|
|
|
![]() |
• forums map | DMCA | news magazine | posting guidelines |
|
|
#2161 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 87,464
Likes (Received): 5283
|
ไทยได้รับเลือกเป็น "รองประธาน UNWTO" ปี 62 พร้อมผลักดันท่องเที่ยวโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน
1 November 2018 ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมการประชุมสมัยที่ 109 ของ UNWTO Executive Council ณ บาห์เรน ร่วมกับเอกอัครราชทูตไทยประจำบาห์เรนและเลขาธิการ UNWTO นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในที่ประชุมคณะมนตรีบริหารองค์การการท่องเที่ยวโลก ครั้งที่ 109 (109th Session of UNWTO Executive Council) เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ณ กรุงมานามา บาห์เรน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ UNWTO และการยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ว่า ประเทศไทยได้ใช้การท่องเที่ยวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต กระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก ผ่านทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ปลัดฯ พงษ์ภาณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นรองประธาน UNWTO ในปี 2562 โดยมี นาย Zurab Pololikashvilli เป็นเลขาธิการ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีขนาดของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะนำประสบการณ์อันยาวนานจากการพัฒนาการท่องเที่ยว มาร่วมกับประเทศสมาชิก UNWTO ในการผลักดันให้การท่องเที่ยวของโลกเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นายหวัง เสี่ยว เฟิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสประชุมครั้งเดียวกันนี้ โดยยืนยันว่า "ประเทศไทยยังคงเป็น Destination อันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน และขอให้ประเทศไทยช่วยยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวมากกว่าลดราคา" นายพงษ์ภาณุ กล่าวเพิ่มเติม http://www.thansettakij.com/content/340773 |
|
|
|
| Sponsored Links | |||
|
Advertisement |
|
||
|
|
#2162 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
“ปลัดพงษ์ภาณุ” มั่นใจ ท่องเที่ยวไทยปี”61 โตตามเป้า 3 ล้านล้าน
วันที่ 1 November 2018 - 21:17 น. ท่ามกลางการเรียกร้องของกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาครัฐออกมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมลงตราวีซ่า ณ สนามบิน หรือ visa on arrival มาช่วยกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนอยู่ในขณะนี้ ในฟากของภาครัฐโดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯยังคงยืนยันว่าการท่องเที่ยวในภาพรวมของไทยเวลานี้ยังอยู่ในทิศทางที่เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงภาพรวมของสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย และตลาดนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงแนวทางการปฏิรูปอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้สามารถเติบโตได้ยั่งยืนในอนาคต ไว้ดังนี้ “ปลัดพงษ์ภาณุ” บอกว่า ยอมรับว่าเขามีมุมมองที่แตกต่างจากผู้ประกอบการที่กำลังเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือด้วยการออกมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม visa on arrival และก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะนำมาตรการนี้มาใช้ด้วยเหตุผลหลายประการ ภาพรวมเที่ยวไทยไม่ได้เลวร้าย โดยสถานการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยล่าสุดจนถึง ณ วันที่ 24-25 ตุลาคมที่ผ่านมาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่น่าตกใจ ตัวเลขในช่วง 9 เดือนแรกที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯเปิดเผยออก มาคือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเติบโตอยู่ในระดับ 8% และในส่วนของรายได้เติบโตที่ระดับ 10-11% นอกจากนั้น ในส่วนของ “ไทยเที่ยวไทย” ก็มีอัตราการเพิ่มอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทำให้เชื่อมั่นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมสำหรับปี 2561 นี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทได้แน่นอน โดยที่รัฐไม่ต้องออกมาตรการอะไรออกมากระตุ้นและไม่ต้องยกเลิกค่าธรรมเนียม VOA และคาดว่าอัตราการเติบโตของรายได้รวมน่าจะเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% อย่างไรก็ตามยอมรับว่า สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนนั้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้ จำนวนนักท่องเที่ยวติดลบ และหากเทียบกับภาพรวมในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวกว่า 20% พอมาเจอยอดตกในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน ซึ่งเดือนกันยายนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนติดลบไปถึง 15% ทำให้รู้สึกว่าตลาดได้รับผลกระทบเยอะ แต่พอมาเดือนตุลาคมซึ่งเข้าสู่ช่วงโกลเด้นวีกของจีน(1-9 ตุลาคม) อัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงโกลเด้นวีกยังโตได้ 3% ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ C-Trip ซึ่งเป็นเอเย่นใหญ่ของจีนก็ทำการสำรวจพบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นอันดับ 1 ที่คนจีนออกไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สู่ภาวะปกติเท่านั้น ที่สำคัญยังกลับมาแบบเป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วย “ถ้าดูข้อมูลเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือ ตั้งแต่ปี 2559 จะพบว่าคุณภาพของนักท่องเที่ยวเราปรับตัวดีขึ้นมาโดยตลอดอัตราการใช้จ่ายต่อหัวต่อทริปของนักท่องเที่ยวจีนก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากราว 48,000 บาทปัจจุบันขึ้นมาเป็น 54,000 บาท ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นcheap destination อีกต่อไปแล้ว” และยังพบว่าูตัวเลขเดือนตุลาคม (1-27) จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังติดลบอยู่ที่ 3-4% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มกลับมาแล้ว แต่คนที่ยังประสบปัญหาอยู่คือ กลุ่มที่ทำกรุ๊ปทัวร์ กลุ่มโรงแรม 2-3 ดาว รับนักท่องเที่ยวที่คล้าย ๆ ศูนย์เหรียญจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ “พงษ์ภาณุ” บอกว่า เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ภาครัฐต้องดูข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่เอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นที่ตั้ง และการที่จะเอารายได้จากภาษีมาจ่ายค่าธรรมเนียมให้บางกลุ่มมันก็ไม่ควร สงครามการค้าทุบมู้ดคนจีน “พงษ์ภาณุ” ยังบอกอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเกิดการชะลอการเดินทางคือ เรื่องภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้ส่งผล กระทบต่อค่าเงินหยวนที่ปรับตัวลดลง ซึ่งหากประเมินตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้พบว่า ค่าเงินหยวนของจีนปรับตัวลดลงไปถึง 6-7% ซึ่งถือว่าเยอะมาก นอกจากนั้น ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ก็ปรับตัวลดลงเกือบ 30% ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนจีน ดังนั้น ถึงเราจะให้ฟรี VOA ก็ไม่มีผลเมื่อเทียบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้านเขา ฟรี VOA ผลักภาระให้คนไทย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันรายได้จากค่าธรรมเนียม VOA เป็นรายได้ก้อนใหญ่มากก้อนหนึ่งของรัฐบาล ต่อปีคิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทฉะนั้นในภาวะที่รัฐบาลไทยยังขาดดุลงบประมาณแผ่นดิน ถ้าเราไปยกเว้นภาษีตัวหนึ่ง แน่นอนว่าจะเป็นการผลักภาระให้ผู้เสียภาษีอีกตัวหนึ่ง อันนี้เป็นการยกเว้นภาษีให้กับต่างชาติ ผู้เสียภาษีไทยจะต้องรับภาระแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ฉะนั้น คำถามก็คือว่า เราพร้อมที่จะผลักภาระค่าธรรมเนียม VOA ให้กับผู้เสียภาษีคนไทยหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นโจทย์ที่อยากจะตั้งคำถาม เพราะรัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณ ผู้เสียภาษีไทยยังเป็นคนจน ที่สำคัญ เวลาคนไทยเดินทางไปต่างประเทศก็ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่าแพง ๆ อยู่ หวั่นเกิด “โอเวอร์ทัวริซึ่ม” “พงษ์ภาณุ” ย้ำว่า วิธีการทำการตลาดแบบเอานักท่องเที่ยวมาเยอะ ๆ นั้น ส่วนตัวมองว่ามันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะมันสร้างผลกระทบหลาย ๆ ส่วน ทั้งการใช้ชีวิตของคนไทย ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯได้ปิดแหล่งท่องเที่ยวไปหลาย ๆ แห่ง เช่น เกาะสิมิลันพอเปิดใหม่ก็จำกัดนักท่องเที่ยวเข้าต่อวัน ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราไปเน้นในเชิงปริมาณก็จะมีปัญหาตามมา และการเน้นปริมาณมากเกินไปก็จะเกิดปัญหาที่เรียกว่า “โอเวอร์ทัวริซึ่ม” ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องยกเว้นค่าธรรมเนียม VOA เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามากันเยอะ ๆ เพราะจะเป็นการสร้างปัญหาโอเวอร์ทัวริซึ่มในประเทศไทย เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดปรากฎการณ์ทัวร์ศูนย์เหรียญ แนะลดพึ่งพาตลาดจีน สำหรับแนวทางปฏิบัตินั้น “พงษ์ภาณุ”บอกว่า ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯยังคงเน้นโฟกัสนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเป็นหลัก เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญแล้ว ฉะนั้นจะไม่กลับไปเอาปริมาณตามที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันอยู่ในขณะนี้แน่นอน โดยตามแผนปฏิรูปที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้สรุปไว้นั้นได้มุ่งไปที่ 3 มิติหลัก คือ มิติด้านของความปลอดภัย มิติของความสะดวก และมิติเรื่องความสะอาด ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมองในภาพรวมของการทำตลาด ซึ่งส่วนนี้ทางกระทรวงอยากฝากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ว่าจะต้องใช้มาตรการกระจายความเสี่ยง ด้วยการลดการพึ่งพาตลาดจีนลง และไปโฟกัสหาตลาดเกิดใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา ททท.ก็ได้พยายามทำมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตลาดทางเอเชียใต้, แอฟริกา, สหรัฐอเมริกา ฯลฯ รวมถึงตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตลาดอาเซียนก็เติบโตสูงมาก และมีสัดส่วนเริ่มใกล้เคียงกับตลาดจีนแล้ว อีกประเด็นคือ “ไทยเที่ยวไทย” ก็เป็นตลาดที่สำคัญมากเช่นกัน เพียงแต่ที่ผ่านมาคนในประเทศยังไม่ค่อยได้ใช้สิทธิ์ด้านมาตรการภาษีกันอย่างเต็มที่หนัก ดังนั้นในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน ของปีนี้ ทางกระทรวงจะเพิ่มน้ำหนักให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ “พงษ์ภาณุ” มองว่า ประเทศไทยควรเอางบประมาณที่จะยกเว้นค่าธรรมเนียม VOA จำนวน 2,000 บาท ให้กับนักท่องเที่ยวจีนนั้นมาสนับสนุนตลาด “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อให้คนไทยเที่ยวในประเทศกันได้สนุก และเต็มที่มากขึ้น น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า… https://www.prachachat.net/tourism/news-243901
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2163 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
ลุ้น 6 พ.ย. ‘บิ๊กแคมเปญ’ หนุนท่องเที่ยวเข้าครม. หลังยอดนักท่องเที่ยวจีนยังไม่ฟื้น
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 - 16:23 น. ลุ้น 6 พ.ย. ‘บิ๊กแคมเปญ’ หนุนท่องเที่ยวเข้าครม. หลังยอดนักท่องเที่ยวจีนยังไม่ฟื้น แต่ชาวไทยไปเที่ยวภูเก็ตเพิ่มขึ้น 20% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เริ่มหันมาทำตลาดชาวไทยทดแทน ลุ้นบิ๊กแคมเปญท่องเที่ยวเข้าครม. – นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ยังจับตาสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 4 ปี 2561 หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง เพราะอาจส่งผลกระทบเป้าหมายปี 2562 ที่ตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ 11.5% ส่วน “บิ๊ก แคมเปญ” ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ททท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงปีใหม่ รวมถึงการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) คงจะสรุปและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ คาดว่าปี 2561 นักท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ จะมีจำนวน 38-38.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7-8% สร้างรายได้ 2-2.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงกว่าเป้ารายได้ที่วางไว้ 8% ส่วนตลาดภายในประเทศ จะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยว 167.2 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% สูงกว่าเป้ารายได้ที่ตั้งไว้ 7% ทำให้ภาพรวมรายได้อยู่ที่ 3.08 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% สูงกว่าเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ 8% ส่วนสถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อาจทำให้รายได้ตลอดทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% ต่ำกว่าที่เป้าหมายรายได้รวมที่ตั้งไว้เพิ่มขึ้น 11.5% โดยจะมีปัญหาที่ตลาดต่างประเทศ โดยแนวโน้มจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ 40.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% สร้างรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 9% ต่ำกว่าเป้าที่ต้องการให้ขยายตัว 12% ส่วนตลาดในประเทศยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีนักท่องเที่ยวไทย 177.6 ล้านคนครั้งเพิ่มขึ้น 6% สร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเมื่อรวมรายได้ตลาดต่างประเทศและในประเทศแล้ว จะทำให้ขยายตัวได้10.4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 11.5% สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดของตลาดในประเทศตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และบรรยากาศท่องเที่ยวที่กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากอยู่ในช่วงไว้อาลัยในปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งสิ้น 127.6 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.4% สร้างรายได้เป็นมูลค่า 605,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยเห็นสัญญาณการเติบโตของเมืองรองที่ชัดเจน จากอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเข้าเมืองรองที่สูงกว่าเมืองท่องเที่ยวหลัก โดย 7 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวชาวไทย เยี่ยมเยือนใน 22 เมืองหลัก 79. 65 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.28% สร้างรายได้ 471,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.09% ส่วนใน 55 เมืองรองมีผู้เยี่ยมเยือนคนไทย 47.98 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.69% สร้างรายได้ 133,699 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.85% นอกจาก ในไตรมาสที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค.) นักท่องเที่ยวชาวไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราไม่สูงมากนักเนื่องจากยังคงมีอิทธิพลจากฐานจำนวนที่สูงในปี 2560 จากการเดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพและร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 9 โดยคาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยว ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 50 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.9% และเกิดรายได้ 285,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.3% โดยได้แรงสนับสนุนจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจของไทยและการจัด กิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลงานประเพณีที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีอีกมากมาย รวมทั้งสภาพอากาศที่เริ่มหนาวเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวชาวจีนล่มที่ จ.ภูเก็ต คาดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าพื้นที่ดังกล่าวเห็นได้จากในช่วงวันหยุดยาวระหว่าง 13-15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีชาวไทยเข้าจ.ภูเก็ต 17,500 คน เพิ่มขึ้น 20% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เริ่มหันมาทำตลาดชาวไทยทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนในระยะสั้น https://www.khaosod.co.th/economics/news_1771481 นักท่องเที่ยวอาเซียน ตลาดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม 02 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11:00 น. โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง ตั้งแต่ปี 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน (ไม่รวมประเทศไทย) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 เดินทางเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน สูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวชาติอื่น ถือเป็นตลาดศักยภาพที่ไม่ควรมองข้าม ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า อาเซียนเป็นตลาดศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียน 9 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยรวมกันทั้งสิ้นเกือบ 10 ล้านคน ทั้งนี้ ททท.ได้เก็บพฤติกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มนักเดินทางจากอาเซียน พบว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เนื่องจากเดินทางสะดวก ใช้เวลาไม่นาน และมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง โดยเฉพาะธีมพาร์ค 2.เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากเชื่อมั่นในระบบการแพทย์ไทย โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเมียนมา และ 3.เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อถ่ายรูปพรีเวดดิ้งและเดินทางท่องเที่ยวเพื่อฮันนีมูน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเวียดนาม ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนจำนวน 70% เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วยตนเอง และ 20% เลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยว (ทัวร์) ซึ่งพบว่าเกือบทั้งหมดของจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นครอบครัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดประจำปี 2560 เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย 3.49 ล้านคน ตามด้วยนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว จำนวน 1.69 ล้านคน และเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 5 อันดับแรกที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยมากที่สุด พบว่า มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ สปป.ลาวอยู่ในลำดับที่ 4 รองจาก จีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ตามด้วยนักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 5 ศิริปกรณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนในอนาคตที่น่าจับตามอง ได้แก่ กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น โดยนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเริ่มต้นการทำงาน และอยากทดลองท่องเที่ยวในประเทศใกล้เคียงก่อน สำหรับพื้นที่ศักยภาพที่นักท่องเที่ยวอาเซียนนิยมเดินทางเยือนมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่ตามแนวชายแดน ตั้งแต่ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ เพราะสามารถสัญจรทางบกได้สะดวก นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวอาเซียนยังนิยมเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีภูมิศาสตร์แตกต่างจากประเทศของตนเอง เช่น นักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว นิยมท่องเที่ยวทะเล เนื่องจากลาวไม่มีทะเล จึงเป็นลักษณะการเดินทางที่ไกลขึ้น ไม่จำกัดแค่แนวชายแดน วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เปิดเผยว่า สำหรับการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว (ทัวร์) ของกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน เติบโตเฉลี่ยปีละ 5-10% โดยข้อมูลในปี 2560 พบว่า เวียดนามเป็นลำดับที่ 1 ที่เลือกเดินทางท่องเที่ยวผ่านทัวร์เข้ามาในประเทศไทยมากที่สุด ตามด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา บรูไน และ สปป.ลาว ตามลำดับ ซึ่งปี 2560 ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางผ่านทัวร์ทั้งสิ้น 3.98 แสนคน และปี 2561 คาดการณ์ว่าไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางผ่านทัวร์ทั้งสิ้น 4.32 แสนคน เพิ่มขึ้น 8.66% “อาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านบริษัทนำเที่ยวยังมีอัตราการเติบโตแบบปกติ ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 5-10% ต่อปี” วิชิต กล่าว https://www.posttoday.com/aec/news/569559
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2164 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 87,464
Likes (Received): 5283
|
ลุ้น 6 พ.ย. บิ๊กแคมเปญ หนุนท่องเที่ยวเข้าครม. หลังยอดนักท่องเที่ยวจีนยังไม่ฟื้น
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 - 16:23 น. ลุ้น 6 พ.ย. บิ๊กแคมเปญ หนุนท่องเที่ยวเข้าครม. หลังยอดนักท่องเที่ยวจีนยังไม่ฟื้น แต่ชาวไทยไปเที่ยวภูเก็ตเพิ่มขึ้น 20% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เริ่มหันมาทำตลาดชาวไทยทดแทน ลุ้นบิ๊กแคมเปญท่องเที่ยวเข้าครม. นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ยังจับตาสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 4 ปี 2561 หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง เพราะอาจส่งผลกระทบเป้าหมายปี 2562 ที่ตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ 11.5% ส่วน บิ๊ก แคมเปญ ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ททท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงปีใหม่ รวมถึงการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) คงจะสรุปและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ คาดว่าปี 2561 นักท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ จะมีจำนวน 38-38.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7-8% สร้างรายได้ 2-2.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงกว่าเป้ารายได้ที่วางไว้ 8% ส่วนตลาดภายในประเทศ จะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยว 167.2 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% สูงกว่าเป้ารายได้ที่ตั้งไว้ 7% ทำให้ภาพรวมรายได้อยู่ที่ 3.08 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% สูงกว่าเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ 8% ส่วนสถานการณ์ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อาจทำให้รายได้ตลอดทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% ต่ำกว่าที่เป้าหมายรายได้รวมที่ตั้งไว้เพิ่มขึ้น 11.5% โดยจะมีปัญหาที่ตลาดต่างประเทศ โดยแนวโน้มจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศ 40.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% สร้างรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 9% ต่ำกว่าเป้าที่ต้องการให้ขยายตัว 12% ส่วนตลาดในประเทศยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีนักท่องเที่ยวไทย 177.6 ล้านคนครั้งเพิ่มขึ้น 6% สร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเมื่อรวมรายได้ตลาดต่างประเทศและในประเทศแล้ว จะทำให้ขยายตัวได้10.4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 11.5% สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดของตลาดในประเทศตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และบรรยากาศท่องเที่ยวที่กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากอยู่ในช่วงไว้อาลัยในปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งสิ้น 127.6 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.4% สร้างรายได้เป็นมูลค่า 605,470 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยเห็นสัญญาณการเติบโตของเมืองรองที่ชัดเจน จากอัตราการขยายตัวของจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเข้าเมืองรองที่สูงกว่าเมืองท่องเที่ยวหลัก โดย 7 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวชาวไทย เยี่ยมเยือนใน 22 เมืองหลัก 79. 65 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.28% สร้างรายได้ 471,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.09% ส่วนใน 55 เมืองรองมีผู้เยี่ยมเยือนคนไทย 47.98 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4.69% สร้างรายได้ 133,699 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.85% นอกจาก ในไตรมาสที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค.) นักท่องเที่ยวชาวไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราไม่สูงมากนักเนื่องจากยังคงมีอิทธิพลจากฐานจำนวนที่สูงในปี 2560 จากการเดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพและร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 9 โดยคาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยว ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 50 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.9% และเกิดรายได้ 285,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.3% โดยได้แรงสนับสนุนจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจของไทยและการจัด กิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลงานประเพณีที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีอีกมากมาย รวมทั้งสภาพอากาศที่เริ่มหนาวเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวชาวจีนล่มที่ จ.ภูเก็ต คาดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าพื้นที่ดังกล่าวเห็นได้จากในช่วงวันหยุดยาวระหว่าง 13-15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีชาวไทยเข้าจ.ภูเก็ต 17,500 คน เพิ่มขึ้น 20% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เริ่มหันมาทำตลาดชาวไทยทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวจีนในระยะสั้น https://www.khaosod.co.th/economics/news_1771481 |
|
|
|
|
|
#2165 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
นักท่องเที่ยวสหรัฐฯ-ยุโรป แห่เที่ยวเชียงใหม่ ที่พักจองแล้วกว่า 80%
วันที่ 3 November 2018 - 14:45 น. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 25611 นายนพดล จริภักดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงช่วงอากาศหนาวและเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวเชียงใหม่ เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ปีหน้า รวม 4 เดือน ว่า มียอดจองห้องพักหรือโรงแรมเฉลี่ย 70-80% แล้วจากห้องพัก 50,000 ห้อง ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันและยุโรป อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี บางส่วนเป็นกลุ่มอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม สำหรับนักท่องเที่ยวจีนลดลง ส่วนมากแบกเป้มาเที่ยวเอง เป็นคนวัยทำงานและวัยรุ่น กลุ่มละ 2-3 คนเท่านั้น ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์ที่บินตรงสู่เชียงใหม่ ซึ่งจองห้องพักเฉลี่ย 3-4 วันเท่านั้น จากเดิมจอง 5-7 วันเป็นอย่างน้อย ส่วนคนไทยจองที่พักเพื่อสัมผัสอากาศหนาวและมาทำบุญทอดกฐิน หรือไหว้พระ 9 วัด เพื่อความเป็นสิริมงคล “ปีนี้อากาศหนาวเร็ว บริเวณยอดดอยและเทือกเขาอุณหภูมิ 1-5 องศาเซลเซียส ดอยอินทนนท์พบเหมยขาบ หรือน้ำค้างแข็งยามเช้า ทำให้นักท่องเที่ยวไทยสนใจจองที่พักเพื่อสัมผัสอากาศหนาว ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูงมากขึ้น โดยเฉพาะดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง อ่างขาง อ.ฝาง ห้วยน้ำดัง อ.แม่แตง ดอยสุเทพ-ปุย อ.เมือง พร้อมเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อาทิ น้ำพุร้อนสันกำแพง อ.แม่ออน น้ำพุร้อนดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด เพื่ออาบน้ำแร่แช่น้ำอุ่นและบ้านแม่กำปอง อ.แม่ออน บางส่วนไปจับจ่ายใช้สอยซื้อหัตถกรรมพื้นบ้านที่บ้านบ่อสร้าง อ.สันกำแพง บ้านถวายหัตถกรรมแกะสลักไม้ และบ้านน้ำต้นแหล่งผลิตตุ๊กตาดินเผา อ.หางดง ทำให้แหล่งท่องเที่ยวคึกคักมากขึ้น” นายนพดลกล่าว นายนพดลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้นักท่องเที่ยวบางส่วนจองที่พักอุทยานฯ และลานกางเต็นท์ โฮมสเตย์ชุมชนช่วงเทศกาลปีใหม่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนไทย 60-70% ต่างชาติ 30-40% ปีนี้คาดมีนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคน ต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ย 3,500 บาท/คน/วัน คนไทย 2,500 บาท/คน/วัน มีเงินหมุนเวียนเฉลี่ย 50,000 ล้านบาท/เดือน รวมรายได้ท่องเที่ยว 200,000 ล้านบาท https://www.prachachat.net/local-economy/news-244718
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2166 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
“บิ๊กโจ๊ก” มั่นใจกู้เรือฟีนิกซ์ 7 พ.ย.
4 นาทีที่แล้ว “บิ๊กโจ๊ก” มั่นใจกู้เรือฟีนิกซ์ได้ 7 พ.ย. นี้ หลังประสานสิงคโปร์ส่งเรือเครนน้ำหนักพันตันมาช่วยกู้ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการกู้เรือฟินิกซ์ล่ม ที่ จ.ภูเก็ต ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ว่าขณะนี้ได้มีการประสานงานกับประเทศสิงคโปร์ ในการนำเรือเครนหนักพันตัน เข้ามาเพื่อกู้เรือฟินิกซ์ขึ้นมาจากทะเล โดยมีกำหนดการวันที่ 7 พ.ย.นี้ ทั้งนี้จะมีการเตรียมการยกเรือ 1-2 วัน ก่อนจะยกเรือขึ้น ตนเชื่อว่าน่าจะทำการกู้ซากเรือฟินิกส์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเรือมีน้ำหนักเพียง 200 ตัน แต่เรือเครนมีนำ้หนักพันตัน ซึ่งทางหากการกู้เรือพ้นน้ำแล้วขึ้นแล้วทางพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. และตนเองก็จะได้นำสำนวนส่งอัยการให้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการทำให้ทางรัฐบาลจีนเชื่อมั่นและเห็นความตั้งใจในการดำเนินการของทางประเทศไทย http://www.newtv.co.th/news/23888?fb...rXwwJ_1PAplM20
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2167 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 87,464
Likes (Received): 5283
|
'ทัวร์จีน' หายเกือบ 100% หนาวนี้สนามบินกระบี่เฉา
2018-11-05 นายอรรถพร เนื่องอุดม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ เปิดเผยว่า ช่วงตารางบินฤดูหนาวตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีสายการบินทั้งของไทย และต่างชาติเปิดเส้นทางบินตรงมาท่าอากาศยานกระบี่จำนวนมาก ประกอบด้วย สายการบินนอร์วีเจียนแอร์ไลน์ (Norwegian Airlines) เปิดบินตรงจาก 3 เมืองหลักของประเทศแถบสแกนดิเนเวียมายังกระบี่ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มี.ค.62 ได้แก่ ประเทศนอร์เวย์ เส้นทาง ออสโล-กระบี่ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์, ประเทศเดนมาร์กเส้นทาง โคเปนเฮเกน-กระบี่ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ และประเทศสวีเดน เส้นทางสต็อกโฮม-กระบี่ 2 เที่ยวต่อสัปดาห์ นายอรรถพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีสายการบินทียูไอ ฟลาย นอร์ดิก (TUI fly Nordic) ซึ่งทำการบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาเตอร์ไฟล์ท) เตรียมเปิดบินตรงมายังกระบี่ด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 787 โดยจะบินตรงจากประเทศสวีเดน เส้นทาง เออเรบรู-กระบี่, ประเทศนอร์เวย์เส้นทาง ออสโล-กระบี่ และทรอนด์เฮม-กระบี่ และประเทศฟินแลนด์ เส้นทาง วาซา-กระบี่ เริ่มทำการบินตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค.62 ขณะเดียวกัน 3 สายการบินแบบชาเตอร์ไฟล์ทจากประเทศรัสเซีย ได้แก่สายการบินนอร์ดวินด์ แอร์ไลน์ (Nordwind Airlines), สายการบินอิการ์ (IKAR Airlines) ก็ได้เปิดบินตรงจาก 20 เมืองหลักในรัสเซียมายังสนามบินกระบี่ ซึ่งเริ่มบินตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอรรถพร กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ (Qatar Airways) ประกาศเพิ่มความถี่เส้นทาง โดฮา-กระบี่ จาก 4 เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มทำการบินวันที่ 2 ธ.ค. 61 ส่วนสายการบินสัญชาติไทยนั้น สายการบินไทยแอร์เอเชียมีแผนเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ แบบเที่ยวบินประจำ ออกจากกระบี่เพิ่มขึ้นอีก 3เส้นทาง ได้แก่ กระบี่-มาเก๊า 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มบิน 1 ธ.ค. 61, เส้นทางกระบี่-ฮ่องกง 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มบิน 2 ธ.ค. 61 และเส้นทาง กระบี่-ฉงชิ่ง 7 วันต่อสัปดาห์ เริ่ม 16 ธ.ค.61 นายอรรถพร กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามภาพรวมผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานกระบี่ในปี 61 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.58 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศก็ปรับลดลงอย่างมาก เติบโตเพียง 8% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตสูงถึง 19% สาเหตุหลักมาจากเที่ยวบินแบบชาเตอร์ไฟล์ทจาก 20 หัวเมืองใหญ่ของจีนเกือบ 100% ยกเลิกเที่ยวบิน จากปกติทำการบินเฉลี่ยวันละ 6-8 เที่ยวบิน รวมทั้งเที่ยวบินแบบประจำจากจีนก็ขอปรับลดความถี่ในการทำบินลงเช่นกันทั้งนี้คาดว่ารายได้รวมปี 61 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท https://www.dailynews.co.th/economic/675160 |
|
|
|
|
|
#2168 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 87,464
Likes (Received): 5283
|
ครม. เห็นชอบ ปรับปรุงคุณสมบัติ Smart Visa
วันที่ 6 November 2018 - 19:40 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 เวลา 15.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในเรื่องของการปรับปรุงคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และสิทธิประโยน์สำหรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (Smart Visa) ว่า ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับปรุงใหม่ ที่ได้เสนอให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการตรวจลงตราประทับคนอยู่ชั่วคราว หรือ Smart Visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถสูง ให้เข้ามาลงทุน มาทำงาน หรือสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมอาคารแห่งอนาคต, อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, สาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร รวมทั้งเปิดศูนย์ One Stop Service เพื่อให้บริการเป็นการเฉพาะ โดยให้เริ่มยื่นขอ Smart Visa ได้เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 61 เป็นต้นมา หลังจากดำเนินการมาได้กว่า 8 เดือน มีผู้ขอข้อมูล 1,078 ครั้ง ยื่นขอ 37 ราย และผ่านการรับรองเป็นผู้มีสิทธิได้ Smart Visa จำนวน 28 ราย รัฐบาลได้รวบรวมเอาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มาปรับปรุงหลักเกณฑ์ คุณสมบัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ดังนี้ 1.) เพิ่มเติมสาขาวิชาชีพ ที่สามารถขอ Smart Visa ได้ 3 สาขา ได้แก่ การบริการด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน 2.) เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ถือ Smart Visa โดยให้สามารถใช้ช่องทางพิเศษ หรือ Fast Track ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองในท่าอากาศยานระหว่างประเทศทุกแห่ง ในการเข้าออกประเทศไทยได้ และ 3.) ปรับปรุงคุณสมบัติผู้ขอ Smart Visa ดังนี้ 1. Smart T สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (Talent) จากเดิม กำหนดไว้ว่า ผู้ขอวีซ่าประเภทนี้จะต้องมีเงินเดือนไม่รวมค่าตอบแทนอื่น ไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อเดือน เปลี่ยนเป็น จำแนกตามลักษณะการทำงาน คือ กลุ่มทั่วไป จะต้องมี เงินได้ เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100,000 บาทต่อเดือน, กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใน Startup และผู้เชี่ยวชาญเกษียณอายุ ต้องมี เงินได้ เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มาปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา สถาบันฝึกอบรมเฉพาะทางและหน่วยงานของรัฐ ไม่กำหนดเงินได้ขั้นต่ำ และไม่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำของสัญญาจ้างด้วย จากเดิมที่จะต้องมีสัญญาจ้างนาน 1 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ ในกรณีของผู้เชี่ยวชาญที่มาทำงานให้หน่วยงานของรัฐ สามารถให้หน่วยงานของรัฐนั้น ๆ เป็นผู้ให้การรับรองความเชี่ยวชาญและการทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แทนการที่จะต้องรอขอการรับรองจากหน่วยงานในเครือข่ายของศูนย์บุคลากรทักษะสูงเพียงอย่างเดียว เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ถือ Smart Visa ได้มากขึ้น 2. Smart I สำหรับกลุ่มนักลงทุน (Investor) ที่จากเดิม กำหนดว่า จะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ในบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการผลิตหรือให้บริการ เปลี่ยนเป็น ให้ได้ใน 2 กรณี คือ 1.ลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาทในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานหรือกิจการร่วมลงทุนที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ และ 2. ลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ในวิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจในโครงการบ่มเพาะ หรือ โครงการเร่งการเติบโต ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการลงทุนที่มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ Startup ในประเทศ 3. Smart E สำหรับกลุ่มผู้บริหารระดับสูง (Executive) จากเดิม กำหนด เงินเดือน ไม่รวมค่าตอบแทนอื่น ขั้นต่ำ 200,000 บาทต่อเดือน เปลี่ยนเป็น ให้มี เงินได้ เฉลี่ยขั้นต่ำ 200,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้ครอบคลุมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทขนาด SMEs ซึ่งอาจมีเงินเดือนไม่สูงนัก แต่ได้รับค่าตอบแทนอย่างอื่นแทน เช่น สวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ และ 4. Smart S สำหรับผู้ประกอบการ Startup จากเดิม กำหนดว่า จะต้องมีหลักฐานทางการเงิน คือ มีเงินฝากในบัญชีฝากประจำระยะเวลาเหลือ 1 ปีขึ้นไป เปลี่ยนเป็น ให้มีบัญชีเงินฝากในประเทศไทย ประเทศที่ตนมีสัญชาติ หรือมีถิ่นพำนัก ขั้นต่ำ 600,000 บาท ซึ่งถือครองมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการพิจารณา ส่วนเรื่องอายุของวีซ่า จากเดิม อนุมัติครั้งแรกให้ 1 ปี ขยายได้คราวละ 2 ปี โดยต้องตั้งกิจการในไทยภายใน 1 ปี เปลี่ยนเป็น แบ่งอายุวีซ่าออกเป็น 3 ระยะ คือ 6 เดือน 1 ปี และ 2 ปี สำหรับกรณีที่ ผู้ประกอบการได้จัดตั้ง Startup ที่เข้าหลักเกณฑ์แล้ว ก็ให้ได้รับ Smart Visa ที่มีอายุ 2 ปีได้ตั้งแต่ครั้งแรก โดยประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการเข้ามาของผู้ได้ Smart Visa ดังนี้ 1. กิจการและร้านค้าทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กโดยรอบพื้นที่ EEC เช่น หอพัก ร้านซักรีด ร้านอาหาร จะขายดีมากขึ้น, 2. เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาสู่แรงงานไทยทั้งในภาครัฐและเอกชน ทำให้ภาคการผลิตของอุตสาหกรรม และ SMEs ไทยพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และ3. ได้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญจริง ในสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศ มาช่วยสอน และออกแบบหลักสูตร ทั้งในห้องเรียน และในคอร์สฝึกอบรมระยะสั้น จะช่วยให้สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างตรงเป้าหมาย และก้าวกระโดด ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ความเป็น 4.0 ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม https://www.prachachat.net/economy/news-246094 |
|
|
|
|
|
#2169 |
|
Liberty, Equality, Frate
Join Date: Apr 2006
Posts: 87,464
Likes (Received): 5283
|
ครม.ไฟเขียวเว้นค่าธรรมเนียมวีโอเอ 2,000 บาท หวังกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจีน
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 - 19:43 น. ครม.ไฟเขียวเว้นค่าธรรมเนียมวีโอเอ 2,000 บาท/คน ให้กับ 21 ประเทศ หวังกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวจีน ททท.ชี้ได้มาตรการวีซ่า 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้จากติดลบพลิกเป็นบวก เว้นค่าธรรมเนียมวีโอเอ 2,000 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ยกเลิกการเก็บค่าค่าธรรมเนียมตามมาตรา 12 (1) ประเภทนักท่องเที่ยวชนิดใช้ได้ครั้งเดียว เป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2561 ให้กับนักท่องเที่ยว 21 ประเทศทั่วโลก การยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับต่างด้าวที่ต้องการจะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยจะยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ย. 2561-ม.ค. 2562 ในกรณียื่นขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด้านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) หรือ วีโอเอ จากเดิมที่ให้มีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียม ประเภทนักท่องเที่ยว ชนิดใช้ได้ครั้งเดียว จำนวนเงิน 2,000 บาท ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ตรวจสอบข้อมูลสถิติผู้โดยสารที่มาขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด้านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) พบว่า ตั้งแต่เดือนม.ค. 2559 จนถึงปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในไทย และขอรับการตรวจลงตราลดลงอย่างต่อเนื่อง ครม.จึงมีมติให้ยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้น ตั้งเป้าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% จากสิ้นสุดเดือนพ.ย. 2561 ในช่วง 2 เดือนที่ยกเลิกค่าธรรมเนียม หรือใกล้เคียงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม แบบวีโอเอ สำหรับนักท่องเที่ยว หวังจะกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวที่ลดลงมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่ตกลงไปมากดังนั้น 2 เดือนนี้ไม่เก็บค่าธรรมเนียม 2,000 บาท/คน เชื่อว่ายอดนักท่องเที่ยวจะกลับมาได้ใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ทั้งปี นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า สำหรับ 21 ประเทศที่ ครม.ยกเลิกค่า วีโอเอ มีดังนี้ อันดอร์รา, บัลแกเรีย, ภูฐาน, จีน, ไซปรัส, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, อินเดีย, คาซัคสถาน, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, มัลดีฟส์, มอลตา, มอลิสเซียส, ปาปัวนิวกีนี, โรมาเนีย, ซานมาริโร, ซาอุดิอาราเบีย, ไต้หวัน, ยูเครน และ อุซเบกิสถาน นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากที่ ครม. อนุมัติยกเว้นค่าธรรมเนียม วีโอเอ จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนช่วง 2 เดือนสุดท้าย (พ.ย.-ม.ค. 2562) ปรับจากแดนลบมาสู่แดนบวกได้ โดยจะมีจำนวนรวมใน 2 เดือนสุดท้ายเป็น 1.65 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนตลอดทั้งปีอยู่ที่ 10.77 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า แต่หากไม่มีมาตรการใดๆ นักท่องเที่ยวจีนตลอดปีจะอยู่ที่ 10.5 ล้านคน ขณะที่ภาพรวมทั้งประเทศ การใช้มาตรการ VOA จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย ในเดือนพ.ย.-ธ.ค. รวมทั้งสิ้น 7.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.6% ทำให้ทั้ง 2 เดือน ขยับเข้ามาใกล้แนวโน้มก่อนเรือล่มมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 38.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% https://www.khaosod.co.th/economics/news_1789539 |
|
|
|
|
|
#2170 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
ครม.ไฟเขียวยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยว 21 ประเทศ
เผยแพร่ 6 พ.ย. 2561,17:38น. ปรับปรุงล่าสุด 6 พ.ย. 2561,18:18น. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบยกเว้นวีซ่าที่ด่านสนามบิน สำหรับ 21 ประเทศ เป็นเวลา 60 วัน คาดจะช่วยดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 30 % เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2561 นายพุทธิพงษ์ ปุณณะกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบ ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราของคนต่างด้าว ประเภทนักท่องเที่ยว ชนิดใช้ได้ครั้งเดียว เพื่อการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน จากปกติเก็บที่ 2,000 บาท ในกรณียื่นขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด้านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) ในกลุ่ม 21 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2561 จนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 2562 เป็นเวลาประมาณ 60 วัน คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% โดย 21 ประเทศ ประกอบด้วย อันดอร์รา บัลแกเรีย ภูฏาน จีน ไซปรัส เอธิโอเปีย ฟิจิ อินเดีย คาซัคสถาน ลัตเวีย ลิทัวเนีย มัลดีฟส์ มอลตา มอริเชียส ปาปัวนิวกิเนีย โรมาเนีย ซานมาริโน ซาอุดิอาระเบีย ไต้หวัน ยูเครน อุซเบกิสสถาน ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของจีน เพื่อแจ้งว่าทางการไทยได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงปลายปี ทั้ง มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าบางประเภทให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศ รวมถึงการจัดโปรโมชั่นต่างๆด้านการท่องเที่ยวด้วย พร้อมกันนี้ นายสมคิด ได้บันทึกอัดคลิปวิดีโอเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยในประเทศจีน หวังนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ชั้นนำของจีนที่มีผู้ชมจำนวนมาก นอกจากนี้ นายสมคิด ยังได้หารือกับนายแจ็ค หม่า ประธานบริหารอาลีบาบา กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขอความร่วมมือจากอาลีบาบาช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวของไทยผ่านเว็บไซต์ของอาลีบาบา เพื่อจัดแคมเปญพิเศษ “วันคนโสด” วันที่ 11 เดือน 11 นี้ด้วย อาลีบาบาจึงขอให้ไทยเร่งทำคลิปไปเผยแพร่ผ่านช่องทางดังกล่าวเพื่อเชิญชวนคนจีนไปเที่ยวเป็นเวลาประมาณ 20 วินาที คาดจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักมากขึ้น https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/92599
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2171 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
เอกชนรายใหม่ลงปฏิบัติการกู้ซากเรือฟินิกซ์แล้ว ใช้เครนพันตันยกพ้นน้ำ
เผยแพร่: 8 พ.ย. 2561 12:13 ปรับปรุง: 8 พ.ย. 2561 12:37 โดย: ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์ข่าวภูเก็ต - เอกชนรายใหม่ลงปฏิบัติการกู้เรือฟินิกซ์ ที่จมอยู่ใต้ทะเลแล้ว ใช้เครนขนาดพันตันจากสิงคโปร์ยกพ้นน้ำ จากกรณีที่เกิดเหตุเรือฟินิกซ์ ซึ่งเป็นเรือนำเที่ยวเส้นทางท่าเรืออ่าวฉลอง-เกาะราชา จ.ภูเก็ต ประสบอุบัติเหตุถูกคลื่นซัดล่มกลางทะเลใกล้ๆ กับเกาะเฮ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2561 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 47 ราย ทางกรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างเอกชนเข้ากู้เรือลำดังกล่าวตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถกู้เรือขึ้นมาได้ จนเอกชนรายดังกล่าวต้องยกเลิกการกู้เรือ ความคืบหน้าล่าสุด จากการสอบถามไปยัง นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาภูเก็ต ว่า ทางบริษัทเดิมที่ทางกรมเจ้าท่าว่าจ้างให้มาดำเนินการกู้เรือได้ขอยกเลิกการปฏิบัติงานดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถที่จะกู้เรือขึ้นมาได้ จนทำให้ไม่สามารถที่จะแบกรับต้นทุนต่อไปได้อีก จึงได้ทำเรื่องขอยกเลิก ทางกรมเจ้าท่าจึงได้ว่าจ้างเอกชนรายใหม่เข้ามาทำการกู้เรือฟินิกซ์ เจ้าท่าสาขาภูเก็ต กล่าวต่อว่า เจ้าท่าภูเก็ตในฐานะที่อยู่ในพื้นที่มีหน้าที่ในการประสานการอำนวยความสะดวกให้แก่เอกชนรายใหม่ที่จะเข้ามากู้เรือฟินิกซ์ โดยเอกชนได้เข้าพื้นที่ และลงปฏิบัติการกู้เรือตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยการกู้ในครั้งใหม่นี้จะให้เครนขนาด 1,000 ตัน จากประเทศสิงคโปร์ แทนการใช้บอลลูน โดยการกู้ในครั้งที่ผ่านมาที่ไม่ใช้เครนเนื่องจากสภาพอากาศที่คลื่นลมแรงไม่สามารถที่จะนำเครนลงไปยังจุดเกิดเหตุได้ แต่ขณะนี้ภูเก็ตเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว คลื่นลมในทะเลค่อนข้างที่จะสงบ ไม่เป็นอุปสรรคในการกู้เรือเหมือนที่ผ่านมา https://mgronline.com/south/detail/9610000111476
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2172 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
“สมคิด” ไลฟ์ผ่าน “อาลีบาบา” “ซ่งฉี พู่จ๋งหลี่” การันตีจีนเที่ยวไทย
วันที่ 10 November 2018 - 12:33 น. 4 หมุดหมายของ “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ต้องโรดโชว์ ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ควบคู่กรุงปักกิ่ง และกว่างโจว 1 ในนั้นคือ การร่วมงาน “มหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติ” ครั้ง ที่ 1 ที่ “สีจิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เชิญผู้นำ-นักลงทุนทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 130 ประเทศ 2,800 บริษัท 1 ในหัวใจของการโรดโชว์รอบนี้ คือ วาระหารือ กระชับความสัมพันธ์ และรับประทานอาหารเที่ยง กับทีม “หวังหย่ง” มุขมนตรี ที่กำกับรัฐวิสาหกจทั้งประเทศ และพบหารือดินเนอร์กับ “หานเจิ้ง” รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลเศรษฐกิจของจีน ที่ทำเนียบรัฐบาลจงหนานไห่ ในกรุงปักกิ่ง 1 ในคิวที่ติดปลายนวม คือ การพบผู้บริหาร ยักษ์ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล-อีคอมเมิร์ช ทั้ง อาลีบาบา หัวเหว่ย และ ZTE ,Chai niao รวมทั้งสายการบินโลวคอสต์ ที่ใหญ่ที่สุดของจีน “สปริงแอร์ไลน์” 1 ในวาระที่ร้อนแรง แต่แฝงไว้ในวาระทางการทูต คือ การเชื้อเชิญชาวจีน ให้กลับมาเที่ยวเมืองไทย นายสมคิด กล่าวว่า 4 วาระที่เตรียมปักหมุดในเมืองจีน เป็นไปตามเป้าหมาย win win ทุกประการ “ไทยถือว่าเป็นชาติแรกที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมกับจีนในทุกด้าน ทั้งความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จากแผนเดิมที่มีระยะเวลา 5 ปีและกำลังจะสิ้นสุดลง ในแผนใหม่จะขยายขอบเขตไม่เพียงแค่การร่วมมือทางการค้า แต่ต้องขยายความสัมพันธ์ทุกด้าน ทั้งด้านการค้า อุตสาหกรรมการลงทุน ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและด้านการเงิน” ในเชิงยุทธศาสตร์ หากผู้บริหารที่ “ปักกิ่ง” เห็นชอบร่วมมือทางการเมือง-เศรษฐกิจกับประเทศใด ย่อมส่งผลต่อนโยบายสำคัญในทุกมณฑล ระหว่างที่นักธุรกิจระดับโลก ชุมนุมอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ นายสมคิด มีคิวพบกับ “แจ๊ก หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา และนาย Daniel Zhang และคณะผู้บริหารระดับสูง ในวาระนี้เอง ทำให้ “นายสมคิด” ได้คิวในเครือข่ายอีคอมเมิร์ชของอาลีบาบา 20 วินาที เพื่อทำคลิปวิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยงไทย ในวันช้อปปิ้งของคนโสด “11/11” ในคลิปดังกล่าวเปิดด้วยเสียงของนายสมคิดว่า “ซ่งฉี พู่จ๋งหลี่ (ชื่อ ตำแหน่งที่คนจีนนายสมคิดแปลว่าผู้ส่งความเจริญรุ่งเรือง) ขอเชิญชวนพี่น้องชาวจีนทุกท่านให้พาครอบครัวไปท่องเที่ยวเมืองไทยสักครั้ง คนไทยทุกคนพร้อมจะต้อนรับท่านอย่างอบอุ่น ด้วยไมตรีจิตฉันพี่น้อง จงไท่อี้เจียน (คนจีนและคนไทยเป็นพี่น้องกัน)” นายสมคิดใช้ชื่อและตำแหน่งเป็นประกันกับชาวจีนและผู้เข้าถึงเพจเครือข่ายอาลีบาบา ทั้ง 800 ล้านคน ในคลิปนี้ยังตัด-ต่อ สถานที่-วิถีชีวิตและท่องเที่ยวที่สำคัญในประเทศไทย ทั้งในเมืองหลัก-เมืองรอง ต่อเนื่องด้วยการสั่งการให้ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ททท. ตำรวจท่องเที่ยวเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวจีนด้วย นายพิริยะ เข็มพล เอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวถึงสถานการณ์การนักท่องเที่ยวจีน ในไทยว่า “ประเทศไทยยังเป็นอันดับ1 ของการเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก คาดว่าหลังการเดินทางไปจีนของคณะรองนายกรัฐมนตรี จะมีส่วนทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น” ทั้งนี้ ฝ่ายไทยต้องปิดแฟ้มคดีเรือล่มให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ที่เตรียมเดินทางออกนอกประเทศในฤดูกาลปลายปี และเทศกาลตรุษจีน เอกอัคราชทูต กล่าวว่า “ที่ผ่านมาคนจีนรับรู้ข่าวสารส่วนใหญ่จากโซเชียลเนตเวิร์ค ดังนั้นการที่มีคลิปรองนายกรัฐมนตรีในเครือข่ายอาลีบาบาเผยแพร่ก็จะช่วยทำความเข้าใจกับคนจีนได้ระดับหนึ่ง และไทยเตรียมโปรโมตให้คนจีนรุ่นใหม่ประมาณ 1 % จาก 1 พันล้านคนของนักท่องเที่ยวจีน” และจะมีการการชี้แจง ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ผ่านดาราเช่น กอล์ฟ – พิชญะ นิธิไพศาลกุล และ ไมค์ – พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล เป็นคู่ศิลปินนักร้องเพลงไทยสากลแนวป็อป และ ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ศิลปินไทยที่ได้รับความนิยมสูงในจีน มีผู้ติดตามชาวจีนผ่านเพจเว่ยป๋อ (โซเชียลเนตเวิร์คจีน) ราว 6.4 ล้านคน ในส่วนของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ ไทย-จีน ที่มีความแตกต่างจากชาติคู่แข่ง คือ การเชื่อมโยงระหว่างเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน (one belt one road) กับอาเซียนและ ACMECS และความร่วมมือระหว่างไทย – จีน ในพื้นที่ 11 มณฑล ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงของจีน (PPRD) โดยไทยเป็นศูนย์กลาง ผ่านพื้นที่พัฒนาพิเศษ EEC ซึ่งมีความหมายในเชิงลึกและต่อเนื่อง ฝ่ายไทยได้เสนอให้มีการจัดทำกลไกความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เช่น เขตปกครองพิเศษฮ่องกง มาเก๊า และกวางตุ้ง โดยจัดให้มีการประชุมกับไทยปีละ 1 ครั้ง https://www.prachachat.net/economy/news-248271
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2173 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
รัฐอัดฟรีวีซ่า-ลดค่าธรรมเนียมเหมาลำ โหมแพ็กเกจปลุกมู้ดท่องเที่ยวปลายปี
วันที่ 9 November 2018 - 22:17 น. ครม.ยกเลิกค่าธรรมเนียม visa on arrival ช่วง พ.ย. 61-ม.ค. 62 ดันรายได้ท่องเที่ยว “สมคิด” หนุน “สปริงแอร์ไลน์” เพิ่มเที่ยวบินเสนอค่าแลนดิ้งฟรี อัดแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี “เดอะมอลล์” หวังดูดกำลังซื้อ “แอตต้า” ชี้คู่ค้าจีนเริ่มขยับ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเลิกการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชนิดใช้ได้ครั้งเดียวเพื่อการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน ในกรณียื่นขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival : VOA) จากเดิมที่ให้มีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียม ประเภทนักท่องเที่ยว ชนิดใช้ได้ครั้งเดียว จำนวนเงิน 2,000 บาท โดยให้ใช้ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561-เดือนมกราคม 2562 ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 หรือจะมีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2561-31 มกราคม 2562 รวม 60 วัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ ครอบคลุม 21 ประเทศ ได้แก่ จีน ไต้หวัน อันดอร์รา มัลดีฟส์ บัลแกเรีย มอลตา ภูฏาน มอริเชียส ปาปัวนิวกินี ไซปรัส โรมาเนีย เอธิโอเปีย ซานมาริโน ฟิจิ ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย คาซัคสถาน ยูเครน ลัตเวีย อุซเบกิสถาน ลิทัวเนีย “ที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ตรวจสอบข้อมูลสถิติผู้โดยสารที่มาขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival) พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 จนถึงปัจจุบัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในไทย และขอรับการตรวจลงตราลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกด่าน ครม.จึงมีมติให้ยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว” ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้น และจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หนุนเพิ่มเที่ยวบินเข้าไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในระหว่างโรดโชว์ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ (4 พ.ย.) ได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสปริงแอร์ไลน์ (Spring Airlines) ผู้ให้บริการสายการบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์รายแรกและใหญ่ที่สุดในจีน และเอเชียเหนือ เกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวจีนในประเทศไทยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยได้ขอความร่วมมือให้สายการบินสปริงแอร์ไลน์เพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากประเทศจีนไปยังประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยทางไทยพร้อมพิจารณาลดค่าธรรมเนียมการลงจอด (landing fee) และค่าธรรมเนียมการจอด (parking fee) เครื่องบินที่จะลงจอดในสนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือขยายระยะเวลาในการจอดเครื่องบินในสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่นในบางช่วงเวลา และขอให้ขยายเวลาการบินเข้า-ออกที่สนามบินเชียงใหม่ด้วย ทั้งนี้ สายการบินดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนไปท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีจำนวนเที่ยวบินไปยังประเทศไทย 1,100-1,200 เที่ยวบินต่อเดือน ถือเป็น สายการบิน 1 ใน 4 สายการบินที่มีการพานักท่องเที่ยวจีนไปยังประเทศไทยสูงสุด มีเส้นทางหลัก คือ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ซึ่งในแต่ละปีนำคนจีนมาไทยมากกว่าล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยทั้งหมด หากการเจรจาสำเร็จจะดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 2 ล้านคน จัดหนักแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ากำลังเร่งทำแพ็กเกจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงปลายปี โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อยู่ระหว่างจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะที่ ตม. เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ยกเว้นค่าจัดทำวีซ่า 21 ประเทศ ช่วง 2 เดือนของปีนี้ คาดว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนและต่างชาติเข้าประเทศไทยเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ บมจ.การบินไทย อยู่ระหว่างเจรจากับสายการบินแอร์เอเชีย สายการบินเซาท์เทิร์นไชน่า หากสายการบินสปริงแอร์ไลน์สนใจร่วมเชื่อมเส้นทางการบินจากจีนไปสู่เมืองรองก็ทำได้เช่นกัน ห้าง “ทุ่มสุดตัว” ดึงทัวริสต์จีน นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ chief marketing officer บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ฉายภาพว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลืออยู่ ธุรกิจค้าปลีกต้องอัดแคมเปญและอีเวนต์หนัก เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้มีสัดส่วนการจับจ่ายสูงถึง 38% “สิ่งที่รัฐกำลังทำก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เราก็คงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกแรงมากระตุ้นนักท่องเที่ยวมาเมืองไทย เพื่อทราฟฟิกในช่วงปลายปีให้กลับมา อย่างที่รู้กันว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 10-15% โดยเฉพาะกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ แต่ยังดีที่กลุ่ม FIT ยังโตต่อเนื่อง” ทั้งนี้ กลุ่มเดอะมอลล์ได้เดินเครื่องบุกทุกทางด้วยการทำโปรโมชั่นพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะยิงยาวถึง 31 ธันวาคม อาทิ ลูกค้าชาวจีนที่ใช้ application Alipay รับส่วนลด 10% และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ควบคู่ หวังตัวเลขจีนพลิกฟื้น ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เชื่อว่าจากการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวนี้จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีนกลับมาเชื่อมั่นและตัดสินใจเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และช่วยให้ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว (ผ่านสมาคมแอตต้า) ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ติดลบในอัตราที่ต่ำลง จากเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ติดลบอยู่ในอัตรากว่า 30% มาอยู่ที่ติดลบ 15-20% และในภาพรวมน่าจะติดลบเกิน 10% จากที่ติดลบอยูที่ประมาณ 15% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา “หลังจากที่ได้รายงานไปยังคู่ค้าในจีนว่า ประเทศไทยมีมาตรการนี้ออกมา พบว่าผู้ประกอบการในฝั่งของจีนให้การตอบรับค่อนข้างดี ทั้งในกลุ่มบริษัทนำเที่ยว ชาร์เตอร์ไฟลต์ คาดว่าน่าจะเริ่มเห็นการขยับตัวในทิศทางที่ดีตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป คาดว่ามาตรการนี้น่าจะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 2 เดือนสุดท้ายนี้เพิ่มได้อีกราว 1-2 แสน หรือมีจำนวนรวมที่ประมาณ 10.6-10.7 ล้านคนในปีนี้” ดร.อดิษฐ์กล่าว เช่นเดียวกับ นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ที่กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังมีแรงหนุนที่ดี การที่ ครม.ประกาศมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับ 21 ประเทศช่วงนี้ จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกทางหนึ่ง ซึ่ง กกร.ประเมินว่า ปี 2561 GDP ขยายตัวในกรอบ 4.4-4.8% https://www.prachachat.net/tourism/news-248164
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2174 |
|
Registered User
Join Date: Sep 2009
Posts: 997
Likes (Received): 73
|
วันนี้ไปไอคอนโดยทางเรือที่ทาเรือสาทร บรรยากาศเงียบเหงามาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนคนจีนจะเยอะมาก ตามที่ต่างๆคนจีนก็น้อย พอไม่มีนททจีนมันก็แอบบเหงาๆเหมือนกันนะเนี๊ย
|
|
|
|
|
|
#2175 |
|
Registered User
Join Date: Aug 2009
Posts: 429
Likes (Received): 2103
|
จริงๆก็แอบใจหายนะ แต่ก็ดี คนไทยบางคนที่แบบรังเกียจนททจีนมาก เอารัดเอาเปรียบจะะได้รู้สะทีว่า ขาดนททจีนในยามที่เราต้องอาศัยรายได้จากอุสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นยังไง ในวันที่เค้าหวนกลับมาเที่ยวเราอีกครั้งจะได้ทำตัวดีและต้อนรับเค้ามากขึ้น
|
|
|
|
|
|
#2176 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
ครม.เคาะฟรีวีซ่า มีผลถึง 13 ม.ค.62 หวังดึง นทท.จีนกลับเที่ยวไทย
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 | 1 นาที 38 วินาที 26 0 shared ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นฤดูกาลท่องเที่ยว ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยมาตราการยกเว้นวีซ่า VOA ให้นักท่องเที่ยว 21 ประเทศ จะเริ่มบังคับใช้ 15 พฤศจิกายน 61 ถึง 13 มกราคม 62 หลังออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่ ครม.จัดเต็มเพิ่มเติมมาตรการวีซ่าพิเศษ อีก 3 แบบ ทั้งการเข้าออกได้ 2 ครั้ง, ออกไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแล้วกลับมาใหม่ได้ และเพิ่มจำนวนครั้งยกเว้นวีซ่า พร้อมระดมห้างสรรพสินค้า ลดราคาสินค้าแบบแหลกลาญเป็นพิเศษ รวมทั้งเปิดพื้นที่คืนภาษีมูลค่าเพิ่มบนห้าง หวังดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับ หลังหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เรือล่มที่ภูเก็ต ล่าสุดเดือนตุลาคมลดลงถึง 19.1% เพราะคนจีนเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นแทน https://morning-news.bectero.com/eco...ov-2018/133248
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
|
|
#2177 |
|
Registered User
Join Date: Apr 2013
Posts: 25,315
Likes (Received): 5886
|
คาดตลอดทั้งปีนี้ คนไต้หวันจะเดินทางไปเที่ยวประเทศไทยทะลุ 600,000 คน
15 November, 2018มนภรณ์ ไชยวุฒิ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการท่องเที่ยวที่คนไต้หวันชื่นชอบ ซึ่งคุณชูเกียรติ โพธิโต ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานไทเป ก็คาดการณ์ไว้ว่าตลอดทั้งปีค.ศ.2018 นี้ คนไต้หวันจะเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทยทะลุ 600,000 คนครั้ง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 13% และตั้งแต่วันที่ 9-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป ก็ได้จัดงานโรดโชว์ส่งเสริมการขายสินค้าท่องเที่ยวของประเทศไทยขึ้นในที่นครเกาสง, นครไทจง และกรุงไทเป ตามลำดับ โดยมีกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศไทยจากกรุงเทพฯ, เกาะสมุย, พัทยา หัวหิน และเชียงใหม่กว่า 35 บริษัท เดินทางมายังไต้หวันเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการไต้หวัน ขณะที่นายสันติ แสวงเจริญ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวแบบอิสระมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในอนาคตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะขยายเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวของภูเก็ต, เชียงราย, ระยอง, น่าน และลำปาง ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น https://th.rti.org.tw/news/view/id/2000110
__________________
ภาพเต็ม avatar https://pbs.twimg.com/media/DWoi6TTV4AIufdH.jpg https://s33.postimg.cc/slxesazn1/min...yria_4_dra.jpg https://s33.postimg.cc/fozjgdvel/Minerva-1-min.jpg https://www.skyscrapercity.com/showp...postcount=1744 http://truehits.net/index_ranking.php?M=1&S=6#6 http://www2.ops3.moc.go.th/ http://www.railway.co.th/resultproje...?result=135609 https://www.skyscrapercity.com/showp...ostcount=10232 |
|
|
|
| Sponsored Links | |||
|
Advertisement |
|
||
![]() |
| Thread Tools | |
|
|