daily menu » rate the banner | guess the city | one on oneforums map | privacy policy (aug.2, 2013) | DMCA policy | flipboard magazine

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile



Reply

 
Thread Tools
Old September 2nd, 2009, 10:41 AM   #21
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Thailand set to produce H1N1 vaccine in December: GPO


BANGKOK, Sept 2 (TNA) – The Government Pharmaceutical Organisation (GPO) is confident that Thailand will be able to produce its own vaccine against Influenza Type A (H1N1) in December as targeted.

GPO board chairman Vichai Chokewiwat said the vaccine trial project has seen much progress with success in culturing the virus seed in hen eggs in the second batch.

The amount of virus seed was calculated and it found 8.32-9.33 Log (the amount of the virus per cubic centimetre), resembling the amount of virus in the Russian vaccine trials.

The calculation of the live attenuated virus cultured in hen eggs will be conducted again Wednesday afternoon before the test in animals will start.

However, the start of the human trials have been postponed from September 7 to September 21 because the first lot of virus seed gave low yield, he said.

The vaccine trials in human will be conducted in 24 volunteers simultaneously time as the amount of the live attenuated virus is adequate, he said. (TNA)
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old September 6th, 2009, 04:31 AM   #22
trewut
Registered User
 
trewut's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 1,246
Likes (Received): 13

3พันธมิตรปั้นไทยเจ้าฮาร์ดดิสก์โลก

คมชัดลึก :อดีตจนถึงปัจจุบันเราอาจภูมิใจว่าเป็นประเทศส่งออกฮาร์ดดิสก์อันดับหนึ่งของโลก แต่ความจริงแล้วไทยเป็นได้อย่างมากแค่ "แรงงานประกอบชิ้นส่วนราคาถูก" อนาคต ถ้าไปยกระดับตัวเองเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนซับซ้อนขั้นสูง แรงงานราคาถูกจากจีนและเวียดนามอาจขอรับตำแหน่งแชมป์ไปครอง

ความหวังยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ครบวงจรยังพอมีเมื่อ 3 พันธมิตรซึ่งประกอบด้วย บริษัท ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กำลังสร้าง ห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขึ้นมา

เป้าหมายคือยกระดับให้ไทยผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์ซับซ้อนได้เองในประเทศจนประกอบเสร็จเป็นฮาร์ดดิสก์ทั้งลูก ไม่ได้เป็นแค่ "ตัวประกอบ" อีกต่อไป

นครตั้งสุจริตพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงที่มาที่ไปของความร่วมมือว่า เป็นผลมาจากความต้องการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขนาด 2.5 นิ้ว สำหรับโน้ตบุ๊กมีอัตราสูงขึ้นผิดหูผิดตา ทำให้ฮิตาชิต้องเพิ่มสายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 2.5 นิ้ว มารองรับ

"เดิมเรามีสายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขนาด 1.8 นิ้ว สำหรับกล้องวิดีโอแคม 4 สายการผลิต เมื่อปรับสายผลิตมาเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขนาด 2.5 นิ้ว เลยต้องปรับปรุงเครื่องจักรและทักษะแรงงานไปโดยปริยาย"

ทีมวิจัยที่เข้ามาช่วยฮิตาชิปรับระบบการผลิตจากฮาร์ดดิสก์โน้ตบุ๊กเป็นฮาร์ดดิสก์พีซีได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างฮิตาชิเนคเทค และ มทส. จึงเป็นจุดกำเนิดของห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่มีเป้าหมายวิจัย ออกแบบ และสร้างเครื่องต้นแบบเครื่องจักรและอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผลิตฮาร์ดดิสก์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องให้แก่ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด

หัวใจสำคัญของความร่วมมือสามเส้าดังกล่าวคือองค์ความรู้ด้านการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะตกอยู่กับประเทศไทย และสร้างงานให้คนไทย

ปัจจุบันทีมวิจัยและพัฒนาของ มทส.กำลังสร้างเครื่องจักรใหม่อีก 2 เครื่อง เนื่องจากสายการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขนาด 2.5 นิ้ว มีขั้นตอนการผลิต 14 ขั้นตอน ส่วนผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ขนาด 1.8 นิ้ว มีการผลิตเพียง 12 ขั้นตอน และต้องปรับเครื่องจักรเดิมที่มีอยู่ด้วย

ทีม มทส.ไม่หยุดอยู่แค่นั้น พวกเขามีแผนอยู่ในใจแล้วว่าจะพัฒนาสายการผลิตโดยลดแรงงานคนลง แต่เพิ่มจำนวนการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต จนถึงขั้นสายการผลิตอัตโนมัติ ถึงขั้นมีแผนตั้งศูนย์ต้นแบบเครื่องจักรอัตโนมัติอุตสาหกรรมใน มทส.อีกด้วย

สาลินีย์ ทับพิลา

From http://www.komchadluek.net/detail/20...1;ก.html
trewut no está en línea   Reply With Quote
Old September 8th, 2009, 12:52 PM   #23
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Astina promotes Thai researches

By The Nation 8/09/2009


Astina (Thailand) is launching new electrical appliances with focus on environmental protection under the green innovation concept.


CEO Pravit Anantavrasilpa said that from the last quarter of this year, several products in many categories will be launched with environmental friendly functions, such as fans and water heaters following growing awareness among consumers in environmental protection. Thai inventions would also be developed under this marketing drive.


"There are a number of researches on electrical appliances which have been ignored. As a Thai company which has been in the industry for two decades, Astina wants to promote the Thai researches to the public to show that Thai products are as less innovative as foreign products," he said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 24th, 2009, 01:25 PM   #24
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Top medical award goes to Thai teacher

Bangkokpost 21/09/2009 at 12:00 AM


A Thai medical science teacher has won an Association for Medical Education in Europe (AMEE) award.

Paphan Musikawat, a medical science teacher at Maharaj Hospital in Nakhon Si Thammarat, won the Amee award in recognition of her assessment of the learning of medical science students under the hospital's project to produce doctors for rural people.

Dr Paphan was among a group of medical science educators who attended the annual Amee conference where the award was presented. The conference was held in Malaga, Spain, from August 29 to Sept 2.

There were five award categories: curriculum planning, assessment, teaching and learning, student issues and research in medical education. There were 450 entries for the awards, seven of them from Thailand.

Dr Paphan has been given granted Amee membership and issued with free copies of Medical Teacher, an international journal of education in the health sciences, for one year.

Amee is a worldwide organisation with members in 90 countries on five continents. Members include educators, researchers, administrators, curriculum developers, assessors and students in medicine and healthcare professions.

It organises an annual conference and delivers courses on teaching, assessment and research skills for teachers in medicine and healthcare professions.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 29th, 2009, 11:04 AM   #25
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

ม.วิจัยแห่งชาติเซ็งถูกหั่นงบเหลือ5พันล้าน 3 อธิการสวดรบ.ทำเสียแผนใช้งานพัฒนาประเทศ

วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6879 ข่าวสดรายวัน


รศ.ดร.ไกรวุฒิ เกียรติโกมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึงกรณีโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถูกตัดงบโครงการไทยเข้มแข็ง หรืองบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (SP2) ซึ่งปี 2553 มีมหาวิทยาลัยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลานครินทร์ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และเทคโนโลยีสุรนารี โดยโครงการดังกล่าวถูกตัดงบไปประมาณร้อยละ 60 จาก 12,000 ล้านบาท เหลือ 5,000 ล้านบาท ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังไม่ได้แจ้งเงื่อนไขใหม่มายังมหาวิทยาลัย อีกทั้งงบ 5,000 ล้าน จะมาถึงมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ จำนวนเท่าไหร่ก็ยังไม่ทราบ รวมถึงเกณฑ์ใหม่ที่มหาวิทยาลัยต้องปรับจะคิดกันอย่างไร อย่างไรก็ตาม ถ้างบน้อยเป้าหมายที่ตั้งก็ต้องลดลง

ด้าน รศ.ดร.สุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ และความคาดหวังที่รัฐบาลอยากเห็นงานวิจัยที่นำไปใช้พัฒนาประเทศก็คงไม่เกิดขึ้น โดยสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับหากถูกลดงบประมาณ อาทิ โครงการเพิ่มอาจารย์ระดับปริญญาเอก งานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ เป้นต้น

ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หากงบถูกลดถึงร้อยละ 60 จะเป็นเรื่องยุ่ง เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งโครงการงานวิจัยไว้แล้ว นอกจากนี้ งบประมาณ 9,000 ล้านบาท เดิมที่ได้ก็ไม่ถือว่ามาก หากเปรียบเทียบสัดส่วนนักวิจัยทั้งหมด เรื่องนี้อยากให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงต่อรัฐสภาอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกปรับลดงบประมาณ

หน้า 30
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 2nd, 2009, 12:04 PM   #26
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Thai woman boffin is off to Antarctica

Bangkokpost Published: 2/10/2009 at 12:00 AM


A Thai woman scientist has been chosen for an expedition to the Antarctic for the first time.

Marine scientist Suchana Chavanich will investigate the impact of climate change on the Earth's southernmost continent.

The 37-year-old lecturer from Chulalongkorn University's marine science department has been chosen to join the Japanese Antarctic Research Expedition (JARE) on a four-month study trip, starting next month.

She is the second Thai marine scientist to join the expedition after her colleague, Voranop Viyakarn, was part of the JARE exploration team in 2004.

Ms Suchana and 80 other marine researchers, mostly from Japan, will study the marine biological system and its reaction to climate change.

They will be based at the Japanese Antarctic base at Syowa Station, part of a joint team of biological and ocean research groups.

"Visiting Antarctica is a dream come true for a marine scientist like me," Ms Suchana said.

"Antarctica has a pristine environment largely undisturbed by human activities. I can't wait to go."

The scientist, who won the L'oreal outstanding female scientist award last year, said she also wanted to learn about the impact of climate change on the continent's ecological system.

"It will be a tough journey, but I have been trained to work and survive in extreme weather and tough terrain."

Ms Suchana will board the icebreaker ship AGB II at Fremantle in Western Australia and travel to Syowa Station, one of the most inaccessible points on the continent.

It will take three weeks to reach the station. The scientists are scheduled to complete their mission in February 2010, before the sea freezes again.



Marine scientist Suchana Chavanit poses with the Thai flag yesterday. Ms Suchana is the first Thai woman scientist chosen to join an expedition to the Antarctic. The Japanese exhibition leaves next month to study the impact of climate change. KOSOL NAKACHOL
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 6th, 2009, 04:47 PM   #27
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

H1N1 vaccine trials delayed a third time

Bangkokpost Published: 5/10/2009 at 12:00 AM


The Government Pharmaceutical Organisation has again postponed its human trials of the type-A (H1N1) influenza vaccine - this time to early November.

GPO chairman Vichai Chokewiwat said the latest delay was because the amount of flu virus used in tests to stimulate an immunity response remained unstable.

Mr Vichai said the instability might result from the virus being stored at unsuitable temperatures.

He said the GPO had discussed the issue with staff from the World Health Organisation.

The GPO had scheduled human testing for Sept 21, then put it off to Sept 24 and then further to Oct 5.

It should be determined by the end of this month if the vaccine is fit for human trials. If it is, human inoculations should begin in November and production of the vaccine in early January.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 8th, 2009, 09:11 AM   #28
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Nanotech to give Thai silk new qualities

The Nation Published on October 8, 2009


Project aims to add value to traditional fabrics

Nanotechnology is being employed in an effort to add value to traditional Thai fabrics, including silk and cotton.

The project, which envisages giving the fabrics water-repellant, fire-retardant and anti-bacterial qualities, among others, is a collaborative effort between the National Nanotechnology Centre (Nanotec) and the Support Arts and Crafts International Centre of Thailand (Sacict).


In official terms, it is a pilot project using nanotechnology to support local wisdom by adding value to traditional products. Nanotechnology involves the study and control of matter on an atomic and molecular scale.


National Nanotechnology Centre director Sirirurg Songsivilai said the project was aimed at adding value to Thai silk and hand-woven cotton fabrics by coating them with nanoparticles to impart new qualities. These include an ability to repel water, retard fire and repel bacteria.


The project is also cooperating with a private organisation, Thanapaisan, which has developed nanofilaments to achieve the encapsulation of fragrance as well as the anti-bacterial, water-repellent and fire-retardant qualities and combinations of these qualities, he said.


Nanotec is now using nanoparticle technology to encapsulate fabrics in order to produce cloth with a rose, lemon or lavender fragrance.


Sirirurg said the project sought not only to create value-added fabrics for the textile industry, but also for the furniture industry.


There are also plans to develop a nanoresin coating technique to improve Thai silk by giving it "easy care" or "wrinkle-free" qualities.


"Nanotec hopes to help Sacict to build up a network of support among different industries producing and selling local arts and crafts. It is able to apply new technologies to create techniques initiated by local wisdom for the sustainable development of Thailand ," he said.


Moreover, Nanotec plans to set up a pilot bi-component textile plant next year to explore production processes. The centre believes nanotechnology will not only add value to local products, but enhance the productivity of local communities and lift the quality of their fabrics.


"We are not seeking to change the way of life for local people, but to use technology to provide and increase their quality of life, since Sacict will be able to expand their customer and market bases," Sirirurg said.


Nanotec also plans in the near future to use nanotechnology to dye fabrics by using natural colours, thereby increasing the special qualities of local fabrics such as cotton and silk.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2009, 11:45 AM   #29
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

วท.สานต่อ"องครักษ์"เตรียมของบฯ5พันล.ทำเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์10เมกะวัตต์

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 16:20:59 น. มติชนออนไลน์


คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนว่า ตนได้เข้าหารือกับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกี่ยวกับการสานต่อโครงการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก เนื่องจากเป็นโครงการที่ปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 10 ปีหลังจากเกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นว่า ประเทศไทยควรมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ รวมทั้งด้านอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณี จำพวกพลอย ซึ่งไทยเสียโอกาสตรงนี้ โดยต้องส่งออกพลอยไปฉายรังสีเพื่อเพิ่มมูลค่าทุกปี รวมๆแล้วไทยสูญเสียรายได้ไปกว่า 25,000 ล้านบาท


"ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสก็ต้องดำเนินการต่อไป ขณะที่การจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูจำเป็นต้องมีเช่นกัน เบื้องต้นได้มอบหมายให้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.ไปทำการศึกษาและทำโครงการเสียใหม่ ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป" คุณหญิงกัลยา กล่าว


นายสมพร จองคำ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า สทน.ได้ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นสถานที่เดิม อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ประเทศไทยควรมีเครื่องดังกล่าว ในการผลิตรังสีเพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งการแพทย์ สำหรับการตรวจวินิจฉัย รวมทั้งรักษาโรคบางชนิด หรืออุตสาหกรรมอัญมณี เพชร พลอย ที่จำเป็นต้องมีการฉายรังสี แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำได้ต้องส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อทำการฉายรังสี และส่งกลับเข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง ทำให้สูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาล เบื้องต้นในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ คุณหญิงกัลยา ได้เรียกตนเข้าหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว คาดว่าจะมีการจัดทำโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูขนาด 10 เมกะวัตต์ มูลค่า 5 พันล้านบาท เพื่อเสนอครม.พิจารณาต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเตรียมความพร้อมกับกลุ่มที่คัดค้านอย่างไร นายสมพร กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นคนในพื้นที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก อาจเกิดความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว แต่จนบัดนี้ผ่านพ้นไปกว่า 10 ปี หน่วยงานราชการอย่าง สทน. ได้ลงพื้นที่และประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมและโอกาสเสี่ยงให้แก่ชาวบ้าน รวมทั้งยังเชิญผู้นำชุมชนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร ที่สำคัญหากจะเริ่มโครงการจริงๆ ก็จะมีการประชาพิจารณ์ หากชาวบ้านไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว


นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต กล่าวว่า ต้องถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะสานต่อโครงการดังกล่าว เนื่องจากหากพิจารณาแล้ว เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จะทำหน้าที่ผลิตรังสี โดยเฉพาะไอโซโทปกัมมันตรังสี ที่มีประโยชน์ด้านการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ แต่หากศึกษาดีๆ จะพบว่าเทคโนโลยีนี้ล้าหลังมาก ปัจจุบันจะนิยมใช้เครื่องเร่งอนุภาคที่สามารถผลิตรังสีได้ในหลายช่วงคลื่น และไม่ก่อผลกระทบ ไม่มีกากกัมมันตรังสี ขณะเดียวกันยังไม่มีการศึกษาแน่ชัดว่าหากสร้างเครื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ จึงไม่เข้าใจว่าหากมีทางเลือกอื่น ทำไมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังดันทุรังจะสานต่อโครงการที่มีปัญหาอีก
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2009, 12:31 PM   #30
QVGA
Registered User
 
QVGA's Avatar
 
Join Date: Jan 2009
Posts: 168
Likes (Received): 0

สนับสนุนการสร้าง เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เอาเลยเห็นพูดกันมานานไม่เห็นทำกันซักที ขึ้คุยเฉยๆ
QVGA no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2009, 05:31 PM   #31
uno
Kingdom of Zinon
 
uno's Avatar
 
Join Date: Dec 2003
Location: Bangkok
Posts: 3,779
Likes (Received): 205

นิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาสำหรับคนไทย

และที่ผ่านมา ผมว่าคนไทยรับรู้เรื่องของนิวเคลียร์ในแง่ลบมากกว่าแง่บวกมาก สื่อสารมวลชนของเราชอบนำเสนอในด้านลบ แต่ไม่มีใครพูดเท่าไหร่ว่า พลังงานนิวเคลียร์ใช้วัตถุดิบในปริมาณน้อยมากแต่ให้พลังงานมหาศาล
uno no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2009, 09:51 PM   #32
Munich dweller
Piling higher and Deeper
 
Munich dweller's Avatar
 
Join Date: Aug 2007
Location: Munich / Bangkok
Posts: 2,226
Likes (Received): 55

คงต้องรอให้ไฟติดๆดับๆก่อน ไม่งั้นก็ต้องซื้อไฟจากเพื่อนบ้านเข้ามาแพงๆ ค่าไฟแพงๆขึ้นมากๆ คนไทยจึงจะรู้ว่าโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มันสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเราขนาดไหน

ถ้าปัญหามันยังมาไม่ถึงตัว คงยากที่สื่อ NGO พวกนี้จะมองเห็นกัน
Munich dweller no está en línea   Reply With Quote
Old November 6th, 2009, 11:56 PM   #33
ekax
Registered User
 
Join Date: Jan 2009
Posts: 194
Likes (Received): 3

ทัศนคติเชิงลบในอุตสาหกรรมพลังงานผมมองว่ามาจากการจัดการที่บกพร่องของภาครัฐ ดูตัวอย่างได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ ชาวบ้านแถวนั้นสภาพเป็นยังไง กี่ปีกว่าจะได้รับการแก้ไข เลยกลายเป็นว่าทุกที่กลัวถ่านหินทั้งๆที่ถ่านหินคุณภาพดีมีปล่อยก๊าซพิษน้อยมากแล้วยังให้ใช้อีกเยอะ เลยลามไปถึงโรงไฟฟ้าอื่นๆด้วย ดูผลสำรวจแล้วก็ขำคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่จะต่อต้านถ้ามาทำใกล้ๆบ้าน ทั้งๆทำที่ไหนในเมืองไทยความเสี่ยงก็เท่ากัน
ekax no está en línea   Reply With Quote
Old November 7th, 2009, 02:22 AM   #34
QVGA
Registered User
 
QVGA's Avatar
 
Join Date: Jan 2009
Posts: 168
Likes (Received): 0

คนไทยมักจะกลัวเเละติดภาพนิวเคลียร์ ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย เเต่ไม่หันไปมองประเทศที่เค้าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น จีน สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เค้ามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันหมด ส่วนเรื่องความปลอดภัยปลอดภัยเเน่นอนครับ
QVGA no está en línea   Reply With Quote
Old November 9th, 2009, 12:07 PM   #35
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

มหิดล-เอ็มเทค ทำเสื้อเกราะกันกระสุนเอ็ม-16 พร้อมส่งมอบให้ทหารชายแดนใต้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤศจิกายน 2552 01:53 น.


นักวิจัยมหิดลร่วมมือเอ็มเทค พัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนปืนเอ็ม-16 ไรเฟิล สำเร็จ ราคาต้นทุนถูกกว่านำเข้าเกือบครึ่ง ปตท. ให้ทุนอุดหนุนผลิต 100 ตัวแรก นำไปมอบให้ตำรวจและทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ นักวิจัยเตรียมต่อยอดพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและหนักน้อยลง เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้สวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) แถลงผลสำเร็จการพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนจากโลหะ เซรามิกส์ และพลาสติก เมื่อวันที่ 5 พ.ย.52 ที่ผ่านมา พร้อมจัดพิธีส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนให้แก่ บริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในกลุ่ม ปตท. จำนวน 100 ตัว เพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.กุลจิรา สุจิโรจน์ นักวิจัยเอ็มเทค กล่าวว่า เสื้อเกราะกันกระสุนที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นเสื้อเกราะชนิดแข็ง ประกอบด้วยแผ่นกระจายแรงอยู่ด้านนอก และแผ่นดูดซับแรงอยู่ด้านใน

แผ่นกระจายแรงทำจากเซรามิกส์และโลหะ ทำหน้าที่ละลายหัวกระสุน คุณสมบัติของเซรามิกส์ที่เบาและแข็งสามารถทำให้หัวกระสุนที่มีความเร็วสูงแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ และความแข็งช่วยกระจายแรงได้ดี ส่วนแผ่นดูดซับแรงผลิตจากแผ่นโพลิเมอร์คอมโพสิทจากเม็ดพลาสติกเอชดีพีอี (HDPE) ซึ่งมีความแข็งแรงสูง ทำหน้าที่ลดแรงกระแทกที่เหลือ

เสื้อเกราะดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม ประกอบด้วยเกราะแผ่นสอด 2 แผ่น คือ ด้านหน้าและด้านหลัง เกราะแผ่นสอดมีลักษณะเป็นแผ่นโค้งและเหมาะกับสรีระของคนไทย ผ่านการทดสอบคุณภาพจากองพลาธิการทหารและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันภัยของเกราะบุคคลในระดับ 3 ตามมาตรฐานเอ็นไอเจ (National Institute of Justice: NIJ) สหรัฐอเมริกา คือ สามารถป้องกันกระสุนปืน 7.62 ม.ม., ปืนเอ็ม-16 และปืนไรเฟิลได้ ซึ่งเป็นอาวุธสงครามที่ใช้กันอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้าน รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยแผ่นดูดซับแรงจากโพลิเมอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เสื้อเกราะกันกระสุนนี้มีอายุการใช้งานนานกว่า 5 ปี หากยังไม่ถูกกระสุนปืน และนานกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนโดยทั่วไปที่ผลิตจากเส้นใยเคฟลาร์ ทั้งนี้เพราะแผ่นโพลิเมอร์ HDPE คอมโพสิทมีความทนทานต่อความชื้นและแสงแดดมากกว่า แต่ปกติแล้วจะไม่นำเสื้อเกราะที่ถูกกระสุนปืนแล้วกลับมาใช้อีก

ทั้งนี้ เสื้อเกราะกันกระสุนที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยชุดนี้มีต้นทุนการผลิตประมาณ 30,000 บาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนนำเข้าจากต่างประเทศที่มีป้องกันได้ในระดับเดียวกันเกือบเท่าตัว โดยเอ็มเทคและมหิดลร่วมกันวิจัยพัฒนาและผลิตขึ้นเป็นจำนวน 100 ตัว เพื่อมอบให้กับ บริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ 5.5 ล้านบาท พร้อมวัตถุดิบเม็ดพลาสติก โดยจะนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รศ.ดร.ทวีชัย บอกอีกว่าขั้นต่อไปจะพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เส้นใยโพลิเมอร์ HDPE มีความแข็งแรงมากขึ้น 2 เท่า ด้าน ดร.กุลจิรา ก็เตรียมพัฒนาแผ่นกระจายแรงให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีน้ำหนักน้อยลง 20-30% เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้สวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจะพัฒนาหมวกกันกระสุนด้วย

อย่างไรก็ตาม เสื้อเกราะกันกระสุนถือเป็นยุทธภัณฑ์อย่างหนึ่ง ซึ่งการผลิตและการครอบครองจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ซึ่งทีมวิจัยจะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเสื้อเกราะให้ทันกับเทคโนโลยีอาวุธสงคราม ส่วนผลงานที่สำเร็จและจดสิทธิบัตรแล้วนั้นวางแผนจะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน เพื่อให้มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้มีราคาถูกลงได้อีก และผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงกลาโหมด้วย.





napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 10th, 2009, 12:20 AM   #36
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

เปิดสองมุมมองแตกต่าง โครงการ"นิวเคลียร์องครักษ์"

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6921 ข่าวสดรายวัน


ลักษณะเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ในต่างประเทศ


ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2532 สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยหารือในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินการด้าน "นิวเคลียร์" ในประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "ความปลอดภัย" จากการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ขนาด 2 เมกะวัตต์ ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในพื้นที่เขตบางเขนติดกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากในการประชุมร่วมของพล.อ.ชาติชาย กับทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ "ไอเออีเอ" ก่อนหน้านั้นมีการระบุว่า เครื่องปฏิกรณ์ดังกล่าวจัด ตั้งขึ้นไม่ตรงกับหลักความปลอดภัยสากล ที่ต้องอยู่ห่างจาก "สนามบิน นานาชาติ" 14 กิโลเมตร

แต่เครื่องปฏิกรณ์ของ ปส. กลับตั้งอยู่ห่างจากสนามบินดอนเมืองเพียง 8 กิโลเมตร ทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติควรให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติย้ายเครื่องปฏิกรณ์เก่าไปยังสถานที่ใหม่ โดยเลือกพื้นที่ ต.ทรายมูล อ.องครักษ์ จ.นครนายก จัดตั้งเป็น "ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์" เพื่อย้ายเครื่องปฏิกรณ์เก่าไปสถานที่ใหม่ แต่ภายหลัง การศึกษาแนวทางการย้ายเครื่องปฏิกรณ์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ กลับพบว่าในทางเทคนิคไม่สามารถดำเนินการย้ายเครื่องปฏิกรณ์เครื่องเก่าตามที่ ครม. มีมติได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือจะต้องจัดซื้อเครื่องใหม่เท่านั้น

และด้วยเหตุของการจัดซื้อเครื่องปฏิกรณ์เครื่องใหม่นี้เองเป็นสาเหตุนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนงำทุจริตหลายประการ จนแม้กระทั่งปัจจุบันผลการตรวจสอบก็ยังไม่เสร็จสิ้น ประกอบกับเสียงคัดค้านจากฝ่ายต่อต้าน และไม่เห็นด้วยกับการสร้างเตาปฏิกรณ์ฯ ในพื้นที่ อ.องครักษ์ เพราะไม่มั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ทำให้โครงการ "ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์" ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้แม้จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) หลายสมัยพยายามผลักดันก็ตาม

ล่าสุด ภายหลังจากกาลเวลาผ่านมาหลายสิบปี ชื่อของโครงการศูนย์วิจัยนิวเคลียร์องครักษ์ก็ได้หวนหลับสู่การรับรู้ของสังคมไทยอีกครั้ง

พลันที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรี วิทยาศาสตร์ในคณะรัฐบาลยุคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นเปิดประเด็นนี้ขึ้นอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ ก่อน โดยประกาศชัดเจนว่า เตรียมสานต่อโครงการนิวเคลียร์ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่อ.องครักษ์

ภายหลังคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่วนใหญ่เห็นประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับจากการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูในประเทศไทยขึ้นอีก หลังจากที่ประเทศไทยเสียโอกาสในการนำนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมอัญมณีไปมาก

เนื่องจากต้องนำเข้ารังสีมาจากต่างประเทศ สูญเสียงบประมาณปีละกว่า 25,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมของบประมาณกว่าห้าพันล้านบาทเพื่อใช้ในเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกด้วย

1.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

2.ถังทิ้งกากกัมตรังสี

"เรื่องนี้เห็นว่าประเทศไทยน่าจะมีการดำเนินการโครงการต่อเพื่อให้สามารถนำเครื่องปฏิกรณ์มาใช้ประโยชน์ได้ ตอนนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และจัดทำโครงการใหม่แล้ว ซึ่งหากได้รายละเอียดแล้วก็คงจะนำเข้า ครม. พิจารณาต่อไป ในขณะที่เรื่องของการตรวจสอบก็จะต้องดำเนินการต่อไปแต่จะต้องแบ่งเป็นเรื่องๆ ไป" คุณหญิงกัลยากล่าว



ด้าน นายสมพร จองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีนิวเคลียร์ (สทน.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูใช้งานอยู่เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น เป็นเครื่องปฏิกรณ์ฯ ขนาด 2 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ บางเขน มีอายุใช้งานเก่าถึง 47 ปีแล้ว เดินเครื่องทุกวันเพื่อผลิต "รังสีไอโซโทป" ส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ 25 แห่ง เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วยได้ประมาณ 20,000-30,000 ราย

นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์ในการฉายรังสีให้กับอัญมณี ผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงการวิจัยในด้านต่างๆ ด้วย ซึ่งจากการดูงานของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการฯ ส่วนใหญ่เห็นว่าเครื่องปฏิกรณ์ฯ ของไทยที่ใช้อยู่มีอายุมากเกินไปไม่สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่แต่ละปีมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 2 แสนคน ทำให้ประเทศต้องนำเข้ารังสีไอโซโทปเป็นมูลค่ามหาศาล ถ้าเทียบกับที่ผลิตได้เองทั้งหมด

ดังนั้น หากมีการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขึ้นใหม่ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ไม่เพียงแต่จะลดการนำเข้าแล้ว ยังเป็นการช่วยผู้ป่วยมะเร็งยากจน ได้อีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ สทน. ได้ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นสถานที่เดิม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย หรือออสเตรเลีย ล้วนใช้เครื่องปฏิกรณ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า คือ "30 เมกะวัตต์"

หากจะสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฯ ใหม่ในประเทศไทย ก็น่าจะเป็นเครื่องที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 20 เมกะวัตต์ เพราะทำประโยชน์ได้มากกว่าและไม่ล้าสมัย

"จากข้อมูลเราพบว่า ประเทศไทยต้องใช้รังสีนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ทางด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อัญมณี เกษตรกรรม ปีละ 10 ตัน ในขณะที่เราสามารถผลิตได้เองเพียง 300-400 กิโลกรัม ทำให้เราต้องสูญเสียรายได้ไปมหาศาลทีเดียว จากการพูดคุยกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่างๆ การสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฯ เพียงแค่ 10 เมกะวัตต์ จึงดูจะเล็กไปแล้ว ถ้าจะสร้างจริงๆ ก็ควรที่จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ขึ้นไปเพราะไม่อย่าง นั้นเราจะตามประเทศอื่นๆ ไม่ทัน ทั้งที่เราล้ำหน้าเขามาก่อนตั้งนาน" นายสมพร กล่าว



ในประเด็น "ความปลอดภัย" ซึ่งหลายฝ่ายเป็นห่วงและเป็นข้อถกเถียงสำคัญนั้น นายสมพร กล่าวว่า ตามปกติการตั้งเครื่องปฏิกรณ์ฯ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดจะต้องมีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้มาตรฐานระดับโลก คือ "ไอเออีเอ" รวมทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวัน



เช่น เครื่องปฏิกรณ์ฯ ที่เดินเครื่องที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ บางเขน ซึ่งมีการเดินเครื่องผลิตรังสีไอโซโทปทุกวันก็ต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยทั้งในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ จึงสามารถรับประกันในความปลอดภัยได้

ส่วนข่าวการ "รั่วไหล" ในต่างประเทศที่เคยมีนั้นเป็นการตีข่าวใหญ่โต ให้น่ากลัวไปเอง เพราะการรั่วไหลแต่ละครั้งเป็นเพียงเล็กน้อยที่สามารถ ควบคุมได้ทั้งสิ้น

"ในช่วงระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ทุกกลุ่ม ตั้งแต่โรงเรียน วัด ผู้นำชุมชน แม่บ้าน ครอบครัวต่างๆ เกี่ยวกับประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียที่สามารถควบคุมได้ และยังได้เชิญมาดูการทำงานของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่บางเขนด้วย ซึ่งทุกฝ่ายมีความเข้าใจดีขึ้นมาก ในส่วนของเอ็นจีโอ เราอยากพูดคุยทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน อยากให้มองเห็นประโยชน์ของชาติมากกว่าจะค้านอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาคนไทยมักถูกบอกให้เชื่อว่านิวเคลียร์น่ากลัว เหมือนกับผี ที่บอกว่าน่ากลัวแต่ไม่เคยเห็นเลยว่าผีน่ากลัวอย่างไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจมากขึ้น" นายสมชาย กล่าว



คราวนี้หันมาทางฝ่ายเสียงจากฝ่าย "คัดค้าน" โครงการกันบ้าง

นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต กล่าวว่า หากพิจารณาแล้วเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จะทำหน้าที่ผลิตรังสี โดยเฉพาะ "ไอโซโทปกัมมัน ตรังสี" ที่มีประโยชน์ด้านการแพทย์เป็น ส่วนใหญ่

แต่ก็พบว่าเทคโนโลยีนี้ความจริงล้าหลังไปมาก เพราะปัจจุบันสามารถใช้ "เครื่องเร่งอนุภาค" ที่สามารถผลิตรังสีได้ในหลายช่วงคลื่น และไม่ก่อผลกระทบ ไม่มีกากกัมมันตรังสีได้แทน และกำลังได้รับความนิยม

ขณะเดียวกัน ในทางการศึกษาก็ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ จึงไม่เข้าใจว่า หากมีทางเลือกอื่น ทำไมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังดันทุรังจะสานต่อโครงการที่มีปัญหาอีก



ด้าน นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ประจำประเทศไทย กลุ่มอนุรักษ์ "กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ระบุว่า การรื้อฟื้นโครงการสร้างเครื่องปฏิกรณŒนิวเคลียร์ ที่องครักษ์ ตนคิดว่าควรจะต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็นด้วยกัน นั่นคือ

หนึ่ง แนวคิดเรื่องนี้ไม่ควรที่จะแยกเรื่องของการสร้าง "เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการวิจัย" ออกจากเรื่องของการสร้าง "เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า" เพราะผู้ผลิตเตาปฏิกรณ์ทั้งสองชนิดก็ล้วนแต่เป็นบริษัทเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นเตาปฏิกรณ์ที่มีขนาดเพียง 10 เมกะวัตต์ เพื่อใช้ในการวิจัย หรือเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้าก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน

สำหรับประเด็นที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการเดิมที่จะมีการสร้างเตาปฏิกรณ์เพื่อการวิจัย ที่อ.องครักษ์ ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าเคยเกิดปัญหาเรื่องของความไม่โปร่งใสเป็นเรื่องราวยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่กำลังจะมีการรื้อโครงการขึ้นใหม่ ซึ่งตนคิดว่ายังไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้ว่าจะออกมาบอกว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบกันต่อ แต่ในเมื่อทุกอย่างยังไม่ชัดเจน กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ยังไม่ควรนำโครงการเดิมมาต่อยอดปัดฝุ่นขึ้นอีก

"ผมเข้าใจว่าคุณหญิงกัลยา ท่านเรียนจบมาทางด้านวิศวะ นิวเคลียร์ และต้องการที่จะนำเรื่องของนิวเคลียร์เข้ามาเพื่อต้องการให้นักวิทยา ศาสตร์เรามีความรู้เรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธ แต่การที่จะรื้อฟื้นโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน โปร่งใส ทั้งในเรื่องของการดำเนินการโครงการเอง รวมไปถึงเรื่องของความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะออกมาบอกว่าทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว และยังจะนำเงินถึง 5 พันล้าน มาต่อยอดจึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าหลายฝ่ายคงไม่สบายใจเท่าไหร่" นายธารา กล่าว



ส่วนในประเด็นที่ได้มีการหยิบยกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปี ที่นายสมพร ผอ.สทน. ระบุว่า ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชุมชนบริเวณใกล้เคียงแล้ว นายธาราแสดงความคิดเห็นว่า โดยส่วนตัวที่เคยทำงานกับชุมชนมาเช่นเดียวกันนั้น จริงๆ แล้วมีอยู่หลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มชาวบ้านชุมชนที่ไม่ได้มีความเห็นอะไรมากนักกับเรื่องนี้ กับกลุ่มที่มีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นใกล้บ้านของตัวเอง

แม้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่จะเกิดขึ้นถูกระบุว่ามีขนาดเล็กและใช้เพื่อการศึกษาวิจัย รวมถึงใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ตามที่กล่าวอ้าง แต่ตนคิดว่าไม่ว่าเตาจะเล็กหรือใหญ่ ต้องมีการศึกษาอย่างครบถ้วนรอบด้าน และต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นการทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน และขั้นตอนต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ใหม่ทั้งหมด

ไม่ใช่การนำโครงการเก่า ซึ่งมีปัญหามาต่อยอด และอ้างว่าได้รับการยอมรับจากประชาชนเท่านั้น

"การที่มีการออกมาพูด โดยบอกว่าทำความเข้าใจกับประชาชนแล้วจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนกับประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเดิมของโครงการที่ยังไม่รู้ว่าดำเนินการไปถึงไหน แต่กลับมีการนำมาต่อยอด ถ้าหากรัฐบาลอนุมัติเงิน 5 พันล้านเพื่อทำโครงการต่อย่อมเกิดคำถามว่าจะนำไปสู่อะไร และอาจนำไปสู่การสร้างเตาปฏิกรณ์เพื่อทำโรงไฟฟ้าก็ได้ เรื่องนี้น่าจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล และอาจทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้หากยังมีการดื้อรั้นจะดำเนินการต่อไป" นายธารา ฝากข้อคิดส่งท้ายไปถึงรัฐบาล

หน้า 21
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 10th, 2009, 03:30 PM   #37
Ch'HWA
Bangkok-Hatten
 
Ch'HWA's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Location: Sisaket-Bangkok-Chiang mai
Posts: 1,638
Likes (Received): 352

ซีทีเอเชียฯเล็งส่งออกหุ่นยนต์ไทย

Post today
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ผู้ผลิตหุ่นยนต์ไทย ใจถึง ซีที เอเชีย โรบอร์ต เผยอีก 3 ปี เตรียมพาหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุไทยเจาะตลาดญี่ปุ่น
นาย เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีที เอเชีย โรบอร์ติกส์ ผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนการตลาดในระยะยาวของบริษัทภายใน 3 ปี คือ เตรียมส่งออกหุ่นยนต์สำหรับดูแลผู้สูงอายุไปตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตสัดส่วนประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นจะเพิ่มมากขึ้น

ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสัดส่วนในตลาดหุ่นยนต์โลกมากเป็น อันดับหนึ่ง ถึง 46% ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก ต่างจากประเทศไทยที่ตลาดหุ่นยนต์ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร และการดูแลผู้สูงอายุคนไทยจะพึ่งคนงานหรือแม่บ้านในการดูแลมากกว่า

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2553 บริษัทมีแผนผลิตหุ่นยนต์เชิง เอนเตอร์เทนเมนต์ ชื่อ “Interaction Endutainment Robot” ที่เน้นให้ความรู้และความบันเทิงแก่มนุษย์ อย่างหุ่นยนต์สอนหนังสือ หรือให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะ เห็นหุ่นยนต์ประเภทนี้ตามศูนย์วิทยาศาสตร์ เช่น ทีเค พาร์ค

นายเฉลิมพล กล่าวต่อว่า บริษัทได้เปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบตัวแรกของประเทศไทย ชื่อ “น้องดินสอ” โดยรุ่นแรกจะเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ เสิร์ฟอาหาร โดยเจาะกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าที่ต้องการใช้งานหุ่นยนต์ในการให้ความบันเทิงและสร้างสีสัน โดยหุ่นยนต์รุ่นดังกล่าว มีต้นทุน การผลิตประมาณตัวละ 3 ล้านบาท

ปัจจุบันนี้ลูกค้ารายแรก ของบริษัท คือ บริษัท เอ็มเค เรสเตอรอง ที่ลงนามสั่งซื้อหุ่นยนต์ไปใช้เสิร์ฟอาหารจำนวน 10 ตัว ซึ่งจะให้บริการหมุนเวียนตามสาขาต่างๆ ของเอ็มเคกว่า 300 สาขา ราคาประมาณตัวละ 1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าหุ่นยนต์รุ่นนี้จะเริ่มให้บริการได้ประมาณไตรมาส 2 ของ ปีหน้า

นอกจากนี้ช่วงกลางปีหน้ายังมีแผนจะนำ “น้องดินสอ” ไปโชว์ตัวในงานโรบอต เอ็กซ์โป ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ในปี 2562 คาดว่า ทุก ครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะมีหุ่นยนต์ประจำบ้าน และอีกไม่ เกิน 20 ปีข้างหน้า ตลาดหุ่นยนต์โลกจะใหญ่กว่าตลาดรถยนต์ และคาดว่าปี 2568 ภาพรวมของตลาดหุ่นยนต์จะมีมูลค่าถึง 2.19 ล้านล้านบาท

http://www.posttoday.com/business.php?id=75526
__________________
สยามนิยม


.............................................................................
知之為知之,不知為不知
Ch'HWA no está en línea   Reply With Quote
Old November 10th, 2009, 07:00 PM   #38
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Quote:
Originally Posted by mbokudake View Post
...
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 10th, 2009, 08:18 PM   #39
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 52,430
Likes (Received): 1026

Thai-made robots to serve at MK Suki

Bangkokpost Published: 10/11/2009 at 12:00 AM


CT Asia Robotics, Thailand's first manufacturer of robots, will launch Thailand's first commercial robot at MK Restaurants early next year with plans to export them to Japan in the next three years.

Chalermpon Punnotok, chief executive of CT Asia Robotics, has more ambitious plans after selling 10 robots, worth 1 million baht each, to MK to serve food and offer entertainment screens.

"At 46%, Japan has the largest demand for robots in the world. We envision one robot per house by 2019, which will occur in countries with high wages such as Japan.

"The number of Japanese elderly will increase rapidly, so we are planning robots that will look after the elderly," he said.

The company also plans to launch an interactive edutainment robot during the end of next year for placement at museums, schools and TK Park.

The National Innovation Agency (NIA) provided 1.8 million baht of the 3 million total for prototype development by Thai robotic engineers.

The Japan Robot Association estimates that by 2025 the robot market will be at US$66.4 billion, with service robots at about $50 billion.

Meanwhile, Taiwan's Industrial Development Bureau predicts that by 2020 the market value for all types of robots will lie at $1.4 trillion, more than the worldwide car market.

Science and Technology Minister Khunying Kalaya Sophonpanich said Thailand has many talented robotic engineers, but no outlet for them show off their talents.

"They are either hired by the Japanese because they can pay them a lower wage, or they are jobless," she said.

Then MK stepped into the void.

"The reason why we are co-operating with CT is because many Thai universities produce high-quality robotic engineers, but there are no jobs because there is not a market, so we provided one," said Rit Thirakomen, president of MK Restaurant Co.

MK plans to use the robots as gimmicks to entertain customers and do repetitive jobs such as welcoming customers.

"It might not significantly increase the number of children visiting MK, but the kids there will be happier," he said, adding around 20-25% of MK's customers are children.

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 14th, 2009, 10:35 AM   #40
Ch'HWA
Bangkok-Hatten
 
Ch'HWA's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Location: Sisaket-Bangkok-Chiang mai
Posts: 1,638
Likes (Received): 352

ใครมีเนื้อข่าวภาษาอังกฤษ ช่วยโพสหน่อยนะครับ เพราะอยากให้ต่างชาติได้อ่านบ้าง


เด็กไทยคว้า19รางวัลคณิต-วิทย์โอลิมปิก




เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานด่วน เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ จากสาธารณรัฐอินโดนีเซียว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้คัดเลือกและส่งนักเรียน ระดับประถมศึกษาของไทย เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยา ศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา International Mathematics and Science Olympiad (IMSO) ระหว่างวันที่ 7-16 พ.ย. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 2 ทีมรวม 18 คน ปรากฏว่า นักเรียน ทั้งหมดสามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันได้ถึง 18 เหรียญ และอีก 1 ถ้วยรางวัล รวมเป็น 19 รางวัล ดังนี้

ผลการแข่งขันคณิตศาสตร์ เหรียญทอง 1 รางวัล และถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดคณิตศาสตร์ภาคทฤษฎี ได้แก่ ด.ญ.สุเจษฎา อุดมศรีรุ่งเรือง ร.ร.ราชวินิต กทม. เหรียญเงิน 5 รางวัล ได้แก่ ด.ช.กฤษฏ์ บุญศิริเศรษฐ ร.ร.สาธิตจุฬาฯ ด.ช.ณัฐวุฒิ บุญสิริพัฒนาเจริญ ร.ร.อัสสัมชัญ กทม. และด.ช.สิรดนัย ริมสาคร ร.ร.ลาซาล กทม. ด.ช.อธิคม วาณิชย์กุล ร.ร.เด็กสากลนิมิตใหม่ กทม. และด.ช.พิชญเมธ โชคถาวร ร.ร.อุดมวิทยา จ.ราชบุรี เหรียญทองแดง 3 รางวัล ได้แก่ ด.ญ.สุรัสดา กิระวิทยา ร.ร.ราชวินิต กทม. ด.ญ.ธนาวรรณ กุลนา ร.ร.อนุบาลนคร ราชสีมา และด.ช.นนทกฤษ์ ไชยวงศ์ ร.ร.อัสสัมชัญ จ.ระยอง

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า สำหรับผลการแข่งขันวิทยาศาสตร์ เหรียญทอง 3 รางวัลได้แก่ ด.ช.จิรสิทธิ์ เจียรพรรณี ร.ร.เซนต์คา เบรียล กทม. ด.ช.ชลณัฎฐ์ พืชน์ไพบูลย์ ร.ร.แสงทองวิทยา จ.สงขลา และด.ช.สรวิชญ์ วัฒนเพ็ญไพบูลย์ ร.ร.อนุบาลชลบุรี เหรียญเงิน 4 รางวัล ได้แก่ด.ญ.คัทลียา พรมดอนกอย ร.ร.สารสาสน์วิเทศรังสิต จ.ปทุมธานี ด.ช.กรวิชญ์ ตรีรัตนกุลวงศ์ ร.ร.สฤษดิเดช จ.จันทบุรี ด.ญ. ณัฐณิชา สนั่นพานิชกุล ร.ร.อนุบาลจันทบุรี และด.ญ.ธัญวรัตน์ จิว เรืองวิญญู ร.ร.ยอแซฟอุปถัมภ์ จ.นครปฐม และเหรียญทองแดง 2 รางวัล ได้แก่ ด.ญ.พัทธ์พิชญา พิชญวณิชย์ ร.ร.อนุบาลจันทบุรี และ ด.ช.ปัณฑ์ธร อิ่มเอมกมล ร.ร.อนุบาลนครราชสีมา

" สพฐ.ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยทั้ง 18 คน ที่ได้รับรางวัลและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จะเห็นได้ว่าเด็กไทยมีความสามารถทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติ ได้รับรางวัลกลับมาทุกเวทีการแข่งขัน แสดงถึงการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนของไทยมีประสิทธิภาพขึ้น สพฐ.ยังมีเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถ ซึ่งได้คัดเลือกตัวแทนทีมนักเรียนไทยไปร่วมแข่งขันความสามารถทางวิชาการอีก หนึ่งเวทีคือ การแข่งขันคณิตศาสตร์ ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น Elementary Mathematics International Competition (EMIC) ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ปลายเดือนพ.ย.นี้" รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว
__________________
สยามนิยม


.............................................................................
知之為知之,不知為不知
Ch'HWA no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 12:01 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.8 Beta 1
Copyright ©2000 - 2014, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.2.5 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2014 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us | privacy policy | DMCA policy

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu