Thailand Aviation & Aerospace Industries News - Page 36 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Architecture and Urban Facilities

Architecture and Urban Facilities Architectural wonders of Thailand and Special focussion on Urban Mobilities


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old November 15th, 2019, 08:25 PM   #701
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

คลังเร่งหาข้อสรุป​ลดภาษี​น้ำ​มันอุ้มโลคอสต์แอร์​ไลน์​

วันที่ 15 November 2019

อุตตม สั่งสรรพสามิตเข้าไปเจรจา พิจารณารายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ หลังสายการบินโลคอสต์ยื่นหนังสือขอลดภาษีน้ำมัน ฝั่งสรรพสามิตเผยการลดภาษีดังกล่าวต้องคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งทั้งหมด ชี้การบินโลคอสต์จ่ายภาษีถูกกว่าระบบขนส่งอื่น 3-4 เท่า

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่ตัวแทนผู้ประกอบการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลคอสต์แอร์ไลน์) ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เบื้องต้นรับทราบแล้ว แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดของหนังสือร้องเรียน อย่างไรก็ดี ได้ให้กรมสรรพสามิตเข้าได้พิจารณาในรายละเอียดแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยอาจจะต้องมีการเข้าไปหารือกับผู้ประกอบการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และจะเร่งสรุปผลให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

“อย่างไรก็ดี การที่จะปรับลดภาษีดังกล่าวจะต้องพิจารณาในหลายๆ ปัจจัย โดยจะพยายามดูแลให้ครบทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะต้องให้เวลากรมสรรพสามิตและรองปลัดกระทรวงการคลังเข้าไปดูในรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้” นายอุตตม กล่าว

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในการขอให้พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นของสายการบินโลคอสต์นั้น จะต้องเข้าไปดูในรายละเอียดด้วยว่า หลังจากที่มีการปรับลดภาษีแล้ว สายการบินดังกล่าวจะมีการปรับลดราคาตั๋วเครื่องบินลงด้วยหรือไม่ รวมทั้งจะต้องพิจารณาถึงความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งภายในประเทศด้วย เนื่องจากไม่สามารถลดอัตราภาษีได้เฉพาะกลุ่ม หากจะมีการปรับลดภาษีก็ต้องลดลงทุกระบบการขนส่งในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สายการบินโลคอสต์ที่จะต้องจ่ายภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน หรือเรียกว่า JET A-1 จ่ายเพียงภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เท่านั้น โดยรวมแล้วสายการบินดังกล่าวจ่ายภาษีถูกกว่าระบบขนส่งอื่นๆ 3-4 เท่า โดยระบบการขนส่งอื่นๆ อย่างเช่น รถไฟจะต้องจ่ายภาษี ทั้งภาษีสรรพสามิต กระทรวงมหาดไทย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย

ขณะที่การปรับขึ้นภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันอยู่ที่ราคา 4.726 บาทต่อลิตร ซึ่งปรับขึ้นเมื่อปี 2560 จากเดิมที่เคยถูกเก็บที่ 0.2 บาทต่อลิตรนั้น ไม่ได้มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของกรม เนื่องจากกรมเก็บภาษีน้ำมันจากเครื่องบินไอพ่นได้เพียง 3.5 พันล้านบาท จากมูลค่าที่จัดเก็บภาษีน้ำมันทั้งหมดได้ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักที่กรมปรับขึ้นภาษีน้ำมันเป็นเพราะว่าโครงสร้างการส่งออกน้ำมันทางอากาศของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระบบขนส่งทางอากาศของประเทศอื่นมาก จึงมีการปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อร้องเรียนที่สายการบินโลคอสต์เสนอเข้ามาว่า อีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากได้รับผลกระจากการแข็งค่าของเงินบาทไทย เบื้องต้นมองว่า ผู้ประกอบการสามารถซื้อน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ด้วย

ทั้งนี้ เบื้องต้นกรมจะชี้แจงรมว.คลัง อีกครั้งว่า ในการพิจารณาเบื้องต้นจะต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยว และไม่ให้กระทบความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งภายในประเทศด้วย และหากสายการบินโลคอสต์ได้รับผลกระทบจนกระทั่งไม่พร้อมบินหรือหยุดให้บริการ กรมก็ได้มีการหารือกับสายการบิน ดีดี การบินไทยแล้ว โดยสายการบินก็มีความพร้อมในการให้บริการ เชื่อว่าจะไม่กระทบการขนส่งทางอากาศ

ขณะที่วานนี้ (13 พ.ย.62) ตัวแทนผู้ประกอบการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลคอสต์แอร์ไลน์) ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้กระทรวงการคลังพิจารณา เบื้องต้น คือ 1.ผู้ประกอบการขอให้ลดภาษีลงจากปัจจุบัน ส่วนจะเป็นเท่าใดนั้น ก็ขึ้นกับการพิจารณา โดยเมื่อเอกชนแข็งแรงขึ้นแล้วก็ค่อยทยอยปรับขึ้นในอีก 2-3 ปี และ 2.กำหนดช่วงอัตราแลกเปลี่ยน ว่าหากมีการเปลี่ยนแปลง จะกำหนดอัตราภาษีน้ำมันที่เท่าใด เช่น การอ่อนค่าของเงินบาททุก ๆ 2 บาท ก็อาจจะเก็บภาษีที่อัตราหนึ่ง เป็นต้น

https://www.prachachat.net/finance/news-391707
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old November 16th, 2019, 07:28 AM   #702
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 29,298
Likes (Received): 6806

เพจนี้ควรจะโพสข่าวโรงเรียนการบินหรือ ปัญหาเรื่องของ การบิน ข่าว caat หรือ icao นะข่าวสายการบินควรไป airlines in thailand มากกว่านะ
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 16th, 2019, 06:12 PM   #703
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

'หุ้นสายการบิน' ร่วงหนัก หลังขาดทุนกว่า 1.3 หมื่นล้าน

“กลุ่มการบิน” ทรุดหนัก ผลดำเนินงานงวด9 เดือนปีนี้ ขาดทุนรวม 1.32 หมื่นล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นดิ่งต่อเนื่อง “การบินไทย” ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่วนอีก3สายการบิน “แอร์เอเชีย-นกแอร์-บางกอกแอร์เวย์” กอดคอนิวโลว์ ตั้งแต่เข้าตลาด

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มสายการบิน ได้แก่ การบินไทย (THAI) การบินกรุงเทพ (BA) เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) และสายการบินนกแอร์ (NOK) ล่าสุดยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยราคาหุ้น THAI ช่วงปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 7.15 บาท หลังจากที่ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลงมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ซึ่งเคยอยู่สูงถึง 32 บาท

ขณะที่หุ้นอีก 3 บริษัทที่เหลือในกลุ่มสายการบิน ราคาหุ้นต่างปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยหุ้น BA ลดลงมาแตะ 6.95 บาท จากจุดสูงสุดที่ 27.50 บาท หุ้น AAV ลดลงมาแตะ 2.12 บาท จากจุดสูงสุดที่ 7.90 บาท และหุ้น NOK ลดลงมาอยู่ที่ราว 2 บาท จากจุดสูงสุดที่ 12.30 บาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้ โดยในงวด9 เดือนปี 2562 ทั้ง 4 บริษัทขาดทุนรวมกัน 1.32 หมื่นล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนที่ขาดทุนรวม 5.04 พันล้านบาท สำหรับผลขาดทุนในปีนี้มาจาก THAI 1.11 หมื่นล้านบาท NOK 1.61 พันล้านบาท AAV 401 ล้านบาท และ BA 131 ล้านบาท

