daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile


Reply

 
Thread Tools Display Modes
Old April 9th, 2011, 10:29 AM   #461
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Land Rover eyes local Defender output

Published: 8/04/2011 at 12:00 AM


Land Rover is planning to build the next-generation Defender in Thailand at an underutilised facility in Laem Chabang in the eastern province of Chon Buri.


The off-roader, which has served both the military and civilians around the world for decades in its current form, will get a facelift in 2014.

According to industry sources, the plan is to use the country as a regional production hub for right-hand-drive versions of the Defender.

The initial production target of the completely knocked-down Defender is around 500 units per year for markets in this region. An investment figure hasn't been disclosed.

"Although the figure is quite low to yield proper profits, Land Rover doesn't want to take a risk [by making more than that]," said one source.

Land Rover was attracted to Thailand because of the extensive parts supply network and the privileged excise taxes for pickups.

Today's Defender uses a chassis-on-frame body and would be counted as a PPV (pickup passenger vehicle) taxed at 20% like the Toyota Fortuner if made in the country.

The more utilitarian versions of the Defender could attract a lower 3% tax rate (12% for a double-cab), although the vehicle would have to be adapted with rear leaf springs as stipulated by excise rules.

Should the Defender be able to avoid the 80% import duty and 35% excise tax (it has a 2.4-litre diesel engine today), its price would fall substantially.

The source said the ideal price range of the Defender would be 1.5 million to 2 million baht, although nothing is final yet. Currently the Defender retails at 3.25 million in completely built-up form.

This is not the first time Land Rover produced vehicles in Thailand. In the late 1990s, it assembled the first-generation Freelander SUV at the Thai-Swedish Assembly on Bang Na-Trat Road.

At that time, there was a special tax rate for SUVs, officially known as "off-road purpose vehicles". However, tax rates for SUVs and passenger cars were merged in 2004.

This doubled the retail price of all Land Rover models, forcing the brand to close down assembly lines.

http://www.bangkokpost.com/auto/auto...efender-output

napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old April 16th, 2011, 05:37 PM   #462
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Nissan eyes another eco-car in Thailand

Published: 12/04/2011 at 12:00 AM


Nissan Motor, Japan's second-largest automaker, wants to produce its latest eco-car in Thailand after its initial eco-car, the Nissan March.

Once the new model's production starts, Nissan's output of eco-cars here will top 100,000 units this year, with an aim to export the new model back home, said an executive at Nissan's Thai unit.

She said about 2,000 units of the Nissan March ordered during last month's Bangkok International Motor Show were likely to face delays in delivery of up to two months, due partly to disruption of automotive parts sourced from Japan.

"We expect to launch a new model this year after the March's debut last year," she said.

Nissan aims to maintain production of the March at last year's level of 80,000 to 90,000 units, including those bound for Japan. The addition of the new model will take production of eco-cars at the Thai plant to about 100,000 units.

"The parent firm is about to start production of this new model in China, but those they are going to produce in Thailand will be for export to Japan in addition to the domestic market," the executive said, noting that the production platform of the March in Thailand had encouraged the company's Japanese headquarters to form the plan.

Nissan received orders for about 3,200 vehicles at the 10-day motor show, including 2,000 units of the March.

"Deliveries of the March made prior to the motor show are being cleared off, but new orders placed during the show should be delayed by about one to two months," she said.

Nissan and Honda Motor, the third-largest Japanese carmaker, have announced that production at their assembly plants in Japan will resume today, while top player Toyota Motor is likely to reopen plants after Songkran.

The Nissan executive said existing parts supplies were sufficient to serve Nissan's production in Thailand over the Songkran period despite the impact of last month's natural disasters and the subsequent nuclear crisis on suppliers in Japan.

Some deliveries may be delayed but the amount will not be significant and will not seriously affect Nissan's target to sell 74,000 units in Thailand this year.

"Nissan has implemented global sourcing policies that can soften the impact of possible parts supply shortage," the executive said.

http://www.bangkokpost.com/auto/auto...ar-in-thailand
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 17th, 2011, 07:53 AM   #463
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

ยานยนต์ญี่ปุ่นเลี่ยงสึนามิโยกฐานสู่ไทย


โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
วันอังคารที่ 12 เมษายน 2011 เวลา 19:08 น.

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูรประธานกลุ่มยานยนต์ส.อ.ท.มั่นใจผลกระทบจากสึนามิประเทศญี่ปุ่นไม่ทำให้พลาดเป้าผลิตรถยนต์ปี 2554 จับตาครึ่งปีหลัง ทุกค่ายแห่อัดโอทีชดเชยครึ่งแรกที่มีสุญญากาศระยะสั้น เผยติดตามทุนญี่ปุ่นในพื้นที่เสี่ยงมีความเป็นไปได้สูงจะโยกฐานผลิตชิ้นส่วนและการประกอบรถบางรุ่นออกนอกประเทศ เล็งไทยเป็นตัวเลือกแรก"มาสด้า"กางแผนรองรับผลกระทบด้านชิ้นส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่น ด้าน"บีโอไอ"จัดโรดโชว์แดนปลาดิบต้อนชิ้นส่วนยานยนต์เข้าไทย

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากวิกฤติสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นจะไม่ส่งผลให้เป้าในการผลิตรถยนต์ปี 2554 ของไทย จำนวน 1.8 ล้านคันต่อปีได้รับผลกระทบและมั่นใจว่าฐานการผลิตในประเทศไทยยังทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้แน่นอน โดยในจำนวนรถ 1.8 ล้านคัน จะแบ่งเป็น 1 ล้านคัน ผลิตเพื่อการส่งออกและจำนวน 800,000 คัน จะผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ

"แม้ว่าในช่วงเดือนมีนาคมจะเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น แต่ขณะนี้ยอดออร์เดอร์ก็ยังไม่ได้ลดลงมาก จะมีอยู่บ้าง ก็กรณีที่ส่งออกไปยังญี่ปุ่นและตะวันออกกลางบางประเทศ ส่วนที่ญี่ปุ่นขณะนี้ค่ายชิ้นส่วนบางค่ายก็เริ่มกลับมาผลิตได้แล้วแต่กำลังผลิตยังกลับมาไม่เป็นปกติ บางค่ายที่กระทบก็หันไปใช้ฐานการผลิตอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าโดยรวมแล้วอาจจะมีการสะดุดลงบ้างในแง่การใช้ชิ้นส่วนบางรายการ ทำให้ในระยะสั้นนี้ยังดำเนินการผลิตได้ไม่เต็มที่"

อย่างไรก็ตามในเร็วๆนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในญี่ปุ่นจะต้องมีการเฉลี่ยการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญไปยังฐานการผลิตในประเทศต่างๆก่อน ทั้งที่ฐานการผลิตรถยนต์ในไทย อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา รวมถึงฐานผลิตในญี่ปุ่นด้วย ขึ้นกับว่าฐานการผลิตรถยนต์ที่ใดมีความจำเป็นมากกว่ากันก็จะต้องส่งชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่นไปให้ก่อนในช่วงที่กำลังการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในญี่ปุ่นยังไม่กลับสู่ภาวะปกติในระยะสั้นนี้ ด้วยการดึงสต๊อกที่มีอยู่กระจายออกไป ทำให้ครึ่งปีแรกยังอยู่ในสถานการณ์ลุ่มๆดอนๆในแง่การจัดสรรใช้ชิ้นส่วนต่างๆจากญี่ปุ่น

"แต่พอผ่านครึ่งปีแรกไปแล้ว ในครึ่งปีหลังทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติโดยทุกค่ายรถยนต์จะแห่อัดโอทีชดเชยครึ่งแรกที่มีช่วงสุญญากาศระยะสั้นอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะต้องติดตามทุนญี่ปุ่นที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะมีความเป็นไปได้สูงว่า จะออกมาลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยโยกฐานผลิตชิ้นส่วนและการประกอบรถยนต์บางรุ่นออกนอกประเทศ และประเทศไทยจะเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายลำดับต้นๆ ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนก่อน เพราะมีฐานผลิตรถค่ายญี่ปุ่นฝังตัวอยู่เกือบทุกค่ายแล้ว โดยล่าสุดเริ่มมีสัญญาณมาแล้วว่ากลุ่มทุนญี่ปุ่นหลายรายจะไม่ลงทุนในพื้นที่เสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นอีก และจะออกมากระจายความเสี่ยงนอกประเทศแทน บางส่วนก็ย้ายไปลงทุนในพื้นที่อื่นในญี่ปุ่นที่ไม่เคยมีความเสี่ยงดังกล่าว

"เดิมทีแต่ละบริษัทในญี่ปุ่นก็มีแผนระยะยาวที่จะออกมาลงทุนนอกบ้านอยู่แล้ว แต่พอมีวิกฤติภัยธรรมชาติที่รุนแรงแบบนี้ทำให้เป็นตัวเร่งในการตัดสินใจออกมาลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่นเร็วขึ้นพร้อมกับมีการปรับแผนการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางด้านชิ้นส่วนยานยนต์"

นายโชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าปัจจัยทางด้านเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ได้ทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลในเรื่องของผลกระทบที่ตามมาต่อกระบวนการผลิตและการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า เนื่องจากขณะนี้มีความต้องการรถยนต์ในตลาดจำนวนมาก รวมทั้งมียอดจองซื้อเข้ามาสูงมาก ทั้งรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงการเปิดตัวรถใหม่ออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นอีโคคาร์หรือ การเปิดตัว All New Mazda3 2.0 ลิตร

ในส่วนของมาสด้า All New Mazda3 2.0 ลิตร ใหม่นั้น หลังจากเปิดตัวออกมาพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งมาสด้าจะเร่งทยอยส่งมอบรถยนต์ใหม่ให้ทันก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลังจากนั้นจะมีการปรับลดปริมาณตามสัดส่วนความต้องการของลูกค้า โดยในขณะนี้มาสด้าได้มีการเตรียมความพร้อมและปรับแผนการผลิตให้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ในเบื้องต้นได้มีการปรับตารางการทำงานให้เหมาะสมกับจำนวนการผลิตในแต่ละวัน และการนำชิ้นส่วนสำหรับการประกอบ เพื่อให้สามารถรักษาการผลิตให้ต่อเนื่องได้ ซึ่งทั้งหมดจะกลับมาเต็มกำลังการผลิตได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้านับจากนี้ไป

นายยาซูชิ อิอิดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลส์ (ประเทศไทย)ฯ ผู้นำเข้ายางโยโกฮามา จากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิพัดถล่ม สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แม้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตของยางโยโกฮามาในญี่ปุ่นก็ตาม แต่สร้างความเสียหายต่อซัพพลายเออร์ของโยโกฮามาที่ต้องส่งอุปกรณ์บางอย่าง เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตยางของโยโกฮามา

"เบื้องต้นส่งผลกระทบต่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนที่ขายในญี่ปุ่นและส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กังวลใจคือ การส่งมอบยางให้ลูกค้าอาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณการสั่งซื้อเข้ามาเยอะ แต่เราส่งของให้ลูกค้าไม่ทัน จนทำให้ยางขาดตลาด ล่าสุดบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะกลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตัวโรงงานผลิตยางของบริษัทไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประสบภัย"

ด้านดร.อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวถึงแผนโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นนับจากนี้ไปว่ายังต้องมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงไม่มีปัญหาแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น แต่การที่ค่าเงินเยนแข็งค่ามาก บวกกับค่าแรงงานสูง ทุนญี่ปุ่นก็มีแผนที่จะออกมาลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) อย่างกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่มีโอกาสจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น นับจากนี้ไป ถือเป็นการลงทุนระลอกใหม่จากญี่ปุ่นที่น่าจับตามอง

สำหรับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือ เอฟดีไอ (Foreign Direct Investment) ในช่วง ไตรมาสแรก มีจำนวนทั้งสิ้น 254 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 70,111 ล้านบาท โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขอรับส่งเสริมมากที่สุดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน มีจำนวน 132 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 52% ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 35,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 67% โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ลงทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นต้น

รองลงมาเป็นการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิต IC และโครงการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ เงินลงทุนรวมกว่า 7,000 ล้านบาท
อันดับสาม คือประเทศฮ่องกง โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 9,749 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสิ้น โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าจากของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ โครงการ Theme Park และโครงการโรงแรม เงินลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,626 14-16 เมษายน พ.ศ. 2554

http://www.thanonline.com/index.php?...-45&Itemid=417
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 17th, 2011, 07:01 PM   #464
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ข่าวล่าสุดสัปดาห์นี้ภาคภาษาอังกฤษโตโยต้า กับผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ไม่ย้ายออกจากญี่ปุ่นครับ เพราะกันคนตกงาน และฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศตัวเอง

ข่าวนี้ไม่มีสำนักข่าวไทยไหนแปลเลย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 18th, 2011, 04:32 AM   #465
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7440 ข่าวสดรายวัน


ครบ1เดือนมหันตภัย ญี่ปุ่นเล็งย้ายฐานมาไทย

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


ครบรอบ 1 เดือนของมหันตภัยในประเทศญี่ปุ่นมาหมาดๆ หลายๆ อุตสาหกรรมกำลังรอความชัดเจน ทั้งการนำเข้า และส่งออก

ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกของไทยอันดับ 2 รองจากจีน มีมูลค่าการค้าในปีที่ผ่านมาถึง 20,416 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 10.5%

สินค้าส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นที่สำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถยนต์และชิ้นส่วน ยางพารา แผงวงจรไฟฟ้า อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก

ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น อาทิ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนจากญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวม 2,006 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 719,679 ล้านบาท

อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร โลหะ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นสนใจลงทุนในไทยมากที่สุด รวม 804 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 373,115 ล้านบาท

แม้ว่าขณะนี้แผนการลงทุนต่างๆ ของนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในระยะกลางและยาวมีการประเมินจาก นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ว่า ช่วง 1-2 ปีข้างหน้าญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

ญี่ปุ่นมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจ และไทยเองเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นนิยมเข้ามาลงทุน

ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มทยอยย้ายฐานเข้ามาในไทย ในหลายอุตสาหกรรมแล้ว

แม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มจะดีขึ้น แต่การขนส่งสินค้าไปยังญี่ปุ่นต้องปรับแผนกันใหม่

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภา ผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกสินค้าไทยขณะนี้ยังไม่สะดวกนัก ระบบการขนส่งในญี่ปุ่นยังถูกจำกัดในเรื่องน้ำมัน ระบบไฟฟ้ายังมีปัญหา

ผู้ส่งออกต้องเปลี่ยนเส้นทาง จากเดิมสินค้าไทยจะส่งไปยังท่าเรือเซนได โกเบ โอซาก้า และนาโงย่า แต่เมื่อท่าเรือเซนไดถูกสึนามิพังเสียหาย ต้องย้ายไปยังท่าเรืออื่นๆ แทน ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณตู้ละ 400-500 เหรียญสหรัฐ

สินค้าไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นช่วงนี้ หากเป็นช่วงปกติจะส่งไปรองรับการใช้จ่ายในเทศกาลซากุระบาน และโกลเด้นวีกช่วงต้นเดือนพ.ค. แต่ขณะนี้เหตุการณ์ในญี่ปุ่นไม่ปกติจึงคาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างน้อย 2-3 เดือน และคาดว่าจะกลับมาดีขึ้นช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า หรือช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติช่วงไตรมาส 4 จากการอัดฉีดงบประมาณฟื้นฟูประเทศอย่างเต็มที่ของรัฐบาลญี่ปุ่น

สำหรับสินค้าอาหารนั้นตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงขณะนี้ลูกค้าประมาณ 90% ขอให้ชะลอการส่งออกไปญี่ปุ่นก่อน จนกว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้วคาดว่าการส่งออกอาหารไปญี่ปุ่นจะดีขึ้น

ความเห็นต้องนี้สอดคล้องกับ นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นจะส่งผลดีต่ออาหารไทย ที่จะได้รับคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) สูงขึ้น จากขณะนี้ไทยส่งออกอาหารไปยังญี่ปุ่นประมาณ 25% ส่วนใหญ่เป็นอาหารแช่แข็ง กุ้ง และไก่ต้มสุก

ออร์เดอร์อาหารที่จะเพิ่มขึ้นมาจากทั้งญี่ปุ่น และในประเทศอื่นๆ ที่สั่งนำเข้าอาหารจากไทยทดแทนสินค้าจากญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนไปยังอาหารและสินค้าเกษตรของญี่ปุ่น

แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าปีนี้มีการส่งออกในภาพรวมจะเติบโต 10-15% หรือมีมูลค่าประมาณ 8 แสนล้านบาท เนื่องจากทั่วโลกขาดแคลนวัตถุดิบอาหารจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

อุตสาหกรรมที่ถูกจับตามากที่สุดว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในญี่ปุ่นคือรถยนต์ เพราะไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น

เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ทำให้โรงงานผลิตชิ้นรถยนต์ในเมืองเซนได นับร้อยบริษัทพังพินาศ

บริษัทรถยนต์ในญี่ปุ่นต้องหยุดผลิตไปหลายสัปดาห์ ส่วนโรงงานรถยนต์ในไทยต้องลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) เพื่อประคองการผลิตให้เพียงพอกับชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นที่หายไปนับจากเกิดเหตุตั้งแต่ 11 มี.ค.

แม้ว่าบริษัทแม่ในญี่ปุ่นจะสามารถประเมินสถานการณ์ชิ้นส่วน และเริ่มกลับมาประกอบรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. แต่การส่งชิ้นส่วนมาไทยยังไม่สมบูรณ์ 100%

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิคเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เริ่มมีชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นส่งเข้ามายังไทยบ้างแล้ว เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย. แต่ยังไม่ปกติ เพราะต้องให้เวลาโรงงานที่ผลิตสินค้าทดแทนชิ้นส่วนในการเดินเครื่องการผลิต โดยสินค้า ดังกล่าวต้องทดสอบว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

หลังสงกรานต์คงจะเห็นภาพชัดเจน เพราะบริษัทรถยนต์ต้องตรวจเช็กชิ้นส่วนที่ถูกส่งมาว่าครบถ้วนหรือไม่ คาดว่าไม่เกิน 2-3 เดือน สถานการณ์ชิ้นส่วนรถยนต์กลับมาเป็นปกติ ขณะนี้บางชิ้นส่วนต้องนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา จากอินโดนีเซีย คาดว่าในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.การผลิตรถยนต์ในไทยจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นคาดว่าจะทำให้การผลิตรถยนต์หายไปประมาณ 2-3 หมื่นคัน ไม่ใช่สิ่งที่น่าวิตก เพราะสามารถผลิตชดเชยในช่วงที่บริษัทแม่สามารถจัดหาชิ้นส่วนต่างๆ มาชดเชยชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นที่หายไปได้ครบแล้ว

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่ม อุตสาหกรรมรถ ยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า การผลิตรถ ยนต์ที่ลดลงอาจทำให้ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ต้องรอ รถบางรุ่นต้องรอนาน 4-5 เดือนจากเดิมรออยู่ 2-3 เดือนซึ่งถือว่านานมาก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจจะส่งผลดีทำให้ญี่ปุ่นจะย้ายฐานผลิตชิ้นส่วนบางประเภทที่ไม่เคยผลิตในไทยมาก่อน จากที่หลายค่ายรถยนต์เริ่มย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมาไทยมากขึ้นแล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ

ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในไทยที่ปีนี้ตั้งเป้าไว้ 1.8-2 ล้านคันหรือไม่นั้น คงต้องดูว่าจะกลับมาเป็นปกติเร็วแค่ไหน

ส่วนการย้ายฐานของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนมาไทยนั้นคงต้องรอให้สถาน การณ์นิ่งกว่านี้ก่อน คาดว่าอีก 3-5 เดือนคงจะประมาณได้อย่างชัดเจน


ในด้านของอุตสาหกรรมเหล็ก ที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ของโลก มีการผลิต 100 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 70 ล้านตัน ที่เหลือส่งออกประมาณ 30 ล้านตัน

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตอนที่เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ญี่ปุ่นหยุดการผลิตไปชั่วขณะ แต่ล่าสุดเริ่มกลับมาผลิตใหม่แล้ว

จากการหารือร่วมกันระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้เหล็กในเอเชียเมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นจะไม่ทำให้ราคาเหล็กพุ่งสูงผิดปกติ เพราะประเทศที่มีกำลังการผลิตเหล็กเหลือ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน พร้อมที่จะผลิตเหล็กมาทดแทนเหล็กจากญี่ปุ่นที่จะส่งออกลดลง

ด้านนายกรกฎ ผดุงจิตต์ กรรมการสถาบันเหล็ก ประเมินว่าการส่งออกเหล็กของญี่ปุ่นจะชะลอลงในช่วง 2-3 เดือน เพราะญี่ปุ่นคงต้องนำเหล็กที่ผลิตได้ไปบูรณะประเทศ

แม้ว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นจะผ่านพ้นมาแล้ว 1 เดือน แต่การประเมินผลกระทบ ต่างๆ ยังต้องรอให้ทางการญี่ปุ่นประกาศเป็นตัวเลขที่แน่ชัดออกมา ไทยเองต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะญี่ปุ่นเองมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทั้งในด้านการค้าและการลงทุนกับญี่ปุ่น

http://www.khaosod.co.th/view_news.p...dOQzB4TXc9PQ==
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 18th, 2011, 04:35 AM   #466
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7445 ข่าวสดรายวัน


อุตฯนัดเอกชนแจง-หวั่นฉุดการผลิตวืดเป้า2ล.คัน ค่ายรถยนต์วุ่น-สต๊อกชิ้นส่วนเกลี้ยง


นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า กำลังติดตามสถานการณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด แม้ว่าค่ายรถยนต์ในญี่ปุ่นเริ่มเปิดดำเนินการหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ แต่การส่งชิ้นส่วนรถยนต์มาไทยยังไม่กลับมาเป็นปกติ 100% นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จึงนัดผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นมาร่วมหารือถึงสถานการณ์ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นที่จะส่งมาไทยในวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะสอบถามถึงผลกระทบจากญี่ปุ่นต่อบริษัทรถยนต์ เพราะเท่าที่ทราบบริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่มีชิ้นส่วนสำรองไว้แค่สงกรานต์ คงต้องมาประเมินว่าชิ้นส่วนที่เริ่มส่งมาไทยตั้งแต่ก่อนสงกรานต์นั้นจะเพียงพอหรือไม่

ทั้งนี้เบื้องต้นคาดว่าการผลิตรถยนต์ในช่วง 1-2 เดือนนี้อาจจะลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาคาดว่าจะมีการผลิตสูงสุดที่ 1.8 แสนคัน แต่เมื่อมีปัญหาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นคงจะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะนี้ค่ายรถยนต์กำลังรวบรวมตัวเลขการผลิตรถยนต์ คาดว่าจะชัดเจนหลังสงกรานต์ สำหรับแนวโน้มการขายรถยนต์ยังอยู่ในระดับที่ดีมาก คาดว่าในเดือนมี.ค.จะเป็นสถิติใหม่ เพราะมียอดจองจากงานมอเตอร์โชว์กว่า 3 หมื่นคัน ส่วนในเดือนก.พ.มียอดขายถึง 7.3 หมื่นคัน

สำหรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์ที่สถาบันยานยนต์เคยตั้งเป้าหมายไว้ 2 ล้านคันในปีนี้อาจจะไม่ถึง เพราะมีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสูง ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นและปัญหาน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ คาดว่าการผลิตรถยนต์ในปีนี้จะเหลือเพียง 1.8 ล้านคัน อย่างที่ผู้ประกอบการรถยนต์ตั้งเป้าหมายไว้

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์เริ่มมีชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นส่งเข้ามาไทยบ้างแล้ว แต่ยังไม่ครบอย่างที่ค่ายรถยนต์สั่งไป เพราะบางชิ้นส่วนต้องนำไปผลิตที่โรงงานอื่นในหลายๆ ประเทศ เพื่อทดแทนโรงงานที่ถูกสึนามิถล่ม คงต้องใช้เวลาในการเดินเครื่องการผลิต และทดสอบสินค้า คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนพ.ค.นี้บริษัทแม่ในญี่ปุ่นจะสามารถหาชิ้นส่วนรถยนต์มาทดแทนชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นได้ทั้งหมด

"กรณีที่ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นมีปัญหา คาดว่าจะทำให้การผลิตรถยนต์ในไทยหายไปประมาณ 2-3 หมื่นคัน แต่สามารถผลิตทดแทนได้ในช่วงที่การจัดหาชิ้นส่วนกลับมาเป็นปกติ ซึ่งการผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 น่าจะสะดุดบ้างและกลับมาเป็นปกติในช่วงครึ่งปีหลัง" นายศุภรัตน์ กล่าว

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ในระยะยาวคาดว่า บริษัทชิ้นส่วนที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นนับร้อยบริษัทคงจะย้ายฐานการผลิตจากเดิม ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประ เทศที่มีศักยภาพที่บริษัทชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นจะย้ายฐานเข้ามา

http://www.khaosod.co.th/view_news.p...dOQzB4T0E9PQ==
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 19th, 2011, 07:14 AM   #467
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ปรับ​โครงสร้าง​ภาษี​รถ​ส่อ​เลื่อน​ยาว

Thairath 19/04/2011

ปรับ​โครงสร้าง​ภาษี​รถ​ส่อ​เลื่อน​ยาว เข้า​ทาง​ผู้​ผลิต​ไม่​ต้อง​ออดอ้อน​รัฐ ยัง​ไม่​วางใจ​ผล​กระทบ​วิก​ฤติ​ญี่ปุ่น

นาย​วัลลภ เตีย​ศิริ ผู้​อำนวยการ​สถาบัน​ยาน​ยนต์ เปิดเผย​ว่า ใน​วัน​ที่ 22 เม.ย.​นี้ นาย​วิฑูรย์ สิ​มะ​โชค​ดี ปลัด​กระทรวง​อุตสาหกรรม จะ​เรียก​ผู้​ประกอบ​การ​อุตสาหกรรม​ยาน​ยนต์​และ​ชิ้น​ส่วน​ยาน​ยนต์​และ​จักรยานยนต์​เข้า​หารือ ​เพื่อ​ประเมิน​ผล​กระทบ​จาก​แผ่นดินไหว​ที่​ประเทศ​ญี่ปุ่น​ เพื่อ​หา​แนวทาง​และ​มาตรการ​ใน​การ​วาง​แผน​ผลิต​รถยนต์​ใน​ประเทศ​และ​การ​ส่ง​ออก “ทาง​ผู้​ประกอบ​การ​ใน​ไทย​เอง​ที่​ผ่าน​มา​ก็​รอ​คำ​ตอบ​จาก​ทาง​ญี่ปุ่น​ที่​ภาพ​ไม่​ชัดเจน​ว่า​ปัญหา​จะ​ยืดเยื้อ​มาก​น้อย​เพียง​ใด ​โดย​ภาพ​รวม​ที่​ผ่าน​มา​ชิ้น​ส่วน​บาง​รายการ​อาศัย​มี​สต๊อก​เก่า​อยู่​  จึง​ใช้​วิธี​ลด​การ​ทำ​งาน​ล่วงเวลา​หรือ​โอ​ที” นาย​วัลลภ​กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะ​นี้​หาก​พิจารณา​จาก​ตัวเลข​ของ​ความต้องการ (ดีมานด์) ยัง​คง​ขยาย​ตัว ​ทั้ง​ตลาด​ใน​ประเทศ ​โดย​พิจารณา​จาก​ยอด​จอง​รถยนต์​ใน​งาน​มอเตอร์​โชว์​ที่​สูง​ถึง 3.4 หมื่น​คัน และ​ตลาด​ส่ง​ออก ดังนั้น​ จำเป็น​จะ​ต้อง​เช็ก​ใน​เรื่อง​ของ​ปริมาณ (ซัพพลาย) ให้​ชัดเจน​เพื่อ​ไม่​ให้​กระทบ​ต่อ​ตลาด​ทั้ง​ใน​ประเทศ​และ​ต่าง​ประเทศ​ โดย​ปัจจุบัน​ไทย​ส่ง​ออก​ประมาณ 60% หาก​ชิ้น​ส่วนมี​ปัญหา​ ภาพ​รวม​แต่ละ​บริษัท​คง​จะ​ต้อง​ประเมิน​ว่า​จะ​ปรับ​แผนการ​ผลิต​เพื่อ​การ​ส่ง​ป้อน​ตลาด​ใด​บ้าง

นาย​ศุภ​รัตน์ ศิริ​สุวรรณาง​กู​ร ​ประธาน​กลุ่ม​อุตสาหกรรม​ยาน​ยนต์ สภา​อุตสาหกรรม​แห่ง​ประเทศไทย (ส.อ.​ท.) กล่าว​ว่า ค่าย​รถยนต์​ยัง​คง​ต้อง​ใช้​วิธีการ​ลด​โอ​ที​อยู่​เนื่องจาก​ยัง​เห็นภาพ​ความ​เสียหาย​ที่​ญี่ปุ่น​​ไม่​ชัดเจน​ใน​ขณะ​นี้​ คาด​ว่า​จะ​ต้อง​ใช้​เวลา​อีก​ระยะ​หนึ่ง​เพื่อ​ประเมิน​ความ​เสียหาย​ที่แท้​จริง

สำหรับ​กรณี​ที่​นาย​มั่น พัธ​โน​ทัย รมช.​คลัง​ ได้​ให้​สัมภาษณ์​ถึง​การ​ปรับปรุง​โครงสร้าง​ภาษี​รถยนต์​ใหม่​ทั้ง​ระบบ​จะ​ไม่ทัน​ใน​รัฐบาล​ชุด​ปัจจุบัน​นั้น ​ถือ​เป็น​เรื่อง​ที่​ดี​ เพราะ​กลุ่ม​ยาน​ยนต์ ส.อ.​ท.​ได้​เคย​ทำ​หนังสือ​ถึง​รัฐบาล​ไป​แล้ว​ว่าการ​ปรับ​โครงสร้าง​ภาษี​ควร​จะ​หารือ​กับ​ทุก​ส่วน​เพื่อ​กำหนด​เกณฑ์​การ​ปล่อย​มลพิษ​หรือ​ก๊าซ​คาร์บอนไดออกไซด์​ให้​ชัดเจน​ก่อน ​ไม่​ใช่​ไป​กำหนด​เอง “เรา​เอง​เคย​บอก​รัฐบาล​ไป​แล้ว​ว่า​ไม่​ควร​จะ​เร่งรีบ โดย​ยัง​มี​เวลา​ที่​จะ​หารือ​ให้​ชัดเจน​ โดยเฉพาะ​การ​กำหนด​ค่า​คาร์บอนไดออกไซด์​ที่​เหมาะสม​ว่า​ควร​อยู่​ระดับ​ใด”

ผู้สื่อข่าว​รายงาน​เพิ่มเติม​ว่า สำหรับ​การ​ปรับปรุง​โครงสร้าง​ภาษี​รถยนต์​ใหม่​นั้น​ยัง​ไม่​มี​ความ​แน่นอน ​โดย​วงใน​ระบุ​ว่า​ให้​จับตา​ดู​การ​ประชุม​คณะ​รัฐมนตรี (ครม.) วัน​ที่ 20 เม.ย.​นี้ เนื่องจาก​เมื่อ​สอบ​ถาม​ไป​ยัง​กระทรวง​อุตสาหกรรม​ส่วน​ใหญ่​จะ​ได้​รับคำ​ตอบ​ที่​ไม่​ตรง​กับ​กระทรวง​การคลัง.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 20th, 2011, 07:03 AM   #468
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์ มี.ค.ขยายตัว 1.82%ที่ 85,626 คัน

ข่าวรายวัน - ข่าวในประเทศ
โดย ณัฐญา เนตรหิน
วันพุธที่ 20 เมษายน 2011 เวลา 11:55 น.

