daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions

Reply
 
Thread Tools
Old December 27th, 2016, 05:52 PM   #1
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

Thailand in the World Economic & Overseas Projects News 2017

2016 http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1884551
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 27th, 2016, 05:53 PM   #2
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

,,,
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 27th, 2016, 05:54 PM   #3
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

เปิด4ยุทธศาสตร์รุกค้าชายแดนปี60

วันที่: 27 ธ.ค. 59 เวลา: 15:30 น.

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 การค้าชายแดน ซึ่งรวมการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และการค้าเมืองหน้าด่านจะยังเติบโตในแดนบวก เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านยังเติบโตในอัตราสูง ประกอบกับยังต้องพึ่งพาสินค้าจากไทยมาก รวมทั้งยังเชื่อในสินค้าแบรนด์ไทย ดังนั้นจึงควรทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตไปพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยในปีหน้ามียุทธศาสตร์ 4 หลักในการขับเคลื่อนการค้าชายแดน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผลักดันด่านการค้าชายแดนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี เชื่อม จ.พระตะบอง กัมพูชา และด่านบ้านผักกาด จ.จันทบุรี เชื่อมด่าน จ.ไพลิน กัมพูชา ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เชื่อมพม่า และด่านท่าลี่ จ.เลย เชื่อมแขวงไซยบุรี ลาว เพื่อผลักดันให้การค้าชายแดนเติบโต และลดความแออัดในด่านเดิม

สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 2 เจาะลึกด่านเดิมที่เปิดทำการอยู่แล้ว เช่น ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านแม่สาย จ.เชียงราย โดยผลักดันให้ภาคเอกชนเข้าไปทำการค้าตรงพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ทำการค้าแต่ในพื้นที่ชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ระหว่างของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจัดอบรมและดูพื้นที่การค้าจริง เริ่มโครงการรอบที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ 2560 และยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสร้างในไทยและตามแนวชายแดน และสร้างในประเทศเพื่อนบ้าน

นายอดุลย์กล่าวว่า ในปี 2559 การค้าชายแดน ซึ่งรวมการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และการค้าเมืองหน้าด่าน มูลค่า 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน) รวมอยู่ที่ 1.33 ล้านล้านบาท เติบโต 1.27% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คาดทั้งปีนี้การค้าชายแดนจะมีมูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เติบโต 2.8% จากปี 2558 หรือคิดเป็น 86.5% ของเป้าหมายปี 2559 ที่ตั้งไว้ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ สาเหตุที่มูลค่าการค้าชายแดนไม่ถึงเป้า เนื่องจากเป็นตามภาวะเศรษฐกิจโลก ประกอบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ถือว่าสูง ตั้งไว้เพื่อเป็นความท้าทายและเป้าหมายผลักดันการทำงาน

http://www.matichon.co.th/news/408668
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 28th, 2016, 08:17 PM   #4
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ส่งออกเมล็ดพันธุ์ปี60ชะลอ จับตาเวียดนามพึ่งข้าวโพดจีเอ็มโอลดนำเข้า

โดย ฐานเศรษฐกิจ - 28 December 2559

ตลาดส่งออกเมล็ดพันธุ์ 5,000 ล้าน ปี60 สะเทือน หลังเวียดนามคู่ค้ารายใหญ่ รัฐบาลไฟเขียวให้ปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอ เป็นทางเลือกได้ หวั่นเสียตลาดถาวร ด้านนายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์คนใหม่ จี้รัฐแก้กฎหมาย 3 ฉบับอุปสรรคต่อการพัฒนา -ขาดความคล่องตัว ผวาโทษหนักพักใบอนุญาตถึงปิดโรงงาน

ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ตลาดส่งออกเมล็ดพันธุ์ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีว่า ในปี 2560 มีทิศทางที่ไม่ค่อยสดใสนัก เนื่องจากคู่ค้ารายใหญ่คือเวียดนาม รัฐบาลได้เปิดให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม หรือข้าวโพจีเอ็มโอเป็นทางเลือกได้ จึงหวั่นว่าจะส่งผลกระทบ และไทยมีโอกาสจะสูญเสียตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเวียดนามซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ได้ แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลเวียดนามเองก็มีโครงการเช่นเดียวกับรัฐบาลไทยที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งทางบริษัทในสมาคมต่างก็เห็นพ้องกันว่ายังเป็นช่องทางและโอกาสที่ไทยยังพอรักษาตลาดไว้ได้ เนื่องจากปริมาณการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเวียดนามอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต

ส่วนนโยบายของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนา โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่เหมาะสม มองว่าเป็นนโยบายที่ดี เพราะ การปลูกข้าวเกินความต้องการของตลาด ที่สำคัญข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็เป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง ซึ่งทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบปีละ 7 ล้านตันเศษ ขณะที่ไทยสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพียง 4 ล้านตันเศษ ต่อปีเท่านั้น จะเห็นว่าตลาดยังมีความต้องการสูง มองเป็นอนาคตที่จะทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี

“โครงการสนับสนุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มี 3-4 ประเด็นที่น่าสนใจคือ 1.การลดพื้นที่นาปรัง 2.มีราคาประกันให้ขั้นต่ำ 8 บาทต่อกิโลกรัม ณ กรุงเทพและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะไม่ได้ราคา 8 บาทต่อกิโลกรัมเพราะจะทอนเรื่องค่าขนส่งและค่ารถบรรทุก ยกตัวอย่าง กรุงเทพฯ ราคาข้าวโพด 8 บาทต่อกิโลกรัม แต่นครราชสีมาราคา 7 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังให้สินเชื่อ พร้อมให้คำแนะนำองค์ความรู้ตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว วัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมมีกำไร”

นายชัยฤกษ์ กล่าวว่า หลังจากรับตำแหน่ง ประมาณมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา การทำงานของสมาคมได้พยายามแก้ไขปัญหาให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญได้มีการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ ที่เป็นอุปสรรคทางการค้า อยู่ 3 ฉบับ ได้แก่ 1. พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2550ซึ่งมีสาระสำคัญคือ หากกรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจจากร้านค้า แล้วพบว่าผลการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์มีอัตราความงอกต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดทั้งที่เมล็ดพันธุ์ยังไม่หมดอายุตามที่ผู้รวบรวมระบุไว้บนฉลาก เป็นเหตุให้บริษัทผู้ผลิตต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ โดยจะถูกพักใช้ใบอนุญาตเมื่อกระทำความผิด ทั้งนี้บริษัทเมล็ดพันธุ์มีใบอนุญาตเดียวทั้งบริษัท หากผลิตภัณฑ์ตัวใดมีปัญหา หรือเจ้าหน้าที่ ตัวแทนจำหน่ายกระทำความผิด โทษจะต้องย้อนกลับมาถึงบริษัท โดยจะต้องพักใบอนุญาตทั้งบริษัท อาจถึงขั้นต้องปิดบริษัท

“กฎหมายไม่แยกชนิด ไม่แยกประเภทความผิด ไม่แยกผู้ทำความผิด ดังนั้นทางสมาคมจึงมีประกาศมาตรฐานอายุของเมล็ดพันธุ์พืชควบคุม 37 ชนิดตามหลักวิชาการและให้อยู่ในอุณหภูมิสถานที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ในที่ร่มประมาณ 30 องศาเซลเซียสและมีบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันความชื้นได้ เพื่อช่วยลดปัญหาเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ

2. พ.ร.บ.กักกันพืช 2507 ซึ่งจะมีบัญชีแนบท้ายว่า พืชใดบ้างที่ห้ามนำเข้า ซึ่งเป็นปัญหาต่อการพัฒนาเพราะอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์หยุดนิ่งไม่ได้ ต้องมีการค้นคว้าวิจัย ต้องมีการนำเชื้อพันธุ์เข้ามา และ 3.พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ยังออกกฎหมายลูกไม่ได้ และยังบังคับใช้ไม่ได้ โดยอยู่ระหว่างปรับแก้ ต้นเหตุของปัญหาคือมีการนำหลายอย่างมาผสมกันแล้วใช้กฎเดียวกัน โดยครอบคลุมทั้งพืชป่า พืชคุ้มครอง พืชอนุรักษ์ พืชท้องถิ่น รวมกับพืชที่พัฒนาวิจัยพืชใหม่ จึงทำให้กฎหมายมีปัญหา ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพราะหากกฎหมายจะส่งผลให้เมล็ดพันธุ์แพง จะเป็นเรื่องสิทธิบัตร ปัจจุบันได้ยื่นเรื่องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปนานแล้วยังไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559

http://www.thansettakij.com/2016/12/28/121695
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 3rd, 2017, 06:05 PM   #5
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

‘ซีพีเอฟ’ปักหมุดในโปแลนด์ ผู้นำในการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกในตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป

วันที่: 3 ม.ค. 60 เวลา: 19:45 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (“ซีพีเอฟ” ) ได้ลงนามในสัญญาฯ กับกลุ่ม SuperDrob ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารในประเทศโปแลนด์และสหภาพยุโรป โดยภายหลังจากการปฏิบัติตามสัญญาฯ ซีพีเอฟจะเป็นผู้ถือหุ้น SuperDrob ในสัดส่วนร้อยละ 33 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วภายหลังการเพิ่มทุน

ในวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ซีพีเอฟได้ลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นใหม่เบื้องต้นและสัญญาซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเพื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของ SuperDrob Zakłady Drobiarsko – Mięsne S.A. (“SuperDrob”) ในสัดส่วนร้อยละ 33 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วภายหลังการเพิ่มทุน มูลค่าในการเข้าลงทุนครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 49.5 ล้านยูโร หรือ ประมาณ 1,872 ล้านบาท

SuperDrob เป็นกลุ่มบริษัทครอบครัวที่ได้ดำเนินธุรกิจมา 23 ปี ผลิตสินค้าไก่ที่มีคุณภาพและทันสมัยต่อตลาด (innovative poultry products) มีการส่งออกประมาณ 50% ของปริมาณสินค้าไปยังต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสาธารณรัฐประชาชนจีน สินค้าหลักได้แก่ ไก่สด ไก่แปรรูปปรุงสุก ไส้กรอก และ แฮม ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท SuperDrob มีบริษัทย่อยในกลุ่มจำนวน 6 บริษัท มีพนักงานมากกว่า 2 พันคน โดยโรงงานแปรรูปหลักตั้งอยู่ที่เมือง Karczew และ Łσdź.

Mr.Jarosław Kowalewski รองกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์ของ SuperDrob ได้พูดถึงความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองบริษัท โดย SuperDrob จะนำเงินทุนที่ได้รับเพื่อขยายกำลังผลิตซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเสนอสินค้าใหม่ได้มากขึ้นและสามารถจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน SuperDrob ที่จะศักยภาพในการนำเสนอสินค้าและมีกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายจากปัจจุบัน รวมทั้งการขยายธุรกิจให้ครบวงจรไปยังธุรกิจผลิตเนื้อสัตว์และอาหารสัตว์ในประเทศโปแลนด์ในอนาคต

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กล่าวถึงการเข้าลงทุนในประเทศโปแลนด์ว่าเป็นก้าวแรกของซีพีเอฟที่เข้าไปดำเนินธุรกิจไก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ประเทศโปแลนด์เป็นประเทศที่เป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป และเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านวัตถุดิบ มีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ต่ำ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคดังกล่าวได้รวดเร็ว รวมทั้ง มีโอกาสขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่ซีพีเอฟมีความชำนาญในประเทศโปแลนด์ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายปัจจุบันของซีพีเอฟในเอเซียและยุโรปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในอนาคต.

http://www.matichon.co.th/news/415342
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2017, 06:42 PM   #6
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ไทยตั้งรับนโยบาย "ทรัมป์" ฟื้นเจรจา FTA ขยายตลาด 2 หมื่นล้าน

updated: 05 ม.ค. 2560 เวลา 10:49:24 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้สร้างความตระหนกให้กับแวดวงเศรษฐกิจ-การเมืองโลก เมื่อทรัมป์ประกาศนโยบายที่พลิกกลับขั้วจากเดิม ด้วยการให้สัญญากับประชาชนสหรัฐนั้น "อเมริกาต้องมาก่อน" ด้วยการสร้างความเข้มแข็งในประเทศ ดึงดูดการลงทุนกลับสหรัฐ เพิ่มการจ้างงานสร้างรายได้ ขจัดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมน้ำมัน และไม่สานต่อการให้ "สัตยาบัน" ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership : TPP) ที่ริเริ่มไว้ในสมัยของ "บารัก โอบามา" กับ 11 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ชิลี, เปรู, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์, บรูไน, มาเลเซีย, เวียดนาม, แคนาดา, เม็กซิโก และญี่ปุ่น ซึ่งได้ลงนามไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559

แน่นอนว่า นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์จะส่งผลกระทบกับไทย ในฐานะที่เป็นตลาดส่งออกหลักในสัดส่วน 11.4% รองจากอาเซียน กับจีน มีมูลค่าการส่งออกช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน 2559) 22,503 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในอดีตไทยพยายามทำเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหรัฐ ภายใต้ความเชื่อว่า "ไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐ แลกกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าข้อตกลงทางการค้าโลก (WTO)" แต่ทว่า FTA ได้สะดุดลงจากการยึดอำนาจการปกครองโดยทหาร ประกอบกับสหรัฐหันไปจัดทำ TPP โดยที่ไม่มีชื่อของ "ไทย" อยู่ในควาตกลงนั้น

แต่การเข้ามาของ "ทรัมป์" ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแข่งขันส่งออกไปยังตลาดสหรัฐกลับมาที่จุดเดิม ท่ามกลางการจับจ้องว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายอีก 4 ปีข้างหน้าอย่างไร



มองบวกส่งออกไทยรับอานิสงส์

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ (สนค.) มองว่า ภาพรวมการส่งออกไทยในปี 2560 น่าจะขยายตัว 2.5-3% จากปีนี้ โดยตลาดสหรัฐมีแนวโน้ม "เป็นบวก" จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังประธานาธิบดีใหม่เน้นการลงทุนในประเทศช่วยให้ตลาดแรงงานดีขึ้น การบริโภคภาคครัวเรือนเติบโต จะช่วยให้ GDP สหรัฐขยายตัว 2.2% จากปีนี้ที่ขยายตัว 1.7%

และสัญญาณที่ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2-3 ครั้งส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ในทางกลับกันค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่ 35-36 บาทต่อเหรียญ ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ช่วยลดภาวะเงินฝืดในประเทศ พึ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักได้

ส่วนนโยบายการทำสงครามการค้ากับจีนส่งผลดีกับสินค้าบางรายการที่ไทยแข่งขันกับจีนส่งออกไปยังสหรัฐ แต่อีกด้านหนึ่งหากจีนส่งออกลดลงก็อาจกระทบสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากไทย เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นกัน

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐในปีหน้าจะฟื้นตัว ส่วนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐไม่กระทบการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่ม เชื่อว่าสหรัฐไม่น่าจะดึงนักลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้กลับไปได้ เพราะสู้ต้นทุนค่าแรงไม่ไหว ดังนั้นในปี 2560 การส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยจะขยายตัวมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ



ดอลลาร์แข็ง-บาทอ่อน

ขณะที่ นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้ความเห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่มุ่งลงทุนสร้างระบบสาธารณูปโภคและลดการเก็บภาษี แปลว่ารัฐบาลสหรัฐต้องอาศัยเงินกู้มหาศาลเพื่อนำมาลงทุนในประเทศ มีผลทำให้ดอกเบี้ยขึ้น และนำมาสู่ภาวะเงินดอลลาร์ไหลกลับสหรัฐ "ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดอลลาร์แข็งค่าขึ้น"

โดยในหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย ได้ขอยืมเงินกู้ในสกุลดอลลาร์ ซึ่งมีดอกเบี้ยถูกกว่าสกุลอื่น ๆ มีการประเมินกันว่ามีมูลค่ากู้สูงถึง 9.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนการกู้ของประเทศกลุ่ม Emerging Market ถึง 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ "โดยจีนมีการกู้สูงสุด"

ต่อจากนี้ประเทศผู้กู้ในฐานะ "ลูกหนี้" จะขายเงินสกุลตัวเอง เพื่อนำดอลลาร์ไปใช้หนี้ ส่งผลให้ "ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาก กลับกันบาทจะอ่อนลง" ยกตัวอย่าง จากเดิมแลก 30 จะเพิ่มเป็น 40 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อทุกประเทศแลกเงินไปใช้คืนหนี้ "เงิน" ก็หายจากระบบ กำลังซื้อทั่วโลกแย่ลง เป็นปรากฏการณ์เหมือนกับสมัยประธานาธิบดีเรแกน ทำให้ทั่วโลกปั่นป่วนไปหมด

ซ้ำร้ายกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน "กลุ่มโอเปก" ได้ตกลงลดการผลิตน้ำมันดิบเพื่อให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอีก ย่อมไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจโลกโดยรวม เพราะยิ่งทำให้ กำลังซื้อ (Purchasing Power) น้อยลงไปอีก ผลคือ การส่งออกสินค้ายังน่าห่วง ทั้งหมด โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งมีปริมาณซัพพลายข้าวโลกเพิ่มจากภาวะลานิญา (ปริมาณน้ำมาก) สรุปแล้ว "ไม่ดี" และมีแนวโน้มว่าชะลอตัวนานเป็นปี ดังนั้น ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องปรับตัว เมื่อซัพพลายล้น-รักษายอดส่งออกเท่าเดิม 9.5-10 ล้านตันแต่ราคาลง ต้องสู้ด้วยการลดต้นทุนจึงจะแข่งขันได้

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ปีหน้ามีความไม่แน่นอนสูงมาก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกยังไม่ดี ยังมีเหตุปัจจัยในอังกฤษเรื่องเบร็กซิต (Brexit) ซึ่งมีผลกระทบต่อค่าเงินปอนด์อ่อนมาก

ขณะที่นโยบายของนายทรัมป์ยังไม่เห็นภาพชัดเจน ปีหน้าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยทียูไปลงทุนทั่วโลกจึงต้องดูทั้งเงินบาท ดอลลาร์ ปอนด์ ยูโร รวมถึงเงินเยน เพราะตอนนี้เยนอ่อนมาก ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น

ฟื้นการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ

ส่วนผลการตัดสินใจยุติการเจรจา TPP นั้น "นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร" อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ค่อนข้างชัด 99% แล้วว่าไม่สานต่อ TPP โดยทางสหรัฐมีทิศทางกลับมาเจรจาแบบทวิภาคีมากกว่า ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ "แต่ยังต้องรอดูทีมที่รัฐบาลสหรัฐตั้งขึ้นมา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเจรจาที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศอาเซียน" ส่วนนโยบายของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไทยต้องมุ่งเน้นการสร้างความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หรือ Economic Strategic Partnerships เพื่อยกระดับความสัมพันธ์กับคู่ค้าให้แนบแน่นมาก

โดยในประเด็นเดียวกันนี้ ดร.รัชดา เจียสกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ยังต้องดูความเป็นไปได้ในการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐ จากคำถามที่ว่า "การเจรจานี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญอีกหรือไม่" แต่หากเปรียบเทียบช่วงเวลานี้กับปี 2005 ที่ไทยเริ่มเจรจา FTA เห็นว่าไทยมีความพร้อมจะเจรจามากกว่า

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1483588425
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2017, 03:32 PM   #7
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

หอค้าไทย เตรียมทบทวนยุทธศาสตร์เออีซี ก่อนชง”บิ๊กตู่”

วันที่: 13 ม.ค. 60 เวลา: 14:35 น.

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเร่งรัดการใช้ประโยชน์การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ว่า เดิมภาคเอกชนมียุทธศาสตร์ที่ได้ทำไว้กับภาครัฐอยู่แล้ว ก็ต้องนำมาทบทวนว่าจะมีการเพิ่มเติมประเด็นใดอีก เพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนต่อเอกชน ให้มากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าบ้างเรื่องอาจไม่มีการทำแผนร่วมกัน เช่น การท่องเที่ยว เป็นต้น เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะนำเสนอรัฐบาลต่อไป

“ หอการค้าไทยเองก็กำหนดหลังจากหยุดยาวปีใหม่ จะประชุมหารือเพื่อติดตามและทบทวนเรื่องเออีซีอยู่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญยิ่งเป็นเรื่องที่ดี และเพิ่มน้ำหนักต่อการผลักดันให้มากขึ้น ในส่วนของเอกชนเราก็มีความคืบหน้ากันตลอด โดยปลายสัปดาห์นี้ภาคเอกชนไทยประมาณ 100 ราย จะเดินทางไปเยือนประเทศลาว เพื่อหารือการค้า การลงทุน และปัญหาอุปสรรคที่ควรลดระหว่างกัน ก็เป็นอีกแนวทางที่ผลักดันการใช้ประโยชน์จากเออีซี “นายอิสระ กล่าว

http://www.matichon.co.th/news/426036
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2017, 03:34 PM   #8
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

เอฟทีเอไทย-ปากีสถาน ถกรอบ6 เร่งสรุปเปิดตลาดการค้าเสรีระหว่างกัน

วันที่: 13 ม.ค. 60 เวลา: 13:50 น.

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าผู้แทนไทย เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 17-18 มกราคม 2560 ปากีสถาน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 6 ณ กรุงอิสลามาบัด ซึ่งสองฝ่ายมีเป้าหมายจะเร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดทำรูปแบบการลดภาษี และรายการสินค้าที่ต้องการให้มีการเปิดตลาดระหว่างกัน รวมทั้งหารือประเด็นคงค้างในส่วนของข้อบทด้านการค้าสินค้า และประเด็นด้านกฎหมายอื่นๆ ซึ่งการเจรจา 5 ครั้งที่ผ่านมามีความคืบหน้าไปมาก สามารถสรุปผลการหารือในส่วนของข้อบทได้เกือบทุกข้อบทแล้ว

การจัดทำเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน จะช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดการค้าสู่ภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลางได้มากขึ้น เนื่องจากปากีสถานเป็นตลาดใหญ่ มีประชากร 195 ล้านคน หรืออันดับ 6 ของโลก และตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเป็นประตูการค้าเพื่อกระจายสินค้าของไทย เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ ปี 2558 ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ และอันดับที่ 42 ของไทยในตลาดโลก การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1.03 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.76% การส่งออกมีมูลค่า 913 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.38% การนำเข้ามีมูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.62% โดยการค้าระหว่างไทยกับปากีสถานระยะ 5 ปี (2554-2558) มีมูลค่าเฉลี่ย 1.02 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี มีอัตราการขยายตัวลดลงเฉลี่ย44.96% ต่อปี และมีสัดส่วนการค้าเฉลี่ย 0.23% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด

สินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทย ได้แก่รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าจากปากีสถาน ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย ผ้าผืน สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

http://www.matichon.co.th/news/425939
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2017, 03:36 PM   #9
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

เร่งเปิดเวทีเจรจาเอฟทีเอไทย-ศรีลังกา หวังเพิ่มการค้า 2 เท่าตัวในปี 63

updated: 13 ม.ค. 2560 เวลา 18:44:51 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนายริชาด บาติอูดีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ของศรีลังกา พร้อมคณะ ว่า ศรีลังกาขอให้ไทยเร่งเปิดเจรจาความตกลงเปิดเสรีทางการค้า(เอฟทีเอ)ไทยกับศรีลังกา ซึ่งไทยแจ้งว่าอยู่ระหว่างการศึกษาก่อนขอความเห็นชอบตามกฎหมายภายในประเทศ คาดได้ข้อสรุปกลางปีนี้ ถือไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่มีแผนจะเจรจาเอฟทีเอกับศรีลังกา

“เบื้องต้นประเมินหลังเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน จะเพิ่มมูลค่า 2 ฝ่ายจากปีละ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 3 ปี หรือภายใน 2563 และยังเป็นประตูการค้าของไทยเข้าสู่ประเทศอินเดียด้วย ”

พร้อมกันนี้ ศรีลังกาต้องการดึงดูดนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ โดยเบื้องต้นขอการสนับสนุนการพัฒนาแปรรูปสินค้าการเกษตรอย่างผลไม้อบแห้ง งานหัตถกรรม สินค้าโอท้อป และธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ศรีลังกาเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ รองจากอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของศรีลังกาในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การค้าระหว่างไทยและศรีลังกา ปี 2558 มีมูลค่า 490 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 380 ล้านเหรียญสหรัฐ

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1484307974
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 14th, 2017, 02:24 PM   #10
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

‘ดอน’ส่งมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม 77 ให้เอกวาดอร์

วันที่: 14 ม.ค. 60 เวลา: 17:35 น.

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม 77 ในนามของรัฐบาลไทยให้แก่ นายราฟาเอล กอเรอา ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ในนามของเอกวาดอร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม 77 วาระปี 2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมี นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น และนายทูร์กา ปราสาด ภัททาไร รักษาการประธานสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญ สมัยที่ 71 เข้าร่วมด้วย

นายดอนได้กล่าวถ้อยแถลงอำลาตำแหน่งประธานกลุ่ม 77 โดยเน้นย้ำว่า ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานและงบประมาณรองรับการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (เอสดีจีส์) ข้อตกลงปารีส และวาระการพัฒนาเมืองใหม่ (เอ็นยูเอ) การผลักดันท่าทีของกลุ่ม ในประเด็นท้าทายใหม่อย่างการดื้อยาต้านจุลชีพ (เอเอ็มอาร์) หรือการประสานท่าทีกลุ่ม ในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนด้านสังคมและวัฒนธรรมอย่างคำจำกัดความของครอบครัว ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้เพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ และยึดผลประโยชน์โดยรวมของสมาชิกกลุ่ม 77 เป็นที่ตั้ง โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

นอกจากนี้ ไทยยังได้ผลักดันให้มีการหารือในประเด็นที่มีความสำคัญต่อการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ การลงทุน การใช้ประโยชน์จากไอซีที และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (เอสอีพี) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 และแม้ว่า วาระการเป็นประธานกลุ่มของไทยจะสิ้นสุดลง แต่ไทยจะยังคงร่วมมือกับประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 ที่สนใจจะนำเอสอีพีไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตน ผ่านโครงการ “เอสอีพีฟอร์เอสดีจีส์ พาร์ทเนอร์ชิป” และการให้เงินทุนกับกองทุนเปเรซ เกร์เรโร เพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ รวมถึงจะผลักดันการบรรลุเอสดีจีส์ ผ่านตัวอย่างของการดำเนินการตามเอสอีพีในเวทีระหว่างประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน และกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) ต่อไป

ด้านประธานาธิบดีเอกวาดอร์ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์การดำเนินการของกลุ่มในปี 2560 โดยจะผลักดันการดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความสงบสุข ความยุติธรรม และความเท่าเทียม ขจัดความยากจนและกระจายรายได้ รวมถึงสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวยกย่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะแนวทางหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมของเอกวาดอร์ที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดี โดยการหาสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการสร้างสังคมที่ดี

ขณะที่เลขาธิการยูเอ็น ได้กล่าวชื่นชมการทำหน้าที่ประธานของไทย ที่ได้นำกลุ่ม 77 ขับเคลื่อนวาระด้านการพัฒนาที่สำคัญของโลก กล่าวคือ การดำเนินการตามวาระ 2030 รวมถึงความตกลงปารีส ในช่วงปีที่ผ่านมาและสำหรับปี 2560 ตนจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปหน่วยงานด้านการพัฒนาของสหประชาชาติ ซึ่งต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากกลุ่ม 77
ส่วนรักษาการประธานยูเอ็นจีเอ กล่าวถ้อยแถลงยืนยันความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับกลุ่ม 77 อย่างใกล้ชิดในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่มีความสำคัญ เนื่องจากสหประชาชาติจะต้องเพิ่มความเข้มข้นของการดำเนินการเพื่อบรรลุวาระ 2030 อีกทั้งยังเป็นปีแรกของการมีเลขาธิการยูเอ็นคนใหม่อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม 77 ต่อความสำเร็จของยูเอ็น

ภายหลังจากพิธีส่งมอบตำแหน่ง นายดอนได้พบหารือทวิภาคีกับนายกูแตร์เรส ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเป็นเลขาธิการยูเอ็นคนใหม่ เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเลขาธิการยูเอ็นได้แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งถือเป็นรัฐบุรุษของโลก ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย โดยย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงใจที่จะมุ่งหน้าเดินตามโร้ดแมปที่วางไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานาน นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเรื่องการส่งตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าชุดแรกว่า เป็นไปด้วยดี โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หนีภัย โดยการเสริมสร้างทักษะอาชีพและให้การศึกษาตามแนวทางเอสอีพีฟอร์เอสดีจีส์ พาร์ทเนอร์ชิป เพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินทางกลับไปตั้งถิ่นฐานในพม่า

http://www.matichon.co.th/news/427628
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 17th, 2017, 10:10 AM   #11
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

รมว.พาณิชย์เผยเมษาฯนี้เจอทีมเศรษฐกิจ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นครั้งแรก พร้อมประชุมกรอบการค้า-การลงทุน

วันที่: 16 ม.ค. 60 เวลา: 18:00 น.

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ปีนี้เป็นปีทองแห่งการค้าและการลงทุนของไทย กระทรวงฯมีแผนจะเจรจาเปิดตลาดการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง เน้นการใช้กลยุทธ์การเจรจาการค้าแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เจรจากับประเทศคู่ค้าเป็นรายประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ

นางอภิรดี กล่าวว่า ในเดือนเมษายนนี้ที่จะมีการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (TIFA JC) ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพ เพื่อเจรจาขยายการค้าการลงทุนกับสหรัฐฯ และถือเป็นครั้งแรกของทีมเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ที่จะมาหารือกับไทย และจะใช้โอกาสที่อาเซียนและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ครบรอบ 40 ปี จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้น

นางอภิรดี กล่าวว่า จะผลักดันการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สำเร็จโดยเร็ว ในปีนี้มีแผนการประชุมของคณะกรรมการเจรจาอีก 4 ครั้ง คาดว่าน่าจะสรุปผลการเจรจากันได้ ซึ่งจะช่วยขยายการค้าและลงทุนเพิ่มขึ้น “สำหรับปีนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกไทยขยายตัว 3% แต่อาจจะขยายตัวได้ถึง 3.5% เนื่องจากมองเห็นว่าขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนความเสี่ยงจากกรณีสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป(เบร็กซิท) และนายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กระทรวงฯ ได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่พบสัญญาณทางด้านลบต่อการส่งออกแต่อย่างใด

http://www.matichon.co.th/news/429701
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 17th, 2017, 11:51 AM   #12
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ไทยตกอันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพล

17 มกราคม 2560 เวลา 08:55 น.


ไทยตกอันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพล ได้คะแนนน้อยลงกว่าเดิม 2 คะแนน ขณะที่เยอรมนียังคงครองอันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

บริษัท อาร์ตัน แคพิทอล บริษัทให้ที่ปรึกษาด้านการเงินระดับโลก เปิดดัชนีพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลพลที่สุดของโลกประจำปี 2017 ที่ชี้วัดจากการดูว่าพลเมืองประเทศไหนสามารถเดินทางไปประเทศอื่นได้สะดวกที่สุด โดยผลออกมาว่า พาสปอร์ตเยอรมนีครองแชมป์เป็นพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอีก 1 ปี โดยคนที่ถือพาสปอร์ตเยอรมนีสามารถเดินทางไปยัง 157 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าหรือสามารถขอวีซ่าได้ที่สนามบิน จากการเก็บข้อมูลทั้งหมด 199 ประเทศ ตามมาด้วยสวีเดนและสิงคโปร์


ด้านพาสปอร์ตไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับ 54 เท่ากับนาอูรูและซุรินัม โดยไทยได้คะแนนไป 70 คะแนน จากการที่พลเมืองเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ใน 34 ประเทศ และอีก 36 ประเทศสามารถขอวีซ่าได้ที่สนามบิน ซึ่งน้อยลงจากปีที่แล้ว 2 คะแนน แต่หากนำข้อมูลพื้นฐานของแต่ละประเทศ รวมถึงดัชนีการพัฒนามนุษย์หรือ HDI ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือ UNDI มาพิจารณาด้วย จะทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 107 จากทั้งหมด 199 ประเทศ

เมื่อเทียบพาสปอร์ตของประเทศในอาเซียนกันเองจะพบว่า สิงคโปร์นำมาอยู่ในอันดับ 3 ตามมาด้วยมาเลเซียที่อยู่อันดับ 19 และบรูไนที่อันดับ 49 แล้วจึงค่อยเป็นไทยที่ 107, ฟิลิปปินส์อันดับ 127, อินโดนีเซียอันดับ 137, กัมพูชาอันดับ 154, เวียดนามอันดับ 159, ลาวอันดับ 169 และเมียนมาอันดับ 180

http://news.voicetv.co.th/world/452943.html
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 18th, 2017, 07:21 PM   #13
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ผู้นำเข้าเหล็กเฮ! “พาณิชย์” ออกประกาศยกเลิกเก็บภาษีและจำกัดโควตานำเข้าเหล็ก-เหล็กกล้าภายใต้เจเทปา

โดย MGR Online
18 มกราคม 2560 16:50 น. (แก้ไขล่าสุด 18 มกราคม 2560 17:10 น.)

ผู้นำเข้าเหล็กเฮ! “พาณิชย์” ออกประกาศยกเลิกเก็บภาษีและจำกัดโควตานำเข้าเหล็ก-เหล็กกล้าภายใต้เจเทปา

“กรมการค้าต่างประเทศ” ออกประกาศยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าจากญี่ปุ่น ภายใต้ข้อตกลงเจเทปา มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา หลังความตกลงบังคับใช้มาแล้ว 10 ปี เผยจากนี้ไปสามารถนำเข้าได้โดยไม่เสียภาษีและจำกัดปริมาณ

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำเหล็กและเหล็กกล้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2555 โดยได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลทำให้สินค้าเหล็กและเหล็กกล้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) จะได้รับการยกเว้นภาษีโดยไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป

“ผู้นำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าจากญี่ปุ่น สามารถแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ออกตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลงเจเทปาต่อกรมศุลกากร เพื่อขอรับการยกเว้นภาษีอากรขาเข้าได้โดยไม่จำกัดปริมาณ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้นำเข้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”


สำหรับการยกเลิกโควตาภาษีดังกล่าว เป็นไปตามพันธกรณีของไทยภายใต้เจเทปา ที่ไทยต้องให้สิทธิยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่มีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น ในปริมาณที่กำหนดไว้ในโควตาเป็นระยะเวลา 10 ปี ภายหลังจากที่เจเทปา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2550 ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 1 ของปีที่ 11 ของความตกลง หรือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดสรรโควตานำเข้าสินค้าเหล็กและเหล็กกล้าจากญี่ปุ่น ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละปี โดยจัดสรรให้ผู้ประกอบการ/ผู้นำเข้าที่นำเหล็กรีดร้อนมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กกลุ่ม 1 (Q9) ประกอบด้วย เหล็กรีดร้อน กัดกรด เคลือบน้ำมัน ใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง, เหล็กกลุ่ม 2 (Q10) ประกอบด้วย เหล็กรีดร้อนหน้ากว้างสำหรับรีดเย็น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเหล็กกลุ่ม 3 (Q12) ประกอบด้วย เหล็กรีดร้อนสำหรับรีดเย็น ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าเหล็กดังกล่าวจากญี่ปุ่นในโควตาเฉลี่ยปีละประมาณ 80% ของปริมาณโควตาที่จัดสรรทั้งหมดซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระด้านต้นทุนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของไทยได้เป็นอย่างดี

http://www.manager.co.th/iBizChannel...=9600000005967
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 19th, 2017, 06:29 PM   #14
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

เจรจาเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน รอบ6บรรลุข้อสรุปต้องจบกลางปี60

วันที่: 19 ม.ค. 60 เวลา: 17:20 น.

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 17-18 มกราคม 2560 ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ว่า การเจรจารอบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับรูปแบบการเปิดตลาดสินค้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะเปิดตลาดระหว่างกัน

“สองฝ่ายตั้งเป้าจะเปิดตลาดระหว่างกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด และเห็นพ้องให้เร่งสรุปผลการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ เพื่อให้มีผลใช้บังคับภายในปลายปี 2560 โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเจรจาครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมนี้ ”

ทั้งนี้ การจัดทำ FTA ไทย-ปากีสถาน จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองประเทศทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งไทยและปากีสถานตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยปากีสถานมีที่ตั้งที่สามารถเป็นแหล่งการลงทุนและกระจายสินค้าสำหรับไทยไปประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ

ส่วนไทยตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศในกลุ่มอาเซียน และสามารถเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและแหล่งลงทุนแห่งใหม่ให้แก่ปากีสถาน ซึ่งการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,032.86 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอด

ปัจจุบันปากีสถานได้ทำเอฟทีเอแล้วกับจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา และมอริเชียส และอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงทางการค้ากับไทย ตุรกี และเกาหลีใต้

http://www.matichon.co.th/news/433535
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 26th, 2017, 06:21 PM   #15
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ไทยวัดใจ "ทรัมป์" ทบทวนมาตรา 301 มองโลกแง่ดีลดชั้น WL-"ไลท์ไฮเซอร์" นั่งเก้าอี้ USTR

updated: 26 ม.ค. 2560 เวลา 07:00:43 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จับตา "ทรัมป์" ตั้งผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) คนใหม่ "โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์" หวั่นดำเนินนโยบายการค้าสุดขั้ว Protectionist ชิมลาง มาตรา 301 เดือนเมษายนนี้ สถานะใหม่ของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร หลังติด PWL มาครบ 10 ปี ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญายันสถานการณ์ไทยดีขึ้น ทั้งจำนวนของกลาง คดีจับกุมผู้ละเมิด

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานหลังการสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีการเสนอแต่งตั้ง นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ (Robert Lighthizer) ให้เป็น ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่า นายไลท์ไฮเซอร์มีแนวคิดแบบคุ้มครองทางการค้า (Protectionist) ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณที่ว่า สหรัฐอาจจะดำเนินการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบที่ ทรัมป์ ได้หาเสียงไว้

ในส่วนของประเทศไทย เบื้องต้นสหรัฐจะมีการทบทวนสถานะประเทศคู่ค้าตามกฎหมายการค้าพิเศษ 301 (Special 301) ประจำปี 2560 ซึ่งจะประกาศผลราวเดือนเมษายนของทุกปี โดยในปีนี้จะต้องติดตามว่า USTR จะพิจารณาทบทวนสถานะการค้าของประเทศไทยอย่างไร เพราะเท่าที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน บัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List หรือ PWL) ต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปีนับจากปี 2550 หากปีนี้สหรัฐยังคงพิจารณาสถานะเดิมก็เท่ากับไทยถูกจัดลำดับอยู่ใน PWL ติดต่อกันจนครบ 10 ปี

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ กรมจะส่งรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ให้กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนสถานะประเทศคู่ค้าตามกฎหมายการค้าพิเศษ (Special 301) ประจำปี 2560 โดยฝ่ายไทยหวังว่า สหรัฐจะพิจารณาปรับลดสถานะประเทศไทยให้ดีขึ้นจากที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) มาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List หรือ WL) แทน

"สถานการณ์การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวดีขึ้น มีจำนวนคดีที่ละเมิดลดลง และมีจำนวนของกลางเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไทยสามารถจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ได้ และจับกุมผู้ละเมิดผ่านระบบออนไลน์ได้มากขึ้น ส่วนประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะดำเนินนโยบายทางการค้ากับประเทศคู่ค้ามากขึ้น ยังเป็นการเดาสถานการณ์เท่านั้น ส่วนการปรับสถานะประเทศคู่ค้าตามมาตรา 301 น่าจะเป็นระบบที่มีมาตรฐานการจัดกลุ่มอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคเอกชนของสหรัฐ กลุ่มเห็นต่าง-กลุ่มผู้ผลิตยา-กลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์-ผู้ผลิตเพลง มองอย่างไร ทาง USTR จะต้องไปชั่งน้ำหนักความเห็นในแต่ละกลุ่มก่อน" นายทศพลกล่าว

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คปท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการปราบปรามปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเป็นประธาน และได้มอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นเจ้าภาพประชุมติดตามสถานการณ์ทุกเดือน พร้อมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

โดยยอดการจับกุมล่าสุดในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน 2559) พบว่า มีการจับกุมดำเนินคดีโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 5,951 คดี หรือลดลง 17.29% ยึดของกลางได้ 2.744 ล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้น 214.40% โดยส่วนใหญ่เป็น คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า 4,409 คดี รองลงมาคือ คดีละเมิดลิขสิทธิ์ 1,385 คดี คดีสิทธิบัตร 157 คดี ส่วนการดำเนินคดีโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ 20 คดี หรือลดลง 33.97% ของกลาง 1.01 ล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้น 136.34% และการจับกุมโดยกรมศุลกากร จำนวน 6,584 คดี หรือลดลง 17% ของกลาง 4.85 ล้านชิ้น หรือเพิ่มขึ้น 51.76%

นายทศพลกล่าวว่า นอกจากการลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปรามการละเมิดแล้ว ประเทศไทยยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ โดยได้ทำหนังสือถึง ผู้บริหารเว็บไซต์ Facebook เพื่อขอให้สอดส่องปัญหาการใช้เฟซบุ๊กจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทางผู้ดูแลเว็บไซต์ (Admin) สามารถปิดการให้บริการบัญชีผู้ใช้รายนั้นได้ และประสานไปยังกรมสรรพากร กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือแหล่งที่มาของรายได้ของผู้ที่มีพฤติกรรมละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย "ล่าสุดรัฐบาลได้ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไปแล้ว แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 3-4 ปี ในการเตรียมการบังคับใช้กฎหมาย"

ด้าน นายสัตยะพล สัจจเดชะ นายกสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2559 ว่า "มีแนวโน้มที่ดีขึ้น" เพราะรัฐบาลได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างมาก โดยมีทั้งการตั้ง คณะอนุกรรมการชุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และมีการวางแผนการดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปหลายฉบับ

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1485325172
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 30th, 2017, 08:30 PM   #16
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

เจริญ-เซ็นทรัลยึดเวียดนาม เดินหน้าลงทุนไม่หวั่นทีพีพีล่ม-ปักฐานแล้ว400โรงงาน

โดย ฐานเศรษฐกิจ - 28 January 2560

เจริญ-เซ็นทรัลยึดเวียดนาม เดินหน้าลงทุนไม่หวั่นทีพีพีล่ม-ปักฐานแล้ว400โรงงาน

สภาธุรกิจ-ทูต ชี้ทีพีพีล่ม กระทบทุนไทย-เทศแห่ลงทุนในเวียดนามไม่มาก ระบุ 5 ปัจจัยยังเป็นแม่เหล็กดึงทุนเอฟดีไอเข้าแดนลุงโฮต่อเนื่อง “เจ้าสัวเจริญ-เซ็นทรัลกรุ๊ป”สั่งลุยค้าปลีกเต็มสูบ “สนั่น”เล็งเป้าส่งออกไทยไปเวียดนามปีนี้โต 20%


จากที่นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศไว้ในช่วงการหาสียงเลือกตั้งว่าจะถอนสหรัฐอเมริกาออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี) ที่มีเวียดนามเป็น 1 ใน 12 ประเทศสมาชิกนั้น

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า โดยส่วนตัว และจากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยมีมุมมองตรงกันว่า แม้ทีพีพีจะเป็นความตกลงที่สำคัญ แต่ก็เพียงแค่หนึ่งในความตกลงในหลายกรอบที่เวียดนามมีกับประเทศคู่ค้า ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้การค้าและการลงทุนของเวียดนามกับต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยขยายตัวลดลง ขณะที่เวียดนามยังมีความมั่นใจว่าหากสหรัฐฯถอนตัวจากทีพีพีจริง สหรัฐฯจะมีการเจรจาและจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับเวียดนามในกรอบทวิภาคี หรือความตกลง 2 ฝ่ายแทน

อย่างไรก็ดีมองว่าการค้า-การลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในปีนี้จะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนของไทยในเวียดนาม มีแรงจูงใจที่สำคัญหลายประการ คือ

1. ตลาดภายในของเวียดนามเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีผู้บริโภคมากกว่า 90 ล้านคน และสัดส่วนกว่า 60% ของชาวเวียดนามอยู่ในวัยทำงาน

2. เศรษฐกิจของเวียดนามยังขยายตัวสูงเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี

3.รัฐบาลของเวียดนามเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

4.เวียดนามได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู) และยังมีเอฟทีเอกับอียูและกับอีกหลายประเทศ และ

5.มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปในเวียดนามจำนวนมากเฉลี่ยขยายตัวมากกว่า 30% ต่อปี โดยในปี 2559 มีต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวในเวียดนามมากกว่า 70 ล้านคนทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขยายตัว

“ทีพีพีเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จูงใจให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน แต่หากไม่มีทีพีพีก็ไม่กระทบกับเวียดนามมาก ขณะที่เวลานี้มีผู้ประกอบการของไทยได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากกว่า 100 ราย มีโรงงานผลิตสินค้าของคนไทยในในเวียดนามรวมกันมากกว่า 400 โรง ทั้งผลิตขายภายในและใช้ฐานในเวียดนามส่งออก”

ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม กล่าวอีกว่า นอกจากการลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจากประเทศอื่น ๆ ที่เป็นนักลงทุนรายสำคัญในเวียดนามแล้ว ในส่วนของไทยที่กำลังขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในเวียดนามเช่น ทีซีซี กรุ๊ปของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และเซ็นทรัลกรุ๊ปที่เข้าไปดำเนินธุรกิจค้าปลีก เครือซีพีในธุรกิจเกาษตรและอาหาร กลุ่มเหมราชในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เป็นต้น ทั้งนี้มีอีกหลายธุรกิจที่มองว่ามีอนาคตเช่น ธุรกิจดึงชาวเวียดนามมารักษาพยาบาลที่เมืองไทย ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต เป็นต้น

ขณะที่ด้านการค้าไทย-เวียดนามก็มีอัตราการขยายตัวที่สูง ซึ่งปัจจุบันถือถือเป็นตลาดส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดของไทยในอาเซียน(ดูตารางประกอบ) เนื่องจากหลายสินค้าเวียดนามยังจำเป็นต้องนำเข้าจากไทยเพื่อนำไปผลิตส่งออกต่อเช่นผ้าผืน เม็ดพลาสติก และอื่นๆ ขณะที่ไทย-เวียดนามมีความร่วมมือในการนำสินค้าเวียดนามมาโปรโมตในไทยเพื่อขยายการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น เช่นกาแฟ ชา เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ทั้งนี้คาดในปี 2560 การส่งออกของไทยไปเวียดนามจะขยายตัวได้ถึง20%

“ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะมีการประชุมทีมไทยแลนด์ พลัสหรือทีมรัฐบวกเอกชนที่ฮานอย เพื่อหารือขยายการการค้า-ลงทุนไทย-เวียดนาม ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้ รวมถึงสู่เป้าหมายการค้า 2 ฝ่ายที่ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี 2563”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 – 28 มกราคม 2560

http://www.thansettakij.com/2017/01/28/126629

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post

2. เศรษฐกิจของเวียดนามยังขยายตัวสูงเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี

4.เวียดนามได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู) และยังมีเอฟทีเอกับอียูและกับอีกหลายประเทศ
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 31st, 2017, 06:49 PM   #17
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ไทยรับอานิสงส์เปิดเออีซีส่งสินค้าเข้าอาเซียนได้เพิ่ม-แต่หวั่นปีนี้อาจเสียตลาดสินค้าเกษตรให้ซีแอลเอ็มวี

วันที่: 31 ม.ค. 60 เวลา: 15:26 น.

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจข้อมูลเรื่อง “ประเมิน 1 ปี การส่งออกสินค้าเกษตรไทยหลังเข้าสู่ AEC” ว่า ในระยะ 1 ปี หลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2558 หรือทั้งปี 2559นั้น การส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอาเซียนถือว่าเติบโตได้ดี มีมูลค่าส่งออก 321,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากก่อนช่วงเข้าเออีซี ที่มีมูลค่าการส่งออก 261,457 ล้านบาท โดยในส่วนของสินค้าเกษตรไทยนั้นยังเป็นบวก 2.1% แต่ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรติดลบ 0.4% และคาดว่าปี 2560 การส่งออกสินค้าเกษตรไทยจะเพิ่มขึ้น 5-6% จากสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่ในปีนี้มีแนวโน้มที่ไทยจะเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ประมาณ10% เนื่องจากเป็นฐานการผลิตของโลก อีกทั้งอยู่ใกล้กับจีนและไทย มีโอกาสนำเข้าวัตถุดิบจากไทยไปผลิตแล้วส่งออกไปจีน และซีแอลเอ็มวีเป็นกลุ่มที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดในโลกเฉลี่ยปีละ 7-8% และแนวโน้มยังเติบโตต่อเนื่องไปอีก 5 ปี รวมทั้งเพื่อนบ้านมีสินค้าหลายตัว เช่น มะม่วง มะพร้าว ยางพารา และกาแฟ ที่ต้นทุนถูกกว่า และมีผลผลิตมากกว่าไทย

นายอัทธ์กล่าวอีกว่า ในตลาดอาเซียน สินค้าไทยที่ได้รับประโยชน์คือ ข้าวสาร ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง มะม่วง และเนื้อสัตว์แปรรูป รวมมูลค่า 9,015 ล้านบาท แต่มีสินค้าที่เสียประโยชน์คือ กาแฟ มันสำปะหลัง มะพร้าว กล้วย และอาหารทะเลแปรรูป รวม 1,599 ล้านบาท ทำให้โดยภาพรวมแล้วไทยได้ประโยชน์ 7,416 ล้านบาท แต่เฉพาะในตลาดซีแอลเอ็มวี สินค้าที่ได้รับประโยชน์คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง มะพร้าว มะม่วง กล้วย เนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารทะเลแปรรูป 1,181 ล้านบาท แต่สินค้าที่เสียประโยชน์คือ ข้าวสารทุกประเภท ข้าวเหนียว ยางพารา กาแฟ และมันสำปะหลัง รวม 131 ล้านบาท ทำให้ไทยได้รับประโยชน์รวมเพียง 1,050 ล้านบาท แนะนำว่าให้สินค้าที่ไทยเสียเปรียบ ย้ายฐานการผลิตและแปรรูปไปในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี

http://www.matichon.co.th/news/447136
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 31st, 2017, 07:51 PM   #18
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

ไทยรับหน้าที่ประธานกลุ่ม FPGH เดินหน้าจัดประชุมนัดแรกที่กรุงเทพฯต้น ก.พ.

วันที่: 31 ม.ค. 60 เวลา: 09:24 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับมอบตำแหน่งประธานกลุ่ม Foreign Policy and Global Health (FPGH) ปี 2560 จากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแอฟริกาใต้ ประจำสหประชาชาติ เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยไทยได้เป็นประธานของกลุ่ม FPGH ในปีนี้ตามวาระหมุนเวียน

ทั้งนี้กลุ่ม FPGH ประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เซเนกัล นอร์เวย์ อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ บราซิล และไทย โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศกับการสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นสุขภาพโลก เช่น การรับมือโรคระบาด สภาวะดื้อยาต้านจุลชีพ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการสร้างความเข้มแข็งของบุคลากรทางสาธารณสุขในเวทีระหว่างประเทศ

ในฐานะประธาน FPGH ในปีนี้ ไทยจะเน้นการผลักดันการแก้ปัญหาสุขภาพของกลุ่มเปราะบางโดยกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นเจ้าภาพการประชุม High-Level FPGH Retreat ระดับปลัดกระทรวง ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2560 โดยจะหารือเรื่องการเพิ่มความเข้มแข็งของ FPGH เพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลกที่เปลี่ยนไปในอีก 10 ปีข้างหน้า การเพิ่มบทบาทของกลุ่ม และกิจกรรมต่างๆ ในปี 2560 ที่สอดคล้องกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น

http://www.matichon.co.th/news/446607
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 2nd, 2017, 05:16 PM   #19
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

"อินเดีย"แชมป์ส่งออกข้าวโลก-ในปท.เอเซียโกลเด้นฯขึ้นที่1

updated: 02 ก.พ. 2560 เวลา 08:00:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ไทยส่งออกข้าวปี′59 ทะลุ 9.88 ล้านตัน ครองเบอร์ 2 รองจากอินเดียต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 บิ๊กเอเซียโกลเด้นไรซ์-นครหลวง-ธนสรรไรซ์เบียดชิงเค้ก ส.ส่งออกข้าวตั้งเป้าปี"60 โกยอีก 9.5 ล้านต้น
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกข้าวไทยเดือนธันวาคม 2559 ปริมาณ 1.11 ล้านตัน ถือเป็นเดือนที่ส่งออกได้สูงสุดในรอบปี 2559 ส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวทั้งปี 2559 มีปริมาณ 9.88 ล้านตันเพิ่มขึ้น 0.9% จากปี 2558 ที่เคยส่งออกได้ 9.79 ล้านตัน ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 2 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รองจากอินเดียซึ่งส่งออกได้ 10.5 ล้านตัน ส่วนเวียดนามเป็นเบอร์ 3 ส่งออกได้ 4.89 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมายของเวียดนามที่วางไว้ 6.5 ล้านตัน ส่วนมูลค่าส่งออก ปี 2559 เท่ากับ 4,445 ล้านบาทลดลง 12% จากปี 2558 ที่มีมูลค่า 4,613 ล้านเหรียญสหรัฐ



ส่วนในปี 2560 ตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ว่าจะมีปริมาณ 9.0-9.5 ล้านตัน โดยจะต้องประเมินทิศทางปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกอีกครั้งในช่วงกลางปี 2560 เพราะสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน โดยขณะนี้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นจาก 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เหลือ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจมีผลต่อราคาส่งออกข้าว นอกจากนี้ตลาดส่งออกข้าวสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน ยังไม่มีการสั่งซื้อเพิ่ม เพราะปริมาณฝนค่อนข้างดี ทำให้ประเทศผู้ซื้อสามารถผลิตข้าวได้มากขึ้น

ในด้านราคาส่งออกเฉลี่ยของประเทศไทยในปี 2559 จากข้อมูลขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) สรุปว่า ราคาส่งออกข้าวขาว 100% เกรดบี ตันละ 407 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตันละ 395 เหรียญสหรัฐ ราคาข้าวนึ่ง 100% ตันละ 409 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อนที่ราคา 392 เหรียญสหรัฐ ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ตันละ 396 เหรียญสหรัฐ สูงขึ้น 2.6% จากปีก่อนที่ราคา 386 เหรียญสหรัฐ เทียบกับราคาคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ตันละ 347 ลดลง 1.5% จากปีก่อนที่ราคา 353 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาข้าวขาว 25% ตันละ 385 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อนที่ราคา 373 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าราคาคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ราคา 332 เหรียญสหรัฐ ปากีสถาน 327 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น มีเพียงราคาข้าวหอมมะลิ เท่านั้นตันละ 768 เหรียญสหรัฐ ลดลง 23.8% จากปีก่อน 1,008 เหรียญสหรัฐ

รายงานข่าวระบุว่า บริษัทส่งออกข้าวที่มีปริมาณการส่งออกสูงสุด ยังคงเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ส่งออกได้ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี โดยอันดับ 1 ยังคงเป็นบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด ปริมาณ 1.5 ล้านตัน รองลงมา คือ บริษัท นครหลวงค้าข้าว ปริมาณ 1.2 ล้านตัน บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด ปริมาณ 916,143 ตัน ขณะที่กลุ่มซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ครองอันดับ 4 ปริมาณส่งออก 548,791 ตัน และบริษัท แสงฟ้า อะกริโปรดักส์ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 5 ปริมาณส่งออก 436,046 ตัน

นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทยังประเมินเป้าหมายการส่งออกปี 2560 เท่ากับปี 2559 เพราะจากการติดตามสถานการณ์การส่งออกข้าวปี 2560 พบว่าปริมาณผลผลิตข้าวอินเดียปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อหลาย ๆ ประเทศมีความต้องการลดลงและระหว่างนี้ตลาดหยุดยาวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะเปิดซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์

"แม้ว่าล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ส่งออกข้าวทั้งเอเซีย โกลเด้น ไรซ์ และบริษัทนานาพรรณจะชนะการประมูลข้าว 100% ปริมาณ 28,000 ตันจากญี่ปุ่น แต่ก็ยังคงประเมินว่าครึ่งปีแรกจะยังเหนื่อย และมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง"

สอดคล้องกับนายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด และบริษัท พรีเมียมไรซ์ เอ็กปอร์ต จำกัด กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายการส่งออกปี 2560 เทียบเท่ากับปี 2559 เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะตลาดช่วงต้นปีที่ยังชะลอตัว สถานการณ์การแข่งขันระหว่างผู้ส่งออกโรงสีจะยังคงรุนแรงต่อเนื่อง และภาครัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะมีการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่เหลือ 8.5-9 ล้านตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จึงทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศชะลอการซื้อชั่วคราว โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ซึ่งแทบไม่มีการซื้อขายเลย

"รัฐบาลควรเร่งเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อส่งมอบข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ที่เหลืออีก 9 แสนตันโดยเร็ว เพื่อให้มีตลาดรองรับข้าวนาปรังที่จะออกรอบกลางปี" นายศุภชัยกล่าว

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1485946674
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 3rd, 2017, 04:40 PM   #20
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 67,023
Likes (Received): 3560

กะเทาะเปลือก "ส่งออก" โตต่ำ ติดหล่มโครงสร้างเก่า-ตลาดโลกเปลี่ยน

updated: 03 ก.พ. 2560 เวลา 08:30:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ส่งออกไทยในฐานะหัวจักรตัวใหญ่สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไปอีกนานเท่าไร เป็นคำถามใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ถาม แต่คำตอบคืออะไรยังเป็นสิ่งที่คนในแวดวงเศรษฐกิจมหภาค คนทำการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนได้
แต่ตัวเลขที่เห็นชัดคือมูลค่าส่งออกไทยเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จากช่วงปี 2544-2550 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 14.9% ก็ค่อย ๆ ลดลงมาโตเฉลี่ยปีละ 7% ในช่วงปี 2550-2554 กระทั่ง 5 ปีหลังมานี้ (ปี 2554-2558) ขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% เท่านั้น

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตลาดการค้าโลกชะลอตัวเท่านั้น แต่กำลังบ่งชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ "กดทับ" การส่งออกไทยให้ "โตต่ำ" ต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ "สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์" ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงได้นำเสนองานวิจัยในชุด "เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 16 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน" ต่อจาก "เศรษฐศาสตร์เข้าท่า ฉบับที่ 11 เรื่อง จุลทรรศน์ภาคส่งออกไทย : 5 ข้อเท็จจริงจากข้อมูลการส่งสินค้า 500 ล้านรายการ"

5 ข้อเท็จจริงส่งออกไทย

ทีมวิจัยที่นำโดย "ดร.ปิติ ดิษยทัต", "ทศพล อภัยทาน" และ "ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์" ได้นำข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากรในช่วงปี 2544-2558 กว่า 500 ล้านรายการมาวิเคราะห์โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทย ซึ่งได้ข้อสรุปออกมาเป็น 5 ข้อเท็จจริง คือ 1) ภาคส่งออกไทยกระจุกตัวในระดับสูงมาก โดยข้อมูลในปี 2558 พบว่า ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 5% มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการกระจุกตัวที่สูงสะท้อนความเปราะบางของภาคส่งออก เพราะหากมีเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกิดกับผู้เล่นรายใหญ่บางราย สินค้าสำคัญบางรายการ หรือตลาดหลักบางแห่ง ก็จะสามารถส่งผลสะเทือนต่อการส่งออกโดยรวมได้โดยง่าย





แล้วหากมองในมิติของสินค้าและตลาดพร้อมกัน ยังพบว่า ผู้ส่งออกส่วนมากขาดความหลากหลายของสินค้าและตลาด โดย 33% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด ส่งออกสินค้าเพียงชนิดเดียวไปยังตลาดเดียวเท่านั้น และมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียง 19% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ขณะที่ผู้ส่งออกที่มีความหลากหลายคือมีสินค้ามากกว่า 30 ชนิด ขายในตลาดมากกว่า 30 แห่ง ที่มีจำนวนเพียง 0.8% แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกสูงถึง 38.7% สะท้อนว่าส่งออกไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งมีกิจกรรมการส่งออกมากกว่าผู้เล่นรายเล็กที่มีจำนวนมากกว่า

"ทศพล อภัยทาน" หนึ่งในทีมนักวิจัย เปิดเผยว่า จำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่ 5% ที่ครอบครองมูลค่าการส่งออกสูงถึง 88% นั้น กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้ามากที่สุด รองลงมาได้แก่ ยางและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

ส่วนข้อเท็จจริงที่ 2) พบว่า ธุรกิจไทยกว่า 4 แสนราย มีเพียง 12.2% เท่านั้นที่มีการค้าขายระหว่างประเทศ และมีเพียง 5.7% ที่ทำธุรกิจส่งออก ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาพการกระจุกตัวของภาคส่งออก 3) บริษัทส่งออกมีคุณสมบัติและศักยภาพเหนือบริษัทอื่น เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อพิจารณาในแง่รายได้ มีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูงกว่า มีการกู้ยืมมากกว่า และมีประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์มากกว่า ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ส่งออกที่เก่งไม่ใช่เพราะทำส่งออก แต่เพราะเก่งจึงสามารถทำส่งออกได้

4) ภาคส่งออกมีการหมุนเวียนของผู้เล่นสูง โดยพบว่า ปีหนึ่ง ๆ จะมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เข้ามาในสนาม 37% และยังพบด้วยว่า ในปีถัดไปจะมีผู้ส่งออกในปริมาณที่ใกล้เคียงกันหายไปจากธุรกิจ ซึ่งผู้เล่นที่หมุนเวียนในแต่ละปีล้วนเป็นรายเล็กที่มีสัดส่วนในมูลค่าส่งออกน้อยมาก และ 5) อัตราการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่ต่ำ โดยพบว่า 63% ของผู้เล่นหน้าใหม่จะหายไปจากสนามภายในปีแรก และโอกาสรอดในปีถัด ๆ ไปจะยิ่งลดลง โดยมีโอกาสรอดอยู่ถึง 5 ปีเพียง 14% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากอยู่รอดเกิน 5 ปีได้ ก็มีแนวโน้มที่จะออกจากตลาดค่อนข้างน้อยลง หรืออาจกล่าวได้ว่า 5 ปีคือระยะเวลาทดสอบความแกร่งของผู้ส่งออกหน้าใหม่

ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่ขับเคลื่อน

แม้ภาพรวมการเติบโตของมูลค่าส่งออกในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (2544-2558) ขับเคลื่อนด้วยผู้ส่งออกหน้าเก่า โดยมีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาเป็นส่วนเสริม แต่ในงานวิจัยซีรีส์ล่าสุด เรื่อง "ส่งออกยุคผลัดใบ เลือดใหม่เร่งขับเคลื่อน" ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2554-2558) ผู้เล่นเดิมในตลาดอ่อนแรงลงค่อนข้างมาก และการส่งออกเติบโตมาจากผู้เล่นหน้าใหม่ (ดูกราฟประกอบ)

โดยผู้ส่งออกรายใหม่มีการเติบโตของมูลค่าการส่งออกในทุกตลาดได้ถึง 2.4% ขณะที่ผู้ส่งออกเดิมกลับฉุดรั้งมูลค่าส่งออกให้ -0.5% สะท้อนความยากลำบากในการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิมที่ต้องเผชิญการถดถอยของการส่งออกสินค้าเดิมในตลาดเดิม จนอาจกล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการเดิมที่เคยเป็นกำลังหลัก ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเติบโตของการส่งออกอย่างในอดีตและภาคส่งออกไทยกำลังฝากอนาคตไว้กับผู้เล่นหน้าใหม่จนอาจเรียกว่าเป็น"ยุคผลัดใบ"

ดังนั้นการอยู่รอดของผู้ส่งออกหน้าใหม่และพัฒนาการของผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงถือเป็น กุญแจสำคัญของการเติบโตภาคส่งออกไทยในอนาคต และนโยบายที่เกี่ยวข้องต้องเอื้อให้ผู้เล่นหน้าใหม่อย่างเหมาะสม หรือสามารถขยายขอบเขตของผู้ส่งออกเดิมได้อย่างเหมาะสม แม้จะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้วก็ตาม เพราะบทเรียนสำคัญคือ หากประเทศไทยยังพะวงอยู่กับฐานการส่งออกเดิม ๆ ก็คงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นแน่

จับตาการหมุนเวียนของผู้ประกอบการ

อีกทั้งคณะผู้วิจัยยังได้วิเคราะห์การหมุนเวียนของผู้ส่งออกอย่างละเอียดซึ่งพบว่าหากแบ่งกลุ่มประเทศคู่ค้าเป็น10กลุ่มหลักพบว่าในช่วงปี 2554-2558 ตลาดที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ออสเตรเลีย สหรัฐ ซึ่งมาจากแรงขับเคลื่อนของผู้ส่งออกรายเดิมที่อยู่รอด ที่ทำให้การส่งออกรวมในทั้ง 2 ตลาดเติบโต 9.3% และ 5.6% ตามลำดับ

แต่หากมองไปยังตลาดอื่น ๆ กลับพบว่า ผู้ส่งออกหน้าใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นที่ช่วยพยุงไม่ให้การส่งออกหดตัวมากนัก โดยเฉพาะในตลาดจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่การส่งออกโดยผู้ส่งออกรายเดิมหดตัว -3.4%, -3.6%, -2.9% และ -1.8% ตามลำดับ แต่ในตลาดเดียวกัน ผู้ส่งออกรายใหม่สามารถขยายตัวได้ 3.6%, 2%, 2.9% และ 1.9% ตามลำดับ

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์การเติบโตเฉลี่ยตามประเภทของสินค้า ซึ่งแบ่งเป็น 10 กลุ่มหลักพบว่า การส่งออกในหมวดยานยนต์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีการเติบโตอย่างโดดเด่น 13.1% และ 8.7% ตามลำดับ และมีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ในธุรกิจเป็นกำลังสำคัญ โดยใน 2 หมวดนี้มีผู้ส่งออกรายเดิมที่ยังคงอยู่ (stay) 1,380 ราย และ 3,257 ราย จากผู้เล่นทั้งหมด 4,272 ราย และ 9,394 ราย ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าประเภทอื่น ๆ กลับพบว่า การขยายตัวของการส่งออกมีผู้ส่งออกหน้าใหม่เป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดผลิตภัณฑ์เกษตร หมวดผลิตภัณฑ์ไม้และหนัง และหมวดโลหะและวัสดุภัณฑ์ ที่เติบโต 4.8%, 5.0% และ 2.9% ขณะที่มูลค่าการส่งออกของผู้ส่งออกรายเดิมกลับหดตัว -4.9%, -0.7% และ -1.7% ตามลำดับ

ขณะเดียวกันยังพบว่า ในหมวดสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอ หมวดสินค้าโลหะและวัสดุภัณฑ์ หมวดเบ็ดเตล็ด มีผู้ส่งออกรายเดิมออกจากตลาด (exit) มากเป็นอันดับต้น ๆ

ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้เห็นถึงบทบาทของการหมุนเวียนของผู้ประกอบการที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการส่งออกโดยรวมซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรคำนึงถึงในการ"วัดชีพจร"ของภาคส่งออกและเป็นสิ่งที่ทีมนักวิจัยฝากไว้

http://www.prachachat.net/news_detai...sid=1486020628
__________________

To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.


To view links or images in signatures your post count must be 10 or greater. You currently have 0 posts.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 04:00 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2017, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2017 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu