daily menu » rate the banner | guess the city | one on one

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum

Thai Forum Sawasdee! Welcome to the Land of Smile


Reply

 
Thread Tools Display Modes
Old December 18th, 2009, 06:04 PM   #61
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ธุรกิจชิ้นส่วนโกอินเตอร์ "ออโต้เทคฯ"ผุดศูนย์กระจายอะไหล่

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4167 ประชาชาติธุรกิจ


ธุรกิจชิ้นส่วนไทยโกอินเตอร์ TAPMA ผนึกออโต้เทคฯ ตั้งศูนย์กระจายชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์อเมริกา ดีเดย์ ม.ค.ปีหน้า พร้อมขยายเป็น 500 สาขาใน 5 ปี


ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า หลังจากมีการประชุมความร่วมมือระหว่างผู้แทนผู้ประกอบการไทย ที่มีการลงทุนในสหรัฐอเมริกา กับผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย ระหว่างบริษัท ออโต้เทค เอ็นจิเนียริ่ง ที่ประกอบธุรกิจด้านชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนในเมืองฟอนทานา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กับสมาคม ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทยนั้น

ข้อตกลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์กระจายชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ในประเทศอเมริกา โดยสมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ และอะไหล่ทดแทนจะเป็นผู้จัดหาอะไหล่ทดแทนให้กับบริษัท ออโต้เทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เพื่อใช้ในการกระจายส่งขายใน สหรัฐอเมริกา

ขณะนี้ได้ข้อตกลงกันชัดเจนว่า ความร่วมมือในการซื้อธุรกิจศูนย์ซ่อมและศูนย์อะไหล่ดังกล่าวจะเป็นการร่วมทุนจากสมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPMA) 15 ล้าน และจากบริษัท ออโต้เทค เอ็นจิ เนียริ่ง จำกัด อีก 15 ล้าน รวมมูลค่า 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ร่วมทุนมีกำหนดการเดินทางไปดูสถานที่จะดำเนินธุรกิจ ระหว่าง วันที่ 10-15 ม.ค. 2553 ที่ลอสแองเจลิส โดยตั้งเป้าหมายการซื้อสาขาธุรกิจซ่อมบำรุงรายย่อยในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 30 สาขา สามารถตั้งบริษัทได้ภายในเดือน ม.ค. และดำเนินธุรกิจได้ในเดือน ก.พ.ซึ่งตามที่กำหนดไว้ จะเปิดทำการที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะนี้ทางรัฐเทกซัสก็ให้ ความสนใจที่จะร่วมธุรกิจด้วยเช่นกัน และน่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ภายในครึ่งปีแรก

"หลังจากเปิดดำเนินการ 30 สาขาแล้ว เราคาดว่าจะสามารถขยายเป็น 100 สาขาได้ในปีหน้า และ 500 สาขาภายใน 5 ปี ซึ่งจะเริ่มภายในระยะเวลา 6 เดือนต่อจากนี้ไป และจะมีมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2553 การซื้อสาขา ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนี้จะช่วยสร้างโอกาส ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทย ในการแข่งขันกับตลาดประเทศอื่นให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยซึ่งมีจำนวนกว่า 2,000 ราย" ดร.วัชระกล่าว

หน้า 38
napoleon no está en línea   Reply With Quote

Sponsored Links
 
Old December 18th, 2009, 06:07 PM   #62
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ยางฟินิกซ์ยิ้มร่า ส่งออกซิว500ล. จ้องขยายลงทุน

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4167 ประชาชาติธุรกิจ


"ฟินิกซ์" ฟุ้งตลาดส่งออกไปรุ่ง คาดปีนี้โกยรายได้กว่า 500 ล้าน ลั่นรายได้หลักมาจากตลาดส่งออก คาดปีหน้าเตรียมลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ชี้บุกตลาดยุโรป-ละติน อเมริกา-จีน ส่วนตลาดไทยท้อ ลูกค้ายึดติดแบรนด์ ส่งผลให้ทำตลาดยาก


นางธนศรณ์ ภูพนธ์เมธบดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟินิกซ์ นิว เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์ ยี่ห้อ "ฟินิกซ์" กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาว่า ประสบความเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากยอดการจำหน่ายยางรถยนต์ในปีนี้ ซึ่งตั้งเป้าไว้ที่ 540 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายยางรถยนต์ในประเทศ 140 ล้านบาท และ รายได้จากตลาดส่งออกอีก 400 ล้านบาทนั้น น่าจะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

เห็นได้จากความสำเร็จ หลังจากบริษัทได้เข้าร่วมงาน SEMA SHOW 2009 ที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจ มีคำสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแถบตะวัน

ออกกลาง ละตินอเมริกา และยุโรป

ขณะที่ตลาดภายในประเทศนั้น ถือว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดีเช่นกัน แต่จากการเข้าร่วมงาน SEMA SHOW 2009 ทำให้บริษัทมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ โดยในปีหน้าจะหันมามุ่งเน้นการทำตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับลูกค้าชาวไทยยังมีพฤติกรรมยึดติดอยู่กับ "แบรนด์" ค่อนข้างมาก ส่งผลให้โอกาสการเข้ามาเจาะตลาดยางรถยนต์ในประเทศของบริษัทมีความยากเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับตลาดส่งออก

"ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ยางฟินิกซ์ของเราขายดีมากในกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเรามีปัจจัยสนับสนุนของคนแถบนั้น สภาพภูมิประเทศในการเดินทางค่อนข้างลำบาก ทำให้ผู้ใช้รถต้องการยางที่มีความปลอดภัย มีความทนทาน ไม่ต้องการดูแลบ่อย ๆ ซึ่งทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ขณะที่ในละตินอเมริกา และยุโรป กลุ่มลูกค้าส่วนมากต้องการใช้ยางที่มีความทนทาน มีประสิทธิภาพ" นางธนศรณ์กล่าว

สำหรับแผนการตลาดในปีหน้านั้น บริษัทตั้งเป้าว่าจะเดินหน้า เจาะตลาดยุโรป บราซิล และจีน อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดข้างต้น ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มจะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น บริษัทยังมีแผนเดินหน้าขยายดิสทริบิวเตอร์เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ 6 ราย จะเพิ่มเป็น 15-16 ราย เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในตลาด และในต้นปีหน้า บริษัทจะจัดงาน training party เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศด้วย

ในแง่กำลังการผลิต บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม โดยได้เตรียมงบประมาณมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มของตลาดยางรถยนต์ในปีหน้าว่าจะมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตปีละเกือบ 2,000,000 เส้น และคาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20%

ส่วนภาพรวมของตลาดยางรถยนต์ในปีนี้ จะเห็นว่าผู้ประกอบการแบรนด์ใหญ่ ผู้นำตลาด ต้องตกอยู่ในภาวะอัตราการเติบโตที่หดตัวลง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดยางรถยนต์โดยรวมมีการลดกำลังการผลิตลงไปถึง 30% จากปีก่อน ขณะเดียวกันก็มีบางแบรนด์ที่ใช้โอกาสนี้เติบโตได้ คิดว่าตลาดยางรถยนต์ในปีหน้าจะมีการแข่งขันกันอย่างมาก

หน้า 37
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 19th, 2009, 11:28 AM   #63
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

นิสสันชิงเปิดอีโคคาร์มี.ค.53 ตัดหน้า′โต้โยต้า-ฮอนด้า′รับตลาดเก๋งเล็กบูม

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:00:36 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


"นิสสัน" กำหนดยุทธศาสตร์ดีเดย์อีโคคาร์คันแรกของโลกในอีก 3 เดือนข้างหน้า ชูจุดขายเด่นทั้งสมรรถนะและความสะดวกสบาย กางแผนหยิบกลยุทธ์ "4 P" ปลุกตลาด มั่นใจปีแรกปั๊มป้อนลูกค้าได้เฉียดแสนคัน ติงนโยบายภาษียังไม่เป็นธรรม คนวงการชี้ตลาดถึงจุดเปลี่ยนกระแสรถเล็กฉิว ค่ายรถแห่จับเทรนด์ใหม่ตอบโจทย์ลูกค้า

นายโทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความพร้อมในโครงการรถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ "อีโคคาร์" ว่า ขณะนี้นิสสันมีความพร้อมที่สุดโดยจะสามารถส่งรถออกสู่ตลาดได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้าหรือราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งอีโคคาร์ของนิสสันจะถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกที่เมืองไทยในงานมอเตอร์โชว์ที่ไบเทค ซึ่งช่วงแรกจะทำตลาดแบบแฮตช์แบ็ก (5 ประตู) ก่อน
นายฮาเซกาวากล่าวว่า อีโคคาร์นิสสันจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องความประหยัด และความสะดวกสบาย ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดขายหลัก ซึ่งนิสสันจะพยายามชี้ให้ผู้บริโภคเห็นว่ารถคันนี้มีขนาดใหญ่และกว้างขวาง ที่จะนำพาผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเดินทางระยะไกลได้แบบสบาย ๆ อีโคคาร์นิสสันให้ทั้งคุณสมบัติและสมรรถนะเทียบเท่ารถยนต์ขนาด 1.5 ลิตร


นอกจากนี้บริษัทเตรียมแผนที่จะสร้างกระแสให้คนไทยได้รับรู้ว่าอีโคคาร์เป็นรถประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นรถแฟชั่นและเป็นรถยนต์ของผู้นำเทรนด์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญการรุกตลาดอีโคคาร์ รวมทั้งรถรุ่นอื่น ๆ ของนิสสันด้วย


สำหรับรูปแบบการทำตลาด ขณะนี้ได้สั่งให้ทีมงานใช้กลยุทธ์การตลาดทุกรูปแบบ และยึดหลัก "4 P" เริ่มตั้งแต่ตัวโปรดักต์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนักนอกจากภาพสเกตช์ที่เคยนำเสนอออกสู่สายตาประชาชน
ส่วนการกำหนดราคา ต้องการใช้คำว่า "reasonably affordable" เพราะนิสสันไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง เนื่องจากมีการทำสำรวจความต้องการของลูกค้าและตลาดมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่าอีโคคาร์ไม่ใช่รถยนต์ราคาถูก แต่เป็นรถที่มีความคุ้มค่า


ด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะดูไม่แข็งแรงมากนัก แต่หลังจากมีการประชุมผู้จำหน่ายล่าสุด บริษัทได้ให้กำลังใจและกระตุ้นผู้แทนจำหน่ายให้เข้มข้นกับอีโคคาร์มากเป็นพิเศษ และร้องขอให้ดีลเลอร์มีการลงทุนอย่างเหมาะสม สำหรับการตอบรับรถรุ่นใหม่ครั้งนี้ รวมทั้งการเพิ่มทักษะ ฝึกอบรมพนักงาน รวมถึงการปรับปรุงบริการหลังการขาย โดยนิสสันเร่งมือเปลี่ยนจุดอ่อนตรงนี้ให้กลายเป็นจุดแข็งในอนาคต


"นิสสันต้องการทำให้ผู้จำหน่ายมีความสุข และถ้าเขามีความสุข เขาก็จะทำให้ลูกค้ามีความสุข และเมื่อลูกค้ามีความสุข นิสสันก็จะมีความสุขไปด้วย แม้อันนี้จะเป็นหลักทำงานง่าย ๆ แต่นิสสันจะต้องให้ความสำคัญ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตอนนี้ยังเป็นความลับ หากไปดูโชว์รูมบางแห่งของนิสสันจะเห็นความเปลี่ยนแปลง" นายฮาเซกาวากล่าว


ส่วนโปรโมชั่น เนื่องจากเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและของโลกคงจะต้องมีใช้ความละเอียดอ่อนพอสมควร
นายฮาเซกาวากล่าวอีกว่า นอกจากการทำให้ผู้แทนจำหน่ายแข็งแกร่งแล้ว บริษัทจะต้องมีวิสัยทัศน์และทิศทางที่ชัดเจน นิสสันได้วางเป้าหมายว่า ภายในปี 2555 นิสสันประเทศไทยจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 10%
ขณะที่กำลังการผลิตนั้นนิสสันจะผลิตอีโคคาร์ให้ได้ 85,000-90,000 คันในปีงบประมาณแรก โดยแบ่งกำลังผลิต 1 ใน 3 รองรับตลาดในประเทศ และ 2 ใน 3 เป็นตลาดส่งออก


กรรมการผู้จัดการนิสสัน เปิดเผยถึงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ว่า ยังมีบางจุดที่ไม่เป็นธรรมต่ออีโคคาร์ อยากให้กลับไปพิจารณาอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการรักษาระยะห่างหรือช่องว่างทางภาษีระหว่างอีโคคาร์กับรถยนต์นั่งทั่วไปซึ่งจะต้องห่างกัน 13% นั้น เนื่องจากหลังนิสสันตัดสินใจลงทุนไม่นานรัฐบาลได้ปรับโครงสร้างภาษีสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20 เปอร์เซ็นต์หรืออี 20 ลงอีก 5% ซึ่งอีโคคาร์ก็ควรจะได้สิทธินั้นด้วย และภาษีที่ถูกต้องก็ควรเป็น 12% ไม่ใช่ 17% เหมือนที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน


ขณะที่แหล่งข่าวจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทแม่ได้เชิญดีลเลอร์ทั่วประเทศร่วมทำเวิร์กช็อป รวมทั้งนำอีโคคาร์มาให้สัมผัส หลังจากที่บริษัทแม่เริ่มทดสอบทั้งเครื่องยนต์และสมรรถนะกับสภาพถนนและการจราจรในบ้านเรา


ซึ่งจากการทดสอบเบื้องต้น ผ่านการตอบรับที่ดีจากบรรดาดีลเลอร์ โดยเฉพาะจุดเด่นความกว้างขวาง คุณภาพวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้เทียบเท่ากับรถยนต์ในญี่ปุ่น รวมทั้งอัตรา ประหยัดน้ำมัน ที่ทดสอบในเมืองได้ถึง 20 ก.ม.ต่อลิตร และวิ่งนอกเมืองได้ถึง 26 ก.ม.ต่อลิตร ซึ่งตรงกับสเป็กของอีโคคาร์


แหล่งข่าวกล่าวว่า จากการดูจากข้อมูลต่าง ๆ สันนิษฐานว่า น่าจะใช้ชื่อ "นิสสัน มาร์ช" มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตร ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด multipoint injection กลไกควบคุมวาล์วเป็นโซ่ตอนเดียวแบบใหม่ ซึ่งจะให้แรงบิดสูงที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ ทำให้ออกตัวได้เร็ว มี UN balancer 3 ตำแหน่ง คือ มู่เล่หน้า, ข้อเหวี่ยงหน้า, flywheel เครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 4 ที่มีค่าไอเสียเพียง 120 กรัม/กิโลเมตร มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่มีอยู่ในนิสสัน เทียน่าโฉมใหม่ โครงสร้างตัวถังของอีโคคาร์ คือ V-platform สำหรับสเป็กข้างต้นนั้น ทางบริษัทแม่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนสเป็กบางอย่าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมได้


แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า แนวโน้มปีหน้ารถเก๋งขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นอีโคคาร์ ซิตี้คาร์ รวมถึงบีเซ็กเมนต์ จะมีบทบาทมากขึ้น เห็นได้จากตลอดช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการก้าวเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ยาริส-วีออส, ฮอนด้าแจ๊ส-ซิตี้, เชฟโรเลต อาวีโอ, มาสด้า 2 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ผ่านมา รวมถึงในปีหน้าจะมีฟอร์ด เฟียสต้า ซึ่งจะเปิดตัวในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป พร้อมกับรถยนต์อีโคคาร์จากค่ายนิสสันด้วย นอกจากนี้ยังมีค่ายรถจากจีน อาทิ เชอรี่ คิวคิว, โปรตอน แซฟวี่จากมาเลเซีย รวมทั้งนาซ่าและปิคันโต้ ในเครือยนตรกิจ


"บีเซ็กเมนต์ มีแนวโน้มการเติบโตดีมากตอนนี้ และมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 20% ของตลาดรวม หรือ 47% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด ส่วนอนาคตมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ยิ่งสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขนาดของรถที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนในเมือง รวมทั้งราคาที่จูงใจ ทำให้ผู้บริโภคหันมานิยมรถขนาดเล็กอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้รถยนต์บีเซ็กเมนต์จะมีจำนวนสูงขึ้น และกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอนาคตด้วย โดยจะส่งผลให้สัดส่วนตลาดรถยนต์ในเมืองไทยเปลี่ยน เชื่อว่าอนาคตปิกอัพจะมีสัดส่วนตกลง จากที่เคยมีจำนวน 50-60% ของตลาดรวม จะลดลงเหลือประมาณ 40% ที่เหลือเป็นรถยนต์นั่ง


ทั้งนี้ สถิติการขายสะสม 11 เดือนของปี 2552 มีปริมาณทั้งสิ้น 476,786 คัน ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง 199,606 คัน ลดลงแค่ 1.7% ขณะที่ตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันทำได้เพียง 240,262 คัน ลดลงมากถึง 20.7%
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 21st, 2009, 07:11 PM   #64
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Top Thai execs of Toyota get new roles

Bangkokpost Published: 21/12/2009 at 12:00 AM


Toyota Motor Thailand has revised the responsibilities of senior Thai executives to enable the Japanese automaker to achieve its higher sales target over the next three years and to develop its personnel more closely in line with the global network.

The revamp, effective next month will separate more clearly the responsibilities of senior vice-presidents Vichien Emprasertsuk and Vutigorn Suriyachantananont. Some of their responsibilities were seen to overlap and thus impeded decision-making.

Mr Vichien will take full charge of marketing, working with vice-presidents Sittachai Jirathunyasakoon, Nikorn Prasertsom and Phairoj Hiranruangrong in overseeing sales, after-sales, sales network, marketing planning, management and promotion, and product planning and management.

Mr Vutigorn, who has had a role in marketing, will focus instead on the entire management system, human resources development and corporate, social and public relations planning.

On the production side, Apinon Suchivaboriphon, a senior vice-president will be in charge of all three factories at Ban Pho and Gateway in Chachoengsao and Samrong in Samut Prakan.

Kij Mahajunthakarn, chief of public relations in charge of media, will be shifted to oversee sales and dealers upcountry. He will be replaced by Boonchuan Vipusanavanich. Bin Sinrungruang will oversee sales in Bangkok and surrounding provinces.

Toyota is determined to achieve a sales target of more than 300,000 units in 2012 and remain the domestic market leader in sales, customer satisfaction and after-sales services.

The company estimates its overall vehicle sales would reach 230,000 units or better this year.

The company has scored some notable successes in marketing and selling various models in Thailand, especially Hilux Vigo pickup trucks made locally under International Innovative Multi-Purpose Vehicle (IMV) programme for domestic and export markets.

In addition, small cars including the Yaris and Vios have been highly popular with local drivers for several years.

More recently, the introduction of the Camry Hybrid four months ago has sparked interest in petrol-electric models locally.

Toyota also will focus on personnel development to improve staff skills to ensure they will be able to take on jobs in the Toyota's network in Asia-Pacific.

Toyota will celebrate its 50th anniversary in Thailand in 2012.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 22nd, 2009, 05:31 PM   #65
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ออดี้-โฟล์ค"เล็งผุดฐานอาเซียนแข่งราคาสู้โตโยต้า

Thaipost 22/12/2009


4 ค่ายรถเยอรมนีเล็งขยายลงทุนไทย "ออดี้-โฟล์ค" เล็งผุดฐานอาเซียนผลิตครบวงจร ตัดราคาสู้โตโยต้า ด้านน้ำมันคาดตรึงราคาถึงสิ้นปี

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนี 4 ยี่ห้อ ประกอบด้วย เมอร์เซเดส เบนซ์, บีเอ็มดับเบิลยู, โฟล์ค และออดี้ สนใจที่จะตั้งฐานการผลิตหรือขยายการลงทุนในไทย เนื่องจากยังมองไทยเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ของอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคนและในอนาคตมีกำลังซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หารือกับค่ายรถยนต์เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนต่อไป

"บีเอ็มดับเบิลยูมีแผนพัฒนาด้านรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี โดยเร่งขยายตลาดมากขึ้นหลังจากรถยนต์รุ่นซีรีส์ 7 ได้รับความนิยม ส่วนเมอร์เซเดส เบนซ์ ก็มีนโยบายพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ขณะที่ออดี้และโฟล์คสนใจซื้อชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในไทยก่อน เพราะมีคุณภาพสูงกว่าประเทศอื่น แต่การลงทุนตั้งโรงงานเหมือนเบนซ์และบีเอ็มฯ อยู่ระหว่างการตัดสินใจอีกครั้ง" นายชาญชัยกล่าว

นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ค่ายรถยนต์จากเยอรมนีเสนอให้เน้นเครื่องยนต์ดีเซล เพราะประหยัดพลังงานและลดมลพิษได้มากที่สุด ซึ่งดีกว่าเครื่องยนต์ไฮบริดอีก แตกต่างจากผู้บริหาร 6 ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นที่มองว่าไทยควรพัฒนาเครื่องยนต์ไฮบริดเป็นหลัก ดังนั้นกระทรวงจะนำมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนายานยนต์ 5 ปี (ปี 53-57)

"ออดี้และโฟล์คมียอดขายรถยนต์รวมกันสัดส่วนที่มากสุดในตลาดยุโรป แต่ไม่เคยมีฐานการผลิตในไทย ทั้งสองค่ายมองว่าไทยจะเป็นฐานผลิตที่สำคัญของอาเซียนและผลิตรถยนต์แบบครบวงจร โดยเฉพาะรถยนต์ระดับล่างราคาถูกเหมือนโตโยต้า" นายสรยุทธ์กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 23rd, 2009, 05:58 AM   #66
Daone
Registered User
 
Daone's Avatar
 
Join Date: Jun 2009
Location: Bangkok: City of (Fallen) Angels
Posts: 2,141
Likes (Received): 1

จัดมาเลยครับ โฟคกับออดี้รับรองว่าถ้าราคาลงมาเยอะๆให้สูสีกับทางเบนซ์บีเอมรับรองมีสิทธิ์ขายดีกว่าทั้งคู่เลยครับ อิอิ
__________________
ปัญญาชน = จิตสำนึก + ความรับผิดชอบ

ขอร่วมไว้อาลัยแด่ 8 ชีวิตที่จากไปจากความคึกคะนองของคนๆเดียว และขอให้กฏหมายได้ทำหน้าที่ของมันด้วย ขออย่าให้เงินซื้อความถูกต้องกับความยุติธรรมด้วยครับ
Daone no está en línea   Reply With Quote
Old December 24th, 2009, 07:17 PM   #67
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Car output hits 13 months record high

Bangkokpost Published: 24/12/2009 at 02:55 PM


The country’s car production output in November reached a 13 month record high at 102,985 units, an increase of 4.26 per cent from the same month last year, spokesman of the Federation of Thai Industries (FTI) Surapong Phaisitphatthanapong said on Thursday.

He attributed the increase in car output to economic recovery in countries which are Thailand’s trade partners that had helped boost their purchasing power.

Mr Surapong expected car output for this year would be more one million units, exceeding the previously set of 94,000 vehicles.

The FTI sets a car production output target for 2010 at 1.2 million units. Half of the output will be for export and the remaining half will be for domestic sales.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 26th, 2009, 06:18 PM   #68
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Motorcycle market shows signs of life in November

Bangkokpost Published: 26/12/2009 at 12:00 AM


After a long and challenging year, the local motorcycle market finally bounced back in November, with a 9% increase from the previous month.

A total of 130,264 units of new motorcycle registrations were recorded in November, up 4% compared with the same period of last year.

Market leader Honda held a 68% share and sold 88,900 units, a 15% rise from October and an 11% rise year-on-year. Helped by the introduction of the Scoopy retro motorbike, Honda held 51% of the market for automatic transmission (AT) models with 31,317 units sold.

Since the global and local economies have picked up speed and the government has encouraged more spending, consumers' confidence has been restored, resulting in a higher revenue in November, said Teerapat Chivaphong, sales director of A.P. Honda.

The company believes its new PCX model will strengthen Honda even further, as it was a world-class scooter manufactured in Thailand for the global market.

"The scooter will not only strengthen our name as a leader in the AT market but also become an alternative for our customers, covering every market segment," he said.

Of the 130,264 motorcycle units registered in November, 63,240 were family type models, 61,348 were AT models, 2,968 were family/sport models, 894 units were sports bikes and 1,814 were in other categories.

For the year to Nov 30, registrations totalled 1.39 million units, a 13% year-on-year decrease.

In the first 11 months, Honda had a 66% market share or 915,172 units sold, followed by Yamaha with 28% or 388,284 units, Suzuki 4% or 58,169 units, Kawasaki 1% or 13,247 units, JRD with 1,499, Platinum with 1,003, Tiger with 999 and other brands totalling 9,816 units sold.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 29th, 2009, 03:54 PM   #69
trewut
Registered User
 
trewut's Avatar
 
Join Date: Apr 2009
Posts: 1,237
Likes (Received): 10

“อุตฯ”ชงทำทีโออาร์ รฟท.ใช้สิ้นส่วน-การผลิตในประเทศ

“อุตสาหกรรม” เสนอทำทีโออาร์ประมูลโครงการรถไฟฟ้าในอนาคต ต้องบังคับใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศ หวังพัฒนาอุตสาหกรรมของคนไทย หลังประเมินภายในปี 2572 จะต้องใช้รถไฟฟ้ากว่าพันคัน เตรียมชงกรอ.ให้ความเห็นชอบปีหน้า

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมศึกษาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทยว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันที่จะให้โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 12 สายทาง ที่มีแผนก่อสร้างในอนาคต จะต้องจัดทำเงื่อนไขในร่างทีโออาร์ประมูลโครงการ โดยจะต้องใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศรวมอยู่ด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการไทย ช่วยให้ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พัฒนาต่อยอดมาสู่อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าได้ เช่น การประกอบตัวถัง การตกแต่งภายในและภายนอก การติดตั้งระบบไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่างๆ

ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ประมาณการว่า จะมีความต้องการใช้รถไฟฟ้าตามแผน 1,026 คัน ในปี 2572 โดยโครงการรถไฟฟ้าที่จะนำเงื่อนไขทีโออาร์ไปใช้ได้ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนสีแดง หากเร่งรัดดำเนินการอาจทันการประมูลงาน ขณะที่สีม่วงไม่สามารถใช้เงื่อนไขนี้ได้ทัน

นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานเพื่อวางกรอบร่างทีโออาร์ เพื่อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินการต่อคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันที่ 8 ม.ค.2553 จากนั้นจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในวันที่ 27 ม.ค.2553 เห็นชอบต่อไป

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ศึกษาแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศไทย เพื่อศึกษาแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเติบโตได้ในอุตสาหกรรมนี้

ขณะเดียวกัน จะให้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการขนส่งทางราง และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของไทย ตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเน้นให้อุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้น โดยให้สถาบันยานยนต์ เข้ามาดูลู่ทางส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าได้ในอนาคต ส่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุด และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างบุคลากรรองรับ ทั้งด้านการผลิตและการดำเนินการ

From http://www.manager.co.th/Business/Vi...=9520000160208
trewut no está en línea   Reply With Quote
Old January 1st, 2010, 09:35 PM   #70
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

นิสสันคลอดอีโคคาร์จากสายการผลิตเจ้าแรกมีนาคมนี้ ส่วนอีก 5 ค่ายอยู่ระหว่างดำเนินการ

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:05:59 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า โครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรการฐานสากล (อีโคคาร์) แม้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ทุกค่ายรถยนต์ยังไม่ได้มีการถอนตัว โครงการลงทุนยังคงเป็นไปตามแผน โดยอีโคคาร์จากบริษัทสยามนิสสัน ออโตโมบิล จะออกจากสายการผลิตในประเทศไทยเป็นเจ้าแรกในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ นับเป็น 1 จาก 6 ค่ายรถยนต์ที่แผนการชัดเจน

ส่วนที่เหลืออีก 5 ค่ายรถยนต์ ได้แก่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กำลังเดินหน้าก่อสร้างโรงงาน ด้านบริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดโครงการ ส่วนบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และค่ายรถยนต์จากอินเดีย บริษัททาทา มอเตอร์ ยังคงมีความกังวลว่า จะสามารถทำได้ตามเงื่อนไขเรื่องจะต้องมีปริมาณการผลิตจริง (actual production) ไม่น้อยกว่า 100,000 คัน/ปี ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป ซึ่งได้มีการต่อรองเงื่อนไขนี้ อย่างไรก็ตาม บีโอไอมีความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า หากค่ายรถยนต์ขอลดหย่อนเงื่อนไขลง ก็จะได้รับสิทธิพิเศษลดลงตามไปด้วย โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจลดจำนวนปีให้น้อยลง

สำหรับอีโคคาร์ เป็นรถยนต์ที่มีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง-สิ่งแวดล้อม-ความปลอดภัย จะต้องมีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 ก.ม. ระดับมลพิษเป็นไปตาม Euro 4 UNECE Reg.83 Rev.2(2005) มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/1 ก.ม. หรือ UNECE Reg.101 Rev.1 ด้านความปลอดภัยจะต้องได้มาตรฐาน UNECE Reg.94 Rev.0 กรณีการชนด้านหน้า และ UNECE Reg.95 Rev.0 จากการชนด้านข้างของตัวรถ

ด้านวัตถุดิบผลิตอีโคคาร์นั้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเห็นชอบให้ลดหย่อนอากรขาเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนตามมาตรา 30 แก่กิจการผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรการฐานสากล (อีโคคาร์) ในอัตราสูงสุดร้อยละ 90 เป็นเวลา 2 ปี โดยจะพิจารณาอนุมัติคราวละ 1 ปี ซึ่งจะทำให้การผลิตรถยนต์อีโคคาร์มีต้นทุนต่ำลงคันละ 1 แสนบาท เป็นการลดภาระต้นทุนให้ผู้ผลิตสามารถสร้างตลาดในประเทศได้ และช่วยให้เกิดการสร้างฐานการผลิตที่ใหญ่สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 3rd, 2010, 08:47 AM   #71
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

อาเซียนเปิดเสรียานยนต์ดันไทยแกร่ง

Bangkokbiznews 3/01/2010


กรุงเทพธุรกิจ" วิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแกร่งรับอาฟตา หลังเปิดตลาดเสรีรวมเป็นหนึ่งเดียว

ชี้ไทยได้เปรียบเป็นตลาดใหญ่[/url] ค่ายรถให้ความสำคัญ เปิดทางนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์บางรายการ ที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศช่วยลดต้นทุน เตือนระวังค่ายรถเล็กย้ายฐานผลิต เผยมาเลเซียยังใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีป้องตลาด

กลุ่มสินค้ายานยนต์เป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกจับตามอง เพราะเป็นสินค้าราคาแพงที่ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ล้วนแต่มีอุตสาหกรรมในประเทศของตัวเอง ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนาม

ที่ผ่านมาเวลาถกเถียงเรื่องภาษีอาฟตาในหมวดยานยนต์ ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่เรื่องรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) เพียงเท่านั้น แต่ในความจริงยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับโรงงานประกอบและอะไหล่ทดแทน

วันที่ 1 ม.ค.2553 กลุ่มสมาชิกอาเซียนผูกพันธสัญญาลดภาษีนำเข้าสินค้า ตามกรอบอาฟตาในสินค้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) เหลือ 0% จากปัจจุบันที่จัดเก็บ 5% ซึ่งจะมีผลอย่างไรต่ออุตสาหกรรมรถยนต์และภาระของผู้บริโภค

ปัจจุบันมีรถยนต์ที่นำเข้าผ่านสิทธิภาษีอาฟตา จำนวน 11 ยี่ห้อ ได้แก่ เปอโยต์ โตโยต้า (อวันซ่าและอินโนวา) โปรตอน (ทุกรุ่น-มาเลเซีย) ฟอร์ด (โฟกัส-ฟิลิปปินส์) มาสด้า (มาสด้า3-ฟิลิปปินส์) ฮอนด้า (ฟรีด-อินโดนีเซีย) นาซ่า (ทุกรุ่น) ซูซูกิ-(สวิฟท์) นิสสัน (เอ็กซ์เทรล) เกีย (ปิคันโต) วอลโว่

อย่างไรก็ตามรถแต่ละรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่าย ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตลาดหลักและมีปริมาณการขายน้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดของอุตสาหกรรม 5-6 แสนคันต่อปี เรียกว่า รถจากอาฟตา ไม่ได้เป็นตลาดหลักและการพัฒนารถรุ่นใหม่ ในอนาคตก็ยังไม่ใช่รถที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดไทยอยู่ดี

ชี้ราคารถไม่ลดหลังภาษี 0%

การลดภาษีเหลือ 0% อาจจะมีผลต่อต้นทุน แต่ราคาขายปลีกจะถูกปรับลดลงหรือไม่ ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่แรงจูงใจ เพราะว่า ภาระภาษี สำหรับรถยนต์ที่มีระดับราคา 5 แสนบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับความต้องการรถแล้ว จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่แตกต่างมากนักจากปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสังเกตว่า เปรียบเทียบราคารถรุ่นใหม่ สามารถเห็นได้ชัดว่า มีการตั้งราคาขายปลีกที่ไม่สูงนัก ยกตัวอย่าง เช่น รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ยี่ห้อ โปรตอน รุ่นเอ็กซ์โซรา จากมาเลเซีย ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26 ปลายปีที่ผ่านมา ในงานราคาช่วงแนะนำเริ่มต้น 6.99 แสนบาท (ปัจจุบันปรับราคาเพิ่มเป็น 7.19 แสนบาท) แม้หลังวันปีใหม่ กำแพงภาษีอาฟตาไม่มีแล้ว แต่รถยนต์ก็ไม่ลดราคาลง

ผู้นำเข้าอ้างว่าตั้งราคารวมต้นทุนและส่วนต่างที่ลดลงไว้อยู่ก่อนแล้ว หากพิจารณาภาระภาษีของรถยนต์ 1 คัน ระดับราคา 4.99 แสนบาท หากถอดรหัสออกมาแล้วจะพบว่า เป็นภาษีประมาณ 9.48 หมื่นบาท ภาระภาษีลดลงเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาด

ภาคผลิตรถไทยได้เปรียบ

ในทางกลับกัน สำหรับผลดีของภาษี 0% ไทยได้เปรียบแน่นอนเพราะว่า เป็นประเทศที่ส่งออกรถยนต์จำนวนมาก ไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะรถยนต์ปิกอัพ และรถยนต์นั่ง ระดับกลางและระดับบน อีกทั้งรถที่ส่งจากเมืองไทยไปจำหน่ายนั้น มีคุณภาพการประกอบดีที่สุดในภูมิภาค ได้รับการยอมรับในระดับโลก และในอนาคตอันใกล้ ไทยจะมีโปรดักท์แชมเปียนส์ตัวที่สองต่อจากปิกอัพ คือ รถอีโคคาร์ รถเก๋งขนาดเล็กตามเทรนด์ของตลาดโลก และมีจุดเด่นในเรื่องความประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มาเลเซียอุปสรรครวมตลาดเดียว

สำหรับประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความร่วมมือและเปิดรับกติกาทุกข้อแบบไม่มีเงื่อนไข จนภาคเอกชนต้องออกมาแสดงความวิตกว่ารัฐบาลได้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่หรือไม่

ทั้งนี้มีบางประเทศอย่างมาเลเซีย ที่ยังปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ จนรถเพื่อนบ้านหรือแม้แต่ค่ายรถที่มีโรงงานในมาเลเซียหลายยี่ห้อ ไม่สามารถแข่งขันกับรถยนต์แห่งชาติอย่างโปรตอนได้

ที่ผ่านมามาเลเซียไม่ยอมลดภาษีรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป ให้เหลือ 5% โดยอ้างนโยบายรถยนต์แห่งชาติ จนเมื่อปี 2549 จึงยอมปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์เหลือ 5% จาก 40% และเรียกร้องต่อประเทศสมาชิกอาเซียนว่า มาเลเซียควรต้องได้รับการลดภาษี จากประเทศสมาชิกอาเซียนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นโยบายรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย มีการกำหนดมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศ เช่น การสนับสนุนเงินทุนผ่านทาง INDUSTRIAL ADJUSTMENT FUND ให้กับบริษัทรถยนต์แห่งชาติ การคืนภาษี 50% (TAX REBATE) ให้กับผู้ผลิต ซึ่งทำให้รถยนต์ที่ผลิตในมาเลเซียได้เปรียบด้านต้นทุนภาระภาษี หรือการห้ามมิให้บริษัทที่มีใบอนุญาตผลิต (MANUFACTURING LICENSE) ผลิตรถยนต์ยี่ห้อใหม่

มาเลเซียใช้มาตรการเอ็นทีบี

มาตรการที่ส่งผลกระทบมากที่สุด คือ การจำกัดการนำเข้าสินค้ารถยนต์จากต่างประเทศ โดยผู้ต้องการนำเข้ารถยนต์ทั้งส่วนบุคคล และนิติบุคคล จะต้องขอใบอนุญาตนำเข้ารถยนต์ ซึ่งกระบวนการได้มาซึ่งใบอนุญาต จะต้องมีการจ่ายเงินนอกระบบ เฉลี่ยประมาณ 300,000 บาทต่อการนำเข้ารถยนต์ 1 คัน

ขณะที่รถยนต์ที่ผลิตโดยรัฐบาลมาเลเซีย คือ โปรตอน และโปโรดัว มีราคาตั้งแต่ 3.5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ ที่ต้องการขยายตลาดเข้าไปในมาเลเซียด้วย ดังนั้น หากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NON TARIFF BARRIERS : NTBS) เหล่านี้ยังอยู่ คงยากที่ไทยจะส่งรถไปจำหน่ายในมาเลเซีย ในขณะที่มาเลเซียนั้น สามารถส่งรถมาขายบ้านเราได้เสรี หรือมากกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งถือว่าผู้บริโภคชาวไทยเปิดใจรับแล้วพอสมควร

ฐานการผลิตปรับตัวรับค้าเสรี

นอกจากการรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียวแล้ว สิ่งที่ตามมาจากการเปิดเสรีครั้งนี้ คือ การรวมกันของฐานการผลิต ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง ข้อดีคือต้นทุนการผลิตของค่ายรถ ที่มีเครือข่ายฐานการผลิตในอาเซียนจะต่ำลง ด้วยการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนยานยนต์กัน ในงานที่ตนเองถนัดและทำต้นทุนได้ต่ำ ในกรณีนี้ไทยดูจะได้เปรียบ เพราะว่าชิ้นส่วนสำคัญและมีมูลค่าสูงส่วนใหญ่จะผลิตไทย อาทิ เครื่องยนต์ หรือชุดเกียร์ หากเกิดการแลกเปลี่ยนไทยจะได้ดุลการค้ามาก อาจเพิ่มการจ้างงานในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้บริโภคนั้นกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ไม่มีการลดราคารถยนต์ลงมา ทั้งที่ต้นทุนต่ำลง

ข้อควรระวังและได้กลายเป็นข้อเสียไปแล้วในบางประเทศ คือ การเลือกย้ายฐานการผลิตของค่ายเล็ก อาจจะเลือกปิดฐานการผลิตในประเทศที่ผู้นำตลาดอันดับต้นๆ แข็งแกร่งเกินกว่าจะสอดแทรกทำกำไรได้ แล้วเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นฐานในการผลิตแล้วส่งกลับมาจำหน่าย เช่น จักรยานยนต์ซูซูกิ ที่แม้จะเป็นอันดับ 3 ในตลาด แต่มีส่วนครองตลาดเพียง 4% จากตลาดรวมระดับ 1.5 ล้านคัน ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมามีรายงานว่า ซูซูกิ มอเตอร์ โค ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น มีแผนย้ายโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์จากไทย ไปยังอินโดนีเซีย

โดยระบุว่า ตลาดขนาดใหญ่กว่า 4 ล้านคันต่อปีของอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในเหตุผลของการย้ายโรงงานครั้งนี้

ทั้งนี้ พีที ซูซูกิ อินโดโมบิล มอเตอร์ (ซิม) หน่วยงานในอินโดนีเซียของซูซูกิ ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกรถจักรยานยนต์ไปยังฟิลิปปินส์ เดือนละ 10,000 คัน และมีแผนจะส่งออกรถจักรยานยนต์ไปยังไทย เวียดนาม และกัมพูชาอีกครั้ง โดยชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ส่งออกเกือบ 90% จะมาจากอินโดนีเซีย พร้อมย้ำว่า อาเซียนเป็นเป้าหมายของสินค้าของบริษัท

เพิ่มขีดแข่งขันอุตฯ ยานยนต์อาเซียน

ด้านนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟกเจอริ่ง จำกัด ระบุว่า การที่ภาษีศุลกากรขาเข้าสินค้ายานยนต์ในกลุ่มประเทศอาเซียนลดลงเหลือ 0% จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้กับทุกประเทศในอาเซียน ที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

หากมองจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU จะได้ประโยชน์น้อยจากการลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% เพราะในส่วนของประเทศไทย ที่มีการผลิตรถยนต์มากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก หรือโตโยต้านั้น เป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอยู่แล้ว แต่จะได้ประโยชน์มากกว่า จากการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไม่สามารถผลิตได้ในไทยหรือย้ายฐานการผลิตไปแล้ว เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยที่มีมูลค่าสูงกว่า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์หรือชุดเกียร์ เพราะสามารถส่งออกได้ง่ายขึ้น

การที่ฐานการผลิตรถยนต์และค่ายชิ้นส่วนรายใหญ่ ต่างใช้ไทยเป็นโรงงานแม่ ในการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีระดับสูงมีมูลค่ามาก ทำให้ประเทศไทย ได้ประโยชน์มากที่สุด ในบรรดาประเทศอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สร้างงานและเพิ่มโอกาสในการส่งรถออกไปขายในประเทศอาเซียนด้วยกัน ในสภาวะที่การส่งออกรถยนต์ไปทำตลาดหลักอย่างออสเตรเลีย ยุโรปและแอฟริกาได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจโลก

"การงดเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าสินค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นภูมิคุ้มกันและช่วยให้ภาคธุรกิจทั้งหมดทยอยปรับตัว เพื่อรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีโลกของดับเบิลยูทีโอ หรือแม้แต่เขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีและพหุภาคีที่รัฐบาลจะทำกับคู่ค้าอื่นๆ ในอนาคต"
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2010, 10:15 AM   #72
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ครม.เด้งกลับภาษีรถยนต์ไฮบริดรอพิจารณาพร้อมประเภทอื่น

วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:08:54 น. มติชนออนไลน์


นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ไม่มีการพิจารณาเรื่องมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิต และการใช้รถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทพลังงานผสมชนิดพลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า(ไฮบริด) หลังจากที่นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เสนอว่าควรจะมีการพิจารณารถยนต์ประเภทอื่นไปพร้อมกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นด้วย จึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง กลับไปทบทวนภายในเวลา 1 เดือน ก่อนนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมครม.ใหม่อีกครั้ง


สำหรับรถยนต์ประเภทอื่นที่ รมว.พลังงาน เสนอให้พิจารณาพร้อมกันเป็นแพ็คเกจ คือ รถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ และรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 5th, 2010, 10:33 AM   #73
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Asean integration aids parts makers

Bangkokpost Published: 5/01/2010 at 12:00 AM


Asean integration should help not hinder Thai auto parts makers but the government needs to quickly clear hurdles to growth, say industry executives.

The government needs to accelerate revamping the tax structure and allow the establishment of an upstream steel facility to ensure the competitiveness of local parts makers down the road.

The elimination of the 5% import tax for parts traded within Asean, effective from Jan 1 under the Asean Free Trade Area (Afta), could help expand direct exports of parts from Thailand to the region, said Thavorn Chalassathien, chairman of the Auto Parts Industry Club at the Federation of Thai Industries.

Asean currently consumes 40% of auto parts shipped from Thailand, with Indonesia and Malaysia among the top three overseas destinations for the industry along with Japan. Other markets include India and the Middle East. Parts exports in 2010 are expected to return to the 2008 level of 300 billion baht after experiencing a contraction of 30% in 2009, he added.

"Thai manufacturers will have more opportunities [to ship parts] not produced in neighbouring countries. Indonesia has a number of automotive plants operating there," said Mr Thavorn.

"But in terms of cost, Thailand's auto-parts industry loses out to its regional peers, partly because of higher wages here. Meanwhile, imported materials are still subject to much higher tariffs than finished parts."

Suparat Sirisuwanangkura, president of the Thai Auto Industry Association, said the auto-parts sector had bounced back sharply in line with the automotive industry in general.

Vehicle production this year is expected to rise by 20-30% from the admittedly poor totals of 2009, with domestic sales reviving to at least 600,000 units, slightly better than the 2008 total.

Mr Suparat, also an executive of Toyota Motor Thailand, sees a chance for international automakers to source cheaper parts from other Asean countries.

However, problems with Thailand's import duty structure and the lack of an upstream steel plant could lessen the competitiveness of Thai parts makers.

"But I think most of Thailand's auto parts industry is competitive. At the same time, many automakers, especially Japanese ones, have their own part suppliers operating here," he said.

Stock analysts also say Asean liberalisation should pose minimal risks to the Thai auto parts industry, given the significant rebound in the past few months.

"Automakers have tried to trim their inventories to control costs. Consequently, I think chances for those locating in Thailand to import parts from neighbouring countries are rare," said Surachai Pramualcharoenkit, an analyst with Kim Eng Securities.

Among listed auto parts companies, Mr Surachai said Somboon Advance Technology Plc (SAT) and Thai Stanley Electric Plc would be the biggest beneficiaries from the industry's recovery.

Kim Eng forecasts SAT's sales could grow 25% to 5.5 billion baht in 2010.

The 15% projected growth of the automotive industry, coupled with new orders from agricultural machinery manufacturer Kubota, should result in SAT utilising 90% of its capacity this year.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2010, 06:32 AM   #74
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

เปิดข้อเสนอโตโยต้าขอลดภาษี "รถไฮบริด"รักษาสิ่งแวดล้อม

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 6/01/2010


ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่...)

(มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งประหยัดพลังงานประเภทพลังงานผสมชนิดพลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า[/url] (Hybrid Vehicle) ในประเทศ) ซึ่งกระทรวงการคลังเสนอ ครม.พิจารณาวานนี้ (5 ม.ค.) แต่ถอนวาระดังกล่าวออกไปก่อน

กระทรวงการคลัง เสนอว่า

1. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอให้พิจารณามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์นั่งแบบผสม ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Vehicle) เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง โดยบริษัทได้นำเสนอโครงการประกอบและผลิตรถยนต์นั่งแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้าในประเทศไทย (Hybrid Vehicle) ขนาดเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 92 ล้านบาท เป้าหมายการผลิตประมาณ 1,000 คันต่อเดือน (จำหน่ายภายในประเทศประมาณ 700 คัน และส่งออกไปต่างประเทศในกลุ่มประเทศแถบเอเชียและโอเชียเนียประมาณ 300 คัน) มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศประมาณร้อยละ 60 ที่เหลืออีกประมาณ 40% เป็นการใช้ชิ้นส่วนที่นำเข้า ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น

2. เนื่องจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์ Hybrid เป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างสูง ซึ่งผู้ประกอบการผลิตในประเทศ ยังไม่สามารถผลิตได้ ดังนั้น บริษัทจึงขอให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการทางด้านภาษี เพื่อให้การสนับสนุน การลงทุน การผลิต และการใช้รถยนต์นั่ง Hybrid ในประเทศ โดยขอให้พิจารณายกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ต้องนำเข้ามาเพื่อประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์ Hybrid ในประเทศ จำนวน 21 รายการ

3. กระทรวงการคลังได้พิจารณาข้อเสนอของบริษัท โดยได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม (สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) และสถาบันยานยนต์ และมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

3.1 นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือ การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีและการลงทุนประกอบหรือผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยาน ยนต์ของรถยนต์ Hybrid ขึ้นในประเทศไทยจะส่งผลดีต่อประเทศในภาพรวม

3.2 มีชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นชิ้นส่วนหลักๆ จำนวน 6 รายการเท่านั้น ที่ต้องเพิ่มเติมเข้าไปสำหรับการประกอบหรือผลิตรถยนต์ Hybrid และเนื่องจากชิ้นส่วนเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตในระดับที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการผลิตในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาและการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทั้ง 6 รายการดังกล่าวในประเทศไทยระยะยาว จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาการยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ทั้ง 6 รายการ สำหรับที่นำมาใช้ประกอบหรือผลิตรถยนต์นั่งขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี เป็นการชั่วคราว 3 ปี

3.3 ในทางปฏิบัติไม่สามารถแยกความแตกต่างทางกายภาพได้ชัดเจน ในขณะที่นำเข้าได้ ว่ามีความแตกต่างจากชิ้นส่วน ที่ใช้สำหรับรถยนต์ปกติทั่วไปอย่างไร จะสามารถทราบได้ก็ต่อเมื่อ ได้นำไปใช้งานเท่านั้น ดังนั้น การดำเนินการเพื่อพิจารณายกเว้นอากรขาเข้าให้กับชิ้นส่วนยานยนต์ทั้ง 6 รายการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขเพื่อใช้ควบคุมสำหรับการนำเข้า

3.4 รัฐจะสูญเสียรายได้ในส่วนของภาษีศุลกากรไปประมาณปีละ 166.39 ล้านบาท แต่ผู้ประกอบการจะต้องปรับลดราคาจำหน่ายรถยนต์ Hybrid ให้แก่ผู้บริโภคเป็นจำนวนเงินเท่ากับภาระภาษีอากรที่รัฐให้การสนับสนุน คือ เป็นจำนวนเงินประมาณ 23,814.15 บาทต่อคัน (ภาระอากรขาเข้าลดลงประมาณ 19,808.03 บาทต่อคัน และภาระภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงประมาณ 1,557.93 บาทต่อคัน)

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ยกเว้นอากรสำหรับของที่นำเข้ามา เพื่อประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์หรือยานยนต์สำเร็จรูปแบบผสม ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle : HEV) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ดังนี้

1.1 Transaxle Assy, Hybrid Electric Vehicle ตามประเภท 87.08 (ชุดส่งกำลังและชุดขับเคลื่อนของรถยนต์)

1.2 Plug Assy, HEV Battery Supply ตามประเภท 85.36 (อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดวงจรแบตเตอรี่เพื่อทำการซ่อมบำรุงรถยนต์)

1.3 Battery Assy Hybrid Electric Vehicle ตามประเภท 85.07 (แบตเตอรี่แรงดันสูงเพื่อเก็บและจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบปรับอากาศรถยนต์)

1.4 Pump Assy of Inverter for HEV,Water W/Moter&Bracket ตามประเภท 84.13 (ชุดปั๊มน้ำ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เพื่อทำการระบายความร้อนภายในชุด Inverter)

1.5 Inverter Assy for HEV, W/Coverter ตามประเภท 85.04 (อุปกรณ์เพิ่ม-ลดแรงดันไฟฟ้า และแปลงกระแสไฟฟ้า)

1.6 High Voltage Wire for HEV,Floor ตามประเภท 85.44 จำนวน 2 ชุด (ชุดสายไฟแรงดันสูงที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องยนต์และแบตเตอรี่)

2. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นอากร ดังนี้

2.1 ผู้นำของเข้าต้องเป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงงานประกอบหรือผลิตรถยนต์ หรือยานยนต์และนำชิ้นส่วนยานยนต์จำนวน 6 รายการ เพื่อใช้ในการประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์หรือยานยนต์ภายในโรงงานของตนเองเท่านั้น

2.2 ผู้นำของเข้าต้องยื่นสูตรการผลิตแยกตามแบบ (model) ต่อกรมศุลกากร

2.3 ผู้นำของเข้าจะต้องนำของที่ได้รับการยกเว้นอากรมาประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์ หรือยานยนต์สำเร็จรูปแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับตั้งแต่วันนำเข้า หากมีเหตุขัดข้องหรืออุปสรรคอันใดต้องรายงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีกรมศุลกากร ก่อนครบกำหนดหนึ่งปียกเว้นในกรณีที่ของไม่สามารถประกอบหรือผลิตเป็นรถยนต์ หรือยานยนต์สำเร็จรูปได้จะต้องรีบแจ้งให้กรมศุลกากรทราบโดยทันที และจะต้องส่งกลับออกไปหรือทำลายหรือดำเนินการอย่างอื่นตามแต่อธิบดีกรม ศุลกากรจะเห็นสมควร

2.4 ของที่เสียหาย เศษที่ไม่ใช้หรือเศษที่ใช้ไม่ได้จะต้องทำลาย หรือดำเนินการอย่างอื่นตามแต่อธิบดีกรมศุลกากรจะเห็นสมควร

3. ให้ยกเว้นอากรสำหรับการนำเข้าตามร่างประกาศดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 6th, 2010, 03:44 PM   #75
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Hybrid tax breaks tabled PM wants review of all car-tax matters

Bangkokpost Published: 6/01/2010 at 12:00 AM


The cabinet yesterday deferred consideration of duty exemptions on parts imported for hybrid cars, pending a broader review of incentives for other types of fuel-efficient and environmentally friendly vehicles.

Prime Minister Abhisit Vejjajiva agreed to an expanded study by the Finance, Industry and Energy ministries, which were given a month to come up with new proposals to present to the cabinet.

The Finance Ministry earlier approved a request by Toyota Motor Thailand to waive import duties on parts for petrol-electric car production as some of them, mostly battery and motor components with high technology, could not be manufactured in Thailand.

The Japanese automaker, the only local producer of hybrids at the moment, sought the waiver for three years, by which time it expected the parts could be made in Thailand.

Toyota said it had already factored the tax waiver into its suggested retail price structure for the popular Camry hybrid.

Toyota currently makes 1,000 units a month of the 2.4-litre Camry hybrid, with 700 slated for the local market and the remainder for Asia and Oceania.

However, Energy Minister Wannarat Charnnukul also asked the Finance Ministry yesterday to consider tax incentives for other types of vehicles that were fuel-efficient and environmentally friendly, such as eco-cars and those compatible with E85 gasohol. He said the overall incentive package should be fair to all players and not overlap with existing tax measures for these vehicles.

Mr Wannarat is a staunch supporter of flexible-fuel vehicles (FFVs) that can consume gasoline as well as gasohol up to E85, which contains 85% ethanol and 15% petrol.

He wants tax privileges for parts imported for E85 vehicles, especially parts for local engine production. The Finance Ministry has not approved the tax privileges.

Locally, only Mitsubishi Motor Thailand builds E85 cars on a large scale, but Volvo has a small number of the vehicles in the niche market.

The Finance and Energy ministries have been at odds over excise tax reductions for E85 vehicles. The Finance Ministry sees such a move as premature as the prospect for adoption of E85 fuel on a large scale is not certain.

The Energy Ministry wanted 3% excise tax reduction to encourage the use of ethanol and help bring down the prices of E85 vehicles.

In the absence of Finance Ministry agreement, the Energy Ministry decided to grant a 3% discount of excise tax on E85 vehicles through a subsidy from the energy conservation promotion fund.

In the case of eco-cars, an industry executive said he did not know why Mr Wannarat wanted to include consideration of tax incentives for eco-cars in the new review since the Board of Investment has already outlined incentives and additionally has the authority to grant tax privileges for the parts imports.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 9th, 2010, 04:15 PM   #76
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

ค่ายโฟล์กขยับถอนลงทุนอีโคคาร์ วงในเชื่อซื้อหุ้นซูซูกิจ้องใช้รง.ใหม่ในไทยร่วมผลิต

วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4174 ประชาชาติธุรกิจ


ผู้ประกอบการอีโคคาร์ จับตา "ค่ายโฟล์ก" มีแนวโน้มถอนการลงทุนในไทย หลังบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น "ซูซูกิ" เมื่อปลาย ปีที่แล้ว เชื่ออาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนใช้โรงงานใหม่ของซูซูกิผลิตร่วมกัน ด้าน "ส.ยานยนต์" คอนเฟิร์มตอนนี้มีเพียงแค่ 5 ค่ายเท่านั้นที่พร้อมร่วมหัวจมท้ายโปรเจ็กต์รถเล็กประหยัดพลังงาน ส่วนที่เหลือน่าจะหันไปพึ่งแพ็กเกจส่งเสริมอื่น


แหล่งข่าวกลุ่มผู้ผลิตรถเล็กประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากยุโรปโฟล์กสวาเกนบรรลุข้อตกลง ซื้อขายหุ้นกับผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นซูซูกิเมื่อปลายปีที่ผ่านทำให้มีความเป็นได้ว่าค่ายรถยนต์สัญชาติเยอรมนีรายนี้อาจจะตัดสินใจเบรกการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ โฟล์กแสดงเจตจำนงชัดเจนถึงการลงทุนและสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยโดยยื่นขอรับสิทธิส่งเสริมเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์เป็นรายสุดท้าย หลังจากที่มีค่ายรถยนต์ 6 ค่ายยื่นขอรับสิทธิ์ ซึ่งประกอบด้วยนิสสัน, โตโยต้า, ฮอนด้า, ซูซูกิ, มิตซูบิชิ และทาทา

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างโฟล์กและซูซูกิ ชัดเจนมากขึ้นเมื่อโฟล์กซื้อหุ้นของบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ป จำนวน 19.9% เป็นมูลค่า 2,530 ล้านเหรียญสหรัฐ และทางซูซูกิเองก็ได้ใช้เงินที่ได้จากการซื้อขายหุ้นครั้งนั้นประมาณครึ่งหนึ่ง เพื่อกลับไปซื้อหุ้นในบริษัทโฟล์ก ส่งผลให้ทั้ง 2 ค่ายรถยนต์ เป็นพันธมิตรกันอย่างเหนียวแน่น

จนหลายฝ่ายจับตาว่า เร็ว ๆ นี้คงได้เห็นความร่วมมือระหว่างโฟล์กและซูซูกิในประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการอีโคคาร์ ซึ่งทั้ง 2 ค่ายต่างให้ความสนใจ

"จะเห็นว่าก่อนหน้าโฟล์กได้เข้าไปลงทุนในอินเดีย และตั้งโรงงานผลิตโดยไม่ได้ใช้กำลังการผลิตร่วมกับซูซูกิ เช่นเดียวกันกับในจีน ดังนั้น เมื่อทั้ง 2 ค่ายจับมือกันแล้ว อนาคตเราก็อาจจะได้เห็นความร่วมมือ ของทั้งสองค่ายนี้มากขึ้น ส่วนในไทยซูซูกิ ก็เพิ่งประกาศการลงทุนโรงงานใหม่ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็น่ามีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นความร่วมมือกันและขอพ่วงใช้โรงงาน ของซูซูกิผลิตรถโฟล์กได้เช่นกัน เหมือนที่ฟอร์ดและมาสด้าใช้โรงงานเดียว กันผลิตรถ ตอนนี้อะไรก็สามารถเกิดขึ้น ทั้งนั้น"

สำหรับค่ายซูซูกิ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2552 ได้ทุ่มเงินจำนวน 7,500 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานที่นิคมอุตสาห กรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เฟสที่ 1 บนพื้นที่ขนาด 650,000 ตารางเมตร และพร้อมจะส่งอีโคคาร์ออกสู่ตลาดได้ในช่วงปี 2555 อย่างแน่นอน

ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวถึงความคืบหน้าของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการอีโคคาร์ว่า ขณะนี้ทุกค่ายต่างมีความพร้อมที่แตกต่างกันไป กลุ่มที่ชัดเจนและมีความพร้อมมากที่สุด ได้แก่ นิสสัน, ซูซูกิ, ฮอนด้า ขณะที่โตโยต้าและมิตซูบิชินั้นอยู่ระหว่างศึกษา และเตรียมความพร้อม ส่วนค่ายรถยนต์จากอินเดีย ทาทา มอเตอร์ส นั้น อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะเนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทแม่ในอินเดียได้มีการลงทุนเป็นจำนวนมาก

"ตอนนี้แม้ว่าจะมีคนพูดว่าโครงการ อีโคคาร์มีค่ายรถยนต์แค่ 3 ค่าย เข้าร่วมก็ถือว่าแฮปปี้แล้ว แต่ผมขอยืนยันว่า โครงการนี้มีค่ายรถยนต์อย่างน้อย 5 ค่ายจะมาอย่างแน่นอน ส่วนค่ายที่เหลือนั้นอาจจะกลับไปพิจารณากับโครงการส่งเสริมรถยนต์ในแพ็กเกจการส่งเสริมอื่น ๆ ที่มีให้เลือกหลายชุด หากไม่ต้องการโดนบีบเรื่องของสเป็กและการลงทุน ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์จะเลือกแพ็กเกจใดก็ได้" นายวัลลภกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามความเป็นไปได้ของความร่วมมือระหว่างโฟล์กกับซูซูกิ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ไม่แสดงความเห็นใด ๆ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวฝ่ายบริหารบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ (SAMT) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างโฟล์กสวาเกนกับซูซูกิถือเป็นความก้าวหนึ่งของความร่วมมือ ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 ค่ายนำจุดแข็งมาใช้ร่วมกัน

หน้า 33
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 11th, 2010, 05:09 PM   #77
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

วัดใจรัฐบาลลดภาษีไฮบิด ปูทางรื้อสรรพสามิตทั้งระบบ

Posttoday รายงานโดย :ทีมข่าวรถยนต์: วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553


กลายเป็นเกมวัดใจรัฐบาล ครั้งล่าสุด กับการดันข้อเสนอเพื่อขอปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนไฮบริด 6 รายการ ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด

ด้วยเหตุผลว่าอยากให้ไปศึกษาเรื่องโครงสร้างภาษีใหม่มาทั้งระบบ

คนที่ได้รับผลกระทบมากสุดเห็นจะไม่พ้นบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ประกาศราคาและจำหน่าย คัมรี่ ไฮบริด ด้วยราคาที่คิดจากฐานของการยกเลิกภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแล้ว

ก่อนหน้านี้โตโยต้ายื่นเสนอเพื่อขอลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ในชิ้นส่วน 21 รายการ แต่ก่อนการส่งเรื่องเข้าครม. มีการพิจารณาปรับลดชิ้นส่วนเหลือแค่ 6 รายการเท่านั้น โดยให้ในส่วนของระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับไฮบริดโดยตรงเท่านั้น

งานนี้โตโยต้าก็เลยฝันค้าง ขณะที่ค่ายรถรายอื่นที่ยังไม่มีแผนจะทำรถไฮบริด ก็รู้สึกดีกับการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้

ไฮบริดถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายโจมตีการตัดสินใจของรัฐบาลมาต่อเนื่อง ในเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีรถยนต์ในโครงการนี้มากมาย เช่น การลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 10% ในโหมดรถยนต์ประหยัดพลังงาน

นั่นเพราะอัตรา 10% น้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีที่เสียอยู่ 20% รถยนต์ที่ใช้ อี20 ขึ้นไปเสีย 25% อีโคคาร์เสียอยู่ 17% และยังน้อยกว่ารถปิกอัพดับเบิลแค็บ 12% ขณะที่รถยนต์นั่งทั่วไปเสีย 30% ขึ้นไป

การได้สิทธิพิเศษมากมายโดยไม่ต้องมีข้อกำหนดทั้งเรื่อง “การลงทุน” และ “ตัวเลขเป้าหมายการผลิต” คือจุดที่ทำให้รัฐบาลโดนถามถึงเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ในอุตสาหกรรมยานยนต์หลายต่อหลายครั้ง

การที่โตโยต้ายังดึงดันที่จะขอลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอีก จึงเป็นเรื่องที่ค่ายรถอื่นๆ ออกอาการ “ยี้”

กระแสการผลักดันเพื่อขอให้รัฐบาลคิดอะไรที่ใหญ่โตกว่าการทำโครงสร้างภาษีแบบ “ต่างกรรม ต่างวาระ” จึงเกิดขึ้น และเริ่มดังมากขึ้นจากผู้ที่อยากเห็นการรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งระบบ

ต้องยอมรับว่าโครงสร้างภาษีรถยนต์ในประเทศไทยที่ผ่านมาถือว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และสับสนมากสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อีกทั้งการทำงานที่ไม่เป็นเอกเทศของรัฐบาลเอง ก็ทำให้เกิดปัญหาในโครงการสนับสนุนต่างๆ

ถ้าโปรดักต์แชมเปียนตัวแรกอย่างปิกอัพได้รับการส่งเสริมด้วยอัตราภาษีพิเศษ 3-18% ทำไมอีโคคาร์ซึ่งเป็นว่าที่โปรดักต์แชมเปียนตัวที่ 2 จึงไม่ได้รับการสนับสนุนในอัตราเดียวกันบ้าง

หรือทำไมไฮบริดและเอ็นจีวี จึงได้รับการสนับสนุนมากกว่ารถยนต์รูปแบบอื่นๆ

การโยนข้อเสนอเพื่อขอลดภาษีชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฮบริด ออกมาจากที่ประชุมครม. ครั้งล่าสุด น่าจะเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลเล็งเห็นถึงความ “ไม่พอใจ” ของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นมากขึ้น และตัดสินใจ “ยืด” เรื่องออกไปสักพัก

งานนี้เลยกลายเป็น “ไก่” กับ “ไข่” ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องกลับมานั่งทำงานกันให้หนัก เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมเพื่อตอบคำถามครม.ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหรือไม่

จับกระแสตอนนี้ หากมีการลดภาษีนำเข้าไฮบริดจริง ก็น่าจะเป็นการกรุยทางสู่การรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถถยนต์แน่นอน!!!

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 12th, 2010, 06:11 PM   #78
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Mitsubishi expands service network on demand

Bangkokpost Published: 12/01/2010 at 12:00 AM


Mitsubishi Motors Thailand Co (MMTC) is aiming to reinforce its dealer network to enhance customer satisfaction after its vehicles enjoyed strong demand in 2009.

The Japanese car company performed well in vehicle sales last year, especially for the Lancer and Pajero Sport, which gained significantly.

Sales of the Lancer sedan climbed 44% year-on-year to 2,994 units, driven mainly by the new Lancer Ex, a flex-fuel vehicle that runs on both petrol and E85 gasohol, and the existing Lancer CNG, which runs on natural gas.

Sales of the Pajero Sport sport utility vehicles also increased unexpectedly last year - especially in December, when sales soared to 1,011 units from earlier monthly figures of 500-600 units due to attractive features and pricing. The company sold 5,957 units in 2009, up 215% from 2008.

But sales of Triton pickup trucks remained poor - down 46% year-on-year to 9,440 - in line with the slump in the pickup truck market.

The company has yet to conclude last year's sales figure for Space Wagon multi-purpose vehicles.

With increasing recognition for its two flagship models, MMTC plans to develop its sales network nationwide to ensure customers are fully satisfied with the company's service.

"In order to enhance convenience for customers, we have to establish the showroom operation with good access and high-quality service for those customers. We are increasing showrooms in sequence in both Bangkok and upcountry by taking their market size into consideration," said president Nobuyuki Murahashi.

Under the plan, MMTC will add dealers in areas where services cannot be covered by the current network.

"Previously, one province was covered by one dealer. However, that is not enough to cover market demand," Mr Murahashi said.

"We need more than one dealer according to market demand and will aim to expand our number of showrooms, especially in main districts of the provinces," he said.

In areas where service coverage will be enhanced, current dealers will be asked first whether they can handle the increased demand.

Bangkok has some areas not covered by Mitsubishi showrooms. With the launch of its Lancer EX, MMTC gave high priority to passenger vehicles sales, which necessitates an expansion of the dealer network in Bangkok, the main passenger vehicle market. The company would like to increase its Bangkok showrooms from 41 to 55. In the provinces, the company aims to increase from 91 to 105, said Mr Murahashi.

According to the company's mid-term plan, Mitsubishi showrooms throughout the nation will increase from 132 up to 160 in the next two or three years. Currently, MMTC has 87 dealers operating 132 showrooms and service centres countrywide.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2010, 10:09 AM   #79
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Nissan Diesel Thailand suing Volvo

THE NATION Published on January 13, 2010


Nissan Diesel Thailand, a wholly owned subsidiary of Singapore-based Tan Chong International, has started legal proceedings against Swedish auto-maker Volvo.

Tan Chong is claiming about Bt11.3 billion in compensation for damages from Volvo for breaching various terms of a distribution and technical-assistance agreement.


In 2007, Volvo took full control of Nissan Diesel Motor in a bid to gain a greater foothold in the booming Asian market.

However, Tan Chong International is the sole distributor for Nissan Diesel heavy commercial vehicles in Singapore and Thailand. The licence to run the Nissan Diesel business was set to expire 2012.

In 2002, Tan Chong bought Nissan Diesel's distribution and assembly operations in the two countries for US$35 million (Bt1.15 billion). This business is now profitable and has helped raise Tan Chong's overseas revenue contribution from 3 per cent in 2002 to about 10 per cent last year.

In December, however, Tan Chong International bought Mitsubishi Fuso's truck assembly and distribution operations in Thailand for $41.7 million.

The talks came about after Germany's Daimler announced it would shut the Fuso plant by the end of 2009 as part of its revamp of Mitsubishi Fuso Truck and Bus Corp (MFTBC). The German carmaker holds an 85-per-cent stake in MFTBC and Mitsubishi Corp.

When the announcement to acquire Mitsubishi Fuso was made, Joseph Ong, managing director of Tan Chong International, said: "Acquiring Fuso is a strategic move to strengthen Tan Chong's local presence. Tan Chong plans to scale up its Asia operations using Thailand as its truck assembly and distribution hub."

In fact, Tan Chong International said, it expected synergies to emerge between its Mitsubishi Fuso assembly line and Nissan Diesel's in nearby Bang Na-Trat.

This issue, however, is likely to have caused problems at Volvo.

"Volvo believed that one company owning two competing brands [Mitsubishi Fuso and Nissan Diesel] would create a conflict of interest. As a result, Volvo is believed to have tried to end the distributorship of Tan Chong International in Thailand. It is possible that the deal went sour from there," said an industry insider.

In the legal proceedings, Tan Chong filed charges against Volvo for "wilfully and in bad faith taking various steps which have unlawfully injured and continue to unlawfully injure Tan Chong International's business - Nissan Diesel - in Thailand and which have caused loss and damage to Tan Chong International".

Volvo Bus and Truck Thailand, the fully owned Thai subsidiary of Volvo, was not available for comment yesterday. Tan Chong International was also unavailable.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old January 13th, 2010, 10:18 AM   #80
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 48,621
Likes (Received): 354

Ford-Mazda plant resumes production

Bangkokpost Published: 13/01/2010 at 12:00 AM


sAutoAlliance Thailand (AAT), the Ford-Mazda joint venture car manufacturing plant, said that it resumed production yesterday after most employees across all divisions accepted new pay and bonus terms and returned to work.

But the Ford-Mazda Thailand Union said those who returned to work were newly recruited workers lacking car assembly skills. It warned that cars built at the plant in Rayong could have quality problems as a result.

AAT announced a worker lockout last Tuesday, citing the failure of negotiations with the union on pay and bonuses as well as "sabotage" at the plant. The union denied any connection with the incidents.

The company statement yesterday did not specify how many of 2,200 permanent staff returned to work after AAT had given them until Wednesday last week to either report to work and accept a new contract or face a lockout.

Employees who accept the new agreement will be guaranteed full pay and benefits and receive a full-year bonus later this month.

AAT has a workforce of 3,400, including 1,200 subcontracted workers who are unaffected by the union dispute.

Somsak Yodsuk, the chairman of the AAT labour union, said yesterday that most permanent employees still sided with the union and continued to rally outside the plant. "That car production has resumed as claimed by the company's statement is not telling the whole truth, as the production will not go on smoothly as before since the workers who returned are mostly new and lack experience," he said.

He claimed that cars built by these unskilled workers could be unsafe.

Mr Somsak said those who returned to work were 1,200 subcontracted workers - with only three or four months' experience in car assembly - and 800 back-office staff. Most union members are not engaging in car production at the moment, said Mr Somsak.

A continuing lockout would concern Mazda Sales Thailand because it would disrupt the supply of cars, especially the Mazda2 subcompact, which has had many orders from customers, said an industry source.
napoleon no está en línea   Reply With Quote


Reply

Tags
automobile, car, motorbike, thailand

Thread Tools
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 06:14 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2013, vBulletin Solutions, Inc.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like v3.1.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd.
vBulletin Optimisation provided by vB Optimise (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2013 DragonByte Technologies Ltd. (Resources saved on this page: MySQL 23.08%)

SkyscraperCity - In Urbanity We Trust

Hosted by Blacksun, dedicated to this site too!
Forum server management by DaiTengu