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเดือนมี.ค. 54 ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป อยู่ที่ 85,626 คัน เพิ่มขึ้น 1.82% จากเดือนมี.ค. 53 และเพิ่มขึ้น 6.11% จากเดือนก.พ.54 โดยมีมูลค่าการส่งออก 37,742.82 ล้านบาท ลดลง 3.77%จากเดือนมี.ค. 53 สำหรับในช่วง 3 เดือนแรกของปี 54 (ม.ค. - มี.ค.) มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 234,407 คัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้น 8.18%จากระยะเวลาเดียวกันในปี 53 และมีมูลค่าการส่งออก 102,215.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.09% จากเดือนม.ค. - มี.ค. 53


ยอดการผลิตในเดือนมี.ค.รวมทั้งสิ้น 172,004 คัน เพิ่มขึ้น 13.8% จากเดือนมี.ค. 53 และเพิ่มขึ้น 14.1% จากเดือนก.พ.54 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก จำนวน 80,210 คัน คิดเป็น 46.63% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 3.08% จากมี.ค. 53 และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 91,794 คัน คิดเป็น 53.37% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 34.23% จากเดือนมี.ค. 53 เนื่องจากยอดขายภายในประเทศที่สูงขึ้น

ส่วนจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ช่วง 3 เดือนแรกของปี 54 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 468,981 คัน เพิ่มขึ้น 22.5% จากเดือนม.ค. - มี.ค. 53 ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 235,563 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 233,418 คัน

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ในเดือนมี.ค. มียอดขายรถยนต์ภายในประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 93,008 คัน เพิ่มขึ้น 20.46% จากเดือนก.พ. 54 และเพิ่มขึ้น 47.5%จากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ส่วนยอดขายรถยนต์ ตั้งแต่เดือนม.ค. - มี.ค. 54 มียอดขาย 238,619 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 43.1%

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นใหม่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นลำดับมาตั้งแต่ต้นปี ราคาสินค้าเกษตรยังมีราคาสูง รวมถึงการส่งออกที่ยังคงเติบโตสูง

http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 21st, 2011, 06:21 AM   #469
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

'ซูมิโตโม'ได้ฤกษ์ผุดอีกโรงงาน

"ซูมิโตโม"สยายปีกควงเฮียวซุง กลุ่มทุนเกาหลีใต้ ตั้งฐานผลิตลวดสำหรับยางรถยนต์ในไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากโรงงานในญี่ปุ่น วางเงินลงทุน 2,194.6 ล้านบาท ผลิต Steel Tire Cord 32,400 ตันต่อปี และBrass Plated Steel 3,600 ตันต่อปี หวังป้อนบริษัทในเครือ และส่งออกไปอเมริกา

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ทางกลุ่มบริษัท ซูมิโตโม (SUMITOMO) ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการร่วมทุนกับบริษัท เฮียวซุง คอร์ปอเรชั่น ประเทศเกาหลี เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนตั้งฐานการผลิต Steel Tire Cord ซึ่งเป็นเส้นลวดที่นำมาควั่นเกลียวเพื่อใช้ในการผลิตยางรถยนต์ กำลังการผลิต 32,400 ตันต่อปี และผลิต Brass Plated Steel ซึ่งเป็นลวดวัตถุดิบขั้นต้นสำหรับผลิต Steel Tire Cord กำลังการผลิต 3,600 ตันต่อปี ด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 2,194.6 ล้านบาท ตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง

โครงการดังกล่าวจะมีการนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มูลค่ารวม 1,360 ล้านบาท ลงทุนด้านที่ดินและการก่อสร้างประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนวัตถุดิบ เช่น เหล็กลวด (Wire Lod) จะมีการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดประมาณ 850 ล้านบาทต่อปี และจะมีการจ้างแรงงานไทยรวม 400 คน

การลงทุนในครั้งนี้เป็นการผลิต Steel Tire Cord เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย 47% โดยส่งให้แก่ บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซูมิโตโม เพื่อนำไปผลิตยางรถยนต์ อีก 53% จะส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อขายให้ลูกค้า เช่น กู๊ดเยียร์ และ คูเปอร์ เป็นต้น ส่วนการผลิต Brass Plated Steel จะผลิตเพื่อส่งออกให้กับโรงงานของซูมิโตโมในอินโดนีเซีย สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต Steel Tire Cord ต่อไป โดยโครงการดังกล่าวประมาณการว่าในปีที่ 1 ของการเปิดดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ จะมีรายได้กว่า 500 ล้านบาท จากนั้นในปีที่ 2-3 รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านบาท และ 1,900 ล้านบาทตามลำดับ

ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ตามโครงการมีขั้นตอนการชุบเคลือบผิวและมีเตาอบที่มีกำลังการผลิตเกิน 100 ตันต่อวัน จึงอยู่ในข่ายต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โดยในกระบวนการผลิต ขั้นตอนการชุบเคลือบผิวจะมีน้ำเสียประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะรองรับด้วยระบบบำบัดน้ำเสียที่สามารถรองรับน้ำเสียได้ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน พร้อมกันนี้โครงการดังกล่าวมีการจัดการอากาศเสีย โดยจะปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) เพียง 1 พีพีเอ็ม ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 60 พีพีเอ็ม ส่วนการปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) จะอยู่ในระดับ 30 พีพีเอ็ม ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 200 พีพีเอ็ม

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่โครงการดังกล่าวแล้ว โดยยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี แต่มีเงื่อนไขว่าต้องดำเนินการโครงการให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกบัตรส่งเสริม นอกจากนี้ ยังต้องได้รับใบรับรองคุณภาพ ตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือ ISO 14000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่าภายใน 2 ปี นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 1 ปี

โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ผลิต Steel Tire Cord รายใหญ่ 2 ราย คือ บริดจสโตน และมิชลิน มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 70,000 ตันต่อปี เป็นการผลิตเพื่อป้อนสายการผลิตรถยนต์ของบริดจสโตนและมิชลินเป็นหลัก ส่วนผู้ผลิต Steel Tire Cord รายใหญ่ระดับโลก 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.BEKAERT ประเทศเบลเยียม 2.KISWIRE ประเทศเกาหลีใต้ และ 3.SUMITOMO ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโตเกียวและนครโอซากา ประกอบกิจการผลิตสายไฟและเส้นลวดประเภทต่างๆ มีสำนักงานกว่า 300 แห่ง ใน 30 ประเทศทั่วโลก และมีการจ้างงานมากกว่า 150,000 คน ในปี 2553 ที่ผ่านมามียอดขายสูงถึง 1.8 ล้านล้านเยน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,628 21-23 เมษายน พ.ศ. 2554



http://www.thanonline.com/index.php?...-46&Itemid=418
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 22nd, 2011, 09:51 AM   #470
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

หางเลขสึนามิในญี่ปุ่น "โตโยต้า"ประกาศหั่นกำลังผลิต3รง.ในไทยลง50% ยาวถึงเดือนมิ.ย.

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและสึนามิในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554


บริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่าง ๆ ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง


อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 22nd, 2011, 01:29 PM   #471
oooo^o^o
Registered User
 
Join Date: Jan 2010
Posts: 571
Likes (Received): 3

“โตโยต้า” ประกาศลดการผลิตในไทย หลังเกิดวิกฤตแผ่นดินไหว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 เมษายน 2554 14:35 น.






โตโยต้า ประกาศลดกำลังการผลิตในไทย อันเป็นผลกระทบจากวิกฤตแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น


เอเอฟพี - โตโยต้า จะลดกำลังการผลิตของโรงงานในไทยเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนรถยนต์ อันเป็นผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ตัวแทนโตโยต้าในไทย เผยวันนี้(22)

โรงงานประกอบรถยนต์ 3 แห่งของ โตโยต้า ในไทย จะระงับการผลิตทุกวันจันทร์และวันศุกร์ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน และจะดำเนินการผลิตเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี โดย โตโยต้า จะใช้เวลางานที่ขาดหายไปเพื่ออบรมพนักงานเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ โตโยต้า เพิ่งประกาศลดการผลิตในญี่ปุ่น, สหรัฐฯ, สหภาพยุโรป, จีน และ ออสเตรเลีย เนื่องจากผลกระทบของภัยธรรมชาติครั้งรุนแรง

ทั้งนี้ โตโยต้า คาดว่า กำลังการผลิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ภายในปลายปี 2011 นี้

โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นจำนวนมากตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ซึ่งทำให้เกิดสึนามิซัดถล่มเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา
oooo^o^o no está en línea   Reply With Quote
Old April 23rd, 2011, 05:57 AM   #472
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ช็อก! โตโยต้า-ฮอนด้าปิดรง.เลื่อนส่งมอบรถ ร่อนหนังสือถึงดีลเลอร์หยุดรับจองอีโคคาร์ "บริโอ้"


หางเลขสึนามิในญี่ปุ่น ทุบตลาดรถยนต์ในไทยอุตลุด "โตโยต้า" ประกาศหั่นกำลังผลิต 3 โรงงานเหลือแค่ 30% "ฮอนด้า" ลด 50% ร่อนหนังสือถึงดีลเลอร์ เบรก รับจอง "บริโอ้" คนซื้อช็อก ! เลื่อนยาวส่งมอบรถ สถาบันยานยนต์ประเมินรายได้ที่หายไป 75,000 ล้านบาท เตือนอย่าปลดคนงาน หวั่นกำลังผลิตฟื้นแรงงานไม่กลับมาทำงานฉุดอุตสาหกรรมยานยนต์พังทั้งระบบ

ผลกระทบจากปัญหาโรงงานผลิตรถยนต์ขาดชิ้นส่วนที่จะนำมาประกอบรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นทำให้เกือบทุกโรงงานในประเทศไทยต้องลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 50%

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยกว่า 10 ราย อาทิ โตโยต้า, ฮอนด้า, ซูซูกิ, จีเอ็ม, มิตซูบิชิ ว่า นับ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน ทุกค่ายรถยนต์จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 50% ส่วนผู้ผลิตรถจักรยานยนต์นั้นยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยหลังจากเดือนมิถุนายนแล้ว ค่ายรถยนต์ต้องประเมินสถานการณ์และทบทวนแผน การผลิตอีกครั้ง

ก่อนหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะแถลงถึงผลกระทบด้านการผลิตเพียงวันเดียว กระทรวงการคลังเรียกผู้ประกอบการเข้าไปหารือถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์อย่างมาก

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการประชุม ตัวแทนฝ่ายโตโยต้าได้ลุกขึ้นชี้แจงพร้อมร้องขอให้รัฐบาลควรมองปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นก่อน โดยค่ายโตโยต้าระบุว่า ขณะนี้ชิ้นส่วนอะไหล่ที่เกิดปัญหาจากผลกระทบสึนามิในญี่ปุ่นทำให้ช่วง 2 เดือนจากนี้โตโยต้าจะต้องลดกำลังผลิตลงไปถึง 70%

หลังจากนั้นโตโยต้าก็ได้ส่งเอกสารถึงสำนักพิมพ์ทุกแห่ง โดยนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและสึนามิในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการส่งชิ้นส่วนเพื่อทำการประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ดังนั้นบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554

บริษัทได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคารถึงวันพฤหัสบดีจะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิตบริษัทมีแผนจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่าง ๆ ให้กับพนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียม ความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง

เช่นเดียวกับค่ายฮอนด้า นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการบริหาร บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงเวลา 1-2 เดือนนี้ฮอนด้าปรับลดกำลังผลิตไป 50% ของกำลังการผลิต ในแต่ละเดือน ฮอนด้าพยายามรักษากำลังการผลิตเพื่อหล่อเลี้ยงโรงงานและไลน์ผลิต

ส่วนค่ายนิสสันก็คล้ายกัน โดยได้ลดกำลังผลิตกว่า 20% แต่บริษัทยังคงดำเนินการผลิตที่ 2 กะต่อวัน มั่นใจว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเดือนกรกฎาคมอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวสำรวจบรรดาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ พบว่า ขณะนี้เกือบทุกค่ายอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเป็นด่านแรกที่จะต้องเจอกับลูกค้า ปัญหาด้านการผลิต ซึ่งจะมีผลต่อการส่งมอบรถยนต์ทำให้ยังไม่สามารถชี้แจงกับลูกค้าได้ และไม่สามารถระบุความชัดเจนในการส่งมอบรถได้

ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้บริษัทฮอนด้าได้ทำหนังสือมายังตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศว่า เกิดความล่าช้าในการผลิตรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ทุกรุ่นของฮอนด้าต่างประสบปัญหาเดียวกัน กรณีฮอนด้า บริโอ้ ที่เดิมคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถยนต์ลอตแรกได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554 นั้น ก็ยังไม่สามารถ ส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้หมด และวันนี้ ก็ต้องพยายามชี้แจงกับลูกค้าถึงปัญหาเรื่องความล่าช้าในการส่งมอบ

รวมถึงในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ฮอนด้าเตรียมทำจดหมายถึงดีลเลอร์ทั่วประเทศ ว่าให้หยุดรับจองรถอีโคคาร์ ฮอนด้า บริโอ้ ก่อน เนื่องจากไม่สามารถผลิตรถได้ทัน

ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า กำลังการผลิตที่ลดลงเฉลี่ย 50% ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนกว่านั้น ประเมินรายได้ที่หายไปน่าจะถึง 75,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมกับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ

สำหรับแผนการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกนั้น คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แต่ทั้งนี้หวังว่าในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทุกฝ่ายจะเร่งเดินเครื่องการผลิตได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแผนการผลิตที่ 1.8 ล้านคันในปีนี้

ทั้งนี้ปัญหาที่ต้องเร่งดำเนินการอีกอย่างคือ มาตรการการช่วยเหลือคนงาน โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกรงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลให้แรงงานหายออกไปจากอุตสาหกรรม

ดังนั้นทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งหามาตรการเพื่อช่วยเหลือและรองรับตรงนี้ โดยสัปดาห์หน้ากระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งทำโครงการในการพัฒนาบุคลากรตรงนี้ เพื่อรักษาแรงงานไว้ เมื่อกำลังการผลิตฟื้นจะได้เดินหน้าอย่างเต็มที่

http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 23rd, 2011, 07:57 PM   #473
Nongkhai_tong
tong_mild
 
Nongkhai_tong's Avatar
 
Join Date: Dec 2004
Location: Udon Thani - Nongkhai - Bangkok - Singapore
Posts: 3,248
Likes (Received): 9

โดนหางเลขกันไปเป็นแถวเลยครับพี่น้อง
__________________
รถ

"เรากำลังเล่นเว็บบอร์ดอินเตอร์อยู่นะครับ สังคมคนไทยในนี้เป็นเพียงแค่สังคมเล็ก ๆ ของ SSC ไม่ว่าเราจะอยู่จังหวัดไหน ขอให้รักใคร่ปองดองกัน - Nongkhai_tong"
Nongkhai_tong no está en línea   Reply With Quote
Old April 24th, 2011, 07:42 AM   #474
DD2020
Kikapu!
 
DD2020's Avatar
 
Join Date: May 2004
Location: Bangkok
Posts: 1,613
Likes (Received): 13

หวังว่าใช้บทเรียนนี้ เพื่อพิจรณา relocate โรงงานชิ้นส่วนเข้ามาตั้งในไทยให้มากขึ้นเถอะครับ

ท่านผู้บริหารซามูไร

__________________
dd2020.multiply.com
DD2020 no está en línea   Reply With Quote
Old April 24th, 2011, 04:05 PM   #475
Nongkhai_tong
tong_mild
 
Nongkhai_tong's Avatar
 
Join Date: Dec 2004
Location: Udon Thani - Nongkhai - Bangkok - Singapore
Posts: 3,248
Likes (Received): 9

Quote:
Originally Posted by DD2020 View Post
หวังว่าใช้บทเรียนนี้ เพื่อพิจรณา relocate โรงงานชิ้นส่วนเข้ามาตั้งในไทยให้มากขึ้นเถอะครับ

ท่านผู้บริหารซามูไร

ย้ายมา made in Thailand ให้หมดทุกชิ้นส่วนเลย ว่าแต่ทางญี่ปุ่นเองคงไม่ยอมหรอกมั้ง ถ้าจะมาให้สร้างโรงงานเพิ่มที่นี่แทนอาจจะมีหวังหว่า
__________________
รถ

"เรากำลังเล่นเว็บบอร์ดอินเตอร์อยู่นะครับ สังคมคนไทยในนี้เป็นเพียงแค่สังคมเล็ก ๆ ของ SSC ไม่ว่าเราจะอยู่จังหวัดไหน ขอให้รักใคร่ปองดองกัน - Nongkhai_tong"
Nongkhai_tong no está en línea   Reply With Quote
Old April 25th, 2011, 06:48 AM   #476
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Siam Kubota kicks start tractor exports to US

THE NATION Published on April 25, 2011


Siam Kubota is convinced it can grow sales to Bt50 billion this year from Bt40 billion last year because the farming industry is expanding both in Thailand and abroad.

Masatoshi Kimata, president of Siam Kubota Corporation, the country's leading manufacturer of tractors, combines and other farm equipment, said last week that besides concentrating on the domestic market, it would emphasise exports this year, particularly to the US, a new target market for Thailand.

Siam Kubota currently ships to only three countries - Cambodia, Burma and Laos. The neighbouring countries account for 15 per cent of the company's sales.

The US market has high potential. This month the firm began production to supply the US and expects to serve the market there soon after meeting with 1,100 dealers in the US.

Kubota expects to start with sending 10,000 tractors to the US this year.

The production line in Thailand for combine harvesters would be enlarged, while imports from China would be scaled back to serve domestic and export growth.

However, Kimata did not mention how much the firm invested in new production in the Kingdom.

Werachai Wipatavit, executive vice president of sales and marketing and headquarters general manager, said at least 40 domestic outlets would be set up this year on top of the existing 200 nationwide. The firm will also continue introducing products every quarter to serve farmers' demand as well as increase efficiency in the Thai farming sector.

The company also sells used tractors called Kubota Max so that farmers can save money.

About Bt20 million has been set aside for corporate social responsibility this year, aimed at promoting sustainable growth for the agriculture industry.

Opart Dhavarjor, senior executive vice president, said Kubota would continue organising projects to upgrade farmers' quality of life by helping to reduce production costs, improve yields and develop environmentally-friendly methods.

For instance, one project would help rice farmers raise soybeans during the off-season. Farmers will gain up to Bt3,500 per rai by diversifying crops. The firm would also continue educating the young generation under its Young Farmer Camp Project.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30153833.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 03:57 AM   #477
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 10:14:18 น.


ปีทองนิคมอุตฯ ยอดขายพื้นที่โตพรวด4.5พันไร่ ญี่ปุ่นย้ายฐานหนีสึนามิมาไทย



ไทยรับอานิสงส์สึนามิญี่ปุ่น กลุ่มทุนยุ่นเคลื่อนทัพย้ายฐานการผลิตเพียบ ฟันธงปีนี้เป็นปีทองของนิคมอุตสาหกรรม เผยยอดขายเพิ่มพรวดถึง 4,500 ไร่ บีโอไอระบุธุรกิจผลิตชิ้นส่วน ยานยนต์ขอส่งเสริมมากสุดกลุ่มทีเอฟดีและอมตะรับส้มหล่น ซื้อที่เพิ่มรองรับลูกค้าทั้งเก่า-ใหม่

นายทวิช เตชะนาวากุล เลขาธิการสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับแนวโน้ม นักลงทุนมีแผนจะขยายและย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศมากขึ้น คาดว่าปีนี้ปริมาณการขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในไทยจะอยู่ที่ 4,500 ไร่ เพิ่มจากปีที่แล้วที่ขายได้กว่า 3,000 ไร่ ปีนี้อาจถือเป็น "ปีทอง" ของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมก็ว่าได้

"ปกตินักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ อยู่แล้ว เมื่อเกิดภัยพิบัติแน่นอนว่านักลงทุนญี่ปุ่นคงต้องย้ายฐานการผลิตเพื่อความปลอดภัย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์, ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์" นายทวิชกล่าวและว่า

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานในไทยมีพอรองรับ แต่ที่เป็นปัญหาคือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ยังขาดแคลนอยู่จำนวนมาก เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของนักลงทุน รัฐบาลจึงต้องวางยุทธศาสตร์ผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ด้วย

กนอ.ชี้ไทยรับอานิสงส์เพิ่ม

แหล่งข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) คาดว่า ในเดือนพฤษภาคมจะเห็นภาพชัดขึ้นถึงการเข้ามาลงทุนของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นลำดับแรก ๆ อยู่แล้ว

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ในไตรมาสแรกปีนี้มีทั้งสิ้น 254 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 70,111 ล้านบาท ประเทศที่ขอรับส่งเสริมมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น 132 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 35,346 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 52% ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 67% โดยมีโครงการสำคัญได้แก่ โครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

ทีเอฟดีทุ่ม 2 พัน ล.รับญี่ปุ่นมาไทย

นายอภิชัย เตชะอุบล ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TFD ประเมินแนวโน้มตลาดนิคมอุตสาหกรรมในปีนี้ว่าจะเติบโตสูงมาก เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากประเทศญี่ปุ่นจะเคลื่อนย้ายมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ ล่าสุดทางบริษัทได้รับการติดต่อขอซื้อและเช่าที่ดินในนิคมเช่นกัน ดังนั้นเพื่อรองรับดีมานด์ที่ เพิ่มขึ้น บริษัทจึงตัดสินใจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท จัดซื้อที่ดิน 700-1,000 ไร่ และลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคในโครงการ ตั้งเป้าว่าเปิดขายภายในปีนี้

เมื่อปี 2551 ทีเอฟดีได้เปิดให้บริการนิคมอุตสาหกรรมเฟสแรก 306 ไร่ ทำเลสายบางปะกง-ฉะเชิงเทรา ก.ม.ที่ 43 โดยพัฒนาเป็นที่ดินเปล่าพร้อมขาย และสร้างโรงงานให้เช่า เจาะตลาดลูกค้ารายย่อย เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีพื้นที่เหลือขาย 100 ไร่ ราคาขายเฉลี่ยไร่ละ 6 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 600 ล้านบาท คาดว่าจะปิดการขายได้สิ้นปีนี้ ทำให้รายได้รวมปีนี้ทั้งปีเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 400 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท

นายอภิชัยกล่าวว่า ปีนี้จึงลงทุนเฟส 2 อยู่ติดถนนมอเตอร์เวย์ แปลงที่ดินมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร และตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า บ้านโพธิ์ ที่มีพื้นที่ 5,000 ไร่ เพราะการวางแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์ เราต้องตั้งอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้ บริษัทให้บริการครบวงจรสำหรับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งขายที่ดินเปล่าไร่ละ 5-6 ล้านบาท และก่อสร้างโรงงานให้เช่า ตารางเมตรละ 180-200 บาท พื้นที่ตั้งแต่ 800-1,600 ตารางเมตร สัญญาเช่า 3 ปี ต่อได้อีก 3 ปี

"ผมคาดว่านักลงทุนจากญี่ปุ่นจะย้ายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นแน่ ๆ เพราะเขาต้องหาฐานการผลิตใหม่มาทดแทนที่เดิม"

อมตะฯกวาดลูกค้า 70 ราย

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปี 2553 ถึงไตรมาสแรกของปีนี้ นักลงทุนทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ยังคงให้ความสนใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ย้ายฐานการผลิตมาปักหลักมากขึ้น

"คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องตลอดปีนี้ เพราะไทยออกรถยนต์รุ่นใหม่และรถยนต์อีโคคาร์มากขึ้น รวมทั้งส่งออกไปที่ญี่ปุ่นด้วย จึงส่งผลดีต่อโรงประกอบรถยนต์ที่จะขยายกำลังการผลิต ซึ่งผู้ลงทุนอยู่เดิมก็จะเข้ามาซื้อที่ดินขยายโรงงานมากขึ้น" นายวิบูลย์กล่าวและว่า ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าจากญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญาซื้อที่ดินกับกลุ่มอมตะแล้วกว่า 70 ราย รวมพื้นที่กว่า 200 ไร่ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนโลหะ และอาหาร

ทั้งยังเชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์ในญี่ปุ่นคลี่คลาย การเซ็นสัญญาซื้อที่ดินจะยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเศรษฐกิจในแถบเอเชียเติบโตขึ้นต่อเนื่อง และไทยถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด เพราะญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับไทยมานานแล้ว

http://www.prachachat.net/news_detai...tid=&subcatid=
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old April 27th, 2011, 06:51 AM   #478
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ไตรมาส2ฝันร้าย! อุตฯรถ1.5แสนคันหายวับไม่มีส่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2554 08:27 น.


พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ! จากตัวเลขการผลิตและขายในประเทศ ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นว่าเล่นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ แต่พอเปิดฉากไตรมาส 2 กลับกลายเป็นฝันราย! อุตสาหกรรมรถไทย เมื่อเจอหางเลขเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น เพราะค่ายรถประเมินผลกระทบล่าสุด ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในไทยไปจนถึงมิถุนายนลดลงเฉลี่ย 50% หรือประมาณ 1.5 แสนคัน เงินสะพัดในตลาดหายไปกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท เหตุผู้ผลิตชิ้นส่วนรถในญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตป้อนให้ได้ตามต้องการ ยักษ์ใหญ่ “โตโยต้า” แถลงโรงงาน 3 แห่ง ต้องหยุดผลิตทุกวันจันทร์และศุกร์ และที่เหลือผลิตเพียงแค่ 50% ของปริมาณการผลิตปกติ ขณะที่ “ฮอนด้า” ประกาศงดรับจองอีโคคาร์ “ฮอนด้า บริโอ้” ที่เพิ่งเปิดตัว เช่นเดียวกับ “มาสด้า3” โฉมใหม่ ที่จะเริ่มส่งมอบได้ช่วงครึ่งปีหลัง แม้แต่ “นิสสัน” ที่ได้รับผลกระทบ 20% ปัจจุบันก็ไม่มีรถตัวธง “นิสสัน มาร์ช” ในสต็อกโชว์รูมดีลเลอร์เลย ส่วนค่ายรถอื่นๆ มีสภาพไม่แตกต่างกัน รวมถึงบรรดารถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะรถตู้ยอดฮิต “โตโยต้า คอมมิวเตอร์” ที่งานนี้ลูกค้านั่งรอกันจนรากงอกเลย


ยังไม่ทันปลาบปลื้มดีใจ กับยอดขายรถยนต์ในไทย ช่วงไตรมาสแรก(ม.ค.-มี.ค.)ของปีนี้ ที่ทำได้มากถึงร่วม 2.4 แสนคัน ซึ่งนับเป็นตัวเลขพุ่งแบบติดเทอร์โบ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมยอดขายทะยานแรงเกือบ 1 แสนคัน เช่นเดียวกับภาพรวมของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไทยไตรมาสแรก ที่มีปริมาณการผลิต 4.68 แสนคัน และเดือนมีนาคมมากถึงกว่า 1.72 แสนคัน ที่ล้วนเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย แต่หลังการเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน กระทรวงอุตสาหกรรมและบริษัทรถยนต์ ต่างได้มีการแถลงผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นชัดเจนเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าส่งผลทำให้การผลิตรถในไทยหายไปเฉลี่ยประมาณ 50%

“เหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้โรงงานประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนของญี่ปุ่นเสียหายมาก จนทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลัง โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนของญี่ปุ่นที่ผลิตได้เพียง 50% ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนไปประกอบรถทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตรถของญี่ปุ่นได้ตามต้องการ และจากการประชุมร่วมกับบริษัทรถยนต์ ต่างแจ้งว่าจะทำให้การผลิตรถในไทยลดลงเฉลี่ย 50% เช่นกัน”

เป็นการเปิดเผยของ “วิฑูรย์ สิมะโชคดี” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภายหลังจากประชุมร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย อาทิ โตโยต้า, ฮอนด้า, อีซุซู, นิสสัน, ซูซูกิ, จีเอ็ม, มิตซูบิชิ และคาวาซากิ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังประเมินว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และคาดว่าหลังจากนั้นจะเริ่มกลับมาฟื้นการผลิตได้มากขึ้น

ขณะที่ “วัลลภ เตียสิริ” ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า แม้การผลิตรถในไทยจะใช้ชิ้นส่วนประมาณ 70-80% แต่ยังมีบางชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชิ้นส่วนประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการผลิตรถ ดังนั้นเมื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่สามารถผลิตสินค้าป้อนให้แก่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกได้ตามต้องการ ย่อมทำให้การผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นในโรงงานต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้เต็มที่เช่นกัน

“จากตัวเลขที่บริษัทรถในไทยแจ้งมา จะทำให้ยอดการผลิตลดลง 50% ซึ่งหมายความว่าตัวเลขการผลิตจะหายไปประมาณ 1.5 แสนคัน ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ หรือจะเกิดการสูญเสียรายได้ไปประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่นั่นเป็นผลกระทบถึงเพียงแค่เดือนมิถุนายน เพราะหากหลังจากนั้นสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ตัวเลขการผลิตย่อมลดลงมากกว่านั้น”

เช่นเดียวกับ “ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุผลกระทบกับตัวเลขการผลิต และตลาดรถยนต์ในไทยได้ แต่เบื้องต้นจากปลายเดือนเมษายนถึงช่วงเดือนมิถุนายน จะทำให้ตัวเลขการผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเฉลี่ยประมาณ 50% จากกำลังการผลิตเฉลี่ยเดือนละ 1.5 แสนคัน(สำหรับรองรับในประเทศและส่งออก) หากหลังจากนั้นสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในญี่ปุ่นกลับมาผลิตได้เต็มที่ โรงงานผลิตรถยนต์ในไทยก็จะสามารถเร่งการผลิตได้ และทำให้ไม่หลุดเป้าหมายการผลิต 1.8 ล้านคัน หรือตลาดในประเทศขาย 9.5 แสนคัน จากที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปีมากนัก

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ค่ายรถยนต์ได้แจ้งต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิที่มีต่อการผลิตรถในไทย โดยโตโยต้าต้องลดกำลังการผลิตลง 50% เช่นเดียวกับฮอนด้า, อีซูซุ, ฮีโน่ และคาวาซากิ ขณะที่นิสสันลดลงประมาณ 20% ส่วนมิตซูบิชิ, ซูซูกิ และจีเอ็ม ลดกำลังการผลิตลงแต่ไม่ได้มากนัก และบริษัทรถยังคาดว่าจะส่งมอบรถบางรุ่นได้ช้าออกไปอาจจะให้ลูกค้ารับรถ 5-6 เดือนก็เป็นได้

สำหรับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แถลงเป็นเอกสารต่อสื่อมวลชนว่า ได้พิจารณาปรับลดปริมาณการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณชิ้นส่วนที่มีจำนวนจำกัด จากผลกระทบเหตุการณ์สึนามิ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2554
โดยบริษัทฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ โดยงดทำการผลิตรถยนต์ในวันจันทร์ และวันศุกร์ ส่วนการผลิตระหว่างวันอังคาร ถึงวันพฤหัสบดี จะเป็นการผลิตในสัดส่วน 50% ของปริมาณการผลิตปกติต่อวัน ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มีการผลิต บริษัทฯจะจัดกิจกรรมและการจัดการอบรมต่างๆ ให้แก่พนักงานเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต อันเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวก ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าในครั้งนี้ สำหรับแผนการผลิตหลังวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ทางบริษัทฯจะประเมินสถานการณ์และพิจารณาผลกระทบ และพร้อมประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

เช่นเดียวกับ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โดย “อาซึชิ ฟูจิโมโตะ” ประธานบริษัท เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบล่าสุด จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ต่อการจัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์จากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ จำเป็นต้องหยุดรับจองฮอนด้า บริโอ้ รถยนต์อีโคคาร์ที่เพิ่งแนะนำสู่ตลาดเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมาชั่วคราว

“สถานการณ์การจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นในขณะนี้ยังคงไม่แน่นอน ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการผลิตฮอนด้า บริโอ้ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นต้องหยุดรับจองฮอนด้า บริโอ้ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเราจะติดต่อลูกค้าที่ได้จองฮอนด้า บริโอ้ ไปก่อนหน้านี้ ผ่านทางผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงสถานการณ์และกำหนดการรับรถเป็นระยะๆ และบริษัทฯ จะเปิดรับจองฮอนด้า บริโอ้อีกครั้ง ทันทีที่การผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น กลับมาอยู่ในระดับปกติ และเราเสียใจที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อลูกค้า”

ส่วนค่ายนิสสันแม้จะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับโตโยต้าและฮอนด้า แต่จากการสอบถามตัวแทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า ขณะนี้ต่างไม่มีรถยนต์ นิสสัน มาร์ช ในโชว์รูมไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้เป็นอย่างต่ำ ทำให้ระหว่างนี้ไม่สามารถส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าได้เช่นเดียวกัน

ด้านบริษัท มาสด้า เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งเปิดตัวเก๋งคอมแพ็กต์รุ่นใหม่ “มาสด้า3” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีปัญหาการผลิตจากการไม่มีชิ้นส่วนส่งมอบจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถผลิตรถยนต์รุ่นนี้ได้ และต้องแจ้งการส่งมอบรถให้กับลูกค้าเป็นครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ไม่เพียงจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเฉลี่ย 50% แล้ว รถนำเข้าสำเร็จรูปจากประเทศญี่ปุ่น เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าอิสระ หรือเกรย์มาร์เกต หรือแม้แต่บริษัทตัวแทนจำหน่าย อย่างเช่นแบรนด์ “เลกซัส” หรือ “ซูบารุ” ขณะที่รถตู้ยอดนิยม “โตโยต้า คอมมิวเตอร์” ก็งดรับจองรุ่นนี้เช่นกัน

เรียกว่า... อุตสาหกรรมรถยนต์ และตลาดรถในไทย เข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว! ทีนี้คงต้องมาลุ้นกันต่อไป จะสามารถกลับมาพลิกฟื้นได้เร็วแค่ไหน? หากไม่จบภายในเดือนมิถุนายน งานนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่?!


http://www.manager.co.th/Motoring/Vi...=9540000051210
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old April 30th, 2011, 06:42 AM   #479
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

เปิดไส้ในโครงสร้างใหม่"ภาษีรถ" บ.ยักษ์ขวางกระทบอุตฯทั้งระบบ


เปิดไส้ในโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ คลังเดินหน้าดันประกาศกระทรวงการคลัง ชงเข้า ครม.ทิ้งทวน 3 พ.ค.นี้ รีดภาษีเพิ่ม 5% บีบค่ายรถยนต์ปรับปรุงไลน์ผลิต ลดภาวะโลกร้อน เอกชนเห็นด้วยในหลักการ แต่รายละเอียดต้องคุยกันอีกเยอะ เวลาปรับตัว 3 ปีไม่พอ


นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ว่า กระทรวงการคลังยังคงยืนยันว่าจะนำประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษีรถยนต์เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดสุดท้ายพิจารณาในวันอังคารที่ 3 พ.ค.นี้ ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์ในครั้งนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บภาษีรถยนต์ใหม่ จากเดิมกรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีโดยพิจารณาจากขนาดของเครื่องยนต์ (CC) และแรงม้าเพียงอย่างเดียว ส่วนโครงสร้างภาษีใหม่นั้นจะเน้นไปที่เรื่องการลดประมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตามมาตรฐานของยุโรป, สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์เป็นหลักการสำคัญ

"การปรับปรุงโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจาก 3 กระทรวงอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งคลัง, อุตสาหกรรมและพลังงาน ที่ผ่านมาทั้ง 3 กระทรวงได้ตั้งทีมงานขึ้นมาศึกษาตั้งแต่ปี 2553 และได้มีการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งทางฝั่งของผู้ผลิตขอเวลาปรับตัว 5 ปี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมจะให้เวลาแค่ 2 ปี ส่วนกระทรวงการคลังเราเดินสายกลาง เอาแค่ 3 ปีพอ"

นายมั่นกล่าวต่อไปอีกว่า โครงสร้างภาษีรถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 43 อัตรา ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนด้านนโยบาย การจัดเก็บภาษีและการลงทุน และยังไม่สนับสนุนให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่น การปรับลดภาษีให้กับรถยนต์ E20 และ E85 ทำให้รัฐสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้สะท้อนว่ามีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปแบบ



ดังนั้นโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ จึงควรที่จะมีอัตราภาษีน้อยลง เพื่อให้เกิดความเรียบง่าย และเกิดความชัดเจนด้านนโยบาย การจัดเก็บภาษีและการลงทุน และควรที่จะมีการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 มาเป็นฐานในการคำนวณภาษี เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาวะโลกร้อนด้วย

สำหรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1) กลุ่มรถยนต์นั่งกรณีที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 CC เสียภาษี 30% หากปรับปรุงคุณภาพรถยนต์จนปล่อยก๊าซ CO2 ได้ต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร ได้ลดภาษี 5% แต่ถ้าปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% เป็น 35%, กรณีรถยนต์นั่ง Hybrid ต่ำกว่า 3,000 CC เสียภาษี 20% แต่ถ้าปล่อย CO2 ไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร เสียภาษี 15% ถ้า CO2 เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร เสียภาษี 15% และกรณีรถยนต์ E85, NGV (จาก OEM) เสียภาษี 30% ถ้าปล่อย CO2 ไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร เสียภาษี 25% หากปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร เสียภาษี 35% สำหรับรถยนต์นั่งที่มีขนาดเครื่องยนต์เกินกว่า 3,000 CC ต้องเสียภาษีในอัตรา 50% การปรับโครงสร้างภาษีในหมวดรถยนต์นั่งครั้งนี้ หากผู้ผลิตทำไม่ได้ตามที่กำหนดจะมีผลทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเฉลี่ย 30,000 บาทต่อคัน

2) กลุ่มรถยนต์ที่มีพื้นฐานกระบะ กรณีรถยนต์กระบะเกินกว่า 3,250 CC เสียภาษี 3% หากปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร เสียภาษีเพิ่มอีก 2% รวมเป็น 5%, กรณีรถยนต์กระบะ 4 ประตูเสียภาษี 12% หากปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีที่ 15% และกรณีรถยนต์ตรวจการณ์ (PPV) เสียภาษี 20% หากปล่อย CO2 เกินกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีที่ 25% สำหรับรถยนต์ในกลุ่มนี้ หากมีขนาดเครื่องยนต์เกิน 3,000 CC ต้องเสียภาษีที่อัตรา 50% จะสังเกตเห็นว่ารถยนต์กลุ่มนี้จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดภาษีเหมือนกับกลุ่มรถยนต์นั่ง เพราะโครงสร้างเดิมเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษอยู่แล้ว

และกลุ่มสุดท้ายเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งแทบจะไม่ได้ปล่อยก๊าซ CO2 เลย จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อาทิ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Fuel Cell, EV และรถยนต์ Hybrid แบบ plug-in เสียภาษี 10% และรถยนต์ Ecocar เสียภาษีที่ 17% เหมือนเดิม สำหรับรถยนต์ที่ผู้ผลิตมีการติดตั้งระบบ ABS และ ESC จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีคันละ 20,000 บาท

ขณะที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างใหม่ โดยแหล่งข่าวจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้โตโยต้ายังคงยืนยันแนวนโยบายเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ของรัฐบาล เหมือนเช่นเดิมทุกประการ คือต้องให้ระยะเวลาปรับตัวมากกว่านี้ ประกอบกับขณะนี้ผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิก็ขยายวงกว้างขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ค่ายรถต้องการวันนี้ คือ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กลับมาเร็วที่สุด

ทั้งนี้เชื่อว่าไม่มีค่ายรถยนต์รายใดต้องการให้มีการปรับ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงแต่ค่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงกลุ่มผู้ผลิตอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันโตโยต้ามีผู้ผลิตชิ้นส่วนอันดับ 1 (เทียร์ 1) อยู่ประมาณ 150 ราย

ส่วนแนวคิดเรื่องการปรับภาษีของรถยนต์ "ไฮบริด" นั้น ถือว่าที่ผ่านมาภาครัฐมีทิศทางการช่วยเหลืออย่างดี อัตราภาษีเดิมที่รัฐบาลให้ 10% นั้นถือว่าเหมาะสมอยู่แล้ว

ด้านนางฉันทนา วัฒนารมย์ ประธานบริษัท วอลโว่ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า วอลโว่ยังคงเห็นด้วยและสนับสนุนกับแนวคิด แต่ทั้งนี้ภาครัฐและภาคเอกชนควรจะต้องมีการหารือถึงเงื่อนไขรายละเอียดกันอีกพอสมควร เพราะที่ผ่านมาถือว่ายังมีโอกาสได้หารือร่วมกันค่อนข้างจะน้อยอยู่

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงผลกระทบที่จะอาจจะเกิดขึ้นครั้งนี้ว่า แน่นอน รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะถ้าเทียบกับคุณสมบัติของรถในปัจจุบัน จะต้องถูกปรับเพิ่มภาษีขึ้นทุกรุ่น โดยเฉพาะรถเก๋ง ทั้งบีคาร์และซีคาร์ที่เป็นรถพื้นฐานของคนใช้รถทั่วไป และใน

ผู้บริโภคเองก็จะต้องซื้อรถยนต์ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งภาครัฐจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจความรู้เกี่ยวกับอัตรามลพิษ CO2 ก่อนและหลังการใช้โครงสร้างภาษีนี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ยืนยันว่าประเด็นเรื่องเทคโนโลยี CO2 นั้นไม่ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

http://www.prachachat.net/news_detai...id=00&catid=00
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 2nd, 2011, 06:16 AM   #480
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

อุตฯชิ้นส่วนรถยนต์สูญกว่าแสนล


โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
วันจันทร์ที่ 02 พฤษภาคม 2011 เวลา 08:07 น.

ยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์พิษสึนามิญี่ปุ่นขยายผลดึงกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทยระส่ำด้วยนาน 6 เดือน ตั้งแต่เม.ย.-ก.ย. ประธานกลุ่มชิ้นส่วนฯจากส.อ.ท. ประเมินรายได้สูญไม่ต่ำกว่า 105,000 ล้านบาท หรือ 70% ของมูลค่าการผลิตรถยนต์ที่หายไปจากเป้าที่ตั้งไว้ปีนี้ ห่วงเลิกโอที หวั่นแรงงานไหลออก ไตรมาสสี่ตลาดเด้งกลับจะขาดคนรองรับกำลังผลิตที่อั้นไว้ ล่าสุดค่ายรถ"ฮอนด้า" ลดระดับการสั่งออร์เดอร์ชิ้นส่วนแล้ว ด้านนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ติงอย่าตื่นไตรมาส3 เริ่มฟื้น

นายยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในขณะนี้ว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกันยายนปี2554 หรือในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส3ผู้ประกอบการด้านชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์เตรียมรับผลกระทบที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤติสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากการที่ญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับประกอบในรถยนต์ เพื่อส่งออกให้กับฐานการผลิตยานยนต์ค่ายญี่ปุ่นในประเทศต่างๆได้ตามปกติ รวมถึงฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย ก็จะทำให้การผลิตรถแต่ละรุ่นเกิดการสะดุดลง ส่งผลต่อเนื่องมาถึงการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยด้วย เพราะส่วนใหญ่ไทยจะเป็นฐานการผลิตรถค่ายญี่ปุ่น

- รายได้หายกว่าแสนล.
ทั้งนี้ในเบื้องต้นประเมินว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์จะมีรายได้ในปี 2554 ที่หายไปประมาณ 105,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการผลิตรถยนต์ที่หายไปจากเป้าที่ตั้งไว้ในปีนี้ โดยตัวเลขดังกล่าวกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ประเมินจากยอดการผลิตรถยนต์ทั้งปีในปี 2554 ที่ไตรมาสแรกยอดการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น 6% ไตรมาส2 คาดว่าจะติดลบประมาณ 40% จากผลกระทบสึนามิ และไตรมาส3 จะติดลบประมาณ 25% เพราะผลกระทบจากสึนามิยังมีต่อเนื่องอยู่ และไตรมาส4 ยอดการผลิตรถจะกลับมาเป็นบวก โดยจะขยายตัวสูงเกิน 6% หลังจากที่ทุนญี่ปุ่นมีการแก้ปัญหาการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในรถได้แล้ว
"หากทุกอย่างเป็นไปตามที่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ประเมินไว้ตามนี้ก็จะทำให้ปี 2554 อุตสาหกรรมรถยนต์จะติดลบประมาณ 13% หรือมียอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน/ปี จากเป้าที่ตั้งไว้ว่าปีนี้จะมียอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทยจำนวน 1.8 ล้านคัน/ปี ทำให้ยอดการผลิตต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 300,000 คัน เปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มียอดการผลิตรถยนต์ทุกชนิด 1.6 ล้านคัน/ปี "

- หวั่นแรงงานไหลออกQ4โตแรง
ดังนั้นเมื่อยอดการผลิตรถยนต์ในช่วงไตรมาส2 และ3 ต่ำลงจากเป้าจนทำให้ทั้งปีมียอดการผลิตรถยนต์หายไป 300,000 คันนั้น หากคำนวณราคาเฉลี่ย/คันอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท ก็จะมีมูลค่ารถยนต์ที่หายไปไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท แปลว่ากลุ่มชิ้นส่วนจะกระทบไปด้วยประมาณ 70%ของมูลค่ารถยนต์ที่หายไป หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 105,000 ล้านบาท
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องผ่าน 2 ไตรมาสนี้ไปให้ได้ โดยหามาตรการรองรับในระยะสั้นนี้เนื่องจากจะเป็นช่วงที่มีการลดโอทีลง ก็จะทำให้แรงงานมีรายได้ลดลง ต้องหาวิธีการรักษาแรงงานไว้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่เช่นนั้นแล้วหากแรงงานไหลออกเหมือนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ที่แรงงานจะกลับไปสู่ภาคการเกษตรและบางส่วนไม่ยอมกลับมาในภาคอุตสาหกรรมอีก ก็จะเกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนได้
"ทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือใช้เวลา 6 เดือนที่เกิดสุญญากาศนี้พัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือไตรมาส4 ปี2554 ที่จะกลับมาเป็นช่วงที่ตลาดรถยนต์ขยายตัวกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยมองกันว่าจะขยายตัวแรงโดยตัวเลขการเติบโตจะสูงกว่าไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากมีออร์เดอร์ที่อั้นไว้ ทั้งออร์เดอร์เก่าที่ค้างอยู่และมีกำลังผลิตใหม่ที่เข้ามาพร้อมกัน"

- ฮอนด้าลดระดับแผนจัดซื้อ
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท ซัมมิท โอโตซีท อินดัสตรี จำกัด ที่มีนายสรรเสริญ จุฬางกูร เป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวว่าเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในรถ เช่น เบาะรถ, พรมปูพื้น, แผงประตู, ฝาหลังคา แผงกันแดด หัวเกียร์ และตัวดูดซับเสียง เป็นต้น และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ป้อนชิ้นส่วนให้กับรถ"บริโอ้" รถอีโคคาร์หรือรถประหยัดพลังงานค่าย"ฮอนด้า" ที่ขณะนี้ได้ลดระดับการสั่งออร์เดอร์ชิ้นส่วนแล้ว โดยปรับแผนการจัดซื้อ-จัดส่งจากรายเดือนเป็นรายสัปดาห์ และยังไม่มีการสั่งซื้อล่วงหน้าในเดือนถัดไป ซึ่งการลดระดับการจัดซื้อ-จัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์จะทยอยเกิดขึ้นกับรถค่ายญี่ปุ่นเกือบทุกค่ายในช่วงระยะสั้นนี้ จะทำให้การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดรวมหายไปกว่า 50% หลังจากที่มีการชะลอออร์เดอร์ลง เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่มีลูกค้าหลักจากรถค่ายญี่ปุ่นทุกรุ่นโดยเฉพาะโตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ นิสสัน ที่ผลิตเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ แต่ต้องสะดุดลงเพราะขาดชิ้นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมต่างๆภายในรถ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจากญี่ปุ่น
"ต้องรอดูภาพรวมอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี หากตลาดพลิกกลับมาแรงขึ้นผลกระทบทั้งปีก็ไม่น่าจะมากเพราะมีการอั้นการใช้ชิ้นส่วนมานาน 5-6 เดือน บวกกับปัญหาเกิดจากซัพพลายไม่มี ไม่ใช่เกิดจากดีมานด์ไม่มี และเมื่อโรงงานที่ญี่ปุ่นสามารถซัพพลายชิ้นส่วนสำคัญในรถได้ ตลาดก็จะกลับมา"

-แนะรัฐช่วยเบี้ยเลี้ยงอบรม
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการในวงการชิ้นส่วนยานยนต์อีกรายกล่าวว่า ขณะนี้วงการยานยนต์ยังบอกไม่ได้ว่าสถานการณ์นี้จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด เนื่องจากขณะนี้บริษัทที่ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทดสอบการผลิตชิ้นส่วนสำคัญด้านอิเล็กทรอนิกส์จากฐานการผลิตอื่นในยุโรปเพื่อมาทดแทนฐานการผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่รู้ว่าผลการทดสอบนี้จะออกมาเมื่อไหร่
ดังนั้นในช่วงไตรมาส2 และ3 ปีนี้ภาครัฐบาลควรจะลงมาช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงานโดยการร่วมมือกับบริษัทผลิตชิ้นส่วนในการพัฒนา อบรม และยกระดับฝีมือแรงงานโดยการจ่ายเบี้ยเลี้ยงรายวันในการอบรมแรงงาน เพื่อดึงให้แรงงานอยู่ในระบบไม่ให้ไหลออกหลังจากที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์มีการลดโอทีลง ไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อตลาดยานยนต์กลับมาในไตรมาสสุดท้ายของปีก็จะหาแรงงานที่มีฝีมือมารองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้
ด้านนางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งมีผู้ผลิตระดับเทียร์ 1 ราว 400-500 ราย และระดับเทียร์ 2-3 ประมาณ 1,600 รายทั่วประเทศ มีแรงงานประมาณ 350,000-400,000 คน ขณะนี้จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตตามกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประกาศลดกำลังการผลิตเฉลี่ย 50% เป็นระยะเวลา 2 เดือน แต่จะยังไม่มีการหยุดกำลังการผลิตเพราะต้องการรักษาแรงงานไว้ และยังมีงานในส่วนของตลาดส่งออกและตลาดอะไหล่ที่ยังมีความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์อยู่
ทั้งนี้ มาตรการที่ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมให้การช่วยเหลือคงจะต้องหารือกันอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้นประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการในช่วง 2 เดือนที่อุตสาหกรรมยานยนต์ลดกำลังการผลิตคือการฝึกอบรมพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งคงจะไม่ได้ใช้แนวทางของโครงการต้นกล้าอาชีพ เพราะ TAPMA มีการจัดโครงการอบรมประสิทธิภาพโดยตรงอยู่แล้ว แต่อาจต้องทำเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในช่วงนี้โดยขอการสนับสนุนงบประมาณจากทางภาครัฐ

- ค่ายรถติงอย่าตื่นQ3ฟื้น
ต่อเรื่องนี้ นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรองผู้จัดการใหญ่ รัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อยากให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะถ้ามองจากผู้ผลิตรถยนต์คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในเวลานี้จะเป็นระยะสั้น หรือในช่วงเดือน เมษายน-มิถุนายน เท่านั้น โดยเชื่อมั่นว่าค่ายรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ได้เตรียมหามาตรการและแนวทางที่จะแก้ไข และเชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้กินเวลานาน คาดว่าหลังจากเดือน มิถุนายนเป็นต้นไปสถานการณ์ต่างๆน่าจะคลี่คลาย โดยชิ้นส่วนสำคัญบางชิ้นที่ขาดไปก็จะค่อยๆกลับมา
"ในไตรมาสที่ 3 สถานการณ์ต่างๆน่าจะกลับมา เพราะเชื่อมั่นว่าระบบฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างดี ส่วนซัพพลายเออร์ที่ได้รับผลกระทบ ทางค่ายรถก็จะมองหาซัพพลายเออร์ในพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพและคุณภาพใกล้เคียงกันมาทดแทนกันได้ แต่อาจจะใช้เวลาเล็กน้อย เพราะโวลุ่มจะมีจำนวนมาก จากเดิมที่บริษัทชิ้นส่วนนั้นๆอาจจะไม่เคยผลิตในปริมาณมากมาก่อน ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย"

-ยันโอทีหายแค่ระยะสั้น
ขณะที่การสั่งซื้อชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบในประเทศนั้น แต่ละบริษัทจะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างของบริษัท นิสสันฯ จะมีการวางแผนล่วงหน้า 1 เดือน และจะทำการตกลงกันอีกครั้งหนึ่งกับผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้นๆหรือ บางครั้งก็จะมีการสั่งซื้อในสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ซึ่งความกังวลใจต่อคำสั่งซื้อของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่มีต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนว่าอาจจะมีการลดคำสั่งซื้อลดลงนั้น คาดว่าจะเป็นแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น แต่หลังจากการหาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นได้ สถานการณ์ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม
ส่วนสถานการณ์ด้านแรงงานที่มีการลดเวลาทำงานและงดโอทีนั้น มองว่าไม่มีความรุนแรง เพราะยังมีการจ้างงานอยู่ แต่สิ่งที่หายไปคือโอทีเท่านั้น และคาดว่าจะเป็นเหตุการณ์ในระยะสั้นๆดังนั้นกลุ่มแรงงานตรงนี้จะไม่มีการไหลออกไปในอุตสาหกรรมอื่นๆอย่างแน่นอน และเชื่อมั่นว่าหลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง

- ลุ้นมิ.ย.มีชิ้นส่วนเข้ามา
ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของค่ายรถยนต์ที่มีการลดกำลังการผลิตในตอนนี้ถือว่าตอบยาก เพราะเป็นการประมาณการจากบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น ในส่วนของประเทศไทยทำได้เพียงลุ้นว่าชิ้นส่วนที่ขาดไปจะต้องมีการหามาทดแทนได้ในช่วงมิถุนายนที่จะถึงนี้
โดยปกติค่ายรถส่วนใหญ่จะมีการนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศญี่ปุ่นในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างในรถปิกอัพ อาจจะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 80-90% และนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น 20 - 10% หรือในกลุ่มรถยนต์นั่ง ก็จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศตั้งแต่ 60 - 80% โดยเฉพาะอีโคคาร์จะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากถึง 90%

-พนักงาน"โตโยต้า"เข้าใจ
ในส่วนของโตโยต้าที่มีการลดกำลังการผลิตลงไป 70% ได้มีการบอกกล่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้มีการเตรียมการเรื่องสต๊อกสินค้าเพื่อรองรับ โดยตามปกติโตโยต้าจะมีแผนงานในการสั่งซื้อชิ้นส่วน ซึ่งจะวางแผน 3 เดือนล่วงหน้า เพื่อที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจะมีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร วัตถุดิบต่างๆ
"หลังจากมีประกาศเรื่องลดวันการทำงาน และลดโอทีนั้น ในส่วนของพนักงานโตโยต้าก็ถือว่าโอเค อาจจะมีเสียงบ่นเล็กน้อยเกี่ยวกับโอทีที่หายไป แต่โดยรวมก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องชิ้นส่วนที่กังวลกันว่าจะลดลงนั้น ในส่วนของโตโยต้าได้แจ้งผู้ผลิตไปแล้วว่าจะหยุดหรือจะทำการผลิตเท่าไหร่ และแม้ว่าจะมีการวางแผนล่วงหน้า 3 เดือน แต่ในการสั่งซื้อชิ้นส่วน บางครั้งจะมีการออกรายการสั่งซื้อเป็นรายวัน หรือรายชั่วโมง"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,631 1-4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

http://www.thanonline.com/index.php?...-45&Itemid=417
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
automobile, car, motorbike, thailand

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 10:19 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 23.08%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu