daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Architecture and Urban Facilities

Architecture and Urban Facilities Architectural wonders of Thailand and Special focussion on Urban Mobilities


Reply

 
Thread Tools Display Modes
Old September 2nd, 2010, 05:25 PM   #121
DD2020
Kikapu!
 
DD2020's Avatar
 
Join Date: May 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,613
Likes (Received): 13


ดูแล้วช่างเต็มไปด้วยความหวังจริงๆ แลนด์บริดจ์

แต่ก็งงว่าเราจะคว้าโอกาศนี้มาได้อีกหรือเปล่า??

หรือล้มเหลวเป๋วตามระเบียบประเทศไทยไปอีก
(รอไปอีก 20-30 ปี??)

สไตล์การพัฒนาบ้านเมืองของเราคือ เชื่องช้าเต่าคลานเข้าไว้ก่อน

โครงการใหญ่ๆที่เป็นประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจมากมายและใช้งบมหาศาล...
เราจะใช้เวลาศึกษา 30 ปี และเตรียมงบเตรียมงานอีก 10 ปี ก่อสร้างอีก 10 ปี รวม 50 ปี

เป็นงั้นหรือเปล่า?
__________________
dd2020.multiply.com
DD2020 no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old September 6th, 2010, 06:25 AM   #122
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

พลังประชาชน-โครงการพื้นฐาน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,563 5-8 กันยายน พ.ศ. 2553

ความพยายามในการผลักดันให้เกิดโรงถลุงเล็กต้นน้ำในประเทศไทย วันนี้กลายเป็นมหากาพย์ที่ร่ายยาวมานานกว่า 20 ปี นับแต่ที่รัฐบาลพูดถึงอุตสาหกรรมพื้นฐาน 3 เรื่องหลัก คืออุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี และพลังงาน แต่หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กกลับไปไม่ถึงฝั่งอยู่กลุ่มเดียว เพราะยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเหล็กต้นน้ำอย่างบิลเล็ต ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กทรงยาว และการนำเข้าสแลป ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กทรงแบนอยู่ และดูเหมือนว่าความพยายามในการตั้งโรงถลุงเหล็กขึ้นในประเทศไทยกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย ในขณะที่เหล็กในตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก

++ไทยจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

ดูได้จากผลการศึกษาของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กในตลาดโลกที่มองว่าการตั้งโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ขึ้นในประเทศไทยจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเหล็กในระยะยาวได้ ทำให้ก่อนหน้านี้ค่ายอาซีลอร์-มิตตาล จากฝรั่งเศส นิปปอนสตีลและเจเอฟอี สตีล จากญี่ปุ่น และบาวน์สตีล จากจีน ต่างออกมาแสดงเจตจำนงที่จะตั้งโรงงานผลิตเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูงขึ้นในประเทศไทย โดยมีโรงถลุงเหล็กเป็นองค์ประกอบหนึ่ง หลังจากที่รัฐบาล(พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี)มีมติเห็นชอบกำหนดแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงโดยตีกรอบการส่งเสริมว่า จะต้องมีขนาดกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน/ปี โครงการลงทุนจะต้องเข้าเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และจะต้องมีข้อเสนอในการทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และสุดท้ายจะต้องเป็นโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อชุมชนและต่อการปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ที่โรงงานนั้นๆ ตั้งอยู่

++ผุดโรงถลุงในไทยยังได้แค่ฝัน

ในขณะที่บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ ผู้ผลิตเหล็ก
รายใหญ่ของไทยก็ไม่ละความพยายามชี้นำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เจเนอเรชันแรกในยุคที่มีชื่อนายวิทย์ วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือสหวิริยา โลดแล่นในวงการเหล็ก จนมาถึงรุ่นลูกเจเนอเรชัน2 ยุคนายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสเอสไอ ที่เข้ามาสานต่อเจตนารมณ์อย่างเต็มตัวกับการเดินหน้าโครงการตั้งโรงถลุงเหล็กมูลค่าแสนล้านบาท ขนาดกำลังผลิต 5 ล้านตัน แต่คราวนั้นต้องสะดุดลง หลังจากที่สถานภาพในการอนุมัติให้การส่งเสริมจากบีโอไอเมื่อปี 2548 ได้พ้นอายุการออกบัตรส่งเสริมไปแล้ว เพราะไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนดไว้ว่าจะต้องมีทุนจดทะเบียน 31,000 ล้านบาท เพื่อแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้แต่เมื่อปฏิบัติไม่ได้ตามนั้นก็ต้องยกเลิกการอนุมัติให้การส่งเสริมไปโดยอัตโนมัติ แต่สามารถมายื่นขอส่งเสริมใหม่ได้อีก

โดยเมื่อต้นปี 2550 กลุ่มสหวิริยายื่นเรื่องขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโรงถลุงเหล็กอีกครั้งโดยปรับแผนการลงทุนใหม่ด้วยการทยอยใส่เงินทุนไปตามช่วงเวลา เฟสแรก แบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ปีคือ ปี 2552 จะมีขนาดกำลังผลิต 1.5 ล้านตัน/ปี มูลค่าเงินลงทุน 36,000 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียน 12,000 ล้านบาท ปี 2553 ขนาดกำลังผลิต 1.5 ล้านตัน/ปี เงินลงทุน 20,000 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 6,700 ล้านบาท และปี 2554 จะมีขนาดกำลังผลิต 2 ล้านตัน เงินลงทุน 34,000 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 11,350 ล้านบาท ซึ่งกำลังผลิตในส่วนนี้จะผลิตเพื่อใช้เองในกลุ่มเหล็กของเครือสหวิริยาทั้งหมด

ส่วนเฟส2 จะเริ่มในปี 2557 มีขนาดกำลังผลิต 7.5 ล้านตัน เงินลงทุน 130,000 ล้านบาท ระยะที่3 เริ่มในปี 2560 มีขนาดกำลังผลิตที่ 5 ล้านตัน เงินลงทุน 79,800 ล้านบาท ระยะที่4 ดำเนินการได้ในปี 2563 ผลิตได้อีกจำนวน 5 ล้านตัน ลงทุนมูลค่า 79,800 ล้านบาท และระยะที่ 5 ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายจะมีขนาดกำลังผลิตอีก 7.5 ล้านตัน เงินลงทุน 117,200 ล้านบาท โดยกำลังการผลิตดังกล่าว 70% จะเป็นสัดส่วนที่ใช้รองรับส่วนขยายของบริษัทเหล็กในเครือสหวิริยา และสัดส่วน 30% จะส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน

++ซื้อโรงถลุงกลุ่มTata Steel

แม้โครงการตั้งโรงถลุงเหล็กของสหวิริยาในไทยต้อง"สะดุดยาว" แต่ในช่วงที่ผ่านมาเครือสหวิริยาก็ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนอกบ้านควบคู่ไปด้วย จนล่าสุดตัดสินใจร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU)กับ Corus UK Limited (Corus) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Tata Steel Group ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กรายสำคัญของโลก เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการพิจารณาเข้าทำรายการซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products (TCP) ของ Corus มูลค่าเบื้องต้นประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี นายเคอร์บี้ อดัมส์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tata Steel Europe (Managing Director and CEO of Tata Steel Europe)ร่วมเซ็นสัญญา(ดูภาพประกอบ)

เรื่องนี้นายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสเอสไอ กล่าวผ่านสื่อว่า ตัวโรงงาน TCP เป็นโรงงานผลิตเหล็กแท่งแบน กำลังการผลิต 3.5 ล้านตันต่อปี ตั้งอยู่ในแถบ Teesside ซึ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ มีพื้นที่ซื้อขายกันประมาณ 2,000 ไร่ และจากสัญญาดังกล่าวจะมีโรงงานและทรัพย์สินบางตัว สาธารณูปโภคบางรายการที่ต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งก็ต้องมีสัญญาการบริการร่วมกัน และยังมีสัญญาอีกหลายตัวที่ยังต้องมีการเจรจากัน เช่น การให้บริการในส่วนของท่าเรือน้ำลึก

จากนี้ไปก็จะเป็นการหารือและขอการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสียกับโรงถลุงเหล็กแห่งนี้ เช่น ตัวแทนพนักงานหรือสหภาพ คู่ค้า รัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลกลางของประเทศอังกฤษ จะต้องมีการขอใบอนุญาตลงทุน ใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม ที่ต้องโอนมา ดังนั้น การที่จะบรรลุไปถึงการซื้อขายขั้นสุดท้ายก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ ฉะนั้นตอนนี้เพิ่งเป็นขั้นแรก ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย และการเจรจาสัญญาทั้งหมดจะเสร็จสิ้นเมื่อไรนั้น จะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่ม ทั้งผู้ขายและเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เสร็จภายในปีนี้

++เชื่อมโยงต้นน้ำถึงปลายน้ำ

สำหรับการลงทุนครั้งนี้เอสเอสไอ มียุทธศาสตร์เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นยุทธศาสตร์หลักของเอสเอสไอ เพราะเชื่อว่าทรัพย์สินหรือโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ถูกออกแบบมาในระดับเวิลด์คลาส การที่มีการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ก็จะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง มั่นคงยิ่งขึ้น ดังนั้นการเข้าไปลงทุนครั้งนี้ (ซื้อโรงถลุง TCP) หากสำเร็จก็จะเป็นการเดินไปตามยุทธศาสตร์ของเอสเอสไอ เป็นการผ่าทางตันการลงทุนของเอสเอสไอ ในการก้าวไปสู่ผู้ผลิตเหล็กต้นน้ำและผู้ผลิตเหล็กครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน และที่สำคัญคือ มีเหล็กมาป้อนให้ประเทศไทยได้ในปริมาณที่มั่นคง

++ยันยังรอความชัดเจนในไทย

สุดท้ายหลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากดีลนี้สำเร็จกลุ่มสหวิริยาจะล้มโครงการถลุงเหล็กในประเทศไทยไปหรือไม่ ได้รับคำตอบจากปากกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสเอสไอว่า "โครงการถลุงเหล็กของเครือสหวิริยายังรอความชัดเจนจากทางภาครัฐ และรอความร่วมมือจากชุมชนที่จะให้การสนับสนุนให้เดินหน้าต่อได้ ส่วนการไปซื้อโรงงานในต่างประเทศมองเป็นคนละเรื่องกัน

สอดคล้องกับที่นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าไทย ตั้งข้อสังเกตว่า สหวิริยาคงไม่ถอดใจไปง่ายๆ เพราะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กไปมากแล้ว โดยเฉพาะการซื้อที่ดินในจังหวัดประจวบฯและชุมพร บวกกับทิศทางของอุตสาหกรรมเหล็กมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น
สำหรับสาเหตุที่ทำให้โรงถลุงเหล็กไทยไม่คลอดซักที

นั่นเกิดขึ้นจากที่โครงสร้างพื้นฐาน เช่นท่าเรือน้ำลึก พื้นที่ตั้งโรงถลุงเหล็กที่จะต้องทำความเข้าใจกับชุมชนให้ได้ก่อน ซึ่ง2 เหตุผลนี้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้เองทั้งหมด ขณะที่การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมเหล็กชาวบ้านยังเกิดความไม่เชื่อมั่น ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญส่วนนี้ก่อนควบคู่กับการทำความเข้าใจกับชุมชน ไม่ใช่พูดกันแต่เฉพาะข้อกฎหมายหรือกรอบกติกา ไม่เช่นนั้นแล้วไทยอาจจะเสียโอกาสดีๆนี้ให้กับเวียดนามได้ในอนาคต
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old September 14th, 2010, 07:02 AM   #123
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

หนุน "เซาเทิร์นซีบอร์ด"

Thairath 10/09/2010

เอกชนยืนยันโครงการเซาเทิร์น ซีบอร์ด ยังมีความจำเป็น เพราะไทยไม่มีพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมหนักอีกแล้ว ขณะที่พื้นที่ภาคอื่นๆไม่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้

นายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนยังยืนยันว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด) ยังมีความจำเป็นที่ไทยจะต้องพัฒนาอยู่ เพราะต่อไปไทยจะไม่มีพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมหนักอีกแล้ว เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะมาบตาพุดไม่สามารถรองรับการลงทุนได้เพิ่มมากไปกว่าปัจจุบันที่อนุมัติไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ภาคอื่นๆเองไม่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะไปพัฒนาที่อื่นแทน

"เรื่องนี้เอกชนเองก็ยังสับสนไม่แน่ใจว่านโยบายรัฐบาลแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรบ้าง คิดว่าเร็วๆนี้คงจะต้องสอบถามกันให้ชัดเจน เพราะเห็นว่าเหล็กและปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของอุตสาหกรรมอื่นๆและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับไทยมาก หากไม่มีที่ให้ตั้งลงทุนไทยจะลำบาก"

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหนักทั้งเหล็กและปิโตรเคมีต้องยอมรับว่าพื้นที่ในไทยมีจำกัดมากในการลงทุน เมื่อแถบมาบตาพุดหรือภาคตะวันออกเต็มแล้วมีเพียงพื้นที่บริเวณภาคใต้เท่านั้นที่จะรองรับได้ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้มีข้อจำกัดในการขนส่งที่จะต้องมีท่าเรือน้ำลึก หากรัฐบาลไม่เน้นให้อุตสาหกรรมดังกล่าวขยายไปยังพื้นที่ภาคใต้เท่ากับไทยกำลังเพิ่มเงื่อนไขในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งในที่สุดจะทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ได้เปรียบในการดึงการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 2nd, 2010, 10:43 PM   #124
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

รายงานพิเศษ:ผุดถนนหมื่นล้านภาคใต้ADBชี้อนาคตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ




เมื่อเอ่ยถึง IMT - GT หลายคนคงจะรู้ว่าคือ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย แต่ก็คงไม่เคยเห็นว่า IMT - GT ทำอะไรบ้าง แต่นับจากนี้ เชื่อว่าคนไทยโดยเฉพาะคนภาคใต้จะเข้าใจมากขึ้น

ด้วยเพราะจะมีโครงการอันเป็นรูปธรรมตำตาเกิดขึ้นในอีกไม่นา นั่นคือ โทลเวย์หาดใหญ่ สะเดา มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท

โทลเวย์ หรือทางด่วนหาดใหญ่ – สะเดา เป็น 1 ใน 10 โครงการเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Projects: PCPs) ที่ ADB หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย พร้อมให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับประเทศเจ้าของโครงการ ภายใต้กรอบความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย หรือ Indonesia - Malaysia - Thailand Growth Triangle: IMT-GT

ความเคลื่อนไหวสำคัญของ IMT-GT ที่ทำให้มองเห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นครั้งนี้ อยู่ที่การประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 และระดับมุขมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 7 แผนงาน IMT-GT ระหว่างวันที่ 3 - 5 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมมาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

เมื่อ ADB หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ได้นำเสนอผลการทบทวนกลางทางของแผนที่นำทาง หรือ โรดแมป IMT-GT ปี 2007 – 2011 เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา โดยผลการประชุมครั้งนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 5 ที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามปลายปีนี้
จาก 37 โครงการ กลั่นลงมาเป็น 12 แผนงาน จนในที่สุดก็เหลือ 10 โครงการ

ในจำนวน 10 โครงการดังกล่าว แบ่งเป็นโครงการในประเทศไทย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์หรือโทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดา จังหวัดสงขลา โดยมีวงเงินที่ ADB พร้อมสนับสนุนสูงถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท
ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT – GT กล่าวว่า โทลเวย์สายสะเดามายังหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นโครงการที่พูดกันมานานแล้ว และเป็นความต้องการร่วมกันของทั้งสามประเทศ คือ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย จึงถูกนำมาบรรจุไว้ในโครงการที่มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายแล้ว

พร้อมกับย้ำว่า ความเป็นไปได้ของโครงการนี้ก็คือ จะเป็นการจัดงบประมาณของฝั่งไทยเอง ขณะนี้กรมทางหลวงอยู่ในระหว่างทบทวนเรื่องการศึกษาออกแบบ คิดว่าทุกอย่างจะชัดเจนและตั้งงบประมาณสนับสนุนก้อนแรกได้ภายในปีงบประมาณ 2555

“โทลเวย์เส้นนี้ มีความยาวเกือบร้อยกิโลเมตร ใช้เงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท น่าจะเป็นโทลเวย์ที่แพงที่สุดในประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าว

ไม่เพียงแต่โทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดาเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าทางด้านการพัฒนาของพื้นที่ตามแนวเส้นทางนี้ไป แต่ยังเรื่องการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนสะเดาด้วย

เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ จะใช้รูปแบบเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก – เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ปัจจุบันมีการร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดออกมาแล้ว กำลังรอนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่

เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี 2552 สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ร่วมกับสำนักงานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2

โครงการศึกษาดังกล่าว สภาพัฒน์ ได้ว่าจ้างบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัดเป็นที่ปรึกษา ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 6 แห่ง โดยชี้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ พื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านทับโกบ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา เนื้อที่ 990 ไร่

โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะประกอบด้วยพื้นที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป อุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมยานยนต์ สถานศึกษา ศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน สถานีขนส่งสินค้า คลังสินค้า หรือ Inland Container Depot (ICD) ธุรกิจการให้บริการทางการเงิน และอุตสาหกรรมอาหารและบริการฮาลาล
ที่สำคัญพื้นที่ทับโกบ ตั้งอยู่ใกล้แนวมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – สะเดา ตามที่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2548

ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนฝั่งเมืองบูกิตกายูฮิตัม ทางมาเลเซียได้กำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักทางด้านยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่าของไทยแล้ว

ขณะเดียวกัน ADB ได้บรรจุโครงการพัฒนาระบบศุลกากร หรือ ICQs มูลค่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาไว้ใน 10 โครงการดังกล่าวด้วย

อีกโครงการหนึ่งที่ฝ่ายไทยกำลังเร่งพัฒนาอยู่ คือ การก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากด่านชายแดนไทย – มาเลเซีย ที่บ้านจังโหลน อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาปัจจุบันมีความแออัดมาก

แม้การก่อสร้างด่านสะเดาแห่งใหม่นี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2545 แล้ว แต่โครงการมีความล่าช้ามาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องค่าชดเชย เพราะที่ตั้งด่านศุลกากรแห่งใหม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองล่าปัง ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเด เนื้อที่ประมาณ 765 ไร่ ถูกชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางทำสวนยางพาราและไม้ผลจำนวนมาก

เฉพาะงบประมาณลงทุนก่อสร้างโทลเวย์กับด่านศุลกากรกรสะเดาแห่งใหม่มีสูงกว่า 10,000 ล้าน บาท ยังไม่รวมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอีกที่จะทำให้เกิดการลงทุนอีกมหาศาล แต่การทุ่มงบประมาณจำนวนนี้น่าจะคุ้มค่ามาก หากเทียบกับมูลค่าการค้าชายแดนในอำเภอสะเดาที่สูงถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นได้อีก

ส่วนอีก 1 ใน 10 โครงการที่อยู่ในประเทศไทย คือ โครงการพัฒนาท่าเรือในภาคใต้ของไทย ได้แก่ ท่าเรือภูเก็ตและท่าเรือบ้านนาเกลือ จังหวัดตรัง วงเงิน 28 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 900 ล้านบาท

ส่วนท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูลกับท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ที่มีหลายฝ่ายออกมาผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกตัดออกจากโครงการของ ADB ไปแล้ว

นายบุญช่วย จังศิริวัฒนธำรง ประธานสภาธุรกิจชายแดนใต้ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทย ภายใต้แผนงาน IMT – GT กล่าวว่า สภาธุรกิจชายแดนใต้เสนอให้โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เข้าไปอยู่ในโครงการเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Projects: PCPs) ของ ADB ด้วย แต่ ADB ก็ตัดออก

ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT – GT ฝ่ายไทย กล่าวว่า เหตุที่ ADB ตัดโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพราะเป็นโครงการที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังมีการต่อต้านจากชาวบ้านอยู่
ส่วนโครงการอื่นๆ ในจำนวน 10 โครงการ ที่เหลือเป็นของมาเลเซีย 2 โครงการ และของอินโดนีเซียอีก 6 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมเงินมูลค่าทั้ง 10 โครงการเป็นเงิน 5.19 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท

เมื่อโทลเวย์หาดใหญ่ – สะเดา เกิดขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าจะพลิกโฉมหน้าการพัฒนาในภูมิภาค IMT – GT ไปอีกระดับหนึ่ง จากนั้นเมกะโปรเจกส์อื่นๆ ก็อาจผุดขึ้นมาตามๆกัน แทรกภาพแผนที่โครงการ
แผนที่โครงการ – แผนที่แสดงที่ตั้งของ 10 โครงการเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (Priority Connectivity Projects: PCPs) ที่ระบุในโรดแมป IMT – GT ปี 2007 – 2011 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านการทบทวนมาแล้ว พร้อมแสดงแนวเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Corridors) รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 5,193.6 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา 10 โครงการเร่งด่วนโรดแมป ADB
ชื่อโครงการ วงเงินงบประมาณ (ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา)

อินโดนีเซีย

โครงการพัฒนาท่าเรือสุมาตรา ประกอบด้วยท่าเรืออูลีหลิว ท่าเรือมาลาฮายาตี ท่าเรือเบลาวัน
และท่าเรือกัวลาอีนก 57.4
โครงการเชื่อมการคมนาคมขนส่งที่หลากหลายตามเส้นทางเศรษฐกิจมะละกา(มาเลเซีย) – ดูไม(อินโดนีเซีย)
ประกอบด้วย ท่าเรือดูไม และถนนสายปือกันบารู – ดูไม 875.2
โครงการทางด่วนสุมาตรา
ประกอบด้วย ทางด่วนปาเล็มบังและอินดารลายา ทางด่วนสายปาเล็มบัง – บือตง 493.0
โครงการเชื่อมโยงพลังงานระหว่างมะละกา(มาเลเซีย) – ปือกันบารู(อินโดนีเซีย) 300.0
โครงการทางด่วนบันดาร์ลัมปุง – บาเกาเฮนี ส่วนหนึ่งของทางด่วนตะวันตกเชื่อมต่อกับเกาะชวา 820.0
โครงการพัฒนาทางด่วนบันดา อาเจะห์ – กัวลา ซิมปัง 2,000.0 รวม 4,545.6

มาเลเซีย

โครงการเชื่อมโยงพลังงานระหว่างมะละกา(มาเลเซีย) – ปือกันบารู(อินโดนีเซีย) 200.0
โครงการพัฒนาระบบศุลกากร หรือ ICQs ที่ด่านบูเก็ตกายูฮิตัม ฝั่งตรงข้ามกับด่านพรมแดนไทย – มาเลเซีย อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 120.0 รวม 320
ไทย
การพัฒนาท่าเรือในภาคใต้ 28.0 ทางด่วนระหว่างเมืองหาดใหญ่ – สะเดา 300.0
รวม 328.0 รวมทั้งสิ้น 5,193.6




มอเตอร์เวย์ – ภาพแสดงแนวก่อสร้างทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์สายหาดใหญ่ – สะเดา (เส้นประ)
มอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – สะเดา

โครงการศึกษาเรื่องการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือ มอเตอร์เวย์เส้นทางหาดใหญ่-ด่านสะเดาระยะทางประมาณ 47.2 กิโลเมตร เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2543 โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการ แต่มีผลการศึกษาออกมาจริงๆ ในปี 2548 โดยมีวงเงินลงทุนตามผลการศึกษาขณะนั้น มูลค่าประมาณ 10,055 ล้านบาท

นายชูศักดิ์ เสวี ผู้อำนวยการสำนักแผนงานกรมทางหลวง(ทล.) เหตุที่มอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – ด่านสะเดา สายนี้ยังไม่ได้ก่อสร้าง เนื่องจากผลการศึกษาขณะนั้น ระบุว่า ยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงไม่เร่งผลักดันโครงการ แต่ผลการศึกษาระบุว่า จะเริ่มเห็นผลได้ในปี 2558

“แม้ผลการศึกษาดังกล่าว ระบุว่าจะเห็นผลในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ขณะนี้ได้เริ่มมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางหาดใหญ่ - ด่านสะเดาแล้ว เพียงแต่ต้องมาวิเคราะห์งบประมาณในส่วนต่างๆ ใหม่อีกครั้งเท่านั้น โดยเฉพาะการเปิดสัมปทานภายใต้งบประมาณการลงทุนระยะเวลา 30 ปี” นายชูศักดิ์ กล่าว

ปัจจุบันสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รื้อแผนโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – ด่านสะเดาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปรับระยะทางเป็น 55 กิโลเมตร เพื่อรองรับการจราจรที่แออัดในถนนกาญจนวนิช ซึ่งเป็นถนนสายหลักสายเดียวจากหาดใหญ่ไปยังด่านสะเดา

แม้ สนข.ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมไปบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่เส้นทางใหม่ก็ยังผ่านบริเวณนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หรือนิคมฉลุง อำเภอหาดใหญ่ เชื่อมกับเส้นทางเดิม โดยมีการเสนอให้สร้างอุโมงค์ลอดทางแยกสำคัญๆ

ขณะเดียวกันต้องสอดคล้องกับการก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ด้วย เนื่องจากด่านพรมแดนไทย – มาเลเซียที่บ้านด่านนอกปัจจุบัน ก็มีความแออัดเช่นกัน

ส่วนข้อมูลโครงการเดิม ระบุว่า การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายนี้จะลดจุดตัดสำคัญ 3 จุด ในอำเภอหาดใหญ่ ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา และที่ด่านสะเดา เพื่อให้รถใช้ความเร็วได้สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียผ่านด่านสะเดา

สำหรับจุดเริ่มต้นโครงการอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ใกล้กับ ไปสิ้นสุดที่ด่านสะเดาติดกับชายแดนประเทศมาเลเซียระยะทางประมาณ 47.2 กิโลเมตร มีทั้งส่วนที่เป็นถนนระดับพื้นและทางยกระดับ เขตทางกว้าง 70 เมตร ทิศทางไป-กลับฝั่งละ 2 ช่องจราจร

โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมกับถนนเพชรเกษม ตำบลฉุลง อำเภอหาดใหญ่ ใกล้ๆ กับที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หรือ นิคมฉลุง ผ่านพื้นที่ใกล้กับสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ เข้าไปในเขตอำเภอคลองหอยโข่ง แล้วเชื่อมต่อกับถนนกาญจวนิชก่อนถึงด่านสะเดา แต่อาจมีการเปลี่ยนแนวในบริเวณนี้ เพื่อรองรับด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่

ตลอดเส้นจะมีการติดตั้งรั้วกั้นระหว่างทางหลวงพิเศษและทางบริการชุมชนอื่นๆ จะมีการจัดส่วนไว้รองรับบริการ(Service Track) จะมีทางเข้า – ออก บริเวณที่ผ่านพื้นที่ชุมชนและพื้นที่สีเขียวจะต้องมีการเวนคืนบางส่วน

สำหรับวงเงินลงทุนเดิม 10,055 ล้านบาทนั้น แบ่งออกเป็นค่าเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 641 ล้านบาท ค่าออกแบบรายละเอียด 120 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 120 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 6,875 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการโครงการ 1,456 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาประจำปี(รวม 26 ปี) 312 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา (ทุกๆ 7 ปี) 531 ล้านบาท

ระยะเวลาตั้งแต่การออกแบบจนก่อสร้างแล้วเสร็จใช้เวลา 4 ปี และเปิดใช้เส้นทางอีก26 ปี รวมเป็น 30 ปี

เขตเศรษฐกิจพิเศษ – ภาพจำลอง 1 ใน 6 พื้นที่โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2 บริเวณบ้านทับโกบ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ใกล้ชายแดนไทย – มาเลเซีย

เขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดามหานคร

เมื่อปลายปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้จัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน บริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย – เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ระยะที่ 2 โดยว่าจ้างบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัดเป็นที่ปรึกษา มีนายสมสิชฌน์ บรมธนรัตน์ เป็นหัวหน้าโครงการ

การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนนิคมอุตสาหกรรม โดยจะเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสนับสนุนอุตสาหกรรมหนักทั้งในฝั่งประเทศไทยและมาเลเซีย

เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับเขตเศรษฐกิจชายแดน/นิคมอุตสาหกรรมแม่สอด – เมียวดี ซึ่งได้กำหนดให้อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมียวดีทางฝั่งประเทศพม่า ซึ่งเป็นเมืองคู่แฝดกันเป็นเศรษฐกิจชายแดน/นิคมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เป็นประตูการค้า เป็นปัจจัยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและสตูล เพื่อให้สามารถแข่งขันกับมาเลเซียได้ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โดยการศึกษาเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้ ทางสศช.ดำเนินการศึกษาคู่ขนานกับ Economic Planning Unit (EPU) หรือสำนักงานวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย

โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวจะประกอบด้วยพื้นที่อุตสาหกรรมและกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

1. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา
2. อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป
3. อุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมยานยนต์
4. สถานศึกษาและ / หรือศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประชาชนในพื้นที่
5. สิ่งอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการขนส่ง เช่น สถานีขนส่งสินค้า คลังสินค้า หรือ Inland Container Depot (ICD)
6. ธุรกิจการให้บริการทางการเงินเพื่อการค้าชายแดน
7. อุตสาหกรรมอาหารและบริการฮาลาล

สำหรับพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของฝั่งประเทศไทยตามผลการศึกษาของบริษัท โซซิโอ – เอคโคโนมิค คอนซัลแตนส์ จำกัด มี 6 พื้นที่ ประกอบด้วย

1. พื้นที่บ้านคลองแงะ อำเภอสะเดา
2. พื้นที่สถานีรถไฟคลองแงะ อำเภอสะเดา
3. พื้นที่อุตสาหกรรมเฉพาะกิจ ในเขตผังเมืองรวมสะเดา อำเภอสะเดา
4. พื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านทับโกบ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา
5. พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่
6. พื้นที่ระหว่างเทศบาลตำบลคลองแงะกับองค์การบริหารส่วนตำบลพังลา

สำหรับพื้นที่ที่ 1 – 3 และ 6 ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)พังลา และเทศบาลตำบลคลองแงะ อำเภอสะเดา มีพื้นที่รวม 650 ไร่

ส่วนพื้นที่ที่ 4 ตั้งอยู่ในเทศบาลตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา บริเวณบ้านทับโกบ มีพื้นที่ประมาณ 990 ไร่ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมและมีความพร้อมที่สุดในการจัดตั้งที่พักสินค้า
จากการสังเกต จะพบว่า พื้นที่ทับโกบกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตั้งอยู่ใกล้แนวก่อสร้างทางด่วนพิเศษหรือมอเตอร์เวย์หาดใหญ่ – สะเดา จึงคาดว่าจะมีความเป็นไปได้สูงในการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยเฉพาะที่บ้านทับโกบ

สำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้ จะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินได้ได้รับยกเว้นภาษีต่างๆ โดยอาจมีการออกกฎหมายเฉพาะเหมือนกับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในต่างประเทศ เช่น เขตเศรษฐกิจ- พาณิชย์พิเศษลาวบาว จังหวัดกวางตรี ประเทศเวียดนาม เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน - เซโน ประเทศลาว และเขตเศรษฐกิจพิเศษไห่หนาน ประเทศจีน

ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนฝั่งเมืองบูกิตกายูฮิตัม หรือเรียกว่า โกตา เปอร์ดานา ทางมาเลเซียได้กำหนดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักทางด้านยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ตรงด่านชายแดนไทย – มาเลเซีย บ้านประกอบ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ทางมาเลเซียยังมีโครงการพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมการเกษตร ชื่อว่าโครงการเมืองโกตา ปุตรา มีพื้นที่พัฒนาถึง 2,000 เอเคอร์ ขณะที่ฝ่ายไทย เพิ่งได้สร้างอาคารด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ฝั่งมาเลเซีย ได้ก่อสร้างอาคารต่างๆ เสร็จสมบูรณ์ไปตั้งนานแล้ว

ศึกชิงที่ดินตั้งด่านสะเดาแห่งใหม่

การก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีปัญหามาก ทั้งที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2545 ให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2554 แต่ปัจจุบันโครงการมีความล่าช้ามาก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องค่าชดเชย

โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองล่าปัง ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา บางส่วนเป็นที่ดินและที่ดินปฏิรูปเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่รวมประมาณ 765 ไร่ ห่างจากด่านพรมแดนสะเดาปัจจุบัน 1.5 กิโลเมตร ซึ่งกรมป่าไม้อนุญาตให้กรมศุลกากรใช้ประโยชน์แล้ว

ขณะที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะย้ายไปตั้งในที่ตั้งด่านศุลกากรแห่งใหม่นี้ด้วย เนื่องจากที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 40 กว่าไร่เท่านั้น และไม่สามารถขยายพื้นที่ได้อีก เนื่องจากพื้นที่ชุมชนและย่านธุรกิจได้ขยายมาติดชายแดนแล้ว จึงทำให้มีความแออัดมาก

การก่อสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ นี้มีบริษัท เอ.เอส.เอ การช่าง จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล และระยะเวลาก่อสร้าง 780 วัน วงเงินงบประมาณในการก่อสร้าง 1,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถางเพื่อทำสวนยางพารา ไม้ผลทั้งในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดิน ส.ป.ก.4-01 โดยมีการจ่ายค่าชดเชยแล้ว 79 ไร่ อยู่ระหว่างการเจรจาอีก 43 ราย รวม 60 แปลง
เหตุที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากชาวบ้านเรียกร้องค่าชดเชยพืชเกษตรสูงเกินกว่าราคาที่รัฐจะจ่ายให้ โดยเฉพาะต้นยางพารา ซึ่งรัฐเสนอจ่ายค่าชดเชยเฉลี่ยต้นละ 1,561 บาท หรือไร่ละ 109,286 บาท แต่ชาวบ้านเรียกร้องให้จ่ายถึงต้นละ 8,000 บาท

เครดิต http://www.thainfcr.org/index.php?op...7-38&Itemid=61
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2010, 06:18 PM   #125
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

โรงถลุงเหล็ก เจอคนต้านหนัก รับมีสิทธิแท้งสูง

Thaipost เศรษฐกิจ11 ตุลาคม 2553 - 00:00

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการสอบถามสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างโรงถลุงเหล็กคุณภาพสูงในไทยนั้น ทาง สศช.ยอมรับว่าผลศึกษามีความเป็นไปได้ยากเนื่องจากประชาชนในพื้นที่สำรวจทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ต่างต่อต้าน ส่วนการศึกษาของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยที่ได้ดำเนินการมาจนใกล้จะสรุปแล้วนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากในการหาพื้นที่เช่นกันเพราะโรงถลุงเหล็กถือเป็นประเภทโครงการหนึ่งที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กฯ กล่าวว่า ขณะนี้ผลการศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรที่อยู่ร่วมกับชุมชมสังคมได้อย่างถาวร ซึ่งการศึกษาลงรายละเอียดได้เลือก 2 พื้นที่นำร่องเพื่อให้เป็นภาพชัดเจนคือ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี และ อ.ระโนด จ.สงขลา โดยผลศึกษาได้วางกรอบในการที่จะกำหนดการพัฒนาพื้นที่ไว้ 3 ประเด็นดังนี้ 1.จะต้องให้มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ 2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ 3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเดิมให้ดีขึ้นด้วยการจัดตั้งกองทุนมาดำเนินการธุรกิจเพื่อสังคมโดยเก็บจากรายได้ของนักลงทุน.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 14th, 2010, 07:10 AM   #126
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

เปิดใจ'วิกรม วัชระคุปต์' อนาคตเหล็กต้นน้ำ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,573 10-13 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แผลมาบตาพุดที่ยังคงอักเสบเรื้อรังได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้การลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ขยับตัวยากยิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่มหากาพย์โครงการเหล็กขั้นต้นที่ลงทุนสูงนับแสนล้านบาทต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนเป็นระยะ ล่าสุด โครงการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ถูกยับยั้งอีกครั้งโดยชาวจันทบุรีกว่า 6,000 คนที่แสดงจุดยืนหนักแน่นว่าจะไม่ยอมรับอุตสาหกรรมหนักทุกประเภท และเห็นว่าโครงการศึกษาความเป็นไปได้ของสถาบันเหล็กฯ มีเป้าหมายที่จะยัดเยียดโรงงานเหล็กเข้ามาในพื้นที่

ในครั้งนี้ “วิกรม วัชระคุปต์” ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดใจกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นร้อนดังกล่าวและพูดคุยถึงแนวคิดที่ต้องการจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมไทยไม่ให้ซ้ำรอยมาบตาพุดในอนาคต

+ย้อนเคลียร์โจทย์ ไม่ปักธงลงทุน

จากกระแสคัดค้านร้อนแรงจากภาคตะวันออก ที่ภาคประชาชนเห็นว่า โครงการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น ของทางสถาบันเหล็กฯ มีเป้าหมายหลักคือการสร้าง “ความเป็นไปได้” ในการตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์และอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จนสถาบันเหล็กฯ ต้องยอมถอยหนึ่งก้าวด้วยการเซ็นเอ็มโอยูยุติโครงการศึกษาความเป็นไปดังกล่าว ในจุดนี้ นายวิกรม วัชระคุปต์ ได้อธิบายย้อนถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่า คำสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือ “การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” ระหว่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กับชุมชนและสังคม ซึ่งมีการศึกษาไว้ 2 ทาง คือ 1.หากลงทุนตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขนาดใหญ่ในประเทศไทย จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง 2.ถ้าไม่มีการลงทุนในประเทศ ทางออกจะเป็นอย่างไร

“เราต้องการศึกษาเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ถ้าต้องการศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้งโรงงานเหล็กอย่างเดียว ไม่พูดถึงการอยู่ร่วมของชุมชน สังคมอย่างยั่งยืน คงจบไปนานแล้ว เพราะตรงนี้เลยโจทย์คุ้มค่าทางการลงทุนหรือมิติด้านเศรษฐศาสตร์ไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเสียเงินทำการศึกษาอีก”

ส่วนที่มีการเลือกพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและสงขลา เพราะกรอบของการศึกษาต้องอาศัยพื้นที่จริง เนื่องจากต้องประเมินออกมาให้ได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่จะเข้าไปทำต้องใช้เงินเท่าไร โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาความจำเป็นของอุตสาหกรรมที่ต้องการท่าเรือน้ำลึก ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกหรือส่วนกลาง จึงต้องเป็นพื้นที่ติดทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยข้อที่ระวัง คือ พยายามไม่ยุ่งเรื่องถิ่นปลาทูวางไข่ เขตควบคุมมลพิษ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ฉะนั้น จึงเหลืออยู่ไม่กี่พื้นที่ จำเป็นต้องหยิบจันทบุรีและสงขลาเป็นพื้นที่ศึกษา ซึ่งพยายามเลือกจุดที่จะกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น พิจารณาจุดที่ป่าชายเลนโดนบุกรุกไปแล้ว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เลือกศึกษาก็เป็นเพียงพื้นที่ตัวอย่าง ถึงแม้ศึกษาแล้วคนในพื้นที่เห็นด้วยกับโครงการก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการลงทุนในพื้นที่นั้นจริง เพราะเป็นเรื่องที่นักลงทุนต้องไปตกลงร่วมกันและยังมีอีกหลายกระบวนการกว่าที่จะเกิดการลงทุนได้

