daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile


Reply

 
Thread Tools Display Modes
Old May 5th, 2011, 06:53 AM   #481
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

สั่งเด้งโครงสร้างภาษีรถ อ้างแผนพลังงานสะดุด

วันพฤหัสบดี ที่ 05 พฤษภาคม 2554 เวลา 10:14 น

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.นัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 พ.ค.ยังไม่เห็นชอบมาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อปรับโครงสร้างรถยนต์ เนื่องจากนายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงานเห็นว่ามาตรการนี้มีเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการรณรงค์เรื่องการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงการคลังหารือกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.ได้ถกเถียงเรื่องนี้ โดยเฉพาะรมว.พลังงานที่ได้ตั้งประเด็นคำถามหลายข้อเพราะกังวลว่าอาจไม่ครอบคลุมกับทุกภาคส่วน และข้อระเบียบบางข้ออาจไม่ครอบคลุมและไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลประโยชน์โดยรวมหรือไม่ บางเรื่องอาจขัดกับนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น น้ำมัน อี 85 ที่รัฐบาลกำลังรณรงค์ในเรื่องนี้อยู่ และไทยนำเข้าน้ำมันในอัตราที่สูงขึ้นทุกปี

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานไม่เห็นด้วยกับมติครม.ในการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่กำหนดภาษีรถยนต์เอ็นจีวีและพลังงานทดแทนในอัตรา 30% รถยนต์ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) 17% รถไฮบริดจ์ 20% รถไฟฟ้า 10% และรถกระบะ 5% เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์อี 10 รวมถึง อี 85 ต้องจ่ายอัตราภาษีเดียวกันหมดและสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานประเภทอื่น ซึ่งในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อแผนพลังงานทดแทน 15 ปีแน่นอน.

http://www.dailynews.co.th/newstartp...ntentID=136867
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old May 5th, 2011, 07:42 AM   #482
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Mitsubishi on track in May but concerned about June

Published: 5/05/2011 at 12:00 AM


Mitsubishi Motors Thailand says its production plan for May is on schedule but it cannot confirm whether production in June would be affected by the disruption of parts supplies from Japan.

The company is closely monitoring the recovery of business in Japan from the March 11 quake and tsunami, as it is unsure whether parts would be available in the latter half of this month, said Nobuyuki Murahashi, president of Mitsubishi Motors (Thailand) Co.

However, it is continuing to take customer bookings for all models at Mitsubishi dealerships.

"Many customers have started to worry about car deliveries because they have heard news reports about tight supply of parts imported from Japan and subsequent car production cuts and delivery delays," he said.

Mitsubishi Thailand reported healthy sales performance in the first quarter and heavy orders at the Bangkok International Motor Show, especially for Triton pickups and Pajero Sport passenger pickup vehicles.

Customers need to wait six to eight weeks for deliveries of Triton, Pajero Sport and Lancer CNG models, but other models will continue as normal.

The company said the Japanese parent had assigned priority to keeping production at Laem Chabang in Chon Buri on schedule, and it was confident it could produce enough vehicles on schedule both for domestic and export sales.

In the meantime, Mr Murahashi said, sales and marketing would continue as normal and deliveries would be based on stock availability of each dealer.

Toyota Motor Thailand has cut its automobile production by 70% from late last month to early June while Honda Automobile Thailand has stopped taking orders for Brio eco-cars. Isuzu Motor Thailand has also cut its pickup production by 50% over the next two months.

http://www.bangkokpost.com/business/...ned-about-june
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 5th, 2011, 07:43 AM   #483
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Auto tax reform on hold Policy does not cover alternative fuels

Published: 5/05/2011 at 12:00 AM


The hotly debated restructuring of automobile taxes remains undecided after strong opposition from the Energy Ministry since the reforms do not cover vehicles running on alternative fuels.

The cabinet on Tuesday agreed in principle to revamp the automobile excise tax system based chiefly on carbon dioxide emissions, with staunch support from the Industry Ministry.

The Finance, Energy and Industry ministries were assigned to provide more details within 90 days, taking into account all types of emissions by all types of vehicles.

A senior executive of a leading carmaker questioned why the Industry Ministry rushed the proposal through the cabinet even as automakers had many questions.

Carmakers have asked for a one-year delay in the new tax, saying more study was needed to avoid adverse impacts on camakers and related industries.

New investments, especially in engines, are needed to conform with the new rules, and automakers claim parts can't be changed quickly without significantly raising costs.

Others feel the new rule may encourage carmakers to import parts instead of producing them locally.

Industry Minister Chaiwuti Bannawat said carmakers were consulted repeatedly, making a delay unnecessary.

"The global automotive industry is focusing on the environment. The new tax regime is an incentive for carmakers to produce environmentally friendly vehicles," said Mr Chaiwuti.

The auto executive did not understand the basis for the levels of gas emissions that determine the tax rate.

He added the Industry Ministry left unmentioned the tax privileges granted to CNG- and gasohol-powered vehicles that emit less pollution.

"The ministry wants CNG and gasohol vehicles to comply with the new regime without taking into consideration the alternative fuels they use. Yet some carmakers have invested substantially to produce vehicles that run on alternative fuels," he said.

In addition to emissions from tailpipes, carbon dioxide emitted in any process related to a vehicle will be considered.

For example, an electric vehicle has zero tailpipe emissions, but the electricity needed to charge it represents more carbon dioxide emissions from a power plant than the emissions from a hybrid vehicle, he said.

http://www.bangkokpost.com/business/...reform-on-hold
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 5th, 2011, 07:14 PM   #484
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

ขายรถครวญโควตาหดโชว์รูมร้าง บ่นอุบเสียดายโอกาส′แอคคอร์ด′รอ1ปี-วีโก้6เดือน

สำรวจโชว์รูมรถยนต์หลังสึนามิญี่ปุ่นเอฟเฟ็กต์ มีสตางค์แต่ไม่มีรถ ค่ายรถยนต์เลื่อนเวลาส่งมอบ เซลส์ "โตโยต้า-ฮอนด้า" ไม่กล้าระบุวันรับรถ แอคคอร์ดจองวันนี้รับรถปีหน้า "วีโก้" รอรถนาน 6 เดือน เลื่อนอีเวนต์บิ๊กไมเนอร์เชนจ์ เตรียมลดพนักงานขาย "บริโอ้" ลุ้นส่งมอบลอตแรก ก.ค.นี้ ก่อนลูกค้ารอยาวไปถึง ต้นปีหน้า ค่ายยุโรป-มะกันได้ทีลุยเพิ่มกำลังผลิต


ผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิถล่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทำให้รถญี่ปุ่นเกือบทุกยี่ห้อในบ้านเราประกาศลดกำลังการผลิตลง 50-70% ส่งผลให้การส่งมอบรถยนต์ช้ากว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้

"ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจไปยังตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ พบว่า ผู้แทนจำหน่ายของค่ายรถยนต์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ตอนนี้โรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลดกำลังผลิตไปแล้วกว่า 50% ทำให้ลูกค้าที่จองรถต้องยืดระยะเวลาการรับรถไปอีกนานพอสมควร

แหล่งข่าวดีลเลอร์ฮอนด้ากล่าวว่า ขณะที่ในส่วนของลูกค้าใหม่ บริษัทแม่แจ้งให้ทางดีลเลอร์พยายามชี้แจงกับลูกค้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและความล่าช้าว่า ไม่สามารถระบุวันเวลารับรถลูกค้า ได้อย่างชัดเจน ซึ่งในสัญญาจะระบุไว้คร่าว ๆ เพียงว่าลูกค้าจะได้รับรถที่จองไว้ในช่วงปลายปีแทน ซึ่งไม่เฉพาะแต่ฮอนด้า บริโอ้ ที่บริษัทเพิ่งประกาศงดรับจองรถเท่านั้น ผลกระทบนี้กระจายไปสู่รถรุ่นอื่น ๆ ด้วย

"ตอนนี้อย่างที่ทุกคนทราบว่า เราประสบปัญหาเรื่องชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น มีออร์เดอร์เข้ามาใหม่ตลอดขณะที่ออร์เดอร์เก่ายังเคลียร์ไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าหนักใจทีเดียว"

ดีลเลอร์ฮอนด้าย่านชานเมืองรายหนึ่งกล่าวว่า ฮอนด้าอาจจะต้องผลิตรถยนต์น้อยกว่า 50% เรื่องส่งมอบไม่ต้องพูดถึง หากลูกค้าต้องการยกเลิก บริษัทก็ยินดีจะคืนเงินให้กับลูกค้าทั้งหมด

"ฮอนด้า บริโอ้ เดิมคาดว่าจะส่งมอบรถได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่วันนี้บริษัทแม่ได้ชี้แจงว่า ลอตแรกจะถึงมือลูกค้าช่วงเดือนกรกฎาคม จากนั้นรถก็จะหายไปสักพักใหญ่และน่าจะพร้อมกลับมาส่งมอบได้อีกครั้งในช่วงต้นปีหน้าเลย อย่างฮอนด้า แอคคอร์ด ถ้าจองวันนี้ก็รับรถอีกที พ.ค.ปีหน้าเช่นกัน" แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับรถยนต์โตโยต้าวันนี้ ตัวแทนจำหน่ายเริ่มให้พนักงานขายหยุดพักงานไปแล้วบางส่วน เนื่องจากบริษัทไม่มีรถยนต์ขาย ตอนนี้ทุกฝ่ายต่างก็กำลังจับตามองสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

โดยโตโยต้ามีนโยบายให้ตัวแทนจำหน่ายชี้แจงกับลูกค้าถึงปัญหาดังกล่าวตามความเป็นจริง ชิ้นส่วนที่มีอยู่ มีจำนวนจำกัด บริษัทแม่จะสามารถ ส่งมอบรถยนต์ให้กับดีลเลอร์ลดลงไปเรื่อย ๆ

ทั้งนี้เดิมบริษัทมีแผนจะส่งรถปิกอัพ วีโก้ ซึ่งจะมีการปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเปลี่ยนโมเดลใหม่ราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม แต่พอเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แผนงานทุกอย่างต้องเลื่อนออกไป เพื่อรอดูผลกระทบที่ชัดเจน

"ลูกค้าที่จะซื้อวีโก้เองก็ต้องทำใจ รอรถนานถึง 6 เดือนเป็นอย่างน้อย เดิมก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นก็ต้องรอพอสมควรอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเหตุลดกำลังผลิต ทุกอย่างก็ต้องเลื่อนออกไปหมด เราก็ต้องบอกกับลูกค้าที่เข้ามาจองว่า จองได้แต่ก็ยังไม่รู้จะได้รับรถวันไหน ซึ่งเราใช้วิธีระบุในสัญญาว่า การรับรถให้เป็นไปตามที่บริษัทโตโยต้ากำหนด ส่วนรุ่นอื่น ๆ ก็ลดลงตามกำลังการผลิต"

เช่นเดียวกันกับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าที่กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้รถยนต์มาสด้าโดยเฉพาะมาสด้า 3 รุ่น 2.0 ลิตร นั้นจะต้องใช้เวลารอรับนานไปถึงช่วงเดือนกรกฎาคม เนื่องจากชิ้นส่วนที่ใช้ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนรถมาสด้ารุ่นอื่นทั้งมาสด้า 3 โฉมเดิม รุ่น 1.6 ลิตร, มาสด้า 2, มาสด้า บีที-50 นั้น พร้อมส่งมอบได้ทันที จะมีเพียงแต่บางสีบางรุ่นที่จะต้องใช้เวลารออีกเล็กน้อย

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า การส่งมอบรถของมิตซูบิชิในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับรุ่นรถแต่ละรุ่นซึ่งจะไม่เหมือนกัน โดยในรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างไทรทัน ซีเอ็นจี และปาเจโร สปอร์ต รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เฉลี่ยจะ อยู่ที่ประมาณเดือนครึ่งถึง 2 เดือน แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับสต๊อกรถที่มีอยู่ที่ผู้จำหน่ายแต่ละรายด้วย

ด้านนายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยน่าจะคลี่คลายในเวลาไม่นาน และกลับมาฟื้นตัวเพื่อเร่งยอดจำหน่ายได้อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ตนเชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่อง และความต้องการรถยนต์ในท้องตลาดก็ไม่ได้หดตัวหายไป แต่สะดุดเพราะการส่งชิ้นส่วนเข้าโรงงานประกอบรถยนต์ซึ่งน่าจะจัดการได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยอมรับว่ายอดจำหน่ายรถยนต์รวมในปีนี้จะไม่โตไปกว่าที่คาดการณ์ที่ 850,000 คัน และน่าจะมีการหดตัวลงเล็กน้อยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาด้านการผลิต แต่ค่ายยุโรป-อเมริกา และอื่น ๆ ต่างใช้จังหวะนี้รุกตลาดอย่างหนัก โดยล่าสุดค่ายจีเอ็มได้เพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ ที่ศูนย์การผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง เพิ่มอีก 1 กะ

http://www.prachachat.net/news_detai...id=00&catid=00
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 7th, 2011, 03:13 PM   #485
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

เจาะเบื้องหลัง! ล้มภาษีรถยนต์อัตราใหม่ เผย E85 "เผือกร้อน" ในมือกรมสรรพากร

วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:35:16 น.


ความพยายามในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในปลายสมัยรัฐบาลชุดนี้ จัดเป็นเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกเรื่องหนึ่งของกระทรวงการคลัง แม้ว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน จะยอมรับใน "หลักการ" แต่ทว่ารายละเอียดของอัตราภาษีรถยนต์แต่ละประเภทกลับเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราภาษีที่กำหนดตามนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ถูกรวบเหลือเพียงอัตราเดียวคือ ระหว่าง 15-25% ส่งผลให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง E85 ถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าอัตราปัจจุบัน รวมไปถึงรถยนต์ประเภท PPV และ hybrid ด้วย

โครงสร้างภาษีรถยนต์อัตราใหม่

การประกาศอัตราภาษีสรรพสามิตรถที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E85 ในอัตรา 22% (เครื่องต่ำกว่า 2,000 CC) กับอัตรา 27% (เครื่องยนต์ระหว่าง 2,001-2,500 CC) ตามนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนได้กลายเป็นตัวจุดประกายให้กระทรวงการคลังเร่งแก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิตที่ "ลักลั่น" ระหว่างรถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E10, E20 กับ E85

กระทรวงการคลังจึงนำเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างภาษีรถยนต์เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในเดือนเมษายน 2553 เพื่อขอมติให้มีการ "ทบทวน" แนวนโยบายในเรื่องของการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 ที่ถูกเรียกเก็บภาษีเพียง 22% รถยนต์ E20 เรียกเก็บภาษี 25% เท่านั้น ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีรถยนต์ E20, E85 "เกินกว่า" ต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่แท้จริง

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2553 ได้มีการตั้งคณะทำงานปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ขึ้นมาศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราใหม่ พบว่าปัจจุบันมีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์มากถึง 43 อัตรา ก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในด้านนโยบายภาษี การจัดเก็บภาษี และการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ของผู้ประกอบการในแต่ละประเภท ดังนั้นคณะทำงานจึงเสนอให้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์อัตราใหม่ควรจะมีน้อยอัตรา พร้อมกับกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีใหม่จากเดิมที่แบ่งตามขนาดเครื่องยนต์และประเภทของน้ำมันให้เปลี่ยนมาเป็นการจัดเก็บตามความสามารถในการลดมลพิษ หรือใช้ระดับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่รถยนต์ปล่อยออกมาเป็นฐานในการคำนวณภาษี





ส่งผลให้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์อัตราใหม่เหลือเพียง 16 อัตรา แบ่งกันที่ขนาดเครื่องยนต์ "ต่ำกว่า" หรือ "สูงกว่า" 3,000 CC โดยรถยนต์ที่สามารถลดการปล่อย CO2 ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับการลดภาษีสรรพสามิตลง ส่วนรถยนต์ที่ไม่สามารถลดการปล่อย CO2 ภาษีสรรพสามิตก็จะถูกปรับขึ้น ยกตัวอย่างรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 CC ลดการปล่อย CO2 ลงได้ตามเกณฑ์ (ต่ำกว่า 150 g/km) เสียภาษี 15% ส่วนรถยนต์ที่ไม่สามารถลด CO2 ได้ตามเกณฑ์ (150-200 g/km) เสียภาษี 25% เป็นต้น

ส่วนรถยนต์ในกลุ่มพลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งแทบจะไม่ได้ปล่อยก๊าซ CO2 เลย ซึ่งจะได้แก่รถยนต์ประหยัดพลังงาน/พลังงานทดแทน, ecocar (B/D), plug in hybrid/EV/fuel cell, E85/NGV (OEM) แม้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี กล่าวคือ เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17% และ 10% เท่าเดิม แต่จะได้รับเงินอุดหนุน 30,000 บาท/คัน และรถยนต์ที่ผู้ผลิตมีการติดตั้งระบบ ABS และ ESC จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอีกคันละ 20,000 บาท

ค่ายรถโวยภาษีปรับสูงขึ้น

กรมสรรพสามิตได้เชิญตัวแทนผู้ผลิตรถยนต์แสดงความคิดเห็นถึงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราใหม่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2553 ปรากฏผู้ประกอบการต้องการความชัดเจนของอัตราการจัดเก็บภาษีใหม่มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการปล่อย CO2 ที่ใช้เป็นเกณฑ์การลดหรือเพิ่มภาษีที่ กรมสรรพสามิตวัดจาก CO2 ที่ปล่อยออกมาจากปลายท่อไอเสีย ขณะที่ผู้ประกอบการแย้งว่ามีกระบวนการลด CO2 ในทุกขั้นตอนการผลิตและอัตราการลด CO2 ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด พร้อมกับเรียกร้องขอให้กรมสรรพสามิตให้เวลาในการปรับโครงสร้างภาษีใหม่กับผู้ประกอบรถยนต์อีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังคงยืนยันที่จะใช้เกณฑ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราใหม่ตามเดิม พร้อมกับเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยไม่ยอมฟังข้อสังเกตจากผู้ประกอบการรถยนต์ ส่งผลให้ค่ายรถยนต์หลายค่ายที่ "เสียประโยชน์" จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตออกมาเคลื่อนไหว

โดยค่ายโตโยต้าแม้จะยอมรับว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่ขอระยะเวลาการปรับตัวควรจะมากกว่า 3 ปี เนื่องจากบริษัทอ้างว่า ที่ผ่านมาได้ลงทุนไลน์การผลิตไปเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงไลน์ผลิตนอกจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและยังต้องการเวลาอีกพอสมควร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี อาจส่งผลกระทบต่อแผนการผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ค่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทโตโยต้าฯมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอันดับ 1 (เทียร์ 1) อยู่ประมาณ 150 ราย ต่างก็ต้องการระยะเวลาการปรับตัวเช่นกัน

พร้อมกันนั้น บริษัทโตโยต้าฯได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ประเภท hybrid ที่ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ในอัตรา 10% แต่โครงสร้างใหม่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 15% สำหรับรถที่ลดการปล่อย CO2 ส่วนรถ hybrid ที่ไม่สามารถลดการปล่อย CO2 ตามเกณฑ์ที่กำหนดจะถูกจัดเก็บภาษีถึง 25% ซึ่งทั้ง 2 อัตราล้วนแล้วแต่ "สูงกว่า" การจัดเก็บในอัตราปัจจุบันที่ 10% ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเกิดกับรถโตโยต้า พริอุส ที่ผลิตในประเทศไทยตามนโยบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล และเห็นว่าอัตราภาษีเดิมที่จัดเก็บอยู่ 10% นั้นถือว่าเหมาะสมอยู่แล้ว

ขณะที่ผู้ประกอบการรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ E85 ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่สูงขึ้น (อัตราปัจจุบัน 22% อัตราใหม่ระหว่าง 25-30%) แม้ว่าจะเห็นด้วยในหลักการ แต่รายละเอียดการกำหนดอัตราภาษีทุกค่ายต่างเรียกร้องให้เปิดการหารือกันใหม่ แน่นอนว่า รัฐบาลจะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเทียบกับคุณสมบัติของรถในปัจจุบันที่จะต้องถูกปรับภาษีขึ้นทุกรุ่นโดยเฉพาะรถ B Car กับ C Car ซึ่งเป็นรถพื้นฐานของคนใช้รถทั่วไปแล้ว นั่นหมายความว่า สุดท้ายผู้บริโภคจะต้องซื้อรถยนต์ในราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน

มีข้อน่าสังเกตว่า เมื่อผู้ประกอบรถยนต์ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับอัตราภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บใหม่ด้วยการออกมาเรียกร้อง ขอความชัดเจนและคำอธิบายเกี่ยวกับเกณฑ์ในการวัดค่า CO2 ทางกระทรวงพลังงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมก็เริ่มมีการตั้ง "ข้อสังเกต" เกี่ยวกับอัตราภาษี ดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องของนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยอ้างว่า ถ้าไม่มีความแตกต่างทางด้านอัตราภาษีแล้ว เกรงว่าผู้ประกอบการจะไม่มีแรงจูงใจในการผลิตรถยนต์ E20 กับ E85 อีกต่อไป

http://www.matichon.co.th/news_detai...tid=&subcatid=
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 9th, 2011, 05:34 AM   #486
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

พิษสึนามิยุ่นลามอุตฯยางรถยนต์ ลดกำลังผลิตกระทบแรงงาน 3 หมื่นราย

วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:04:31 น.

นายชโย ตรังอดิศัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ลดกำลังการผลิตรถยนต์ลง 1.5 แสนคัน ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตยางรถยนต์ในประเทศจำนวน 15 ราย ลดกำลังการผลิตลง 30-40% และลดเวลาการทำงานล่วงเวลา (โอที) ส่งผลกระทบต่อแรงงานจำนวน 30,000 ราย ส่งผลให้อุตสาหกรรมยางรถยนต์หดตัวลงอย่างน้อย 20% ส่งผลให้อุตสาหกรรมยางรถยนต์จะสูญเสียรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท โดยคิดจากการผลิตรถยนต์ 1 คัน ใช้ยางรถยนต์ประมาณ 5 เส้น เฉลี่ย 1,200 บาทต่อเส้น รวม 6,000 บาทต่อคัน เมื่อลดผลิตรถราว 1.5 แสนคัน อุตสาหกรรมยางรถยนต์ก็จะสูญเสียรายได้ราว 900 ล้านบาท และหากอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ในไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) ความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้น


คาดว่าทั้งปีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์จะมีมูลค่าเพียง 100,000 ล้านบาทเท่านั้น ลดลงจากปีก่อนที่มีมูลค่า 120,000-130,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นตัวฉุดที่สำคัญ เพราะใช้ผลิตภัณฑ์ยางถึง 60% ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตก็ปรับตัวสูงขึ้นมาก ยางพาราอยู่ระดับสูง 140 บาทต่อกิโลกรัม แต่ขึ้นราคาได้ เพราะจะกระทบยอดขายŽ นายชโยกล่าวและว่า ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวหันไปส่งออกยางพาราและวัตถุดิบยางรถยนต์ขายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เช่น ตลาดรัสเซีย จีน บราซิล และอินเดีย ซึ่งมีความต้องการยางพาราสูงมาก ส่วนตลาดภูมิภาคอาเซียนคือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า เป็นต้น

http://www.matichon.co.th/news_detai...&subcatid=0505

Last edited by napoleon; May 9th, 2011 at 05:40 AM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 13th, 2011, 05:26 PM   #487
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:29:04 น.
"โตโยต้า" ดีเดย์ 23 พ.ค. เดินเครื่องผลิตรถ 3โรงงานตามปกติ หลังผู้ผลิตป้อนชิ้นส่วนเร็วเกินคาด


นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผลทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายัง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน เป็นต้นมา

ขณะนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหา ด้วยความร่วมมือและความพยายามอย่างสุดความสามารถจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ในการฟื้นฟูกำลังการผลิต ทำให้สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายังบริษัทฯได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลดีต่อการผลิตรถยนต์ในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และโรงงานบ้านโพธิ์ ทำให้เริ่มทำการผลิตได้ในระดับปกติ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้มีการเตรียมพร้อมการผลิตเป็นอย่างดี ในช่วงการชะลอการผลิต โดยจัดกิจกรรมและจัดการอบรมต่าง ๆ สำหรับพนักงานให้พร้อมเพื่อรองรับการกลับมาสู่สภาวะปกติสำหรับการผลิตรถยนต์

และสำคัญที่สุด บริษัทฯ ต้องขออภัยลูกค้าทุกท่านที่ได้รับความไม่สะดวกจากการจัดส่งรถยนต์ล่าช้า และขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจ และให้โอกาส ในการรอรับรถยนต์โตโยต้าในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับการยืนยันวันที่จะทำการส่งมอบรถให้กับลูกค้าทุกท่านนั้น ทางผู้แทนจำหน่ายในแต่ละท้องที่ จะเป็นผู้ดูแล และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าทุกท่านต่อไป เพื่อให้สามารถรับรถได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าทุกท่าน


http://www.prachachat.net/news_detai...&subcatid=0800
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old May 15th, 2011, 07:30 PM   #488
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Toyota plant production up to speed in 10 days

Published: 13/05/2011 at 12:00 AM


Car manufacturing at Toyota's plants in Thailand will be back to normal by May 23 as parts suppliers at home and abroad have recovered faster than expected.

Toyota Motor Thailand, the country's largest carmaker, yesterday briefed its dealers, suggesting they could resume taking orders from customers as usual.

Earlier, some dealers were reluctant to take orders as car deliveries from Toyota were uncertain because of the production slowdown.

The March earthquake and tsunami in Japan crippled imported parts supplies to Thailand, forcing carmakers to cut production in line with the tight supplies of parts in their inventories.

Earlier, Toyota announced a 70% car production cut from April 25 to June 4.

Toyota now runs three plants. The one in Samrong, Samut Prakan province, makes 250,000 Hilux Vigo pickup trucks annually. In Chachoengsao province, the Gateway plant builds 200,000 Camry, Prius, Altis, Vios and Yaris models and the one in Ban Pho makes 120,000 Hilux Vigo pickup trucks and Fortuner passenger pickup vehicles per year.

A spokesman for Toyota said the reg ular two shifts per day at each plant would resume while overtime production on each regular shift would be partly restored.

During the production slowdown, Toyota used the downtime to hold intensive training courses and activities for its workers to improve their skills, said senior vice-president Vudhigorn Suriyachantananont.

Dealers in each area would be responsible for confirming car delivery dates for their customers and the company would coordinate schedules closely with them to ensure the fastest delivery service, he added.

Mazda Sales Thailand Co, meanwhile, is doing its best to sell and supply cars with support from its parent in Japan in terms of keeping parts supplies moving.

Choichi Yuki, managing director of Mazda's Thai unit, said Mazda was confident of the growth of the Thai auto industry in spite of the quakes in Japan and floods in southern Thailand.

''The Thai market is prioritised in terms of supply by the headquarters and we would like to convey all possible effort to minimise the negative impacts for our customers, dealers, suppliers and all the parties concerned,'' he said.

http://www.bangkokpost.com/auto/auto...eed-in-10-days
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 19th, 2011, 06:39 AM   #489
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:31:24 น.
เมษาฯขายรถยนต์เพิ่มอีก6.7หมื่นคัน โตเกือบ18% คาดพ.ค.หดตัวผลจากญี่ปุ่นดินไหว รง.ลดกำลังผลิต

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนเมษายน 2554 มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 67,283 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 30,953 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% รถเพื่อการพาณิชย์ 36,330 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ จำนวน 31,272 คัน เพิ่มขึ้น 20.8%

ประเด็นสำคัญ

1.ตลาดรถยนต์เดือนเมษายนมีปริมาณการขาย 67,283 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของยอดขายในเดือนเมษายน ด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 17.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่าในช่วงปลายเดือนค่ายรถจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวจำต้องปรับลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่งก็ตาม โดยตลาดรถยนต์นั่งที่มีปริมาณการขาย 30,953 คัน เพิ่มขึ้น 17.8% เป็นผลจากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถยนต์ประหยัดพลังงาน ด้านตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีปริมาณการขาย 36,330 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% เติบโตตามความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

2.ตลาดรถยนต์สะสม 4 เดือน มีปริมาณการขาย 305,902 คัน สูงสุดเป็นสถิติใหม่ของยอดขายสะสม 4 เดือนแรกด้วยอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 36.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 48.2% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 28.4% สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ดีทั้งจากการขยายตัวในภาคการลงทุน การผลิต และการส่งออก ประกอบกับรูปแบบสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่หลากหลายซึ่งเอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ตลอดจนความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์นั่ง

3.ตลาดรถยนต์ในเดือน พฤษภาคม แนวโน้มลดลง จากการปรับลดกำลังการผลิตตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนของค่ายรถญี่ปุ่น ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกันมากกว่า 85% ของตลาดรถยนต์ในประเทศรวมทั้งสต็อครถยนต์ของผู้แทนจำหน่ายลดลงจากการส่งมอบรถในเดือนเมษายน แต่ทั้งนี้การยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่นั้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จากงบประมาณที่ใช้จัดการเลือกตั้งและหาเสียงซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น

http://www.prachachat.net/news_detai...&subcatid=0000
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old May 19th, 2011, 06:49 AM   #490
TheWestWing
Registered User
 
TheWestWing's Avatar
 
Join Date: Aug 2010
Location: Bangkok
Posts: 974
Likes (Received): 19

ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์เม.ย.อยู่ที่ 52,191คันลดจากปีก่อน8.66%


โดย ณัฐญา เนตรหิน
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:43 น.

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 54 ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป อยู่ที่ 52,191 คัน ลดลง 8.66% จากเดือนเมษายน 53 และลดลง 39.05% จากเดือนมีนาคม 54 เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันทำงานน้อย โดยมีมูลค่าการส่งออก 23,191.86 ล้านบาท ลดลง 12.28% จากเดือนเมษายน 53

ขณะที่จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเมษายน 54 มีทั้งสิ้น 89,179 คัน ลดลง 15.16% จากเดือนเมษายน 53 ร้อยละ 15.16 และลดลง 48.15% จากเดือนมีนาคม 54 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ สึนามิและแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น จำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่งจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - เมษายน 54 มีจำนวนทั้งสิ้น 558,160 คัน เพิ่มขึ้น 14.39% จากเดือนมกราคม - เมษายน 53
ในส่วนของยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายน 54ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 67,283 คัน ลดลง 27.66% จากเดือนมีนาคม 54 แต่เพิ่มขึ้น17.8% จากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ดีขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ตลอดจนการเติบของตลาดรถยนต์นั่งรุ่นใหม่และรถยนต์ประหยัดพลังงานซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 54 หรือ 4 เดือนแรกปีนี้ รถยนต์มียอดขาย 305,902 คัน เพิ่มขึ้น 36.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 53

ขณะที่ประมาณการการผลิตรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 54 นายศุภรัตน์ คาดว่า จะมีจำนวน 453,702 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 54 ซึ่งมีจำนวน 411,926 คัน เพิ่มขึ้น 41,776 คัน หรือคิดเป็น 10.14% และเมื่อเปรียบเทียบกับยอดผลิตจริงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 53 ซึ่งมีจำนวน 426,814 คันแล้ว เพิ่มขึ้น 26,888 คัน หรือ 6.3%

http://www.thanonline.com/index.php?...-02&Itemid=524
TheWestWing no está en línea   Reply With Quote
Old May 19th, 2011, 04:19 PM   #491
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

ส.อ.ท.ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปีนี้จะลดเหลือ1.6 ล้านคัน จาก 1.8 ล้านคัน แม้ยอดสั่งซื้อยังต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 14:52 น.

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประมาณการผลิตรถยนต์จาก 1.8 ล้านคันเหลือ 1.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดสึนามิและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เชื่อปลายปีสถานการณ์จะดีขึ้น นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายน 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 67,283 คัน ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 27.66% แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา 17.8 %

ยอดขายรถยนต์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ตลอดจนการเติบของตลาดรถยนต์นั่งรุ่นใหม่และรถยนต์ประหยัดพลังงาน ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 150,213 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีก่อนหน้า 11.67% แต่ลดลงจากเดือนมีนาคม ปีนี้ 21.81%

โดยยอดขายรถยนต์ 4 เดือนที่ผ่านมา(มกราคม - เมษายน 2554 )มีจำนวน 305,902 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ในระยะเวลาเดียวกัน 36.6% ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ในเดือนเมษายน มีทั้งสิ้น 89,179 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนปีก่อนหน้า 15.16% และลดลงจากเดือนมีนาคมปีนี้ 48.15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ของปีนี้ จะลดลงประมาณ10 %จากประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 1.8 ล้านคัน มาอยู่ที่ 1.6 ล้านคัน แต่ในเดือนมิถุนายนนี้ หากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นสามารถกลับมาเพิ่มกำลังการผลิต และส่งชิ้นส่วนมายังไทยได้มากขึ้น จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ หลังเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สอท. เชื่อว่าบริษัทรถยนต์ทุกค่าย จะคงปริมาณการผลิตไว้ให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และแม้จะปรับประมาณการผลิตรถยนต์ลง แต่ยอดคำสั่งซื้อยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าปลายปีนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น

http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 19th, 2011, 05:22 PM   #492
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

‘จีเอ็ม’อัดรัฐบาลส่อเอื้อภาษีค่ายรถบางราย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2554 10:33 น.


ข่าวในประเทศ - ยักษ์ใหญ่บริษัทรถอเมริกา “จีเอ็ม”เบรกแตก อัดรัฐจัดทำโครงสร้างภาษีรถเอื้อแค่บางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรถไฮบริดที่มียี่ห้อเดียวในไทย ตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับภาครัฐไทย จึงผลักดันกันรวดเร็วนัดส่งท้ายประชุมครม. เรียกร้องขอความโปร่งใสเป็นธรรม เพราะอุตฯ รถยนต์ลงทุนเป็นหมื่นล้านบาท และมีมูลค่าธุรกิจมหาศาล เหน็บไม่ใช่ขายไข่ที่ง่ายจนชั่งกิโลขายได้ เผยหวั่นรัฐบาลรักษาการแอบออกกฎหมายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ในช่วงที่ผู้คนกำลังชลมุนสนใจเลือกตั้งส.ส.

มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการประจำประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากมติการประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา จีเอ็มเห็นด้วยในหลักการจัดทำโครงสร้างภาษีให้ง่าย และให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน

“แต่สิ่งที่จีเอ็มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นเรื่องของระยะเวลาบังคับใช้ 3 ปี ควรจะต้องมีเวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป และที่สำคัญรายละเอียดและกระบวนการของการจัดทำ โดยเฉพาะแนวโน้มโครงสร้างภาษีที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับบางเทคโนโลยี หรือเฉพาะยี่ห้อเท่านั้น ทั้งที่หากต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายลดมลพิษจริง ควรจะดูที่ผลสุดท้ายของการปล่อยค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 มากกว่าตัวเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้จะเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากกว่า”

ทั้งนี้ก่อนการประชุมครม.เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา จีเอ็มไม่เคยรับทราบหรือเห็นแผนการจัดทำโครงสร้างภาษีมาก่อน มีเพียงเรียกบริษัทรถเข้าไปแสดงความคิดเห็น แต่เมื่อการประชุมออกมาดูเหมือนจะให้สำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อย่างรถไฮบริดที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีผลิตเพียงรายเดียวในไทยเท่านั้น แทนที่ให้ประโยชน์เท่ากันกับเทคโนโลยีโดยรวม ด้วยการดูผลสุดท้ายของการปล่อย CO2 ตามเป้าหมายมากกว่า

นายแอพเฟลกล่าวว่า จีเอ็มไม่ได้มองรถไฮบริดไม่ดี และหลายประเทศก็สนับสนุนรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้โครงสร้างภาษีโดยรวมเสียมากมาย หรือทำให้โครงสร้างตลาดเสียสมดุล และแม้แต่อีโคคาร์ก็ไม่ต้องมีเงื่อนไขพิเศษให้ด้วย เพราะจริงๆ เป็นเซกเม้นท์ต่ำสุดอยู่แล้ว

“เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท เป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้นทุกอย่างมันควรจะต้องมาอภิปราย หรือเปิดเผยทำให้โปร่งใส เพราะจะเป็นสิ่งทำให้เกิดการขับเคลื่อนการลงทุนต่างๆ ตามมา แต่กลับน่าสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐไทย มันต้องมีอะไรที่ผลักดันออกมา โดยเฉพาะพากันมาพิจารณานัดส่งท้ายของรัฐบาลนี้ และเมื่อผ่านการอนุมัติหลักการไปแล้ว นับว่าง่ายที่รัฐบาลรักษาการจะผลักดันให้เป็นกฎหมายออกมาใน 2-3 สัปดาห์นี้ เพราะช่วงนี้คนส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การเลือกตั้งหมด ซึ่งหากเป็นกฎหมายแล้วมันยากที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง เหมือนกับเรื่องอัตราน้ำหนักบรรทุก ทุกฝ่ายอยากจะให้แก้เพิ่มเป็น 1.6 ตัน แต่จนป่านนี้ก็ยังทำไม่ได้ ดังนั้นจึงอยากจะฝากบอกรัฐบาลว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ง่ายเหมือนขายไข่ หรือให้เปลี่ยนชั่งไข่เป็นกิโลกรัมขาย”

สำหรับจีเอ็มต้องการให้รัฐบาลกำหนดค่า หรือมาตรการวัดค่า CO2 ที่ชัดเจน และมองเทคโนโลยีโดยรวมเท่าเทียม ไม่ให้สิทธิกับเทคโนโลยีใดพิเศษ และต้องทำให้เป็นระบบไม่ใช่แค่รถใหม่เท่านั้น เพราะหากมองดูบนท้องถนนรถบรรทุกใหญ่ และรถเก่าที่มีอายุการใช้งานมานาน เป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษ ตรงนี้รัฐบาลจะควบคุมดูแลเช่นกัน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยกลับปล่อยเรื่องนี้ และโครงสร้างภาษียังสนับสนุนอีก ขณะที่หลายประเทศมีมาตรการให้คนทิ้งรถเก่า โดยให้แรงจูงใจประชาชนนำรถเก่าไปแลกซื้อรถใหม่ ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจและยังช่วยลดมลพิษอีก ฉะนั้นรัฐบาลไทยควรจะมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ในส่วนของจีเอ็มขอเสนอให้รัฐบาล จัดทำโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ที่มุ่งสู่การทำให้บรรลุเป้าหมายจริง โดยเสนอให้โครงสร้างภาษีมีความง่ายไม่ซับซ้อน และวัดผลที่สุดท้ายของการปล่อยมลพิษจริง ต่อมาต้องดูแลรถบรรทุกใหญ่ในการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง และไม่ให้การสนับสนุนหรือส่งเสริมการใช้รถเก่า และสุดท้ายทำให้ทุกคนสามารถซื้อรถใหม่ได้ง่าย

“ส่วนหากโครงสร้างภาษีใหม่ ไม่ใช่ตามที่จีเอ็มเห็นว่าเป็นธรรม แล้วส่งผลกระทบต่อการลงทุนของจีเอ็มในไทยหรือไม่ เรื่องนี้คงยังตอบไม่ได้ แต่แน่นอนอยากให้เป็นโครงสร้างภาษีที่เราสามารถอยู่ต่อไปได้ และปราศจากการแทรกแซงใดๆ” นายแอพเฟลกล่าว

http://manager.co.th/Motoring/ViewNe...=9540000060996
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 20th, 2011, 05:45 PM   #493
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

รื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์…ใครได้ ใครเสีย?

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2011 เวลา 17:40 น.

แผนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เป็นการตอบสนองต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งโดยรวมแล้วจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แต่หากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทันจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น รวมทั้งอาจกระทบต่อแผนการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในไทย ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีฉบับใหม่นี้เพิ่งได้รับการอนุมัติในหลักการจากรัฐบาลเมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยจะให้ความสำคัญกับหลัก 3 ประการคือ (1) สมรรถนะการประหยัดพลังงาน (2) การปล่อยมลพิษซึ่งวัดจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และ (3) มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งหากผู้ผลิตรถยนต์รายใดมีคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติม เพื่อเป็นการจูงใจให้ค่ายรถยนต์ต่างๆ หันมาผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

โดยอัตราภาษีสำหรับรถยนต์นั่งจะลดลงเหลือแค่ 2 อัตรา เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านนโยบายและลดความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษี โครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันนั้น จะมีอัตราภาษีหลายอัตรา ตั้งแต่ 25-50% โดยจะยึดหลักขนาดของเครื่องยนต์ (ซีซี) และแรงม้าเป็นหลัก ในขณะที่ภายใต้โครงสร้างใหม่อัตราภาษีสำหรับรถยนต์นั่งจะลดลงเหลือเพียงแค่ 2 อัตรา โดยจะคิดตามขนาดเครื่องยนต์ ไม่ดูแรงม้าประกอบเหมือนโครงสร้างเดิม โดยรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,000 ซีซี จะใช้อัตราภาษี 30% และเกิน 3,000 ซีซี อัตราภาษี 50%

หลักการสำคัญ คือ "ก่อมลพิษสูง เก็บภาษีเพิ่ม" โครงสร้างภาษีแบบใหม่จะเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและการปล่อยมลพิษเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ด้านการประหยัดพลังงาน และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดว่ารถยนต์ที่ปล่อยก๊าซ CO2 ระหว่าง 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราปกติ (normal rate) หากปล่อยต่ำกว่า 150 กรัมต่อกิโลเมตร จะได้ลดภาษี 5% แต่ถ้าปล่อยเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการลดมลพิษ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาด มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งยังเป็นการจูงใจให้ประชาชนเลือกใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รถยนต์เชิงพาณิชย์ รถยนต์ประหยัดพลังงาน และรถที่ใช้ไฟฟ้า จะไม่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่นี้ สิทธิประโยชน์จากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่จะครอบคลุมเฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น ขณะที่รถยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถกระบะทั้งประเภทซิงเกิลแค็บ ดับเบิลแค็บ และรถตรวจการณ์ (PPV) จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดภาษีเหมือนกลุ่มรถยนต์นั่ง เนื่องจากภายใต้โครงสร้างเดิมมีการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษอยู่แล้ว (อัตราภาษีระหว่าง 3-20%) เช่นเดียวกับรถยนต์ eco-car หรือรถที่ใช้ไฟฟ้า (fuel cell) ซึ่งแทบจะไม่ได้ปล่อยก๊าซ CO2 เลย ก็จะต้องเสียภาษีในอัตราเดิมคือ 17% และ 10% ตามลำดับ

ขณะที่รายละเอียดสำคัญที่ต้องนำกลับไปทบทวนใหม่คือ อัตราภาษีสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน หลักการวัดการปล่อยมลพิษตามโครงสร้างภาษีใหม่ที่กระทรวงการคลังเสนอ จะคำนวณเฉพาะ "การปล่อยของเสียจากปลายท่อรถยนต์" เท่านั้น ซึ่งกระทรวงพลังงานเห็นว่ายังไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับกรณีของรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนประเภทเอทานอล ไบโอดีเซล ก๊าซธรรมชาติ (NGV) และ E85 จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 30% ซึ่งถือเป็นอัตราภาษีที่สูงกว่ารถยนต์ hybrid และ fuel cell โดยเสนอว่า การเก็บภาษีสำหรับรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนควรจะพิจารณาตามหลักสากลที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กัน โดยจะคำนวณตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกพืชพลังงานซึ่งนำมาใช้ผลิตเชื้อเพลิง เพราะสามารถช่วยลดก๊าซ CO2 ได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดการนำเข้าน้ำมัน บรรเทาปัญหาโลกร้อน รวมทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศอีกด้วย ดังนั้น อัตราภาษีสำหรับรถยนต์ประเภทนี้จึงควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

หากรัฐบาลให้กรอบระยะเวลาในการปรับตัวสั้นเกินไป จะมีผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น และอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบหากรัฐบาลบังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ภายในเวลา 3 ปี ตามข้อเสนอของกรมสรรพสามิต ผู้ประกอบการอาจปรับตัวไม่ทันและมีผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด (200 กรัมต่อกิโลเมตร) ซึ่งตามโครงสร้างภาษีใหม่จะต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 5% และท้ายที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องส่งผ่านภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาขายรถยนต์และอาจกระทบต่อยอดขายในที่สุด รวมทั้งอาจจะกระทบต่อแผนการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์และอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และอาจกระทบแรงงานในระบบอีกกว่า 5 แสนคน เพราะโดยปกติแล้ว ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมรถ (model change) ทุกๆ 5 ปี

แต่ในระยะยาว จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันทิศทางของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกได้ให้ความสำคัญกับรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขตามโครงสร้างภาษีใหม่ของไทย ซึ่งหากมีการบังคับใช้ก็เท่ากับเป็นการช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ นำเทคโนโลยีเครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูงมาสู่ไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภคแล้ว ยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งหลักของโลกเช่นเดียวกับรถกระบะประเภท 1 ตัน ที่ไทยครองแชมป์อยู่ในปัจจุบัน

รวมทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย นอกจากการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ เลือกผลิตรถยนต์รุ่นที่มีคุณสมบัติด้านการประหยัดน้ำมัน ปล่อยมลพิษต่ำ และมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูงแล้ว ยังทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องปรับเปลี่ยนไปแข่งขันด้านราคา (price war) โดยอาศัยต้นทุนหรือค่าแรงที่ต่ำกับประเทศอย่างจีนและอินเดีย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

http://www.thanonline.com/index.php?...176&Itemid=524
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 20th, 2011, 09:38 PM   #494
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Auto exports in April dampened by quake aftermath

The Nation Published on May 20, 2011


Despite domestic car sales setting a new record in April, Thai automotive companies witnessed a negative impact from the Japan tsunami in terms of production and exports.

According to the Federation of Thai Industries' Automotive Industry Club, output in April was only 89,179 units, a decline of 15.16 per cent year on year and 48.15 per cent month on month. The earthquake and tsunami that hit Japan in March prompted that country's auto-makers to cut production by half.

However, production during the first four months of the year was 558,160 units, up 14.39 per cent year on year.

"Auto production from May to July is expected to be 453,702 units. This is an increase from 426,814 units in the same period last year," said Suparat Sirisuwanankura, chairman of the club.

From February to April, pro?duction totalled just 411,926 units, far fewer than the predicted figure of 1.6 million, which included about 850,000 units to satisfy domestic demand.

Because of parts shortages, the number of vehicles produced for export in April was 43,423, accounting for 47.57 per cent of total production in the month. This represented a drop of 27.89 per cent year on year.

Production for export in the first four months was 278,986 units, accounting for 49.98 per cent of total production in the period, up 1 per cent year on year.

Despite lower output due to supply shortages, domestic vehicle sales in April hit a record high, at 67,283 units. The increase was driven by the improving economy and rising consumer confidence, coupled with the popularity of eco-cars. Motorcycle sales totalled 150,213 units, up 11.67 per cent year on year but down 21.81 per cent month on month.

Auto sales during the first four months of this year stood at 305,902 units, up 36.6 per cent year on year, while motorcycles sold 671,204 units, up 11.69 per cent.

Motorcycle production in April was 240,087 units, up 33.76 per cent year on year. Of the total, 164,523 were completely built-up (CBU) units, up 17.74 per cent. The rest, 75,564 units, were completely knocked-down (CKD) units, up 90.03 per cent.

Total production during the first four months was 1.021 million units, up 27.2 per cent year on year. Of the total, 738,181 units were CBU, up 18.9 per cent, and the remaining 283,613 units were CKD, up 55.42 per cent.

Motorcycle production from May to July is expected to be 542,444 units versus 559,905 units from February to April this year and 541,241 units in the May-July period last year.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30155774.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old May 22nd, 2011, 07:57 PM   #495
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Fourth Toyota production line mooted for Thailand

The Nation Published on May 23, 2011


Toyota Motor Thailand is gearing up to convince its parent company to pour investment into a fourth production line in Thailand, as operations here have become the company's strongest in the aftermath of the tsunami.

Toyota Thailand is now producing the fastest of all Toyota's production sites around the world. It is running at 120 per cent of capacity, exceeding the 70 per cent capacity of its parent company in Japan. This has made Thailand Toyota's most important manufacturing base.

Kyoichi Tanada, president of Toyota Motor Thailand, recently said in an interview with Nation Multimedia Group that the company would try to run at 120percent capacity by July. This would be faster than United States' production, which will run at full capacity in AugustSeptember this year, and Japan, which is expected to resume normal production in September.

There are two key factors that have helped Toyota Thailand to become the fastest manufacturing base to resume normal operations.

The first is that the company switched to importing auto parts from other suppliers within two weeks of the quake and tsunami hitting the northeast part of Japan. Luckily, around 95 per cent of Toyota's pickup trucks and 80 per cent of passenger cars made in Thailand are made with locally made parts. So only a few, like electronic components for vehicles, which are still made in Japan, had to be shifted to other suppliers.

Although the company has faced higher operating costs as it has asked new suppliers to invest in providing the parts it wants, it has been worthwhile, added Tanada.

The second reason is support from the parent company, which came because Toyota Thailand is the major manufacturing and export base for onetonne pickup trucks. The company, which is the biggest of Toyota's production sites in Southeast Asia, currently exports these vehicles to 110 countries worldwide. The parent company recognised this important factor, allocating the most auto parts to Thailand so it could resume normal production quickly.

"Our responsibility is not limited to Thailand but also to markets around the world. If Thailand was not Toyota's major export base, we may not have been the fastest producer of Toyota to resume normal operations. This is due to the strong support of our parent firm," he said.

For Toyota to run at 100percent capacity, it has to produce for 16 hours per day. To run at 120percent capacity means it needs three hours of daily overtime.

Tanada added that although the company was able to resume its normal production faster than expected and run at 120 per cent of total capacity, it might not reach its production target this year of roughly 700,000 units. Toyota will lose production of around 50,000 units during the first tough two months. The best production output it could manage this year could be 510 per cent higher than last year's 630,000 units.

"I'm confident that Toyota Thailand can overcome last year's sales volume. We will try harder and we will make it," he said.

He said Toyota Thailand would convince the parent company to invest in a fourth manufacturing site in Thailand in addition to the existing facilities in Samrong in Samut Prakarn, Gateway Industrial Estate and Ban Pho in Chachoengsao. The new plant will have production capacity of 100,000 units per year with the possibility to rise to 200,000 units later. The new investment will diversify risk from dependence on production in Japan.

"Thailand has the potential for new Toyota investment. Thai employees here strongly understand Toyota's culture, as we have operated in Thailand for almost 50 years. Besides, Thai skilled labourers are better than those in other countries like India and Indonesia. A key performance index conducted internally showed that our labourers have the best productivity and efficiency compared with others. So we will ask the parent company to invest in Thailand," he said.

http://www.nationmultimedia.com/2011...-30155840.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 4th, 2011, 07:33 PM   #496
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Auto output outlook 1.65m units in 2011

Published: 2/06/2011 at 02:51 PM

Vehicle production this year is expected to total around 1.65 million units, equal to total production in 2010 but a 10 per cent drop from the targeted production level in 2011 of 1.8 million units, Thailand Automotive Institute president Vallop Tiasiri said on Thursday.

Three major automakers, Toyota, Isuzu and Honda Car, which between them have an 80 per cent of Thailand's domestic market, or about 800,000 units each year, will all be back to full production capacity next month following recovery from the parts shortage caused by the earthquake and tsunami which struck Japan in March.

Toyota and Isuzu, production returned to normal capacity levels on May 23 and June 1, respectively, while Honda announced that production capacity will return to normal in July, he said.

Thai domestic demand for new cars is still growing, although supply disruption has caused delivery delays for cars to customers. It will take about one to three months until production returns fully to normal, Mr Wallop said.

He expected that in 2011 domestic car sales will hit 850,000 units, with exports of between 750,000 and 800,000 units.

Mr Vallop said Honda Motor Co targeted production of 40,000 eco cars this year and will gradually deliver a small number to customers this month.

The institute director said supply disruption may also cause automakers to postpone investment in hybrid car production.

http://www.bangkokpost.com/business/...at-1-65m-units
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 9th, 2011, 08:06 PM   #497
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Quote:
Originally Posted by napoleon View Post
Cat announces new plant in Thailand

Pjstar 10/01/2011

Company will break ground early this year on mining equipment factory that will employ about 800

PEORIA — Caterpillar Inc. took another step toward strengthening its market position in the mining equipment industry Monday, announcing it will build a new manufacturing plant in Thailand to make underground mining equipment.

The company said it will break ground on the factory early this year, with production scheduled to begin in late 2012. It will eventually employ about 800 people, Caterpillar said.

Caterpillar spokesman Jim Dugan said the products that will be made in Thailand are not currently produced in the United States, and thus there will be no impact on domestic employment.

The factory in Rayong Province will produce a full range of underground mining articulated trucks and loaders, which are used by Caterpillar customers around the world in underground mining.

Those products currently are made by Caterpillar in Australia and Brazil. They were part of the Elphinstone mining products company in Australia that was acquired by Caterpillar more than a decade ago.

Caterpillar has made growth in the mining industry one of its top business strategies. Late in 2010, the company announced an $8.6 billion deal to acquire Bucyrus International Inc., one of the world's top underground mining equipment companies, based in South Milwaukee.

Earlier in 2010, the company said it planned to invest $500 million-plus in its mining equipment manufacturing facilities in Decatur and Aurora. The Aurora investment has been put on hold pending completion of the Bucyrus acquisition.

"We continue to make strategic investments in our mining business to support our customers," said Chris Curfman, president of Caterpillar Global Mining. "We are pleased to announce our first manufacturing facility in Thailand, which will increase our capacity for our existing range of underground mining machinery, particularly as we sharpen our focus on meeting long-term customer demand in growth markets."

"The ongoing infrastructure development plans for the world's growth markets combined with a long-term trend toward urbanization and growing wealth in emerging economies should continue to help drive long-term demand for commodities," said Steve Wunning, Caterpillar group president. "This facility will help to position Caterpillar for continued leadership in the mining industry."

Dugan said Thailand was chosen because it is a good strategic location to handle expected growth in demand in the Asia-Pacific region.

"Long term we think there will be strong demand for these machines in the growth markets of Asia, so Thailand offers a strategic location to serve customers in this region," Dugan said.

Caterpillar’s Foundation Stone Laying Ceremony at Hemaraj RIL

2/6/2011

Caterpillar Underground Mining Pty Ltd., an Australian subsidiary of Caterpillar USA - the world’s leading manufacturer of construction and mining equipment and a Fortune 500 company, recently held a Foundation Stone Laying Ceremony for its first manufacturing facility in Thailand at Hemaraj Rayong Industrial Land (Hemaraj RIL). Located on 140 rai of land, the facility is scheduled to begin operation in late 2012 and will produce a full range of underground mining articulated trucks and loaders, which are used by Caterpillar customers around the world in hard-rock underground mining applications.

Mr. David Nardone (3rd from right), President & CEO of Hemaraj Land And Development Plc., and Mr. Vivat Jiratikarnsakul (far right), Executive Vice President of Hemaraj congratulate Mr. David Bozeman (3rd from left), Vice President of Caterpillar Inc., Ms. Tamera J. Nelson (2nd from left), Managing Director of Caterpillar Underground Mining Pty Ltd., and Mr. Philip Pennington (far left) General Manager, Asia Operations of Caterpillar Inc. at the ceremony.

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 17th, 2011, 08:57 PM   #498
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Auto production back to speed

Published: 16/06/2011 at 12:00 AM


The March 11 Japanese earthquake and tsunami continued to affect Thai automobile production and exports in May, says the Federation of Thai Industries' automotive industry club.

However, chairman Suparat Sirisuwanangkura said the situation would likely improve from this month, with several carmakers resuming normal production on assurances of parts supply from Japan.

Two-shift production has generally begun again, while overtime work will be gradually restored.

Production at Toyota Motor Thailand was back to normal early this month, but Honda Automobile (Thailand) said it would increase production to 80% of pre-crisis levels by next month and to 100% in September.

Overall vehicle production dropped by 25.2% year-on-year in May to 98,804 vehicles due to the impact of the disaster, which forced carmakers here to cut output in line with remaining stocks of parts already imported from Japan.

Passenger car production fell by 21.9% to 35,393 units and pickup trucks by 27% to 63,360 units.

Cumulative production from January to May was still up by 5.94% year-on-year to 656,964 units including 247,730 passenger cars, up 29.9%, and 400,096 pickup trucks, down by 4.94%.

Exports of Thai-built vehicles fell 48.5% last month to 38,656 units valued at 17.4 billion baht, down by 50.9%, reflecting the effects of the Japan crisis, said Mr Suparat, a senior vice-president of Toyota Motor Asia Pacific Engineering and Manufacturing Co.

Cumulative exports in the first five months of this year dipped 6.8% to 325,254 units valued at 143 billion baht, down 12.9%.

The industry forecasts vehicle production from June to August will increase by 29.8% from the previous three months to 467,298 units but only 7.25% from the same period last year.

Overall automobile production is now forecast to decline by 100,000 units this year from an earlier estimate of 1.8 million due to effects from the disaster.

Mr Suparat said the present situation differed from previous crises that were economic in nature in that demand is still running high while supply is short due to production hitches.

http://www.bangkokpost.com/auto/auto...-back-to-speed
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 17th, 2011, 08:59 PM   #499
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,614
Likes (Received): 353

Honda expands motorcycle facilities B2.8bn plan aims to keep up with demand

Published: 16/06/2011 at 12:00 AM


A 2.8-billion-baht expansion of Honda's local motorcycle production facilities is on the cards as the company races to keep up with fast-growing demand both here and abroad.

Arnop Phornprapha, a vice-president of Thai Honda Manufacturing Co, said the manufacturing arm for motorcycles, power products and automotive parts was now expanding its operation in Bangkok's Lat Krabang district.

Production lines for power products have been moved from the existing plant to the new compound to pave way for installation of new lines for motorcycles at a cost of 2.8 billion baht.

The new facility will start making motorcycles in July or August albeit gradually, while automotive parts will remain at the old plant.

Construction of a new power product facility 500 metres away from the existing one is completed, but the construction cost was unavailable.

"Brisk motorcycle sales in the local and export markets have prompted Honda to expand plant capacity," said Mr Arnop, who is also a vice-president of AP Honda Co, the parent's motorcycle distribution subsidiary and the market leader.

Chiaki Kato, AP Honda's president, said overall motorcycle sales were expected to set a record of 2 million units or more this year provided the economy continues to grow and politics remain stable.

The previous record for motorcycle sales was 1.98 million units in 2005.

Sales in this year's first half are estimated at around one million units thanks to positive economic indicators such as growing exports, better farm prices, improving tourism and reduced unemployment.

An earlier forecast for the motorcycle market was 1.9 million units, with AP Honda accounting for 1.33 million.

"We cannot say at the moment what our share will be this year since we cannot predict the exact market sales," said Mr Kato.

He said that despite the forecast of 2 million units, the motorcycle market was still far from saturated.

The consumption rate for motorcycles locally is one unit for just over three people, behind Taiwan and Malaysia.

"There remains room for market growth if the economy and people's incomes keep growing, especially in rural areas, where consumer demand still runs high," said Mr Kato.

Suchart Arunsaengroj, AP Honda's director for sales, said the picture for the overall industry last month was very good thanks to the new school semester and the positive economy.

Overall sales grew by 125% year-on-year to 187,602 units based on new registrations. Cumulative registrations reached 858,806 units in the first five months, up 114% year-on-year.

For Honda alone, sales grew by 133% year-on-year in May to 132,560 units for a 71% market share, with the Honda Wave family model the flagship product.

A spokesman at Bangkok-based Asian Honda Motor said exports of Thai-built motorcycles and parts in the January-May period rose 44% year-on-year to 12.5 billion baht.

For fully built motorcycles, Honda exported 50,279 units in the first five months, up by 283% year-on-year.

http://www.bangkokpost.com/auto/auto...cle-facilities
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 23rd, 2011, 02:06 PM   #500
oooo^o^o
Registered User
 
Join Date: Jan 2010
Posts: 571
Likes (Received): 3

เจาะภารกิจ“นายกฯผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

“อัชณา ลิมป์ไพฑูรย์” นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) เปิดเผยภารกิจเร่งด่วนในการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เพื่อรับมือการเข้ารวมกลุ่มพันธมิตร “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC (ASEAN Economic Community )ในปี 2558 ซึ่งจะมีผลทำให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงแรงฝีมืออย่างเสรี


ภาพรวมอุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ช่วงที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถส่งมอบได้ โดยเฉพาะอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าซึ่งเราต้องรอจากเขาอย่างเดียว ทั้งที่ส่วนอื่นๆ กว่า 90% เรามีพร้อมอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถประกอบเป็นรถทั้งคันที่พร้อมใช้งานได้ ดังนั้น ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ตัวเลขการเติบโตจะสะดุดและถดถอยไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม คาดว่าไม่มีผลต่อแผนการผลิตรถยนต์จากเดิม ซึ่งปีนี้ตั้งไว้ที่ 1.85 ล้านคัน เพิ่มจากปี 2553 ที่ทำได้ 1.6 ล้านคัน เนื่องจากดูแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังตลาดโดยรวมจะฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

ปัจจัยบวกที่ทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์


จากพื้นฐานเศรษฐกิจของเราเข้มแข็ง ซึ่งชิ้นส่วนยานยนต์คิดเป็น จีดีพี ของประเทศประมาณ 12% ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโตขึ้น ชิ้นส่วนยานยนต์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ และมั่นใจว่า ตลาดรถยนต์ปีนี้จะโตอย่างน้อย 8% รวมไปถึงอนาคต เพราะเรามีปัจจัยบวกหลายอย่าง เช่น การเป็นประตูของอาเซียน ใครที่อยากเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้จะมองประเทศไทยเป็นอันดับแรก นอกจากนี้เรายังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เป็นประเทศที่ดึงดูการลงทุนเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และการเป็นศูนย์กลางของไทยไม่ใช่แค่เรื่องของยานยนต์ แต่อุตสาหกรรมอื่นก็แข็งแกร่งไม่ด้อยกว่ากัน อาทิ การท่องเที่ยวและการผลิตอัญมณี ตลอดจนการมีนโยบายที่สอดคล้องกับโลก ก็ทำให้นักลงทุนยังคงต้องการเข้ามาเมืองไทย อย่างแนวคิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีที่จะเน้นเรื่องของการประหยัดพลังงาน และการปล่อยมลพิษสู่อากาศเป็นตัวกำหนด

ด้านปัจจัยลบมีอะไรบ้าง

เมื่อไทยเป็นประเทศเนื้อหอม ใครๆ ก็อยากเข้ามาลงทุน จึงส่งผลในแง่ลบเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2558 ในข้อตกลงทางการค้า “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC ที่จะเปิดเสรีทุกอย่างรวมถึงแรงงานด้วย อย่างล่าสุดทางกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอินเดียสนใจเข้าตลาดไทยก็จะทำให้เกิดการแข่งขันเรื่องแรงงาน ของเขาได้เปรียบเรื่องภาษาอังกฤษ รวมถึงค่าแรงที่อาจเรียกร้องต่ำกว่าคนไทย

ภารกิจรับมือ AEC 2558

อันดับแรกเรายังขาดแคลนฝีมือแรงงานระดับช่างเทคนิคที่เรียนจบ ปวช. และ ปวส. เพราะบ้านเรามีค่านิยมว่า เมื่อเรียนจบแล้วต้องต่อยอดไปถึงปริญญาตรี ทีนี้ก็ไม่มีใครอยากลงมาทำงานเป็นช่างเทคนิคหรือระดับปฏิบัติการ ขณะที่แรงงานระดับวิศวกรไม่มีปัญหา ซึ่งบทบาทของสมาคมก็พยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม กรมอาชีวศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกันวางแผนสร้างมหาวิทยาลัยต้นแบบสำหรับแรงงานยานยนต์ คือ ส่งเข้าไปเรียนภาคทฤษฎี 1 ปี จากนั้นเข้าไปเรียนและทดลองทำงานจริงในโรงงานอีก 1-2 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างความยั่งยืนด้านแรงงานในอนาคตได้


ตารางแสดงการส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานพาหนะ 10 ประเทศแรกของไทย ช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.2554 และ 2553 (หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐ)

การปรับตัวของผู้ประกอบการไทย


สำหรับผู้ประกอบการเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมและแนวทางการปรับตัว วันที่ 23 มิ.ย.นี้ ที่ไบเทค บางนา จะมีการจัดประชุม ออโตโมทีฟ ซัมมิต 2011 โดยมีวิทยากรในแวดวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมาร่วมเสวนากัน ทั้งนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและเจโทร โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นองค์ปาฐก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน แมนูแฟคเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2011 อีกทั้งในงานยังมีการแสดงเกี่ยวกับเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจและเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ควรจะไปติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดและเทคโนโลยีในปัจจุบัน

เปลี่ยนช่องทางจำหน่ายสู่การสร้างแบรนด์

จากที่ต้องรอชิ้นส่วนเพียงตัวเดียว สะท้อนถึงปัญหาการผลิตของไทยยังขาดการพัฒนาองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีเฉพาะทาง รูปแบบการทำงานเป็นเพียงการรับจ้างผลิตเท่านั้น โดยส่งต่อให้กับโรงงานประกอบรถยนต์หรือ โออีเอ็ม ไม่มีการทำออกมาในรูปของอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งมีผู้ดำเนินการจริงจังอยู่ไม่กี่ราย สำหรับการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งถ้าทำส่งออกไปตลาดทดแทนหรือ อาร์อีเอ็ม จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถต่อยอดธุรกิจและเติบโตต่อไปได้

แนะนำว่าช่วงนี้หากต้องการปรับตัวนับเป็นโอกาสที่ดี โดยเฉพาะผู้ผลิตในระดับเทียร์ 2 หรือเทียร์ 3 ที่ส่งต่อให้กับเทียร์ 1 เพื่อนำมารวมกันก่อนไปถึงปลายทางที่โรงงานประกอบรถยนต์ ไม่ต้องมองตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ขอใกล้ตัวในประเทศเพื่อนบ้านก็เพียงพอแล้ว เพราะการส่งออกชิ้นส่วนปัจจุบันก็วนเวียนอยู่ในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียก็เป็นตลาดใหญ่ที่ล่าสุดแซงหน้าญี่ปุ่นไปแล้ว

คู่แข่งและปัญหาในกลุ่มอาเซียน

ที่น่าจับตาคือ อินโดนีเซีย เพราะเป็นประเทศใหญ่มีประชากรมากกว่า 200 ล้านคน เศรษฐกิจและการเมืองค่อนข้างมั่นคง เราคงประมาทไม่ได้ แต่ว่าไทยก็มีจุดแข็งอยู่ที่การส่งออก รวมถึงคุณภาพแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งยังต้องผลักดันกันต่อไป ส่วนปัญหาในภูมิภาคก็มีบ้าง จากข้อตกลงชิ้นส่วนที่มีแหล่งผลิตในอาเซียนสำหรับการประกอบรถยนต์ที่จะได้สิทธิพิเศษด้านภาษี มีบางประเทศที่ไม่ได้ผลิตจริง แต่นำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาแล้วตีตราว่าทำในประเทศนั้นๆ การตรวจสอบขอเข้าไปดูแหล่งผลิตยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีในข้อตกลงทางการค้า ซึ่งเราจะพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ คาดว่าภายใน 1 หรือ 2 ปี จะมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
oooo^o^o no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
automobile, car, motorbike, thailand

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 02:22 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 23.08%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu