Energy Infrastructure - Page 19 - SkyscraperCity
 

forums map | news magazine | posting guidelines

Go Back   SkyscraperCity > Asian Forums > Thai Forum > Infrastructure and Transportation


Global Announcement

As a general reminder, please respect others and respect copyrights. Go here to familiarize yourself with our posting policy.


Reply

 
Thread Tools
Old June 9th, 2008, 07:07 PM   #361
BlueDragonExp
Registered User
 
BlueDragonExp's Avatar
 
Join Date: Apr 2007
Location: Bangkok
Posts: 1,167
Likes (Received): 7

วิสัยทัศน์ผู้ใหญ่เมืองไทย..... (เศร้า)
__________________
คนไทยรักกัน
BlueDragonExp no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old June 11th, 2008, 08:02 AM   #362
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

'PTTPL'เครือปตท. เดินหน้าลุยโลจิสติกส์ปิโตรเคมี เป้าหมายรองรับกำลังผลิตขยาย1.8ล้านตัน/ปี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2330 12 มิ.ย. - 14 มิ.ย. 2551


เมื่อปี 2550 สถาบันไอเอ็มดี สถาบันด้านธุรกิจชั้นนำของโลกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ลดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีการค้าโลกจากอันดับที่ 27 เป็นอันดับที่32 โดยอันดับที่ 1-4 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ และมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 8 ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยคือต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สูง 19-20% เทียบกับประเทศอื่นเช่น สหรัฐอเมริกา 9-10% สิงคโปร์ 8% มาเลเซีย 15-16% สาธารณรัฐประชาชนจีน 21%


ดังนั้นเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ให้เหลือ เพียง10% ภายใน 5 ปี นับจากปี 2550 เนื่องจากจะประหยัดต้นทุนได้ถึง 600,000 ล้านบาท ทั้งนี้ต้นทุนการบริหารจัดการและคลังสินค้าคิดเป็น 11% ของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด และด้วยเป้าหมายดังกล่าวจึงเกิดการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องอยู่ในกระบวนการโลจิสติกส์ เช่น ศูนย์กระจายสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยให้ต้นทุนในการผลิตของผู้ผลิตสินค้าลดลงแล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในกระบวนการด้านโลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชนอีกด้วย

-เครือปตท.อัด3พันล.ขานรับ


ล่าสุดนายศุภโชค เลี่ยมแก้ว กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (PTTPL) บริษัทในเครือปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทเป็นอีกหนึ่งในหลายบริษัทที่มองเห็นความสำคัญนี้ จึงขานรับนโยบายภาครัฐด้วยการประกาศแผนลงทุนในกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัยตามประเภทกิจการส่งเสริมลงทุน7.7 ด้วยงบลงทุนค่า 3,108.8 ล้านบาท รวมถึงบริษัทต้องการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในกลุ่มด้วย โดยเลือกอุปกรณ์และการติดตั้งระบบที่ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการบริการ


ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ เช่น เม็ดพลาสติกประเภท โพลีเอทีลีน(Polyethylene)แบบครบวงจร ซึ่งสามารถให้บริการได้ตั้งแต่ขั้นตอนไปรับสินค้ามาจากโรงงานผู้ผลิต การจัดเก็บ การทำบรรจุภัณฑ์ และจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า โดยขนาดของกิจการจะมีอาคารสำหรับให้บริการเก็บรักษาสินค้า และกระจายสินค้า มีถังไซโลเพื่อบรรจุเคมีภัณฑ์ 19 ลูก ความจุประมาณ 14,250 ลูกบาศก์เมตร หรือ 6,650 ตัน

-เก็บสินค้าได้มากกว่า1ล.ตัน


สำหรับศูนย์โลจิสติกส์ ของพีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ จะสร้างบนพื้นที่ 140,249.32 ตารางเมตร(จำนวน 87.67ไร่) ที่ตำบลมาบตาพุด จ.ระยอง มีขนาดจัดเก็บสินค้า 1,200,000 ตัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2552 โดยจะมีพื้นที่ คลังสินค้าบนเนื้อที่ประมาณ 95,768 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บผลิตภัณฑ์และพื้นที่บรรจุผลิตภัณฑ์(Packaging Hall) เนื้อที่ 86,690 ตารางเมตร และ 9,078 ตารางเมตร ตามลำดับ

"ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ คาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จในกลางปี 2552 การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการรองรับธุรกิจปิโตรเคมีในเครือปตท. ที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนรวมจำนวนประมาณ 500,000 ตัน/ปี และกลุ่มปตท.มีแผนจะขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1.8 ล้านตัน/ปีภายในปี2552-2553 บริษัทจึงสร้างศูนย์กระจายสินค้ารองรับ"

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการยื่นขอส่งเสริมของบริษัทดังกล่าวระบุว่าโครงการนี้จะมีลูกค้าและผู้รับบริการได้แก่ บริษัท พีทีที โพลีเอทิลีน จำกัด บริษัทบางกอกโพลีเอททีลีน จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เพื่อให้บริการกระจายสินค้าไปต่างประเทศเป็นหลักกว่า 70% ของรายได้ทั้งหมด โดยกระจายสินค้าไปมากกว่า 10 ประเทศ เช่น ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา จีน บังกลาเทศ เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และประเทศไทย เป็นต้น

-ลำดับกระบวนการให้บริการ

นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ศูนย์กระจายสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ในเครือปตท.จะมีกระบวนการในการให้บริการตั้งแต่การลำเลียงเม็ดพลาสติกโดยผ่านทางท่อส่งมาจากบริษัท พีทีที โพลีเอทิลีน จำกัด ปริมาณ 700,000 ตัน/ปี มีจำนวน 2 ท่อ ระยะทางท่อละ 400 เมตร และสูบเม็ดพลาสติกเข้าไปเก็บในไซโลหรือการส่งรถBULK ไปรับสินค้าจากใต้ไซโลของลูกค้าแล้วนำสินค้ามาบรรจุเข้าไซโลที่ศูนย์โลจิสติกส์โดยใช้เครื่องเป่าขึ้นไปเก็บในไซโล

หลังจากนั้นจะปล่อยเม็ดพลาสติกลงจากไซโลเพื่อบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ ขนาด 25 กิโลกรัมหรือ 650 กิโลกรัม และการจัดเรียงสินค้าบนพาเลต หลังจากนั้นจะหุ้มสินค้าทั้งพาเลตด้วย สเตร็ซ ฮุด(Stretch Hood)เพื่อป้องกันสินค้าเสียหาย ติดบาร์โค้ช และจัดเก็บ และขั้นตอนต่อไปจะขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าในประเทศด้วยรถบรรทุกสินค้าสำหรับส่งออกจะถูกขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบัง โดยทางรถหัวลากหรือทางรถไฟบริษัทจะใช้บริการจากผู้ให้บริการขนส่งทางเรือเพื่อจัดส่งสินค้าประมาณเดือนละ 3,000 ตู้ ต่อไปยังปลายทางในต่างประเทศ ซึ่งใช้ระบบติดตามแบบGPS(Global Positioning System)ซึ่งเป็นระบบบอกตำแหน่งบนพื้นผิวโลกผ่านดาวเทียม

-สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)กล่าวว่าโครงการขยายกิจการศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศของพีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ เพิ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปเมื่อเร็วๆนี้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุนตามสิทธิประโยชน์หลักทางภาษีเช่น ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี(ทั้งนี้รวมกันไม่เกิน 100% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และตามมาตรา 31วรรค 4 ให้นำผลการขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 12th, 2008, 07:00 AM   #363
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

Strategies and practice not quite in alignment

Bangkokpost 12/06/2008


Energy strategies in Thailand have traditionally reflected the country's economic goals set out in National Plans. For example, there were three main initiatives that made up Thailand's renewable energy (RE) strategy as published by the Energy Policy and Planning Office (EPPO) in the 2003 blueprint for Thailand to build a clean energy industry:


FTo alleviate the strong reliance on fossil fuel-based power generation and the corresponding heavy national financial burden;


FTo reduce greenhouse gas emissions;


FTo set a clear mandate for biomass energy development so that domestic energy resources could be more fully utilised for the economic benefit of the local communities.


In early 2003, EPPO introduced an objective to raise the amount of RE electricity generation from 0.5% to 8% by 2011. Thailand's national energy policy and development plan, published in 2006, reinforced the 2003 renewable energy strategy by promoting measures to reduce energy import from foreign countries and to support and promote the use of alternative energy.


After more than four years, by mid-2007, the total RE generation had increased minimally to 1.7%. Why?


The answer may be found in the data available from EPPO.


EPPO statistics show that there has been a significant investment in coal-fired power generation, and slight decreases in the dependency on fuel oil and diesel, with modest reductions in hydro and lignite.


Natural gas continues to represent the major share of fuel used for electricity generation with only a small drop from 72.4 % in 2003 to 66.8 % in 2007.


Coal, unfortunately, has been greatly increased by a factor of 300%. Thailand's reliance on imported electricity also rose by 47% during this time frame.


RE power generation, which is included in a category called "Other", increased from 1.0% to 1.7%, which really does not demonstrate a focused emphasis on achieving the desired result of 8% by 2011.


This indicates that, in the past, RE generation has taken a back seat to the more traditional forms of fossil fuel generation. The dramatic 300% increase in coal utilisation, from 2.1% in 2003 to 8.4% in 2007, demonstrates a shifting of reliance from one fossil fuel to another and is not consistent with the stated RE strategy.


Also, the Electricity Generating Authority of Thailand's (Egat) Power Development Plan 2007-2021 (PDP 2007) states that it is following edicts from the National Energy Policy Council to reduce the cost of power generation by developing more diversified fuel mixes.


In the normal course, this would open the door for an accelerated programme to promote RE power generation.


However, since 2005, the data reveals that Egat has been increasing the country's reliance on coal for electricity generation, despite the Ministry of Energy's strategy to reduce dependency on fossil fuel power generation, to cut energy imports from other countries and to lower greenhouse gas emissions.


Recent articles in this newspaper, headlined "Egat seals Laos deals" and "Egat considers coal venture" also substantiate the concerted efforts of Egat to increase coal-fired generation. In the latter article, there is a reference to a prospective investment in mining operations in Indonesia.


Furthermore, the PDP 2007 includes plans for the creation of four new coal-fired plants to be in operation in 2015-2017; to achieve this Egat is now engaging with coal producers in Indonesia, Vietnam and Australia for coal supply contracts. This is so, undoubtedly, due to coal currently being the less costly fossil fuel alternative. But let us not be deceived by the relatively lower costs of coal today. Coal prices, in recent years, have been increasing significantly and will only continue to do so.


If Egat pursues the proposed transaction with Indonesia to source coal from Kalimantan or Sumatra, there will also be transportation charges which are escalating upwards due to the cost of fuel for the large container vessels.


Furthermore, in today's coal markets, where China has an insatiable appetite to sustain industrial growth, most supply contracts are now shrinking from 10 years down to 3-5 years at the most.


What happens when the contracts expire, when, like oil and gas, the price for coal becomes prohibitive? These plans for coal-fired generation appear to be a short-term solution to a much longer-term problem. With National Plans and a Ministry of Energy strategy to reduce fossil fuel dependencies, these coal initiatives are counter-indicative.


Forecasting and planning for future generation demand are not easy tasks and renewable energy power generation has its own unique set of challenges, especially with respect to fuel supply security issues. However, with Thailand's rich agricultural base and many decades of experience with renewable energy technologies, it would be a shame if the country did not seize the opportunity to take a leadership role, in Southeast Asia, by maximising the use of available waste materials for electricity generation.


There are positive signs that implementation of the RE strategy may be gaining traction. In the latter part of 2007, there was a dramatic increase in RE power generation contracts. This was primarily stimulated by the use of a subsidy for such generation (the "Adder") and by increasing the maximum sale of electricity from very small power producers (VSPPs) to 10 MW. Renewable energy power generation is now around 4.7% of total capacity in Thailand.


As well, the new Minister of Energy, Lt-Gen Poonpirom Liptapanlop, has been placing more emphasis on renewable energy. In a recent newspaper article she stated that: "People need to realise that the fossil fuels they are using are scarce resources, and they are expensive."


To that end the ministry has put together a renewable energy development plan aimed at strategically managing renewable energy power generation based on each province's specific capabilities to produce and use it.


Offsetting these worthwhile initiatives are the fossil fuel substitution programmes referred to above where coal usage has been increasing at a far faster rate than for RE.


Since the new energy minister is vigorously promoting an accelerated approach to renewable energy generation, she may also be planning to change the current emphasis on coal which was established by previous political regimes. If she does so, then strategy and practice will be more in alignment.


Chris Webber is Research Associate, Institute for Development Policy and Management, The University of Manchester.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 
Old June 13th, 2008, 03:30 PM   #364
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ก.พลังงาน เตรียมนำเข้าแอลพีจีเดือนมิถุนายน 40,000 ตัน

ฐานนิวส์ 13/06/2008


กระทรวงพลังงาน เตรียมนำเข้าก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในเดือนมิถุนายน 40,000 ตัน หลังพบมีความต้องการใช้สูงขึ้นต่อเนื่อง

นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายนนี้ คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี)ในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศสูงถึง 40,000 ตัน หรือ คิดเป็นมูลค่า 900 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณนำเข้าแอลพีจีในเดือนเมษายนถึง 2 เท่าตัว ที่จำนวน 20,000 ตัน ส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ที่ได้สำรองจ่ายไปก่อนเพิ่มเป็น 700 – 800 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมในเดือนเมษายนที่จ่ายประมาณ 350 ล้านบาทต่อเดือน


อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้จะมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)เป็น 2 ราคาแน่นอน โดยราคาของภาคครัวเรือนจะยังตรึงไว้ในระดับเดิม ส่วนภาคการขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจะปรับขึ้นให้มีส่วนต่างราคาที่เหมาะสม เพื่อลดการใช้ใน 2 ภาคดังกล่าว ซึ่งการปรับราคารัฐบาลจะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการกักตุน
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2008, 11:52 AM   #365
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ไออาร์พีซีผุดโรงไฟฟ้าก๊าซ เล็งยื่นอีไอเอสร้างปลายปีนี้

โพสต์ทูเดย์ 14/06/2008


“ไออาร์พีซี” ควัก 8,000 ล้าน สร้างโรงไฟฟ้าไอน้ำที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ หวังลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นายสุพล ทับทิมจรูญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารและแผนธุรกิจ สายพาณิชยกิจและการตลาด บริษัท ไออาร์พีซี ในเครือบริษัท ปตท. กล่าวว่า ไออาร์พีซีมีแผนลงทุนก่อสร้างโครงการผลิตพลังไอน้ำและไฟฟ้าร่วม ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงขนาด 228 เมกะวัตต์ ในบริเวณพื้นที่ของเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี ที่ จ.ระยอง


“ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณการก่อสร้างมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่ง ส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ” นาย สุพล กล่าว


ทั้งนี้ จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นขอจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ (อีไอเอ) ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต่อไป ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบคาดว่าในปลายปีนี้จะสามารถเริ่มก่อสร้างโครงการได้ และจะแล้วเสร็จพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2553 ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้ในกิจการของไออาร์พีซี


“โรงไฟฟ้าใหม่นี้จะนำมาทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเปิดดำเนินการมานานแล้ว และมีประสิทธิภาพต่ำ หลังโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งนี้เริ่มเดินเครื่อง ทางไออาร์พีซีจะทยอยหยุดเดินเครื่องจักรของโรงไฟฟ้าเก่าทันที โดยจะทำให้ภาพรวมของคุณภาพอากาศในพื้นที่ดีขึ้น หวังว่าเมื่อส่งแผนสิ่งแวดล้อมให้ทาง สผ.แล้ว จะได้รับความเห็นชอบ” นายสุพล กล่าว


ปัจจุบันไออาร์พีซีมีโรงไฟฟ้าผลิตพลังไอน้ำและไฟฟ้าร่วม ที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงอยู่แล้ว แต่ต้องการปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิง เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมนุมชน ซึ่งการใช้ก๊าซธรรมชาติ น่าจะทำให้คุณภาพอากาศรอบๆ พื้นที่ดี เพราะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงได้ 32 ตัน/วัน และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 4 หมื่นตัน/ปี
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 14th, 2008, 12:49 PM   #366
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

PTT to double LPG imports

Bangkokpost 14/06/2008


TAK : PTT Plc is doubling its imports of liquefied petroleum gas (LPG) to 40,000 tonnes this month to serve rising demand in the transport and industrial sectors.

The two sectors now account for nearly 35% of total LPG consumption and have recorded growth of 12-17% over the first five months of this year, according to Metta Buntherngsuk, director-general of the Department of Energy Business. The remaining LPG supplies are used mainly for cooking.

Thailand has been a net LPG exporter but needed to start importing the fuel in April because of high consumption in transport and industry.

LPG has been heavily subsidised for years by governments seeking to ease the burden of cooking-gas costs on households and food vendors. However, increasing LPG use by vehicle owners looking to save money has prompted calls for a two-tier system under which cooking gas would be cheaper than LPG used for other purposes.

Majority state-owned PTT has borne the brunt of the subsidy costs. It has fixed LPG prices at US$320 per tonne or 18.13 baht a kilogramme, compared with world market prices of $872 a tonne or 40 baht a kilogramme.

As a result, the company lost 350 million baht on its first lot of imports in April and the loss in May is forecast to double.

PTT had forecast LPG import demand at 300,000 tonnes this year and 500,000 tonnes next year, but Mr Metta said 200,000 tonnes would be closer to real demand. ''LPG will lose its attraction for motorists because incentives for natural gas are more interesting, and the government is also making more of an effort to fight LPG smugglers,'' he said.

Some motorists have attempted to adapt cooking-gas cylinders for their vehicles, a potentially dangerous practice that has now been outlawed. Violators can face one year in jail and/or a fine of 100,000 baht.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 16th, 2008, 10:14 AM   #367
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

Energy forum begins today

Bangkokpost 16/06/2008


A four-day regional energy forum begins in Bangkok today to identify ways to better cope with the fuel price rise and global warming.


Co-organised by the Foreign Affairs and Energy ministries, the forum, which comprises a meeting on nuclear safety and a workshop on bio-fuels, is aimed at strengthening cooperation among Asean and its six major partners, China, Japan, South Korea, Australia, New Zealand and India. Energy experts will be discussing how to deal with the ongoing global energy crisis.


Asean Department spokesman Soonthorn Chaiyindeepum said the event is a new dimension of foreign affairs, driven by a special budget for integration projects. He said it will allow foreign countries to understand Thailand's policy on nuclear power development and bio-fuels, as well as strengthen academic cooperation internationally.


Mr Soonthorn said the Foreign Affairs Ministry decided to hold the forum on nuclear energy safety as some Asean countries have expressed interest in developing nuclear power for electricity.


''We hope to provide a forum for exchanging knowledge and opinions with experienced countries such as China, Japan and [South] Korea, who already have nuclear power plants,'' he said.


The bio-fuels workshop is partly a response to the current global warming issue, he said, adding it combines foreign affairs and energy issues in order to strengthen cooperation among members of Asean and its six dialogue partners.


''Moreover, we would like to show the region our potential on bio-fuel. Thailand is at the forefront in Asean when it comes to producing and using gasohol,'' he said.


''We would like Thailand to be recognised as a bio-fuel pioneer.''
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 16th, 2008, 10:18 AM   #368
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

IRPC to build new natural gas power plant in Rayong

Bangkokpost 16/06/2008


IRPC, the country's biggest integrated petrochemical producer, plans to start building an eight-billion-baht natural gas power plant this year to start operating in 2010.


The 228-megawatt plant at its Rayong complex has won approval at two public hearings on its environmental impact from local communities, said Suphon Tubtimcharoon, the chief planning administration officer.


Results of the hearings will be submitted along with the environmental impact assessment (EIA) report to the Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP).


The company previously faced strong opposition from local villagers over its plan to build a coal-fired power plant. The plan was dropped as a result.


Once the gas-fired plant operates, its output will replace that of the current fuel-oil electricity generating plant, which produces 165 MW. Most of the output serves demand inside its complex, with a small amount sold to the Electricity Generating Authority of Thailand (Egat).


The plant will also produce 420 tonnes per hour of steam for internal use.


The new plant's high-technology generator will emit nitrogen oxide (NOx) at 85 parts per million (ppm), lower than the national standard of 120 ppm.


Financing would come from IRPC's working capital and accumulated funds.


CEO Piti Yimprasert said the company was also investing $1.4 billion to lift oil refinery capacity from 215,000 to 260,000 barrels a day by 2011.


He expects to see daily capacity utilisation of 190,000 barrels per day to meet oil and chemical product demand this year.


Total revenue is expected to increase by 5%, from 200 billion baht in 2007.


Although demand for chemical products in the textile industry will decrease by 5-10% this year as some operators have closed their factories or gone out of business, IRPC would be able to replace it with more exports, he said.


IRPC shares closed on Friday on the SET at 4.64 baht, up four satang, in trade worth 62.53 million baht.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2008, 07:10 AM   #369
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ไทยยืนยันศึกษาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อ

ฐานนิวส์ 18/06/2008


นายณอคุณ สิทธิพงศ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงผลการสัมมนา “ความร่วมมือความปลอดภัยพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานทางเลือก” ว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเห็นร่วมกันว่าจะนำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยนี้เข้าไปสู่ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนต่อไป โดยสมาชิกอาเซียนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประกอบด้วย ประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยเวียดนามจะเริ่มในปี 2563 เช่นเดียวกับไทย เริ่มต้นที่ 2,000 เมกะวัตต์ อินโดนีเซียปี 2560 เริ่ม 1,000 เมกะวัตต์ ขยายเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์ในอีก 2 ปีถัดไป ขณะที่ฟิลิปปินส์จะปัดฝุ่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม ส่วนมาเลเซียอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีการลงทุนในอนาคต

“ข้อตกลงที่ได้จากที่ประชุมคือเห็นร่วมกันจะให้ความสำคัญด้านมาตรฐานต่าง ๆ เพื่อให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในกลุ่มอาเซียนเดินหน้าและมีข้อมูลมาตรฐานที่ดี โดยจะผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่ที่อาวุโส ซึ่งมาตรฐานต่าง ๆ นั้นจะเดินตามมาตรฐานโลกที่กำหนดโดยองค์กรพลังงานปรมณูระหว่างประเทศหรือไอเออีเอ” นายณอคุณ กล่าว

นายณอคุณ กล่าวกรณีที่กรีนพีซยื่นหนังสือต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหิน ว่า การที่ประเทศไทยศึกษาที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็เพื่อเป็นทางเลือกด้านพลังงานที่สำคัญแก่ประเทศ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พุ่งสูงขึ้น การที่ประเทศไทยประกาศทางเลือกนิวเคลียร์ก็จะเป็นการสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา ส่วนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่สร้าง ภายใน 3 ปีนี้คงจะมีความชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีความต้องการไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปี หรือประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ จากที่ขณะนี้มีกำลังการผลิต 28,000 เมกะวัตต์ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีค 22,000 เมกะวัตต์ โดยร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ร้อยละ 18-19 เป็นถ่านหิน ส่วนที่เหลือเป็นเชื้อเพลิงอื่น ๆ

ด้านนายกมล ตรรกบุตร ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ประเทศไทยวางแผนจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ กฟผ.ได้ส่งหนังสือเชิญชวน 5 บริษัทที่ปรึกษาเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา เพื่อศึกษาความคุ้มทุนทางด้านเศรษฐกิจในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าฯ ศึกษาด้านเทคนิค สถานที่ก่อสร้าง ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น การพัฒนาบุคลากร รวมทั้งราคาก่อสร้าง โดยสถานที่ก่อสร้าง กฟผ.จะส่งพื้นที่เดิมที่เคยกำหนดไว้ 50 แห่งให้ที่ปรึกษาศึกษาพิจารณาอีกครั้ง ว่าจะใช้พื้นที่ใด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้น เพราะ 1 ใน 3 ของค่าก่อสร้างจะเน้นมาตรฐานปลอดภัย แต่เมื่อเทียบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กับเชื้อเพลิงฟอสซิล คือ ถ่านหินและน้ำมันแล้ว ก็นับว่านิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำมาก โดยเชื้อเพลิงยูเรเนียม 1 กก.ผลิตไฟฟ้าได้ 300,000 หน่วย ส่วนถ่านหินน้ำมัน 1 กก.ผลิตได้ 3-4 หน่วยเท่านั้น และหากผลิตไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ จะใช้ยูเรเนียม 25 ตันต่อปี แต่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิสถึง 2.5 ล้านต้นต่อปี

สำหรับ 5 บริษัทที่ปรึกษาที่จะเข้าร่วมประมูลมี 5 ประเทศ โดยมาจากสหรัฐ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท Black & veach, บริษัท Burns Row ญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท Japc, บริษัท Newjec สวิส ได้แก่ บริษัท Colenco

“ค่าก่อสร้างจะเป็นเท่าใดนั้นคงจะอยู่ที่ที่ปรึกษาจะเป็นผู้ประเมินด้วย เดิมคาดว่าค่าก่อสร้างจะไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยที่ปรึกษาจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 2 ปี นับจากเดือนกรกฎาคมนี้” นายกมล กล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2008, 07:19 AM   #370
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

Nuclear programme

Bangkokpost 18/06/2008


The Electricity Generating Authority of Thailand (Egat) will begin the feasibility study next month on operating a nuclear power plant in Thailand.

The move comes despite growing opposition by activists aimed at derailing the project.


The study is expected to take two years to complete, said Kamol Takabut, an Egat assistant governor for power plant engineering, at the Asean+3 conference on nuclear energy yesterday.



Five candidates have been shortlisted to conduct the study: Black & Veatch Co and Burns & Roe from the US; Newjec Inc and the Japan Atomic Power Company from Japan; and AF Colenco Co from Switzerland. The project mandate will be awarded next month.



Dr Kamol said the study would review suitable sites for a plant, as well as issues dealing with environmental management and prevention, safety standards, human resources, legal and economic matters and project finance.



Egat, which has considered 50 potential sites from old studies since 1982, has narrowed the list to 10 and plans to create a shortlist of three. Potential sites have not been announced.



Soaring fossil fuel prices have resulted in greater interest in nuclear power in Southeast Asia. Besides Thailand, Vietnam, the Philippines and Indonesia are also considering nuclear power plants.



Norkhun Sitthipong, the deputy permanent secretary for Energy, said representatives from China, Japan, Korea, Asean and the International Atomic Energy Agency (IAEA) agreed to co-operate to support developing nuclear power in Southeast Asia.



Thailand needs to diversify its energy sources, since power consumption was rising by 5% to 6% a year, or 1,000 to 2,000 megawatts per year.



Heavy reliance on natural gas and oil over the past several decades has hurt the country over the past year as global prices have risen to record highs.



"[Thailand] needs to speed up development of renewable energy, such as biogas, biomass, wind farms and solar cells," Mr Norkhun said.



"But limitations in raw materials and equipment costs mean these technologies cannot wholly replace fossil fuels as an energy source. We need something else as well."



Policymakers say concerns over the ecological impact of dams make new hydropower projects complicated, while coal-fired plants prompt concerns over emissions and air pollution.



But environmental activists say claims that nuclear power is clean and inexpensive are misleading.



Greenpeace activists yesterday rallied at the Plaza Athe{aac}ne{aac}e Hotel, the site of the two-day conference, to protest against nuclear power.



Tara Buakamsri, a Greenpeace activist, said the safety record of nuclear power worldwide was alarming to say the least. "Finland is an example of failure on nuclear power as it had been detected over 1,500 serious risky spots that can lead to radioactive accidents only two years after the plant's completion," Mr Tara said.



Chavalit Pichalai, deputy director of the Energy Policy and Planning Office, said the conference was aimed at sharing information about safety standard of nuclear technology. "The meeting is not a forum to say yes or no to nuclear power," he said.



Regarding the progress of nuclear power plant project in the country, Mr Chavalit said according to Thailand's power development plan (PDP), authorities will take until 2011 to consider feasibility plans for nuclear power. Egat, the state-owned electricity monopoly, will be responsible for the project.



The development plan calls for nuclear power to provide 4,000 MW overall, with the first 2,000 MW operational in 2020 and another 2,000 MW a year later. Once fully operational, nuclear power will account for 10% of the country's total power.



"The nuclear power plant will be required to imply with all 19 criteria issues of the IAEA, so it would help guarantee the safety to a certain level," Dr Kamol said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 18th, 2008, 07:29 AM   #371
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

Nuclear study starts next month Five shortlisted for two years of research

Bangkokpost 18/06/2008


The Electricity Generating Authority of Thailand (Egat) next month will begin the feasibility study on operating a nuclear power plant in Thailand.


The move comes despite growing opposition by activists aimed at derailing the project.


The study was expected to take two years to complete, said Kamol Takabut, an Egat assistant governor for power plant engineering, at the Asean+3 conference on nuclear energy yesterday.


Five candidates have been shortlisted to conduct the study: Black & Veatch Co and Burns & Roe from the US; Newjec Inc and the Japan Atomic Power Company from Japan; and AF Colenco Co from Switzerland. The project mandate will be awarded next month.


Dr Kamol said the study would review suitable sites for a plant, as well as issues dealing with environmental management and prevention, safety standards, human resources, legal and economic matters and project finance.


Egat, which has considered 50 potential sites from old studies since 1982, has narrowed the list to 10 and plans to create a shortlist of three. Potential sites have not been announced.


Soaring fossil fuel prices have resulted in greater interest in nuclear power in Southeast Asia. Besides Thailand, Vietnam, the Philippines and Indonesia are also considering nuclear power plants.


Norkhun Sitthipong, the deputy permanent secretary for Energy, said representatives from China, Japan, Korea, Asean and the International Atomic Energy Agency (IAEA) agreed to co-operate to support developing nuclear power in Southeast Asia.


Thailand needs to diversify its energy sources, since power consumption was rising by 5% to 6% a year, or 1,000 to 2,000 megawatts per year.


Heavy reliance on natural gas and oil over the past several decades has hurt the country over the past year as global prices have risen to record highs.


''[Thailand] needs to speed up development of renewable energy, such as biogas, biomass, wind farms and solar cells,'' Mr Norkhun said.


''But limitations in raw materials and equipment costs mean these technologies cannot wholly replace fossil fuels as an energy source. We need something else as well.''


Policymakers say concerns over the ecological impact of dams make new hydropower projects complicated, while coal-fired plants prompt concerns over emissions and air pollution.


But environmental activists say claims that nuclear power is clean and inexpensive are misleading.


Greenpeace activists yesterday rallied at the Plaza Athe{aac}ne{aac}e Hotel, the site of the two-day conference, to protest against nuclear power.


Tara Buakamsri, a Greenpeace activist, said the safety record of nuclear power worldwide was alarming to say the least. ''Finland is an example of failure on nuclear power as it had been detected over 1,500 serious risky spots that can lead to radioactive accidents only two years after the plant's completion,'' Mr Tara said.


Chavalit Pichalai, deputy director of the Energy Policy and Planning Office, said the conference was aimed at sharing information about safety standard of nuclear technology. ''The meeting is not a forum to say yes or no to nuclear power,'' he said.


Regarding the progress of nuclear power plant project in the country, Mr Chavalit said according to Thailand's power development plan (PDP), authorities will take until 2011 to consider feasibility plans for nuclear power. Egat, the state-owned electricity monopoly, will be responsible for the project.


The development plan calls for nuclear power to provide 4,000 MW overall, with the first 2,000 MW operational in 2020 and another 2,000 MW a year later. Once fully operational, nuclear power will account for 10% of the country's total power.


''The nuclear power plant will be required to imply with all 19 criteria issues of the IAEA, so it would help guarantee the safety to a certain level,'' Dr Kamol said.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2008, 06:44 PM   #372
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ขุมทองไหล่ทวีปไทย-กัมพูชา "เชฟรอน" ฮุบสัมปทานปิโตรเลียม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4011 (3211)


พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ได้กลายเป็น "ขุมทอง" แห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางการคาดคะเนของบริษัทขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมชั้นนำของโลก จะมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคนี้ ทว่าการเจาะสำรวจและอ้างสิทธิในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ถึง 25,923 ตารางกิโลเมตร และในพื้นที่เดียวกันนี้เองที่ต่างฝ่ายต่างให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะทับซ้อนกันอยู่ด้วย

จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปรากฏประเทศไทยได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตกับบริษัทเอกชนที่สนใจไปแล้วตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งถึงปัจจุบันมี ผู้ได้รับสัมปทานไปแล้ว 4 กลุ่ม ได้แก่ บริษัท Thailand Bloc 5&6LLC ในแปลงสัมปทานที่ 5-6, บริษัทบริติช แก๊ส เอเชีย อิงค์ ในแปลงสัมปทานที่ 7-8-9, บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในแปลงสัมปทานที่ 10-11-13 และพื้นที่ 12 (A) 12 (B) และบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในแปลงสัมปทาน G9/43 (พื้นที่ประกอบ)

แต่ทั้งหมดยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจและผลิตได้ เนื่องจากมีพื้นที่ เส้นแบ่งเขตที่ต่างล้ำเข้ามาในพื้นที่ของกันและกัน หรือที่เรียกว่า Over Lapping Area ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้จนถึงวันนี้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง กัมพูชาเองก็ได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตเช่นเดียวกับประเทศไทย โดยมีข้อสงสัยกันว่า บริษัทเชฟรอนฯจะเป็นผู้ได้รับสัมปทาน รายใหญ่ที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า เชฟรอนฯเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทั้งจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา



ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทเชฟรอนฯและผู้ได้รับสัมปทานรายอื่นๆ จะต้อง "รอคอย" การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะมีข้อสรุปในการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนอย่างไร โดยเฉพาะเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแหล่งสัมปทานที่ต่างฝ่ายต่างให้จะยังคงเดิมหรือไม่ เช่น สิทธิในการถือครองในแต่ละแปลงของบริษัทเอกชนทั้ง 4 ราย บนพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตรยังเหมือนเดิมหรือไม่ ?

หรือข้อเสนอในการจัดตั้งเป็นองค์กรพัฒนาร่วม เช่นเดียวกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ที่จัดตั้งเป็นองค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย (MTJDA) ขึ้นมาบริหารจัดการแทนที่จะให้เอกชนที่ได้รับสัมปทานเป็นผู้ดำเนินการ รวมถึงเงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์จะเป็นอย่างไร ผลประโยชน์ของรัฐในรูปแบบของค่าภาคหลวงในพื้นที่ทับซ้อน และระยะเวลาของสัมปทานในแหล่งดังกล่าวจะคงตามเดิมที่แต่ละประเทศได้อนุมัติสัมปทานไปแล้วหรือไม่ ?

"ตอนนี้ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังไม่ได้แจ้งว่า เงื่อนไขสัมปทานจะเป็นอย่างไร เราก็กลัวกันว่าในรายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เอกชนก็เฝ้าดูว่าในพื้นที่สัมปทานทั้งฝั่งซ้ายและขวาจะขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนอย่างไร แต่ตอนนี้เราพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนมากเพราะมันยืดเยื้อมานานแล้ว" เจ้าหน้าที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว

ด้าน นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาว่า ภายหลังจากที่ประเทศกัมพูชาดำเนินการเลือกตั้งภายในแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ กรมก็จะผลักดันให้มีการหารือเพื่อสรุปประเด็นพื้นที่คาบเกี่ยวทับซ้อนในอ่าวไทยทั้งหมดของ 2 ประเทศอีกครั้ง หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้จะมีการเจรจากันไประดับหนึ่ง แต่ติดขัดปัญหาในเรื่องการเจรจาในประเด็นของ "เขาพระวิหาร" อยู่

ซึ่งในรายละเอียดที่จะเจรจากันนั้นจะมีคณะทำงานรวม 4 ชุด เน้นไปที่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หลักกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสิทธิของผู้ประกอบการที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ดังกล่าว และหลักการถือสิทธิจะเป็นอย่างไรด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เส้นแบ่งเขต" ที่เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกัน

สำหรับพื้นที่ในฝั่งไทยที่เราอ้างสิทธิรวม 26,000 ตารางกิโลเมตร ขณะนี้ได้มีผู้ถือสัมปทานเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทางเอกชนผู้ได้รับสัมปทานในแต่ละแปลงได้แจ้งความเห็นเข้ามาที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้เร่ง ผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อจะได้เข้าไปเร่งดำเนินการพัฒนาและนำทรัพยากรทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาใช้ประโยชน์ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปศักยภาพทั้งหมดในพื้นที่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาตามหลักธรณีวิทยาที่มีความคล้ายคลึงกับพื้นที่บริเวณอ่าวไทยที่มีการพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์แล้วส่วนหนึ่ง เชื่อว่า "มีศักยภาพแน่นอน"

ด้าน นายอนนท์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า แปลงสัมปทานของบริษัท ปตท.สผ.คือ แปลง G9/43 พื้นที่รวมประมาณ 25,923 ตารางกิโลเมตร

ซึ่งตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี หากภาครัฐชัดเจนว่าจะให้เข้าไปพัฒนา ปตท.สผ.ก็สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจได้ทันที ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานสูงขนาดนี้ ภาคเอกชนต่างก็อยากจะเร่งผลิตทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาป้อนตลาดให้มากขึ้น และที่สำคัญพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชานี้อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณพื้นที่ที่ ปตท.สผ.เข้าไปดำเนินการและค่อนข้างมีศักยภาพ ฉะนั้นในพื้นที่ ทับซ้อนนี้จึงมีโอกาสสูงเช่นกัน

หน้า 6


napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 19th, 2008, 09:06 PM   #373
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

Roadmap NGV ลงทุน 5 หมื่น ล.วางท่อก๊าซ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4011 (3211)


กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (NGV) เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่งให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี 2555 โดยจะเพิ่มการใช้ NGV จากปัจจุบัน 1,670 ตัน/วัน เพิ่มเป็น 12,220 ตัน/วัน ภายในปี 2555 และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ กระทรวงพลังงานได้จัดทำ NGV roadmap ตั้งแต่ปี 2551-2555 ดังต่อไปนี้

การขยายสถานีบริการตามโครงการ "NGV ทั่วถึงทั่วไทย" ภายในปี 2552 กระทรวงพลังงานกำหนดให้มีสถานี NGV ครบทุกจังหวัด จากปัจจุบันมีจังหวัดที่มีปั๊ม NGV เกิดขึ้นแล้ว 45 จังหวัด ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาสถานีบริการ NGV มีไม่เพียงพอ และจะมีการขยายเพิ่มทั้งสถานีแม่และสถานีแนวท่อขนานกันไปตามแผน โดยจะทยอยเปิดสถานีรองรับกับความต้องการที่มีอยู่เดิมและที่เพิ่มขึ้นในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปัจจุบัน ณ เดือนพฤษภาคม 2551 มีสถานีบริการ NGV เกิดขึ้นแล้ว 200 สถานี สิ้นปี 2551 จะเพิ่มขึ้นเป็น 355 สถานี และกำหนดเป้าหมายอีก 5 ปีข้างหน้า (2555) เพิ่มเป็น 740 สถานี

นอกจากนี้เพื่อแก้ปัญหาการรอคอย เติมก๊าซ NGV ของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ ปตท.จะมีการเพิ่มรถขนส่งก๊าซเพื่อรองรับปริมาณการใช้ก๊าซที่สูงขึ้นจากปัจจุบัน 411 คัน เพิ่มเป็น 900 คัน ภายในปี 2551 และเพิ่มเป็น 3,150 คัน ภายในปี 2555 รวมถึงการแยกสถานีบริการ NGV ออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้มาใช้บริการ

ได้แก่ สถานีค้าปลีก NGV ทั่วไป (สำหรับ ผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป), สถานีค้าปลีก NGV ขนาดใหญ่ (20-30 ตู้จ่ายสำหรับ กลุ่มรถตู้/รถแท็กซี่) และสถานีเฉพาะ fleet รถขนาดใหญ่ กลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ

ทั้งนี้เพื่อให้ "โครงการ NGV ทั่วถึง ทั่วไทย" บรรลุผลตาม NGV roadmap ปตท.จะมีการลงทุนวางท่อก๊าซ 3 สาย เงินลงทุนทั้งสิ้น 51,650 ล้านบาท เพื่อกระจายการใช้ NGV ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1) ท่อสายเอเชีย (สีเหลือง) ความยาว 250 กิโลเมตร จากวังน้อย-นครสวรรค์ เงินลงทุน 19,120 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสแรกของปี 2554 2) ท่อสายมิตรภาพ (สีแดง) ความยาว 170 กิโลเมตร จากแก่งคอย-นครราชสีมา เงินลงทุน 13,810 ล้านบาทคาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสที่ 3 ของ ปี 2554 และ 3) ท่อสายเพชรเกษม (สีส้ม) ความยาว 270 กิโลเมตร จากราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เงินลงทุน 18,720 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาสที่ 2 ปี 2555

นอกจากนี้ ปตท.ยังเตรียมขยายจำนวนอู่ติดตั้งและดัดแปลง NGV ที่ได้มาตรฐานจากปัจจุบันที่มีจำนวน 103 สถานี เพิ่มเป็น 200 สถานีทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งถังก๊าซ NGV ได้สะดวก รวมทั้งเพิ่มหน่วยงานตรวจสอบและทดสอบรถยนต์ NGV ให้มากขึ้น จากปัจจุบัน 46 ราย เพิ่มเป็น 65 ราย ภายในปี 2552 กระทรวงพลังงานจะร่วมมือกับอาชีวศึกษาและสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนา ผู้ตรวจสอบให้มากขึ้น รองรับการใช้บริการของประชาชนในอนาคต

ปัจจุบันมีผู้หันมาให้ความสนใจใช้ NGV จำนวนมาก ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2551 มีผู้ติดตั้ง NGV แล้วจำนวน 76,608 คัน ประกอบด้วยรถเครื่องยนต์เบนซิน 62,833 คัน รถเครื่องยนต์ดีเซล 10,928 คัน และรถที่ผลิตจากโรงงานจำนวน 2,847 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีความต้องการใช้ก๊าซ NGV ประมาณ 57.9 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน

แต่เนื่องจากราคาติดตั้งถังก๊าซ NGV ในปัจจุบันยังสูงอยู่ กระทรวงพลังงานจึงมีการส่งเสริมการผลิตถังก๊าซ NGV และชุดอุปกรณ์ในประเทศ คาดว่าจะลดค่าติดตั้งลงได้ประมาณ 10,000 บาท

หน้า 6
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2008, 10:24 AM   #374
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

หุ้นกลุ่มปตท.เจ๊ง4แสนล.

โพสต์ทูเดย์ 20/06/2008


หุ้นแพนิก! ดิ่งกว่า 3% แซงหน้าเพื่อนบ้าน ไม่ถึงเดือนมูลค่าหุ้นกลุ่ม ปตท. สูญ 4.37 แสนล้าน นักวิเคราะห์เชียร์ PTT-PTTEP ราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง 30%

วานนี้ ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงเกินคาด ดัชนีร่วงหนัก 3.04% ติดลบ 23.28 จุด ปิดที่ 742.46 จุด เป็นรองแค่ตลาดจีนที่ดัชนีลงไปถึง 6% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นๆ ลงแค่ 1% เศษ


ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายอีกกว่า 2,136 ล้านบาท โดยเจาะยางหุ้นกลุ่ม ปตท. (PTT) ทรุดแรงถ้วนหน้า ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของกลุ่มนี้หายไป 4.37 แสนล้านบาท เหลือ 1.79 ล้านล้านบาท จากระดับ 2.23 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ก่อนรัฐออกนโยบายแทรกแซงโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. โดยเฉพาะบริษัท ไทยออยล์ (TOP) ที่รับภาระสูงสุด วงเงินไม่เกิน 920 ล้านบาท ปรากฏว่าราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 28% จากระดับ 70 บาท ร่วงมาเหลือ 50 บาท


หุ้นไทยที่ทรุดหนักผิดปกติ จนคาดการณ์จุดต่ำสุดรอบนี้ไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าระดับ 700 จุด จะต้านแรงขายของต่างชาติได้หรือไม่ ทำให้นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ หารือด่วนกับ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์ ซึ่งเห็นตรงกันว่าจะต้องออกมาเตือนไม่ให้นักลงทุนตกใจ และขายหุ้นถูกๆ ออกมา จึงเป็นที่มาของการระดมนักวิเคราะห์จัดเสวนาเรื่อง “วิกฤตหรือโอกาสตลาดหุ้นไทยผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ชั้นเซียน” วานนี้


นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส (ASP) หนึ่งในนักวิเคราะห์ชั้นเซียน กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมานี้ ดัชนีหุ้นทรุดถึง 15% จากปัญหาหลักทางการเมืองและประเด็นเงินเฟ้อสูง โดยพบว่าหุ้นที่ต่างชาติเทขายสูงที่สุดคือ หุ้น PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP), บริษัท บ้านปู (BANPU) และ TOP


นอกจากนี้ ยังพบว่าราคาหุ้นของ PTT และ PTTEP ขณะนี้ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน 30% โดยเฉพาะ PTTEP นั้น ราคาที่ 167 บาท สะท้อนระดับราคาน้ำมันไม่ถึง 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


สำหรับการลงทุนในภาวะเงินเฟ้อสูงนี้ แนะนำให้เลือกหุ้นที่มีลักษณะเด่นๆ เช่น มีเงินสดสุทธิสูง เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) มีมากสุดประมาณ 4,000 ล้านบาท หรือหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ที่ 7% และหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2008, 11:00 AM   #375
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

PTT: LPG imports may surge five-fold Long subsidy disrupts local market demand

Bangkokpost 20/06/2008


PTT Plc, the majority state-owned oil-and-gas conglomerate, expects liquefied petroleum gas (LPG) imports to rise five-fold next year to one million tonnes from 200,000 tonnes this year unless the government scraps its subsidy. The domestic LPG price today, at 8.50 baht a kilogramme, is one-third the international market price, with PTT absorbing the difference.


Prasert Bunsumpun, PTT's chief executive and president, said the artificially low LPG price at a time when the prices of other fuels were surging in keeping with the sky-high global oil prices had led more motorists to modify their engines to use the gas.


Vendors and producers of LPG fitting equipment also are enjoying bonanza profits thanks to its popularity.


Mr Prasert said the government's decision to drop the subsidy by gradually floating the cooking-gas retail price could not deter the prevalent use of the gas in the auto sector.


An industrial source said that LPG in the global market, at US$902 per tonne in June, could translate into a local retail price of 48 baht a kilogramme, excluding seven baht of taxes and other contributions.


This compares favourably with 30 baht a litre for premium petrol, excluding 12 baht of taxes and contributions.


Although natural gas (CNG) in the transport sector is sold at only at 8.50 baht a kg compared to 18.13 baht per kg of LPG, CNG conversion kits cost three or four times more than those for LPG.


''At present, the gap between the price of LPG and those of other types of fuels is too large. Even if the state floated the LPG price now, it can't let it rise to the real cost all at once because people will be shocked,'' Mr Prasert said.


However, he said he did not believe the global crude oil prices would rise to above $200 a barrel as the world's leading oil analysts had forecast. Global oil users could not afford that high a price so the peak should be closer to $150.


PTT has expanded its natural gas service facilities and expects the gas consumption will rise to 5,400 tonnes a day soon from 1,700 tonnes currently.


Large refill stations, with more than 30 dispensers, are being built in order to serve the 18-wheel trucks and taxis.


There are now 203 gas stations, up from 171 stations in May, and 59 more are under construction. It expects 355 stations could be in operation by the end of this year.


PTT yesterday officially opened in Pathum Thani a main gas station with a capacity of 470 tonnes a day, to be raised to 640 tonnes next month. It will serve gas demand in northern and western Bangkok.


PTT shares closed yesterday on the SET at 292 baht, down 10 baht, in trade worth 1.6 billion baht.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 20th, 2008, 09:07 PM   #376
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

พพ.จี้รัฐบาลเร่งดันเขื่อนแม่น้ำโขง ก่อนเสียโอกาสส่งไฟให้เวียดนาม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2333 22 มิ.ย. - 25 มิ.ย. 2551


พพ.จี้รัฐบาล เร่งกำหนดท่าทีศึกษาความเป็นไปได้สร้างเขื่อนขั้นบันไดในแม่น้ำโขงร่วมกับสปป.ลาว หลังเจอกระแสต่อต้านต้องยุติโครงการไป ยันสปป.ลาวรอรัฐบาลตัดสินใจไม่เกิน 2 ปี ก่อนยกสัมปทานให้จีน และจะทำให้ไทยเสียโอกาสใช้พลังงานราคาถูก เพราะไฟฟ้าที่ได้เวียดนามขอรับซื้อไม่อั้น


นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนแบบขั้นบันใดในแม่น้ำโขงว่า จากที่พพ.ได้ศึกษาจัดทำรายงานก่อนรายงานความเหมาะสมและรายงานสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ตามที่รัฐบาลได้อนุมัติให้ทำการศึกษาศักยภาพเพื่อการพัฒนาฝายขั้นบันไดในแม่น้ำโขงเมื่อปี 2548 และสรุปมี 2 โครงการที่มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะพัฒนาร่วมกับสปป.ลาว ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายบ้านกุ่ม ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำโขงใกล้กับหมู่บ้านกาม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ขนาดกำลังการผลิต 1,872 เมกะวัตต์และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฝายปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย ขนาดกำลังการผลิต 1,079 เมกะวัตต์


และเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสปป.ลาว เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างสองประเทศ สนับสนุนให้มีการศึกษารายละเอียดความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการดังกล่าว เพื่อเสนอผลให้รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศพิจารณากำหนดแนวทางความร่วมมือในโครงการดังกล่าวต่อไปนั้น


แต่เนื่องจากที่ผ่านมาได้เกิดกระแสการต่อต้าน ทำให้การศึกษาทางฝ่ายไทยได้ยุติลง และยังไม่มีความชัดเจนว่าทางรัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะส่งผลให้ทางฝ่ายไทยเสียโอกาสในการพัฒนาแหล่งพลังงานราคาถูก เนื่องจากขณะนี้ทราบว่า ทางสปป.ลาวได้ให้สัมปทานในการศึกษาความเป็นไปได้กับทางสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะถอยพื้นที่ตั้งโครงการของฝายบ้านกุ่มเข้าไปอยู่ในฝั่งของสปป.ลาวทั้งหมดแทน หากยังไม่ได้รับความชัดเจนจากทางไทยว่าจะพัฒนาโครงการดังกล่าวต่อไปหรือไม่


นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ดังนั้น ถึงเวลานี้รัฐบาลจะต้องตัดสินใจกับโครงการดังกล่าวว่าจะเดินอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าไปสร้างความเข้าใจกับผู้ต่อต้าน และผู้ที่ได้รับผลกระทบว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพราะยังพอมีเวลาอยู่ที่ทางสปป.ลาว อยากจะร่วมมือกับฝ่ายไทยในช่วง 1-2 ปีนี้ แต่หากล่าช้าไปมากและไม่มีความชัดเจนจากฝ่ายไทย ทางสปป.ลาวคงจะไม่รอ และคงหันไปร่วมมือกับทางจีนแทน


โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้านั้นทางสปป.ลาว ไม่ห่วงว่า เมื่อไม่ร่วมมือกับไทยแล้ว จะขายไฟฟ้าไม่ได้ เพราะเวลานี้ทางประเทศเวียดนามได้ประกาศแล้วว่า ยินดีที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาวโดยไม่จำกัดปริมาณ โดยจะเห็นได้จากเวลานี้ทางสปป.ลาวมีแผนที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศของตัวเองอีก 5 แห่ง กำลังการผลิตประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า หรือแม้แต่ในประเทศกัมพูชาเอง มีแผนที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงอีก 3,000 เมกะวัตต์ เป็นต้นเพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับเวียดนามที่พยายามจะลดการผลิตไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหินลง


"เวลานี้อยากจะให้รัฐบาล เร่งรัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับโครงการดังกล่าว เพราะเวลานี้ประเทศกำลังจะเสียเปรียบ หากปล่อยโครงการนี้หลุดมือไปและไฟฟ้าที่ได้จะถูกนำไปขายให้เวียดนาม ซึ่งจะต้องชั่งใจให้ดี เพราะเวลานี้ประเทศพึ่งก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงมากเกินไปแล้ว ในขณะที่เชื้อเพลิงอย่างอื่น เช่น ถ่านหินก็ถูกกระแสต่อต้าน พลังงานน้ำในประเทศมีจำกัด พลังงานนิวเคลียร์ก็ยังใช้เวลาอีกหลายปีและในอนาคตไม่ทราบว่าจะมาได้หรือไม่ ดังนั้น เมื่อมีพลังงานราคาถูกเกิดขึ้นมา รัฐบาลควรจะเร่งติดสินใจและชั่วน้ำหนักถึงผลดีผลเสียที่ตกกับประเทศ" นายสุเทพกล่าว
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 21st, 2008, 08:10 PM   #377
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ทย เตรียมลงนามร่วมกับ พม่า ซื้อขายก๊าซจากแหล่งเอ็ม 9 วันจันทร์นี้

ฐานนิวส์ 21/06/2008


ประเทศไทย เตรียมลงนามร่วมกับ สหภาพพม่า ซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอ็ม 9 ของพม่าในวันจันทร์นี้ ที่ สหภาพพม่า คาดผลิตได้เต็มกำลัง 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน


นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเดินทางไปยังสหภาพพม่าในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ เพื่อเป็นสักขีพยานร่วมกับ รัฐมนตรีพลังงานของสหภาพพม่า ในการลงนามข้อตกลงเบื้องต้นการซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอ็ม 9 ของพม่า ระหว่างผู้ขาย บริษัท ปตท.สผ. จำกัด(มหาชน) กับ บริษัทน้ำมันแห่งชาติแห่งพม่าโดยมีบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เป็นผู้ซื้อโดยปริมาณการจำหน่ายก๊าซ 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันนั้น แบ่งเป็นจำหน่ายให้ไทย 240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และพม่า 60 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเริ่มปี 2555 เป็นต้นไป ทั้งนี้ คาดว่ากำลังการผลิตจากแหล่งนี้สูงถึง 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งทำให้ไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น และได้รับประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศด้วย
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 22nd, 2008, 05:28 PM   #378
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

ผ่าพงหนามวิกฤติน้ำมันแพง ศึกษา “บราซิล” สู่พลังงานทางเลือกที่ดีกว่า

Thairath [23 มิ.ย. 51 - 16:00]


ในวัฏจักรที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติลามเลียกระทบถึงภาคเศรษฐกิจโดยรวมของโลก ของประเทศ ไทย และของผู้บริโภคที่หนีไม่พ้นต้องแบกรับภาระทั้งจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้า ค่าขนส่ง และภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปเป็นลูกโซ่เช่นนี้

“พลังงานทางเลือก” คงเป็นทางออกเดียวที่พลเมืองโลก และคนไทย จะเพียรพยายามหามาใช้ หรือสร้างขึ้นทดแทนเพื่อปลดแอกจากพันธนาการเหล่านี้ให้ได้

ว่าแต่จะปลดแอกอย่างไร และด้วยวิธีไหน เพื่อให้ประเทศไทย และสาธารณชนได้รับประโยชน์สูงสุด

คำตอบอยู่ที่เราๆท่านๆ จะต้องค้นหาตัวเองให้พบก่อนว่า ประเทศไทยของเราซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 40% ของประเทศ หรือประมาณ 131 ล้านไร่ มีพลเมืองราว 5.8 ล้านครัวเรือน หรือ 50% ของประชากรทั้งประเทศเป็นเกษตรกรนั้น เหมาะกับพลังงานทางเลือกชนิดใด และมีความเป็นไปได้มากน้อย แค่ไหนที่จะใช้พลังงานทางเลือกนั้นอย่างยั่งยืนถาวร

หลังจากนั้นจึงค่อยกำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศร่วมมือ และยินดีจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปถึงการพิจารณาในเรื่องของวาระแห่งชาติ ทีมเศรษฐกิจ ขอนำเสนอพลังงานทางเลือกที่มีชื่อว่า เอทานอล ซึ่งกำลังเป็นข้อถกเถียงกันอย่างหนักว่า รัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานในยุคที่มี พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีว่าการ จะเอาอย่างไรกันแน่กับการประกาศให้ส่วนผสมของเอทานอลในน้ำมันเบนซิน ต้องมีค่าสูงเกินกว่าที่ใช้ในปัจจุบัน หรือที่เพิ่งประกาศใช้ไปได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก็เพื่อผลักดันให้ประชาชน โดยเฉพาะบรรดาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อย่าง อุตสาหกรรมรถยนต์ โรงกลั่น บริษัทน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันเบนซินลงให้มากที่สุด

เมื่อพูดถึงเอทานอล จริงๆแล้วคนไทยรู้จัก และดูจะคุ้นเคยกับการใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอลมาตามลำดับตั้งแต่อี 5 และอี 10 ที่ผสมกับน้ำมันเบนซินในสัดส่วน 5% กับ 10% มาตั้งแต่ปี 2544 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้ใช้เอทานอลที่กลั่นได้จากกากน้ำตาลมาผสมในน้ำมันเบนซิน 95% และ 90% ออกมาเป็นแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร

แต่ด้วยเหตุที่ราคายังไม่เป็นที่จูงใจ ทั้งอ้อย และมันสำปะหลัง ขณะที่น้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่พุ่งขึ้นติดยอดตาลถึงขั้นที่เห็นมาตลอดช่วง 2-3 ปีนี้ ประกอบกับการเมืองในประเทศตกอยู่ในสภาวะที่ยุ่งยาก ทำให้ความมุ่งมั่นจะใช้พลังงานทางเลือกชนิดนี้ซึ่งเป็นชนิดที่สามารถผลิต หรือปลูกขึ้นได้เองภายในประเทศไม่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว



จนเมื่อปี 2550 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงขอรับการสนับสนุนทางภาษีจากกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันให้มีการเพิ่มสัดส่วนเอทานอลในน้ำมันเบนซินเป็น อี 20 อีกขั้น

แก๊สโซฮอล์ อี 20 ถูกนำมาจำหน่ายจริงยังสถานีบริการน้ำมัน 146 แห่งทั่วประเทศ ในต้นปี 2551 โดยการนำร่องของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ภาย ใต้การผลักดันอย่างมุ่งมั่นของ พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ผู้กุมบังเหียนกระทรวงพลังงานคนใหม่ โดยไม่รีรอที่จะดำเนินการตามเป้าหมายเดิมเพื่อลดการใช้น้ำมันเบนซินลงให้เหลือ 80%

จาก อี 20 ถึง อี 85

ช่วงแรกๆ ทั้ง ปตท. และบางจากมียอดจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ อี 20 อยู่ประมาณ 200,000 ลิตรต่อเดือน แต่จนถึงวันที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ ยอดขายแก๊สโซฮอล์ อี 20 ของทั้ง 2 บริษัทพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.5 ล้านลิตรต่อเดือน ก็เพราะราคาของแก๊สโซฮอล์ อี 20 ถูกกว่าเบนซิน 95 อยู่ลิตรละ 6 บาท

ถูกกว่าเบนซิน 91 อยู่ 4.90 บาท ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ 1.30 บาท และถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ 50 สตางค์

เมื่อสนนราคาเป็นที่จูงใจ และดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับประชาชนที่ต้องแบกรับภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทุกรายการตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งไม่หยุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงเรียกร้องให้ ปตท. และบางจาก สนับสนุนนโยบายที่จะผลักดันให้ประชาชนมีโอกาสได้ใช้แก๊สโซฮอล์ อี 85 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอล 85% และน้ำมันเบนซิน 15% อีกขั้น เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา!

ภายใต้ความคาดหวังที่ว่า ราคาของแก๊สโซฮอล์ อี 85 จะถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 10-15 บาทต่อลิตร และมีผลผลิตเช่น อ้อย และมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบอย่างเพียงพอ ก่อนจะก้าวไปสู่ความพยายามลดการใช้น้ำมันดีเซลลง โดยการผลักดันให้เพิ่มส่วนผสมของไบโอดีเซล ที่กลั่นจากผลผลิตปาล์มน้ำมันในน้ำมันดีเซลมากขึ้น

เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีโอกาสมากกว่า 1 หรือ 2 ทางในการใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งในที่นี้ยังไม่รวมถึงการปรับแผนการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์อย่างก๊าซ NGV และก๊าซหุงต้ม LPG ซึ่งดูจะยังเป็นปัญหาอยู่มากพอสมควรในเวลานี้



อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายโดยเฉพาะที่มาจากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ และกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้ฟังเช่นนี้ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันหนักว่า รัฐมนตรีพลังงานดูจะมีจิตใจโลเล มีนโยบายไม่ชัดเจน และเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังกลับจากนำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง และ ปตท. เดินทางไปดูงานที่บราซิล ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของการใช้เอทานอล 100% ในรถยนต์

เพราะครั้งนี้ พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ กลับมาพร้อมกับความหวังสูงสุดที่จะผลักดันให้ผู้คนในประเทศ มีโอกาสที่จะเลือกประกาศตนเป็นอิสระจากน้ำมันเบนซินได้อย่างเต็มร้อย ถ้ารัฐบาลจะกำหนดการใช้พลังงานทางเลือกที่มาจากเอทานอล เป็นวาระแห่งชาติ และใช้เอทานอลเติมรถยนต์ในสัดส่วน 100% หรือที่เรียกว่า อี 100 เช่นเดียวกับที่บราซิลประเทศต้นแบบการพัฒนาพลังงานทางเลือกใช้อย่างเต็มภาคภูมิ

โดยทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม

กระ ทรวงคมนาคม หรือกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องทำงานในลักษณะของการบูรณาการร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรม โรงกลั่น บริษัทน้ำมัน และค่ายรถยนต์ เพื่อให้เป้าหมายนี้สามารถเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาไม่นานเกินรอ หรือ 5 ปีต่อจากนี้

ฉันจะไม่หลงทางอีกแล้ว

ถามว่า ยากหรือไม่ พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ตอบว่า ยาก แต่ไม่เกินความใฝ่ฝัน และความสามารถที่ประเทศไทย จะเอารูปแบบการพัฒนาของประเทศบราซิลมาใช้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่ใช่เรื่องโลเล หรือการลองผิดลองถูก แต่เป็นเรื่องที่เราตั้งเป้าหมายที่จะลดภาระ โดยการเพิ่มทางเลือกที่มีมากขึ้นให้แก่ประชาชน มันผิดตรงไหนหรือ? ที่พยายามจะทำให้ผู้คนหันมาพึ่งพาพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า และผลิตได้เองภายในประเทศได้มากขึ้น โดยการเพิ่มสัดส่วนเอทานอลในน้ำมันเบนซินจาก อี 5 เป็น อี 10 จาก อี 10 เป็น อี 20 และจากอี 20 เป็น อี 85”

การนำคณะผู้บริหารระดับสูง อย่าง นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ในฐานะสามี และที่ปรึกษาคนสำคัญ พร้อมด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.เช่น นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ และกลุ่มผู้บริหารจากบริษัทในเครือ นายนที ทับมณี ผู้อำนวยการส่วนปิโตรเลียม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน เดินทางไปดูงานที่บราซิล และมีโอกาสได้ศึกษาร่วมกันถึงวิวัฒนาการ และรูปแบบของการพัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกที่มาจากพืชพลังงานของหน่วยงานสำคัญๆ ซึ่งลองผิดลองถูกมาตลอดช่วง 80 ปี จนกระทั่งถึงช่วง 30 ปีที่แล้วที่บราซิลประสบผลสำเร็จจากการเป็นประเทศต้นแบบของการพึ่งพาตนเอง ที่สามารถปลดแอกจากการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งต้องสูญเสียเงินตราไปเป็นจำนวนมหาศาลได้ คือ การตอกย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเดินทางถูกทางแล้ว!!

“เขามีปัญหาแบบเดียวกับที่เรากำลังเผชิญอยู่ ตั้งแต่ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติราคา อ้อยตกต่ำอย่างรุนแรง จนต้องหาทางนำอ้อยมาผลิตเป็นเอทานอล กว่าจะทำให้ผู้คนมั่นใจ ก็ต้องใช้เวลาทดสอบ และลองผิดลองถูกอยู่นาน แต่พอน้ำมันราคาถูกลง ผู้คนก็หันกลับไปใช้น้ำมัน ทำให้เกิดวิกฤติราคาเอทานอลตกต่ำอีก จนท้ายที่สุด วันนี้ รัฐบาลของเขาสามารถวิจัย และพัฒนาคุณภาพของเอทานอล จนกลายเป็นผู้ส่งออกพลังงานทางเลือกรายใหญ่ของโลกได้สำเร็จ ในขณะที่ชาวบราซิเลี่ยนสามารถจะใช้พลังงานทางเลือก เช่น อี 10 อี 22 อี 85 หรือ อี 100 ได้อย่างเป็นอิสระ...”

เมื่อไหร่ที่พลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง มีราคาแพงตามสภาพภูมิอากาศก็ดี หรือตามราคาในตลาดโลกก็ดี ชาวบราซิเลี่ยนสามารถคำนวณโดยใช้คู่มือที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อเลือกพลังงานที่มีราคาถูกกว่าได้ (ดูจากตาราง) หลังจากที่เขาเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมรถยนต์ จากหลายค่ายพัฒนาเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Flex Fuel Vehicle หรือ FFV ซึ่งมีความยืดหยุ่นสามารถจะใช้ อี 100 หรือ อี 20 ผสมกับแก๊สโซลีน 80 หรือใช้ อี 85 ผสมกับแก๊สโซลีน 15 ก็ได้

และทั้งหมดนี้ พบเห็นได้จากสถิติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศบราซิลว่า 9 ใน 10 คัน ต่างก็เป็นรถ FFV

“4 วัน เราไปดูงานใน 8 หน่วยงานใหญ่ๆ ไปพบกับผู้บริหารระดับสูงของสหพันธ์ผู้ผลิตอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และเอทานอล (The Braziliian Sugarcane Industry Association : UNICA) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของบรรดาผู้ผลิตที่ใหญ่ ที่สุดของบราซิล ซึ่งกำลังนำเอทานอลไปทดลองใช้กับรถบัส เครื่องบิน...

ไปดูหน่วยงานภาครัฐอย่าง Emprabas ซึ่งทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิต ต่อไร่ให้กับอ้อย และการผลิตเอทานอลได้ถึง 1,100 ลิตรต่อไร่ ขณะเดียวกัน ก็ทำการวิจัยและพัฒนาไบโอดีเซลจากถั่วเหลืองไปพร้อมๆกับเพื่อส่งออก เพราะในประเทศใช้น้ำมันดีเซลเพียง 3% กว่าๆเท่านั้น จากที่นี่ เรายังไปดูการดำเนินธุรกิจนำเข้าส่งออกเอทานอลของ Coimex...

ไปดูการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ และปิกอัพที่ใช้เครื่อง FFV ของ GM ไปพบกับผู้ให้สัมปทานการสำรวจแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่าง National Petroleum National Gas and Bio fuels Agency: ANP และไปดูการวางระบบขนส่งทางท่อซึ่งส่งได้ทั้งน้ำมัน เอทานอล และก๊าซธรรมชาติของ บริษัทในเครือ PRETROBRAS ซึ่งแสดงความสนใจจะมาสำรวจและลงทุนเพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่ง และจำหน่ายเอทานอลในภูมิภาค

ทั้งหมดนี้ ทำให้ได้ข้อสรุปชัดว่า จากนี้ไป ฉันจะไม่หลงทางอีกแล้ว!” พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ กล่าวในท้ายที่สุด

และทั้งหมดนี้ จะเป็นจริงได้ ก็อยู่ที่ความร่วมมือของฝ่ายที่มุ่งมั่น จะขจัดอุปสรรคทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นที่ตั้ง.

อี 85 คือคำตอบสุดท้าย

สิริวุทธิ์ เสียมภักดี
นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย

“ประเทศไทยถือว่าโชคดี ที่ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลาน ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาอี 85 แต่สามารถใช้ผลการวิจัยและมาตรฐานการผลิตอี 85 ของบราซิลที่ใช้เวลาศึกษากว่า 30 ปี ก่อนจะประสบความสำเร็จในการนำมาใช้ในประเทศ จนถึงระดับของอี 100 ซึ่งเรื่องนี้ไทยสามารถนำมาเป็นต้นแบบ ในการจัดทำยุทธศาสตร์การใช้พลังงานทดแทนได้ทันที”

นอกจากนี้ การที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีวัตถุดิบต้นทาง นำไปสู่การผลิตอี 85 ได้อย่างไม่ขาดแคลน คือมีผลผลิตมันสำปะหลังปีละ 20 ล้านตัน อ้อยปีละ 73 ล้านตัน จึงเพียงพอต่อการนำไปผลิตเป็นเอทานอล

และหากมีการใช้อี 85 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ราคารับซื้อผลผลิต เพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และจะจูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชพลังงานมากขึ้น ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตเอทานอลเพื่อการส่งออกแห่งเอเชีย

ขณะเดียวกัน ทุกกระบวนการผลิตเอทานอล ได้มีการดูดซับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งในกระบวนการผลิตพลังงานอื่นๆ ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆที่ทำได้ ทำให้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่จะชี้ขาดว่าอี 85 จะเป็นคำตอบสุดท้าย ในการฝ่าวิกฤติราคาน้ำมันหรือไม่นั้น

ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ ดังนั้น รัฐบาลจึงจะต้องผลักดันให้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอี 85 เป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องมีการกำหนดเป้าหมาย

การผลิตเอทานอลให้ชัดเจน เพื่อให้ผลผลิตมีเพียงพอไม่ขาดแคลน เพื่อนำไปสู่การใช้อี 85 ได้ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดมารับช่วงการบริหารประเทศ ก็จะต้องสานต่อนโยบายอย่างต่อเนื่อง

เพราะขณะนี้ไทยมีการผลิตเอทานอลวันละ 1.57 ล้านลิตร จาก 11 โรงงาน แต่มีการนำไปผสมเป็นแก๊สโซฮอล์อี 10 และอี 20 เพียงวันละ 800,000 ลิตรต่อวันเท่านั้น และมีสต๊อกเอทานอลรวม 16 ล้านลิตร

ดังนั้น สมาคมจึงต้องการให้กระทรวงพลังงาน เร่งขจัดอุปสรรคของผู้ผลิตเอทานอลที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ให้หมดไป อาทิ การกำหนดราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต คือ ต้นทุนผลิตเฉลี่ยที่ 15-20 บาทต่อลิตร แต่ถูกกำหนดให้จำหน่ายที่ราคาประมาณ 17 บาทต่อลิตร

ปัจจุบันผู้ผลิตต้องจำหน่ายให้เฉพาะกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (โรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมัน) ทำให้ถูกกดราคารับซื้อต่ำกว่าราคาที่กำหนด เพราะปริมาณเอทานอลยังล้นความต้องการ จึงควรเปิดเสรีการจำหน่ายเอทานอล

รวมทั้งควรลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอี 85 ให้สอดคล้องกับปริมาณเอทานอลที่นำมาผสม ให้เหลือเพียง 55 สตางค์ต่อลิตร จากปกติที่จัดเก็บ 2.57 บาทต่อลิตร เพื่อทำให้ส่วนต่างระหว่างน้ำมันเบนซิน 95 กับน้ำมันอี 85 เพิ่มมากขึ้น อีกประมาณ 2 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้อี 85

ตลอดจนการส่งออกเอทานอลส่วนเกินจากความต้องการภายในประเทศ ที่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการรวมเอทานอลจากผู้ผลิตหลายราย ให้มีปริมาณที่เพียงพอและคุ้มกับการส่งออก โดยกรมสรรพสามิต ยังไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในการอนุญาต ให้มีการรวมเอทานอลจากผู้ผลิตหลายรายเพื่อนำไป ส่งออกได้.

ทีมเศรษฐกิจ
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 22nd, 2008, 08:46 PM   #379
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

จรูญฤทธิ์ ขำปัญญา สาน 2 ภารกิจ "ทรานส์ไทย-มาเลเซีย" ดูแลชุมชน-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4012 (3212)


สัมภาษณ์

นับจากวันที่โครงการโรงแยกก๊าซ อ.จะนะและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อุบัติขึ้น ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยังคงยืนยันคัดค้านการเกิดขึ้นของโครงการดังกล่าว จนถึงวันนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 และมีการเปลี่ยนถ่ายผู้บริหารสูงสุดมาแล้ว 2 คน ก่อนหน้านี้เป็นผู้บริหารของฝ่ายมาเลเซีย ล่าสุดครบวาระ 3 ปี ถึงคิวของคนไทยมานั่งแป้นซีอีโอ

"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "จรูญฤทธิ์ ขำปัญญา" ซีอีโอ บริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด (TTM) คนล่าสุด

เริ่มจากคำถามว่า 3 ปีจากนี้จะมี นโยบายไปในทิศทางใด

"จรูญฤทธิ์" ตอบตรงประเด็นว่า จะต่อยอดสิ่งที่ผู้บริหารคนก่อนทำไว้ โดยเฉพาะการผลิตก๊าซธรรมชาติป้อนให้กับลูกค้าหลัก ซึ่งปัจจุบันมีรายใหญ่ 2 ราย คือ ปิโตรนาส และ ปตท.ในฐานะบริษัทร่วมทุนแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันคนละ 50/50

ภารกิจสำคัญคือการดูแลและจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้เต็มที่และอีกข้อหนึ่งคือ ดูแลชุมชน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งเพื่ออยู่ร่วมกันและเติบโตไป พร้อมๆ กันโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โรงงานที่นี่เราจะเน้นสีเขียวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผมจะปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์ใหม่ให้ร่มรื่นกว่านี้ โรงงานของเราผลิตก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานสะอาด จะดูแลชุมชนอย่างดี

ผมได้ให้นโยบายว่าจะทำให้โรงแยกก๊าซที่นี่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องชาวสงขลา เรายังยึดมั่นในสัญญาประชาคมเช่นเดิมในการตั้งกองทุนให้กับชุมชน กิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชนยังคงมีต่อเนื่อง และในเร็วๆ นี้ผมจะต้องดำเนินการเรื่องถนนสาธารณประโยชน์ที่จะ แลกเปลี่ยนกับของชาวบ้าน โดยจะบริจาคที่ดิน 12 ไร่ทำเป็นถนนสาธารณะให้ ชาวบ้านแลกกับที่ดินที่มีปัญหาเดิมซึ่งอยู่ ในแนวที่ดินของโรงแยกก๊าซ ซึ่งเราหวังว่าชาวบ้านจะเข้าใจและยอมรับในที่สุด

จรูญฤทธิ์บอกว่าวันนี้โรงแยกก๊าซจะนะสามารถรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเจดีเอและผลิตก๊าซส่งขายให้มาเลเซียวันละประมาณ 430 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และผลิตป้อนโรงไฟฟ้าจะนะที่เพิ่งเปิดอีกวันละ 120 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในอนาคตหากโรงงานแถบ อ.สะเดาพร้อมใช้ก็จะมีลูกค้าเพิ่ม รวมทั้งสถานีแม่เอ็นจีวีจะนะแล้วเสร็จ จะส่งก๊าซป้อนให้ทันที ส่วนกรณีที่สถานี เอ็นจีวีแม่ เดิมอยู่ที่คลองหวะ อ.หาดใหญ่ สร้างเสร็จแล้วแต่ติดปัญหาสัญญาจองใช้ท่อนั้นทาง ปตท.ไม่ได้เซ็นสัญญาจองใช้ท่อไว้ก่อน ทางมาเลเซียจึงไม่อนุญาตให้ส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อไปให้ ปตท.จึงตัดสินใจสร้างสถานีแม่แห่งใหม่ที่ อ.จะนะแทน

ล่าสุดสถานีแม่เอ็นจีวีที่ อ.จะนะนั้นทาง ปตท.กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ใกล้ๆ กับโรงแยกก๊าซซึ่งเราจะส่งก๊าซผ่านท่อต่อเข้าไป ซึ่งจะเป็นสถานีขนาดใหญ่รองรับการขนส่งก๊าซไปยังสถานีลูกที่ครอบคลุม ทั่วภาคใต้ตอนล่าง

ส่วนภาคใต้ตอนบนมีโรงแยกก๊าซที่ขนอมรองรับ หากไม่พอก็สามารถมาใช้ที่สถานีแม่ อ.จะนะ คาดว่า ในราวปลายปีนี้จะเปิดดำเนินการได้ ชาวสงขลาและ จังหวัดใกล้เคียงจะได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจากแหล่งผลิตเจดีเออย่างแน่นอน

และหากเป็นไปได้โรงงานในแถบ อ.สะเดาจำนวนมากวันนี้ต่างประสบปัญหาน้ำมันแพง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแนวท่อ ก๊าซพาดผ่านอยู่แล้ว หากจะปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อรองรับการใช้ก๊าซเอ็นจีวีก็สามารถทำได้ง่าย โดยทาง TTM จะต่อท่อไปถึงหน้าโรงงานเชื่อมการใช้ก๊าซได้เลยเช่นเดียวกับโรงงานในแถบระยองช่วย ลดต้นทุนได้มาก

"เรายังมีก๊าซธรรมชาติรองรับการใช้งานได้อีกเป็นสิบๆ ปี โรงแยกก๊าซจะนะเราส่งขายให้มาเลเซียไปประมาณ 3 ปี ส่วนของไทยหากพร้อมนำมาใช้ก็นำในส่วนของเรามาใช้ได้ไม่มีปัญหาเพราะแบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่งเท่าๆ กัน วันนี้เราใช้แค่ป้อนโรงไฟฟ้าจะนะ และรอสถานีแม่เอ็นจีวีแล้วเสร็จปลายปีนี้ชาวสงขลาจะได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจากแหล่งเจดีเออย่างแน่นอน" จรูญฤทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

หน้า 24


napoleon no está en línea   Reply With Quote
Old June 23rd, 2008, 07:08 AM   #380
napoleon
Liberty, Equality, Frate
 
napoleon's Avatar
 
Join Date: Apr 2006
Posts: 94,886
Likes (Received): 5796

มาเลย์เล็งพึ่ง พลังนิวเคลียร์ สู้น้ำมันแพง

โพสต์ทูเดย์ 23/06/2008


มาเลเซียเล็งลด การพึ่งพาน้ำมัน รับอาจหันซบพลังนิวเคลียร์

สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานอ้างคำกล่าวของ นาจิบ ราซัค รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ว่า มาเลเซียอาจพิจารณาใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง


ราซัค กล่าวว่า มาเลเซียจะพิจารณาแหล่งพลังงานทางเลือกต่างๆ ซึ่งรวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ราคาพุ่งเกือบ 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


“โอกาสที่มาเลเซียจะหันพึ่งเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่ไม่อาจทิ้งได้ ทว่ารัฐบาลจะพิจารณาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก่อนเป็นอันดับแรก” ราซัค กล่าว


รองผู้นำแดนเสือเหลืองยอมรับว่า ต้นทุนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีมูลค่าสูง ขณะที่ เจ้าหน้าที่ของบริษัทไฟฟ้าในมาเลเซีย กล่าวว่า การพัฒนาสาธารณูปโภคสำหรับโครงการดังกล่าวต้องใช้เวลาหลายปี


เทนากา เนชันแนล (ทีเอ็นบี) บริษัทไฟฟ้าของรัฐบาลมาเลเซีย กล่าวว่า ได้เตรียมตัวที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อทดแทนแล้ว หากบริษัทได้รับคำสั่งให้ดำเนินโครงการดังกล่าว


“ทีเอ็นบีจะใช้เวลา 15 ปี ใน การพัฒนาสาธารณูปโภคสำหรับพลังงานนิวเคลียร์ และหาแหล่งก่อสร้างที่เหมาะสม” อับลาห์ โมห์ด ซัลเลห์ รองประธานทีเอ็นบี กล่าว


ทั้งนี้ มาเลเซียประกาศขึ้นราคาน้ำมันกว่า 41% โดยอ้างว่ารัฐบาลอาจต้องจ่ายงบประมาณปีนี้ถึง 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.67 แสนล้านบาท) ในการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ

Last edited by napoleon; June 23rd, 2008 at 07:16 AM.
napoleon no está en línea   Reply With Quote
Sponsored Links
Advertisement
 


Reply

Thread Tools

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off


Similar Threads
Thread Thread Starter Forum Replies Last Post
Blagojevich's new energy plan: moving towards energy independence The Urban Politician Chicago 3 August 23rd, 2006 05:19 AM


All times are GMT +2. The time now is 03:33 AM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.11 Beta 4
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions Inc.
vBulletin Security provided by vBSecurity v2.2.2 (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.
Feedback Buttons provided by Advanced Post Thanks / Like (Pro) - vBulletin Mods & Addons Copyright © 2019 DragonByte Technologies Ltd.

SkyscraperCity ☆ In Urbanity We trust ☆ about us