunming, a strategy for transporting of goods by sea and Asean aviation will be raised for discussion at the three-day meeting," said Mr Itti. Talks will also be held on customs, labourers in Asean, and the "dark side" of connectivity such as drug problems and human trafficking, he said. Mr Itti said the Asean connectivity talks would not duplicate other forums such as the Greater Mekong Sub-region or Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy. Instead, the master plan would cover all the missing links in the region, including India and China. Implementation will follow its adoption by Asean leaders. |
|
|
|
|
|
#342 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
ไปรษณีย์ไทยรุกบริการโลจิสติกส์ ขยายไลน์รับขนตั้งแต่สินค้าเกษตร-ข้อสอบ-ยาผู้ป่วยถึงบ้าน
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:05:42 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ไปรษณีย์ไทยรุกเปิดบริการโลจิสติกส์ ทั้งขนสินค้าเกษตร จับมือมหา′ลัยจัดส่งข้อสอบ ล่าสุดร่วมมือ ร.พ.รามาฯจัดส่งยาถึงบ้านผู้ป่วย แถมปิ๊งไอเดียกล่อง-ซอง ราคาแค่ 5 บาท พร้อมส่งไม่จำกัดน้ำหนัก หวังชดเชยรายได้จากธุรกิจสื่อสาร คาดสิ้นปีธุรกิจขนส่งโต 12% นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันรายได้หลักกว่า 76% ของบริษัทจะอยู่ที่ธุรกิจสื่อสาร ซึ่งได้แก่ การรับส่งจดหมาย พัสดุ แต่เป็นธุรกิจที่มีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้ใช้จุดแข็งในด้านการมีเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย สร้างธุรกิจขนส่งขึ้นมาเป็นรายใหม่ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันบริษัทมีบริการขนส่งทั้งอาหารพร้อมรับประทานในเขตกรุงเทพฯที่ชื่อบริการ "อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์" บริการส่งกระเช้าของขวัญ ดอกไม้ และพวงหรีดทั่วประเทศ กับบริการเมสเซ็นเจอร์โพสต์ นอกเหนือจากบริการรับส่งพัสดุขนาดใหญ่ ตั้งแต่ทีวี ตู้เย็น แม้แต่รถจักรยานยนต์ "โลจิสโพสต์" ได้รับความนิยมอย่างสูง จนเกิดการเปิดตัวบริการโลจิสโพสต์พลัส ที่ส่งของชิ้นใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงสุดถึง 200 กิโลกรัม ไปถึงบ้านผู้รับได้ทันที และล่าสุดได้เปิดบริการ "Travel Lite" ส่งกระเป๋าและสัมภาระเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงการขนส่งลำไยจากสวนของเกษตรกรที่จังหวัดลำพูน ถึงบ้านผู้สั่งซื้อในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ ๆ ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ภายใต้บริการลำไยดีลิเวอรี่ "ก่อนหน้านี้ไปรษณีย์ไทยได้เข้ามาช่วยขนส่งสินค้าเกษตรที่ล้นตลาดหรือมีปัญหาในการขนส่งมาหลายครั้งแล้ว ทั้งลองกอง ลิ้นจี่ ล่าสุดจึงได้เข้าไปช่วยสนับสนุนเกษตรกรระบายผลผลิตจากสวนลำไย ไม่ให้ต้องถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยคนของไปรษณีย์จะเข้าสวนไปคัดเกรดเอง โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่คอลเซ็นเตอร์ของ ปณท 1545 หรือที่ทำการไปรษณีย์ 52 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 ส.ค. ในราคาหน้าสวนที่ขึ้นลงตามตลาด โดยเป็นการสั่งซื้อครั้งละ 10 กิโลกรัม บวกค่าขนส่ง ซึ่งราคาเบื้องต้นจะอยู่ราวกล่องละ 380 บาทขึ้นไป" สำหรับการจัดส่ง ถ้าเป็นการส่งภายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจะสั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้ แต่ถ้าเป็นจังหวัดอื่นจะได้ในวันถัดไป โดยคาดว่าเมื่อจบโครงการจะสามารถช่วยเกษตรกรระบายสินค้าได้ราว 50 ตัน และคาดว่าบริษัทจะมีรายได้ราว 6 แสนบาท นอกจากการขนส่งลำไยแล้ว หลังจากนี้บริษัทมีแผนจะรับส่งสินค้าเกษตรอื่น ๆ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับได้ลงทุนไปแล้ว 110 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบโกดังสินค้าเพิ่ม และกำลังของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลอีก 150 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็นในศูนย์ไปรษณีย์ใหญ่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังได้เจาะตลาดลูกค้าองค์กรผ่านการขนส่งผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกเหนือจากจดหมาย อาทิ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล รามคำแหง สุโขทัยธรรมาธิราช และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จัดส่งข้อสอบไปยังสนามสอบต่าง ๆ หรือร่วมกับกรมธนารักษ์จัดส่งเหรียญกษาปณ์ หรือการรับกระจายสินค้าให้กับร้านดอยตุง ล่าสุดร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ให้บริการจัดส่งยารักษาโรคไปถึงบ้านผู้ป่วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไข้ไม่ต้องรอรับยาเป็นเวลานานหลังพบแพทย์แล้ว นอกจากนี้ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการส่งจดหมายและพัสดุ ได้แก่ ซองแบบพรีเพดที่จำหน่ายในราคา 5 บาท แต่ส่งได้ไม่จำกัดน้ำหนัก เช่นเดียวกับกล่องพัสดุแบบเหมาจ่าย "One Price Box" ราคา 120 บาท ส่งได้ทั่วไทย "บริษัทกำลังพยายามเร่งติดตั้งระบบไอทีให้เสร็จภายในปีหน้า เพื่อให้เป็นระบบหลังบ้านที่จะช่วยให้บุรุษไปรษณีย์ทุกคนกลายเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภท ทั้งของบริษัทและพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการรับส่งพัสดุ หรือการเป็นตัวแทนรับจำหน่ายค่าบริการต่าง ๆ ถึงหน้าบ้านลูกค้าได้อย่างมีระบบ ให้ลูกค้ามีความมั่นใจได้เต็มที่" สำหรับรายได้จากการขนส่งปัจจุบันคิดเป็น 9% ของรายได้รวมของบริษัท แต่คาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 12% จากเป้ารายได้ทั้งหมด 1.5 หมื่นล้านบาท |
|
|
|
|
|
#343 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
ขนส่งทุ่ม2.8พันล้าน ซื้อที่ดินผุด15สถานี
Thaipost เศรษฐกิจ21 กรกฎาคม 2553 - 00:00 ขนส่งทางบกทุ่ม 2.8 พันล้านบาท ผุดเพิ่มสถานีขนส่ง 15 แห่ง คาด ต.ค.จัดซื้อที่ดินเรียบร้อย แหล่งข่าวจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ในปี 2554-2555 ขบ.จะได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจำนวน 2,816 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงและซื้อที่ดินสร้างสถานีขนส่งในจังหวัดสำคัญจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ ที่มีผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยวงเงินดังกล่าวแบ่งเป็นค่าที่ดิน ค่าออกแบบ ค่าคุมงานและค่าก่อสร้าง คาดว่าภายในเดือน ต.ค.นี้จะดำเนินการจัดซื้อที่ดินได้เสร็จสิ้น "กรมฯ ได้รับงบประมาณแต่ละปีน้อยมาก จึงไม่มีงบในการนำไปพัฒนาสถานี ซึ่งรัฐบาลควรให้การสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะถือว่าเป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอย่างหนึ่ง" แหล่งข่าวกล่าว สำหรับสถานีขนส่งทั้ง 15 แห่ง ประกอบด้วย สถานีอ่างทอง ได้รับงบประมาณจำนวน 85 ล้านบาท สถานีสมุทรสงคราม 106 ล้านบาท สถานีเพชรบุรี 106 ล้านบาท สถานีประจวบคีรีขันธ์ 74 ล้านบาท สถานีพังงา 85 ล้านบาท สถานีชลบุรี (เมืองพัทยา) 310 ล้านบาท สถานีประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) 290 ล้านบาท สถานีพระนครศรีอยุธยา 210 ล้านบาท สถานีนนทบุรี (บางใหญ่) 700 ล้านบาท สถานีสมุทรปราการ 445 ล้านบาท สถานีเชียงราย (เชียงของ) 64 ล้านบาท สถานีนครราชสีมา (ปากช่อง) 67 ล้านบาท สถานีสงขลา 85 ล้านบาท สถานีสระบุรี แห่งที่ 2 จำนวน 110 ล้านบาท และสถานีปราจีนบุรี 77 ล้านบาท. |
|
|
|
|
|
#344 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
พาณิชย์จัดโลจิสติกส์แฟร์2010 ฝันเป็นฮับอาเซียนรับการค้าเสรี
วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4230 ประชาชาติธุรกิจ กรมส่งเสริมการส่งออกจับมือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยและสมาคม ผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตรายร่วมจัดงาน Thailand International Logistics Fair 2010 ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา "อลงกรณ์" เผยเป็นการจัดงานระดับอาเซียน ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และมุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลการพัฒนาและเชื่อมโยงของ LSP ในภูมิภาคอาเซียนรองรับการเปิดเสรีการค้า นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรม ส่งเสริมการส่งออก สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) หรือสภาผู้ส่งออกและสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) ได้ร่วมกันจัดงานแสดงสินค้า โลจิสติกส์ 2553 ครั้งที่ 7 (The 7th Thailand International Logistics Fair 2010 : TILOG 2010) วันที่ 7-11 ตุลาคมศกนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ASIAN LOGISTICS NETWORK >>>Gateway to the World โดยการจัดงานครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกเวทีหนึ่งที่มีความสำคัญในการยกระดับไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้าของ AEC (ASEAN Economic Community) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางการค้าต่างประเทศโดยใช้เครือข่าย โลจิสติกส์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์การพัฒนาการเชื่อมโยงของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) ในภูมิภาคอาเซียน "รายได้ของไทยมาจากการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและบริการสูงถึง 70% ของจีดีพี เป็นชาติแห่งการค้า ไม่ใช่เกษตรกรรมพื้นฐานอีกต่อไป แต่เมื่อหันกลับมามองต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยพบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 20% ดังนั้นโลจิสติกส์ไทยวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแข่งขันในตลาดโลก" ดังนั้นรัฐบาลจึงได้เน้นนโยบายการค้าแบบ 3 วงแหวน 5 ประตู ให้ไทยเป็นศูนย์กลางกับวงแหวนที่ 1 คือ กลุ่มอาเซียน วงแหวนที่ 2 คือ อาเซียน +3 วงแหวนที่ 3 อาเซียน +6 และนโยบาย 5 ประตู จะว่าด้วยการสร้างเส้นทางการค้าใหม่ New Trade Lane และ New Trade Gateways ที่จะเชื่อมไทยกับโลกโดยผ่านประเทศที่มีพรมแดนติดกัน พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษรองรับตามชายแดนใน 5 ทิศทาง ได้แก่ ประตูสู่ทางเหนือ อีสาน ตะวันออก ใต้ ตะวันตก เชื่อมการค้ากับ พม่า สปป.ลาว มาเลเซีย กัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าการค้าชายแดนปีละ 8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามการจะเป็น "ชาติแห่ง การค้า" ที่สมบูรณ์ไทยต้องมียุทธศาสตร์ โลจิสติกส์ที่ชัดเจน โดยต้องสร้างศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคต่าง ๆ รองรับ มีการบริหารภายใต้แนวทาง International Multimodal Transportation and Logistics Hub ที่เชื่อมต่อการขนส่งหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน มีศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าขนาดใหญ่ นำสินค้าจากภาคเหนือลงแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไปสู่ท่าเรือ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพและยกระดับอุตสาหกรรมของไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบเร่งดำเนินการเพื่อก้าวสู่การยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชียเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าวต่อไป "คาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะมีผู้เข้าชม 10,000 คน จะมีผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกกว่า 200 บริษัท จำนวน 400 คูหา เข้าร่วมเพราะปีนี้ในวันที่ 4-8 ตุลาคม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะมีงานประชุม FIATA World Congress 2010 ระดับโลกของนักธุรกิจขนส่งและนักธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หน้า 10 |
|
|
|
|
|
#345 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Thailand seeks S Korean guidance in shipping
By THE NATION Published on July 26, 2010 Thailand will seek cooperation on marine transportation and shipyard development under the Asean-South Korea Free Trade Agreement The move came with a 40-per-cent increase in the Asean-South Korean trade value to more than US$150 billion (Bt4.83 trillion) in the first five months of this year. The value of Thai exports to Seoul skyrocketed by 60 per cent. Vuthichai Duangratana, deputy director-general of the Trade Negotiations Department, said the shipping idea would be raised during the third meeting of the working committee on trade under the Asean-South Korea FTA, to be held in Cambodia from tomorrow to Friday. This cooperation, he said, would benefit not just Thailand, but also other Asean nations. "South Korea has a lot of experience in both marine transportation and shipyard technology, which can help develop the industry in the region," Vuthichai said. At the meeting, the two sides will discuss several issues on bilateral trade, including monitoring the progress of trade and investment liberalisation agreements, reporting each country's readiness, considering joint studies into trade and improving regulations and customs procedures to facilitate trade and investment. The Asean-South Korea FTA is expected to boost bilateral trade to beyond $150 million by 2015. Though Thai exports to South Korea showed a 59.63 per cent increase to more than $1.5 billion this year, import value also rose higher than $3.3 billion, causing a trade deficit with South Korea. Thailand faced trade deficits with Seoul even before the free-trade pact was implemented last year. Thai goods that enjoyed an increase in exports included computer circuits, television sets, petroleum products, air-conditioning units, sugar and molasses, Vuthichai said. |
|
|
|
|
|
#346 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
"ชุมพล สายเชื้อ" เปิดเบื้องลึก ถอดใจทิ้งตำแหน่ง MD TLA
วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4232 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ - เงียบหายไปกว่าครึ่งปี ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือ TLA ของนายชุมพล สายเชื้อ ไม่มีใครทราบว่า เบื้องลึกเบื้องหลังของปัญหาที่แท้จริงมาจากสาเหตุใด แต่ในที่สุดทุกอย่างกระจ่างชัด เมื่อนายชุมพลเองได้มาเปิดอกคุยให้ทราบถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นผ่านงานเสวนาเรื่อง "การสร้างความได้เปรียบด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการขนส่งอย่างมืออาชีพ" ซึ่งจัดโดยกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชุมพล สายเชื้อ ประธานที่ปรึกษาบริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลไลแอนซ์ จำกัด (TLA) กล่าวว่า TLA เกิดจากการรวมตัวของ 31 บริษัท ประเด็นที่มีคนสนใจถามมากคือ การรวมตัวมีปัญหาอุปสรรคอย่างไรบ้าง ต้องขอบอกกล่าวที่มาที่ไปว่า TLA เกิดขึ้นจากแรงกดดันการเปิดเสรีโลจิสติกส์ ภาครัฐมองว่า หากจะให้ผู้ประกอบการไทยอยู่รอด น่าจะทำคลัสเตอร์เพื่อให้เกิด ความแข็งแรง ซึ่งวันที่ 24 สิงหาคมนี้ บริษัทจะมีอายุครบ 3 ปี กิจการของเราที่จะให้บริการครบวงจรคล้ายกับ SLA มีขนส่ง ตัวแทนรับขนส่งสินค้าต่างประเทศ ชิปปิ้ง คลังสินค้าและธุรกิจที่ปรึกษา มีครบหมด เหตุที่ทำคลัสเตอร์เพียง 2 บริษัท คือ TLA และ SLA ก่อน เพื่อกระจายความเสี่ยง ถ้าเราลองสิ่งใหม่ หากฝากความหวังไว้อันเดียว หากสำเร็จก็โชคดี หากไม่สำเร็จก็เป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการไทย รวมทั้งเป้าหมายของการมี 2 รุ่น ก็คือกระจายความเสี่ยงซึ่งเป็นประโยชน์ ทั้ง 2 บริษัทมีจุดอ่อน จุดแข็งที่ต่างกัน ในแง่ของการทำธุรกิจต้องประคับประคองให้รอด ข้อน่ากังวลคือไลน์ธุรกิจใกล้เคียงกัน เป้าหมายการรวมกลุ่มก็เหมือนกัน จึงอาจเกิดความสับสนในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องได้ แล้วในอนาคตถ้าการแข่งขันรุนแรง การรวมกลุ่มแข่งกับต่างชาติ คนไทย ต้องมาสู้กันเอง อันนี้เป็นข้อน่ากังวล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเปิดใจให้กว้าง ในเมื่อ จะแข่งก็ต้องแข่งกันในโลกการค้าเสรี ถ้าเราคนไทยด้วยกันเองพูดภาษาไทย คิดว่าถ้าแข่งกันในคุณภาพมาตรฐานต้องแข่ง อย่างอื่นเรื่องของการช่วยกันแลกเปลี่ยนรีซอร์ซกัน ทำให้คนไทยยอมรับ อันนี้ เราช่วยกันได้ ผมคิดว่าบางเรื่องมีทั้งข้อดี ข้อเสีย แล้วแต่เราจะหยิบตรงไหนมาเป็นประโยชน์ ฉะนั้นคำถามที่ว่าทำไมต้องมี 2 บริษัท เป็นการกระจายความเสี่ยง ในประเด็นคำถาม ความท้าทายใน โครงการคลัสเตอร์มองได้หลายมิติ ปริมาณมากก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้ามากไป ก็บริหารยาก แต่สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่ส่วนผสมหรือองค์ประกอบ เหมือนกับการทำอาหาร หากจะให้รสชาติอร่อย ใช่ว่าจะใส่น้ำปลาหรือน้ำพริกมาก ๆ ทุกอย่างต้องมีส่วนผสมที่พอเหมาะ ผมคิดว่าการรวมกลุ่มกันคือ ส่วนผสมที่ลงตัว เป็น synergy กัน ถ้าส่วนผสมไม่เหมาะ มีแต่ไลน์ธุรกิจที่ ทับซ้อนกัน อันนี้นำมาแต่ความขัดแย้ง ส่วนผสมที่ไม่เหมาะยิ่งมากยิ่งอันตราย ต้องพอเหมาะ ส่วนประเด็นที่ว่ารวมตัวกันแล้วดีขึ้น กว่าเดิมไหม ผมคิดว่าในเรื่องผลประกอบการมองได้หลายมิติ ทั้งในแง่การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองและการเงิน ในเบื้องต้นคนจำนวนมากมารวมกัน จะมีข้อตกลง ร่วมกันในหัวข้อต่าง ๆ เช่น การรับงาน การกระจายงาน และการจัดสรรผลตอบแทน เรามีหลักการชัดเจน กลับมาในเรื่องประโยชน์ของการรวมกลุ่ม มองในมิติของคนที่มารวมกัน คือ ระบบบริหารที่สามารถลดต้นทุนได้ ประการต่อมาคือ เราสามารถเพิ่มโอกาสทางการตลาดได้ อีกฝั่งหนึ่งคือ ผู้ใช้บริการ ประโยชน์ที่จะได้รับคือ ส่วนที่หนึ่ง สามารถโฟกัสที่งานหลักของคุณ แล้วเอาต์ซอร์ซงานรองออกมา นั่นหมายความว่าคุณสามารถลดต้นทุนตัวเองได้ การที่มีคลังสินค้า มีรถบรรทุก กลายเป็นภาระของคุณ และสมมุติว่า คนในคลังหรือเรื่องรถไม่เก่งพอก็แข่งขันไม่ได้ ถ้าคุณเอาต์ซอร์ซออกมามีผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) ให้เลือกจำนวนมาก ลดต้นทุนได้ ส่วนที่สอง สามารถมีบริการที่หลากหลาย จากเมื่อก่อนกระจายสินค้าได้แค่กรุงเทพฯ ปริมณฑล หากจะกระจายทั่วประเทศมาหาเราได้เลย หรือถ้าต้องการจะเอาสินค้าไปขาย ต่างประเทศก็สามารถติดต่อเราได้ นั่นหมายความว่าท่านสามารถเพิ่มโอกาสในการขาย การตลาดของท่าน นี่คือประโยชน์ที่ LSP ได้ และผู้ใช้บริการได้ ปรับโครงสร้างใหม่ TLA ไปได้สวย ถามว่า TLA จะครบ 3 ปี แล้ว ยอมรับว่าผลประกอบการยังไม่ดี แต่สิ่งที่เราได้คือการเรียนรู้ในธุรกิจระดับสากล จากเดิมอยู่คนเดียว เราคิดของเราคนเดียวมา 40 ปี แต่ถามว่า ณ ต่อไปนี้ เราจะทำคนเดียวได้ เหมือนร้านโชห่วยตอนนี้ทั้งหมดหรือไม่ สิ่งที่ได้คือในระดับสากลเขาทำอย่างไร แล้วในระดับประเทศ พรรคพวกเพื่อนฝูงเขาทำอย่างไร ตรงนี้เราได้มาก แม้จะ แลกกับความหลากหลายทางความคิดเห็น ข้อโต้แย้งมาก แต่เราไม่เห็นตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ การเรียนรู้มา 2-3 ปี ทำให้ตกผลึกว่า direction เราจะไปทางไหน ซึ่งปัจจุบันการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ผมมาเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท จากเดิมประธานกรรมการบริหารบริษัท TLA คนที่มารับภาระต่อจากผมคือ คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ ณ จุดที่เราปรับโครงสร้างใหม่ เรามีความชัดเจนเรื่อง direction และรูปแบบธุรกิจ และถึงแม้ผลประกอบการจะไม่ดี แต่ทิศทางในอนาคต การดำเนินธุรกิจในระดับสากลจะไปได้ดีแน่ ในประเด็นที่ถามว่า การปรับโครงสร้างใหม่เพื่อปิดจุดอ่อนอะไรบ้าง คือในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทที่ผ่านมา 2 ปี จุดยากที่สุดคือการทำความเข้าใจกับคน 31 บริษัท โดยเราทำการอบรมร่วมกัน 2-3 เดือน มาอยู่ร่วมกันไม่รู้จักกัน ก็ต้องคุยกันถึงวิธีคิด สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจะสร้างจุดร่วม ทำให้ทุกคนเห็นพ้องกันเป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งในบริบทวัฒนธรรมของไทย ทุกคนขอเป็นหัวสิงโต ไม่ยอมรวมฝูงเป็นไฮยีน่ายากมาก เดินหน้าบริการหลากหลาย-ราคาคนไทย แต่ ณ ตอนนี้ธุรกิจต้องเดินหน้าจะมารอทุกคนลงความเห็นให้ตรงกันหมด อาจไม่ทัน ปี 2553 ต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นได้ 51% แล้ว อีก 3 ปีข้างหน้าได้อีก 70% แสดงว่าแรงกดดันจากการเปิดเสรี ทำให้รายใหญ่จากต่างชาติสามารถเปิดตัวได้อย่างเต็มที่ ชัดเจนว่ารายใหญ่ต่างชาติมีความเข้มแข็ง มีแบรนด์เนม ลงทุนบุคลากร ไอทีเขาชนะเราแน่นอน การจะมารอให้ทุกคนคิดเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ยังลอยอยู่บนอากาศ เรื่องการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เช่นนี้ ต่างชาติก็ยังไม่มีรูปแบบธุรกิจในเรื่องนี้ ฉะนั้นการจะมาถกกันในเรื่องที่ยังไม่ชัด เสียเวลา ปีที่ 3 นี่ฟันธงแล้วว่า คิดเห็นไม่ตรงกันไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ผู้ที่ได้รับภาระหน้าที่เป็นผู้บริหารต้องเดินหน้า จะมารอให้คิดเหมือนกันไม่ได้ เราจะมาลุยสร้างผลงาน แล้วผลงานจะเป็นตัวการันตีความคิดชัดเจนว่า บริษัท คนไทยที่มารวมตัวกันทั้ง 31 บริษัท และ 26 บริษัท มีความเข้มแข็งไม่กลัวใคร แต่เมื่อมีต่างชาติเข้ามา คู่แข่งไม่ใช่คนไทย เป็นเรื่องที่เรากังวลมาก direction ของ TLA ในประเทศเราจะพยายามหาจุดที่นำเสนอต่อลูกค้าหลากหลายและเสนอราคาบริการในราคาคนไทย นี่เป็นจุดขายของเรา เคยเห็นบริการจากต่างชาติไหม ราคาของเขาสูงกว่าเรามาก และลึก ๆ ก็มาจ้างเราเอาต์ซอร์ซต่อ ก็ฝากว่าคนไทยเราทำได้ ในราคาเหมาะต่อคนไทย และทิศทางต่อไป กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม พาเราไปสำรวจเส้นทาง และในอนาคต กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ก็คงมาร่วมผลักดันเราไป ต่างประเทศ เราสำรวจมาแล้วทั้งเส้นทาง R 3, R 8, R 9, R 12 ของกลุ่มประเทศ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ East-West Economis Corridor จากพม่า ไทย ลาว เวียดนาม เราจะบุกแน่ สร้างเครือข่าย global network ด้วย ในวงการโลจิสติกส์ตอนนี้ ต่างชาติมีธุรกิจพาณิชยนาวีกว่า 90% การขนส่งในประเทศ หากเราไม่เตรียมตัวรองรับอีก 3-5 ปีข้างหน้าหมดแน่ สิ่งที่จะกระทบกับท่าน อย่างส่งออกผัก ผลไม้ ไม่มีตู้ เขาขอเพิ่มราคา 3-5 เท่า ก็ต้องจ่าย ไม่มีทางเลือก หน้า 11 |
|
|
|
|
|
#347 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
จี้ปรับICD2รับสินค้าสู่แหลมฉบัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,553 1-4 สิงหาคม พ.ศ. 2553 กมธ.คมนาคมวุฒิสภาไล่บี้คมนาคมและร.ฟ.ท.ปรับเปลี่ยนผลการศึกษาและพื้นที่การพัฒนาโครงการก่อสร้าง ICD แห่งที่ 2 เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการพัฒนาโลจิสติกส์จากภาคเหนือและภาคอีสานสู่แหลมฉบังได้เร็วขึ้น แนะเปลี่ยนพื้นที่จากลาดกระบังไปแก่งคอยหรือฉะเชิงเทราแทน ล่าสุด "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" สั่งทบทวนใหม่เหตุล้าหลังกว่า 5 ปี เล็งลดงบประมาณให้น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ)การคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าได้ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ ไปปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาโครงการก่อสร้างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ICD แห่งที่ 2 ที่มีการศึกษามานานกว่า 5 ปีแล้ว อีกทั้งสถานที่ก่อสร้างคือย่านลาดกระบังที่เคยศึกษาไว้นั้น ยังไม่มีความเหมาะสมหลายประการ เนื่องจากไม่สามารถรองรับสินค้าจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้สะดวก เสียเวลาการขนย้าย แต่หากใช้พื้นที่ย่านแก่งคอย สระบุรี หรือฉะเชิงเทราแทนเชื่อว่าจะสามารถขนสินค้ามุ่งตรงสู่ท่าเรือแหลมฉบังได้และช่วยร่นระยะทางและเวลาลงไปได้อีกมาก ที่สำคัญพื้นที่แหลมฉบังอาจจะมีปัญหาน้ำท่วมขังในอนาคต และปัญหาการจราจรตามมาเนื่องจากปัจจุบันเริ่มติดขัดมากขึ้นแล้ว "จะซื้อหรือเวนคืนก็ต้องทำจึงควรเลือกพื้นที่ที่สามารถรองรับระบบโลจิสติกส์ในอนาคตไว้ด้วย โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าจากภาคเหนือที่จะมาจากจีนในอนาคตหรือจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ไปสู่ท่าเรือเพื่อการส่งออกที่แหลมฉบังได้รวดเร็วขึ้น ส่วนสถานีปัจจุบันควรบริหารจัดการใหม่ให้มีพื้นที่รองรับได้อีกเนื่องจากการจัดสร้างแห่งใหม่คาดว่าจะต้องใช้เวลา 2-3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ ใช้งบประมาณสูงถึง 6,000 ล้านบาท และเกือบ 2,000 ล้านบาทเป็นค่าซื้อที่ดินหรือเวนคืน ส่วนที่เหลือเป็นการจัดซื้ออุปกรณ์เช่น เครน ตู้สินค้า จึงต้องควบคุมไม่ให้เกิดความล่าช้าเพราะประเทศไทยเสียเวลาและโอกาสทางธุรกิจมาแล้วหลายปีแล้ว" ด้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่าได้มอบหมายให้ร.ฟ.ท.ไปศึกษาสาเหตุที่สินค้าล้นลานของสถานี ICD ลาดกระบังว่าเกิดจากสาเหตุใด หากสินค้ามาจากภาคเหนือและภาคอีสานก็ต้องหาพื้นที่แถวแก่งคอยหรือฉะเชิงเทราแทนเพื่อความสะดวกในการขนส่งต่อไปยังแหลมฉบังโดยไม่ต้องวกเข้ามาสร้างปัญหาจราจรในพื้นที่ลาดกระบัง ซึ่งหากศึกษาดีจะช่วยลดงบประมาณไปได้อีก นอกจากนั้นยังต้องศึกษาการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะทางถนนหรือทางด่วนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ พนักงานให้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย และให้เร่งรัดให้ทันเปิดประมูลในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า "โครงการนี้คาดว่าต้องเวนคืนพื้นที่ให้ได้ประมาณ 900-1,000 ไร่ โดยต้องเปรียบเทียบผลดีผลเสียตลอดจนการรองรับในอนาคตด้วย ต้องให้สอดคล้องกับแผนการยกเครื่องการรถไฟฯเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสารให้เกิดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายให้มากที่สุดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด" แหล่งข่าวระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)เปิดเผยว่า การก่อสร้าง ICD แห่งที่ 2 เป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการก่อสร้างทางคู่สายตะวันออกที่กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งผลักดัน อยู่ในแผนยกเครื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานการรถไฟฯภายใต้งบประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่สถานี ICD ลาดกระบังที่ให้บริการในปัจจุบัน ได้ถูกออกแบบให้รองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ เข้า-ออกจำนวน 800,000 ทีอียู แต่รองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ถึง 1.7 ล้านทีอียู ส่วนปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางรถไฟระหว่าง ICD ลาดกระบังและท่าเรือแหลมฉบังอยู่ที่ประมาณ 450,000 ทีอียูต่อปีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องสร้าง ICD แห่งที่ 2 ควบคู่กับการก่อสร้างทางคู่สายตะวันออก เพื่อรองรับปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย สำหรับที่ตั้ง ICD แห่งที่ 2 ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นว่าควรใช้พื้นที่ของที่หยุดรถทับยาวที่ใกล้กับลาดกระบังปัจจุบันประมาณ 5 กิโลเมตรเป็นสถานที่ก่อสร้างมูลค่า 6,066 ล้านบาท ตามโครงการไทยเข้มแข็งที่จะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2554 "ล่าสุดบริษัทที่ปรึกษาทบทวนความเหมาะสมด้านสถานที่ก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นเดือนสิงหาคม 2553 นี้ ส่วนงบประมาณ 6,066 ล้านบาทนั้นจัดเป็นงบผูกพัน 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2554(2,000 ล้านบาท) ปี 2555(2,000 ล้านบาท) และปี 2556(2,066 ล้านบาท) มีทั้งเงินลงทุนค่าทดแทนที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง รวมกว่า 1 พันล้านบาท และค่าก่อสร้างรวมกว่า 5 พันล้านบาท โดยเป็นการกู้จากแหล่งเงินตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบและ ร.ฟ.ท.จะรับผิดชอบดอกเบี้ยพร้อมการผ่อนชำระทั้งหมด โครงการนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวเวนคืนที่ดิน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดทำเอกสารประกวดราคา คาดว่าจะประกาศขายซองได้ในต้นปี 2554 และเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2554 เพื่อให้เปิดใช้งานได้ในปี 2555-2556"
|
|
|
|
|
|
#348 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Laos, Burma links approved
Bangkokpost Published: 3/08/2010 at 12:00 AM The Thai government approved infrastructure investment projects yesterday in Laos and Burma worth a combined 4.2 billion baht. The first project is the two-lane R11 Lao road construction linking Baan Thad Thong of Nong Khai province with Baan Namsang of Saengthong city in Laos covering 56 kilometres. This project is valued 1.39 billion baht with construction from 2011-2014. Tharadol Piempongsan, deputy secretary to Prime Minister Abhisit Vejjajiva, said the road will be built along the Khong River in Laos to enhance tourism between the countries. The second project is an extension of 7.5 km of railway from Tha Nalaeng in Laos to Vientiane worth 1.65 billion baht. Rail already links Thailand's Nong Khai province with Tha Nalaeng. The extension is planned for construction from 2011 to 2014. This project will benefit tourism and transportation between the two countries. Mr Tharadol said the Thai government will grant 30% of the amount required for these projects with the remainder allocated through soft loans carrying an annual lending rate of 1.5% for 30 years. In a related development, a committee to develop economic co-operation in neighbouring countries chaired by Deputy Prime Minister Trairong Suwankhiri agreed yesterday to grant 1.16 billion baht to improve the existing 18-km road from Myawaddy-Tanintharyi and build a new 28.6-km road from Tanintharyi to Kaukarek district in Pa-an, the capital of Kayin State. These projects will take place from 2011-2013. Mr Tharadol said the project will boost border trade between Thailand and Burma, particularly through the Mae Sot border checkpoint that generated trade of 25 billion baht last year. |
|
|
|
|
|
#349 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Fast-track single window will facilitate exporters
Bankokpost Published: 3/08/2010 at 12:00 AM The Customs Department plans to establish a "national single window" for exporters by the end of 2012, a move that will reduce the time required for export clearance procedures from one week to a single day, says deputy director-general Chawewan Kongcharoenkitkul. The national single window (NSW) project is aimed at streamlining customs procedures for traders, particularly in terms of licensing and approvals. Mrs Chawewan said traders will eventually be able to seek all necessary approvals from a single window rather than through individual state agencies as currently required. The Customs Department is investing 370 million baht in the programme that will link the department's databases with those of agencies in the agriculture, commerce and industry ministries. Importers and exporters are subject to over 50 different forms related to 35 agencies with 13 ministries, of which up to 60-70% of the information is redundant. For instance, importing hazardous chemicals currently requires forms and approvals to be received from the Industry Ministry, the Food and Drug Administration and the Agriculture Ministry, after which documents must be presented to the Customs Department for final release of the shipment. Under the NSW system, an importer may submit information about the shipment just once, which will then be electronically disseminated to relevant agencies for approvals and clearance. Once approvals are made, the information will then be sent back to the Customs Department through the e-commerce system. Mrs Chawewan said the NSW system would help clear up the bureaucracy the private sector faces and reduce waiting times for importers and exporters. This in turn facilitates trade and reduces obstacles for the private sector, ultimately helping the country's economic competitiveness, she said. The Finance Ministry expects to seek approval for the NSW plan from the cabinet next month. |
|
|
|
|
|
#350 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
กรมศุลฯจับมือทอท.ยกเครื่องFZ ดึง"สมาคมโลจิสติกส์"สานฝันสุวรรณภูมิฮับเอเชีย
วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4233 ประชาชาติธุรกิจ ภาครัฐ-เอกชนรวมพลังปลุกกระแสตอบรับแนวนโยบายโลจิสติกส์แห่งชาติของรัฐบาล ผลักดันเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็น "HUB" ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศของภูมิภาคเอเชียอย่างจริงจัง กรมศุลฯพร้อมนำระบบ E-express ระบบ GPS ระบบ NSW เข้ามาใช้เพิ่มและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้เอื้อเอกชน ด้าน ทอท.ลุยทบทวนอัตราค่าภาระใหม่ หลังพื้นที่คลังฟรีโซนว่างอื้อ รวมทั้งจัดหาผู้บริหารจัดการเขตปลอดอากรรายใหม่เข้ามาดำเนินการให้กับสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็ว รายงานข่าวจากสำนักงานศุลกากรประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้า ทสภ./สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA)/บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท./บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)/บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จำกัด/ชมรมผู้ประกอบการคลังสินค้าภายในเขตปลอดอากร ทสภ. (AFOC) เข้าร่วมปรึกษาหารือ เพื่อแก้ไขข้อจำกัด ต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยนายธนัท สุวัธนเมธากุล ผู้อำนวยการสำนักศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สสภ.) ได้บรรยายและแสดงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบการทำงานของสำนักศุลกากรฯในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้แก้ไขและปรับปรุงการทำงานให้กระชับฉับไวขึ้น ตลอดจนเพิ่มความทันสมัยในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามา รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรสุวรรณภูมิ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ระบบ E-import ระบบ E-export ระบบ RFID ฯลฯ รวมถึงแผนงานที่วางไว้ในอนาคตอันใกล้อีกหลากหลายโครงการ ได้แก่ ระบบ E-express ระบบ GPS ระบบ NSW ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพและสร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในส่วนของการลดค่าใช้จ่ายทางพิธีการศุลกากรให้มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น "กรมศุลกากรได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวนระเบียบพิธีการศุลกากร ของเขตปลอดอากร (Free Zone : FZ) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นมา เพื่อปรับปรุงระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากรให้เอื้อประโยชน์และสอดคล้องกับธุรกรรมของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น" นายธนัทกล่าว นายโกวิท ธัญญรัตตกุล นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) กล่าวว่า "เห็นด้วยและชื่นชมต่อการทำงานของศุลกากรในทุกด้าน รวมถึงการใช้ฟรีโซนสุวรรณภูมิเป็นประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดภาระของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ตนอยากให้ฟรีโซนสุวรรณภูมิเหมือนกับห้างสรรพสินค้า เพื่อให้มีคนเห็นประโยชน์และเข้ามาใช้บริการมาก ๆ ก็ช่วยให้เป็นที่สนใจของนานาประเทศ พวกเราต้องร่วมกันหาจุดอ่อนและเสนอแนวทางที่แก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกัน" สมาคมขอฝากให้ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทบทวนพิจารณาเรื่องราคาค่าเช่าให้มีความเหมาะสมต่อธุรกรรมของตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศให้สามารถแข่งขันกับตลาดในปัจจุบันได้ "หากคลังสินค้าว่าง 70% จะทำอย่างไรให้เต็ม แค่พื้นที่ว่าง 20% ก็เสียหายและเสียดาย ซึ่ง TAFA พร้อมจะดึงสมาชิกเข้ามาใช้บริการ แม้ 12 เดือนแรกขาดทุนก็ไม่เป็นไร และ TAFA พยายามผลักดันให้บริษัทเอกชนที่เข้ามารับดำเนินงานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าของพื้นที่ ลดราคา 1-2 ปีให้อยู่ได้ แล้วค่อยปรับราคา เหมือนประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ ค่อนข้างเต็ม TAFA เรามองกรมศุลฯเป็นมิตรแท้เสมอ ไม่เคยมองภาพลบ" นางแพรวพรรณ อินทร์พงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารพื้นที่เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ทสภ. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า "ทอท.กำลังดำเนินการทบทวนการกำหนดอัตราค่าภาระใหม่ พร้อมกันกับการพิจารณาจัดหาผู้บริหารจัดการเขตปลอดอากรรายใหม่เข้ามาดำเนินการให้กับสนามบินสุวรรณภูมิให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดโดยเร็ว เพื่อเป็นการตอบรับและร่วมสนับสนุนภาคธุรกิจไทย ตลอดจนรองรับนโยบายของรัฐบาลมาดำเนินการอย่างบูรณาการต่อไป" อนึ่งเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะ กรรมการโลจิสติกส์การค้า พร้อมคณะกรรมการ ได้เดินทางมาตรวจพื้นที่เขตปลอดอากรสนามบินสุวรรณภูมิตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ พร้อมทั้งจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ คือ 1.การเพิ่มการส่งออก-นำเข้าสินค้าและการทำ Transhipment 2.การส่งเสริมการทำ E-freight ในการส่งออกสินค้าทางอากาศ เพื่อนำไปสู่การส่งออกโดยไร้เอกสารทั้งหมด 3.การลดต้นทุนของผู้ประกอบการโดยคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าจะหารือกับกระทรวงการคลัง ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อสู้กับสนามบินดูไบฟรีโซนและประเทศเพื่อนบ้าน 4.สนับสนุนให้ไทยเป็น Regional DC โดยการสร้างมาตรการในการดึงดูดใจให้ผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่เข้ามาลงทุนในฟรีโซน หน้า 10 |
|
|
|
|
|
#351 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Group identifies ways to establish GMS logistics hub
The Nation Published on September 3, 2010 A workshop on creating a worldclass logistics centre for the Greater Mekong Subregion (GMS) yesterday proposed that the government focus on strengthening logistics service providers (LSPs) and building multimodal transport. Speaking at the panel, Bhanumas Srisukh, managing director of SCG Logistics Management and chairman of the workshop, said the meeting agreed that two of 10 logistics facets needed to be developed most urgently - LSPs and multimodal transport. For LSP development, he said the group agreed that thirdparty and fourthparty LSPs should be developed simultaneously, as they would both have much impact on a worldclass logistics centre in the GMS. Thirdparty LSPs are general logistics providers that normally have oneyear contracts, while fourthparty LSPs are valueadded logistics providers that normally invest in their own information technologies and get threetofouryear contracts. They have more competitive costs than other general LSPs. Bhanumas said Thailand would increase trade within the subregion, relax trade rules, increase border trade and increase collaboration of Thai LSPs to cater to the rising demand for transhipments. He said the government should strengthen thirdparty LSPs so they could support the fourthparty LSPs as a network. At the same time, the government would have to provide incentives for Thai LSPs to become fourthparty providers. In terms of multimodal transport, Bhanumas said the workshop agreed that the country should focus on rail networks, inland waterways and coastal transport as strategic moves that have much impact on establishment of a worldclass logistics centre for the GMS. "The rail network was voted the transport system that most urgently needs implementation," said Bhanumas, adding that land transport comprised 86 per cent of Thailand's overall transport while Japan's emphasis was 45 per cent on waterways and the United States concentrated on its rail network. Thailand has long coastlines on two sides of the country. But there is little optimisation of this benefit through linking water transport with the regional network. The workshop found that the implementation of water transport is not very complex, so the government should seriously study that mode of transport, he said. |
|
|
|
|
|
#352 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
China seeks 500-truck quota a year
THE NATION Published on September 8, 2010 China has proposed that Thailand set a quota on vehicles running between Kunming and Bangkok, citing 500 units a year for each side. After talks with China's central government, China wants to have its trucks running from Kunming to Bangkok via Laos," Chula Sukmanop, deputy director-general of the Office of Transport and Traffic Policy and Planning (OTP), said yesterday. He addressed a workshop last week on Thailand going towards a world-class logistics centre in the Greater mekong Subregion (GMS). The Chinese government wants to start trucking in the second quarter of next year, he said. The vehicle limit on each side would be set at 500 units. In the first year of cooperation, each would run only 100 vehicles and then gradually increase the quota to 500 vehicles in the fourth year. For Thailand, the Land Transport Department would be the authorised agency issuing permits for trucking from Bangkok to Kunming, capital of the southern province of Yunnan. Freight transport and irregular tour-vehicle operators will also be given consideration. Details on the quota will be unveiled later, Chula said. Given the current situation, there was an agreement under the GMS framework to have only inbound "single-stop inspection". For example, when freight trucks run from Laos across the border to Thailand, they could pass through without inspection at the Laotian border checkpoint. Officials from both countries would provide the border control facility at Thailand's border checkpoint with inspection, quarantine and customs clearance services. This also needs legislation to support it. "The bill on cross-border trade and transport facilitation has been handed to the House of Representatives," Chula said. "We're also preparing for the separation of people and freight when moving across the border in same way we do at airports and seaports." There was little progress on software collaboration in cross-border transport among Asean members, he said. But the GMS countries should be ready before other Asean members by making matches such as between Thailand and Laos or Laos and Vietnam, he said. However, China is not preparing for single-stop inspection, he said. For the current progress in transport development by the ministry, Chula said the OTP had transformed the nation's master plan into a ministerial plan. As a gateway in the northern area, the Chiang Saen II port in Chiang Rai province is to be completed by the end of next year. All equipment at Chiang Saen I will be moved to Chiang Saen II port. The Chiang Khong Bridge, 80 kilometres from the Chiang Saen I port, will be a gateway for road transport linking to China after construction is completed and it opens in April 2012, Chula said. About 200 rai (32 hectares) of land near the bridge and port will be prepared for logistics activities such as customs clearance, inland container depots and inspection points. The government will invest in the land and private companies will operate the facilities. If the country needs to extend its railroad in the North to Chiang Saen, authorities will have to think about what needs to be adjusted. However, this rail route will be more important than the high-speed Nong Khai-Bangkok route, as it will carry cargo, Chula said. According to data collected by the Trade Negotiations Department last year, 67 per cent or US$190 billion (Bt5.9 trillion) of total international trade was in Asia. Of that, 30 per cent or $57 billion was trade among Asean members and, of that, 25 per cent or $14 billion was trade among GMS countries. Thailand is the largest trading partner of Laos at 51 per cent and with Cambodia at 32 per cent. It is the second-largest trading partner of Burma with 19 per cent. |
|
|
|
|
|
#353 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (1)
วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4244 ประชาชาติธุรกิจ จากการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า โครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยในรอบ 10 ปี ระหว่างปี 2542-2552 มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยปี 2550 ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศมีมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 18.9 ของจีดีพี ประกอบด้วย ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าร้อยละ 8.7 ของจีดีพี ต้นทุนการบริหารจัดการร้อยละ 1.7 และต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังร้อยละ 8.5 ของจีดีพี (ต้นทุนการถือครองสินค้าร้อยละ 99.2 และต้นทุนบริหารคลังสินค้าร้อยละ 0.8) ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากและน่าจะลดได้ เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุน ค่าขนส่งสินค้าที่ค่อนข้างลดได้ยาก เพราะ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างคงที่ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ใช้วิธีการลดต้นทุนโลจิสติกส์รวมของประเทศด้วยวิธีการลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังเป็นหลัก ทำให้ลดต้นทุนโลจิสติกส์ในช่วง 10 กว่าปีก่อน ร้อยละ 17.7 ลงมาเหลือเพียงร้อยละ 9.7 ของจีดีพีประเทศในปัจจุบัน สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จึงได้ จัดประชุมหารือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมความเห็นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม โดยเป้าหมายในการลดต้นทุนการถือครองสินค้าของ 13 กลุ่มอุตสาหกรรม และเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาเห็นชอบเพื่อดำเนินการลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Inventory Carrying Cost : ICC) ในช่วงปี 2554-2559 และใช้มูลค่าการถือครองสินค้าเป็นปัจจัยกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมกับจัดตั้งคณะทำงานจัดทำ Roadmap โลจิสติกส์อุตสาหกรรมที่มาจากภาครัฐและเอกชน 7 คณะ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมอาหาร 2.อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีและพลาสติก 3.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 4.อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 5.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา และ7.กลุ่มอุตสาหกรรม SMEs ทั้งนี้ Roadmap มีเป้าหมายการลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง 6 กลุ่มแรก ที่มีต้นทุนการถือครองสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท ให้ได้ร้อยละ 15 หรือ มูลค่าในปัจจุบัน 2.7 หมื่นล้านบาท จากการดำเนินงานของคณะทำงานที่ลงไปปฏิบัติงานกลุ่มอุตสาหกรรมละ 5 บริษัท ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คณะทำงานได้ดำเนินการจัดทำร่าง Roadmap โลจิสติกส์อุตสาหกรรมดังกล่าว ประกอบด้วย 1)การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาด้านโลจิสติกส์และแนวทางแก้ไข 2)ร่าง Roadmap และ 3)แผนปฏิบัติการ โดย นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้กล่าวถึงภาพรวม Roadmap โลจิสติกส์อุตสาหกรรมและผลการจัดทำ Roadmap โลจิสติกส์ของแต่ละอุตสาหกรรม ก่อนนำไปขยายผลในแต่ละอุตสาหกรรมว่าประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก คือ 1.เป้าหมายการดำเนินงานที่ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุน หรือ quick win 2.มาตรการส่งเสริมให้เกิดแรงกระตุ้นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ enforcer 3.มาตรการเสริมสร้างสมรรถนะขององค์กร หรือ enabler 4.มาตรการสนับสนุนการประกอบธุรกิจและเชื่อมโยงซัพพลายเชน หรือ enhancer โดยมีรายละเอียดแต่ละกลุ่มดังนี้ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่มี นางพจมาน ภาษวัธน์ เป็นประธานคณะทำงาน ได้สรุปปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะหรือแนวทางแก้ไขปัญหาในประเด็นการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทานว่า ยังมีปัญหาเรื่องระบบตรวจสอบติดตามสถานะย้อนกลับ (traceability) ยังไปไม่ถึงระดับรายเกษตรกร ทางแก้ต้องส่งเสริมการรวมกลุ่มและจัดตั้งจุดรวบรวมสินค้าอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเชื่อมโยงโซ่อุปทานและติดตามสถานะได้จนถึงต้นน้ำ ในประเด็นด้านประสิทธิภาพภายในองค์กร เรื่องการจัดซื้อจัดหาและกระบวนการสั่งซื้อ มีความล่าช้าในกระบวนการสั่งสินค้า ฉะนั้นต้องมีการจัดทำ KPI เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาการสื่อสารด้านโลจิสติกส์ ยังขาดเงินทุนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลภายในของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่มีการบูรณาการข้อมูลแผนงาน ไม่สามารถระบุข้อมูลที่เป็นสถานะที่เป็นจริงของสินค้าได้และไม่สามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ ทางแก้ต้องมีการสนับสนุนให้สถานประกอบการเข้าถึงเงินทุนเพื่อพัฒนาบริหารจัดการองค์กร ส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า (เกษตรกร) การจัดการคลังสินค้า การประยุกต์ใช้ระบบ สารสนเทศ และการจัดการสินค้าคงคลัง ด้านการวางแผน ผู้ผลิตยังขาดความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า ปริมาณวัตถุดิบ และเกษตรกรยังขาดการวางแผนการผลิต ทำให้ราคา ผลผลิตตกต่ำ ทางแก้ต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ภายในองค์กรด้าน demand planning,warehouse management การส่งเสริมให้สถานประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในด้านโลจิสติกส์ การวางแผนการจัดการวัตถุดิบและลูกค้า การวางแผนความต้องการวัสดุ การจัดการสินค้าคงคลัง การวางแผนการผลิต การจัดการส่งสินค้า การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หน้า 10
|
|
|
|
|
|
#354 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (2)
วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4245 ประชาชาติธุรกิจ Roadmap - เมื่อเร็วๆนี้ สำนักโลจิสติกส์ได้จัดสัมนาระดมความเห็น เพื่อจัดทำ Roadmap การลดต้นทุนสินค้าคงคลังใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ณ โรงแรมสยามซิตี โดยนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (คนที่ 5 จากซ้าย) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและถ่ายรูปพร้อมประธานคณะทำงานชุดต่างๆ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (2)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับแรกที่ผ่านมาที่เน้นถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ทางด้านการบริหารสินค้าคงคลัง นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า อุตฯอาหาร วัตถุดิบออกเป็นฤดูกาล หรือเก็บไม่ได้ต้องแปรรูปหรือผลิตเป็นสินค้า ทำให้ต้องเก็บสต๊อกสูง ทางแก้ต้องสนับสนุนการใช้ supply management ที่เน้นให้มี profit sharing และสนับสนุนให้มีการจัดเก็บหรือขนส่งวัตถุดิบในรูปแบบ cool DC หรือ cool chain มากขึ้น การขนส่งที่มีข้อจำกัดของอายุผลิตภัณฑ์สั้นหรือคุณภาพลดลงจากการเคลื่อนย้ายไม่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการสนับสนุนการบริหารจัดการของสินค้าอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ด้วยห่วงโซ่ความเย็น (cool chain system) เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และเพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ ส่วนการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการไม่รู้ต้นทุนโลจิสติกส์ที่แท้จริงขององค์กร ทำให้มองข้ามความสำคัญและไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง จึงต้องสนับสนุนและเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ ทางด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ บุคลากรยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ตลอดจนทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศ ทางแก้ต้องพัฒนาบุคลากรและฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนา สนับสนุนการนำระบบไอทีมาใช้ในองค์กรมากขึ้น การพัฒนาและสร้างบุคลากรด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมืออาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคม การคมนาคมไม่ ทั่วถึง เช่น ขาดคลังสินค้าและจุดรวบรวมสินค้า ขาดผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) ที่ให้บริการ cool & cold chain ที่มีคุณภาพ ทำให้สินค้าไม่เน่าเสียง่าย ทางแก้ต้องสนับสนุนงบประมาณพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ให้มากขึ้น เช่น คลังสินค้า ระบบขนส่งทางอากาศ และ การผลักดันการพัฒนาการสร้าง LSP ที่มีคุณภาพผ่านกระทรวงพาณิชย์ ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ กระบวนการส่งออกต้องผ่านหลายหน่วยงาน ทำให้เสียเวลาและมีผลต่อสินค้าเน่าเสียง่าย ต้องมีการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อลดระยะเวลา กำลังผลิตปิโตรฯเพิ่มเท่าตัว สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ซึ่งมี นายมงคล พันธุมโกมล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านปิโตรเคมีเป็นประธานคณะทำงานได้สรุปปัญหาอุปสรรคและ ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขว่า ในด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน ยังขาดการประสานความร่วมมือและการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายกับ อุตฯพลาสติก โดยเฉพาะด้านข้อมูลและ การวางแผนร่วมกัน ควรมีการส่งเสริมการ แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนร่วมกับอุตฯพลาสติก ซึ่งเป็นลูกค้า เพื่อช่วยกันบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า สนับสนุนการสร้างเครือข่าย ทั้งด้านข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายและอุตฯพลาสติก เพื่อร่วมกันพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ส่วนประสิทธิภาพโลจิสติกส์ในองค์กร ด้านการบริหารสินค้าคงคลัง ยังมีการถือครองสูง โดยเฉพาะสินค้าสำเร็จรูป (finished good) ได้แก่ เม็ดพลาสติก เนื่องจากการผลิตเป็นแบบต่อเนื่อง และ make to stock เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงและเป็นการผลิตต่อเนื่องจากปิโตรเคมีขั้นต้นและกลาง จึงต้องใช้กำลังการผลิตให้เต็มที่ ในขณะที่อุตสาหกรรมพลาสติกมีการผลิตแบบ batch และ make to order และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ต่อเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ ซึ่งการชะลอการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าคงคลังของปิโตรเคมีขั้นปลาย นอกจากนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการเพิ่มกำลังการผลิตกว่าเท่าตัว แต่อุตสาหกรรมพลาสติกที่เป็นลูกค้าในประเทศเติบโตน้อยกว่ามาก ทำให้ต้องพึ่งการส่งออกมากขึ้น ในขณะที่มีคู่แข่งมากขึ้น เช่น จีน อินเดีย ประเทศตะวันออกกลาง อาจทำให้มีปริมาณสินค้าคงคลังสูงขึ้น และสินค้าปิโตรเคมีขั้นปลายที่เป็นเม็ดพลาสติกและผงพลาสติก ส่วนใหญ่ใช้การบรรจุสินค้าแบบถุงขนาดเล็ก ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาและการขนส่งสูง ขนส่งแบบ Bulk ลดต้นทุน ทางแก้จึงต้องส่งเสริมการส่งออกและหาตลาดต่างประเทศมากขึ้น และลดการขนส่งโดยใช้บรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมให้มีการบรรจุและขนส่งแบบ bulk หรือใช้ silo ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีคุณสมบัติทางกายภาพที่หลากหลาย เช่น เป็นก๊าซ ของเหลว ของแข็งหรือมีคุณสมบัติที่ต้องระวัง เช่น เป็นสารไวไฟหรือสารกัดกร่อน ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการวางแผนการจัดเก็บและการขนส่ง ทางแก้ต้องจัดโครงการอบรมให้ผู้ประกอบการมีความตระหนักในเรื่องความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อมในการขนส่งสินค้าซึ่งอาจเป็นอันตราย ให้มีความปลอดภัยและปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกฎหมายโดยเคร่งครัด ทางด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ยังขาดข้อมูลเทียบเคียง (benchmark) และ best practices ของอุตสาหกรรม ประเภทเดียวกันทั้งในและต่างประเทศ จึงควรส่งเสริมการจัดทำข้อมูลเทียบเคียงต้นทุน โลจิสติกส์และประสิทธิภาพ โลจิสติกส์อุตฯนี้ และควรส่งเสริมการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เช่น จัดหลักสูตรการอบรมด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ส่วนปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งทางรางระหว่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไปยังท่าเรือแหลมฉบังยังไม่เต็มประสิทธิ ภาพ อาจไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน จึงควรพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งทางรางให้สามารถรองรับการขนส่งได้มากขึ้น โดยระยะสั้นเน้นการปรับปรุงการบริหารจัดการและลงทุนในส่วนของหัวรถจักรและแคร่บรรทุก หรือในระยะยาว เน้นการสร้างรถไฟรางคู่ หน้า 11 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (3) วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4247 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ - เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (3)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 16-19 กันยายน 2553 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ปัญหาพื้นที่พักสินค้าและลานตู้คอนเทนเนอร์บริเวณท่าเรือไม่เพียงพอ ตู้ไม่เพียงพอ และอุตสาหกรรมนี้มีการส่งออกสูง แต่ไม่สามารถส่งออกโดยตรงจากท่าเรือมาบตาพุด ต้องไปส่งออกที่ท่าเรือแหลมฉบัง การขนส่งที่อาศัยรถบรรทุกมาก จึงทำให้ต้นทุนขนส่งสูง ทางแก้จึงต้องจัดหาพื้นที่พักสินค้าและลานตู้คอนเทนเนอร์บริเวณท่าเรือเพิ่มมีการพัฒนาระบบราง ส่งเสริมการสร้างสมดุลตู้คอนเทนเนอร์ และส่งเสริมการขนส่งหลายรูปแบบให้เป็นรูปธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีถูกจัดเข้าอยู่ในบัญชีโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องผ่านการทำ HIA จึงควรพัฒนาโครงการ Green Logistics ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรม ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ปัญหาประเด็นในรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เกี่ยวกับมาบตาพุดในปัจจุบัน เป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาซัพพลายเชนปิโตรเคมีทั้งระบบ เนื่องจากยุทธศาสตร์การขยายกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 ของไทย เป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงความต่อเนื่องของสายการผลิตทั้งของโรงงานในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการวัตถุดิบจากไทย จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนโดยเร่งด่วนในประเด็นสำคัญที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องรีบดำเนินการ จัดให้มีแผนดำเนินการร่วมกันของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความไม่ชัดเจนของบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ปี 2535) และลักษณะข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบสากล เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ รวมถึงก่อให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น พิธีศุลกากร การ นำเข้า การแจ้งหน่วยงานรัฐ การเสียภาษี และอื่น ๆ จึงควรปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องตามกฎระเบียบสากล หน้า 11 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (4) วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4248 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (4) "ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียดดังนี้ ตั้งคลัสเตอร์พลาสติกสร้างอำนาจต่อรอง นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์กล่าวว่า สำหรับปัญหาด้านโลจิสติกส์และแนวทางแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมพลาสติกนั้น ในด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังขาดการประสานความร่วมมือและการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ (อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย) โดยเฉพาะในด้านข้อมูลและการวางแผน ร่วมกัน จึงควรส่งเสริมแลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนร่วมกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ เพื่อช่วยกันบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการเชื่อมโยงการขนส่งวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ การขาดความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ร่วมกัน จึงควรส่งเสริมการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกัน เช่น ด้านข้อมูล การวางแผนร่วม การจัดซื้อวัตถุดิบร่วมกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง การใช้รถขนส่งวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และ backhauling เป็นต้น การขาดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ (อุตสาหกรรมปิโตรเคมี) อุตสาหกรรมต่อเนื่องหรืออุตสาหกรรมปลายน้ำ (อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ) และกับอุตสาหกรรมสนับสนุน (อุตสาหกรรม Tool, Mould & Die และอุตสาหกรรมคอมพาวนด์) ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงควรประสานความร่วมมือระหว่าง ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก และผู้ผลิตในอุตสาหกรรม ต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก ร่วมกับการพัฒนาคุณสมบัติเม็ดพลาสติก เพื่อให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมปลายทาง รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และควรจัดทำโครงการศึกษาโลจิสติกส์อุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อให้เข้าใจการเชื่อมโยงข้อมูลและ การวางแผนซัพพลายเชนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมพลาสติกและเพื่อหาโซลูชั่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเชื่อมโยง ข้อมูลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ต้องจับมือซัพพลายเออร์บริหารการผลิต-สต๊อกร่วมกัน ด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร การจัดซื้อจัดหาและกระบวนการ สั่งซื้อ จะมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันและเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุน การผลิตสูงขึ้น ผู้ประกอบการขาดเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ซื้อเม็ดพลาสติก รวมถึงต้องแบกรับราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้เนื่องจากต้องแข่งขันราคา ทำให้ยอดขายและกำไรลดลง บางบริษัทลดการผลิต ลดการจ้างงานและถึงขั้นหยุดผลิต จึงควรส่งเสริมการจัดทำ supply/inventory management ร่วมกับซัพพลายเออร์ ราคาเม็ดพลาสติกที่ไม่แน่นอนและผันผวนมาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถควบคุมต้นทุน รวมถึงการวางแผนการผลิตและการตลาดทำได้ยาก จึงควรส่งเสริมให้มีการทำสัญญาซื้อขายที่สามารถควบคุมราคาเม็ดพลาสติกไม่ให้ผันผวนเกินไปในการซื้อขายภายในประเทศ เช่น การกำหนดเพดานของการขยับราคาในแต่ละรอบ เป็นต้น ปัญหาเม็ดพลาสติกไม่มีคุณภาพหรือ ไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดของเสียหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การขาดแคลนวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมพลาสติกส่วนใหญ่เป็น SMEs ทำให้ขาดอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์รายใหญ่ในการจัดซื้อวัตถุดิบ จึงควรประสานความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ซึ่งก็คือ โรงงานปิโตรเคมี ขั้นปลายในเรื่องคุณภาพเม็ดพลาสติก คุมคุณภาพให้มีความสม่ำเสมอและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้านการบริหารสินค้าคงคลัง มีการถือครองสินค้าคงคลังในส่วนของวัตถุดิบและวัสดุประกอบสูง เพื่อป้องกันการขาดแคลนจึงควรส่งเสริมการจัดทำ supply/inventory management ร่วมกับ ซัพพลายเออร์ การจัดการสินค้าคงคลังแบบเก็งราคา สร้างผลกำไร-ขาดทุนให้สถานประกอบการมาก ในภาวะที่มีความผันผวนด้านราคาและเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังเพื่อการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรกำหนดมาตรการ ร่วมกันเพื่อป้องกันการผันผวนของราคาที่มากเกินไปในการ ซื้อขายในประเทศ ด้านการบริหารโลจิสติกส์ เนื่องจากอุตสาหกรรมพลาสติกผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็น SMEs ซึ่งมีการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ขาดการวางแผนซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับ inventory ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ขาดการบันทึกข้อมูลด้านการปฏิบัติงานและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ ขาดอำนาจต่อรองกับลูกค้าและซัพพลายเออร์รายใหญ่ ทำให้ไม่สามารถจัดการซื้อและขายได้อย่างยุติธรรม ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ทำให้การจัดการโลจิสติกส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าคงคลังมีความสำคัญมากขึ้น จึงควรสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติก ทางด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ขาดบุคลากรที่มีความรู้และความชำนาญด้านการจัดการโลจิสติกส์ จึงควรส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมพลาสติกให้สามารถปรับปรุงระบบและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการสร้างนักจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมืออาชีพของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ส่งเสริมการจัดทำข้อมูลเทียบเคียง (Benchmark) ต้นทุน โลจิสติกส์และประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมพลาสติก ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการกระจายสินค้า เช่น เม็ดพลาสติกระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปลายน้ำและอุตสาหกรรมพลาสติกยังขาดประสิทธิภาพ จึงควรศึกษาระบบการกระจายสินค้าประเภทเม็ดพลาสติกที่มีประสิทธิภาพสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ส่วนปัญหาการวิจัยและพัฒนา ขาดหน่วยงานทดสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากสากล ทำให้ผู้ประกอบการต้องส่งสินค้าทดสอบกับภาคเอกชนหรือต่างประเทศ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูง ทางแก้ต้องพัฒนาการทดสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐ จัดทำ base line database ของหน่วยงานตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของไทย และประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐเพื่อให้มีการใช้ facilities ที่มีอยู่แล้ว ขาดการวิจัยพัฒนาอย่างเป็นระบบ และขาดความเชื่อมโยงแบบเครือข่ายระหว่างผู้วิจัยในภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ต้องมีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยภาครัฐและภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การวิจัยพัฒนาเป็นไปตามความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงพาณิชย์ ปัญหาอุตสาหกรรมพลาสติกไทยแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่เป็นเทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้าประเภท commodity ซึ่งเป็นสินค้าราคาถูก ขณะที่ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเน้นการผลิตสินค้าแบบพิเศษ specialty plastics ซึ่งมีราคาสูง และ เมื่อคิดราคาต้นทุนโลจิสติกส์ต่อสินค้า แล้วจะถูกกว่าสินค้าราคาต่ำ จึงควรส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษ และเทคโนโลยีการผลิต specialty plastics ทางด้านระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ยังขาดระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมพลาสติกกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน ต้องส่งเสริมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตลอดโซ่อุปทาน อาจใช้การพัฒนาเชื่อมต่อกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมพลาสติก (Plastic Inteligent Unit : PIU) ที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ของสถานประกอบการพลาสติก ส่วนทางด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ความล่าช้าของการดำเนินการนำเข้าส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลาสติก และการอนุมัติล่าช้าทั้งเรื่องการขอการสนับสนุนและการขอคืนภาษีผ่านบีโอไอ จึงควรเร่งรัดการจัดทำระบบ National Single Window (NSW) หน้า 14 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (5) วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4249 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดิน ตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (5)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้ ทางด้านระบบฐานข้อมูลและ สารสนเทศอุตสาหกรรมพลาสติกยังขาดระบบฐานข้อมูลและ สารสนเทศเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมพลาสติกกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน ต้องส่งเสริมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตลอดโซ่อุปทาน อาจใช้การพัฒนาเชื่อมต่อกับข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมพลาสติก (Plastic Inteligent Unit : PIU) ที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ของสถานประกอบการพลาสติก ส่วนทางด้านกฎหมายและ กฎระเบียบ ความล่าช้าของการดำเนินการนำเข้าส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลาสติก และการอนุมัติล่าช้าทั้งเรื่องการขอการสนับสนุนและการขอคืนภาษีผ่านบีโอไอ จึงควรเร่งรัดการจัดทำระบบ National Single Window (NSW) วงจรอุตฯอิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนเร็ว SMEs ขาดความพร้อมหลายด้าน สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ที่มี ดร.ชยกฤต เจริญศิริวัฒน์ เป็นประธานคณะทำงานนั้น ในด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอด โซ่อุปทานยังขาดความเชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ ควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องการจัดการซัพพลายเชน โดยอาจจัดทำในรูปการสัมมนาและฝึกอบรม รวมทั้งขาดฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านซัพพลายเชนที่ทันต่อสถานการณ์ จึงควรจัดตั้งหน่วยงานศูนย์ข้อมูลการจัดการซัพพลายเชน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร ประเด็นการจัดซื้อจัดหาและกระบวนการสั่งซื้อยังประสบปัญหาด้านการจัดซื้อ เนื่องจากชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ขาดบริษัท supply part ในประเทศทำให้ต้นทุนสูง การจัดจำหน่ายชิ้นส่วนเป็น lot size ขนาดใหญ่ ทำให้สถานประกอบการขนาด SMEs ไม่สามารถสั่งซื้อได้ ดังนั้นควรส่งเสริมการลงทุนของบริษัท Supply Chain Management สำหรับการจัดการ inventory สถานประกอบการขนาด SMEs การสื่อสารด้านโลจิสติกส์มีความผิดพลาดในใบสั่งซื้อวัตถุดิบ ซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนไม่ตรงตามความต้องการ ควรพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลตลอดโซ่อุปทาน ส่วนการวางแผนปัญหาเรื่อง lead time การผลิตสูง รูปแบบผลิตภัณฑ์ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว วงจร อายุผลิตภัณฑ์สั้นลง ผู้บริโภคมีความต้องการนวัตกรรมใหม่ ๆ ควรปรับปรุง ประสิทธิภาพการผลิต วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค การบริหารสินค้าคงคลัง ชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย มีสินค้าคงคลังจำนวนมาก เนื่องจาก seasonal เรื่องพื้นที่จัดเก็บไม่เหมาะสม และการระบุตำแหน่งการเก็บสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยังไม่ดีพอ ควรทำ VMI Hub การ นำระบบ IT มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและเชื่อมโยงระบบข้อมูลภายใน หน้า 11 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (6) วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4250 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดิน ตามรอยสหรัฐ ปั้น roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (6)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้ ทางด้านการขนส่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมส่วน final assembly อยู่ต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูง ขาด freight forwarder ที่มีอำนาจต่อรอง การจัดสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์แบบตู้ และในส่วนของ โลจิสติกส์แบบย้อนกลับ ยังไม่มีการเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ การแก้ไขควร ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่เป็น final assembly และการนำระบบไอทีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ ในด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ การบริหารจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ก่อให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ควรให้ ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำปรึกษา ณ สถานประกอบการ และพัฒนาทักษะนักจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ส่วนทางด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ควรมีการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อการเปรียบเทียบ (benchmarking) หากพิจารณาปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ในด้านโครงสร้างพื้นฐานมีต้นทุนค่าขนส่งทางบกสูงกว่าต่างประเทศ เนื่องจากราคาน้ำมันและระบบขนส่งทางรางยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน คนไทยมีจุดแข็งในด้านฝีมือแรงงานในการประกอบ (assembly) แต่ปัจจุบันไม่นิยมทำงานในโรงงาน ขาดไอที-การจัดการโซ่อุปทาน จุดอ่อนกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับอุตฯยานยนต์และชิ้นส่วน ยานยนต์ ที่มี ดร.คำนาย อภิปรัชญาสกุล เป็นประธานคณะทำงาน ปัญหาและอุปสรรคด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทานคือการขาดการประสานความร่วมมือด้านการจัดการ โซ่อุปทานระหว่างผู้ประกอบการระดับ tier 1 และ tier 2 หรือ 3 ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพระหว่าง ผู้ประกอบการระดับ tier 1 และ tier 2 หรือ 3 ข้อเสนอแนะในการแก้ไข คือ ส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ด้านการบริหารและจัดการ โซ่อุปทานระหว่างผู้ประกอบการ tier 1 และ tier 2 หรือ 3 การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านโลจิสติกส์และการจัดการ โซ่อุปทานมาใช้ในการบริหารจัดการ ทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร การจัดซื้อจัดหาและกระบวนการสั่งซื้อยังขาดประสิทธิภาพ ทำให้มีปัญหาเรื่อง lead time ในการส่งมอบสินค้า ส่งผลกระทบด้านกระบวนการผลิตและด้านอื่นตามมา ควรปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการสั่งซื้อและส่งมอบสินค้าร่วมกับ supplier เพื่อลดระยะเวลา lead time ด้านโลจิสติกส์ยังขาดประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรควรปรับ ปรุง ด้านการวางแผน ยังขาดประสิทธิภาพในด้านการวางแผนในกระบวนการหลักขององค์กร เช่น การวางแผน การผลิต การวางแผนการขาย ฯลฯ ควรพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการวางแผนงานในกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดรับกับกำลังการผลิตและการวางแผนการขาย ฯลฯ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ หน้า 11 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (7) วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4251 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดิน ตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (7)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การบริหารสินค้าคงคลังของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีปริมาณ สินค้าคงคลังน้อยเกินไป หรือมากเกินไป ไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการ ควรปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีปริมาณที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้น ส่วนการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ยังขาดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการด้าน โลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่เป็นระบบควรปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายใน การพัฒนาบุคลากรให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงระบบงาน และการให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษา ณ สถานประกอบการ ทางด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ปัญหาการไม่มีข้อมูลต้นทุนที่เกิดจาก กิจกรรมด้านโลจิสติกส์ภายในอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นมาตรฐานเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ (Benchmarking) ควรจัดทำข้อมูลต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศเทียบกับสากลเพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบปรับปรุงแก้ไขทางด้านปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ด้านระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศผู้ประกอบการกลุ่ม REM (Replacement Equipment Manufacturer) มีปัญหา ขาดการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน ทำให้มีผลกระทบต่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ควรพัฒนาและส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการกลุ่ม REM (Replacement Equipment Manufacturer) ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดเก็บข้อมูล ที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักในการพัฒนาและปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ด้านการเตรียมความพร้อมสู่ AEC (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY) ผู้ประกอบการกลุ่ม REM (Replacement Equipment Manufacturer) ไม่มีตลาดรองรับสินค้าที่แน่นอน ทำให้มีสินค้าคงคลังมาก หรือน้อยเกินไป ควรประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายในการหาตลาดรองรับสินค้าที่ผลิตขึ้นจากกลุ่ม REM สิ่งทอขาดการเชื่อมโยงระหว่างองค์กร ควรรวมกลุ่มคลัสเตอร์เพิ่มศักยภาพ สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่อง นุ่งห่ม ที่มี ผศ.ดร.วันชัย รัตนวงษ์ เป็นประธานคณะทำงาน ปัญหาและอุปสรรคในด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน คือผู้ประกอบการยังไม่ตระหนักถึงความเชื่อมโยงในโซ่อุปทานและการดำเนินการในรูปแบบของคลัสเตอร์ ต้องส่งเสริมให้เกิดการเกื้อกูลของโซ่อุปทานในประเทศและภูมิภาค ผู้ประกอบการที่มีขนาดใหญ่และมีความเข้มแข็งขาดการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ควรส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงเพื่อสร้างฐานความเข้มแข็ง ด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร การจัดซื้อจัดหาและกระบวนการ สั่งซื้อ ข้อมูลความต้องการของลูกค้าไม่สามารถส่งผ่านในโซ่อุปทานได้โดยสะดวกและไม่มีการติดตามและจัดการวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ กระจุกอยู่ที่ฝ่ายติดตามสินค้า (Merchandiser) จึงควรเชื่อมโยงข้อมูล ฝ่ายติดตามสินค้า (Merchandiser) และฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing) และฝ่ายผลิต ฝ่ายติดตามสินค้าและฝ่ายจัดซื้อต่างคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ประเมินผู้ส่งมอบ (Supplier) ทั้งที่ไม่มีผู้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ จึงทำให้การส่งมอบขาดประสิทธิภาพ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการให้มีองค์ประกอบเพิ่มเติม (accessory) ต้องมีการจัดส่งองค์ประกอบดังกล่าวให้กับ Supplier ก่อน และต้องได้รับการ Approve จากลูกค้าในบางกรณี จึงกระทบถึงการส่งมอบวัตถุดิบ ดังนั้น จึงควรมีการประเมินผู้ส่งมอบ Supplier Evaluation ทั้งในประเด็นราคา คุณภาพ จำนวน และเวลา ส่วนการสื่อสารด้านโลจิสติกส์ ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภายในของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่มีการบูรณาการข้อมูล แผนงานไม่สามารถระบุข้อมูลที่เป็นสถานะที่เป็นจริงของสินค้าได้ และไม่สามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้ ควรเชื่อมโยงข้อมูล ฝ่ายติดตามสินค้าและฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายผลิต นอกจากนี้ องค์กรส่วนใหญ่ใช้ระบบไอที หลังจากการบันทึกลงในกระดาษ ทำให้ข้อมูลไม่ตรงกับสถานะที่เป็นจริง ควรจัดทำระบบ Master Production plan จัดทำ Material Requiement Planning ที่เหมาะสม และประยุกต์ใช้ระบบไอที ด้านการวางแผน โรงงานไม่สามารถระบุคอขวดภายในของตัวเอง ขาดการวางแผนการผลิต และกระทบต่อการจัดซื้อ ส่วนโรงงานขนาดเล็กมีการจองการผลิตเป็นจำนวนชิ้น ทำให้มีโอกาสเป็นการรับคำสั่งซื้อเกินกำลังการผลิต จึงควรจัดทำ Standard Time/Effective Capacity เพื่อช่วยให้เกิด Line Balancing ทางด้านการบริหารสินค้าคงคลัง ขาดการบริหารสินค้าคงคลังที่ดี และไม่สามารถวัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง จึงควรจัดเก็บข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแผนก ใช้ระบบ ABC ในการบริหารสินค้าคงคลัง และใช้ไอที เช่น บาร์โค้ด มาประยุกต์ใช้ ด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ยังไม่มีการใช้ KPI ในทุกหน่วยงาน ควรจัดทำ Supply Chain KPI และประยุกต์ใช้ SCOR mode นอกจากนี้ ยังขาดการใช้ KPI มาวัดประสิทธิภาพ และดำเนินการเพื่อพัฒนา ควรกำหนด KPI ในแต่ละด้าน และจัดการ Benchmarking สำหรับปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมยังมีต้นทุนสูง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางถนน จึงควรสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเลือกอื่น ๆ ให้มากขึ้น เช่น การขนส่งทางน้ำ ทางราง เป็นต้น ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ขาดบุคลากรที่มีทักษะและฝีมือด้านการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ควรสนับสนุนการพัฒนาแรงงานโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพ ส่วนการเตรียมความพร้อมสู่ AEC (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY) ยังขาดข้อมูลเพื่อการตัดสินใจสำหรับเส้นทางการส่งออกในอนาคต จึงควรจัดทำระบบข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจ หน้า 11 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (9) วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4254 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ - เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (9)" ฉบับนี้เป็นภาพรวมของอุตสาหกรรมยางพารา ต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียด ดังนี้ ทางด้านการสื่อสารด้านโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรม ยางพารา อุตสาหกรรมปลายน้ำ รายเล็กขาดการใช้ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการภายในองค์กร ควรส่งเสริมให้ใช้หลักการบริหารงานด้าน Logistics and Supply Chain Management และด้าน IT เพิ่มขึ้น ส่วนการวางแผนการผลิตสินค้าเพื่อบริหารจำนวนสินค้า (finish goods) ที่มีหลาย sku ควรส่งเสริมให้สถานประกอบการอุตสาหกรรมยางพาราสามารถนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการจัดการโลจิสติกส์ด้านต่าง ๆ เช่น วางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) การจัดการคลังสินค้า (WMS) การวางแผนการผลิต (PP) การจัดการส่งสินค้า (FMS) การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งเสริมการวางแผนด้วยกระบวนการ S&OP เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับการขาย - ใช้ SC บริหารสินค้าคงคลัง ด้านการบริหารสินค้าคงคลัง มีการเก็บสินค้าคงคลังในรูปแบบของยางก้อน ยางกะลาสูง เนื่องจากการกรีดยางไม่สามารถกระทำได้ตลอดปี จึงควรสนับสนุนการใช้ supply management ที่เน้นให้มี profit sharing อุตสาหกรรมปลายน้ำมีสินค้าคงคลังสูงในส่วนที่เป็น finish goods คือมีประมาณ 30-45 วัน เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย (500 รายการในระดับกลาง และผู้ผลิตระดับ international มีถึง 3,000-4,000 sku) จึงควรส่งเสริมให้ใช้หลักการบริหารงานด้าน Logistics and Supply Chain Management และด้าน IT เพิ่มขึ้น ทางด้านการขนส่ง ต้นทุนเรื่องน้ำมันค่าขนส่งที่รับซื้อวัตถุดิบต่างพื้นที่ อุตสาหกรรมปลายน้ำมีสินค้าสูญหายระหว่างการขนส่ง และขนส่งไม่มีประสิทธิภาพ (ส่งผลถึง carbon footprint) จึงควรสนับสนุนให้ใช้การขนส่งที่เน้นปริมาณมาก มากกว่าเน้นความรวดเร็ว เช่น ทางรางและทางน้ำ ส่วนการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการไม่รู้ต้นทุนโลจิสติกส์ที่แท้จริงและไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง และมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงเนื่องจากไม่ได้ economic of scale จึงควรสนับสนุนและเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อเลือกใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมในการประกอบธุรกิจ และการบริหารความ สมดุลของต้นทุนระหว่างต้นทุนการผลิตต่อหน่วยและต้นทุนโลจิสติกส์ ด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ เกษตรกรขาดความรู้และทักษะเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ความสำคัญและความเกี่ยวเนื่องของซัพพลายเชน ควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีความตระหนักและความรู้ พื้นฐานด้านพัฒนาและสร้างบุคลากรด้านการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมืออาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ด้านปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ในด้านโครงสร้างพื้นฐานมีการใช้ท่าเรือปีนังแทนท่าเรือสงขลา ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งปัญหาการสื่อสารทางภาษาและการแก้ไขปัญหาให้ทันเวลา จึงควรผลักดันการขยายท่าเรือขนส่งสินค้าให้เพียงพอและทันสมัย การส่งออกติดขัดในช่วงปลายเดือน เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอ การส่งออกยางของไทยประสบปัญหาระบบการจัดการโลจิสติกส์ในการจัดส่งสินค้าส่งออก เช่น เมื่อระวางเรือบรรทุกสินค้าเต็ม บริษัทเรือจะตัดสินค้าประเภทยางพาราออกไปก่อน จึงควรผลักดันให้รัฐบาลลงทุนระบบรถไฟรางคู่ และผลักดันการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล หรือโครงการ Land Bridge ที่สงขลาและสตูล ตามแผนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผลักดันการพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง อ่าวไทยและฝั่งอันดามันให้มีการใช้อย่างเต็มศักยภาพ (โครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด) โดยคาดว่าระบบรางจะตามมาหากว่ามีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น และควรผลักดันระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านภาคอีสาน ภาคเหนือ และ gate way อื่น ๆ - อุตฯยางพาราขาดแคลนแรงงานสูง ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน มีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะความชำนาญในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เจ้าของกิจการขาดอำนาจต่อรองกับลูกจ้าง มีการแย่งชิงแรงงาน เกิดพลวัตของการเคลื่อนย้ายแรงงานสูง จึงควรอบรมเพิ่มทักษะความชำนาญให้กับลูกจ้างเพิ่มขึ้น ควรร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงและปริมาณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในการวางแผนระดับชาติ เช่น การสนับสนุน การย้ายกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ควรคำนึงถึงปัจจัยด้านแรงงานด้วย ด้านสิ่งแวดล้อม การใช้กรดซัลฟูริกในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ส่งผลให้ยางเสียความยืดหยุ่นและตกค้างในน้ำ ก่อให้เกิดมลพิษในน้ำเพิ่มขึ้น การสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงสูงในการอบยางให้แห้ง และกระแสเรื่อง carbon footprint จึงควรหาพลังงานอื่นทดแทนน้ำมัน เช่น ใช้ก๊าซ/ถ่านกะลาปาล์ม/ ถ่านหิน/ไอน้ำ/ไบโอดีเซล การนำระบบ reuse มาใช้ในโรงงาน เช่น นำน้ำที่ผ่านกระบวนการผลิตน้ำยางข้นมาใช้ในโรงงาน สร้างแรงจูงใจในรูปภาษีหรือรางวัลเมื่อมีการลงทุนด้านการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีใหม่หรือนวัตกรรมมาใช้ เช่น เครื่องรีดหรืออบยาง ทางด้านการเตรียมความพร้อมสู่เขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ผู้ประกอบการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการ harmonize มาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดรับกับ AEC จึงควรผลักดันเรื่องการสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางพาราในระดับอาเซียน เพื่อให้สอดรับกับ ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality (ACCSQ) ภายใต้กรอบ AEC หน้า 14 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (10) วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4255 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (10)" ฉบับนี้ ต่อเนื่องจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจฉบับที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาฉบับนี้เป็นเรื่องปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและเฟอร์นิเจอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ประธานคณะทำงานกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา กล่าวว่า ในส่วนอุตสาหกรรมไม้ยางและเฟอร์นิเจอร์ ด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน Demand-Supply ยังมีปัญหา ไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดการเก็บสินค้าคงคลังสูง ควรที่จะจัดตั้งตลาดกลางสำหรับไม้ยางพารา ด้านประสิทธิภาพในโลจิสติกส์ภายในองค์กร การจัดซื้อหาและกระบวนการสั่งซื้อ วัตถุดิบไม้ยางพาราขึ้นอยู่กับฤดูกาล เช่น ในฤดูฝนจะมีไม้น้อย ควรจัดตั้งตลาดกลางสำหรับไม้ยางพารา และในการแปรรูป ไม้ยาง ต้องกระทำภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพไม้ ทำให้มีการเก็บรักษาสินค้าคงคลังของไม้แปรรูปสูง ส่วนการวางแผนยังขาดข้อมูลปริมาณการผลิต ความต้องการใช้ของไม้ยางพารา และขาดข้อมูลการ aging ของสวนยางพารา ทำให้ยากต่อการวางแผนและพยากรณ์ จึงควรส่งเสริมการพัฒนาฐานข้อมูลอายุไม้ยางพารา เช่น การใช้ระบบ GIS การบริหารคลังสินค้า ในการแปรรูปไม้ยาง ต้องกระทำภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพไม้ ทำให้มีการเก็บรักษาสินค้าคงคลังของไม้แปรรูปสูง จึงควรจัดตั้งตลาดกลางสำหรับไม้ยางพารา และต้นทุนสินค้าคงคลัง เฟอร์นิเจอร์ในส่วนของ finish goods สูง ควรส่งเสริมให้ใช้หลักการบริหารงานด้าน Logistics and Supply Chain Management และด้าน IT เพิ่มขึ้น ส่วนการขนส่ง ระบบขนส่งไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะจากเกษตรกรถึงกลุ่มอุตสาหกรรมไม้ยาง การขนส่งไม้ออกจากสวนยางในช่วงฤดูฝนลำบากและเป็นไปอย่างล่าช้า ควรสนับสนุนให้ใช้การขนส่งที่เน้นปริมาณมาก มากกว่าเน้นความรวดเร็ว และควรจัดตั้งสถานีรวมไม้ยางพารา ด้านขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ เกษตรกรขาดความรู้และทักษะเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ความสำคัญและ ความเกี่ยวเนื่องของซัพพลายเชน จึงควร ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความตระหนักและความรู้ พื้นฐานด้าน Logistics and Supply Chain Management ด้านปัจจัยเอื้อ เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ค่าขนส่งสูง เนื่องจากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ของไทยมีแต่ส่งออก ไม่ค่อยมีสินค้านำเข้า (Container deficit) และการขนส่งยังคงพึ่งพาทางรถ ทำให้ต้นทุนขนส่งสูง จึงควรผลักดันการพัฒนาระบบราง และท่าเรือให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้านระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ขาดฐานข้อมูลอายุไม้ยางพารา ควรมีฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไม้ยางพารา เช่น ปริมาณการผลิต ความต้องการใช้ และระบบสารสนเทศที่ช่วยในการวางแผน เช่น อายุไม้ยางพาราด้วย GIS ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ไม่เอื้อต่อการตัด ขนส่ง และผลิตไม้ยางพาราทั้งระบบ ควรผลักดันเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ที่ไม่เอื้อต่อการประกอบการ และผลักดันให้ ไม้ยางพาราเป็นไม้เศรษฐกิจ อุปสรรคด้าน Non Tariff Barrier เรื่องการรับรองผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจาก FSC (Forest Stewardship Council) ควรผลักดันการเผยแพร่ความรู้ เพื่อสร้างเรื่องการกีดกันที่มิใช่ภาษีต่าง ๆ ให้แก่ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ด้านการเตรียมความพร้อมสู่ AEC ผู้ประกอบการต้องการข้อมูล และการ เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการค้าเสรี ภายใต้กรอบประชุมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรของประเทศ สำหรับการก้าวสู่ยุคการค้าเสรีแบบไร้พรมแดน ภายใต้กรอบประชุมเศรษฐกิจอาเซียน หน้า 12 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (11) วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4257 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดิน ตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (11) ฉบับนี้ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอุตสาหกรรม ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและเฟอร์นิเจอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมี นายประเสริฐ ธรรมมนุญกุล เป็นประธานคณะทำงาน กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในด้านการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน ยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างโซ่อุปทาน แนวทางในการแก้ไข ควรจัดทำ cluster ทั้งในรูปแบบของการรวมกลุ่มและการเชื่อมต่อโซ่อุปทาน ปัญหาด้านการกระจายสินค้า รัฐควรเข้าไปดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมี ความเข้าใจและสร้างความร่วมมือระหว่าง ผู้ขายวัตถุดิบ (supplier) และผู้ซื้อ (buyer) ให้มีความเข้าใจที่ตรงกันอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องของกฎระเบียบและภาระหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทั้งการให้ข้อมูลที่จำเป็นในทุกมิติ เช่น ด้านการตลาด การออกแบบผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการ งานบุคคล การบัญชี การลงทุน การเงิน โลจิสติกส์ หรือปัญหาด้านอื่นต่อการดำเนินธุรกรรมนั้น ๆ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุปสรรคจากการขาดความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากผู้ประกอบการ และขาดความสามารถในการต่อยอดธุรกิจ เช่น การขยายตลาด การพัฒนาสินค้าหรือบริการ ในด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ภายในองค์กร การจัดซื้อจัดหาและกระบวนการ สั่งซื้อ ยังขาดการบูรณาการแผนของการผลิต การกระจายสินค้า การขนส่งสินค้าร่วมกัน ควรมีความร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญ เพื่อสามารถส่งมอบได้ตรงตามความต้องการ และลดต้นทุนตั้งแต่ผลิตจนถึงส่งมอบ ด้านการวางแผน ขาดการพยากรณ์ด้านการผลิตและจัดซื้อ รวมทั้งไม่มีระบบสารสนเทศสนับสนุน ทำให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ จึงควรพัฒนาระบบเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล การขาดฐานข้อมูลและการเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ตลอดโซ่อุปทาน ตลอดจนขาดความเชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน เพราะเป็น คู่แข่งขันทางธุรกิจ ควรสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดการโลจิสติกส์และการวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ระดับพื้นฐาน ด้านการบริหารสินค้าคงคลัง ขาดความเข้าใจที่แท้จริงต่อการเก็บสินค้าคงคลัง (ตัวเลขที่เหมาะสม) แนวทางแก้ไข ในบางอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการเก็บสินค้าคงคลังไว้ ทำให้มูลค่าสินค้าคงคลังสูง แต่บางอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการเก็บสินค้าคงคลังสำหรับอุตสาหกรรมนั้น ๆ ด้านการขนส่ง ขาดการส่งเสริมระบบการขนส่งด้วยอุปกรณ์โลจิสติกส์จากแหล่งผลิตมายังเส้นทางคมนาคม เช่น ถนน รถไฟ หรือท่าเรือขนส่งสินค้า เช่น กรณี รถเกี่ยวข้าว รถอีแต๋น เป็นต้น ควรมีการส่งเสริมให้มีการใช้ระบบการขนส่งด้วยอุปกรณ์โลจิสติกส์ส่วนกลางในแต่ละแหล่งผลิตที่สำคัญ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตลอดโซ่อุปทานอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขาดการเชื่อมโยงของระบบการขนถ่ายสินค้า เนื่องจากไม่มีความต่อเนื่องกัน ควรผลักดันการพัฒนาระบบ Multi Module Transport ในภูมิภาค ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ขาดการพัฒนาด้านการจัดการโลจิสติกส์ภายในโรงงาน ควรมีการสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์ภายในแต่ละสถานประกอบการของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หน้า 8 ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (จบ) วันที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4259 ประชาชาติธุรกิจ หมายเหตุ : เนื้อหา "ไทยเดินตามรอยสหรัฐ ปั้น Roadmap ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง (จบ)" ฉบับนี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ทางด้านขีดความสามารถด้าน โลจิสติกส์ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังขาดกำลังคนด้านโลจิสติกส์และแรงงานที่อุตสาหกรรม ต้องการ จึงควรจัดอบรมให้ผู้ประกอบการมีความตระหนักในความรู้ด้าน logistics และ supply chain รวมทั้งมีมาตรการจูงใจทางการส่งเสริมการเชื่อมโยงให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งโซ่อุปทาน รวมทั้งต่อยอดทางการตลาดเพื่อให้เกิด global SCM ให้ได้ ขาดการบันทึกและจัดทำข้อมูลต้นทุน โลจิสติกส์ ขาดแหล่งข้อมูลและการเข้าถึง ควรจัดทำเอกสารเผยแพร่ที่มีรูปแบบเข้าใจง่ายและเหมาะสมกับผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรม เนื่องจากระดับความรู้และความต้องการข้อมูลของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน และควรมีการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ อาจเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการอย่างรวดเร็วและสื่อสารให้ผู้ประกอบการเข้าใจ และมีแนวทางการพัฒนาตลาดโดยการกระตุ้นให้เห็นถึงโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้านปัจจัยเอื้อเพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมสนับสนุนบางประเภทของไทย ประสบปัญหาด้านคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการใช้ และผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการ ขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และตะวันออกกลาง เริ่มนำมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers : NTBs) มาใช้แทนมาตรการทางภาษีศุลกากร (Tariff Barriers) ที่ค่อย ๆ ปรับลดลงจากการเปิดเสรีทางการค้า ด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากจีนและอินเดีย ซึ่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าจ้างแรงงานและความพร้อมของวัตถุดิบหลัก จึงควรให้ ความรู้ จัดหลักสูตร ฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับแหล่งผลิต หรือตามความต้องการ ในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานของไทยยังสูงกว่าประเทศคู่แข่ง และการขาดทักษะแรงงานที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น สปา การนวด สำหรับภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ ด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการขนาดกลางที่มีบุคลากรและมีความพร้อมในการรองรับกฎระเบียบใหม่ ๆ แต่ยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจน จึงควรพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเติมความรู้ในส่วนที่ขาดและเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในเรื่องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารต้องห้ามหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นปัญหากับผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ที่สุด เพราะข้อมูลเชิงเทคนิคเหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ คำปรึกษา ช่วยเหลือ ประกอบกับความต้องการของผู้ซื้อในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากต่างประเทศได้กำหนดเงื่อนไขที่ค่อนข้างสูง (อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มหรืออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์) ด้านระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ยังขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจการส่งออกให้กับผู้ประกอบการ จึงควรสนับสนุนการพัฒนาระบบการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาเชื่อมโยงในทุกมิติสำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยการจัดกลุ่มอุตสาหกรรม รายสาขา (cluster) เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องประดับและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และควรทำระบบเทคโนโลยี สารสนเทศในรูปแบบที่ง่ายและพร้อมใช้ (Ready and Easy to Use) เพื่อให้สามารถทำ E-market place ได้ในแต่ละอุตสาหกรรม ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ความไม่เพียงพอด้านทักษะ และความสามารถของบุคลากรตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ปฏิบัติงาน ด้านข้อกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ควรผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็กและ ขนาดย่อม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมายสนับสนุนและโซ่อุปทานโดยรวม ด้านการเตรียมความพร้อมสู่ AEC ผู้ประกอบการขนาดย่อมยังขาดบุคลากรและความพร้อมในการดำเนินการตามกฎระเบียบต่าง ๆ และที่สำคัญยังมีทัศนคติต่อการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ นั้นยังเป็นไปในเชิงลบ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันมีมาตรการต่าง ๆ เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และยังมีแนวคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัวยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำในปัจจุบัน ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสายโซ่อุปทาน (supply chain) ว่ามีโอกาสที่จะส่งผลกระทบมาถึงองค์กรได้ จึงควรให้การส่งเสริมสนับสนุนข้อมูล สื่อต่าง ๆ ในการสร้างความตระหนักต่อ ผลกระทบ ที่เกิดจากโครงการ กิจกรรมการผลิตและผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม ให้เป็นเรื่อง ใกล้ตัวและส่งผลที่สำคัญต่อผลประโยชน์ของธุรกิจของตนในที่สุด หน้า 11
__________________
Thailand Gateway Of ASEAN (South East Asia Hub) BOI Thailand Board of Investment Tourism Thailand MICE Thailand Convention and Exhibition Bureau Thailand Trade Department Last edited by napoleon; November 6th, 2010 at 07:46 PM. |
|
|
|
|
|
#355 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
รับเหมางานทะลัก8แสนล้าน โปรเจ็กต์"รัฐ-เอกชน"จ่อคิวเปิดประมูล
วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4245 ประชาชาติธุรกิจ เปิดศักราชยุคทองวงการรับเหมาก่อสร้าง ชี้งานประมูลภาครัฐ-เอกชนช่วงรอยต่อสั้น ๆ ระหว่างปลายปี"53 ถึงปี"54 มูลค่ารวมกันท่วมตลาดกว่า 8 แสนล้านบาท เผยกระทรวงคมนาคมนำโด่งโปรเจ็กต์ใหญ่-เล็กรอคิวเคาะราคากว่า 3 แสนล้าน บิ๊กรับเหมาแบ่งเค้กเมกะโปรเจ็กต์ทั้งรถไฟฟ้า-ถนน-สะพาน ฟันธงรายใหญ่งานล้นมือเป็นโอกาสผู้รับเหมารายกลาง-รายย่อยแจ้งเกิด ค้าวัสดุร่วมวงแจมเค้กโครงการรถไฟฟ้า 6.7 หมื่นล้าน นับถอยหลังจากนี้ไปถึงต้นปี 2554 วงการธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซัพพลายเออร์วัสดุก่อสร้าง งานระบบ รถไฟฟ้าและแรงงานบรรยากาศเริ่มคึกคักแบบพลิกฝ่ามือ เนื่องจากมีโครงการทั้งใหญ่และเล็กเริ่มทยอยเปิดประมูล เฉพาะงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2554 ช่วงเวลาไล่ตั้งแต่โค้งสุดท้ายปี 2553 ยาวไปถึงปี 2554 คิดเป็นมูลค่ารวมโดยประมาณ 371,112 ล้านบาท เปิดโพยรายโปรเจ็กต์ เริ่มที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กำลังเปิดประมูลรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 71,687 ล้านบาท 3 สัญญา อาทิ งานโยธาและสถานีกลางบางซื่อ 26,554 ล้านบาท งานโยธาจากสถานีบางซื่อ-รังสิต 18,861 ล้านบาท มีรับเหมาซื้อแบบ 10 ราย ยื่นซอง 1-2 ธันวาคมนี้ สัญญาที่ 3 จะ ขายแบบวันที่ 20 กันยายน และยื่นซองเดือนมกราคมปีหน้า นอกจากนี้มีโครงการตามแผนการลงทุนใน 5 ปี (2554-2559) เงินลงทุน 176,808.28 ล้านบาท พร้อมและดำเนินการได้ทันที 11 รายการ 87,529 ล้านบาท เช่น ประมูลจัดซื้อหัวรถจักรขนาด 20 ตัน/เพลา 7 คัน 1,155 ล้านบาท จัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 308 คัน 770 ล้านบาท ด้านการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เตรียมชงขอมติ ครม.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง วงเงิน 13,243 ล้านบาท รูปแบบ PPP Gross Cost อายุสัมปทาน 30 ปี และเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ จะเปิดประมูลงานสัญญาที่ 6 (ระบบราง) สายสีม่วง 3,638 ล้านบาท กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ในเดือนตุลาคมนี้จะเปิดประมูลสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานนทบุรี 1 วงเงิน 3,796 ล้านบาท อีกโครงการเป็นถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์และถนนกาญจนาภิเษก 2,324 ล้านบาท และงบฯลงทุนใหม่ประจำปี 2554 อีก 13,000 ล้านบาท 2,500 สัญญาที่จะเปิดประมูลเดือนตุลาคมนี้เช่นกัน กรมทางหลวง (ทล.) 19 โครงการ 10,580 ล้านบาท เช่น ขยายทางสายประธาน 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) และโครงการถนน 4 ช่องจราจร 7 สาย รวม 10,290 ล้านบาท กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ (คลองลาดพร้าว-แม่น้ำเจ้าพระยา) 2,457 ล้านบาท ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส (ตากสิน-บางหว้า) 5.3 กิโลเมตร 5,915 ล้านบาท สะพาน เกียกกายและถนนโครงข่ายรับรัฐสภาใหม่ 6 โครงการ 16,000 ล้านบาท ฯลฯ ด้านรัฐสภามีโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่วงเงิน 12,000 ล้านบาท ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน 2554 จะเปิดประมูลก่อสร้างแบบสัญญาเดียว งานรัฐ-เอกชน 8 แสนล้าน นายพลพัฒ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปลายปีนี้ถึง ปีหน้ามีงานเปิดประมูลมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งงานขนาดเล็ก กลางและใหญ่มูลค่ารวมประมาณ 8 แสนล้านบาท เป็นงานรัฐ 2.6 แสนล้านบาท และเอกชน 5 แสนล้านบาท เทียบปีที่แล้วมีงานประมูล รวมกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นงานรัฐ 1.6 แสนล้านบาท และเอกชน 4 แสนล้านบาท "ตอนนี้บรรยากาศประมูลงานคึกคักขึ้น หลังช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมางานไม่ค่อยมี ส่งผลให้ตลาดรับเหมาก่อสร้างปีหน้าจะแข่งขันสูงสำหรับงานขนาดกลางและเล็ก หากรัฐประมูลงานได้จริงจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เกิดการจ้างงานเป็นแสนคน รวมถึงวัสดุก่อสร้าง" "บิ๊กแบรนด์" รายงานตัวครบ นายพลพัฒกล่าวว่า คาดว่างานใหญ่จะหนีไม่พ้นบี๊ก ๆ ในตลาด อาทิ ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ซิโน-ไทยฯ ที่มาแรงตอนนี้ มี บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งฯ ที่ได้งานใหญ่ไปหลายสัญญา ทั้งสายสีน้ำเงิน สีแดง ด้วยศักยภาพและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง หากรัฐบาลเปิดประมูลรถไฟฟ้าอีก 2 สาย ต่อจากสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) คาดว่าทำให้รับเหมารายใหญ่งานเต็มมือจนทำไม่ทัน ถึงวันนั้นงานถึงจะมาถึงมือผู้รับเหมารายกลาง "ที่น่าห่วงคือหากงานออกมาเยอะ ๆ และปีหน้างานใหญ่จะเริ่มก่อสร้างทั้งรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน สีแดง อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ โดยเฉพาะช่างฝีมือด้านปูนและไม้ ที่ผ่านมาจะขาดเป็นช่วงฤดูกาลคือหน้าฝนแรงงานกลับบ้านไปทำนา แต่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน" เนาวรัตน์ฯเล็ง ITD ยื่นสีแดง ในส่วนของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ งานในมือมีไม่มากประมาณ 10,000 ล้านบาท ผลประกอบการครึ่งปีได้ 2,000 ล้านบาท เพราะงานใหญ่ไม่มี ในปีหน้าคาดว่าจะได้งานใหม่เพิ่มอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท รอลุ้นงานใหญ่ประมูลสายสีแดง กำลังจะเจรจาร่วมกับอิตาเลียนไทยฯ ส่วนงานอื่นๆ มีงานท่าเรือต่างจังหวัด ซิโน-ไทยงานทะลัก 3.4 หมื่น ล. นายวัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร กรรมการ ผู้จัดการ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังนี้ จะเข้าประมูลงานหลายโครงการ เป็นงานราชการเป็นหลัก เช่น รถไฟสายสีแดง 2 สัญญา 44,000 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีเขียว อาคารรัฐสภาใหม่ 12,000 ล้านบาท งานปรับปรุงรางของ ร.ฟ.ท. 1.7 แสนล้านบาท งานสะพานนนทบุรี 1 เป็นต้น "ปีนี้เป็นโอกาสทองของผู้รับเหมา มีงานใหญ่ออกมาเยอะ แนวโน้มปีหน้าอาจเกิดปัญหาแรงงานขาด เพราะงานก่อสร้างไปกระจุกตัวปีหน้ามาก สำหรับบริษัทจะรับวิศวกรและช่างเทคนิคเพิ่มอีก 100 อัตรา" ITD รายได้เหยียบแสนล้าน นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปีนี้ไปถึงปีหน้างานก่อสร้างของภาครัฐออกประมูลมากขึ้น ทำให้รับเหมาคึกคักขึ้น "หลังได้งานอุโมงค์สายสีน้ำเงิน บริษัทเตรียมตัวเข้าประมูลงานรถไฟสายสีแดง ทั้ง 3 สัญญา กำลังดูว่าจะร่วมทุนกับรับเหมารายอื่นหรือไม่ มีทั้งรับเหมาไทยและต่างประเทศมาขอร่วมงานด้วย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และกำลังลุ้นงานประมูลสะพานนนทบุรี 1 ซึ่งร่วมทุนกับบริษัทรับเหมาจากประเทศญี่ปุ่น" ขณะนี้บริษัทมีงานในมือเกือบ 1 แสนล้านบาท ด้านรายได้รวมทั้งปีคาดว่า อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกมีรายได้รวมแล้ว 18,000 กว่าล้านบาท และปีหน้าจะเร่งรับงานในประเทศมากขึ้น ด้านแรงงาน เนื่องจากบริษัทมีงานต่างประเทศค่อนข้างมาก เตรียมจะรับแรงงานเพิ่มประมาณ 1 หมื่นคนเพื่อไปก่อสร้างงานต่างประเทศ "ช.การช่าง" เดินหน้าลุยงานเพิ่ม แหล่งข่าวจาก บมจ.ช.การช่าง กล่าวว่า ขณะนี้งานในมือเริ่มมีมากขึ้นจากเดิม 2 หมื่นล้านบาทอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท หลังจากได้งานก่อสร้างสายสีม่วง สีน้ำเงิน และบริษัทเตรียมพร้อมที่จะเข้าประมูลงานอื่น ๆ อีกหลายโครงการ เช่น งานโยธาสายสีแดงอีก 2 สัญญา กว่า 4 หมื่นล้าน นอกจากนี้สนใจจะเข้าร่วมลงทุนระบบเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงอีก 1.3 หมื่นล้านบาท เป็นต้น สำหรับแรงงานนั้น ได้โยกคนจากเขื่อนน้ำงึมที่เสร็จแล้วมาไซต์งานสีม่วงแทน ส่วนสีน้ำเงินจะเริ่มก่อสร้างปีหน้ามีบางส่วนที่รับใหม่และโยกจากงานเดิมที่เสร็จมาช่วย คาดว่าไม่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ถ้างานออกมาเยอะ ๆ ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าอาจจะมีผลกระทบได้ วัสดุชิงเค้กรถไฟฟ้า 6.7 หมื่น ล. ด้านตลาดวัสดุก่อสร้างหลัก ทั้งคอนกรีต เหล็กเสริมคอนกรีต เหล็กรูปพรรณ และวัสดุตกแต่ง เช่น กระเบื้อง ได้รับอานิสงส์โดยงานก่อสร้าง 1 โครงการ จะใช้วัสดุ 80% แรงงาน 20% โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 3 สายที่เปิดประมูลไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมของวัสดุก่อสร้างประมาณ 67,573 ล้านบาท คือ สีม่วง 9,743 ล้านบาท สีน้ำเงิน 26,330 ล้านบาท และสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) อีก 31,500 ล้านบาท นับจากไตรมาส 1 ของปี 2554 เป็นต้นไป จะเริ่มคึกคักขึ้น เพราะโครงการจะเริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว นายกศิปัญญ์ ศิริธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เอฟ.เอ็ม. จำกัด ผู้แทนจำหน่ายแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิตแบบ ไส้กลางทนไฟสำหรับปิดผิวอาคาร แบรนด์มิตซูบิชิจากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ก่อนหน้าบริษัทได้รับการติดต่อจากบริษัท ผู้รับเหมาที่ได้รับงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟสายสีแดง เพื่อให้เสนอราคาสินค้าคิดเป็นปริมาณการใช้งาน 150,000 ตารางเมตร แยกเป็นรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 50,000 ตารางเมตร และรถไฟสายสีแดงอีกประมาณ 100,000 ตารางเมตร น่าจะทราบผลการเลือกใช้สินค้าภายในช่วงกลางปี-ปลายปี 2554 เพราะจะต้องรอให้งานก่อสร้างแล้วเสร็จ และจะเริ่มทยอยติดตั้งแผ่นอะลูมิเนียมในช่วงปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 หน้า 1
|
|
|
|
|
|
#356 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Logistics hub for petrochem products
By The Nation Published on September 17, 2010 PTT yesterday opened the largest logistics centre in Asean worth Bt2.7 billion to distribute petrochemical products of the group. President and CEO Prasert Bunsumpun said PTT Polymer Logistics Co was established to provide full logistics service for PTT's many petrochemical companies. The group has annual production capacity of 1.65 million tonnes. Having its own distribution centre will help the group control logistics activities and strengthen its competitive advantage. Supachoke Liamkaeo, managing director of PTT Polymer Logistics, said the logistics centre can store 1 million tonnes of polypropylene a year. It can be expanded to 1.5 million tonnes in the future. The new company can deliver 300 containers or 4,500 tonnes per day. |
|
|
|
|
|
#357 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
สอท.คาดถนนท่าเรือทวายสร้างเสร็จปี 2558
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 17 กันยายน 2553 17:30 ส.อ.ท.เผยความคืบหน้าสร้างถนนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย 3 แสนล้าน เริ่มก่อสร้างเฟสแรกต้นปีหน้า คาดก่อสร้างเสร็จ 2558 นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการศึกษาและสำรวจความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการค้าของไทยสู่ฝั่งตะวันตกที่รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับรัฐบาลพม่าในการพัฒนาก่อสร้างเส้นทาง โลจิสติกส์ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนงานส่วนท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่า มูลค่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เส้นทางถนนระยะทาง 160 กิโลเมตรจากเมืองทวาย มายังบ้านพุน้ำร้อนจังหวัดกาญจนบุรี จะดำเนินการก่อสร้างโดยบมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) โดยจะแบ่งเป็น 2 เฟส ซึ่งเฟสแรกจะก่อสร้างต้นปีหน้า เป็นถนนมาตราฐาน 4 เลน และเฟส 2 เป็นการขยายถนนเพิ่มเป็น 8 เลน ซึ่งคาดแล้วเสร็จ 2558 นอกจากนี้จะมีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมโยงกับประเทศจีนระยะทาง 1.7 พันกิโลเมตร ในส่วนการสร้างท่าเรือน้ำลึก ทวายที่ประเทศพม่า คณะกรรมการได้มีการเลือกพื้นที่ นาบูเร ที่พม่า มีระยะทางห่างจากเมืองทวาย 10 กิโลเมตร ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวจะเป็นการลดระยะทางในการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออก กลาง เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปสู่อินโดจีนและตอนใต้ของประเทศจีน ด้านนายสุรินทร์ วิเชียร ผู้จัดการโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวาย กล่าวว่า ส่วนของนิคมอุตสาหกรรม จะมีพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4 MVA โรงงานเหล็ก โรงงานปุ๋ย โรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น และโครงการดังกล่าวถือว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่านิคมอุตสาหกกรมแหลมฉบังและมาบตา พุดรวมกัน 10 เท่า การก่อสร้างคาดว่าจะใช้เวลา 10 ปีนับจากปี 2554 ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้มีนโยบายในการผลักดันโครงการการพัฒนาการก่อสร้างเส้นทางโลจิ สติกส์ไทย-พม่า และโครงการการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งตะวันตก โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ กกร. ร่วมกับคณะกรรมการสภาธุรกิจ GMS-BF ประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งโดยความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ให้ความสำคัญและอยู่ระหว่างติดตามกรอบนโยบายภาครัฐข้างต้น เพื่อพัฒนาเส้นทางการค้าไทยของไทยสู่ฝั่งตะวันตกดังกล่าว |
|
|
|
|
|
#358 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
สำรวจศักยภาพการค้า-โลจิสติกส์ สระแก้ว-พนมเปญ-โฮจิมินห์
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4246 ประชาชาติธุรกิจ ในช่วงวันที่ 3-6 กันยายน 2553 นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยคณะอาจารย์ที่ศึกษาระบบโครงข่ายโลจิสติกส์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายอนุรักษ์ เทียนทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และคณะได้เดินทางศึกษาดูงานระหว่างชายแดนไทย (สระแก้ว)-กัมพูชา (เส้นทางหมายเลข 6)-โฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม คณะสำรวจใช้รถบัสขนาดเล็กของกัมพูชา จุดสตาร์ตอยู่ที่ด่านพรมแดนคลองลึก จ.สระแก้ว ผ่านด่านปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งเดิมเรียกว่า เมืองศรีโสภณ มุ่งตรงสู่พนมเปญ โดยผ่านเมืองสำคัญคือ จ.พระตะบอง ใช้เส้นทางหมายเลข 6 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนลาดยาง 2 เลน รถยนต์วิ่งเลนขวาและใช้พวงมาลัยซ้าย ความเจริญหรือชุมชนเมืองกระจุกตัว อยู่บริเวณใกล้ด่านปอยเปตเท่านั้น จากนั้นตลอดสองข้างทางขนาบด้วยทุ่งนากว้างใหญ่ เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขัง ไม่มีภูเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นการทำนาหว่านที่มีแปลง ขนาดใหญ่กว่าแปลงนาของไทย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่การคมนาคมก็ค่อนข้างสะดวก มีรถขนส่งสินค้าประปราย อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่สะดวก เพราะรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าของไทยข้ามไปฝั่งปอยเปตได้แค่ 3 ก.ม. และต้องขนถ่ายสินค้าใส่รถของกัมพูชาเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังพนมเปญ และจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทยสูงขึ้น ก่อนนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนาม MOU ทดลองให้รถขนส่งสินค้าข้ามไปฝั่งกัมพูชาได้ 40 คัน แต่เมื่อเกิดปัญหาเขาพระวิหาร ทำให้ความร่วมมือชะงักไปจนถึงปัจจุบัน "พระตะบอง" เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ เศรษฐกิจดี การค้าขายคึกคัก มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ร้านค้าใหม่ ๆ เป็นหน้าด่านรองรับสินค้าจากไทย ส่วนที่ จ.โพธิสัต พบว่ามีสินค้าไทยวางจำหน่ายเต็มไปหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องปรุงอาหาร, ผงชูรส, สบู่, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็นำเข้าจากเมืองไทย ทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ซึ่งเป็นแหล่งระบายผลไม้ล้นตลาดของจันทบุรี ตราด ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น เข้าสู่เขต จ.กัมปงชนัง เป็นแหล่งปลูกตาลโตนดเช่นเดียวกับ จ.เพชรบุรี ของไทย และถึงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาในช่วงค่ำพอดี ตลอดเส้นทางสระแก้ว-พนมเปญ สภาพถนนถือว่าอยู่ในสภาพดี ทางเรียบไม่มีภูเขาสูงคดเคี้ยว แต่ส่วนใหญ่ไม่มี ไหล่ถนน บางช่วงมีหมู่บ้าน ชุมชน ตลาดการค้า ขนาบสองข้างทาง การขับรถต้องใช้ความระมัดระวัง ขณะที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์วิ่งได้ไม่เกิน 60 ก.ม./ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจเข้มเป็นระยะ ๆ วันรุ่งขึ้นเดินทางจากพนมเปญสู่ชายแดนบาเวต-ด่านชายแดนม็อกไบ เวียดนาม (Bavet-Moc Bai Border) ผ่านถนนหมายเลข 1 ช่วงที่ออกจากตัวเมืองพนมเปญ มีสภาพขรุขระมาก น้ำท่วมขัง การก่อสร้างถนนใหม่จะเสร็จในอีก 2-3 ปี ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงถึงท่าเรือ "เนื๊ยกเลือง" (Neak Lueang) เป็นท่าเรือสำคัญบนแม่น้ำโขง ห่างจากท่าเรือพนมเปญ 60 ก.ม. ต้องนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำโขงแล้วเดินทางต่ออีกราว 92 ก.ม.ถึงด่านบาเวต ซึ่งพัฒนาเป็นชุมชนเมืองดูทันสมัย มีกาสิโน 3 แห่งเปิดบริการนักเสี่ยงโชค สภาพอาคารของด่านบาเวต และด่านม็อกไบ มีขนาดใหญ่ทันสมัย แยกคนและรถขนสินค้าออกจากกันชัดเจน หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามแล้วต้องเปลี่ยนไปใช้รถและไกด์ของเวียดนาม ระยะทางห่างจากชายแดนถึงโฮจิมินห์ซิตี (ไซ่ง่อน) 100 ก.ม. เป็นถนน 4 เลน สภาพดี แต่จำกัดความเร็วไว้ที่ 40 ก.ม./ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้า ที่สำคัญการบริการของเจ้าหน้าที่เวียดนามที่ด่านม็อกไบค่อนข้างมีปัญหาความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกับ ชาวต่างชาติซึ่งคณะสำรวจต้องเสียเวลา กับการตรวจคนเข้าเมืองนานนับชั่วโมง ทริปนี้แม้จะมีเวลาน้อย แต่สิ่งที่คณะสำรวจเห็นตรงกันคือ สภาพบ้านเมืองเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเต็มที่ โดยเฉพาะจีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ ขณะที่ผู้นำของไทยยังไม่ให้ ความสำคัญ และเริ่มสูญเสียตลาดสินค้า ให้แก่เวียดนามและจีนที่รุกคืบเข้ามา อย่างหนักในช่วง 1-2 ปีนี้ หน้า 23
__________________
Thailand Gateway Of ASEAN (South East Asia Hub) BOI Thailand Board of Investment Tourism Thailand MICE Thailand Convention and Exhibition Bureau Thailand Trade Department Last edited by napoleon; September 18th, 2010 at 05:35 PM. |
|
|
|
|
|
#359 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
Thailand's logistics fair slated in October
By The Nation 21/06/2010 To emphasise Thailand's role as the logistics hub in Asean, the 7th Thailand International Logistics Fair 2010 will be kicked off this October 7-11 this year at Bitec. Nuntawan Sakuntanaga, director-general to the Export Promotion Department, said yesterday that this year exhibition will focus under the theme 'Asean logistic network: gateway to the world' in order to strengthen cooperation among local and overseas logistic providers. More than 187 local and international entrepreneurs will join the fair, which should attract about 10,000 visitors. Exhibitors are from Asean, South Asia, China, Japan, Taiwan, the Middle East, India, the United States, Australia, and the European Union. |
|
|
|
|
|
#360 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,988
Likes (Received): 391
|
ก.พาณิชย์ลุยออกใบอนุญาตส่งออกใน1วัน
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4247 ประชาชาติธุรกิจ กรมส่งออกเดินหน้าพัฒนาระบบโลจิสติกส์ บี้ 15 หน่วยงานผ่านใบอนุญาตส่งออกเสร็จใน 1 วัน กรุยทางบุกตลาดเออีซี พร้อมปรึกษาปัญหาการค้าฟรี ! หวังขยายฐานเศรษฐกิจ-เสริมความแข็งแกร่งตลาดอาเซียน นางพิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศระหว่างปี 2553-2558 โดยในปี 2554 ตั้งเป้าหมายผลักดันการส่งออกโต 10-15% และเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้เป็นที่ 1 ในอาเซียน และติด 1 ใน 10 ของโลกนั้น จำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ลดต้นทุนได้ 15% ตามเป้าหมาย ล่าสุดกรมลงทุนปรับโฉมและสร้างระบบไอทีภายในศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออก "15 หน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการภายในศูนย์ เพื่อออกเอกสารรับรองและใบอนุญาตที่ใช้ในการส่งออก ตลอดจนให้คำปรึกษาและแนะนำด้านการส่งออก ฟรี ทำให้ลดเวลา ความซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการติดต่อประสานงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1 วันในช่วงที่ผ่านมา โดยให้บริการตั้งแต่ตามเวลาราชการ" นางพิรมลกล่าว นอกจากนี้ยังเป็นการแนะนำนวัตกรรมล่าสุดของการบริการ กฎระเบียบที่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ทันกับการค้ายุคใหม่ เช่น การทำงานแบบไร้กระดาษของกรมควบคุมโรค กรมศุลกากร หอการค้าไทย เป็นต้น และในต้นเดือนตุลาคมนี้จะเปิดให้บริการคอลเซ็นเตอร์เลขหมายใหม่ บริการ 24 ชั่วโมง และมีระบบเอสเอ็มเอสบอกผลการอนุมัติ โดยไม่ต้องรอรับบริการ ณ ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้เพื่อให้บริการครอบคลุมทั้งประเทศ กรมจะจัดสัมมนาในปีนี้อีก 5 ครั้ง ในจังหวัดใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี สงขลา หนองคาย และชลบุรี เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจถึงขั้นตอนกฎระเบียบใหม่ ๆ และแจ้งการพัฒนาเครือข่ายร่วมบริการ กรมให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนที่มีสัดส่วนอันดับ 1 ของการส่งออกไทยให้มีอัตราการขยายตัวเติบโตด้วยความแข็งแกร่งที่ระดับ 30% ตามเป้าหมาย หน้า 11 |
|
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|