Thailand plans to be a Developed Country by 2025 - Page 137 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Urban Discussions


Reply
 
Thread Tools
Old October 9th, 2019, 07:59 PM   #2721
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

สิงคโปร์แซงหน้าอเมริกา ขึ้นแท่นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก

9/10/2019

สิงคโปร์ขึ้นที่ 1 ของโลก ส่วนไทยตกจากอันดับที่ 38 มาสู่อันดับที่ 40 ของโลก

World Economic Forum จัดอันดับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจใน Global Competitiveness Report 2019 ระบุว่า ในปีนี้ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกคือ “สิงคโปร์” โค่น “สหรัฐอเมริกา” แชมป์เก่าไปเรียบร้อย

เหตุผลที่ทำให้สิงคโปร์ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกมาจากความสามารถในหลากหลายด้านดังนี้

โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ตั้งแต่คุณภาพของถนนในประเทศ ไปจนถึงประสิทธิภาพของท่าเรือที่ใช้ขนส่งสินค้า และสนามบินที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบการเงินที่เข้มแข็งของสิงคโปร์

ส่วนอีกเรื่องคือ ความพร้อมในการก้าวขึ้นมาเป็น “ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมระดับโลก” แต่อย่างไรก็ดี ในรายงานระบุว่า สิงคโปร์ยังจำเป็นต้องสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศ และต้องพัฒนาคุณภาพทักษะของฐานแรงงานในประเทศอีกจำนวนมาก

ด้านของ “สหรัฐอเมริกา” ที่ถูกโค่นจากสิงคโปร์ในครั้งนี้ หลักๆ เป็นเพราะผลกระทบจากสงครามการค้ากับจีน และสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว

ส่วน “ไทย” ในปีนี้ ถูกลดอันดับจาก 38 มาอยู่ที่ 40 ของโลก เช่นเดียวกันกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในแถบเอเชียแปซิฟิกอย่าง “อินเดีย” และ “อินโดนีเซีย” ที่ตกอันดับเช่นกัน โดยอินเดียตกจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่ 68 ส่วนอินโดนีเซียตกจากอันดับที่ 45 มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก

https://brandinside.asia/singapore-g...ss-report-2019

https://www.cnbc.com/2019/10/08/sing...-wef-says.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old October 10th, 2019, 07:14 PM   #2722
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

ไทยรั้งอันดับ 75 ดัชนีสมาร์ทซิตี้โลกปี 2562

ยุทธศาสตร์การสร้างสมาร์ทซิตี้ทั่วโลกพอจะสรุปความสำคัญได้ 3 ประการ คือ

1. เป็นเมืองที่พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสมดุลทางสังคม
2. เป็นเมืองที่มีการพัฒนาและมีการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งมีนวัตกรรมที่นำมาใช้อย่างเกิดประสิทธิผล รวมทั้งมีการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ และ
3. เป็นเมืองที่มีการอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างเคร่งครัด

สถาบันจัดอันดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันโลก (ไอเอ็มดี) ได้เผยแพร่ดัชนีสมาร์ทซิตี้โลกปี 2562 ที่ประกอบด้วยเมืองและประเทศต่างๆ 102 แห่ง โดย10 เมืองหรือ10ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในปีนี้ เริ่มจากอันดับ

1. สิงคโปร์ ได้คะแนน AAA
2. เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน AAA
3. กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ได้คะแนน AA

อันดับ4. นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน AA
อันดับ5. กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้คะแนน AA
อันดับ 6. โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้คะแนนA
อันดับ7. กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ได้คะแนน A
อันดับ8. กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ได้คะแนน A อันดับ9. บิลเบา ประเทศสเปน ได้คะแนน A อันดับ10 ดุสเซลดอล์ฟได้คะแนน A

ส่วนไทยปีนี้ติดอันดับที่ 75 ได้คะแนน CCC

ไทยหลุดท็อป10 มาหลายสิบอันดับแบบนี้ เห็นทีรัฐบาลคงต้องเร่งเครื่องโครงการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกเสียแล้ว

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/850355
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 01:00 PM   #2723
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

วังวนปฏิรูปตาชั่ง 100 ปี เมื่อ “ตุลาการ” ถูกตั้งคำถาม

วันที่ 10 October 2019

เหตุการณ์เขย่าวงการตาชั่ง-ตุลาการศาลถูกพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง หลังจาก “คณากร เพียรชนะ” ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา “เฉียดตาย” จากกระสุนสังหาร คล้อยหลังจากอ่านคำพิพากษาคดี “ห้าศพบันนังสตา”

เอกสาร 25 หน้าของ “ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา” ก่อนตัดสินใจ “เหนี่ยวไกปืน” เปิดประเด็น “แทรกแซงสำนวน-คำพิพากษา” ของ “อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9”

ก่อนความคิดในสังคมจะแบ่งออกเป็น 2 ข้าง จากการเบี่ยงเบนเป็นประเด็นทางการเมือง-ถูกโยงไปถึงพรรคอนาคตใหม่

ย้อนไปเมื่อปี 2560 เกิดเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนแวดวงตุลาการมาแล้ว เมื่อ “ศิริชัย วัฒนโยธิน” อดีตประธานศาลอุทธรณ์ แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งข้ามหลักอาวุโส

การแต่งตั้งนายศิริชัย-ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้น ให้เป็น “ที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา” เป็นตำแหน่งปลอบใจ ไม่ใช่ “ประธานศาลฎีกา”


เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายศิริชัย กรณีการ “โอนย้ายสำนวน”

ย้อนไปปี”60 ถูกโยงเป็นประเด็นทางการเมือง เช่นเดียวกับปี”62 เมื่อ “ชีพ จุลมนต์” อดีตรองประธานศาลฎีกา คนที่ 1 ก.ต.มีมติแต่งตั้งเป็น “ประธานศาลฎีกา”

นายชีพเวลานั้นถูกขุดคุ้ยประวัติ-ผลงานสมัยนั่งบัลลังก์รองประธานศาลฎีกา

ในฐานะ “เจ้าของสำนวนคดี” ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดีจำคุก
“ยิ่งลักษณ์กับพวก” คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ขณะที่เมื่อปี 2556 อาจจะเรียกว่าเป็นวิกฤตตุลาการเล็ก ๆ เมื่อ “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” อดีตประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมายอมรับระหว่างจัดการสัมมนาต่อหน้าสื่อมวลชน ที่จังหวัดเพชรบุรี

กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ยุบพรรค” พลังประชาชน ของนายสมัคร สุนทรเวช คดี “ชิมไป บ่นไป” เป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาด

ก่อนเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญจะออกหนังสือชี้แจง-อธิบายปฏิเสธ

หากย้อนกลับไปไกลเมื่อปี 2534 กรณีเกิดความขัดแย้งในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ระหว่าง นายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา-อาวุโสสูงสุด กับ นายประวิทย์ ขัมภรัตน์

นำมาซึ่งความแตกแยกในแวดวงตุลาการครั้งประวัติศาสตร์ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา-ยกเลิกมติคณะกรรมการตุลาการ และสอบสวน-ลงโทษผู้พิพากษาถูกตั้งข้อหากระทำผิดวินัย

จนนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อความเป็นอิสระ-ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น วิกฤตตุลาการ “คดีพญาระกา” เป็น “วิกฤตตุลาการครั้งแรก” เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว

ระหว่าง “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์” พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์” พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อกรมหลวงราชบุรีฯได้ทำหนังสือถวายขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี จากนั้น ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม 28 คน ได้ลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกตาม

ทุกครั้งที่เกิดเรื่องราวในแวดวงตุลาการ-กระบวนการยุติธรรม

มักนำมาสู่การตั้งคำถามจากสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น-เกิดขึ้นเพราะอะไร ?

https://www.prachachat.net/politics/news-379383
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 07:04 PM   #2724
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

กองทัพ : ตัวแสดงถาวรในการเมืองไทย? โดย สุรชาติ บำรุงสุข

วันที่ 11 ตุลาคม 2562

ปกติแล้ว เราแทบจะไม่เคยเห็นผู้บัญชาการทหารบกคนใดจัดบรรยายในเวทีสาธารณะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการบรรยายมีนัยที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ดังนั้นเมื่อผู้บัญชาการทหารบกท่านปัจจุบัน เปิดบรรยายพิเศษเรื่อง
“แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะไม่ขอกล่าวถึงสาระสำคัญของการพูดดังกล่าว
เพราะปรากฎอยู่ในหลายแห่ง แต่บทความนี้จะขอตั้งข้อสังเกตที่เป็นนัยของเนื้อหาการพูด
ดังนี้

1) การออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า
ทหารจะยังคงดำรงบทบาทในการเมืองไทยต่อไป แม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม
แล้วก็ตาม และประเด็นสำคัญที่ผู้นำทหารจะต้องตระหนักว่า
การแสดงออกทางการเมืองของผู้นำทหารในที่สาธารณะ ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ
และการแสดงออกเช่นนี้เป็นดังการ “แบล็คเมล์” ทางการเมือง (political blackmail)
และเป็นสัญญาณการแทรกแซงของผู้นำทหารหลังเลือกตั้งอย่างชัดเจน

2) หากย้อนกลับไปดูในอดีตจะเห็นได้ว่า
หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว
ผู้นำกองทัพมักจะไม่แสดงท่าทีทางการเมืองในลักษณะที่เป็นการท้าทาย
เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับสถาบันทหาร
และพยายามแสดงให้เห็นถึงการขยับกองทัพออกจากการเมือง
แต่ครั้งนี้กลับเป็นทิศทางที่แตกต่างออกไป
อันเท่ากับบ่งบอกถึงความพยายามของทหารในการเป็น “ผู้ควบคุม” การเมือง
และเป็นสัญญาณคู่ขนานว่า นักการเมืองจะไม่ใช่ผู้ควบคุมการเมืองไทย
และทหารจะไม่อนุญาตให้นักการเมืองคุมการเมือง



3) เนื้อหาของการบรรยายสะท้อนให้เห็นทัศนะที่ไม่แตกต่างจากชุดความคิดของทหารในละตินในช่วงทศวรรษของปี 1960 ถึงปี 1980 ที่เรียกว่า “อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง” (Antipolitics Ideology)
กล่าวคือ ผู้นำทหารมองว่า นักการเมืองและพรรคการเมือง
ตลอดรวมถึงระบอบการปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นภัยคุกคาม
และกองทัพจะต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ หรืออาจกล่าวสรุปจากเนื้อหาได้ว่า
ผู้นำกองทัพมองว่านักการเมืองและพรรคการเมือง (ฝ่ายประชาธิปไตย) เป็นข้าศึก

4) การนำเสนอเนื้อหาเช่นนี้กำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนในทางการเมืองว่า
กองทัพเป็นตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์นิยมปีกขวาสุด
ที่ปฏิเสธแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย
ซึ่งการแสดงท่าทีเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นประโยชน์กับสถาบันทหารในระยะยาว
เพราะจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า กองทัพคือสถาบันที่เป็นตัวแทนของปีกขวาจัดไทย

5) การแสดงออกในลักษณะในท่าทีต่อต้านประชาธิปไตยเช่นนี้ เท่ากับส่งสัญญาณว่า
กองทัพไม่ใช่ตัวแสดงที่จะช่วยให้เกิดการประนีประนอมและ/หรือความสมานฉันท์ในทางการเมืองค
(เหมือนเช่นที่มีการกล่าวอ้างเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจ
ที่สุดท้ายแล้วเหลือแต่เพียงตุ๊กตาผ้า ที่ไม่เกิดผลใดๆ ในทางการเมือง)
แต่ในทางตรงข้าม ท่าทีเช่นนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า กองทัพกำลังแสดงบทเป็น
“คู่ขัดแย้ง” โดยตรงในทางการเมือง และอาจถูกตีความเพิ่มเติมว่า ผู้นำทหารกำลัง
“ปลุกกระแสขวาจัด” อีกครั้ง

6) น่าสนใจอย่างมากว่า การบรรยายครั้งนี้มีการกล่าวว่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจาก
“พวกคอมมิวนิสต์เดิม”
ซึ่งสะท้อนทัศนะในการมองปัญหาภัยคุกคามของผู้นำทหารอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง
รัฐบาลไทยดำรงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากในระดับต่างๆ กับรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์
จึงอาจจะเป็นความ “ย้อนแย้ง” ในเชิงทัศนะ
และที่สำคัญลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ใช่ภัยคุกคามในเวทีโลกและเวทีไทยแล้ว
การกล่าวเช่นนี้จึงอาจทำให้ผู้นำกองทัพถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ “ปลุกผีคอมมิวนิสต์”

7) ผู้นำทหารและบรรดากลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยที่นิยมจีน
อาจจะต้องยอมรับความจริงถึงความเป็น “รัฐอธิปไตย” ของไทย
ดังนั้นหากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองไทยคนใดจะมีทัศนะที่แตกต่างจากรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ในปัญหาฮ่องกงา
ก็จะต้องถือว่าเป็น “เอกสิทธิ์ทางการเมือง” ของพรรคการเมืองไทย
ผู้นำทหารไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการ “ปราม” เพราะอาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า
ผู้นำทหารระดับสูงของไทยกำลังแสดงบทบาทเป็น “ตัวแทน” (proxy) ของรัฐบาลจีน
ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมในกิจการระหว่างประเทศของไทยแต่ประการใด

8) ผู้นำทหารและบรรดาปีกขวาจัดไทยควรจะต้องยอมรับได้แล้วว่า เมื่อการเมืองอยู่ใน
“ระบบเปิด” ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ย่อมจะนำไปสู่การมี
“เสรีภาพในการแสดงออก”
ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองย่อมไม่ใช่ความผิดทางกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องกฎหมาย
ตลอดรวมถึงเรื่องทางการเมือง
การจับกุมหรือความพยายามที่จะกล่าวโทษในทางกฎหมายอันเป็นผลจากการแสดงความเห็นในที่สาธารณะนั้นs
จะเป็นการยืนยันในทางลบว่า การเมืองไทยยังอยู่ใน “ระบอบเผด็จการ” ไม่เปลี่ยนแปลง

9) การแสดงออกของผู้นำทหารด้วยท่าทีในลักษณะที่ “แข็งกร้าว” ในทางการเมืองนั้น
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของสถาบันทหาร
เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นสัญญาณของการแทรกแซงทางการเมืองของผู้นำทหารเท่านั้น
หากแต่ยังเป็นสัญญาณของ “การคุกคาม” ทางการเมืองในอีกแบบหนึ่งด้วย

10) ท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้มีนัยโดยตรงว่า
ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปกองทัพที่มีการนำเสนอตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562
ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องการปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร
และการปฏิรูปกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ. รมน.)
น่าจะเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากลำบาก และอาจต้องใช้เวลามากขึ้นในอนาคต

11) ผู้นำทหารและปีกขวาจัดไทยควรจะต้องยอมรับถึงความ “ซับซ้อน” ของปัญหาภาคใต้
และการนำเสนอความคิดในการแก้ปัญหาภาคใต้
ที่แม้อาจจะดูขัดแย้งในทางความคิดกับฝ่ายทหาร
ก็ไม่สมควรที่จะถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคาม และอาจจะต้องยอมรับในกรณีนี้ว่า
ขบวนของฝ่ายตรงข้ามได้เฝ้ามองทิศทางการใช้อำนาจของรัฐและฝ่ายทหารด้วยความสนใจ
และรัฐไทยจะต้องระมัดระวังว่า
การกระทำของรัฐและกองทัพจะต้องไม่ถูกสร้างให้กลายเป็นประโยชน์ทางการเมืองสำหรับฝ่ายตรงข้ามในภาคใต้

12) ผู้นำทหารไทยในโลกสมัยใหม่จะต้องตระหนักเสมอว่า
การแสดงบทบาททางการเมืองของทหารไม่ใช่สิ่งที่ได้รับการยอมรับในมาตราฐานสากล
และจะทำให้กองทัพถูกมองจากประชาคมภายนอกว่า ทหารไทยไม่เป็น “ทหารอาชีพ”
แต่กำลังแสดงบทบาทเป็นเพียง “นักการเมืองในเครื่องแบบ”
เพื่อสนับสนุนระบอบการเมืองที่สืบทอดมาจากรัฐบาลทหารเดิม

ข้อสังเกตที่เป็นนัย 12 ประการข้างต้นนี้จะไม่มีความหมายอะไรเลย
ถ้ากองทัพไทยเป็นทหารอาชีพที่ “ไม่ยุ่งการเมือง” และผู้นำทหารไทย “ใจกว้าง”
พอที่จะทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งของโลกและของไทย
อีกทั้งผู้นำทหารที่ดีจะต้องตระหนักเสมอที่จะไม่เอา “สถาบันทหาร”
เข้าไปสู่ความยุ่งยากทางการเมืองโดยไม่จำเป็น
เพราะกองทัพถูกออกแบบให้เป็นองค์กรเพื่อการป้องกันประเทศ
ไม่ใช่องค์กรเพื่อการบริหารประเทศ!

https://www.matichon.co.th/politics/news_1709021
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 08:10 PM   #2725
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

11 ปีไทยนำเข้าสารเคมีเกษตร 1.66 ล้านตัน 2.46 แสนล้านบาท เจ็บป่วยเฉลี่ยปีละ 4 พันราย

ทีมข่าว TCIJ: 5 ต.ค. 2562

รอบ 11 ปี (2551-2561) ไทยนำเข้า ‘วัตถุอันตรายทางการเกษตร’ ปริมาณรวม 1,663,780 ตัน มูลค่ารวม 246,715 ล้านบาท สปสช.ระบุรอบ 10 เดือน (ต.ค. 2561-ก.ค. 2562) มีผู้ป่วยจากพิษสารเคมีปราบศัตรูพืชเข้ารักษา 3,067 ราย เสียชีวิต 407 ราย ปี 2559-2561 เจ็บป่วยเฉลี่ยปีละกว่า 4 พันกว่าราย ปี 2559-2562 เสียชีวิต 2,193 ราย

จาก เอกสารประกอบการพิจารณา ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ซึ่งก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเป็นอันตรายแก่เกษตรกรและผู้บริโภค ได้รวบรวมข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าตั้งแต่ปี 2551-2561 ประเทศไทยนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร (สารกำจัดวัชพืช, สารกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืช) ดังนี้ :- ปี 2551 นำเข้า 109,908 ตัน มูลค่า 19,182 ล้านบาท | ปี 2552 นำเข้า 137,594 ตัน มูลค่า 16,816 ล้านบาท | ปี 2553 นำเข้า 117,698 ตัน มูลค่า 17,924 ล้านบาท | ปี 2554 นำเข้า 164,383 ตัน มูลค่า 22,044 ล้านบาท | ปี 2555 นำเข้า 134,377 ตัน มูลค่า 19,357 ล้านบาท | ปี 2556 นำเข้า 172,826 ตัน มูลค่า 24,416 ล้านบาท | ปี 2557 นำเข้า 147,375 ตัน มูลค่า 22,812 ล้านบาท | ปี 2558 นำเข้า 149,546 ตัน มูลค่า 19,326 ล้านบาท | ปี 2559 นำเข้า 160,824 ตัน มูลค่า 20,618 ล้านบาท | ปี 2560 นำเข้า 198,317 ตัน มูลค่า 27,922 ล้านบาท | ปี 2561 นำเข้า 170,932 ตัน มูลค่า 36,298 ล้านบาท | รวมปริมาณนำเข้า 11 ปี (2551-2561) จำนวน 1,663,780 ตัน มูลค่ารวม 246,715 ล้านบาท

แนวโน้มปริมาณและมูลค่าการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรของไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาสัดส่วนการนำเข้าปี 2561 พบว่า 'สารกำจัดวัชพืช' มีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณร้อยละ 73 รองลงมาคือ 'สารป้องกันและกำจัดโรคพืช' คิดเป็นร้อยละ 12 ตามมาด้วย 'สารกำจัดแมลง' คิดเป็นร้อยละ 11 และสารอื่นๆ อีกร้อยละ 4

ส่วนใหญ่นำเข้าจาก ‘จีน’ เพื่อบรรจุขาย

นอกจากนี้ ในเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติด่วนฯ ยังระบุว่าเนื่องจากประเทศไทยยังไม่สามารถที่จะผลิตสารออกฤทธิ์ได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการนำเข้ามาเพื่อบรรจุขายภายในประเทศหรือมีการผสมสารอื่นๆ แล้วจึงบรรจุขาย จากข้อมูลการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการ ปี 2542-2561 พบว่าประเทศผู้ผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ประเทศไทยนำเข้ามากที่สุด คือ ประเทศจีน และเมื่อพิจารณาเฉพาะปี 2561 พบว่าจีนเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเยอรมนี

และจากข้อมูลบริษัทที่นำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปี 2555 พบว่า ‘บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด’ นำเข้าสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 9.82 ของปริมาณนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด รองลงมาคือ ‘บริษัท เอเลฟองเต้ อโกรเคมิคอล จำกัด’ คิดเป็นร้อยละ 7.71 ตามมาด้วย ‘บริษัท เอราวัณเคมีเกษตร จำกัด’ คิดเป็นร้อยละ 7.56

อนึ่ง จากรายงานภาพรวมอุตสาหกรรม หมวดธุรกิจ 20210 : การผลิตยาปราบศัตรูพืชและเคมีภัณฑ์อื่นๆ เพื่อการเกษตร [คำอธิบายประเภทธุรกิจ : การผลิตยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหนู ยาฆ่าเชื้อรา ยาทำลายวัชพืช การผลิตผลิตภัณฑ์กำจัดการงอกและการควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช การผลิตยาฆ่าเชื้อโรค (ที่ใช้ในงานเกษตรกรรมและอื่นๆ) รวมทั้งการผลิตเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรอื่นๆ ด้วย] โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูล ณ 3 ต.ค. 2562 พบว่าในปี 2561 บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด มีรายได้เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มการผลิตยาปราบศัตรูพืชและเคมีภัณฑ์อื่นๆ เพื่อการเกษตร โดยมีรายได้ถึง 5,253,755,943 บาท (ดูเพิ่มเติม จับตา: ภาพรวมอุตสาหกรรมยาปราบศัตรูพืช-เคมีการเกษตรของไทย ปี 2560-2561)


ต.ค. 2561-ก.ค. 2562 มีผู้ป่วยจากพิษสารเคมีเกษตรเข้ารักษา 3,067 ราย เสียชีวิต 407 ราย

เกษตรกรไทยยังนิยมใช้ยากำจัดศัตรูพืชในการทำการเกษตร โดยมีความเชื่อว่า ‘มีต้นทุนต่ำที่สุด-สะดวกสบายที่สุด’ แต่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าได้ส่งผลต่อสุขภาพของเกษตรกรด้วยเช่นกัน

เมื่อต้นเดือน ส.ค. 2562 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เปิดเผยว่าจากข้อมูลการเข้ารับบริการในระบบ ‘หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ หรือ ‘กองทุนบัตรทอง ในช่วง 10 เดือนของปีงบประมาณ 2562 (1 ต.ค. 2561 - 17 ก.ค. 2562) ได้รายงานผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จำนวน 3,067 ราย เสียชีวิต 407 ราย เบิกจ่ายค่ารักษากว่า 14.64 ล้านบาท

โดยข้อมูลนี้แยกผู้ป่วยตามประเภทของสารเคมีที่ได้รับ ดังนี้ 1. ยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต (organophosphate and carbamates insecticides) จำนวน 705 ราย เสียชีวิต 58 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 4.27 ล้านบาท 2. ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าเชื้อรา (Herbicides and fungicides) จำนวน 1,337 ราย เสียชีวิต 336 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 6.79 ล้านบาท และ 3. สารเคมีทางการเกษตรประเภทอื่นๆ จำนวน 1,025 ราย เสียชีวิต 13 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 3.57 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลโดยแยกรายเขตบริการ 13 เขต พบว่า เขตเชียงใหม่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการมากที่สุด จำนวน 506 ราย รองลงมาเขตราชบุรี จำนวน 390 ราย เขตนครสวรรค์ จำนวน 340 ราย และนครราชสีมา จำนวน 338 ราย เป็นต้น

ทั้งนี้ พบว่าข้อมูลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแต่ละปี มีประชาชนจำนวนมากที่เข้ารับการรักษาโดยมีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยปี 2559 มีผู้ป่วยจำนวน 4,876 ราย เสียชีวิต 606 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 22.19 ล้านบาท ปี 2560 มีผู้ป่วย 4,916 ราย เสียชีวิต 579 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 21.85 ล้านบาท และในปี 2561 มีผู้ป่วย 4,736 ราย เสียชีวิต 601 ราย เบิกจ่ายค่ารักษา 21.78 ล้านบาท ซึ่งหากรวมจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในช่วง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2562 มีจำนวนถึง 2,193 ราย รวมถึงงบประมาณค่ารักษาพยาบาลกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมผู้ป่วยในสิทธิรักษาพยาบาลอื่นๆ สะท้อนให้เห็นผลกระทบของการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชที่เกิดขึ้น โดยถือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์

นอกจากนี้ ยังมีความสูญเสียจากการเสียโอกาสการทำงานของเกษตรกรที่ต้องเข้ารับการรักษาตัว ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกำลังหลักของครอบครัว และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในอนาคต ทั้งนี้ สปสช. ยังระบุว่ามีนโยบายสำคัญในการสร้างนำซ่อม ขอสนับสนุนภาคีเครือข่ายและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้ามาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาจากพิษสารเคมีอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชน

https://www.tcijthai.com/news/2019/10/scoop/9456

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2019, 10:11 AM   #2726
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

แก้รัฐธรรมนูญ: รัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ แก้สำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง

เมื่อ 16 ส.ค. 2562

"การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึงกันอยู่ ณ ปัจจุบัน ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลเองหรือฝ่ายค้าน พรรคการเมืองหลายพรรคก็ได้เริ่มรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว ขณะที่ภาคประชาชนหลายกลุ่มก็เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องนี้เช่นกัน แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะถูกออกแบบให้แก้ไขยากกว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย

87 ปี ที่ผ่านมา หลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองและเริ่มใช้รัฐธรรนูญครั้งแรก รัฐธรรมนูญเคยถูกแก้ไขสำเร็จมาแล้ว 22 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระด้วยกัน โดยในยุคที่มีการเลือกตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญไป 10 ครั้งส่วนเรื่องที่แก้ไขหลายครั้งเป็นอันดับต้นๆ เช่น ระบบเลือกตั้ง ส.ส. อำนาจ ส.ว. และวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้น

แก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จมาแล้วรวม 22 ครั้งในรอบ 87 ปี ที่ผ่านมา

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรที่เขียนกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้ชัดเจน ซึ่งสามารถถูกแก้ไขได้เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคมยุคนั้นๆ

นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงปัจจุบัน (ปี 2562) ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญไปแล้ว 20 ฉบับ ไม่ว่าจะเรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”, “ธรรมนูญการปกครอง” หรือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง” ทั้งฉบับถาวรและชั่วคราว และมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 22 ครั้งแล้ว โดยเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 8 ฉบับ ด้วยกัน ดังนี้





• รัฐธรรมนูญปี 2475 แก้ไข 3 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขชื่อประเทศ, บทเฉพาะกาล และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.) ตามลำดับ

• รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 แก้ไข 3 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการเลือกตั้ง ส.ส, วิธีร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามลำดับ

• รัฐธรรมนูญปี 2517 แก้ไข 1 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

• รัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไข 2 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการเลือกตั้ง ส.ส. และการประชุมรัฐสภา ตามลำดับ

• รัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไข 6 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการประชุมรัฐสภากับคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ, การประชุมรัฐสภา, อำนาจ ส.ว., คุณสมบัตินายกรัฐมนตรี, เพิ่มเติมส่วนสำคัญเกือบทั้งฉบับ และวิธีร่างรัฐธรรมนูญ ตามลำดับ

• รัฐธรรมนูญปี 2540 แก้ไข 1 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

• รัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไข 2 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการเลือกตั้ง ส.ส. และการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามลำดับ

• รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 แก้ไข 4 ครั้ง ได้แก่ การแก้ไขการทำประชามติ 2 ครั้ง, จำนวนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพระราชอำนาจ ตามลำดับ

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 จำนวน 2 ครั้ง ก่อนประกาศใช้ ได้แก่ การแก้ไขอำนาจ ส.ว. ตามคำถามพ่วงหลังประชามติผ่านแล้ว และการแก้ไขพระราชอำนาจตามข้อสังเกตพระราชทานหลังนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย

วิธีเลือกตั้ง-ประธานรัฐสภา-สสร.- ส.ว. เรื่องยอดฮิตแก้รัฐธรรมนูญในอดีต

ในระยะเวลา 87 ปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 22 ครั้ง แต่ละครั้งเปลี่ยนแปลงกติกาการเมืองให้เหมาะสมกับปัญหาบ้านเมืองที่พบเจออยู่ในยุคสมัยนั้นๆ ซึ่งประเด็นที่ถูกแก้ไขหลายครั้งเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ การเลือกตั้งสมาชิก ส.ส., การประชุมรัฐสภา, วิธีการร่างรัฐธรรมนูญ , ประเด็น ส.ว. และการทำประชามติ ดังนี้





การแก้ไขประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่ ในรัฐธรรมนูญปี 2475 แก้ไขให้ขยายเวลาดำรงตำแหน่ง ส.ส. ได้ ไม่เกิน 8 ครั้งละ 2 ปี เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอุปสรรคการเลือกตั้ง,ในรัฐธรรมนูญปี 2490 แก้ไขระบบเลือกตั้งเป็นแบบรวมเขตจังหวัดและกำหนดคุณสมบัติ ส.ส.ให้อายุ 35 ปีขึ้นไป, ในรัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไขระบบเลือกตั้ง ส.ส. จากแบบรวมเขตเป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญปี 2550 แก้ไขระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน 8 กลุ่มจังหวัดเป็นแบบบัญชีรายชื่อ บัญชีเดียวทั่วประเทศ

การแก้ไขการประชุมรัฐสภา ทั้งหมด 3 ครั้ง ในรัฐธรรมนูญปี 2521 แก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ให้ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา รวมทั้งให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนฯ ในการประชุมรัฐสภา และในรัฐธรรมนูญปี 2534 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนฯ เป็นประธานรัฐสภา และครั้งที่สองแก้ไขให้รัฐสภาประชุมสามัญ 2 ครั้งต่อปี รวมทั้งให้การประชุมสามัญครั้งที่สองของรัฐสภาพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้เหมือนครั้งแรก

การแก้ไขวิธีการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 3 ครั้ง ในรัฐธรรมนูญปี 2490 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกแก้ไขกำหนดเวลาใช้และวิธีการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ครั้งที่สองแก้ไขให้ สสร. มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเหมือน ส.ส. และในรัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไขวิธีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ตั้ง สสร.

การแก้ไขประด็น ส.ว. ทั้งหมด 2 ครั้ง ในรัฐธรรมนูญปี 2517 แก้ไขให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส.ว. แทนประธานองคมนตรี และรัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไขยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการอภิปรายทั่วไปและการลงมติไม่ไว้วางใจ

การแก้ไขการทำประชามติ ทั้งหมด 2 ครั้ง ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ครั้งที่ 1 แก้ไขให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และครั้งที่ 2 แก้ไขให้วิธีการนับเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเท่านั้นแทนนับจากผู้มีสิทธิทั้งหมด

ยุคเลือกตั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 10 ครั้ง

ประเทศไทยผ่านการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง หลายครั้ง “ฉีก” หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้ง แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาใช้แทน แต่นี้ไม่ใช่วิธีเดียวในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาของบ้านเมือง ที่ผ่านมาในสมัยที่มีการเลือกตั้ง รัฐสภาก็สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้แล้วถึง 10 ครั้ง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาของประเทศไทย ทั้งหมด 22 ครั้ง แก้ไขในสมัยที่มีการเลือกตั้งถึง 10 ครั้ง ส่วนอีก 12 ครั้ง แก้ไขในสมัยที่ไม่มีการเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งได้เป็น แก้ไข 5 ครั้ง หลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง และ 7 ครั้ง หลังการรัฐประหาร





การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 10 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้ง ได้แก่

• 3 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 12 พฤศจิกายน 2481 ซึ่งมี ส.ส. 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง และประเภทที่ 2 รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยแรก (วาระ 16 ธันวาคม 2481 - 1 สิงหาคม 2488) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2475 ถึง 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 แก้ไขชื่อประเทศ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” ครั้งที่ 2 แก้ไขบทเฉพาะกาลขยายเวลาการมี ส.ส. ประเภทที่ 2 จาก 10 ปี เป็น 20 ปี และครั้งที่ 3 แก้ไขให้ขยายเวลาดำรงตำแหน่ง ส.ส. ได้ไม่เกินครั้งละ 2 ปี

• 1 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 15 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 18 เมษายน 2526 ซึ่งเป็นยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ถึงแม้จะมี ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ ส.ว. แต่งตั้งมีอำนาจเท่า ส.ส. และนายกรัฐมตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำให้ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 (วาระ 30 เมษายน 2526 - 4 สิงหาคม 2529) อย่างไรก็ดี ส.ส. ก็ร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2521 สำเร็จ 1 ครั้ง โดยแก้ไขระบบเลือกตั้ง ส.ส. จากแบบรวมเขตเป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

• 1 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 17 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 24 กรกฎาคม 2531 ซึ่ง พล. อ. ชาติชาย ชุณหวัณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (วาระ 4 สิงหาคม 2531 - 23 กุมภาพันธ์ 2534) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2521 จำนวน 1 ครั้ง โดยแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ให้ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา และให้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนฯ ในการประชุมรัฐสภา

• 2 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 20 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 2 กรกฎาคม 2538 ซึ่ง บรรหาร ศิลปอาชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (วาระ 13 กรกฎาคม 2538 - 27 กันยายน 2539) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2534 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนสำคัญเกือบทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นประเด็น ส.ส., ส.ว., ครม., และพรรคการเมือง เป็นต้น และครั้งที่ 2 แก้ไขวิธีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และมีการออกเสียงประชามติ

• 1 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 23 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่ง ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง (วาระ 11 มีนาคม 2548 - 19 กันยายน 2549) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 จำนวน 1 ครั้ง โดยแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ในส่วนตัวแทนพรรคการเมือง

• 2 ครั้ง ในสมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 25 ของไทย หรือ การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งหลังเหตุการณ์สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ตามลำดับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็น นายกรัฐมนตรี (วาระ 17 ธันวาคม 2551 - 5 สิงหาคม 2554) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 2 ครั้ง ครั้งแรกแก้ไขระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน 8 กลุ่มจังหวัดเป็นแบบบัญชีรายชื่อ บัญชีเดียวทั่วประเทศ ครั้งที่ 2 แก้ไขให้กำหนดประเภทและกรอบเจราในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 12 ครั้งในสมัยที่ไม่มีการเลือกตั้ง แบ่งเป็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ครั้ง หลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง ได้แก่

• 1 ครั้ง หลัง 14 ตุลา หรือ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (วาระ 14 ตุลาคม 2516 - 21 มกราคม 2518) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2517 จำนวน 1 ครั้ง โดยแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส.ว. แทนประธานองคมนตรี

• 4 ครั้ง หลังพฤษภาทมิฬ หรือ หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 อานันท์ ปันยารชุน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี (วาระ 10 มิถุนายน -22 กันยายน 2535) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2534 ถึง 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 แก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนฯ เป็นประธานรัฐสภา และแก้ไของค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 2 แก้ไขให้รัฐสภาประชุมสามัญ 2 ครั้งต่อปี รวมทั้งให้การประชุมสามัญครั้งที่สองของรัฐสภาพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้เหมือนครั้งแรก ครั้งที่ 3 แก้ไขยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการอภิปรายทั่วไปและการลงมติไม่ไว้วางใจ ครั้งที่ 4 แก้ไขให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.

และ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ครั้ง หลังการรัฐประหาร ได้แก่

• 3 ครั้ง หลังการรัฐประหารปี 2490 หรือ หลังจอมพล ผิน ชุณหะวัน ทำการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 ได้ให้ ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี (มีการเลือกตั้ง 29 มกราคม 2491แต่มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 26.54 เท่านั้น) มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2490 จำนวน 2 ครั้งในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ ครั้งที่ 1 แก้ไขระบบเลือกตั้งเป็นแบบรวมเขตจังหวัดและกำหนดคุณสมบัติ ส.ส.ให้อายุ 35 ปีขึ้นไป ครั้งที่ 2 แก้ไขกำหนดเวลาใช้และวิธีการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยให้ตั้ง สสร.

หลังจากนั้น คณะรัฐประหารได้ให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (วาระ 8 เมษายน 2491 - 23 มีนาคม 2492) และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 1 ครั้ง โดยแก้ไขให้ สสร. มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเหมือน ส.ส.

• 4 ครั้ง หลังการรัฐประหารปี 2557 หรือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้รวม 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 แก้ไขให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 2 แก้ไขการทำประชามติให้การนับเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเท่านั้นแทนนับจากผู้มีสิทธิทั้งหมด ครั้งที่ 3 แก้ไขเพิ่มจำนวนสมาชิกสนช. จากเดิมไม่เกิน 220 คน เป็นไม่เกิน 250 คน และ ครั้งที่ 4 แก้ไขพระราชอำนาจในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามพระราชทานข้อสังเกตและในการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ เมื่อไม่ประทับในราชอาณาจักร

https://www.ilaw.or.th/node/5363





napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2019, 10:12 AM   #2727
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

ส.ว.แต่งตั้ง: ตำแหน่งอมตะถึงตายก็มีคนมาแทน

เมื่อ 10 ต.ค. 2562 โดย iLaw

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้เพียงแต่แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 250 คน ที่มีวาระ 5 ปี เท่านั้น แต่ยังได้แต่งตั้ง "ส.ว. สำรอง” ไว้อีกถึง 100 คน เผื่อไว้เมื่อมี “ส.ว. ตัวจริง" บางคนพ้นจากตำแหน่งไป

โดยจะเลื่อนรายช่ือบุคคลจาก “บัญชีสำรอง ส.ว.” ขึ้นมาแทนที่โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลือของ ส.ว. ที่พ้นจากตำแหน่งไป

รัฐธรรมนนูญกำหนดให้ คสช. จัดทำ “บัญชีสำรอง ส.ว.” ขึ้นมา 2 บัญชีๆ ละ 50 คน บัญชีหนึ่งเป็นรายชื่อสำรองสำหรับ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ 50 คน” ที่คสช. แต่งตั้งขึ้นจากรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้กลุ่มอาชีพเลือกกันเอง และอีกบัญชีหนึ่งเป็นรายชื่อสำรองสำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา 194 คน” ซึ่งคสช. แต่งตั้งขึ้นจากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหา ส.ว. คัดเลือกมาให้ ซึ่งคณะกรรมการนี้ คสช. เป็นคนแต่งตั้งขึ้นมาอีกทีหนึ่ง

คสช. แต่งตั้ง ส.ว. ตัวจริง 250 คนและตัวสำรอง 100 คน

รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดในบทเฉพาะกาล มาตรา 269 ให้วาระแรกหรือ 5 ปีของรัฐสภาหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี “ส.ว. ชุดพิเศษ” จำนวน 250 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. ในขั้นตอนสุดท้ายทั้งหมด ซึ่งแบ่งได้เป็นสามประเภท ได้แก่ หนึ่ง “ส.ว. กลุ่มอาชีพ" จำนวน 50 คน สอง “ส.ว. คณะสรรหา” 194 คน และ สาม “ส.ว.​ เหล่าทัพ” 6 คน โดยมีวิธีการได้มา ดังนี้

“ส.ว. กลุ่มอาชีพ” ระบุวิธีการได้มาใว้ในมาตรา 269 (1)(ก) โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้มีการเลือก ส.ว. โดยให้ผู้มีความรู้ประสบการณ์หลายด้าน กลุ่มวิชาชีพหรือกลุ่มผลประโยชน์เลือกกันเองให้ได้ 200 คน แล้วนำรายชื่อส่งให้ คสช. ก่อนวันเลือกตั้ง 15 วัน คสช.จะคัดเลือกให้ได้จำนวน 50 คน และให้มีรายชื่อสำรอง 50 คน

“ส.ว. คณะสรรหา” ระบุวิธีการได้มาใว้ในมาตรา 269 (1) (ข.) โดยให้ “คณะกรรมการสรรหา ส.ว.” ซึ่งคสช. แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์ด้านต่างๆ เป็นกลางทางการเมืองจำนวน 9-12 คน คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทำหน้าที่สรรหาตัวแทนจากบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถจำนวนไม่เกิน 400 คน แล้วนำรายชื่อส่งให้ คสช. ก่อนวันเลือกตั้ง 15 วัน คสช.จะคัดเลือกให้ได้จำนวน 194 คน และให้มีรายชื่อสำรอง 50 คน

“ส.ว.​ เหล่าทัพ” ระบุวิธีการได้มาใว้ในมาตรา 269(1)(ค.) โดยให้ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เป็น ส.ว. โดยตำแหน่งรวม 6 คน

นอกจากรัฐธรรมนูญจะกำหนดวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. สามประเภทรวม 250 คนแล้ว ยังกำหนดให้ต้องคัดเลือกรายชื่อสำรองจากบุคคลที่ได้รับสรรหามาแล้วมาจัดทำเป็น “บัญชีสำรอง ส.ว.” จำนวน 2 บัญชีๆ ละ 50 คน บัญชีหนึ่งเป็นรายชื่อสำรองสำหรับ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ” และอีกบัญชีหนึ่งเป็นรายชื่อสำรองสำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา” ซึ่งต้องให้ทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

“บัญชีสำรอง ส.ว.” มีความสำคัญเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 296 (4) กำหนดไว้ว่า ถ้ามีตำแหน่ง ส.ว. ที่ได้รับการแต่งตั้งและทำหน้าที่อยู่ หรือ “ส.ว. ตัวจริง” ว่างลง ให้เลื่อนรายชื่อบุคคตามลำดับในบัญชีสำรอง “ส.ว. ตัวสำรอง” ขึ้นทำหน้าที่แทนโดยให้ “ส.ว. ตัวสำรอง” ที่ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าเท่าวาระของ ส.ว. ที่เหลืออยู่ โดยให้เลื่อนรายชื่อจากบัญชีสำรองที่จัดทำไว้สำหรับ ส.ว. แต่ละประเภท





คสช. ใช้อำนาจพิเศษออกบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับแรกสำหรับ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ”

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 คสช. ได้ประกาศรายชื่อ ส.ว. 250 คน พร้อมกับประกาศรายชื่อสำรอง 50 คนหรือ “บัญชีสำรอง ส.ว” จำนวน 1 ฉบับ โดยบัญชีสำรองฉบับนี้ คสช. ออกเป็นประกาศ คสช. ฉบับที่ 1/2562 เรื่อง การกำหนดรายชื่อบุคคลสำรอง สำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

ประกาศ คสช. ฉบับดังกล่าวให้เหตุผลในการออกประกาศแต่เพียงว่าเพื่อให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 296 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 98 และ 99 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นรายชื่อสำรองของ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ” หรือ “ส.ว. คณะสรรหา” กันแน่

บัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับนี้ แม้จะไม่มีการระบุว่ามาจากการสรรหาแบบใด แต่จากการติดตามกระบวนการสรรหา พบว่าทั้ง 50 รายชื่อนี้ เป็นรายชื่อที่อยู่ในกระบวนการสรรหา “ส.ว. กลุ่มอาชีพ” ที่ กกต. เป็นผู้ทำการจัดการให้มีการเลือกระหว่างกลุ่มอาชีพ แต่ในขั้นตอนสุดท้ายรายชื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกคสช. เลือกเป็น “ส.ว. ตัวจริง” เท่ากับว่ารายชื่อเหล่านี้เป็นบัญชีสำรอง ส.ว. ตามแบบมาตรา 269 (1)(ก) ซึ่งประกอบไปรายชื่อดังต่อไปนี้ ตามลำดับ

1. จัตุรงค์ เสริมสุข
2. กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล
3. วรินทร์ เทียมจรัส
4. พัชรินทร์ ดีสวัสดิ์
5. พลอากาศเอก ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร
6. มงคล สุขเจริญคณา
7. นฤมล โกวิน
8. แดน ปรีชา
9. รังสรรค์ หันสันเทียะ
10. พิชัย อุตมาภินันท์
11. ยุทธนา เกียรติดำเนินงาม
12. สุรจิต ชิรเวทย์
13. ภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
14. สุรชัย ปิตุเตชะ
15. สากล ภูลศิริกุล
16. เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
17. อำนวย แหยมยินดี
18. วัลลภ วัชรอำมาตย์
19. ณรงค์ ดวงจันทร์
20. กัณฐัศ กุลวานิช
21. บุญพา ลิมปะพันธุ์
22. สุภาภรณ์ นิรมาณการย์
23. ศิริชัย ปิติเจริญ
24. วิเชียร รุจิธำรงกุล
25. สุนทร วัฒนาพร
26. สวัสดิ์ กฤตรัชตนันต์
27. สุกฤษฎิ์ชวิศ สฤษฎ์คุณัชญ์
28. เมฆินทร์ เมธาวิกูล
29. ถาวร มงคลเคหา
30. องค์กร อมรสิรินันท์
31. เติมศักดิ์ บุญชื่น
32. ปรีชา เมืองพรหม
33. โกวิทย์ ทรงคุณ
34. ศักดิ์ตระกูล เลี้ยงประเสริฐ
35. วสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์
36. ดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์
37. ชลธิชา ศรีสุข
38. ชาลี ตั้งจีรวงษ์
39. กิตติ โกสินสกุล
40. ประเสริฐ หวังรัตนปราณี
41. พลตรี พงษ์ศักดิ์ วงษ์สวรรค์
42. ยุพา วงศ์ไชย
43. โฉมยง ประทีปอุษานนท์ ทวีทรัพย์
44. พงศ์พันธ์ สินผดุง
45. ณัฏฐ์พัฒน์ ปัตตายะโก
46. เสรี ศุภราทิตย์
47. ภัสพลภ์ ชัยสุริยาทวิกูล
48. อรุณี ลิ้มมณี
49. พิเชฐ คูหาทอง
50. รุ่งศักดิ์ สันตินันตรักษ์

คสช. ใช้อำนาจพิเศษออกบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับที่สองสำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา”

ประมาณหนึ่งเดือนถัดมาจากการประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับแรก ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 คสช. ประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับที่สอง สำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา” หรือบัญชีสำรอง ส.ว. ตามแบบมาตรา 269 (1)(ข) โดยออกเป็นประกาศคสช. ฉบับที่ 2/2562 เรื่องประกาศรายชื่อบุคคลสำรอง สำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบไปรายชื่อดังต่อไปนี้ ตามลำดับ

1. ดอน ปรมัตถ์วินัย
2. อภิชาติ โตดิลกเวชช์
3. ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์
4. วิวัฒน์ ศัลยกำธร
5. วิชัย ทิตตภักดี
6. สุวัฒน์ จิราพันธุ์
7. พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล
8. พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา
9. ลือชา การณ์เมือง
10. อนุสิษฐ คุณากร
11. พลเอก สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล
12. ประพันธุ์ คูณมี
13. พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน
14. อนุพร อรุณรัตน์
15. พลเอก พหล สง่าเนตร
16. พลเรือเอก ประสาน สุขเกษตร
17. พลเอก สุนทร ขำคมกุล
18. เพิ่มพงษ์ เชาวลิต
19. โสภณ เมฆธน
20. พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
21. สมชาย มีเสน
22. ถวิลวดี บุรีกุล
23. วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
24. สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์
25. อโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์
26. พลเอก ภาณุวัชร นาควงษม์
27. สุรชัย ภู่ประเสริฐ
28. พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ
29. พลเอก เอกชัย จันทร์ศรี
30. นพปฎล สุนทรนนท์
31. ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล
32. พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์
33. วันชัย ศารทูลทัต
34. เสาวณี สุวรรณชีพ
35. พลตรี อนุศิษฐ์ ศุภธนิต
36. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
37. พลเรือเอก ธนะกาญจน์ ใคร่ครวญ
38. สัญชัย จงวิศาล
39. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ
40. นำชัย พรหมมีชัย
41. พลอากาศเอก เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์
42. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร
43. พลเอก องอาจ พงษ์ศักดิ์
44. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์
45. บุญเลิศ คชายุทธเดช
46. พิไลพรรณ สมบัติศิริ
47. ไชยา ยิ้มวิไล
48. ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ
49. ธวัชชัย ฟักอังกูร
50. บัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์

สองบัญชีสำรอง ส.ว. มีนายพลรวม 19 คน

ในบัญชีสำรอง ส.ว. มีรายชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และ พ.ต.อ.จรุงค์วิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เป็นต้น และเมื่อรวมบัญชีสำรอง ส.ว. ทั้งสองฉบับ เท่ากับมีรายชื่อทั้งหมด 100 รายชื่อ พบว่า มีนายพลจากทั้งสี่เหล่าทัพถึง 19 คน แบ่งเป็นจากบัญชีสำรองสำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา” 17 คน และจากบัญชีสำรองสำหรับ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ” 2 คน ขณะที่สถิติของ "ส.ว. ตัวจริง” 250 คนนั้นมีนายทหารและตำรวจยศนายพลถึง 103 คน ซึ่งคิดเป็น 41.3 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบถึงครั้งหนึ่งของ ส.ว. ทั้งหมด

คสช. ประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. หลังผลเลือกตั้งเกินสามวันขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่?

รัฐธรรมนูญ มาตรา 269 กำหนดให้คัดเลือกรายชื่อสำรอง ส.ว. ให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 อย่างไรก็ดี คสช. ​ประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับแรก ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 หลังวันประกาศผลการเลือกตั้ง 6 วัน และประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับที่สองในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 หลังวันประกาศผลการเลือกตั้ง 34 วัน โดย คสช. ใช้อำนาจพิเศษออกเป็นประกาศ คสช. ทั้งคู่

หลังการประกาศบัญชีสำรอง ส.ว. ฉบับแรก ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นเรื่องกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนคสช. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. จากการประกาศรายชื่อ ส.ว. สำรองไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะประกาศบัญชีสำรองส.ว. เพียงบัญชีเดียวยังขาดอีกบัญชีหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคสช. ประกาศบัญชีสำรอง ส.ว ฉบับที่สอง โดยออกเป็นประกาศ คสช. ฉบับที่ 2/2562 นั้นก็อธิบายในประกาศว่าตามที่มีการแต่งตั้ง ส.ว. จำนวน 250 คนไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 ต่อมาในวันเดียวกัน คสช. ได้กำหนดรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับ “ส.ว. กลุ่มอาชีพ” จำนวน 50 คน และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 พร้อมทั้งได้กำหนดรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับ “ส.ว. คณะสรรหา” อีกจำนวน 50 คน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคมแล้ว และเลขาธิการคสช. ได้มีหนังสือต่อประธานวุฒิสภาแล้วเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 อีกทั้ง เพื่อให้การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ในห้วงเวลาต่อไปมีความเรียบร้อย ตลอดจนเพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของคสช.

ใน 12 มิถุนายน 2562 วิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประกาศรายชื่อสำรองล่าช้าว่า การจัดทำบัญชีสำรองนั้น คสช. ทำเสร็จสิ้นภายในสามวันตามกฎหมายกำหนดเหมือนกันทั้งสองบัญชี ส่วนบัญชีสำรองจากคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ที่ประกาศล่าช้าเนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีประธาน ส.ว. เมื่อมีประธาน ส.ว. แล้วจึงได้ส่งรายชื่อสำรองให้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไปหากมี ส.ว. พ้นจากหน้าที่ ก็สามารถเลื่อนบัญชีสำรองนี้ขึ้นมาใช้ได้เลย โดยชื่อบัญชีสำรองทั้งสองบัญชีจะไม่นำมาใช้ไขว้กัน

https://www.ilaw.or.th/node/5423

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2019, 10:13 AM   #2728
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบ 5 แสนล้านบาทต่อปี

13 ตุลาคม 2562

ผลงาน 6 ปี สปสช.เป็นหน่วยงานกลางจัดการธุรกรรมเบิกจ่ายค่ารักษาช่วยลดภาระรพ. ประสานส่งข้อมูลแล้ว 115 กองทุน ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งประเทศ เหลือ 13 กองทุนย่อย เร่งเดินหน้าต่อ ชี้ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบ 5 แสนล้านบาทต่อปี ต้องมีภาพรวมเบิกจ่าย

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ได้มีมติให้ สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกองทุนสุขภาพภาครัฐและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข (National Clearing House : NCH) พร้อมให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมือ โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อบูรณาการให้เกิด National Health Information Center ที่เป็นฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ เพื่อใช้วิเคราะห์และวางแผนการบริหารสวัสดิการรักษาพยาบาล ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนสุขภาพภาครัฐจำนวน 128 แห่ง


ผลการดำเนินงานในช่วงกว่า 6 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้รับความร่วมมือจากหน่วยบริการและกองทุนสุขภาพเป็นอย่างดี นอกจากความร่วมมือ 3 กองทุนสุขภาพหลักที่ได้เข้าร่วมตั้งแต่แรกเริ่ม คือ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดูแลประชากรราว 65 ล้านคนแล้ว ยังได้รับความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐที่ดำเนินกองทุนรักษาพยาบาล 125 แห่ง ที่ดูประชากรราว 8 แสน ซึ่งขณะนี้มีเพียง 13 แห่งอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อดำเนินการ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ดูแลประชากรประมาณ 7 แสนคนที่เข้าร่วม

ขณะที่ในส่วนโรงพยาบาลที่ดูแลสิทธิข้าราชการเกือบ 1,200 แห่ง ที่ผ่านมาได้ส่งข้อมูลการเบิกจ่ายมาที่ สปสช.เกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นเพียง 168 แห่งที่เป็นโรงพยาบาลใหญ่และโรงเรียนแพทย์ที่ยังไม่ดำเนินการ นอกจากนี้ สปสช.ยังดูแลในส่วนของการเบิกจ่ายการรักษาพยาบาลตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ให้กับคนไทยทุกคนตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560

ทั้งนี้จากที่ สปสช.ทำหน้าที่ NCH ข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดจะถูกส่งมาที่ สปสช. จากนั้นจะมีการทำการตรวจสอบความถูกต้องการเบิกจ่ายและส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลกองทุน เพื่อจ่ายชดเชยค่าบริการให้กับโรงพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน

นพ.การุณย์ กล่าวว่า ผลที่เกิดขึ้นนอกจากลดภาระงานของหน่วยบริการที่ต้องส่งข้อมูลเบิกจ่ายไปยังกองทุนสุขภาพต่างๆ แล้ว ยังลดภาระกองทุนในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ขณะเดียวกันข้อมูลเหล่านี้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังนำไปใช้ในด้านการบริหารจัดการ ทั้งการวางนโยบาย ตัดสินใจ กำหนดขอบเขตสิทธิประโยชน์ และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อ ครม. สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน ทำวิจัยต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีคำขอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 มีหน่วยงานต่างๆ ที่ยื่นขอใช้ข้อมูลกว่า 100 คำขอ

“ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบ 5 แสนล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้ 4 แสนล้านบาทเป็นสัดส่วนที่รัฐให้การสนับสนุนในกองทุนสุขภาพภาครัฐ ตรงนี้นับว่าสำคัญมาก หากไม่มีข้อมูลภาพรวมการเบิกจ่ายทั้งระบบ ในการบริหารจัดการจะไม่สามารถมองภาพในระดับประเทศได้ แต่เมื่อมี NCH ทำให้ทราบว่า ในด้านสุขภาพประชาชนต้องการอะไรเพิ่มเติม อะไรที่ยังขาด และอะไรที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนากองทุนสสุขภาพ และระบบสุขภาพของประเทศ พร้อมก้าวไปสู่ National Health Information Center ในที่สุด” รองเลขาธิการ สปสช.กล่าว

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/850545
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2019, 05:15 PM   #2729
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,285
Likes (Received): 6608

กัมพูชาและความเสี่ยงการโดนเพิกถอน EBA จาก EU ในปี 2020
OUTLOOK:GLOBAL ECONOMY 08 ตุลาคม 2019
เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019 คลิกอ่านฉบับเต็ม

สิทธิพิเศษ Everything But Arms (EBA) สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างไร?

Everything But Arms หรือ EBA คือสิทธิพิเศษทางการค้าสูงสุดจากประเทศที่พัฒนาแล้ว (รูปที่ 3) ที่ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าและยกเลิกการกำหนดโควตานำเข้าให้แก่สินค้านำเข้าที่มีแหล่งกำเนิดมาจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) ซึ่งรวมถึงกัมพูชาด้วย โดยครอบคลุมสินค้าทุกประเภทยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ LDCs โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก สิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกของกัมพูชาขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าเพียงอย่างเดียวคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจกัมพูชา หรือคิดเป็นแหล่งที่มาราว 2% ของการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้ายังมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 75% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2018 สร้างการจ้างงานให้กับคนกัมพูชาราว 1 ล้านคน และยกระดับความเป็นอยู่ของคนกัมพูชาราว 33% ของประชากรทั้งประเทศพ้นจากความยากจนจากประมาณการของธนาคารโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้ามีแนวโน้มชะลอตัวในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการขยายตัวของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่ลดลงจาก 30%YOY ในปี 2010 เหลือ 9.5%YOY ในปี 2017 และการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่มีสัดส่วนลดลงจาก 28% ในปี 2014 เหลือเพียง 4% ในปี 2018 โดยมีสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากความเป็นไปได้ในการสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด



การสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA จะกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างไร?

แม้ว่าสิทธิพิเศษ EBA จะไม่มีกำหนดวันหมดอายุ แต่สหภาพยุโรปสามารถเพิกถอนสิทธิพิเศษนี้ได้ภายใต้ 3 หลักเกณฑ์ คือ
1) การตัดสิทธิรายประเทศ หากประเทศผู้รับผลประโยชน์เลื่อนขั้นจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
2) การตัดสิทธิรายประเทศ หากประเทศผู้รับผลประโยชน์ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงภายใต้กฎหมายของสหประชาชาติ (มาตรา 19)
3) การตัดสิทธิเป็นรายสินค้า หากสินค้าจากประเทศผู้รับผลประโยชน์ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและตลาดภายในของสหภาพยุโรป

ในกรณีของกัมพูชายังคงสถานะการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดตามเกณฑ์ของสหประชาชาติ แต่สหภาพยุโรปได้เริ่มกระบวนการถอนสิทธิพิเศษ EBA แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เนื่องจากปัญหาด้านสิทธิแรงงานที่มีมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ชัยชนะของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 ที่เป็นไปอย่างไม่โปร่งใสและนำไปสู่การปกครองแบบระบบพรรคการเมืองเดียว ทำให้สหภาพยุโรปเริ่มกระบวนการถอนสิทธิพิเศษ EBA อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้หากรัฐบาลกัมพูชาไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้างต้นที่เป็นรูปธรรมในระยะเวลา 18 เดือน อาจทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA อย่างถาวรในเดือนสิงหาคม 2020 (รูปที่ 4)



รัฐบาลกัมพูชาปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจกัมพูชาลงจากเดิม 7.1% เหลือ 6.5% ในปี 2020 โดยคำนึงถึงกรณีที่สิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปถูกเพิกถอน เศรษฐกิจกัมพูชาจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจสหภาพยุโรปในระดับสูง โดยเฉพาะสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วนกว่า 40% ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา และกัมพูชาเป็นผู้ใช้ประโยชน์จาก EBA ของสหภาพยุโรปสูงเป็นอันดับสอง โดยสินค้าส่งออกสำคัญของกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรปประกอบด้วย เครื่องนุ่งห่ม (78% ของการส่งออกไปสหภาพยุโรป) รองเท้า (13%) และจักรยาน (6%) ซึ่งหากการถอนสิทธิพิเศษ EBA มีผลบังคับใช้ สินค้าดังกล่าวจะถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 12% 16% และ 10% ตามลำดับ ส่งผลให้ผู้ส่งออกกัมพูชาเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค อย่างไรก็ดี การถอนสิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปอาจเป็นปัจจัยเร่งการปฏิรูปเศรษฐกิจกัมพูชาภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปี 2015 – 2025 โดยรัฐบาลตั้งเป้าปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าให้เหลือเพียง 50% ภายในปี 2025 และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ทดแทน รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมสนับสนุนเพื่อทดแทนการนำเข้า เพิ่มความหลากหลายของสินค้าส่งออก และเชื่อมต่ออุตสาหกรรมของกัมพูชาเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในระยะต่อไป ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้กลายเป็นธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจการท่องเที่ยวของกัมพูชายังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกในระยะข้างหน้าทั้งจากความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและโอกาสในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ตัวแทนท่องเที่ยวและบริการขนส่ง

https://www.scbeic.com/th/detail/product/6353

บทท้ายอย่าฝันหวานไปหน่อยเลยคงไม่จบแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว กับ แค่ eba แต่เขมรก็จะไม่มีสิทธิทําเอฟทีเอกับอียูในอนาคตตลอดไป

Last edited by wwc234; October 13th, 2019 at 05:23 PM.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 16th, 2019, 08:54 PM   #2731
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ…30 ปี จากรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

26 ธันวาคม 2018

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า ประเทศไทยมีการผลิตแร่ทองคำมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ก่อนปี พ.ศ. 2511 มีการทำเหมืองทองคำในหลายพื้นที่ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน จากรัฐเท่าที่ควร

จนกระทั่งมาถึงยุค รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กระทรวงอุตสาหกรรม ออกประกาศกำหนดพื้นที่พัฒนาเหมืองแร่ทองคำให้เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 5 แห่ง ปรากฏว่าไม่มีนักลงทุนรายใดสนใจ เพราะเป็นช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกตกต่ำ และรัฐบาลเก็บค่าภาคหลวงสูง จึงไม่คุ้มค่าในการลงทุน

ต่อมา ในสมัยของรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกอาชญาบัตรและประทานบัตรทำเหมืองทองคำให้กับภาคเอกชนที่สนใจ นโยบายดังกล่าวก็เริ่มมีผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ปี 2534 บริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าทำได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดเลย

ปี 2535 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ปรับลดค่าภาคหลวงแร่เหลือร้อยละ 2.5

ปี 2543 บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำที่จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์

หลังจากภาคเอกชนเปิดดำเนินกิจการมาได้ไม่นาน ก็เริ่มมีปัญหาความขัดแย้งกับชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายใหม่ โดยเปลี่ยนวิธีจัดเก็บค่าภาคหลวง จากอัตราคงที่ ร้อยละ 2.5 เป็นอัตราก้าวหน้า ร้อยละ 0-20 (อัตราการจัดเก็บที่แท้จริง หรือ effective rate อยู่ที่ร้อยละ 10)

แต่ความขัดแย้งก็ยังมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ตรวจเลือดชาวบ้าน พบโลหะหนักในเลือด แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดจากการทำเหมืองหรือไม่?

ปัญหารุนแรงขึ้น จนในที่สุด พลเอกประยุทธ์ ต้องออกคำสั่งระงับการทำเหมืองทองคำ และห้ามต่ออายุประทานบัตรเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2560

ปลายปี 2560 บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท อัคราฯ ยื่นให้ไทยเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศช่วงปลายปี 2560

“นี่คือเหตุการณ์ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จากรัฐบาลพลเอก เปรม ถึงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนทำเหมืองทองคำในปี 2530 ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 รวมทั้งมียุทธศาสตร์ชาติที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน จึงจำเป็นต้องยึดตามกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ เพื่อประโยชน์ของชาติ ดูแลสุขภาพประชาชนและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

https://thaipublica.org/2018/12/moti...mining-policy/
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 17th, 2019, 10:00 AM   #2732
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

กรุงเทพฯเมืองไฮโซ! สื่อมะกันตีข่าวอสังหาฯหรูโต ย่านเก่าถูกลบเลือนหาย

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เยาวราช อสังหา ย่านเก่า กรุงเทพฯ กทม. สื่อนอก กรุงเทพฯเมืองไฮโซ

กรุงเทพฯเมืองไฮโซ! สื่อมะกันตีข่าวอสังหาฯหรูโต ย่านเก่าถูกลบเลือนหาย



16 ตุลาคม 2562 เว็บไซต์ นสพ.The New York Times สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ “High-Rises Are on the Horizon for Bangkok’s Chinatown” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ด้วยเยาวราชและพื้นที่ใกล้เคียง อันเป็นชุมชนและย่านการค้าของชาวจีนที่เก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงของประเทศไทย ที่กำลังเปลี่ยนไปจากทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หลังมีสถานีรถไฟใต้ดินเกิดขึ้นถึง 2 แห่งในบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตามบรรดากลุ่มทุนไม่ได้เปิดเผยว่าจะพัฒนาย่านประวัติศาสตร์แห่งนี้อย่างไร



รายงานข่าวอ้างข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ในปี 2561 ชาวจีนใช้จ่ายกับอสังหาริมทรัพย์ไนไทยสูงถึง 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4 หมื่นล้านบาท สะท้อนภาพการเจริญเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่ง ไมเคิล โคล (Michael Cole) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ Mingtiandi กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่ต้องการพักอาศัยในไทยถูกดึงดูดด้วยบรรยากาศผ่อนคลายไม่ต่างจากบรรดานักท่องเที่ยว นอกจากนี้ค่าครองชีพก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย

โคล กล่าวอีกว่า แม้ดอกผลไม่ปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว แต่อสังหาริมทรัพย์ในไทยจะไม่สูญเสียมูลค่า ดังนั้นจึงเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ต้องการนำเงินไปไว้ในต่างแดน ขณะที่ อัณณพ วงศ์ชุมพิศ (Annop Vongchumpit) รองประธานและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ บริษัท ดิเอเจ้นท์ (พรอพเพอร์ตี้ เอ็กซ์เพิร์ท) จำกัด เปิดเผยว่า ราคาคอนโดมิเนียมหรูในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 11,000-22,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 3.35-6.71 แสนบาทต่อตารางเมตร

ส่วนคอนโดฯ ขนาด 1 ห้องนอนในย่านทองหล่อและชิดลม ราคาอยู่ที่ 416,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 12.6 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 833,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 25.4 ล้านบาท หากอยู่ตามแนวริมแม่น้ำ และ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 36.6 ล้านบาท สำหรับคอนโดฯ ในย่านถนนวิทยุ ด้าน มิชาเอล บีดัสเซ็ค (Michael Biedassek) ลูกครึ่งไทย-เยอรมนี ผู้บริหารบริษัททัวร์ Bangkokvanguards กล่าวเสริมว่า ย่านคนจีน (Chinatown) สมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21 ขับเคลื่อนด้วยเงิน

บีดัสเซ็ค ตั้งข้อสังเกตว่า กรุงเทพฯ พยายามทำตนเองให้ดูเหมือน “ประเทศโลกที่ 1 (first-world country)” หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ไม่ใช่การนับรวมอาคารเก่าแก่ไว้ หากเป็นการส่งเสริมการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าและผู้คนที่ร่ำรวยในทุกหนทุกแห่ง ทั้งนี้ย่านเยาวราชและใกล้เคียงอาจสูญเสียไม่เพียงสถาปัตยกรรมเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตบนท้องถนนที่ดูวุ่นวายแต่ถักทอไว้ด้วยสายใยแห่งวิถีวัฒนธรรมด้วย อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับ “ทศวรรษแห่งการพัฒนา (decades of development)” ที่ย่านเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ถูกกำจัดออกไป

รายงานของ The New York Times กล่าวต่อไปว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ย้ายออกจากย่านเก่า อาคารเหล่านี้มักถูกแทนที่ด้วยการเป็นโกดังเก็บสินค้าหรือไม่ก็ปล่อยทิ้งร้าง ต่อมามันได้กลายเป็นร้ายกาแฟและเกสต์เฮาส์โดยเฉพาะเมื่อมีสถานีรถไฟใต้ดินเกิดขึ้นเนื่องจากง่ายต่อการเข้าถึงของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้เยาวราชเป็นย่านขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะในยามค่ำคืน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงในประเด็นความหมายขององค์ประกอบทางภูมิทัศน์ของเมือง ที่ไม่เฉพาะอาคารเท่านั้นแต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

“ตลาดใหม่ (Talat Mai market)” ตัวอย่างของชีวิตในย่านเยาวราช ในเวลาก่อนรุ่งสางที่นี่เป็นแหล่งขายเนื้อสัตว์ทั้งหมูและไก่ คนงานเข็นสิ่งของเสียงดัง บรรยากาศคึกคักจอแจ กระทั่งการมาของสถานีรถไฟใต้ดิน มีความเป็นไปได้ที่ตลาดแห่งนี้จะถูกจัดระเบียบเนื่องจากภาพที่เป็นอยู่นั้นดูไม่สวยงาม เช่นเดียวกับ “ย่านเจริญไชย (Charoen Chai)” เป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับผลกระทบจากสถานีรถไฟใต้ดิน

ศิริณี อุรุนานนท์ (Sirinee Urunanont) ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่องชุมชนเจริญไชย ซึ่งย่านนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นพื้นที่ขายแบบจำลองสิ่งของต่างๆ ที่ทำจากกระดาษ สำหรับเผาส่งไปให้ผู้เสียชีวิตได้ใช้ประโยชน์ในโลกหลังความตายตามความเชื่อของชาวจีน เล่าว่า การนำคนออกไปจากย่านนี้สามารถทำได้โดยค่อยๆ ขึ้นค่าเช่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ส่วน ธัญญดา สารพันธุ์ (Thanyada Saraphan) เจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่ง กล่าวเสริมว่า คนในย่านนี้จำนวนมากเช่าที่ดินสำหรับอยู่อาศัยและประกอบอาชีพ และการต่อสัญญาเช่าก็ถูกทำให้สั้นลงเรื่อยๆ

ผศ.ดร.เทียมสูรย์ สิริศรีศักดิ์ (Tiamsoon Sirisrisak) นักวิชาการจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล (ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เคยสำรวจพบว่า ร้อยละ 10-20 ของอาคารเก่าในย่านเยาวราชและใกล้เคียงหายไป รวมถึงบรรดาร้านค้าชุดแต่งงานก็ถูกทำลายเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างสถานีรถไฟใต้ดิน นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า มีการใช้กลยุทธ์ “ปล่อยข่าวลือ” เพื่อให้ผู้คนละทิ้งความคิดที่จะอยู่ในที่เดิมและตัดสินใจย้ายออกไป

ภูมิสิทธิ์ ภูริทองรัตน์ (Phumsith Purithongrat) เจ้าของร้านค้าอีกแห่ง เล่าว่า เดิมทีตนตั้งใจจะส่งมอบกิจการให้ทายาท แต่วันนี้กลับต้องกังวลถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เขายังกล่าวอีกว่า ผู้คนที่มาใหม่จะไม่เข้าใจชีวิตของเรา รากเหง้าของบรรพชนเราจะถูกตัดให้ขาดหายไป ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของไทยเล่าว่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ก่อตั้งเมืองหลวง (บางกอกหรือพระนคร) ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือเมื่อกว่า 200 ปีก่อน บรรดาชาวจีนทั้งที่เป็นพ่อค้าและผู้อพยพที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไปย้ายไปรวมตัวกันทางใต้จากจุดเดิม

ย่านใหม่ที่ชาวจีนย้ายไปอยู่นั้นถูกเรียกว่า “สำเพ็ง” กลายเป็นย่านการค้าที่ขึ้นชื่อ ต้นตระกูลชาวจีนอพยพหลายครอบครัวสร้างเนื้อสร้างตัวจากงานแรกๆ คือการเป็นผู้ให้บริการรถลาก กระทั่งเมื่อมีการเปิดใช้ระบบรถราง (Tram) ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 รถลากด้วยแรงคนก็เสื่อมความนิยมไป หลายคนปรับตัวไปเป็นพ่อค้า-แม่ค้าร้านขายของชำ ต่อมาห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ก็ได้รับความนิยมมากกว่า ภูมิสิทธิ์ เล่าว่า ในที่สุดแล้วครอบครัวของเขาก็หันมาขายกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับเผาส่งไปให้คนตายในปรโลก

พิมพ์พลอย (Pimploy) แม่ของภูมิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรถไฟใต้ดินมาถึง แต่ก็จะขอพวกเขาให้ละเว้นพวกตนไว้ ให้ได้อยู่ที่นี่ต่อไป ทั้งนี้รายงานของ The New York Times ยังกล่าวด้วยว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับผังเมือง แต่การบังคับใช้นั้นไม่ค่อยดีนัก

https://www.naewna.com/local/447553

https://www.nytimes.com/2019/10/15/r...igh-rises.html
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 17th, 2019, 10:15 AM   #2733
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

'7 ข้อควรรู้' งบประมาณ ปี 2563

17 ตุลาคม 2562

งบปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท คัดมา "7 ข้อควรรู้" เกี่ยวกับการตั้งงบประมาณที่สภาฯกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้


เทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมให้คุณท้าทายไปได้ทุกสภาพถนน
ให้คุณควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจเเม้ถนนเเบบออฟโรด หรือออนโรด ไปได้ทุกจุดหมายไม่มีข้อจำกัด
อ่านต่อ

สภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อยู่ในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลเสนอวงเงินรวม 3.2 ล้านล้านบาท มี 7 ข้อน่าสนใจ ดังนี้


1. กำหนดบนสมมติฐานเศรษฐกิจปี 2563 ขยายตัว 3.0-4.0% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกที่คาดว่าฟื้นตัวจากระบบการค้าโลกที่ปรับตัวได้จากมาตรการกีดกันการค้า รวมถึงการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ เช่น การลงทุนภาครัฐและเอกชน แต่เศรษฐกิจปีหน้ามีข้อจำกัดจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก


2. การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพคน


3. ยุทธศาสตร์การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แบ่งเป็น 16 แผนงาน รวมวงเงิน 380,803 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.9% ของวงเงินงบประมาณ แต่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2562 กำหนดไว้ 406,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.5% ของวงเงินงบประมาณ



4. แผนงานบูรณาการด้านคมนาคมและโลจิสติกส์เป็นแผนงานที่ได้รับงบมากที่สุด 97,389 ล้านบาท ครอบคลุมการพัฒนาการขนส่งทางบก ราง อากาศและน้ำ เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์รองรับอุตสาหกรรม การค้าและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รองลงมาเป็นแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 78,563 ล้านบาท แผนงานด้านยุทธศาสตร์สนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 78,150 ล้านบาท และแผนงานยุทธศาสตร์การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม 20,082 ล้านบาท ส่วนแผนงานอื่นได้รับงบลดหลั่นลงไป โดยแผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้ 17,000 ล้านบาท

5.เป้าหมายของการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ครอบคลุมด้านเกษตรจะส่งเสริมเกษตรชีวภาพ เกษตรอัตลักษณ์ เกษตรอัจฉริยะและเกษตรปลอดภัย ส่วนด้านอุตสาหกรรมจะส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์
ในขณะที่ ด้านท่องเที่ยวจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม รวมถึงการผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาอีอีซี และการพัฒนาการวิจัยนวัตกรรม
ไม่ห่วงงบเพิ่มขีดแข่งขันลดลง


6. การจัดงบประมาณ 2563 ตามยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมีวงเงินลดลง แต่งบหลายด้านเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การพัฒนาระบบราชการ การพัฒนาอีอีซี ดังนั้น งบประมาณส่วนอื่นก็ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเช่นกัน เพื่อให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะการพัฒนาคนที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก ดังนั้นอย่าคิดแค่ประเด็นงบประมาณน้อยลงกว่าปีที่แล้ว


7.รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการมาดูเรื่องการจัดอันดับขีดความสามารถไทยขององค์กรระดับโลก เช่น World Economic Forum (WEF) สถาบัน IMD โดยยืนยันว่าการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยมาถูกทางแล้ว โดยดัชนีส่วนมากเพิ่มขึ้น แต่ส่วนที่แย่ลงรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะแก้ปัญหา หลังจากอันดับของ WEF ปี 2562 ที่สำรวจ 141 ประเทศ พบว่าไทยลดลงจากที่ 38 ในปีก่อน มาอยู่ที่ 40 ในปีนี้ ไทยต้องเร่งทำคะแนนให้ดีขึ้นเพราะประเทศคู่แข่งมีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าไทย ถ้าวิ่งช้าลงจะถูกแซงอีก โดยประเทศที่ขึ้นแซงไทยในปีนี้ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย เพิ่มจากปีก่อน 2.5 คะแนน และลิทัวเนียดีขึ้น 1.2 คะแนน แต่ไทยเพิ่มเพียง 0.6 คะแนน

ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ วงเงิน3.2 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนได้เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่นการคมนาคม โลจิสติกส์ ไอซีที เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้การวัดขีดความสามารถของประเทศจะใช้ตัวชี้วัดโครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แต่ไทยอ่อนในส่วนนี้มาก ดังนั้นต้องตั้งงบประมาณเพื่อวิจัยและพัฒนาซึ่งงบประมาณ ปี 2563 ตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นในกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมีเป้าหมายเพื่อข้ามประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่มีรายได้สูง พร้อมปรับโครงสร้างจากสังคมอนาล็อกเป็นสังคมดิจิทัล

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/851147




Last edited by napoleon; October 17th, 2019 at 06:35 PM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 17th, 2019, 06:40 PM   #2734
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

สแกนงบความมั่นคง-เศรษฐกิจ รัฐบาลตู่ 2 เช็กกำลังฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ก่อนโหวตชี้ชะตา

วันที่ 17 October 2019

ศึกซักฟอกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ระเบิดขึ้นในวันนี้ (17 ต.ค.) ลากยาวไปถึงวันที่ 19 ต.ค. โดยฝ่ายรัฐบาลที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นแม่ทัพนำคณะรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้เวลาชี้แจง-อภิปราย 18 ชั่วโมง และฝ่ายค้านนำทีมโดย “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้าน 7 พรรคการเมือง ได้เวลาลับฝีมือ-ซักฟอก 18 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จำนวน 3,200,000,000,000 บาท มากกว่างบประมาณปี 2562 จำนวน 2 แสนล้านบาท เป็นการจัดสรรงบประมาณขาดดุล 469,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน 518,770,918,000 บาท เช่น เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 96,000,000,000 บาท

@ งบสำนักนายกรัฐมนตรี 3 หมื่นล้าน

งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ 30,017,877,700 บาท แบ่งออกเป็น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 1,768,333,200 บาท กรมประชาสัมพันธ์ 1,850,661,200 บาท สำนักงบประมาณ 721,555,200 บาท สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 261,598,000 บาท

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 1,720,764,000 บาท สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 149,377,500 บาท สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 204,787,000 บาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 401,317,000 บาท สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 282,755,300 บาท

สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 473,962,500 บาท สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 729,560,700 บาท สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 6,027,039,200 บาท



ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 4,768,720,000 บาท สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 133,227,200 บาท สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) 148,074,800 บาท สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) 23,094,300 บาท สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) 188,865,700 บาท

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์กรมหาชน) 1,462,595,800 บาท สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) 543,665,900 บาท สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) 146,841,200 บาท

สำนักข่าวกรองแห่งชาติ 215,484,100 บาท สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 131,102,400 บาท กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 6,775,777,900 บาท ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 888,717,600 บาท

นอกจากนี้ยังมีส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและเป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี-พล.อ.ประยุทธ์ จำนวน 46,221,423,200 บาท ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 41,519,467,600 บาท ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 318,024,600 บาท สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 230,996,900 บาท สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 154,862,400 บาท

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 90,237,800 บาท สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง 52,196,100 บาท สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเรื่องมาจากพระราชดำริ 764,579,200 บาท สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2,992,519,900 บาท สำนักงานราชบัณฑิตยสภา 98,538,700 บาท

@ กระทรวงความมั่นคง 3 ป.


กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จำนวน 125,918,522,500 บาท ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 6,230,967,600 บาท กองทัพบก 52,943,083,300 บาท กองทัพเรือ 25,229,478,500 บาท กองทัพอากาศ 29,670,466,300 บาท กองบัญชาการกองทัพไทย 10,868,253,600 บาท สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 976,273,200 บาท

กระทรวงมหาดไทย ที่มี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น มท.1 จำนวน 289,084,035,800 บาท

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “บี-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มอดีต กปปส. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่อต้านข่าวปลอม จำนวน 4,567,618,800 บาท

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา” โควต้าพรรคชาตไทยพัฒนา เป็นรัฐมนตรี จำนวน 12,574,495,000 บาท

กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในกำกับ ทีมี “คุณชายเต่า-ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล” หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย เป็นเสนาบดีกระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ-กึ่งความมั่นคง จำนวน 56,519,321,900 บาท ปิดท้ายที่กระทรวงต่างประเทศ จำนวน 5,134,473,000 บาท

เป็นกระทรวงความมั่นคงที่มี “พี่น้อง ป.3” ป.ประยุทธ์-ป.ประวิตร-ป.ป๊อก เป็น 3 ประสานทหารเสือราชินี กำกับ



@ กระทรวงเศรษฐกิจ 3 รองนายกฯ 3 พรรคการเมือง

กระทรวงการคลังและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มสี่กุมาร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จำนวน 14,358,249,000 บาท กระทรวงพลังงาน ที่มี “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มสี่กุมาร เป็นรัฐมนตรีว่าการ จำนวน 1,329,920,400 บาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม-หน่วยงานในกำกับ ที่มี “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่มีสถาบันการศึกษาในกำกับกว่า 50 แห่ง จำนวน 49,037,823,700 บาท กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มสามมิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จำนวน 2,128,665,100 บาท

เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่มี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ผู้มีบารมีนอกพรรคพลังประชารัฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงายในกำกับ ที่มี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ฯ จำนวน 32,577,767,300 บาท กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงายในกำกับ ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ จำนวน 4,320,456,100 บาท

เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำกับ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มี “พิพัฒน์ รัชกิจปราการ” โควตาพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว ฯ จำนวน 3,551,514,000 บาทกระทรวงคมนาคม ที่มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเมกะโปรเจ็กต์ จำนวน 54,622,962,200 บาท กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานกำกับ ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกัญชา จำนวน 28,049,048,300 บาท

เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับ

@ กระทรวงกึ่งสังคม-กึ่งการเมือง

กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “เสี่ยตั้น-ณัฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มอดีต กปปส. เป็นเจ้ากระทรวงเสมา จำนวน 133,743,297,800 บาท

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และหน่วยงานในกำกับ ที่มี “จุติ ไกรฤกษ์” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ฯ จำนวน 17,898,200,500 บาท

กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำกลุ่มสามมิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จำนวน 14,052,869,300 บาท

กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานในกำกับ ที่มี “อิทธิพล คุณปลื้ม” อดีต ส.ส.สอบตกพรรคพลังประชารัฐ-แกนนำบ้านใหญ่คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จำนวน 4,866,359,000 บาท

@ รัฐสภา-ศาล-อำนาจที่ 4

ขณะที่งบประมาณของรัฐสภา-1 ใน 3 อำนาจ จำนวน 4,474,858,400 บาท แบ่งออกเป็น สถาบันพระปกเกล้า 177,776,400 บาท สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 540,817,200 บาท สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3,756,264,800 บาท

หน่วยงานของศาล จำนวน 6,229,204,200 บาท แบ่งออกเป็น สำนักงานศาลปกครอง 537,357,600 บาท สำนักงานศาลยุติธรรม 5,583,772,500 บาท ศาลรัฐธรรมนูญ 108,074,100 บาท

ด้านอำนาจที่ 4 – หน่วยงานองค์กรอิสระและองค์กรอัยการ จำนวน 4,125,548,900 บาท แบ่งออกเป็น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน 269,791,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการการเลือตั้ง 337,264,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 555,744,100 บาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 76,521,200 บาท สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 90,446,100 บาท สำนักงานอัยการสูงสุด 2,795,780,700 บาท

@ งบกลุ่มจังหวัด 2.4 หมื่นล้าน – อปท. 5.5 หมื่นล้าน

สำหรับงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำนวน 24,000,000,000 บาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 55,037,059,300 บาท เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ กรุงเทพมหานคร 25,339,174,100 บาท เมืองพัทยา 1,942,535,700 บาท

@ กองทุนประชารัฐ 4 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ยังมีงบประมาณรายจ่ายของน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 318,261,200 บาท ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 150,273,700 บาท สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ 167,987,500 บาท สภากาชาด จำนวน 10,619,162,900 บาท และส่วนราชการในพระองค์ 7,685,282,800 บาท

ส่วนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการตามภารกิจ ได้แก่ บูรณาการการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 10,865,463,300 บาท บูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 17,009,098,000 บาท บูรณาการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม 416,530,100 บาท บูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ 957,087,900 บาท บูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย 875,163,000 บาท บูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 59,431,072,500 บาท

บูรณาการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด 5,319,091,200 บาท บูรณาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ 1,305,251,400 บาท บูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ 97,389,023,600 บาท บูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล 1,886,910,300 บาท นบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 6,954,577,800 บาท บูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค 20,811,202,700 บาท บูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก 3,185,556,700 บาท บูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต 1,313,539,900 บาท บูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 7,371,447,000 บาท

สำหรับแผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน 777,267,620,100 บาท สำหรับทุนหมุนเวียน 202,268,635,400 บาท เช่น กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม 40,000,000,000 บาท กองทุนการออมแห่งชาติ 505,929,500 บาท กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 3,858,869,100 บาท กองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ 40,000,000 บาท

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน 272,127,134,200 บาท แบ่งออกเป็น กระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ 221,823,342,100 บาท รัฐวิสาหกิจ 50,303,792,100 บาท ประกอบด้วย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 9,031,326,900 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทย 8,033,534,200 บาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 30,166,376,800 บาท องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 3,072,554,200 บาท และงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709,465,800 บาท

@ เช็กเสียงรัฐบาลขี่ฝ่ายค้าน 6 เสียง

เช็กเสียงล่าสุด สภาเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ 497 เสียง จาก 500 เสียง ฝ่ายรัฐบาลมี 252 เสียง ประกอบด้วย พลังประชารัฐ 117 เสียง ประชาธิปัตย์ 53 เสียง ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง

รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง ชาติพัฒนา 3 เสียง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง พลังชาติไทย 1 เสียง ประชาภิวัฒน์ 1 เสียง พลังไทยรักไทย 1 เสียง ครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง ประชานิยม 1 เสียง พลเมืองไทย 1 เสียง ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พลังธรรมใหม่ 1 เสียง

ฟากฝั่ง 7 พรรคฝ่ายค้าน มี 243 เสียง เพื่อไทย 135 เสียง ตัดเสียงของ นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีรับคำร้องเรื่องคุณสมบัติคดีถูกคำพิพากษาให้จำคุก อนาคตใหม่ 79 เสียง หักเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม เขต 5 และเสียงของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เสรีรวมไทย 10 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง พลังปวงชนไทย 1 เสียง

ขณะที่ฝ่ายค้านอิสระ 2 เสียง ของ “เสี่ยเต้พระราม 7-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย

ทว่าเมื่อหักเสียงของประธานสภา-รองประธานสภา 3 เสียง ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเหลือ 249 เสียง ทำให้เสียงฝ่ายรัฐบาลที่มี 249 เสียง ขี่ฝ่ายค้านที่มี 243 เสียง เพียง 6 เสียง จำเป็นต้องใช้ “บริการเสริม” 20 กว่าเสียงไว้สำรอง ไม่ให้ถูกตลบหลัง และเสียงของ “ฝ่ายค้านอิสระ” 2 เสียงที่พร้อมจะเป็น “ตัวแปร” – “พลิกข้าง” ได้ตลอดเวลา

https://www.prachachat.net/politics/news-381519
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Yesterday, 08:21 PM   #2735
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

“กรณ์” ซัด ภาษีมรดกเหลว แนะ ยกเลิก หลังพบ 3 ปี เก็บได้น้อย มหาเศรษฐีหนีได้

“กรณ์” ซัด ภาษีมรดกเหลว แนะ ยกเลิกจัดเก็บหลังพบ 3 ปี เก็บได้แค่ 200 ราย

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่รัฐสภา วลา 15.50 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และอดีตรมว.คลัง อภิปรายว่า

ระบบการจัดเก็บภาษีของแต่ละประเทศแตกต่างกัน สะท้อนค่านิยมสังคม ยุทธศาสตร์ ปรัชญาความคิดของผู้นำประเทศ ในส่วนของประเทศไทย รายได้ภาษีที่คาดการณ์คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี 15.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียนถือว่าไม่ต่ำ และอาจจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยด้วยซ้ำ

ซึ่งการเก็บภาษีเมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศถือว่ายังคงที่ ฉะนั้น ความจำเป็นของรัฐบาลในการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีย่อมมีแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ผลักดันภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในส่วนของภาษีมรดก ดำเนินการจัดเก็บมาแล้ว 3 ปี

โดยรวมเก็บจากประชาชนได้ประมาณ 200 ราย ทั้งนี้ มีจำนวน 40 ราย ที่เป็นการเก็บภาษีจากผู้เสียชีวิต รวมเม็ดเงิน 770 ล้านบาท ซึ่งการจัดเก็บภาษีมีช่องโหว่ หากเป็นมหาเศรษฐีจริงจะหนีได้ หาทางหลบเลี่ยงได้ แต่ผู้ที่เสียภาษีส่วนนี้กลับเป็นคนที่รวยไม่จริงหรือหลบไม่เป็น ถือว่าการจัดเก็บขาดประสิทธิภาพประสิทธิผล รัฐบาลจึงต้องทบทวนเรื่องประสิทธิภาพในการจัดเก็บหรือยกเลิกไปเลย

18/10/2562 https://www.matichon.co.th/politics/news_1717790
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Today, 08:00 PM   #2736
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

วงเสวนาเห็นพ้อง 'ม.44' ซ้อนรูป สังคมไทยยังไร้เสรีภาพ


นักวิชาการมองหลังเลือกตั้ง “ไทย” ยังไร้เสรีภาพทางความคิด ชี้เสนอแก้ไข รธน.มาตรา 1 ทำได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ซัด ม.279 ยังรับรองประกาศ คำสั่ง คสช. โอนอำนาจไป กอ.รมน. ติงฟ้องร้องเป็นคดีความพบผู้เห็นต่างถูกฟ้องมาตรา 116 เพียบ

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง หรือ คนส. ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "รัฐธรรมนูญ 2560 กับการใช้อำนาจรัฐหลังการเลือกตั้ง"โดยมี นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมอภิปราย

ด้านนายพนัส กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ตนมองว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามากที่สุด และแก้ไขได้ยาก เพราะมีเงื่อนไขที่ล๊อคไว้แน่น โดยเฉพาะที่ต้องให้ ส.ว.ร่วมโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย อย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 85 เสียงขึ้นไป จึงจะผ่านวาระแรก ซึ่งหลายคนก็รู้อยู่แล้วว่า ส.ว.ชุดปัจจุบัน ก็มากลุ่มคนพวกเดียวกันเอง คงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ขณะที่การใช้อำนาจหลังเลือกตั้ง นายพนัส มองว่าปัญหาดังกล่าว อยู่ที่ มาตรา 279 ที่ยังคงอำนาจ คสช.ทั้งประกาศและคำสั่ง ที่ยังลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวรัฐบาล ที่ไม่สามารถทำได้เลย และหากตราบใดประกาศพวกนี้ยังอยู่ ยกเลิกไม่หมด มีผลบังคับใช้ จึงไม่ต่างอะไรกับสมัยที่ยังมี คสช.อยู่เลย แม้มาตรา 44 จะหมดไป แต่ได้โอนอำนาจทุกอย่างไปให้ กอ.รมน.ทั้งหมด ที่ยังเรียกบุคคลไปรายงานตัวปรับทัศนะคติ ได้เหมือนสมัย คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 116 มาบังคับใช้ โดยการตีความกฏหมาย ในทางขยายความเพื่อดำเนินคดี กับการกระทำที่ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดด้วย ทั้งนี้โดยมีเจตนาเพื่อเป็นการปิดกั้นการวิพากวิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง

พร้อมกันนี้ ยังมองว่ากรณีที่พรรคฝ่ายค้านถูกฟ้องร้องมาตรา 116 เพื่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 1 นั้น เรื่องนี้ มองว่ามาตรา 1 สามารถแก้ไข ได้ ตัวอย่างเช่น แก้ไขเพิ่มเติมว่า การกำหนดให้มีเขตปกครองพิเศษตามความเหมาะสมทางวัฒนธรรมประเพณี หรือชาติพันธ์วรรณาของภูมิภาค ไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยกราชอาณาจักร

ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์สาวตรี มองว่า ยังมีการฟ้องผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 116 จากสถิติของไอลอว์รวบรวมไว้ ก่อนและหลังเลือกตั้ง คดีที่ถูกฟ้องส่วนใหญ่กว่า 20 คดี เป็นที่คดีที่เกี่ยวข้องกับการวิจารณ์ คสช. ทั้งนั้น เช่น คดีของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องผลกระทบหลังปฏิวัติ หรือคดีนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ที่ไปชุมนุมเรียกร้องคัดค้านการรัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถูกดำเนินคดี พร้อมกันนี้มองว่า เสนอให้แก้ไขกฏหมายไม่ใช่เรื่องที่ผิด ไม่เช่นนั้น ส.ส.ที่เสนอให้แก้ไขกฏหมายก็ต้องถูกจับกุมทั้งหมด และการที่ประชาชนลุกขึ้นสู้กับระบอบทหารก็ไม่ใช้เรื่องที่ผิด มาตรา 116 ด้วย

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่การใช้อำนาจหลังเลือกตั้งยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการฟ้องร้อง การกล่าวหานักการเมือง ยังมีอยู่เรื่อยๆ หลังการเลือกตั้ง จึงไม่แปลกที่จะมีคนถูกฟ้องในมาตรา 116 ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจ ที่ยังปฏิเสธรับฟังความเห็นจากผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะ กอ.รมน.ที่เป็นกลไกลทางการเมืองของกองทัพ และมุ่งเน้นไปที่ฝ่ายมวลชนเพื่อคงไว้ความเป็นอนุรักษ์นิยมให้ได้ และกลไกลนี้เติบโตเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน มุมมองคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเมืองที่เปลี่ยนไปมาก รวมถึงการใช้โซเซียลมีเดียที่ตอบโต้อย่างรุนแรง เกิดเป็นไวรัล อย่างกรณีของผู้บัญชาการทหารบกที่ออกมาบรรยาย และปัจจุบันรัฐเองไม่ได้ผู้ที่ผูกขาดกับสื่ออีกต่อไป จึงทำให้เกิดการสะท้อนแนวนิดของแต่ละคนได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ผู้ที่อนุรักษ์นิยม เริ่มกลับไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว พร้อมทั้งขอบคุณฝ่ายค้านที่ออกมาต่อสู้ ช่วงหลังเลือกตั้งไปแล้ว ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพมาตลอด รวมถึงสื่อมวลชลบางแขนงที่นำเสนอเรื่องสิทธิเสรีภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

19/10/2562 https://www.voicetv.co.th/read/ST57tX1L5
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Today, 08:08 PM   #2737
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

นักวิชาการชี้รัฐธรรมนูญ 60 อัปลักษณ์ เอ็นจีโอย้ำต้องแก้กฎหมายจากฐานราก


ชำแหละรัฐธรรมนูญ 2560 นักวิชาการชี้ เป็นฉบับอัปลักษณ์ เพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน ด้านนักพัฒนาเอกชนชี้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้มาจากฐานราก สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

18 ต.ค.2562 เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) จัดเวทีระดมความคิดเห็น “รัฐธรรมนูญ 60 กับสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิชุมชน การแก้ไขปัญหาปากท้อง และความเป็นธรรม” ณ ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหารือประเด็นในรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ตลอดจนแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หากเทียบกับรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าอัปลักษณ์ที่สุดอย่างปี 2521 ก็ถือว่าอัปลักษณ์ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาล ลดทอนอำนาจของประชาชน และทำให้เกิดการหดแคบของการกระจายอำนาจ กลับไปสู่การเป็นการเมืองที่กินไม่ได้และไม่เห็นหัวคนจน

“ถ้าเราดูภาพใหญ่ๆ รัฐธรรมนูฐฉบับนี้พยายามเอาอำนาจขึ้นไปข้างบน เป็นประชาธิปไตยค่อนใบ เป็นประชาธิปไตยแบบอภิสิทธิ์ชน อันนี้ไม่ต้องรวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่แย่มาก วัฒนธรรมในความหมายที่ว่า อำนาจในการออกกฎหมายหรือจัดสรรการใช้ทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่มันเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมการใช้อำนาจ ที่ควรพูดในเชิงวิชาการอย่างจริงจัง ผมว่าเราคงเห็นความหดแคบในประชาธิปไตยแบบตัวแทนหรือการหย่อนบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นลากตั้ง ในขณะที่ในตุลาการภิวัตน์เกิดขึ้นงอกเงยอย่างมาก” รศ.ดร.ประภาส กล่าว

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ชีพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เห็นว่า มีอยู่สามขาหลักที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ ขาแรกคือสิทธิเสรีภาพ ขาที่สองคือการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาล และขาที่สามคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งจนมองว่าขาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือขาที่สองที่จะนำไปสู่การแก้ขาต่อๆ ไปภายหลัง

“ข้อเสนอในระยะ 1-2 ปีนี้เป็นไปได้ยากมากที่จะพูดเรื่องปากท้อง แต่ต้องค่อยๆ ทำ ผมไม่เห็นเลยว่ามันจะทำให้เกิดฉันทามติจนสำเร็จ ผมว่ามันหลักเลี่ยงไม่ได้ที่ตอนนี้ต้องโจมตีการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง มันจะเป็นก้าวหนึ่งที่ไปสู่อนาคตที่มีโอกาสมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการแก้ตรงนี้จะยากมากที่จะพูดเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน แรงงาน” ยิ่งชีพ แสดงความเห็น

สุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบทเรียนการต่อสู้จนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า ขณะนั้นมีการสร้างกระแสให้ชาวบ้านสามารถพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญได้ และชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ สืบเนื่องมาจากการถูกกดขี่และปิดกั้นการต่อสู้กับนโยบายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ ในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงต้องมีเรื่องความใฝ่ฝันของชาวบ้านกับความเป็นจริงในปัจจุบันควบคู่กันไป

“สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้องเชื่อมั่นว่ากระบวนการเติบโตของพี่น้องต้องสั่งสมจากปริมาณเป็นคุณภาพมันต้องเริ่มต้น สูตรแรกคือ ต้องทำให้พี่น้องลุกขึ้นมาพูดความต้องการของเขา สร้างความเชื่อมั่นเรื่อยๆ สองคือ ชาวบ้านพูดทีไรก็มีแต่เรื่องที่ดิน แต่พี่จะยกตัวอย่างว่าพี่ฟังการวิจารณ์มาหมดแล้ว แต่พี่ไม่ได้ไว้ใจนักกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณตีโจทย์ออกมาจากสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านได้” สุนีกล่าว

สมชาย หอมละออ ที่ปรึกษาสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ไม่ควรปิดประตูว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่อาจจะยกร่างทั้งฉบับใหม่ก็ได้ แต่ประชาชนจะพร้อมแค่ไหนในช่วงเวลาวิกฤตที่เป็นโอกาส โดยเฉพาะในเรื่องความรู้และความเข้าใจ และข้อเสนอของภาคประชาชน

“ประเด็นที่จะแก้ไขของรัฐธรรมนูญและความสำเร็จมีความสัมพันธ์กัน ถ้าเราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้เราก็ไม่ต้องแก้ แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเราก็ต้องแก้ได้ แน่นอนว่าประเด็นที่จะแก้นั้น การร้อยเรียงเป็นถ้อยคำอาจเป็นเรื่องเทคนิค แต่ประเด็นที่สำคัญต้องมี เช่น การจำกัดการถือครองที่ดินจะเอาไหม ถ้าเอา จะทำอย่างไรให้ประชาชนเรียกร้องไปสู่การแก้ได้ ต้องจุดประเด็นขึ้นมา” สมชายกล่าว

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่าย People Go Network เห็นว่า ต้องให้ความสำคัญกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย เพราะแม้จะมีบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ของรัฐในรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้เนื่องจากถูกนโยบายรัฐครอบเอาไว้

“ถ้าเราไปดูเรื่องหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายเรื่องที่ดินจะเห็นชัด หน้าที่ของรัฐบอกว่าจะต้องปฏิบัติเพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ไปโดนนโยบายของรัฐมาทับซ้อน คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่บอกแค่ว่ารัฐพึงกระทำ คือไม่พึงก็ได้นะ ไม่ได้บอกว่าต้องทำ เกิดเป็นปัญหาใหญ่มากที่ตัวยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศไปครอบไม่ให้ทำได้จริง ข้อเสนอคือต้องยกเลิกทั้งหมดถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ” เลิศศักดิ์แสดงความเห็น

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย พาย้อนดูประวัติศาสตร์การรัฐประหาร 13 ครั้ง และการแก้รัฐธรรมนูญ 22 ครั้ง มีการฉีกรัฐธรรมนูญมาหลายครั้ง และยังคงไม่เกิดการกระจายอำนาจสู่ประชาชน หมายความว่าประชาชนไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ หากประชาชนไม่เข้าใจและมองว่ารัฐเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสุดท้ายจะไม่เกิดรัฐธรรมนูญที่ชาวบ้านเขียนเองอย่างแท้จริง

“ถ้าเราทำความเข้าใจฐานรากมาอย่างต่อเนื่อง มันจะมาจากการตกผลึกจากฐานราก ไม่ใช่พอฉีกรัฐธรรมนูญเราก็เฮ ถ้าประชาชนแข็งแรงจริงๆ การฉีกรัฐธรรมนูญทำไม่ได้หรอก การรัฐประหารก็ทำไม่ได้ เราต้องใช้โอกาสว่าในขณะที่ทุกคนพูดเหมือนกันว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ มันเป็นโอกาส เราต้องเชื่อมั่นว่าเราสามารถออกกติกาเองได้ ตัวหนังสือจะเป็นยังไงไม่เป็นไร เจตจำนงค์ต่างหากที่สำคัญ” ลัดดาวัลย์ กล่าว

ทั้งนี้ ข้อสรุปจากเวทีระดมความคิดเห็น คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีหลักประกันสี่เสาร่วมกัน ได้แก่ เสานิติธรรมและนิติรัฐ เสาสิทธิมนุษยชน เสาประชาธิปไตย และเสาลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทางเครือข่ายจะจัดเวทีสาธารณะอีกครั้ง และยกระดับการรณรงค์ด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระหลักร่วมกับปัญหารายกรณีต่อไป

18/10/2562 https://prachatai.com/journal/2019/10/84804
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old Today, 08:13 PM   #2738
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 100,922
Likes (Received): 6165

คนไร้บ้าน ปัญหาใต้พรม “ญี่ปุ่น”

วันที่ 19 October 2019

จากกรณีกระแสความไม่พอใจและโจมตีรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างหนักในทวิตเตอร์เมื่อ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ในกรณีคนไร้บ้าน 2 ราย ที่ถูกปฏิเสธให้เข้าไปหลบภัยในศูนย์พักพิงเขตไทโตะ ท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสที่กำลังถล่มอย่างหนัก ทำให้ประเด็นปัญหา “คนไร้บ้าน” (homeless) ในญี่ปุ่นถูกหยิบยกและขุดคุ้ยขึ้นมา

กระทั่งนายกรัฐมนตรี “ชินโสะ อาเบะ” ของญี่ปุ่นแถลงเกี่ยวกับปัญหาคนไร้บ้านว่าจะหามาตรการช่วยอย่างเท่าเทียม และเสนองบ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการบรรเทาภัยพิบัติ รวมถึงช่วยเหลือคนไร้บ้าน


“ญี่ปุ่น” เป็นประเทศพัฒนาที่มีเทคโนโลยีที่โดดเด่น ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางฐานะสูงเช่นกัน และปัญหา “คนไร้บ้าน” ในญี่ปุ่นก็ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาใต้พรมของรัฐบาลญี่ปุ่นมานาน นับตั้งแต่ที่นายชินโสะ อาเบะ เข้านั่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2012


กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อเดือน ก.ค. 2019 ระบุว่า ทั่วประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนคนไร้บ้านราว 4,977 คน ลดลงจาก 5,534 คนในปี 2018 ขณะที่ศูนย์วิจัยเพื่อการไร้ที่อยู่อาศัยในกรุงโตเกียว ศึกษาร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรโตเกียว (NGO) ระบุว่า ตัวเลขสถิติของรัฐบาลไม่เป็นความจริง เพราะเก็บข้อมูลจากจำนวนคนไร้บ้านบริเวณสถานีรถไฟ และพื้นที่รอบ ๆ แม่น้ำเท่านั้น ตัวเลขผู้ไร้บ้านแท้จริง มีเกือบ 3 เท่าของตัวเลขสถิติของรัฐบาล เพราะมีคนไร้บ้านอาศัยอยู่ในรูปแบบใหม่มากขึ้น เช่น อาศัยอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สถานีรถไฟใต้ดิน สวนสาธารณะขนาดเล็ก และตามลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า ทั้งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เพราะไม่มีรายได้ ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าบ้าน และไม่มีครอบครัวหรือไม่ได้แต่งงาน ซึ่งคนไร้บ้านในญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเก็บกระป๋องอะลูมิเนียม ขวดพลาสติก หนังสือและนิตยสารเก่าเพื่อนำไปขายต่อ โดยรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000-30,000 เยน/เดือน

“ยูโกะ คาโตะ” นักวิจัยของศูนย์วิจัยเพื่อการไร้ที่อยู่อาศัยในโตเกียว กล่าวว่า แม้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสวัสดิการรัฐช่วยเหลือประชาชนที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลก แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ขณะเดียวกัน รายได้ของภาครัฐก็ลดน้อยลงจากภาวะเงินฝืดเรื้อรัง ทำให้สวัสดิการต่าง ๆ ไม่ครอบคลุมประชาชนในทุกระดับ รวมถึงกลุ่มคนสูงอายุที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ติดต่อกันมากกว่าหนึ่งทศวรรษ

ศูนย์วิจัยดังกล่าวยังระบุว่า ในปี 2018 คนญี่ปุ่นที่ “ยากจน” มีมากขึ้นถึง 20 ล้านคนจากประชากรกว่า 120 ล้านคน หรือทุก ๆ 1 ใน 6 คนญี่ปุ่นมีฐานะยากจน โดยคนที่ถูกจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ความยากจน วัดจากการมีรายได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรายได้เฉลี่ยประชากร นายคาโตะชี้ว่า สาเหตุความยากจนในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาตกงาน และมีรายได้ที่ไม่แน่นอน เพราะธุรกิจปิดตัว ผลกระทบต่อเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี และหลายบริษัทปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นลักษณะการจ้างพนักงานชั่วคราวมากขึ้น

ขณะเดียวกัน “ญี่ปุ่น” ถูกจัดอันดับมีค่าครองชีพสูงติด top 10 ของโลก เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของ Economist Intelligence Unit (EIU)

นอกจากนี้ นายอาซาฮิ ชิมบุน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัย องค์กร NGO ในนครโอซากา กล่าวกับบีบีซีว่า คนไร้บ้านในญี่ปุ่นกำลังเป็นปัญหารุนแรงขึ้น โดยในปี 2010 คนไร้บ้านในญี่ปุ่นเคยมีจำนวนต่ำกว่า 4,000 คน และเพิ่มขึ้นมากกว่า 4,200 คน ตั้งแต่ปี 2014 หลังจากที่นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ เข้าบริหารประเทศได้ 2 ปี และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดหรือมองว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศ

“ญี่ปุ่น” มีปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยมานาน ขณะเดียวกัน ยังเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 253% สูงที่สุดเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ตามรายงาน World Population Review ปี 2019

นายชิมบุนกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณใหม่ของญี่ปุ่นที่เริ่มเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งงบประมาณแตะระดับ 100 ล้านล้านเยน (890,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่เกือบ 1 ใน 3 ถูกนำไปใช้ชำระหนี้ และอีกส่วนเป็นการนำไปลงทุนในโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่่อเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์-พาราลิมปิกเกมส์ 2020” ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมากโดยคาดหวังว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแดนปลาดิบ อาทิ โครงการสร้างรางรถไฟสายใหม่ เชื่อมระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว และท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ ซึ่งมาสิ้นสุดที่สถานีรถไฟโตเกียวเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ขณะที่การจัดสรรงบประมาณสวัสดิการเพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอ และปัญหาเหลื่อมล้ำในสังคมญี่ปุ่นที่ปะทุให้เห็นชัดมากขึ้น

https://www.prachachat.net/world-news/news-382454
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 08:19 PM. • styleid: 14


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us