+ผลศึกษาได้กรอบโมเดลในฝัน
จากที่ดำเนินการศึกษามาทั้งหมดพบว่ามีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 เรื่องที่ต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นหากจะตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างโครงการเหล็กในประเทศไทยให้อยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน ประการแรก คือ การพัฒนาการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ซึ่งเราต้องการเห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการโครงการ กำกับดูแลตั้งแต่ช่วงพัฒนาจนถึงช่วงดำเนินการ รวมถึงประสานงานกับนักลงทุน รัฐบาลกลางและคนในพื้นที่ ต่างจากเดิมที่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีแค่ 2 แบบ คือ

ให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หรือเอกชนซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาทำ แต่รูปแบบใหม่นี้จะให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นผู้พัฒนาพื้นที่ด้วยตนเอง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกแก่คนในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ จะได้จะเสีย คนในพื้นที่เป็นคนตัดสินใจ

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลการศึกษาได้เสนอให้มีการจัดการพื้นที่ย่านอุตสาหกรรมและย่านเมืองใหม่ให้เป็นพื้นที่เชิงนิเวศ คือเป็น Eco Industrial Park และ Eco Town โดยในส่วนของอุตสาหกรรม คือ อุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จะต้องมีการประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์ (SEA: Strategic Environmental Assessment) โดยผลการศึกษาครั้งนี้ได้มองถึงอนาคตด้วยว่าอุตสาหกรรมจะมีการเติบโตอย่างไร มีความเสี่ยงเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านใดบ้าง ต้องมีมาตรการจัดการดูแลอย่างไร เพื่อเป็นไกด์ไลด์ในการวางแผนลงทุนและมอนิเตอร์หากเกิดโครงการจริง

ส่วนย่านเมืองใหม่ หรือ Eco Town จะมีกรอบข้อกำหนดว่าองค์ประกอบเรื่องย่านที่อยู่อาศัย ความหนาแน่นประชากร สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน ระบบจัดการของเสีย ศูนย์การค้า ฯลฯ พร้อมทั้งประเมินว่าทั้งหมดจะใช้งบประมาณตรงนี้ราว 30,000 กว่าล้านบาท รองรับได้ประมาณ 10,000 ครอบครัว

“โครงการที่เกิดขึ้นก็จะไม่ซ้ำรอยกับมาบตาพุด เพราะมีการศึกษารอบด้านและวางกรอบให้คนที่ดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นคือคนในพื้นที่ ซึ่งน่าจะคาดหวังได้ว่า คนในพื้นที่ต้องดูแลพื้นที่ของตัวเองอย่างดี”

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ โดยยึดแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) โดยดูว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตในการประกอบอาชีพเดิมของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เช่น ทำนากุ้ง นาข้าว ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น การตั้งกองทุนส่งเสริมการทำนากุ้งระบบปิด การตั้งศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตดีขึ้น และต้นทุนถูกลง เป็นต้น

“สิ่งที่ผมจะถามต่อคือ ชาวบ้านหรือผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีความเห็นอย่างไรกับกรอบแนวคิดทั้ง 3 ประเด็นนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อใจกันว่าจะปฏิบัติตามกรอบนี้ได้จริงหรือไม่ ส่วนโรงเหล็กซึ่งคงอยู่ในประเด็นสิ่งแวดล้อม อาจมีบางคนบอกว่าเห็นด้วยกับแนวคิดแบบนี้ แต่ไม่เอาโรงเหล็กก็ยังได้ เราต้องการเผยแพร่ความคิดการอยู่ร่วมกันออกไปให้มากขึ้น จะเลือกอุตสาหกรรมเหล็กหรือไม่เป็นประเด็นรอง”

+ฟังความเห็นโค้งสุดท้าย

สำหรับความคืบหน้าในการศึกษาตอนนี้การศึกษาทางกายภาพเกือบจะครบถ้วน ซึ่งมีทั้งรูปแบบการลงทุนทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งยอมรับว่าเป็นพื้นที่ที่ยากมาก ขั้นตอนต่อไปคือการนำผลที่ศึกษาได้นี้ไปเล่าให้ชาวบ้านฟังและต้องการความเห็นว่าคนที่มีส่วนได้เสียคิดเห็นอย่างไร ตามแผนจะมีการรับฟังความคิดเห็นในจันทบุรี และสงขลา แต่ในส่วนของจันทบุรี ภาคประชาชนชัดเจนว่าไม่ต้องการอุตสาหกรรมและไม่ต้องการฟังผลจากการศึกษา ก็ต้องสรุปรายงานว่าพื้นที่นี้ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่สถาบันฯ จะนำเสนอ ส่วนที่สงขลาขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้

จากนั้นประมาณปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาพรวมจากหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการที่กรุงเทพฯ แล้วเร่งสรุปผลทั้งหมดเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะเสนอทั้งผลการศึกษาในกรอบที่จะมีการลงทุนในประเทศซึ่งประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินประมาณ 60,000-100,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน และกรอบที่พึ่งพาการลงทุนนอกประเทศ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่มีแผนตั้งโรงเหล็กต้นน้ำอยู่แล้ว รวมถึงความเป็นไปได้หากโครงการตั้งขึ้นที่กัมพูชาและพม่า โดยไทยจะมีสถานะเป็นผู้ซื้อ ซึ่งต้องประเมินความคุ้มค่าด้านโลจิสติกส์และอื่นๆ ทั้งหมดนี้รัฐบาลก็ต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียว่าจะเลือกแบบใด
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 3rd, 2010, 11:33 AM   #127
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

เสนอ2 แนวทางศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำ

Posttoday 03 ธันวาคม 2553 เวลา 16:58 น.

สถาบันเหล็กเตรียมส่งผลการศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำให้ กอช.พิจารณา เสนอ 2 แนวทาง เกิดขึ้นในเมืองไทย และไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิกรม วัชรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการสถาบันเหล็กฯ เตรียมส่งผลการศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำต่อคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายไตรรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยจะเสนอให้พิจารณา 2 แนวทาง ได้แก่ การลงทุนเองในเมืองไทย และการไปลงทุนในประเทศเพื่อบ้าน ซึ่งจะให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ

ทั้งนี้ แนวทางการลงทุนในเมืองไทย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3-9 หมื่นล้านบาท โดยจะไม่มีการนำเสนอพื้นที่ว่าจะต้องไปลงทุนในพื้นที่ไหน แต่ถ้าจะลงทุนจริงก็มีแนะนำพื้นที่ที่เหมาะสมให้ โดยพื้นที่ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และสงขลา โดยเงื่อนไขการลงทุนในประเทศไทยจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ

1.การพัฒนาอุตสาหกรรมไปในทิศทางเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโคทาวน์) อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งท่าเรือน้ำลึก การพัฒนาเมืองใหม่ ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน จัดตั้งพื้นที่กันชน มีโรงเรียน โรพยาบาล และศูนย์การค้า

2.การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เช่น การจัดตั้งสหกรณ์ ศูนย์การซ่อมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้เกิดการรวมตัวกันใช้ประโยชน์ และ3. กลไกลการมีส่วนร่วมของชุมชน ในท้องถิ่น ซึ่งมีการเสนอให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการโครงการเอง เช่น การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ด้วย ต่างจากที่ผ่านมาที่ทางภาครัฐเป็นผู้จัดการทั้งหมด

“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ และการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม ในเมืองไทยยังไม่เคยทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปทำความเข้าใจกับชุมชน ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปศึกษาพบว่าชาวบ้านในพื้นที่จ.จันทบุรีต่อต้านอย่างมาก ส่วนที่สงขลาก็มีไม่เห็นด้วยอยู่พอสมควร เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล โดยเรื่องที่เป็นห่วงมากที่สุด คือการทำความเข้าใจกับชุมชน ส่วนตัวนักลงทุนเองก็รอความชัดเจนจากรัฐบาลอยู่” นายวิกรม กล่าว

ขณะที่การไปลงทุนในประเทศเพื่อบ้าน นำเสนอ 2 พื้นที่ ได้แก่ ประเทศพม่า และกัมพูชา โดยเม็ดเงินลงทุนน่าจะเท่ากับการลงทุนในเมืองไทย แต่อาจต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมบ้างในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบเครือข่ายไฟฟ้า ถนน ที่ต้องเชื่อมต่อเข้ามายังเมืองไทย เพราะตลาดหลักอยู่ในไทย แรงงาน แต่ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนให้ได้ ว่าหากมีข้อขัดแย้งระหว่างประเทศ จะไม่กระทบต่อโครงการลงทุน และการขนส่ง

สำหรับสาเหตุหลักที่จะต้องมีโครงการเหล็กต้นน้ำขึ้น เนื่องจากขณะนี้ปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมากกำลังการผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะเมื่อจะมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ความต้องการใช้เหล็กจะขึ้นสูงอยู่ที่ระดับ 38 ล้านตัน แต่ปัจจุบันเมื่อรวมกำลังการผลิตโดยรวมโครงการใหม่ของเวียดนามและอินโดนีเซียแล้ว จะอยู่ที่ระดับ 22 ล้านตัน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 18th, 2011, 04:15 AM   #128
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

เจ้าท่าโอดEIAทำแผนสะดุด

Thaipost เศรษฐกิจ18 มกราคม 2554 - 00:00

"เจ้าท่า" หวั่นหลังปี 2554 โครงการลงทุขนาดใหญ่สะดุด เหตุหลายโครงการยังติดปมอีไอเอ และเอชไอเอ คาดกระทบภาคขนส่ง ครม.สั่งปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนมาบตาพุด

แหล่งข่าวจากกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า หลังจากการก่อสร้างโครงการท่าเรือเชียงแสน 2 จ.เชียงราย เสร็จสิ้นในปี 2554 แล้ว คาดว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ ของกรมฯ จะมีความล่าช้าหรือไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากหลายโครงการยังติดปัญหากระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ที่มีขั้นตอนการตรวจสอบมากและใช้เวลานาน เช่น โครงการก่อสร้างท่าเรือชุมพร และท่าเรือสงขลา 2 ที่จะดำเนินการในอนาคต ซึ่งจะทำให้ระบบโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล แม้จะผ่านการเห็นชอบเกี่ยวกับ EIA แล้ว แต่ยังติดปัญหาเกี่ยวกับที่รัฐบาลให้ปรับลดขนาดของโครงการลงให้เป็นท่าเรือท่องเที่ยวและอเนกประสงค์ รวมทั้งรัฐบาลสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือทวายของพม่าแทนนั้น คงไม่เหมาะสม เนื่องจากจะเป็นการใช้ต้นทุนการก่อสร้างที่สูง ซึ่งเร็วๆ นี้ กรมฯ จะหารือกระทรวงคมนาคมเพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางแก้ไขต่อไป
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 7th, 2011, 10:17 AM   #129
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

ปตท.สผ.จับมือปิโตรนาสสำรวจแหล่งก๊าซ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 7/02/2011


ปตท.สผ.จับมือปิโตรนาส ร่วมลงทุนสำรวจแหล่งสัมปทานในพื้นที่โครงการพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. เปิดเผยว่า ได้หารือกับบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซีย และได้ข้อ

สรุปว่าจะลงทุนร่วมกันในการสำรวจแหล่งสัมปทานในพื้นที่โครงการพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพราะปัจจุบันความต้องการก๊าซธรรมชาติของไทยและมาเลเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

"คาดว่าการลงทุนครั้งนี้ จะส่งผลให้ปริมาณก๊าซเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าวันละ 335 ล้านลูกบาศก์ฟุต และจะยืดอายุแหล่งสัมปทานให้นานเกินกว่า 20 ปี"นายอนนต์ กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 8th, 2011, 06:14 AM   #130
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

Joint expansion mulled

Bangkokpost Published: 8/02/2011 at 12:00 AM


Two national exploration and production firms, PTT Exploration and Production Plc and Petronas Carigali, are discussing the possibility of increasing gas production from their joint development area.

The Malaysia-Thailand Joint Development Area, equally shared by the two companies, produces 335 million cubic feet per day of gas.

"We believe there could be more gas wells in this area," said chief executive officer Anon Sirisangtaksin.

Demand of natural gas by the two countries is rising significantly in line with the growth of the power and transport sectors.

PTTEP expects the joint venture will start the exploration of at least two wells soon. It will allocate part of its 20-billion-baht budget for exploration in this gas field if the agreement is finalised.

In another petroleum development, the company expects the first shipment of crude oil to Thailand from its Montara Oil Block will be early next year after the Australian government gave the nod last week for the company to carry on its operations there under close monitoring for safety and environmental concerns.

Operations in the block are currently suspended because of a large fire that broke out in 2009 that required about 18 months of investigation from the local government.

PTTEP expects to start crude oil production in the fourth quarter this year at an average of 35,000-40,000 barrels per day.

It plans to build a floating liquefied natural gas platform in Montara's other gas blocks with export to Thailand of 2 million tonnes per year by 2016.

The company expects total production of oil and gas at 273,000 barrels per day this year, up 4% from 265,000 barrels in 2010. The average crude oil price in 2011 is projected at US$80 per barrel, up from $78 last year.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old February 28th, 2011, 06:08 AM   #131
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

อุตฯชง3แนวทางลงทุนเหล็กต้นน้ำ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 28/02/2011

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอรายงานผลการศึกษาลงทุนเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงให้ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในเดือน มี.ค. 2554 โดยการดำเนินการจะนำรูปแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) มาใช้ และสร้างการเชื่อมโยงที่สมดุล โดยข้อเสนอจะมีทั้งการลงทุนในประเทศและลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ทวาย ประเทศพม่า และเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาจาก กอช.แล้วก็จะเสนอครม.ต่อไป

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอให้ กอช.พิจารณา 3 แนวทาง คือ

1. ลงทุนเหล็กขั้นต้นในไทย 1 โครงการ โดยจะเสนอผลการศึกษาและเกณฑ์การลงทุนขั้นต่ำให้นักลงทุน 4 ราย คือ นิปปอนสตีล เจเอฟอีสตีล บาวสตีล และอาซีลอ มิตตัล เพื่อนำไปศึกษาความเป็นไปได้ในมุมของนักลงทุนและนำกลับมาเสนอรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะให้คำมั่นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 48,079-97,186 ล้านบาท โดยทางเลือกนี้จะมีกรอบเวลา 18-24 เดือน

2. ส่งเสริมลงทุนในต่างประเทศ โดยรัฐบาลติดต่อนำเสนอโครงการกับประเทศพม่าหรือกัมพูชา ทางเลือกนี้จะมีกรอบระยะเวลา 25-31 เดือน

3. รัฐบาลเปิดดำเนินการทั้ง 2 แนวทาง

ทั้งนี้ ในการศึกษาพื้นที่ลงทุนในประเทศมีการศึกษาและเหมาะกับการลงทุนมีที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และจ.สงขลา ส่วนอ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรีมีชุมชนต่อต้านมากจึงมีโอกาสลงทุนได้น้อย

ส่วนเมืองทวาย ประเทศพม่า มีโครงการท่าเรือน้ำลึกและพื้นที่อุตสาหกรรมที่เหมาะสม ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น โดยแผนงานในการพัฒนาเมืองทวายมี 3 เฟส คือ เฟสที่ 1 สร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย ระยะทาง 160 กม. เฟสที่ 2 สร้างท่าเรือน้ำลึก เฟสที่ 3 พัฒนานิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ 200,000 ไร่ ขณะที่เกาะกง กัมพูชามีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเหล็กขั้นต้นพื้นที่ 14,000 ไร่

แหล่งข่าว กล่าวว่า ในกรณีที่ไม่มีการพัฒนาโครงการเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูง จะทำให้ไทยขาดดุลการค้าปีละ 100,000 ล้านบาท และเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มปีละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินความต้องการใช้เหล็กของไทยในปี 2558 จะเพิ่มเป็น 20.8 ล้านตัน


นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอรายงานผลการศึกษาลงทุนเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูงให้ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในเดือน มี.ค. 2554 โดยการดำเนินการจะนำรูปแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) มาใช้ และสร้างการเชื่อมโยงที่สมดุล โดยข้อเสนอจะมีทั้งการลงทุนในประเทศและลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ทวาย ประเทศพม่า และเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาจาก กอช.แล้วก็จะเสนอครม.ต่อไป

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอให้ กอช.พิจารณา 3 แนวทาง คือ 1. ลงทุนเหล็กขั้นต้นในไทย 1 โครงการ โดยจะเสนอผลการศึกษาและเกณฑ์การลงทุนขั้นต่ำให้นักลงทุน 4 ราย คือ นิปปอนสตีล เจเอฟอีสตีล บาวสตีล และอาซีลอ มิตตัล เพื่อนำไปศึกษาความเป็นไปได้ในมุมของนักลงทุนและนำกลับมาเสนอรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะให้คำมั่นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 48,079-97,186 ล้านบาท โดยทางเลือกนี้จะมีกรอบเวลา 18-24 เดือน

2. ส่งเสริมลงทุนในต่างประเทศ โดยรัฐบาลติดต่อนำเสนอโครงการกับประเทศพม่าหรือกัมพูชา ทางเลือกนี้จะมีกรอบระยะเวลา 25-31 เดือน 3. รัฐบาลเปิดดำเนินการทั้ง 2 แนวทาง

ทั้งนี้ ในการศึกษาพื้นที่ลงทุนในประเทศมีการศึกษาและเหมาะกับการลงทุนมีที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และจ.สงขลา ส่วนอ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรีมีชุมชนต่อต้านมากจึงมีโอกาสลงทุนได้น้อย

ส่วนเมืองทวาย ประเทศพม่า มีโครงการท่าเรือน้ำลึกและพื้นที่อุตสาหกรรมที่เหมาะสม ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น โดยแผนงานในการพัฒนาเมืองทวายมี 3 เฟส คือ เฟสที่ 1 สร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย ระยะทาง 160 กม. เฟสที่ 2 สร้างท่าเรือน้ำลึก เฟสที่ 3 พัฒนานิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ 200,000 ไร่ ขณะที่เกาะกง กัมพูชามีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเหล็กขั้นต้นพื้นที่ 14,000 ไร่

แหล่งข่าว กล่าวว่า ในกรณีที่ไม่มีการพัฒนาโครงการเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูง จะทำให้ไทยขาดดุลการค้าปีละ 100,000 ล้านบาท และเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มปีละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินความต้องการใช้เหล็กของไทยในปี 2558 จะเพิ่มเป็น 20.8 ล้านตัน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old March 3rd, 2011, 05:43 AM   #132
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

'โรงถลุงเหล็กไทย'มหากาพย์ 20ปี

วิน วิริยประไพกิจการผลักดันให้เกิดโรงถลุงเหล็กขึ้นในประเทศไทยกลายเป็นมหากาพย์ที่ร่ายยาวมานานกว่า 20 ปี และในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ระหว่างปี 2532-2538 ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยเติบโตในอัตราที่สูงมากส่งผลให้อุปสงค์ของเหล็กเพิ่มขึ้นมาก ยุคนั้นจึงเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างคึกคัก ก่อนที่จะถูกเบรกหัวทิ่มด้วยพิษวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลทำให้ภาคอสังหาฯกลับมาซบเซาลง กระทบต่อเนื่องมาถึงภาคก่อสร้างที่ชะลอตัวลง รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเหล็กแผ่นทรงยาวและเหล็กแผ่นทรงแบน

++สู่เจเนอเรชัน2เต็มสูบ

ปี 2546 หลังจากสถานการณ์โดยรวม กลับปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง เมื่อราคาเหล็กในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้น อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเหล็กหลายรายเริ่มมีความก้าวหน้าในการฟื้นฟูกิจการ มีการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้หนี้สินลดลง ขณะที่บางรายก็เกิดการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

เมื่อสถานะการเงินของผู้ประกอบการเหล็กกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือความแน่วแน่ในการตั้งโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยาที่ส่งผ่านจากยุคพ่อ(วิทย์ วิริยประไพกิจ)มาสู่ ยุคลูก(วิน วิริยประไพกิจ) เจเนอเรชันที่ 2

เมื่อบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ มีแผนลงทุนตั้งโรงงานผลิตเหล็กแบบครบวงจรใน 2 พื้นที่คือที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ และที่อ.ประทิว จ.ชุมพร โดยมีขนาดกำลังผลิตรวมมากถึง 30 ล้านตัน/ปี โดยใช้เงินลงทุนมากถึง 524,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 5 เฟส ซึ่งโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมจากบีโอไอ เฉพาะเฟสแรกที่ 5 ล้านตัน/ปี ลงทุนรวม 90,200 ล้านบาท จะก่อสร้างโรงถลุงเหล็กโดยใช้เตาBlast Furnace และBasic Oxygen Furnace ขนาด 4.5 ล้านตัน/ปี(ตามข้อมูลจากบีโอไอ)

หลังจากนั้นเมื่อปี 2550 เครือสหวิริยาปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ" จากการนำเสนอข่าว"พับโรงถลุงเหล็กแสนล."ลงในฉบับที่ 2,194 ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2550 โดยรายงานถึงสถานภาพของโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยา สำหรับโครงการที่ได้รับส่งเสริมไปแล้วในเฟสแรก แต่กลับต้องถูกถอนบัตรส่งเสริมไปก่อน เนื่องจากไม่ได้เดินไปตามเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียน

เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ให้เหตุผลในตอนนั้นว่า
สถานภาพของโครงการตั้งโรงถลุงเหล็กของเครือสหวิริยาที่บีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมไปก่อนหน้านี้ ได้พ้นอายุการออกบัตรส่งเสริมไปแล้ว ซึ่งตามกรอบเวลาที่กำหนดโครงการดังกล่าวจะต้องออกบัตรส่งเสริมได้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 แต่โครงการดังกล่าวไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนดไว้ว่าจะต้องมีทุนจดทะเบียน 31,000 ล้านบาท เพื่อแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้ แต่เมื่อปฏิบัติไม่ได้ตามนั้นก็ต้องยกเลิกการอนุมัติให้การส่งเสริมไปโดยอัตโนมัติ และถ้าโครงการนี้จะลงทุนต่อไปก็ต้องมายื่นขอส่งเสริมใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่โครงการดังกล่าวจะกระทำได้

ในขณะที่ผู้บริหารในเครือสหวิริยาก็ให้เหตุผลในความล่าช้าว่าไม่พร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานจนเป็นประเด็นที่ทำให้ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการลงทุนดังกล่าวไปยังบีโอไอ

++ซื้อโรงถลุงเหล็กพร้อมลุย

จนถึงวันนี้เมื่อเครือสหวิริยาเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะเดินหน้าโครงการเหล็กต้นน้ำได้ทั้งในมุมความชัดเจนของนโยบาย การสนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในพื้นที่ลงทุน ทำให้เครือสหวิริยาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อปลายปี 2553 เมื่อเอสเอสไอได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ Corus UK กิจการในกลุ่ม Tata Steel เพื่อเตรียมเข้าซื้อโรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products (TCP)เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบให้เอสเอสไอ

++3สถาบันการเงินหนุนแล้ว

ล่าสุดนายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายสินทรัพย์โรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าครบวงจร(Teesside Cast Products )ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษมูลค่าประมาณ 469 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Tata Steel UK Limited ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

โดยการลงนามสัญญาซื้อขายนี้เกิดขึ้นหลังจากการลงนามสนับสนุนทางการเงินได้แก่ สัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 23,900 ล้านบาท ให้แก่เอสเอสไอ และสัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 18,000 ล้านบาท ให้แก่ Sahaviriya Steel Industries UK Limited (SSI UK) จาก 3 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทิสโก้

ทั้งนี้สินทรัพย์ดังกล่าวจะถูกรับมาดำเนินการภายในเดือนมีนาคม 2554 โดยบริษัทย่อยของ เอสเอสไอ คือ SSI UK ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นที่ประเทศอังกฤษ การเข้าทำการซื้อขายครั้งนี้และจะนำไปสู่การจ้างงานที่อังกฤษจะเกิดขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 800 อัตรา โดยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีกว่า700 คน ในโรงถลุงเหล็ก TCP

"การเข้าซื้อสินทรัพย์ของ TCP จะทำให้เอสเอสไอเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรในระดับเวิลด์คลาส และเป็นกลยุทธ์ของเอสเอสในการขยายธุรกิจ สู่อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำ และรองรับกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กแผ่นแบบครบวงจรรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ทำให้สถานภาพของเอสเอสไอ กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังผลิตสูงสุดที่ 4 ล้านตัน/ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นคุณภาพพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาค

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,614 3-5 มีนาคม พ.ศ. 2554
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old March 14th, 2011, 06:49 PM   #133
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

ปัตตานีดึงเหล็กต้นน้ำลงพื้นที่

ปัตตานีลุ้นดึงเหล็กต้นน้ำลงพื้นที่อำเภอปะนาเระ ปลุกชีพเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถาบันเหล็กฯ แย้มเป็นไปได้ มีความพร้อมทางกายภาพช่วยประหยัดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านนักลงทุนญี่ปุ่นไม่เกี่ยง แต่รัฐต้องสนับสนุนจริงจัง ดูแลความปลอดภัยเข้มข้น ขณะที่ท้องถิ่นตอบรับก่อให้เกิดการจ้างงาน

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา สถาบันเหล็กฯ ได้นำคณะองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี สงขลา และชุมพร ไปศึกษาดูงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กที่ประเทศญี่ปุ่นที่เมืองโออิตะ และเมืองคาวาซากิ ส่วนกรณีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส แสดงความสนใจและเห็นชอบในหลักการเบื้องต้นให้เกิดโครงการเหล็กต้นน้ำในพื้นที่อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นนั้น เมื่อพิจารณาในเชิงกายภาพถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อม เพราะมีน้ำลึกและมีแหล่งน้ำจืดเพียงพอที่จะรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้

โดยที่ผ่านมาผลการศึกษาพบว่าโครงการเหล็กต้นน้ำมีความต้องการพื้นที่ใกล้ทะเลขนาด 5,000-6,000 ไร่ มีท่าเรือขนส่งระวางน้ำลึกไม่ต่ำกว่า 20 เมตร และต้องการปริมาณน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมถึง 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจากความพร้อมในเชิงกายภาพของจังหวัดปัตตานี จะทำให้รัฐบาลสามารถลดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคต่างๆ ลงได้ จากที่เคยประเมินว่ากรอบการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในประเทศจะต้องใช้เม็ดเงินราว 60,000-100,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลประกาศแนวทางส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำให้เกิดขึ้นในประเทศและมุ่งเน้นที่จังหวัดปัตตานี ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยที่ดี และอาจต้องให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูงแก่นักลงทุน ขณะเดียวกันจุดเริ่มต้นของโครงการจะต้องมาจากความต้องการของท้องถิ่น จากนั้นผู้ลงทุนจะต้องเข้าไปประสานและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพื่อวางแผนการลงทุนกลับมาเสนอรัฐบาลอีกครั้ง

"ความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในพื้นที่ปัตตานีนั้น ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนญี่ปุ่นบางรายที่มีโรงย่างแร่ (Sintering) ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการถลุงเหล็ก ตั้งอยู่ที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ก่อการร้าย พบว่า นักลงทุนไม่มีปัญหาในการทำธุรกิจในพื้นที่ลักษณะดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์มีการจัดโซนนิ่งชัดเจนและมีการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยมีแนวทางในการดูแลความปลอดภัย นักลงทุนก็พร้อมที่จะเจรจาในรายละเอียดต่อไป"

นายวิกรม กล่าวด้วยว่า หากมีการตั้งเป้าลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ยังมีอีกทางออกหนึ่งที่จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้เพิ่มเติม คือ การชักจูงนักลงทุนจากประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศมุสลิมให้เข้ามาลงทุนโครงการดังกล่าว โดยอาจไม่ใช่โครงการเหล็กต้นน้ำครบวงจรหรือโรงถลุงที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจจะเป็นการลงทุนบางส่วนและผลิตเพื่อใช้ท่าเรือน้ำลึกส่งออกก็เป็นได้

ส่วนความคืบหน้าในการเสนอผลการศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำที่มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นประธานการประชุม ในวันที่ 7 มีนาคม 2554 นั้น ล่าสุดการประชุมของ กอช. ถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ นายไตรรงค์มีกำหนดให้กระทรวงอุตสาหกรรมและสถาบันเหล็กฯ เข้าพบ โดยอาจให้สถาบันเหล็กฯ ชี้แจงข้อมูลของโครงการเหล็กต้นน้ำเพิ่มเติม ซึ่งอาจมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในปัตตานีด้วย

ด้าน นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้มีการหารือกันถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในพื้นที่อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยเบื้องต้นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง 3 จังหวัดเห็นชอบในหลักการแล้ว เพราะเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อพื้นที่ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน

อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการเหล็กต้นน้ำยังคงต้องหารือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพื้นที่ปัตตานีเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความมั่นคง พร้อมทั้งต้องประสานกับสถาบันเหล็กฯ เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดเวทีให้ความรู้และรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อชี้แจงและหารือถึงผลกระทบ แนวทางป้องกันแก้ไข และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,616 10-12 มีนาคม พ.ศ. 2554

http://www.thanonline.com/index.php?...-46&Itemid=418
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 6th, 2011, 05:17 PM   #134
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

ลุ้นอีกเฮือกเหล็กต้นน้ำในไทย

เศรษฐกิจ7 เมษายน 2554 - 00:00

สถาบันเหล็กฯ ลุ้นเฮือกสุดท้าย "กอช." ถก 22 เม.ย.นี้ เคาะพื้นที่อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูงหรือไม่ หากตัดสินใจจะเลือกไทยหรือโยนไปพม่า และกัมพูชา เผยนักลงทุน 4 รายเดิมยังเหนียวแน่น

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วันที่ 22 เม.ย.2554 นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสถาบันฯ เหล็กจะรายงานผลการศึกษาการจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านคือ พม่า และกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่านักลงทุนพร้อมที่จะมาไทยแต่ปัญหาติดที่การหาพื้นที่ที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ได้หารือกับผู้บริหารจากบริษัท นิปปอน สตีล ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 1 ใน 4 รายที่แสดงเจตจำนงในการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง โดยได้แสดงความเห็นส่วนตัวว่าไทยยังคงเป็นประเทศหนึ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจลงทุน โดยหลังจากกรณีแผ่นดินไหวแล้วเชื่อว่าการลงทุนอุตสาหกรรมจะย้ายฐานมาไทยมากขึ้นดังนั้นจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กสูงตามมา ทางญี่ปุ่นจึงมองเป็นโอกาสของไทยที่จะผลักดันการเกิดโครงการเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูงได้

นอกจากนี้ยังได้รับการสอบถามจากนักลงทุนจีนหลายราย เนื่องจากจีนมีความสนใจที่จะย้ายฐานกิจการเหล็กบางส่วนมาไทยด้วย ดังนั้น วันนี้เรามีนักลงทุน แต่ปัญหาคือเราไม่มีที่ให้เขา" นายวิกรมกล่าว

สำหรับการสรรหาพื้นที่ ล่าสุดมีความสนใจจากคนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่เสนอเข้ามา และได้ลงพื้นที่ศึกษาแล้ว ดังนั้น การประชุม กอช.หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะเสนอไปตามข้อเท็จจริง โดยข้อดีคือ คนในพื้นที่ยอมรับและจะเป็นการสร้างงานในภาคใต้ แต่ปัญหาคือความปลอดภัยของผู้ลงทุน หากรัฐบาลสนใจก็จะเสนอรูปแบบของการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา

ส่วนผลการศึกษาพื้นที่มี 2 ทางคือ 1. แนวทางการลงทุนในเมืองไทย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3-9 หมื่นล้านบาท ขณะที่การไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน นำเสนอ 2 พื้นที่ ได้แก่ ประเทศพม่าโดยเฉพาะที่ทวาย และกัมพูชา โดยเม็ดเงินลงทุนน่าจะเท่ากับการลงทุนในเมืองไทย แต่อาจต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมบ้างในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบเครือข่ายไฟฟ้า ถนนที่ต้องเชื่อมต่อเข้ามายังเมืองไทย เพราะตลาดหลักอยู่ในไทย

http://www.thaipost.net/news/070411/36788
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 7th, 2011, 04:16 AM   #135
omevil
Registered User
 
omevil's Avatar
 
Join Date: Mar 2008
Location: Bangkok-Melbourne
Posts: 960
Likes (Received): 10

อ่านหน้านี้แล้วรู้สึกสิ้นหวังกับประเทศจัง
omevil no está en línea   Reply With Quote
Old April 15th, 2011, 04:22 PM   #136
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

ล้มเซาเทิร์นฯ

14 เมษายน 2554 เวลา 06:40 น.


ปชป.ล้มเซาเทิร์นซีบอร์ด พลิกใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า พรรค ปชป.จะประกาศยกเลิกโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือเซาเทิร์นซีบอร์ด รวมทั้งโครงการก่อสร้างสะพานเศรษฐกิจ หรือแลนด์บริดจ์ จากสตูล-สงขลา และโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งหมดแล้วชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ทั้งหมด

“ที่ต้องยกเลิกเพราะนอกจากไม่มีความเป็นไปได้จริงในแง่การลงทุนแล้ว ยังถูกประชาชนคัดค้านต่อเนื่อง เมื่อยกเลิกโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ใต้แล้วต่อไปไทยสามารถไปใช้ท่าเรือน้ำลึกทวายที่พม่าแทนได้” นายกอร์ปศักดิ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม จะมีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นเมืองท่า หรือฮาเบอร์ ซิตี (Haber City) จะสร้างศูนย์รับส่งสินค้าที่สมบูรณ์ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูงจากระยองถึงสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเชื่อมระบบขนส่ง รวมทั้งสร้างอีโคอินดัสทรี ทาวน์ บริเวณอู่ตะเภาและพัทยาที่เน้นการลงทุนสีเขียว ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท

อนึ่ง โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการสร้างถนนเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย ซึ่งตามแผนจะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 แห่งคือ ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา และท่าเรือน้ำลึกปากบารา จากนั้นจะสร้างระบบขนส่งทางถนน ทางรถไฟ และทางท่อ เชื่อม 2 ฝั่งทะเล เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเพื่อเปิดเส้นทางการค้าไปสู่ตะวันออกกลาง มีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะนี้ลงทุนไปบางส่วนแล้วหลายพันล้านบาท

http://www.posttoday.com/ข่าว/ข่าวทู...นฯ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 15th, 2011, 08:49 PM   #137
toptap
Registered User
 
toptap's Avatar
 
Join Date: Nov 2006
Location: Bangkok
Posts: 749
Likes (Received): 19

แต่ก่อนเฉยๆ แต่ตอนนี้เริ่มมะชอบพรรคนี้ละ
__________________
อยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ตามที่พ่อพร่ำสอน ดีกว่าหวังลมๆแล้งๆ และรอเศษเงินจากนักการเมืองโลภ
toptap no está en línea   Reply With Quote
Old April 16th, 2011, 03:24 AM   #138
fas235
BANNED
 
Join Date: Jul 2010
Posts: 1,327
Likes (Received): 0

ผมก็ไม่ชอบ ปชปแล้ว ไม่เอา พท ด้วยนะ
fas235 no está en línea   Reply With Quote
Old April 16th, 2011, 05:04 AM   #139
omevil
Registered User
 
omevil's Avatar
 
Join Date: Mar 2008
Location: Bangkok-Melbourne
Posts: 960
Likes (Received): 10

เลือกตั้งครั้งหน้ากากันไม่ถูกเลยทีเดียว มีแต่เสือ สิงค์ จรเข้ กันทั้งนั้น
omevil no está en línea   Reply With Quote
Old April 18th, 2011, 06:11 AM   #140
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,620
Likes (Received): 354

จี้รัฐผุดรางเดี่ยว'ระนอง-ชุมพร'

เอกชนระนอง จี้รัฐเร่งเดินหน้าโครงการรถไฟรางเดี่ยวเชื่อมระนอง-ชุมพร รับยุทธศาสตร์เมืองท่าขนส่งสินค้าฝั่งอันดามัน ทั้งรองรับแผนการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน

นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร หอการค้าจังหวัดระนอง และหอการค้าจังหวัดชุมพร เตรียมที่จะเดินหน้าเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการรถไฟรางเดี่ยว หรือระบบราง ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลอีกครั้ง เนื่องจากทุกฝ่ายต่างมีความเห็นตรงกันว่าระบบรางเป็นโครงการที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนอุตสาหกรรม และการขนส่งสินค้า ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์จังหวัดระนอง และกลุ่มจังหวัดอันดามันที่กำหนดให้ระนองเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าฝั่งอันดามัน อีกทั้งรองรับแผนการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ฝั่งอ่าวไทย และอันดามันด้วย

"ระบบรางมีการพูดคุยมานาน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ ทำให้การขนส่งสินค้ามายังจังหวัดระนอง และจากจังหวัดระนองสู่จังหวัดอื่นๆ มีความยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายการขนส่งสูง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือต้องใช้ระบบราง อีกทั้งปัจจุบันจังหวัดระนองมีท่าเรือขนาดใหญ่แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพ ยังไม่มีบริษัทเดินเรือเข้ามาใช้บริการ เพราะมีปัญหาในส่วนของการขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองสู่พื้นที่ต่างๆ หรือจากพื้นที่ต่างๆ มายังท่าเรือระนอง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ก่อนที่จะเสียโอกาสให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่พบว่าขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ และมีการตัดโครงข่ายถนนเชื่อมโยงไปถึงประเทศจีน"

นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.ระนอง อดีตประธานหอการค้า จ.ระนอง กล่าวว่าจังหวัดระนองได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างท่าเรืออเนกประสงค์ที่บ้านเขานางหงส์ แต่พบว่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพเนื่องจากบริษัทขนส่ง และบริษัทการเดินเรือยังไม่ให้ความสนใจ เนื่องจากระบบการคมนาคมทางบกที่ยังไม่สะดวก ในขณะที่ท่าเรือระนองเป็นท่าเรือที่สามารถย่นระยะเวลาการเดินทางในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศกลุ่มบริมเทค และตะวันออกกลางได้กว่า 10-15 วัน เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่ากุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลฝั่งอันดามันได้นั้นจะต้องมีระบบรางเข้ามาช่วยรองรับและเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางตู้คอนเทนเนอร์จากฝั่งอ่าวไทยมายังฝั่งอันดามัน

"หากสามารถวางโครงข่ายให้ระนองและชุมพรสามารถเชื่อมโยงซึ่งกันและกันได้น่าจะส่งผลดีต่อระบบการขนส่ง และผลดีต่อการพัฒนายุทธศาสตร์ของทั้ง 2 จังหวัดอย่างแน่นอน โดยจากการศึกษาพบว่าระยะทางของระบบรางที่จะใช้เชื่อมต่อมายังจังหวัดระนองนั้นประมาณ 100 กม. ใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,627 17-20 เมษายน พ.ศ. 2554


http://www.thanonline.com/index.php?...-38&Itemid=479
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 09:40 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 23.08%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu