daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile



Reply

 
Thread Tools
Old January 7th, 2009, 09:46 PM   #81
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

CEVA consolidates units at head office

Bangkokpost Published: 7/01/2009 at 12:00 AM


The global supply chain management company CEVA Logistics has relocated its CEVA Freight (Thailand) Ltd operation to the same office on New Phetchaburi Road that houses the company's logistics head office. CEVA currently employs 3,800 people in Thailand, offering contract logistics and freight forwarding.
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old January 10th, 2009, 10:27 PM   #82
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

คมนาคมวืดแบ่งงบแสนล้าน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2391 10/01/2009


คมนาคม วืดส่วนแบ่งงบกลางปี 1 แสนล้านบาท เหตุรัฐหันจับนโยบายประชานิยม เน้นแผนเยียวยาประชาชน แทนมุ่งลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ยอมหั่นแผนขอเงินจากกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท เหลือแค่ 1.5 หมื่นล้าน แต่ยังลุ้นชงแผนสร้างถนนปลอดฝุ่น 3 พันกม. ต่อ หวังกระตุ้นแรงงาน-รับเหมาทั่วประเทศ


นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาทแล้ว กระทรวงคมนาคมได้กลับมาทบทวนแผนการเสนอโครงการให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาในด้านต่างๆ ต่อประชาชนมากกว่าที่จะเน้นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่


โดยหลังจากการทบทวนแผนงานแล้ว กระทรวงคมนาคมยังยืนยันที่จะเสนอขอดำเนินโครงการถนนปลอดในทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เพียงโครงการเดียว เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรเงินจากสัดส่วนของงบประมาณกลางปี ทำให้วงเงินที่เสนอของกระทรวงปรับลดลงจากเดิม 46,593.57 ล้านบาท เหลือแค่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ทั้งนี้มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายการจ้างงานได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศอย่างแน่นอน


ทั้งนี้ จะเสนอแผนงานโครงการดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคาร ที่ 13 มกราคมนี้ พร้อมกันนี้อาจจะเสนอแผนงานโครงการปรับปรุงถนนสาย กทม.-หัวหินและรังสิต-องครักษ์-เขาชะโงก วงเงิน 2,050 ล้านบาท ของกรมทางหลวง (ทล.) ซึ่งมีความจำเป็นเช่นกัน เพิ่มเข้าไปอีก 1 โครงการด้วย


"นายโสภณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงได้เสนอความเห็นไว้ในที่ประชุมต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงคมนาคมต้องการจะเสนอโครงการถนนปลอดฝุ่น เพราะมีความจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญเป็นโครงการที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วตามนโยบายรัฐบาล ส่วนโครงการอื่นๆ ที่เคยบรรจุไว้ในแผนที่เสนอก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงคงต้องพิจารณาหาแนวทางอื่นในการดำเนินการต่อไป"


ด้านนายวิชาญ คุนากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ได้เสนอแผนงานให้ สนข.ไปพิจารณาแล้ว โดยได้เสนอแผนดำเนินงานโครงการถนนปลอดฝุ่น ระยะที่ 1 จำนวน 3,182.40 กิโลเมตร วงเงิน 15,561.41 ล้านบาท ปรับลดลงมาจากที่เสนอแผนงานรวมไป 30,221.57 ล้านบาท


สำหรับส่วนที่กรมเสนอไปนั้น มีความพร้อมในการดำเนินการเป็นอย่างมาก เพราะได้มีการออกแบบรายละเอียดรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว หากรัฐบาลอนุมัติให้ดำเนินการโดยใช้เงินจากงบประมาณกลางปี ก็จะสามารถเปิดประกวดราคาได้ทันที ซึ่งจะใช้วิธีการประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชัน ซึ่งคาดว่าประมาณเดือนมีนาคมจะเริ่มเซ็นสัญญาจ้างดำเนินการได้ทั้งหมด และจะดำเนินการแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายนปีนี้


นายวิชาญ กล่าวยืนยันว่า โครงการดังกล่าว จะเกิดผลดีอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้ง 75 จังหวัด โดยจะโอนความรับผิดชอบให้สำนักงานทางหลวงชนบทในท้องถิ่นทั่วประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการประกวดราคาและการควบคุมงานก่อสร้าง ที่สำคัญจะมีการแบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 500-600 สัญญาจ้าง แต่ละสัญญาจะมีระยะทางเฉลี่ย 5-10 กิโลเมตร วงเงินเฉลี่ยสัญญาละ 25-50 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานกระจายทั่วถึงได้ทุกพื้นที่ อีกทั้งจะมีการกระตุ้นวงการรับเหมาก่อสร้างด้วย เพราะผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอยู่ประมาณ 1,200 ราย ก็สามารถที่จะร่วมประมูลได้ด้วย


อนึ่ง โครงการที่อยู่ในรายชื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ของกระทรวงคมนาคมที่เสนอไปก่อนหน้านี้ มีวงเงินรวม 46,593.57 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) 30,221.57 ล้านบาท มีโครงการถนนปลอดฝุ่น ระยะที่ 1 รวม 3,182.40 กิโลเมตร วงเงิน 15,561.41 ล้านบาท ปรับปรุงถนนประสบอุทกภัย 1,500 ล้านบาท โครงการถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต ตามคำขอของท้องถิ่นอีก 13,160.16 ล้านบาท


ส่วนกรมทางหลวง (ทล.) เสนอขอไว้ 14,500 ล้านบาท มีโครงการปรับปรุงถนนสาย กทม.-หัวหินและรังสิต-องครักษ์-เขาชะโงก 2,050 ล้านบาท, ระบบโครงข่ายทางหลวงเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิด้านใต้ 650 ล้านบาท, งานเพิ่มมาตรฐานทางหลวง ป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน 11,800 ล้านบาท


ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ออกแบบรายละเอียด รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี 384 ล้านบาท ด้านกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) วงเงิน 508 ล้านบาท อาทิ งานป้องกันตลิ่งพัง ปรับปรุงท่าเทียบเรือ งานขุดลอกบำรุงร่องน้ำ เป็นต้น ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 980 ล้านบาท เป็นงานติดตั้งเครื่องกั้นถนน 4 เส้นทาง ปรับปรุงภาพลักษณ์สถานี เป็นต้น
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 12th, 2009, 07:25 PM   #83
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

"เกื้อกูล"เดินหน้ายุบ บทด. หลังคดี"สตง.-ปปช."ยุติ

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11265 มติชนรายวัน


นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พร้อมจะสนับสนุนและส่งเสริมการผลักดันการจัดตั้งกองเรือแห่งชาติ จากการรับฟังสรุปรายงานเกี่ยวกับแผนการจัดตั้ง บริษัท ร่วมทุน บทด. จำกัด ถือหุ้นโดยบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด และสมาคมเจ้าของเรือไทยนั้น พบว่าขณะนี้คดีความต่างๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว สามารถเคลียร์ปัญหาที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แล้ว หลังจากนี้จะขอดูรายละเอียดต่างๆ หากไม่ติดขัดในเงื่อนไขใดๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป ทั้งการชำระหนี้ค่าหุ้นที่ค้างจ่ายอยู่ประมาณ 100 ล้านบาท และการพิจารณายุบ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล หากมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการ

นายเกื้อกูลกล่าวว่า ล่าสุดทางสมาคมเจ้าของเรือไทยได้เข้าพบและยื่นข้อเสนอเพื่อให้ขอภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือในมาตรการต่างๆ ทั้งด้านเงินทุนและภาษี เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เรื่องนี้จะต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง แต่ในหลักการพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเรือไทย และหากกฎระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคปัญหาก็จะต้องเร่งแก้ไข เพื่อมิให้กลายเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต (กรอบบ่าย)

หน้า 19

....


คมนาคมดันตั้งกองเรือแห่งชาติ

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6619 ข่าวสดรายวัน


นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า พร้อมจะสนับสนุนและส่งเสริมการผลักดันการจัดตั้งกองเรือแห่งชาติ โดยได้รับฟังสรุปรายงานเกี่ยวกับแผนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน บทด. จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด และสมาคมเจ้าของเรือไทย ว่าขณะนี้คดีความต่างๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว สามารถเคลียร์ปัญหาที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้แล้ว หลังจากนี้จะขอดูรายละเอียดต่างๆ หากไม่ติดขัดในเงื่อนไขใดๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป รวมทั้งการชำระหนี้ค่าหุ้นที่ค้างจ่ายจำนวน 100 ล้านบาทด้วย รวมไปถึงการพิจารณายุบบริษัทไทยเดินเรือทะเลหากมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการ

"โดยส่วนตัวผมสนับสนุนและเห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการขนส่งทางเรือ และผลักดันให้มีกองเรือไทย แต่ขั้นตอนดำเนินการจะต้องดูในรายละเอียดด้วย โดยเฉพาะกรณีของ บทด.เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน มาถึงยุคนี้เรื่องคลี่คลาย ถึงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจให้โครงการนี้เดินไปข้างหน้าได้ ส่วนกรณีที่ขอให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือในมาตรการต่างๆ ทั้งด้านเงินทุนและภาษี ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เรื่องนี้จะต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง" นายเกื้อกูล กล่าว

หน้า 9
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 15th, 2009, 08:59 AM   #84
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

National alliance planned

Bangkokpost Published: 15/01/2009 at 12:00 AM


A national logistics alliance is being planned to develop systems to help small and medium-sized enterprises stay afloat amid rising logistics costs. According to Aat Pisanwanich, advisor to deputy commerce minister Alongkorn Ponlaboot, the venture's investment structure has yet to be finalised but the deputy minister sees a Thailand logistics alliance as vital and urgent in providing integrated logistics services.


According to the preliminary proposal, the logistics services provider should be a joint venture between small- and medium-scale Thai entrepreneurs in logistics businesses such as freight forwarding, transportation, customs brokering and warehousing.

But it is not yet decided whether the government sector would take part in the venture.

Mr Aat, also the director of the Centre for International Trade Studies of the University of the Thai Chamber of Commerce, said a national logistics provider would reduce costs for local SMEs, which are struggling because of shrinking demand due to Thailand's poor economy and the global downturn.

He predicted that Thai logistics businesses will be on the brink of collapse in the next five to 10 years if they cannot compete with giant multinational logistics providers like DHL and FedEx, which are rich in both capital and modern technology.

''Sharing facilities, customers, information technology and existing resources will help small and medium entrepreneurs to keep down costs and compete with international logistics providers,'' he said.

Mr Aat added that the government must offer tax incentives for the new logistics provider.

According to the most recent figures, Thailand's logistics services market _ including related businesses such as warehouses, packaging and parcel post delivery _ was valued at about 412.69 billion baht in 2006.

Land transport represented 38.6% of the total value, water transport 9.8%, air transport 4.5%, gas pipelines 2% and railways 0.5%.

Among services related to transportation, packaging contributed 42%, warehouses 1.3% and parcel post 1.3%.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 15th, 2009, 08:40 PM   #85
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

พอร์ทแอนด์มารีน คว้าประมูลท่าเรือเชียงแสน 2

Bangkokbiznews 15/01/2009


พอร์ท แอนด์ มารีน" คว้างานสร้างท่าเรือเชียงแสน 2 มูลค่า 1.5 พันล้านบาท หลังเสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง 3 ล้านบาท เฉือน "อิตาเลียนไทย"

นายพงษ์วรรณ จารุเดชา ผู้อำนวยการสำนักงานสำรวจและวิศวกรรม กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกวดราคาโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเชียงแสน แห่งที่ 2 จ.เชียงรายได้เปิดแข่งขันราคาวานนี้ (15ม.ค.) ปรากฏว่า บริษัท พอร์ท แอนด์ มารีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอราคาต่ำสุด 1,586 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 3 ล้านบาท โดยราคากลางอยู่ที่ 1,589 ล้านบาท ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 1,588.1 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลาง 9 แสนบาท

ทั้งนี้การแข่งขันราคาดังกล่าว มีบริษัทผ่านคุณสมบัติและสามารถยื่นแข่งขันราคาเพียง 2 ราย จากที่ยื่นข้อเสนอทั้งหมด 3 ราย ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ คณะกรรมการประกวดราคาฯ จะต่อรองราคา และสรุปผลดำเนินงานเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาอนุมัติดำเนินโครงการ คาดจะสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างได้ภายในเดือนก.พ.นี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี

“ในฐานะคนทำงาน อยากได้ราคาก่อสร้างต่ำกว่านี้ แต่เมื่อผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 3 ล้าน ก็ต้องเจรจาต่อรองแต่จะปรับลดได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง” นายพงษ์วรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าราคากลางที่ ขน.กำหนดสะท้อนต้นทุนแท้จริง และได้ทบทวนราคากลางก่อนประกวดราคา เพราะที่ผ่านมาราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างลดลง ซึ่งขณะนั้นได้ปรับราคากลางลดลง 100 ล้านบาท

นายพงษ์วรรณ กล่าวอีกว่า เมื่อดำเนินการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ไประยะหนึ่ง ขน.จะเสนอกระทรวงคมนาคมขอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เข้ามาบริหารท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 เพื่อให้การบริหารท่าเรือเหมือนกับท่าเรือเชียงแสน 1 ทั้งนี้ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จะรองรับเรือขนาด 350 ตันกรอส ได้พร้อมกัน 10 ลำ โดยจะก่อสร้างท่าเรือลาดต่ำ 2 ท่า รองรับเรือขนส่งสินค้าทั่วไปได้ 6 ลำ และท่าเรือแนวดิ่ง 1 ท่า รองรับเรือขนส่งสินค้าแบบคอนเทนเนอร์ได้ 4 ลำ โดยคาดว่าปริมาณสินค้าผ่านท่าในปี 2554 จะมีประมาณ 7.1 แสนตันต่อปี และเพิ่มขึ้นทุกปีรองรับสินค้าสูงสุดที่ 6 ล้านตันต่อปี
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 16th, 2009, 07:03 AM   #86
mbokudake
Valde Carus Meus Nichkhun
 
mbokudake's Avatar
 
Join Date: Mar 2008
Location: Hong Kong/ Pathum Thani/ Bangkok
Posts: 1,078
Likes (Received): 22

คมนาคมดันตั้งกองเรือแห่งชาติ

เมื่อไหร่เนี่ย เห็นพูดมาเป็นชาติแล้ว
__________________
"NO.1にならなくてもいい
もともと特別なOnly one"

SMAP
"ไม่ต้องเป็นที่หนึ่ง แต่ขอให้แค่เป็นหนึ่งเดียว"
mbokudake no está en línea   Reply With Quote
Old January 16th, 2009, 12:48 PM   #87
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Thai fleet-tracking system for Vietnam

Bangkokpost The Nation Published on January 15, 2009


Mobile Innovation plans expansion, new solutions for Thai fleet operators

Bangkok-based fleet tracking and management systems company Mobile Innovation plans to expand its business in Vietnam in the near future.

The company's president Tomohisa Matsumura said Mobile Innovation, a joint venture between Japan's NTT Docomo and Thailand's Loxley, would offer innovative solutions in Vietnam such as intelligent fleet tracking and management.


"We will explore opportunities to provide solutions, services and advanced technology from both NTT Docomo and Loxley to the Vietnamese market," Matsumura said. "The market has a big potential and businesses there want to improve the logistics industry. We will also work to promote business between Vietnam and Thailand."


He said the company currently provided a real-time tracking and fleet management system called Fleet Expert. It combines advanced wireless-communication and global positioning system (GPS) technologies with digital maps and comprehensive analysis and management software. It is offered on an application service-provider (ASP) basis.


The system uses a satellite to pinpoint the exact location of vehicles by using GPS. The vehicles are tracked at optimal GPS efficiency and the information is transmitted in real time to Mobile Innovation's server. The information can then be viewed by Fleet Expert customers via the Internet. It appears in the form of a vehicle symbol with fleet status on a digital map.


When any fleet vehicle leaves or enters its designated zones or violates any pre-set rules or regulations, the system pops up an alert on the remote user's screen with an audio alarm. In order to get prompt and appropriate actions from the driver, the alarm is also heard in the fleet vehicle.


Matsumura said the system could detect vehicle motion and therefore ensure immediate security for both drivers and fleet owners. It also helps to optimise fleet resources, maximise productivity, minimise expenditure and enforce safe driving.


Mobile Innovation also plans to provide new mobile-related solutions in Thailand when a 3G mobile infrastructure is completed. These will include an alcohol-check solution, security using videophones and remote monitoring.


"Thailand has many competitors and there is still customer demand, especially in the logistics industry. We want to provide Docomo's service solutions to the Thai market," Matsumura said.



Top Stories
Samsung LCD TV Series 8 (Advertorial)
Intel at the 2009 International Consumer Electronics Show
Real-time traffic information to be pooled, analysed and sold
Economic crisis no threat to software industry - ATSI
New Cisco system offers business advantages
WiMAX vs LTE
Security practices in Asia now on par with North America while Europe stalls and South America surges
Epson Stylus Photo TX700W
Thai fleet-tracking system for Vietnam
Expanding role for Business Process Management

VideoMore Video


Natalie Glebova Interview "Two Years Living in Thailand" ..Christina Aguilera - GMTV 2008..Biggest Loser 6 Winner - Michelle Answers Some Questions ..
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 16th, 2009, 12:55 PM   #88
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

JV to build deep-sea ports

Bangkokpost Published on January 16, 2009


PTT and Rayong Terminal will press ahead with developing two deep-sea ports in Map Ta Phut Industrial Estate in Rayong province this year with a combined investment of Bt7 billion, the Industrial Estate Authority of Thailand (IEAT) said yesterday.

PTT will spend Bt3 billion on building a port with an annual capacity of 2.5 million tonnes, plus a warehouse.

Rayong Terminal, a joint venture between SCG Chemical and Dow Chemical, will create a specific-purpose port with a capacity of 1.5 million tonnes per year, and a warehouse for petrochemical goods. The combined budget is Bt4 billion.


Both projects will start construction this year and take 12 months to complete. They are scheduled to commence operations at the beginning of 2011.


"These two projects will strengthen the logistics system in the Eastern Seaboard and help manufacturers reduce their logistics costs in the long term. Moreover, when well-known companies [such as these] continue with their investment, it will help restore other investors' confidence," said IEAT governor Monta Pranootnorapal.


However, the authority has reduced its target for land sales from the 3,000 rai achieved in 2008 to 2,000-2,500 rai this year, following the strong impact from the global downturn.


"Some giant companies in the electronic parts and car-accessories businesses are more confident about continuing their investment here. Investment during the downturn period will support their business when the economy bounces back," she said.


The IEAT was preparing to ask for more incentives from the Board of Investment to boost investment in industrial estates. However, the board has announced that it will grant the maximum incentives to all investment projects in industrial estates throughout this year.


The IEAT will also discuss with the Interior Ministry the possibility of allowing foreign companies to own their projects' land, providing they invest more than US$10 million (Bt349 million) and their project is for the long term.


Meanwhile, the National Economic and Social Development Board and the IEAT have finalised a study for the Southern Seaboard Development Project in Nakhon Si Thammarat. The next step is to hold a public hearing, which is expected next month.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 16th, 2009, 01:52 PM   #89
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

รัฐชิงเค้กลอจิสติกส์ 7 แสนล. พาณิชย์หนุน 57 บริษัทไทยสู้ต่างชาติ / หวังขึ้นชั้นฮับขนส่งอาเซียน

สยามธุรกิจ ฉบับที่ 964 ประจำวันที่ 17-1-2009 ถึง 20-1-2009 ]


“อลงกรณ์” ออกโรงหนุน 57 บริษัทรวมตัวตั้งบริษัทลอจิสติกส์ TLA/SLA ด้วยรูปแบบ One Stop Service เชื่อสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 7.3 หมื่นล้านใน 5 ปี มั่นใจฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับมาผงาดเป็นศูนย์กลางขนส่งแห่งอาเซียนแน่นอน รองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดภายในปี 2558

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าธุรกิจลอจิสติกส์ถือเป็นอุตสาหกรรม ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทย ในปีหนึ่งๆ มีมูลค่าของอุตสาหกรรมสูงถึงกว่า 736,000 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคการขนส่งสินค้าทางบก 364,000 ล้านบาท เป็นพวกธุรกิจสนับสนุนจำพวกตัวแทนออกของตัวแทนขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และกิจการสนับสนุนด้านการขนส่งกว่า 166,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึงร้อยละ 10 เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนกว่า 15,000 บริษัท และมีการจ้างงานมากกว่า 3 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม อดีตที่ผ่านมามูลค่าการให้บริการในธุรกิจลอจิสติกส์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้งประเภทที่เข้ามาลงทุนเปิดบริษัทด้านนี้โดยตรง หรือเข้ามาเทกโอเวอร์บริษัทไทย หรือไม่ก็ถือกระเป๋า ใบเดียวเข้ามาแล้วว่าจ้างบริษัทของคนไทย ดำเนินการให้ จากนั้นก็นำกำไรที่ได้ทั้งหมด ขนกลับประเทศของตนเอง ผลที่เกิดขึ้นทำให้ ทุกวันนี้บริษัทที่ให้บริการด้านลอจิสติกส์ที่เป็นของคนไทยแท้ๆ แข่งขันลำบาก และหลายบริษัทต้องปิดตัวลง ในแต่ละปีประเทศ ไทยสูญเสียเม็ดเงินที่ควรจะได้หลายแสนล้านบาท ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติดังกล่าว

“บริษัทที่ให้บริการด้านลอจิสติกส์ของไทยส่วนใหญ่มากกว่า 80% เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งปัจจุบันได้รับแรงกดดันจากสภาพการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะความเสียเปรียบคู่แข่งที่เป็นบริษัทต่างชาติ โดยที่ผ่านมาภาครัฐขาดการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง ทำให้บริษัทลอจิสติกส์ของคนไทยเสียเปรียบและไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งในอนาคตถ้ายังขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังธุรกิจนี้ก็อาจตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากธุรกิจโชวห่วยของไทย ซึ่งกำลังถูกบริษัทข้ามชาติมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจนเกือบจะสูญพันธุ์หมดแล้ว” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงมีแนวคิดรวมเอาบริษัทของไทยที่ให้บริการด้านลอจิสติกส์มาไว้ในเครือข่ายเดียวกัน ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอยซ์ จำกัด’ (TLA) ให้บริการลอจิสติกส์แบบครบวงจร อาทิ การให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การให้บริการด้านตัวแทนออกของ การให้บริการด้านบริหารคลังสินค้า การให้บริการด้านการขนส่งในประเทศและการกระจายสินค้า การให้บริการบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

“แนวคิดนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่ชื่อว่า “โครงการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจขนส่งสินค้าปี 2550” โดยเบื้องต้นมีบริษัทสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 200 บริษัท และผ่านการคัดเลือกจำนวน 45 บริษัท ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมจึงได้มีการรวมตัว 31 บริษัทลงทุนร่วมกันเปิด TLA ถือเป็นบริษัทคนไทยที่มีศักยภาพในการให้บริการด้านลอจิสติกส์แบบครบวงจรและมีขีดความสามารถที่จะแข่งขันกันต่างชาติได้”

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า บริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งประกอบด้วย 1.เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับบริษัทของคนไทยในการทำธุรกิจสู้กับต่างชาติ 2.ขยายขีดความสามารถในการให้บริการและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้น 3.ยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างภาพลักษณ์ของมืออาชีพในสายตาของผู้ใช้บริการ 4.เพื่อลดต้นทุนการดำเนินการของบริษัทลอจิสติกส์ และ 5.สร้างนวัตกรรมใหม่ๆร่วมกัน

“ในการบริการนั้นเราได้มีการเปิดเครือข่ายอินเตอร์เน็ตลิงค์ระหว่างบริษัทในเครือ เมื่อมีผู้ใช้บริการแจ้งความประสงค์เข้ามา ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่านไปในกลุ่มบริษัทสมาชิกอย่างรวดเร็ว ซึ่งบริษัทไหนที่มีบริการตามที่ลูกค้าต้องการก็รับงานนั้นไป เรียกว่าเป็นระบบวันสต็อปเซอร์วิส คือลูกค้า ติดต่อเข้ามาไม่ว่าจะต้องการงานบริการแบบ ไหนก็มีบริการหมด”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรวมกลุ่มจัดตั้งบริษัท LTA แล้ว ในปี 2551 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ได้เปิดโครงการ 2 คือ “โครงการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการลอจิสติกส์ปี 2551” คัดเลือกผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจลอจิสติกส์อีก 26 บริษัท ก่อตั้งเป็นบริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด (SLA) ให้บริการธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งรถบรรทุกและอุปกรณ์ขนส่ง 2.กลุ่มธุรกิจตัวแทนออกของและรับจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางเรือ 3.กลุ่มธุรกิจให้บริการ เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการจัดการอบรมให้คำปรึกษา 4.กลุ่มธุรกิจคลังสินค้า โดยมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท

“การรวมตัวเครือข่ายธุรกิจบริการลอจิสติกส์สัญชาติไทยในครั้งนี้ จัดได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มกันครั้งแรกของบริษัทลอ จิสติกส์ในเมืองไทย เป็นประโยชน์มากที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยฟันฝ่าวิกฤติโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เชื่อว่าหากบริษัทที่เป็นของคนไทยแท้ๆ ทำงานจริงเต็ม 100% ทุกขั้นตอนทุกกระบวนการ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการที่เคยตกอยู่ภายใต้ทุนของต่างชาติมานานหลายสิบปี โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการบริการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 7.3 หมื่นล้านบาทภายใน 5 ปี หรือคิดเป็น 10% ของมูลค่ารวมในตลาด ซึ่งจะเป็นการปลุกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาผงาดเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งภูมิภาค อาเซียนอย่างแท้จริง” รมช. กระทรวงพาณิชย์ กล่าว

โดยจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและลอจิสติกส์ เพราะอยู่ในกึ่งกลางของทุกเหลี่ยมเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย IMT-GT (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย) สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ QUADRANGLE (ไทย ลาว พม่า จีน) ห้าเหลี่ยมเศรษฐกิจ BIMSTEC (ไทย พม่า บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา) และหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ GMS (ไทย กัมพูชา เวียดนาม จีน พม่า ลาว)

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเส้นทางที่เชื่อมโยงไปยังประเทศกัมพูชาและพม่าอีกหลายเส้นทาง แต่เส้นทาง R3E นับว่าเป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่มีศักยภาพ เนื่องจากเชื่อมโยงกับประเทศจีน โดยมีไทยเป็นศูนย์ กลางเชื่อมไปสู่กลุ่มประเทศอาเซียนตอนล่างคือมาเลเซียและสิงคโปร์ ดังนั้นประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศเหล่านี้ดีที่สุด

ประกอบกับแนวคิดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic-Community : AEC) ให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ภายในปี 2558 จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน การลงทุน และแรงงานอย่างเสรีมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการใช้บริการระบบลอจิสติกส์ เพราะฉะนั้น การสร้างเครือข่ายและสร้างความ เข้มแข็งให้กับกลุ่มบริษัทไทยอย่าง TLA และ SLA จึงนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 21st, 2009, 07:26 AM   #90
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Global trade logistics' strategy drawn up Distribution centres abroad featured

The Naion Published on January 21, 2009


In an attempt to boost flagging exports, the Commerce Ministry is drawing up a "global trade logistics" strategy aimed at creating not only direct transactions, but also establishing Thai distribution centres in high-potential countries.

Under the plan, the ministry will focus on both international and domestic logistics development.

The Business Development Department is in talks with global and local logistics operators, exporters, wholesalers and retailers. They will share ideas and identify strategic areas for distribution centres, both in the Kingdom and abroad.

A combination of poor logistics and a low number of distribution centres has reduced Thailand's competitiveness in terms of accessing more foreign markets. Amid the global financial crisis, exports are one of the country's main economic drivers and a sector on which the government is focusing for survival.

Deputy Commerce Minister Alongkorn Ponlaboot said the "global trade logistics" strategy would primarily focus on major export markets, including the United States and European Union.

Despite the size of the US market, Thailand has only two private distribution centres: one in the East and one in the West. The former has an annual trade volume of Bt1 billion, while the latter achieves Bt10 billion per year.

In addition, other export markets, such as Africa, the Middle East, Russia and Germany, have great potential for the establishment of distribution centres, as trade volume is growing. Munich is seen as a potential base in Germany.

"We are considering with the private sector marking up key areas to set up our distribution centres, to make sure they will boost exports. In addition, they'll reduce exporters' costs," Alongkorn said, adding that he expected the draft plan to be finalised later this week.

He said the ministry had also focused on expanding the strategy to link up with wholesalers and retailers to complete the marketing cycle. With these strategic partners, they can directly order Thai goods via the distribution centres in their countries.

The ministry is also considering two business models - the Guangzhou model and the Boston model - that are designed to fit the consumption culture in each market.

The former is drawn up to focus on B2C (business to customer) trade practice, while the latter is focused on call-to-call practice, which cuts out the importer, middleman or trading firm.

"If Thai products can access the market with fewer of these marketing players, it will allow Thailand to achieve [expansion of] both trade volume and value," Alongkorn.

The ministry is also in talks with retail giant Tesco Lotus and wholesale giant Makro, which have their own distribution management that can facilitate the movement of Thai goods.

UK-based Tesco manages 3,700 stores worldwide, for which it has an efficient distribution system.

Makro, meanwhile, uses its stores as warehouses and directly distributes goods.

Alongkorn said successful negotiations would allow Thai goods to be distributed through the distribution channels of these two major international players. In addition, it would create a win-win situation for the two trading partners and the country in terms of reducing not only operating costs, but also transportation expenses.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 25th, 2009, 07:36 PM   #91
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

ปี"50 ต้นทุนโลจิสติกสไทย 18.9% ?

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4074


ข้อมูลต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศตามมาตรฐานสากล ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เริ่มศึกษาเพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2547 และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ทางสภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขต้นทุน โลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยปี 2550 อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก มีมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 18.9 ของ GDP ประกอบด้วยต้นทุนค่าขนส่งสินค้า 736.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.7 ของ GDP ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง 721.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.5 ของ GDP และต้นทุนการบริหารจัดการ 145.8 พันล้านบาท หรือสัดส่วนร้อยละ 1.7 ของ GDP



โดยระบุว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยเกือบทั้งหมดแบ่งเป็น 1.ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ประกอบด้วย 2 ส่วนย่อย ได้แก่ (1) ต้นทุนการถือครองสินค้าหรือค่าเสียโอกาสที่เงินทุนไปจมอยู่ในสินค้า (2) ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า และ 2.ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกันทั้งในด้านมูลค่า และสัดส่วน แต่เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตในช่วง สิบปีที่ผ่านมาพบว่าต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ ค่อนข้างสูงร้อยละ 8.9 ต่อปี และสูงกว่าอัตราเพิ่มของต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 6.4 ต่อปี

สภาพัฒน์เห็นว่า การกำหนดกลยุทธ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของประเทศไทย ควรมุ่งให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังก่อน เนื่องจากสามารถลดได้ง่ายและเร็วกว่าด้านอื่น โดยใช้เทคนิควิธีการบริหารจัดการกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพทั้งในระดับสถานประกอบการ และระดับห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ทั้งนี้ หากจะให้ภาคเอกชนสามารถบริหารสินค้าคงคลังและคลังสินค้าให้ได้ดี ภาครัฐจำเป็นจะต้องพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและมีความเชื่อถือ ได้สูงรองรับ

อย่างไรก็ตาม การประกาศตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ปี 2550 ของสภาพัฒน์นั้น บรรดานักวิชาการ และผู้ประกอบการในแวดวงโลจิสติกส์หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่าแปลกใจที่ตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ในปี 2550 ต่ำกว่าตัวเลขต้นทุนโลจิสติกส์ในปี 2549 ทั้งที่ต้นทุน ด้านพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบในช่วง ปี 2550 เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

ปัญหาในการเก็บข้อมูลตัวเลขของหลายหน่วยราชการไทย หลายกรม กอง จากอดีตถึงปัจจุบัน จึงยังเป็นปัญหาคาใจที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนไทยไม่กล้าหยิบตัวเลขไปใช้ไปอ้างอิง บางองค์กรภาคเอกชนถึงกับต้องลงไปตรวจสอบเก็บตัวเลขเอง เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

แม้กระทั่งการประเมินตัวเลขราคาอ้อยขั้นพื้นฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมในอดีตที่ผ่านมา มีครั้งหนึ่งมีการตั้งราคาเป้าหมายไว้ในใจ และมีการเขย่าสูตรการคิดคำนวณด้วยการนำตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยย้อนหลัง โดยเลือกให้ย้อนหลังมากหรือย้อนหลังน้อยปีลงมา เพื่อให้ได้ตามตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้มาใช้อ้างอิง โดยสูตรที่คิดไม่มีอะไรตายตัว เป็นต้น

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานราชการไทยจะทำอะไรให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจตามแบบอย่างสากลทั่วโลกปฏิบัติกัน

หน้า 9

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 26th, 2009, 11:22 AM   #92
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Laem Chabang traffic drop unprecedented

Bangkokpost Published: 26/01/2009 at 12:00 AM


Traffic through Laem Chabang Port has dropped for the first time in its 18-year history in light of the global recession, with port authorities and freight operators expressing concerns over declines in cargo shipments.

Sunida Skulrattana, director-general of the Port Authority of Thailand, said throughput at the deep-sea port in Chon Buri fell 20% in December compared to the same period a year earlier. The decline at the smaller Bangkok Port in Klong Toey was even worse, plunging by nearly 30%.

Cargo shipments started to drop in October, losing 30% year-on-year in the fourth quarter, she acknowledged.

"It is something that has never happened before as volume at Laem Chabang had always been on the rise since it started operating [in 1991]," Mrs Sunida said, explaining that the port normally services the country's major export items such as food, automobiles and electronics goods.

"The situation is quite worrisome because purchasing power of clients in our key export markets of the US and Europe is being wiped out. This has prompted manufacturers here to cut their production and exports."

The country's exports declined 14.6% year-on-year in value last month, the second month in a row after a decline of 20.5% in November - the biggest drop of Thailand in 17 years, according to the Commerce Ministry.

But the Thai International Freight Forwarders Association (Tiffa) said the decline of outbound cargoes at Klong Toey was greater, dropping 18.3% in December on shipments of 53,130 containers. The figure was higher than the decrease of 17.8% in November.

Exports from Laem Chabang shrank 9.8% last month to 203,540 containers after falling 6.5% in November, with volume at Lat Krabang also off 24% to 63,360 units compared to 11.9% in November.

"January figures have yet to be finalised but it is generally expected to decline by the same level or even higher than in the previous two months," said the association's president, Suwit Ratanachinda. "The number of payment default or bounced cheques is also higher. This is unprecedented."

Mr Suwit said Tiffa estimated overall port traffic would sink by 25% in the first quarter from 2008, leading to a downturn through the whole of 2009.

Only 60% to 70% of local shipping capacity is now being utilised while globally, 200 vessels are parked because they have nothing to carry, he added.

The hardship poses threats to a number of workers, he said. "We have to focus on cost cutting until the demand recovers, which is unlikely this year."
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 28th, 2009, 06:36 PM   #93
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

DHL Boss makes her staff top priority

The Nation Published on January 28, 2009


Newcomer to courier business heads up leading Thailand operation
Balloons cannot lift off the ground until they're filled with helium gas. Likewise, organisations cannot "fly high" without good people. So says Chananyarak Phetcharat, managing director in Thailand and Indochina for global courier and express delivery company DHL.

"My people are my helium," she says.

Chananyarak became head of DHL Thailand and Indochina last August, succeeding Herbert Vongpusanachai, who was promoted to lead DHL's bigger operation in Singapore. She took the position at a challenging time - not only needing to match the legendary Herbert, but also to face skyrocketing oil prices, political turmoil and an economic crisis.


Moreover, express delivery and logistics was a new industry for Chananyarak, whose earlier expertise was mostly in the IT and telecom businesses.


Nevertheless, she said her most challenging role had been preparing her "helium".


"We wouldn't be here if our staff was not ready. They are


the wind beneath our wings. Managers may fly high, or less than high. It depends on their 'helium'," she said.


Chananyarak said she decided to take on the stewardship of DHL for three reasons: the job was challenging, it was a new area for her, and it involved a lot of staff.


"I used to be responsible for companies which had a revenue size of tens of billions of baht, but they weren't this big in terms of people," she said. DHL employs more than 800 people.


Prior to joining DHL, Chananyarak was country manager for Motorola, operating in the highly competitive mobile-phone business. She was Herbert Vongpusanachai's first choice as his successor.


"If we want a tough mind, it must be her," the former chief of DHL Thailand is quoted as saying when recommending Chananyarak as his successor.


At one time, Chananyarak was Herbert's arch rival - but an admired one. When she was country sales director of Oracle in Thailand she won a significant deal ahead of Herbert. She later moved on to set up Thailand operations for US-based software giant SAS Institute.


Chananyarak admitted that a female chief executive was rare in DHL. Due to the nature of its work, all DHL couriers in Thailand are male. However, she explained that the company was considering the "top line" qualifications of the people it sought to recruit, rather than gender.


"And it wasn't simply because I had a previous chief executive title that I got in here," she said. DHL has a stringent selection process that includes a full one-day test conducted by a third party. Chananyarak competed with three other male candidates in tests that covered leadership, business cases and business acumen, from understanding balance sheets to financial figures such as earnings before interest and tax. There was also a simulated situation to test decision-making abilities.


Speaking at an interview with The Nation, Chananyarak said her mission was to maintain DHL's leadership in Thailand and build a high-performance organisation.


"We have to make sure we have top-notch [staff], putting the right men into the right jobs, and weeding out the wrong ones," she said.


Despite the slowing economy and fierce competition, DHL expects to record double-digit growth in earnings before interest and tax in 2008, although the pace of growth may fall to a single digit figure this year, Chananyarak said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 28th, 2009, 06:44 PM   #94
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Govt to revive Southern Seaboard development project

The Nation Published on January 28, 2009


The government will revive the Southern Seaboard development scheme, to boost the country's long-term competitiveness while reducing the budgets for several mass-transit projects by 5-10 per cent.
A new proposal for a Southern Seaboard will be submitted to the Cabinet shortly so as to help restructure the Thai economy in the long run and lower its transport and logistic costs, said Finance Minister Korn Chatikavanij.


Five major foreign steel firms earlier expressed interest in investing in upstream steel projects worth a combined Bt200 billion along the proposed Southern Seaboard, due to congestion along the decades-old Eastern Seaboard.


Regarding mass-transit schemes for Bangkok, he said lower prices of oil and steel warranted lower budgets for these projects, in order to help ease taxpayers' burden," said Korn.


Crude-oil prices have dropped sharply to about US$40 (Bt1,400), from a peak of $140 per barrel last July, while prices of other commodities have also declined.


One of the first projects to be affected by the policy will be the first 13-kilometre section of the Purple Line, from Taopoon to the Rama III Bridge, won by Ch Karnchang in recent bidding.


Its lowest bid was Bt16.7 billion. Last year, the government increased the budget for the entire 23 kilometres of the Purple Line project 16.13 per cent, from Bt31 billion to Bt36 billion, due to soaring prices of oil and steel. There has been no bidding for the second section of the line so far.


On average, government budgets for mass-transit schemes were raised 16 per cent last year, covering the Red, Blue and Green lines.


Korn said Premier Abhisit Vejjajiva would instruct the Finance and Transport ministries to work together to lower the budgets for the mass-transit projects. Despite the prospect of declining government revenue, Korn said investment plans for the other three lines - Red, Blue and Green - would proceed.


Lower construction costs make this the right time to invest, he said, adding that these projects would improve the country's competitiveness in the long run.


For the short term, the government will focus on boosting consumption over the next six months, said Korn.


Korn said potential lenders like the Japan Bank for International Cooperation had pledged to provide low-interest loans for mass-transit projects.


Regarding listing state enterprises in the stock market to raise funds for state coffers, he said investors were unlikely to be interested in buying state-enterprise shares at this stage, due to the global economic slowdown.


Korn said the government was preparing new measures that would enable state-owned banks to expand their credit-guarantee role to help distressed firms obtain loans.


Meanwhile, Banpu president Chanin Vongkusolkit suggested the government consider setting up a venture-capital fund to provide liquidity support for small and medium-sized enterprises, because they were now cash-strapped.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 28th, 2009, 08:02 PM   #95
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

กนอ.ออกเกณฑ์ท่าเรือใหม่ ดันเอกชนวิ่งหาที่ลงเงินเอง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4075


นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการ (ท่าเรืออุตสาหกรรม) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ กนอ.ได้เตรียมออกหลักเกณฑ์การพัฒนาท่าเทียบเรือสาธารณะที่เป็นลักษณะของการร่วมดำเนินงานระหว่าง กนอ.กับเอกชนเพื่อให้การขยายของท่าเรือเป็นไปได้คล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รองรับการเติบโตของการผลิตที่ได้มีการประเมินว่า อนาคตจะมีตู้สินค้าเพิ่มขึ้นปีละ 500,000 TEU จากปัจจุบันที่มีตู้สินค้าอยู่ 200,000 TEU

ทั้งนี้ เดิมการพัฒนาท่าเทียบเรือในปัจจุบันมี 2 ลักษณะ คือ

1)ท่าเรือเทียบเรือสาธารณะ ที่ กนอ.เป็นผู้ดำเนินก่อสร้างเองและเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหาร โดยปัจจุบันที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมี 2 ท่าเรือคือ ท่าเทียบเรือทั่วไป (general cargo berth) ที่บริษัท ไทยพรอสเพอริตี้ เทอมินอล จำกัด (TPT) ได้รับสิทธิในการบริหารท่าเรือเป็นระยะเวลา 30 ปี กับท่าเทียบเรือสินค้าเหลว (liquid cargo berth) ที่บริษัท ไทยแทงค์เทอร์มินัล จำกัด ได้รับสิทธิ์ในการบริหารท่าเรือเป็นเวลา 30 ปี

และ

2)ท่าเรือเฉพาะกิจ (dedicated terminal-DT) เป็นท่าเรือที่เอกชนจะทำสัญญาเช่าพื้นที่กับ กนอ.เพื่อทำการพัฒนาก่อสร้าง ใช้เฉพาะขนส่งสินค้าในกิจการของเอกชนรายนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันในนิคมอุตสาห กรรมมาบตาพุดมีอยู่จำนวน 7 ท่าเรือ ได้แก่ ท่าเทียบเรือ RBT (บริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด), ท่าเทียบเรือ NFC (บริษัท ปุ๋ย เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน), ท่าเทียบเรือ MIT (บริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด), ท่าเทียบเรือ Glow SPP3 (บริษัท โกล์ว เอสพีพี 3 จำกัด), ท่าเทียบเรือ BLCP (บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด), ท่าเทียบเรือ RRC (บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) และท่าเทียบเรือ SPRC (บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด) ซึ่งการพัฒนาท่าเทียบเรือทั้ง 2 ลักษณะนี้ พื้นที่ยังถือเป็นทรัพย์สินของ กนอ.อยู่


แต่สำหรับหลักการของการพัฒนาท่าเทียบเรือร่วมดำเนินการที่จะออกมาใหม่นี้ จะเป็นลักษณะเหมือนกับนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินการในปัจจุบัน กล่าวคือ ให้เอกชนเป็นผู้หาพื้นที่และลงทุนพัฒนา เป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมดเอง โดย กนอ.จะเป็น ผู้อำนวยความสะดวกและให้สิทธิประโยชน์กับเอกชนที่ลงทุน เช่นเดียวกับท่าเทียบเรือร่วมดำเนินการ เอกชนก็จะต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมและลงทุนพัฒนาเป็นท่าเทียบเรือ ให้เชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ โดย กนอ.ก็จะเป็น ผู้อำนวยความสะดวก และให้สิทธิประโยชน์ กับเอกชนผู้ลงทุนพัฒนา

ล่าสุดผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเข้ามาว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการ กนอ.ได้อนุมัติโครงการการลงทุน พัฒนา ท่าเทียบเรือเฉพาะกิจ (DT) ในนิคมอุตสาห กรรมมาบตาพุดเพิ่มอีก 2 ราย มูลค่าลงทุนรวม 7,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1)โครงการบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มูลค่าลงทุน 3,000 ล้านบาท เช่าพื้นที่ 56 ไร่ ทำโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือเฉพาะกิจสำหรับสินค้าเหลว และคลังสินค้าปิโตรเคมี สามารถรองรับปริมาณสินค้าผ่านท่าได้ประมาณปีละ 2.5 ตัน เริ่มก่อสร้างปี 2552 เสร็จภายในปี 2553 และพร้อมเปิดบริการในปี 2554

และ 2)โครงการของบริษัท ระยอง เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมีคอลส์ จำกัด และบริษัท ดาวเคมิคอล มูลค่าลงทุน 4,000 ล้านบาท เช่าพื้นที่ 37 ไร่ พัฒนาท่าเทียบเรือเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเหลวและคลังเก็บสินค้าปิโตรเคมี รองรับสินค้าผ่านท่าประมาณปีละ 1.5 ล้านตัน เริ่มก่อสร้าง ปี 2552 เสร็จให้บริการได้ในปี 2554 เช่นเดียวกัน

หน้า 6
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 29th, 2009, 05:25 PM   #96
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

ทุ่ม 170 ล.ตั้งท่าเรือที่กันตัง 'ยุโสบ'นายหัวเมืองคอน ผุดท่าเรือเอกชน ต่อยอดธุรกิจขนส่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2396 29 ม.ค. - 31 ม.ค. 2552


นายหัวใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช ควักกระเป๋ากว่า 170 ล้าน ผุดท่าเทียบเรือเอกชน ที่กันตัง จังหวัดตรัง หวังต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจให้ครบวง ระบุเป็นท่าเรือที่เปิด มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกเมื่อส่งสินค้าไปปีนัง


นายยุโสบ บัวเชย กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ยุโสบอินเตอร์เนชั่นแนล กันตัง พอร์ต จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัททำธุรกิจเหมืองแร่ยิปซัมจากนั้นจึงเข้าดำเนินธุรกิจรถบรรทุกสินค้าขาดก็แต่ท่าเทียบเรือเพื่อใช้เป็นสถานที่ขนถ่ายสินค้าไปให้ลูกค้าในมาเลเซีย ที่สำคัญท่าเทียบเรือเก่าที่ใช้บริการอยู่นั้นอยู่ใกล้กับตลาดและย่านชุมชนซึ่งในระยะยาวอาจจะเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน ทางบริษัทจึงได้ลงทุนกว่า 170 ล้านบาท ในการสร้างท่าเทียบเรือใหม่ขึ้นมาส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มบริษัทของตน


"ท่าเทียบเรือเก่ามีปัญหาหลายด้านเช่น เป็นท่าเรือที่ไม่มีสายพานลำเลียงและมีอุปสรรคในการขนส่งสินค้าทำให้การลงแร่ทำได้ช้าต้องใช้แรงงานคนและรถแบ็กโฮเป็นหลักในการขนถ่าย อีกส่วนหนึ่งก็คือข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลาให้บริการ รวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นเป็นย่านชุมชนการขนส่งแร่อาจจะมีโอกาสสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมได้"


สำหรับท่าเทียบเรือแห่งนี้เป็นท่าเทียบเรือกินน้ำลึกได้ถึง 10,000 ตัน ซึ่งจากเดิมเพียง 7,700 ตันและไกลจากท่าเทียบเรือเดิมเพียง 2 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าหลายแห่งย้ายเข้ามาใช้บริการที่นี่ไม่ว่าจะเป็น บริษัทซิเมนต์ไทยโลจิสติกส์ จำกัด , บริษัททุ่งใหม่ ไมนิ่ง จำกัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่กว้าง 50 ไร่ ซึ่งรองรับการขยายตัวในอนาคตทั้งยังเป็นท่าเทียบเรือกินน้ำลึกได้ถึง 10,000 ตัน ที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


"จุดเด่นของเราเมื่อเทียบกับที่อื่นก็คือ เรามีท่าเทียบเรือที่ซัพพอร์ตการขนส่งแร่ที่ทันสมัย สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งจังหวัดอื่นๆเขาจะเป็นท่าเรือปิดหมายความว่าเป็นท่าเรือที่เจ้าของไม่เปิดให้ภายนอกเข้ามาใช้บริการ ที่สำคัญการขนส่งสินค้าจากเราไปยังปีนัง จะใกล้กว่าจากสงขลาไปยังปีนังซึ่งจะลดคอสต์ ค่าใช้จ่ายจากการประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 30%"


ปัจจุบันท่าเทียบเรือของตนมียอดการส่งออกสินค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงสถานการณ์ส่งออกในช่วงปีนี้ที่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยจากสถิติการส่งออกสินค้าของด่านศุลกากรกันตังระหว่างเดือนตุลาคม 2550-กันยายน 2551 ปริมาณการส่งส่งออกสินค้าจากท่าเรือกันตังคิดเป็นมูลค่าถึง 14.7 พันล้านบาท ขณะที่การส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันของในปีก่อนหน้า(ปี 2550) คิดเป็นมูลค่า 11.5 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ปูนซีเมนต์ แร่ยิปซัม และแร่โซเดียมเฟลด์สปาร์


ต่อข้อซักถามกรณีท่าเทียบเรือของคู่แข่งในพื้นที่นายยุโสบ กล่าวว่า สำหรับท่าเทียบเรือขนถ่ายแร่นั้นแทบไม่มีคู่แข่งเลยเนื่องจากท่าเรืออื่นๆเป็นท่าเรือปิด แต่สำหรับขนถ่ายคอนเทนเนอร์นั้นยอมรับว่ามีคู่แข่งมากแต่ตนก็ไม่ห่วงอะไรเพราะความได้เปรียบของสภาพพื้นที่ซึ่งตนได้กล่าวไปแล้วว่าอยู่ใกล้กับปีนัง เมื่อเทียบกับท่าเรือสงขลาและจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 29th, 2009, 05:29 PM   #97
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

ปตท.พับแผนท่าเรือแอลพีจี ลงทุนไม่คุ้มปริมาณการนำเข้าลดลง ทำแค่ปรับปรุงคลังขอรัฐช่วยค่าชดเชย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2396 29 ม.ค. - 31 ม.ค. 2552


ปตท.เบรกแผนลงทุนทำท่าเรือรับก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศ มูลค่า 800 ล้านบาท เหตุปริมาณการใช้ลดลง ไม่คุ้มลงทุน แต่หันไปปรับปรุงระบบรับก๊าซ ลงทุนแค่ 370 ล้านบาทแทน แต่จะทำได้หรือไม่ ขึ้นกับกระทรวงพลังงาน จะยอมจ่ายค่าชดเชยค่าบริหารหรือไม่ เพราะลงทุนเพื่อผู้ค้ามาตรา 7 รายอื่นๆ หากไม่อนุมัติ ราคาน้ำมันพุ่งมีโอกาสแอลพีจีขาดแคลนแน่

แหล่งข่าวจาก บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อช่วงต้น 7 เดือนแรกของปี 2551 ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งหันมาใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี เพื่อลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น จนส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซหุงต้มในประเทศไม่เพียงพอ และต้องนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 500,000 ตันในช่วงปีที่ผ่านมา โดยขณะนั้นมีการประเมินว่า หากสถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้มยังเป็นลักษณะนี้ต่อไป จะทำให้ท่าเรือและคลังก๊าซหุงต้ม ที่เขาบ่อยา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จะไม่สามารถรองรับการนำเข้าได้ จึงจำเป็นต้องขยายท่าเทียบเรือและคลังเพิ่มขึ้นอีก โดยใช้งบลงทุนประมาณ 1,170 ล้านบาท


แต่เมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนหลังของปีก่อน ทำให้บมจ.ปตท.จำเป็นต้องทบทวนแผนการลงทุนขยายท่าเรือและคลังใหม่ เนื่องจากปริมาณการใช้ลดลง ทำให้การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศลดลงด้วยจะเห็นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน -ธันวาคม 2551 ไม่มีการนำเข้าก๊าซหุงต้มเข้ามาแต่อย่างใด ขณะที่การนำเข้าในเดือนมกราคม 2552 นำเข้าเพียง 20,000 ตัน จากที่ประมาณการไว้ 100,000 ตัน


เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้บมจ.ปตท.ต้องตัดงบการลงทุนในส่วนของการขยายท่าเรือที่ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท ออกไป แต่ได้เสนอขออนุมัติงบจากคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ด บมจ.ปตท. จำนวน 370 ล้านบาท ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติในหลักการไปเมื่อเดือนธันวาคม 2251 เพื่อนำมาปรับปรุงระบบการรับก๊าซหุงต้ม ที่กระทรวงพลังงานมอบหมายให้บมจ.ปตท.ไปลงทุนในการรองรับการนำเข้าก๊าซหุงต้มป้อนให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 รายอื่นๆ แทน


แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวไม่ได้เกิดผลประโยชน์ขึ้นกับบมจ.ปตท.แต่อย่างใด เพราะท่าเรือและระบบคลังก๊าซที่มีอยู่ สามารถรองรับการจัดหาและจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่ดำเนินการภายใต้บมจ.ปตท.ได้อยู่แล้ว การลงทุนใหม่จึงไม่มีความจำเป็น ดังนั้นในขั้นตอนระหว่างนี้ ทางผู้บริหารบมจ.ปตท.กำลังอยู่ระหว่างหารือกับทางกระทรวงพลังงาน เพื่อจะขอการชดเชยค่าบริการในการใช้ระบบคลังก๊าซ จากกระทรวงพลังงานประมาณกิโลกรัมละ 15 สตางค์ เพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระในส่วนนี้


ทั้งนี้ หากกระทรวงพลังงานไม่เห็นชอบด้วย ทางบมจ.ปตท.ก็จะไม่มีการลงทุนเกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซหุงต้มไปแล้ว 8,000 ล้านบาท และรัฐบาลก็ไม่ยอมปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคขนส่งและอุตสาหกรรมขึ้นไป เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ และยังไม่รวมในส่วนที่จะต้องนำเข้าในแต่ละเดือนของปีนี้อีก ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปในระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฯต่อบาร์เรล จะทำให้การใช้ก๊าซหุงต้มกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อถึงเวลานั้นหากไม่มีการลงทุนในส่วนนี้ จะทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนก๊าซหุงต้มได้


หรือหากไม่มีการชดเชยในส่วนนี้ ก็ต้องให้ผู้ค้ามาตรา 7 ไปทำการนำเข้าก๊าซหุงต้มเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากมาก และผู้ค้ามาตรา 7 ก็ไม่อยากจะนำเข้า เพราะไม่มีระบบรองรับ หากจะต้องนำเข้าเองจะต้องลงทุนติดตั้งระบบรับก๊าซเพิ่มขึ้น


"เวลานี้ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีหันไปใช้น้ำมันมากขึ้น ทำให้ปริมาณการนำเข้าไม่มีปัญหาและระบบรองรับได้อยู่ แต่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับมาเหมือนกับปีที่แล้ว ระบบการรับก๊าซนำเข้าก็จะมีปัญหา ซึ่งหากกระทรวงพลังงานไม่เร่งตัดสินใจในเรื่องนี้ เมื่อราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเกิดปัญหาก๊าซแอลพีจีขาดแคลนได้"


อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับนี้ การนำเข้าก๊าซหุงต้มในปีนี้ น่าจะปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับครึ่งหนึ่งของปีก่อนที่มีการนำเข้าถึง 500,000 ตัน แต่หากราคาน้ำมันสวิงตัวสูงขึ้นเร็วโอกาสที่การนำเข้าก๊าซหุงต้มอาจจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้วได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 29th, 2009, 07:33 PM   #98
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Air-cargo traffic plunges in December

By The Nation 29/01/2009


Global international air-cargo traffic fell 4 per cent in 2008 from the previou syear, while passenger traffic showed a modest increase of 1.6 per cent, according to the International Air Transport Association (IATA).


In December alone, the traffic plummeted 22.6 per cent year on year. In a statement, IATA said the same comparison for international passenger traffic showed a 4.6-per-cent drop. The international load factor stood at 73.8 per cent.


Full-year figures showed load factor at 75.9 per cent.


"The 22.6-per-cent free fall in global cargo (in December) is unprecedented and shocking.


There is no clearer description of the slowdown in world trade.


Even in September 2001, when much of the global fleet was grounded, the decline was only 13.9 per cent," said director-general and CEO Giovanni Bisignani.


Air cargo accounts for 35 per cent of the value of goods traded internationally.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 30th, 2009, 08:49 PM   #99
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

Port slowdown deepening 10% container drop in 2008 was a first

Bangkokpost Published: 30/01/2009 at 12:00 AM


Tips Co, the first container terminal operator at Laem Chabang Port, expects two consecutive years of traffic contractions after container throughput last year fell by nearly 10%, the first decline in the port's history.

Capt Chatchawan Ghettalae, general manager of Tips, said container movements through the port in Chon Buri would continue to worsen from last year in line with the deepening global economic recession.

The company last year handled about 750,000 twenty-foot-equivalent units (TEU), on par with its performance in 2007, after posting average annual growth of 10% for the previous 17 years of its operation at Laem Chabang.

He said container movements this month were down 26.9% year-on-year, adding that he did not expect any improvement for the first three quarters.

"This is the worst decline in the rate of movements that I have ever seen. Even during the 1997 financial crisis it was better than this," Capt Chatchawan said. "Around 500,000 to 600,000 TEU this year would be probably the best we can do."

However, he said he hoped that the downturn would bottom out in the first half of this year with a slight improvement in the latter half.

He also forecasts heavy price competition among container terminal service providers this year as containers will be in surplus.

Tips is a joint venture of three shippers. SET-listed Regional Container Line Plc (RCL) holds 56%, while Nippon Yusankaisha Lines and Mitsui OSK of Japan have 22% each.

The company has a capacity to service five million TEU, accounting for 15% of the Laem Chabang volume, providing services for 3,700 clients such as shipping lines and freight forwarders as well as export-import traders.

The company yesterday signed a contract with US-based Zebra Enterprise Solutions to improve work flow and service quality at the port.

Under the contract, Zebra will provide terminal operating systems for the Tips terminal, aiming to improve the efficiency of traffic management by using automation system controls.

According to Mark Welles, vice-president of sales of Zebra in Asia Pacific, global container traffic posted growth of 7% last year from 2007. In the current world economy, flat growth this year would be the best-case scenario, he added.

Over the next 18 months, a contraction in demand for supply-chain support services of 7-10% is very likely, said Mr Welles.

"The logistics industry in Asia will outperform those in other regions so we need to increase intra-Asian trade to offset the drop in other markets." he said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 4th, 2009, 12:06 PM   #100
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,416
Likes (Received): 1023

รมว.อุตฯขานรับตั้งกก.โลจิสติกส์แห่งชาติ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 4/02/2009


ก.อุตสาหกรรมจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรมและจัดโปรแกรมอบรมดูงานขันน๊อตโลจิสติกส์ตลอดปี 2552 ให้แก่ภาครัฐและเอกชนไทย

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการส่งเสริมและพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งข้อเสนอหนึ่ง คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ของไทย

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมมีความพร้อมในการดำเนินการที่สอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ ทั้งด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ที่มีรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบ

“ในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อุตสาหกรรม มีความสำคัญเพราะเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ หากมีมากจะยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการลดลง ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดตั้งสำนักโลจิสติกส์ อยู่ภายใต้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะตั้งแต่ปี 2551 และในขณะนี้ได้จัดแผนเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์แก่บุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดปีงบประมาณ 2552

แบ่งเป็นการอบรมสัมมนา จำนวน 11 ครั้ง และการศึกษาดูงานภาคเอกชนที่มีขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ในประเทศ จำนวน 13 ครั้ง คาดว่าจะสามารถพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดจุดอ่อนด้านโลจิสติกส์ที่ผู้ประกอบการไทยประสบอยู่ได้ไม่น้อยกว่า 2,000 ราย"

สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะกรรมการโลจิสติกส์แห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ยกร่างคำสั่งและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ สศช. เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามและมีส่วนร่วมในการดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย ” นายชาญชัย กล่าว

ด้านนายอนุสรณ์ เนื่องผลมาก รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงผลการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นรูปธรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ 1.สร้างมาตรฐานโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมพื้นฐาน เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินศักยภาพของตนและกำหนดแนวทางสู่ความเป็นมาตรฐาน 2.การจัดทำตัวชี้วัดโลจิสติกส์ ได้แก่ ต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งแสดงในรูปของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย และดัชนีต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อเป็นเครื่องมือชี้วัดและแสดงทิศทางแนวโน้มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในภาคการผลิต

3.จัดทำ Best Practice ด้านการจัดการโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมเหล็กและเซรามิก รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานประกอบการ ซึ่งในปี 2551 ได้เข้าดำเนินการในอุตสาหกรรมเซรามิก จำนวน 20 ราย โดยประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการดีขึ้น 17.29%

แบ่งเป็นผลเฉลี่ยด้านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ 21.05% และผลเฉลี่ยด้านการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ 12.20% และ 4.การพัฒนาระบบตลาดสินค้าอุตสาหกรรมออนไลน์ หรือตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ www.industry4u.com เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ให้เกิดการไหลของข้อมูลข่าวสารระหว่างกันของผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
asean, logistics

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 09:40 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu