Rayong | High Speed Train - Page 78 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Infrastructure and Transportation


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old October 9th, 2019, 06:05 PM   #1541
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

คลังเผยบอร์ดใหม่รฟท.ครบแล้ว รอตั้งใหม่ลุยเซ็นไฮสปีดเทรนตามกำหนด

วันที่ 9 ตุลาคม 2562

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนการก่อสร้างการลงทุนรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบินอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งประสานกระทรวงคมนาคม เพื่อดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้เร็วที่สุด หลังจากคณะกรรมการชุดก่อนลาออกไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าลงนามสัญญาการก่อสร้างกับกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) ได้ตามแผนที่กำหนดไว้

“เรายืนยันว่าเราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่เราไม่ใช้หน่วยงานหลักที่ดูแล เราจึงทำได้เพียงการเร่งให้ตั้งคณะกรรมการของรฟท. ให้เสร็จโดยเร็วเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้รายชื่อบอร์ดครบหมดแล้ว มีตัวประธานแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ แต่เชื่อว่าจะเดินหน้าได้หลังจากนี้”นายอุตตม กล่าว

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนมีข้อเสนอให้ภาครัฐร่วมรับความเสี่ยงจากการลงทุนในไฮสปีดเทรนด้วยนั้น มองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประเมินการรับความเสี่ยงดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบเงื่อนไขการว่าจ้างการลงทุน (TOR) ที่ต้องดูแลเรื่องความโปร่งใสต่างๆ ซึ่งทุกอย่างจะไปดูว่าใน TOR กำหนดไว้ว่าอย่างไร ก็จะเดินหน้าตามระเบียบนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้มากที่สุด

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2960228
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old October 9th, 2019, 07:21 PM   #1542
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

“อุตตม” จ่อตั้งบอร์ด ร.ฟ.ท. ชุดใหม่-ชี้รายชื่อส่งถึงมือสคร.เรียบร้อย

วันที่ 9 October 2019

อุตตม จ่อตั้งบอร์ด ร.ฟ.ท. ชุดใหม่ หลังบอร์ดเดิมลาออกยกชุด เผยรายชื่อส่งถึงมือสคร.เรียบร้อย ชี้แจงคลังไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเรื่อง TOR ก.คมนาคมดูแลทั้งหมด พร้อมสั่งธนารักษ์ทำงานยึดโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวตอนท้ายหลังตรวจเยี่ยมกรมธนารักษ์ ถึงเรื่องที่คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หรือ บอร์ดรถไฟว่างลง เนื่องจากมีการลาออกกันยกชุดว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงคมนาคม ในการจัดตั้งบอร์ด ร.ฟ.ท. ชุดใหม่ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลังจากตกลงแล้วจะส่งรายชื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยปัจจุบันรายชื่อถูกส่งมายังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาเรียบร้อยแล้ว

“สคร.เป็นผู้ดูแลในเรื่องรัฐวิสาหกิจ และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการตั้งบอร์ดร.ฟ.ท.ขึ้นเท่านั้น จึงบอกเรื่องของเวลา ยังไม่ได้เวลาจะจัดตั้งได้ช่วงวันที่เท่าไหร่ โดยเรื่องนี้ต้องไปถามกระทรวงคมนาคม แต่หากสามารถจัดตั้งได้รวดเร็วก็จะเป็นผลดี ปัจจุบันรายชื่อส่งมาที่สคร.แล้ว ซึ่งผมยังขอไม่เปิดเผย แต่คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะจัดตั้งบอร์ดร.ฟ.ท.ได้”

พร้อมกันนี้ นายอุตตม ชี้แจงถึงกรณีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งปัจจุบันมีการเลื่อนการเซ็นสัญญาก่อสร้างกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (CPH) ออกไป เนื่องจากนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) มองว่าเป็นการผลักภาระการลงทุนให้เอกชนฝ่ายเดียวนั้นว่า ทุกโครงการที่เกิดขึ้น มีการประเมินทั้งบทบาทของเอกชนและภาครัฐว่าเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงโดยรวมอะไรบ้าง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลเดินตามข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) ที่ได้ตกลงเรื่องความเสี่ยงที่รับผิดชอบโดยรวมอยู่แล้ว

“วันนี้รัฐบาลยังเจรจากับกระทรวงคมนาคมเพื่อให้เกิดข้อยุติ และมองว่า TOR ที่ทำร่วมกัน ก็มีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง แต่กระทรวงการคลังไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรง เรื่องทั้งหมดจะอยู่ที่กระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลกำกับ”

ทั้งนี้ นายอุตตม ได้สั่งให้กรมธนารักษ์วางแผนนำที่ราชพัสดุ ซึ่งมีอยู่ 12 ล้านไร่ มาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น เพื่อนำพื้นที่ราชพัสดุ มาสนับสนุนแหล่งทำมาหากินของชุมชน และยกระดับเป็นเส้นทางท่องเที่ยว เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า รวมถึงการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ

ส่วนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนภาคการเกษตร เป็นอีกโจทย์ของกรมธนารักษ์ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพื้นที่เศรษฐกิจอื่น ๆ โดยกรมธนารักษ์ต้องเร่งจัดทำแผนผังพื้นที่ราชพัสดุกลุ่มจังหวัด และรายภูมิภาค แบบดิจิทัลขึ้นมา เพื่อนำไปสู่ฐานข้อมูล หรือ บิ๊กดาต้า ของกรมธนารักษ์

ซึ่งฐานข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว และเป็นการติดตามว่ามีการใช้ที่ราชพัสดุตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากมีการบุกรุกหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์กรมธนารักษ์จะเข้าไปดูแลโดยเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้มีการเช่าอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กรมธนารักษ์อีกหนึ่งช่องทาง

https://www.prachachat.net/finance/news-379338
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 9th, 2019, 07:23 PM   #1543
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

นัดใหม่! เที่ยงตรง 25 ต.ค. เซ็นไฮสปีด 3 สนามบิน “ศักดิ์สยาม” เชื่อทุกฝ่ายจะทำตามกฎหมาย

เผยแพร่: 9 ต.ค. 2562 15:26 ปรับปรุง: 9 ต.ค. 2562 15:57 โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ศักดิ์สยาม” เผย กก.คัดเลือกฯ ส่งหนังสือแจ้ง CPH นัดลงนามสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบินใหม่เป็น 25 ต.ค. เวลา 12.00 น. ยันรัฐทำตามกฎหมายและขั้นตอนประมูล ไม่บีบเอกชน ทำตรงไปตรงมายึดผลประโยชน์ประเทศ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ระยะทาง 220 กม. มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท ว่าเมื่อวันที่ 8 ต.ค. คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ประชุมและมีมติในการเลื่อนลงนามสัญญาออกไปเป็นวันที่ 25 ต.ค. 2562 เวลา 12.00 น. ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เนื่องจากต้องรอการเห็นชอบจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท.ก่อน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) แล้ว

ส่วนการแต่งตั้งบอร์ด ร.ฟ.ท.ชุดใหม่นั้น ทาง สคร. กระทรวงคลัง ได้พิจารณารายชื่อบอร์ด ร.ฟ.ท. และส่งกลับมายังกระทรวงคมนาคมแล้ว จะสามารถเสนอครม.ในวันที่ 15 ต.ค.เพื่อแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ได้ เพื่อให้เริ่มประชุมทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกำหนดวันที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการบีบบังคับให้กลุ่ม CPH มาลงนามสัญญาหรือไม่ นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ไม่เข้าใจคำว่าบีบบังคับ เพราะในขั้นตอนการดำเนินโครงการนั้นจะมีเงื่อนไขเวลา วันที่ 7 พ.ย. 2562 เป็นวันสิ้นสุดการยืนราคา ดังนั้นจึงไม่ใช่การบีบบังคับ เพราะหากบังคับคงทำไปนานแล้ว เราดูในรายละเอียดของกฎหมาย และเงื่อนไขใน RFP โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้มีการเจรจากับเอกชนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเรื่องที่ทำมากกว่า หรือน้อยกว่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องความเข้าใจร่วมกันมากกว่า

ส่วนหลังลงนามสัญญาไปแล้ว สิ่งใดที่อยู่ในกฎหมาย อยู่ใน RFP ที่รัฐควรดำเนินการให้จะต้องเร่งดำเนินการ เช่น เรื่องการส่งมอบพื้นที่ ขณะนี้มีความพร้อมส่งมอบพื้นที่ 72% โดยคณะอนุกรรมการฯ เร่งรัดโครงการที่บอร์ดอีอีซีตั้งขึ้น โดยมีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะประชุมในวันที่ 10 ต.ค.นี้ เพื่อดูรายละเอียดการส่งมอบพื้นที่ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ยืนยันว่าพร้อม 72% อยู่ตรงไหนบ้างเพื่อให้ผู้รับจ้างสามารถวางแผนในการก่อสร้าง ในจุดที่พร้อมส่งมอบได้ก่อน

ส่วนพื้นที่ที่ยังติดการรื้อย้ายสาธารณูปโภคนั้นจะให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้มาชี้แจงแผนการรื้อย้าย และงบประมาณที่ต้องใช้ ระยะเวลาในการรื้อย้าย ทั้งนี้เพื่อทำแผนการส่งมอบให้ผู้รับจ้างให้ชัดเจนได้ หลังจากมีการลงนามสัญญาต่อไป




“เรื่องเหล่านี้ต้องทำกันอย่างตรงไปตรงมา อยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมย้ำมาตลอด ผู้ชนะการประมูลขอให้ทำตามกรอบกฎหมาย และอย่าทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจ หากสงสัยให้ถามมา อย่าคิดเอง มีต้นแบบการประมูลโครงการรัฐ มีดำเนินการตามระเบียบราชการอย่างไรที่ไม่มีปัญหา”

อย่างไรก็ตาม ใน RFP เขียนไว้ชัดเจนว่า หากวันที่ 25 ต.ค. ทางผู้ได้รับคัดเลือกไม่มาลงนามสัญญาจะมีเงื่อนไขและต้องดำเนินการอย่างไร แต่ยังเชื่อว่าหากทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ ยึดตามกฎหมาย ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาก็สามารถเดินหน้าไปได้

https://mgronline.com/business/detail/9620000097439
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2019, 06:46 AM   #1544
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

เลขาฯ อีอีซีมั่นใจเซ็นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 25 ต.ค.นี้


เศรษฐกิจ 10 ต.ค. 2019 10:57:20

กรุงเทพฯ10 ต.ค. – เลขาฯ อีอีซี ระบุ 25 ต.ค.นี้ รฟท.จะลงนามสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินกับกลุ่ม CPH เร่งเคลียร์สาธารณูปโภคออกจากพื้นที่ เพื่อส่งมอบให้ทันการก่อสร้าง

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือคณะกรรมการอีอีซี กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อีกโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) น่าจะลงนามในสัญญากับภาคเอกชนผู้ชนะการประมูล คือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) หรือกลุ่มซีพี ได้ทันในวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และเชื่อว่าจะไม่มีการล่าช้าออกไป

สำหรับสาธารณูปโภค สายไฟฟ้าต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากเขตก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งมีสัดส่วนเหลือกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะต้องส่งมอบให้ผู้ชนะการประมูลนั้น ช่วงบ่ายวันนี้ (10 ต.ค.) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การย้ายสาธารณูปโภคทำได้ทันกับการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง.-สำนักข่าวไทย


https://tna.mcot.net/view/5d9eac20e3f8e40b313a18d7



"คณิศ"มั่นใจไฮสปีดเทรนเชื่อม3สนามบินลงนามได้25ต.ค.รอบ่ายนี้"อุตตม"ถกเคลียร์
เผยแพร่: 10 ต.ค. 2562 11:31 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

"คณิศ" เลขาฯ อีอีซี มั่นใจวันที่ 25 ต.ค.นี้จะยังคงแผนการลงนามร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินกับกลุ่มซีพีได้ ไม่เปลี่ยนแปลง บ่ายนี้"อุตตม"เรียกถกหารือเร่งเคลียร์ระบบสาธารณูปโภคเพื่อส่งมอบให้ทันการก่อสร้าง

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า บ่ายวันนี้(10 ต.ค.) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะหารือถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สถาบิน(ไฮสปีดเทรน)ซึ่งจะมีความชัดเจนในรายละเอียดต่างๆมากขึ้นโดยยังมั่นใจว่าจะสามารถลงนามร่วมทุนกับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) หรือกลุ่มซีพี ที่ชนะประมูลได้ทันในวันที่ 25 ตุลาคม 2562

" ได้หารือกับเอกชนมาก่อนแล้วรอบหนึ่งและบ่ายนี้จะมีการดูในรายละเอียดต่างๆ เวลานี้ก็ยังมองว่าไม่น่าจะมีอะไรต้องเลื่อนหรือให้ล่าช้าออกไปอีก"นายคณิศกล่าว

สำหรับสาธารณูปโภค สายไฟฟ้าต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากเขตก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเดิมได้ระบุถึงการส่งมอบพื้นที่ 72% แต่จะมีสัดส่วนเหลือกว่า 20% เพิ่มเติมหรือไม่อย่างไรที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะต้องส่งมอบให้ผู้ชนะการประมูลนั้น ช่วงบ่ายวันนี้ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนถึงกรณีดังกล่าวเช่นกันเพราะมีคำตอบไว้อยู่แล้วซึ่งหลังประชุมเสร็จแล้วจะมีการแถลงข่าว

https://mgronline.com/business/detail/9620000097713
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2019, 11:20 AM   #1545
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623



เซ็นแน่ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน 25 ต.ค.นี้ คลัง-คมนาคมตั้งบอร์ดรฟท.ใหม่ฉลุย รอแค่นายกฯเห็นชอบ
วันที่ 10 ตุลาคม 2562 - 16:06 น.

เซ็นแน่ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน 25 ต.ค.นี้ คลัง-คมนาคมตั้งบอร์ดรฟท.ใหม่ฉลุย รอแค่นายกฯเห็นชอบ พร้อมตีกรอบเวลาส่งมอบพื้นที่ชัดเจนเชื่อมครบในปี’68 พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามส่งมอบพื้นที่
เซ็นแน่ไฮสปีด3สนามบิน25ต.ค.นี้ – นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ร่วมประชุม ว่า คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการเสนอให้คณะกรรมการอีอีซี ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การก่อสร้างโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน เดินหน้าต่อได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ซึ่งชนะการประมูลในวันที่ 25 ต.ค. นี้

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการดังกล่าว ได้ทำหนังสือส่งไปยังกลุ่มบริษัทซีพี เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่าให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากันในวันที่ 25 ต.ค. นี้ โดยเลขาธิการคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ทำการประสานไปยังกลุ่มซีพีอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ซึ่งทางกลุ่มซีพีได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามกำหนดเวลา

สำหรับปัญหาที่คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเห็นชอบ ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ตามกฎหมายแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นชอบ ส่งให้กระทรวงคมนาคมดูแล้ว หลังจากนั้นได้ส่งเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการ รฟท. ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการประชุม เพราะมีอำนาจตามตำแหน่ง และในวันที่ 15 ต.ค. นี้ จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ

หลังจากนั้นคณะกรรมการ รฟท. จะมีการประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการ รฟท. มีหน้าที่รับทราบเท่านั้น เพราะถ้าคณะกรรมการ รฟท. ไม่มีมติรับทราบ ก็จะทำให้ผู้ว่า รฟท. ไม่มีอำนาจในการเซ็นสัญญาผูกพันในโครงการดังกล่าวได้ และเมื่อคณะกรรมการ รฟท. รับทราบแล้ว ก็จะเสนอเรื่องการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ให้ครม. เห็นชอบในวันที่ 22 ต.ค. 2562 เพื่อให้การเซ็นสัญญาเป็นไปตามกำหนด

“วันนี้ทุกคนมีเจตนาที่จะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เพียงแต่ทำให้กระบวนการมันถูกต้อง ครบถ้วนเท่านั้นเอง ด้านเอกชนเองก็อยากลงนาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทุกคนอยากให้โครงการนี้สำเร็จ แต่เงื่อนไขอยู่ที่ว่าการส่งมอบพื้นที่มีความจำเป็น หากไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจน รถไฟฟ้ากับสนามบินจะไม่เชื่อมกัน เอกชนจะมีปัญหา เพราะเป็นโครงการร่วมทุนไม่ใช่จ้างทำ ตอนนี้คุยกับฝ่ายเอกชนแล้ว ถ้าเป็นไปตามนี้ก็สามารถลงนามได้”นายศักดิ์สยาม กล่าว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า การส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน สามารถดำเนินการได้แล้ว 72% ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ตเรียลลิ้งค์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที

2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร คณะทำงานส่งมอบพื้นที่จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน ทำให้ระยะทางตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ในปี 2566-2567 3. สถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กิโลเมตร เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567-2568

“การส่งมอบพื้นที่ทั้งหมด ทางผู้ชนะการประมูลได้รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวหมดแล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ ในการเซ็นสัญญา เพราะว่าทุกหน่วยงานอย่างให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วแต่รถไฟไม่เสร็จจะทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อได้”นายคณิศ กล่าว

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2962778
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1707275
https://www.kaohoon.com/content/320670
เซ็นด่วนจี๋! 25 ต.ค. นี้"ซีพี"ลุยไฮสปีดเทรน3สนามบิน
วันที่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 15:52 น.
รถด่วนตั้งกรรมการ ร.ฟ.ท. รับทราบเซ็นสัญญาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสามสนามบิน

นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ร่วมประชุม ว่า คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการเสนอให้คณะกรรมการอีอีซี ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การก่อสร้างโครงการไฮสปีดเทรนด์ เชื่อม 3 สนามบินเดินหน้าต่อได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ซึ่งชนะการประมูลในวันที่ 25 ต.ค. นี้

นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการดังกล่าว ได้ทำหนังสือส่งไปยังกลุ่มบริษัทซีพี เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่าให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากันในวันที่ 25 ต.ค. นี้ โดยเลขาธิการคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ทำการประสานไปยังกลุ่มซีพีอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ซึ่งทางกลุ่มซีพีได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามกำหนดเวลา

สำหรับปัญหาที่คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเห็นชอบ ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ตามกฎหมายแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นชอบ ส่งให้กระทรวงคมนาคมดูแล้ว หลังจากนั้นได้ส่งเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการ รฟท. ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการประชุม เพราะมีอำนาจตามตำแหน่ง และในวันที่ 15 ต.ค. นี้ จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ

หลังจากนั้นคณะกรรมการ รฟท. จะมีการประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรนด์เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการ รฟท. มีหน้าที่รับทราบเท่านั้น เพราะถ้าคณะกรรมการ รฟท. ไม่มีมติรับทราบ ก็จะทำให้ผู้ว่า รฟท. ไม่มีอำนาจในการเซ็นสัญญาผูกพันในโครงการดังกล่าวได้ และเมื่อคณะกรรมการ รฟท. รับทราบแล้ว ก็จะเสนอเรื่องการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ให้ ครม. เห็นชอบในวันที่ 22 ต.ค. 2562 เพื่อให้การเซ็นสัญญาเป็นไปตามกำหนด

"วันนี้ทุกคนมีเจตนาที่จะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เพียงแต่ทำให้กระบวนการมันถูกต้อง ครบถ้วนเท่านั้นเอง ด้านเอกชนเองก็อยากลงนาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทุกคนอย่างให้โครงการนี้สำเร็จ แต่เงื่อนไขอยู่ที่ว่าการส่งมอบพื้นที่มีความจำเป็น หากไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจน รถไฟฟ้ากับสนามบินจะไม่เชื่อมกัน เอกชนจะมีปัญหา เพราะเป็นโครงการร่วมทุนไม่ใช่จ้างทำ ตอนนี้คุยกับฝ่ายเอกชนแล้ว ถ้าเป็นไปตามนี้ก็สามารถลงนามได้" นายศักดิ์สยาม กล่าว



นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า การส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน สามารถดำเนินการได้แล้ว 72% ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ตเรียลลิ้งค์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที 2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร คณะทำงานส่งมอบพื้นที่จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน ทำให้ระยะทางตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ในปี 2566-2567 3. สถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กิโลเมตร เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567-2568

"การส่งมอบพื้นที่ทั้งหมด ทางผู้ชนะการประมูลได้รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวหมดแล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาใด ๆ ในการเซ็นสัญญา เพราะว่าทุกหน่วยงานอย่างให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วแต่รถไฟไม่เสร็จจะทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อได้" นายคณิศ กล่าว

https://www.posttoday.com/economy/news/603227


จบสวย ไฮสปีดเทรน เซ็นสัญญา 25 ต.ค.นี้ได้แน่10 Oct 2019อ่าน 825 ครั้ง
คณะอนุกรรมการบริหาร EEC สรุป เวลาส่งมอบพื้นที่ร.ฟ.ท. พร้อมเตรียมส่งรายชื่อบอร์ดเข้าครม. 15 ต.ค.นี้ ก่อนเสนอแผนก่อสร้างทั้งหมดเข้าครม. 22 ต.ค. มั่นใจลงนามได้ตามกำหนด ลั่นคุยเอกชนแล้ว เข้าใจกันดี ไม่มีปัญหา

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) นัดแรก ที่มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมประชุม ว่า คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการเสนอให้คณะกรรมการEEC ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป เพื่อให้การก่อสร้างโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบินเดินหน้าต่อได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ที่ชนะการประมูลในวันที่ 25 ต.ค. นี้ ด้านนายศักดิ์สยาม กล่าวว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการดังกล่าว ได้ทำหนังสือส่งไปยังกลุ่มบริษัทซีพี เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่าให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากันภายในวันที่ 25 ต.ค. นี้ โดยเลขาธิการคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ทำการประสานไปยังกลุ่มซีพีอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ซึ่งทางกลุ่มซีพีได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามกำหนดเวลา

สำหรับปัญหาการขาดคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) นั้น ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ตามกฎหมายแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังได้เห็นชอบส่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว หลังจากนั้นได้ส่งเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการ รฟท. ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการประชุม เพราะมีอำนาจตามตำแหน่ง และในวันที่ 15 ต.ค. นี้ จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการ รฟท. ชุดใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบ
ทั้งนี้หลังจากนั้นคณะกรรมการ รฟท. จะมีการประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการดังกล่าว ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา และเสนอให้ ครม. เห็นชอบแผนการก่อสร้างต่างๆ ในวันที่ 22 ต.ค. 2562 ก่อนเดินหน้าตามแผนการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2567-2568 หรือในอีก 5 ปี "เอกชนเองก็อยากลงนาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทุกคนอยากให้โครงการนี้สำเร็จ แต่เงื่อนไขอยู่ที่ว่าการส่งมอบพื้นที่มีความจำเป็น หากไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจน รถไฟฟ้ากับสนามบินจะไม่เชื่อมกัน เอกชนจะมีปัญหา เพราะเป็นโครงการร่วมทุนไม่ใช่จ้างทำ ตอนนี้คุยกับฝ่ายเอกชนแล้ว ถ้าเป็นไปตามนี้ก็สามารถลงนามได้" นายศักดิ์สยาม กล่าวขณะที่นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC กล่าวว่า การส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน สามารถดำเนินการไปได้แล้ว 72% ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ตเรียลลิ้งค์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที

2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร คณะทำงานส่งมอบพื้นที่จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน ทำให้ระยะทางตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ในปี 2566-2567

3. สถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กิโลเมตร เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567-2568"

การส่งมอบพื้นที่ทั้งหมด ทางผู้ชนะการประมูลได้รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวหมดแล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาใด ๆ ในการเซ็นสัญญา เพราะว่าทุกหน่วยงานอย่างให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วแต่รถไฟไม่เสร็จจะทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อได้" นายคณิศ กล่าว

https://www.thansettakij.com/content...bSAS9.facebook
https://www.dailynews.co.th/economic/735947
https://www.thebangkokinsight.com/221522/

‘กลุ่มCPH’พร้อมลงนามรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน 25 ต.ค.นี้แน่นอน
วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.25 น.
รถไฟเชื่อม3สนามบิน ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซีพี คมนาคม

“กลุ่ม CPH” พร้อมลงนามรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน 25 ต.ค.นี้แน่นอน ด้าน EEC เตรียมตั้งคณะทำงานการส่งมอบพื้นที่แก้ไขปัญหาพื้นที่ก่อสร้างโครงการ

10 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ว่า ทางกระทรวงการคลังได้มีการเร่งรัดการพิจารณาคณะกรรมการบริหารของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) โดยในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการบริหารการรถไฟฯชุดใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบ

หลังจากนั้นทางคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีการนัดประชุมพิจารณารายงานและรับทราบการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และพร้อมลงนามในสัญญากับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ในวันที่ 25 ตุลาคม นี้ แน่นอน โดยจะไม่มีการเลื่อนกำหนดการลงนามอีกแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนได้ทำหนังสือส่งไปยังเอกชนเพื่อให้เอกชนเข้ามาทำการลงนามในสัญญา โดยทางกลุ่ม CPH ได้ยืนยันกลับมาว่าพร้อมที่จะเข้ามาลงนามในสัญญาตามกำหนดเวลา และจะมีการเสนอให้ ครม. เห็นชอบแผนการก่อสร้างต่างๆ ในวันที่ 22 ตุลาคม นี้ ก่อนเดินหน้าตามแผนการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2567-2568

ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC กล่าวว่า ในส่วนของสัญญาแนบท้ายที่เกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่นั้นได้มีการกำหนดให้เอกชนเป็นผู้ติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง ซึ่งตามปกติ มักใช้เวลานานและมีกรอบเวลาไม่ชัดเจน จึงเป็นความเสี่ยงที่เอกชนมีกังวลกับจะกระทบกับแผนการวางหุ้น แผนการกู้เงิน และแผนภาระต้นทุนการเงินในอนาคต โดยขณะนี้มีพื้นที่พร้อมส่งมอบเพื่อดำเนินโครงการได้แล้ว 72% โดยแบ่งเป็น 3 ระยะได้แก่ พื้นที่ที่พร้อมส่งมอบได้ทันที คือ บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีพญาไท ถึง สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กิโลเมตร จากนั้นจากสถานีสุวรรณภูมิ ถึง อู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร ภายใน 1 ปี 3 เดือน นับจากลงนาม

ส่วนพื้นที่ผ่านเมืองตั้งสถานีพญาไท ถึง ดอนเมือง ซึ่งเต็มไปได้จุดตัด มากถึง 230 จุด ใน 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน อย่างไรก็ตามจะมีการตั้งคณะทำงานการส่งมอบพื้นที่โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รองประธาน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากหากให้เอกชนดำเนินการเจรจาเองอาจกระทบระยะเวลาก่อสร้างและภาพรวมโครงการEEC

https://www.naewna.com/business/446514
https://news.thaipbs.or.th/content/285074
https://www.tnnthailand.com/content/18789

Last edited by wwc234; October 10th, 2019 at 03:19 PM.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2019, 03:17 PM   #1546
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 22,200
Likes (Received): 3080


The settlement by the newly appointed SRT Board (to be appointed by the cabinet on 15 October 2019) before signing the contract for High Speed train connecting 3 airports on 25 October 2019

1. the immediately settled area: the existing Airport Link from Phayathai to Suvannabhum with the distance of 28 km

2. the easily settled area: Suvannabhum - U-Tapao with the distance of 170 km to be settled within 15 months

3. the difficult area for settlement: Phayathai - Donmueang with the distance of 22 km due to the obstrutive elements to be handled by 3 ministers and 8 agencies

(BMA - MEA - EGAT - PEA - FPT - Thai Petroleum Pipeline - PTT - MWA) including High Voltage Power lines at 230 points, BMA water draining tunnel,

4 km oil pipeline, 450 km of power line with electric poles by MEA, 80 km of the old SRT telegraph poles (now carrying fiber optics instead of the

real telegraph lines) - this to be transfer within 27 months.

Hope that the first section from Phayathai to U-Tapao to be opened by the end of 2024 and the section that connect Donmueang with Phayathai to be done by the end of 2025.

https://www.thansettakij.com/content/411747

https://news.thaipbs.or.th/content/285074
__________________
BKK Mass Transit Expert

wwc234 liked this post
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old October 10th, 2019, 06:13 PM   #1547
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

ยืดเดดไลน์เซ็นสัญญา”รถไฟอีอีซี” 3กระทรวงเร่งรื้อย้าย-ส่งมอบที่ดิน

วันที่ 9 October 2019

“อนุทิน” ขยับเดดไลน์เซ็นสัญญาไฮสปีดเป็น 25 ต.ค.นี้ วงในเผยกลุ่ม ซี.พี.เซ็นแน่ แต่ขอเวลาเคลียร์เอกสาร สัญญา การส่งมอบพื้นที่ กระทรวงมหาดไทย-พลังงาน ถกหน่วยงานสาธารณูปโภค เร่งทำแผนรื้อย้ายส่งมอบที่ดิน

หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดดไลน์วันที่ 15 ต.ค.นี้ ให้กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร(กลุ่ม CPH) ที่ชนะประมูล 117,227ล้านบาท หากไม่มาจะริบเงินประกันซอง 2,000 ล้านบาท และถูกขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ทิ้งงาน

นายศักดิ์สยามกล่าวว่า รัฐบาลยินดีจะร่วมลงทุนกับเอกชน แต่ที่ต้องการให้รัฐร่วมรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องดูเงื่อนไขในทีโออาร์ รัฐทำอะไรได้มากแค่ไหน และทีโออาร์กำหนดให้เอกชนรับผิดชอบความเสี่ยงทั้งหมด

“10 ต.ค. คณะอนุกรรมการดูแลโครงการโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี มีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เป็นประธาน จะหารือเรื่องการส่งมอบพื้นที่ 72% มีตรงไหนบ้าง ยังมีพื้นที่ไหนเป็นฟันหลอ จะได้วางแผน และมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจใดรับผิดชอบ งบฯดำเนินการเพียงพอหรือไม่ จะได้ขออนุมัติให้”

เลื่อนเซ็นสัญญา 25 ต.ค.

นายอนุทินกล่าวว่า จะเลื่อนเซ็นสัญญาเป็น 25 ต.ค.นี้ ต้องเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อนุมัติการลงนามในสัญญา เพราะใกล้ครบกำหนดเวลายืนราคา 7 พ.ย.นี้ หากไม่ทันกำหนด ร.ฟ.ท.ส่งหนังสือขยายเวลายืนราคากลางได้ แต่จะริบเงินประกันซองไม่ได้ ขณะนี้การส่งมอบพื้นที่พร้อมส่งมอบ 72% ในทีโออาร์ให้ส่งหนังสือส่งมอบงาน (NTP) ได้ภายใน 1 ปีนับจากเซ็นสัญญา ส่วนการรื้อย้ายสาธารณูปโภคมีกำหนดในทีโออาร์อยู่แล้วว่าใครต้องทำอะไร


“ไม่ได้เร่งเอกชนฝ่ายเดียว รัฐก็เร่งด้วย อย่ากังวลว่าผมจะกลั่นแกล้ง มีแต่เรียกให้มาเซ็นสัญญา ถ้าทุกฝ่ายทำตามทีโออาร์ จะไม่มีคำถามพวกนี้ แล้วเอกชนเองก็ไม่ควรมาขออะไรนอกทีโออาร์ เพราะต้องรู้อยู่แล้วว่ามีเงื่อนไขอะไร ส่วนการช่วยเหลือเอกชน ก็ให้รัฐทำเงื่อนไขตามทีโออาร์ให้ครบแล้ว”

เซ็นสัญญา ต.ค.นี้

แหล่งข่าวจากกลุ่ม ซี.พี.เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จะเซ็นสัญญารถไฟความเร็วสูงแน่นอน แต่การกำหนดวันอยู่ที่ ซี.พี.กำหนด น่าจะเป็นภายในเดือน ต.ค.นี้ โครงการใหญ่ ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก แบงก์การันตี การจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ เอกสารการส่งมอบพื้นที่ เป็นต้น

“แผนก่อสร้างส่งให้การรถไฟฯแล้ว หลังเซ็นสัญญาต้องใช้เวลาเตรียมพื้นที่ ออกแบบรายละเอียด จะใช้เวลา 1 ปี ถึงจะเริ่มต้นโครงการ ที่ต้องใช้เวลาพิจารณาสัญญานาน เพราะโครงการใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูงและความเสี่ยงสูง หากระหว่างก่อสร้างรัฐมอบพื้นที่ให้ไม่ได้ จะสร้างไม่เสร็จ 5 ปี จะมีต้นทุนดอกเบี้ย จึงต้องการความชัดเจนเรื่องส่งมอบพื้นที่ให้ชัด ๆ เพราะใน 5 ปีแรกมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับ กว่าจะได้รับเงินจากรัฐก็ปีที่ 6”

เร่งเคลียร์พื้นที่ให้ไฮสปีด

นายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการกลุ่มบริหารรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่าได้หารือหน่วยงานเจ้าของระบบสาธารณูปโภคที่กีดขวางเส้นทางรถไฟความเร็วสูงทำแผนรื้อย้ายให้เสร็จก่อนเซ็นสัญญา ประกอบด้วย 1.ท่อน้ำมันของ บจ.ขนส่งน้ำมันทางท่อ (FPT) 2 จุดช่วงขนานกับแนวเส้นทางบริเวณคลองแห้ง 3 กม. และบริเวณโค้ง ถ.พระราม 6

2.ท่อน้ำมันของ บจ.ท่อส่งปิโตรเลียมไทย ขนานกับแนวเส้นทาง ช่วงลาดกระบัง กม.68 มุ่งหน้าไปอู่ตะเภา ยาว 40 กม. 3.ท่อก๊าซของ บมจ.ปตท. ทับแนวช่วงหน้าวัดเสมียนนารี-สนามบินดอนเมือง ระยะทาง 11 กม.มีสายไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กระจายตลอดแนวเส้นทาง 16 จุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อีก 11 จุด ส่วนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มี 2 จุด

นอกนั้นมีของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร บริเวณคลองสามเสนและท่อระบายน้ำขนาดใหญ่อีก 1 จุด ทับแนวเส้นทาง 1 จุด และเสาโทรเลขของร.ฟ.ท. ตั้งเป็นแนวยาว 77 กม. บริเวณลาดกระบัง

ทั้งนี้ ร.ฟ.ท.ระบุทั้งโครงการจะใช้พื้นที่ก่อสร้าง 3,571 ไร่ รวมเวนคืน 850 ไร่ เป็น 4,421 ไร่ พร้อมส่งมอบ 3,151 ไร่ มีพื้นที่อุปสรรคบุกรุก 210 ไร่ บุกรุก 513 ราย พื้นที่เช่า 83 สัญญา 210 ไร่ ส่วนสถานีมักกะสันส่งมอบได้ 100 ไร่ ศรีราชา 25 ไร่ ใช้เวลาส่งมอบ 1-2 ปี

พลังงานร่วมมือเต็มที่

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ได้ประชุมกับ ปตท.และ กฟผ. จะดำเนินการย้ายท่อก๊าซ สายไฟ ที่อยู่ในเส้นทางแล้วจะให้เสร็จภายใน 1 ปี ตามมติบอร์ดอีอีซี

https://www.prachachat.net/property/news-379440
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 06:07 AM   #1548
Wisarut
Registered User
 
Join Date: Oct 2003
Posts: 22,200
Likes (Received): 3080

Quote:
Originally Posted by ddes View Post
I feel that the rail link is short sighted.

I thought there was a potential airport site northwest at Ayutthaya? And Hua Hin? I regularly fly into Bangkok, and I find it's a dangerous dance for approaches into DMK as it passes through and over and under BKK flight paths.
the section to Ayutthaya has to be handled by Thai - China High Speed train for sure! - Never forget that the section from Bangsue Central to Donmueang are on the same space as High Speed train connecting three airport but it has to be either stacking up or globbling the rest of railway land strip of 80 meter wide!

Billionaire Charoen are waiting to see the way CP is handling High Speed train connecting Three Airports which is going to pass Sri Racha and Pataya area though before making further decision for the High Speed along the SOuthern line.

There are demands for the passenger train service to Eastern Seaboard but SRT failed to provide more trains, so this High Speed train connecting Three Airports is to give the answer for such demands.
__________________
BKK Mass Transit Expert
Wisarut no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 07:49 AM   #1549
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

“ซีพี” ถูกล่ามโซ่ เซ็นไฮสปีดเทรน ชี้ “เสี่ยงมาก” ขอไปตายดาบหน้า!
เผยแพร่: 11 ต.ค. 2562 10:29 ปรับปรุง: 11 ต.ค. 2562 12:38 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เปิดปัจจัยเสี่ยงที่กลุ่มซีพีรู้ว่ามีโอกาส “เจ๊ง” แต่ต้องเซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ชี้ “เสี่ยหนู” กดดันซีพีหวังให้ลงนาม จะส่งผลให้ ร.ฟ.ท.ไม่ต้องเรียก “บีเอสอาร์” มาเจรจา คาดอาจเจอวิกฤตถึงขั้นยึดค้ำประกันซองและถูก Blacklist ได้เช่นกันตามเงื่อนไข Jointly and Severally ขณะที่กลุ่มซีพีประเมินทุกปัจจัยแล้วขอไปตายดาบหน้า ว่ากันว่าโครงการนี้ “จีน” หนุนซีพีเต็มที่

การเลื่อนลงนามสัญญาเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) เป็นผู้ชนะการประมูล จากวันที่ 15 ต.ค. ไปเป็นวันที่ 25 ต.ค. 2562 เวลา 12.00 น. ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ถือเป็นโอกาสให้กลุ่มซีพี และ ร.ฟ.ท.มีเวลาในการเจรจาเพื่อหาข้อยุตินำไปสู่การลงนามในสัญญาได้ในที่สุด

แม้ว่าโครงการนี้กลุ่มซีพีจะมีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสเจ๊งหรือขาดทุนเป็นแสนล้านบาท หรือกว่าจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนจะอยู่ประมาณ 30 ปีไปแล้ว ในกรณีที่รัฐค้ำประกันจำนวนผู้โดยสาร และอื่นๆ แต่ถ้ารัฐไม่ค้ำประกันหรือจำนวนผู้โดยสารไม่ได้ตามเป้าต้องใช้เวลาถึง 50 ปีกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน

โดยต้องไม่ลืมว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พยายามผลักดันเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นให้ได้ตั้งแต่รัฐบาลบิ๊กตู่ 1 และบิ๊กตู่ 2 ในปัจจุบัน เพราะไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน จะเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ให้ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อให้กับรัฐบาลบิ๊กตู่ได้ในที่สุด

ขณะที่อะไรที่เป็นอุปสรรคและปัญหา เช่น เรื่องของการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ไปกีดขวางการก่อสร้างไฮสปีดเทรน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ ร.ฟ.ท.สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กลุ่มซีพีเข้าไปทำงานต่อได้

“ตอนนี้ซีพีเห็นแล้วว่าการส่งมอบที่ดิน และการแก้ไขสิ่งกีดขวางทุกอย่างรัฐเดินหน้าให้แล้ว อย่างเรื่องสายส่งไฟฟ้ากำลังสูง 500KV ถือเป็นโครงข่ายระดับชาติ (National Grid ) ภาคตะวันออก กฟผ.ก็พร้อมดำเนินการให้แล้ว”

จะว่าไปแล้ว การที่กลุ่มซีพียังไม่ยอมเซ็นสัญญา และดูเหมือนว่าจะพยายามต่อรองเงื่อนไขต่างๆ กับภาครัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ชนะโครงการนี้ ทั้งที่ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขการร่างข้อเสนอ (Request for Proposal : RFP) ก็ตาม

แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้ประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ระบุว่า จากการหารือกันเชื่อว่า การที่กลุ่มซีพียังไม่ยอมเซ็นสัญญานั้นมีหลายปัจจัยที่จะต้องทำให้ทุกอย่างชัดเจนและเข้าใจตรงกันบนพื้นฐานของเอกสาร เพราะโครงการนี้เห็นชัดๆ ว่ามีความเสี่ยงสูงมากๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งมอบที่ดิน ซึ่งจะทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้กลายเป็นภาระหนักถึงขั้นเจ๊งได้เช่นกัน

“ไม่อยากให้สังคมมองว่า ซีพี, อิตาเลียนไทย, ช.การช่าง หรือต่างชาติที่เข้ามาร่วมทุนล้วนแต่ทุนหนาจะแบกภาระขาดทุนได้นาน เพราะการจะทำโครงการอะไรก็ตามผู้ลงทุนก็ต้องศึกษาความคุ้มทุน ซึ่งการขาดทุนต้องมีระยะเวลาสิ้นสุดและมองเห็นอนาคตว่าโครงการจะดีขึ้น จึงจะตัดสินใจเซ็นสัญญา แต่อะไรที่เป็นปัญหาก็ต้องคุยกันให้เข้าใจตามระยะเวลาที่กำหนดไว้”

ดังนั้น กลุ่มซีพีจึงพยายามที่จะหาข้อสรุปกับประเด็นปัญหาต่างๆ และส่งสัญญาณให้รัฐบาลรู้ว่าอะไรที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ไปดำเนินการเองตามลำพังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก และต้องใช้อำนาจรัฐบาลในการสั่งการเท่านั้น และทุกอย่างก็เห็นชัดหลังการประชุมคณะกรรมการ EEC ที่บิ๊กตู่เป็นประธานเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

“เราคุยกันว่า ซีพีเหมือนคนที่ขาข้างหนึ่งถูกล่ามโซ่ไว้ ทำให้การจะเดินไปข้างหน้าก็ลำบาก เพราะขวากหนามมันมาก และเจ๊งแน่ๆ ยิ่งถ้าเราเดินไปแล้วสร้างไม่เสร็จจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะ RFP กำหนดไว้ชัดเจน แต่ใช่ว่าโครงการนี้จะไม่มีอนาคต เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลานานเท่านั้น ส่วนจะถอยหลังกลับไปก็ไม่ได้เพราะRFP อีกนั่นแหละ”



ว่ากันว่าปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ซีพีตกอยู่ในความเสี่ยงจึงต้องใช้เวลาในการเจรจาเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา ประกอบด้วย

1. ปัญหาการส่งมอบที่ดิน ซึ่งซีพีเสนอให้มีการส่งมอบ 100% เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้สำเร็จ จึงนำไปสู่การเจรจา ซึ่งคณะกรรมการฯ ยืนยันว่าพร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ 72% ก็ต้องมาคุยกันต่อว่า 72% เป็นพื้นที่อย่างไร ติดปัญหาสาธารณูปโภคหรือไม่ คาดว่าปัญหานี้มีโอกาสได้รับการแก้ไขและทำให้งานเดินได้เช่นกัน

2. หากที่ดินไม่ได้รับการส่งมอบตามที่กำหนดไว้ โอกาสที่ซีพีจะสร้างเสร็จภายใน 5 ปี มีความเป็นไปได้น้อย และหากล่าช้า ร.ฟ.ท.จะขยายเวลาให้เท่านั้น

3. หากกลุ่มซีพีส่งมอบโครงการช้าไปกี่วันจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงวันละ 25 ล้านบาท คูณจำนวนวันที่ล่าช้า

4. รัฐไม่ค้ำประกันด้านการเงิน ในส่วนที่ ร.ฟ.ท.ร่วมลงทุนซึ่งจะมีการจ่ายคืนในปีที่ 6 เป็นระยะเวลา 10 ปีเท่าๆ กัน จึงเป็นเรื่องที่กลุ่มซีพีจะต้องไปติดตามและเร่งรัดเอง แต่เชื่อว่าปัญหาข้อนี้รัฐบาลมีทางออกไว้ให้แล้ว

5. รัฐบาลไม่มีการการันตีจำนวนผู้โดยสาร ที่จะเข้ามาลงทุนตามแผนพัฒนา EEC ทำให้ทุกอย่างอยู่บนความเสี่ยงของกลุ่มซีพีล้วนๆ เพราะรายได้ที่จะเกิดขึ้นจากค่าโดยสารจะเริ่มจากปีที่ 6 เป็นต้นไป ซึ่งช่วงปีที่ 6-10 จะมีผู้โดยสารจำนวนเพียงพอหรือไม่?

6. กลุ่มซีพีต้องการความชัดเจนว่าในพื้นที่ EEC มีการลงทุนจริงตามแผนพัฒนาหรือไม่ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐกำหนดเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

7. มีการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) มีแนวโน้มลดลง จะส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุนในทุกๆ ด้าน

8. ที่ดินทำเลทอง ตามแผนพัฒนาเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่มักกะสัน 150 ไร่ ที่ดินศรีราชา หรือที่ดินที่ซีพีมีอยู่ เคยคาดหวังว่าจะสร้างมูลค่าได้และนำไปชดเชยในส่วนการลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้น ไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา และมีพื้นที่อาคารสูง คอนโดมิเนียมสำนักงาน ที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ ในโครงการใหญ่ๆ รอการขายอีกเป็นจำนวนมาก

“ถ้าเศรษฐกิจเติบโต ทุกอย่างกระเตื้องขึ้น การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้จะมีมูลค่าขึ้นมาทันที จึงต้องใช้เวลาอีกหลายปี ตรงนี้คืออนาคตที่ยังพอหวังได้”



9. จากการประเมินความคุ้มทุน (ตารางประกอบ) กรณีที่รัฐการันตีผู้โดยสารและสนับสนุนอื่นๆ เชื่อว่ากลุ่มซีพีต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปีถึงจะหมดภาระการขาดทุน แต่ถ้าโครงการใน EEC ไม่เกิดขึ้นตามแผนพัฒนา โอกาสที่กลุ่มซีพีจะเจ๊งก็มีสูงคืออยู่ในระดับ 'ความเสี่ยงสูงมาก' กลุ่มซีพีจึงพยายามเจรจาลดเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้ไฮสปีดเทรนเกิดได้และมีอนาคตได้เช่นกัน

10. RFP ระบุรัฐยึดเงินค้ำประกัน 2,000 ล้านบาทได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการขู่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกระทรวงคมนาคม แต่เป็นเรื่องที่กำหนดไว้ใน RFP หากกลุ่มซีพีไม่ลงนามในสัญญาก็ถือว่าผิดสัญญา สามารถยึดเงินค้ำประกันได้ทันที

“2,000 ล้านรัฐก็จะไปเรียกจากแบงก์ที่ค้ำประกัน จากนั้นแบงก์ก็ต้องไปตามจากกลุ่มซีพีตามที่มีการตกลงกันไว้”

11. RFP ยังมีเงื่อนไข Jointly and Severally เพื่อให้บริษัทในกลุ่ม JV ทุกบริษัทต้องมีความรับผิดชอบต่อสัญญาร่วมกัน ดังนั้นเมื่อซีพีถูก Blacklist มีผลให้ ITD และ CK รวมทั้งพันธมิตรต่างๆ ต้องโดนด้วย

12. ใน RFP ยังกำหนดให้กลุ่มJV ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย (Liability) ไม่เกินวงเงินลงทุน




อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินความเสี่ยง ความคุ้มทุน และโอกาสแล้วระหว่างเดินไปข้างหน้ากับการเดินถอยหลังคือไม่เซ็นสัญญา จะมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันอย่างไร จึงเชื่อว่า ซีพี จะเลือกเดินไปข้างหน้าแบบช้าๆ ตามที่กรอบเวลาหรือการยืนราคาตามที่เสนอไปนั้น สามารถยืดไปได้จนถึงวันสุดท้าย

“ซีพีเลือกไปตายดาบหน้า จะเลือกเซ็นสัญญาก่อนแล้วค่อยๆ แก้ปัญหาเพราะข้างหน้าก็ยังมีโอกาสหากเศรษฐกิจเติบโตขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ต่างจากบีทีเอส ก็ขาดทุนเมื่อทำรถไฟฟ้าบีทีเอสวิ่งในช่วงแรกๆ เพราะจำนวนผู้โดยสารน้อย แต่วันนี้เป็นอย่างไร บีทีเอสเติบโตมากๆ”

แต่การจะเซ็นวันที่ 25 ตุลาคม ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้หรือไม่ หรือจะเลื่อนออกไปอีกก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าหากถึงวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยืนราคา กลุ่มซีพีอาจจะมีอะไรเด็ดๆ ในการเจรจาขอยืดเวลาออกไปได้หรือไม่ และใคร? จะเป็นผู้กล้าอนุญาตให้มีการเลื่อนเวลาออกไปอีกเท่านั้น

“ทั้ง ร.ฟ.ท. และซีพี มั่นใจว่าในวันที่ 25 ตุลาคมน่าจะเซ็นสัญญาได้ หากช่วงเวลาจากนี้ไปเอกสารต่างๆ เข้าใจตรงกันก็จะไม่มีเลื่อนอีก”

แหล่งข่าวระบุด้วยว่า กลุ่มซีพีไม่มีทางทิ้งโครงการนี้แล้วปล่อยให้ยึดเงินค้ำประกัน และ Blacklist พันธมิตรทางธุรกิจ เพราะเท่ากับชื่อเสียงที่ซีพีสั่งสมมายาวนานจะสูญสิ้นไปในทันที อีกทั้งจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสายตาประเทศจีน ว่ากันว่าโครงการนี้ประเทศจีนก็เป็นแรงหนุนสำคัญที่จะทำให้ซีพีตัดสินใจเดินหน้าโครงการไฮสปีดเทรนนี้แม้จะต้องขาดทุนเป็นแสนล้านบาทก็ตาม

“ขาดทุนตรงนี้ มีที่อื่นชดเชยหรือไม่ ต้องตามดูกัน”

ขณะเดียวกัน วงการก่อสร้างที่เป็นพันธมิตรและเคยทำงานร่วมกับนายอนุทิน เจ้าของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่างก็เชื่อว่าการเดินหน้ากดดันกลุ่มซีพีให้รีบมาเซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดก็เพื่อให้กลุ่มซีพีเซ็นสัญญา ไม่ใช่เพื่อให้ ร.ฟ.ท.เรียกรายที่ 2 คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย) : BTS, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย) : STEC, บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย) : RATCH มาเป็นคู่สัญญาทำโครงการไฮสปีดเทรนนี้ต่อไป

“คุณอนุทิน และบีทีเอส รู้แล้วว่าปัญหาที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง ช่วงแรกอาจต้องการทำไฮสปีดเทรน และตัวเลขขอเงินสนับสนุนจากรัฐก็สูงกว่าซีพี คือ เสนอรัฐอุดหนุน 1.69 แสนล้านบาท สูงกว่าซีพีถึง 5 หมื่นล้านบาท จึงย่อมปลอดภัยมากกว่า แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจ จำนวนผู้โดยสาร การส่งมอบที่ดิน และ EEC จะสำเร็จตามเป้าหรือไม่”

ที่สำคัญไม่ต้องการให้โครงการไฮสปีดเทรนต้องกลายเป็น 'แพะ' ให้กับแผนพัฒนา EEC รวมไปถึงหากเรียกกลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ มาเจรจาและไม่สามารถเจรจากันได้ และไม่ยอมลงนามในสัญญา บีเอสอาร์ก็จะถูกยึดเงินค้ำประกันและBlacklist เช่นเดียวกับกลุ่มซีพี

“วันนี้รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการล้มประมูลไฮสปีดเทรน เพราะหากมีการประมูลใหม่เชื่อว่ารัฐบาลต้องจ่ายมากกว่าในการประมูลครั้งแรกแน่นอน เพราะราคาและปัญหาต่างๆ ถูกเปิดสู่สาธารณะไปแล้ว จึงต้องช่วยทุกทางที่ไม่ผิดกฎหมายให้ซีพีลงนามได้”

ดังนั้น การที่นายอนุทินเร่งรัดกลุ่มซีพี และทำให้มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับพรรคภูมิใจไทย และยังทำให้กลุ่มบีเอสอาร์ไม่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงกับโครงการนี้ เพราะถึงกลุ่มซีพีจะได้งานไป ใช่ว่าบริษัท ซิโน-ไทยฯ จะหมดโอกาสเข้าไปรับงานก่อสร้างในใครงการนี้จริงหรือไม่?

เพราะเขาคือ “เสี่ยหนู” กระบี่มือ 1 ในวงการก่อสร้างเช่นกัน!


https://mgronline.com/specialscoop/detail/9620000098013
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 11th, 2019, 12:52 PM   #1550
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

บอร์ดไฮสปีดเครียด “ศักดิ์สยาม” ส่งมือขวาคุมสัญญา ซี.พี.

วันที่ 11 October 2019

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท ที่ห้องปฏิบัติการ ชั้น 3 ที่ทำการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีนายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่า ร.ฟ.ท.เป็นประธาน ซึ่งการประชุมเริ่มขึ้นในเวลา 15.00 น.ที่ผ่านมา โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด

โดยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการประชุม คณะกรรมการคัดเลือกได้เชิญคณะที่ปรึกษาของโครงการและที่ปรึกษาของอีอีซีออกจากห้องประชุมก่อน เพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกได้พุดคุยหารือกัน

ต่อมาเวลาประมาณ 15.07 น. นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และแคนดิเดตประธานคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. (บอร์ดรถไฟ) เดินทางมาร่วมประชุมด้วย โดยใช้เวลาหารือในที่ประชุมประมาณ 50 นาทีจึงได้ออกจากห้องประชุม ก่อนที่จะมีการพูดคุยกับนายวรวุฒิอีกเล็กน้อยจึงได้เดินทางกลับ

นายจิรุตม์ เปิดเผยกับ”ประชาชาติธุรกิจ”ในภายหลังว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้มากำชับการดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยและเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีอย่างอื่น

ส่วนการลงนามในสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) เอกชนที่ได้รับการคัดเลือกของโครงการนั้น ตนไม่ทราบและไม่เกี่ยวกับภาระหน้าที่ของตนในเวลานี้ ต้องรอถามคณะกรรมการคัดเลือกเอง

ด้านนายวรวุฒิ กล่าวกับ”ประชาชาติธุรกิจ”ก่อนเข้าประชุมว่า ยังไม่ทราบข่าวกำหนดการที่กลุ่ม CPH จะมาลงนามในสัญญาวันที่ 25 ต.ค.นี้ ขอดูรายละเอียดในการประชุมวันนี้ก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้เลย

สำหรับความคืบหน้าของการประชุมในขณะนี้ดำเนินไปกว่า 2 ชม.แล้ว โดยคณะที่ปรึกษาของโครงการยังอยู่ด้านนอก ในห้องประชุมขณะนี้มีนายวรวุฒิ อัยการสูงสุด และผู้แทนจากอีอีซีประชุมหารือกันเท่านั้น คาดว่าการประชุมจะแล้วเสร็จในเวลาประมาณ 19.00 น.

https://www.prachachat.net/property/news-380158
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 12th, 2019, 06:04 AM   #1551
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

ชงแก้ส่งมอบพื้นที่แนบท้ายสัญญาให้บอร์ดอีอีซีเคาะมั่นใจ ซี.พี.เซ็น 25 ต.ค.แน่
วันที่ 12 October 2019 - 10:22 น.

นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าที่ประชุมวันที่ 11 ต.ค.มีมติรับทราบผลการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการของอีอีซี ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ในประเด็นการปรับแก้สัญญาแนบท้ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบพื้นที่ของโครงการแล้ว

โดยกำหนดให้นำผลการปรับแก้ตามที่คณะอนุกรรมการเห็นชอบ รายงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการประชุมครั้งถัดไป



ADVERTISEMENT
“ที่ใช้เวลาประชุมนานเกือบ 4 ชม. เพราะมีการถกเถียงกันว่า หลังจากคณะอนุกรรมการมีมติปรับแก้การส่งมอบพื้นที่ใหม่ ซึ่งอยู่ในส่วนเอกสารแนบท้ายสัญญาใหม่ บอร์ดคัดเลือกจะสามารถปรับแก้เอกสารแนบท้ายได้หรือไม่ แต่สุดท้ายที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า เมื่อการดำเนินการแบบเดิมคือ ให้เอกชนคุยกับหน่วยงานเจ้าของระบบสาธารณูปโภคเอง ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะทำให้การดำเนินการของโครงการนี้ฝ่ายรัฐเองก็ลำบาก และฝั่งเอกชนก็เดินต่อไม่ได้ ประกอบกับในทีโออาร์ไม่ได้ห้ามเรื่องการปรับแก้สัญญาแนบท้าย จึงมีมติปรับแก้และเสนอให้ที่ประชุม กพอ.เห็นชอบต่อไป”

ขณะที่การยืนยันเรื่องลงนามในสัญญาวันที่ 25 ต.ค.นี้ของกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งจำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ฝ่ายรัฐได้กำหนดไปแล้วว่า จะต้องมาลงนามในเวลา 13.30 น. แต่กลุ่ม CPH ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะมาลงนามเมื่อไหร่ เชื่อว่ากลุ่ม CPH คงไม่เบี้ยว อาจจะต้องขอเวลาดำเนินการในภาระของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน

ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. (บอร์ดรถไฟ) ชุดใหม่ ตนไม่ทราบและเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม ส่วนประเด็นติดค้างที่จะต้องให้บอร์ดรถไฟเห็นชอบ ก็เหลือเพียงเรื่องเดียวคือการอนุมัติให้ตนในฐานะรักษาการผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐลงนามในสัญญาร่วมกับกลุ่ม CPH เท่านั้น

https://www.prachachat.net/property/news-380326
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 12th, 2019, 06:05 AM   #1552
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

รถไฟความเร็ว “เสียว” เสียวทั้ง “ซีพี” เสียวทั้ง “รัฐบาล”
เผยแพร่: 12 ต.ค. 2562 06:19 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เข้า “โค้งสุดท้าย” แล้ว! สำหรับ “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” คือ “ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา” ที่ทำเอาบรรดา “ตัวละคร” ที่เกี่ยวข้อง “เสียว” กันไปทั่ว ทั้ง “ฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน” จนต้องเลื่อน “เส้นตายการลงนามเซ็นสัญญา” ออกไปเป็นวันที่ 25 ตุลาคม 2562

ก็จะไม่ “เสียว” ได้อย่างไร เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันจะส่งผลกระเทือนกับ “บิ๊ก โปรเจกต์” อย่าง “โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” หรือ อีอีซี ที่ “ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจและประธานอีอีซี”หมายมั่นปั้นมือจะฝากผลงานทิ้งไว้ให้ลูกหลาน “ล้มไม่เป็นท่า” ได้

เช่นเดียวกับ “ทีมภูมิใจไทย” นำโดย “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแท็กทีมกับรัฐมนตรีคู่ใจ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องปวดหัวอยู่ไม่น้อยว่า “ทีม CPH” บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่มีพันธมิตรอย่าง ช.การช่าง-อิตาเลียนไทยฯ และ บริษัท ไชน่า เรลเวยส์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชัน จำกัด จากประเทศจีน จะ “หงายไพ่” อะไรออกมาหลังจาก “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ผู้เป็น “บิ๊กบอส” ตัดสินใจลงมาเล่นเองโดยพุ่งเป้าไปที่ประเด็น “ความเสี่ยง” ที่กลุ่มซีพีต้องแบกรับ

ด้วยสาเหตุจากการที่นายศักดิ์สยาม รุกไล่ CPH ไม่หยุดยั้ง ทั้งขีดเส้นให้รีบเซ็นสัญญาทั้งที่ปัญหาการส่งมอบที่ดินยังเคลียร์ไม่จบ ทั้งขู่จะริบเงินประกันซอง 2 พันล้าน ทั้งยังจะขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประมูลงานของรัฐหากยังเยื้อต่อและถอนตัว จนเป็นที่น่าสงสัยว่ามีอะไรในกอไผ่หรือไม่ อย่างไร

เบื้องหน้าเบื้องหลังของความหวาดเสียวคราวนี้ มี “อะไรทับซ้อน” หรือไม่ “เสี่ยหนู” คงรู้อยู่แก่ใจ เพียงแต่ “น้ำท่วมปาก” แล้วก็ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆว่า “เจ็บลิ้นไก่ ไม่พูดเยอะ ขอเชิญ CPH ถือปากกาด้ามเดียวมาเซ็นสัญญากัน 25 ตุลาคมนี้...”

ดูทรงแล้ว “เสี่ยหนู” คง “กลัดกลุ้ม” กับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่น้อยด้วยข้อจำกัดกับการทำงานที่ “ไม่ได้ดั่งใจ” ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก่อนที่ปัญหาจะถูก “เคลียร์” และทำท่าว่าจะ “จบดีล” เป็นที่เรียบร้อยแล้วแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง” เหลือเพียงแค่การจรดปากกาเซ็นในวันที่ 25 ตุลาคมนี้เท่านั้น

ถอดรหัสสัญญาณ “เจ้าสัวธนินท์”
หลังการ “เร่ง” ของ “ศักดิ์สยาม”
ฉากหน้างานระดับช้างชนช้าง เดิมพันสูง ที่กำลังสู้กันระดับโลกต้องจารึกไว้ในตำนานการพัฒนาเส้นทางรถไฟไทย ทำให้เจ้าสัวแสนล้าน ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ต้องออกโรงถือธงนำเอง

เจ้าสัวธนินท์พูดตอนหนึ่งในงานเปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” ที่เมืองทองธานี ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า โครงการนี้มีความเสี่ยง แต่ที่ซีพีเลือกเข้ามาลงทุนเพราะมองเห็นโอกาสว่ามันจะสำเร็จได้ ถ้ารัฐบาลมีความเข้าใจ

“เรื่องนี้เรื่องของรัฐบาล เรื่องเศรษฐกิจแท้ ๆ ไม่ใช่เรื่องของประชาชน เขาตั้งชื่อว่า PPP (ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน หรือ Public Private Partnership) คือรัฐร่วมกับเอกชน เอาจุดเด่นมาบวกกัน แล้วมาลบจุดอ่อนของรัฐบาล แต่พอ TOR (เงื่อนไขการประกวดราคา) เขียนแล้วไม่ใช่ รัฐบาลต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยกันกับเอกชน ถ้าเสี่ยง สองคนต้องมาเป็นคู่ชีวิตเลยนะ เสี่ยงด้วยกัน ถ้าจะล่มก็ต้องล่มด้วยกัน ไม่ใช่เอกชนมาเสี่ยง รัฐบาลไม่เสี่ยง นี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของประเทศชาติเลย”

ทุกถ้อยคำต้องถือว่าไม่ธรรมดา ทั้งไม่บ่อยครั้งนักที่เจ้าสัวธนินท์ จะออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณะ และยังพูดชัดเจนถึงข้อเรียกร้องที่ฝ่ายเอกชนต้องการให้รัฐบาลเข้าร่วมแบกรับความเสี่ยงกับเมกะโปรเจกต์มูลค่ามหาศาล 2.24 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการต่อยอดการลงทุนไปยังโครงการลงทุนต่อเนื่องอื่นๆ ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่วาดฝันจะปลุกปั้นเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

นี่จึงไม่ใช่เป็นแค่การลงทุนของเอกชนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ หมายมั่นปั้นมือด้วย จะปล่อยให้เอกชนลอยคอเพียงลำพัง เสี่ยงเอง เจ็บเอง ตายเอง คงไม่ใช่

ต้องไม่ลืมว่า กลุ่มซีพี มีประสบการณ์ในการลงทุนโครงการการวางเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าการลงทุนนับแสนล้านมาแล้วตั้งแต่ปี 2535 จนนำมาสู่การพลิกโฉมหน้าวงการโทรคมนาคมของไทยในวันนี้ ดังนั้น จุดเสี่ยงในการทำสัญญาโครงการกับภาครัฐจึงเป็นเรื่องซีพีรู้ดีและรู้ด้วยว่าจะหาทางปิดจุดเสี่ยงนั้นอย่างไร

จุดเสี่ยงที่เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของโครงการไฮสปีดเทรนฯ อยู่ตรงที่เจ้าสัวธนินท์ว่า “เงื่อนไขทีโออาร์ที่เขียนแล้วมีบางอย่างที่ไม่ใช่” คงหนีไม่พ้นการส่งมอบพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เจ้าของโครงการ ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ

เดิมฝ่ายเอกชนคงเข้าใจว่า จะมีการส่งมอบหรือมีความชัดเจนว่าจะส่งมอบพื้นที่ให้ได้ทั้ง 100% ก่อนลงนามในสัญญาและเริ่มดำเนินโครงการตามกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับจากวันลงนามในสัญญา แต่เอาเข้าจริง ร.ฟ.ท.กลับไม่สามารถรับปากได้ว่าจะส่งมอบพื้นที่ได้ครบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่ อีหรอบนี้ขืนผลีผลามรีบเซ็นสัญญาไปก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่ทางเลือกของกลุ่ม CPH แน่

อันที่จริง ปัญหาใหญ่ดังกล่าว “ทีมลุงตู่” รู้ดี ดูจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือคณะกรรมการอีอีซี ครั้งที่ 9/2562 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ได้ข้อสรุปว่า ปีแรกที่ลงนามในสัญญา รัฐบาลจะส่งมอบที่ดินให้ได้ 70% ส่วนที่เหลืออีก 18 เดือน จะรับทราบความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการย้ายระบบสาธารณูปโภค ทั้งท่อก๊าซฯ ท่อน้ำมัน ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าแรงสูง ฯลฯ ออกไปว่าทำเสร็จหรือไม่ ถ้าพื้นที่ส่งมอบไม่ทันทำให้การก่อสร้างล่าช้าก็จะเปิดโอกาสให้ขยายเวลาโดยเอกชนไม่ถูกปรับงานล่าช้า

พินิจพิจารณาแล้วฟังดูเหมือนจะดี ขยายเวลาให้ ไม่ถูกปรับงานล่าช้า แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นคำสัญญาที่หาจุดจบไม่เจอ ถ้าส่งมอบพื้นที่ไม่ทันก็ไม่ปรับไม่ใช่คำตอบสำหรับการลงทุนที่ดีแน่ เพราะถ้าขีดเส้นตายไม่ได้ว่าส่งมอบพื้นที่ได้ครบ 100% เพื่อให้การก่อสร้างคืบหน้าเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดได้เมื่อไหร่ สำหรับเอกชนแล้วความไม่แน่นอนอย่างที่ว่าถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก เพราะถ้าการส่งมอบที่ดินมีปัญหา แผนการก่อสร้างก็จะยืดเยื้อ นั่นหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงก็สูงตาม โอกาสขาดทุนก็มาก ความเสี่ยงทางการเงินก็ทบเท่าทวี

ถามว่าความเสี่ยงระดับไหนที่บิ๊กบอสใหญ่ของกลุ่มซีพีกล้าได้-กล้าเสี่ยง เจ้าสัวธนินท์ กล่าวถึงเรื่องนี้ในวันงานเปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” ดังกล่าวว่า “เสี่ยงได้ แต่ต้องไม่ให้ล้มละลาย” โดยจะลงทุนก็ต่อเมื่อประเมินแล้วได้ 70% เสี่ยง 30% เพราะไม่มีอะไรที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าหากโครงการใหญ่มากถึงขั้นทำให้ซีพีล้มได้ เจ้าสัวไม่เอาแน่นอน

“ผมไม่เอา แม้ว่าเสี่ยง 10 ผมก็ไม่เอา เราไปหาเรื่องทำไมและเวลาเสี่ยงต้องเสี่ยงแล้วต้องไม่ล้มละลาย อย่าเล่นอะไรที่เกิน เพราะเสี่ยงแล้ว ไม่มีใครกล้ารับรอง มันเกิดอุบัติเหตุ เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ทำใหญ่ยิ่งใหญ่ยิ่งเสี่ยงสูง ถ้าทำใหญ่แล้วเกินความสามารถล้มละลายได้” เจ้าสัวธนินท์ พูดถึงหลักการบริหารงานที่ยึดถือ ซึ่งก็เป็นคำตอบที่มีนัยอยู่ในตัวเองว่า กลุ่ม CPH มีจุดยืนเช่นใดสำหรับโครงการไฮสปีดเทรนฯ

วิเคราะห์ดูแล้ว โครงการนี้กลุ่มซีพีมีความเสี่ยงสูงจริงอย่างที่ว่า เพราะโอกาสขาดทุนมีค่อนข้างสูง หรือกว่าจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนก็กินเวลาอยู่ประมาณ 30 ปีหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่า รัฐค้ำประกันจำนวนผู้โดยสารหรือไม่

ที่สำคัญคือ อันที่จริงแล้วการเจรจาต่อรองของพาร์ทเนอร์ธุรกิจถือเป็นปกติวิสัยของการร่วมลงทุนไม่ว่าจะเป็นระหว่างเอกชนด้วยกันเอง หรือระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปได้ด้วยดี ซึ่งโครงการนี้ นายกรัฐมนตรีก็ให้นโยบายมาแล้วว่าให้ไปดูแผนการส่งมอบพื้นที่ ขอให้ดำเนินการโดยไม่เป็นภาระของเอกชน ทว่า พอมาถึงบทที่มีข้อเสนอจาก CPH ขอให้รัฐบาลพิจารณาร่วมรับความเสี่ยงด้วยกัน นายศักดิ์สยามกลับมีท่าทีแข็งกร้าว งัดข้อกฎหมายออกมายัน ยืนกรานเอกชนต้องรับความเสี่ยงไปแต่ฝ่ายเดียว

นายศักดิ์สยาม บอกชัดเลยว่า กรณีที่นายธนินท์ขอให้รัฐบาลร่วมรับความเสี่ยงกับภาคเอกชนในการลงทุนด้วยว่า “เป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของท่าน” แต่รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารการคัดเลือกเอกชน (Request for Propasa : RFP) ซึ่งได้พูดถึงไว้ในข้อ 50.1 ว่า ผู้ยื่นเสนอจะต้องรับภาระความเสี่ยง ....

ความเสี่ยงสำหรับพื้นที่ที่จะใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมทั้งสิ้น 4,421 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้าง 3,571 ไร่ และพื้นที่เวนคืน 850 ไร่ เบื้องต้น ร.ฟ.ท..อ้างว่า มีความพร้อมส่งมอบพื้นที่ 3,151 ไร่ หรือคิดเป็น 88% ของพื้นที่ทั้งหมด ในจำนวนนี้ รวม 100 ไร่ ของที่ดินมักกะสันจากทั้งหมด 150 ไร่ และ 25 ไร่ของที่ดินบริเวณศรีราชา จ.ชลบุรี

แต่ในจำนวนพื้นที่ที่ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนว่าจะส่งมอบให้นั้น มีอุปสรรคสำคัญ 2 กรณีหลักๆ คือ ที่บุกรุก 210 ไร่ มีผู้บุกรุก 513 ราย พื้นที่เช่า 83 สัญญา และพื้นที่ที่ยังมีสาธารณูปโภคสำคัญๆ ที่รื้อย้าย-รื้อถอนได้ยาก ทั้งเสาไฟฟ้าแรงสูง 16 จุด, ระบบบำบัดน้ำเสียใต้คลองบางซื่อ, ท่อน้ำมัน-ท่อก๊าซบริเวณคลองแห้งและโค้ง ถ.พระราม 6, ท่อน้ำมัน บจ.ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์) ช่วงลาดกระบัง กม.68 มุ่งหน้าอู่ตะเภา เป็นแนวยาว 40 กม., ท่อก๊าซ ปตท.หน้าวัดเสมียนนารี-สนามบินดอนเมือง 11 กม., ท่อส่งน้ำ-ท่อระบายน้ำของ กทม.บริเวณสามเสน และรางรถไฟสายตะวันออก ที่คาดว่าจะใช้เวลาส่งมอบพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ปี

ร.ฟ.ท.ในฐานะเจ้าของโครงการและผู้รับผิดชอบในการส่งมอบพื้นที่ ตลอดจนประสานงานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคที่กีดขวางแนวเส้นทางก่อสร้างเข้าใจปัญหานี้ดีจึงเสนอให้มีการลงนามในสัญญาให้ทันกำหนดระยะเวลายืนราคาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ไปก่อน แต่ยังไม่ส่งหนังสือให้เริ่มต้นทำงาน (notice to proceed : NTP) เพื่อเลื่อนเวลาการนับหนึ่งของโครงการออกไปก่อน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบว่าจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี และกำหนดเปิดให้บริการปี 2567

แต่ฝ่ายเอกชนกลุ่ม CPH ก็ไม่อาจรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เนื่องจากมีผลกระทบในเรื่องการลงทุนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากขึ้นจากเดิม ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่คาดที่ว่าจะใช้เวลาส่งมอบพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ปี นั้น เอาเข้าจริงแล้วไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อออกไปอีกยาวนานแค่ไหน

ต้องไม่ลืมว่าโครงการนี้เป็นรูปแบบของการร่วมทุน PPP net cost แต่กว่าที่รัฐจะเข้ามาร่วมเสี่ยงลงเงินลงทุนด้วยก็ตั้งแต่ปีที่ 6 ต่อเนื่องไปเป็นเวลา 10 ปี ที่จะต้องแบ่งจ่ายเงินอุดหนุน 117,227 ล้านบาทที่กลุ่ม CPH เสนอ พร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท หรือปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่าว่า 5 ปีแรกในช่วงการก่อสร้าง เอกชนต้องรับภาระความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในการส่งมอบพื้นที่ เพิ่มความเสี่ยงของโครงการ จนต้องไปเผชิญกับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นไปด้วย

ในมุมมองของ CPH ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมประมูล ก็ย่อมรับรู้ได้ถึงความเสี่ยงของโครงการ ดังที่นายธนินท์ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐบาลเข้าใจและอำนายความสะดวกโครงการก็จะไปได้ ถึงสามารถเสนอราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งถึง 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของโครงการ ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ขณะที่การเจรจาหาทางปิดความเสี่ยงทั้งส่งมอบพื้นที่ ซึ่งโยงไปถึงความเสี่ยงด้านการลงทุนและด้านการเงิน นายศักดิ์สยาม และนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ออกมากดดันให้มีการเร่งลงนามในสัญญาโดยเร็ว

แถมขู่ด้วยว่าถ้า CPH ไม่ลงนามในสัญญา ทิ้งงานหรือถอนตัว ก็จะถูกขึ้นบัญชีดำ ริบเงินประกัน และจะเรียกกลุ่มกิจการร่วมค้า BSR (BSR Joint Venture) เอกชนผู้เสนอวงเงินขอให้รัฐสนับสนุนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 169,934 ล้านบาท เกินจากกรอบที่ ครม. อนุมัติไว้ที่ 119,425 ล้าน เป็นจำนวน 49,969 ล้านบาท มาเจรจาทันที โดยกลุ่ม CPH จะต้องจ่ายส่วนต่างที่เกินกรอบดังกล่าวด้วย

“ยืนยันว่าหากวันที่ 15 ต.ค.62 ผู้รับงาน คือ กลุ่ม CPH ยังไม่มาลงนามในสัญญาก็จะต้องถูกริบหลักประกันซอง ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ในข้อ 56.3 ของ RFP ส่วนจะมีการขึ้น Black list หากกลุ่ม CPH ไม่มาลงนามตามกำหนดได้หรือไม่นั้น ได้มอบหมายให้ นายชยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ไปพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร” นายศักดิ์สยาม ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อครั้งที่ “เคลียร์กันยังไม่ลงตัว”

ก่อนที่จะมีการดีเลย์ต่อเวลาออกไปอีก 10 วัน เพราะเงื่อนไขจากบอร์ดร.ฟ.ท. ลาออกยกชุด โดยนายศักดิ์สยาม บอกว่า “การลงนามตามกำหนดการเดิมในวันที่ 15 ต.ค.นี้จะส่งผลให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะทันที เนื่องจากหากไม่มีบอร์ดร.ฟ.ท. สัญญาจะไม่มีผลผูกพันกับร.ฟ.ท.จากกรณีดังกล่าว จึงถือเป็นสิทธิที่ผู้ว่าจ้าง คือ ร.ฟ.ท.สามารถที่จะแจ้งเลื่อนวันเซ็นสัญญาได้ สาเหตุมาจากความจำเป็น และสั่งการให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ จัดทำหนังสือไปแจ้งกลุ่ม CPH ในกำหนดการลงนามสัญญาใหม่วันที่ 25 ต.ค.นี้อีกครั้งแล้ว”

เจรจาหนักก่อนจะ “ดีลกันลงตัว”
แน่นอน การยืดเวลาลงนามในสัญญาออกไปสิบวัน อาจดูไม่นานนัก แต่เชื่อเหลือเกินว่า น่าจะเป็นระยะเวลาที่ทำให้เรื่องจบลงอย่างที่ “ทุกฝ่าย” ต้องการ และเคลียร์ปัญหา “ความเข้าใจระหว่างกัน” ไปได้

“ขอย้ำว่า ถ้าโครงการนี้ไม่เกิด จะกระทบกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน”

ฟังน้ำเสียงนายอนุทินก็รับรู้ได้ว่าเขาตระหนักถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า ถ้าล่มจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพันธมิตรร่วมลง “เรือเหล็ก” ด้วยกันมาตั้งแต่แรก

ต้องยอมรับว่า นายอนุทินเป็นผู้ที่รู้รายละเอียดเงื่อนไขของโครงการนี้ดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่เพียงแต่ในฐานะรองนายกฯ กำกับกระทรวงคมนาคม แต่เป็นในฐานะที่เป็นทายาทและอดีตผู้บริหารใหญ่ของ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่เรียกกันคุ้มปากว่า “ซิโน-ไทย” บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ติด 1 ใน 3 ของประเทศ

เพราะฉะนั้นนายอนุทินก็คงรับทราบถึง “ข้อจำกัด” ในการเดินหน้าอภิมหาโครงการแสนล้านนี้ในทุกแง่มุม

เป็นที่ทราบกันว่า หากกลุ่ม CPH ผู้ชนะประมูลเลือก “ยกธงขาว” ถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ “ส้มหล่น” ไปที่กลุ่ม BSR ก็จะถูกเรียกเข้ามาเจรจากับภาครัฐแทน โดยสามารถยืนราคาเดิมที่เคยยื่นประมูลไว้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนต่างหากมีการดำเนินโครงการนั้น กลุ่ม CPH ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

หลายคนอาจมองว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย STEC คือหนึ่งในพันธมิตรกลุ่ม BSR ที่ประมูลแพ้กลุ่ม CPH ในโครงการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่เสนอราคาไปสูงกว่าถึง 5 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่มองกันได้ แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูคำให้สัมภาษณ์ของเขาที่บอกว่า “รู้สึกยินดีมากที่ได้กลุ่ม CPH เข้ามาประมูลเพราะเสนอต่ำกว่าราคากลาง และต่ำกว่าคู่แข่งถึงประมาณ 5 - 6 หมื่นล้านบาท ราคาแบบนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว” ก็คงอนุมานได้ว่า กลุ่ม BSR ไม่น่าจะปรารถนาที่จะต่อยอด

ที่สำคัญคือ เชื่อเหลือเกินว่า “เสี่ยหนู” ไม่ต้องการให้โครงการไฮสปีดเทรนต้องกลายเป็น “แพะ” ที่ทำให้ให้แผนพัฒนา EEC ล้มไปทั้งกระดาน รวมไปถึงหากเรียกกลุ่มกิจการร่วมค้า BSRมาเจรจาและไม่สามารถเจรจากันได้ และไม่ยอมลงนามในสัญญา BSR ก็จะถูกยึดเงินค้ำประกันและโดนแบล็คลิสต์ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มซีพีเช่นกัน

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินเร่งรัดและทำให้มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นได้ ก็เท่ากับเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้กับพรรคภูมิใจไทยอีกต่างหาก

เมื่อกระแสอื้ออึงด้วยข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างพ่อค้า-นักการเมือง “เสี่ยหนู” จึงจำต้องโพสต์ระบายในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมาว่าด้วยประโยคเด็ด “ชีวิตดีแล้ว มั่นคงมาก ไม่จำเป็นต้องเอื้อธุรกิจของครอบครัวหรือของใคร” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ไม่พูดเยอะ เจ็บลิ้นไก่”

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดูเหมือนจะ “ดีลลงตัว” ก่อนถึงกำหนด “เส้นตาย” หลังจากมีการประชุม “คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 โดยมี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมประชุมด้วย

และคณะอนุกรรมการฯ มีมติ “เห็นชอบ” แผนการส่งมอบพื้นที่สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่โดยมี “ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ”ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการเสนอให้คณะกรรมการอีอีซี ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้การก่อสร้างโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบินเดินหน้าต่อได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ซึ่งชนะการประมูลในวันที่ 25 ต.ค. นี้

ศักดิ์สยามชี้แจงแถลงไขด้วยว่า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการดังกล่าว ได้ทำหนังสือส่งไปยังกลุ่มบริษัทซีพี เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากันในวันที่ 25 ต.ค. นี้ โดยเลขาธิการคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ประสานไปยังกลุ่มซีพีอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ซึ่งทางกลุ่มซีพีได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามกำหนดเวลา

สำหรับปัญหาที่คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องเห็นชอบ ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ชุดใหม่ตามกฎหมายแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นชอบ ส่งให้กระทรวงคมนาคมดูแล้ว หลังจากนั้นได้ส่งเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการ ร.ฟ.ท.. ได้ทันที โดยไม่ต้องมีการประชุม เพราะมีอำนาจตามตำแหน่ง และในวันที่ 15 ต.ค. นี้ จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ชุดใหม่ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ

หลังจากแต่งตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการร.ฟ.ท. จะประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรนด์เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. มีหน้าที่รับทราบเท่านั้น เพราะถ้าคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ไม่มีมติรับทราบ จะทำให้ผู้ว่า ร.ฟ.ท.ไม่มีอำนาจในการเซ็นสัญญาผูกพันในโครงการดังกล่าวได้ และเมื่อคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. รับทราบแล้ว ก็จะเสนอเรื่องการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ให้ ครม. เห็นชอบในวันที่ 22 ต.ค. 2562 ก่อนเดินหน้าตามแผนการก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จภายในปี 2567-2568 หรือ 5 ปีข้างหน้า

“ทุกฝ่ายต้องการจะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เพียงแต่ทำให้กระบวนการมันถูกต้อง ด้านเอกชนเองก็อยากลงนาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทุกคนอย่างให้โครงการนี้สำเร็จ แต่เงื่อนไขอยู่ที่ว่าการส่งมอบพื้นที่มีความจำเป็น หากไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจน รถไฟฟ้ากับสนามบินจะไม่เชื่อมกัน เอกชนจะมีปัญหา เพราะเป็นโครงการร่วมทุนไม่ใช่จ้างทำ ตอนนี้คุยกับฝ่ายเอกชนแล้ว ถ้าเป็นไปตามนี้ก็สามารถลงนามได้”นายศักดิ์สยาม กล่าว

ฟังความจาก “ศักดิ์สยาม” แล้วก็สรุปได้ว่า ทุกอย่าง “เคลียร์จบ” โดยเฉพาะปัญหา “การส่งมอบพื้นที่” ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้การลงนามมีอันต้องชะงักงันและกลายเป็นภาพความขัดแย้งที่ทำให้ “เสียวกันทั้งประเทศ”

เกี่ยวกับเรื่อง “การส่งมอบพื้นที่” นั้น “คณิศ แสงสุพรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดว่า การส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน สามารถดำเนินการได้แล้ว 72% ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที 2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร คณะทำงานส่งมอบพื้นที่จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน ทำให้ระยะทางตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ในปี 2566-2567 3. สถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กิโลเมตร เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2567-2568

“การส่งมอบพื้นที่ทั้งหมด ทางผู้ชนะการประมูลได้รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวหมดแล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาใด ๆ ในการเซ็นสัญญา เพราะว่าทุกหน่วยงานอย่างให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วแต่รถไฟไม่เสร็จจะทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อได้” นายคณิศย้ำซึ่งน่าจะหมายความว่า “เคลียร์จบ” แล้ว

ก็เป็นอันว่าปัญหา “รถไฟฟ้าความเร็วเสียว” ที่ทำเอา “เสียวกันทั้งประเทศ” ก็น่าจะจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และรอเพียงแค่พิธีกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2562 นี้เท่านั้น เพราะเชื่อเหลือเกินว่า “กลุ่มซีพี” ไม่น่าจะเสี่ยงที่จะล้มกระดานด้วยต้องแบกรับความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กร พันธมิตร โดยเฉพาะพันธมิตรจาก “จีน” ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันโครงการนี้

แต่การจะเซ็นวันที่ 25 ตุลาคม ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้หรือไม่ หรือจะเลื่อนออกไปอีกก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสิ้น เพราะ “เส้นตายจริงๆ” คือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยืนราคา

https://mgronline.com/daily/detail/9620000097945
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 12th, 2019, 07:27 AM   #1553
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

“ศักดิ์สยาม” มั่นใจ ครม.อนุมัติ “บอร์ด รฟท.” ชุดใหม่


การเมือง 12 ต.ค. 2019 12:05:37

พัทลุง 12 ต.ค.-“ศักดิ์สยาม” มั่นใจ ครม.อนุมัติ “บอร์ด รฟท.” ชุดใหม่ฉลุย เผย 25 ต.ค.นี้ กลุ่ม CPH เซ็นสัญญา “ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน” แน่

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความชัดเจนในการเซ็นสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา ว่า ขณะนี้ตนได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ดรฟท.) ชุดใหม่ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาและให้ความเห็นชอบในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา จากนั้น คณะกรรมการฯ จะทำงานได้ทันที ขณะเดียวกัน ได้รับการติดต่อจากผู้ชนะการประมูลคือกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ว่าจะมาเซ็นสัญญาในวันที่ 25 ตุลาคมนี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า กลุ่ม CPH ยื้อเรื่องนี้มานาน อะไรทำให้มั่นใจว่าจะมาเซ็นสัญญาในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่ทราบ แต่เมื่อตนมาทำหน้าที่ก็ทำตามเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ หรือ RFP (Request for Proposal) ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ แม้คนรุ่นตนอาจไม่ได้ใช้งาน แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่คนรุ่นต่อไปแน่นอน.-สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/view/gBMi3-J
https://www.thansettakij.com/content/411892

ศักดิ์สยาม มั่นใจ 25 ต.ค. "ซีพี" เซ็นรถไฟเชื่อม 3 สนามบินแน่
ข่าวการเมือง
ไทยรัฐออนไลน์
12 ต.ค. 2562 12:26 น.

"ศักดิ์สยาม" มั่นใจ ครม.อนุมัติ "บอร์ด รฟท." ชุดใหม่ผ่านฉลุย เผย 25 ต.ค. "ซีพี" เซ็นสัญญา "ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินแน่นอน เผยได้รับการยืนยันจากกลุ่ม CPH แล้ว

วันที่ 12 ต.ค. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการเซ็นสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภา ว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด รฟท. ชุดใหม่ ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาและให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา จากนั้นคณะกรรมการฯ จะทำงานได้ทันที ขณะเดียวกันได้รับการติดต่อจากผู้ชนะการประมูล คือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ว่า จะมาเซ็นสัญญาในวันที่ 25 ตุลาคมนี้อย่างแน่นอน

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่ม CPH ยื้อเรื่องนี้มานาน อะไรทำให้มั่นใจว่าจะมาเซ็นสัญญาในวันที่ 25 ตุลาคมนี้นั้น นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่ทราบ แต่เมื่อมาทำหน้าที่ก็ทำตามเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ หรือ RFP (Request for Proposal) พร้อมใช้ สมาธิ สติ ปัญญา ตัดสินใจ

ขณะที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ แม้คนรุ่นปัจจุบันนี้อาจไม่ได้ใช้งาน แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่คนรุ่นลูกหลานแน่นอน.

https://www.thairath.co.th/news/politic/1680831

Last edited by wwc234; October 12th, 2019 at 09:18 AM.
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 12th, 2019, 08:16 PM   #1555
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

ชงแก้ส่งมอบพื้นที่แนบท้ายสัญญาให้บอร์ดอีอีซีเคาะมั่นใจ ซี.พี.เซ็น 25 ต.ค.แน่

วันที่ 12 October 2019

นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าที่ประชุมวันที่ 11 ต.ค.มีมติรับทราบผลการประชุมของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการของอีอีซี ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ในประเด็นการปรับแก้สัญญาแนบท้ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบพื้นที่ของโครงการแล้ว


โดยกำหนดให้นำผลการปรับแก้ตามที่คณะอนุกรรมการเห็นชอบ รายงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการประชุมครั้งถัดไป


“ที่ใช้เวลาประชุมนานเกือบ 4 ชม. เพราะมีการถกเถียงกันว่า หลังจากคณะอนุกรรมการมีมติปรับแก้การส่งมอบพื้นที่ใหม่ ซึ่งอยู่ในส่วนเอกสารแนบท้ายสัญญาใหม่ บอร์ดคัดเลือกจะสามารถปรับแก้เอกสารแนบท้ายได้หรือไม่ แต่สุดท้ายที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า เมื่อการดำเนินการแบบเดิมคือ ให้เอกชนคุยกับหน่วยงานเจ้าของระบบสาธารณูปโภคเอง ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะทำให้การดำเนินการของโครงการนี้ฝ่ายรัฐเองก็ลำบาก และฝั่งเอกชนก็เดินต่อไม่ได้ ประกอบกับในทีโออาร์ไม่ได้ห้ามเรื่องการปรับแก้สัญญาแนบท้าย จึงมีมติปรับแก้และเสนอให้ที่ประชุม กพอ.เห็นชอบต่อไป”

ขณะที่การยืนยันเรื่องลงนามในสัญญาวันที่ 25 ต.ค.นี้ของกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งจำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ฝ่ายรัฐได้กำหนดไปแล้วว่า จะต้องมาลงนามในเวลา 13.30 น. แต่กลุ่ม CPH ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะมาลงนามเมื่อไหร่ เชื่อว่ากลุ่ม CPH คงไม่เบี้ยว อาจจะต้องขอเวลาดำเนินการในภาระของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน

ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. (บอร์ดรถไฟ) ชุดใหม่ ตนไม่ทราบและเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม ส่วนประเด็นติดค้างที่จะต้องให้บอร์ดรถไฟเห็นชอบ ก็เหลือเพียงเรื่องเดียวคือการอนุมัติให้ตนในฐานะรักษาการผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐลงนามในสัญญาร่วมกับกลุ่ม CPH เท่านั้น

https://www.prachachat.net/property/news-380326
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 13th, 2019, 07:25 PM   #1556
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

ไฮสปีดอีอีซีลุ้นผ่าน 4 บอร์ด แบ่งลงทุน 3 เฟส ลดภาระเงินกู้

วันที่ 13 October 2019

ผ่าทางตันไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน แบ่งก่อสร้าง-ลงทุน 3 เฟส ให้คู่สัญญาและพันธมิตรลดภาระดอกเบี้ยกู้-เงินลงทุน นับถอยหลังเซ็นสัญญา “ศักดิ์สยาม” แจ้งข่าวดีเจ้าสัว ซี.พี.พร้อมจดปากกา 25 ต.ค.นี้ ลุ้นผ่านอีก 4 บอร์ด เคลียร์ทุกประเด็น ตั้งทีมพิเศษคุมส่งมอบพื้นที่ ปรับแผนก่อสร้างจากรอบนอกเข้าใจกลางเมือง ประเดิม “พญาไท-สุวรรณภูมิ” รีโนเวตแอร์พอร์ตลิงก์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 ต.ค. 2562 คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้ประชุมแก้ปัญหาส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท ทำแผนปฏิบัติการ สร้างความเชื่อมั่นให้กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร (กลุ่ม CPH) ก่อนเซ็นสัญญา 25 ต.ค.นี้ หลังเอกชนกังวลจะทำให้การก่อสร้างไม่เสร็จ 5 ปี มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ซี.พี.ตอบรับเซ็น 25 ต.ค.

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ประชุมได้รับแจ้งจากคณะกรรมการอีอีซีว่าหลังคณะกรรมการคัดเลือกได้ทำหนังสือแจ้งกลุ่ม ซี.พี.ให้มาเซ็นสัญญาวันที่ 25 ต.ค. เวลา 13.30 น.ได้รับการตอบรับจากกลุ่ม ซี.พี.อย่างไม่เป็นทางการ จะมาเซ็นสัญญาแน่นอน

“รัฐเคลียร์ส่งมอบพื้นที่ให้แล้ว จะมอบเป็นเฟส ในเฟสแรก 72% และเฟสที่ 2 อีก 28% มีเวลาสร้าง 5 ปี รวม NTP (เริ่มต้นสัญญา) อีก 1 ปี เป็น 6 ปี น่าจะเพียงพอที่จะให้เอกชนดำเนินการ การเริ่มนับหนึ่งหลังเซ็นสัญญา 1 ปี เพื่อรัฐและเอกชนมีเวลาเคลียร์พื้นที่ในความรับผิดชอบของตัวเอง รัฐก็ประสานหน่วยงานสาธารณูปโภคที่ต้องรื้อย้าย เวนคืนที่ดิน ย้ายผู้บุกรุกเพราะเอกชนไม่มีอำนาจไปสั่งการได้ และแต่ละหน่วยมีงบฯจะดำเนินการหรือไม่ ถ้าไม่มีต้องขอให้อีอีซีของบฯจากรัฐทำไปก่อน ส่วนเอกชนก็มีเวลาออกแบบรายละเอียด”


สร้างเป็นเฟสลดภาระการเงิน

จากปัญหาอุปสรรคของพื้นที่ จะแบ่งก่อสร้างเป็นเฟส คือ ช่วงสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ, ช่วงสถานีสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา และช่วงสถานีพญาไท-ดอนเมือง ตามความพร้อมการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง จะเป็นผลดีต่อเอกชนเนื่องจากลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่กู้เงินมาลงทุนได้ เพราะไม่ต้องกู้เงินจากแบงก์มาลงทุนทั้งโครงการ กู้มาลงทุนเฉพาะส่วนที่จะก่อสร้างจริง ๆ ทั้งนี้การเซ็นสัญญาครั้งนี้จะยึดตามทีโออาร์ แต่อะไรที่เคลียร์ได้หลังเซ็นสัญญา อาจจะบันทึกไว้หลังสัญญา เช่น ขยายเวลา ยกเว้นค่าปรับ

“15 ต.ค.จะเสนอรายชื่อบอร์ดรถไฟให้ ครม.อนุมัติ และเร่งประชุมอนุมัติให้ผู้ว่ารถไฟเป็นผู้เซ็นสัญญาโครงการ เพราะตามระเบียบหากมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท บอร์ดต้องอนุมัติก่อน คาดว่าเสนอให้ ครม.อนุมัติ 22 ต.ค.นี้”

นายอุตตมกล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติแผนส่งมอบพื้นที่ตามที่อีอีซีเสนอ และตั้งคณะทำงานดูแลเรื่องการส่งมอบพื้นที่มีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน

สร้างจากรอบนอกเข้าเมือง

ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การประชุมที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบร่วมกันว่า หากผ่านการประชุมขั้นตอนและประเด็นต่าง ๆ ใน 4 ฝ่าย คือ คณะกรรมการคัดเลือกฯ, บอร์ด ร.ฟ.ท.ชุดใหม่, บอร์ด กพอ. และเอกชนที่เป็นคู่สัญญา ถ้าทุกบอร์ดเคลียร์ทุกประเด็นร่วมกัน ก็จะนำไปสู่การลงนามในสัญญาได้

ทั้งนี้ แผนส่งมอบพื้นที่ปัจจุบันมีความยุ่งยาก เพราะมีจุดตัดของโครงการ 230 จุด เกี่ยวพัน 3 กระทรวง ใน 8 หน่วยงาน เพื่อรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ที่ประชุมจึงแบ่งการส่งมอบพื้นที่เป็น 3 ส่วนหลังเซ็นสัญญา ส่วนที่ 1 สถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28 กม. หรือช่วงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เดิม พร้อมส่งมอบทันที เมื่อเอกชนจ่ายค่าสิทธิเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ 10,671 ล้านบาท

ส่วนที่ 2 ช่วงสถานีสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม. จะขอเวลาส่งมอบพื้นที่ 1 ปี 3 เดือน และส่วนที่ 3 ช่วงสถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กม. จะขอเวลาส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน

“แต่ละจุดน่าจะใช้เงินรื้อย้าย 100 ล้านบาทขึ้นไป และการแบ่งเป็นเฟสเพื่อแก้ปัญหาส่งมอบพื้นที่ เป็นปัญหาที่รัฐและเอกชนมาพบในระหว่างทำเอกสารแนบท้ายสัญญา ไม่ได้อยู่ในทีโออาร์ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ ขอยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐและเอกชน” นายคณิศกล่าวและว่า

ทยอยเสร็จทยอยเปิดใช้ปี”66-68

ต้องเน้นย้ำเรื่องส่งมอบพื้นที่เป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัญหา เพราะให้เอกชนไปเจรจากับเจ้าของระบบสาธารณูปโภคเอง ใช้เวลานานและระยะเวลาไม่ชัดเจน เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานได้ และแต่ละหน่วยงานไม่มีงบฯรองรับการรื้อย้าย ส่งผลให้กำหนดระยะเวลาเริ่ม-จบการก่อสร้างไม่ได้ เกิดปัญหาวางแผนการเงินและขอกู้เงิน จึงหารือกันในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และตั้งคณะอนุกรรมการที่มีรัฐมนตรี 3 กระทรวง ได้แก่ คลัง คมนาคม และอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกัน

“เมื่อสร้างเป็นเฟส ทำให้ต้องทยอยเปิดบริการ ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เปิดปี 2566-2567 ช่วงพญาไท-ดอนเมือง เปิดในปี 2567-2568”

นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.กล่าวว่า วันที่ 11 ต.ค. คณะกรรมการคัดเลือกประชุมตรวจสอบความถูกต้องเอกสารสัญญาที่คณะกรรมการมีอำนาจว่าเป็นตามที่ได้เจรจากันหรือไม่ ก่อนจะเซ็นสัญญา

แหล่งข่าวจากลุ่ม ซี.พี.กล่าวว่า ความล่าช้าการเซ็นสัญญามาจากภาครัฐติดเรื่องส่งมอบพื้นที่ เมื่อเคลียร์ชัด มีอีอีซีมาช่วย ทางกลุ่ม ซี.พี.ก็พร้อมจะเซ็นสัญญา ตอนนี้ส่งเอกสารให้ ร.ฟ.ท.แล้ว แต่ยังกังวลการเริ่มนับหนึ่งสัญญาอาจจะใช้เวลาเกิน 1 ปี เพราะช่วงพญาไท-ดอนเมืองเป็นพื้นที่ซับซ้อน ยังมีพื้นที่เวนคืนจะใช้เวลาถึง 2 ปี การแบ่งเฟสก่อสร้างตามความพร้อมการส่งมอบพื้นที่ เป็นแนวทางที่ดี ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการเงิน เนื่องจากโดยปกติแล้วแบงก์ก็คงไม่ปล่อยกู้ทั้งก้อนกว่า 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ตามแผนของรัฐจะส่งมอบทันทีช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิก่อนนั้นเป็นงานปรับปรุงระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รองรับรถไฟความเร็วสูง เพราะจะใช้โครงสร้างร่วมกับแอร์พอร์ตลิงก์ เป็นงานที่ไม่ยาก อยู่ที่ ซี.พี.ซึ่งเป็นแกนนำจะเริ่มเลยหรือไม่ เพราะหากเริ่มจะต้องจ่ายเงินค่าใช้สิทธิเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ก่อน 10,671 ล้านบาท

“จิรุตม์” นั่งประธานบอร์ดรถไฟ

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ส่งรายชื่อบอร์ดรถไฟทั้ง 7 คนให้กระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอ ครม.แล้ว ผู้ที่จะเป็นประธานบอร์ดคือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ส่วนบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวงเป็นประธาน

https://www.prachachat.net/property/news-380512
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 14th, 2019, 02:14 PM   #1557
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 101,086
Likes (Received): 6171

เบื้องลึกศึกยืดเยื้อ 2.2 แสนล้าน ‘ไฮสปีดเทรน’เชื่อม 3 สนามบิน : รายงานพิเศษ

วันที่ 13 ตุลาคม 2562

เบื้องลึกศึกยืดเยื้อ 2.2 แสนล้าน ‘ไฮสปีดเทรน’เชื่อม 3 สนามบิน – “โครงการกลับมีความล่าช้ายืดเยื้อยาวนานมาถึง 11 เดือนนับจากวันที่ 12 พ.ย. 2561 ที่รฟท.เปิดให้เอกชนยื่นซองประมูล ผ่านมาจนวันนี้ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาเพื่อเริ่มโครงการได้ ขณะที่ระยะเวลา สิ้นสุดการยืนราคาประมูลของเอกชนจะครบกำหนด ยืนราคาในวันที่ 7 พ.ย.นี้แล้ว ซึ่งหากครบกำหนด ยังไม่ลงนาม กลุ่ม CPH มีสิทธิ์ขอเปลี่ยนแปลงราคาประมูลซึ่งอาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์ได้”

ยังวุ่นวายไม่เลิกกับโครงการรถไฟความเร็ว สูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 ก.ม. มูลค่า 2.24 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 1 ปั้นมากับมือ

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจที่คุมกระทรวงคมนาคม ต้นสังกัดของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกมาประกาศขอเลื่อนวันลงนามสัญญา กับกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร หรือ CPH ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลออกไปอีก 10 วัน

จากเดิมนัดลงนามวันที่ 15 ต.ค. ขยับเป็น 25 ต.ค.

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้นายอนุทิน และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ขีดเส้นตายให้กลุ่ม CPH ต้องมาลงนามวันที่ 15 ต.ค. ถ้าเบี้ยวขู่จะริบค่ามัดจำสัญญา 2 พันล้านบาท พร้อมขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) บริษัทในกลุ่ม CPH ซึ่งประกอบด้วย ซีพี, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ไม่ให้เข้าประมูลงานภาครัฐ

ในข้อหาทิ้งงานเพราะสาเหตุไม่ยอมมาลงนาม พร้อมประกาศจะเปิดทางเรียกเอกชนรายที่เหลือ คือ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR JV) เข้ามาเสียบแทน

เหตุที่ทำให้รองนายกฯ อนุทินต้องยอมเลื่อนเวลาให้ CPH อีก 10 วันนั้น นายศักดิ์สยามอ้างว่าเกิดจากประธานและกรรมการบอร์ด รฟท. ชิงลาออกไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ทำให้เกิดสุญญากาศ รฟท.ไม่สามารถลงนามกับ CPH ได้ เพราะตามขั้นตอนต้องรอให้บอร์ด รฟท. รับทราบร่างสัญญาก่อนลงนาม ขืนดันทุรังลงนามไปก่อนสัญญาจะไม่มีผลผูกพัน และเข้าข่ายเป็นโมฆะได้

อย่างไรก็ตาม หากย้อนมองถึงเหตุที่แท้จริงของการลาออกของประธานและกรรมการบอร์ดรถไฟแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากนายศักดิ์สยามออกมาเรียกร้องให้บอร์ดรัฐ วิสาหกิจทุกบอร์ดในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่มีปัญหาขาดทุนซ้ำซากแสดงสปิริต เพื่อเปิดทางให้คนใหม่เข้ามาทำงาน

บอร์ดการรถไฟฯ จึงพากันไขก๊อกจนกระทบการลงนามสัญญาไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน

นายศักดิ์สยามจึงต้องเร่งเสนอรายชื่อบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสหากิจ (สคร.) พิจารณาแบบด่วนจี๋ เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ วันที่ 15 ต.ค.นี้

จากนั้นบอร์ดรถไฟจะนัดประชุมรับทราบร่าง สัญญาในวันที่ 16 ต.ค. เพื่อให้ขั้นตอนทางกฎหมายสมบูรณ์ก่อนวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่นัดให้กลุ่ม CPH มาเซ็นสัญญา

หลายคนสงสัยว่าทำไมจู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงไฟเขียวให้รองนายกฯ อนุทิน และนายศักดิ์สยามออกมาบีบให้กลุ่ม CPH รีบมาลงนามในสัญญา ส่วนหนึ่งอาจเพราะรัฐบาลต้องการให้โครงการเกิด เพื่อช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

แต่จากข้อเท็จจริงโครงการกลับมีความล่าช้า ยืดเยื้อยาวนานมาถึง 11 เดือนนับจากวันที่ 12 พ.ย. 2561 ที่รฟท.เปิดให้เอกชนยื่นซองประมูล ผ่านมาจนวันนี้ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาเพื่อเริ่มโครงการได้

ขณะที่ระยะเวลาสิ้นสุดการยืนราคาประมูลของ เอกชนจะครบกำหนดยืนราคาในวันที่ 7 พ.ย.นี้แล้ว ซึ่งหากครบกำหนดยังไม่ลงนาม กลุ่ม CPH มีสิทธิ์ขอเปลี่ยนแปลงราคาประมูลซึ่งอาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์ได้

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้โครงการนี้หยุดนิ่ง ว่ากันว่าเกิดจากกลุ่ม CPH กังวลเรื่องการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างว่าอาจจะล่าช้า เพราะตามกรอบทีโออาร์กำหนดว่า รฟท.จะสามารถส่งมอบพื้นได้ทันที 72% ขณะที่ซีพีต้องการที่ 100%

เพราะไม่ต้องการรับภาระความเสี่ยง เนื่องจากมีพื้นที่อีกหลายส่วนยังเคลียร์เวลาส่งมอบไม่ลงตัว ส่วนใหญ่เป็นงานรื้อย้ายสาธารณูปโภคออกจากพื้นที่ ทั้ง ท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน สายไฟฟ้า คลองส่งน้ำของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานหินทั้งสิ้น

ประกอบกับมีกระแสข่าวว่ากลุ่ม CPH กำลังเจอปัญหาเพดานเงินกู้ในประเทศเต็ม จนต้องหันไปกู้จากต่างประเทศ แต่ยังตกลงเงื่อนไขกับเจ้าของเงินไม่ได้ จึงอาจทำให้กลุ่ม CPH มีความกังวล

การที่นายอนุทินออกมาขย่มซีพีให้เร่งลงนาม และขู่จะเรียกกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ซึ่งประมูลเป็นอันดับ 2 มาเสียบแทนดูเผินๆ เหมือนจะมีความชอบธรรมอยู่ไม่น้อยหากอยู่บนเงื่อนไขการทำเพื่อรักษาผล ประโยชน์ของหลวง

แต่มีการตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า รายชื่อบรรดาพันธมิตรของกลุ่ม BSR JV นำโดย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) แล้วจะเห็นว่ามีรายชื่อของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)

ซึ่งมีบางบริษัทในกลุ่มนี้สนิทสนมกับผู้มีอำนาจทางการเมือง

อีกทั้งการประมูลของกลุ่ม BSR JV นั้นมีราคาสูงกว่า CPH หลายหมื่นล้านบาท

สำหรับข้อเสนอของกลุ่ม CPH มีราคา Net Present Value (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) อยู่ที่ 117,227 ล้านบาท ต่ำกว่าข้อเสนอของทางกลุ่ม BSR ที่เสนอมาในมูลค่า 169,934 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราว 52,707 ล้านบาท อีกทั้งยังต่ำกว่ากรอบวงเงินที่ครม.มีมติอนุมัติให้รัฐร่วมลงทุนโครงการใน วงเงินมูลค่าปัจจุบันไม่เกิน 119,425 ล้านบาท

คงต้องรอลุ้นว่าวันที่ 25 ต.ค.นี้ การลงนามไฮสปีดเทรน 3 สนามบินจะราบรื่น หรือมีเงื่อนไขอะไรให้ต้องยืดเยื้อไปอีกหรือไม่

https://www.khaosod.co.th/economics/news_2966221
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old October 15th, 2019, 03:30 AM   #1558
wwc234
Registered User
 
wwc234's Avatar
 
Join Date: Apr 2013
Posts: 28,352
Likes (Received): 6623

บอร์ด ร.ฟ.ท.ผ่าวิกฤติไฮสปีดเทรน
ข่าวเศรษฐกิจ
ไทยรัฐฉบับพิมพ์
15 ต.ค. 2562 08:01 น.


ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 ต.ค.) กระทรวงคมนาคม จะเสนอรายชื่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด ร.ฟ.ท.) ชุดใหม่ อาทิ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เป็นประธานบอร์ด โดยมีกรรมการ อาทิ นายชยธรรม์ พรหมศร, นางศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์, นายอำนวย ปรีมนวงศ์, นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล, นายธันวา ลาหศิริวงศ์, นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า ร.ฟ.ท.

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวถึงคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ว่า มั่นใจว่าเอกชน โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) จะมาลงนามร่วมทุนกับ ร.ฟ.ท. เนื่องจากปัจจุบันไม่มีปัญหาติดขัดที่ต้องทำให้เลื่อนการลงนามออกไป โดยเฉพาะปัญหาการไม่มีบอร์ด ร.ฟ.ท. เพราะได้บอร์ดชุดใหม่ตามกฎหมายแล้ว

“หลังการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ ก็จะมีการจัดประชุมบอร์ดในทันที เพื่อรับทราบการเตรียมความพร้อมเรื่องของการลงนามในสัญญา ก่อนจะนำแผนการก่อสร้างเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ในวันที่ 22 ต.ค. เพื่อให้พร้อมลงนามสัญญาในวันที่ 25 ต.ค.นี้ และผมเชื่อว่าการพิจารณาในขั้นตอนของบอร์ดจะไม่มีปัญหา ส่วนการลงนามในสัญญา ทราบว่าเอกชนก็พร้อมลงนามอย่างแน่นอน เพราะทุกคนก็อยากให้โครงการนี้เกิดขึ้นสำเร็จ แต่เงื่อนไขมีอยู่ว่าการส่งมอบพื้นที่มีความจำเป็น หากไม่มีการกำหนดเวลาชัดเจน และขณะนี้ผมได้เจรจากับฝ่ายเอกชนเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าไม่มีปัญหาติดขัด จึงมั่นใจว่าการก่อสร้างโครงการไฮสปีดเทรน จะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2567-2568 ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 5 ปี ”.

https://www.thairath.co.th/news/business/1682366
wwc234 no está en línea   Reply With Quote
Old October 15th, 2019, 05:54 AM   #1559
hbbkk
Registered User
 
Join Date: Jun 2015
Posts: 63
Likes (Received): 23

จะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2567-2568 ?
hbbkk no está en línea   Reply With Quote
Old October 15th, 2019, 07:50 AM   #1560
MagnamonKunGz
Registered User
 
Join Date: Aug 2011
Posts: 1,221
Likes (Received): 604


ถ้า... 25 ไม่มีอะไรผิดพลาด
CPH จะเข้าเคลียร์ที่เฉพาะ Sect. ไปอู่ตะเภาได้ก่อนในปีหน้า และรอ NTP แจ้งก่อสร้างใน 63-64

ตามสัญญาคือก่อสร้าง 5 ปี เฉพาะ Sect. นี้น่าจะเสร็จใน 68-69 นั่นแหละครับ (ถ้า ITD ทำงานเสกเหมือนเดิม ก็น่าจะเร็วกว่านี้)

ส่วนอีก Sect. ที่เป็นโซนในเมือง จะต้องรอ NTP เริ่มงานในปี 64-65 ใช้เวลาสร้าง 5 ปีเหมือนกัน น่าจะเปิดได้ 69-70

แต่ถ้า 25 มีอะไรที่เซ็นไม่ได้ขึ้นมา ก็ต้องแล้วแต่กรรมการแล้วครับว่าจะยังไง ล้มหรือเรียก BSR มาคุยแทน
MagnamonKunGz no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +2. The time now is 10:17 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us