|
|
|
| daily menu » rate the banner | guess the city | one on one |
|
|||||||
| Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile |
| Global Announcement |
|
SkyscraperCity needs your help to do some house cleaning! please click here for more info! |
![]() |
|
|
Thread Tools | Display Modes |
|
|
#61 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ทำไมต้องลงทุน RFID ในซัพพลายเชน (2)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4051 คอลัมน์ L&S Hub โดย บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ป ต่อไปนี้คือคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของอาร์เอฟไอดี ซึ่งนำมาอธิบายไว้โดยย่อ ความถี่ ความถี่เป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดระยะอ่านของอาร์เอฟไอดี ในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่จะทำงานในช่วงคลื่นความถี่ UHF อยู่ระหว่าง 859-960 เมกะเฮิรตซ์ หรือ HF ที่ระดับ 13.56 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนความถี่ทั่วไป ได้แก่ 125 เมกะเฮิรตซ์ (ความถี่ ช่วงสั้นมักใช้ในการระบุรถยนต์) และ 460 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.45 จิกะเฮิรตซ์ ทั้งสองใช้ในระยะอ่านช่วงที่ไกลกว่า มักจะใช้กับแท็กที่มีแบตเตอรี่และมีราคาแพง โดยช่วง UHF ใช้กันมากในแอปพลิเคชั่นอัตโนมัติในอุตสาหกรรม และซัพพลายเชน และมาตรฐาน Gen2 ยอดนิยมของ EPCglobal ก็เป็นเทคโนโลยี UHF ระยะการอ่าน ระยะการอ่านของระบบอาร์เอฟไอดีจะแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตรจนถึงหลายสิบเมตร ขึ้นอยู่กับความถี่ที่ใช้ แรงส่งของพลังงาน และความไวของ สายอากาศ เทคโนโลยี HF ถูกใช้กับแอปพลิเคชั่นระยะสั้นและสามารถอ่านได้จนถึงประมาณ 3 เมตร เทคโนโลยี UHF ให้ระยะการอ่าน 20 เมตรหรือกว่านั้น นอกจากนี้ระยะการอ่านยังขึ้นอยู่สภาพแวดล้อมจริง สิ่งกีดขวาง เช่น โลหะ และของเหลว อาจมีผลต่อระยะและ ประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนได้ ดังนั้นระบบต่างๆ ภายในโรงงานเดียวกันอาจทำงานภายในระยะที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและตำแหน่งสายอากาศ สำหรับแท็กอ่าน/เขียนได้นั้น โดยทั่วไประยะการอ่านจะไกลกว่าระยะการเขียน มาตรฐาน ในช่วงเริ่มต้นของอาร์เอฟไอดี เทคโนโลยีนี้ยังไม่มีมาตรฐาน แต่ในปัจจุบันมีมาตรฐานจำนวนมากตามความถี่และ แอปพลิเคชั่นที่หลากหลาย เช่น มาตรฐานอาร์เอฟไอดีที่มีอยู่ในการจัดการสิ่งของ คอนเทนเนอร์ของระบบโลจิสติกส์ บัตร ค่าโดยสาร ระบบระบุสัตว์ ระบบระบุยางและล้อ และอื่นๆ โดยองค์กรมาตรฐานสากล หรือ ไอเอสโอ (International Standards Organization : ISO) และ อีพีซีโกลบอล อิงก์. (EPCglobal Inc.) เป็นองค์กรด้านมาตรฐานสองแห่งที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนมากที่สุด มาตรฐานแห่งชาติและอุตสาหกรรมจำนวนมากจะใช้มาตรฐาน ISO หรือ EPCglobal มาตรฐาน ISO ใช้ทุกที่ในโลกได้กลายเป็นมาตรฐานแห่งชาติของหลายประเทศ ขณะที่มาตรฐาน EPCglobal Generation 2 (EPC Gen 2) UHF ได้ยื่นเสนอไปยัง ISO แล้ว คาดว่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานในชุด ISO-18000 เช่นกัน การใช้อาร์เอฟไอดี อาร์เอฟไอดีให้ทางเลือกต่างๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ และยังอำนวยความสะดวก เช่น ใช้อาร์เอฟไอดีปลดล็อกประตูรถระยะไกล ตรวจสอบหนังสือยืมเข้า-ออกในห้องสมุด ให้บริการในสถานีน้ำมัน ใช้ติดตามและรายงานตำแหน่งสินทรัพย์นับพันรายการ การจัดส่ง และสิ่งของในสินค้าคงคลัง การจัดการสินทรัพย์ แท็กอาร์เอฟไอดีสามารถติดกับอุปกรณ์และสินทรัพย์อยู่กับที่ได้ถาวร เช่น แท่นวางสินค้า เครื่องมือ รถบรรทุกขนส่ง ยานพาหนะ เทรลเลอร์ และอุปกรณ์ เครื่องอ่านแบบติดตั้งกับที่จะวางในจุดยุทธศาสตร์ภายในโรงงานที่สามารถติดตามการเคลื่อนย้ายและตำแหน่งของสินทรัพย์ที่ติดแท็กได้อย่างแม่นยำ 100% ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา เครื่องอ่านสามารถตั้งค่าเพื่อเตือน ผู้ดูแลหรือส่งสัญญาณเตือน ถ้ามีความพยายามที่จะเอาสิ่งของที่ติดแท็กออกไปจากบริเวณที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน และ ผู้ใช้ยังสามารถมองเห็นระดับสินค้าคงคลังและระบุตำแหน่งได้ ทำให้สามารถจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้า 13 ... ทำไมต้องลงทุน RFID ในซัพพลายเชน (จบ) ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4052 โดย บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ป การติดตามการผลิตจากการศึกษาของศูนย์ระบุข้อมูลอัตโนมัติพบว่าผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนในการดำเนินการได้ 2-8% โดยใช้อาร์เอฟไอดีในการติดตามกระบวนการทำงานและสินค้าคงคลังของวัสดุ สามารถเห็นคลังสินค้าได้แบบเวลาจริงในขณะที่สภาพแวดล้อมที่ใช้บาร์โค้ดทำไม่ได้ การควบคุมและระบบจัดการวัสดุสามารถรวมเข้ากับเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี เพื่อระบุการเคลื่อนย้ายวัสดุในสายการผลิตและเส้นทางที่สิ่งของนั้นย้ายไปยังแผนกประกอบหรือการทดสอบโดยอัตโนมัติ ความสามารถนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน การควบคุมสินค้าคงคลัง ข้อดีของการใช้อาร์เอฟไอดีในซัพพลายเชน คือ การติดตามสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และผู้ค้าปลีก สามารถใช้ อาร์เอฟไอดีกับแอปพลิเคชั่นสินค้าคงคลังได้ทั้งหมด และอาจใช้แท็กร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการนำไปใช้ได้ สามารถอ่านผ่านบรรจุภัณฑ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องทิศทางของฉลาก ไม่ต้องอยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกับสายตาระหว่างวัตถุและเครื่องอ่าน และสามารถทนต่อฝุ่น ความร้อน ความชื้น สิ่งปนเปื้อนที่ทำให้บาร์โค้ดใช้ไม่ได้ สามารถติดตามวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างครอบคลุม ทำให้สามารถตรวจสอบระดับสินค้าคงคลัง ค่าจ้าง และดูแลความปลอดภัยให้กับสต๊อกสินค้าได้ การจัดส่งและการรับสินค้า แท็กเดียวกันนี้นอกจากจะใช้เพื่อระบุกระบวนการทำงานหรือสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์แล้ว ยังสามารถใช้ในแอปพลิเคชั่นการติดตามการจัดส่งอัตโนมัติได้ โดยสิ่งของ กล่อง หรือแท่นวางสินค้าที่ติดแท็กอาร์เอฟไอดี สามารถถูกอ่านได้ทุกขั้นตอน การอ่านแต่ละครั้งใช้เพื่อสร้างบันทึกการจัดส่ง ซึ่งจะถูกพิมพ์ในรูปของเอกสาร และเก็บไว้ในระบบจัดส่งโดยอัตโนมัติที่เข้ารหัสในแท็กอาร์เอฟไอดี พิมพ์เป็นบาร์โค้ดสองมิติบนป้ายจัดส่งสินค้า ข้อมูลที่เข้ารหัสในแท็กจะถูกอ่านโดยองค์กรที่ได้รับสินค้าเพื่อทำให้กระบวนการรับง่ายขึ้น เป็นไปตามกฎระเบียบ บริษัทที่ขนส่งหรือดำเนินการด้านวัสดุอันตราย อาหาร ยา และวัสดุควบคุมอื่นๆ จะบันทึกเวลาที่พวกเขาได้รับและส่งถ่ายวัสดุไว้ในแท็กอาร์เอฟไอดีที่มีอยู่บนวัสดุนั้น การอัพเดตแท็กด้วยข้อมูลที่จัดการในเวลาจริงสร้างบันทึกที่สามารถตรวจสอบได้ตามข้อบังคับของ FDA, DOT, OSHA และข้อกำหนดอื่นๆ การจัดการการส่งกลับและเรียกคืน บริษัทต่างๆ สามารถเสริมข้อมูลการระบุการจัดส่งพื้นฐานด้วยการบันทึกข้อมูลลูกค้าและเวลาของการจัดส่งลงในแท็กได้ทันทีก่อนที่จะจัดส่ง ในกรณีที่เรียกคืน บริษัทสามารถติดตามการจัดส่งที่ระบุไป ยังลูกค้าที่ระบุได้ ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงเป้าหมายและดำเนินการส่งคืนได้ทันที สำหรับการส่งกลับทั่วไป บริษัทจะตรวจสอบว่าการส่งคืนสินค้านั้นเป็นของลูกค้า ตัวจริง หน้า 12
__________________
Thailand Gateway Of ASEAN (South East Asia Hub) BOI Thailand Board of Investment Tourism Thailand MICE Thailand Convention and Exhibition Bureau Thailand Trade Department Last edited by napoleon; November 10th, 2008 at 07:56 PM. |
|
|
|
|
|
#62 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
นายกฯยันไทยพร้อมหนุนพัฒนาคมนาคมใต้กรอบ ACMECS
มติชนออนไลน์ 7/11/2008 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้นำยุททธศาสตร์ความร่วมมืออิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 3ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติกรุงฮานอย โดยมีนายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีเวียดนามรอให้การต้อนรับ นายสมชาย กล่าวสุนทรพจน์ โดยมีสรุปสาระสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก โดยจะสร้างเสริมในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS และ ACMECS ซึ่งผลจากความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS เกี่ยวกับการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ทำให้จำนวนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกเพิ่มจำนวนสูงขึ้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยจะยังคงให้ความร่วมมือ และสนับสนุนด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS และ ACMECS เช่นการเชื่อมโยงเส้นทาง เชียงราย-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต้น และสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน สำหรับในเรื่องการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีของไทย เชื่อมั่นว่าความตกลงระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการตรวจลงตราครั้งเดียว Single Visa Agreement และการสนับสนุนแนวคิดเรื่อง Five Countries One Destination จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาค ACMECS |
|
|
|
|
|
#63 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
มิตซุยรับมือธุรกิจเรือซึม 2 ปี ทุ่มหมื่นล้านต่อเรือสร้างเดปโป้ในไทย
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4052 การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การนำเข้าและ ส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกลดลง ท่ามกลางมรสุมเป็นจังหวะที่บริษัท มิตซุย โอ.เอส.เค.ไลน์ส จำกัด หรือ MOL บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 1 ศตวรรษ กำลังเตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจขนส่งของบริษัท มิตซุย โอ.เอส.เค.ไลน์ส (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยยอดรายได้กว่า 1,100 ล้านบาท ในวันที่ 13 ธันวาคม โดยการยึดคำขวัญที่ว่า "มีความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการให้บริการ" และโอกาสนี้นายอะคิมิตซุ อะชิดะ ประธานใหญ่ MOL จากประเทศญี่ปุ่น ได้บินตรงมาร่วมงานดังกล่าว พร้อมกับ นายทากาโอะ ฟูรุกาว่า ประธานกรรมการ MOL (ประเทศไทย) และได้ชี้แจงถึงทิศทาง ที่จะฝ่ามรสุมไปข้างหน้า - ผลประกอบการรวมของ MOL ปีนี้ นายอะคิมิตซุ - ผลประกอบการ ที่สิ้นสุดมีนาคม 2551 มียอดขายรวม 2 ล้านล้านเยน กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 ล้านเยน ในช่วงครึ่ง ปีแรกผลประกอบการค่อนข้างดี ตอนแรกคาดหวังว่าจะได้กำไรสุทธิประมาณ 350,000 ล้านเยน พอมาครึ่งปีหลังเริ่มวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้ MOL จำเป็นต้องปรับตัวเลขลงเป็น 300,000 ล้านเยน ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทหากเทียบกับเดือนตุลาคม 2550 อยู่ที่ 2,000 เยนต่อหุ้น ณ ปัจจุบันเหลือประมาณ 500 เยนต่อหุ้น ลดไป 75% ยอมรับว่าราคาหุ้นตกไปมาก ปัจจุบัน MOL มีเรืออยู่ทั่วโลก 875 ลำ ถือว่ามากที่สุดในโลก แบ่งเป็นเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ เรือบรรทุกรถยนต์ เรือแท็งเกอร์บรรทุกของเหลว เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเป็นรูปแบบเหลว มีเรือบรรทุกถ่านหิน เรือบรรทุกหินเหล็ก สำหรับการขนส่งสินค้าจากญี่ปุ่นมาไทย เฉลี่ยต่อเดือนมีเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ประมาณ 10 ลำ มีเรือของบริษัทในเครือของมิตซุยฯอีก 10 ลำ และมีเรือบรรทุกรถยนต์ 7-8 ลำต่อเดือน - สาเหตุที่ทำให้ยอดรายได้ลดลง นายอะคิมิตซุ - สินค้าที่ขนส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาลดลง 10% รวมทั้งเส้นทางขนส่งไปยังประเทศแถบยุโรป เมื่อช่วงต้นปีคาดว่าจะเติบโต 7-8% แต่ปัจจุบันคาดว่าจะอยู่ที่ 0% หรือไม่เติบโต ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลกส่วนใหญ่กำลังเผชิญ ทำให้ผลประกอบการของหลายบริษัทออกมาติดลบ แต่ธุรกิจขนส่งคอนเทนเนอร์ของ MOL ไม่ติดลบ เรือบรรทุกหิน และ แร่เหล็ก แม้ปริมาณการขนส่งจะลดลงมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่คาดว่าจะยังทำกำไรได้ ขณะที่เรือบรรทุกพวกสินค้าเกษตรธัญพืชจะได้รับผลกระทบมาก เรือบรรทุกของเหลว น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจีนจะลดกำลังการผลิตลง 20% เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นปีหน้า หากภาวะเศรษฐกิจฟื้นเร็ว ภาวะต่างๆ ก็ไม่น่ามีปัญหา ถ้าต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูหลายบริษัทอาจต้องถึงขั้นล้มละลายไป จะเหลือผู้ขนส่งทางเรือเหลือเพียงไม่กี่ราย สุดท้ายแล้วจะทำให้ตลาดฟื้นกลับมาได้อีก ปี 2552 ผลประกอบการจะได้กำไรคงยาก แต่ถามว่าจะลดลงมากหรือไม่ ถ้าเทียบกับบริษัทญี่ปุ่นทั่วไปก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าบริษัทเดินเรืออื่นๆ - มองวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างไร นายอะคิมิตซุ - ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกตอนนี้ค่อนข้างรุนแรง แต่การที่ MOL มีเรืออยู่หลากหลายประเภท แม้จะมีผลกระทบกับเรือบางประเภท แต่ว่าเรือบางประเภทถือว่ายังดีอยู่ โดยภาพรวมผลประกอบการของบริษัท ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากนี้ไปอีก 1 ปี ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดี แต่เชื่อว่าจะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อีก เพราะประชากรโลกเติบโตอยู่ตลอด การเคลื่อนไหวของ สินค้าต้องเติบโตไปด้วย ทาง MOL จึงมีการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และมีการขยายธุรกิจทุกปี จะสร้างเรือใหม่ประมาณ 70 ลำ ใช้เงินลงทุนประมาณ 40,000 ล้านเยน - คิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะกินเวลายาวนานเท่าไร นายอะคิมิตซุ - น่าจะประมาณ 2 ปี แต่มองดูภาพการขนส่งทางเรือคาดว่าจะอีกประมาณ 1 ปีน่าจะฟื้นตัวได้ แม้ว่าตอนนี้ธุรกิจการเดินเรือจะมีการชะลอตัว แต่เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจค่อนข้างเดินหน้าไปเร็ว ตอนนี้ช่วยไม่ได้ที่จะมีการชะลอตัว เชื่อว่าอีกไม่นานผู้ประกอบการที่ใช้สต๊อกหมดจะต้องมีการสั่งสินค้าเพิ่มเติมอยู่แล้ว - สถานะของ MOL ไทย นายทากาโอะ - สำหรับประเทศไทยช่วงต้นผลประกอบการดีมาก แต่ครึ่งปีหลังค่อนข้างชะลอตัวลง ส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทจะเติบอยู่ที่ประมาณ 3% แต่เชื่อว่าในอนาคตจะได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้มีการประกาศตัวเลขจะลดจำนวนการผลิตลง แต่ทั้งนี้ขึ้นกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกจะอยู่ถึงเมื่อไรยังตอบไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมของโลกอาจส่งผลให้มีการชะลอตัว ทาง MOL ไทยคาดว่าจะรักษาสถานะปัจจุบันไปได้ ยังมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์บางรายยังมีการตั้งโรงงานใหม่ มีการขยายตั้งโรงงานแห่งที่ 2 และมีโครงการอีโคคาร์ จะส่งผลมีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ และการที่คนไทยนิยมอาหารญี่ปุ่นมากขึ้นส่งผลให้มีการนำเข้าส่วนประกอบในการปรุงอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมไม่เลวร้าย อย่างน้อยเราพยายามรักษาผลกำไรให้ขยายตัวประมาณ 10-15% และเมื่อปี 2549-2551 ประเทศไทยถือเป็นบริษัทที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปญี่ปุ่นมากเป็นลำดับที่ 1 ต่อเนื่องกัน 2 ปีซ้อน คิดเป็นสัเส่วนประมาณ 22% ของมาร์เก็ตแชร์รวม ปีที่ผ่านมา MOL ประเทศไทยมีการขนส่งระหว่างไทย-ญี่ปุ่นประมาณ 4,900,000 ทีอียู MOL ขนส่ง อยู่ 3 แสนทีอียู หรือประมาณ 6% สำหรับปี 2551 ผลประกอบการโดยรวมบวก 3% อยู่ที่ประมาณ 300,000 ทีอียู - แผนการลงทุนในไทย นายทากาโอะ - ในอนาคตบริษัท มุ่งหวังบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม และเศรษฐกิจประเทศไทยให้มากขึ้น จึงอยากทำให้การดำเนินการของการนำเข้า-ส่งออกให้ราบรื่นยิ่งขึ้น โดยการ เดินเรือมาท่าเรือแหลมฉบังโดยตรง และในส่วนการให้เช่าคอนเทนเนอร์เพื่อยกระดับคุณภาพธุรกิจคอนเทนเนอร์จึงมีการลงทุนสร้างศูนย์ปฏิบัติการตู้คอนเทนเนอร์แห่งใหม่ขึ้นห่างจากท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 4 ก.ม. มีกำหนดเปิดใช้ 1 เมษายน 2552 นอกจากนี้ในด้านการขนส่งทางบกภายในประเทศไทย ตอนนี้บริษัทมีความตั้งใจจะยกระดับการบริการในส่วนนี้ เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศ มีเพิ่มขึ้น แต่ยังติดกฎระเบียบหลายตัว ที่กำหนด ค่อนข้างมาก หน้า 12 |
|
|
|
|
|
#64 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
2 บ.เรือไทยมองต่างมุม TTA หยุดลงทุน PSL ไล่ซื้อเรือ
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4052 จากวิกฤตการเงินที่ลุกลามไป ทั่วโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็วส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงภาคธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก โดยยอดการนำเข้า- ส่งออกสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ สายการเดินเรือของไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ต่างมีแนวทางการบริหารแตกต่างกัน โดย ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA กล่าวว่า วิกฤตการเงินครั้งนี้จะทำให้รายได้และกำไรบริษัทในปี 2552-2553 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551 ที่เป็นปีทองจากค่าระวางเรือที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้บริษัทมีกำไรใน 3 ไตรมาสแรก ปีนี้ (สิ้นสุด 30 มิ.ย.2551) ถึง 6.72 พันล้านบาท ในตลาดโลกจะมีเรือใหม่ออกสู่ตลาดในปี 2552-2553 อีกประมาณ 200-300 ลำด้วย ทำให้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดค่าระวางเรือในขณะนี้ลดลงมาประมาณ 50% จากที่ขึ้นไปสูงสุด 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ลำ/วัน ขณะที่บริษัทมีจุดคุ้มทุนที่ประมาณ 8 พันเหรียญสหรัฐ/ลำ/วัน แต่จากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 2540 บริษัทได้พยายามลดหนี้ลงมาให้มากที่สุด เพื่อให้อยู่ได้สบายเมื่อเกิดวิกฤต ซึ่งขณะนี้บริษัทกำเงินสดหรือมีกระแสเงินสดอยู่ในมือประมาณ 1 หมื่นล้านบาทไว้รับมือ นอกจากนี้ยังปรับยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจออกไปสู่ธุรกิจพลังงาน สาธารณูปโภคมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ โดยสัดส่วนรายได้มาจากการขนส่ง 75% เทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อนที่สูงถึง 98% รวมทั้งหยุดการลงทุนไว้ก่อนในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า เพื่อรอดูจังหวะ ที่เหมาะสมและมองหาธุรกิจที่น่าสนใจ "ล่าสุดบริษัท เมอร์เมด มารีไทม์ จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกของ TTA ที่ถือหุ้นอยู่ 57.14% ได้รับสัญญาว่าจ้างระยะยาวในการขุดเจาะหาปิโตรเลียมจากกลุ่ม ปิโตรนาสของมาเลเซีย นอกจากนี้ TTA ที่กำลังมองหาธุรกิจอื่นกำลังเจรจาอยู่ 3-4 ดีล คาดว่าจะรู้ผลในอีกไม่ช้า" PSL พลิกวิกฤตเป็นโอกาสไล่ซื้อเรือ แต่ในส่วนบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL ซึ่งทำธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือแบบเทกองรายใหญ่ของไทย กลับสวนกระแสวิกฤต โดยเตรียมกู้เงิน 898 ล้านเหรียญเพื่อซื้อเรือใหม่และ เรือมือสอง โดยจะเริ่มในปีหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายคาลิด มอยนูดดิน ฮาซิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL เคยกล่าวว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้านับจากนี้ไป อุตสาหกรรมเดินเรือโดยภาพรวมอาจจะซ้ำรอยสถานการณ์อันเลวร้ายในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ก็ได้ ซึ่งเรืออายุเพียง 8 ปี ต้องส่งเข้าอู่เพื่อตัดเป็นเศษเหล็กขาย การปล่อยเรือให้เช่าโดยไม่คิดค่าระวาง "เรากำลังเจรจา เพื่อขอต่อวงเงินกู้กับธนาคารอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ซื้อเรือมือสอง ถ้าได้ก็จะเริ่มตั้งแต่ปีหน้า และเรายังจะกู้เงินเพื่อซื้อเรือใหม่อีก 398 ล้านเหรียญสหรัฐ" นายฮาซิมกล่าว เมื่อดูผลการดำเนินงานของบริษัท ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ก็ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นผิดหวัง โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิถึง 1,462.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 161.14% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน เมื่อรวม 3 ไตรมาสปีนี้มีกำไรสุทธิ 3,711.48 ล้านบาท PSL ทำสัญญาขายค่าระวางเรือ ล่วงหน้า ปี 2551 ไปแล้ว 97% ของปริมาณบรรทุกทั้งหมดของบริษัท 44 ลำ ที่ 16,089 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ ปี 2552 ขายค่าระวางเรือล่วงหน้าไปแล้ว 66% เศษ ที่ 15,502 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ และปี 2553 ขายล่วงหน้า 13,113 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ ในขณะที่มีรายจ่ายการเดินเรือปี 2551 เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 18% จาก 3,976 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ เป็น 4,909 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ ดังนั้น บริษัทน่าจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ เนื่องจากบริษัทปรับตัวมานานโดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ทำสัญญาขายค่าระวางล่วงหน้า และแนวโน้มจีนจะเริ่มสั่ง นำเข้าสินแร่เหล็กอีกครั้งในปลายเดือนมกราคม 2552 ซึ่งจะทำให้ค่าระวางเรือ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หน้า 12 |
|
|
|
|
|
#65 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
"ส.โลจิสติกส์"จับมือพันธมิตร นำร่อง"โครงการสหกิจศึกษา"
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4054 สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยผนึกกำลังภาครัฐและ 24 มหาวิทยาลัยเข็นโครงการสหกิจศึกษานำร่อง จัดส่งนักศึกษาหลักสูตรด้านโลจิสติกส์เข้าทำงานในสถานประกอบการจริงก่อนจบ คาดสถานประกอบการจับคู่กับมหาวิทยาลัยได้ขั้นแรก 20% รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุม เชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดส่งนักศึกษา สหกิจศึกษาเข้าปฏิบัติงานในสถานประกอบการสำหรับหลักสูตรด้านโลจิสติกส์ตามโครงการนำร่องขึ้น โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สมาคมสหกิจศึกษาไทย สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย สถาบันอุดมศึกษา 24 แห่ง และ บริษัทเอกชน 17 แห่งเข้าร่วมเพื่อให้ สถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการเอกชนร่วมระดมความคิดเห็นในการ เตรียมการและกำหนดแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ศาสตราจารยวิจิตร ศรีสอ้าน นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย กล่าวว่า สหกิจศึกษา (cooperative education) เป็นการบูรณาการการทำงานกับการเรียน ช่วยพัฒนาอาชีพและสร้างความพร้อมในการทำงาน ซึ่งระบบนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สถาบันอุดมศึกษาในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มใช้สหกิจศึกษาเป็นแนวทางจัดการศึกษาระดับปริญญาอย่างกว้างขวางในเกือบทุกสาขาวิชา โดยมีเป้าประสงค์ ตรงกันคือ การเสริมคุณภาพบัณฑิตผ่านประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการ เพื่อการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตตามมาตรฐานวิชาชีพ รวมทั้งตรงตามความต้องการของตลาด ผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ในส่วนนักศึกษา จะได้ประสบการณ์วิชาชีพตรงตามสาขาวิชาเอก ทางด้านสถาบันศึกษาจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางวิชาการและความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานประกอบการ ได้ข้อมูลย้อนกลับมาปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอน ส่วนประโยชน์ของสถานประกอบการคือ การมีนักศึกษามาช่วยปฏิบัติงานตลอดปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในการจัดสหกิจศึกษา คือ 1.สถานศึกษา และสถานประกอบการต้องรับผิดชอบร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนสหกิจศึกษา (cooppartnership) เป็นพันธกิจและภารกิจร่วมที่มีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง 2.จัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา โดยถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรดำเนินการเป็นระบบและครบกระบวนการตามมาตรฐานสหกิจศึกษา 3.มีการกำหนดส่วนงานทั้ง 2 ฝ่าย และบุคลากรผู้รับ ผิดชอบการบริหารและการจัดการทั้งในสถานศึกษาและสถานประกอบการ 4.สร้างความพร้อมในองค์กรที่จะจัด สหกิจศึกษาให้พร้อมทุกด้าน มิเช่นนั้นจะเกิดอันตราย 5.มีการติดตามประเมินผลการจัดสหกิจศึกษาคู่ขนานกับการจัดเพื่อนำผลมาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาสหกิจศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ทางด้านนายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน การจัดทำโครงการสหกิจศึกษานำร่องครั้งแรกนี้ คาดว่าจะประสบผลสำเร็จจับคู่กันในวันนี้ ได้ก่อนประมาณ 20% จากบริษัทเอกชน 17 แห่ง และสถาบันศึกษา 24 แห่ง หน้า 12 |
|
|
|
|
|
#66 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
Suvarnabhumi airport seizure brings Bt1 billion daily air cargo losses
BANGKOK, Nov 26 (TNA) - Air cargo service is expected to lose some Bt1 billion daily as a result of the seizure of Bangkok's international airport, according to a senior industrial sector official. Federation of Thai Industries (FTI) deputy secretary-general Thanit Sorat said the temporary halt of air cargo services carries high-value damages despite being – so far --only for one day. Air transport goods are high value shipments and require being transported with urgency. They include critically-required components such as electronics and automotive parts, or perishables such as fruits, vegetables and seafood needing stable cold storage and punctual delivery. Damages to the transport sector notwithstanding, the seizure of Bangkok's Suvarnabhumi airport critically affects Thailand's image on the whole, including the country's ability to deliver tourism and the performance of its overall economic system. As Thailand currently faces the ongoing world economic crisis, the present incident emphasises the possibility of other impacts occurring, such as further unemployment. Mr. Thanit said also that patriotism could be expressed without violence and all parties' rights should be respected. The rule of law cannot be enforced in the country. Resolution requires sacrifices from all parties, and all agree that a coup would not be accepted. One way would be to give back power to the people, and have a new election, but before the House is dissolved, Mr. Thanit said, all parties which were the government, and all critics such as the People's Alliance for Democracy (PAD) and other parties must agree that if there is a new election, they must accept the elected government no matter what party it represents. Otherwise, the same problem would continue. (TNA) |
|
|
|
|
|
#67 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ เสียหายแล้ว 9 พันล้าน
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เวลา 12:53:46 น. มติชนออนไลน์ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความเสียหายจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า ธุรกิจการขนส่งสินค้ามีมูลค่าการขนส่งสินค้าทางอากาศ ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อวัน แบ่งเป็นสินค้าขาเข้า 1,200 ล้านบาท และสินค้าขาออก 1,800 ล้านบาท ขณะนี้เสียหายแล้วประมาณ 9,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อไปอีกหนึ่งเดือน จะส่งผลเสียหายประมาณแสนล้านบาท นายพรศิลป์ กล่าวว่า ยังเป็นห่วงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่วนทางออกในส่วนตัวคิดว่า น่าจะมาหาทางออกร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย |
|
|
|
|
|
#68 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ส.โลจิสติกส์ดิ้นส่งออกเฉพาะหน้า ผ่านเพื่อนบ้าน-ยอมจ่ายรักษาลูกค้า
วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11220 มติชนรายวัน นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรับมือวิกฤตการส่งออกจากเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ในส่วนการดูแลภายในประเทศได้สั่งให้พาณิชย์จังหวัด และกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการฉกฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและกักตุนสินค้า ส่วนด้านต่างประเทศสั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ซื้อถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยว่าจะไม่มีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออก และยังดำเนินการค้าขายปกติ ซึ่งปกติการส่งออกจะใช้ทางเรือเป็นหลัก 90% ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร นายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ประสานกรมศุลกากรในการเปิดเขตฟรีโซนเพิ่ม ขณะที่สมาพันธ์ฯกำลังเจรจากับหน่วยงานด้านขนส่งและสายการบินในต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าตกค้างเพื่อทำการส่งออกให้ได้ตามคำสั่งซื้อ โดยผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 25% เพราะต้องมีการขนย้ายทางรถยนต์ผ่านชายแดนและขึ้นเครื่องที่มาเลเซียหรือสิงคโปร์แทน รวมถึงการปรับเที่ยวบินการขนส่งไปยังประเทศปลายทาง ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร เตรียมใช้บริการแล้วกว่า 100 ราย เพื่อให้ส่งออกไปประเทศปลายทางที่ญี่ปุ่นและยุโรปเป็นหลัก "ตอนนี้เราต้องแก้ไขโดยการส่งออกผ่านประเทศเพื่อนบ้าน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่าปกติ 24-48 ชั่วโมง แต่ก็ให้ผู้ซื้อได้มั่นใจว่าไทยมีการส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ เพื่อรักษาตลาด และไม่กระทบต่อการส่งออกในอนาคต การส่งออกน่าจะดำเนินการได้ไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า" นายเกริกกล้ากล่าว หน้า 17 |
|
|
|
|
|
#69 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
แอร์คาร์โก้ส่งออก-นำเข้าอัมพาตยาว การบินพังยับ-คาร์โก้สูญเกินหมื่นล้าน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4058 รายงานจากคณะกรรมการตัวแทนผู้บริหารสายการบินนานาชาติในไทย (broad of airlines : BAR) ระบุว่า ความสูญเสียจากเหตุการณ์ปิดสุวรรณภูมิและดอนเมืองภาพรวมนอกจากรายได้เฉพาะกลุ่มแอร์ไลน์จะหายไปจากผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้ารวมกันวันละหลาย หมื่นล้านบาทแล้ว ปัญหายังกระทบเป็นโดมิโนไปถึงเที่ยวบินแวะพักที่จะต้องบินต่อเข้าออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรป อีกวันละกว่า 20% ของเที่ยวบินทั้งหมดต้องกลายเป็นอัมพาตไปด้วย พลอากาศเอกณรงค์ศักดิ์ สังขะพงศ์ ปฏิบัติหน้าที่แทนดีดีการบินไทย กล่าวว่า การบินไทยก็สูญรายได้เกิน 500 ล้านบาท/วัน ทั้งการขนส่งผู้โดยสาร สินค้าคาร์โก้ ครัวการบินที่ต้องผลิตอาหาร ให้ลูกค้า 40 สายการบิน อีกทั้งยังมีปัญหาลูกโซ่ต้องนำเงินสดสำรองจ่ายการ ยกเลิกตั๋ว เปลี่ยนตั๋ว ซื้อตั๋วสายการบิน อื่นให้ผู้โดยสารเดินทาง จึงมีมูลค่าอีก มหาศาล นายขจรศักดิ์ วงศ์ศักดิ์ถาวร ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศ (Airlines Cargo Business Association : ACBA) กล่าวว่า สมาคมมีสายการบินสมาชิก 75 สายการบิน รายได้หายไปทันทีเฉลี่ย 3,500 ล้านบาท/วัน จากบริการขนสินค้ารวม 41,000 ตัน/วัน ส่งออก 19,500 ตัน นำเข้ากว่า 20,000 ตัน และส่วนที่เหลือเป็นคาร์โก้ในประเทศ การปิดสุวรรณภูมิตั้งแต่ 25-28 พฤศจิกายน คาร์โก้การบินสูญไปรวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบไปถึงบริษัทคู่ค้าที่จำเป็นต้องพึ่ง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไทย 30% ของสด ผัก ผลไม้ อาหารบางชนิด ต้องขึ้นคาร์โก้วันต่อไปมี 35% ของสินค้าทั้งหมดต้องทิ้งเพราะเน่าเสีย มีสินค้าที่ 35-40% สามารถรอสนามบินเปิดใช้ได้ บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้า (frieght forwarders) ลูกค้าของสายการบินต่างๆ ต้องหาทางออกเฉพาะหน้าโดยหันไปเช่ารถบรรทุกนำสินค้าลงภาคใต้เพื่อไปขึ้นเครื่องที่มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ก็ระบายได้เพียง 5-6% ของสินค้าทั้งหมด เกษตรกรกล้วยไม้ร้อง ก.เกษตรฯเร่งช่วย นายพยงค์ คงอุดมทรัพย์ นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยเปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.นี้ กลุ่มตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ประมาณ 200-300 คน เตรียมนัดรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอความช่วยเหลือแก่ชาวสวนกล้วยไม้ ภายหลังจาก พธม.ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ส่งออกกล้วยไม้ไม่ได้ ทำให้กล้วยไม้เน่าเสียง่าย ทำให้เกิดความเสียหายต่อ ผู้ส่งออกและเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องขาดแคลนรายได้สำหรับเลี้ยงครอบครัวและจ่ายเงินเดือนพนักงาน แถมยังไม่มีเงินที่จะชำระหนี้สถาบันการเงินในช่วงเดือน ธ.ค.นี้อีกด้วย จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯเร่งประสานงานให้สนามบินมีการทำงานเพื่อส่งออกสินค้าได้เร็วที่สุดพร้อมกับประสานกับสถาบันการเงินเพื่อยืดการชำระหนี้ออกไป DHL ลงทุนใช้เครื่องบินบริษัทลงอู่ตะเภา นายปัญญโรจน์ ภัทรารัตน์กุล ผู้จัดการแผนกบริหารลูกค้าหลักระหว่างประเทศ บริษัท ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ได้ปรับแผนฉุกเฉินโดยให้บริษัทแม่นำเครื่องบินมาขึ้นลงสนามบินอู่ตะเภาทุกวัน นายเสกพงษ์ อัศววิสิษฐ์ชัย ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการบริษัท Schenker (Thai) จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทใช้รถเทรเลอร์บรรทุกสินค้า ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ จากเดิมจะส่งสินค้าขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนนี้จะเก็บค่าใช้จ่ายจากลูกค้าเพิ่มอีก 10% หน้า 4 |
|
|
|
|
|
#70 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
กองเรือกระอัก ดัมพ์ระวาง50% ชิปปิ้งไทยร่อแร่
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4058 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์พ่นพิษสายการเดินเรือ เผยเรือคอนเทนเนอร์-เรือบัลก์จอดแช่ตามท่าเรือทั่วเอเชียกว่า 100 ลำ เหตุสู้ต้นทุนไม่ไหว สายเอเชีย-ยุโรปแข่งหนักสุด ดัมพ์ค่าระวางลดวูบ 50% บริษัทเรือปรับกลยุทธ์ลดไซซ์เรือ-ทำสัญญาขนส่งระยะสั้น ด้านชิปปิ้งรายย่อยของไทยอาการร่อแร่ เผ่นเช่าตึกแถวรอบสนามบินสุวรรณภูมิ-จ้างพนักงานรายวันลดต้นทุน นายทวีศักดิ์ เชาวน์ชาญกิจ ผู้จัดการสมาคมตัวแทนและเจ้าของเรือกรุงเทพฯ (BSAA) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์ธุรกิจการเดินเรือว่า ผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์พบว่า ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ธุรกิจการเดินเรือได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ สืบเนื่องจากการส่งออก-นำเข้าสินค้าลดลงประมาณ 20-30% ส่งผลให้มีเรือบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์จอดนิ่งอยู่ที่ท่าเรือประเทศสิงคโปร์ ประมาณ 20-30 ลำ และเรือเทกองบรรทุกสินค้าโภคภัณฑ์ (เรือบัลก์) จอดอยู่ตามท่าเรือต่างๆ ทั่วเอเชียกว่า 100 ลำ "ตอนนี้เรือบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ในเส้นทางสำคัญต้องลดราคาขนส่งลงมาเกินกว่า 50% อาทิ เส้นทางจากไทยไปยุโรป เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ค่าระวางที่เคยสูงถึงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐต่อ TEU (ตู้ 20 ฟุต) ขณะนี้เหลือเพียง 400 เหรียญสหรัฐเท่านั้น" (อ่านตารางประกอบข่าว) สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากวงการสายการเดินเรือกล่าวว่า อัตราค่าระวางเรือในขณะนี้ปรับตัวลงค่อนข้างมาก สาเหตุจากปัจจัยลบ 2 ข้อ คือ 1)เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายของระวางบรรทุก โดยการประเมินเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ทำให้บริษัทเรือต่างลงทุนต่อเรือใหม่ ซึ่งจะทยอยออกจากอู่ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป จำนวน 450-600 ลำ ทำให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เพราะความต้องการใช้ระวางบรรทุกหดตัวรุนแรง จนกระทั่งทางบริษัทเรือวางแผนที่จะดึงระวางเรือออกประมาณ 20% เพื่อปรับฐานดีมานด์-ซัพพลายให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด 2)ผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มต้นจากปัญหาซับไพรม และลุกลามมาถึงสถาบันการเงินในสหรัฐ จากเดิมช่วง ปี 2550 ที่เกิดวิกฤตซับไพรมในสหรัฐ มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทางยุโรปจะขยายตัวโดยคาดว่าจะมีปริมาณสินค้าให้ขนส่งเพิ่มขึ้นถึง 11% ทำให้บริษัทสายการเดินเรือต่างพากันโยกกองเรือที่วิ่งให้บริการในเส้นทางสหรัฐมาทางยุโรปแทน รวมทั้งนำเรือใหม่มาเพิ่มเติมด้วย ช่วงนั้นอัตราค่าระวางเรือเส้นทางยุโรปมีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 40-50% อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ปริมาณสินค้าในยุโรปมีปริมาณเพิ่มขึ้นจริงเพียง 5% ปริมาณระวางเรือที่มีอยู่จึงโอเวอร์ซัพพลาย ทำให้อัตราค่าระวางเรือปรับลดลงมาต่อเนื่องถึง 30% จาก 1,700 เหรียญต่อ TEU ลงมาเหลือ 900-1,000 เหรียญต่อ TEU และปี 2552 มีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่องอีก 10-15% นายวิรัช นอบน้อมธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กลุ่มบริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาวะการ ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอยู่ในยุคขาลง จะเห็นได้จากทางชมรมเรือที่ให้บริการขนส่งสินค้าประจำเส้นทางต่างพากันประกาศอัตราค่าระวางเรือที่ลดลงจากปีที่แล้ว เนื่องจากดีมานด์-ซัพพลายไม่สมดุล ทำให้บริษัทเรือแข่งขันกันรุนแรง และจำเป็นต้องยอมลดค่าระวางเรือเพื่อเรียกลูกค้า โดยคาดว่าปริมาณการขนส่งสินค้าในไตรมาส 4 ปีนี้จะลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา 30% โดยค่าระวางขนส่งลดลงไปมากกว่า 50% ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ เส้นทางขนส่งเอเชีย-ยุโรป ปกติค่าระวางเรือบวกกับเซอร์ชาร์จต่างๆ (เช่น ค่า BAF หรือบังเกอร์เซอร์ชาร์จ จัดเก็บตามความผันผวนของราคาน้ำมัน, ค่า FAF ที่จะจัดเก็บตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น) ทางสายการเดินเรือคิดราคาเหมารวมซึ่งเคยมีอัตราสูงสุดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อ TEU ล่าสุดเหลือต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐต่อ TEU หรือลดลงมากกว่า 50% "สายการเดินเรือเอเชีย-อเมริกาเหนือกับสายการเดินเรือเอเชีย-ยุโรปค่อนข้างแย่ ส่วนการขนส่งในเอเชียหรือที่เรียกว่า อินเตอร์เอเชีย ซึ่งรวมตลาดตะวันออกกลางด้วยนั้น แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่น จีน อินเดีย จะชะงักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ปริมาณการขนส่งยังดีกว่าสองสายที่กล่าวมา โดยเฉลี่ยจะมีระวางสินค้าอยู่ในระดับ 70-80%" นายวิรัชกล่าวต่อไปว่า จากภาวะ ดังกล่าวทำให้บริษัทเรือต้องปรับกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ รูปธรรมที่ชัดเจนคือบริษัทเอเวอร์กรีน ซึ่งเป็นสายการเดินเรือแห่งชาติของไต้หวัน มีการลดขนาดเรือขนส่งให้เล็กลง จากเดิมมีระวางบรรทุก 6,000 TEUs ลดไซซ์เรือให้เหลือขนาดระวางบรรทุก 4,000 TEUs แทน ขณะเดียวกันกลยุทธ์ที่นำมาใช้ควบคู่กัน ก็คือการทำสัญญาขนส่งกับผู้ใช้บริการรายใหญ่ เดิมเคยทำสัญญาระยะยาวแบบ 1 ปี แต่เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้บริษัทเรือปรับตัวโดยปรับวิธีการทำสัญญาขนส่งใหม่เป็นแบบระยะสั้น หรือประมาณ 3-6 เดือน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งตัวแทนสายการเดินเรือมีการแข่งขันขยายตลาดไปหาลูกค้าในตะวันออกกลางมาทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป แหล่งข่าวจากวงการผู้รับจัดการ ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (freight forwarders) และวงการตัวแทนออกของหรือชิปปิ้ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจธุรกิจชิปปิ้งค่อนข้างลำบากอยู่แล้ว เพราะถูกบริษัท โลจิสติกส์รายใหญ่จากต่างประเทศบีบเรื่องราคา แต่บริษัทชิปปิ้งขนาดกลางและขนาดเล็กยังพอมีงานของบริษัทส่งออกขนาดกลาง ขนาดเล็กให้ทำ แต่ตอนนี้เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ลูกค้าส่งออกไม่มีออร์เดอร์ ยอดสินค้าหายไป ทำให้หลายบริษัทเริ่มส่อออกอาการซวนเซ หลายบริษัทที่เคยเช่าพื้นที่ตั้งสำนักงานภายในสนามบินสุวรรณภูมิได้เปลี่ยนไปหาที่ตั้งด้านนอกที่ ค่าเช่าถูกกว่า คาดว่าปีหน้ามีแนวโน้ม ที่บริษัทชิปปิ้งหลายรายอาจจะต้องปิดกิจการลง "การปรับตัวตอนนี้ บริษัทชิปปิ้งหลายบริษัทเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากที่เคยจ้างพนักงานประจำ เปลี่ยนเป็นจ้างพนักงานรายวัน เพื่อจะได้ไม่ต้องรับภาระค่าสวัสดิการตามที่กฎหมายแรงงานบังคับ บางบริษัทจะทำลักษณะจ้างบริษัทภายนอกมารับช่วงงานไปก็มี" แหล่งข่าวกล่าว หน้า 1 |
|
|
|
|
|
#71 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
Air cargo terminal to open soon
Bangkokpost 2/12/2008 Transport Minister Santi Prompat plans aggressive moves to ease the burden of air freight operators by commanding police officers to clear the way to enter the cargo terminal in Suvarnabhumi airport as he aims to start operations by tomorrow. "The cargo terminal will be ready to provide services to the private sector in a day or two, and it will run at its full capacity," he said yesterday. Mr Santi said discussions with the Foreign Minister and business leaders yesterday revealed that the anti-government People's Alliance for Democracy (PAD) has not blocked all airport entrances. Mr Santi wants to use the one open entrance left to transport cargo. He also stressed that three related agencies - Airports of Thailand (AoT), the Civil Aviation Department and the Customs Department - were told to be ready to start operations in two days. He said that King Kaew Road had not yet been blocked by protesters and police officers needed to be stationed there as soon as possible, adding that police would take responsibility to protect the road from the PAD and ensure a clear path for cargo. The Thai Airfreight Forwarders Association (Tafa) asked the Department of Civil Aviation yesterday to co-ordinate with AoT to allow freighters to land at Suvarnabhumi. It also asked the government to rent aircraft from neighbouring countries to serve its temporary needs. The PAD seized both Bangkok airports last Tuesday. The damages to the Thai economy to date are estimated to have been at least three billion baht a day in lost shipment value and opportunities. But the damage to the country's reputation has been "incalculable", in the words of one official. Vallop Vitanakorn, the vice-president of the Thai Garment Manufacturers Association, said the private sector desperately wanted both sides to end their standoff."In the meeting, someone suggested a company should volunteer to negotiate with the PAD, but no one agreed. You have to admit, we have no idea what will happen to your assets or business if the PAD gets upset with you," he said. "Even if the government could open cargo operations in Suvarnabhumi, I would not dare enter." Exporting though Singapore's Changi Airport is an option for some businesses but it would raise their costs by 20%. |
|
|
|
|
|
#72 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ทสภ.เผยมีสายการบินขนส่งสินค้าใช้บริการแล้ว12 ราย
วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 22:44:19 น. มติชนออนไลน์ ทสภ.เผยมีสายการบินขนส่งสินค้าฃใช้บริการแล้ว 12 ราย หลังท่าอากาศยานเปิดให้แอร์คาร์โก้บินขึ้นลงได้ตั้งแต่วันที่ 2-15 ธ.ค. 51 เรื่องนี้ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า เพื่อช่วยผู้ขนส่งสินค้า ทาง ทสภ. จึงประกาศ ผู้ปฎิบัติงานทางอากาศ (Notice to Airman : NOTAM) เปิดให้สายการบินคาร์โก้บินขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2551 เวลา 09.00 น. จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.2551 เวลา 18.00 น. ทาง ทสภ. จะเปิดให้บริการการบินที่รันย์เวย์ด้านตะวันตก เนื่องจากรันย์เวย์ด้านดังกล่าวติดกับคลังสินค้าที่ตั้งอยู่บริเวณอาคารคลังสินค้าปลอดภาษี (ฟรีโซน) โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูล ฟรีโซน โทร. 02-134-1619-23 นายเสรีรัตน์กล่าวว่า หลังจากที่ ทสภ. ประกาศ NOTAM ออกไปทำให้มีสายการบินขนส่งสินค้าแจ้งมาใช้บริการที่ ทสภ. แล้ว โดย ณ เวลา 20.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. มีสายการบินขนส่งสินค้าแจ้งขอบินแล้ว 12 ราย และจะบินเข้ามาในคืนวันที่ 2 ธ.ค. 3 เที่ยวบินเที่ยวบินแรกจะเป็นของสายการบินแอร์ฮ่องกง โดยบินจากฮ่องกงถึงกรุงเทพฯ 20.45 น. สำหรับวันที่ 3 ธันวาคมนี้มี 9 เที่ยวบิน และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ |
|
|
|
|
|
#73 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
Officials inspect two Bangkok airports before resuming services
BANGKOK, Dec 3 (TNA) Thai airport officials will inspect the terminals of Suvarnabhumi and Don Mueang airports after the anti-government People's Alliance for Democracy (PAD) protesters ended their occupation at the two main airports on Wednesday morning, according to Suvarnabhumi Airport Director Serirat Prasutanond. Mr. Serirat, who is also acting Airport of Thailand (AoT) president, said airport officials would inspect the airport areas both restricted and public areas, runway, taxiway as well as ground equipment whether they were safe under the standards set by the International Civil Aviation Organisation (ICAO). After the inspection mission was completed, all systems would be tested until the airport officials were confident that all operation could run safely under international standards. Then, he said, the Department of Civil Aviation (DCA) would inspect and issue safety verification approval just like the inauguration of the new airport. Mr. Serirat and DCA director-general Chaisak Angsuwan had initial inspected the physical condition of the airport and found that the airport was mostly in good condition, only a few and minor damages could be seen. He said all the system must be tested similarly to the opening of a new airport so it was too early to say when full service would resume. However, he said, the airport planned to start resume its services at midnight on December 4 to mark the auspicious beginning of His Majesty the King's birthday on December 5. The first three flights to take off from Suvarnabhumi airport will be Thai Airways International (THAI) services departing to Sydney, Australia; Rome, Italy and Nagoya, Japan, he said. Domestic flights were expected to start this afternoon, he said, adding that the first flight would be Phuket to Suvarnabhumi. Cargo flights from Suvarnabhumi resumed December 2. Meanwhile, Don Mueang airport director acting Flying Officer Anirut Thanomkulbutra said after the situation returned to normal, the airport would discuss with the agencies concerned to resume its services as soon as possible. (TNA) |
|
|
|
|
|
#74 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
DHL expects free cargo flow
Bangkokpost 3/12/2008 DHL Express International (Thailand), the world's leading air delivery and logistics provider, is confident that the cargo terminal in Suvarnabhumi airport will soon resume its normal operations. The anti-government People's Alliance for Democracy (PAD) last night announced it would end its week-long occupation of Suvarnabhumi and Don Mueang airports today. It had prevented all flights from both airports before announcing yesterday a relaxation for some freight flights at Suvarnabhumi. "We were the first flight that landed and took off at Suvarnabhumi on Tuesday, which is a good sign," said Chananyarak Phetcharat, managing director for DHL's Indochina region. DHL is now optimistic that the PAD leaders, aware of the extent of the economic damage they have caused, will permit cargo flights at Suvarnabhumi to return to normal. "We have discussed with them [anti-government group leaders] as we want to see normal operations there before the damage goes further," said Ms Chananyarak. "Related state agencies and operators are also working closely to make sure that [shipping and freight] businesses are back on track as soon as possible." Staff from Airports of Thailand Plc (AoT) and the Customs Department are also co-operating to speed up completing documents for shipments. Over the last week, DHL had shifted its operations to the U-Tapao naval airport in Chon Buri and used land transport to carry some cargoes for shipment from Malaysian and Singaporean airports. "We are working very hard to ensure the success of our contingency plan in tackling the closure of Bangkok airports and in maintaining the service reliability of our express deliveries," Ms Chananyarak.As a result of its efficient handling of the situation, she said that clients from other logistics firms had used DHL, raising its throughput by 15-20% last week. "We could turn the crisis into a good opportunity by employing our network and facilities with other Asian hubs such as Singapore and Hong Kong," she said. Yesterday, DHL also introduced a real-time international trading document transfer system in collaboration with Kasikornbank (KBank). Prasarn Trairatvorakul, president of Kasikornbank, said the move is aimed at making the bank a leader in international transaction service provision. International trade centres will collect documents and issue air waybill numbers and provide the same service to customers via DHL's service centres. This is intended to cut financial transaction costs for customers and logistics providers. |
|
|
|
|
|
#75 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
Logistics losses may hit B22bn
Bangkokpost 4/12/2008 The local logistics industry lost about five billion baht from the one-week closure of Suvarnabhumi Airport by anti-government protesters, while damage throughout the entire supply chain may reach 22 billion baht, executives said yesterday. The initial damages were caused by the disruption of air transport services at Suvarnabhumi and Don Mueang airports during the seizure by the People's Alliance for Democracy (PAD), said Tanit Sorat, head of the Logistics Industry Club at the Federation of Thai Industries (FTI). Because exports and imports could not be processed, lost revenue in the logistics sector was about 600 million baht a day, Mr Tanit said. "The estimates do not include damage caused to farm products and perishable goods that were stranded at Suvarnabhumi, as well as higher costs of logistics services providers to re-arrange their shipments," he said. "They all involve additional cost, either rerouting [shipments] or shifting to other modes of transport and moving cargoes to airports in neighbouring countries." Meanwhile, a lot of goods could not enter Thailand as inbound flights had to land in other countries such as India and Malaysia to offload both passengers and cargoes, Mr Tanit noted. "Some electronic parts and jewellery are damaged because they had to be lifted off and on flights many times before reaching the final destination," he said. "If everything is taken into account, the industry anticipates a total loss of approximately 22 billion baht." The Thai Airfreight Forwarders Association (Tafa) estimated air traffic revenue losses of about three billion baht each day as exports of mainly electronics, jewellery, and pharmaceutical products were stopped. At least 800 tonnes of cargoes, mainly electronic and electrical goods, were stranded at Suvarnabhumi when the airport was seized, said Tafa chairman Kasem Jaliyawatwong. "Major importers of Thai-made products in the US and Europe were affected as their parts could not be shipped from here to be processed in other countries," he said. "This might prompt them to look for manufacturing facilities in other countries such as Vietnam to leverage future risks." Mr Kasem added that the world's "Big Four" logistics groups - DHL, FedEx, UPS and TNT - were already rerouting their freighters to Suvarnabhumi after the PAD moved out of the airport yesterday. Some Asian airlines had resumed cargo shipments at the airport on Tuesday when the cargo terminal was reopened. |
|
|
|
|
|
#76 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ไอซีที เตรียมพร้อมบริการ e-Logistic เต็มรูปแบบปี 52
Thairath [8 ธ.ค. 51 - 05:19] นายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวว่า กระทรวงฯ เริ่มโครงการ National Root CA และ CA Interoperability เพื่อ e-Logistics มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมโครงสร้างพื้นฐานการทำระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานในประเทศทำงานร่วมกันได้ แม้ออกโดยผู้ให้บริการต่างรายกัน และขยายไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ รวมทั้งให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ หรือ Public Key Infrastructure : PKI สำหรับโครงการที่มีการใช้เทคโนโลยี PKI ของหน่วยงานที่ได้งบสนับสุนนจากโครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลบริการภาครัฐ และภาคการขนส่งเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ ปัจจุบันการให้บริการด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายสาธารณะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการยืนยันตัวบุคคลที่ทำธุรกรรมให้น่าเชื่อถือ จึงพัฒนาเทคโนโลยี PKI ขึ้น เพื่อให้นำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาความลับของข้อมูลและยืนยันตัวบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ จะออกใบรับรองสำหรับใช้ตรวจสอบหรือพิสูจน์ตัวบุคคลผู้ถือใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์นั้น บางครั้งอาจประสบปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ หรือ Interoperability สำหรับใบรับรองที่ออกโดย CA ต่างรายกัน กระทรวงฯ จึงทำโครงการนี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันระหว่างใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์แต่ละราย ทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีข้อขัดข้อง และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่น ลดความยุ่งยากซับซ้อนในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในและระหว่างประเทศได้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที กล่าว นายธานีรัตน์ กล่าวต่อว่า การทำ CA Interoperability ภายในประเทศ จะช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะมีการทดสอบระบบที่ใช้งานจริงกับหน่วยงานผู้ให้บริการออกใบรับรองฯ หรือ CA ที่ได้รับงบสนับสนุนจากโครงการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐ และภาคการขนส่งเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ เพื่อเข้าร่วมการทำ Interoperability จำนวน 3 หน่วยงาน คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และบริษัท ไทยดิจิทัล ไอดี จำกัด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมระบบเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ และคาดว่าพร้อมจะทดสอบระบบการให้บริการ หรือ แอพพลิเคชัน ของหน่วยงานภายใต้โครงการ e-Logistic ในต้นปี 2552 ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที กล่าวด้วยว่า สำหรับการทำ CA Interoperability ระหว่างประเทศ จะทำให้เกิดระบบที่สามารถให้บริการร่วมกันระหว่างระบบการแลกเปลี่ยนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ให้บริการ CA ต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ควรปฏิบัติ สำหรับโครงการที่มีการพัฒนาระบบที่ใช้เทคโนโลยี PKI โดยกระทรวงฯ ได้เลือกไต้หวันในการทำ CA Interoperability ระหว่างประเทศ เนื่องจากมีปัจจัยด้านปริมาณ Transaction ในระดับสูง รวมทั้งมีความพร้อมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน PKI อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นขณะนี้ได้หารือกับไต้หวันแล้ว และอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับ แอพพลิเคชัน ภายใต้โครงการ e-Logistic ที่จะใช้ในการทำ CA Interoperability กับไต้หวันต่อไป กระทรวงฯ จะดำเนินการทดสอบการทำ CA Interoperability ทั้งในและระหว่างประเทศให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนกันยายน 2552 และหวังว่าโครงการฯ นี้จะช่วยทำให้ แอพพลิเคชัน ของหน่วยงานภายใต้โครงการ e-Logistic ที่เข้าร่วมทดสอบสามารถใช้ใบรับรองของผู้ให้บริการรายใดก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งานมากขึ้น นายธานีรัตน์ กล่าว |
|
|
|
|
|
#77 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
สศช.ปรับแผนแม่บทโลจิสติกส์ชาติ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพอุตฯแทนโครงสร้างพื้นฐาน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4063 สภาพัฒน์จับมือกระทรวงอุตฯ-ส.อ.ท. ยกเครื่องแผนแม่บทยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ชาติ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ โลจิสติกส์ภาคธุรกิจเอกชน นำหน้านโยบายโครงสร้างพื้นฐานในอดีต ตั้งเป้าอุตสาห กรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์- ชิ้นส่วนยานยนต์-สิ่งทอ-ปิโตรเคมี-อาหารแปรรูป-เหล็ก-สิ่งพิมพ์-ส่งออก-โลจิสติกส์ LSP และธุรกิจบริการ นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดมสมอง เพื่อกำหนดทิศทางงานวิจัยด้านบริหารจัดการโลจิสติกส์และ โซ่อุปทานของประเทศไทย ซึ่งจัดโดยสำนักประสานงานโครงการวิจัยโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าสศช.จะพิจารณาเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทยหลากหลายสาขาธุรกิจที่มีมาตรฐานต่ำกว่าบริษัทต่างชาติครบวงจรที่เป็นคู่แข่ง ทำให้ที่ผ่านมาเกิดการแข่งขันรุนแรง ดังนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้สศช.ได้ร่วมกระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์โลจิสติกส์อุตสาหกรรม เพื่อสร้างความตระหนัก การตื่นตัว การรับรู้ ความเข้าใจในทุกภาคส่วนองค์กรธุรกิจ และจะมีงานวิจัยร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มีการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และมีการพิจารณาถึงระบบซัพพลายเชนที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในซัพพลายเชน เรื่องสต๊อกสินค้า สำหรับภาคเกษตร มีการออกมาตรฐานสินค้า การพัฒนาบุคลากร การอบรมระยะหลังมี เป้าหมายต้องกลับไปแก้ปัญหาได้ โดยยุทธศาสตร์โลจิสติกส์อุตสาหกรรมสรุปได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมเน้นไปที่โครง สร้างพื้นฐานต่อไปจะเน้นสาขาเศรษฐกิจ ที่สำคัญมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ ปิโตรเคมี อาหารแปรรูป เหล็ก สิ่งพิมพ์ ส่งออก โลจิสติกส์และธุรกิจ LSP และธุรกิจบริการ 2.การย้ายโรงงานไปจังหวัดชายแดน เพื่อหวังค่าแรงงานต่ำจากต่างด้าว เช่น โรงงานสิ่งทอที่ไปแล้ว จะจัดระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพ 3.การเพิ่มผลผลิต มาตรฐาน คุณภาพ เพราะต่อไปจะแข่งโดยใช้แรงงานราคาถูกไม่ได้แล้ว ต้องผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสูง 4.เทคโนโลยี เช่น คนขับรถบรรทุกต้องรู้จักระบบบอกพิกัด GPS รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ คณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของไทยกับงานวิจัยว่า ทิศทางงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอนาคตของไทยคงมุ่งไปที่กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เพราะจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไทยต้องหันมาค้าขายกับกลุ่มประเทศ GMS มากขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาวิสัยทัศน์ของกลุ่มประเทศ GMS ซึ่งปัจจุบันมุ่งลดอุปสรรคโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ ซึ่งโครงการจะชัดเจนในเร็วๆ นี้ เพราะธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารโลกได้เข้ามาช่วยปรับปรุงระบบการเชื่อมโยง กฎระเบียบการเคลื่อนย้ายสินค้า ยานพาหนะและบุคคล รวมถึงการนำอุปสรรคเกี่ยวกับโลจิสติกส์ออกไป ส่วนผู้ที่จะทำให้ซัพพลายเชนระดับภูมิภาคเกิดขึ้นได้ คือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) เป็นตัวเชื่อมโยงระบบ สุดท้ายทั้ง 3 ส่วนคือโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบและ LSP ใน GMS มีหน้าที่ตอบสนองลูกค้า ซึ่งได้แก่ ผู้ผลิตสินค้า ผู้ที่ค้าขายอยู่ในโซ่ (chain) ปัจจุบันกำลังดำเนินงานสร้างกลยุทธ์ โลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศ GMS ของธนาคาร ADB เพราะแต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการสร้างแผนแม่บทมาก ส่วน แผนแม่บทโลจิสติกส์ของไทยต้องหารือกับทางสศช.ว่า ยังสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมหรือไม่ เพราะแต่ละประเทศเน้นไปที่การขนส่ง ทั้งที่วัตถุประสงค์ของ โลจิสติกส์คือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ การที่ประเทศให้ความ สำคัญกับโลจิสติกส์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน รวมทั้งช่วยด้านต้นทุน ความน่าเชื่อถือได้ นอกจากนี้ การที่แต่ละประเทศมักวางแผนระยะยาว 5 ปี แต่โลจิสติกส์มักเปลี่ยนแปลงทุก 2-3 ปี จึงต้องมาตรวจสอบกันอีกครั้ง สำหรับกรอบโลจิสติกส์ระดับมหภาค ต้องกำหนดกรอบการทำงาน เพื่อสนับสนุนศักยภาพหน่วยงานที่เป็นองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแผน นำแผนไปปฏิบัติ ติดตามและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บสินค้า ข้อมูล บริการ ยานพาหนะทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ในการตอบสนองลูกค้า ซึ่งลูกค้าของประเทศด้านโลจิสติกส์ คือเจ้าของสินค้า ผู้ผลิต ผู้ส่งออก-นำเข้า หากต้องการได้เปรียบด้านแข่งขันต้องสามารถเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จะต้องได้รับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบต่างๆ และควรได้รับการบริการ โลจิสติกส์ที่ดี รวมถึงกฎระเบียบที่เอื้อต่อ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) ทำงานได้สะดวก ขณะเดียวกันผู้ให้บริการต้องตอบสนองต่อการให้บริการลูกค้าด้วย หน้า 9 |
|
|
|
|
|
#78 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
เดินหน้าท่าเทียบเรือน้ำลึกชุมพร
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4064 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ที่โรงแรมชุมพรการ์เดนส์ อ.เมือง จ.ชุมพร บริษัท ซีสเปคตรัม จำกัด และบริษัทเอนไว เอ็กซ์เพิร์ท จำกัด ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงคมนาคม ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยราชการ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนใกล้เคียงพื้นที่โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจังหวัดชุมพร ดร.มานะ ภัตรพานิช ผู้จัดการโครงการศึกษาและสำรวจออกแบบเพื่อพัฒนาท่าเรือจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการจัดทำรายงานฉบับสุดท้ายเพื่อ ส่งมอบให้กรมการขนส่งทางน้ำและ พาณิชยนาวีพิจารณาและนำเสนอสำนักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (สผ.) หากได้รับความเห็นชอบทางกรมก็จะจัดทำแผนของบประมาณและสำรวจออกแบบท่าเรือ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี ส่วนงบประมาณที่ใช้คาดว่าจะอยู่ประมาณ 1,500-2,300 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้มีการศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมจำนวน 3 จุด คือบริเวณแหลมประจำเหียง อ.สวี แหลมเทียน อ.เมืองชุมพร และแหลมคอกวาง ต.นาทุ่ง อ.เมืองชุมพร ผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า แหลมคอกวางหรือแหลมหัวโม่ง หมู่ที่ 7 ต.นาทุ่ง อ.เมืองชุมพร มีความเหมาะสมที่สุด หน้า 28 |
|
|
|
|
|
#79 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
ยุโสบ อินเตอร์เนชั่นแนลฯ ยึด "ตรัง" ผุดท่าเรือใหญ่ฝั่งอันดามัน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4066 จากการที่รัฐบาลมาเลเซียวางยุทธศาสตร์และทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลปั้นท่าเรือปีนัง ฝั่งทะเลอันดามันขึ้นไปเป็นท่าเรือแถวหน้าของโลกเพื่อเทียบชั้นสิงคโปร์ ทำให้แผนการที่ไทยจะปั้นท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เป็นประตูการส่งออกสินค้าของไทยฝั่งทะเลอันดามันพลอยชะงักไปด้วย ล่าสุดได้ดึงบริษัทดูไบเวิรลด์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารท่าเรือสำคัญของโลกหลายแห่ง เข้ามาศึกษาวิจัยการก่อสร้างท่าเรือ น้ำลึกปากบาราอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเหมือนท่าเรือบางแห่ง ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยรายหนึ่งกลับเดินหน้าสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ริมฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งได้เปิดตัวเป็นทางการไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ จึงน่าติดตามว่า 2 ผู้บริหารวางยุทธศาสตร์และนโยบายในการดำเนินงานอย่างไรบ้าง ชิงธงนำรับเขตเศรษฐกิจ 3 ชาติ การก่อสร้างท่าเรือเอกชนแห่งใหม่ที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ของ บริษัทยุโสบ อินเตอร์เนชั่นแนล กันตัง พอร์ต จำกัด เกิดขึ้นจากที่ประชุมเวทีสามเหลี่ยม เศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) เมื่อหลายปีก่อน ได้ลงความเห็นร่วมกันให้มีการริเริ่มโครงการพัฒนา ท่าเทียบเรือกันตังเพิ่มเติม เพื่อขยายขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพของท่าเรือชายฝั่งจังหวัดตรังให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายขนส่งสินค้าเชื่อมโยงถึงกันในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ 3 ประเทศ และยังเป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ตลอดจนปัญหามลพิษซึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่บ่อยครั้งของท่าเรือกันตังเดิม เพราะอยู่ติดพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาล โดยบริษัทยุโสบฯได้มาก่อสร้างท่าเทียบเรือแห่งใหม่ห่างจากท่าเทียบเรือเดิม 2 กิโลเมตร มีพื้นที่โดยรอบกว้างขวางเพียงพอต่อการขยายในอนาคต สามารถกินน้ำลึกได้มากกว่า เรือขนาด 12,000 ตัน จำนวน 2-3 ลำ สามารถเข้าจอดเทียบ ท่าได้พร้อมกัน ขณะที่ท่าเรือกันตังเดิมเรือขนาด 7,700 ตันเท่านั้นที่เข้าจอดเทียบ ท่าได้ ทางบริษัทเริ่มลงทุนเมื่อปี 2548 มูลค่าที่ดิน ถนน และค่าก่อสร้างท่าเรือ และอุปกรณ์การขนถ่ายสินค้ารวมประมาณ 170-180 ล้านบาท เปิดดำเนินการ อย่างไม่เป็นทางการเมื่อ 5-6 เดือน ที่ผ่านมา "เรามีประสบการณ์การทำท่าเรือมากว่า 35 ปี เริ่มทำแห่งแรกที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝั่งอ่าวไทย เพื่อขนส่งแร่ยิปซัมและแร่ต่างๆ ไปต่างประเทศ ต่อมาได้ย้ายไปเปิดท่าเรือที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราชแทนเมื่อ 15 ปีก่อน เรือขนาด 30,000 ตัน สามารถเทียบท่าขนส่งสินแร่ได้ แต่ท่าเรือแห่งนี้เป็นท่าเรือปิดใช้เฉพาะการขนส่งสินแร่ของบริษัทเท่านั้น" นายบัลลังก์ บัวเชย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยุโสบ อินเตอร์เนชั่นแนล กันตัง พอร์ต จำกัด กล่าว แร่-ถ่านหิน-ปูนซีเมนต์-ยางพารา สินค้าส่งออก-นำเข้าของท่าเรือ ท่าเรือใหม่กันตังส่วนใหญ่จะส่งออกแร่ของบริษัทเป็นหลัก มีมูลค่าการส่งออก ผ่านท่าเรือแห่งใหม่นี้ประมาณ 60-70% เช่น แร่ยิปซัม แร่แฟลสปาร์ แร่แบไรต์ โดยบริษัทยุโสบ อินเตอร์เนชั่นแนล กันตัง พอร์ต จำกัด ได้เช่าช่วงสัมปทานเหมืองแร่ของบริษัท ทีเอช ไมนิ่ง จำกัด ที่นครศรีธรรมราชด้วย ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็มี ปูนซีเมนต์ กากปาล์ม ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา และเหล็ก โดยลูกค้าหลัก ที่ใช้บริการท่าเรือ อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยอุตสาหกรรม จำกัด (ทุ่งสง) บริษัท ซิเมนต์ไทยโลจิสติกส์ จำกัด บริษัท บาวลิเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไทยเทครับเบอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญมีถ่านหินจากอินโดนีเซีย ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ปัจจุบันท่าเทียบเรือกันตังมียอดการส่งออกสินค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติการส่งออก สินค้าของด่านศุลกากรกันตังระหว่างเดือนตุลาคม 2550-กันยายน 2551 ปริมาณการส่งออกสินค้าจากท่าเรือกันตังคิดเป็นมูลค่าถึง 1.47 หมื่นล้านบาท ขณะที่การส่งออกในช่วงเวลาเดียวกัน ในปีก่อนหน้านั้นคิดเป็นมูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท ผนึกพันธมิตรสร้างอนาคตท่าเรือใหม่ จุดแข็งของท่าเรือแห่งใหม่นี้คือ การส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้จะมีต้นทุนค่าขนส่ง ต่ำกว่า 30-40% เมื่อเทียบกับการส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาและอื่นๆ เพราะที่ตั้งท่าเรืออยู่ใกล้กับสินค้าที่จะส่งออก นอกจากนี้สินค้าของบริษัทที่ส่งออก ผ่านท่าเรือนี้คิดเป็นมูลค่าถึง 60-70% ของสินค้าที่ส่งผ่านท่านี้ จึงถือว่าอยู่ได้ด้วยตัวเอง ที่เหลือจะเป็นการส่งออกของบริษัทต่างๆ ข้างต้น ล่าสุดบริษัทจะทุ่มเงินอีก 30 ล้านบาท ก่อสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มอีก 1 ลำ ขนาด 1.2 หมื่นตัน ซึ่งจะทำให้เรือขนาด 1.2 หมื่นตัน เข้าเทียบท่าได้ 3-4 ลำพร้อมกัน ส่วนรายได้ท่าเรือคาดว่าปีนี้จะตกประมาณ 130 ล้านบาท "ทางบริษัทพร้อมเป็นพันธมิตรกับท่าเรือทุกแห่งทุกประเทศ ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับท่าเรือปีนังของมาเลเซียและท่าเรือเมดาวันของอินโดนีเซียในการเปิดเส้นทางเดินเรือรับส่งสินค้าและเปิดจุดจอดเรือรับสินค้าจากไทย ทำให้การขนส่งไปยังประเทศต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นที่ผ่านมา มีนักลงทุนจากมาเลเซียและประเทศต่างๆ มาเจรจาขอร่วมทุนตลอดเวลา แต่ตนยังไม่ตัดสินใจในเรื่องนี้" นายยุโสบ บัวเชย ผู้อำนวยการบริษัท ยุโสบ อินเตอร์ เนชั่นแนลฯกล่าว หน้า 7 ![]()
|
|
|
|
|
|
#80 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 49,001
Likes (Received): 392
|
จีนพัฒนาโลจิสติกส์รุดหน้า ไทยมีสิทธิผงาดฮับกระจายต่อทั่วโลก
รายงานโดย :นราทิพย์ กวางเส็ง: Posttoday วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จากงานสัมมนาหัวข้อ “เมื่อจีนก้าวสู่ศูนย์โลจิสติกส์ใหญ่ที่สุดในโลก : โอกาสที่ไทยต้องฉกฉวย” ที่จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ โดยมีนายหม่า เหรินหง เลขาธิการสมาคมธุรกิจโลจิสติกส์ มณฑลกวางตุ้ง มาบรรยาย ทำให้เห็นได้ว่า แม้ประเทศจีนจะพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ไปรวดเร็ว แต่ยังมีโอกาสและช่องทางใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทยให้แทรกซึมเข้าไปได้ ในปี 2551 เป็นปีที่ประเทศจีนเข้า สู่ปีที่ 30 แห่งการปฏิรูปเปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนในวันนี้ ได้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บริษัทของจีนในปัจจุบันได้ก้าวสู่ภายนอกเพื่อจับมือทำธุรกิจกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกแล้ว จนถึงปี 2550 มูลค่าผลผลิตมวลรวมภายในประเทศจีน หรือจีดีพี เท่ากับ 24 ล้านล้านหยวน คิดเป็น 6% ของเศรษฐกิจโลก เมื่อเทียบกับเมื่อปี 2521 ที่มีสัดส่วนเพียง 1.8% เท่านั้น เศรษฐกิจจีนได้เลื่อนอันดับสูงขึ้นติดต่อกันในระยะ 5 ปี จนอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก เมื่อประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจไปแล้ว ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีศักยภาพทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการเชื่อมต่อในด้านต่างๆ ก็สามารถเป็นจุดศูนย์กลางการขนส่งสินค้าจากจีนไปยังประเทศต่างๆ ในโลกได้ หรืออย่างน้อยก็ในภูมิภาคเอเชีย สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กับประเทศจีน คือความร่วมมือกันในด้านการขนถ่ายสินค้า การช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ในการเชื่อมต่อกับประเทศจีน และการช่วยประเทศจีนในการเชื่อมต่อไปยังประเทศต่างๆ ในโลก และการเป็นประเทศศูนย์กลางนี้ ผลพลอยได้ที่ประเทศไทยจะได้รับนั้น แม้จะไม่มหาศาลเท่าประเทศจีน แต่เพียงสักส่วนหนึ่งก็สามารถพยุงเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ สร้างงานให้เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างสมประสบการณ์ให้กับคนไทยได้เรียนรู้กลวิธีการทำการค้า การขนส่งสินค้า เพื่อวันหนึ่งประเทศไทยจะได้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจ เพียงแต่จะต้องมีการเริ่มต้นที่ดีก่อน ความคืบหน้าล่าสุดในการดำเนินยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มอุตสาหกรรมในอาเซียน เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา เลขาธิการมณฑลกวางตุ้ง นายอวงหยาง และเลขาธิการอาเซียน นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้ร่วมในพิธีลงนาม “บันทึกช่วยจำความร่วมมือระหว่างมณฑลกวางตุ้งกับสำนักเลขาธิการอาเซียน” ความร่วมมือครั้งนี้ จะสามารถเสริมสร้างให้เศรษฐกิจการค้าระหว่างกันและความร่วมมือมีนัยสำคัญขึ้น ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมีความมุ่งหมายที่จะแสวงหาและส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่างๆ 11 สาขา ได้แก่ ด้านการเกษตร, เทคโนโลยี, พลังงานและสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาทรัพยากร บุคคล, การค้าและการลงทุน, การท่องเที่ยว, โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์, การศึกษา, วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, วัฒนธรรม และสุขอนามัยสาธารณะ เป็นต้น ธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศจีนมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในปี 2550 เนื่องจากความต้องการด้านโลจิสติกส์มีการขยายตัวทำให้มูลค่าและค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์จึงเพิ่มมากขึ้น โดยมูลค่ารวมด้านโลจิสติกส์ทั้งประเทศเท่ากับ 75 ล้านล้านหยวน คิดเป็นอัตราการเติบโต 26.2% ขณะที่มูลค่าเพิ่มธุรกิจของโลจิสติกส์ทั่วประเทศเท่ากับ 1.6 ล้านล้านหยวน คิดเป็นอัตราการเติบโต 20.3% และคิดเป็นสัดส่วน 17.6% ของมูลค่าเพิ่มธุรกิจการบริการทั้งประเทศ และคิดเป็น 6.9% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีบทบาทต่อการขยายตัวของธุรกิจบริการและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ด้านค่าใช้จ่ายรวมด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศเท่ากับ 4.5 ล้านหยวน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 18.2% การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ตามเมืองท่าของจีนได้เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาด้านการค้า คาดว่าในปี 2551 จะสามารถรองรับได้มากขึ้นถึง 115 ล้านตู้มาตรฐาน สำหรับลู่ทางและโอกาสการเข้าไปรุกตลาดในประเทศจีน จะมาจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่กำลังเริ่มดำเนินการและผลที่เริ่มชัดเจนจาก Early Harvest Program รวมทั้งการเริ่มลดภาษี รวมไปถึงอุตสาห กรรมของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างกันอันจะเป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกันกับมณฑลกวางตุ้ง นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนมีประชากรเชื้อสายจีนจำนวนมากจึงมีวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับคนกวางตุ้ง อีกทั้งสองฝ่ายมีภูมิประเทศติดต่อถึงกันมีเส้นทางการค้าเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ในปี 2553 ซึ่งจะเป็นเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากที่สุด และเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน กำลังก้าวหน้าโดยลำดับ โดยมีมณฑลกวางตุ้งตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของจีน จึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ศูนย์กลางโลจิสติกส์และเป็นประตูสำคัญที่นักธุรกิจอาเซียนได้อาศัยกวางตุ้งเป็นประตูผ่านเข้าไปยังตลาดใหญ่ภายในจีนซึ่งนับวันจะทวีมากขึ้น จากความร่วมมือทางการค้าอาเซียน-จีน พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2550 พบว่า ปริมาณการค้าระหว่างอาเซียน-จีน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25.9% เป็นการบรรลุเป้าหมาย 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่จีนเคยเสนอไว้ก่อน 3 ปี ปัจจุบันเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ ส่วนที่อยู่ในจีนได้สร้างเสร็จใช้งานได้แล้ว ทำให้การเดินทางจากคุนหมิงไปเมืองบ่อหานที่ชายแดนจีน-ลาว ใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง และเส้นทางจากคุนหมิงไปยังกรุงเทพฯ จะใช้เวลาน้อยลงจาก 40 ชั่วโมง เหลือประมาณ 20 ชั่วโมง ล่าสุดกระทรวงการรถไฟจีนได้ลงนาม ข้อตกลงกับรัฐบาลเขตปกครองตนเองกวางสี กำหนดแผนลงทุนระยะ 5 ปี จำนวน 1 แสนล้านหยวน เพื่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางรถไฟระยะทาง 2,500 กิโลเมตร และ สนับสนุนให้กวางสีเชื่อมโยงกับอาเซียน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น การขนส่งทางรถไฟระหว่างไทย-จีน จะสะดวกมากขึ้น และเพื่อผลักดันให้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ให้มีผลคืบหน้าจีนกำลังเร่งรัดแผนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟอาเซียน-จีน และผลักดันการจัดตั้ง 2 ระเบียง 1 วงแหวน ระหว่างไทย-เวียดนาม จากเส้นทางการเชื่อมต่อต่างๆ ที่กำลังก่อสร้าง และเสร็จสิ้นแล้วนั้นจะทำให้เห็นว่าประเทศจีนก็ให้ความสำคัญกับประเทศไทย ให้เป็นประเทศคู่ค้า เพราะประเทศไทยนั้นมีศักยภาพเพียงพอ แต่รัฐบาลไทยก็ต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง และช่วยเหลือภาคเอกชนให้ได้รับความไว้วางใจ ตลอดจนส่งเสริมให้มีความสามารถเพียงพอที่จะรองรับการทำงานที่มหาศาล |
|
|
|
![]() |
| Thread Tools | |
| Display Modes | |
|
|