ข้อมูลจากผู้บริหารการบินไทย (THAI) ระบุว่า ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินของโลกขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปีก่อน แต่มีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์เฉลี่ย 84.4% จากข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ภาพรวม 9 เดือนปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 3.9% และมีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 82.9% แต่การขนส่งสินค้าลดลง 3.5%

ส่วนอุตสาหกรรมการบินของไทยเติบโตชะลอตัวเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวประเทศไทยสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเปลี่ยนจุดหมายการเดินทาง อุปทานการให้บริการการบินของสายการบินขยายตัวทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบช่วงไตรมาส 3 เฉลี่ยอยู่ที่ 61.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปีก่อน 17.5% ขณะที่สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยช่วงเดือน ม.ค. - ก.ย. 2562 มีจำนวน 29.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยว 9.7 ล้านคน เติบโต 7%

บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นลบต่อผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 ของ THAI แม้ผลขาดทุนสุทธิจะแย่น้อยกว่าคาด แต่เป็นเพราะมีกำไรพิเศษที่ไม่ได้รวมในประมาณการกว่า 2 พันล้านบาทเข้ามาช่วย โดยรวมมีผลขาดทุนสุทธิ 4.68 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาท การลดลงของรายได้ 10% กดดันจากราคาตั๋วโดยสารเฉลี่ยที่ลดลง 8% จากปีก่อน แต่อัตราบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และบริหารต้นทนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ คาดไตรมาส 4 ปีนี้ จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 2,612 ล้านบาท โดยปรับประมาณการผลขาดทุนสุทธิรวมทั้งปีแย่ลง เป็นขาดทุน 13,732 ล้านบาท จากเดิมที่คาด 12,908 ล้านบาท เพราะราคาตั๋วหดตัวมากกว่าคาด และปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 4 บาท จากเดิม 4.10 บาท คงคำแนะนำขาย

บล.เคจีไอ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของ AAV ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ดีขึ้นทั้งจากปีก่อนและจากไตรมาสก่อน แม้ว่าจะยังมีผลขาดทุนปกติ 337 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุน 462 ล้านบาท ปัจจัยบวกที่สำคัญได้แก่ ค่าตั๋วเฉลี่ยต่อผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3% เป็น 1,457 บาท จากการปรับขึ้นค่าตั๋วเฉลี่ยของเที่ยวบินในประเทศขึ้นประมาณ 5% ในขณะที่ค่าตั๋วเฉลี่ยของเที่ยวบินระหว่างประเทศลดลง 4% ในไตรมาส 3 ยังถูกกระทบจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 80 ล้านบาท ทั้งนี้จำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 5.28 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% และจำนวนเที่ยวบินอยู่ที่ 36,253 เที่ยว เพิ่มขึ้น 3% ขณะที่อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร ทรงตัวที่ 81%

แนวโน้มไตรมาส 4 นี้ คาดว่าน่าจะดีขึ้นทั้งจากปีก่อนและจากไตรมาส 3 เนื่องจากผลประกอบการปีก่อนติดลบผิดปกติ และเป็นฤดูท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทจะเผชิญแรงกดดันน้อยลงจากต้นทุนน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น และไตรมาส 4 เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว รวมทั้งสายการบินต่างๆ อาจจะลดแผนขยายฝูงบิน โดยรวมปรับลดประมาณการปี 2562 ลงเป็นขาดทุนสุทธิ 60 ล้านบาท จากเดิมคาดมีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาท และปี 2563 คาดมีกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท

16/11/2562 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/854793
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 16th, 2019, 06:14 PM   #704
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

ใครว่าเศรษฐกิจไทยดี ส่งออกเจ๊งไม่เป็นท่า-คลังตื่นหาทางช่วย

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการภาคการผลิตในประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย จนทำให้บางบริษัทต้องปิดกิจการลง จึงทำให้มีคนตกงาน ดังนั้น กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปออกแบบมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการให้เร็วที่สุด

ส่วนข้อเรียกร้องของสายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) ที่ขอให้กรมสรรพสามิตลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไอพ่น จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.726 บาทต่อลิตร เนื่องจากธุรกิจการบินขาดทุน และหากไม่มีการปรับลดภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนของสายการบินราว 30-35% อาจทำให้ปีหน้าสายการบินโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ บางรายต้องหยุดบินนั้น ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตไปพิจารณาถึงความเหมาะสมตามข้อเรียกร้องแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันภาษีน้ำมันเครื่องบินมีอัตราที่ต่ำกว่าภาษีสรรพสามิตของรถยนต์มากถึง 3-4 เท่าตัวอยู่แล้ว เนื่องจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินเสียภาษีเฉพาะภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% เท่านั้น ส่วนภาษีน้ำมันรถยนต์ นอกจากเสียภาษีข้างต้นแล้ว ยังต้องเสียภาษีให้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีมหาดไทยอีกด้วย ดังนั้น การขอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินของสายการบินแล้ว ก็จะต้องเข้าไปดูว่า สายการบินจะปรับลดราคาตั๋วเครื่องบินลงด้วยหรือไม่ รวมทั้งจะต้องพิจารณาถึงความเหลื่อมล้ำของระบบขนส่งภายในประเทศด้วย เนื่องจากไม่สามารถลดภาษีได้เฉพาะกลุ่ม หากจะปรับลดภาษีก็ต้องลดทุกระบบการขนส่งในประเทศไทย.

16/11/2562 https://www.thairath.co.th/news/business/1705293
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 20th, 2019, 09:15 PM   #705
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

โลว์คอสต์ขอลดภาษีน้ำมันแต่ไม่ลดค่าตั๋ว – สรรพสามิตไล่บี้ทำแผนให้จบใน 2 สัปดาห์

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562

โลว์คอสต์ขอลดภาษีน้ำมันแต่ไม่ลดค่าตั๋ว สรรพสามิตไล่บี้ทำแผนให้จบใน 2 สัปดาห์ก่อนมาคุยกันใหม่ ย้ำต้องกระตุ้นท่องเที่ยวเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์เชิงสาธารณะ

โลว์คอสต์ขอลดภาษีน้ำมัน – นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้เรียกผู้บริหารสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) รวม 7 แห่ง และผู้ประกอบการน้ำมัน 5 แห่ง มาหารือผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน เจ็ตเอ 1 ที่ปรับขึ้นจาก 0.20 บาทต่อลิตร เป็น 4.70 บาทต่อลิตร ในปี 2560 โดยผู้ประกอบการชี้แจงว่า อยากให้ปรับลดภาษี เพราะได้รับผลกระทบอย่างมาก มีต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น 20 เท่า จึงสั่งให้ผู้ประกอบการไปทำแผนมาเสนอภายใน 2 สัปดาห์ว่าถ้ามีการปรับลดภาษีให้ จะมีแผนช่วยภาคการท่องเที่ยว เป็นประโยชน์ในเชิงสาธารณอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

“ขอความกรุณาผู้ประกอบการโลว์คอสต์ ไปวิเคราะห์ข้อมูล เตรียมตัวเลขมาให้ชัดเจนถ้าต้องลดภาษี จะเกิดประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยว และต้องเป็นแนวทางที่จับต้องได้ เช่น จะเพิ่มเที่ยวบินไปยังจังหวัดเมืองรองเท่าไหร่ กระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างไร ซึ่งจะต้องเชิญการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาหารือด้วยครั้งหน้า” นายพชร กล่าว

ทั้งนี้ ถ้าผู้ประกอบการโลว์คอสต์บอกได้ว่าลดภาษีแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ต้องเป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่การเอื้อต่อเอกชน กรมสามารถลดภาษีได้ ซึ่งปัจจุบันกรมเก็บภาษีน้ำมันเครื่องบินที่ 3 พันล้านบาทต่อปี ไม่ได้เป็นวงเงินมากมาย แต่ก็ต้องมีข้อเสนอมายื่นหมูยื่นแมวด้วย ซึ่งหากข้อเสนอไม่เป็นรูปธรรม กรมก็ต้องปฏิเสธข้อเสนอขอลดภาษีน้ำมัน แม้ว่าผู้ประกอบการจะระบุว่า ปัจจุบันมีต้นทุนเชื้อเพลิง 30% และเริ่มมีผลกระทบต้องลดเที่ยวบินในเมืองหลัง เช่น เชียงใหม่ จาก 15 ไฟลต์ต่อวันเหลือ 10 ไฟลต์ ต่อวันก็ตาม



นายพชร กล่าวว่า ในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสไมล์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่จากการหารือ ทางการบินไทย ชี้แจงว่า ต้นทุนภาษีสรรพสามิตน้ำมันแค่ 5% เท่านั้น ไม่ได้มีผล กระทบมาก และไม่ได้ให้บริการเที่ยวบินในประเทศมากนัก ส่วนไทยสไมล์ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่เสนอว่าถ้ามีการปรับลด ก็ควรต้องได้ประโยชน์กับทุกสายการบิน

นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ หรือ บางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า การลดภาษีจะช่วยในเรื่องของการท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจทีชะลอตัวในขณะนี้ ที่จำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรอง ซึ่งแนวโน้มปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้มาประเทศไทย แต่ไปประเทศใกล้เคียงเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ต้องการมาเที่ยวซ้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดึงเมืองรองขึ้นมาให้มีการท่องเที่ยวใหม่ๆ และสายการบินก็จะเป็นตัวช่วยดึงนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดี ไม่สามารถบอกได้ว่าหากมีการลดภาษีน้ำมันแล้วจะมีการลดค่าโดยสารหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน เส้นทางในประเทศ โดยเฉลี่ยไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นเลย มีแต่จะลดลงด้วยซ้ำ ขณะที่การปรับลดภาษีควรพิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้ มากกว่าการเทียบการเดินทางในโหมดอื่นๆ ปัจจุบันสายการบินโลว์คอสต์ที่บินเมืองรอง ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องขาดทุนแน่นอน แต่ก็หวังว่าในอนาคตเส้นทางเมืองรองจะสร้างกำไรได้ การลดภาษีจึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้

https://www.khaosod.co.th/economics/news_3073151
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 21st, 2019, 07:16 PM   #706
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

นกแอร์ดิ้นหนีสงครามราคา รุกสู่พรีเมี่ยมบัดเจตแอร์ไลน์

วันที่ 21 November 2019

“นกแอร์” พลิกกลยุทธ์ ! ดิ้นหนีสงครามราคาโลว์คอสต์ เตรียมขยับสู่ “พรีเมี่ยมบัดเจตแอร์ไลน์” เพิ่มที่นั่งพรีเมี่ยม-บิสซิเนสปั้นรายได้เพิ่ม ยันไม่ขาดสภาพคล่องเดินหน้าเปิดเส้นทางใหม่สู่จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น เผยมุ่งเดินตามแผนฟื้นเพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย พร้อมใช้เครือข่ายธุรกิจตระกูล “จุฬางกูร” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาของสายการบินต้นทุนต่ำ (low cost airline) ดุเดือดมาก และคาดว่าแนวโน้มจะยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น บริษัทจึงเตรียมยกระดับการให้บริการและปรับภาพลักษณ์ของนกแอร์สู่สายการบิน “พรีเมี่ยมบัดเจตแอร์ไลน์” เพื่อสร้างรายได้ต่อที่นั่งและรายได้เสริมที่เพิ่มขึ้น

โดยมองว่าการขยับสู่ “พรีเมี่ยมบัดเจตแอร์ไลน์” จะเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มรายได้ต่อที่นั่งต่อระยะทาง (ASK) ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จจากการขายที่นั่งแบบนกซูเปอร์ซีต (Nok super seat) หรือขายแบบที่นั่งเว้นที่นั่ง จึงเล็งเห็นถึงดีมานด์ของผู้โดยสารที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น

“นกแอร์เตรียมเพิ่มที่นั่งผู้โดยสารในกลุ่มชั้นพรีเมี่ยมและชั้นธุรกิจเพิ่มเป็น 20% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในเที่ยวบิน และมุ่งเจาะตลาดดึงผู้โดยสารจากชั้นประหยัดขึ้นมาบินในชั้นพรีเมี่ยม เพื่อขยับรายได้จากตั๋วโดยสารซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นภายในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า”


นายวุฒิภูมิกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมุ่งเพิ่มรายได้ในกลุ่มรายได้เสริมด้วยการเพิ่มบริการเสริมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้เสริมเพิ่มเป็น 20%ให้ได้ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ราว 12% ต่ำกว่าสายการบินต้นทุนต่ำอื่น ๆ ที่มีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 20-30%

จากปัญหาเรื่องสภาพคล่องในช่วงที่ผ่านมาทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ บริษัทจึงได้ตัดสินใจเพิ่มทุนผ่านการกู้ยืมเงินจากผู้ถือหุ้น 3,000 ล้านบาท เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทสามารถเดินหน้าพัฒนาการให้บริการเพื่อฝ่าวิกฤตมาได้ระดับหนึ่ง อาทิ การเช่าเครื่องบินเพิ่ม การปรับตารางบินใหม่ การเพิ่มสินค้าขายบนเครื่องบิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้นกแอร์มีศักยภาพในการขยายเส้นทางบินใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะเส้นทางบินระหว่างประเทศ

โดยในปี 2562 นี้ นกแอร์ได้เปิดเส้นทางใหม่สู่เมืองรองของจีนหลายเมือง อาทิ เมืองอู๋ซี เมืองอี๋อู๋ หรือเมืองกูวาฮาติ ประเทศอินเดีย และกำลังจะเปิดเส้นทางสู่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ ซึ่งเส้นทางดังกล่าวนี้การแข่งขันไม่สูง รวมถึงมีดีมานด์ทั้งในขาไปและขากลับ โดยในจีนและอินเดียจะเป็นลักษณะของการขายเหมาให้กับเอเย่นต์ และอาจจะมีการนำบางส่วนมาขายเองในบางเส้นทาง ส่วนในญี่ปุ่นเป็นไฟลต์ที่นกแอร์ขายเองทั้งหมด

สำหรับปีหน้า บริษัทยังคงมุ่งเป้าไปที่การขยายเส้นทางใน 3 ประเทศดังกล่าวนี้เป็นหลัก อาทิ เส้นทางสู่เมืองโอกินาวาเมืองทากาชิมา ประเทศญี่ปุ่น และเมืองวิสาขปัตนัม ประเทศอินเดีย ส่วนในเส้นทางจีน มีแผนที่จะเพิ่มจุดหมายปลายทางในไทยให้กับเส้นทางหนานหลิงสู่สนามบินเชียงใหม่และภูเก็ต รวมถึงมีการพิจารณาที่จะเปิดเพิ่มและอยู่ระหว่างศึกษามากกว่า 20 เมือง โดยคาดว่าการขยายเส้นทางระหว่างประเทศจะทำให้สัดส่วนเส้นทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 20% ไปเป็น 30% จากเส้นทางทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงเดินหน้าธุรกิจตามแผนฟื้นฟูธุรกิจอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทนกแอร์กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านี้ บริษัทยังมีแผนผนึกกำลังของนกแอร์เข้ากับอีก 3 อุตสาหกรรมหลักและธุรกิจอื่น ๆ ที่ครอบครัวจุฬางกูรถือหุ้นอยู่ด้วย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์, การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อมองหาโอกาสยกระดับการให้บริการของนกแอร์ไปอีกขั้น

โดยขณะนี้ได้ประสานงานกับร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คที่กลุ่มจุฬางกูรถือหุ้นอยู่ 48% เพื่อให้บริการเคาน์เตอร์บริการของนกแอร์ในร้านซีเอ็ดบุ๊ค 350 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าถึงการบริการได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการระยะแรกที่สาขาในกรุงเทพฯก่อน 10 สาขา จากนั้นจะทยอยเพิ่มให้ครบทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มธุรกิจโรงแรมในการเสนอขายร่วมกับตั๋วเครื่องบินในราคาประหยัด และได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ คาดว่าความร่วมมือดังกล่าวนี้จะเริ่มให้บริการได้ในไตรมาส 1 ปีหน้า

“สำหรับปีหน้านี้ เราเชื่อว่าจะสามารถลดการขาดทุนได้มากกว่าปีนี้ และเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยไปเป็น 85-87% และมีจำนวนผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน จาก 7-9 ล้านคนในปีนี้ รวมถึงจะมีรายได้ต่อที่นั่งต่อระยะทางเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ซึ่งปัจจุบันนกแอร์มีจำนวนเครื่องบินทั้งหมด 24 ลำ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 26 ลำในปีหน้า หรืออาจจะเพิ่มขึ้นอีกหากบอร์ดอนุมัติการเช่าเครื่องบินเพิ่มเติม พร้อมมีแผนจะขยับเวลาในการใช้เครื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุดจาก 11 ชั่วโมง ไปเป็น 12 ชั่วโมง” นายวุฒิภูมิกล่าว

https://www.prachachat.net/tourism/news-393602
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 21st, 2019, 07:26 PM   #707
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

“สรรพสามิต” จี้โลว์คอสอยากให้ลดภาษีน้ำมันต้องแลกกับการบูมท่องเที่ยวเป็นรูปธรรม

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 10:13 น.

21 พ.ย.2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้เรียกผู้บริหารสายการบินโลว์คอสต์ รวม 7 แห่ง และผู้ประกอบการน้ำมัน 5 แห่ง มาหารือผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน (เจ็ตเอ 1) ที่ปรับขึ้นจาก 0.20 บาทต่อลิตร เป็น 4.70 บาทต่อลิตร ในปี 2560 โดยผู้ประกอบการชี้แจงว่า อยากให้ปรับลดภาษี เพราะได้รับผลกระทบอย่างมาก มีต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น 20 เท่า จึงได้สั่งให้ผู้ประกอบการไปทำแผนมาเสนอภายใน 2 สัปดาห์ว่าถ้ามีการปรับลดภาษีให้ จะมีแผนช่วยภาคการท่องเที่ยว เป็นประโยชน์ในเชิงสาธารณอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

“ขอความกรุณาผู้ประกอบการโลว์คอสต์ ไปวิเคราะห์ข้อมูล เตรียมตัวเลขมาให้ชัดเจนถ้าต้องลดภาษี จะเกิดประโยชน์ต่อภาคการท่องเที่ยว และต้องเป็นแนวทางที่จับต้องได้ เช่น จะเพิ่มเที่ยวบินไปยังจังหวัดเมืองรองเท่าไหร่ กระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างไร ซึ่งจะต้องเชิญกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาหารือด้วยครั้งหน้า” นายพชร กล่าว


ทั้งนี้ ถ้าผู้ประกอบการโลว์คอสต์บอกได้ว่าลดภาษีแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ต้องเป็นประโยชน์สาธารณ ไม่ใช่การเอื้อต่อเอกชน กรมฯ ก็สามารถลดภาษีได้ ซึ่งปัจจุบันกรมเก็บภาษีน้ำมันเครื่องบินที่ 3 พันล้านบาทต่อปี ไม่ได้เป็นวงเงินมากมาย แต่ก็ต้องมีข้อเสนอมายื่นหมูยื่นแมวด้วย ซึ่งหากข้อเสนอไม่เป็นรูปธรรม กรมฯ ก็ต้องปฏิเสธข้อเสนอขอลดภาษีน้ำมัน แม้ว่าผู้ประกอบการจะระบุว่า ปัจจุบันมีต้นทุนเชื้อเพลิง 30% และเริ่มมีผลกระทบต้องลดเที่ยวบินในเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ จาก 15 ไฟลท์ต่อวันเหลือ 10 ไฟลท์ ต่อวันก็ตาม

นายพชร กล่าวอีกว่า ในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ ไทยสไมล์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่จากการหารือ ทางการบินไทย ชี้แจงว่า ต้นทุนภาษีสรรพสามิตน้ำมันแค่ 5% เท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบมาก และไม่ได้ให้บริการเที่ยวบินในประเทศมากนัก ส่วนไทยสไมล์ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่เสนอว่าถ้ามีการปรับลด ก็ควรต้องได้ประโยชน์กับทุกสายการบิน

นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (บางกอกแอร์เวย์ส) เปิดเผยว่า การลดภาษีจะช่วยในเรื่องของการท่องเที่ยวมาก โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจทีชะลอตัวในขณะนี้ ที่จำเป็นต้องสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรอง ซึ่งแนวโน้มปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้มาประเทศไทย แต่ไปประเทศใกล้เคียงเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ต้องการมาเที่ยวซ้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดึงเมืองรองขึ้นมาให้มีการท่องเที่ยวใหม่ๆ และสายการบินก็จะเป็นตัวช่วยดึงนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดี ไม่สามารถบอกได้ว่าหากมีการลดภาษีน้ำมันแล้วจะมีการลดค่าโดยสารหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน เส้นทางในประเทศ โดยเฉลี่ยไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นเลย มีแต่จะลดลงด้วยซ้ำ ขณะที่การปรับลดภาษีควรพิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้ มากกว่าการเทียบการเดินทางในโหมดอื่นๆ ปัจจุบันสายการบินโลว์คอสต์ที่บินเมืองรอง ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องขาดทุนแน่นอน แต่ก็หวังว่าในอนาคตเส้นทางเมืองรองจะสร้างกำไรได้ การลดภาษีจึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้

https://www.thaipost.net/main/detail/50787
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2019, 10:49 AM   #708
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

“แอร์เอเชีย” ลุย OTA (หวัง) เป็นมากกว่า “สายการบิน”

วันที่ 22 November 2019

หลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ของสายการบินต้นทุนต่ำเบอร์หนึ่งของภูมิภาค “แอร์เอเชีย” ก็ปรับโครงสร้าง พา “airasia.com” ลูกคนเล็กจับมือกับ “kiwi.com” เปลี่ยนเว็บไซต์เป็นออนไลน์ แทรเวล เอเย่นต์ หรือ OTA เต็มตัว

แม้ว่าหลายฝ่ายบอกว่าเสี่ยง แต่ “โทนี่ เฟอร์นานเดส” ซีอีโอกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียเชื่อว่า “คุ้ม”

“โทนี่” บอกว่า ตั้งแต่การเปิดให้บริการของสายการบินแอร์เอเชีย เมื่อปี 2544 แอร์เอเชียไม่คิดว่าจะมีวันที่จะต้องขายตั๋วของสายการบินอื่น แต่ในวันนี้กลุ่มบริษัทแอร์เอเชียได้แยก “สายการบินแอร์เอเชีย” ออกจากเว็บไซต์แอร์เอเชียดอตคอม (airasia.com) เพื่อเปิดไลน์ธุรกิจใหม่และสร้าง airasia.com ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ผ่านการจับมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวอย่าง “กีวีดอตคอม” (kiwi.com)


การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการค้นหาบนเว็บไซต์แอร์เอเชียที่มีจุดเด่นในเรื่อง “ราคาที่ถูกที่สุด” ให้ผู้ใช้สามารถใช้สำหรับค้นหาบริการสายการบินแอร์เอเชียและสายการบินอื่น ๆ ซึ่งเว็บไซต์แอร์เอเชียจะสามารถเสิร์ฟราคาที่พิเศษสุดให้กับผู้ใช้บริการได้อย่างหลากหลายจากจำนวนผู้ให้บริการจำนวนมากรวมถึงขายสินค้าและบริการทางด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่พาร์ตเนอร์อย่างกีวีดอตคอมมีอยู่ในระบบ อาทิ โรงแรมที่พัก รถเช่า รถบัส รวมถึงกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ให้กับผู้ใช้บริการในฐานะ OTA เช่นกัน

โดยส่วนที่สำคัญที่สุด คือ “ฐานข้อมูล” ที่แอร์เอเชียจะได้รับจากการปรับเปลี่ยนระบบสู่การเป็น OTA เนื่องจากจะมีข้อมูลไหลเวียนอย่างมหาศาล รู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เพื่อที่จะนำข้อมูลทางการตลาดเชิงลึกที่มีมาใช้ประโยชน์ในแนวทางอื่น ๆ ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลต่อไป

ทั้งนี้ เว็บไซต์แอร์เอเชียดอตคอมจะจำหน่ายตั๋วเครื่องบินจากสายการบินอื่น ๆ ไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมนอกเอเชียอย่างลอนดอน ดูไบ มาดริด และโอกแลนด์ ฯลฯ รวมมากกว่า 100 สายการบิน ทั้งสู่จุดหมายปลายทางในยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง และอเมริกาแล้ว รวมถึงจะจำหน่ายสินค้าด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกับ OTA

อย่างไรก็ตาม การแยก “เว็บไซต์แอร์เอเชียดอตคอม” ออกจากสายการบินแอร์เอเชียครั้งนี้เท่ากับการแยกบริษัทออกจากกัน กลายเป็น “2 บริษัท 2 โปรดักต์” ดังนั้น สายการบินที่จะมาอยู่บนเว็บไซต์ของแอร์เอเชียไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการทำโค้ดแชร์ร่วมกันแต่อย่างใด เพราะเว็บไซต์แอร์เอเชียจะทำหน้าที่ในการเป็นช่องทางการขายอย่างเต็มรูปแบบไม่เกี่ยวข้องกับสายการบินอีกต่อไป

“วันนี้คือจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ในขณะที่ทั้งแอร์เอเชีย และแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จะยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป” โทนี่ย้ำ

พร้อมทั้งมองว่า ในส่วนของธุรกิจสายการบินนั้น การแข่งขันทางการตลาดกับสายการบินอื่น ๆ เป็นเรื่องปกติของธุรกิจการบิน โดยผู้ใช้บริการก็มีการเปรียบเทียบราคาระหว่างแต่ละแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อเว็บไซต์แอร์เอเชียเข้ามาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ผู้ใช้ก็ยังสามารถค้นหาและเปรียบเทียบราคาได้ด้วยตัวเองเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าผู้ใช้จะต้องเลือกเฉพาะบริการของแอร์เอเชีย เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ของแอร์เอเชียดอตคอม

และเพื่ออำนวยความสะดวกสู่การทำงานของแอร์เอเชียดอตคอม แอร์เอเชียได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเพื่อแยกเว็บไซต์แอร์เอเชียดอตคอมออกจากสายการบินเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และมีแผนเปิดสำนักงานใหญ่สำหรับแอร์เอเชียดอตคอมอย่างเต็มรูปแบบใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

นับเป็นการมองหาโอกาสและสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ ๆ โดยอาศัยความแข็งแกร่งของพันธมิตรที่อยู่ในเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและการบินอื่น ๆ ทั่วทั้งเอเชีย-แปซิฟิก

https://www.prachachat.net/tourism/news-394174
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 22nd, 2019, 11:14 AM   #709
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

“แอร์ไลน์-โรงแรม” หืดจับ ดิ้นหั่นต้นทุน-ลดตัวเลขขาดทุน

วันที่ 22 November 2019

จากรายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.7 ล้านคน ขยายตัว 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ซึ่งเป็นการเติบโตที่ดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกที่มีการเติบโต 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เป็นผลจากการฟื้นตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทยที่เติบโต 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมามีจำนวน 29.4 ล้านคน เติบโตเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ขณะที่ตลาดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย มีจำนวน 116.3 ล้านคนครั้ง เติบโตเพิ่มขึ้น 1%

บินไทยขาดทุน 2.8 พันล้าน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจการบินและโรงแรมดูเหมือนจะยังไม่กระเตื้องนักโดยในส่วนของธุรกิจสายการบินพบว่า ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาการขาดทุน โดย”การบินไทย” นั้นมีรายได้สำหรับไตรมาส 3 ปี 2562 รวม 45,016 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 2,937 ล้านบาท หรือลดลง 6.1% ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน 35,339 ล้านบาท ลดลง 3,155 ล้านบาทหรือลดลง 8.2% ทำให้บริษัทการบินไทยและบริษัทย่อยขาดทุนจากการดำเนินงาน 2,842 ล้านบาท

ตัวเลขขาดทุนดังกล่าวเป็นการขาดทุนที่ต่ำกว่าปีก่อน 1,092 ล้านบาท หรือ 27.8%ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา มีรายได้รวม 137,316 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11,342 ล้านบาท หรือ 7.6% และขาดทุนสุทธิ 11,102 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 7,066 ล้านบาท

“ไทยแอร์เอเชีย” เร่งเครื่อง Q4


ขณะที่ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ “ไทยแอร์เอเชีย” รายงานผลดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3 ของปี 2562ว่า AAV มีรายได้รวม 9,661.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวของปีก่อน

ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,143.9 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 3% ส่งผลให้ขาดทุนรวม 416.6 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนตัวเลข 9 เดือนแรกที่ผ่านมาพบว่า “เอเชีย เอวิเอชั่น” มีรายได้รวม 31,219.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 และมีผลดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 401.9 ล้าน

“สันติสุข คล่องใช้ยา” ซีอีโอไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ไทยแอร์เอเชียจะยังเดินหน้าต่อไปตามแผนที่วางไว้ และเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลประกอบการที่ดียิ่งขึ้นในฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ

“นกแอร์” สัญญาณดีขาดทุนลด

ด้าน “นกแอร์” ระบุว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/62 มีรายได้รวม 4,357.84 ล้านบาท (รวมบริษัทย่อย) ขาดทุนสุทธิ 1,093.16 ล้านบาท หากไม่รวมบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,783.67 ล้านบาท ลดลง 2.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขาดทุนสุทธิ 489.86 ล้านบาท ลดลง 49.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการขาดทุนอยู่ที่ 973.79 ล้านบาท และใน 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีการขาดทุนอยู่ที่ 1,240.95 ล้านบาท ลดลง 29.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการขาดทุนอยู่ที่ 1,748.47 ล้านบาท

“วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ซีอีโอนกแอร์ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีการขาดทุนลดลง เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถลดต้นทุนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนการลดค่าใช้จ่ายตามแผนการฟื้นฟูธุรกิจ นอกจากนี้ยังลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ตามแผน ทำให้ต้นทุนต่อปริมาณผู้โดยสารได้ลดลงด้วย

“บางกอกแอร์เวย์ส” โชว์กำไร

สำหรับสายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” รายงานว่า ในไตรมาส 3/2562 บริษัทมีรายได้รวม 4,531.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 65.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบินและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงรายได้ที่ไม่ได้แบ่งตามสายธุรกิจ และค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ของธุรกิจสายการบินที่ปรับลดลงส่วนผลประกอบการ 9 เดือนแรก มีรายได้รวมอยู่ที่ 20,540.2 ล้านบาท ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยยังคงขาดทุนสุทธิ 121.3 ล้านบาท

กลุ่มโรงแรมรายได้-กำไรลด

สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมนั้นพบว่า ส่วนใหญ่ยังมีตัวเลขกำไรสุทธิที่ลดลง โดยกลุ่ม “โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา” ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2562 มีรายได้รวม 4,964.7 ล้านบาท ลดลง 356.9 ล้านบาท หรือ 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 215 ล้านบาท ลดลง 226.7 ล้านบาท หรือ 51.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561

และหากดูตัวเลขช่วง 9 เดือนแรกพบว่า มีรายได้รวม 15,833.3 ล้านบาท ลดลง520.8 ล้านบาท หรือ 2.6% และมีกำไรสุทธิ 1,273.3 ล้านบาทลดลง 523.2 ล้านบาท หรือ 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดลงของกลุ่มธุรกิจโรงแรม

ขณะที่กลุ่ม “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” นั้นรายงานว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีรายได้ 1,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%และมีกำไรสุทธิ 43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ทั้งนี้ เป็นผลจากรายได้ธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นรายได้หลักเพิ่มขึ้น ขณะที่ตัวเลข 9 เดือนพบว่ามีรายได้รวม 4,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% มีกำไรสุทธิ 270 ล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วน “ดุสิตธานี” ระบุว่า ในไตรมาส 3/2562 มีรายได้รวม 1,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 501 ล้านบาท หรือ 44.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 299 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอาหารเป็นหลัก ทั้งนี้ หากดูเฉพาะธุรกิจโรงแรมพบว่ามีรายได้ลดลง214 ล้านบาท หรือลดลง 21.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากดูตัวเลข 9 เดือนพบว่า มีรายได้รวม 4,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% และมีกำไรสุทธิ 339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 211 ล้านบาท หรือ 60.7% อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะธุรกิจโรงแรมก็ยังมีรายได้ลดลงรวม 549 ล้านบาท หรือ 16.5%

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจสายการบินและโรงแรม ที่พัก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกที่ยังคงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากทำให้ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวเมืองไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น

https://www.prachachat.net/tourism/news-394235

napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 26th, 2019, 03:21 PM   #710
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 29,298
Likes (Received): 6806

กพท.เปิดเวที โชว์ผลงานด้านการบิน ต่อยอดอุตฯและอาชีพด้านการบิน
เผยแพร่: 26 พ.ย. 2562 19:43 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

วันนี้ (25 พ.ย. 62) นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) หรือ CAAT เป็นประธานเปิดการสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ด้านการบิน “CAAT 1st Aviation Forum” เพื่อสร้างเครือข่ายทางด้านวิชาการในอุตสาหกรรมการบิน และเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของนิสิต นักศึกษา นักวิจัยและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยมีนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ตลอดจนผู้สนใจ เข้าร่วมงานกว่า 150 คน

ซึ่งเป็นการสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ด้านการบิน “CAAT 1st Aviation Forum” ถือเป็นครั้งแรกที่ CAAT จัดโครงการที่เน้นด้านการศึกษาและวิชาการ และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบิน โดย CAAT ได้เปิดรับสมัครผลงานทางวิชาการจากผู้ที่สนใจ ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่ามีผลงานได้รับการเผยแพร่จำนวน 24 ผลงาน และผลงานที่ได้นำเสนอในวันนี้จำนวน 8 ผลงาน

โดยภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “เส้นทางสู่อาชีพในอุตสาหกรรมการบิน” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแนะนำเส้นทางอาชีพต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบิน ให้เยาวชนและผู้ที่สนใจเข้าสู่อุตสาหกรรมการบิน โดยผู้ประกอบอาชีพด้านการบิน ได้แก่ คุณวิรุณ ปิติสิริกุล นักบินผู้ช่วย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คุณทิพย์อาภา ประกอบสุข ลูกเรือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ คุณเจษฎา กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค บริษัท ซีเนียร์แอโรสเปซ (ไทยแลนด์) คุณบันเทิง เมฆฉาย ผู้จัดการฝ่ายพิธีการบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และคุณอธิจิต คันธารัตน์ หัวหน้ากองตรวจสอบอากาศยาน ฝ่ายสมควรเดินอากาศและวิศวกรรมการบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

นอกจากการเสวนาและนำเสนอผลงานทางวิชาการแล้ว CAAT ยังเปิดให้หน่วยงานที่สนใจร่วมออกบูธเพื่อนำเสนอข้อมูลด้านอุตสาหกรรมการบินในแง่มุมต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการบินพลเรือน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เจฟอกซ์ แอร์คราฟท์ จำกัด ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็นำข้อมูล ภารกิจ บทบาทของตนเองมานำเสนอ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการขนส่งทางอากาศในประเทศไทยที่ผ่านมา ส่งผลให้มีความต้องการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและความเชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ

จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมการบิน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการให้ความรู้ด้านการบินกับเยาวชนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถนำบทความวิชาการเหล่านี้มาต่อยอดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการด้านการบิน ในประเทศไทยอีกด้วย

https://mgronline.com/business/detail/9620000113528
wwc234 está en línea ahora   Reply With Quote
Old November 27th, 2019, 10:44 PM   #711
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

สจล.จับมือญี่ปุ่น ตั้ง "สถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ" ที่วิทยาเขตชุมพร

สจล.ร่วมมือ NICT ญี่ปุ่น เตรียมจัดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศที่วิทยาเขตชุมพร
ซึ่งใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก
หวังช่วยตรวจสอบภัยพิบัติทางอวกาศที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกอนาคต
คาดแล้วเสร็จในต้นปีหน้า

อังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21.10 น.

วันนี้ ( 26 พฤศจิกายน 2562 ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
(สจล.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (NICT)
ประเทศญี่ปุ่น แถลงข่าวการจัดตั้ง “สถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ” ขึ้นในประเทศไทย
ที่ สจล. วิทยาเขตชุมพรฯ ซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกมากที่สุด
โดยเฉพาะในเอเชีย

รศ.ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ รักษาการแทนรองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหารวิชาการ
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า
จากความแปรปรวนของสภาพอวกาศ เช่น พลาสมาบับเบิล และความผิดปกติอื่นๆ
ภายในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ บริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก
กำลังทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงในการลดประสิทธิภาพของเครื่องรับ GNSS
บนเครื่องบิน ระบบนำทาง และอากาศยานไร้คนขับ นอกจากนี้
ยังอาจก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก อาทิ
ในกรณีที่เครื่องบินลงจอด (Landing) ผิดตำแหน่ง
อากาศยานไร้คนขับเคลื่อนที่ผิดเส้นทาง เป็นต้น

ที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลก ต่างตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว
พร้อมเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ด้วยการติดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมอนิเตอร์
การแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องโดยทันที
และถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้งานของบุคคลทั่วไป

ทั้งนี้ สจล.ร่วมกับ NICT ประเทศญี่ปุ่นและพันธมิตร
จะดำเนินการจัดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ ขึ้นในประเทศไทย ที่สจล.
วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก
เพื่อตรวจจับโครงสร้างโดยรายละเอียดของพลาสมาบับเบิลและสภาพอวกาศที่ผิดปกติ
พร้อมแจ้งเตือนไปยังสถานีต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงเครื่องรับสัญญาณGNSS
ที่ใช้งานในขณะนั้นได้ทราบล่วงหน้า ตลอดจนลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
ทั้งในชีวิต ทรัพย์สินจากความผิดพลาดในการระบุตำแหน่ง GPS และการสื่อสารดาวเทียม
นอกจากนี้ ยังเป็นการศึกษาคุณลักษณะของพลาสมาบับเบิล เพื่อนำไปพัฒนาเป็น
นวัตกรรมแจ้งเตือนภัยพิบัติแก่ผู้ใช้งานเช่น เครื่องบิน เรือรถยนต์
หรืออุปกรณ์ที่ใช้การนำร่อง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้

ผศ.ดร.วัฒนชัย พงษ์นาครอง อธิการบดีกำกับวิทยาเขตชุมพรฯ กล่าวว่า สถานีเรดาร์ฯ
ดังกล่าวจะมีศักยภาพในการตรวจจับพลาสมาบับเบิลและสภาพอวกาศที่ผิดปกติ
ตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตก ไปจรดตอนใต้ของเวียดนามด้านตะวันออก
ซึ่งโดยปกติแล้วพลาสมาบับเบิล
จะเกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกและเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก
ขณะเดียวกันจะขยายตัวสู่ละติดจูดที่สูงขึ้น
ทั้งทางซีกโลกเหนือด้านบนและซีกโลกใต้ด้านล่าง
เมื่อตรวจพบแล้วสถานีเรดาร์สามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ GNSS ได้ทันที
เนื่องจากเรดาร์จะถูกติดตั้งในพื้นที่กว่า 7 ไร่ของ สจล. วิทยาเขตชุมพรฯ
ซึ่งเหมาะสมและมีตำแหน่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกมากที่สุด
โดยเฉพาะในเอเชียจึงทำให้สถานีเรดาห์ฯแห่งนี้
เป็นสถานีที่สามารถมอนิเตอร์และแจ้งเตือนนานาประเทศก่อนใครจึงนับเป็นการบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของไทยล
กับการเป็น “สถานีเรดาร์ตรวจจับสภาพอวกาศ”
ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบภัยพิบัติทางอวกาศที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกอนาคต

อย่างไรก็ดี ในอนาคตเมื่อดำเนินการติดตั้งสถานีเรดาห์ฯ เป็นที่เรียบร้อยภายในต้นปี
2563
ทีมวิจัยคาดจะมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านอวกาศตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องศ
นอกจากนี้ ในอนาคต
ทีมวิจัยยังเตรียมตกแต่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านอวกาศมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลกม
อีกทั้งมีการจัดอบรมให้ความรู้
การจัดประชุมวิชาการเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมแก่เยาวชน รวมถึงคณาจารย์ และนักวิจัย
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้าน ดร.คะซุมะ สะทะอิระ ผู้อำนวยการใหญ่
สถาบันวิจัยแม่เหล็กไฟฟ้าประยุกต์สถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติั
(NICT) ประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “พลาสมาบับเบิล”
ถือเป็นความแปรปรวนชนิดหนึ่งในชั้นบรรยากาศ
ที่ส่งผลกระทบให้สัญญาณดาวเทียมที่ต้องส่งผ่านพลาสมาบับเบิลถูกลดทอนคุณภาพ
และในกรณีเลวร้ายที่สุด จะไม่สามารถใช้งาน GPS ได้เป็นเวลานาน
ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ไม่จำกัดเฉพาะในแถบเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกอย่าง
“ประเทศไทย” เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงเขตละติจูดกลางอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น”
อีกด้วย โดยในสังคมสมัยใหม่ การนำทางด้วย GPS
เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น การติดตั้งเรดาห์ดังกล่าว
จะทำให้สามารถตรวจจับพลาสมาบับเบิลได้เป็นประจำ
ซึ่งส่งผลดีต่อความสำเร็จในการใช้ระบบนำร่องหรือนำทางด้วย GPS โดยไม่มีข้อผิดพลาด
หรือลดความผิดพลาดน้อยที่สุด

“NICT เป็นองค์กรระดับชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่น
ที่ทำการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT
อย่างเต็มรูปแบบ งานวิจัยและพัฒนาของเรานั้น ครอบคลุมเทคโนโลยีในหลายด้าน อาทิ
การตรวจจับระยะไกลโดยใช้สัญญาณวิทยุ (Remote Sensing)
เครือข่ายการสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย
เทคโนโลยีการแปลคำพูดและความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศสภาพอวกาศ (Space Weather)
ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่เรามีความเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์กว่า 70 ปี”
ดร.คะซุมะสะกล่าว


https://www.dailynews.co.th/it/743764


napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old November 29th, 2019, 06:31 PM   #712
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

อนุกมธ.หั่นงบ 10กระทรวง 5.5พันล้าน พบพิรุธการท่าฯ ซื้อรถดับเพลิง จอดทิ้งสนามบินร้าง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 - 18:38 น.

อนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ เผย ปรับลด 10 กระทรวง 5.5 พันล้าน พบพิรุธกรมท่าอากาศยาน
ซื้อรถดับเพลิง 6 คัน จอดทิ้งสนามบินร้าง ฝาก ศักดิ์สยาม แจงข้อเท็จจริง

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรวดี ส.ส.ราชบุรี
พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ที่ดิน
สิ่งก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ
ในกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับลดงบของ 10 กระทรวงว่า
ว่าร่วมแถลงผลการพิจารณาปรับลดงบประมาณของหน่วยงานในกระทรวงต่างๆ
ที่สามารถลดงบประมาณไปได้ทั้งสิ้น 5,573 ล้านบาท
ประกอบด้วยกระทรวงแรงงานปรับลดไปกว่า 6,619,800 บาท กระทรวงการคลัง 351,632,000 บาท
กระทรวงการต่างประเทศ 44 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการปรับลดของงบจัดซื้อรถประจำตำแหน่งเอกอัครราชทูตในต่างประเทศ จำนวน 6 คัน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับลดไปได้ 775,044,500 บาท ซึ่งเป็นเฉพาะส่วนของกรมชลประทาน
769 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 2,613,630,000 บาท เป็นส่วนของกรมทางหลวง 2,000 ล้านบาท
กรมทางหลวงชนบท 500 ล้านบาท และกรมท่าอากาศยาน 79 ล้านโดยเฉพาะการจัดซื้อรถดับเพลิง
6 คันคนละ 50 ล้านบาท และรถน้ำจำนวน 5 คัน สำหรับใช้ในท่าอากาศยาน
ซึ่งพบว่าการจัดงบดังกล่าวมีราคาที่สูงเกินไปและอาจไม่โปร่งใสในการจัดทำงบประมาณมีเพียงแค่ใบเสนอราคา
แต่ไม่มีรายละเอียด กระทรวงการท่องเที่ยงและกีฬา ปรับลดไปได้ทั้งสิ้น 250,595,300
บาท กระทรวงพลังงาน 9,231,300 บาท กระทรวงพาณิชย์ 4 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข
1,288,609,700 บาท และกระทรวงอุตสาหกรรมปรับลด 7,338,900 บาท

ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะอนุกมธ.
กล่าวว่า นอกจากนี้คณะอนุ กมธ.ยัง
พบความผิดปกติที่กรมท่าอากาศยานมีความผิดปกติในการจัดซื้อรถดับเพลิง คันละ 50 ล้าน
จำนวน 6 คัน มีความสงสัยจะไม่มีความโปร่งใสในการตั้งงบประมาณที่ไม่ความจำเป็น
และนำไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบินร้าง เช่น จังหวัดนครราชสีมา อ.ปาย จ แม่ฮ่องสอน
และจังหวัดเพชรบูรณ์
ได้มีการสอบถามว่าทำไมราคาถึงแพงและเกินความจำเป็นหรือไม่ปรากฏว่าทางกรมฯได้อ้างว่าเป็นตามไอเคโอั
ว่ารถดับเพลิงใช้งานเกิน 20 ปีต้องเปลี่ยนใหม่
กรรมาธิการจึงขอดูรายละเอียดว่าไอเคโอบังคับหรือไม่ เพราะเห็นว่าเครื่องบินใช้ได้
30- 40 ปี แต่ปรากฏว่าไม่มีเอกสารมาชี้แจงและไม่มีตรงไหนที่ไอเคโอ บอกว่าเกือบ 20
ปีแล้วใช้งานไม่ได้
ดังนั้นเตรียมจะทำหนังสือไปยังสำนักงบประมาณให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณที่เป็นผู้ตั้งงบประมาณให้เนื่องจากมีความสงสัยในการใช้งบประมาณ
ว่าการจะทำงบประมาณมีความโปร่งใส่หรือไม่
และรวมทั้งจะส่งถึงรมว.คมนาคมให้สอบสวนในเรื่องนี้ด้วย

https://www.matichon.co.th/politics/news_1774144
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old December 4th, 2019, 07:19 PM   #713
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 103,223
Likes (Received): 6258

'เพื่อนบ้านในอาเซียน' พาเหรดจับธุรกิจอวกาศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

Dec 3, 2019

ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย หวังจับธุรกิจอวกาศ มองเป็นช่องทางในการเติบโตของประเทศ
ประเทศต่างๆในอาเซียนเริ่มหันมามองหาโอกาสในอุตสาหกรรมอวกาศหวังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจชิ้นใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังสะดุดและการใช้งบการเงินของประเทศมากเกินไปแล้ว

ฟิลิปปินส์

'โจเอล มาร์เซียโน' หัวหน้าฝ่ายอวกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า "เราจะไม่ยอมตกขบวนนี้" โดยปัจจุบันฟิลิปปินส์มีดาวเทียมทั้งหมด 3 ดวง ในวงโคจร ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีการถ่ายทอดทักษะความรู้มีการถ่ายทอดมาสู่มหาวิทยาลัยในฟิลิปปินส์

โดย 'โจเอล' ย้ำว่า ฟิลิปปินส์มีเป้าหมายในการสร้างและปล่อยดาวเทียวออกสู่วงโคจรจำนวน 4 - 5 ดวง ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า พร้อมบอกว่าอย่างน้อยที่สุดฟิลิปปินส์ก็จำเป็นต้องตามเทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีของโลกให้ทัน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจด้านอวกาศในปัจจุบันกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มาเลเซีย

มาเลเซียเป็นประเทศใหม่ล่าสุดในเอเชียที่หันเข้ามาสู่วงการอวกาศ ที่ผ่านมามาเลเซียอยู่ภายใต้การค้าเสรีที่ซื้อข้อมูลดาวเทียมจากประเทศอื่นๆมากกว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของตัวเอง

'อัซลิคามิล นาเปียห์' ผู้อำนวยการองค์กรอวกาศแห่งมาเลเซีย กล่าวว่า ปัจจุบันมาเลเซียไม่สามารถพึ่งพาดาวเทียมของประเทศอื่นๆได้ และต้องหันกลับมาสร้างระบบนิเวศของประเทศให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในเทคโนโลยีอวกาศ

"วันนึงเราก็ต้องมีดาวเทียมเป็นของตัวเอง ต้องมีภาคอวกาศเป็นของตัวเอง" อัซลิคามิล กล่าว
มาตรการใหม่นี้เกิดจากความพยายามของ 'มหาเธร์ โมฮัมหมัด' นายกของประเทศมาเลเซีย ที่ต้องการกระตุ้นการจ้างงานและเศรษฐกิจขณะเดียวกับการพยายามลดการของดุลงบประมาณของรัฐ

โดยการเข้าสู่วงการอวกาศในครั้งนี้ มาเลเซีย เลือกที่จะเป้นพาร์ทเนอร์กับภาคเอกชนเพราะรัฐบาลไม่สามารถออกค่าใช้จ่ายได้เพียงพอต่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ก็ตั้งเป้าจะเป็นประเทศแห่งการบินและอวกาศภายในปี 2573

อินโดนีเซีย


ความหวังของอินโดนีเซียต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศยังคงขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเป็นหลัก เนื่องจากงบประมาณที่ได้จาก 'โจโก วีโดโด' ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอินโดนีเซียไม่ได้เพิ่มขึ้นมานานแล้ว เพราะประเทศกำลังมุ่งมั่นพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้ง ภนน ท่าเรือ และสนามบิน

อย่างไรก็ตาม 'โทมัส ดจามาลุดดิน' ประธานบริหารสถาบันการบินและอวกาศแห่งชาติ กล่าวว่า ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ อินโดนีเซียต้องการดาวเทียมในการตรวจสอบพื้นที่ชายขอบ รวมถึงการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก และการพึ่งพาแต่ดาวเทียมจากต่างประเทศอาจจะไม่เพียงพอ

'โทมัส' ชี้ว่า อินโดนีเซียต้องการเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวทางอวกาศแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคภายในปี 2583 ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ก็เริ่มมีการพูดคุยเรื่องเงินทุนสนับสนุนกับประเทศจีนบ้างแล้ว

ไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจอวกาศเท่านั้น ประเทศอย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเอง ก็สนใจไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้ในเอเชียยังคงจำกัดอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ โดยในญี่ปุ่น ร้อยละ 90 ของคำสั่งซื้ออุปกรณ์มาจากภาครัฐ แต่ก็มีความพยายามในการกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนราวร้อยละ 50 ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับสหรัฐฯและประเทศอื่นๆในยุโรป

ขณะที่ในจีนมีภาคเอกชนมากกว่า 200 บริษัทที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน โดยภาครัฐเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และปล่อยให้เอกชนทำเรื่องทั่วๆไป ส่วนเกาหลีใต้มีเป้าหมายที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการพัฒนาจากรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก

เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ของประเทศไทย รัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมอวกาศมากเท่าไหร่นัก แต่ก็มีการผลักดันอุตสาหกรรมความหวังใหม่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมและเน้นไปที่อุตสาหกรรมในพื้นที่การลงทุนความหวังอย่างระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มากกว่า

สุดท้ายคงต้องมารอดูว่า 3 ประเทศเพื่อนบ้านไทย จะพัฒนาเศรษฐกิจตัวเองจากอุตสาหกรรมอวกาศได้มากน้อยแค่ไหน การที่ไทยไม่มีแผนชัดเจนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมใหม่นี้ ประเทศไทยจะเสียค่าเสียโอกาสจากการตกขบวนรถไฟนี้หรือไม่และมากน้อยเท่าใด

https://www.voicetv.co.th/read/JSGbLtDVD
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 05:56 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us