|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|
#41 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
บขส.เตรียมชงแผนพัฒนาที่ดินสายใต้ให้เอกชนเช่า
วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เวลา 13:00:09 น. มติชนออนไลน์ นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่า จะนำแผนการพัฒนาที่ดินของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการ บขส. ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ จากที่ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารจัดทำแผนการหารายได้ โดยเฉพาะในที่ดินสถานีขนส่งสายใต้เดิม 15 ไร่ ที่ทำเลเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย หรือ เป็นศูนย์การค้า ทั้งนี้ ในเบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเปิดให้เอกชนเช่า แต่ บขส. ไม่มีความชำนาญในการพัฒนาที่ดิน จำเป็นต้องหาบริษัทที่ปรึกษามาดำเนินการแทน ประธานคณะกรรมการบริษัทขนส่ง กล่าวต่อว่า บขส. มรีแนวคิดที่จะนำดินบริเวณสถานีขนส่งสายตะวันออก หรือ เอกมัย ที่ในอนาคตจะมีการย้ายออกไปพัฒนาในแนวทางเดียวกันกับสถานีขนส่งสายใต้ ส่วนสถานีขนส่งเอกมัย เบื้องต้นมีแผนจะใช้พื้นที่ของสถานีขนส่งผู้โดยสาร ณ ท่าอาศยานสุวรรณภูมิ ที่ปัจจุบันมีรถโดยสารสายตะวันออก ให้บริการอยู่แล้ว และบางส่วนจะเช่าที่ดินขององค์การขนส่งรถไฟฟ้ามวลชนห่งประเทศไทย (รฟม.) ถนนพระราม 9 |
|
|
|
|
|
#42 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
ท้วงรัฐสร้างถนนให้มาเลย์
วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6528 ข่าวสดรายวัน นายพงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า จากโครงการศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ จำนวน 3 เส้นทางคือ เส้นทาง อาร์ 1 เชื่อมไทย-กัมพูชา-เวียดนาม เส้นทาง อาร์ 3 เอ เชื่อมไทย-สปป.ลาว-จีน (ยูนนาน) และเส้นทางอาร์ 9 เชื่อมไทย-สปป.ลาว-เวียดนามนั้น แต่ละประเทศมีศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และจะมีความสำคัญต่อไทยในอนาคตโดยจะเป็นฐานการผลิตด้านแรงงานและการบริโภคและอุปโภคสินค้าจากไทย รวมถึงจะเป็นแหล่งวัตถุดิบจากความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่แต่ละประเทศมี ซึ่งผู้ประกอบการด้านการขนส่งของไทยควรจะมองลู่ทางเข้าไปลงทุนมากขึ้น ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เส้นทางที่มีศักยภาพสำหรับการขนส่งสินค้าคือเส้นทางหมายเลข 9 ไปทางพม่า ส่วนที่ไป สปป.ลาว-เวียดนาม ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากท่าเรือดานังรองรับสินค้าได้เพียง 3.2 หมื่นตู้ต่อปี และมีค่าเฟดรวมทั้งค่าขนส่งทางรถสูงถึง 4 หมื่นบาทต่อเที่ยว นอกจากนี้อยากให้ภาครัฐคำนึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจากการลงทุนสร้างถนนระหว่างประเทศเพราะพบว่าผู้ได้ประโยชน์จริงคือประเทศที่ 3 เช่น มาเลเซีย ที่จับมือกับผู้บริหารของประเทศตั้งนิคมอุตสาหกรรมรอไว้ที่บริเวณถนนที่ไทยสร้างทุกเส้นทาง (กรอบบ่าย) หน้า 8 |
|
|
|
|
|
#43 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
ค่าก่อสร้างเชียงแสน2/ปากบาราพุ่ง 20%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2365 12 ต.ค. - 15 ต.ค. 2551 ขน. เล็งปรับราคาก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 -ท่าเทียบเรือปากบารา เพิ่ม 10-20% แจงทำตามมติ ครม. ต้องปรับราคาให้เป็นปัจจุบัน ยึดสถิติน้ำมัน-ค่าขนส่ง-วัสดุเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์ เบื้องต้นคาดเชียงแสน 2 ต้องปรับวงเงินจาก 1,546 ล้านบาท เป็น 1,746 ล้านบาท ส่วนท่าเทียบเรือปากบารา จะปรับจาก 397 ล้านบาท เป็น 477 ล้านบาท มั่นใจเปิดประมูลได้ทันในปีนี้แน่ นายประสงค์ ตันมณีวัฒนา อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กรม ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2552 เป็นเงินทั้งสิ้น 3,731.89 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่ได้เสนอขอไป สำหรับโครงการสำคัญที่กรม จะเร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนหน้านี้ คือ โครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จ.เชียงราย, โครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน ที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา 76 ล้านบาท และอ่างทอง รวมถึงจะเร่งรัดโครงการขยายท่าเทียบเรือปากบาราด้วย ทั้งนี้ในส่วนของโครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 นั้น ขณะนี้ทางกรม กำลังเร่งดำเนินการเตรียมการประกวดราคาจ้างก่อสร้าง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชันอยู่ ซึ่งกำลังเร่งคิดราคากลางให้ชัดเจนก่อนที่จะประกาศทีโออาร์ประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ส่วนโครงการขยายท่าเทียบเรือปากบารานั้น อยู่ระหว่างเร่งออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ และจะสามารถเร่งดำเนินการประกวดราคาได้ภายในสิ้นปี 2551 อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 โครงการนั้นจะต้องมีการทบทวนวงเงินโครงการ ให้สอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สมัยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ออกมติเรื่องมาตรการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง ที่กำหนดให้ต้องคิดราคาโครงการให้เป็นปัจจุบันภายใน 45 วันก่อนประมูล โดยจะต้องนำสถิติราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมัน ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ใช้เป็นเกณฑ์ในการคิดราคาใหม่ อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำฯ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคาดว่าทั้ง 2 โครงการ จะต้องปรับวงเงินโครงการเพิ่มขึ้น ประมาณ 10-20% คือ ในส่วนของท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 คาดว่าจะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 300 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดวงเงินไว้ที่ 1,546 ล้านบาท รวมเป็น 1,746 ล้านบาท ส่วนโครงการขยายท่าเทียบเรือปากบารา คาดว่าจะต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80 ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดกรอบวงเงินไว้ 397 ล้านบาท รวมเป็น 477 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ต้องรอดูความชัดเจนจากคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการอีกครั้งหนึ่งด้วย "ขณะนี้เราต้องปรับราคาโครงการทั้ง 2 โครงการให้เป็นปัจจุบัน โดยต้องยึดราคาวัสดุ ราคาน้ำมันของเดือนสิงหาคมปีนี้ ตามที่สำนักงบประมาณกำหนด ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะต้องปรับราคาเพิ่มอีก 10-20% ตอนนี้เรากำลังเร่งคิดราคากลางของท่าเรือเชียงแสนและออกแบบท่าเทียบเรือปากบาราให้เสร็จ แล้วจะประมูลทันที ส่วนเรื่องราคาที่เพิ่มขึ้นนั้น ในตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบ เพราะในตอนประมูล ผู้เสนอราคาอาจจะเสนอต่ำกว่าที่เราคิดก็ได้ แต่ถ้าเสนอราคามาสูงกว่าที่เรากำหนดมา ก็ต้องให้สำนักงบประมาณพิจารณาและเสนอขอความเห็นชอบขยายกรอบวงเงินจากครม. " อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำฯ กล่าว สำหรับโครงการอื่นๆ ที่อยู่ในแผนงบงานปี 2552 ของ กรมการขนส่งทางน้ำฯ ยังมีทั้งงานค่าก่อสร้างเขื่อนกันทรายและกันคลื่น 215.43 ล้านบาท, งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล 595.67 ล้านบาท, งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง 199.8 ล้านบาท, งานขุดลอกร่องน้ำภายในประเทศ ประมาณ 275 ล้านบาท, งานจ้างเหมาขุดลอกร่องน้ำในประเทศ 216 ล้านบาท, งานขุดลอกร่องน้ำชายฝั่งทะเล ประมาณ 430 ล้านบาท, งานจ้างเหมาขุดลอกร่องน้ำชายฝั่งทะเล 432 ล้านบาท, โครงการพัฒนาท่าเรือโลจิสติกส์ 120.29 ล้านบาท และงานจัดซื้อที่ดินเพื่อขยายพื้นที่ศูนย์ฝึกพาณิชยนาวี 46.28 ล้านบาท เป็นต้น |
|
|
|
|
|
#44 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
การท่าเรือปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ปั้นแหลมฉบังเทียบชั้นสิงคโปร์
สยามธุรกิจ [ ฉบับที่ 939 ประจำวันที่ 15-10-2008 ถึง 17-10-2008 ] วราวุธ เครื่องร้อน หลังได้กุมบังเหียนท่าเรือ ประกาศ ยกระดับทกท.-ทลฉ.เทียบท่าเรือสิงคโปร์ ชู 2 นโยบาย เพิ่มราย ได้คุมเข้มความปลอดภัย เป็นธงนำ ด้าน สุนิดา พร้อมสนอง นโยบาย ระบุบริหารท่าเรือไทยพร้อมแข่งได้สบาย แต่ยุทธศาสตร์ ไม่เอื้อ เตรียมผลักดันแผนพัฒนา พื้นที่โดยรอบท่าเรือกรุงเทพเพิ่มรายได้ หลังจากที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แบ่งงานให้ 2 รัฐมนตรี ช่วยว่าการฯ แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นไป ตามเดิมคือนายวราวุธ ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทย ดู แลรับผิดชอบงานเดิม ที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ เคยดูแล ได้แก่ กรมการขนส่งทางน้ำ และ พาณิชยนาวี (ขน.) การ ท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด (บทด.) ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ดูแลรับผิดชอบหน่วยงานที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี เคยดูแล ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ทั้งนี้ นายวราวุธ ได้ประกาศนโยบาย บริหารงานใน 2 ประเด็นหลักคือ 1.เพิ่มความ สามารถการหารายได้ของกทท.ด้วยการพัฒนา บริการขนถ่ายสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากรและนำระบบไอทีมาใช้ใน การปฏิบัติงานและ 2.เพิ่มความเข้มงวดมาตร การด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ต้อง ให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันเรือโดยสารเกิดอุบัติเหตุ และการให้บริการที่ท่าเทียบเรือต่างๆ โดยพัฒนาบุคลากรประจำเรือ ให้สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารกรณีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ด้านนางสุนิดา สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิด เผย สยามธุรกิจ ถึงแนวทางในการยกระดับให้การท่าเรือมีศักยภาพเทียบเท่าท่าเรือ ของประเทศสิงคโปร์ว่า ความจริงแล้วท่าเรือ แหลมฉบัง (ทลฉ.) มีศักยภาพในการให้บริการ เทียบเท่ากับสิงคโปร์ เพียงแต่ไทยมีจุดด้อยตรงที่ไทยไม่มีทำเลที่ตั้งเป็นเกาะและเป็นทาง ผ่านของเรือขนส่งสินค้าเหมือนสิงคโปร์เท่านั้น ดังนั้น แผนการลงทุนในปี 2552 นี้ การท่าเรือฯ จะใช้งบประมาณจำนวน 3,000-4 ,000 ล้านบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โดยส่วนมากจะเป็นการซื้อเครื่องจักรเพื่อนำมาใช้งานทดแทนเครื่องจักร เก่าที่หมดสภาพไป เพื่อรองรับการเติบโตตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้ว่าในปี 2551 เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตไม่ดีนัก แต่การท่าเรือฯ ได้รับผลกระทบน้อยทำให้การขนส่ง สินค้าเติบโตขึ้นตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ดังนั้นในปี 2552 การท่าเรือฯ จึงวางเป้าหมาย ว่าการขนส่งสินค้าในการท่าเรือจะขยายตัวขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์จากปี 2551 นางสุนิดา กล่าวว่า กทท.ได้คาดการณ์ ปริมาณสินค้าที่ขนถ่ายเพิ่มขึ้นที่ท่าเทียบเรือแหลมฉบัง ในปี 2552 เป็น 5.5 ล้านทีอียู จากปี 2551 มีปริมาณสินค้าที่ขนถ่ายอยู่จำนวน 5 ล้านทีอียู ขณะที่ท่าเทียบเรือกรุงเทพ หรือคลองเตยถูกจำกัดปริมาณการขนถ่ายสินค้าอยู่ที่ 1.3 ล้ายทีอียู เท่าเดิม ส่วนแนวโน้มของปริมาณการขนถ่ายสินค้านั้น นางสุนิดาไม่มั่นใจว่าจะไม่ได้รับผล กระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอยู่ทั่วโลก เนื่องจากการท่าเรือจะมีการประเมิน สถานการณ์และทบทวนตัวเลขการขยายตัวของ ประมาณการขนถ่ายสินค้าอีกครั้งในต้นปีหน้า นอกกจากนี้ นางสุนิดา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ธุรกิจการนำเข้า-ส่งออกเป็นธุรกิจหลักที่ช่วยสร้างรายได้ให้การท่าเรือซึ่งในปี 2551 แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะตกต่ำ แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อประมาณการขนส่งสินค้าของการท่าเรือ ทำให้ในปีนี้การท่าเรือมีปริมาณขนส่ง สินค้าเติบโตได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ยังหวั่นใจว่าในปีหน้าธุรกิจการส่งออกจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่เนื่องจาก เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก สำหรับแผนพัฒนาการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ของ กทท. ล่าสุดที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กทท.เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่าน มานั้น กทท. แบ่งออกเป็น 4 พื้นที่ ดังนี้ - พื้นที่ที่ 1 เป็นพื้นที่ว่างด้านข้างอาคาร ที่ทำการ กทท. ประมาณ 17 ไร่ มีความ เหมาะสมจะพัฒนาเป็นอาคารศูนย์ธุรกิจพาณิชยนาวี (Maritime Business Centre) -พื้นที่ที่ 2 พื้นที่บริเวณอาคารทวิช สำนักแพทย์และอนามัย กทท. และคลังสินค้า พื้นที่ประมาณ 54 ไร่ มีความเหมาะสมจะพัฒนาเป็นศูนย์ Logistics และกระจายสินค้า -พื้นที่ที่ 3 พื้นที่บริเวณตลาดคลองเตย ถึงบริเวณเขตเดินรถที่ 4 ขสมก. มีเนื้อที่ประ มาณ 137 ไร่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถ พัฒนาเป็นศูนย์บริการการค้าธุรกิจครบวงจร (Modern Business Complex) โดยจัดทำโครง การพัฒนาแยกเป็นพื้นที่ตามประเภทกิจกรรม หรือพัฒนาแบบศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ |
|
|
|
|
|
#45 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
ก.พาณิชย์ปั้นข่ายโลจิสติกส์ หนุนเอกชนตั้งบริษัทกลาง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2366 16 ต.ค. - 18 ต.ค. 2551 ก.พาณิชย์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รุ่น 2 จับ 26 บริษัท ตั้ง "บริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด " หวังเพิ่มศักยภาพบริการครบวงจร พร้อมเตรียมแผนผลักดันต่อเนื่อง 3 ปี ปั้นเป็น "บิสิเนสโมเดล" ให้ธุรกิจอื่นเดินตามรอย ขณะที่ผู้ประกอบการมั่นใจ การจัดตั้งบริษัทกลาง จะแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดทำโครงการ "พัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการโลจิสติกส์"(LSP) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย ได้มีการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงงานด้านบริการเข้าด้วยกัน ในลักษณะร่วมกันจัดตั้งเป็นบริษัทกลางขึ้น เพื่อให้สามารถมีศักยภาพให้บริการงานด้านโล จิสติกส์ได้อย่างครบวงจร ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้าอบรมตามโครงการดังกล่าว รุ่นที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 52 บริษัท และในจำนวนนี้ 26 บริษัท ได้ร่วมกันจัดตั้ง "บริษัท สยามโล จิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด" (Siam Logistics Alliance) หรือ "SLA" ขึ้น ซึ่งถือเป็นบริษัทที่ 2 ต่อจาก "บริษัท ไทยโลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด" (Thai Logistics Alliance) หรือ "TLA" ซึ่งเป็นการร่วมตัวกันของ 31 บริษัทจากผู้เข้าอบรมโครงการรุ่นแรก "ขณะนี้โลจิสติกส์คนไทย ที่ทำครบวงจรจริงๆมีเพียง5-6 ราย นอกนั้นจะเป็นผู้ให้บริการในแต่ละด้าน เช่น ขนส่ง ตัวแทนออกของให้เช่าอุปกรณ์ และคลังสินค้า ขณะที่บริษัทต่างประเทศให้บริการได้ครบวงจร โดยลูกค้าสามารถให้บริษัทจัดการได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการวางแผน การเคลื่อนย้ายสินค้า การออกของ ฉะนั้นถ้าเราจะพัฒนา LSPของไทยให้เทียบเคียงกับต่างประเทศ จำเป็นต้องสร้างผู้ประกอบการให้เข้มแข็งรวมผู้ประกอบการที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อให้บริการได้อย่างครบวงจร" นายคณิสสร กล่าวต่อว่า สิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะต้องดำเนินการต่อเนื่องในปี 2552-2553 คือการส่งเสริมให้ทั้ง 2 บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมีโอกาสขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเรียนรู้บริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ หรือกิจกรรมทางการตลาด รวมถึงการสร้างพันธมิตรและระบบที่จะเชื่อมโยงกับลูกค้าจับคู่ทางธุรกิจ หรือมีโอกาสได้ไปเปิดตัวในงานแสดงสินค้าในตลาด ต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทางกรม ทั้ง 2 บริษัท และผู้เกี่ยวข้องจะร่วมกันจัดทำเป็นแผนส่งเสริม 3 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีความมั่นคง ทั้งนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต้องการให้ทั้ง 2 บริษัท ที่จัดตั้งขึ้นนั้น เป็นรูปแบบที่ดีที่จะใช้เป็นตัวอย่างให้กับบริษัทอื่นเข้ามาทำธุรกิจร่วมกันในลักษณะนี้มากขึ้น เพื่อให้LSP ของไทย ให้บริการได้อย่างครบวงจร สามารถรองรับสถานการณ์การแข่งขันที่จะเข้มข้นยิ่งขึ้นจากการเปิดเสรีในภาคบริการโลจิสติกส์ ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ด้านนางปิยะนุช สัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ บริษัท นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง (1988) จำกัด ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามโล จิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สมาชิกของบริษัทประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งสินค้า คลังสินค้า ตัวแทนออกของ ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผู้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ และผู้ให้บริการเช่าอุปกรณ์ ซึ่งการรวมกลุ่มในครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมเข้าถึงตลาด มีโอกาสเสนองานบริการต่างๆได้เท่าเทียมกับบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทต่างชาติ ด้วยการอาศัยเครือข่ายและความมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพการบริการต่างๆเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สามารถที่จะออกไปรับงานในต่างประเทศได้ และแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ รวมถึงการลดต้นทุนในการดำเนินงานเนื่องจากสามารถแชร์ทรัพยากร และใช้คำสั่งซื้ออุปกรณ์ต่างๆร่วมกันด้วย "กับบริษัท TLA เราไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่จะจับมือเป็นเครือข่ายเติมเต็มในสิ่งที่ทั้งสองบริษัทยังขาดอยู่ เช่น TLA จะไม่มีผู้ให้บริการด้านที่ปรึกษา ไอที และให้เช่าอุปกรณ์ แต่บริษัท SLA มี ก็จะเข้าไปเสริม ซึ่งการรวมกลุ่มลักษณะนี้ถือเป็นไปตามกระแสธุรกิจสมัยใหม่ เพราะตลาดต้องการLSPที่สามารถทำงานได้ครบทุกเรื่อง" อย่างไรก็ตามสำหรับการบริหารงานในบริษัทSLAนั้น จะยึดหลักการกระจายงานโดยมองที่ศักยภาพของแต่ละบริษัท โดยจะเกลี่ยงานที่มีความเหมาะให้ ขณะเดียวกันก็จะเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กได้เรียนรู้งานที่ต้องใช้มาตรฐานสูงเพื่อให้บริษัทได้พัฒนาและขึ้นมารับงานได้ในอนาคต โดยในช่วงแรกจะเน้นไปที่คุณภาพของงานก่อน นายชุมพล สายเชื้อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยโล จิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานของบริษัทมา 1 ปี ทำให้สมาชิกในกลุ่มซึ่งมีทั้งหมด 31 บริษัท ได้รับงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนที่บริษัท TLA ส่งมอบให้ และงานในส่วนที่บริษัทในกลุ่มส่งให้กันโดยไม่ผ่านบริษัท TLA นอกจากนี้สมาชิกยังจะมีรายได้เป็นเงินปันผลจากผลประกอบการของบริษัทที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัท มีโปรเจ็กต์ใหญ่คือ การกระจายข้าวในโครงการข้าวธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ และการบริหารเม็ดพลาสติกให้กับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และกำลังจะมีอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ใหญ่ คือการเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในด้านธุรกิจโลจิสติกส์ |
|
|
|
|
|
#46 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
DHL plans Thai expansion
Bangkokpost 17/10/2008 DHL, a global leader in express and logistics services, is preparing to spend millions of euros to expand its business capacity in Thailand. The investment will develop DHL Exel Supply Chain (DESC) unit, a third-party logistics services provider, in technology, human resources, real estate and domestic transport capacity, said Steve Daniel, senior vice-president for South Asia and Indochina of DESC. He outlined DESC's goals at the 11th ECR Asia Pacific Conference in Bangkok yesterday. Paul Harry Graham, chief executive of DESC Asia Pacific, said the investment showed the company's faith in the Asian economy despite the global slowdown. It is banking on China's huge reserves and domestic consumption to help it weather the financial storm. He and Mr Daniel expect DHL (Thailand) to grow slightly faster than GDP. Though it sees Thailand as an ideal location for logistics services, Mr Daniel said improvement in infrastructure such as rail, regulations and paperwork would vastly improve competitiveness. ''Without proper infrastructure, costs here are more expensive than in Singapore by 30%. But this could be shed by tackling the right issues,'' he said. In Thailand, DHL owns 120 one-ton pickup trucks and 18-wheelers, 50 offices and warehouse locations, with warehouses covering almost 320,000 square metres. It currently employs 5,400 staff. |
|
|
|
|
|
#47 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
UK firm seeks Thai partner for Asia
Bangkokpost 21/10/2008 MERSIN, TURKEY : London-based Logistics Plus International Group is seeking a business partner in Thailand to expand its operations in the fast-growing Asian region. Logistics Plus currently offers air, road and sea transport services to clients in several countries in the region including Singapore, Indonesia, Malaysia, China, Japan, India, Korea and Taiwan. But the company has yet to establish a presence in Thailand due to a lack of a qualified business partner, said global sales director Aziz Oztoprak. ''We are definitely looking for a good partner to represent our group in Thailand,'' he said. ''The partner should be a medium-sized company that is flexible, proactive, and keen to develop business together with us. But many times I e- mailed some companies in Thailand and there was no reply,'' he said. Logistics Plus now has offices in 18 countries including China, Russia, Belgium, the UK, Mexico and the Czech Republic. About 35% its total revenue is generated from the Asian region. The company provides transport and distribution for some major international clients by moving several types of products, mainly machinery, textiles, food and general merchandise. According to Mr Oztoprak, Logistics Plus has a strong business operation in the Middle East, especially Turkey. It is also developing its bases further in some European and South American countries. ''We are young, fast-growing and considered as one of companies that is well positioned in the current climate of globalisation and the credit crunch,'' he noted.Logistics Plus was among nearly 150 companies at the Conference on Foreign Trade Logistics in Mersin, a port town of Turkey, on Oct 14 and 15. The event included a buying programme with bilateral meetings involving 51 representatives of foreign logistics companies and prospective Turkish partners. The event, however, lacked any business representatives from Thailand. According to information complied by the Turkish commercial counsellor's office in Bangkok, bilateral trade between Thailand and Turkey was worth $993 million in the first eight months of this year, up from $684 million year-on-year. Thailand's exports to Turkey rose from $608 million to $831 million over the period with major items such as automobiles, parts and accessories, petrochemical, rubber, yarn, jewellery and air conditioners. Turkey's exports to Thailand rose from $71 million to $163 million, with shipments including crude oil, chemicals machinery and parts, vegetables, fabrics, iron and steel, and garments. |
|
|
|
|
|
#48 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#49 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#50 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#51 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#52 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#53 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#54 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
'สันติ' เร่งกู้ดันเมกะโปรเจ็กต์_ ชงโครงการยักษ์ค่ากว่า 7.7 แสนล้านเสนอคลัง-สบน.-สคร. หาแหล่งเงิน 22 ต.ค.นี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2368 22/10/2008 "สันติ" นัด"คลัง-สบน.สคร." ถกแผนลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ จี้หาแหล่งเงินกู้ให้ชัด เตรียมเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง-สายสีน้ำเงิน-สายสีเขียวเข้ม-สายสีเขียวอ่อน-รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ-ถนนปลอดฝุ่นทั่วประเทศ-มอเตอร์เวย์ ให้คลังพิจารณา ยอดวงเงินกู้รวมกันกว่า 7.7 แสนล้าน พร้อมเร่งดันรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 สาย คือสายสีชมพูแคราย-มีนบุรี และสีเขียวต่อขยายจากพหลโยธิน-มักกะสัน-หลานหลวง-พรานนก ตัดตอนการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสที่หมอชิตแน่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันพุธที่ 22 ตุลาคมนี้ จะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้ (สบน.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อรับทราบถึงแผนการดำเนินงานต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ให้ได้ความชัดเจนในการจัดหาแหล่งเงินกู้และการเจรจากู้เงิน ทั้งจากแหล่งเงินในประเทศ และต่างประเทศด้วย สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์สำคัญ ที่จะนำมาหารือร่วมกัน ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ กับช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ต้องถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความเร่งด่วน เนื่องจากเป็นโครงการที่ผ่านบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่จะเปิดให้บริการในต้นปี 2552 จึงต้องเร่งพิจารณา ขณะเดียวกันก็ยังมีโครงการส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่จะเป็นช่วงต่อขยายจากเส้นทางหมอชิต-สะพานใหม่ โดยจะปรับแนวเส้นทางไม่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สถานีหมอชิต แต่จะต่อเชื่อมเส้นทางจากสถานีพหลโยธิน ของรถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคล แล้ววิ่งผ่านด้านหน้ามหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ตรงมาเข้ามักกะสัน จากนั้นวิ่งเข้าสู่ถนนราชปรารภ ผ่านหลานหลวง มุดลอดใต้ดินผ่านถนนราชดำเนิน ไปโผล่ที่ร.พ.ศิริราช และบรรจบเส้นทางที่พรานนก ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-โคราช ที่จะเสนอให้พิจารณาถึงความชัดเจนของรูปแบบการลงทุนด้วย ว่าจะใช้วิธีการลงทุนแบบรัฐบาลและเอกชนลงทุนร่วมกัน คือ พีพีพี (Public private Partnership : PPP) หรือจะเลือกวิธีการกู้เงินมาใช้สำหรับดำเนินโครงการ พร้อมกันนี้ยังต้องหารือถึงแหล่งเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการถนนปลอดฝุ่นทั่วประเทศ 18,000 กิโลเมตร ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) รวมไปถึงจะเสนอแผนการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้พิจารณาด้วยเช่นกันว่า จะเลือกรูปแบบการลงทุนโดยใช้วิธี PPP หรือจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเอง หรือจะเลือกใช้วิธีการกู้เงินเพื่อมาใช้ในการลงทุน "วันพุธนี้จะคุยกับ สบน. สคร. เรื่องแหล่งเงินกู้ ว่าโครงการไหนที่ยังไม่มีแหล่งเงินจะทำอย่างไร จะใช้จากแหล่งไหน ส่วนโครงการไหนที่มีการคุยกันเรื่องกู้เงินไว้ก่อนแล้ว ก็จะเร่งรัดถามถึงความคืบหน้าว่าเมื่อไรจะได้ ซึ่งในวันที่ 22 นี้จะได้รู้ความชัดเจนทั้งหมด เมื่อคุยกันชัดเจนแล้ว กระทรวงการคลังจะได้ไปเร่งดำเนินการให้เราได้อย่างรวดเร็ว" นายสันติกล่าว อนึ่ง วงเงินงบประมาณโครงการต่างๆ ที่จะเสนอหารือกันในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ คาดว่ามีวงเงินรวมประมาณ 7.7 แสนล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ 12 กิโลเมตร มูลค่า 31,118 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 13 กิโลเมตร มูลค่า 24,585 ล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค 27 กิโลเมตร มูลค่า 80,410 ล้านบาท และโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร มูลค่า 92,000 ล้านบาท, โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร มีมูลค่ารวม 52,720 ล้านบาท, สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการออกแบบ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร ประมาณการเบื้องต้นว่าต้องใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 36,000 ล้านบาท, และโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวจากพหลโยธิน-มักกะสัน-หลานหลวง-พรานนก ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการก่อสร้างทางคู่ทั่วประเทศ ตามแผนที่มีอยู่ของการรถไฟฯ นั้น มีระยะทางรวมทั้งสิ้น 2,644 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 367,312 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาเป็นโครงข่ายที่มีรางความกว้างขนาด 1.435 เมตร ประกอบด้วยเส้นทางสายหนองคาย-กาญจนบุรี 990 กิโลเมตร มูลค่า 132,660 ล้านบาท, สายอุบลราชธานี-ชุมทางจิระ 311 กิโลเมตร มูลค่า 41,674 ล้านบาท, สายแก่งคอย-มาบตาพุด 247 กิโลเมตร มูลค่า 33,098 ล้านบาท, สายเชียงของ-บ้านภาชี 796 ล้านบาท มูลค่า 111,880 ล้านบาท และสายชุมทางจิระ-มาบตาพุด 300 กิโลเมตร มูลค่า 48,000 ล้านบาท ส่วนโครงการถนนปลอดฝุ่น ของกรมทางหลวงชนบท(ทช.)นั้น โครงการเดิม ชื่อ โครงการยกระดับมาตรฐานถนนทั่วประเทศ โดยการเปลี่ยนถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร ระยะทางรวม 7,127 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมประมาณ 33,942 ล้านบาท ล่าสุดได้สำรวจออกแบบแล้ว 2,400 กิโลเมตร น่าจะเปิดประมูลได้ช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2551 ส่วนอีก 4,800 กิโลเมตรที่เหลือจะเริ่มสำรวจออกแบบในปี 2552 โดย ทช.ดำเนินการเอง 1,200 กิโลเมตร และจ้างที่ปรึกษาดำเนินการอีก 3,600 กิโลเมตร โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 18 เดือน มีผู้รับเหมาไม่ต่ำกว่า 500 ราย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2552 นี้ |
|
|
|
|
|
#55 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
คมนาคม-คลังเร่งเครื่องปั่นเมกะโปรเจ็กต์
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6538 ข่าวสดรายวัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับนาย สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงโครงการของกระทรวงคมนาคมที่จะใช้เงินกู้ ซึ่งจะต้องบรรจุในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี งบประมาณ 52 จำนวน 81,028.43 ล้านบาท โครงการที่ขอรับการสนับสนุนในระยะเร่งด่วน 82,410 ล้านบาท และโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ต้องการเสนอขอใช้เงินกู้ 3 ปี (ปี"53-55) จำนวน 175,521 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นจะใช้วงเงินรวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท เช่น โครงการรถไฟฟ้าสีเขียวอ่อนแบริ่ง-สมุทรปราการ-บางปู และเส้นทางสีเขียวเข้ม หมอชิต-ลำลูกกา ที่ใช้เงินกู้ในประเทศรวม 40,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีสภาพคล่องเพียงพอในการปล่อยกู้ และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบในวันที่ 28 ต.ค. จากนั้นจะเร่งให้ได้บริษัทเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการโครงการภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมแจ้งว่าทางกระทรวงการคลังได้แจ้งว่าหน่วยงานที่พิจารณาเรื่องเงินกู้ได้เปลี่ยนจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ซึ่งในส่วนของสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต-มธ.รังสิต ที่ต้องกู้เงินจากไจก้า ต้องรอข้อสรุปจากไจก้าอีกครั้ง ในเบื้องต้นทางไจก้าได้แสดงความเป็นห่วงในส่วนของการรื้อย้ายที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างของผู้บุกรุก ที่เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องการให้เอกชนผู้ก่อสร้างเป็นผู้ไล่ที่ แต่ทางไจก้าต้องการให้ร.ฟ.ท. เป็นผู้ดำเนินการเอง รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้บุกรุกหลังการรื้อย้าย ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ ทางไจก้าก็พร้อมปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลไทย ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงยังขาดวงเงินกู้เพื่อดำเนินการระบบรางอีก 3,000 ล้านบาท นั้นจะมีการหารือกับไจก้าเพื่อขอวงเงินกู้เพิ่มอีกเช่นกัน คาดว่าจะไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างทางมอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ที่ต้องใช้เงินงบประมาณ 4,600 ล้านบาท และเงินกู้ 48,120 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนนปลอดฝุ่นระยะทาง 7,500 ล้านบาท ที่ต้องใช้เงินกู้ 34,290 ล้านบาท ทั้งนี้ หากมีการเร่งผลักดันโครงการต่างๆ จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐ กิจของประเทศ หลังจากสหรัฐ รวมถึงยุโรปนั้นประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ หน้า 8 |
|
|
|
|
|
#56 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#57 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
|
|
|
|
|
|
#58 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
กู้ 1.3 ล้าน ล. โปรเจ็กต์ด่วน "คมนาคม" รถไฟฟ้า-มอเตอร์เวย์-ถนน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4049 นอกจากวิกฤตการเมืองรุมเร้าอย่างหนักแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนยังเจอมรสุมเศรษฐกิจโลกกระหน่ำซ้ำ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนไม่ราบรื่น หลายโครงการส่อเค้าต้องหยุดลงกลางคันโดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ดูเหมือนกระแสจะแผ่วตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา "สุชาติ ธาดาดำรงเวช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับ "สันติ พร้อมพัฒน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในประเด็นแผนการกู้เงินลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ จุดมุ่งหมายในการมาเยือนกระทรวงคมนาคมของ รมว.คลัง ก็เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลยังเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ตามที่สัญญาไว้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาหาเงินกู้และพร้อมจะผลักดันให้เกิดเร็วที่สุด เพราะรัฐบาลเหลือเวลาน้อยเต็มที หากเปิดประมูลได้ทันเวลาก็อาจจะส่งผลถึงทุนรอนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย ขอกู้ 1.3 ล้านล้าน ในที่ประชุมกระทรวงคมนาคมระบุถึงแผนกู้เงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับใช้ก่อสร้างโครงการเก่าและใหม่ที่เป็นโครงการเร่งด่วน โดยเสนอให้สำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณา ทั้งสิ้น 1.304 ล้านล้านบาท แยกเป็น 4 ประเภท คือ 1.โครงการบรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2552 จำนวน 81,028.43 ล้านบาท มี 19 โครงการ 2.โครงการขอการสนับสนุนในระยะ เร่งด่วนมี 2 โครงการ วงเงิน 82,410 ล้านบาท คือ 1) ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมาของกรมทางหลวงมูลค่าโครงการ 52,720 ล้านบาท เป็นเงินงบประมาณ 4,600 ล้านบาทใช้ในการเวนคืนที่ดินและเงินกู้มาก่อสร้าง 48,120 ล้านบาท เป็นการขอกู้สำรองไว้หากกรมทางหลวงหาเอกชนมาลงทุน รูปแบบ PPP ไม่สำเร็จ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเวนคืนที่ดิน 2) ยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบทหรือถนนปลอดฝุ่นของ กรมทางหลวงชนบท 7,223 กิโลเมตร 34,290 ล้านบาท อยู่ระหว่างเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา 3.โครงการขอบรรจุไว้ในแผนโครงการเงินกู้ 3 ปี (2553-2555) โดยกระทรวงคมนาคมเสนอต่อสภาพัฒน์ 16 โครงการ วงเงิน 175,521 ล้านบาท เป็นของกรมทางหลวง 6 โครงการ 85,231 ล้านบาท เป็นเงินงบประมาณ 42,615 ล้านบาท กู้ต่างประเทศ 42,615 ล้านบาท ในปี 2553 มีโครงการขยายถนน 4 เลน ระยะที่ 2 ระยะทาง 142 กิโลเมตร วงเงิน 1,670 ล้านบาท มอเตอร์เวย์บางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี 12,020 ล้านบาท ปี 2554 มีการขยาย 4 เลน ระยะทางที่ 2 ระยะทาง 230 กิโลเมตร 2,582.50 ล้านบาท มอเตอร์เวย์ชลบุรี-พัทยา-มาบตาพุด 5,303 ล้านบาท ปี 2555 มีการขยาย 4 เลน ระยะทางที่ 2 ระยะทาง 168 กิโลเมตร 1,940 ล้านบาท มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ 19,100 ล้านบาท กรมทางหลวงชนบท 2 โครงการ วงเงิน 8,342 ล้านบาท เป็นเงินงบประมาณ 3,337 ล้านบาท เงินกู้ 5,005 ล้านบาท มีโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์ ถนนกาญจนาภิเษกแนวตะวันออก-ตะวันตก กู้ในปี 2553 และ 2554 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 1 โครงการ วงเงิน 59,062 ล้านบาท เงินงบประมาณ 36,076 ล้านบาท กู้ต่างประเทศ 22,986 ล้านบาท ปี 2554 กู้มาสร้างโครงการทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก 15,637 ล้านบาท ปี 2555 โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ตอน S 2 วงเงิน 7,349 ล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1 โครงการ วงเงิน 101,988 ล้านบาท คือ รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วง บางกะปิ-บางบำหรุ 68,516 ล้านบาท กู้ปี 2554 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 6 โครงการ วงเงิน 42,822 ล้านบาท เงินงบประมาณ 6,423 ล้านบาท กู้ต่างประเทศ 36,398 ล้านบาท กู้ใน ปี 2553 และ 2554 เป็นโครงการจัดซื้อ เครื่องบินแอร์บัส A 380-800 จำนวน 6 ลำ 4.โครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ต้องการเสนอขอใช้เงินกู้ปี (2551-2558) 965,400 ล้านบาท เป็นงานโยธาที่รัฐรับภาระ 702,800 ล้านบาท เอกชนร่วมลงทุนระบบรถไฟฟ้า 262,500 ล้านบาท โดยระยะที่ 1 มี 5 สาย 7 โครงการ ระยะทาง 145 กิโลเมตร วงเงิน 342,151 ล้านบาท มีสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ 59,856 ล้านบาท สีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค 79,259 ล้านบาท สีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 8,944 ล้านบาท สีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์รังสิต 89,084 ล้านบาท สีแดงช่วงบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก 40,295 ล้านบาท สีเขียวอ่อนช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ 36,602 ล้านบาท และสีเขียวเข้มช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 28,111 ล้านบาท นอกจากนี้ "สันติ" ได้เพิ่มอีก 2 สายใหม่เป็นโครงการเร่งด่วนด้วย คือ ต่อขยายสายสีเขียวช่วงพหลโยธิน-พรานนก ระยะทาง 17 กิโลเมตร วงเงิน 65,900 ล้านบาท ให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาโครงการเพื่อบรรจุในแผนแม่บทรถไฟฟ้า และ สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 35 กิโลเมตร 75,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกับศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สำหรับระยะที่ 2 ระยะทาง 325 กิโลเมตร วงเงิน 623,400 ล้านบาท มีสายสีส้มช่วง บางบำหรุ-บางกะปิ 102,000 ล้านบาท สีเขียวเข้มช่วงสมุทรปราการ-บางปู 13,700 ล้านบาท สายบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 คือ 14,800 ล้านบาท สายศาลายา-บางบำหรุและบางกะปิ-มีนบุรี 31,400 ล้านบาท สายสีเหลืองช่วงบางหว้า-เกษตร-ศรีนครินทร์ 100,300 ล้านบาท สายบางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ-ป้อมพระจุล 81,500 ล้านบาท สายรัชดาฯ-พระรามที่ 7 และท่าพระ-คลองเตย 68,800 ล้านบาท สายสีเขียวช่วงสะพานใหม่-ลำลูกกา 16,400 ล้านบาท สีเขียวช่วงพหลโยธิน-พรานนก 65,900 ล้านบาท สายสีชมพูแคราย-มีนบุรี 75,000 ล้านบาท และสายสีแดงช่วงหัวลำโพง-มหาชัย 53,700 ล้านบาท อัพเดตสถานะเงินกู้รถไฟฟ้า ด้านการหาเงินกู้สำหรับงานก่อสร้างโยธารถไฟฟ้าลอตแรก 5 สาย ได้รับการยืนยันจาก "พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์" ผู้อำนวยการ สบน.ว่าไม่มีปัญหาแม้ว่าจะเกิดวิกฤตการเงินสหรัฐ เพราะแม้ตลาดทุนของโลกไม่เปิด แต่ตลาดกู้โดยทางการไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อความ ร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารโลก (World Bank) สามารถกู้เงินมาลงทุนก่อสร้างได้ นอกจากสายสีม่วงที่เซ็นเงินกู้ก้อนแรก 18,000 ล้านบาทกับเจบิกไปแล้ว ขณะนี้ สบน.กำลังจะเจรจาขอกู้เพิ่มอีก 3,000 กว่าล้านบาท เพื่อมาวางระบบอาณัติสัญญาณช่วงบางซื่อ-เตาปูนที่ขาดอยู่ 800 เมตร ส่วนสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ใช้เงินกู้ในประเทศอยู่ระหว่างให้ทางการรถไฟ แห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ทำแผนกู้เงินแต่ละงวดไม่มีปัญหาเช่นเดียวกัน ส่วนสายอื่นๆ มีความคืบหน้าไปมาก สายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตได้ข้อสรุปแล้วว่าเจบิกให้ ร.ฟ.ท.เป็นผู้รื้อย้ายชุมชนริมทางรถไฟเอง โดยจะใช้เงินกู้แบบปกติเหมือน สีม่วง อัตราดอกเบี้ย 1.4% ระยะเวลา 25 ปี แบ่งการกู้เป็นงวดๆ และรอ ครม.อนุมัติวงเงินอีกรอบว่าจะกู้จำนวนเท่าไร สายสีน้ำเงินจะกู้แบบสเต็ปโลนหรือ แบบมีเงื่อนไข ดอกเบี้ย 0.2% ระยะเวลา 40 ปี ซึ่งจะต้องใช้วัสดุจากประเทศญี่ปุ่น 30% รอการยืนยันจาก รฟม.อีกครั้ง สายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และแบริ่ง-สมุทรปราการ จะใช้เงินกู้ ในประเทศวงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสภาพคล่องมีเพียงพอที่จะสนับสนุน ขณะที่ "สันติ" บอกว่าภายในสิ้นปี ถึงต้นปีหน้านี้จะเร่งเปิดประมูลรถไฟฟ้า ทั้ง 5 สาย เพราะทุกอย่างพร้อมหมดแล้วโดยเฉพาะเรื่องแบบรายละเอียดและเงินกู้ หากดำเนินการได้ตามแผนก็จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปได้ เร็วขึ้น ซึ่งสายสีม่วงที่เปิดประมูลไปแล้วและใกล้จะได้ตัวผู้รับเหมา จะเซ็นสัญญา ได้สิ้นปีนี้ เริ่มก่อสร้างเดือนมกราคม 2552 คล้ายจะตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาล เดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์เต็มที่ สวนทางกับเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที หน้า 9
|
|
|
|
|
|
#59 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
พาณิชย์ออกแบบ 5 เครื่องมือ ต่อยอดภารกิจโลจิสติกส์การค้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2372 06 พ.ย. - 08 พ.ย. 2551 กระทรวงพาณิชย์วาง 5 กรอบปฏิบัติงานหนุนพัฒนาระบบโลจิสติกส์การค้า พุ่งเป้าเน้นสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างข่ายโลจิสติกส์บริการแบบครบวงจร นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ลดความซ้ำซ้อนของเอกสารในขั้นตอนต่างๆด้านการเงิน พิธีการศุลกากร กฎหมาย และระบบจัดการเอกสาร รับมือเปิดเสรีการค้าโลจิสติกส์ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงบทบาทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการที่ โลจิสติกส์ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการลดลง ส่งผลให้สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าได้ต่อเนื่อง ซึ่งภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือการรับผิดชอบในเรื่อง "Trade Logistics" หรือการพัฒนาด้านโลจิสติกส์การค้า ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบการค้าเกิดประสิทธิภาพและช่วยสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ประกอบการได้สูงสุด ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ร่วมวางนโยบาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การค้าไปที่เป้าหมายสำคัญคือ การมุ่งเน้นพัฒนาด้านองค์ความรู้ ศักยภาพของผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ และการเร่งสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อรองรับอนาคตการเปิดเสรีโลจิสติกส์ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องผนึกกำลังสร้างศักยภาพและความแข็งแกร่งของธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ นายคณิสสร กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบปฏิบัติงานดังกล่าวไว้ประกอบด้วย 1.การสร้างโครงข่ายการกระจายสินค้า ด้วยการเร่งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการค้าที่เชื่อมโยงกับนโยบายการค้าและการลงทุนของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศอาเซียนและต่างประเทศ โดยเน้นการสร้างพันธมิตรและเครือข่ายโลจิสติกส์โดยเฉพาะกับจีนและอินเดีย 2.จัดให้มีการอำนวยความสะดวกด้านการเงินและการประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศทั้งในรูปแบบ Delivery Duty Paid (DDP) และ Landed Duty paid (LDP) ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าขายได้ราคาสูงกว่าการขายในรูป FOB 3-5 เท่า ขณะที่ในส่วน 3.กระทรวงพาณิชย์ต้องการพัฒนาและยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจร ในลักษณะเป็นความร่วมมือรูปแบบเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ "Third Party Logistics" (3PL) และ4. ส่งเสริมการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอน เช่น ข้อกฎหมาย พิธีการศุลกากรและความซ้ำซ้อนของเอกสาร ทั้งนี้เพื่อลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการนำเข้าและส่งออก โดยให้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ หรือ "One Stop Service" และการใช้ e-Logistics เชื่อมข้อมูลระหว่างราชการและเอกชน และเอกชนกับเอกชน ส่วนข้อสุดท้าย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันคือการยกมาตรฐานความรู้ของผู้ประกอบการในลักษณะรายอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการขนส่งและแนวทางในการพัฒนาสินค้า "การสนับสนุนของกรมยังไม่จบแค่นี้แม้ว่าเราจะผลักดันให้เขาตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาได้แล้ว เรายังต้องทำให้เขาเดินต่อ ว่าเราจะช่วยสนับสนุนเขาได้อย่างไร ให้เขาขยายธุรกิจได้" อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวและว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยี ด้านการตลาด ทำอย่างไรให้เขาได้มีโอกาสได้งาน คือเป้าหมายของกรมไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปสนับสนุนบริษัท แต่เป้าหมายของเราคือ ต้องการให้เป็นตัวอย่างให้กับระบบโลจิสติกส์ของไทยในอนาคต ที่จะมีการรวมกลุ่มหรือจะมีการตั้งบริษัทขึ้นมาในแนวนี้ เราต้องการชี้ให้เห็นว่าสมัยนี้ ถ้ามีบริการอย่างเดียวมันแข่งขันไม่ได้ มันต้องทำทั้งระบบ |
|
|
|
|
|
#60 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353
|
ครม.เปิดเสรีแอร์คาร์โก้อาเซียน
สยามธุรกิจ [ ฉบับที่ 945 ประจำวันที่ 5-11-2008 ถึง 7-11-2008 ] ครม.ไฟเขียวเปิดเสรีแอร์คาร์โก้อาเซียน เริ่มพร้อมกัน 10 ประเทศสมาชิก เดือนธ.ค. 2551 ขณะนี้เปิดเสรีขนส่งผู้โดยสารเริ่มในอีก 2 ปี ชัยศักดิ์ ระบุเปิดกรอบ อาเซียนส่งผลดีมากกว่าผลเสีย มั่นใจไม่กระทบผู้ประกอบการขนส่ง สินค้าทางอากาศ เพราะไม่เกี่ยวกับ การขนส่งในประเทศ ทัศพล เห็น ด้วยกับการเปิดเสรี เพราะเป็นการ เปิดกว้างให้สายการบินต่อยอดธุรกิจ คาร์โก้ ขณะที่การบินไทยยังไม่ตื่นแผนวิสาหกิจถูกตีกลับ สันติ สั่งให้ไปทำแผนคาร์โก้มาเสนอใหม่ การเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมากรณี ในการเข้าเป็นภาคีความตกลงพหุภาคี อาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ และความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยบริการ เดินอากาศ (ขนส่งผู้โดยสาร) และพิธีสารแนบท้ายความตกลงทั้งสองฉบับ ตามที่กระทรวง คมนาคมเสนอ และให้ส่งร่างกรอบความตกลงฯ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงฯ ดังกล่าว ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอรัฐสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้สาระสำคัญของการเปิดเสรีทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวนั้น กำหนดไว้ดังนี้ 1.แต่ละ ฝ่ายมีสิทธิกำหนดสายการบินได้มากสายเท่าที่ต้องการ 2.สายการบินสามารถทำการบินได้โดยใช้สิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่สาม สี่ และห้า ได้ภายในอาเซียน และ 3.ไม่จำกัดความจุ ความถี่ และแบบอากาศยาน นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การเสนอขอความเห็นชอบจากครม.ในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้เดิมที่ภายในเดือน ธ.ค.2008 จะต้องเปิดเสรีการขนส่งสินค้าทางอากาศในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนการขนส่งผู้โดยสารนั้นกำหนดเปิดเสรีกลุ่มประเทศอาเซียนในปี 2010 อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะไทยเปิดเสรีทางด้านการบินต่างประเทศต่างๆ มาแล้วตั้งแต่ปี 2544 โดยเริ่มทำกันระหว่าง 2 ประเทศ ขยายเป็นระดับอนุภูมิภาคคือ 3 ประเทศ และในเดือนธ.ค.นี้เป็นต้นไปจะเป็นการเปิดเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเกรงว่า การเปิดเสรีจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียตลาดให้กับต่างประเทศนั้น นายชัยศักดิ์ กล่าวว่า การเปิดเสรีดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างประเทศ จึงไม่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางอากาศภายในประเทศ แต่กลับส่งผลดีกับภาพรวมในการแข่งขัน และการส่งออกของประเทศ นอก จากนี้ ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูงและต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นการที่มองว่าเปิดเสรีจึงไม่น่าจะเป็นประเด็นที่จะทำให้ผู้ประกอบการภายในประเทศได้รับผลกระทบ แต่อยู่ที่แต่ละสายการบินว่าจะ ใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีอย่างไรมากกว่า ด้านนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบิน ไทย แอร์เอเชีย กล่าวกับ สยามธุรกิจ ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องการเปิดเสรีในเบื้องต้น แต่ก็เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะให้มีการเปิดเสรีทางด้านการบิน เพราะถือว่าเป็น การเปิดกว้างให้กับธุรกิจการบิน ทั้งนี้ปัจจุบัน ไทยแอร์เอเชียทำคาร์โก้เช่นกันแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งยังเน้นทำตลาดผู้โดยสารมากกว่า อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่จะช่วยให้การทำธุรกิจคาร์โก้เติบโตมากขึ้น ส่วนกรณีที่ว่าเปิดเสรีคาร์โก้แล้วเราจะสูญเสียตลาดให้สายการบินต่างชาติ หรือไม่นั้น ตนมองว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะมูลค่าตลาดคาร์โก้ยังมีไม่มาก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน แต่ก็มีโอกาสเติบโต ขึ้นอยู่กับการแข่งขันมากกว่า กลไกตลาดจะเป็นคนกำหนดทิศทางทำงานเอง สำหรับทางด้านการบินไทยนั้น ขณะนี้ผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าทางอากาศเท่าใดนัก การทำธุรกิจคาร์โก้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าในหลายรัฐบาลที่ ผ่านมาจะมีนโยบายให้การบินไทยเร่งรัดในเรื่องนี้ก็ตาม ซึ่งล่าสุดแผนวิสาหกิจ 10 ปี ของ การบินไทยก็ถูกกระทรวงคมนาคมตีกลับอีกครั้ง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม กล่าวถึง สาเหตุของการตีกลับแผนวิสาหกิจในครั้งนี้ว่า ต้องการให้ผู้บริหารการบินไทย กลับไปจัดทำรายละเอียดอีกครั้ง แล้วเสนอมาใหม่ภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะการหารายได้ ที่นอกเหนือจากที่ได้รับจากผู้โดยสาร เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับการบินไทย ด้วย เนื่องจากการหารายได้จากค่าตั๋วผู้โดยสารอย่างเดียว คงจะกระทบกับต้นทุนของการบินไทยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน |
|
|
|
![]() |
| Tags |
| asean, logistics, thailand logistics |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|